Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

วิเคราะห์ปมพยาบาลลาออกปีละ 7 พันราย ท่ามกลางศึกเวร 12 ชม. และสัดส่วนภาระงานที่หนักเกินต้าน

วิกฤตเวรพยาบาล 12 ชั่วโมงสะท้อนโจทย์ใหญ่ระบบสาธารณสุขไทย เมื่อเชียงรายกลายเป็นภาพแทนของภาระงาน คนไม่พอ และการปฏิรูปที่ยังหาจุดสมดุลไม่เจอ

เชียงราย, 19 มีนาคม 2569 — จากประกาศเพื่อความปลอดภัย สู่เสียงคัดค้านจากคนหน้างาน  เรื่องชั่วโมงการทำงานของพยาบาลที่ควรเป็นมาตรการสร้างความปลอดภัยให้ทั้งผู้ป่วยและบุคลากร กลับกลายเป็นประเด็นร้อนของระบบสาธารณสุขไทยในเวลาเพียงไม่กี่วัน หลังสภาการพยาบาลออกประกาศเรื่องชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ. 2569 และกำหนดแนวทางจัดเวลาปฏิบัติงานใหม่ให้มีขอบเขตชัดขึ้น แต่เมื่อประกาศลงสู่พื้นที่จริง เสียงจากคนหน้างานกลับสะท้อนว่า โจทย์ในโรงพยาบาลไม่ได้มีแค่เรื่องเวลางาน หากมีเรื่องกำลังคน ภาระงาน และคุณภาพชีวิตที่ทับซ้อนกันอยู่ก่อนแล้ว

ความตึงเครียดครั้งนี้ปะทุชัดเจนที่จังหวัดเชียงราย เมื่อพยาบาลโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์จำนวนมากออกมาแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการจัดเวร 12 ชั่วโมง ตามข้อมูลภาคสนามที่ผู้ใช้จัดเตรียม มีพยาบาลกว่า 300 คนรวมตัวในวันที่ 16 มีนาคม 2569 เพื่อเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจรับฟังเสียงจากหน้างาน และเพียงหนึ่งวันถัดมา สภาการพยาบาลก็ประกาศเลื่อนการบังคับใช้กติกาดังกล่าวออกไปก่อนเพื่อทบทวนใหม่ เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สังคมหันกลับมามองว่า ปัญหาพยาบาลไทยอาจลึกกว่าที่ข้อบังคับฉบับเดียวจะแก้ได้

สาระของประกาศใหม่ ตั้งใจลดความล้า แต่ถูกตั้งคำถามเรื่องการใช้จริง

ข้อมูลจากราชกิจจานุเบกษาที่ Hfocus นำมาเผยแพร่ระบุว่า ประกาศสภาการพยาบาลฉบับใหม่กำหนดให้ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลตามช่วงเวลาไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และในภาพรวมไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะเดียวกัน ผู้บริหารการพยาบาลสามารถจัดตารางเวรการทำงานรวมได้ไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยรวมการทำงานล่วงเวลาและ on call เข้าไปด้วย หลักคิดของประกาศนี้คือการลดความเหนื่อยล้าสะสม ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์และกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและพยาบาลเอง

ในเชิงหลักการ นี่ไม่ใช่แนวคิดที่ผิด เพราะระบบสุขภาพทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับเรื่องชั่วโมงทำงานที่เหมาะสม การพักระหว่างเวร และความเสี่ยงจากการทำงานต่อเนื่องยาวนาน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในไทยคือ คนหน้างานจำนวนมากเห็นว่า แม้เจตนาจะดี แต่การใช้กฎลักษณะเดียวกันกับทุกบริบทอาจไม่สอดคล้องกับความจริงของแต่ละวอร์ด แต่ละโรงพยาบาล และแต่ละชีวิตของพยาบาลเอง นี่ทำให้ความต่างระหว่าง “สิ่งที่ถูกต้องบนกระดาษ” กับ “สิ่งที่ทำได้จริงในโรงพยาบาล” กลายเป็นความขัดแย้งที่ระเบิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

เชียงรายกลายเป็นจุดปะทะของนโยบายกับชีวิตจริง

กรณีโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์มีนัยสำคัญมากกว่าการคัดค้านเฉพาะแห่ง เพราะมันทำให้เห็นภาพตรงไปตรงมาที่สุดของความรู้สึกคนทำงาน ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม ตัวแทนพยาบาลในพื้นที่สะท้อนว่า แม้การออกแบบชั่วโมงงานใหม่จะตั้งใจให้มีเวลาพักมากขึ้น แต่ปัญหาคืออัตรากำลังไม่พอ เมื่อคนไม่พอแต่ภาระงานยังเท่าเดิม การเพิ่มกรอบเวร 12 ชั่วโมงในภาคปฏิบัติอาจไม่ได้นำไปสู่การพักมากขึ้น หากกลับกลายเป็นการทำงานยาวขึ้น ความล้าสะสมมากขึ้น และเวลาชีวิตส่วนตัวที่หายไป

จุดนี้เองที่เชียงรายไม่ใช่เพียงสถานที่เกิดการประท้วง แต่กลายเป็นภาพสะท้อนของคำถามใหญ่ในระบบว่า เรากำลังปฏิรูปเพื่อใคร และฟังใครก่อนออกนโยบาย ข้อกังวลของพยาบาลไม่ได้จำกัดอยู่ที่ความเหนื่อยทางกายเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงการดูแลครอบครัว การจัดเวลาใช้ชีวิต และความรู้สึกว่าการตัดสินใจเรื่องงานของตนกลับถูกกำหนดโดยคนที่ไม่ได้อยู่หน้าเตียงผู้ป่วยจริง ๆ เรื่องนี้จึงเป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงความเห็นต่างทางเทคนิค

สภาการพยาบาลยอมถอยชั่วคราว สัญญาณว่าเสียงหน้างานเริ่มถูกนับรวม

การที่สภาการพยาบาลประกาศเลื่อนบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ถือเป็นพัฒนาการสำคัญ เพราะเอกสารมติที่ประชุมคณะกรรมการสภาการพยาบาลระบุชัดว่า ต้องการมีเวลาเพื่อศึกษาข้อมูลให้รอบด้านมากขึ้น และรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกก่อนกำหนดแนวทางที่เหมาะสมกว่าเดิม การถอยครั้งนี้อาจสะท้อน 2 อย่างพร้อมกัน อย่างแรกคือแรงต้านจากวิชาชีพมีน้ำหนักมากพอจะเปลี่ยนทิศทางนโยบาย และอย่างที่สองคือผู้กำหนดนโยบายเองก็ตระหนักแล้วว่า เรื่องนี้ไม่อาจตัดสินด้วยมุมมองด้านใดด้านหนึ่งเพียงลำพัง

อย่างไรก็ตาม การเลื่อนบังคับใช้ไม่ใช่จุดจบของปัญหา หากเป็นเพียงการซื้อเวลาให้ระบบกลับไปคิดใหม่ว่า ควรทำอย่างไรจึงจะไม่ทำให้เจตนาที่ดีแปรสภาพเป็นแรงผลักให้คนออกจากระบบมากกว่าเดิม หากการรับฟังครั้งนี้จบลงเพียงการปรับถ้อยคำในประกาศ แต่ไม่แตะปัญหากำลังคน ค่าตอบแทน และภาระงานจริง ความขัดแย้งก็มีแนวโน้มจะย้อนกลับมาอีกในรูปแบบที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิมได้เสมอ

ตัวเลขทั้งประเทศยืนยันว่า ปัญหาหลักคือพยาบาลยังไม่พอ

ข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุขปี 2567 ซึ่ง Rocket Media Lab นำมาวิเคราะห์จากฐานข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ประเทศไทยมีพยาบาลในระบบสาธารณสุข 198,836 คน เมื่อนำมาเทียบกับจำนวนประชากร 64,953,661 คน พบว่าพยาบาล 1 คนต้องรับผิดชอบประชากรเฉลี่ยประมาณ 327 คน ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงสถิติแห้ง ๆ แต่เป็นเครื่องยืนยันว่า ภาระงานที่พยาบาลจำนวนมากสะท้อนนั้นมีฐานข้อมูลรองรับอยู่จริง และใน 62 จังหวัด สัดส่วนประชากรต่อพยาบาล 1 คนยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศด้วยซ้ำ

เมื่อดูในรายจังหวัด ความเหลื่อมล้ำยิ่งชัด กรุงเทพมหานครมีสัดส่วนดีที่สุดที่พยาบาล 1 คนต่อประชากร 128 คน ขณะที่เชียงใหม่อยู่ที่ 239 คนต่อ 1 คน แต่จังหวัดที่วิกฤตกว่ามาก เช่น หนองบัวลำภูอยู่ที่ 677 คนต่อ 1 คน บึงกาฬ 572 คนต่อ 1 คน และชัยภูมิ 551 คนต่อ 1 คน ความต่างเช่นนี้บอกว่า ประเทศไทยไม่ได้เผชิญแค่ปัญหาพยาบาลไม่พอในภาพรวม แต่เผชิญการกระจายกำลังคนที่ไม่สมดุลอย่างรุนแรงด้วย ดังนั้น หากจะคุยเรื่องชั่วโมงเวรโดยไม่พูดถึงสัดส่วนพยาบาลต่อประชากรและต่อผู้ป่วย ปัญหาก็จะถูกแตะเพียงผิวหน้าเท่านั้น

แผน 10 ปีของรัฐตั้งเป้าใหญ่ แต่ระยะเปลี่ยนผ่านยังเต็มไปด้วยแรงกดดัน

ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบยุทธศาสตร์การปฏิรูปกำลังคนและภารกิจบริการด้านสาธารณสุขในภาพรวมทั้งระบบระยะ 10 ปี เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2567 โดยตั้งเป้าให้ประเทศไทยมีพยาบาลรวม 333,745 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนประชากร 200 คนต่อพยาบาล 1 คนในอนาคต เท่ากับว่ารัฐเองก็ยอมรับโดยปริยายว่า สัดส่วนปัจจุบันยังห่างจากจุดที่ควรจะเป็นมาก และจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหากำลังคนอย่างจริงจัง

แต่ปัญหาสำคัญคือ แผนระยะยาวไม่สามารถลบแรงกดดันระยะสั้นได้ทันที พยาบาลที่อยู่ในระบบเวลานี้ยังต้องรับภาระงานต่อวันในสภาพเดิม และหลายแห่งอาจรู้สึกว่าแผนอนาคตยังอยู่ไกลเกินกว่าจะช่วยชีวิตงานประจำวันของตนในวันนี้ได้ ความตึงเครียดเรื่องเวร 12 ชั่วโมงจึงสะท้อนความจริงที่คมชัดว่า เมื่อระบบยังขาดคน การออกแบบเวลางานแบบใดก็ตามอาจถูกมองว่าเป็นการ “จัดสรรความขาดแคลน” มากกว่าจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต หากไม่มีมาตรการเติมคนและเพิ่มแรงจูงใจควบคู่กันไป

ข้อเสนอจาก Nurses Connect ชี้ว่าต้องแก้ 3 จุดพร้อมกัน

เสียงจากกลุ่มภาคีพยาบาล Nurses Connect ที่ให้สัมภาษณ์กับ Hfocus เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 น่าจะเป็นหนึ่งในภาพแทนที่ชัดที่สุดของความคิดจากคนในวิชาชีพ กลุ่มนี้เสนอว่า การแก้ปัญหาไม่ควรหยุดอยู่ที่ชั่วโมงทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแก้ 3 เรื่องพร้อมกัน ได้แก่ ชั่วโมงทำงานที่เหมาะสมจริง สัดส่วนพยาบาลต่อคนไข้ที่ไม่หนักเกินไป และค่าตอบแทนที่เป็นธรรม โดยยกตัวอย่างว่าวอร์ดสามัญควรมีพยาบาล 1 คนต่อผู้ป่วย 5 คน แต่ในความเป็นจริงหลายแห่งพยาบาล 1 คนต้องดูแลผู้ป่วยอย่างน้อย 10 คน ขณะที่ค่าตอบแทนเพิ่มสำหรับช่วงเวลาทำงานที่ยืดออกไปยังถูกมองว่าต่ำเกินภาระงานอย่างมาก

ข้อเสนอแบบนี้สำคัญเพราะทำให้เห็นว่าคนหน้างานไม่ได้ปฏิเสธการปฏิรูปโดยหลักการ แต่ต้องการให้การปฏิรูปแตะสิ่งที่เป็นต้นเหตุจริง หากคนยังไม่พอ งานยังล้น และค่าตอบแทนยังไม่จูงใจ การไปเน้นเฉพาะชั่วโมงเวรย่อมแก้ปัญหาได้จำกัด และอาจย้อนกลายเป็นตัวเร่งให้คนไหลออกมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ นี่คือเหตุผลที่การรับฟังความเห็นรอบใหม่ไม่ควรแคบอยู่ในวงชั่วโมงทำงาน แต่ต้องขยายไปถึงโครงสร้างแรงจูงใจของทั้งระบบ

ตัวเลขลาออกปีละกว่า 7,000 คน ทำให้วิกฤตนี้ไม่ใช่เรื่องชั่วคราว

อีกข้อมูลที่ควรจับตาคือคำให้สัมภาษณ์ของ ผศ.ดร.วิวัฒน์ เหล่าชัย กรรมการอำนวยการสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งสะท้อนผ่าน Hfocus ว่า พยาบาลออกจากระบบราชการเฉลี่ยปีละกว่า 7,000 คน ตัวเลขนี้ทำให้ปัญหาขาดแคลนกำลังคนไม่ใช่เพียงเรื่องผลิตไม่ทัน แต่เป็นเรื่อง “รักษาคนในระบบไว้ไม่ได้” ด้วย เมื่อภาระงานหนัก ค่าตอบแทนไม่สอดคล้อง และคุณภาพชีวิตไม่ดีพอ ระบบก็สูญเสียกำลังคนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าผลิตใหม่เพิ่มเท่าใดก็อาจไหลออกไปอีกอยู่ดี

ในแง่นี้ เวร 12 ชั่วโมงจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความกลัวที่ลึกกว่านั้น นั่นคือความกลัวว่าการปฏิรูปครั้งนี้อาจเป็นอีกแรงกดที่ทำให้วิชาชีพพยาบาลสูญเสียคนเร็วขึ้น ถ้าผู้กำหนดนโยบายอ่านเสียงคัดค้านไม่ออก ก็อาจเข้าใจว่าเป็นเพียงการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าอ่านให้ลึก จะเห็นว่าคนหน้างานกำลังเตือนถึงความเปราะบางของระบบทั้งระบบมากกว่าเรื่องตารางเวรเพียงอย่างเดียว

การถ่ายโอน รพ.สต. อาจเป็นอีกชิ้นส่วนของคำตอบ ถ้าทำให้ปฐมภูมิเข้มแข็งจริง

ท่ามกลางวิกฤตในโรงพยาบาลใหญ่ อีกด้านหนึ่งของระบบสุขภาพไทยกำลังขยับผ่านการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้อมูลจาก สปสช. ระบุว่า ปัจจุบันมีหน่วยบริการปฐมภูมิถ่ายโอนแล้วกว่า 4,450 แห่งทั่วประเทศ และในเขตสุขภาพที่ 1 มี 3 จังหวัดที่ถ่ายโอนครบ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว ได้แก่ เชียงราย ลำพูน และแพร่ ขณะที่เชียงใหม่กำลังทยอยรับเพิ่มและคาดว่าจะครบทั้งจังหวัดในปี 2571

ความหมายของเรื่องนี้คือ หากระบบปฐมภูมิใกล้บ้านเข้มแข็งขึ้นจริง ประชาชนจำนวนหนึ่งจะไม่จำเป็นต้องไหลเข้าสู่โรงพยาบาลใหญ่ในทุกกรณี ภาระงานบางส่วนของพยาบาลในโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปก็อาจลดลงได้ในระยะยาว ข้อมูลจากเวทีติดตามงานที่เชียงใหม่และลำพูนยังสะท้อนว่า หลังถ่ายโอนแล้ว บางพื้นที่เริ่มมีความคล่องตัวด้านงบประมาณ การจ้างบุคลากร และการจัดระบบบริการมากขึ้น แม้ช่วงแรกจะมีปัญหาเรื่องคน เงิน และโครงสร้างก็ตาม

เชียงรายในฐานะจังหวัดถ่ายโอนครบ 100 เปอร์เซ็นต์ อาจมีบทบาทมากกว่าการเป็นพื้นที่ประท้วง

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ เชียงรายไม่เพียงเป็นจังหวัดที่เกิดการคัดค้านเวร 12 ชั่วโมงอย่างเด่นชัด แต่ยังเป็นหนึ่งใน 3 จังหวัดภาคเหนือที่ถ่ายโอน รพ.สต. ครบ 100 เปอร์เซ็นต์แล้วด้วย สถานะสองด้านนี้ทำให้เชียงรายอาจเป็นจังหวัดต้นแบบในการตอบคำถามสำคัญของระบบสุขภาพไทยว่า จะจัดสมดุลระหว่างโรงพยาบาลใหญ่ที่แบกรับภาระหนัก กับระบบปฐมภูมิใกล้บ้านอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ดีขึ้น และบุคลากรไม่ถูกกดทับมากเกินไปพร้อมกัน

หากมองในเชิงนโยบาย นี่อาจเป็นจังหวะสำคัญที่เชียงรายสามารถเสนอภาพอนาคตอีกแบบให้กับประเทศได้ คือการไม่แก้ปัญหาพยาบาลด้วยการขยับชั่วโมงเวรเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ทั้งการกระจายภาระงาน การเพิ่มศักยภาพบริการปฐมภูมิ การวางแผนกำลังคน และการสร้างแรงจูงใจให้คนอยู่ในระบบอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เรื่องนี้จึงไม่ควรถูกมองเพียงเป็นข่าวความขัดแย้งระหว่างคนทำงานกับนโยบาย แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบระบบบริการใหม่ทั้งระบบ

บทเรียนจากเชียงรายชี้ว่า การปฏิรูปที่ไม่เริ่มจากเสียงหน้างาน ย่อมเดินต่อได้ยาก

สิ่งที่กรณีนี้สอนอย่างชัดเจน คือ นโยบายที่ตั้งใจทำเพื่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิต จะเดินต่อได้ยากหากไม่มีการรับฟังผู้ปฏิบัติงานจริงตั้งแต่ต้น ความรู้เชิงระบบจากผู้กำหนดนโยบายอาจจำเป็น แต่ความรู้จากหน้างานก็จำเป็นไม่แพ้กัน เพราะสิ่งที่ดูเป็นเหตุผลในเชิงหลักการ อาจไปชนเข้ากับข้อจำกัดของชีวิตคนจริง ๆ ได้อย่างรุนแรงโดยไม่รู้ตัว กรณีเวร 12 ชั่วโมงจึงเป็นตัวอย่างของนโยบายที่ดีในเจตนา แต่สะดุดเพราะขาดความไวต่อบริบทของผู้ปฏิบัติในแต่ละพื้นที่

ถ้าการเลื่อนบังคับใช้ครั้งนี้นำไปสู่การเปิดเวทีรับฟังอย่างจริงจัง ผ่านระบบกฎหมายสาธารณะ ผ่านฟอรั่มคนหน้างาน หรือผ่านกลไกวิชาชีพที่หลากหลาย ก็อาจยังพอพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้กลายเป็นโอกาสในการออกแบบนโยบายที่ดีขึ้นได้ แต่ถ้าจบลงแค่การชะลอเวลาโดยไม่แตะปัญหาโครงสร้างเดิม ความขัดแย้งก็จะกลับมาอีกครั้งในรูปแบบใหม่ และอาจหนักกว่าเดิม

วิกฤตเวร 12 ชั่วโมงไม่ใช่ปลายเหตุ แต่คือสัญญาณเตือนของระบบทั้งระบบ

เมื่อมองตลอดเส้นเรื่อง จะเห็นว่า “เวรพยาบาล 12 ชั่วโมง” ไม่ใช่สาระทั้งหมดของปัญหา หากเป็นเพียงจุดที่ทำให้ความอึดอัดสะสมของวิชาชีพปะทุออกมาพร้อมกัน ปัญหาจริงอยู่ที่คนไม่พอ งานหนัก ค่าตอบแทนไม่จูงใจ และโครงสร้างบริการที่ยังต้องปรับอีกมาก การที่เชียงรายกลายเป็นพื้นที่นำของการคัดค้านครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะจังหวัดนี้กำลังยืนอยู่ตรงรอยต่อของภาระงานในโรงพยาบาลใหญ่กับความหวังจากระบบปฐมภูมิที่ถ่ายโอนครบแล้ว

หากระบบสาธารณสุขไทยต้องการเดินหน้าต่อ บทเรียนจากครั้งนี้อาจชัดเจนมากกว่าที่คิด นั่นคือ การแก้ปัญหาพยาบาลไม่อาจทำด้วย “ประกาศเรื่องเวลา” อย่างเดียว แต่ต้องทำพร้อมกันทั้งเรื่องชั่วโมงงาน สัดส่วนกำลังคน ค่าตอบแทน และการลดแรงกดจากโครงสร้างบริการภาพรวม ถ้าทำได้ ความขัดแย้งครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบที่จริงจังขึ้น แต่ถ้าทำไม่ได้ มันก็จะเป็นเพียงอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ย้ำว่า ระบบยังคงขอให้คนทำงานแบกรับข้อจำกัดเดิม ๆ ต่อไปอีกนาน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลประกาศสภาการพยาบาล เรื่องชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ. 2569 ที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 และมีผลตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2569
  • ข้อมูลมติคณะกรรมการสภาการพยาบาลชุดที่ 11 ให้เลื่อนวันบังคับใช้ประกาศดังกล่าวออกไปก่อน ลงวันที่ 17 มีนาคม 2569 อ้างอิงจากประกาศสภาการพยาบาลโดยตรง
  • Nurses Connect
  • Rocket Media Lab
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

เชียงรายวิกฤต! ขาดแพทย์ 18 อัตราใน 4 โรงพยาบาลชุมชน สธ. อัดมาตรการจูงใจ 5 ด้านหวังพลิกพื้นที่สีแดง

เชียงรายขาดแพทย์ 18 อัตราใน 4 โรงพยาบาลชุมชน สธ.ดันแผน 3 ระยะ–มาตรการจูงใจ 5 ด้าน หวังพลิก “พื้นที่สีแดง” ให้ประชาชนเข้าถึงบริการอย่างเป็นธรรม

เชียงราย, 14 มกราคม 2569 – ท่ามกลางบรรยากาศท่องเที่ยวและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่คึกคักในภาคเหนือ จังหวัดเชียงรายยังต้องเผชิญ “โจทย์ใหญ่ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า” คือภาวะขาดแคลนแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งขณะนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มพื้นที่วิกฤตหรือ “พื้นที่สีแดง” ถึง 4 แห่ง ขาดแพทย์รวม 18 คน ขณะที่โรงพยาบาลแม่สายยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปที่มีระดับความขาดแคลนรุนแรง (สีส้ม) สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขไทย ที่แม้จะมี “เตียง” และอาคารสถานพยาบาลเพิ่มขึ้น แต่กลับมี “หมอ” ไม่เพียงพอรองรับความต้องการของประชาชน

บทความชิ้นนี้จะพาผู้อ่านสำรวจภาพรวมวิกฤตบุคลากรแพทย์ของประเทศ เจาะลึกสถานการณ์ในจังหวัดเชียงราย และวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ 3 ระยะ รวมถึงมาตรการจูงใจ 5 ด้านที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังเดินหน้า หวังลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลให้ได้มากที่สุด

ภาพรวมวิกฤตขาดแคลนแพทย์ เมื่อ “โรงพยาบาลชุมชน” รับภาระหนักที่สุด

จากการแถลงของ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ระบุชัดเจนว่า โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) คือกลุ่มที่เผชิญปัญหาขาดแคลนแพทย์รุนแรงที่สุดในระบบ โดยมีการประเมินสถานการณ์ผ่านเกณฑ์ “สี” ตามสัดส่วนการขาดแคลนแพทย์เทียบกับกรอบอัตรากำลัง ได้แก่ สีแดง (ขาดแคลนมากกว่า 40%) สีส้ม (ขาดแคลน 30–39.99%) และสีเขียว (ขาดแคลนน้อยกว่า 30%)

ตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ชี้ให้เห็นว่า รพช. ทั่วประเทศขาดแคลนแพทย์รวม 616 คน กระจายอยู่ในโรงพยาบาล 234 แห่ง ในจำนวนนี้ กลุ่มวิกฤตที่สุด คือพื้นที่สีแดง 76 แห่ง ขาดแพทย์รวม 307 คน ขณะที่พื้นที่สีส้มมี 47 แห่ง ขาดแพทย์ 143 คน ส่วนพื้นที่สีเขียวแม้ขาดแคลนในระดับต่ำกว่า แต่ก็ยังต้องการแพทย์เพิ่มอีก 166 คน

ความหมายเชิงปฏิบัติของตัวเลขเหล่านี้คือ ในหลายอำเภอทั่วประเทศ แพทย์เพียง 1–2 คนต้องแบกรับภาระคนไข้ทั้งนอกเวลาและในเวลา บางแห่งต้องขึ้นเวรฉุกเฉิน (ER) สัปดาห์ละหลายคืนติดต่อกัน ส่งผลต่อความเหนื่อยล้า คุณภาพการบริการ และความเสี่ยงในการตัดสินใจทางการแพทย์ ขณะเดียวกัน ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลกลับต้องเดินทางไกลขึ้นหรือรอนานขึ้นกว่าจะได้พบแพทย์

เชียงรายในภาพรวมประเทศ พื้นที่สีแดง 4 แห่ง ขาดหมอ 18 คน

ในโครงสร้างเขตสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดเชียงรายสังกัด “เขตสุขภาพที่ 1” ร่วมกับเชียงใหม่ น่าน และแม่ฮ่องสอน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นจังหวัดภูเขาสูงและมีพื้นที่ชนบทกว้างขวาง เมื่อลงรายละเอียดไปยังโรงพยาบาลชุมชนในเขตสุขภาพที่ 1 พบว่ามีพื้นที่สีแดงรวม 12 แห่ง ขาดแพทย์ 48 คน แบ่งเป็น

  • จังหวัดเชียงราย ขาดแคลนแพทย์ 18 คน ใน 4 โรงพยาบาลชุมชน
  • จังหวัดเชียงใหม่ ขาดแคลน 18 คน ใน 4 แห่ง
  • จังหวัดน่าน ขาดแคลน 6 คน ใน 2 แห่ง
  • จังหวัดแม่ฮ่องสอน ขาดแคลน 6 คน ใน 2 แห่ง

ตัวเลข 18 อัตราของเชียงราย แม้อาจดูไม่สูงในเชิงปริมาณเมื่อเทียบกับจังหวัดใหญ่บางแห่ง แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูง ทางคดเคี้ยว และการกระจายตัวของประชากรในหลายอำเภอที่ห่างไกล การไม่มีแพทย์ประจำเต็มอัตราใน 4 โรงพยาบาลชุมชนย่อมส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ด้านโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) แม้จะมีปัญหาขาดแคลนในระดับที่ต่ำกว่า รพช. แต่ก็พบว่ามีโรงพยาบาลแม่สาย จังหวัดเชียงราย ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “สีส้ม” ซึ่งหมายถึงขาดแคลนแพทย์มากกว่า 20% สะท้อนว่าพื้นที่ชายแดนสำคัญที่มีภาระดูแลทั้งประชาชนในพื้นที่และแรงงานข้ามชาติ ยังต้องการกำลังแพทย์เพิ่มอย่างเร่งด่วน

ยุทธศาสตร์ 3 ระยะของ สธ. วางระบบใหม่ให้บุคลากรแพทย์

เพื่อตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบนโยบายให้จัดทำแผนบริหารกำลังคนด้านการแพทย์อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระหว่างปี 2569–2571 ได้แก่

  1. ระยะเร่งด่วน ปี 2569 – มุ่งลดพื้นที่ขาดแคลนแพทย์ให้ได้มากที่สุดในเวลาอันสั้น ผ่านมาตรการเพิ่มค่าตอบแทน สิทธิลาศึกษาต่อ และสวัสดิการต่าง ๆ ควบคู่กับการรวบรวมข้อมูลอัตรากำลังทั้งระบบให้เป็นปัจจุบันที่สุด
  2. ระยะวางรากฐาน ปี 2570 – พัฒนาระบบบริหารบุคลากรให้มีความมั่นคง ทั้งด้านการจัดสรรแพทย์ การเตรียมงบประมาณ และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยลดภาระงานด้านเอกสารและงานเวชระเบียน รวมถึงปรับแก้กฎระเบียบต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการกระจายแพทย์
  3. ระยะยั่งยืนและขยายผล ปี 2571 – ส่งมอบสิทธิประโยชน์ให้แก่แพทย์ตามสัญญาอย่างครบถ้วน และขยายรูปแบบการบริหารจัดการบุคลากรที่ประสบความสำเร็จไปยังสายวิชาชีพอื่น เช่น พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร และวิชาชีพสาธารณสุขอื่น ๆ

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน อธิบายว่า แผน 3 ระยะนี้จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาขาดแคลนแพทย์ไม่ใช่เพียง “การเยียวยาเฉพาะหน้า” แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ทำให้แพทย์มีความก้าวหน้าในวิชาชีพ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมองเห็นอนาคตของตนเองในระบบสาธารณสุขภาครัฐได้อย่างชัดเจน

5 มาตรการสิทธิประโยชน์ “จูงใจมากกว่าบังคับ”

หัวใจสำคัญของการลดพื้นที่สีแดงคือการทำให้แพทย์ “อยากเลือก” ทำงานในโรงพยาบาลชุมชนมากกว่าถูก “บังคับ” ไปใช้ทุน สธ.จึงออกแบบมาตรการสิทธิประโยชน์หลัก 5 ด้าน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือดึงดูดแพทย์รุ่นใหม่และรักษาแพทย์ที่มีประสบการณ์ไม่ให้ย้ายออกจากพื้นที่ ดังนี้

  1. การเพิ่มค่าตอบแทน
    โดยเฉพาะงานในห้องฉุกเฉิน (ER) ซึ่งเป็นภาระหนักและเสี่ยงสูง แพทย์ที่ปฏิบัติงานจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับอัตราเดิม มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาแพทย์ลาออกจาก ER และกระจายภาระงานให้สมดุลมากขึ้น
  2. สิทธิลาศึกษาต่อกรณีพิเศษ
    แพทย์ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่สีแดงจะได้รับสิทธิลาศึกษาต่อสาขาเฉพาะทางในโควตาพิเศษ ถือเป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับแพทย์รุ่นใหม่ที่ต้องการพัฒนาความเชี่ยวชาญโดยไม่ถูกจำกัดด้วยระบบแข่งขันทั่วไป
  3. เพิ่มโควตาศึกษาต่อสาขาเฉพาะทาง
    กระทรวงฯ จะขยายสัดส่วนโควตาการเรียนต่อเฉพาะทางให้แก่แพทย์ใน รพช./รพท. มากขึ้น เพื่อลดช่องว่างระหว่างแพทย์ในส่วนกลางกับแพทย์ในภูมิภาค และสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลต่างจังหวัดให้มากขึ้นในระยะยาว
  4. สวัสดิการและระบบแพทย์พี่เลี้ยง
    นอกจากค่าตอบแทน กระทรวงสาธารณสุขยังเน้นปรับปรุงสวัสดิการพื้นฐาน เช่น ที่พัก สภาพแวดล้อมการทำงาน และความปลอดภัย รวมถึงจัดระบบ “แพทย์พี่เลี้ยง” ดูแลแพทย์รุ่นใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและความเครียดจากการทำงานในพื้นที่ห่างไกล
  5. การเพิ่มพูนทักษะในพื้นที่จริง
    เปิดโอกาสให้แพทย์เพิ่มพูนทักษะปีที่ 2 และ 3 สามารถไปปฏิบัติงานในโรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) ที่อยู่ในพื้นที่สีแดงได้ เพื่อเสริมกำลังคนในพื้นที่ที่ขาดแคลน และให้แพทย์รุ่นใหม่ได้ประสบการณ์จริงกับเคสหลากหลายมากขึ้น

มาตรการทั้ง 5 ด้านนี้ จะถูกนำเสนออย่างเป็นทางการในการประชุมวิชาการ “เส้นทางความก้าวหน้าในสายวิชาชีพแพทย์” ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 22 มกราคม 2569 ภายใต้แนวคิด “Be The Doctor Who Changes To The Future” พร้อมเปิดรอบพิเศษให้นักศึกษาแพทย์ชั้นปีสุดท้ายเลือกพื้นที่ปฏิบัติงานล่วงหน้าได้ก่อน

ผลต่อเชียงราย จากตัวเลขขาดแคลน สู่คุณภาพชีวิตของประชาชน

สำหรับจังหวัดเชียงราย การขาดแพทย์ 18 คนใน 4 โรงพยาบาลชุมชน และการที่โรงพยาบาลแม่สายถูกจัดอยู่ในกลุ่มสีส้ม สะท้อนผลกระทบหลายมิติที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง

  1. ภาระงานที่หนาแน่นของแพทย์
    แพทย์ที่เหลืออยู่ต้องรับผิดชอบทั้งงานตรวจผู้ป่วยนอก ตรวจผู้ป่วยใน งานเวรฉุกเฉิน งานบริหาร และงานสาธารณสุขเชิงรุกในชุมชน ทำให้มีเวลาพูดคุยและอธิบายโรคกับผู้ป่วยน้อยลง ขณะที่ความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าก็เพิ่มขึ้นตามชั่วโมงการทำงาน
  2. ระยะเวลารอคอยและการเดินทางของผู้ป่วย
    ในบางกรณี ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ป่วยที่ต้องพบแพทย์เฉพาะทางอาจจำเป็นต้องเดินทางเข้าเมือง หรือข้ามอำเภอไปยังโรงพยาบาลใหญ่ เนื่องจากโรงพยาบาลชุมชนไม่มีแพทย์เพียงพอ หรือไม่มีแพทย์เฉพาะทางประจำ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายแฝงของครัวเรือน เช่น ค่าเดินทางและค่าเสียโอกาสจากการหยุดงาน เพิ่มสูงขึ้น
  3. ผลกระทบต่อระบบส่งต่อ
    เมื่อโรงพยาบาลชุมชนไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้เต็มที่ โรงพยาบาลแม่สายและโรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ย่อมรับภาระหนักขึ้น ทั้งในแง่จำนวนผู้ป่วยและความซับซ้อนของโรค ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพการดูแลในระยะยาว
  4. ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบสาธารณสุข
    หากประชาชนรู้สึกว่าเข้าไม่ถึงแพทย์ หรือต้องรอคิวนานโดยไม่มีคำอธิบายที่เพียงพอ ความเชื่อมั่นต่อโรงพยาบาลรัฐอาจลดลง เปิดช่องให้เกิดการไหลไปใช้บริการในภาคเอกชนหรือการซื้อยารับประทานเอง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการรักษาที่ไม่ถูกต้อง

ด้วยเหตุนี้ มาตรการของกระทรวงสาธารณสุขจึงไม่เพียงเป็นเรื่องของการจัดสรรกำลังคนในเชิงตัวเลข แต่เป็นเรื่องของ “คุณภาพชีวิตและความอยู่รอด” ของประชาชนในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายโดยตรง

มุมมองเชิงยุทธศาสตร์ จัดสรรตาม “ระดับปัญหา” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

หนึ่งในจุดแข็งของแผนจัดสรรแพทย์ครั้งนี้คือการใช้เกณฑ์ “ความรุนแรงของปัญหา” เป็นตัวกำหนดลำดับความสำคัญ แทนการจัดสรรแบบเฉลี่ยเท่ากันทุกพื้นที่ นั่นหมายความว่า โรงพยาบาลในเชียงรายที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสีแดงและสีส้มจะถูกให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ ในการเติมแพทย์ใหม่และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ

หากการดำเนินงานเป็นไปตามแผน พื้นที่สีแดงทั้ง 4 แห่งในเชียงรายควรเริ่มมองเห็นการเปลี่ยนแปลงภายใน 1–2 ปีข้างหน้า ตั้งแต่จำนวนแพทย์ที่เพิ่มขึ้น ชั่วโมงการรอคอยที่ลดลง จนถึงการมีบริการเฉพาะทางบางสาขาให้เห็นมากขึ้น ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลแม่สายซึ่งเป็นประตูชายแดนสำคัญก็มีโอกาสได้รับการเสริมกำลังทั้งในเชิงบุคลากรและเทคโนโลยี

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ด้านสาธารณสุขจำนวนไม่น้อยเตือนว่า แม้สิทธิประโยชน์และค่าตอบแทนจะเป็นแรงจูงใจสำคัญ แต่ปัจจัยที่ทำให้แพทย์ตัดสินใจอยู่ในพื้นที่ระยะยาวยังรวมถึงคุณภาพชีวิตครอบครัว ระบบพี่เลี้ยง ความก้าวหน้าในวิชาชีพ และบรรยากาศการทำงานในโรงพยาบาล ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่ต้องบริหารควบคู่กันไป

จาก “วิกฤตบุคลากร” สู่โอกาสปฏิรูประบบสาธารณสุข

วิกฤตขาดแคลนแพทย์ 18 อัตราในจังหวัดเชียงรายอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ แต่ก็เป็น “สัญญาณเตือน” สำคัญว่า ระบบสาธารณสุขไทยจำเป็นต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ทั้งในมิติการผลิตแพทย์ การกระจายบุคลากร และการดูแลคุณภาพชีวิตของทีมสาธารณสุขแนวหน้า

แผน 3 ระยะ และมาตรการสิทธิประโยชน์ 5 ด้านของกระทรวงสาธารณสุขถือเป็นก้าวแรกที่สะท้อนว่า รัฐบาลเลือกใช้แนวทาง “จูงใจและสร้างความหวัง” มากกว่าการบังคับใช้ทุนเพียงอย่างเดียว หากสามารถดำเนินการได้ตามแผนและรักษาคำมั่นสัญญากับบุคลากรแพทย์อย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสสูงที่ “พื้นที่สีแดง” ในเชียงรายและจังหวัดอื่น ๆ จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น “พื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม”

สำหรับประชาชนเชียงราย การติดตามความคืบหน้าของนโยบายเหล่านี้อย่างใกล้ชิด การสะท้อนปัญหาจริงจากพื้นที่สู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการร่วมกันใช้บริการอย่างเข้าใจข้อจำกัดของบุคลากรทางการแพทย์ จะช่วยผลักดันให้ระบบสาธารณสุขก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น

ในระยะยาว หากแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ เมืองเหนือแห่งนี้จะไม่ใช่เพียงจุดหมายด้านการท่องเที่ยว แต่จะเป็นพื้นที่ที่ประชาชนทุกคน “เข้าถึงหมอ เข้าถึงการรักษา และเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี” ได้อย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงสาธารณสุข
  • นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
  • Hfocus
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME