Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เมื่อพื้นที่สาธารณะกลายเป็น Event Hub! เชียงรายใช้แอโรบิกแดนซ์เชื่อมโยงคนทุกเจเนอเรชันและชาวต่างชาติในพื้นที่

Summary
  • เชียงรายจัดกิจกรรมแอโรบิกแดนซ์หน้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย ตามรอยไวรัลสวนลุมพินี

  • ข้อมูล Zocial Eye เผยแฮชแท็กแอโรบิกสร้างเอนเกจเมนต์รวมกว่า 9.8 ล้านครั้ง โดยเฉพาะบน TikTok

  • “Taeyong Effect” จากศิลปิน K-Pop เปลี่ยนกิจกรรมพื้นบ้านไทยเป็นประสบการณ์วัฒนธรรมระดับโลก

  • เทรนด์ฟิตเนส 2569 มุ่งเน้น “คุณภาพชีวิต” และ “สุขภาพจิต” มากกว่าแค่การสร้างกล้ามเนื้อ

  • เชียงรายมีชาวต่างชาติพำนักอันดับ 3 ของประเทศ ทำให้กิจกรรมในพื้นที่สาธารณะช่วยเชื่อมโยงความหลากหลายทางวัฒนธรรม

เมื่อเชียงรายตอบรับกระแสสวนลุม สู่ปรากฏการณ์แอโรบิกไทยที่ไม่มีพรมแดน

เชียงราย, 26 เมษายน 2569 —บริเวณลานกว้างหน้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย เสียงดนตรีดังขึ้นก่อนที่ร่างกายจะเริ่มขยับ ผู้คนหลากหลายวัยที่ยืนรอกันอยู่ก่อนแล้วเริ่มจับจังหวะตามเพลงฮิตที่ถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถัน หลายคนมาคนเดียว หลายคนมากับเพื่อน แต่เมื่อดนตรีเริ่มเล่น ทุกคนในพื้นที่นั้นกลายเป็นกลุ่มเดียวกัน

นี่คือกิจกรรมแอโรบิกแดนซ์ควันหลงสงกรานต์ ที่นำทีมโดย “คุณน้ำผึ้ง” เจ้าของร้าน “มาลองเต๊อะเชียงราย” ครูแอโรบิกสายรักสุขภาพที่คนในจังหวัดรู้จักกันดี งานนี้ไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่เป็นการส่งต่อพลังงานของเทศกาลสงกรานต์ที่ยังไม่จบลงในใจคนเชียงราย ทั้งเต้น ทั้งเปียก ทั้งหัวเราะ และที่น่าสนใจที่สุด ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะกลางเมืองที่ปกติแล้วถูกมองว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมมากกว่าลานออกกำลังกาย ศุกร์บ่ายคล้อยของวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา

แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น กิจกรรมเล็กๆ ในเมืองทางเหนือแห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นลูกใหญ่ที่กำลังพัดผ่านทั้งประเทศและกำลังเปลี่ยนนิยามของ “การออกกำลังกาย” ในสังคมไทยอย่างถอนรากถอนโคน

จากสวนลุมถึงสวนศิลป์ ไฟกระแสที่จุดข้ามจังหวัด

ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมเชียงรายถึงเลือกพื้นที่ศิลปะมาเป็นลานเต้น ต้องย้อนกลับไปดูว่ากระแสนี้เริ่มต้นจากที่ไหน

กรุงเทพมหานครมีสวนลุมพินี เชียงรายมี “สวนศิลป์” นี่ไม่ใช่แค่การเปรียบเทียบเล่นๆ แต่เป็นการสะท้อนว่าพื้นที่สาธารณะในต่างจังหวัดกำลังพยายามตอบรับกระแสที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงด้วยบริบทของตัวเอง สวนลุมพินีในช่วงที่ผ่านมากลายเป็นมากกว่าสวนสาธารณะ มันถูกพูดถึงในฐานะปรากฏการณ์ทางสังคม เมื่อภาพของผู้คนหลายร้อยชีวิตขยับร่างกายพร้อมกันตามจังหวะดนตรีเผยแพร่ออกไปในโลกออนไลน์จนกลายเป็นไวรัลข้ามคืน

ข้อมูลจาก Zocial Eye โดย Wisesight (Thailand) ที่ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 2 เมษายน 2569 เผยตัวเลขที่น่าตกใจ แฮชแท็กที่เกี่ยวกับแอโรบิกสวนลุมสร้างยอดการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรวมกันสูงถึง 9,804,046 ครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่หลายแบรนด์ใหญ่ระดับประเทศยังต้องอิจฉา

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลขรวม คือการกระจายตัวของยอดเอนเกจเมนต์ในแต่ละแพลตฟอร์ม TikTok กวาดไปสูงสุดถึง 3.8 ล้านครั้ง แม้ว่า X หรือ Twitter จะเป็นแพลตฟอร์มที่มีผู้พูดถึงเรื่องนี้ในแง่ปริมาณข้อความมากที่สุดถึง 44% ตามมาด้วย Facebook 2.6 ล้านครั้ง Instagram 2.5 ล้านครั้ง และช่องทางอื่นๆ รวมกันราว 8 แสนครั้ง ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรกับเราได้อย่างชัดเจน คือคอนเทนต์วิดีโอสั้นบน TikTok ยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนกระแสไวรัลที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้

แทยง” กดปุ่มจุดไฟ ศิลปิน K-Pop ที่เปลี่ยนแอโรบิกไทยสู่กระแสโลก

หากจะพูดถึงจุดเปลี่ยนที่ชัดเจนที่สุดของกระแสแอโรบิกสวนลุม ชื่อหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “แทยง” (Taeyong) ลีดเดอร์ แร็ปเปอร์ และนักเต้นหลักของวงบอยแบนด์ระดับโลก NCT ศิลปินชาวเกาหลีใต้ผู้นี้ก้าวเท้าเข้ามาที่สวนลุมพินีและร่วมเต้นแอโรบิกกับชาวบ้านทั่วไป ก่อนจะออกปากว่า “เป็นการออกกำลังกายที่สนุกมาก ท่าเต้นท้าทาย”

ประโยคสั้นๆ นั้นกลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ในโลกออนไลน์ ฐานแฟนคลับของ NCT ที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลกพุ่งเข้าค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแอโรบิกไทยทันที ภาพและคลิปของแทยงที่สวนลุมถูกแชร์ต่อในหลายประเทศในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ปรากฏการณ์ที่นักวิเคราะห์ทางการตลาดเรียกกันว่า “Taeyong Effect” นี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของพลัง Soft Power ไทยในยุคดิจิทัล กิจกรรมพื้นบ้านที่เคยถูกมองข้ามกลายเป็นประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ดึงดูดความสนใจจากนานาประเทศในเวลาข้ามคืน

เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองนึกถึงกรณีที่ BTS เคยโพสต์รูปกินข้าวเหนียวมะม่วงในไทยเมื่อหลายปีก่อน หลังจากนั้นยอดขายมะม่วงและร้านข้าวเหนียวมะม่วงรอบๆ สถานที่ที่ศิลปินเยี่ยมเยียนพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด Taeyong Effect ในสวนลุมก็มีกลไกเดียวกัน เพียงแต่ครั้งนี้สิ่งที่ถูกผลักดันออกสู่สายตาโลกคือ “วัฒนธรรมการออกกำลังกายในพื้นที่สาธารณะ” ซึ่งเป็นอะไรที่มีมิติทางสังคมลึกกว่าการกินอาหารธรรมดามากนัก

พื้นที่สาธารณะในยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ที่พักผ่อน แต่คือแพลตฟอร์ม

สวนลุมพินีไม่ใช่แค่ “สวน” อีกต่อไปแล้ว นั่นคือสิ่งที่ข้อมูลในช่วงนี้บอกกับเราอย่างชัดเจน

ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 สวนลุมพินีเป็นสถานที่จัด One Piece Event ของ Netflix ซึ่งกวาดยอดเอนเกจเมนต์บนโลกออนไลน์ได้สูงถึง 1,119,498 ครั้งในระยะเวลาอันสั้น นั่นหมายความว่าภายในพื้นที่สีเขียวผืนเดียวกันนี้ สามารถรองรับทั้งกิจกรรมบันเทิงเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่และกิจกรรมการออกกำลังกายของชุมชนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และทั้งสองอย่างล้วนสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ในโลกดิจิทัล

นี่คือสิ่งที่นักการตลาดและนักวางผังเมืองควรศึกษาอย่างจริงจัง โมเดลพื้นที่สาธารณะที่ประสบความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การมีต้นไม้มาก มีที่นั่งสวย หรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ แต่อยู่ที่การเป็น “Event Hub” ที่ยืดหยุ่นพอจะรับทุกรูปแบบกิจกรรมได้ และมีสภาพแวดล้อมที่ผู้คนอยากถ่ายรูป อยากแชร์ อยากชวนเพื่อนมา

กลับมาที่เชียงราย พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองมีเสน่ห์ในแบบเดียวกัน พื้นที่ที่มีความหมายทางวัฒนธรรม บรรยากาศที่ไม่เหมือนลานออกกำลังกายทั่วไป และความรู้สึก “พิเศษ” ที่ทำให้คนอยากบันทึกภาพและแชร์ในโซเชียลมีเดีย การเลือกสถานที่นี้สำหรับกิจกรรมแอโรบิกของคุณน้ำผึ้งจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

เทรนด์คนเมือง เมื่อสวนสาธารณะกลายเป็นยา

ทำไมกระแสแอโรบิกในพื้นที่สาธารณะจึงมาแรงในช่วงนี้พอดี คำตอบอยู่ในรูปแบบพฤติกรรมของคนเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนเมืองจำนวนมากพบว่าตัวเองใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ปิด ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศ ห้องพัก หรือห้องฟิตเนส ความโหยหาพื้นที่เปิดโล่ง อากาศบริสุทธิ์ และการอยู่ร่วมกับผู้คนจริงๆ กลายเป็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแอโรบิกในสวนสาธารณะตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ได้พร้อมกันทุกข้อในราคาที่ไม่มีอะไรในโลกถูกกว่า นั่นคือ ฟรี

นอกจากนี้ เพลงประกอบการเต้นแอโรบิกยังมีบทบาทสำคัญที่มักถูกมองข้ามไป ไม่ว่าจะเป็นจังหวะสามช่าเร้าใจ เพลง T-Pop และ K-Pop ที่ฮิตติดชาร์ต หรือเพลงที่มีการรีมิกซ์จังหวะสนุกๆ ล้วนทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน คือกระตุ้นพลังกายและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนแปลกหน้า ในพื้นที่ฟิตเนสที่แต่ละคนใส่หูฟังและโฟกัสกับหน้าจอของตัวเอง สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ยากมาก

ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกระแส Parkrun ที่เริ่มในอังกฤษและแพร่กระจายไปทั่วโลก หรือ Bootcamp ริมแม่น้ำฮัดสันในนิวยอร์กที่ทำให้คนหลายพันคนออกมาออกกำลังกายกลางแจ้งพร้อมกันทุกเช้าวันเสาร์ หัวใจของทุกกระแสเหล่านี้คือสิ่งเดียวกัน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

ฮีลใจในโลกออนไลน์ เมื่อแมวสวนและเพลงเต้นกลายเป็นยารักษาจิตใจ

ข้อมูลจาก Zocial Eye ยังชี้ให้เห็นอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจมาก นอกจากกระแสแอโรบิกแล้ว คอนเทนต์ที่เกิดขึ้นในสวนสาธารณะในลักษณะ “Healing Content” หรือคอนเทนต์เยียวยาจิตใจ กำลังสร้างยอดเอนเกจเมนต์ได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นภาพมุมสวยงามในสวน ไวรัลความน่ารักของ “แมวสวนลุม” หรือคอมมูนิตี้กลุ่ม Pet Parent ที่นำสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่น

สิ่งที่เชื่อมโยงคอนเทนต์เหล่านี้เข้าด้วยกันคือการตอบสนองต่อความเครียดสะสมของคนในยุคนี้ การที่ผู้คนใช้เวลาว่างถ่ายรูปนกและต้นไม้ในสวน แล้วโพสต์ขึ้นโซเชียลมีเดียพร้อมแคปชั่นว่า “วันนี้ออกมาหายใจบ้าง” คือสัญญาณที่บอกให้เห็นว่าสังคมกำลังแสวงหาสมดุลอย่างเร่งด่วน

ในมุมนี้ กิจกรรมแอโรบิกควันหลงสงกรานต์ที่เชียงรายจึงมีมิติมากกว่าแค่การออกกำลังกาย มันเป็นพื้นที่ให้คนได้ “ปล่อยพลังให้สุด” ในแบบที่ชีวิตประจำวันไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ทำ และนั่นคือเหตุผลที่คนบอกว่า “ได้เพื่อนใหม่แบบไม่รู้ตัว” เพราะเมื่อร่างกายเปิด ใจก็เปิดตาม

ACSM สำรวจปี 2569 วิทยาศาสตร์ยืนยัน แอโรบิกไม่ใช่เทรนด์ชั่วคราว

นอกเหนือจากกระแสที่เห็นบนโซเชียลมีเดีย มีหลักฐานทางวิชาการที่ยืนยันว่ากระแสนี้จะไม่ใช่แค่ความนิยมชั่วคราว

American College of Sports Medicine หรือ ACSM ซึ่งเป็นองค์กรด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาชั้นนำของโลก ได้เผยแพร่ผลการสำรวจเทรนด์ฟิตเนสประจำปี 2569 ซึ่งเป็นการสำรวจที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 แล้ว ผลที่ออกมาสะท้อนภาพที่สอดรับกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสวนสาธารณะทั่วไทยอย่างน่าทึ่ง

การสำรวจของ ACSM ชี้ชัดว่าความต้องการของผู้บริโภคในวงการฟิตเนสได้เปลี่ยนผ่านจาก “การออกกำลังกายเพื่อรูปร่าง” ไปสู่ “การใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ” อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว นั่นหมายความว่าคนที่เดินเข้าฟิตเนสหรือออกมาเต้นแอโรบิกในสวนสาธารณะในปี 2569 ไม่ได้มาเพื่อหกแพ็กหรือเอวกระชับเท่านั้น แต่มาเพื่อนอนหลับได้ดีขึ้น มีพลังงานมากขึ้น และรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น

ประเด็นที่ ACSM เน้นย้ำเป็นพิเศษคือสองกลุ่มประชากรที่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฟิตเนสโลก กลุ่มแรกคือผู้สูงอายุ (Active Aging) ที่กลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดในสถานออกกำลังกาย และกลุ่ม Gen Z ที่ขับเคลื่อนการใช้จ่ายในภาคฟิตเนสอย่างมหาศาลผ่านมุมมองด้านสุขภาพจิต ทั้งสองกลุ่มนี้มีแรงจูงใจที่แตกต่างกัน แต่ล้วนหาคำตอบได้ในพื้นที่แอโรบิกกลางแจ้งเหมือนกัน

นาฬิกาอัจฉริยะและ AI ที่มองไม่เห็น เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแอโรบิกอย่างเงียบๆ

ภาพที่เห็นในสวนสาธารณะหรือลานแอโรบิกในปัจจุบันอาจดูไม่ต่างจากเมื่อยี่สิบปีก่อนมากนัก แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญคือสิ่งที่มองไม่เห็น

เทคโนโลยีสวมใส่ (Wearable Technology) โดยเฉพาะสมาร์ตวอตช์และเซนเซอร์ชีวภาพ กำลังเข้ามากำหนดรูปแบบการออกกำลังกายของคนจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อุปกรณ์เหล่านี้สามารถติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ ความแปรปรวนของหัวใจ รูปแบบการหายใจ และคุณภาพการนอนหลับได้แบบเรียลไทม์ ทำให้คนที่เต้นแอโรบิกในสวนสาธารณะสามารถรู้ได้ทันทีว่าตัวเองเผาผลาญแคลอรีไปเท่าไร อัตราหัวใจอยู่ในโซนไหน และร่างกายฟื้นตัวได้ดีแค่ไหน

แนวโน้มนี้กำลังนำไปสู่สิ่งที่นักวิชาการด้านฟิตเนสเรียกว่า “Hyper-personalization” หรือการออกกำลังกายที่ออกแบบเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คลาสแอโรบิกที่ดีจะไม่ใช่คลาสที่ทุกคนทำท่าเดียวกันในจังหวะเดียวกัน แต่จะเป็นพื้นที่ที่แต่ละคนสามารถควบคุมระดับความเข้มข้นให้เหมาะกับเป้าหมายสุขภาพของตัวเองในเวลาเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (VR) และความเป็นจริงเสริม (AR) กำลังเริ่มเข้ามามีบทบาทในโลกแอโรบิก แม้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ทิศทางชัดเจนว่าในอนาคตผู้คนจะสามารถเข้าร่วมคลาสเต้นในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงที่มีปฏิสัมพันธ์สูง ขณะที่ระบบ AI สามารถวิเคราะห์ท่าทางและให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์เพื่อป้องกันการบาดเจ็บได้

น่าสังเกตว่าแม้แต่ในกลุ่ม Baby Boomer ที่อายุ 62-80 ปี ซึ่งในอดีตมักถูกมองว่าไม่ค่อยเปิดรับเทคโนโลยี ข้อมูลจาก MarketThink ที่อ้างอิงข้อมูลกรมการปกครอง ณ เดือนธันวาคม 2568 ก็ชี้ว่ากลุ่มนี้เปิดรับการใช้เทคโนโลยีดูแลสุขภาพมากกว่าที่คาด รวมถึงพร้อมจ่ายเงินไปกับผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สองเจเนอเรชันขับเคลื่อน สูงวัยและ Gen Z มาแรงจากคนละทิศทาง

เมื่อพิจารณาข้อมูลประชากรไทย ณ เดือนธันวาคม 2568 จากกรมการปกครอง ซึ่ง MarketThink ได้นำมาวิเคราะห์และเผยแพร่ จะพบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรทั้งสิ้น 65,809,011 คน ลดลงจากปีก่อนหน้า 142,199 คน เป็นผลจากอัตราเกิดที่ลดต่ำลงต่อเนื่องและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว

เมื่อแยกตามรุ่น กลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดในปัจจุบันคือ Gen X ซึ่งมีอายุ 46-61 ปี จำนวน 15,977,426 คน หรือ 24% ของประชากรทั้งหมด รองลงมาคือ Gen Y อายุ 30-45 ปี จำนวน 15,272,292 คน หรือ 23% และ Gen Z อายุ 14-29 ปี จำนวน 13,353,824 คน หรือ 20% ขณะที่ Baby Boomer อายุ 62-80 ปีมีจำนวน 10,619,645 คน หรือ 16% ของประชากร

ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อการเข้าใจว่าทำไมแอโรบิกถึงกำลังเติบโต เมื่อ Gen X และ Gen Y รวมกันเป็นกำลังซื้อหลักเกือบครึ่งประเทศ และทั้งสองกลุ่มกำลังเข้าสู่ช่วงชีวิตที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ Gen Z กำลังเริ่มมีรายได้และใช้จ่ายตามค่านิยมด้านสุขภาพและประสบการณ์ร่วมกัน

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในบริบทของกระแสแอโรบิกคือการผสมผสานของกลุ่มคนในลานเต้นเดียวกัน ลานแอโรบิกสวนสาธารณะในยุคใหม่ไม่ได้เป็นพื้นที่ของผู้สูงอายุอีกต่อไปแล้ว ข้อมูลที่เห็นจากทั้งสวนลุมพินีและกิจกรรมในเชียงรายสะท้อนให้เห็นว่าคนทุกวัยกำลังมาร่วมในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากในกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ

กระแส Retro Fitness คืนชีพยุคทองแอโรบิก ในโลกที่เต็มไปด้วยแอปออกกำลังกาย

ท่ามกลางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ดูขัดแย้งแต่กลับเป็นความจริงคือ กระแส “Retro Fitness” กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ

รูปแบบการออกกำลังกายจากยุค 1980-1990 อย่าง Jazzercise และ Step Aerobics กำลังฟื้นคืนชีพในโลกปัจจุบัน ไม่ใช่เพราะขาดทางเลือก แต่เพราะผู้บริโภคเลือกที่จะกลับมาหาความเรียบง่ายและความสนุกในแบบดั้งเดิมโดยเจตนา ในยุคที่มีแอปออกกำลังกาย AI Coach และโปรแกรม HIIT ยอดนิยมมากมาย การออกมาเต้นแอโรบิกตามจังหวะเพลงโดยไม่มีหน้าจอมาขัดจังหวะกลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างและหายากในแบบที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้

ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับที่เกิดขึ้นในวงการดนตรี ที่แผ่นเสียงไวนิลกลับมาขายดีเมื่อไม่กี่ปีก่อน ทั้งที่ Streaming ให้ความสะดวกกว่ามาก หรือในวงการถ่ายภาพที่กล้องฟิล์มกลับมาเป็นที่นิยมในกลุ่ม Gen Z แม้สมาร์ตโฟนจะถ่ายได้ดีกว่าในทุกมิติ มันไม่ใช่เรื่องของความเก่าหรือใหม่ แต่เป็นเรื่องของประสบการณ์และความรู้สึกที่คนกำลังแสวงหา

เชียงรายในโลกข้อมูล จังหวัดที่มีชาวต่างชาติพักอาศัยมากอันดับต้นๆ ของประเทศ

สิ่งที่ทำให้กิจกรรมแอโรบิกในเชียงรายมีความน่าสนใจเป็นพิเศษคือบริบทของเมืองนี้เอง

ข้อมูลจากกรมการปกครอง ณ เดือนธันวาคม 2568 ชี้ว่าเชียงรายมีชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ถึง 134,590 คน ทำให้เป็นจังหวัดที่มีชาวต่างชาติพักอาศัยเป็นอันดับสามของประเทศ รองจากเชียงใหม่ที่มี 160,958 คน และตากที่มี 151,665 คน ตัวเลขนี้หมายความว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมแอโรบิกในเชียงรายมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นประชากรผสมระหว่างคนไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

ความหลากหลายของประชากรในเชียงรายยังทำให้กิจกรรมในพื้นที่สาธารณะอย่างแอโรบิกมีมิติของการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างวัฒนธรรม คนที่ไม่พูดภาษาเดียวกัน ไม่เคยรู้จักกัน แต่ขยับร่างกายตามจังหวะเพลงเดียวกันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน คือรูปแบบ “การทูตวัฒนธรรม” ที่เรียบง่ายที่สุด แต่ก็ทรงพลังที่สุดในเวลาเดียวกัน

Smart and Social Fitness โมเดลอนาคตที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้

ภาพรวมทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตั้งแต่สวนลุมพินีในกรุงเทพมหานครถึงลานหน้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะในเชียงราย กำลังชี้ให้เห็นทิศทางเดียวกัน แอโรบิกในยุค 2569 กำลังก้าวเข้าสู่โมเดลที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “Smart and Social Fitness” อย่างเต็มรูปแบบ

โมเดลนี้ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญหลายส่วนที่ทำงานร่วมกัน ส่วนแรกคือการใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการออกกำลังกาย ผ่านเทคโนโลยีสวมใส่และ AI วิเคราะห์ท่าทาง ส่วนที่สองคือการสร้างประสบการณ์ที่มีส่วนร่วมสูง ทั้งในโลกจริงผ่านกิจกรรมชุมชน และในโลกออนไลน์ผ่านการแชร์คอนเทนต์ ส่วนที่สามคือการใช้วัฒนธรรม ทั้งเพลง ดนตรี และสถานที่ที่มีความหมาย เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าทางประสบการณ์ และส่วนสุดท้ายคือการออกแบบกิจกรรมที่ครอบคลุมทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

กิจกรรมที่เชียงรายในวันศุกร์ที่ 25 เมษายนนั้น แม้จะดูเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตัวเลขหลักล้านบนโซเชียลมีเดีย แต่มันคือการสาธิตโมเดล Smart and Social Fitness ในระดับชุมชน ที่นำโดยผู้นำท้องถิ่นอย่างคุณน้ำผึ้ง ซึ่งมองเห็นกระแสและตอบสนองด้วยการสร้างพื้นที่ที่คนในเชียงรายสามารถเข้าถึงได้จริง

เมื่อแอโรบิกไม่ใช่แค่กิจกรรม แต่คือกระจกสะท้อนสังคม

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในลานแอโรบิกทั่วประเทศไทย ตั้งแต่สวนลุมพินีในกรุงเทพฯ ถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยในเชียงราย ไม่ใช่แค่กระแสความนิยมชั่วคราวที่จะผ่านไปเหมือนเทรนด์อื่นๆ

มันคือการสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังค้นหาสมดุลในช่วงเวลาที่ทุกอย่างเคลื่อนที่เร็วเกินไป ระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ ระหว่างการดูแลร่างกายและจิตใจ ระหว่างความเป็นปัจเจกและความเป็นชุมชน และแอโรบิกในพื้นที่สาธารณะกำลังตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้ดีกว่าทางเลือกอื่นๆ ในตลาดในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้

ตัวเลข 9.8 ล้านครั้งของ Engagement บนโซเชียลมีเดีย การเข้าร่วมของ Taeyong ที่จุดประกายกระแสระดับโลก และกิจกรรมเล็กๆ ของคุณน้ำผึ้งในเชียงรายล้วนเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่เดียวกัน ภาพของสังคมที่กำลังเรียนรู้ว่าการดูแลตัวเองที่ดีที่สุดบางครั้งเริ่มต้นด้วยการออกมาขยับร่างกายข้างนอก ท่ามกลางผู้คน ภายใต้ท้องฟ้าเปิดกว้าง

และถ้าจะมีข้อสรุปสั้นๆ จากทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คงไม่มีอะไรสรุปได้ดีไปกว่าสิ่งที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในเชียงรายพูดกัน ว่าพวกเขา “ได้ฟิตร่างกาย ได้เพื่อนใหม่แบบไม่รู้ตัว” เพราะนั่นคือสิ่งที่สังคมกำลังต้องการมากที่สุดในตอนนี้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเริ่มดับไฟถนนทางหลวงชนบท 1 พ.ค. นี้ ชูมาตรการประหยัดพลังงานและแผนจัดการพลังงานยั่งยืน

Summary
  • กรมทางหลวงชนบทเตรียมปรับลด/ปิดไฟถนนสายรองที่มีความเสี่ยงต่ำในเชียงราย เริ่ม 1 พ.ค. 69

  • เชียงรายเผชิญ Duck Curve ความต้องการไฟฟ้าพุ่งช่วง 20.45 น. หลังพลังงานแสงอาทิตย์หมดในตอนเย็น

  • วิกฤต PM 2.5 ทำร้านค้ารายย่อยใช้ไฟลดลง 7% เพราะคนไม่ออกจากบ้าน แต่ค่าไฟครัวเรือนกลับเพิ่มขึ้น

  • ป่าชุมชนบ้านเมืองรวงและเหล่าพัฒนาในเชียงราย ถูกยกระดับเป็น Carbon Sink สร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต

  • ราคาดีเซลพุ่งสูงกว่า 48 บาท เร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Smart Grid ในอนาคต

ไฟถนนดับชั่วคราว สัญญาณเตือนจากเชียงราย เมื่อพลังงานกลายเป็นกระจกสะท้อนวิกฤตเศรษฐกิจและโลกเดือด

เชียงราย, 26 เมษายน 2569 — คืนหนึ่งในช่วงปลายเดือนเมษายน หากคุณขับรถบนถนนสายรองของเชียงราย แล้วพบว่าแสงไฟที่เคยสาดส่องข้างทางกลับมืดลงเป็นช่วงๆ นั่นไม่ใช่ไฟขัดข้องหรือความผิดปกติของระบบ แต่คือการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีที่มาที่ไปลึกกว่าที่คิด และบอกเล่าบางอย่างเกี่ยวกับทิศทางของประเทศนี้ในยุคที่พลังงานกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรชี้ขาดชะตากรรมของทุกชุมชน

ไฟถนนดับ นโยบายที่มีราคาและเหตุผล

กรมทางหลวงชนบท ภายใต้การนำของนายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ออกประกาศอย่างเป็นทางการเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการประหยัดพลังงานของประเทศ ด้วยการสนับสนุนมาตรการลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนนทางหลวงชนบทในพื้นที่ที่มีปริมาณการจราจรน้อยหรือมีความเสี่ยงต่ำ โดยจะมีการปรับลดหรือปิดไฟฟ้าส่องสว่างบางช่วงเวลาอย่างเหมาะสม และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

กรมยืนยันว่าได้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยจะพิจารณาปิดไฟฟ้าแสงสว่างเฉพาะจุดที่มีความปลอดภัยเพียงพอ เช่น พื้นที่นอกเขตชุมชนหรือช่วงเวลาที่การจราจรเบาบาง พร้อมติดตั้งป้ายเตือนและสัญญาณจราจรที่ชัดเจน ส่วนพื้นที่จุดเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นทางแยก ทางโค้งอันตราย บริเวณคอขวด หรือพื้นที่ชุมชน ยังคงเปิดไฟตามปกติ ขณะที่ขอให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนเพิ่มความระมัดระวัง เปิดไฟหน้ารถให้สว่างเพียงพอ และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 1 ถึง 18 และแขวงทางหลวงชนบททั่วประเทศ หรือสายด่วนกรมทางหลวงชนบท โทร 1146

มาตรการนี้อาจดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่หากนำมาวางบนแผนที่ขนาดใหญ่ของพลังงานเชียงราย ภาพที่ได้นั้นน่าสนใจและน่ากังวลในเวลาเดียวกัน

เชียงรายใช้ไฟฟ้าแค่ไหน และนั่นบอกอะไรเราบ้าง

ตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดในรายงานวิเคราะห์เชิงลึกด้านพลังงานเชียงราย ปี 2567-2569 ไม่ใช่ตัวเลขที่สูงขึ้น แต่คือตัวเลขที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก

ข้อมูลจากระบบรายงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบชี้ว่า ภาพรวมการใช้ไฟฟ้ารวมตลอด 12 เดือนของปี 2567 สำหรับกลุ่มตัวอย่างเป้าหมาย มีค่ามาตรฐานที่ตั้งไว้สูงถึง 23,895 หน่วย แต่ปริมาณที่เกิดขึ้นจริงอยู่ที่เพียง 8,240 หน่วย คิดเป็นเพียงร้อยละ 34.48 ของค่ามาตรฐาน กล่าวง่ายๆ คือ ในทุก 100 หน่วยที่คาดว่าจะถูกใช้ มีเพียง 34 หน่วยเท่านั้นที่ถูกดึงจากระบบจริงๆ

แม้แต่ในเดือนพฤษภาคมซึ่งร้อนที่สุดของปีและควรจะมีความต้องการไฟฟ้าสูงสุด การใช้งานจริงก็อยู่ที่เพียง 1,361 หน่วย เมื่อเทียบกับค่ามาตรฐาน 2,046 หน่วย หรือคิดเป็นเพียงสองในสามของสิ่งที่ควรเป็น

ช่องว่างมหาศาลระหว่างการพยากรณ์กับความจริงนี้บอกว่าอะไรบางอย่างในพฤติกรรมพลังงานของเชียงรายได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบๆ และมีนัยสำคัญ

โซลาร์เซลล์บนหลังคา ผู้เล่นล่องหนที่พลิกเกม

สาเหตุหลักประการหนึ่งที่นักวิเคราะห์ชี้ไปคือการขยายตัวของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา หรือ Solar Rooftop ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ผู้ประกอบการโรงแรม อาคารพาณิชย์ และบ้านพักอาศัยระดับกลางถึงบน ต่างทยอยติดตั้งแผงโซลาร์ที่มีราคาถูกลงอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

พวกเขากลายเป็นสิ่งที่นักพลังงานเรียกว่า “Prosumer” หรือผู้ที่เป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตพลังงานในเวลาเดียวกัน การผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองโดยไม่ผ่านมิเตอร์ของการไฟฟ้าทำให้ตัวเลขความต้องการไฟฟ้าที่ไหลผ่านสายส่งหลักปรากฏเป็นตัวเลขที่หดตัวลง แม้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในอาคารนั้นๆ อาจจะยังดำเนินอยู่เหมือนเดิมก็ตาม

ลองนึกภาพเปรียบเทียบง่ายๆ คล้ายกับสถานการณ์ในเยอรมนีช่วงปี 2010-2015 ที่เกิดปรากฏการณ์เดียวกัน บริษัทจำหน่ายไฟฟ้าขนาดใหญ่ของเยอรมนีต้องปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ทั้งหมดเพราะตัวเลขการขายไฟลดลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้เศรษฐกิจจะขยายตัวก็ตาม สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญในปัจจุบัน คือบทเรียนที่เยอรมนีเคยผ่านมาแล้ว แต่เกิดขึ้นในบริบทของจังหวัดชายแดนที่มีทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ฝุ่น PM 2.5 ตัวการที่ทำให้ร้านอาหารข้างถนนเงียบงัน

มีปัจจัยที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกันกับไฟฟ้าเลย แต่กลับเป็นคำอธิบายที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการหดตัวของการใช้พลังงานในกลุ่มร้านค้ารายย่อย นั่นคือวิกฤตฝุ่น PM 2.5

กลุ่มพาณิชยกรรมรายย่อยหรือกลุ่มร้านค้าและบริการขนาดเล็กในเชียงราย มีตัวเลขการใช้ไฟฟ้าหดตัวรุนแรงถึงร้อยละ 7.05 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

รายงานการประเมินตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Profile) ระบุว่าปัญหา PM 2.5 เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในพื้นที่ เมื่อคุณภาพอากาศเข้าสู่ระดับวิกฤต ประชาชนท้องถิ่นต่างเลิกออกไปนั่งรับประทานอาหารนอกบ้าน ร้านข้าวต้นทาง ร้านก๋วยเตี๋ยว คาเฟ่ริมถนน ล้วนเงียบเหงาพร้อมกัน เจ้าของร้านไม่มีเหตุผลต้องเปิดแอร์ เปิดไฟฟลูออเรสเซนต์ หรือเดินเครื่องอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อรอลูกค้าที่ไม่มาอีกต่อไป

ในขณะที่การใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือนกลับเพิ่มขึ้น เพราะทุกคนต้องกลับไปอยู่บ้านและเปิดเครื่องฟอกอากาศ เปิดแอร์ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท ภาระไฟฟ้าจึงย้ายที่แต่ไม่หายไปไหน เพียงแต่ภาคธุรกิจเจ็บปวด ส่วนภาคครัวเรือนก็แบกรับค่าไฟสูงขึ้น

เศรษฐกิจเติบโต แต่กำลังซื้อไม่ไปด้วยกัน

รายงานการประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวร้อยละ 2.1 ในปี 2567 เร่งตัวเป็นร้อยละ 3.1 ในปี 2568 และปรับลงมาที่ร้อยละ 2.0 ในปี 2569 แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าจังหวัดถึง 7.13 ล้านคนในปี 2567 และเพิ่มเป็น 7.19 ล้านคนในปี 2568

แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ดูสวยงามนั้นซ่อนความเปราะบางไว้ข้างหลัง ยอดจดทะเบียนรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ใหม่ ซึ่งเป็นมาตรวัดความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจระดับรากหญ้า คาดว่าจะอยู่ที่เพียง 3,445 คันในปี 2567 คิดเป็นการหดตัวร้อยละ 5 และมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องร้อยละ 6 ในปี 2568

นั่นหมายความว่าในขณะที่นักท่องเที่ยวยังมาเที่ยวเชียงราย แต่ผู้ประกอบการรายย่อยและชาวบ้านกลับไม่ได้แบ่งผลประโยชน์ของการเติบโตนั้นอย่างเพียงพอ ภาวะหนี้ครัวเรือนที่ฝังรากลึก ดอกเบี้ยที่กดทับกำลังซื้อ และสถาบันการเงินที่เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ได้สร้างสภาวะชะงักงันในการบริโภค

ผลกระทบสะท้อนลงมาถึงการใช้พลังงานอย่างตรงไปตรงมา เมื่อคนไม่มีเงินจับจ่าย ธุรกิจก็ลดชั่วโมงทำการ ลดอุปกรณ์ที่เปิดใช้ และท้ายที่สุดก็กดปุ่มประหยัดพลังงานอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

Peak Demand ยามหัวค่ำ สัญญาณของ Duck Curve

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่นักวิศวกรไฟฟ้าในเชียงรายกำลังจับตา คือการเคลื่อนตัวของช่วงเวลาที่ใช้ไฟฟ้าสูงสุด จากเดิมที่มักเกิดในช่วงบ่าย 2 โมงถึงบ่าย 3 โมง กลับเลื่อนไปสู่ช่วงหัวค่ำ

ข้อมูล PEA รายงานว่าในวันที่ 25 มีนาคม 2569 ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในพื้นที่รับผิดชอบรวม 74 จังหวัดพุ่งขึ้นสู่ระดับ 23,053.72 เมกะวัตต์ และเวลาที่เกิดนั้นคือ 20.45 น. ไม่ใช่ช่วงบ่ายอีกต่อไป

สาเหตุของปรากฏการณ์นี้คือ “Duck Curve” ปรากฏการณ์โค้งรูปเป็ด ที่เกิดจากการแพร่กระจายของโซลาร์บนหลังคา ในช่วงกลางวัน แผงโซลาร์ผลิตไฟฟ้าได้จำนวนมาก ความต้องการไฟฟ้าจากระบบสายส่งหลักจึงลดลง แต่ทันทีที่แสงอาทิตย์หมด ไฟฟ้าจากโซลาร์ดับวูบ ความต้องการไฟฟ้าทั้งหมดกระชากกลับเข้าสู่ระบบโครงข่ายอย่างฉับพลัน ทำให้กราฟโหลดชันขึ้นอย่างอันตรายในช่วงเย็นถึงค่ำ

สถานการณ์นี้คล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการติดตั้งโซลาร์ขนาดใหญ่และพบปัญหา Grid Instability ในช่วงหัวค่ำมาตั้งแต่ปี 2016 จนต้องออกนโยบายบังคับติดตั้งระบบแบตเตอรี่ควบคู่กับโซลาร์ในอาคารใหม่ทุกหลัง ทิศทางของเชียงรายกำลังเดินไปในเส้นทางเดียวกัน แต่มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมน้อยกว่า

นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท

ป่าไม้กลายเป็นสินทรัพย์ เมื่อคาร์บอนมีมูลค่า

ท่ามกลางความท้าทายด้านพลังงาน เชียงรายกลับมีบทบาทใหม่ที่น่าสนใจในแผนที่พลังงานระดับชาติ นั่นคือการเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนทางธรรมชาติ (Carbon Sink) ให้กับประเทศ

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ได้ริเริ่มโครงการบริหารจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ณ “ป่าชุมชนบ้านเมืองรวง” จังหวัดเชียงราย โดยมีเป้าหมายในการกักเก็บคาร์บอนผ่านทรัพยากรป่าไม้ พัฒนาทักษะของชุมชนในการดูแลป่า และสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต

ในทิศทางเดียวกัน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ดำเนินโครงการ “PEA ปลูก บำรุง รักษาป่า” ในปี 2567 โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐและประชาชนท้องถิ่น ปลูกต้นไม้จำนวนกว่า 9,000 ต้น ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ท้องถิ่นอย่างกระถินเทศ มะขามป้อม และรวงผึ้ง ที่พื้นที่ป่าชุมชนบ้านเหล่าพัฒนา ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ทำให้ยอดรวมการปลูกต้นไม้ในโครงการพุ่งสูงถึง 29,500 ต้น

นอกจากนี้ PEA ยังสนับสนุนระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่โรงเรียนขุนขวากพิทยาในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ห่างไกล

แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังคือ ป่าไม้ในเชียงรายที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติธรรมดา กำลังถูกแปลงให้กลายเป็น “สินทรัพย์เพื่อสิ่งแวดล้อม” ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งโรงงานไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมอย่างระยองหรือชลบุรีต้องการนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตัวเอง

ราคาน้ำมัน แรงผลักดันที่เงียบแต่ทรงพลัง

ขณะที่ระบบไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนผ่าน ผู้ขับขี่รถยนต์ในเชียงรายยังคงต้องเผชิญกับราคาน้ำมันที่กดดันกระเป๋าสตางค์ทุกวัน ข้อมูลราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง ณ สถานีบริการในจังหวัดเชียงรายช่วงปลายเดือนเมษายน 2569 สะท้อนให้เห็นว่า น้ำมันดีเซล B7 ซึ่งเป็นเส้นเลือดของภาคขนส่งและเครื่องจักรกลการเกษตร อยู่ที่ระดับ 40.20 ถึง 48.40 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลพรีเมียมพุ่งถึง 68.30 ถึง 69.84 บาทต่อลิตร

ในกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 42 ถึง 44 บาทต่อลิตร ขณะที่เบนซิน 95 แท้อยู่ที่ 52 ถึง 57 บาทต่อลิตร ต้นทุนลอจิสติกส์ที่สูงระดับนี้กำลังเร่งให้ผู้ประกอบการและครัวเรือนในเชียงรายเริ่มคิดจริงจังเรื่องการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งแม้จะมีค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในบิลรายเดือน แต่เมื่อคำนวณต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ตัวเลขเริ่มเอียงมาทางไฟฟ้ามากขึ้นทุกวัน

ภัยระยะยาว เชียงรายในยุคโลกเดือด

หากมองออกไปไกลกว่าปี 2569 ข้อมูลที่สะสมมาบอกว่าภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเชียงรายอาจไม่ใช่ปัญหาราคาพลังงานในปัจจุบัน แต่คือการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลอย่างถาวรในอีก 20-30 ปีข้างหน้า

รายงานการประเมินเตือนว่าฤดูหนาวในภาคเหนือจะหดสั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ การสูญเสียสภาวะอากาศหนาวเย็นจะทำลายเสน่ห์หลักของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และสร้างความเสียหายต่อพืชเศรษฐกิจที่อ่อนไหวต่ออุณหภูมิอย่างเมล็ดกาแฟ ซึ่งกำลังเป็นดาวรุ่งของเชียงรายในตลาดโลก

เมื่อกาแฟและพืชเมืองหนาวไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามธรรมชาติอีกต่อไป ทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเปลี่ยนผ่านสู่ “Smart Greenhouse” หรือโรงเรือนควบคุมสภาพแวดล้อม ซึ่งต้องพึ่งพาระบบปรับอากาศ ไฟ LED 24 ชั่วโมง ปั๊มน้ำแรงดันสูง และเซนเซอร์อัตโนมัติ ภาคเกษตรกรรมที่เคยใช้ไฟฟ้าน้อยที่สุดกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ที่สุดของจังหวัด

ขณะเดียวกัน รายงานระบุว่าประชากรในจังหวัดเชียงรายที่ตกอยู่ใต้เส้นความยากจนตามเกณฑ์ระดับชาติมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 ความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีพลังงานในกลุ่มนี้รุนแรงมาก คนที่ไม่มีเงินซื้อเครื่องปรับอากาศหรือเครื่องฟอกอากาศ คือคนที่เสี่ยงมากที่สุดทั้งต่อคลื่นความร้อนและวิกฤตฝุ่นควัน PM 2.5

พลังงานอย่างยั่งยืน เริ่มที่ไฟถนนดับชั่วคราว

มาตรการดับไฟถนนของกรมทางหลวงชนบท เริ่มต้น 1 พฤษภาคม 2569 อาจดูเหมือนเป็นเพียงการประหยัดงบประมาณในสายตาคนทั่วไป แต่ในบริบทที่กว้างกว่า มันคือชิ้นส่วนหนึ่งของปริศนาขนาดใหญ่ที่เชียงรายกำลังพยายามประกอบ

ประเทศที่ไทยสามารถเรียนรู้ได้มากที่สุดในเรื่องนี้อาจคือไอซ์แลนด์ ซึ่งมีพลังงานหมุนเวียนเกือบ 100% แต่ยังคงบริหารจัดการระบบสายส่งในพื้นที่ห่างไกลอย่างรัดกุม ด้วยการใช้ Smart Grid ที่ตอบสนองต่อความต้องการแบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องลงทุนสร้างกำลังการผลิตสำรองมหาศาลเพื่อรองรับ Peak ที่เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน

แผน PDP 2569 ที่กำลังอยู่ระหว่างรับฟังความเห็น คาดการณ์ว่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของประเทศจะเพิ่มขึ้นแตะ 77,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2593 ขับเคลื่อนโดยศูนย์ข้อมูล AI และยานยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ PEA รายงานว่าในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ความต้องการพลังไฟฟ้าในพื้นที่รับผิดชอบของตนพุ่งขึ้นมากกว่า 23,000 เมกะวัตต์แล้ว

สำหรับเชียงราย จุดที่ต้องการความสนใจเร่งด่วนจากผู้กำหนดนโยบายคือการลงทุนในระบบ Smart Grid เพื่อรองรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่จะทับซ้อนกับช่วง Peak Demand หัวค่ำ และการเตรียมโครงข่ายสายส่งในพื้นที่ชนบทให้รองรับการเกษตรเทคโนโลยีที่จะใช้ไฟฟ้าเข้มข้นในอีกหนึ่งทศวรรษข้างหน้า

ทั้งหมดนี้เริ่มต้นด้วยคำถามเล็กๆ ว่าทำไมไฟถนนถึงถูกดับ และจบลงด้วยความเข้าใจว่าพลังงานไม่เคยเป็นแค่ปลั๊กกับมิเตอร์ แต่มันคือมาตรวัดที่ซื่อสัตย์ที่สุดของสุขภาพเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และความพร้อมของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทางหลวงชนบท
  • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)
  • การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เปิดเทอมเชียงรายเด็กนักเรียนเสี่ยงเหลุดออกจากรั้วโรงเรียนหรือไม่ หลังสงครามโลกกระทบปุ๋ยและปากท้องท่ามกลางปมเรียนฟรีที่ยังไม่ฟรีจริง

Summary
  • กสศ. ออก “ชุดสวัสดิการ 5 โอกาส” รับมือเปิดเทอม 69 เน้นเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดระบบสูงสุด

  • ศธ. ปรับโครงสร้าง 5 ภารกิจ มุ่งคืนเวลาให้ครูและรื้อสูตรการจัดสรรงบประมาณเรียนฟรี

  • สภาผู้บริโภคชี้ปัญหา “เรียนฟรีไม่ฟรีจริง” เกิดจากประกาศ ศธ. ปี 54 ที่เปิดช่องเก็บเงินแฝง

  • สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบลูกโซ่ ทำปุ๋ยขาดและเงินโอนลด ซ้ำเติมครัวเรือนเกษตรกร

  • เชียงรายเป็นพื้นที่ตัวอย่างความเหลื่อมล้ำที่ต้องใช้โมเดล Mobile School เข้ามาช่วยเหลือเร่งด่วน

เปิดเทอมจุดวิกฤต ครัวเรือนยากจนสั่นคลอน กสศ.ชู 5 โอกาส ปิดทางเด็กไทยหลุดระบบ ขณะกฎหมายเก่าเปิดช่องเก็บเงิน “เรียนฟรีไม่ฟรีจริง”

เชียงราย, 26 เมษายน 2569 — ทุกครั้งที่ปฏิทินโรงเรียนพลิกไปสู่วันเปิดภาคเรียนใหม่ ในบ้านของครอบครัวยากจนทั่วประเทศไทย บรรยากาศไม่ได้มีแต่ความตื่นเต้นของเด็กๆ ที่จะได้กลับไปพบเพื่อน แต่มันแฝงด้วยความกังวลของพ่อแม่ที่ต้องหาเงินมาให้ทันในคราวเดียวกัน ทั้งค่าเครื่องแบบ ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจิปาถะที่โรงเรียนเรียกเก็บ บางครอบครัวไม่มีทางเลือก บางเด็กก็ไม่ได้กลับไปโรงเรียนอีกเลย

นั่นคือความจริงที่ซ่อนอยู่ในสถิติ และคือต้นทุนที่แท้จริงของระบบการศึกษาไทยที่บอกว่า “เรียนฟรี”

เมื่อโลกสั่นสะเทือน ผลกระทบลงมาถึงห้องเรียน

บริบทครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาภายในประเทศอีกต่อไป เพราะเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นายอเล็กซานเดอร์ เดอ ครู จากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและภาวะสงครามที่ยืดเยื้อกำลังผลักดันประชากรโลกกว่า 32 ล้านคนเข้าสู่ภาวะยากจน แม้ว่าสงครามจะหยุดลงทันทีในวันพรุ่งนี้ก็ตาม

สิ่งที่เดอ ครูชี้ให้เห็นคือสายพานแห่งผลกระทบ ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งถูกปิดจากภาวะสงครามนั้น ไม่ได้เป็นแค่เส้นทางน้ำมันเท่านั้น แต่ยังเป็นเส้นทางขนส่งปุ๋ยจำนวนมหาศาลด้วย เมื่อปุ๋ยขาดตลาดในช่วงฤดูเพาะปลูกอย่างตอนนี้ ผลผลิตทางการเกษตรจะลดลงอย่างมากในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน และความไม่มั่นคงทางอาหารจะถึงจุดพีคในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขณะที่เงินโอนกลับบ้านในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งมีมูลค่าถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ต่อปีกำลังหดหายอย่างรวดเร็ว

เมื่อเส้นทางเศรษฐกิจระดับโลกพังทลาย ครัวเรือนชาวไทยที่เปราะบางที่สุดจะรับผลกระทบนั้นเต็มๆ และจุดที่เจ็บปวดที่สุดในรอบปีคือช่วงเปิดภาคเรียน

เปิดเทอม จุดวิกฤตทางการเงินที่ถูกมองข้าม

คณะทำงานพัฒนานวัตกรรมการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งมี ศาสตราจารย์สมพงษ์ จิตระดับ เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบ “ชุดสวัสดิการพื้นฐานสำหรับเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา” เพื่อรับมือช่วงเปิดเทอมปีการศึกษา 2569 ภายใต้นโยบาย Thailand Zero Dropout Plus

ศาสตราจารย์สมพงษ์อธิบายว่า ช่วงเปิดภาคเรียนคือจุดวิกฤตทางการเงินของครัวเรือน เพราะรายจ่ายหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาอันสั้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบ และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ ทางการศึกษา สถานการณ์นี้ยิ่งซ้ำเติมด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

“แรงกดดันทางการเงินที่สะสมขึ้นในช่วงเปิดเทอม จึงกลายเป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่งเสี่ยงหยุดเรียนหรือหลุดจากระบบการศึกษาไป” ศาสตราจารย์สมพงษ์กล่าว

5 โอกาส ตาข่ายสุดท้ายก่อนเด็กหลุดหายไป

กสศ. ออกแบบชุดสวัสดิการนี้ให้แก้ปัญหาสามระดับพร้อมกัน ทั้งอุปสรรคทางเศรษฐกิจเฉพาะหน้า การขาดโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น และการขาดกลไกรองรับในระยะยาว โดยเน้นไปที่เด็กและเยาวชนอายุ 3-18 ปีในกลุ่ม “สีแดง” หรือกลุ่มวิกฤตสูงสุดที่ต้องออกไปทำงานเพื่อประคองครอบครัว หรือมีเงื่อนไขชีวิตที่ทำให้เส้นทางการเรียนสะดุดลงอย่างฉับพลัน

โอกาสแรกคือ “คูปองการเรียนรู้ Learning Plus” สนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาแบบบูรณาการครอบคลุมทักษะชีวิต ทักษะดิจิทัล ทักษะอาชีพยุคใหม่ รวมถึงค่าเดินทางและค่าอาหารเช้า

โอกาสที่สองคือ “Mobile School” แพลตฟอร์มการเรียนรู้ยืดหยุ่นแบบออนไลน์ที่เชื่อมการเรียนรู้จากชุมชน พื้นที่ทำงาน และชีวิตประจำวัน เข้ากับผู้เรียนและครูในระบบเดียว ทลายข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

โอกาสที่สามคือ “SIM พร้อมเรียน” ซึ่งกสศ.มองว่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตคือโครงสร้างพื้นฐานทางโอกาสที่สำคัญไม่ต่างจากสาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆ ในยุคที่การศึกษาออนไลน์ขยายตัวไปทุกพื้นที่

โอกาสที่สี่คือ “Learn to Earn” กลไกเรียนรู้ควบคู่การทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยมีระบบเทียบโอนทักษะจากการทำงานเป็นหน่วยกิตการศึกษา เพื่อให้เด็กไม่ต้องเลือกระหว่างปากท้องกับอนาคต

และโอกาสที่ห้าคือ “ธนาคารโอกาส” ระบบกลางจัดสรรอุปกรณ์การศึกษา เช่น คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ บนหลักการโปร่งใสและมุ่งเป้าแม่นยำ เพราะตามที่ศาสตราจารย์สมพงษ์ย้ำ วิกฤตระยะสั้นในชีวิตเด็กเพียงคนเดียว หากไม่ได้รับการแก้ไขทันเวลา อาจนำไปสู่การหลุดจากระบบการศึกษาอย่างถาวร

สำหรับผู้ที่ต้องการขอรับความช่วยเหลือ สามารถติดต่อศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตการศึกษา กสศ. ได้ที่สายด่วน 092-596-6155 และ 02-079-5475

ศธ. ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ 5 ภารกิจเร่งด่วน

เพื่อให้การแก้ปัญหาในเชิงนโยบายมีทิศทางที่ชัดเจน เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายการศึกษาให้แก่ข้าราชการและผู้บริหารในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ และนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วม

ภารกิจแรกที่รัฐมนตรีเน้นย้ำคือการ “คืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” ด้วยการยุบรวมโครงการซ้ำซ้อน นำเทคโนโลยี AI มาช่วยแบ่งเบาภาระเอกสาร และปรับเกณฑ์ประเมินผู้บริหารให้ยึดผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นหลักแทนการสะสมรางวัล

ภารกิจที่สองคือการรื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ โดยนายประเสริฐระบุชัดว่า “นโยบายเรียนฟรีไม่ใช่แค่วาทะกรรม ทรัพยากรต้องพุ่งตรงไปสนับสนุนเด็กที่ขาดแคลนและโรงเรียนที่ต้องการมากที่สุด” พร้อมผลักดัน Thailand Zero Dropout ให้เด็กหลุดระบบการศึกษาเป็นศูนย์ และนำร่องระบบครัวกลางหรือ Cloud Kitchen เพื่อให้ครูไม่ต้องรับภาระการจัดซื้ออาหารอีกต่อไป

ภารกิจที่สามมุ่งยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความเป็นจริง เปลี่ยนจากการท่องจำไปสู่หลักสูตรฐานสมรรถนะที่ใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งสอดรับกับเกณฑ์ PISA ที่ OECD จะใช้วัดในปี 2572 พร้อมตั้งคณะกรรมการ Human Capital Superboard เพื่อดึงเครดิตแบงค์และระบบ E-Portfolio ให้การเรียนไร้รอยต่อ

ภารกิจที่สี่เน้นให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพรูปแบบใหม่ที่ปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง

และภารกิจที่ห้าคือการผลักดันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ให้เป็น “ธรรมนูญการศึกษา” ของประเทศ ปลดล็อกหลักสูตรที่ไม่ทันโลก และสนับสนุนวิชาชีพครูอย่างเป็นรูปธรรม

รัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า “การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือการลงทุนด้านการศึกษา ถ้าเราต้องการ Education for All ต้องเริ่มจาก All for Education”

เรียนฟรีในกระดาษ แต่ไม่ฟรีในชีวิตจริง

แต่ขณะที่นโยบายถูกประกาศ ความจริงในชั้นเรียนกลับสะท้อนอีกภาพหนึ่ง ในวันเดียวกัน 20 เมษายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน เข้าหารือร่วมกับสภาผู้บริโภค ในประเด็น “เรียนฟรีไม่ฟรีจริง” พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า แม้รัฐบาลจะมีนโยบายสนับสนุนเรียนฟรีและจัดสรรงบประมาณครอบคลุมค่าใช้จ่ายพื้นฐานถึง 22 รายการ แต่ในทางปฏิบัติพบว่า ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยยังถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในรูปแบบของค่าบำรุงการศึกษาและค่าใช้จ่ายแฝง ไม่ว่าจะเป็นค่าเครื่องแบบ หนังสือ อุปกรณ์เรียน ค่ากิจกรรม ค่าเดินทาง และแม้แต่ค่าอินเทอร์เน็ต

ค่าเรียน และ อุปกรณ์

  • ค่าเล่าเรียน
  • ค่าหนังสือเรียน
  • ค่าอุปกรณ์การเรียน
  • ค่าเครื่องแบบนักเรียน

กิจกรรม และ การเรียนรู้

  • กิจกรรมวิชาการ (ปีละ 1 ครั้ง)
  • กิจกรรมคุณธรรม / ลูกเสือ / เนตรนารี / ยุวกาชาด
  • ทัศนศึกษา (ปีละ 1 ครั้ง)
  • อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียน (40 ชั่วโมง/ปี)

วัสดุ และ บริการพื้นฐาน

  • วัสดุฝึก สอน สอบ
  • สมุดรายงานนักเรียน
  • ห้องสมุด
  • ห้องพยาบาล
  • วัสดุสำนักงาน

ค่าใช้จ่ายภายในโรงเรียน

  • ค่าน้ำมัน / เชื้อเพลิง
  • งานบ้านงานครัว
  • อุปกรณ์กีฬา
  • ซ่อมแซมอุปกรณ์การเรียน

การดูแลนักเรียน

  • ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
  • คู่มือนักเรียน
  • บัตรนักเรียน
  • ปฐมนิเทศ
  • วารสารโรงเรียน

กฎหมายที่มีช่องว่าง ตัวการที่ซ่อนอยู่

สิ่งที่ทำให้ปัญหานี้ซับซ้อนกว่าที่เห็น คือการมีอยู่ของกรอบกฎหมายที่ขัดกันเองอย่างเงียบๆ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกาศ ณ วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ระบุอย่างชัดเจนว่าสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่สามารถเรียกเก็บเงินสนับสนุนจากนักเรียนหรือผู้ปกครองได้ใน 22 รายการ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่ากิจกรรมวิชาการปีละ 1 ครั้ง ค่าทัศนศึกษาปีละ 1 ครั้ง ไปจนถึงค่าบริการอินเทอร์เน็ตตามหลักสูตรปีละ 40 ชั่วโมง และค่าบัตรประจำตัวนักเรียน

อย่างไรก็ตาม ประกาศฉบับเดียวกันนี้เปิดช่องให้โรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนนอกหลักสูตรแกนกลาง เรียกเก็บค่าใช้จ่ายได้ตามความสมัครใจของผู้ปกครอง เช่น ห้องเรียนพิเศษ EP (English Program) เรียกเก็บได้ไม่เกิน 35,000 บาทต่อคนต่อภาคเรียนในระดับก่อนประถมถึงมัธยมต้น และ MEP (Mini English Program) ไม่เกิน 17,500 บาทต่อคนต่อภาคเรียน นอกจากนี้ยังมีหมวดหมู่อื่นๆ เช่น ค่าจ้างครูชาวต่างประเทศ ค่าสาธารณูปโภคสำหรับห้องเรียนปรับอากาศ และค่าอาหารนักเรียน ที่สถานศึกษาสามารถขอรับการสนับสนุนได้โดยความสมัครใจ

ช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่ควรเป็นตามกฎหมาย” กับ “สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในโรงเรียน” นี้เองที่กลายเป็นภาระหนักของผู้ปกครองในทุกปี

สภาผู้บริโภคชี้ว่า ปัญหาสำคัญไม่ใช่แค่ว่ามีนโยบายหรือไม่ แต่คือการบังคับใช้ที่ยังไม่ทั่วถึง อีกทั้งประกาศกระทรวงยังมีช่องว่างที่เปิดให้สถานศึกษาบางแห่งสามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครองได้ ส่งผลให้ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับภาระที่ไม่ควรมี

เปรียบเทียบกับกรณีอื่น ใครทำสำเร็จและอย่างไร

ปัญหา “เรียนฟรีไม่ฟรีจริง” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย เกาหลีใต้เคยเผชิญปัญหาคล้ายกันในช่วงทศวรรษ 2000 และแก้ไขด้วยการออกกฎหมายห้ามโรงเรียนรัฐเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอิสระที่ผู้ปกครองสามารถร้องเรียนได้โดยตรง ผลที่ได้คืออัตราการออกกลางคันของนักเรียนลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายใน 5 ปี

ฟินแลนด์ซึ่งเป็นประเทศที่ระบบการศึกษาได้รับการยอมรับระดับโลก ใช้โมเดลที่ต่างออกไปคือรัฐครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมถึงอาหารกลางวัน อุปกรณ์ และการเดินทาง ทำให้ครอบครัวไม่ต้องแบกภาระใดๆ ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาแทบไม่มี

กรณีใกล้บ้านอย่างเวียดนาม แม้ระบบการศึกษายังมีค่าใช้จ่ายบางส่วน แต่รัฐบาลใช้ระบบทุนตรงเป้าโดยโอนเงินสดให้ครอบครัวยากจนก่อนเปิดเทอม ทำให้อัตราการเรียนต่อในพื้นที่ชนบทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่แตกต่างในกรณีไทยคือการมีทั้งนโยบายและโครงสร้างกฎหมาย แต่ขาดกลไกบังคับใช้ที่จริงจัง ประกอบกับการที่ช่องว่างในกฎหมายเปิดให้โรงเรียนสามารถเรียกเก็บเงินได้ในหลายกรณี โดยอ้างว่าเป็นความสมัครใจ ซึ่งในทางปฏิบัติผู้ปกครองแทบไม่มีทางปฏิเสธได้

เชียงราย สะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่าตัวเลข

สำหรับเชียงรายซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนภาคเหนือที่มีพื้นที่ห่างไกลจำนวนมาก ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายิ่งทวีความรุนแรง เด็กในพื้นที่ชนบทหรือบนดอยสูงมักเผชิญปัญหาหลายชั้นพร้อมกัน ทั้งการเดินทางที่ยากลำบาก ฐานะเศรษฐกิจของครอบครัวที่อ่อนแอ และความพร้อมด้านอุปกรณ์ที่ขาดแคลน เมื่อโรงเรียนเรียกเก็บค่าใช้จ่ายแม้ในรูปแบบที่ “ไม่บังคับ” ครอบครัวที่ไม่มีปัญญาจ่ายก็ไม่กล้าส่งลูกมาเรียน

มาตรการ 5 โอกาสของ กสศ. หากนำมาใช้อย่างจริงจังในพื้นที่เช่นเชียงราย โดยเฉพาะ SIM พร้อมเรียนและ Mobile School อาจช่วยทลายกำแพงที่กั้นเด็กออกห่างจากห้องเรียนได้ แต่ทั้งหมดนั้นต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้น ควบคู่กับการแก้ไขช่องโหว่ที่เปิดให้โรงเรียนเรียกเก็บเงิน

ทางออกที่รอการพิสูจน์

การหารือระหว่างสภาผู้บริโภคและพรรคประชาชนในวันที่ 20 เมษายน 2569 ได้วางกรอบข้อเสนอเบื้องต้นไว้ว่า รายการสิทธิเรียนฟรีควรถูกระบุให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในกฎหมาย ค่าใช้จ่ายที่อนุญาตให้เรียกเก็บเพิ่มได้ควรมีเพดานที่เป็นธรรม และควรมีแคมเปญรับฟังเสียงผู้ปกครองและนักเรียนเกี่ยวกับ “ค่าใช้จ่ายแอบแฝง” เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการเตรียมจัดเวิร์คช็อปในสัปดาห์ถัดไปเพื่อสร้าง Blueprint ใหม่ร่วมกับผู้มีประสบการณ์จากทุกภาคส่วน ทุกฝ่ายต่างรู้ดีว่า เวลาไม่รอใคร โดยเฉพาะเด็กที่กำลังรอดูอยู่ว่าปีการศึกษา 2569 นี้ พวกเขาจะยังได้เรียนหนังสือต่อหรือเปล่า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
  • กระทรวงศึกษาธิการ
  • สภาผู้บริโภค
  • โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ผู้ว่าฯ เชียงรายนั่งหัวโต๊ะวอร์รูมแม่สาย กำชับไทม์ไลน์ซ่อมแนวป้องกันน้ำท่วมต้องเสร็จก่อนเมฆฝนก่อตัว

Summary
  • เชียงรายเปิดโรดแมป 3 ระยะ งบ 2,950 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงแม่น้ำสายและแก้ปัญหาน้ำท่วมถาวร

  • ระยะเร่งด่วน: เร่งซ่อมแซม Big Bag และผนังกั้นน้ำให้เสร็จก่อนฤดูฝนในเดือนพฤษภาคม

  • ระยะสั้น: เตรียมรื้อถอนอาคารกีดขวางทางน้ำและฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุชุมชน (CBDRM)

  • ท้องถิ่นลงพื้นที่เสริมคันดินบ้านเหมืองแดงใต้ เพื่อเป็นปราการด่านแรกรับมือน้ำล้นตลิ่ง

  • เฝ้าระวังสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำสายและโขง หลังชาวบ้านฝั่งเมียนมากังวลเรื่องความโปร่งใสของข้อมูล

เชียงรายเร่งสกัดมหาอุทกภัย โรดแมป 3 ระยะ 2,950 ล้านบาท พลิกโฉมแม่น้ำสายก่อนฝนถล่ม

เชียงราย, 25 เมษายน 2569 – บทเรียนเลือดจากน้ำท่วมใหญ่ที่ยังไม่จาง ยังไม่ทันถึงฤดูฝน แต่แม่สายก็เริ่มเร่งเครื่องป้องกันน้ำท่วมอีกครั้ง ภาพที่ฝังอยู่ในความทรงจำของคนแม่สายคือน้ำป่าที่ไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน ถนน และตลาดชายแดนโดยไม่ทันตั้งตัว ความสูญเสียซ้ำซากเหล่านั้นทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายต้องนั่งหัวโต๊ะประชุมอีกครั้งในวันที่ 24 เมษายน 2569 เพื่อผลักดันแผนจัดการน้ำที่ครอบคลุมทั้งสามระยะ ตั้งแต่การแก้ไขฉุกเฉินรายวันไปจนถึงโครงการก่อสร้างระดับพันล้านที่จะปรับหน้าตาของแม่น้ำสายให้เปลี่ยนไปตลอดกาล

อำเภอแม่สายเป็นจุดยุทธศาสตร์ชายแดนที่เชื่อมไทยกับเมียนมา และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เสี่ยงต่ออุทกภัยมากที่สุดของภาคเหนือ เนื่องจากแม่น้ำสายมีลักษณะโค้งตวัดและมีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในเขตลำน้ำมาอย่างยาวนาน ทำให้ทุกครั้งที่ฝนตกหนักในพื้นที่ต้นน้ำ น้ำจำนวนมหาศาลจึงไหลบ่าออกมาไม่ทันและท่วมพื้นที่ชุมชนอย่างรวดเร็ว

โต๊ะประชุมอูหลง กับแผนสามระยะที่รอมานาน

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น. นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นั่งเป็นประธานในการประชุมติดตามความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอแม่สาย ณ ห้องประชุมอูหลง ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าร่วม รวมถึงการเชื่อมต่อผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์สำหรับหน่วยงานในพื้นที่ห่างไกล

ที่ประชุมรายงานแผนการดำเนินงานซึ่งแบ่งออกเป็นสามระยะชัดเจน แต่ละระยะมีผู้รับผิดชอบ งบประมาณ และไทม์ไลน์กำกับอย่างเป็นระบบ สะท้อนให้เห็นว่าครั้งนี้ไม่ใช่แค่การประชุมเพื่อรับทราบปัญหา แต่เป็นการบูรณาการเชิงกลยุทธ์อย่างแท้จริง

ระยะเร่งด่วน ซ่อม Big Bag ก่อนฝนมา

ลำดับแรกสุดที่ต้องทำก่อนฤดูฝนจะเริ่มต้นคือการซ่อมแซม Big Bag และผนังกั้นน้ำริมแม่น้ำสายที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งก่อน Big Bag หรือกระสอบทรายขนาดใหญ่เหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนกำแพงชั่วคราวที่ช่วยชะลอน้ำไม่ให้ทะลักเข้าสู่ชุมชนในทันที หากปล่อยให้ชำรุดเสียหายโดยไม่ซ่อม เมื่อน้ำมาปุ๊บก็เท่ากับไม่มีแนวป้องกันอะไรเลย

แผนในระยะนี้มีการแบ่งความรับผิดชอบตามพื้นที่ให้แต่ละหน่วยงานดูแลอย่างชัดเจน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและช่องว่างในการปฏิบัติงาน เพราะที่ผ่านมาปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยในการรับมืออุทกภัยคือความไม่ชัดเจนในเรื่องว่าใครรับผิดชอบจุดไหน ทำให้บางพื้นที่ถูกละเลยจนกลายเป็นจุดอ่อนของแนวป้องกัน

ระยะสั้น เสริมกำลังชุมชน–รื้อสิ่งกีดขวางทางน้ำ

ควบคู่ไปกับการซ่อมแซมโครงสร้างกายภาพ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย หรือ ปภ. ยังมีแผนเร่งเสริมสร้างศักยภาพชุมชนผ่านกระบวนการ CBDRM ซึ่งย่อมาจาก Community-Based Disaster Risk Management หรือการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยอิงชุมชนเป็นฐาน แนวทางนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับโลก แต่ในพื้นที่ชายแดนอย่างแม่สายที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และภาษา การสื่อสารความเสี่ยงให้ถึงชาวบ้านทุกกลุ่มยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ

นอกจากนี้ยังมีแผนฝึกอบรมการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว และการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย เพื่อให้ทั้งเจ้าหน้าที่และชาวบ้านคุ้นเคยกับขั้นตอนการอพยพและการดูแลตัวเองในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ประเด็นที่หลายฝ่ายจับตาเป็นพิเศษในระยะสั้นคือแผนการรื้อถอนอาคารที่กีดขวางลำน้ำสาย ซึ่งนับเป็นมาตรการที่อ่อนไหวทางสังคม เพราะสิ่งปลูกสร้างเหล่านั้นมีผู้อยู่อาศัยและมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเกี่ยวข้อง ขณะนี้เรื่องนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตใช้พื้นที่จากกรมธนารักษ์ และมีกำหนดเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2569 นี้

ในประวัติศาสตร์ของการจัดการน้ำในเมืองไทย การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำมักล่าช้ากว่าแผนเสมอ เพราะต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายและการเจรจาชดเชยที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตามหากดำเนินการได้ตามกำหนด จะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำและลดระดับน้ำท่วมสูงสุดได้อย่างมีนัยสำคัญ

ระยะยาว 2,950 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนหน้าตาแม่น้ำสาย

แผนระยะยาวของโครงการนี้คือสิ่งที่นักผังเมืองและวิศวกรชลศาสตร์มองว่าเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ดำเนินการจ้างออกแบบรายละเอียดงานศึกษาแผนหลักการปรับปรุงแม่น้ำสาย จังหวัดเชียงราย ด้วยงบประมาณสูงถึง 2,950 ล้านบาท

เป้าหมายของโครงการนี้คือการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างถาวร โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนสำรวจและออกแบบเพื่อเตรียมพร้อมก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งในระยะต่อไป

ตัวเลข 2,950 ล้านบาทนี้ไม่ใช่ตัวเลขเล็กน้อย แต่หากเทียบกับมูลค่าความเสียหายสะสมจากน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ชายแดนแม่สายซึ่งกระทบทั้งภาคธุรกิจ ที่อยู่อาศัย และการท่องเที่ยวชายแดน ก็อาจถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว ตัวอย่างเทียบเคียงที่ชัดเจนคือโครงการก่อสร้างแก้มลิงและเขื่อนป้องกันตลิ่งในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลหลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ซึ่งต้องใช้งบประมาณนับหมื่นล้านบาทแต่ช่วยลดผลกระทบในปีต่อมาได้อย่างเป็นรูปธรรม

 นายกเทศมนตรีลงพื้นที่ คันดินที่บ้านเหมืองแดงใต้

ไม่ใช่แค่ระดับจังหวัดที่ขยับ ในระดับท้องถิ่นก็มีความเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรมเช่นกัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 11.30 น. นายพรเจตย์ หาญเจริญกิจวานิช นายกเทศมนตรีตำบลแม่สายมิตรภาพ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาเทศบาล ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงานเสริมดินทำคันกั้นน้ำบริเวณบ้านเหมืองแดงใต้ หมู่ที่ 1

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่พิธีกรรมถ่ายรูป แต่เป็นการติดตามความคืบหน้าจริงและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่กองช่างที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ คันดินที่กำลังเสริมสร้างนี้ทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันแรกระดับชุมชน เพื่อรับมือน้ำล้นตลิ่งในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

ความสำคัญของการกระทำระดับท้องถิ่นแบบนี้อยู่ที่ความเร็ว เทศบาลสามารถสั่งการและดำเนินงานในพื้นที่ได้เร็วกว่าหน่วยงานส่วนกลาง และรู้จุดเสี่ยงของชุมชนตัวเองดีกว่าใคร เทศบาลตำบลแม่สายมิตรภาพยืนยันว่าจะติดตามและแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความปลอดภัยและลดความเสี่ยงให้กับประชาชน

แม่น้ำไม่รู้จักพรมแดน ปัญหาสารพิษปนเปื้อนข้ามฝั่ง

ท่ามกลางการเตรียมรับมือน้ำท่วม ยังมีประเด็นที่น่าห่วงใยอีกชั้นหนึ่งซึ่งเกี่ยวพันกับสุขภาพของคนในลุ่มน้ำตลอดแนวชายแดน นั่นคือปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำสายและแม่น้ำสายสาขา

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 นายพลากร บุปผาธนากร ผู้จัดการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท. เชียงราย มอบหมายให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าร่วมรับฟังผลการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพแบบเร่งด่วน ณ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

เวทีดังกล่าวนำเสนอข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ โดยเน้นเรื่องระบบเฝ้าระวังและการสื่อสารความเสี่ยงให้แก่ชุมชนที่มีความวิตกกังวลด้านสุขภาพสูง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สช. จะนำข้อเสนอแนะเหล่านี้เสนอต่อเวทีสมัชชาสุขภาพระดับชาติในเดือนมิถุนายน 2569

ฝั่งเมียนมากังวลความจริงจะถูกซุกซ่อน

ในฝั่งตรงข้ามแม่น้ำสายที่เมืองท่าชีเลก รัฐฉาน ประเทศเมียนมา เรื่องคุณภาพน้ำกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในชุมชน เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 กรมสิ่งแวดล้อมของเมียนมาดำเนินการวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายสาขาและแม่น้ำโขงในเขตท่าชีเลก โดยกำหนดจุดวัด 6 จุด ได้แก่ แม่น้ำไหสาย แม่น้ำไหเคาง์ แม่น้ำไหฮุต แม่น้ำไหเฮาค์ และแม่น้ำโขง ครอบคลุมตั้งแต่บริเวณสะพานแม่สายไปจนถึงชายแดนเมียนมา-ลาว

อย่างไรก็ตาม จุดวัดที่ 3 วัดไม่ได้เพราะน้ำแห้งขอด สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพน้ำในลำน้ำสาขาที่น่าจับตา

สิ่งที่ชาวบ้านฝั่งเมียนมากังวลมากกว่าตัวเลขที่วัดได้คือความโปร่งใสของผลลัพธ์ ชาวบ้านในท่าชีเลกรายหนึ่งที่ให้ข้อมูลผ่านสื่อ Mekong News ชี้ให้เห็นว่าฝั่งไทยเพิ่งตรวจพบสารหนูในแม่น้ำโขงสูงกว่ามาตรฐานถึง 9 เท่า และแสดงความกังวลว่าผลการตรวจของฝั่งเมียนมาจะออกมาบอกว่า “ทุกอย่างปกติดี” โดยไม่สะท้อนความเป็นจริง

เขาพูดถึงแนวทางที่อยากเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ต้องการให้นักวิทยาศาสตร์ทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ ไม่ใช่รับใช้ตัวเลขที่ผู้มีอำนาจต้องการ หากผลออกมาว่าดี ก็บอกว่าดี หากไม่ดี ก็ต้องบอกว่าไม่ดี และข้อมูลต้องสื่อสารให้ชุมชนรับทราบอย่างรวดเร็ว เพราะแม่น้ำเหล่านี้เป็นแหล่งน้ำและแหล่งอาหารที่คนในชุมชนพึ่งพาในชีวิตประจำวัน

เรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดความกังขาเรื่องความโปร่งใสในการรายงานคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำโขง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และองค์กรภาคประชาสังคมหลายแห่งได้เรียกร้องให้ทุกประเทศในลุ่มน้ำเปิดเผยข้อมูลคุณภาพน้ำอย่างเป็นระบบและในเวลาที่เหมาะสม เพราะแม่น้ำไม่รู้จักพรมแดนรัฐชาติ สารพิษที่ปนเปื้อนในจุดหนึ่งย่อมไหลผ่านไปถึงชุมชนอื่นด้านล่างได้เสมอ

ขณะนี้ยังไม่ทราบกำหนดการที่แน่ชัดว่าผลการตรวจคุณภาพน้ำในท่าชีเลกจะประกาศเมื่อใด ซึ่งเป็นที่จับตาของชาวบ้านทั้งสองฝั่งโขงอย่างใจจดใจจ่อ

ยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคที่ยังขาดการเชื่อมต่อ

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดแล้ว สิ่งที่ปรากฏชัดขึ้นมาคือความไม่สอดคล้องกันระหว่างความเร็วในการรับมือของฝ่ายไทยกับปัญหาข้ามพรมแดนที่ต้องการความร่วมมือระดับภูมิภาค ฝั่งไทยมีแผน 3 ระยะ มีงบประมาณ มีโครงสร้างการรับผิดชอบ แต่ต้นน้ำของแม่น้ำสายหลายสายอยู่ในเมียนมา หากไม่มีกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลและจัดการน้ำร่วมกัน แผนทุกอย่างฝั่งไทยก็อาจถูกล้มโดยน้ำจากฝั่งตรงข้ามที่ควบคุมไม่ได้

กรณีเทียบเคียงที่น่าสนใจคือลุ่มน้ำไรน์ในยุโรป ซึ่งไหลผ่านสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย เยอรมนี ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ ประเทศเหล่านั้นตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศเพื่อป้องกันมลพิษในแม่น้ำไรน์ตั้งแต่ปี 2493 และมีกลไกแชร์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ทำให้แต่ละประเทศสามารถเตรียมรับมือน้ำได้ล่วงหน้า โมเดลนี้แม้ไม่อาจนำมาใช้ได้ทันทีในบริบทอาเซียน แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าการจัดการน้ำข้ามพรมแดนไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

สัญญาณเตือนที่ต้องไม่มองข้าม

ก่อนสิ้นสุดการประชุมวันที่ 24 เมษายน นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผน โดยเฉพาะในจุดเสี่ยงวิกฤต เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่สายก่อนเข้าสู่ช่วงน้ำหลาก

คำกำชับนี้บ่งบอกว่าเวลาที่เหลืออยู่มีน้อยกว่าที่หลายคนคิด ฤดูฝนภาคเหนือโดยปกติเริ่มต้นอย่างจริงจังในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และปีนี้หลายหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าปริมาณฝนอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยในบางช่วง

สำหรับชาวแม่สายที่ผ่านประสบการณ์น้ำท่วมหนักมาแล้ว แผนกระดาษทั้งสามระยะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อถูกแปลงเป็นการกระทำจริงในพื้นที่ก่อนที่ฝนจะตก Big Bag ที่ยังชำรุด คันดินที่ยังถมไม่เสร็จ อาคารที่ยังขวางทางน้ำ และสารพิษที่ยังรอการตรวจสอบ ทั้งหมดนี้คือนาฬิกาที่กำลังเดินอยู่พร้อมกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลตำบลแม่สายมิตรภาพ
  • สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)
  • Mekong News
  • กรมโยธาธิการและผังเมือง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เมื่อเม็ดเงินโฆษณาไหลเข้าออนไลน์ เชียงรายขยับจากการจัดงาน OTOP เป็นการสร้างระบบขายตรงถึงบ้านผู้บริโภค

Summary
  • เชียงรายปรับเป้าหมายจากการพึ่งพานักท่องเที่ยวรายปี เป็นการขายสินค้าผ่านระบบดิจิทัลที่ “ซื้อได้ทุกวัน”

  • สถิติ TikTok Shop พบร้านค้าที่ไลฟ์สดมียอดสั่งซื้อสูงกว่าปกติถึง 590 เท่า ชูโมเดลสินค้า OTOP ภาคเหนือเติบโตแรง

  • เชียงรายมีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ (9 รายการ) มูลค่ากว่า 400 ล้านบาทต่อปี เป็นต้นทุนสำคัญ

  • เน้นกลุ่มสินค้า “ซื้อซ้ำได้-เล่าเรื่องได้-ขนส่งสะดวก” เช่น ชา กาแฟ และผลไม้แปรรูปพรีเมียม

  • เปลี่ยนวิธีคิดจากการจัดงานอีเวนต์ เป็นการจัดระบบนิเวศดิจิทัล (Big Data & Logistics) เพื่อความยั่งยืน

เชียงรายต้องหาให้เจอว่าสินค้าอะไรขายได้ทุกวัน เมื่อเศรษฐกิจดิจิทัลไม่รอคนมาถึงจังหวัดอีกต่อไป

เชียงราย, 24 เมษายน 2569 – ในวันที่หลายจังหวัดยังวัดความสำเร็จจากจำนวนนักท่องเที่ยวและยอดคนเดินห้าง เชียงรายกำลังเผชิญคำถามที่ลึกกว่านั้น ว่าจังหวัดจะอยู่รอดอย่างไรหากยังพึ่งรายได้จาก “คนมาเยือนปีละครั้ง” มากกว่ารายได้จาก “คนซื้อทุกวัน” เพราะโลกการค้าในวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว ความได้เปรียบไม่ได้อยู่แค่ใครมีวิวสวยกว่า ใครมีอากาศดีกว่า หรือใครมีเทศกาลคึกคักกว่าเท่านั้น แต่อยู่ที่ใครสามารถเปลี่ยนเสน่ห์ของพื้นที่ให้กลายเป็นสินค้าที่เดินทางออกจากจังหวัดได้ทุกวัน ผ่านมือถือหนึ่งเครื่อง ผ่านคลิปสั้นหนึ่งชิ้น หรือผ่านไลฟ์สดหนึ่งรอบที่เล่าเรื่องได้โดนใจผู้ซื้อทั่วประเทศ

สำหรับเชียงราย นี่ไม่ใช่คำถามเชิงทฤษฎี แต่เป็นคำถามเชิงปากท้องอย่างแท้จริง เพราะจังหวัดมีทั้งกาแฟ ชา ผลไม้ GI งานหัตถกรรม เครื่องเคลือบ และสินค้าแปรรูปจากชุมชนที่มีเรื่องเล่าแข็งแรงมาก ทว่าปัญหาคือของเหล่านี้จำนวนไม่น้อยยังถูกมองเป็น “ของฝาก” มากกว่า “สินค้าซื้อซ้ำ” กล่าวอีกแบบคือ คนจำนวนมากอาจคิดถึงเชียงรายเมื่อจะไปเที่ยว แต่ยังไม่ได้นึกถึงเชียงรายทุกครั้งเมื่อจะกดสั่งของกิน ของใช้ หรือของคุณภาพจากออนไลน์ นี่คือช่องว่างใหญ่ที่จังหวัดต้องรีบปิดให้ทันก่อนที่การแข่งขันทางดิจิทัลจะทิ้งใครไว้ข้างหลังโดยไม่รอให้ปรับตัวเสร็จ

ภาคเหนือพิสูจน์แล้วว่าของดีท้องถิ่นไปได้ไกลกว่าหน้าร้าน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นกับสินค้า OTOP ภาคเหนือถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกจังหวัด ข้อมูลจาก TikTok Shop ซึ่งถูกรายงานโดยสื่อธุรกิจระบุว่า ระหว่างปี 2566 ถึง 2568 จำนวนสินค้า OTOP ภาคเหนือบนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น 53.97 เปอร์เซ็นต์ และจุดที่พลิกเกมมากที่สุดคือการไลฟ์สด เพราะร้านที่ไลฟ์มียอดสั่งซื้อเฉลี่ยต่อวันสูงกว่าร้านที่ไม่ไลฟ์ถึงเกือบ 590 เท่า ตัวเลขนี้ฟังดูแรงจนแทบไม่น่าเชื่อ แต่ถ้ามองให้ลึก มันกำลังบอกว่าผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้ซื้อแค่ตัวสินค้าอีกแล้ว เขาซื้อความมั่นใจ ซื้อเรื่องเล่า และซื้อความรู้สึกว่าได้เห็นตัวตนของคนทำจริง ๆ ก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน

ในโลกออนไลน์ สินค้าท้องถิ่นที่เคยขายได้เฉพาะงานแสดงสินค้าหรือหน้าร้านชุมชน กลับกลายเป็นของที่คนทั้งประเทศพร้อมซื้อซ้ำ หากมันสื่อสารได้ถูกจุด น้ำผึ้งดอกไม้ป่า จิ้นแดงสูตรโบราณ หรือกาแฟจากดอยสูง ถูกยกระดับจากของพื้นถิ่นให้กลายเป็นสินค้าที่มีคาแรกเตอร์และมีเหตุผลให้ซื้อซ้ำ นี่คือแก่นของสิ่งที่เรียกว่า Discovery Commerce หรือการค้าที่ไม่ได้เริ่มจากการค้นหาสินค้าอย่างเดียว แต่เริ่มจากการพบเจอคอนเทนต์แล้วเกิดความอยากลอง ความอยากลองนั้นเองที่แปรเป็นคำสั่งซื้อ และถ้าสินค้าดีพอ ก็แปรต่อเป็นลูกค้าประจำได้ในที่สุด

บทเรียนจากนครสวรรค์และลำปาง ที่เชียงรายควรอ่านให้ขาด

หนึ่งในบทเรียนที่ชัดที่สุดจากการเติบโตของ OTOP ภาคเหนือ คือจังหวัดที่ขายออนไลน์เก่งไม่ได้ชนะเพราะมีของเยอะที่สุดเสมอไป แต่ชนะเพราะทำให้ “ชื่อจังหวัด” กลายเป็นทางลัดของความเชื่อมั่นได้ Thumbsup สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า หนึ่งในเสาหลักของความสำเร็จคือ Province as Brand Identity หรือการใช้ชื่อจังหวัดสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ เช่น นครสวรรค์เชื่อมกับน้ำผึ้งและโมจิ ลำปางเชื่อมกับหมูแปรรูปและข้าวแต๋น พอผู้ซื้อเห็นชื่อจังหวัด เขาเริ่มนึกภาพรสชาติ คุณภาพ และเรื่องเล่าที่ตามมาได้ทันที

นี่คือจุดที่เชียงรายควรกลับมาถามตัวเองอย่างจริงจัง เพราะถ้ามองในเชิงศักยภาพ เชียงรายมีทุนมากกว่าหลายจังหวัดด้วยซ้ำ จังหวัดมีทั้งกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง สับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ข้าวก่ำล้านนา เครื่องเคลือบเวียงกาหลง และล่าสุดส้มโอเวียงแก่นเป็น GI ลำดับที่ 9 แต่ภาพจำของเชียงรายในตลาดออนไลน์กลับยังไม่คมพอว่าจะต้องซื้ออะไรกลับหรือซื้อซ้ำเป็นประจำให้ได้แบบที่ผู้ซื้อในประเทศนึกออกทันที

พูดให้เห็นภาพง่ายที่สุด ลำปางทำให้ “จิ้นแดง” ไม่ใช่แค่อาหารพื้นเมือง แต่เป็นของฝากพรีเมียมที่คนเมืองอยากลอง ขณะที่นครสวรรค์ทำให้น้ำผึ้งและโมจิกลายเป็นสินค้าที่มีความหมายมากกว่าของกินเล่น เชียงรายจึงไม่ได้ขาดของดี แต่ยังขาดการทำให้ของดีบางกลุ่มกลายเป็น “คำตอบอัตโนมัติ” ในใจผู้ซื้อ ว่าเมื่ออยากได้กาแฟดี ชาภาคเหนือ หรือผลไม้แปรรูปที่มีเรื่องราว ต้องนึกถึงเชียงรายก่อนจังหวัดอื่น

เชียงรายมีต้นทุนพร้อมกว่าที่คิด และภาครัฐก็เริ่มขยับแล้ว

ข้อดีของเชียงรายคือ จังหวัดไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์ เพราะมีสินค้ารากฐานที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วในระบบเศรษฐกิจจริง กรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุเมื่อ 19 มกราคม 2569 ว่า เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รวม 9 รายการ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสู่ชุมชนรวมกว่า 400 ล้านบาทต่อปี ข้อมูลนี้สำคัญมาก เพราะมันยืนยันว่าของดีของเชียงรายไม่ใช่เรื่องเล่าทางวัฒนธรรมอย่างเดียว แต่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจรองรับอยู่แล้ว เพียงแต่รายได้ก้อนนี้ยังอาจไม่ถูกยกระดับผ่านช่องทางดิจิทัลได้เต็มศักยภาพเท่าที่ควร

ในระดับการทำงานของจังหวัด สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงรายเองก็เริ่มวางฐานไว้แล้ว ทั้งการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP สู่ยุคดิจิทัล การร่วมขับเคลื่อน OTOP Big Data และการติดตาม OTOP Trader ในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าหน่วยงานไม่ได้มองไม่เห็นปัญหา แต่โจทย์ที่เหลืออยู่คือการขยายผลจาก “โครงการ” ให้กลายเป็น “ระบบ” ให้ได้ เพราะถ้าดิจิทัลยังเป็นเพียงกิจกรรมฝึกอบรมหรือการจัดเวทีเป็นครั้งคราว ผลที่ได้ก็จะยังจำกัดอยู่ที่ผู้ประกอบการกลุ่มเล็ก ๆ และไม่สร้างแรงกระเพื่อมระดับจังหวัดได้จริง

สิ่งที่เชียงรายต้องขาย ไม่จำเป็นต้องเป็นของชิ้นเดียว แต่ต้องชัดพอให้คนซื้อซ้ำ

คำถามที่ว่า เชียงรายควรมีสินค้าอะไรที่คนซื้อออนไลน์ได้ทุกวัน อาจไม่มีคำตอบแบบสินค้าชิ้นเดียวแล้วจบ แต่หากมองจากฐานข้อมูลที่มีอยู่ คำตอบน่าจะอยู่ในกลุ่มสินค้าที่มีคุณสมบัติร่วมกัน 3 อย่าง คือซื้อซ้ำได้ เล่าเรื่องได้ และขนส่งได้สะดวก สินค้ากลุ่มแรกที่เข้าเงื่อนไขนี้ชัดที่สุดคือกาแฟและชา เพราะเป็นของที่ไม่ต้องรอให้นักท่องเที่ยวมาเดินเลือกด้วยตัวเอง ผู้บริโภคสามารถสั่งซ้ำได้ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน และเชียงรายเองก็มีต้นทุนด้านชื่อเสียงของกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง และชาเชียงรายอยู่แล้วอย่างแข็งแรง

กลุ่มถัดมาคือผลไม้และสินค้าแปรรูปจากผลไม้ โดยเฉพาะสับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย และส้มโอเวียงแก่น หากขายเป็นผลสดอย่างเดียว ตลาดจะถูกจำกัดด้วยฤดูกาลและโลจิสติกส์ แต่หากขยับไปสู่รูปแบบแปรรูปที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคเมือง เช่น น้ำผลไม้เข้มข้น ของว่างเพื่อสุขภาพ หรือชุดของฝากคุณภาพสูง สินค้าเหล่านี้สามารถเปลี่ยนจากรายได้ตามฤดูกาลเป็นรายได้ที่หมุนได้ตลอดปี และยังพกเรื่องเล่าของพื้นที่ติดไปกับสินค้าได้ด้วย

อีกกลุ่มที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือเครื่องเคลือบเวียงกาหลงและสินค้าหัตถกรรมร่วมสมัย เพราะในยุคที่ตลาดออนไลน์แข่งขันกันด้วยเรื่องราวและเอกลักษณ์ งานหัตถกรรมที่เชื่อมกับบ้าน การแต่งโต๊ะกาแฟ การแต่งครัว หรือของขวัญพรีเมียม มีช่องทางเติบโตไม่น้อย หากถูกออกแบบให้ร่วมสมัยพอสำหรับคนเมือง รุ่นใหม่ การขายของกลุ่มนี้อาจไม่ได้ใช้กลยุทธ์เดียวกับกาแฟหรืออาหาร แต่สามารถใช้คอนเทนต์แบบเบื้องหลังช่างฝีมือ กระบวนการผลิต และการใช้งานในชีวิตจริงเพื่อยกมูลค่าได้สูงกว่าสินค้าทั่วไป

เมื่อเม็ดเงินโฆษณาไหลเข้าสื่อออนไลน์ เชียงรายยิ่งช้าไม่ได้

ภาพใหญ่ระดับประเทศกำลังเตือนเชียงรายทางอ้อมอย่างชัดเจนว่า ใครไม่เร่งสร้างตัวตนบนดิจิทัลจะเสียโอกาสมากขึ้นทุกปี MI GROUP ประเมินว่า ปี 2568 เม็ดเงินโฆษณาไทยรวมอยู่ที่ 85,817 ล้านบาท เติบโตเพียง 0.04 เปอร์เซ็นต์ แต่สื่ออินเทอร์เน็ตขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งอย่างเป็นทางการ และในปี 2569 ตลาดรวมอาจขยับเป็น 87,264 ล้านบาท โดยสื่อออนไลน์ยังนำต่อ มีสัดส่วนราว 40 ถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ทีวีลดลงเหลือราว 30 ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ นี่หมายความว่าแบรนด์และผู้ประกอบการทั่วประเทศกำลังย้ายสมรภูมิไปอยู่ในพื้นที่ที่ผู้บริโภคใช้เวลาอยู่จริงมากขึ้นทุกวัน

ถ้าจังหวัดยังคิดเรื่องการตลาดด้วยภาพเดิมว่า นักท่องเที่ยวต้องเดินทางมา ซื้อของหน้าร้าน และพึ่งกิจกรรมออฟไลน์เป็นหลัก จังหวัดก็จะถูกจำกัดโอกาสด้วยฤดูกาลและจำนวนคนมาเยือน แต่หากเปลี่ยนมุมคิดว่า คนไทยสามารถกลายเป็นลูกค้าของเชียงรายได้ทุกวันแม้ไม่เคยเดินทางมาถึงจังหวัดเลย สมการเศรษฐกิจของจังหวัดจะเปลี่ยนทันที และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องขายของออนไลน์ แต่คือเรื่องยุทธศาสตร์รายได้ของทั้งจังหวัดในระยะยาว

ปัญหานี้โยงถึงชนชั้นกลางและกำลังซื้อที่กำลังระวังตัวมากขึ้น

อีกด้านหนึ่งที่ทำให้เชียงรายต้องรีบหา “สินค้าที่ขายได้ทุกวัน” คือพฤติกรรมผู้บริโภคไทยกำลังระวังการใช้เงินมากขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยย้ำว่าหนี้ครัวเรือนยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเฝ้าระวัง ขณะที่ข้อมูลที่อ้างอิงสถิติไตรมาส 4 ปี 2568 ชี้ว่าหนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูงราว 86.7 ถึง 86.8 เปอร์เซ็นต์ต่อ GDP ภาระลักษณะนี้ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากเลือกซื้อของอย่างระวังขึ้นและตัดสินใจจากความคุ้มค่ามากขึ้นกว่าเดิม

เมื่อกำลังซื้อถูกกดดัน สินค้าที่จะขายได้ไม่ใช่สินค้าที่ดีอย่างเดียว แต่ต้องเป็นสินค้าที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่า “จ่ายแล้วคุ้ม” หรือ “ซื้อซ้ำได้โดยไม่ฝืนกำลัง” นี่คือเหตุผลว่าทำไมอาหารและเครื่องดื่มซึ่งเป็นหมวดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่ม OTOP ออนไลน์ จึงโตได้ดีกว่าหลายหมวด เพราะเป็นสินค้าที่เข้าถึงง่าย ซื้อง่าย และใช้หมดแล้วซื้อใหม่ได้ ต่างจากของฝากบางชนิดที่ซื้อเพียงครั้งเดียวแล้วจบ หากเชียงรายจะสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของตัวเองให้ยั่งยืน จังหวัดต้องมีสินค้าที่เข้าไปอยู่ในพฤติกรรมประจำวันของคนซื้อ ไม่ใช่แค่อยู่ในกระเป๋าของนักท่องเที่ยวตอนขากลับเท่านั้น

อยู่ที่การเปลี่ยนจากการจัดงาน เป็นการจัดระบบ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายจังหวัดรวมทั้งเชียงรายมักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนผ่านงานแสดงสินค้า งานมหกรรม และการคัดสรรผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีประโยชน์ในเชิงสร้างขวัญกำลังใจและการเปิดตลาดระดับหนึ่ง แต่ในยุคที่อีคอมเมิร์ซของไทยมีมูลค่าระดับหลายล้านล้านบาท และแพลตฟอร์มดิจิทัลกลายเป็นประตูหลักของการพบสินค้าใหม่ วิธีคิดแบบเดิมอาจไม่พออีกแล้ว ETDA ระบุว่า มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทยปี 2566 คาดแตะ 5.96 ล้านล้านบาท และช่องทางอย่าง e-Marketplaces กับ Social Commerce เป็นช่องทางสำคัญของการขายสินค้าในประเทศอย่างชัดเจน

เพราะฉะนั้น จุดคลี่คลายของเรื่องนี้อาจไม่ใช่การถามเพียงว่า ปีนี้เชียงรายจะจัดงาน OTOP กี่ครั้ง หรือจะมีผู้ประกอบการเข้าอบรมกี่คน แต่ต้องถามว่า จังหวัดมีระบบกลางด้านข้อมูลสินค้า ภาพลักษณ์จังหวัด การผลิตคอนเทนต์ การไลฟ์ การแพ็กสินค้า การขนส่ง และการดูแลลูกค้าซ้ำหรือยัง ถ้ายังไม่มีครบ เรื่องเล่าของเชียงรายก็จะยังถูกใช้ไม่เต็มมูลค่า และของดีจำนวนมากจะยังคงขายได้แค่ตอนมีคนมาเที่ยว ไม่ใช่ตอนที่คนทั้งประเทศเปิดแอปซื้อของก่อนนอน

เชียงรายยังมีเวลา แต่เวลาไม่ได้มากอย่างที่คิด

ถ้ามองในเชิงโอกาส เชียงรายยังมีข้อได้เปรียบมากกว่าหลายจังหวัด ทั้งฐานสินค้า GI จำนวนมาก ชื่อเสียงด้านกาแฟและชา ภาพลักษณ์เมืองสร้างสรรค์ วัฒนธรรมชาติพันธุ์ และความหลากหลายของสินค้าชุมชน แต่ถ้ามองในเชิงการแข่งขัน เวลาก็ไม่ได้เหลือมากนัก เพราะจังหวัดอื่นในภาคเหนือเริ่มขยับเร็วแล้ว และเมื่อแบรนด์ท้องถิ่นจากจังหวัดอื่นเริ่มยึดพื้นที่ในใจผู้ซื้อได้ก่อน การไล่ตามภายหลังจะยิ่งยากขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามว่าอะไรคือสินค้าที่คนมาเชียงรายแล้วต้องซื้อกลับ อาจไม่สำคัญเท่าคำถามใหม่ว่า อะไรคือสินค้าที่คนไม่ต้องมาเชียงรายก็ยังอยากซื้อทุกเดือน ถ้าจังหวัดตอบคำถามนี้ได้เร็วพอ เศรษฐกิจชุมชนจะไม่ได้ผูกอยู่กับฤดูกาลท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะมีรายได้หมุนเข้าจังหวัดทุกวันจากคนที่ไม่เคยเหยียบสนามบินแม่ฟ้าหลวงเลยด้วยซ้ำ และนั่นอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของเชียงรายในยุคดิจิทัล

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • TikTok Shop
  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย
  • ETDA
  • MI GROUP
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

อสังหาฯ เชียงราย 2569 ดีมานด์เช่าโตสวนทางยอดซื้อ เร่งอุดช่องว่างด้วยรถไฟทางคู่และเขตเศรษฐกิจพิเศษ

Summary
  • ตลาดซื้ออสังหาฯ ทั่วประเทศลดลง 6% แต่ตลาดเช่าโตสวนทาง โดยเฉพาะกลุ่มราคาต่ำกว่า 1 หมื่นบาท

  • เชียงรายฟื้นตัวช้าหลังน้ำท่วมปี 67 และเผชิญอัตราปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) สูงถึง 70-80%

  • ครึ่งหลังปี 67 เชียงรายมีหน่วยเหลือขายสะสมกว่า 2,594 หน่วย มูลค่าทะลุ 1 หมื่นล้านบาท และยังไม่มีคอนโดเปิดใหม่

  • โครงการรถไฟทางคู่คืบหน้าเกือบ 60% พร้อมเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เป็นปัจจัยบวกดันมูลค่าที่ดินในระยะยาว

  • รัฐผ่อนคลายเกณฑ์ LTV กู้ได้ 100% ถึงมิถุนายน 2569 เพื่อช่วยประคองกำลังซื้อที่อยู่อาศัยจริง

พลิกกลยุทธ์อสังหาฯ เชียงราย 2569 ชูจุดขายเมืองโลจิสติกส์ชายแดน รับการเติบโตจากนิติบุคคลกว่า 1,800 ราย

เชียงราย,23 เมษายน 2569 – ภาพสะท้อนชัดเจนว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในต้นปี 2569 ยังไม่ใช่ตลาดฟื้นตัวเต็มรูปแบบ ฝั่งซื้อยังอ่อนแรง ขณะที่ฝั่งเช่ากลับเติบโตต่อเนื่อง โดยดีมานด์ซื้อทั่วประเทศลดลง 6 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน แต่ดีมานด์เช่าทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์ และในกรุงเทพฯ เพิ่มถึง 9 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าผู้บริโภคจำนวนมากกำลังเลือก “รักษาสภาพคล่อง” มากกว่าตัดสินใจเป็นหนี้ระยะยาวทันที

เมื่อนำภาพรวมนี้มาวางทับกับเชียงราย จะเห็นว่าจังหวัดไม่ได้ชะลอตัวเพียงเพราะเศรษฐกิจประเทศเท่านั้น แต่ยังมีแรงกดเฉพาะพื้นที่เพิ่มเข้ามา ทั้งแผลจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 ความเข้มงวดของสินเชื่อ และโครงสร้างตลาดที่ยังพึ่งพาบ้านแนวราบเกือบทั้งหมด โดยครึ่งหลังปี 2567 เชียงรายมีที่อยู่อาศัยเสนอขาย 2,724 หน่วย มูลค่า 10,700 ล้านบาท ไม่มีการเปิดขายคอนโดมิเนียม และมีหน่วยขายได้ใหม่เพียง 130 หน่วย ขณะที่ครึ่งแรกปีเดียวกันก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน คือเสนอขาย 2,758 หน่วย และไม่มีคอนโดเปิดขายเช่นกัน

เชียงรายไม่ได้มีแต่ด้านลบ เพราะในเวลาเดียวกัน จังหวัดกำลังยืนอยู่บนฐานเปลี่ยนผ่านสำคัญจากเมืองท่องเที่ยวและการค้าชายแดน สู่เมืองโลจิสติกส์และเศรษฐกิจพิเศษมากขึ้น เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายครอบคลุม 3 อำเภอ 21 ตำบล และมีนิติบุคคลคงอยู่ 1,841 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 6,079.87 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 ขณะเดียวกัน โครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย เชียงราย เชียงของ มีความคืบหน้าสะสมกว่า 59 เปอร์เซ็นต์ตามข้อมูลที่ถูกรายงานในเดือนเมษายน 2569 จึงทำให้คำถามสำคัญของเชียงรายวันนี้ไม่ใช่เพียง “บ้านขายยากหรือไม่” แต่คือ “จังหวัดจะเปลี่ยนแรงกดดันระยะสั้นให้เป็นจังหวะตั้งหลักระยะยาวได้หรือไม่”

ตลาดบ้านไทยยังแผ่ว แต่เชียงรายกำลังยืนอยู่บนทางแยกใหม่

ปลายเดือนเมษายน 2569 ภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยคล้ายคนที่พยายามเดินต่อ แม้ขาจะยังไม่ฟื้นเต็มกำลัง ฝั่งหนึ่ง ผู้คนยังอยากมีบ้าน ยังมองหาที่อยู่อาศัย ยังเข้าเว็บไซต์ค้นหาประกาศซื้อขายและเช่า แต่เมื่อถึงเวลาตัดสินใจจริง หลายครัวเรือนกลับถอยหนึ่งก้าวแล้วหันมาจัดลำดับความสำคัญใหม่ เพราะภาระดอกเบี้ย ค่าครองชีพ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้คำว่า “บ้านในฝัน” ต้องถูกแปลใหม่เป็น “บ้านที่ไหวจริง” มากกว่าที่เคยเป็นมา

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้รายงานจากพฤติกรรมผู้ใช้งานในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2569 ว่า ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยทั่วประเทศลดลง 6 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน มีเพียงคอนโดมิเนียมที่ยังโต 4 เปอร์เซ็นต์ ส่วนบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ลดลง 17 และ 16 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดเช่ากลับขยับขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์ โดยคอนโดมิเนียมยังครองสัดส่วนสูงสุดถึง 85 เปอร์เซ็นต์ของตลาดเช่าทั่วประเทศ ขณะที่ระดับค่าเช่าต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน เติบโตมากที่สุด 11 เปอร์เซ็นต์ ภาพนี้สะท้อนชัดว่า คนไทยไม่ได้หยุดมองหาที่อยู่อาศัย แต่กำลังเปลี่ยนวิธีอยู่ให้เหมาะกับฐานะการเงินมากขึ้น

ถ้ามองจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว อาจสรุปได้ง่ายว่าประเทศกำลังเข้าสู่ยุค “เช่าแทนซื้อ” แต่เมื่อหันมามองเชียงราย เรื่องราวจะลึกกว่าแค่การเปลี่ยนใจจากเจ้าของบ้านมาเป็นผู้เช่า เพราะเชียงรายไม่ใช่ตลาดคอนโดขนาดใหญ่แบบกรุงเทพฯ ไม่ได้มีแรงซื้อจากคนทำงานเมืองหลวงจำนวนมหาศาล และไม่ได้มีแรงเก็งกำไรแบบเมืองท่องเที่ยวชายทะเลบางแห่ง สิ่งที่เชียงรายมี คือกลุ่มผู้ซื้อจริงในพื้นที่ กลุ่มครอบครัวระดับกลาง กลุ่มคนทำธุรกิจท้องถิ่น และความหวังจากการเติบโตของเมืองชายแดน ดังนั้น เมื่อกำลังซื้อสะดุด เชียงรายจึงรับแรงกระแทกตรง ๆ มากกว่าตลาดที่มีฐานผู้ซื้อหลากหลายกว่า

เชียงรายไม่ได้เงียบ แต่กำลังซื้อยังเดินช้ากว่าอุปทาน

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ REIC ชี้ว่า ครึ่งแรกปี 2567 ตลาดที่อยู่อาศัยเชียงรายมีหน่วยเสนอขาย 2,758 หน่วย มูลค่า 10,872 ล้านบาท ลดลงทั้งจำนวนและมูลค่าเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยทั้งหมดเป็นโครงการบ้านจัดสรร ไม่มีการเปิดขายโครงการอาคารชุดเลยแม้แต่หน่วยเดียว และมีโครงการเปิดใหม่เพียง 47 หน่วย มูลค่า 155 ล้านบาท ขณะที่หน่วยขายได้ใหม่มีเพียง 102 หน่วย มูลค่า 372 ล้านบาท ส่วนหน่วยเหลือขายสะสมยังอยู่ในระดับสูงถึง 2,656 หน่วย มูลค่า 10,499 ล้านบาท

พอเข้าสู่ครึ่งหลังปี 2567 ตัวเลขดีขึ้นเพียงเล็กน้อยในเชิงปริมาณ แต่ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนแนวโน้มได้ จังหวัดมีหน่วยเสนอขาย 2,724 หน่วย มูลค่า 10,700 ล้านบาท เปิดใหม่เพียง 38 หน่วย มูลค่า 69 ล้านบาท และขายได้ใหม่ 130 หน่วย มูลค่า 455 ล้านบาท หน่วยเหลือขายสะสมยังอยู่ที่ 2,594 หน่วย มูลค่า 10,245 ล้านบาท ภาพรวมจึงไม่ใช่ตลาดที่ “ไม่มีของขาย” แต่เป็นตลาดที่ของยังคงค้างอยู่มากกว่าความเร็วในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

หากเจาะลงไปในพื้นที่ จะเห็นโครงสร้างของเชียงรายชัดขึ้นอีก ในครึ่งแรกปี 2567 โซนอำเภอเมืองเชียงรายมีที่อยู่อาศัยเสนอขายสูงสุด 1,338 หน่วย มูลค่า 5,884 ล้านบาท รองลงมาคือโซนสนามบินและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 1,245 หน่วย มูลค่า 4,377 ล้านบาท และแม่สาย 159 หน่วย มูลค่า 543 ล้านบาท ส่วนครึ่งหลังปี 2567 REIC ยังระบุว่าโซนในเมืองเชียงรายเป็นพื้นที่ที่มีหน่วยเหลือขายสะสมสูงสุดของจังหวัด ตามด้วยโซนสนามบินและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และแม่สาย นั่นหมายความว่า แม้ทำเลหลักยังเป็นศูนย์รวมความสนใจของตลาด แต่การระบายสต็อกยังไม่เร็วพอจะทำให้ตลาดกลับมาคึกคักจริงจัง

เมื่อเปรียบเทียบกับภาพรวมภาคเหนือ 5 จังหวัดในครึ่งหลังปี 2567 ซึ่งมีอุปทานสะสมรวม 17,464 หน่วย มูลค่า 73,200 ล้านบาท เชียงรายครองสัดส่วน 15.6 เปอร์เซ็นต์ หรือ 2,724 หน่วย เป็นอันดับสองรองจากเชียงใหม่ที่มี 10,250 หน่วย นี่ทำให้เชียงรายยังเป็นตลาดสำคัญของภาคเหนือ แต่ก็เป็นตลาดที่ขนาดยังห่างจากเชียงใหม่ชัดเจน และไม่มีแรงหนุนจากตลาดคอนโดหรือผู้ซื้อชาวต่างชาติเท่าเมืองหลักอย่างเชียงใหม่

แผลจากน้ำท่วมและปัญหากู้ไม่ผ่าน ทำให้เชียงรายฟื้นช้ากว่าเมืองท่องเที่ยวบางจังหวัด

อีกเงื่อนไขที่ทำให้เชียงรายต่างจากภาพรวมประเทศ คือแรงกดทับเฉพาะพื้นที่จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 กรุงเทพธุรกิจรายงานโดยอ้างคำให้สัมภาษณ์ของนายชินะ สุทธาธนโชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงราย ว่า 8 เดือนแรกของปี 2567 จำนวนและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ในจังหวัดลดลงราว 20 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 และอัตราปฏิเสธสินเชื่อในบางช่วงสูงถึง 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดง่าย ๆ คือ คนยื่นกู้ 10 คน ผ่านจริงเพียงประมาณ 2 คนเท่านั้น เขายังประเมินด้วยว่า น้ำท่วมหนักสุดในรอบ 70 ปีมีผลต่อจิตวิทยาตลาดอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้การฟื้นตัวของอสังหาริมทรัพย์เชียงรายถูกเลื่อนออกไปอีกระยะหนึ่ง

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะตลาดบ้านไม่ได้ซื้อขายด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ซื้อขายด้วย “ความมั่นใจในอนาคต” ด้วย หากผู้ซื้อเริ่มตั้งคำถามว่า บ้านที่จะซื้ออยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ น้ำจะมาอีกไหม ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงจะเพิ่มขึ้นหรือเปล่า การตัดสินใจซื้อย่อมช้าลงทันที ต่อให้ดอกเบี้ยลดหรือมีโปรโมชั่นมากเพียงใดก็ตาม

ตรงกันข้ามกับเพชรบุรีซึ่งดีดีพร็อพเพอร์ตี้ระบุว่าเป็นจังหวัดที่มีความต้องการซื้อและเช่าเติบโตสูงสุดในไตรมาสแรกของปี 2569 จากอานิสงส์การท่องเที่ยว การอยู่ใกล้ธรรมชาติ และระยะทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เชียงรายแม้มีธรรมชาติไม่แพ้กัน แต่ผู้ซื้อยังต้องชั่งน้ำหนักกับความเสี่ยงเชิงพื้นที่และภาวะเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เปราะบางกว่า จึงเห็นได้ชัดว่าหัวเมืองท่องเที่ยวไม่ได้โตเหมือนกันทั้งหมด บางจังหวัดได้แรงส่งจากการพักผ่อน บางจังหวัดยังต้องใช้เวลาซ่อมความเชื่อมั่นก่อนตลาดจะเดินหน้าเต็มที่

เชียงรายยังมีแต้มต่อ แต่แต้มต่อนั้นอยู่ในอนาคตมากกว่าปัจจุบัน

ถึงแม้ตลาดบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงในเชียงรายจะยังไม่สดใสเต็มที่ แต่จังหวัดไม่ได้ขาดปัจจัยบวกในระยะกลางและระยะยาว หนึ่งในฐานสำคัญคือเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงราย ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่าครอบคลุม 3 อำเภอ 21 ตำบล ได้แก่ เชียงของ เชียงแสน และแม่สาย ณ สิ้นปี 2568 พื้นที่นี้มีนิติบุคคลคงอยู่ 1,841 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 6,079.87 ล้านบาท โดยธุรกิจส่วนใหญ่เป็น SMEs และกลุ่มธุรกิจเด่น ได้แก่ ก่อสร้างทั่วไป การขายส่งสินค้าทั่วไป และอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่มูลค่าการลงทุนของต่างชาติในพื้นที่อยู่ที่ 299.07 ล้านบาท โดยจีนเป็นแหล่งลงทุนต่างชาติอันดับหนึ่ง

ตัวเลขเหล่านี้อาจยังไม่แปลเป็นยอดซื้อบ้านทันทีในวันนี้ แต่กำลังบอกว่า เชียงรายไม่ใช่ตลาดที่ยืนอยู่บนฐานเกษตรและท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว เมืองกำลังมีชั้นเศรษฐกิจใหม่เพิ่มขึ้น ทั้งภาคก่อสร้าง โลจิสติกส์ การค้าชายแดน และบริการสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งทั้งหมดล้วนมีศักยภาพจะเปลี่ยนรูปแบบความต้องการอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นบ้านสำหรับผู้บริหาร ที่พักแรงงานคุณภาพ อาคารพาณิชย์ หรือคลังสินค้ารอบแนวขนส่ง

อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือโครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย เชียงราย เชียงของ ซึ่งรายงานเมื่อเดือนเมษายน 2569 ระบุว่ามีความคืบหน้าสะสม 59.57 เปอร์เซ็นต์ เร็วกว่าแผนเล็กน้อย และเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะเชื่อมเชียงรายกับระบบรางของประเทศและประตูการค้าชายแดนอย่างเชียงของได้แน่นแฟ้นขึ้น หากโครงการเดินหน้าได้ตามเป้า ผลกระทบจะไม่ได้อยู่แค่เรื่องการเดินทาง แต่จะค่อย ๆ ปรับมูลค่าที่ดิน รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการทั้งในและนอกพื้นที่ด้วย

พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด วันนี้เชียงรายอาจยังไม่ใช่ตลาดที่ “ซื้อแล้วลุ้นขึ้นทันที” แบบเมืองเก็งกำไรบางแห่ง แต่กำลังเป็นตลาดที่ “ต้องอ่านเกมล่วงหน้า” มากกว่า ใครมองระยะสั้นอาจเห็นแต่ยอดขายที่ชะลอ แต่ใครมองระยะกลางจะเริ่มเห็นว่าจังหวัดกำลังจัดวางตัวเองใหม่ในฐานะเมืองด่านเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของลุ่มน้ำโขง

เทรนด์เช่าแทนซื้ออาจไม่ใช่สัญญาณลบเสมอไป สำหรับเชียงราย

จุดหนึ่งที่ควรตีความอย่างรอบคอบ คือการที่ตลาดเช่าเติบโต ไม่ได้แปลว่าตลาดซื้อพังเสมอไป บางครั้งมันเป็นช่วงรอจังหวะของผู้บริโภคมากกว่า ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ระบุว่า ระดับราคาซื้อที่ผู้บริโภคสนใจมากที่สุดในไตรมาสแรกปี 2569 คือ 1 ถึง 3 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 44 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการซื้อทั้งหมดทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ฝั่งเช่าที่เติบโตมากที่สุดกลับเป็นกลุ่มค่าเช่าต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์ นี่สะท้อนว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในช่วงสร้างฐานะ สะสมเงินดาวน์ หรือประเมินเสถียรภาพรายได้ของตัวเองก่อนจะขยับไปสู่การซื้อจริง

สำหรับเชียงราย เทรนด์นี้อาจยิ่งมีนัยมากขึ้น เพราะเมืองมีฐานประชากรที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษา สนามบิน หน่วยงานรัฐ การค้าชายแดน และแรงงานบริการท่องเที่ยวพอสมควร หากตลาดซื้อยังติดข้อจำกัดเรื่องสินเชื่อ การมีตลาดเช่าที่แข็งแรงขึ้นอาจช่วยประคองกระแสเงินสดของเจ้าของทรัพย์และลดแรงขายตัดราคาในระยะสั้นได้ด้วย

ในอีกมุมหนึ่ง มาตรการภาครัฐก็ยังทำหน้าที่เป็นแรงประคองมากกว่าจะเป็นยาวิเศษ ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว โดยเปิดทางให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยกู้ได้สูงสุด 100 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าหลักประกัน ระหว่าง 1 พฤษภาคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2569 แต่ ธปท. ก็ย้ำเองว่า มาตรการนี้เป็นการประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ มิใช่การยกเลิกมาตรฐานดูแลความเสี่ยงทั้งหมด กล่าวคือ ต่อให้กู้ได้เต็มมูลค่า หากรายได้ไม่มั่นคง เครดิตไม่ผ่าน หรือภาระหนี้สูง ผู้กู้ก็ยังไม่ผ่านธนาคารอยู่ดี

นั่นทำให้ในเชียงราย คำตอบของตลาดอาจไม่ได้อยู่ที่การหวังมาตรการกระตุ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบสินค้าที่ตรงกับศักยภาพผู้ซื้อจริงมากกว่า เช่น บ้านราคาที่ผ่อนแล้วไม่ตึงเกินไป บ้านในทำเลที่ปลอดภัยจากน้ำท่วมมากขึ้น หรือรูปแบบเช่าก่อนซื้อในบางโครงการเพื่อช่วยให้ลูกค้าได้ทดสอบภาระรายจ่ายของตัวเองก่อนตัดสินใจครั้งใหญ่

เชียงรายควรเดินเกมแบบเมืองด่านเศรษฐกิจ ไม่ใช่เลียนแบบกรุงเทพฯ

หากถามว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงรายควรปรับตัวอย่างไรในช่วงที่ดีมานด์ซื้อยังไม่ฟื้นเต็มที่ คำตอบที่น่าสนใจคือ จังหวัดอาจไม่จำเป็นต้องเดินตามสูตรกรุงเทพฯ เสมอไป เพราะโครงสร้างเมืองต่างกันมาก กรุงเทพฯ โตจากงาน ระบบราง และประชากรแฝงมหาศาล จึงเห็นตลาดเช่าโตพร้อมกันแทบทุกประเภทและทุกทำเลในเมืองหลวง โดยเฉพาะคอนโดและทาวน์เฮ้าส์ที่เพิ่มขึ้น 9 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสแรกปี 2569

แต่เชียงรายควรเล่นตามข้อได้เปรียบของตนเองมากกว่า นั่นคือบทบาทเมืองชายแดน เมืองโลจิสติกส์ เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ และเมืองมหาวิทยาลัย เมื่อมองเช่นนี้ ตลาดที่จะโตอาจไม่ใช่คอนโดกลางเมืองแบบกรุงเทพฯ แต่เป็นบ้านแนวราบคุณภาพดีในโซนเมืองและสนามบิน ทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่เชื่อมกับเส้นทางขนส่ง ที่พักให้เช่าระยะกลางสำหรับคนทำงานข้ามอำเภอหรือข้ามชายแดน และที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังมองเชียงรายเป็นฐานธุรกิจใหม่

การพยายามเร่งเปิดโครงการจำนวนมากในช่วงที่กำลังซื้อยังอ่อนแรง อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับเชียงรายในระยะนี้ สิ่งที่ตลาดต้องการอาจเป็นการคัดเลือกทำเลแม่นขึ้น พัฒนาเท่าที่ตลาดรับไหว และรอจังหวะที่โครงสร้างพื้นฐานและความเชื่อมั่นกลับมาเสริมกันมากกว่านี้

เชียงรายไม่ได้อยู่ในสภาพไร้อนาคต

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ณ วันที่ 23 เมษายน 2569 ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน ฝั่งซื้อยังชะลอ ฝั่งเช่ากลับเร่งตัว และผู้บริโภคจำนวนมากกำลังให้คุณค่ากับความยืดหยุ่นทางการเงินมากกว่าการรีบถือครองกรรมสิทธิ์ในทันที ภาพนี้เห็นเด่นในข้อมูลของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ และยิ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อมองลงมาที่เชียงราย ซึ่งเผชิญทั้งแรงกดจากเศรษฐกิจ ภาวะสินเชื่อเข้มงวด และบาดแผลจากน้ำท่วมใหญ่ในช่วงก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม เชียงรายไม่ได้อยู่ในสภาพไร้อนาคต ตรงกันข้าม จังหวัดกำลังอยู่ในจังหวะตั้งหลักครั้งสำคัญ ระหว่างตลาดที่อยู่อาศัยเพื่ออยู่อาศัยจริงซึ่งยังเคลื่อนตัวช้า กับโอกาสใหม่จากเขตเศรษฐกิจพิเศษ การค้าชายแดน และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่กำลังก่อตัว สิ่งที่เชียงรายต้องทำจึงไม่ใช่แข่งกับกรุงเทพฯ หรือเลียนแบบเมืองท่องเที่ยวที่โตจากบ้านพักตากอากาศเท่านั้น แต่ต้องอ่านจังหวะของตัวเองให้ขาด ว่าเมื่อใดควรชะลอ เมื่อใดควรลงทุน และเมื่อใดควรเปลี่ยนสินทรัพย์จาก “บ้านขายยาก” ให้กลายเป็น “ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจเมืองใหม่” ได้จริง

ในภาวะที่คนจำนวนไม่น้อยเริ่มมองการเช่าเป็นสะพานก่อนซื้อ เชียงรายอาจไม่ได้เสียโอกาส หากใช้ช่วงเวลานี้จัดระเบียบตลาด คัดสินค้าให้ตรงความต้องการ และยกระดับเมืองให้พร้อมรับการเติบโตระลอกใหม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมืองที่ฟื้นตัวได้ดี ไม่ใช่เมืองที่ขายบ้านได้เร็วที่สุดในวันที่เศรษฐกิจผันผวน แต่คือเมืองที่รู้ว่าควรเติบโตแบบไหนเมื่อรอบใหม่ของโอกาสมาถึง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ดีดีพร็อพเพอร์ตี้
  • ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • กรุงเทพธุรกิจ
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

สะท้อนเสียงจากดอย “กาแฟแต่ละแก้วมีต้นทุนเป็นสุขภาพคนปลูก” ท่ามกลางวิกฤต PM 2.5

Summary
  • พงศกร เจ้าของ LOCAL Coffee ชี้ฝุ่น PM 2.5 กระทบสุขภาพคนปลูกกาแฟบนดอย ย้ำต้องใช้ Storytelling ขายออนไลน์

  • ตัวเลขท่องเที่ยวเชียงรายต้นปีพุ่งติด Top 10 แต่ช่วงสงกรานต์ยอดจองวูบเหลือ 15-20% เพราะวิกฤตอากาศ

  • เวทีวิชาการ มฟล. เตือนสารปนเปื้อนในแม่น้ำสายหลักกระทบระบบอาหารและความมั่นคงทางสุขภาพข้ามพรมแดน

  • ททท. ดันนโยบาย High Value ชู Wellness Tourism เป็นทางรอดสำคัญของเชียงรายในตลาดโลก

  • ผู้เชี่ยวชาญย้ำ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ต้องใช้กลไกเจรจาระดับภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นข้ามแดนยั่งยืน

หัวใจคนปลูกกาแฟเชียงราย ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นแดงและควันไฟป่า ยันคุณภาพเมล็ดไม่หายไปกับควัน

เชียงราย 20 เมษายน 2569 – พงศกร อารีศิริไพศาล เจ้าของ ร้าน LOCAL Coffee และกรรมการสมาคมกาแฟพิเศษไทย ให้สัมภาษณ์ทีมข่าวสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ในช่วงที่ฝุ่นควันยังลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดดอย เขาเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่นว่าปีนี้เป็นปีที่เกษตรกรต้องทำงานท่ามกลางความไม่แน่นอนมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา

เรื่องราวของเชียงรายในเดือนเมษายนจึงไม่ได้มีเพียงกลิ่นควันไฟหรือเสียงน้ำสงกรานต์ที่ถนนสันโค้งเท่านั้น แต่ยังมีความกังวลที่ซ้อนทับกันระหว่างสุขภาพของคนปลูกกาแฟ คุณภาพของแม่น้ำสายหลัก และความหวังของเมืองที่กำลังต้องเลือกเส้นทางใหม่ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน

ควันไฟบนดอยกับกาแฟที่ยังต้องยืนหยัด

พงศกรประเมินว่าผลผลิตกาแฟของเชียงรายในปีนี้อาจได้รับผลกระทบบางส่วน ผลผลิตอาจน้อยลงบ้างในพื้นที่ที่เจอไฟป่าเผาไหม้หรือต้นกาแฟอายุน้อยที่โดนความร้อนโดยตรง แต่คุณภาพของกาแฟเชียงรายยังคงมีมาตรฐานเหมือนเดิม เขาย้ำว่าคุณภาพไม่ได้หายไปพร้อมกับควัน

สิ่งที่น่าห่วงกว่าปริมาณเมล็ดกาแฟคือคนทำงานบนไร่ เขาบอกว่าชาวเกษตรกรต้องสูดดมควันและฝุ่น PM 2.5 เกือบตลอดทั้งวันบนดอยสูง ในระยะยาวไม่เป็นผลดีแน่ ยิ่งเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น เกษตรกรบนที่สูงก็เสี่ยงต่อภาวะฮีทสโตรกได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

ข้อมูลคุณภาพอากาศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนความจริงนั้น วันที่ 18 เมษายน 2569 เวลา 20.00 น. สถานีตรวจวัดในจังหวัดเชียงรายหลายแห่งรายงานค่า PM 2.5 ระดับสูง เช่น รพ.สต.บ้านดงมะตื๋น ต.ผางาม อ.เวียงชัย วัดได้ 263 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ รพ.สต.บ้านทุ่งงิ้ว อ.เชียงของ วัดได้ 243 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขเหล่านี้สูงเกินค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกหลายเท่า และเป็นสิ่งที่คนบนดอยต้องเผชิญทุกเช้า 

พงศกรไม่ได้เรียกร้องความสงสาร แต่เสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม เขาบอกว่าแม้หน้าร้านจะเงียบ คนไม่มาเที่ยว แต่กาแฟยังมีเรื่องเล่าได้ ถ้ามีเรื่องเล่า ก็ขายออนไลน์ได้ รายได้ยังหมุนได้แม้สถานการณ์ท่องเที่ยวไม่เอื้อ คำแนะนำนี้ไม่ใช่ทฤษฎีลอยๆ แต่มาจากประสบการณ์ของเจ้าของ LOCAL Coffee ที่เห็นลูกค้าต่างจังหวัดสั่งเมล็ดคั่วผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นในช่วงที่ฝุ่นหนา

ตัวเลขท่องเที่ยวที่ดูดีกับความจริงที่ถนนสงกรานต์

ภาพของเชียงรายในช่วงต้นปีดูเหมือนจะไปได้ดี ตัวเลขจากกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2569 เชียงรายมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 1,661,706 คน ติดอันดับ 10 ของประเทศเมื่อไม่นับกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ในขณะเดียวกัน อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของเชียงรายในช่วงสามเดือนแรกอยู่ที่ 79.74 เปอร์เซ็นต์ สูงเป็นอันดับ 7 ในกลุ่ม 20 จังหวัดภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ตามการจัดอันดับของเพจ The Rankings ที่อ้างอิงข้อมูลชุดเดียวกัน ตัวเลขนี้ทำให้เชียงรายดูเหมือนจุดหมายที่ยังได้รับความนิยม

แต่เมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน ภาพกลับต่างออกไป ผู้ประกอบการในพื้นที่รายงานว่าช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา อัตราการจองห้องพักจากห้องพักประมาณ 28,000 ห้องทั่วจังหวัด อยู่ที่เพียงร้อยละ 15 ถึง 20 เท่านั้น ถนนสันโค้ง ถนนหนองบัว และงานมหาสงกรานต์ที่อำเภอเชียงแสนยังคงคึกคัก แต่คนที่เดินส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่และคนที่กลับบ้าน ไม่ใช่นักท่องเที่ยวต่างถิ่นหรือชาวต่างชาติ

ความย้อนแย้งของตัวเลขนี้อธิบายได้จากปัจจัยที่ซ้อนกัน ช่วงต้นปีอากาศยังพอรับได้และมีงานเทศกาลดอกไม้ งานกาแฟ ดึงคนไทยเดินทางระยะสั้น แต่พอเข้าสู่มีนาคมถึงเมษายน ฝุ่นควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้านรวมกับความกดอากาศสูงจากจีนที่แผ่ปกคลุมนาน ทำให้หมอกควันไม่ระบาย ภาพถ่ายดาวเทียมและการรายงานของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมชี้ว่าเชียงรายอยู่ในแอ่งกระทะ ควันจึงค้างนานกว่าจังหวัดอื่น

น้ำที่ขุ่นมากกว่าควัน

ผู้ประกอบการหลายคนบอกว่าปัญหาไม่ได้มีแค่ฝุ่น ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา มีรายงานเรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง ปี 2569 สถานการณ์ยิ่งถูกจับตามองเพราะกระทบทั้งการเกษตร การประมง และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

ในเวทีวิชาการเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ที่สถาบันศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ประเด็นนี้ถูกยกขึ้นมาพูดอย่างตรงไปตรงมา งานเสวนาหัวข้อ จากสายลมเหนือถึงสายน้ำโขง จัดโดยสำนักวิชานวัตกรรมสังคม ภายใต้รายวิชา Conflict Security and Border มีนักศึกษาและประชาชนเข้าร่วมกว่า 80 คน

ดร.ธนิกุล จันทรา คณบดีกล่าวเปิดงาน ดร.สืบสกุล กิจนุกรณ์ ร่วมดำเนินรายการ และ ดร.นิชานท์ สิงหพุทธางกูร เป็นผู้จัดหลัก งานนี้ร่วมมือกับ Asian Research Center for International Development หรือ ARCID, Area-based Social Innovation Research Center หรือ Ab-SIRC และ The Center for Humanitarian Dialogue หรือ HD

เวทีใช้รูปแบบ Single Panel Two Layers ชั้นแรกวางฐานข้อมูลเชิงวิชาการ ชั้นที่สองเปิดพื้นที่ให้เสียงของคนที่ได้รับผลกระทบจริง

อาสาดับไฟป่า มูลนิธิกระจกเงา

สี่เสียงจากเวทีที่ทำให้เห็นภาพใหญ่

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ จากคณะอนุกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด พูดถึง PM 2.5 ว่าเป็นปัญหาโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การเผาในพื้นที่เชียงราย แต่เป็นหมอกควันข้ามแดนที่ต้องใช้ความร่วมมือระดับภูมิภาค

อาจารย์เฉลิมพันธ์ แก้วกันทะ จากสำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นำเสนอข้อมูลการปนเปื้อนในแม่น้ำกก ชี้ว่าคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อพืชผักริมตลิ่งและสัตว์น้ำที่เป็นแหล่งโปรตีนของชุมชน

นางสาวศิริวิมล กิตะพาณิชย์ ผู้บริหารไร่รื่นรมย์ และพงศกร อารีศิริไพศาล จาก LOCAL Coffee พูดในประเด็นระบบอาหารและทรัพยากรท้องถิ่น ทั้งคู่ย้ำว่ากาแฟและพืชอาหารไม่ได้แยกจากน้ำและอากาศ ถ้าน้ำมีสารปนเปื้อน ดินก็เปลี่ยน จุลินทรีย์ในดินก็เปลี่ยน รสชาติกาแฟในระยะยาวย่อมเปลี่ยนตาม

นายศรัทธา อุดมฤทธิ์ จากชมรมนักศึกษาเพื่อสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เล่าถึงผลกระทบต่อคนและชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ไม่มีหน้ากากกรองอากาศดีๆ ไม่มีห้องปลอดฝุ่น และต้องทำงานกลางแจ้ง

ภายในงานยังมีการฉายสารคดีสั้นชื่อ เงาปนเปื้อนบนสายน้ำกก เหนือชีวิตเกษตรกร บันทึกเสียงจริงของเกษตรกรที่ใช้น้ำกกทำนาและเลี้ยงปลา ภาพในสารคดีทำให้ผู้ชมเห็นความเชื่อมโยงระหว่างวิกฤตสิ่งแวดล้อมกับความมั่นคงทางอาหารอย่างชัดเจน

เมืองที่ต้องเลือก Wellness หรือ Sport

คำถามที่เกิดขึ้นหลังเวทีคือ เชียงรายจะเดินไปทางไหน ท่ามกลางข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมที่แก้ได้ยากในระยะสั้น หลายเสียงเสนอว่าเชียงรายต้องเลือกให้ชัดว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Wellness Tourism หรือเมืองกีฬา Sport City เพื่อให้ภาคเอกชนและประชาชนเดินตามได้ถูกทาง

แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางระดับประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. กำลังเร่งเกม Wellness อย่างจริงจัง โดยเตรียมจัดงาน Amazing Thailand Health and Wellness Trade Meet 2026 ในวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่โรงแรม Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok 

งานนี้เชิญผู้ซื้อจากต่างประเทศ 74 ราย พบผู้ประกอบการไทย 68 ราย ครอบคลุมธุรกิจสปา การแพทย์เชิงป้องกัน การแพทย์ทางเลือก และรีสอร์ตสุขภาพ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย High Value and Sustainable Tourism มุ่งดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีกำลังใช้จ่ายสูง

เหตุผลที่ ททท. ผลักดันเรื่องนี้เพราะตลาดโลกกำลังโต ข้อมูลจากภาคธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลกประเมินว่าการเดินทางเพื่อสุขภาพจะแตะ 1.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2028 ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านมาตรฐานบริการ บุคลากรทางการแพทย์ การนวดไทย สมุนไพร และวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม 

สำหรับเชียงรายที่มีอากาศบริสุทธิ์ในช่วงปลายฝนต้นหนาว มีแหล่งน้ำพุร้อน มีชาและกาแฟออร์แกนิก มีภูมิปัญญาชาติพันธุ์เรื่องสมุนไพร การเป็น Wellness Destination จึงไม่ใช่ความฝันไกลตัว แต่โจทย์คือจะทำอย่างไรในช่วงที่ฝุ่นควันยังเป็นปัญหา 4 ถึง 5 เดือนต่อปี

สงครามที่ไกลแต่กระทบใกล้

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในเชียงรายยังพูดถึงอีกปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม คือสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางในปีนี้ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นการเดินทางระยะไกลของนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลาง ตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น เส้นทางบินเปลี่ยน นักท่องเที่ยวกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงจึงเลือกจุดหมายที่เดินทางง่ายและมีความเสี่ยงต่ำกว่า

เมื่อรวมกับภาพข่าวเรื่องมลพิษในแม่น้ำสายหลักของภาคเหนือที่ปรากฏในสื่อต่างประเทศตั้งแต่ปีก่อน ภาพลักษณ์ของเชียงรายจึงถูกท้าทายสองด้านพร้อมกัน คืออากาศและน้ำ

จากตัวเลขถึงชีวิตจริง

ถ้ามองย้อนกลับไปที่ตัวเลข 1,661,706 คน และการเข้าพัก 79.74 เปอร์เซ็นต์ในช่วงไตรมาสแรก ต้องเข้าใจว่านั่นคือแรงส่งจากคนไทยที่เดินทางด้วยรถยนต์ ระยะทางไม่ไกล และตัดสินใจเร็ว เมื่อเจอฝุ่น พวกเขายกเลิกหรือเลื่อนได้ทันที ต่างจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องจองล่วงหน้านาน

ช่วงสงกรานต์ที่อัตราการเข้าพักเหลือเพียง 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ เพราะสงกรานต์ปกติเป็นช่วงพีคของภาคเหนือ การที่ห้องพักกว่า 22,000 ห้องจากทั้งหมดประมาณ 28,000 ห้องว่างในคืนที่ควรเต็ม สะท้อนว่าปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มมีผลต่อการตัดสินใจจริง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขไตรมาสแรกยังบอกอีกด้านหนึ่งว่าเชียงรายยังมีฐานคนรักเมืองนี้อยู่ คนที่มาเพราะอยากดื่มกาแฟบนดอยช้าง ดอยตุง อยากเดินป่าช่วงปลายหนาว อยากกินอาหารชาติพันธุ์ คนกลุ่มนี้คือทุนทางสังคมที่สำคัญ

คุณพงศกร อารีศิริไพศาล เจ้าของ ร้าน LOCAL Coffee และกรรมการสมาคมกาแฟพิเศษไทย

กาแฟที่มีเรื่องเล่า

พงศกรกลับมาที่ประเด็นเดิมอีกครั้งในเวทีที่แม่ฟ้าหลวง เขาบอกว่าระบบอาหารท้องถิ่นต้องเชื่อมกับเรื่องเล่า ไม่ใช่แค่ขายเมล็ดกาแฟ แต่ขายที่มาของเมล็ด ขายวิธีที่เกษตรกรสู้กับไฟป่า ขายวิธีที่ชุมชนทำแนวกันไฟ ขายวิธีที่คนหนุ่มสาวกลับบ้านมาทำโปรเซสกาแฟแบบใหม่

ศิริวิมลจากไร่รื่นรมย์เสริมว่าเกษตรกรรุ่นใหม่เริ่มบันทึกข้อมูลดิน น้ำ อากาศ ด้วยเครื่องมือราคาถูก แล้วเอาข้อมูลนั้นมาเล่าให้ลูกค้าฟัง ลูกค้าที่ใส่ใจสุขภาพยินดีจ่ายเพิ่มเมื่อรู้ว่ากาแฟถ้วยนั้นมาจากไร่ที่ตรวจวัด PM 2.5 ทุกวันและมีมาตรการปกป้องคนเก็บ

นี่คือจุดที่แนวคิด Wellness ของ ททท. มาเจอกับกาแฟเชียงราย ไม่ใช่แค่สปาหรูในกรุงเทพ แต่คือ wellness ที่เริ่มจากต้นน้ำ คือคนปลูกที่สุขภาพดี ดินดี น้ำดี

ความมั่นคงรูปแบบใหม่

เวทีที่แม่ฟ้าหลวงสรุปตรงกันว่าปัญหาของเชียงรายวันนี้คือความมั่นคงรูปแบบใหม่ ไม่ใช่ความมั่นคงทางทหาร แต่เป็นความมั่นคงทางอากาศ น้ำ อาหาร และสุขภาพ ซึ่งทั้งหมดข้ามพรมแดน

เขื่อนต้นน้ำในจีนทำให้กระแสน้ำโขงแปรปรวน ตะกอนดินหายไป ปลาวางไข่ยากขึ้น การทำเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำสายทำให้สารโลหะหนักไหลลงมา การเผาในที่โล่งในเมียนมาและลาวทำให้ควันลอยข้ามมา ทุกอย่างเชื่อมกันเป็นระบบเดียว

ดร.บัณฑูรย้ำว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาดของไทยจะช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่ต้องมีกลไกเจรจาระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงด้วย มิฉะนั้นเชียงรายจะทำดีแค่ไหนก็ยังต้องรับควันจากที่อื่น

ทางรอดระยะสั้นและระยะยาว

จากการฟังเสียงทั้งหมด มีทางออกสามระดับที่ถูกพูดถึงบ่อย

ระดับแรกคือการปกป้องคนทำงานทันที หน้ากากที่ได้มาตรฐาน ห้องปลอดฝุ่นในชุมชนบนดอย การแจ้งเตือน PM 2.5 แบบรายชั่วโมงที่เข้าถึงง่าย และการปรับเวลาทำงานเกษตรให้หลีกเลี่ยงช่วงที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงสุด

ระดับสองคือการปรับธุรกิจ ผู้ประกอบการโรงแรมหลายแห่งเริ่มทำแพ็กเกจ staycation สำหรับคนไทย เน้นอาหารสุขภาพ ชา กาแฟ สมุนไพรท้องถิ่น และกิจกรรมในร่มช่วงฝุ่นหนัก ร้านกาแฟหันมาขายออนไลน์มากขึ้น ทำ subscription ส่งเมล็ดคั่วรายเดือน พร้อมการ์ดเล่าเรื่องเกษตรกร

ระดับสามคือการวางตำแหน่งเมืองระยะยาว ถ้าเชียงรายจะไปทาง Wellness ต้องลงทุนในข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่โปร่งใส ต้องมีระบบตรวจวัดน้ำกก น้ำสายแบบเรียลไทม์ ต้องมีมาตรฐานฟาร์มที่ดูแลสุขภาพคนงาน ต้องมีเส้นทางท่องเที่ยวที่คำนึงถึงฤดูกาลฝุ่น ไม่ใช่โปรโมทเหมือนเดิมทั้งปี

ถ้าจะไปทาง Sport City ก็ต้องคิดเรื่องสนามในร่ม การจัดการคุณภาพอากาศสำหรับนักกีฬา และการสื่อสารความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา

เสียงจากดอยที่อยากให้ได้ยิน

ก่อนจบการสัมภาษณ์ พงศกรทิ้งท้ายไว้สั้นๆ ว่าเขาไม่ได้ขอให้ฟ้าฝนเป็นใจตลอดปี เขาแค่ขอให้คนเมืองเข้าใจว่าคนบนดอยทำงานท่ามกลางควันทุกวัน และกาแฟแต่ละแก้วมีต้นทุนเป็นสุขภาพของใครบางคน

คำพูดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่สารคดีในงานแม่ฟ้าหลวงพยายามบอก ภาพของเกษตรกรที่ล้างผักริมน้ำกกด้วยมือเปล่า ทั้งที่รู้ว่าน้ำอาจไม่เหมือนเดิม แต่ไม่มีทางเลือกอื่น

เชียงรายในวันนี้จึงอยู่ตรงกลางระหว่างตัวเลขที่ยังสวยในไตรมาสแรกกับความจริงที่ถนนสงกรานต์ว่างกว่าที่ควร ระหว่างคุณภาพกาแฟที่ยังรักษาไว้ได้กับสุขภาพคนปลูกที่กำลังถูกท้าทาย ระหว่างความหวังจะเป็นฮับสุขภาพโลกกับฝุ่นควันที่ลอยข้ามพรมแดนทุกปี

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกข้างระหว่าง Wellness หรือ Sport เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยอมรับความจริงว่าสิ่งแวดล้อมคือต้นทุนหลักของทุกอย่าง ตั้งแต่น้ำหนึ่งแก้วไปจนถึงกาแฟหนึ่งถ้วย และตั้งแต่นักท่องเที่ยวหนึ่งคนไปจนถึงอนาคตของเมืองทั้งเมือง

ถ้าเชียงรายสามารถทำให้ข้อมูลเรื่องอากาศและน้ำเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย ตรวจสอบได้ และใช้ประกอบการตัดสินใจของทั้งนักท่องเที่ยว เกษตรกร และนักลงทุนได้จริง เมืองนี้จะมีเรื่องเล่าที่แข็งแรงกว่าเดิม ไม่ใช่เรื่องเล่าเกี่ยวกับวิวสวยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับเมืองที่กล้าเผชิญหน้ากับควันและน้ำขุ่น แล้วหาทางอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรี

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่แม้ห้องพักจะว่างในช่วงสงกรานต์ แต่ชื่อของเชียงรายยังคงติดอันดับ 10 จังหวัดที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยสูงสุด และยังคงมีอัตราการเข้าพักเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ในช่วงต้นปี เพราะลึกๆ แล้วคนยังเชื่อในศักยภาพของเมืองนี้ และรอวันที่จะกลับมาได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอากาศ

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ Mae Fah Luang Foundation under Royal Patronage
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สัมภาษณ์พงศกร อารีศิริไพศาล ที่ปรึกษากลุ่มคนรักกาแฟเชียงราย โดยทีมข่าวสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ วันที่ 20 เมษายน 2569
  • The Rankings
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายรับงบจัดการไฟป่า 36.42 ล้านบาท เน้นควบคุมพื้นที่อนุรักษ์และทำแนวกันไฟสู้ศึก PM2.5 ภาคเหนือ

Summary
  • เชียงรายได้รับงบจัดการไฟป่าปี 69 รวม 36.42 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 2 รองจากเชียงใหม่

  • งบส่วนใหญ่ (27.2 ล้าน) อยู่ที่กรมอุทยานฯ เน้นงานแนวกันไฟและเพิ่มประสิทธิภาพลาดตระเวน

  • แม้เชียงรายคุมจุดความร้อนในพื้นที่ได้ดี แต่ค่าฝุ่นยังพุ่งสีแดงเพราะหมอกควันข้ามแดน

  • GISTDA พบจุดความร้อนเพื่อนบ้าน (เมียนมา-ลาว) รวมเกือบ 3 แสนจุด กดดันอากาศในไทย

  • งบประมาณเป็นเพียงเชื้อเพลิงให้ระบบ แต่โจทย์จริงคือการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนและความร่วมมือข้ามประเทศ

เชียงรายได้งบไฟป่ากว่า 36.42 ล้านบาท แต่โจทย์จริงใหญ่กว่างบประมาณ

เชียงราย,19 เมษายน 2569 – ในช่วงเวลาที่คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมจังหวัดที่พยายามคุมไฟอย่างเข้มข้นจึงยังต้องเผชิญค่าฝุ่นระดับน่าห่วง ข้อมูลด้านงบประมาณที่ถูกเปิดเผยออกมาจึงมีความหมายมากกว่าตัวเลขทางการคลัง เพราะมันช่วยให้เห็นว่ารัฐมองเชียงรายเป็นพื้นที่เสี่ยงระดับใด และวางหมุดยุทธศาสตร์ให้จังหวัดนี้อยู่ตรงไหนในสมการจัดการไฟป่าของภาคเหนือ ปีงบประมาณ 2569 จังหวัดเชียงรายได้รับงบจัดการไฟป่ารวม 36,424,500 บาท จาก 3 หน่วยหลักภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับงบสูงสุดของภูมิภาค รองจากเชียงใหม่ และอยู่ในกลุ่มที่รัฐให้น้ำหนักอย่างมีนัยสำคัญในการจัดการวิกฤตหมอกควันและ PM2.5 ปีนี้

ตัวเลขดังกล่าวเมื่อแยกย่อยลงไป จะเห็นภาพยุทธศาสตร์ของรัฐชัดขึ้น สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เชียงราย 550,000 บาท สำหรับการสนับสนุนการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดงบรวม 27,263,600 บาท แบ่งเป็นงานควบคุมไฟป่า 11,629,600 บาท งานควบคุมไฟป่าในส่วนของแนวกันไฟ 9,838,400 บาท และงบเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาอีก 5,795,600 บาท ส่วนกรมป่าไม้จัดงบ 8,610,900 บาท สำหรับงานป้องกันไฟป่าและควบคุมหมอกควันในพื้นที่จังหวัด งบเหล่านี้สะท้อนว่าเชียงรายถูกมองไม่ใช่แค่พื้นที่ดับไฟเฉพาะหน้า แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องทำทั้งแนวกันไฟ กำลังภาคสนาม และงานเสริมศักยภาพควบคู่กัน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง งบ 36.42 ล้านบาทก็ชวนให้ตั้งคำถามเช่นกันว่า มากพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับความซับซ้อนของเชียงรายที่ไม่ได้เผชิญไฟป่าแบบจังหวัดทั่วไป เชียงรายมีทั้งภูเขาสูง พื้นที่ป่ากว้าง ชุมชนที่อยู่ชิดป่า เขตชายแดน และผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดน การใช้งบลักษณะนี้จึงไม่อาจถูกอ่านแบบเส้นตรงว่า ยิ่งได้เงินมากยิ่งแก้ปัญหาได้ง่าย เพราะในความเป็นจริงงบประมาณเป็นเพียงเชื้อเพลิงให้ระบบทำงาน แต่ไม่สามารถลบข้อจำกัดทางภูมิประเทศ สภาพอากาศ และกระแสลมที่พัดเอาควันจากนอกจังหวัดเข้ามาได้ด้วยตัวเอง

ภาพรวม 17 จังหวัดภาคเหนือสะท้อนว่ารัฐยังเทน้ำหนักไปที่พื้นที่วิกฤต

หากขยับจากเชียงรายออกไปดูภาพทั้งภูมิภาค จะเห็นว่าโครงสร้างงบประมาณปี 2569 ของภาคเหนือยังยึดหลัก “กระจุกทรัพยากรในพื้นที่วิกฤต” อย่างชัดเจน The Active และ Rocket Media Lab สรุปตรงกันว่า งบจัดการไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 ใน 17 จังหวัดภาคเหนือจาก 3 หน่วยงานรวมกันอยู่ที่ 351,469,200 บาท แบ่งเป็นสำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 7.31 ล้านบาท กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 266.22 ล้านบาท และกรมป่าไม้ 77.94 ล้านบาท ซึ่งหมายความว่าเกือบสามในสี่ของงบทั้งก้อนยังไปอยู่ที่กรมอุทยานฯ เป็นหลัก สะท้อนว่าน้ำหนักนโยบายปีนี้เทไปที่การควบคุมไฟในเขตป่าและพื้นที่อนุรักษ์อย่างเด่นชัด

เชียงใหม่ได้รับงบสูงสุด 73,418,000 บาท ตามมาด้วยเชียงราย 36,424,500 บาท จากนั้นเป็นน่าน ลำปาง และแม่ฮ่องสอนตามลำดับ ภาพนี้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าเชียงใหม่ยังเป็นศูนย์กลางปัญหาเชิงภาพลักษณ์และผลกระทบเชิงเศรษฐกิจของภาคเหนือ ขณะที่เชียงรายแม้ไม่ได้มีพื้นที่เผาไหม้สูงสุดตลอดเวลา แต่ก็เป็นจังหวัดที่อยู่ในแนวปะทะของปัญหาหลายชั้น ทั้งไฟในพื้นที่ของตนเองและฝุ่นที่พัดข้ามแดนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง งบที่สูงจึงไม่ใช่เพียงรางวัลของพื้นที่วิกฤต แต่เป็นการประเมินว่าจังหวัดต้องมีขีดความสามารถป้องกัน รับมือ และเฝ้าระวังสูงกว่าพื้นที่ทั่วไป

เมื่อมองในเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณะ โครงสร้างงบแบบนี้มีเหตุผลในตัวเอง เพราะรัฐมักต้องเลือกใช้เงินในจุดที่คาดว่าจะลดความเสียหายได้มากที่สุดก่อน แต่ก็มีคำถามตามมาว่า งบที่วางบนโครงสร้างส่วนกลางเช่นนี้ส่งพลังลงถึงท้องถิ่นจริงมากน้อยเพียงใด และยืดหยุ่นพอให้ตอบสนองสถานการณ์หน้างานได้รวดเร็วหรือไม่ เพราะไฟป่าเป็นภัยที่เปลี่ยนรูปเร็วมาก บางวันต้องใช้เครื่องมือ บางวันต้องใช้กำลังคน บางวันต้องใช้การข่าว บางวันต้องใช้แนวกันไฟ บางวันต้องใช้โดรนและข้อมูลดาวเทียม หากระบบงบยังแข็งตัวเกินไป ต่อให้วงเงินดูสูง ผลลัพธ์จริงก็อาจไม่เต็มประสิทธิภาพได้เช่นกัน

ภาพ : มูลนิธิกระจกเงา เชียงราย

เชียงรายไม่ได้มีพื้นที่เผาไหม้สูงสุด แต่กลับได้งบสูงเป็นอันดับสอง

ประเด็นที่ชวนคิดมากที่สุดของกรณีเชียงราย คือจังหวัดนี้ไม่ได้เป็นแชมป์พื้นที่เผาไหม้ของภาคเหนือในทุกตัวชี้วัด แต่กลับได้รับงบสูงเป็นอันดับสองของภูมิภาค ข้อมูลของ Rocket Media Lab ที่อ้างอิงข้อมูล GISTDA ระบุว่า ในปี 2568 พื้นที่เผาในป่าของเชียงรายอยู่ที่ 13,302 ไร่ และเชียงรายเป็นจังหวัดเดียวที่พื้นที่เผาในป่าลดลงต่อเนื่องจากปี 2566 ผ่านปี 2567 มาถึงปี 2568 ในขณะที่อีก 16 จังหวัดที่เหลือตัวเลขกลับเพิ่มขึ้นหมดในปีล่าสุด ตรงนี้หมายความว่า หากมองเฉพาะผลลัพธ์พื้นที่เผาไหม้ เชียงรายไม่ได้อยู่ในจุดที่เลวร้ายที่สุดของภาคเหนือด้วยซ้ำ

ยิ่งเมื่อเทียบกับเชียงใหม่ ตาก หรือแม่ฮ่องสอน จะยิ่งเห็นความแตกต่างชัดขึ้น เชียงใหม่มีพื้นที่เผาในป่าปี 2568 อยู่ที่ 637,886 ไร่ แม่ฮ่องสอน 1,110,340 ไร่ และตาก 1,195,419 ไร่ ขณะที่เชียงรายอยู่เพียง 13,302 ไร่ ตัวเลขนี้ทำให้การได้รับงบสูงอันดับสองของเชียงรายดูเหมือนขัดแย้งในตัวเอง แต่หากอ่านให้ลึก จะพบว่ารัฐไม่ได้จัดงบด้วยตัวเลขพื้นที่เผาไหม้ปีเดียวเท่านั้น หากน่าจะประเมินร่วมกับความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ความยากง่ายในการเข้าถึงพื้นที่ป่า ความหนาแน่นของชุมชนที่อยู่ติดป่า ความอ่อนไหวของพื้นที่ชายแดน และผลกระทบที่อาจลุกลามไปเป็นปัญหาฝุ่นของเมืองหลักด้วย

กล่าวอีกแบบหนึ่งได้ว่า เชียงรายอาจไม่ได้ “เผามากที่สุด” แต่เป็นจังหวัดที่หากปล่อยให้สถานการณ์หลุดมือ ผลกระทบจะซับซ้อนมาก และต้องใช้การตอบสนองหลายชั้นพร้อมกัน ทั้งการลาดตระเวนในผืนป่า การป้องกันพื้นที่เกษตรรอยต่อป่า การดูแลอำเภอเมืองจากควันสะสม และการรับมือฝุ่นข้ามแดนที่ไหลเข้ามาโดยจังหวัดควบคุมต้นทางไม่ได้ งบประมาณก้อนนี้จึงสะท้อนการให้ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการชดเชยความเสียหายย้อนหลังอย่างเดียว

เม็ดเงินของเชียงรายกำลังถูกใช้กับการคุมไฟในบ้าน ขณะที่ฝุ่นนอกบ้านยังไหลเข้ามาไม่หยุด

สิ่งที่ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาคือ เชียงรายมีผลงานเชิงสัมพัทธ์ในเรื่องการควบคุมไฟภายในจังหวัดที่ค่อนข้างน่าสนใจ หลังวันที่ 1 มกราคมถึง 1 เมษายน 2569 จังหวัดมีจุดความร้อนสะสม 1,253 จุด คิดเป็น 4.33 เปอร์เซ็นต์ของทั้งภาคเหนือ และในช่วง 20 ถึง 27 กุมภาพันธ์ ยังไม่พบจุดความร้อนต่อเนื่องถึง 8 วัน ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญว่าการทำงานเชิงพื้นที่ของจังหวัดสามารถกดตัวเลขไฟในเขตตัวเองลงได้จริงในบางช่วงเวลา

ทว่าความสำเร็จนี้กลับชนเข้ากับข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งทันที เพราะในช่วงเดียวกัน ฝุ่น PM2.5 ยังเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง และในบางวันแตะระดับสีแดงรุนแรง ข้อมูลทางการของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุว่า วันที่ 16 เมษายน ค่าฝุ่นในพื้นที่รับผิดชอบอยู่ระหว่าง 51.2 ถึง 188.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร วันที่ 18 เมษายน อยู่ที่ 73.2 ถึง 222.8 และวันที่ 19 เมษายน ยังสูง 62.8 ถึง 218.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แปลเป็นภาษาง่าย ๆ ว่า แม้จังหวัดจะควบคุมไฟในพื้นที่ได้ดีขึ้นในบางช่วง แต่ประชาชนก็ยังต้องหายใจอากาศที่เสี่ยงต่อสุขภาพอยู่ดี

ความย้อนแย้งนี้เองคือหัวใจของโจทย์เชียงรายในปี 2569 เพราะมันกำลังบอกว่า งบระดับจังหวัดมีพลังมากพอจะดูแล “ไฟในบ้าน” แต่ยังไม่มีอำนาจมากพอจะสกัด “ควันจากนอกบ้าน” เมื่อข้อมูลจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมชี้ว่า ระหว่าง 1 มกราคมถึง 1 เมษายน 2569 เมียนมามีจุดความร้อนถึง 204,371 จุด และ สปป.ลาว 59,233 จุด ขณะที่เชียงรายมีเพียง 1,253 จุด สิ่งที่เชียงรายต้องสู้จึงไม่ใช่เฉพาะคนในพื้นที่ตัวเองอีกต่อไป แต่ต้องสู้กับภูมิรัฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมของอนุภูมิภาคด้วย

ภาพ : มูลนิธิกระจกเงา เชียงราย

จุดความร้อนช่วงสงกรานต์ย้ำว่าเชียงรายยังเปราะบาง แม้ทำสถิติได้ดีในภาพรวม

แม้ภาพรวมไตรมาสแรกของเชียงรายจะดูดีขึ้น แต่ช่วงสงกรานต์ก็พิสูจน์อีกครั้งว่าจังหวัดยังเปราะบางต่อการปะทุของไฟอย่างมาก ข้อมูลที่ถูกใช้ประกอบการประชุมวอร์รูมไฟป่าวันที่ 16 เมษายน ระบุว่า ความรุนแรงของจุดความร้อนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม และพุ่งสูงในช่วง 13 ถึง 15 เมษายน โดยบางวันมีจุดความร้อนระดับ 300 ถึง 400 จุด และเช้าวันที่ 16 เมษายนยังพบ 292 จุด แม่สรวยสูงสุด 72 จุด รองลงมาคืออำเภอเมืองเชียงราย 69 จุด ขณะที่เวียงป่าเป้าลดลงเหลือ 16 จุด แต่จุดความร้อนกลับกระจายเพิ่มไปยังอำเภอพาน พญาเม็งราย และบางส่วนของเชียงของด้วย

ในวันเดียวกัน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจึงต้องเรียกประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันครั้งที่ 7 ประจำปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรการขั้นสูงสุด ทั้งการหารือปิดป่า การควบคุมการเข้าออกหมู่บ้านเป้าหมาย และการตั้งจุดคัดกรองกับชุดลาดตระเวนเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุชัดว่า จังหวัดมองสถานการณ์นี้เป็นภาวะวิกฤต ไม่ใช่ภาวะเฝ้าดูเฉย ๆ อีกแล้ว

สิ่งนี้บอกเราว่า งบประมาณ 36.42 ล้านบาทของเชียงรายในทางปฏิบัติไม่ได้ทำงานบนกระดาษ แต่กำลังถูกบีบให้แปลงเป็นกำลังคน แนวกันไฟ ชุดปฏิบัติการ การประชาสัมพันธ์ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพราะเมื่อไฟขยับจากเวียงป่าเป้ามายังแม่สรวยแล้วเข้าสู่อำเภอเมือง ความหมายของมันไม่ใช่แค่ผืนป่าที่เสียหาย แต่คือความเสี่ยงที่จะกระทบอากาศของเมือง เศรษฐกิจท้องถิ่น และสุขภาพประชาชนในศูนย์กลางจังหวัดโดยตรงด้วย

เชียงรายกำลังใช้ทั้งกฎหมาย ชุมชน และเทคโนโลยีควบคู่กัน

อีกจุดที่สะท้อนรูปแบบการใช้งบของเชียงรายได้ชัด คือจังหวัดไม่ได้วางน้ำหนักไว้ที่เครื่องมือชนิดเดียว การประชุมวอร์รูมไฟป่ากลางเดือนเมษายนมีทั้งมิติการบังคับใช้กฎหมาย การใช้ข้อมูลดาวเทียม การพึ่งโดรนจากภาคประชาสังคม และการระดมชุมชนเข้ามาเป็นกำลังเสริมในการป้องกันพื้นที่ ตัวอย่างที่เด่นคือกรณีการติดตามผู้ต้องสงสัยลอบเผาป่าในพื้นที่แม่กรณ์ หลังโดรนของมูลนิธิกระจกเงาจับภาพไว้ได้ จนผู้ว่าราชการจังหวัดต้องสั่งรวบรวมพยานหลักฐานและเร่งดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด นี่สะท้อนว่าการรับมือไฟป่าของเชียงรายปีนี้ไม่ได้ยึดแค่สายตรวจภาคพื้นดินแบบเดิม แต่ขยายไปสู่การใช้เทคโนโลยีและภาคประชาสังคมร่วมด้วยอย่างจริงจัง

ในขณะเดียวกัน ระดับชุมชนก็ยังเป็นฐานสำคัญของระบบนี้ ตัวอย่างบ้านปางขอนที่ชาวบ้านช่วยกันทำแนวกันไฟตั้งแต่เดือนมีนาคม แสดงให้เห็นว่าในพื้นที่เชียงราย งานป้องกันไฟไม่ได้อยู่แค่ในมือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่พึ่งพาคนในชุมชนอย่างมาก ชาวบ้านต้องขึ้นเขา ถางหญ้า เก็บใบไม้แห้ง และทำแนวกันไฟซ้ำทุกปี เพราะรู้ว่าหากไฟลาม สิ่งที่เสียไม่ใช่แค่ต้นไม้ แต่คือต้นน้ำ หน้าดิน และระบบนิเวศที่เลี้ยงเศรษฐกิจชุมชนด้วย

เมื่ออ่านคู่กับโครงสร้างงบของเชียงราย จะเห็นว่าเงินจำนวนมากที่ลงไปในกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ แท้จริงแล้วต้องอาศัย “แรงส่งจากชุมชน” มาช่วยให้เกิดผลเต็มที่เสมอ นี่คือข้อได้เปรียบของเชียงรายในอีกด้านหนึ่ง เพราะจังหวัดยังมีทุนทางสังคมและความร่วมมือในพื้นที่ แต่ก็เป็นข้อเตือนเช่นกันว่า หากระบบงบประมาณในอนาคตไม่ออกแบบให้หนุนท้องถิ่นและชุมชนมากพอ ภาระจริงจะยังตกอยู่กับคนด่านหน้าเหมือนเดิม แม้ตัวเลขงบรวมของจังหวัดจะดูสูงก็ตาม

บทเรียนจากเชียงใหม่ชี้ชัดว่าได้เงินมาก ไม่ได้แปลว่าหายใจโล่งเสมอไป

เพื่อมองเชียงรายให้ชัดขึ้น จำเป็นต้องมองผ่านกรณีเชียงใหม่ควบคู่กัน เชียงใหม่ได้รับงบจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสูงสุดใน 17 จังหวัดภาคเหนือที่ 73,418,000 บาท หรือ 20.89 เปอร์เซ็นต์ของงบทั้งภูมิภาค แบ่งเป็นงบกรมอุทยานฯ 63,635,500 บาท กรมป่าไม้ 9,182,500 บาท และสำนักปลัดกระทรวงฯ 600,000 บาท นอกจากนี้ยังมีงบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่อีก 9,987,200 บาท และพบว่า 191 จาก 211 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดตั้งงบเกี่ยวกับหมอกควัน ไฟป่า และ PM2.5 รวมกัน 18,432,336 บาท ขณะที่อีก 20 แห่งไม่ได้ตั้งงบไว้เลย

ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าเชียงใหม่มีทั้งงบส่วนกลางและงบท้องถิ่นในระดับที่แข็งแรงกว่าเชียงรายอย่างเห็นได้ชัด แต่กระนั้นเชียงใหม่ก็ยังตกอยู่ในสถานะเมืองที่เผชิญวิกฤตฝุ่นรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ และในบางช่วงยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มเมืองคุณภาพอากาศแย่ที่สุดของโลกด้วย นั่นทำให้บทเรียนจากเชียงใหม่น่าสนใจมากสำหรับเชียงราย เพราะมันย้ำว่า เงินเป็นเงื่อนไขจำเป็น แต่ไม่ใช่เงื่อนไขพอ หากปัญหาไฟป่าเชื่อมกับภูมิประเทศ แอ่งอากาศ การเผาในพื้นที่เกษตร การลักลอบเข้าป่า และหมอกควันข้ามแดน งบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างเดียวก็ยังไม่รับประกันผลลัพธ์ด้านคุณภาพอากาศได้เสมอไป

สำหรับเชียงราย บทเรียนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจังหวัดกำลังยืนอยู่ในช่วงที่ต้องตัดสินใจว่า จะใช้เงินเพื่อ “ดับไฟ” เพียงอย่างเดียว หรือจะใช้เงินเพื่อ “เปลี่ยนรูปแบบการจัดการเชื้อเพลิงและการเผา” ไปพร้อมกันด้วย ถ้ามองแค่ปฏิบัติการภาคสนาม งบ 36.42 ล้านบาทอาจช่วยให้ไฟลดลงระยะสั้นได้ แต่ถ้าไม่แตะต้นตอเชิงโครงสร้าง เช่น วิธีจัดการเศษวัสดุเกษตร ปัญหาการเผาในพื้นที่เสี่ยง และความร่วมมือกับชุมชนชายแดน ปัญหาก็พร้อมกลับมาใหม่ทุกปีเหมือนวงล้อเดิม

งบประมาณไฟป่าในพื้นที่ จังหวัดเชียงราย 2569

จุดอ่อนที่ยังต้องพูดตรง ๆ คือระบบท้องถิ่นยังไม่เห็นทั้งภาพเท่าที่ควร

แม้ข้อมูลชุดนี้จะลงรายละเอียดงบท้องถิ่นของเชียงใหม่ได้ค่อนข้างมาก แต่สำหรับเชียงราย ข้อมูลข้อบัญญัติท้องถิ่นยังไม่ได้ถูกเปิดให้เห็นครบในระดับเดียวกัน สิ่งนี้ทำให้เรายังประเมินไม่ได้เต็มปากว่า 36.42 ล้านบาทจากส่วนกลางถูกต่อยอดด้วยงบของ อบจ. อบต. และเทศบาลในจังหวัดมากน้อยเพียงใด ซึ่งในเชิงนโยบายถือเป็นช่องว่างสำคัญ เพราะในทางปฏิบัติ หน่วยที่ถึงไฟก่อนเจ้าหน้าที่ส่วนกลางมักเป็นคนในหมู่บ้าน อปพร. ท้องถิ่น หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่หน่วยงานส่วนกลางที่อยู่ไกลพื้นที่มากที่สุดเสมอไป

เมื่อเปรียบกับเชียงใหม่ที่ตรวจพบอย่างน้อย 41 โครงการทำแนวกันไฟใน 16 อปท. และมีงบรวม 1,725,200 บาทเฉพาะโครงการลักษณะนี้ ก็ยิ่งตอกย้ำว่า “คุณภาพของการกระจายงบ” สำคัญไม่แพ้ “ปริมาณงบรวม” จังหวัดที่มีเงินส่วนกลางมาก แต่ไม่มีฐานท้องถิ่นมารับช่วงอย่างแข็งแรง อาจได้ผลเพียงช่วงสั้นหรือได้ผลเฉพาะในพื้นที่รัฐเข้าถึงง่าย ขณะที่พื้นที่รอยต่อป่า หมู่บ้านห่างไกล หรือแนวชายแดนอาจยังเปราะบางอยู่เหมือนเดิม

นี่คือเหตุผลที่การอ่านงบของเชียงรายในปี 2569 ต้องไม่หยุดอยู่แค่คำว่าได้อันดับสองของภาคเหนือ แต่ต้องถามต่อว่า เงินจำนวนนี้ไหลลงไปถึงมือใคร ใช้กับคนกลุ่มไหน เครื่องมือชนิดใด และมีความยืดหยุ่นพอให้ปรับตามสถานการณ์ได้หรือไม่ เพราะไฟป่าไม่เคยเผาตามช่องงบประมาณ และฝุ่นก็ไม่รอให้หน่วยงานเบิกจ่ายเสร็จก่อนเสมอไป

เชียงรายกำลังสู้กับไฟในเขตจังหวัด แต่โจทย์ปีต่อไปอาจต้องเป็นความร่วมมือไร้พรมแดน

หากสรุปจากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นว่าความสำเร็จของเชียงรายในปีนี้อยู่ที่การลดจุดความร้อนในพื้นที่ตัวเองได้ดีขึ้นในหลายช่วง และการใช้งบที่เน้นทั้งควบคุมไฟ แนวกันไฟ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาคสนาม แต่ข้อจำกัดใหญ่ที่สุดยังไม่เปลี่ยน นั่นคือจังหวัดไม่สามารถใช้งบ 36.42 ล้านบาทไปดับไฟที่เกิดอยู่นอกอธิปไตยของตัวเองได้ เมื่อเมียนมามีจุดความร้อนสะสมกว่า 204,000 จุด และ สปป.ลาวเกือบ 60,000 จุดในช่วงต้นปีถึงต้นเมษายน ผลกระทบของฝุ่นควันข้ามแดนจึงยังเป็นผนังแข็งที่เชียงรายชนอยู่ทุกปี

เพราะฉะนั้น หากจะมองงบปี 2569 อย่างเป็นธรรม ต้องยอมรับสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรก เชียงรายใช้ทรัพยากรที่มีได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในระดับจังหวัด เรื่องที่สอง ประสิทธิภาพนั้นยังไม่เพียงพอจะเปลี่ยนคุณภาพอากาศให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน หากไม่มีกลไกข้ามจังหวัดและข้ามประเทศเข้ามารับไม้ต่อ นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมในระยะต่อไป นโยบายของไทยอาจต้องขยับจากการคิดเรื่อง “งบดับไฟรายจังหวัด” ไปสู่การคิดเรื่อง “งบความร่วมมือจัดการควันข้ามแดน” หรืออย่างน้อยต้องเชื่อมข้อมูลดาวเทียม การทูตชายแดน การเกษตรปลอดเผา และระบบเตือนภัยให้ทำงานเป็นวงเดียวกันมากขึ้น

บทสรุปของเชียงรายในปี 2569 คือทำการบ้านในบ้านได้ดีขึ้น แต่ยังต้องเจอโจทย์จากนอกบ้านที่ใหญ่กว่าเดิม

ในท้ายที่สุด งบ 36,424,500 บาทของเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในเอกสารงบประมาณ แต่มันสะท้อนสถานะของจังหวัดที่รัฐมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของการสู้ไฟป่าในภาคเหนือ เชียงรายไม่ใช่จังหวัดที่เผามากที่สุดทุกตัวชี้วัด แต่เป็นจังหวัดที่หากปล่อยให้สถานการณ์ลุกลาม ผลกระทบจะซ้อนทับกันทั้งป่า เมือง ชายแดน สุขภาพ และเศรษฐกิจ การที่จังหวัดได้งบสูงอันดับสองจึงมีเหตุผลของมัน

อย่างไรก็ดี ข้อมูลทั้งหมดก็บอกตรงกันอีกด้านว่า การทำงานของเชียงรายในระดับจังหวัดเพียงอย่างเดียวไม่อาจรับประกันอากาศสะอาดได้ เมื่อฝุ่นยังถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยนอกจังหวัดและนอกประเทศ งบประมาณปีนี้จึงอาจช่วยให้เชียงราย “ควบคุมไฟในพื้นที่ได้ดีขึ้น” แต่ยังไม่อาจสรุปว่าเชียงราย “ชนะวิกฤตฝุ่น” แล้วได้เต็มปาก

โจทย์สำคัญของปีถัดไปจึงไม่ใช่แค่จะขอเพิ่มงบเท่าไร แต่คือจะทำให้งบที่มี เชื่อมกับท้องถิ่น เทคโนโลยี ชุมชน และความร่วมมือข้ามแดนได้ลึกขึ้นเพียงใด หากเชียงรายทำได้ จังหวัดนี้อาจไม่ใช่แค่พื้นที่ที่รับมือไฟป่าเก่งขึ้น แต่จะกลายเป็นต้นแบบของการบริหารวิกฤตสิ่งแวดล้อมเชิงระบบของภาคเหนือได้จริงในระยะยาว

ภาพ : มูลนิธิกระจกเงา เชียงราย
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • Rocket Media Lab, The Active
  • GISTDA
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

รองผู้ว่าฯ เชียงรายคุมเข้มปมสารหนูปนเปื้อน 4 ลุ่มน้ำ ย้ำยังกินเนื้อปลาได้แต่ให้เลี่ยงเครื่องในและสัตว์หน้าดิน

Summary
  • เชียงรายเฝ้าระวังสารหนูในแม่น้ำกก รวก สาย และโขง หลังพบตะกอนดินปากแม่น้ำรวกพุ่งสูง 296 มก./กก.

  • ย้ำเนื้อปลายังปลอดภัยตามมาตรฐาน แต่แนะนำให้เลี่ยงบริโภคเครื่องในปลา กุ้ง และหอย

  • พบพื้นที่เกษตรเสี่ยงสารหนูเกินมาตรฐาน 18 จุด โดยเฉพาะใน 3 ตำบลริมน้ำกก (ห้วยชมภู ดอยฮาง แม่ยาว)

  • เปิดใช้งานแอปพลิเคชัน “ปลากินได้” และ “พืชกินได้” เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบความเสี่ยงรายพื้นที่

  • สว. จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาจริงจัง ขณะที่จังหวัดเตรียมแผนจัดการลุ่มน้ำโขงเหนือระยะยาวปี 2570

รองผู้ว่าฯ เชียงรายประชุมเข้ม ติดตามสารหนูปนเปื้อนลุ่มน้ำ 4 สาย ย้ำยังกินปลาได้ แต่เลี่ยงเครื่องในปลา

เชียงราย,18 เมษายน 2569 – ในห้วงเวลาที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมของจังหวัดไม่ได้หยุดอยู่แค่ฝุ่นควันหรือไฟป่าบนดอย แต่เริ่มไหลลงมาตามลำน้ำและเข้าใกล้วงจรอาหารของผู้คนมากขึ้น การประชุมที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 17 เมษายน จึงมีความหมายมากกว่าการรับทราบผลตรวจทางวิชาการ เพราะมันคือจุดที่ข้อเท็จจริงด้านสิ่งแวดล้อมต้องแปลออกมาเป็นคำแนะนำที่ประชาชนใช้ตัดสินใจในชีวิตประจำวันได้จริง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ เป็นประธานการประชุมหารือผลการตรวจวัดสารปนเปื้อนในลุ่มน้ำสำคัญ 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง โดยมีหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบันเข้าร่วม เพื่อกำหนดแนวทางดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

แกนหลักของการประชุมครั้งนี้อยู่ที่ “ตะกอนดิน” ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นแหล่งสะสมสารปนเปื้อนสำคัญ เพราะสามารถดูดซับโลหะหนักและสารเคมีต่าง ๆ ไว้ได้ เมื่อสภาพน้ำเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นกระแสน้ำแรง น้ำหลาก หรือการรบกวนหน้าดิน สารเหล่านี้ก็อาจฟุ้งกระจายกลับเข้าสู่ระบบนิเวศและเชื่อมต่อไปสู่พืช สัตว์น้ำ และห่วงโซ่อาหารของคนในพื้นที่ได้อีกทอดหนึ่ง ความสำคัญของประเด็นนี้จึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคแล็บเพียงอย่างเดียว แต่กระทบถึงคำถามพื้นฐานว่า ประชาชนยังใช้น้ำ ยังจับปลา และยังทำกินในพื้นที่ลุ่มน้ำเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัยเพียงใด

ตัวเลข 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทำให้การประชุมครั้งนี้ตึงกว่าครั้งก่อน

จุดที่ทำให้บรรยากาศการประชุมตึงขึ้นอย่างชัดเจน คือข้อมูลที่ว่าผลตรวจของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 พบสารหนูในตะกอนดินบริเวณปากแม่น้ำรวก อำเภอเชียงแสน สูงถึง 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงหลายเท่าตัว ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานคุณภาพตะกอนดินครั้งที่ 10 ของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งระบุว่าจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำในแม่น้ำโขงที่เชียงแสนมีค่าสารหนู 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และจุดอื่นในแม่น้ำโขงก็ยังเกินระดับอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงด้วยเช่นกัน

สิ่งที่ทำให้ตัวเลขนี้น่ากังวล ไม่ได้อยู่แค่ความสูงของค่าที่ตรวจพบ แต่อยู่ที่ความหมายของมาตรฐานตะกอนดินเอง ตามเอกสารของกรมควบคุมมลพิษ ระดับที่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดินอยู่ที่ไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงเริ่มตั้งแต่ 33 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมขึ้นไป เมื่อค่าในบางจุดขยับไปถึง 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ความเสี่ยงจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องที่จะสื่อสารแบบปลอบใจประชาชนโดยไม่ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงได้อีกแล้ว

ในที่ประชุมมีการอธิบายผลกระทบเชิงระบบนิเวศค่อนข้างชัด โดยผู้เข้าร่วมประชุมบางส่วนประเมินว่า ความเสี่ยงต่อสัตว์หน้าดินอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 68 โดยเฉพาะกลุ่มหอยซึ่งเปลี่ยนรูปสารหนูได้ยากกว่า ส่วนปลามีโอกาสตายเฉียบพลันเพียงร้อยละ 15 แต่ได้รับผลกระทบด้านการแพร่พันธุ์มากกว่า โดยมีการประเมินว่าลูกปลาอาจมีโอกาสรอดลดลงร้อยละ 65 และอาจทำให้ปริมาณปลาลดลงในอนาคตได้มากถึงร้อยละ 50 หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือไม่มีมาตรการป้องกันระยะยาวที่จริงจังพอ

รัฐเลือกใช้คำว่าเฝ้าระวัง ไม่ใช้คำว่าปิดพื้นที่

จุดที่น่าสนใจมากของการประชุมครั้งนี้ คือแม้ผลตรวจบางจุดจะรุนแรงจนสร้างความกังวลสูง แต่ที่ประชุมยังไม่เลือกใช้มาตรการปิดพื้นที่หรือประกาศงดบริโภคปลาในทันที กลับใช้แนวทาง “เฝ้าระวังอย่างเข้มข้น” แทน เพราะเหตุผลสำคัญคือผลตรวจโลหะหนักในสัตว์น้ำยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการบริโภค และสารหนูในตะกอนดินซึมผ่านผิวหนังได้ต่ำมาก ความเสี่ยงหลักจึงอยู่ที่การกินเข้าไป ไม่ใช่การสัมผัสตะกอนโดยตรงในระดับทั่วไป

นี่ทำให้คำแนะนำหลักที่ออกจากวงประชุมในครั้งนี้มีลักษณะเฉพาะเจาะจงมากกว่าคำสั่งกว้าง ๆ กล่าวคือ ประชาชนยังสามารถบริโภคเนื้อปลาได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องในปลา ซึ่งเป็นส่วนที่มีแนวโน้มสะสมโลหะหนักมากกว่า นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงสัตว์หน้าดิน เช่น กุ้งและหอย ไม่ควรรับประทานสัตว์น้ำชนิดเดิมซ้ำทุกวัน และควรปรุงสุกทุกครั้งเพื่อลดความกังวลใจด้านความปลอดภัยอาหาร แนวทางนี้สอดคล้องกับคำชี้แจงของอธิบดีกรมควบคุมมลพิษที่ระบุว่า หน่วยงานรัฐกำลังสื่อสารข้อมูลตามข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยพยายามรักษาสมดุลระหว่างความระมัดระวังทางสุขภาพกับการไม่สร้างความปั่นป่วนต่อวิถีชีวิตเกินความจำเป็น

เมื่อปลายังไม่แดงทั้งระบบ คำถามจึงย้ายไปอยู่ที่ดินและตะกอน

แม้ปลาจะยังไม่ถูกจัดให้อยู่ในระดับอันตรายต่อผู้บริโภค แต่พื้นที่เสี่ยงทางเกษตรกลับเริ่มชัดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในที่ประชุม กรมพัฒนาที่ดินรายงานว่าพบพื้นที่เสี่ยงสารหนูเกิน 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จำนวน 18 จุด โดยมี 11 จุดเป็นพื้นที่น้ำท่วมถึงตามลำน้ำกกใน 3 ตำบลหลักของอำเภอเมืองเชียงราย ได้แก่ ห้วยชมพู ดอยฮาง และแม่ยาว ข้อเท็จจริงนี้ทำให้วงหารือไม่ได้หยุดอยู่ที่เรื่องปลา แต่ลามต่อไปถึงการใช้ประโยชน์ที่ดิน พืชผัก และความปลอดภัยของภาคเกษตรในพื้นที่น้ำท่วมถึงด้วย

แนวทางที่ถูกเสนอในที่ประชุมจึงเริ่มมีลักษณะเป็นการจัดการเชิงพื้นที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแยกชนิดของสารหนูว่าเป็นอินทรีย์หรืออนินทรีย์เพื่อวางแผนรับมือที่แม่นยำ การปรับปรุงคุณภาพดิน การส่งเสริมให้ปลูกพืชที่ไม่สะสมโลหะหนัก หรือแม้แต่การพิจารณาปลูกพืชที่ไม่ใช่อาหารในบางพื้นที่หากจำเป็น สิ่งนี้สะท้อนว่าเชียงรายกำลังพยายามเลี่ยงการใช้มาตรการตัดขาดแบบกว้าง ๆ แต่หันไปหาวิธีจำแนกความเสี่ยงรายพื้นที่ให้ชัดขึ้น เพื่อให้การตอบสนองไม่ทำร้ายเศรษฐกิจฐานรากมากเกินไปโดยไม่จำเป็น

เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาเป็นตัวช่วย เมื่อความเสี่ยงซับซ้อนเกินกว่าจะใช้ความรู้สึกตัดสิน

อีกด้านหนึ่งของการประชุมที่น่าสนใจมาก คือการนำเสนอเครื่องมืออย่างแอปพลิเคชัน “พืชกินได้” ซึ่งมีการอ้างว่าสามารถทำนายความสัมพันธ์ของโลหะหนักในดินและน้ำสู่พืชได้แม่นยำถึงร้อยละ 95 ขณะเดียวกัน แอป “ปลากินได้” ที่เริ่มใช้งานแล้ว ยังไม่พบปลาที่ปนเปื้อนเกินมาตรฐานในระดับสีแดง แต่พบพื้นที่เฝ้าระวังสีเหลืองบริเวณบ้านท่าตอน และมีแผนขยายฐานข้อมูลไปยังเชียงแสนและจุดเสี่ยงอื่นเพิ่มเติมในระยะต่อไป

สาระสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ หน่วยงานในพื้นที่เริ่มยอมรับแล้วว่าความเสี่ยงจากสารปนเปื้อนไม่อาจบริหารด้วยความรู้สึกหรือคำบอกเล่าปากต่อปากเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป การมีเครื่องมือดิจิทัลช่วยตัดสินใจจึงไม่ใช่ของแถมทางเทคนิค แต่กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญของการสื่อสารความเสี่ยงในระดับชุมชน หากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลจำแนกพื้นที่และชนิดของอาหารที่ควรระวังได้ละเอียดขึ้น การตัดสินใจของครัวเรือนก็จะมีฐานข้อมูลมากกว่าความกลัวหรือข่าวลือเพียงอย่างเดียว

เสียงของภาครัฐกับเสียงของการเมือง เริ่มห่างกันในจังหวะอันตราย

แม้ภาครัฐจะยืนยันว่าการสื่อสารในเวลานี้ต้องยึดตามผลตรวจและหลีกเลี่ยงการตื่นตระหนกเกินจำเป็น แต่ในอีกด้านหนึ่ง เสียงจากภาคการเมืองเริ่มกดดันมากขึ้นเช่นกัน ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาระบุว่า นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการด้านการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับปัญหานี้น้อยเกินไป และเตรียมใช้เวทีสภาติดตามเรื่องดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าชาวบ้านกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพจากน้ำ สัตว์น้ำ และผลผลิตทางการเกษตรอย่างจริงจัง

น้ำหนักของเสียงวิจารณ์นี้อยู่ตรงที่ มันสะท้อนความตึงเครียดระหว่างสองแนวทางการสื่อสาร แนวทางแรกคือรัฐที่พยายามสื่อสารแบบระวังไม่ให้มาตรการหรือคำเตือนเกินข้อเท็จจริงจนกระทบวิถีชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น อีกแนวทางหนึ่งคือฝ่ายที่เห็นว่าหากไม่พูดให้หนักพอ สังคมจะประเมินอันตรายต่ำเกินจริงและปล่อยให้ความเสี่ยงเดินหน้าต่อไปโดยไม่มีแรงกดดันเชิงนโยบายเพียงพอ ความต่างของสองจังหวะนี้ทำให้เชียงรายกำลังอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างการป้องกันความตื่นตระหนกกับการไม่ทำให้ปัญหาดูเล็กเกินจริง

หน่วยงานส่วนกลางเริ่มเชื่อมเรื่องน้ำ ตะกอน และความมั่นคงระยะยาวเข้าด้วยกัน

ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ในวันเดียวกัน จังหวัดเชียงรายยังมีการประชุมคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นาย นรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ เป็นประธาน เพื่อทบทวนแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำประจำปี 2570 และผลักดันโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างในอำเภอแม่สรวย ข้อมูลนี้มีนัยสำคัญเพราะสะท้อนว่า จังหวัดไม่ได้มองปัญหาสารปนเปื้อนเป็นเรื่องแยกขาดจากการบริหารจัดการน้ำอีกแล้ว แต่เริ่มวางเรื่องคุณภาพน้ำ ปริมาณตะกอนดิน และความมั่นคงทางน้ำไว้ในสมการเดียวกันมากขึ้น

การเชื่อมเรื่องเหล่านี้เข้าด้วยกันเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าปัญหาตะกอนดินและสารหนูยังดำรงอยู่ในลำน้ำหลักของเชียงราย การวางแผนจัดการน้ำในระยะยาวย่อมต้องคิดทั้งมิติแหล่งน้ำใช้ น้ำเพื่อการเกษตร คุณภาพน้ำ และผลกระทบต่อชุมชนริมลุ่มน้ำไปพร้อมกัน การประชุมลุ่มน้ำโขงเหนือในวันเดียวกับการถกเรื่องสารปนเปื้อน จึงเหมือนกำลังบอกว่าเชียงรายเริ่มมองปัญหานี้เป็น “ระบบ” มากขึ้น ไม่ใช่เพียงเรื่องจุดใดจุดหนึ่งของแม่น้ำเท่านั้น

สิ่งที่ประชาชนควรรู้ในวันนี้ คือยังใช้ชีวิตได้ แต่ต้องใช้ความรู้มากกว่าความเคยชิน

เมื่อรวบทุกชั้นของข้อมูลเข้าด้วยกัน ภาพรวมของสถานการณ์ในวันที่ 18 เมษายน 2569 จึงออกมาชัดในสามประเด็น ประเด็นแรก ผลตรวจตะกอนดินในบางจุด โดยเฉพาะแม่น้ำโขงและปากแม่น้ำรวก มีค่าสารหนูสูงในระดับน่ากังวลจริง ประเด็นที่สอง ผลตรวจสัตว์น้ำยังไม่ถึงขั้นต้องประกาศห้ามบริโภคเนื้อปลาในภาพรวม แต่เครื่องในปลา กุ้ง หอย และสัตว์หน้าดินยังเป็นจุดที่ควรระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ประเด็นที่สาม พื้นที่เกษตรในบางตำบลของอำเภอเมืองเชียงรายเริ่มมีข้อมูลความเสี่ยงชัดขึ้น และจำเป็นต้องวางแผนใช้ประโยชน์ที่ดินด้วยข้อมูลที่ละเอียดกว่าเดิม

ในทางปฏิบัติ นี่แปลว่าประชาชนยังไม่จำเป็นต้องหยุดชีวิตหรือหยุดกินปลาทั้งหมดในทันที แต่ก็ไม่ควรใช้ชีวิตตามความเคยชินโดยไม่ติดตามข้อมูลอีกต่อไป เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปแล้วคือ เราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ “ไม่มีความเสี่ยง” อีกแล้ว หากอยู่ในพื้นที่ที่ “มีความเสี่ยงและต้องบริหารมันด้วยข้อมูล” การที่รัฐเลือกใช้คำว่าหลีกเลี่ยงเครื่องในปลา จึงอาจฟังดูเป็นมาตรการเฉพาะจุด แต่ในความเป็นจริงมันคือสัญญาณเตือนสำคัญว่า ห่วงโซ่อาหารของลุ่มน้ำเชียงรายกำลังเข้าสู่ช่วงที่ทุกคำแนะนำด้านการบริโภคต้องอิงวิทยาศาสตร์มากขึ้นเรื่อย ๆ

บทสรุปของเชียงรายในจังหวะนี้ คือระวังให้พอ และสื่อสารให้ตรง

สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญไม่ใช่แค่ปัญหาสารหนูในแม่น้ำ แต่เป็นบททดสอบว่าจังหวัดจะสื่อสารความเสี่ยงอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจพอดี ไม่ตื่นตระหนกเกินไป และไม่ประมาทเกินจริง หากพูดเบาไป ประชาชนอาจเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว หากพูดแรงไปโดยยังไม่มีข้อมูลครบ ก็อาจกระทบวิถีชีวิตประมง พื้นที่เกษตร และความเชื่อมั่นของชุมชนโดยไม่จำเป็น

การประชุมของรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 17 เมษายนจึงเป็นจุดสำคัญ เพราะอย่างน้อยมันทำให้ข้อสรุปเบื้องต้นของรัฐออกมาชัดขึ้นว่า วันนี้ยังบริโภคเนื้อปลาได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องในปลา ต้องเร่งเก็บข้อมูลปลาย้ำซ้ำในฤดูฝนและฤดูแล้ง ต้องจำแนกพื้นที่เกษตรเสี่ยงให้ชัด และต้องสื่อสารประชาชนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เสียงวิจารณ์จากภาคการเมืองก็เป็นแรงกดดันอีกด้านหนึ่งให้รัฐอย่าปล่อยให้การเฝ้าระวังกลายเป็นข้ออ้างของความล่าช้า สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดไม่ใช่คำยืนยันสั้น ๆ ว่าปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย หากคือข้อมูลที่ชัดพอจะใช้ตัดสินใจเรื่องชีวิตประจำวันได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • GISTDA
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • กระทรวงพาณิชย์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รมช.เกษตรฯ รุดเชียงรายรับฟังข้อเสนอเปลี่ยนข้าวโพดเป็นกาแฟ หวังดับวงจรไฟป่าและฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน

Summary
  • รมช.เกษตรฯ ลงเชียงรายติดตามวิกฤตไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่พุ่งสูงสุดของปีในวันที่ 15 เม.ย. (5,384 จุด)

  • จังหวัดเสนอปรับช่วงเวลางดเผาให้สอดคล้องกับฤดูเก็บเกี่ยวจริงและทิศทางหมอกควันข้ามแดน

  • ชูแผนเปลี่ยนพืชจากข้าวโพดสู่กาแฟอาราบิก้า เพื่อลดการเผาและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจยั่งยืน

  • เร่งประสานฝนหลวงบรรเทาฝุ่น และผลักดันโครงการปุ๋ยธงเขียวเพื่อลดต้นทุนการผลิตในภาวะวิกฤต

  • ยกระดับปัญหาเชียงรายเข้าสู่คณะรัฐมนตรี เนื่องจากกระทบทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และสุขภาพระดับภูมิภาค

รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ลงเชียงรายในวันที่ควันยังไม่จาง และคำถามไม่ได้มีแค่จะดับไฟอย่างไร

เชียงราย, 17 เมษายน 2569 – ที่ห้องประชุมอูหลง ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย บรรยากาศของการหารือไม่ได้อยู่ในโทนพิธีการตามปกติของการลงพื้นที่ราชการ เพราะสิ่งที่รายล้อมเชียงรายในเวลานั้นคือทั้งไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM2.5 และแรงกดดันต่อภาคเกษตรที่กำลังเผชิญต้นทุนหลายด้านพร้อมกัน การมาของนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีน้ำหนักมากกว่าการมาติดตามงานทั่วไป แต่เป็นการลงมาฟังปัญหาในจุดที่วิกฤตกำลังทับซ้อนกันทั้งสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และรายได้ของเกษตรกรในจังหวัดเดียวกัน

รายงานจากจังหวัดเชียงรายระบุว่า นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมรองผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการ ได้รายงานสถานการณ์ต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างรอบด้าน โดยเน้นว่าจังหวัดติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันอย่างต่อเนื่อง มีการประชุมประเมินผลทุกสัปดาห์และปรับแผนตามสภาพจริงในพื้นที่ ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ จุดความร้อนส่วนใหญ่ยังเกิดในเขตป่า ไม่ได้กระจายอยู่เพียงในพื้นที่เกษตร ทำให้การแก้ปัญหาต้องอาศัยทั้งการจัดการเชิงพื้นที่ การเฝ้าระวัง และการวางมาตรการป้องกันที่เข้มข้นกว่าการขอความร่วมมือทั่วไป

สิ่งที่น่าสนใจมากคือ จังหวัดเชียงรายไม่ได้เสนอเพียงการคุมไฟหรือแก้ฝุ่นเฉพาะหน้า แต่พยายามชี้ให้เห็นว่าปัญหาจะคลี่คลายยาก หากไม่แตะที่โครงสร้างการผลิตของภาคเกษตรด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอแนวคิดให้มีการปรับช่วงเวลางดเผาในภาคการเกษตรให้เหมาะสมกับฤดูเก็บเกี่ยวและสอดคล้องกับทิศทางหมอกควันข้ามแดน เพื่อให้มาตรการของรัฐสัมพันธ์กับสภาพจริงในพื้นที่มากขึ้น ไม่ใช่ใช้ปฏิทินเดียวกันกับทุกบริบทจนเกิดช่องว่างระหว่างนโยบายกับวิถีการผลิตของเกษตรกร

เชียงรายกำลังบอกว่าไฟป่าไม่ใช่เรื่องของป่าอย่างเดียวอีกต่อไป

หากอ่านข้อมูลของ GISTDA ที่ผู้ใช้แนบมาอย่างละเอียด จะเห็นว่าฤดูไฟป่าปีนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องเฉพาะของดินฟ้าอากาศอีกแล้ว แต่ถูกอธิบายอย่างเป็นระบบผ่านผลกระทบ 3 มิติ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และเกษตรกรรมกับสิ่งแวดล้อม ข้อมูลระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 16 เมษายน 2569 ประเทศไทยพบจุดความร้อนสะสมถึง 64,689 จุด โดยวันที่ 15 เมษายนเพียงวันเดียวพุ่งถึง 5,384 จุด ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของปี และจุดความร้อนส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ ตัวเลขนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสถิติ แต่สะท้อนระดับความกดดันของระบบนิเวศภาคเหนืออย่างชัดเจน

GISTDA ยังอธิบายเหตุผลเชิงภูมิประเทศไว้อย่างสำคัญว่า ภาคเหนือจำนวนมากมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะล้อมรอบด้วยทิวเขา เมื่อผนวกกับอิทธิพลจากกระแสลมตะวันตก หมอกควันข้ามแดน และความกดอากาศสูงจากจีน อากาศจึงระบายออกได้ยาก เปรียบเหมือนพื้นที่ถูกปิดด้วยฝาชี ความเข้าใจเชิงภูมิประเทศนี้สำคัญมากสำหรับเชียงราย เพราะมันบอกว่าต่อให้จังหวัดพยายามควบคุมการเผาในพื้นที่ตัวเองเพียงใด หากเงื่อนไขเชิงภูมิอากาศและปัญหาข้ามแดนยังคงอยู่ ความเสี่ยงด้านคุณภาพอากาศก็ยังสามารถกลับมาทับถมในพื้นที่ได้เสมอ

ข้อมูลทางการจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ยิ่งตอกย้ำภาพนี้ เมื่อรายงานเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ว่า พื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอนมีค่า PM2.5 อยู่ระหว่าง 63.1 ถึง 193.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยเชียงรายมีค่าฝุ่น 127.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในอำเภอเมือง 127.4 ที่แม่สาย และ 193.2 ที่เชียงของ ซึ่งล้วนสูงเกินค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอย่างชัดเจน และอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งหมด

จากควันในอากาศ สู่ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและความเสียหายทางเศรษฐกิจ

ประเด็นที่ผู้ใช้แนบมาจาก GISTDA มีความสำคัญอย่างมาก เพราะไม่ได้หยุดอธิบายเพียงเรื่องไฟกับฝุ่น แต่ชี้ให้เห็นต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่ค่อย ๆ สะสมอยู่เบื้องหลัง ในมิติทางสังคม ข้อมูลชี้ว่าเด็กและเยาวชนอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนรูปแบบการเรียนและการจำกัดกิจกรรมกลางแจ้ง ขณะที่ครัวเรือนต้องกันรายได้ส่วนหนึ่งไปกับค่ารักษาพยาบาล เครื่องฟอกอากาศ และอุปกรณ์ป้องกันฝุ่น นี่คือความเสียหายที่ไม่ค่อยถูกนับรวมในงบประมาณไฟป่า แต่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนทุกวัน

ในมิติทางเศรษฐกิจ GISTDA ชี้ชัดว่าการท่องเที่ยวภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหมุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ เริ่มได้รับผลจากการยกเลิกการจองที่พักบางส่วน และความเสียหายนี้อาจไม่จบเพียงรายได้ระยะสั้น แต่กระทบไปถึงความเชื่อมั่นในระยะยาว ข้อมูลส่วนนี้สะท้อนถึงเชียงรายด้วยเช่นกัน แม้ผู้ใช้ไม่ได้แนบตัวเลขเข้าพักของจังหวัดในชุดนี้โดยตรง แต่เมื่อปัญหาหมอกควันกลายเป็นภาพจำของภาคเหนือร่วมกัน ผลกระทบต่อปลายทางที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและเมืองที่กำลังพัฒนาเป็นศูนย์กลางสุขภาพหรือ Wellness ก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นลูกโซ่

ยิ่งไปกว่านั้น มิติด้านการเกษตรที่ GISTDA ระบุไว้มีความสอดคล้องกับประเด็นที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังเผชิญโดยตรง เพราะฝุ่นควันและอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสต่อเนื่องหลายวันไม่ได้กระทบแค่คน แต่ยังกระทบพืชผ่านการอุดตันของปากใบ การลดลงของการสังเคราะห์แสง ภาวะเครียดของพืช และการสูญเสียคุณภาพผลผลิต เมื่อเชื่อมกับรายได้ของเกษตรกร ภัยฝุ่นจึงไม่ใช่เรื่องสุขภาพล้วน ๆ แต่เป็นเรื่องรายได้ ผลผลิต และคุณภาพสินค้าเกษตรที่กำลังถูกกดทับพร้อมกัน

เชียงรายเสนอเปลี่ยนข้าวโพดเป็นกาแฟ เพราะการดับไฟอย่างเดียวอาจไม่พอ

หนึ่งในข้อเสนอที่มีน้ำหนักทางนโยบายมากที่สุดในการประชุมครั้งนี้ คือการส่งเสริมให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดไปสู่การปลูกกาแฟ ซึ่งจังหวัดเชียงรายยกขึ้นมาในฐานะทางเลือกที่สร้างรายได้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า ข้อเสนอนี้น่าสนใจเพราะสะท้อนว่า จังหวัดกำลังพยายามแก้ปัญหาจากต้นทาง ไม่ใช่รอจัดการแต่ปลายเหตุ เมื่อข้าวโพดในหลายพื้นที่เชื่อมโยงกับการเตรียมพื้นที่เพาะปลูก การจัดการเศษวัสดุ และความเสี่ยงการเผา การขยับไปสู่พืชเศรษฐกิจที่พึ่งพาระบบนิเวศมากกว่าและสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่า จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคำตอบเชิงโครงสร้างของภาคเหนือในระยะยาว

อย่างไรก็ดี ข้อเสนอนี้ไม่ได้หมายความว่าการเปลี่ยนพืชจะทำได้ในทันที เพราะการเปลี่ยนจากข้าวโพดไปสู่กาแฟไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ แต่รวมถึงการเปลี่ยนองค์ความรู้ การลงทุน การเข้าถึงตลาด และการประกันรายได้ช่วงรอยต่อ ข้อดีของการหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในที่ประชุมคือ ทำให้ประเด็นไฟป่าไม่ถูกจำกัดอยู่ในกรอบความมั่นคงหรือสิ่งแวดล้อม แต่ถูกเชื่อมกับนโยบายพืชเศรษฐกิจและอนาคตของรายได้เกษตรกรอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของเกษตรยั่งยืนที่พูดถึงมานานแต่ยังเดินได้ไม่เต็มที่

ฝนหลวงและการบูรณาการข้ามกระทรวง คือคำตอบเฉพาะหน้าที่รัฐกำลังเร่งเดิน

ด้านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองให้ภาพชัดว่า ปัญหาเชียงรายไม่ได้มีเพียงไฟป่าและฝุ่น แต่ยังรวมถึงสารปนเปื้อนและปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายมิติที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน เธอระบุว่าได้ประสานไปยังกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอจากจังหวัด เพื่อเตรียมนำไปประสานกับกระทรวงต่าง ๆ และผลักดันต่อในระดับคณะรัฐมนตรีต่อไป

สาระของคำกล่าวนี้อยู่ที่การยอมรับว่าปัญหาเชียงรายไม่สามารถแก้ได้ด้วยกระทรวงเดียว การประสานฝนหลวงเป็นมาตรการระยะสั้นที่ตอบโจทย์สถานการณ์เร่งด่วน ส่วนการผลักข้อเสนอของจังหวัดเข้าสู่คณะรัฐมนตรีสะท้อนว่าโจทย์ในพื้นที่เริ่มมีน้ำหนักมากพอจะต้องถูกดึงขึ้นไปวางในระดับนโยบายกลาง โดยเฉพาะเมื่อปัญหาฝุ่นควันไม่ได้กระทบแค่เกษตรกร แต่ลามไปถึงสุขภาพ การศึกษา การท่องเที่ยว การลงทุน และความเชื่อมั่นของประชาชนในวงกว้าง

ปุ๋ยธงเขียวในห้องประชุมเชียงราย ไม่ได้เป็นแค่เรื่องราคา แต่คือการประคองต้นทุนในวันที่เกษตรกรถูกบีบหลายทาง

อีกประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาควบคู่กับไฟป่าและฝุ่นควัน คือโครงการปุ๋ยธงเขียวราคาถูก ซึ่งตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอในฐานะมาตรการช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร ผ่านความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน โดยมีแนวคิดเริ่มจากพื้นที่นำร่อง 10 จังหวัดก่อนขยายสู่ 50 จังหวัดทั่วประเทศ และให้เกษตรกรที่มีสมุดทะเบียนเกษตรกรหรือเล่มเขียวสามารถเข้าถึงสิทธิ์ซื้อปุ๋ยในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น

แม้รายละเอียดเชิงปฏิบัติของโครงการในระดับประเทศที่ตรวจสอบได้จากกระทรวงพาณิชย์จะใช้ชื่อ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” และระบุรูปแบบส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,000 บาทต่อราย พร้อมสิทธิ์เพิ่มสำหรับผู้มีบัตรดินดีหรือมาตรฐาน GAP และคูปองซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งสามารถรวมความช่วยเหลือได้สูงสุด 1,400 บาทต่อรายในระยะเริ่มต้น แต่สาระหลักยังตรงกันคือ รัฐกำลังพยายามใช้มาตรการด้านต้นทุนเข้ามาประคองภาคการผลิตในช่วงที่เกษตรกรเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน

ความสำคัญของปุ๋ยธงเขียวในบริบทเชียงรายจึงไม่ได้อยู่แค่การลดค่าปุ๋ยไม่กี่ร้อยบาท แต่คือการส่งสัญญาณว่ารัฐเริ่มมองเห็นความจริงว่าเกษตรกรไม่สามารถแบกรับทั้งต้นทุนการผลิต ภัยสิ่งแวดล้อม และแรงเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรยั่งยืนได้ลำพัง หากรัฐต้องการให้เกษตรกรลดการเผา ปรับเปลี่ยนพืช หรือขยับไปสู่แนวทางผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ก็จำเป็นต้องมีเครื่องมือรองรับต้นทุนชีวิตและต้นทุนการผลิตควบคู่กันด้วย ไม่เช่นนั้นทุกข้อเสนอเชิงอุดมคติจะหยุดอยู่ที่ห้องประชุมโดยไม่ไปถึงแปลงเกษตรจริง

เชียงรายกำลังส่งสัญญาณถึงส่วนกลางว่า ปัญหานี้ต้องแก้ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

สิ่งที่ทำให้การลงพื้นที่ครั้งนี้มีความหมายมาก คือจังหวัดเชียงรายไม่ได้เสนอคำตอบแบบเส้นตรงเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่กำลังประกอบภาพของปัญหาให้ครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ต้นน้ำคือการจัดการพื้นที่ป่า การงดเผา และการปรับพืชเศรษฐกิจ กลางน้ำคือการลดภาระต้นทุนเกษตรกรผ่านโครงการปุ๋ยธงเขียวและการประสานฝนหลวง ส่วนปลายน้ำคือการปกป้องสุขภาพประชาชน ลดผลกระทบต่อรายได้ และป้องกันไม่ให้ปัญหาฝุ่นกลายเป็นความปกติใหม่ของภาคเหนืออย่างถาวร

หากอ่านผ่านกรอบนี้ จะเห็นว่าการประชุมวันที่ 17 เมษายนที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ไม่ใช่การมาตรวจราชการตามรอบ แต่เป็นการยกระดับเสียงจากพื้นที่ไปสู่เวทีนโยบาย ผ่านข้อเสนอที่จับต้องได้และมีมิติชัดเจนทั้งด้านเกษตร สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ สิ่งที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวถึงการผลักข้อเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี จึงมีนัยทางการเมืองและนโยบายมากพอสมควร เพราะเท่ากับยอมรับว่าเชียงรายไม่สามารถแก้ปัญหานี้ด้วยกลไกระดับจังหวัดเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป

บทสรุปของเชียงรายในเวลานี้ คือการเลือกระหว่างแก้แบบตามฤดูกาล หรือแก้เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างจริง

ข้อมูลทั้งหมดที่แนบมาทำให้เห็นภาพชัดว่า เชียงรายกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ หากยังมองไฟป่าและ PM2.5 เป็นเพียงปัญหาตามฤดูกาล มาตรการก็จะวนอยู่กับการห้ามเผา การเฝ้าระวัง และการเยียวยาเฉพาะหน้า แต่หากยอมรับว่าปัญหานี้กำลังเชื่อมกับต้นทุนการเกษตร คุณภาพชีวิต ระบบนิเวศ และความมั่นคงทางรายได้ของประชาชน การแก้ก็จำเป็นต้องขยับไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและโครงสร้างนโยบายมากกว่าที่ผ่านมา

การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้จึงมีความหมาย เพราะอย่างน้อยมันทำให้ข้อเสนอของเชียงรายถูกวางไว้บนโต๊ะอย่างเป็นทางการแล้ว ทั้งเรื่องฝนหลวง เรื่องปุ๋ยราคาถูก เรื่องการปรับเวลางดเผา และเรื่องการเปลี่ยนพืชจากข้าวโพดไปสู่กาแฟ สิ่งที่เหลือจากนี้คือ รัฐจะทำให้ข้อเสนอเหล่านี้เกิดขึ้นเร็วพอและลึกพอหรือไม่ ก่อนที่ฤดูไฟป่าถัดไปจะกลับมาทดสอบระบบเดิมอีกครั้ง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • GISTDA
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • กระทรวงพาณิชย์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME