Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย มั่นใจมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ฟื้นความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย ดันเชียงแสนเป็นเมืองเดินได้

Summary
  • เชียงแสนจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” 13-18 เม.ย. 69 ปลุกเมืองเก่าให้มีชีวิต

  • อบจ.เชียงราย ชูแนวคิด “เมืองเดินได้” เชื่อมวัฒนธรรมไทย-ลาว-เมียนมา

  • กิจกรรมไฮไลต์คืออุโมงค์น้ำริมโขง ขบวนแห่ 3 แผ่นดิน และสินค้า OTOP 18 อำเภอ

  • ททท. ปรับกลยุทธ์เน้น Value over Volume ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

  • งานนี้ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและพิสูจน์ศักยภาพท่องเที่ยวเมืองชายแดน

มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ปลุกเชียงแสนให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของท่องเที่ยวเชียงรายในปีที่ความเชื่อมั่นมีค่ากว่าจำนวนนักเดินทาง

เชียงราย,14 เมษายน 2569 – เมืองเล็กริมโขงที่เคยคุ้นกับความสงบของกำแพงเมืองเก่า กำลังเปลี่ยนจังหวะของตัวเองอีกครั้งในห้วงเทศกาลปี๋ใหม่เมือง เมื่ออำเภอเชียงแสนถูกแต่งแต้มด้วยน้ำ แสง เสียง และผู้คนจากหลายทิศทางผ่านงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งเริ่มกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน และมีกำหนดจัดต่อเนื่องถึง 18 เมษายน ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักตั้งแต่วันแรก โดยนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้ขึ้นกล่าวสวัสดีปี๋ใหม่เมือง พร้อมอวยพรให้ประชาชนเดินทางปลอดภัยและใช้เวลาช่วงเทศกาลร่วมกันอย่างอบอุ่น ขณะที่ในพื้นที่มีนายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และผู้นำท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนว่าการจัดงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเฉลิมฉลองประจำปี แต่เป็นวาระสำคัญของจังหวัดในการใช้เทศกาลวัฒนธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของพื้นที่ชายแดนอย่างจริงจัง

สิ่งที่เกิดขึ้นในเชียงแสนปีนี้จึงไม่ควรถูกอ่านเพียงภาพนักท่องเที่ยวออกมาเล่นน้ำริมแม่น้ำโขง ต้องอ่านควบคู่กับบริบทใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยสถานการณ์รายสัปดาห์ช่วง 30 มีนาคมถึง 5 เมษายนว่า ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 569,593 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนร้อยละ 9.60 โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจากความไม่แน่นอนเรื่องพลังงานและข่าวสารเกี่ยวกับน้ำมัน ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของนักเดินทาง โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้ แม้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีถึง 5 เมษายนจะยังอยู่ที่ 9,744,179 คน และสร้างรายได้แล้วราว 474,400 ล้านบาท แต่ตัวเลขล่าสุดสะท้อนชัดว่าการเดินทางในปีนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยแรงบวกอย่างเดียวอีกต่อไป เมืองท่องเที่ยวจึงต้องทำงานหนักกว่าเดิมเพื่อรักษาคนที่กำลังลังเลให้อยากออกเดินทางจริง

เชียงแสนไม่ได้จัดแค่งานรื่นเริง แต่กำลังทดลองบทบาทใหม่ของเมืองชายแดน

เมื่อมองจากรายละเอียดของงาน จะเห็นว่าผู้จัดพยายามวาง “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ให้เป็นมากกว่างานเล่นน้ำทั่วไป เพราะแก่นของงานอยู่ที่การยกระดับเชียงแสนจากเมืองเก่าริมโขงให้กลายเป็น “เมืองเดินได้” ที่ผู้คนสามารถใช้เวลาอยู่กับพื้นที่ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ข้อมูลจากการประชาสัมพันธ์ของจังหวัดเชียงรายและองค์การบริหารส่วนจังหวัดระบุว่า งานจัดบริเวณลานหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสนและถนนริมแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมโยงไทย สปป.ลาว และเมียนมาโดยตรง ภายใต้แนวคิดใช้เทศกาลสงกรานต์เป็นจุดขายด้าน Soft Power ของเชียงราย และทำให้พื้นที่ชายแดนแห่งนี้กลายเป็นเวทีแสดงอัตลักษณ์ร่วมของสามแผ่นดิน ทั้งในมิติประเพณี วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวร่วมสมัย

ในเชิงภาพงาน ไฮไลต์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดตั้งแต่วันแรกคืออุโมงค์น้ำริมโขงขนาดยาวหลายร้อยเมตร หอคอยน้ำขนาดใหญ่ มาสคอต “น้องน้ำโขง” เวทีริมโขง และพื้นที่ตกแต่งเมืองเก่าที่ทำให้เชียงแสนมีบรรยากาศต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน ข้อมูลจากรายงานภาคสนามของข่าวสดระบุว่าบรรยากาศตลอดแนวริมโขงในวันแรกเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ออกมาเล่นน้ำคลายร้อน ขณะเดียวกันผู้จัดเองก็สื่อสารผ่านช่องทางของ อบจ.เชียงราย อย่างต่อเนื่องว่ากิจกรรมจะมีต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเล่นน้ำและคอนเสิร์ตในวันที่ 13 ถึง 15 เมษายน ไปจนถึงช่วงกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมในวันที่ 16 ถึง 18 เมษายน เช่น ขบวนแห่ 3 แผ่นดิน พิธีตักบาตร การประกวดนางสงกรานต์ และการแสดงแสงสีเสียงคืนชีวิตให้เมืองเก่า ภาพนี้ทำให้งานไม่ได้จบเพียงความคึกคักระยะสั้น แต่ถูกออกแบบให้ดึงคนให้อยู่กับเมืองหลายวันมากขึ้น

วันแรกของงานสะท้อนว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นยังตอบสนองต่อกิจกรรมคุณภาพ

ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาระบุว่า บรรยากาศวันแรกบริเวณถนนริมแม่น้ำโขงคึกคักตลอดแนว นักท่องเที่ยวออกมาเล่นน้ำและร่วมเฉลิมฉลองปีใหม่ไทยอย่างหนาแน่น ร้านค้า โรงแรม และผู้ประกอบการในพื้นที่เริ่มได้รับอานิสงส์จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลอย่างเห็นได้ชัด ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับรายงานภาคสนามของสื่อซึ่งบันทึกบรรยากาศการจับจ่ายสินค้า OTOP ของดีจากทั้ง 18 อำเภอ รวมถึงการใช้พื้นที่เมืองเก่าเชียงแสนเป็นโซนเดินเที่ยวและพักผ่อนสำหรับครอบครัว นักท่องเที่ยว และคนท้องถิ่นพร้อมกัน นี่คือสัญญาณสำคัญว่า เทศกาลได้รับการออกแบบดีพอ เมืองรองหรือเมืองชายแดนสามารถเปลี่ยนผู้มาเยือนจาก “แค่ผ่านมา” เป็น “ใช้เวลาและใช้จ่าย” ได้จริง

อย่างไรก็ตาม การจะสรุปว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นฟื้นตัวเต็มรูปแบบหรือไม่ ยังต้องใช้เวลาติดตามตัวเลขการเข้าพัก รายได้ร้านค้า และการใช้จ่ายหลังจบเทศกาลอีกระยะหนึ่ง แต่สิ่งที่งานนี้ชี้ให้เห็นแล้วอย่างน้อยคือ เมืองอย่างเชียงแสนยังมีศักยภาพสูงมากในการใช้วัฒนธรรมและพื้นที่ชายแดนเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมกับอัตลักษณ์แม่น้ำโขง ความเป็นเมืองเก่า และความสัมพันธ์ข้ามพรมแดนที่ไม่มีเมืองอื่นในเชียงรายสามารถเล่าเรื่องได้แบบเดียวกัน เมื่อมีพื้นที่ขายของชุมชน การแสดงพื้นถิ่น และกิจกรรมร่วมสมัยในงานเดียวกัน เงินที่ไหลเข้าจังหวัดจึงไม่ได้ตกอยู่กับผู้จัดอย่างเดียว แต่มีโอกาสกระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนมากขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจฐานรากที่หลายหน่วยงานพูดถึงมาตลอด แต่จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมีเวทีให้ผู้คนได้เข้ามาใช้พื้นที่และใช้เวลาอย่างคุ้มค่าเช่นนี้

งาน 3 แผ่นดินกำลังตอบโจทย์การท่องเที่ยวแบบ Value over Volume โดยตรง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประกาศชัดตั้งแต่ต้นปี 2569 ว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องขยับสู่แนวคิด “Value over Volume” หรือเน้นคุณค่ามากกว่าปริมาณ เนื่องจากปีนี้เผชิญปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ พฤติกรรมใช้จ่ายที่ระมัดระวังขึ้น และแรงกดดันจากราคาพลังงาน ททท.จึงปรับคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีลงมาอยู่ที่ 30 ถึง 34 ล้านคน และประเมินว่าคนไทยอาจเดินทางในประเทศราว 206 ล้านคนต่อครั้ง ลดลงจากเป้าหมายเดิม แต่ยังคงพยายามรักษารายได้รวมของอุตสาหกรรมไว้ที่ประมาณ 2.58 ล้านล้านบาทผ่านกลยุทธ์ยกระดับคุณภาพประสบการณ์และการใช้จ่ายต่อทริป

มองผ่านกรอบนี้ งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินของเชียงแสนถือว่าตอบโจทย์ได้ค่อนข้างตรง เพราะไม่ได้มุ่งแค่ดึงคนให้เข้ามาจำนวนมากในวันเดียว แต่พยายามสร้างเหตุผลให้คนอยู่กับเมืองนานขึ้น ผ่านโครงสร้างกิจกรรมที่แบ่งเป็นหลายช่วง มีทั้งโซนเล่นน้ำ โซนบันเทิง โซนวัฒนธรรม และโซนเศรษฐกิจชุมชน การมีขบวนแห่ 3 ประเทศ การประกวดนางสงกรานต์ 3 ประเทศ และการแสดงแสงสีเสียงคืนชีวิตให้เมืองเก่า ทำให้เทศกาลนี้มีความต่างจากงานสงกรานต์ที่อาศัยเพียงเวทีคอนเสิร์ตหรือกิจกรรมสาดน้ำอย่างเดียว กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ เชียงแสนกำลังทดลองโมเดลท่องเที่ยวที่ขาย “เรื่องราวของสถานที่” มากกว่าขาย “ความคึกคักชั่วคราว” ซึ่งสอดรับกับทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยวไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ชายแดนไม่ใช่ข้อจำกัดของเชียงแสนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบ

คำว่า “3 แผ่นดิน” ในชื่อเทศกาล ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำประชาสัมพันธ์ แต่สะท้อนภูมิศาสตร์และบทบาทเฉพาะของเชียงแสนในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง พื้นที่ริมโขงแห่งนี้เชื่อมโยงไทย สปป.ลาว และเมียนมาในทางกายภาพและทางวัฒนธรรมมานาน การนำสถานะชายแดนมาพัฒนาเป็นคอนเซ็ปต์งานเทศกาล จึงเป็นการพลิกมุมมองจาก “พื้นที่ปลายทางไกล” ให้กลายเป็น “เวทีเชื่อมอัตลักษณ์” ที่มีเรื่องเล่าไม่ซ้ำใคร ยิ่งในช่วงที่ไทยต้องแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยวกับหลายประเทศอาเซียน เมืองที่มีความชัดเจนเชิงอัตลักษณ์และมีประสบการณ์เฉพาะตัว ย่อมมีความได้เปรียบมากกว่าเมืองที่จัดงานคล้ายกันทุกจังหวัด

จุดนี้ยังเชื่อมโยงกับโจทย์ระยะยาวของเชียงรายทั้งจังหวัดด้วย เพราะจังหวัดพยายามสื่อสารมาโดยตลอดภายใต้นโยบาย “เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ว่า การกระจายนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ยอดนิยมเดิมเป็นเรื่องจำเป็น เมืองอย่างเชียงแสนสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าจัดงานใหญ่แล้วดึงคนเข้าพื้นที่ได้จริง ขณะเดียวกันยังสร้างรายได้ให้ชุมชนและขยายเวลาพำนักได้มากขึ้น โมเดลเช่นนี้ก็อาจถูกต่อยอดไปสู่อำเภออื่นในอนาคต ไม่ว่าจะผ่านวัฒนธรรมชายแดน ชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์ หรือภูมิทัศน์ท้องถิ่นรูปแบบอื่น นั่นหมายความว่า ความสำเร็จของงานนี้ไม่ได้สำคัญเฉพาะเชียงแสน แต่มีความหมายต่อยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวทั้งจังหวัดด้วย

ความคึกคักของเชียงแสนเกิดขึ้นในปีที่การท่องเที่ยวไทยไม่ได้เดินง่าย

สิ่งที่ทำให้งานสงกรานต์ครั้งนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือมันเกิดขึ้นในปีที่บรรยากาศการท่องเที่ยวไทยไม่ได้สดใสแบบไร้เงื่อนไข แม้รายงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะระบุว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์และมาตรการ Ease of traveling ของภาครัฐยังเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนการเดินทางในสัปดาห์ถัดไป แต่รายงานฉบับเดียวกันก็เตือนชัดว่าตลาดระยะใกล้ชะลอตัวจากประเด็นความเชื่อมั่นเรื่องพลังงาน ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางซึ่งมีสัดส่วนไม่มากนักแต่มีความอ่อนไหวสูง ก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ รายงานรายภูมิภาคของกระทรวงยังชี้ว่า นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางในสัปดาห์ที่ 14 ของปีลดลงถึงร้อยละ 10.68 จากสัปดาห์ก่อน และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วในช่วง 1 ถึง 5 เมษายน ลดลงแรงถึงร้อยละ 74.09 ตามการคำนวณแบบรายภูมิภาคของกระทรวงเอง

การเติบโตของเชียงแสนท่ามกลางภาพรวมเช่นนี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวท้องถิ่นที่มีจุดขายเฉพาะตัวและผูกกับเทศกาลจริงในพื้นที่ ยังสามารถฝ่ากระแสชะลอตัวของภาพรวมประเทศได้ระดับหนึ่ง ในอีกมุมหนึ่ง มันก็เตือนว่าเมืองท่องเที่ยวไม่ควรฝากความหวังทั้งหมดไว้กับตลาดต่างชาติอย่างเดียว เพราะเมื่อปัจจัยระดับโลกผันผวน ความไม่แน่นอนจะส่งมาถึงจำนวนนักเดินทางเร็วมากกว่าที่หลายพื้นที่เตรียมรับมือทัน สงกรานต์เชียงแสนปีนี้จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงงานฉลองปีใหม่ไทย แต่เป็นตัวอย่างของการพึ่งพาพลังการเดินทางภายในประเทศและตลาดใกล้บ้านอย่างมีชั้นเชิงในช่วงเวลาที่โลกภายนอกยังไม่นิ่ง

จากการกล่าวอวยพรของนายก อบจ. ถึงคำถามใหญ่เรื่องความยั่งยืนของเทศกาล

คำอวยพรของนางอทิตาธรที่ระบุว่า “ขออำนวยพรให้พี่น้องประชาชนทุกท่านมีความสุข ความเจริญ เดินทางปลอดภัย และใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขในเทศกาลสงกรานต์ร่วมกันอย่างอบอุ่น” นั้น อาจฟังดูเป็นถ้อยคำตามธรรมเนียม แต่เมื่อวางอยู่ในบริบทของงานนี้ มันสะท้อนภาพใหญ่กว่านั้น เพราะความสำเร็จของเทศกาลไม่ได้ขึ้นกับความสนุกเพียงอย่างเดียว ขึ้นกับว่าผู้คนรู้สึกปลอดภัยพอจะเข้าร่วม ใช้เวลา และกลับออกไปพร้อมความทรงจำที่ดีหรือไม่ การที่ผู้นำท้องถิ่นเลือกเน้นเรื่องการเดินทางปลอดภัย จึงเท่ากับยืนยันว่าเทศกาลระดับจังหวัดในปัจจุบันไม่ได้วัดกันแค่จำนวนคน แต่รวมถึงคุณภาพของประสบการณ์และการบริหารจัดการด้วย

ในระยะยาว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า งานนี้คนเยอะหรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรให้ความคึกคักแบบนี้ไม่จบลงพร้อมปฏิทินเทศกาล การจะพัฒนาเชียงแสนให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีน้ำหนักจริง จำเป็นต้องต่อยอดจาก 6 วันของสงกรานต์ไปสู่กิจกรรมตลอดปี ทั้งการเชื่อมกับแหล่งโบราณคดี เมืองเก่า วัดวา สายน้ำ วิถีริมโขง และการค้าชายแดน การจัดงานครั้งนี้ช่วยพิสูจน์ได้ว่าคนพร้อมมาเชียงแสนเพื่อสัมผัสบรรยากาศที่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลักอื่น ๆ จังหวัดก็อาจมีฐานข้อมูลและความมั่นใจมากพอที่จะลงทุนกับการสร้างปฏิทินกิจกรรมทั้งปีในพื้นที่นี้ต่อไป ซึ่งนั่นจะทำให้งานสงกรานต์ปีนี้มีความหมายมากกว่าความสำเร็จเฉพาะกิจอย่างเห็นได้ชัด

เมืองเก่าที่คืนชีวิตได้ ต้องไม่หยุดแค่แสงสีเสียง

หนึ่งในถ้อยคำที่น่าสนใจที่สุดจากข้อมูลที่ผู้ใช้แนบ คือการใช้คำว่า “คืนชีวิตให้เมืองเก่า” เพราะมันชวนให้มองเกินกว่ากิจกรรมบนเวทีไปสู่คำถามเรื่องอนาคตของเชียงแสนเอง เมืองประวัติศาสตร์จำนวนมากในไทยมีทุนวัฒนธรรมอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ทุกแห่งจะสามารถแปลงทุนเหล่านั้นให้กลับมามีชีวิตในทางเศรษฐกิจและสังคมได้จริง สิ่งที่เชียงแสนกำลังทดลองอยู่ คือการทำให้โบราณสถาน เมืองเก่า แม่น้ำโขง และวัฒนธรรมชายแดน กลับมาเป็นองค์ประกอบร่วมของชีวิตเมืองปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงฉากหลังของการท่องเที่ยวเชิงถ่ายรูปเท่านั้น ถ้าทำได้สำเร็จ เมืองเก่าจะไม่ใช่พื้นที่สงบที่ผู้คนแค่เดินผ่าน แต่จะกลับมาเป็นพื้นที่ที่คนใช้เวลา ใช้จ่าย และรู้สึกมีส่วนร่วมกับมันอีกครั้ง

แต่การคืนชีวิตให้เมืองเก่าอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องรักษาสมดุลอย่างละเอียด ระหว่างความคึกคักกับคุณค่าดั้งเดิม ระหว่างการดึงนักท่องเที่ยวกับการไม่ทำให้ชุมชนเสียจังหวะชีวิตเดิม และระหว่างการค้าขายกับความหมายทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ เทศกาลจึงเป็นเพียงประตูบานแรก ไม่ใช่ปลายทางสุดท้าย ผู้จัดและจังหวัดสามารถเก็บข้อมูลหลังงาน วิเคราะห์พฤติกรรมผู้มาเยือน และต่อยอดเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาเมืองอย่างจริงจังได้ งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนบทบาทเชียงแสนในระบบท่องเที่ยวเชียงรายอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

ปลายทางของเทศกาลนี้อาจอยู่ไกลกว่าช่วงสงกรานต์ปีนี้

เมื่ออ่านทุกชั้นของข้อมูลร่วมกัน จะเห็นว่างานที่เชียงแสนกำลังทำอยู่มีความหมายมากกว่าการจัดกิจกรรมประจำฤดูกาล เพราะมันอยู่บนจุดตัดของหลายโจทย์พร้อมกัน ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การฟื้นคืนชีวิตเมืองเก่า การสร้างแบรนด์จังหวัด การกระจายนักท่องเที่ยวจากพื้นที่หลัก และการรักษาความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปีที่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก การที่วันแรกของงานสามารถดึงผู้คนออกมาริมโขงได้อย่างหนาแน่น จึงไม่ใช่เพียงภาพสวยของเทศกาล แต่เป็นหลักฐานว่าพื้นที่ชายแดนยังมีพลังดึงดูดสูง รู้จักออกแบบประสบการณ์ให้สอดคล้องกับเรื่องราวของตัวเองอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าเชียงแสนจัดงานสงกรานต์ได้ยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่คือหลังจากน้ำแห้ง ผู้คนกลับบ้าน และเวทีปิดลง เมืองจะเก็บพลังของช่วงเวลานี้ไปต่อยอดอย่างไร คำตอบคือการสร้างเทศกาลที่ทำให้คนอยากกลับมาอีก สร้างรายได้ให้ชุมชนจริง และยกระดับภาพจำของเชียงแสนจากเมืองผ่านทางเป็นเมืองปลายทางได้สำเร็จ งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินปี 2569 ก็อาจถูกจดจำไม่ใช่เพียงในฐานะเทศกาลสนุกริมโขง แต่เป็นจุดเปลี่ยนเล็ก ๆ ที่ทำให้เมืองเก่าแห่งนี้กลับมามีบทบาทใหม่ในเศรษฐกิจและแผนที่การท่องเที่ยวของเชียงรายอีกครั้ง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เปิดแผนเชียงรายรับศึกสงกรานต์ 69 ตั้งศูนย์ลดอุบัติเหตุเข้มข้นพร้อมกิจกรรมห่มสไบใส่ยีนส์กระตุ้นยอดเดินทาง

Summary
  • ผู้ว่าฯ เชียงราย กำชับข้าราชการรักษาวินัยจราจรและแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ขณะปฏิบัติหน้าที่ช่วงสงกรานต์

  • ตั้งศูนย์ปฏิบัติการลดอุบัติเหตุทางถนน 10-16 เม.ย. 69 ตั้งเป้าลดการสูญเสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 5

  • ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวร้อยละ 9.60 จากความกังวลวิกฤตพลังงานโลกและข่าวลือเรื่องน้ำมัน

  • ททท.เชียงราย จัดกิจกรรม ChiangraiCityChallenge เช็กอิน 3 แลนด์มาร์กศิลปะ กระตุ้นการเดินทาง

  • จังหวัดเร่งสร้างภาพลักษณ์ Trusted Thailand เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมามั่นใจในช่วงวันหยุดยาว

พ่อเมืองเชียงรายคุมเข้มสงกรานต์ 2569 ชูวินัยรัฐเป็นด่านแรก ประคองความเชื่อมั่นท่องเที่ยวท่ามกลางแรงกดดันจากพลังงานโลก

เชียงราย 9 เมษายน 2569 ก่อนที่ถนนทุกสายจะเริ่มแน่นด้วยรถที่มุ่งหน้ากลับบ้านและนักท่องเที่ยวจะทยอยเข้าสู่เมืองเหนือ บรรยากาศที่เชียงรายในปีนี้ไม่ได้มีเพียงความคึกคักของเทศกาล แต่ยังมีเงาของความกังวลซ้อนอยู่ข้างหลัง ทั้งความปลอดภัยบนท้องถนน ภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว และแรงสั่นสะเทือนจากวิกฤตพลังงานโลกที่ไหลมาถึงการตัดสินใจเดินทางของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในจังหวะเช่นนี้ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จึงเลือกส่งสัญญาณชัดเจนออกไปถึงทุกหน่วยงานว่า สงกรานต์ปีนี้ภาครัฐต้องเริ่มจากการเป็นแบบอย่างที่ดีให้ประชาชนเห็นก่อน ทั้งเรื่องวินัยจราจร ความพร้อมในการบริการ และมาตรฐานความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจและจุดบริการทุกแห่ง โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 เมษายนว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดได้แจ้งเวียนคำสั่งของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงรายให้ทุกหน่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมกำชับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐรักษาวินัยจราจรอย่างเคร่งครัด และย้ำชัดว่าแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ขณะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวอุ่นใจตลอดช่วงเทศกาล

คำสั่งนี้มีความหมายมากกว่าเพียงมาตรการประจำเทศกาล เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคการท่องเที่ยวไทยเริ่มสะท้อนสัญญาณเปราะบางจากปัจจัยภายนอก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานสถานการณ์การท่องเที่ยวรายสัปดาห์ช่วง 30 มีนาคมถึง 5 เมษายนว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยทั้งสัปดาห์เหลือ 569,593 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 60,509 คน หรือร้อยละ 9.60 โดยมีสาเหตุสำคัญจากความกังวลเรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลางและข่าวลือเรื่องน้ำมันไม่เพียงพอซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของตลาดระยะใกล้ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซียที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ในภาพรวมตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 5 เมษายน ประเทศไทยยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 9,744,179 คน และสร้างรายได้จากการใช้จ่ายแล้วประมาณ 474,400 ล้านบาท แต่ตัวเลขที่ชะลอในสัปดาห์ล่าสุดกำลังเตือนว่า บรรยากาศสงกรานต์ปีนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยแรงบวกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

จุดเริ่มต้นของมาตรการ อยู่ที่การทำให้รัฐน่าเชื่อถือก่อน

จังหวัดเชียงรายกำหนดช่วงควบคุมเข้มข้น 7 วัน ระหว่างวันที่ 10 ถึง 16 เมษายน พร้อมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย บนชั้น 3 ศาลากลางจังหวัด เพื่อทำหน้าที่อำนวยการ สั่งการ กำกับติดตาม และเป็นศูนย์กลางรับแจ้งเหตุจากประชาชน โดยก่อนหน้านั้น จังหวัดได้ประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนแล้วเมื่อวันที่ 25 มีนาคม และประกาศหัวข้อรณรงค์ปีนี้ว่า “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” พร้อมตั้งเป้าลดการสูญเสียให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 เทียบกับช่วงเทศกาลที่ผ่านมา นี่คือการส่งสัญญาณว่าจังหวัดไม่ต้องการให้สงกรานต์เป็นเพียงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง แต่ต้องเป็นพื้นที่พิสูจน์ประสิทธิภาพการบริหารราชการด้วย

สิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำเรื่องการเป็นแบบอย่างของข้าราชการ จึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ เป็นแกนกลางของการบริหารความเชื่อมั่น เพราะในเทศกาลที่มีทั้งการเดินทางหนาแน่น การเล่นน้ำ การดื่มสังสรรค์ และความเสี่ยงอุบัติเหตุสูง ประชาชนจะเชื่อมั่นมาตรการของรัฐได้มากน้อยเพียงใด ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับภาพที่เขาเห็นตรงหน้า เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างมีวินัย มีความพร้อม และไม่มีพฤติกรรมที่ย้อนแย้งกับสิ่งที่รัฐรณรงค์ ความร่วมมือจากประชาชนก็ย่อมเกิดขึ้นง่ายกว่า ตรงกันข้ามภาครัฐเรียกร้องวินัยแต่ไม่สามารถรักษาวินัยของตัวเองได้ มาตรการทั้งหมดก็อาจกลายเป็นเพียงคำประกาศบนกระดาษ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรับมือความเสี่ยงจริงบนถนนช่วงสงกรานต์

สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องถนน แต่คือเรื่องภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยว

สำหรับเชียงราย สงกรานต์ไม่ใช่เพียงเทศกาลของคนในพื้นที่ แต่เป็นจังหวะสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบริการ โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ การเดินทาง และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวด้วย นี่คือเหตุผลที่ในเวลาเดียวกันกับการคุมเข้มเรื่องอุบัติเหตุ หน่วยงานท่องเที่ยวก็เร่งเดินหน้ากิจกรรมสร้างสีสันและกระตุ้นการเดินทางอย่างต่อเนื่อง ททท. สำนักงานเชียงราย เปิดกิจกรรม ChiangraiCityChallenge เชิญชวนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวแต่งผ้าเมืองเหนือ ผ้าไทย หรือห่มสไบใส่ยีนส์ไปเช็กอินที่ 3 แลนด์มาร์กสำคัญ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์บ้านดำ วัดร่องเสือเต้น และวัดร่องขุ่น พร้อมโพสต์ภาพลงเฟซบุ๊กแบบเปิดสาธารณะติดแฮชแท็กที่กำหนด โดยเริ่มกิจกรรมตั้งแต่ 6 เมษายนถึง 31 พฤษภาคม และมอบของที่ระลึกให้ผู้ร่วมกิจกรรม 100 คนแรก นี่คือความพยายามใช้ซอฟต์พาวเวอร์ท้องถิ่นและบรรยากาศเทศกาลมาช่วยตอกย้ำว่าจังหวัดยังพร้อมต้อนรับนักเดินทางในฐานะเมืองสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงเมืองผ่านทาง

มิติของกิจกรรมนี้จึงใหญ่กว่าการแจกของรางวัลหรือชวนถ่ายรูป เพราะมันเป็นการใช้วัฒนธรรมและพื้นที่เชิงสัญลักษณ์มาช่วยยืนยันภาพจำของเชียงรายในช่วงเวลาที่ปัจจัยลบจากภายนอกกำลังกระทบภาคท่องเที่ยวอย่างเห็นได้ชัด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่าในสัปดาห์ล่าสุด ตลาดมาเลเซียยังคงเป็นตลาดอันดับสองของไทยในเชิงสะสม แต่นักท่องเที่ยวรายสัปดาห์จากมาเลเซียลดลงแรงจากผลกระทบของความเชื่อมั่นและข่าวสารเรื่องพลังงาน ขณะที่นักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ภาพนี้บอกว่าตลาดไม่ได้หยุดทั้งหมด แต่กำลังเลือกเดินทางอย่างระมัดระวังมากขึ้น จังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงรายจึงต้องทำมากกว่าการรอให้คนมาเอง ต้องออกแรงส่งสัญญาณเชิงบวกกลับไปว่าที่นี่มีทั้งความปลอดภัย สีสัน และการจัดการที่น่าเชื่อถือพอให้ตัดสินใจเดินทางได้

ตัวเลขนักท่องเที่ยวล่าสุด กำลังส่งสัญญาณเตือนมากกว่าตัวเลขธรรมดา

เมื่อมองลึกลงไปในรายงานรายสัปดาห์ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเห็นว่าการชะลอตัวในช่วงปลายมีนาคมต่อถึงต้นเมษายนไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนตามฤดูกาล รายงานระบุชัดว่าในสัปดาห์ดังกล่าว นักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียเดินทางเข้ามาสะสมแตะระดับ 1 ล้านคนแล้ว แต่จำนวนรายสัปดาห์กลับลดลงหนักจากผลของข่าวสารเรื่องน้ำมันไม่มีจำหน่ายและผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทางระยะใกล้ นี่เป็นตัวอย่างสำคัญของยุคที่การท่องเที่ยวไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่เที่ยวบินหรือวันหยุด แต่ขึ้นอยู่กับข้อมูล ความรู้สึกปลอดภัย และต้นทุนเดินทางที่รับรู้ได้ทันทีผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เมื่อข่าวลบเคลื่อนตัวเร็ว ความลังเลในการเดินทางก็เกิดขึ้นเร็วกว่าที่หน่วยงานท่องเที่ยวจะอธิบายเสียอีก

ยิ่งเมื่อมองภาพรวมทั้งปี ความท้าทายนี้ยิ่งชัดขึ้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประเมินเมื่อวันที่ 3 เมษายนว่า สถานการณ์ปี 2569 ยังฟื้นตัวต่อได้ แต่กำลังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้นของนักท่องเที่ยว ททท.จึงปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีลงมาอยู่ในกรอบ 30 ถึง 34 ล้านคน ลดลงจากเป้าหมายเดิมราวร้อยละ 18 ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางจะคลี่คลายใน 1 ถึง 3 เดือน ขณะเดียวกันยังประเมินว่าการเดินทางของคนไทยทั้งปีอาจอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคนต่อครั้ง ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมเช่นกัน และรายได้รวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท ภาพนี้ทำให้ชัดเจนว่าสงกรานต์ 2569 ไม่ใช่เทศกาลในปีธรรมดา แต่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งจังหวัดและประเทศต้องรักษาโมเมนตัมการท่องเที่ยวไว้ท่ามกลางลมต้านหลายทิศทาง

พลังงานโลกกลายเป็นตัวแปรของสงกรานต์ในเชียงรายอย่างหลีกไม่พ้น

แม้เชียงรายจะอยู่ไกลจากตะวันออกกลางหลายพันกิโลเมตร แต่แรงกระแทกจากความขัดแย้งได้ส่งผลมาถึงภาคท่องเที่ยวไทยแล้วโดยตรง ททท. ระบุว่าหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของปีนี้คือความผันผวนของราคาน้ำมันและข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน โดยเฉพาะตลาดระยะไกลที่พึ่งพาเส้นทางการบินผ่านตะวันออกกลาง ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของภาคเอกชนอย่าง SCB EIC ประเมินว่าวิกฤตยืดเยื้อ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอาจได้รับแรงกดดันหนักขึ้นจากต้นทุนการบินและการปรับพฤติกรรมเดินทางของนักท่องเที่ยว ซึ่งไม่เพียงกระทบตลาดตะวันออกกลาง แต่ลามไปถึงยุโรปและอเมริกาบางส่วนด้วย

ในทางกลับกัน ททท. ยังพยายามใช้มาตรการด้านอุปทานเข้ามาช่วยประคองตลาด ผ่านโครงการ Thailand Summer Blast และความร่วมมือกับสายการบิน เพื่อเพิ่มเที่ยวบินเข้าสู่เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวอย่างต่อเนื่อง สัญญาณนี้สำคัญต่อจังหวัดอย่างเชียงราย เพราะหมายความว่าฝั่งการตลาดระดับประเทศยังไม่ยอมปล่อยให้ภาคท่องเที่ยวชะลอตัวตามแรงลบของต้นทุนพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่กำลังพยายามใช้การอัดกิจกรรม การประสานสายการบิน และการสร้างความเชื่อมั่นเชิงแบรนด์อย่าง Trusted Thailand เป็นแนวรับอีกชั้นหนึ่ง อย่างไรก็ดี มาตรการระดับชาติจะเห็นผลได้มากน้อยเพียงใด ในท้ายที่สุดก็ขึ้นกับว่าจังหวัดปลายทางสามารถจัดการบรรยากาศการเดินทางและภาพลักษณ์ในพื้นที่ได้ดีเพียงพอหรือไม่ ซึ่งนี่เองคือจุดที่เชียงรายต้องพิสูจน์ตัวเองในช่วงสงกรานต์ปีนี้

เชียงรายจึงต้องเดินเกมสองด้านพร้อมกัน ทั้งคุมความเสี่ยงและสร้างเหตุผลให้คนอยากมา

มองเฉพาะมาตรการด้านความปลอดภัยของจังหวัด อาจเห็นเพียงภาพการตั้งศูนย์ปฏิบัติการและการกำชับเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อมองร่วมกับกิจกรรมส่งเสริมการเดินทาง จะเห็นว่าเชียงรายกำลังเดินเกมสองด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือคุมความเสี่ยงให้เข้มที่สุด เพื่อไม่ให้เทศกาลกลายเป็นข่าวอุบัติเหตุหรือภาพความไร้ระเบียบที่ทำลายความเชื่อมั่น ด้านที่สองคือทำให้คนยังรู้สึกว่าการมาเชียงรายมีเหตุผลที่คุ้มค่า ทั้งในเชิงประสบการณ์ วัฒนธรรม และความสนุกของการเดินทาง ชุดคิดนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ที่ ททท. ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปีว่า ต้องขยับจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างคุณค่า หรือ Value over Volume มากขึ้น โดยใช้แนวคิด Amazing 5 Economy เป็นกรอบใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ

สำหรับเชียงราย แนวคิดดังกล่าวมีความหมายในระดับปฏิบัติอย่างมาก เพราะจังหวัดนี้ไม่อาจแข่งขันด้วยปริมาณนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอยู่แล้ว แต่ต้องแข่งขันด้วยเรื่องราวและประสบการณ์เฉพาะถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผ้าเมือง ศิลปะ วัดร่วมสมัย อาหาร วัฒนธรรมล้านนา และภูมิทัศน์เมืองศิลป์ การใช้กิจกรรมเช็กอินสามแลนด์มาร์กมาผูกกับการแต่งกายพื้นถิ่น จึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เป็นการเปลี่ยนวัฒนธรรมให้เป็นเครื่องมือเศรษฐกิจในช่วงเทศกาล ขณะเดียวกัน การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำให้เจ้าหน้าที่ต้อง “ใสสะอาดพร้อมบริการ” ก็สะท้อนอีกด้านว่า เมืองท่องเที่ยวจะขายเพียงสถานที่ไม่ได้ แต่ต้องขายความรู้สึกเชื่อมั่นและประสบการณ์ที่ดีตั้งแต่นาทีแรกที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเจอรัฐด้วย

สงกรานต์ปีนี้จึงเป็นบททดสอบของรัฐระดับจังหวัดมากกว่าที่เคย

ในหลายปีที่ผ่านมา เชียงรายต้องเผชิญโจทย์ซ้อนอยู่เสมอ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม หมอกควัน พลังงาน และการท่องเที่ยว ปี 2569 ก็เช่นกัน เพียงแต่โจทย์ทั้งหมดมาชนกันในช่วงสงกรานต์อย่างชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าการจราจรไม่ปลอดภัย ความรู้สึกเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจะถอย ถ้าภาพบริการภาครัฐไม่ดี การใช้จ่ายก็อาจไม่กระจาย ถ้าข่าวลือเรื่องน้ำมันหรือความไม่พร้อมในพื้นที่ขยายตัว การตัดสินใจเดินทางก็จะยิ่งชะลอ และถ้ากิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่มากพอ เมืองก็จะไม่สามารถเปลี่ยนวันหยุดยาวให้เป็นรายได้จริงได้เต็มศักยภาพ ดังนั้น คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ให้ข้าราชการต้องเป็นแบบอย่างที่ดี จึงไม่ใช่เพียงเรื่องคุณธรรมของเจ้าหน้าที่ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกลไกเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในระดับจังหวัดด้วย

ยิ่งเมื่อนำตัวเลขของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามามองร่วมกัน จะยิ่งเห็นว่าความเสี่ยงเรื่องความเชื่อมั่นในตลาดระยะใกล้สามารถส่งผลต่อยอดเดินทางได้เร็วมาก การลดลงของนักท่องเที่ยวมาเลเซียในสัปดาห์ล่าสุดเป็นบทเรียนที่ชัดว่า ข่าวสารด้านพลังงานและความปลอดภัยสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเดินทางได้ทันที แม้ตลาดดังกล่าวจะยังเป็นกำลังหลักของไทยในเชิงสะสม ฉะนั้น จังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย ซึ่งพึ่งพาทั้งนักท่องเที่ยวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติระยะใกล้ ย่อมต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการจัดการภาคสนามสูงกว่าพื้นที่ที่พึ่งพาตลาดระยะไกลเพียงอย่างเดียว ความพร้อมจึงไม่ใช่เรื่องเบื้องหลัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าและภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยวไปแล้วโดยตรง

ถ้าสงกรานต์เชียงรายจะผ่านไปได้ดี ต้องให้คนรู้สึกทั้งปลอดภัยและอยากอยู่ต่อ

ข้อท้าทายสำคัญของเชียงรายในเทศกาลนี้จึงไม่ใช่แค่ทำให้คนเดินทางมาถึง แต่ต้องทำให้คนที่มาถึงแล้วรู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะใช้เวลาอยู่ต่อ ใช้จ่ายต่อ และบอกต่อ ภาคการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 กำลังเผชิญกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังมากขึ้น ดังที่ ททท. ประเมินว่ารายได้โตช้ากว่าปริมาณนักท่องเที่ยว ซึ่งแปลตรงไปตรงมาว่า ต่อให้คนยังมา แต่การตัดสินใจใช้จ่ายไม่ใช่เรื่องอัตโนมัติอีกแล้ว เมืองท่องเที่ยวจึงต้องทำงานหนักขึ้นทั้งเรื่องความปลอดภัย คุณภาพประสบการณ์ และเรื่องเล่าที่ทำให้คนรู้สึกว่า “มาแล้วได้มากกว่าเที่ยว” เชียงรายมีต้นทุนในมือครบ ทั้งศิลปะ ศาสนา วัฒนธรรม และความเป็นเมืองชายแดนที่มีสีสัน เพียงแต่ต้องบริหารให้ทุกองค์ประกอบทำงานไปในทิศทางเดียวกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ของเทศกาลนี้ให้ได้

ในมุมนี้ กิจกรรมแบบ ChiangraiCityChallenge แม้ดูเป็นแคมเปญเล็ก แต่กลับมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ เพราะมันช่วยเชื่อม “ความอยากถ่ายรูป” เข้ากับ “การเดินทางจริง” และเชื่อม “แลนด์มาร์ก” เข้ากับ “การใช้เวลาในเมือง” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขณะเดียวกัน มาตรการด้านถนนก็ทำหน้าที่เป็นฐานรากให้กิจกรรมเหล่านี้มีโอกาสเกิดรายได้อย่างไม่สะดุด อุบัติเหตุรุนแรง ภาพรวมบวกทั้งหมดจะถูกกลบในเวลาอันสั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสงกรานต์ 2569 ของเชียงรายจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเทศกาลประจำปี แต่ควรถูกมองเป็นบททดสอบแบบเรียลไทม์ของการบริหารจังหวัดภายใต้แรงกดดันพร้อมกันทั้งด้านความปลอดภัย เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์

ปลายทางของคำสั่งผู้ว่าฯ ไม่ได้อยู่ที่กระดาษเวียน แต่อยู่ที่ถนนและความทรงจำของผู้คน

เมื่ออ่านทั้งหมดประกอบกันแล้ว สิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายส่งออกไปในวันที่ 9 เมษายน ไม่ใช่แค่ถ้อยคำอวยพรให้ประชาชนเที่ยวสงกรานต์อย่างมีความสุขปลอดภัย แต่คือคำสั่งเชิงบริหารที่พยายามทำให้ “รัฐ” กลับมาเป็นหลักยึดของความเชื่อมั่นในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังลังเลกับหลายเรื่องพร้อมกัน ทั้งการเดินทาง ราคาเชื้อเพลิง ความปลอดภัยบนถนน และบรรยากาศทางเศรษฐกิจของการท่องเที่ยว ในสภาวะเช่นนี้ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวก แต่ทำหน้าที่เป็นภาพแทนของทั้งจังหวัดด้วย ว่าที่นี่พร้อมรับแขกจริงหรือไม่ พร้อมดูแลคนในพื้นที่จริงหรือไม่ และพร้อมเปลี่ยนเทศกาลให้เป็นทั้งความสุขและรายได้โดยไม่แลกกับความสูญเสียมากเกินไปหรือไม่

สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของสงกรานต์เชียงรายปีนี้อาจไม่ได้วัดจากจำนวนโพสต์บนโซเชียลหรือจำนวนคนเช็กอินเพียงอย่างเดียว แต่จะถูกวัดจากสิ่งง่ายที่สุดและสำคัญที่สุดเช่นกัน คือคนกลับถึงบ้านปลอดภัย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างน่าเชื่อถือ นักท่องเที่ยวรู้สึกมั่นใจพอจะใช้เวลาและใช้จ่ายในเมือง และจังหวัดสามารถรักษาบรรยากาศการเดินทางไว้ได้ท่ามกลางกระแสลบจากภายนอกทำได้เช่นนั้น คำสั่งให้ข้าราชการเป็นตัวอย่างที่ดีจะไม่ใช่แค่ข้อความในวันหนึ่งของเดือนเมษายน แต่จะกลายเป็นจุดตั้งต้นของความไว้วางใจที่มีค่ากว่าสิ่งใดสำหรับจังหวัดท่องเที่ยวในปีที่ความเชื่อมั่นกลายเป็นทรัพยากรหายากที่สุดอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • ททท. สำนักงานเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

บทเรียนเชียงรายสู้ฝุ่น 3 ปี พื้นที่เผาลดลงแต่คุณภาพอากาศยังวิกฤต จี้อาเซียนยกระดับความร่วมมือจริงจัง

Summary
  • เชียงรายพบจุดความร้อน 88 จุด (9 เม.ย. 69) ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่า อ.เชียงของค่าฝุ่นยังพุ่งระดับสีแดง

  • จังหวัดเร่งขยายโครงการ “ห้องปลอดฝุ่น” ร่วมกับร้านค้าและเอกชน เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว

  • สถิติ 3 ปีชี้เชียงรายลดพื้นที่เผาได้ดีที่สุดในภาคเหนือ แต่ยังเผชิญฝุ่นจากปัจจัยภายนอกและหมอกควันข้ามแดน

  • สธ. ยกระดับส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่คัดกรองสุขภาพเชิงรุกในกลุ่มเสี่ยง หลังค่าฝุ่นเกินมาตรฐานต่อเนื่อง

เช้านี้ของเชียงราย 88 จุดความร้อน กับคำถามเดิมที่ยังไม่มีคำตอบง่าย

เชียงราย,9 เมษายน 2569 – ไม่ได้เริ่มต้นวันด้วยความโล่งใจ แม้ค่าฝุ่น PM2.5 ในบางจุดจะลดลงจากวันก่อนหน้า แต่ภาพรวมยังอยู่ในภาวะที่วางใจไม่ได้ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานว่า วันเดียวกันพบจุดความร้อนรวม 88 จุด โดยพื้นที่ที่น่ากังวลที่สุดยังคงเป็นเขตป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ซึ่งรวมกันมากถึง 84 จุด ขณะเดียวกันค่าฝุ่นในตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย และตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย ลดลงมาอยู่ในระดับสีส้ม แต่ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ ยังอยู่ในระดับสีแดง โดยมีค่าฝุ่น 82.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน ข้อมูลชุดนี้สะท้อนความจริงที่เจ็บปวดว่า เชียงรายอาจมีวันดีขึ้นเป็นช่วง ๆ แต่ยังไม่พ้นจากวงจรไฟป่า ฝุ่นพิษ และหมอกควันข้ามแดนอย่างแท้จริง

ความน่ากังวลไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 88 จุดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่มันเกิดขึ้นหลังจากจังหวัดและหน่วยงานส่วนกลางได้ประชุม วางแผน และระดมกำลังอย่างต่อเนื่องหลายรอบแล้ว ข้อมูลจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเมื่อ 7 เมษายน ระบุว่า รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ และในวันนั้นรายงานว่าจุดความร้อนจาก 112 จุดเมื่อวันที่ 4 เมษายน ลดลงเหลือ 15 จุดเมื่อวันที่ 6 เมษายน แสดงให้เห็นว่ากลไกปฏิบัติการภาคสนามยังทำงานและมีผลจริงในระยะสั้น แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ตัวเลขก็เด้งกลับขึ้นมาอีกอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้คำถามเดิมกลับมาดังก้องอีกครั้งว่า เชียงรายจะถอดบทเรียนจากฤดูไฟป่าแต่ละปีอย่างไร เพื่อไม่ให้การลดลงเป็นเพียงความสำเร็จชั่วคราวก่อนที่ปัญหาจะย้อนกลับมาใหม่เสมอ

เมื่อไฟป่าลดลงบางวัน แต่ฝุ่นยังไม่หายไปไหน

ตัวเลขรายวันอย่างเผิน ๆ หลายคนอาจสรุปว่าปัญหาของเชียงรายคือไฟป่าในพื้นที่ตัวเองเป็นหลัก แต่ข้อมูลจากภาครัฐชี้ว่าเรื่องจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก จังหวัดเชียงรายยอมรับอย่างเป็นทางการว่าค่าฝุ่น PM2.5 ที่เกินมาตรฐานทุกสถานีในช่วงต้นเดือนเมษายนมีปัจจัยจากหมอกควันข้ามพรมแดนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เพราะจังหวัดมีแนวเขตติดประเทศเพื่อนบ้านและรับอิทธิพลของลมและการเผาจากภายนอกด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจึงให้ความสำคัญกับทั้งการควบคุมไฟในพื้นที่ การดูแลสุขภาพประชาชน และการใช้กลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นเพื่อหารือกับจังหวัดท่าขี้เหล็กในวันที่ 9 เมษายน นี่หมายความว่า ต่อให้เชียงรายคุมไฟในจังหวัดได้ดีขึ้น ปัญหาฝุ่นก็ยังอาจไม่ลดลงในอัตราเดียวกัน เพราะมีแหล่งกำเนิดที่อยู่นอกอำนาจควบคุมโดยตรงของจังหวัดรวมอยู่ด้วย

ความทับซ้อนของปัจจัยภายในและภายนอกนี่เองที่ทำให้การแก้ปัญหาฝุ่นของเชียงรายยากกว่าการดับไฟรายจุด ถ้าเจ้าหน้าที่มองเฉพาะตัวเลขจุดความร้อนในจังหวัด ก็อาจประเมินต่ำไปว่าทำไมคุณภาพอากาศยังไม่กลับสู่ภาวะปลอดภัย แต่ถ้ามองเฉพาะหมอกควันข้ามแดน ก็อาจละเลยการเผาในพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ของตัวเองซึ่งยังเกิดซ้ำอยู่จริง ดังนั้น ปัญหาของเชียงรายจึงไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องรับผิดชอบทั้งหมด ถ้าเป็นปัญหาที่ต้องมองพร้อมกันทั้งแนวดิ่งและแนวราบ ตั้งแต่หมู่บ้าน จุดเผา พื้นที่ป่า ระบบสาธารณสุข ไปจนถึงเวทีความร่วมมือชายแดนและอาเซียน และนั่นเองคือเหตุผลที่ทำให้ทุกครั้งที่ฝุ่นกลับมาหนัก คำถามเรื่อง “ใครเป็นต้นตอ” มักไม่ช่วยพาประชาชนออกจากวิกฤตได้เท่ากับคำถามว่า “เราจะสร้างระบบที่ตอบสนองเร็วกว่านี้ได้อย่างไร”

จิตอาสาและเจ้าหน้าที่แนวหน้า ยังเป็นกำแพงด่านสุดท้ายของจังหวัด

ท่ามกลางตัวเลขและแผนงานที่ถกเถียงกันในห้องประชุม สิ่งที่จังหวัดยังคงพึ่งพามากที่สุดในภาคสนามคือกำลังของเจ้าหน้าที่และจิตอาสาที่ขึ้นเขา ฝ่าควัน และเสี่ยงอันตรายอยู่ทุกวัน ข้อมูลจากจังหวัดเชียงรายเมื่อ 6 เมษายนระบุว่า รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ลงพื้นที่มอบเสบียงและน้ำดื่มให้เจ้าหน้าที่ดับไฟป่า พร้อมรับฟังการรายงานสถานการณ์โดยตรง และผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำว่าการควบคุมไฟป่าในขณะนั้นยังอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ภายใต้การบัญชาการแบบผู้บัญชาการเหตุการณ์คนเดียว หรือ Single command การยืนยันเช่นนี้สะท้อนว่าเชียงรายยังใช้รูปแบบการรวมศูนย์บัญชาการเพื่อให้คำสั่งและทรัพยากรไปถึงแนวหน้าเร็วที่สุด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในพื้นที่ภูเขาที่ไฟลามเร็วและเข้าถึงยาก

แต่การพึ่งพากำลังภาคสนามอย่างหนักก็สะท้อนข้อจำกัดอีกด้านหนึ่งเช่นกัน เพราะยิ่งต้องใช้จิตอาสาและชุดปฏิบัติการพิเศษเป็นกำแพงสุดท้ายมากเท่าไร ยิ่งหมายความว่าระบบป้องกันต้นทางยังไม่แข็งแรงพอที่จะลดภาระคนทำงานแนวหน้าได้มากเท่านั้น ความเสียสละของเจ้าหน้าที่ไม่ควรถูกมองเป็นคำตอบถาวรของปัญหา ควรถูกมองเป็นสัญญาณเตือนว่าจังหวัดยังจำเป็นต้องขยับจากการดับไฟซ้ำ ไปสู่การป้องกันการเกิดไฟซ้ำให้มากขึ้น เพราะไม่มีระบบใดจะยั่งยืนได้ถ้าต้องอาศัยการวิ่งไล่ตามเปลวไฟทุกปีโดยไม่มีการตัดวงจรต้นเหตุอย่างจริงจัง การชื่นชมคนแนวหน้าจึงสำคัญ แต่ยิ่งสำคัญกว่าคือการไม่ปล่อยให้ความกล้าหาญของพวกเขาถูกใช้แทนการปฏิรูประบบที่ควรเกิดขึ้น

ห้องปลอดฝุ่น จากมาตรการช่วยหายใจ สู่การออกแบบเมืองรับมือวิกฤต

ท่ามกลางฝุ่นที่ยังเกินมาตรฐานหลายพื้นที่ เชียงรายเริ่มขยับจากแนวทาง “เตือนภัย” ไปสู่แนวทาง “จัดพื้นที่ปลอดภัย” อย่างชัดเจนมากขึ้น วันที่ 7 เมษายน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายร่วมกับภาคประชาสังคมและผู้ประกอบการหารือกันที่ศาลากลางจังหวัด เพื่อผลักดันโครงการห้องปลอดฝุ่นให้เกิดขึ้นทั่วเมือง โดยเชิญชวนผู้ประกอบการคาเฟ่ ร้านอาหาร และสถานประกอบการในจังหวัดเข้าร่วมเปลี่ยนพื้นที่ของตนให้เป็นเซฟโซนสำหรับพักผ่อน รับประทานอาหาร หรือทำงานใกล้บ้านในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง แนวคิดนี้ไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะคนเชียงรายเท่านั้น แต่ยังถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยวด้วยว่า แม้จังหวัดจะเผชิญหมอกควัน แต่ยังมีพื้นที่ที่สามารถหายใจได้ปลอดภัยมากขึ้นในระดับหนึ่ง

สิ่งที่น่าสนใจคือ จังหวัดไม่ได้มองห้องปลอดฝุ่นเป็นเพียงพื้นที่หลบภัยเฉพาะหน้า ถ้าพยายามเชื่อมมันเข้ากับแนวคิด Work from Anywhere ใกล้บ้าน และการประหยัดพลังงานของรัฐบาลด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดระบุชัดว่านี่คือ “มิติใหม่ของความร่วมมือ” เพื่อ “ลมหายใจของลูกหลานเรา” และเป็นบริการสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันยังมีแผนเปิดแอปพลิเคชันเฉพาะของเชียงราย ทำหน้าที่เป็นเรดาร์อัจฉริยะรายงานค่าฝุ่นและจุดความร้อนแบบเรียลไทม์ พร้อมบอกพิกัดห้องปลอดฝุ่นที่ใกล้ที่สุด แนวทางนี้สะท้อนว่า ถ้าไม่สามารถหยุดไฟและฝุ่นได้ทั้งหมดในทันที จังหวัดอย่างน้อยก็พยายามสร้างโครงสร้างคุ้มครองชีวิตประจำวันให้ประชาชนอยู่ร่วมกับความเสี่ยงได้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา

ฝุ่นไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องสาธารณสุขเต็มรูปแบบ

อีกความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในปีนี้คือ กระทรวงสาธารณสุขเริ่มขยับมาตรการรับมือฝุ่น PM2.5 จากระดับเตือนประชาชนทั่วไป ไปสู่การคัดกรองสุขภาพเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นระบบ วันที่ 8 เมษายน 2569 กระทรวงสาธารณสุขเปิดตัวคลินิกบริการเวชกรรมสิ่งแวดล้อมเคลื่อนที่ Me & U นำร่องที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุขและอธิบดีกรมควบคุมโรคร่วมลงพื้นที่เอง กระทรวงระบุว่าเมื่อค่าฝุ่นเกิน 75 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อเนื่อง 3 วัน จะต้องจัดบุคลากรสาธารณสุขและ อสม. ออกคัดกรองสุขภาพเชิงรุกเพื่อค้นหาผู้ได้รับผลกระทบและดูแลอย่างรวดเร็ว และเพราะภาคเหนือมีค่าฝุ่นสูงต่อเนื่องเกินหนึ่งสัปดาห์ จึงต้องยกระดับมาเป็นหน่วยเคลื่อนที่ที่ตรวจได้ทั้งสมรรถภาพปอด ภาพถ่ายรังสีทรวงอก ภาวะตาแห้ง รวมถึงการเยี่ยมบ้านและแจกอุปกรณ์ป้องกันที่จำเป็น

สารสำคัญจากแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขคือการยอมรับว่าฝุ่นไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขบนหน้าจอ แต่เป็นความเสี่ยงทางสุขภาพที่ต้องตรวจติดตามเหมือนภัยคุกคามอื่น ๆ ในระบบสาธารณสุข เมื่อหน่วยงานระดับชาติเริ่มใช้หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เป็นกลไกตอบโต้ นั่นย่อมสะท้อนว่า PM2.5 ได้ข้ามพ้นสถานะ “ปัญหาฤดูกาล” ไปสู่การเป็น “ภัยสุขภาพซ้ำซาก” แล้วอย่างชัดเจน สำหรับเชียงราย บทเรียนจากเชียงใหม่จึงมีน้ำหนักมาก เพราะจังหวัดกำลังเผชิญฝุ่นที่ยืดเยื้อเช่นกัน และกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ รวมถึงคนทำงานกลางแจ้ง ล้วนต้องการระบบคัดกรองเชิงรุกที่เข้าถึงได้มากกว่าเดิม หากคลินิก Me & U คือคำตอบในเชียงใหม่ คำถามถัดไปย่อมเกิดขึ้นทันทีว่า เชียงรายควรมีรูปแบบดูแลสุขภาพเชิงรุกในระดับเดียวกันเมื่อใด และเร็วพอหรือยังสำหรับฤดูฝุ่นปีนี้

ตัวเลขสามปีบอกอะไร เชียงรายดีขึ้นจริง แต่ภาคเหนือยังไม่พ้นวงจรเดิม

ถ้ามองเฉพาะรายวัน เชียงรายดูเหมือนยังติดอยู่ในกับดักเดิม แต่ถ้าขยับไปอ่านข้อมูลระยะ 3 ปี ภาพจะมีทั้งข่าวดีและข่าวเตือนพร้อมกัน Rocket Media Lab ซึ่งสรุปข้อมูล Burnt Scar จาก GISTDA ระบุว่า พื้นที่เผาไหม้รวมของ 17 จังหวัดภาคเหนืออยู่ที่ 9,686,956 ไร่ในปี 2566 ขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 9,696,686 ไร่ในปี 2567 ก่อนลดลงเหลือ 8,492,308 ไร่ในปี 2568 ขณะที่เชียงรายเป็นหนึ่งในไม่กี่จังหวัดที่พื้นที่เผาไหม้รวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 357,889 ไร่ในปี 2566 เหลือ 96,842 ไร่ในปี 2568 ตัวเลขนี้ชี้ว่า ความพยายามของเชียงรายในเชิงพื้นที่มีผลจริงในระดับหนึ่ง และจังหวัดไม่ได้ยืนอยู่จุดเดิมเสียทั้งหมดเหมือนที่หลายคนอาจรู้สึกเมื่อเผชิญฝุ่นรายวัน

อย่างไรก็ตาม ข่าวดีของเชียงรายไม่ได้แปลว่าภาคเหนือโดยรวมดีขึ้นในทุกมิติ ข้อมูลชุดเดียวกันชี้ว่า ในปี 2568 พื้นที่เผาในป่าของภาคเหนือกลับดีดขึ้นเป็น 5,777,474 ไร่ จาก 2,292,112 ไร่ในปี 2567 เพิ่มขึ้นมากถึง 3,485,362 ไร่ ขณะที่พื้นที่เผาในภาคเกษตรลดลงอย่างชัดเจนจาก 7,404,574 ไร่ในปี 2567 เหลือ 2,714,834 ไร่ในปี 2568 ภาพนี้ทำให้เห็นแนวโน้มที่น่าคิดอย่างยิ่ง คือเมื่อรัฐเข้มงวดกับการเผาเกษตรมากขึ้น ตัวเลขในภาคเกษตรก็ลดลง แต่ป่ากลับเผาเพิ่มขึ้นอย่างมากในหลายจังหวัด เหมือนปัญหาไม่ได้หายไป เพียงขยับตำแหน่งของมันจากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่งเท่านั้น

เชียงรายเป็นข้อยกเว้นที่น่าสนใจ แต่ข้อยกเว้นยังไม่พอจะทำให้ประชาชนหายใจโล่ง

ในรายละเอียดที่สำคัญมาก Rocket Media Lab ระบุว่า เชียงรายเป็นจังหวัดเดียวในภาคเหนือที่การเผาในพื้นที่ป่าลดลงต่อเนื่องตลอด 3 ปี จาก 93,738 ไร่ในปี 2566 เหลือ 17,808 ไร่ในปี 2567 และลดลงต่อเหลือ 13,302 ไร่ในปี 2568 ขณะที่การเผาในพื้นที่เกษตรของเชียงรายก็ลดลงเช่นกัน จาก 264,151 ไร่ในปี 2566 เหลือ 184,912 ไร่ในปี 2567 และลดลงเหลือ 83,540 ไร่ในปี 2568 นี่คือข้อมูลที่สำคัญมาก เพราะถ้าดูเฉพาะ Burnt Scar เชียงรายถือว่ามีความคืบหน้าดีกว่าหลายจังหวัดอย่างชัดเจน และอาจเป็นตัวอย่างที่ควรศึกษาว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้พื้นที่เผาลดลงได้จริงในเชิงโครงสร้าง

แต่ข้อเท็จจริงอีกด้านก็คือ ต่อให้พื้นที่เผาลดลงต่อเนื่อง ฝุ่นรายวันที่ประชาชนสูดเข้าไปยังอาจสูงเกินมาตรฐานอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อมีหมอกควันข้ามแดนเข้ามาซ้ำเติม นี่คือความย้อนแย้งที่ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกว่า “ทำไมลดการเผาแล้วแต่ยังแย่” และนี่คือจุดที่ภาครัฐต้องสื่อสารให้ชัดกว่าเดิมว่า ตัวชี้วัดการเผาในพื้นที่กับคุณภาพอากาศรายวันมีความสัมพันธ์กัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสียทั้งหมด จังหวัดอาจทำการบ้านในบ้านตัวเองดีขึ้น แต่ถ้าบ้านข้าง ๆ ยังมีไฟ และทิศทางลมยังพัดควันเข้ามา คนในเชียงรายก็ยังคงได้รับผลกระทบอยู่ดี บทเรียนที่ควรถอดจากตัวเลขจึงไม่ใช่เพียงการชื่นชมความสำเร็จของเชียงราย แต่ต้องยอมรับด้วยว่าความสำเร็จในระดับจังหวัดจะไปไม่สุด ถ้าไม่มีกลไกข้ามแดนที่ทำงานจริงในเวลาเดียวกัน

สามสิบปีของความร่วมมืออาเซียน ทำไมอากาศสะอาดยังไปไม่ถึงปลายทาง

เมื่อมองจากระดับเชียงรายขึ้นไปสู่ระดับภูมิภาค จะพบว่าปัญหาหมอกควันข้ามแดนไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในปีนี้หรือปีที่แล้ว อาเซียนพยายามสร้างความร่วมมือเรื่องนี้มานานตั้งแต่ปี 2538 ผ่านแผน Regional Haze Action Plan ก่อนจะพัฒนาเป็นข้อตกลงอาเซียนเรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน หรือ AATHP ที่ลงนามในปี 2545 และมีผลใช้บังคับในปี 2546 ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดวัตถุประสงค์ให้ประเทศสมาชิกป้องกันและติดตามหมอกควันข้ามแดนจากไฟป่าและการเผา ผ่านความร่วมมือระดับภูมิภาคและมาตรการภายในประเทศ ต่อมาอาเซียนยังวางเป้าหมายใหม่ใน Second Haze-Free Roadmap 2023-2030 โดยประกาศวิสัยทัศน์ที่จะทำให้ภูมิภาคปลอดหมอกควันข้ามแดนภายในปี 2030 อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์สามทศวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดว่าการมีโรดแมปเพียงอย่างเดียว ไม่ได้แปลว่าปัญหาจะคลี่คลายเองตามเวลา

กรณีของเชียงรายยิ่งทำให้ภาพนี้ชัดขึ้น เพราะจังหวัดนี้เคยเป็นชื่อของแผนปฏิบัติการระดับอนุภูมิภาคแม่โขงด้วย ในปี 2560 มีการออก Chiang Rai 2017 Plan of Action เพื่อผลักดันความร่วมมือของ 5 ประเทศในอนุภูมิภาคแม่โขง ตั้งเป้าลดจุดความร้อนรวมให้เหลือไม่เกิน 50,000 จุดภายในปี 2563 แต่สุดท้ายเป้าหมายดังกล่าวไม่สำเร็จ และแผนโรดแมปอาเซียนฉบับแรกก็หมดอายุลงโดยไม่สามารถทำให้ภูมิภาคปลอดหมอกควันได้ ข้อมูลของ Rocket Media Lab สะท้อนว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา กลไกอาเซียนจำนวนมากยังทำหน้าที่เป็นกรอบหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล และทบทวนแผน มากกว่าจะเป็นเครื่องมือบังคับใช้ที่ทำให้แต่ละประเทศต้องแบกรับต้นทุนของการปล่อยควันข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง

แผนใหม่เกิดขึ้นแล้ว แต่คำถามเดิมยังค้างอยู่เรื่องการบังคับใช้

ในปี 2567 ไทย สปป.ลาว และเมียนมา ได้เปิดตัวยุทธศาสตร์ฟ้าใส หรือ CLEAR Sky Strategy อย่างเป็นทางการ กระทรวงการต่างประเทศของไทยระบุว่าแผนปฏิบัติการร่วมนี้เกิดจากความจำเป็นเร่งด่วนในการรับมือระดับ PM2.5 ที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค และมุ่งพัฒนาแผนที่ความเสี่ยงไฟ การเสริมศักยภาพ และการประสานงานระหว่างสามประเทศให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวในพิธีเปิดเมื่อ 29 ตุลาคม 2567 ว่า ปัญหา PM2.5 ในภูมิภาคมีหลายแหล่งกำเนิด ทั้งอุตสาหกรรม คมนาคม ไฟป่า และการเผาเกษตร และต้องอาศัยการลงมือร่วมกันแบบจับต้องได้ ไม่ใช่เพียงการย้ำเจตนารมณ์ร่วมกันเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแผนใหม่เพิ่มขึ้น แต่คำถามสำคัญยังไม่เปลี่ยน คือใครจะรับผิดชอบเมื่อการเผาในประเทศหนึ่งกระทบคุณภาพอากาศของอีกประเทศหนึ่ง และกลไกใดจะทำให้คำมั่นร่วมกลายเป็นผลลัพธ์จริงได้ในภาคสนาม ประเด็นนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ ซึ่งแม้อยู่ภายใต้ AATHP เช่นกัน แต่ยังออกกฎหมาย Transboundary Haze Pollution Act ของตัวเอง โดยเปิดทางให้ลงโทษบริษัทหรือผู้เกี่ยวข้องกับหมอกควันข้ามแดนได้ แม้การกระทำนั้นจะเกิดนอกประเทศสิงคโปร์ บทลงโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สูงสุดคือปรับไม่เกิน 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวัน และรวมแล้วไม่เกิน 2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมให้ใช้ข้อมูลดาวเทียม ลม และอุตุนิยมวิทยาเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐาน นี่ทำให้เห็นความต่างชัดเจนระหว่างกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคกับเครื่องมือบังคับใช้ระดับชาติที่มีเขี้ยวเล็บจริงกว่า

ไทยยกระดับเรื่องฝุ่นเป็นวาระอาเซียนแล้ว แต่การบ้านในภูมิภาคยังหนัก

รัฐบาลไทยได้ส่งสัญญาณชัดตั้งแต่ต้นปี 2568 ว่าปัญหา PM2.5 ไม่ใช่เพียงวาระแห่งชาติ แต่เป็นวาระอาเซียนด้วย สำนักประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลรายงานเมื่อ 26 มกราคม 2568 ว่านายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ระบุให้เรื่องฝุ่นเป็นทั้งวาระของไทยและอาเซียน พร้อมย้ำว่าประเทศเดียวไม่สามารถรับมือปัญหานี้ได้ลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือกับประเทศที่มีการเผาสูงและการบังคับใช้มาตรการในหลายระดับควบคู่กัน การประกาศเช่นนี้มีนัยสำคัญ เพราะยอมรับตรง ๆ ว่าปัญหาในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายไม่อาจแก้ได้ครบด้วยอำนาจของจังหวัดหรือแม้แต่รัฐบาลไทยฝ่ายเดียว

ถึงกระนั้น การยกเรื่องขึ้นเป็นวาระทางการเมืองยังไม่เท่ากับการทำให้ประชาชนเห็นผลเร็วพอในชีวิตประจำวัน คนเชียงรายไม่ได้วัดความคืบหน้าจากจำนวนบันทึกความเข้าใจหรือจำนวนเวทีเจรจา วัดจากคำถามง่าย ๆ ว่า วันนี้ลูกหลานจะออกไปโรงเรียนได้หรือไม่ ผู้สูงอายุจะหายใจไหวหรือเปล่า ร้านอาหารจะยังมีลูกค้านั่งได้หรือไม่ และสงกรานต์ปีนี้นักท่องเที่ยวจะเชื่อหรือไม่ว่าเชียงรายยังเป็นเมืองที่ใช้ชีวิตได้ นี่จึงเป็นโจทย์ท้าทายที่สุดของทั้งรัฐไทยและอาเซียน เพราะในที่สุดแล้ว ความสำเร็จของนโยบายหมอกควันไม่ได้ถูกตัดสินในห้องประชุม แต่ถูกตัดสินที่ปอดของประชาชนและเศรษฐกิจของเมืองชายแดนอย่างเชียงรายทุกปี

บทเรียนที่เชียงรายควรถอด ไม่ใช่แค่ดับไฟให้ไว แต่ต้องลดการย้อนกลับของปัญหา

เมื่อประกอบข้อมูลรายวัน ข้อมูลสุขภาพ และข้อมูลเชิงโครงสร้างเข้าด้วยกัน บทเรียนแรกที่เชียงรายควรถอดคือ จังหวัดอาจทำได้ดีขึ้นในเรื่องการลดพื้นที่เผา แต่ยังต้องลงทุนมากกว่านี้กับระบบเตือนภัยและระบบคุ้มครองประชาชนในวันที่ฝุ่นยังมาแม้ไฟในพื้นที่จะลดลงแล้ว โครงการห้องปลอดฝุ่นและแอปแจ้งเตือนเรียลไทม์จึงควรถูกผลักให้เป็นระบบสาธารณะถาวร ไม่ใช่มาตรการทดลองเฉพาะฤดูฝุ่นปีนี้ เพราะในโลกที่ความเสี่ยงข้ามแดนยังอยู่ การมีสถานที่ปลอดภัย ข้อมูลแบบทันเวลา และช่องทางสาธารณสุขเชิงรุก คือเกราะที่ประชาชนต้องใช้จริงทุกปี

บทเรียนที่สองคือ ตัวชี้วัดต้องไม่ผลักปัญหาจากป่าไปเกษตร หรือจากเกษตรกลับไปป่า ข้อมูล Burnt Scar ภาคเหนือช่วงปี 2566 ถึง 2568 แสดงชัดว่า เมื่อความเข้มงวดเปลี่ยนจุดเน้น ตัวเลขการเผาในอีกภาคส่วนหนึ่งก็อาจเด้งขึ้นแทนได้ ถ้ารัฐประเมินความสำเร็จจาก KPI เฉพาะบางประเภทของพื้นที่โดยไม่มองภาพรวม ปัญหาจะไม่หายไปไหน แต่เพียงย้ายตำแหน่งเท่านั้น เชียงรายซึ่งเป็นจังหวัดเดียวที่การเผาในป่าลดลงต่อเนื่อง ควรถูกใช้เป็นห้องทดลองเชิงนโยบายว่ากลไกใดทำงานได้จริง แล้วนำบทเรียนไปขยายผล พร้อมกันนั้นก็ต้องระวังไม่ให้ความสำเร็จในระดับจังหวัดกลบข้อเท็จจริงว่าฝุ่นรายวันยังขึ้นกับปัจจัยนอกพื้นที่อย่างมาก

บทเรียนที่สามคือ การเจรจาข้ามแดนต้องมีน้ำหนักเชิงปฏิบัติมากกว่าที่ผ่านมา ความร่วมมือระดับอาเซียนและอนุภูมิภาคมีประโยชน์ในแง่การวางกรอบและแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่ถ้าไม่มีเครื่องมือบังคับใช้ แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ หรือกลไกรับผิดที่ชัดเจน ปัญหาจะยังวนกลับมาในทุกฤดูแล้ง ดังนั้น สิ่งที่เชียงรายต้องการไม่ใช่เพียงจำนวนการประชุมที่มากขึ้น แต่ต้องการผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้มากขึ้น เช่น แผนที่เสี่ยงไฟร่วมกัน ระบบสายด่วนที่ใช้งานได้จริง การแลกเปลี่ยนข้อมูลจุดความร้อนข้ามแดนแบบทันที และมาตรการทางเศรษฐกิจที่ทำให้การเผามีต้นทุนสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน ไม่เช่นนั้น 30 ปีของความร่วมมือก็จะยังคงเป็น 30 ปีของความคุ้นชินกับอากาศที่ไม่เคยปลอดภัยจริงเสียที

ปลายทางของเรื่องนี้ คือคืนลมหายใจให้ประชาชน ไม่ใช่เพียงลดตัวเลขบนรายงาน

สุดท้ายแล้ว เรื่องของฝุ่นที่เชียงรายไม่ควรถูกทำให้เป็นแค่การรายงานจุดความร้อนรายวัน หรือการแข่งขันว่าใครลดตัวเลขได้มากกว่ากันในแต่ละปี เพราะปลายทางที่แท้จริงคือการคืนสิทธิพื้นฐานที่สุดอย่างหนึ่งให้ประชาชน นั่นคือสิทธิในการหายใจอากาศที่ปลอดภัย วันที่ 9 เมษายน 2569 จังหวัดยังพบจุดความร้อน 88 จุด เชียงของยังแดงเข้ม และภาคเหนือยังต้องพึ่งมาตรการห้องปลอดฝุ่น หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ และการเจรจาข้ามแดนไปพร้อมกัน ภาพนี้บอกเราว่าปัญหายังไม่จบ แต่ก็ไม่ใช่ภาพที่สิ้นหวังเสียทีเดียว เพราะข้อมูลสามปีชี้ว่าเชียงรายลดพื้นที่เผาได้จริง ระบบสาธารณสุขเริ่มตอบโต้เชิงรุกมากขึ้น และภาครัฐท้องถิ่นก็เริ่มคิดเรื่องพื้นที่ปลอดภัยและข้อมูลเรียลไทม์ในแบบที่ใกล้ชีวิตประชาชนมากขึ้น

โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่แค่จะดับไฟวันนี้ให้หมดหรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรให้เชียงรายไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกปี เมื่อถึงฤดูฝุ่น ประชาชนไม่ควรต้องหวังพึ่งเพียงลมเปลี่ยนทิศ ฝนตก หรือความเสียสละของจิตอาสาเพียงอย่างเดียว ควรมีระบบที่ทำให้การป้องกัน การเตือน การรักษา และการเจรจาทำงานต่อเนื่องเป็นโครงสร้างเดียวกัน เมื่อถึงวันนั้น คำถามที่ว่าเชียงรายต้องนั่งประชุมอีกกี่ครั้งจึงจะรับมือฝุ่นได้สำเร็จ อาจไม่จำเป็นต้องถูกถามซ้ำอีกต่อไป เพราะคำตอบจะไม่ได้อยู่บนโต๊ะประชุมเท่านั้น แต่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนเชียงรายที่เริ่มหายใจได้เต็มปอดขึ้นจริง ๆ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่เชียงราย
  • กระทรวงสาธารณสุข
  • ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution
  • เอกสาร The Second Haze-Free Roadmap 2023-2030 ของอาเซียน ซึ่งกำหนดเป้าหมายให้อาเซียนปลอดหมอกควันข้ามแดนภายในปี 2030
  • กระทรวงการต่างประเทศ
  • Rocket Media Lab ที่อ้างอิงข้อมูล Burnt Scar จาก GISTDA
  • เอกสารของสิงคโปร์เกี่ยวกับ Transboundary Haze Pollution Act ซึ่งระบุบทลงโทษสูงสุดปรับไม่เกิน 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวัน และรวมไม่เกิน 2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ รวมถึงการใช้ข้อมูลดาวเทียมและอุตุนิยมวิทยาเป็นหลักฐานประกอบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รับมือวิกฤตพลังงานโลก! กอ.รมน.เชียงรายตรวจสถานีบริการน้ำมัน ยันราคาตรงปก สต็อกมีพอใช้ตลอดสงกรานต์

Summary
  • กอ.รมน.เชียงรายร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นตรวจปั๊มน้ำมัน คุมเข้มราคาสต็อก และคุณภาพเชื้อเพลิง

  • ผลตรวจยันราคาน้ำมันหน้าปั๊มยังปกติ สต็อกเพียงพอรองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์

  • จังหวัดตั้งจุดตรวจ 11 จุดในพื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบขนส่งน้ำมันออกนอกระบบ

  • เรือน้ำมันดิบล็อตใหญ่ 7 แสนบาร์เรลถึงโรงกลั่นไทยแล้ว ช่วยประคองความเชื่อมั่นในห่วงโซ่การผลิต

  • รัฐยันน้ำมันดิบสำรองมีพอใช้ 2 เดือน และจะเริ่มมาตรการประหยัดหลังวันที่ 20 เมษายนนี้

กอ.รมน.เชียงรายลงพื้นที่คุมเข้มสต็อกน้ำมัน รับมือแรงสั่นสะเทือนตะวันออกกลาง ขณะภาครัฐและเอกชนเร่งประคองความเชื่อมั่นก่อนสงกรานต์

เชียงราย,9 เมษายน 2569 – เช้าวันที่ผู้คนจำนวนมากเริ่มจับตาป้ายราคาน้ำมันมากกว่าที่เคย จังหวัดเชียงรายเลือกตอบคำถามของสังคมด้วยการลงพื้นที่จริง ไม่ใช่เพียงการชี้แจงผ่านเอกสาร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย หรือ กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย บูรณาการกำลังร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 37 สรรพสามิตจังหวัดเชียงราย ตำรวจ พาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย เพื่อติดตามทั้งระดับราคาขายปลีก ปริมาณน้ำมันสำรอง คุณภาพน้ำมัน และพฤติกรรมทางการค้าที่อาจกระทบต่อประชาชนในช่วงที่สถานการณ์ตะวันออกกลางยังเปราะบาง แม้จุดเริ่มต้นของแรงกดดันจะอยู่ไกลจากภาคเหนือของไทยหลายพันกิโลเมตร แต่ผลสะเทือนทางเศรษฐกิจกลับเดินทางมาถึงหน้าปั๊มในเชียงรายอย่างรวดเร็ว และนั่นทำให้ภารกิจครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการตรวจสถานีบริการตามรอบปกติ เพราะมันคือการรักษาความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และชุมชนในจังหวัดที่กำลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลเดินทางใหญ่ของปี

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่จังหวัดเชียงรายกำลังอยู่ท่ามกลางภารกิจสองด้านที่ต้องเดินควบคู่กัน ด้านแรกคือทำให้ประชาชนมั่นใจว่าเชื้อเพลิงยังเพียงพอสำหรับการเดินทางในช่วงสงกรานต์ ด้านที่สองคือทำให้ตลาดเชื่อว่ารัฐยังควบคุมสถานการณ์ได้และจะไม่ปล่อยให้เกิดการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันควร ข้อมูลจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุว่า จังหวัดได้ติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานอย่างใกล้ชิดก่อนหน้านี้แล้ว โดยประเมินว่าปริมาณน้ำมันในพื้นที่ยังมีเสถียรภาพเพียงพอรองรับการใช้ในช่วงเทศกาล แต่ก็ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจความต้องการใช้น้ำมันของภาคขนส่ง ภาคเกษตร ภาคก่อสร้าง และภาคส่วนอื่นเพิ่มเติม เพื่อประสานส่วนกลางทันทีหากจำเป็น การตรวจเข้มของ กอ.รมน.ในครั้งนี้จึงไม่ใช่การทำงานแยกส่วน เป็นส่วนหนึ่งของแผนประคองสถานการณ์พลังงานทั้งจังหวัดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ประชาชนจับตาอย่างใกล้ชิด

ภาพจากการตรวจจริงสะท้อนว่าเชียงรายยังคุมสถานการณ์หน้าปั๊มได้

จากข้อมูลเผยแพร่ของจังหวัดเชียงราย จุดตรวจสอบครั้งนี้อยู่ที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงคอสโม บริษัท ยอดเหนือปิโตรเลียม จำกัด ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทั้งการแสดงราคาน้ำมันบริเวณป้ายหน้าสถานีและที่หัวจ่าย พบว่าราคาแสดงตรงกันชัดเจน และยังไม่มีการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังตรวจสอบระดับน้ำมันสำรองภายในสถานี พบว่ามีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ไม่พบการกักตุนสินค้า การปฏิเสธการจำหน่าย หรือพฤติกรรมที่เข้าข่ายเอาเปรียบผู้บริโภค ผู้ประกอบการยังให้ความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลสต็อกน้ำมันอย่างโปร่งใส ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญว่าอย่างน้อยในระดับปลายทางของจังหวัด สถานการณ์ยังไม่ลุกลามไปสู่ภาวะตื่นตระหนกหรือความตึงตัวแบบที่ประชาชนจำนวนหนึ่งกังวลกันในช่วงก่อนหน้า

ข้อค้นพบลักษณะนี้มีน้ำหนักมาก เพราะในภาวะที่ข่าวสารเรื่องวิกฤตพลังงานกระจายตัวเร็ว ความกลัวมักเดินเร็วกว่าข้อเท็จจริง ถ้าประชาชนเชื่อว่าน้ำมันกำลังขาดแคลน ก็อาจเกิดการเติมเกินจำเป็นหรือกักตุนโดยสมัครใจ ซึ่งจะยิ่งเร่งให้สถานการณ์ตึงตัวขึ้นกว่าความเป็นจริง การที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่แล้วพบว่าราคาไม่ถูกปรับขึ้น สต็อกยังเพียงพอ และสถานีบริการยังจำหน่ายตามปกติ จึงช่วยหักล้างความกังวลบางส่วนได้ในระดับภาคสนาม ที่สำคัญ เจ้าหน้าที่ยังได้กำชับผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในพื้นที่ นี่คือสารที่รัฐต้องการส่งออกไปให้ชัดว่า เชียงรายไม่ได้ปล่อยให้ปัญหาพลังงานเป็นเรื่องของตลาดอย่างเดียว แต่ยังมีระบบกำกับดูแลรองรับอยู่ตลอดเวลา

วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้กระทบแค่น้ำมัน แต่กระทบจิตวิทยาตลาดด้วย

มองให้ลึกกว่าป้ายราคาหน้าปั๊ม จะเห็นว่าวิกฤตพลังงานรอบนี้มีผลมากในเชิงจิตวิทยา เพราะความไม่แน่นอนเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซและสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางทำให้คำถามเรื่องการจัดหาน้ำมันกลับมาเป็นประเด็นสาธารณะอีกครั้ง ในระดับระหว่างประเทศ มีรายงานเมื่อวันที่ 8 เมษายนว่าไทยแสดงความยินดีต่อข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวสองสัปดาห์ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน โดยหวังว่าจะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและลดแรงกดดันด้านพลังงานที่กระทบหลายประเทศรวมถึงไทยด้วย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายการทูตไทยเองก็ยอมรับว่าสถานการณ์ยังไม่มั่นคงเต็มที่ และยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะแม้จะมีช่วงพักการสู้รบ ความเสี่ยงต่อเส้นทางพลังงานโลกก็ยังไม่หายไปทั้งหมด

ในบริบทเช่นนี้ สิ่งที่จังหวัดอย่างเชียงรายต้องทำจึงไม่ใช่เพียงรอให้ส่วนกลางประกาศมาตรการ แต่ต้องแปลงความไม่แน่นอนระดับโลกให้กลายเป็นการบริหารความเสี่ยงระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการตรวจสต็อกน้ำมัน การจัดชุดสายตรวจ การติดตามเส้นทางลักลอบขนส่งชายแดน และการสื่อสารให้ประชาชนรู้ว่าจังหวัดกำลังทำอะไรอยู่ เพราะในโลกของพลังงาน ความมั่นใจคือส่วนหนึ่งของเสถียรภาพ ประชาชนเชื่อว่าระบบยังทำงาน น้ำมันยังมีจำหน่าย และราคายังถูกกำกับดูแล โอกาสที่จะเกิดภาวะตื่นตระหนกก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

เรือบรรทุกน้ำมันดิบของบางจากที่ถึงศรีราชา ช่วยเติมน้ำหนักให้ความเชื่อมั่นตลาดไทย

หนึ่งในข่าวที่ช่วยประคองบรรยากาศพลังงานของประเทศในช่วงเดียวกัน คือการที่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน เปิดเผยเมื่อวันที่ 8 เมษายนว่า เรือบรรทุกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางได้เดินทางถึงท่าเรือโรงกลั่นบางจาก ศรีราชาอย่างปลอดภัย หลังผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาได้ โดยบริษัทระบุว่าเรือลำดังกล่าวบรรทุกน้ำมันดิบประมาณ 700,000 บาร์เรล และการขนส่งครั้งนี้เป็นไปตามแผนจัดหาน้ำมันดิบของบริษัทเพื่อป้อนเข้าสู่กระบวนการกลั่นและส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลนี้มีนัยสำคัญต่อทั้งตลาดและสังคม เพราะเป็นหลักฐานรูปธรรมว่าสายส่งพลังงานจากตะวันออกกลางมายังไทยยังไม่สะดุดจนถึงขั้นกระทบการผลิตในประเทศทันที

บางจากยังระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันบริษัทมีน้ำมันดิบสำรองรองรับการผลิตได้ประมาณสองเดือน และการส่งมอบน้ำมันดิบให้โรงกลั่นทั้งที่พระโขนงและศรีราชายังเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ บริษัทจึงยังสามารถเดินหน้าสนับสนุนนโยบายภาครัฐและจัดหาผลิตภัณฑ์พลังงานให้ผู้บริโภคได้ตามปกติในระยะนี้ ข้อเท็จจริงชุดนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมระดับจังหวัดอย่างเชียงรายจึงยังประเมินว่าสถานการณ์น้ำมันช่วงสงกรานต์อยู่ในภาวะมีเสถียรภาพ เพราะเมื่อห่วงโซ่ต้นน้ำระดับประเทศยังไม่สะดุดทันที จังหวัดปลายทางก็ยังมีพื้นที่บริหารจัดการสต็อกและการกระจายได้ดีขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็ย้ำว่าความมั่นใจครั้งนี้ตั้งอยู่บนการติดตามใกล้ชิดต่อเนื่อง ไม่ใช่การปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปเองโดยอัตโนมัติ

เชียงรายกำลังทำงานมากกว่าการตรวจปั๊ม เพราะชายแดนคืออีกสมการหนึ่งของพลังงาน

สำหรับจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย เรื่องพลังงานไม่ได้จบที่ปั๊มน้ำมันในตัวเมือง เพราะยังมีมิติของการลักลอบขนส่งและการเคลื่อนย้ายสินค้าเชื้อเพลิงข้ามพื้นที่ที่ต้องจับตา สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานก่อนหน้านี้ว่า จังหวัดได้ตั้งจุดตรวจรวม 11 จุด เพื่อควบคุมการขนส่งน้ำมันอย่างเข้มงวด โดยบูรณาการการทำงานของสรรพสามิต ตำรวจ และศุลกากร ยกเว้นเฉพาะกรณีการส่งออกหรือผ่านแดนที่มีเอกสารกำกับชัดเจน มาตรการลักษณะนี้อาจดูเป็นงานเชิงป้องกันที่ไม่หวือหวา แต่ในภาวะวิกฤตมันคือกลไกสำคัญที่จะไม่ปล่อยให้น้ำมันในระบบภายในจังหวัดรั่วไหลไปยังช่องทางผิดกฎหมายจนกระทบต่อความเพียงพอของประชาชนในพื้นที่เอง

เมื่อประกอบกับการตรวจสอบสถานีบริการโดยตรงของ กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย ภาพจึงชัดขึ้นว่า จังหวัดกำลังบริหารพลังงานด้วยสองมือพร้อมกัน มือหนึ่งดูแลตลาดค้าปลีกไม่ให้เกิดการขึ้นราคาเกินเหตุหรือกักตุน อีกมือหนึ่งคุมเส้นทางและปริมาณการเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิงไม่ให้ออกจากระบบโดยมิชอบ วิธีคิดแบบนี้สำคัญมากสำหรับพื้นที่ชายแดนที่มีทั้งการสัญจรหนาแน่นและโอกาสเกิดการลักลอบสูงกว่าหลายจังหวัดภายในประเทศ ถ้าละเลยมิติชายแดน แม้ปั๊มในเมืองจะยังดูปกติ แต่ความตึงตัวของสต็อกก็อาจเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ได้ในเวลาสั้น ๆ

ช่วงก่อนสงกรานต์คือบททดสอบจริงของการบริหารพลังงานท้องถิ่น

สิ่งที่ทำให้การตรวจคลังและปั๊มน้ำมันครั้งนี้มีความหมายมากขึ้น คือจังหวะเวลา เพราะเกิดขึ้นก่อนเทศกาลสงกรานต์เพียงไม่กี่วัน ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติจากการเดินทางกลับภูมิลำเนา การท่องเที่ยว และกิจกรรมเศรษฐกิจในชนบท ข้อมูลของจังหวัดเชียงรายระบุว่ามีการเตรียมพร้อมด้านน้ำมันเชื้อเพลิงรอบด้าน รวมทั้งการสำรองน้ำมันในภาวะฉุกเฉิน โดยเฉพาะสำหรับรถฉุกเฉินและภารกิจจำเป็นอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีการติดตามสถานการณ์ตามเส้นทางหลักอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนที่กำลังจะเดินทาง นี่ทำให้การตรวจของ กอ.รมน.ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่เป็นหนึ่งในชิ้นส่วนของแผนรับมือเทศกาลที่ใหญ่กว่านั้นมาก

นอกจากประเด็นปริมาณน้ำมันแล้ว จังหวัดยังผลักดันการสื่อสารข้อมูลผ่านหลายช่องทาง รวมถึงการแนะนำให้ประชาชนตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel Now เพื่อช่วยลดความไม่แน่นอนในการเดินทาง วิธีการเช่นนี้สะท้อนการปรับตัวของภาครัฐในยุคที่การบริหารวิกฤตไม่ได้อาศัยเพียงคำสั่งจากบนลงล่างอีกต่อไป แต่ต้องอาศัยการทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลด้วยตัวเองได้เร็วขึ้น เพราะเมื่อข้อมูลเดินทางถึงมือผู้ใช้ได้ทันเวลา ความกังวลก็จะลดลง และการตัดสินใจของประชาชนจะอยู่บนฐานข้อเท็จจริงมากกว่าข่าวลือ

ระดับชาติยังส่งสัญญาณประหยัดพลังงาน ทำให้จังหวัดต้องเดินเกมเชิงรุกมากขึ้น

ในภาพใหญ่กว่านั้น รัฐบาลกลางยังคงส่งสัญญาณชัดว่าประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนด้านพลังงานอย่างจริงจัง สำนักประชาสัมพันธ์ของรัฐรายงานเมื่อวันที่ 8 เมษายนว่า นายกรัฐมนตรีระบุว่า หากมีการใช้มาตรการเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันในช่วงกลางคืน จะเริ่มหลังวันที่ 20 เมษายน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเดินทางช่วงสงกรานต์ พร้อมย้ำความจำเป็นของมาตรการประหยัดพลังงานในช่วงที่โลกยังเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นั่นหมายความว่า ระดับจังหวัดอย่างเชียงรายต้องทำงานเชิงรุกในห้วงเวลานี้ เพื่อซื้อเวลาให้ประชาชนผ่านช่วงการเดินทางสำคัญไปก่อน และลดโอกาสเกิดภาวะตึงตัวทางสังคมมาตรการส่วนกลางเข้มขึ้นในระยะถัดไป

เมื่อเทียบกับข่าวการถึงท่าเรือของน้ำมันดิบบางจาก จะเห็นว่าสถานการณ์พลังงานไทยในเวลานี้มีทั้งสัญญาณบวกและสัญญาณเตือนอยู่พร้อมกัน ด้านหนึ่งยังมีน้ำมันดิบเข้าสู่ระบบและโรงกลั่นยังเดินเครื่องตามแผน อีกด้านหนึ่งภาครัฐยังไม่ประมาทและเตรียมมาตรการประหยัดการใช้น้ำมันไว้รองรับ นี่คือเหตุผลว่าทำไมภารกิจของ กอ.รมน.เชียงรายในการตรวจราคาและสต็อกจึงไม่ใช่งานตรวจทั่วไป แต่เป็นภาพสะท้อนของการทำงานแบบเฝ้าหน้าด่านในห้วงที่ตลาดพลังงานทั้งระบบยังไม่กลับสู่ภาวะนิ่งสนิท

เชียงรายยังไม่อยู่ในภาวะขาดแคลน แต่กำลังบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด

เชียงรายยังไม่ได้เผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันในเชิงปริมาณ สถานีบริการที่ถูกตรวจยังมีสต็อกเพียงพอ ราคายังไม่ถูกปรับขึ้นผิดปกติ จังหวัดยังประเมินว่าน้ำมันในพื้นที่มีเสถียรภาพรองรับสงกรานต์ได้ และห่วงโซ่ต้นน้ำระดับประเทศยังมีสัญญาณบวกจากการที่น้ำมันดิบล็อตสำคัญเดินทางถึงโรงกลั่นศรีราชาอย่างปลอดภัย แต่ขณะเดียวกัน ทุกระดับของรัฐก็ยังปฏิบัติต่อสถานการณ์นี้ในฐานะความเสี่ยงที่ต้องติดตามวันต่อวัน ไม่ใช่เรื่องที่ปล่อยผ่านได้ด้วยความสบายใจ นี่คือจุดที่ควรทำความเข้าใจให้ตรงกัน เพราะการสื่อสารว่าของยังพอ ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเปราะบาง และการลงพื้นที่ตรวจเข้ม ก็ไม่ได้แปลว่าสถานการณ์กำลังวิกฤตจนควบคุมไม่ได้ เป็นการรักษาระยะห่างระหว่างความเสี่ยงกับความเสียหายจริงไม่ให้เข้ามาใกล้เกินไป

สำหรับประชาชน สิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงนี้จึงอาจไม่ใช่การเร่งเติมน้ำมันเกินจำเป็น แต่คือการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้เชื้อเพลิงอย่างรู้คุณค่า และไม่ขยายความวิตกจากข่าวลือที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบ ส่วนสำหรับภาครัฐ บททดสอบต่อจากนี้คือการทำให้มาตรการเฝ้าระวังทั้งด้านราคา สต็อก การขนส่ง และการสื่อสาร เดินไปพร้อมกันโดยไม่สะดุด เพราะในโลกที่ปัญหาระดับภูมิรัฐศาสตร์สามารถไหลมาถึงชีวิตคนริมถนนในเชียงรายได้ภายในไม่กี่วัน ความพร้อมที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การมีน้ำมันอย่างเดียว แต่อยู่ที่การมีระบบรับมือที่ทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่ารัฐยังอยู่กับสถานการณ์ตลอดเวลา และยังพยายามกันไม่ให้แรงกระแทกจากโลกภายนอกกลายเป็นภาระหนักเกินไปสำหรับชีวิตประจำวันของคนในจังหวัดนี้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายคุมเข้มสต๊อกน้ำมันพร้อมงดภาษีหัวจ่าย 3 เดือน มุ่งพยุงเศรษฐกิจฐานล่างก่อนมาตรการคุมเวลาเปิดปั๊ม

Summary
  • สภา อบจ.เชียงราย มีมติเห็นชอบยกเลิกการจัดเก็บภาษีหัวจ่ายน้ำมันเป็นเวลา 3 เดือน เริ่ม 9 เม.ย. 69

  • มาตรการนี้มุ่งลดราคาขายปลีกหน้าปั๊ม เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและต้นทุนขนส่งสินค้าให้ประชาชน

  • จังหวัดสั่งตั้งจุดตรวจ 11 จุดชายแดน ป้องกันการลักลอบขนส่งน้ำมันออกนอกระบบในช่วงวิกฤต

  • นโยบายท้องถิ่นสอดคล้องกับ มติ กบง. ที่ลดราคาหน้าโรงกลั่นดีเซลลง 2 บาทต่อลิตรในวันเดียวกัน

  • เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนรัฐบาลเริ่มมาตรการคุมเวลาเปิด-ปิดปั๊มน้ำมันหลังวันที่ 20 เม.ย. นี้

อบจ.เชียงรายขยับลดภาระน้ำมัน 3 เดือน ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่กดค่าครองชีพทั้งจังหวัด

เชียงราย,9 เมษายน 2569 – ในช่วงที่ราคาพลังงานกลายเป็นตัวเร่งให้ค่าครองชีพขยับขึ้นแทบทุกวัน จังหวัดเชียงรายเลือกตอบโจทย์นี้ด้วยมาตรการเชิงท้องถิ่นที่จับต้องได้มากที่สุดอย่างหนึ่ง คือการเดินหน้ายกเลิกการจัดเก็บภาษีหัวจ่ายน้ำมันเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อให้เม็ดเงินส่วนนี้กลับไปอยู่ในกระเป๋าประชาชนมากขึ้นในจังหวะที่ต้นทุนเดินทาง ต้นทุนขนส่ง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคกำลังถูกกดจากวิกฤตพลังงานระดับโลก โดยข้อมูลที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเผยแพร่ระบุว่า ที่ประชุมสภา อบจ.เชียงราย เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ได้เห็นชอบในหลักการดังกล่าว และกำหนดกรอบดำเนินงานให้เข้าสู่กระบวนการออกข้อบัญญัติในวันเดียวกัน ก่อนตั้งเป้าให้มาตรการมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 เมษายน 2569 เพื่อบรรเทาค่าครองชีพของประชาชนทั่วจังหวัดโดยเร็วที่สุด

มาตรการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ปัญหาพลังงานจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังไหลผ่านจากระดับโลกสู่ระดับชุมชนอย่างชัดเจน รัฐบาลกลางกำลังเร่งใช้นโยบายหลายด้าน ทั้งการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน การขอความร่วมมือประหยัดการใช้น้ำมัน และการเตรียมมาตรการควบคุมเวลาเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันหลังเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่ระดับจังหวัดอย่างเชียงรายต้องทำงานคู่ขนาน คือรักษาเสถียรภาพน้ำมันในพื้นที่ให้เพียงพอ และหามาตรการเฉพาะหน้าเพื่อลดแรงกดดันต่อประชาชนให้เร็วที่สุด การยกเลิกภาษีหัวจ่ายน้ำมันจึงเป็นทั้งมาตรการด้านรายได้ท้องถิ่นและเครื่องมือด้านสังคมที่สะท้อนว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำลังถูกคาดหวังให้ช่วยรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจมากกว่าที่เคยเป็นมา

แรงกดดันจากวิกฤตโลกเดินทางมาถึงปั๊มน้ำมันในเชียงราย

แกนสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ความจริงข้อหนึ่งซึ่งปฏิเสธได้ยาก นั่นคือ เมื่อราคาพลังงานโลกผันผวน จังหวัดปลายทางอย่างเชียงรายย่อมหลีกไม่พ้นผลกระทบ เพราะน้ำมันไม่ใช่เพียงเชื้อเพลิงของรถยนต์ แต่เป็นต้นทุนซ่อนอยู่ในแทบทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่รถรับส่งแรงงาน รถเกษตร รถขนผักผลไม้ รถโดยสาร ไปจนถึงราคาสินค้าในร้านโชห่วยและตลาดสด ข้อมูลจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุว่า จังหวัดได้ประชุมติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 และประเมินว่าการใช้พลังงานในพื้นที่ช่วงสงกรานต์ยังอยู่ในภาวะมีเสถียรภาพ สามารถรองรับความต้องการได้อย่างเพียงพอ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีการสำรวจความต้องการใช้น้ำมันของภาคขนส่ง ภาคเกษตรกรรม ภาคก่อสร้าง และภาคส่วนอื่นอย่างใกล้ชิด เพื่อประสานขอรับการสนับสนุนจากส่วนกลางทันทีจำเป็น

สิ่งที่น่าสนใจคือ เชียงรายไม่ได้มองปัญหาเฉพาะในเชิงปริมาณน้ำมัน แต่ขยับไปถึงการบริหารความเชื่อมั่นของประชาชนด้วย จังหวัดจึงเร่งสำรวจสต๊อกน้ำมันในสถานีบริการ ประเมินความเพียงพอของเชื้อเพลิงในช่วงเทศกาล จัดชุดสายตรวจติดตามสถานการณ์ตามเส้นทางหลัก และกำหนดแนวทางควบคุมการจำหน่ายน้ำมันในบางกลุ่มให้ชัด เช่น เกษตรกรที่เติมแบบบรรจุถังต้องแสดงหลักฐานทะเบียนเกษตรกร ส่วนภาคงานก่อสร้างต้องแสดงเอกสารสัญญาจ้างและรายละเอียดการใช้งาน ขณะเดียวกันยังตั้งจุดตรวจในพื้นที่ชายแดนรวม 11 จุด เพื่อป้องกันการลักลอบขนส่งน้ำมันออกนอกระบบ มาตรการเหล่านี้สะท้อนว่า แม้จังหวัดจะยังยืนยันว่าเชื้อเพลิงเพียงพอ แต่การบริหารความเสี่ยงได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างจริงจัง

สภา อบจ.เชียงรายเลือกใช้เครื่องมือทางท้องถิ่นเข้าช่วยประชาชน

ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้หยิบเครื่องมือที่อยู่ในมือของตัวเองขึ้นมาใช้ นั่นคือกลไกภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดจากการค้าน้ำมัน ซึ่งตามข้อมูลที่ อบจ.เชียงรายเผยแพร่ ที่ประชุมสภาเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ซึ่งมีนายประเสริฐ ชุ่มเมืองเย็น ประธานสภา อบจ. เป็นผู้ดำเนินการประชุม ได้พิจารณาร่างข้อบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีดังกล่าว ภายหลังนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ชี้แจงถึงผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และเสนอให้ยกเลิกการจัดเก็บภาษีหัวจ่ายน้ำมันเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อนำภาษีส่วนนี้กลับไปลดราคาน้ำมันและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในพื้นที่ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการทั้งหมด และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายให้มีผลโดยเร็ว

นัยสำคัญของมติครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนสตางค์ต่อหนึ่งลิตรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การส่งสัญญาณเชิงนโยบายว่า ท้องถิ่นพร้อมใช้รายได้ของตนเป็นกันชนระยะสั้นให้ประชาชน ในสถานการณ์ที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้เรียกร้องมาตรการซับซ้อน แต่ต้องการความช่วยเหลือที่รู้สึกได้จริงในชีวิตประจำวัน เพราะสำหรับหลายครอบครัวในเชียงราย ภาระน้ำมันไม่ได้กระทบเฉพาะการขับรถไปทำงาน ยังกระทบค่าโดยสาร ค่าขนส่งผลผลิต และราคาสินค้าที่ต้องซื้อทุกวัน เมื่อราคาพลังงานกลายเป็นต้นทุนกลางของทุกภาคส่วน การคืนพื้นที่ให้ราคาน้ำมันขยับลงแม้เพียงบางส่วน ย่อมมีความหมายทางสังคมมากกว่าตัวเลขที่เห็นบนป้ายหน้าปั๊ม

มาตรการ 3 เดือนช่วยอะไรได้บ้าง และมีขอบเขตแค่ไหน

หลายคนอาจคิดว่าการยกเลิกภาษีหัวจ่ายน้ำมันเป็นเพียงการลดราคาที่ปลายทาง แต่ในเชิงผลกระทบจริง มาตรการนี้มีความหมายมากกว่านั้น เพราะมันเป็นมาตรการเร่งด่วนที่มุ่งพยุงกำลังซื้อในช่วงเวลาที่ประชาชนต้องรับแรงกระแทกพร้อมกันหลายทาง ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร และต้นทุนประกอบอาชีพ ข้อมูลที่ อบจ.เชียงรายเผยแพร่ระบุว่า จังหวัดกำหนดกรอบเวลาให้มาตรการนี้ใช้ต่อเนื่อง 3 เดือน ซึ่งหมายความว่า จังหวัดตั้งใจให้เป็นเครื่องมือประคองสถานการณ์ในช่วงวิกฤต ไม่ใช่นโยบายถาวร การวางระยะเวลาเช่นนี้ยังสะท้อนอีกด้านว่า ท้องถิ่นตระหนักถึงข้อจำกัดด้านรายได้ของตัวเอง และพยายามออกแบบนโยบายให้สมดุลระหว่างการช่วยประชาชนกับการรักษาฐานะการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ด้วย

ในอีกด้านหนึ่ง มาตรการนี้ย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาพลังงานทั้งระบบได้ด้วยตัวเอง เพราะต้นตอของวิกฤตอยู่ไกลกว่าระดับจังหวัดมาก และยังโยงกับโครงสร้างราคาพลังงานของประเทศด้วย มีรายงานเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ว่า กบง.มีมติลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับดีเซล B7 และ B20 ลง 2 บาทต่อลิตร และการลดลงดังกล่าวส่งผ่านถึงราคาขายปลีกเต็มจำนวน ราคาหน้าปั๊มอาจลดได้ราว 2.14 บาทต่อลิตรหลังรวมผลของภาษีที่ลดลงตามไปด้วย ข้อมูลนี้ทำให้เห็นภาพชัดว่า มาตรการของเชียงรายเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับการขยับของนโยบายส่วนกลาง จึงอาจทำให้ผลบรรเทาภาระของประชาชนมีน้ำหนักมากขึ้นกว่าการลดภาษีท้องถิ่นเพียงลำพัง

กฎหมายเปิดทางให้ท้องถิ่นใช้ภาษีน้ำมันเป็นเครื่องมือได้

หัวใจทางกฎหมายของมาตรการนี้อยู่ที่อำนาจขององค์การบริหารส่วนจังหวัดในการออกข้อบัญญัติเกี่ยวกับภาษีจากการค้าน้ำมันในเขตจังหวัด โดยข้อมูลจากแหล่งกฎหมายและเอกสารอธิบายขั้นตอนการจัดเก็บภาษีน้ำมันของ อบจ.ในหลายจังหวัดระบุสอดคล้องกันว่า กฎหมายให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัดออกข้อบัญญัติจัดเก็บภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดจากสถานค้าปลีกน้ำมันในเขตจังหวัดได้ และกำหนดเพดานอัตราไว้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ การที่เชียงรายเลือกเสนอแก้ไขข้อบัญญัติเพื่อ “งดเก็บชั่วคราว” จึงไม่ใช่การใช้อำนาจนอกกรอบ เป็นการใช้กลไกกฎหมายท้องถิ่นที่มีอยู่เพื่อเปลี่ยนภาษีจากเครื่องมือหารายได้ไปเป็นเครื่องมือบรรเทาความเดือดร้อนในภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี ความชัดเจนทางกฎหมายเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่เส้นชัย เพราะเมื่อมาตรการเข้าสู่การบังคับใช้จริง คำถามถัดไปคือจะส่งผ่านส่วนลดไปถึงผู้บริโภคได้ครบถ้วนเพียงใด และจะมีระบบกำกับติดตามอย่างไรไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อนในทางปฏิบัติ นี่คือโจทย์ที่ท้องถิ่นต้องตอบให้ได้อย่างโปร่งใส เพราะยิ่งนโยบายเกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันซึ่งประชาชนเห็นอยู่ทุกวัน ความคาดหวังก็ยิ่งสูง และการสื่อสารไม่ชัดพอ ก็อาจเกิดช่องว่างระหว่างมติของสภากับความรู้สึกจริงของผู้ใช้รถและผู้ประกอบการในพื้นที่ได้ง่ายกว่านโยบายประเภทอื่น

เชียงรายพยายามพยุงสถานการณ์ก่อนสงกรานต์ ไม่ใช่แค่ลดราคาแต่ต้องคุมการไหลของน้ำมันด้วย

อีกชั้นหนึ่งของภาพรวมพลังงานเชียงรายในเวลานี้ คือการเตรียมพร้อมรับเทศกาลสงกรานต์ซึ่งมักเป็นช่วงที่ความต้องการใช้น้ำมันขยับสูงขึ้นทั้งจากการเดินทางกลับภูมิลำเนา การท่องเที่ยว และกิจกรรมเศรษฐกิจในท้องถิ่น ข้อมูลจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุว่า จังหวัดได้เตรียมความพร้อมน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างรอบด้าน ทั้งการสำรองสำหรับภาวะฉุกเฉิน การติดตามสต๊อกในสถานีบริการ และการประสานส่วนกลางเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันของหลายภาคส่วน ขณะเดียวกันยังเร่งสื่อสารข้อมูลผ่านหลายช่องทาง รวมถึงการแนะนำให้ประชาชนใช้แอปพลิเคชัน Fuel Now เพื่อตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศแบบเรียลไทม์ เพิ่มความสะดวกและลดความกังวลเรื่องการเข้าถึงเชื้อเพลิงในช่วงเทศกาล

มิติที่สำคัญไม่แพ้กันคือพื้นที่ชายแดนของเชียงราย ซึ่งเชื่อมโยงทั้งการค้า การขนส่ง และความเสี่ยงจากการลักลอบนำน้ำมันออกนอกระบบ จังหวัดจึงตั้งจุดตรวจรวม 11 จุดและบูรณาการการทำงานของสรรพสามิต ตำรวจ และศุลกากรเพื่อควบคุมการลำเลียงน้ำมันอย่างเข้มงวด สิ่งนี้สะท้อนว่าการบริหารพลังงานของเชียงรายไม่ได้มองแค่ “มีน้ำมันพอไหม” แต่รวมถึง “น้ำมันจะอยู่ในระบบที่ควรอยู่หรือไม่” ด้วย เพราะเกิดภาวะรั่วไหลหรือการกักตุนในช่วงวิกฤต ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่ที่บางอำเภอ แต่จะลามไปทั้งจังหวัดอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงเดินทางหนาแน่นอย่างสงกรานต์

เมื่อรัฐบาลกลางเตรียมคุมเวลาเปิดปิดปั๊ม ท้องถิ่นจึงต้องเร่งหายใจให้ประชาชน

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน รัฐบาลกลางก็ส่งสัญญาณมาตรการที่เข้มขึ้นต่อการใช้น้ำมัน โดยสำนักประชาสัมพันธ์ของรัฐรายงานเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ว่า นายกรัฐมนตรีระบุว่า จะใช้มาตรการเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันในช่วงเวลา 22.00 น. ถึง 05.00 น. จะเริ่มดำเนินการหลังวันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้ประชาชนเดินทางช่วงสงกรานต์ได้ก่อน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลกำลังเร่งวางมาตรการประหยัดพลังงานและปรับโครงสร้างราคาพลังงานเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางไม่ได้กระทบเฉพาะราคาน้ำมัน แต่ยังกระทบวัตถุดิบอุตสาหกรรมและต้นทุนสินค้าหลายประเภทอย่างต่อเนื่อง

เมื่อประกบกับมติของ อบจ.เชียงราย ภาพที่ชัดขึ้นคือ ระดับจังหวัดกำลังทำหน้าที่คล้ายเบาะรองแรงกระแทกในช่วงรอยต่อก่อนมาตรการส่วนกลางจะเดินหน้าเต็มรูปแบบ เชียงรายจึงไม่ได้เพียงลดราคาน้ำมันในเชิงสัญลักษณ์ แต่กำลังพยายามซื้อเวลาให้ประชาชนและภาคธุรกิจในพื้นที่ได้ปรับตัวก่อนมาตรการควบคุมการใช้น้ำมันในวงกว้างจะเริ่มเข้มขึ้น นี่คือความสำคัญของนโยบายท้องถิ่นในยามวิกฤต เพราะหลายครั้งสิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่คำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์ขนาดใหญ่ แต่คือมาตรการที่ช่วยลดภาระตรงหน้าให้ผ่านสัปดาห์หรือเดือนที่ยากที่สุดไปก่อน

นโยบายนี้สะท้อนบทบาทใหม่ของท้องถิ่นในยุคต้นทุนผันผวน

สิ่งที่เกิดขึ้นในเชียงรายจึงน่าสนใจมากกว่าการงดเก็บภาษีน้ำมัน 3 เดือน เพราะมันสะท้อนการเปลี่ยนบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากหน่วยบริการพื้นฐาน ไปสู่หน่วยนโยบายเชิงรุกที่ต้องตัดสินใจเร็วภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ส่งตรงถึงประชาชน วันหนึ่งท้องถิ่นอาจต้องดูแลถนน น้ำประปา และขยะ แต่ในอีกวันก็ต้องคิดเรื่องพลังงาน ค่าครองชีพ และการประคองเศรษฐกิจในระดับจังหวัดไปพร้อมกัน มาตรการของ อบจ.เชียงรายจึงเป็นตัวอย่างของการใช้ “เครื่องมือรายได้” มาเปลี่ยนเป็น “เครื่องมือเยียวยา” ในช่วงเวลาที่ประชาชนสัมผัสปัญหาได้ทุกวันจากป้ายราคาน้ำมันหน้าปั๊มและราคาสินค้าตามตลาด

แน่นอนว่ามาตรการนี้ยังต้องถูกติดตามผลอย่างใกล้ชิด ทั้งในแง่ว่าราคาน้ำมันที่ประชาชนจ่ายจริงลดลงเพียงใด การจัดเก็บรายได้ของ อบจ.จะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน และเมื่อครบ 3 เดือน จังหวัดจะมีนโยบายต่อเนื่องอย่างไร วิกฤตพลังงานโลกยังไม่คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ในเชิงการเมืองสาธารณะและการบริหารท้องถิ่น มติครั้งนี้ได้ฝากข้อความสำคัญไว้ชัดเจนแล้วว่า ในวันที่ปัญหาระดับโลกไหลลงมาถึงชีวิตคนในชุมชน หน่วยงานที่อยู่ใกล้ประชาชนที่สุดไม่อาจยืนดูอยู่เฉย ๆ ได้อีกต่อไป

ปลายทางของเรื่องนี้อยู่ที่ความเชื่อมั่น ไม่ใช่แค่ตัวเลขหน้าปั๊ม

ในระยะสั้น คนเชียงรายอาจมองผลของมาตรการนี้ผ่านตัวเลขที่จ่ายจริงหน้าปั๊ม แต่ในระยะยาว สิ่งที่มีค่ามากไม่แพ้กันคือความเชื่อมั่นว่าจังหวัดยังมีคนคอยบริหารสถานการณ์อยู่ ความเชื่อมั่นนั้นเกิดจากหลายชั้น ทั้งการที่จังหวัดยืนยันว่าน้ำมันยังเพียงพอในช่วงสงกรานต์ การที่ท้องถิ่นยอมลดรายได้บางส่วนเพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายของประชาชน และการที่ส่วนกลางเริ่มขยับลดราคาหน้าโรงกลั่นควบคู่กันไป ทั้งสามระดับทำงานเชื่อมกันได้จริง เชียงรายก็อาจผ่านช่วงตึงตัวของพลังงานรอบนี้ไปได้ด้วยความเสียหายน้อยกว่าที่กังวลกันในตอนแรก

แต่ถ้าลึกกว่านั้น เรื่องนี้ยังเตือนอีกอย่างว่า เศรษฐกิจท้องถิ่นในยุคปัจจุบันเปราะบางต่อแรงสั่นสะเทือนของโลกมากกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็นสงคราม เส้นทางพลังงาน หรือราคาวัตถุดิบ สิ่งที่เกิดห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรสามารถย้อนกลับมาหาคนขับรถส่งผัก คนทำไร่ คนขับรถรับจ้าง และครอบครัวธรรมดาในเชียงรายได้ภายในเวลาไม่กี่วัน การตัดสินใจของ อบจ.เชียงรายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงมาตรการลดภาษีชั่วคราว เป็นภาพสะท้อนของยุคสมัยที่การเมืองท้องถิ่นต้องรับมือปัญหาระดับโลกด้วยเครื่องมือที่มีจำกัด แต่ต้องตัดสินใจให้ไวพอและใกล้ชีวิตประชาชนมากพอจะสร้างผลได้จริงในเวลาที่จำเป็นที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • พลังงานจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รองปลัด ทส. ลงพื้นที่เชียงรายคุมเข้มไฟป่า จุดความร้อนลดแต่ฝุ่นข้ามแดนยังวิกฤตรับช่วงสงกรานต์

Summary
  • เชียงรายคุมไฟป่าได้ผล จุดความร้อนลดจาก 112 เหลือ 15 จุด

  • ค่าฝุ่น PM2.5 ยังพุ่งสูงเกินมาตรฐาน (สีแดง) กระทบสุขภาพรุนแรง

  • ฝุ่นส่วนใหญ่เป็นหมอกควันข้ามแดนจากเมียนมาและลาว

  • รองปลัด ทส. สั่งใช้กฎหมายสูงสุดคุก 30 ปีแก่ผู้ลักลอบเผา

  • จังหวัดเร่งทำห้องปลอดฝุ่นและแจกหน้ากาก N95 รับสงกรานต์

 รองปลัด ทส.ลงเชียงรายคุมเข้มไฟป่า แม้จุดความร้อนลด แต่ฝุ่นข้ามแดนยังบีบเมือง รับสงกรานต์ท่ามกลางโจทย์ใหญ่เรื่องอากาศปลอดภัย

เชียงราย, 6 เมษายน 2569 – เมืองที่เริ่มเห็นข่าวดี แต่ยังหายใจไม่โล่ ที่ศูนย์สั่งการและติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เชียงราย บรรยากาศของการประชุมไม่ใช่เพียงการสรุปสถานการณ์ประจำวัน หากเป็นการชั่งน้ำหนักระหว่าง “ข่าวดี” กับ “ความจริงที่ยังน่ากังวล” ไปพร้อมกัน เพราะแม้จังหวัดเชียงรายจะเริ่มควบคุมจุดความร้อนในพื้นที่ได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่ท้องฟ้าเหนือเมืองยังไม่กลับมาใส และค่าฝุ่นที่ประชาชนสูดหายใจเข้าไปในแต่ละชั่วโมงก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่อาจเรียกว่าเบาใจได้เลย

ในวันเดียวกันนั้น นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงฯ และผู้อำนวยการศูนย์การแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันส่วนหน้า ภาคเหนือ ลงพื้นที่เชียงรายเพื่อติดตามวิกฤตหมอกควันอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมกับนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มอบเสบียงข้าวสาร อาหารแห้ง และน้ำดื่มให้เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าในพื้นที่ ก่อนรับฟังรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ อุตุนิยมวิทยา และป้องกันสาธารณภัยของจังหวัด

ภาพดังกล่าวสะท้อนชัดว่า เชียงรายในเวลานี้ไม่ใช่พื้นที่ที่รัฐส่วนกลางมองแบบผ่าน ๆ แต่เป็นจังหวัดหน้าด่านของวิกฤตหมอกควันภาคเหนือ เพราะนอกจากจะมีพื้นที่ป่าและภูเขากว้างขวางแล้ว ยังมีแนวชายแดนติดประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทำให้การแก้ปัญหาไฟป่าในจังหวัดตัวเองอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป หากฟ้าด้านนอกชายแดนยังคงส่งควันเข้ามาซ้ำเติมอย่างต่อเนื่อง

ตัวเลขจุดความร้อนลดลง แต่ยังไม่ใช่จุดจบของวิกฤต

รายงานในที่ประชุมระบุว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 เชียงรายพบจุดความร้อน 112 จุด แต่หลังเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือเพียง 15 จุดในวันที่ 6 เมษายน 2569 รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงชื่นชมว่าจังหวัดเชียงรายมีรูปแบบการทำงานที่เป็น best practice เพราะหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด สามารถทำงานร่วมกันเป็นระบบภายใต้การบัญชาการของผู้ว่าราชการจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในทางปฏิบัติ ตัวเลขนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ เพราะจุดความร้อนเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดว่าภารกิจภาคสนามเริ่มเห็นผลจริง ไม่ว่าจะเป็นการเดินเท้าเข้าดับไฟ การใช้กำลังลาดตระเวน การวางแนวกันไฟ และการปิดพื้นที่เสี่ยงบางจุด แต่ในทางข่าว สิ่งที่ต้องอธิบายให้ชัดคือ การลดลงของจุดความร้อนไม่ได้แปลว่าฝุ่นจะหายไปในทันที โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีฝุ่นข้ามพรมแดนเป็นตัวแปรขนาดใหญ่เช่นเชียงราย เพราะฝุ่นที่ประชาชนเผชิญอาจไม่ได้มาจากไฟที่อยู่ในเขตจังหวัดเพียงอย่างเดียว

คุณภาพอากาศยังตึงตัวตลอดวัน

หากดูจากข้อมูลทางการของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 6 เมษายน 2569 จะเห็นว่า PM2.5 ในพื้นที่รับผิดชอบยังอยู่ในช่วง 75.1 ถึง 228.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และอยู่ในระดับ “มีผลกระทบต่อสุขภาพ” ทั้งระบบ สำหรับเชียงรายเอง จุดที่รุนแรงในรายงาน 24 ชั่วโมง ได้แก่ ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ 225.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย 213.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย 182.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งทั้งหมดสูงเกินมาตรฐานอย่างมาก และบางพื้นที่อยู่ในระดับสีแดงต่อเนื่องหลายวันแล้ว

เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงช่วงค่ำ ภาพที่ผู้ใช้แนบมายิ่งทำให้เห็นชัดว่าปัญหายังไม่จบ หน้าเชียงรายของ IQAir ณ เวลา 20.00 น. แสดงค่า US AQI 178 อยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยมี PM2.5 เป็นมลพิษหลักที่ 94 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และข้อมูลชุดเดียวกันยังระบุว่าค่าเมืองเชียงรายอ้างอิงจาก 19 สถานีของผู้ร่วมสนับสนุน 18 ราย ขณะที่สถานีย่อยบางแห่งในเมืองแตะระดับ 199 และ 192 สะท้อนว่าฝุ่นในเชียงรายไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทุกจุด แต่มีบางตำแหน่งที่ประชาชนเผชิญอากาศหนักกว่าค่าเฉลี่ยของเมืองอย่างชัดเจน

ความแตกต่างระหว่างตัวเลขจากหน่วยงานรัฐกับระบบเรียลไทม์จึงต้องอธิบายอย่างระมัดระวัง รายงานของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษเป็นค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงจากสถานีทางการ ขณะที่ IQAir เป็นการรวบรวมข้อมูลเรียลไทม์จากเครือข่ายสถานีหลายจุด ณ ช่วงเวลานั้น จึงไม่ใช่ตัวเลขที่ขัดแย้งกันโดยตรง หากแต่สะท้อนคนละมุมของปัญหา มุมหนึ่งบอกว่าเชียงรายเผชิญฝุ่นสะสมหนักมาหลายวัน อีกมุมหนึ่งบอกว่าแม้เวลาผ่านมาถึงค่ำ อากาศก็ยังไม่กลับสู่ระดับปลอดภัยอยู่ดี

ฝุ่นข้ามแดนยังเป็นโจทย์ใหญ่กว่าที่ตาเห็น

สิ่งที่ทำให้เชียงรายต่างจากหลายจังหวัด คือปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนยังคงกดทับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รายงานในวงประชุมระบุชัดว่า แม้ไฟในจังหวัดจะควบคุมได้ดีขึ้น แต่เชียงรายยังได้รับอิทธิพลจากหมอกควันจากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะมีแนวเขตติดชายแดนยาวและอยู่ในตำแหน่งที่รับมวลควันได้โดยตรง จังหวัดจึงต้องอาศัยกลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น หรือ TBC เพื่อหารือกับฝ่ายท่าขี้เหล็กของเมียนมาในวันที่ 9 เมษายน 2569 เพื่อหาทางลดแรงกดดันจากต้นทางร่วมกัน

ข้อมูลของ GISTDA ช่วยอธิบายมิติข้ามแดนนี้ได้ชัดขึ้น เพราะเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 ประเทศไทยพบจุดความร้อน 2,927 จุด ลดลงจากวันก่อนหน้า แต่ประเทศเพื่อนบ้านยังอยู่ในระดับสูง โดยเมียนมาพบ 3,397 จุด ลาว 3,296 จุด กัมพูชา 712 จุด และเวียดนาม 663 จุด ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า แม้เชียงรายจะลดไฟในพื้นที่ตัวเองได้ แต่หากพื้นที่รอบนอกยังมีการเผาในระดับสูง เมืองก็ยังต้องรับควันผ่านแนวภูเขาและกระแสลมต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงยาก

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ข่าวของเชียงรายในวันนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่อง “สำเร็จ” หรือ “ล้มเหลว” อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะในแง่การควบคุมไฟ จังหวัดทำได้ดีขึ้นจริง แต่ในแง่คุณภาพอากาศ ประชาชนยังต้องใช้ชีวิตภายใต้เงื่อนไขเดิม คืออากาศที่ยังเสี่ยงต่อสุขภาพ และความไม่แน่นอนของหมอกควันข้ามแดนที่ยังพัดเข้ามาได้ทุกเวลา

เชียงรายเร่งปกป้องสุขภาพก่อนถึงสงกรานต์

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายให้ข้อมูลว่า จังหวัดกำลังให้ความสำคัญอย่างมากกับผลกระทบด้านสุขภาพ โดยขอความร่วมมือร้านอาหาร ธุรกิจกาแฟ และห้างสรรพสินค้า ส่งเสริมการจัดพื้นที่ปลอดฝุ่นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ พร้อมสนับสนุนหน้ากาก N95 จำนวน 270,000 ชิ้น และดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด ข้อมูลจากฝ่ายจังหวัดก่อนหน้านั้นยังระบุด้วยว่าเชียงรายเตรียมห้องปลอดฝุ่นหลายร้อยแห่งกระจายทั่วจังหวัด เพื่อรองรับทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงที่ค่าฝุ่นยังเกินมาตรฐานต่อเนื่อง

รายละเอียดนี้มีนัยสำคัญมากในเชิงข่าวท้องถิ่น เพราะมันชี้ให้เห็นว่าเชียงรายไม่ได้รอแค่ภารกิจดับไฟ แต่เริ่มเปลี่ยนโจทย์จาก “จะลดจุดความร้อนอย่างไร” ไปสู่ “จะทำอย่างไรให้คนยังใช้ชีวิตได้ปลอดภัยที่สุดระหว่างที่ฝุ่นยังอยู่” นั่นหมายความว่าการบริหารวิกฤตของจังหวัดเริ่มขยายจากภาคป่าไปสู่ภาคเมือง ภาคบริการ และภาคท่องเที่ยวอย่างเต็มตัวแล้ว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่เมืองต้องรับคนจำนวนมากและธุรกิจจำเป็นต้องดำเนินต่อไป

บทเรียนจากเชียงรายคือไฟลดไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงลดทันที

คำกล่าวของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ระบุว่าสถานการณ์ไฟป่า “ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้” ภายใต้การบัญชาการแบบ Single Command จึงควรอ่านควบคู่กับข้อมูลฝุ่นที่ยังเกินมาตรฐานทั้งวัน เพราะสิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญไม่ใช่ภัยเดี่ยว แต่เป็นภัยซ้อน ชั้นแรกคือไฟป่าและจุดความร้อนในพื้นที่ ชั้นที่สองคือมลพิษสะสมในอากาศที่ยังไม่ทันจาง และชั้นที่สามคือมลพิษข้ามพรมแดนที่ยังควบคุมได้ยากกว่าปัจจัยภายในจังหวัดเอง

สำหรับคนเชียงราย ความจริงข้อนี้แปลออกมาเป็นชีวิตประจำวันง่าย ๆ คือ แม้เจ้าหน้าที่จะทำงานได้ผลมากขึ้น ประชาชนก็ยังไม่ควรตีความว่าทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติแล้ว เพราะตัวเลข AQI และ PM2.5 ยังชี้ว่าการใช้ชีวิตกลางแจ้ง การออกกำลังกายหนัก หรือการปล่อยให้เด็กเล็กและผู้สูงอายุอยู่ในพื้นที่เปิดโล่งนานเกินไป ยังคงมีความเสี่ยงจริง โดยเฉพาะในเขตเมืองและจุดที่รายงานเรียลไทม์ยังแตะระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพชัดเจน

ใช้กฎหมายหนักขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้ชัด

อีกมิติหนึ่งที่ถูกย้ำอย่างหนักในเวทีลงพื้นที่ครั้งนี้ คือ การดำเนินคดีกับผู้ลักลอบเผาป่า รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ข้อแนะนำเพิ่มเติมว่า หากพบการกระทำผิดในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 และ 2 หรือพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ขอให้ใช้กฎหมายที่มีโทษสูงสุดในการดำเนินคดี ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 30 ปี ปรับไม่เกิน 3,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายส่งผลยับยั้งมากกว่าที่ผ่านมา

แม้รายงานในวงประชุมจะระบุว่าขณะนี้เชียงรายจับกุมผู้ลักลอบเผาป่าได้ 1 ราย จากเหตุเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติขุนแจ แต่ในภาพรวมเจ้าหน้าที่มองตรงกันว่า การจับกุมเพียงรายเดียวไม่อาจสะท้อนว่าปัญหาสงบแล้ว ตรงกันข้าม มันชี้ว่าการบังคับใช้กฎหมายยังต้องเดินคู่กับการข่าว การลาดตระเวน และการทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างจริงจังต่อไป

สงกรานต์ปีนี้จึงเป็นมากกว่าเทศกาลท่องเที่ยว

เชียงรายกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ช่วงสงกรานต์ด้วยโจทย์ที่ละเอียดอ่อนกว่าหลายปีที่ผ่านมา เพราะเมืองต้องทำ 2 อย่างไปพร้อมกัน อย่างแรกคือรักษาความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในพื้นที่ อย่างที่สองคือรักษาความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการบริการที่กำลังเตรียมรับเทศกาล หากเมืองมีข่าวดีเฉพาะเรื่องไฟลดลงแต่ไม่อธิบายว่าฝุ่นยังสูง คนก็อาจเข้าใจคลาดเคลื่อน แต่หากสื่อสารแต่เรื่องวิกฤตโดยไม่ชี้ว่าหน่วยงานเริ่มควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น ก็อาจสร้างความตื่นตระหนกเกินความจำเป็นเช่นกัน

ในแง่นี้ การลงพื้นที่ของรองปลัด ทส. และการทำงานร่วมกันของจังหวัดเชียงรายจึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์มาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเชียงรายไม่ได้รับมือแบบต่างคนต่างทำ แต่กำลังรวมศูนย์ข้อมูลจากภาคป่า ภาคสาธารณสุข ภาคอุตุนิยมวิทยา และภาคปกครองเข้าด้วยกันเพื่อคุมสถานการณ์ในช่วงเปราะบางที่สุดของปี ซึ่งเป็นทิศทางที่น่าจะสำคัญพอ ๆ กับการลดไฟในป่าเอง

จุดคลี่คลายยังขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยพร้อมกัน

เมื่อประเมินจากข้อมูลทั้งหมด จุดคลี่คลายของเชียงรายในระยะสั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดับไฟในจังหวัดอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยพร้อมกัน คือ การตรึงจุดความร้อนในพื้นที่ไม่ให้กลับมาพุ่งซ้ำ การลดผลกระทบด้านสุขภาพผ่านหน้ากากและห้องปลอดฝุ่น และความสำเร็จของการหารือข้ามพรมแดนในวันที่ 9 เมษายน ว่าจะช่วยลดแรงกดดันจากต้นทางหมอกควันได้มากน้อยเพียงใด หากทั้ง 3 ด้านเดินหน้าไปพร้อมกัน เชียงรายก็อาจประคองสถานการณ์ผ่านช่วงสงกรานต์ไปได้โดยไม่ให้วิกฤตลุกลามกว่าที่เป็นอยู่

แต่หากปัจจัยภายนอกอย่างจุดความร้อนในเมียนมาและลาวยังทรงตัวสูง หรือสภาพอากาศไม่เอื้อต่อการระบายฝุ่น ต่อให้เชียงรายควบคุมไฟของตัวเองได้ดี เมืองก็ยังอาจต้องอยู่ใต้ฟ้าหม่นต่อไปอีกหลายวัน นี่คือความจริงที่ประชาชนควรรับรู้เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในชีวิตประจำวันอย่างรอบคอบ ทั้งการเดินทาง การทำงานกลางแจ้ง การท่องเที่ยว และการดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเรื้อรังในครอบครัว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ GISTDA
  • IQAir
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายอ่วม! ฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงระดับอันตราย กรมฝนหลวงเร่งเลี้ยงเมฆ ขณะพายุฤดูร้อนถล่มอำเภอเมือง

เชียงรายยังอยู่กลางวงล้อมฝุ่นหนัก แม้ฝนหลวงเร่งเลี้ยงเมฆ ขณะพายุฤดูร้อนซ้ำเติมบ้านเรือนในอำเภอเมือง

เชียงราย, 6 เมษายน 2569 – จังหวัดเชียงรายยังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อย่างต่อเนื่องตลอดวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา แม้หน่วยงานส่วนกลางจะเร่งปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อหวังใช้เมฆและฝนช่วยดูดซับมลพิษออกจากบรรยากาศ แต่ภาพที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่กลับสะท้อนความซับซ้อนของสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน เพราะในวันเดียวกัน เชียงรายไม่เพียงต้องรับมือกับฝุ่นควันที่กดทับคุณภาพชีวิตของผู้คน หากยังต้องเผชิญอากาศแปรปรวนและพายุฤดูร้อนที่สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนในอำเภอเมืองอีกระลอกหนึ่งด้วย

เชียงรายอยู่ในจุดที่ตัวเลขไม่อาจมองข้าม

หากพิจารณาจากข้อมูลทางการของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 5 เมษายน 2569 จะพบว่า เชียงรายยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ โดย ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย วัดได้ 182.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย วัดได้ 213.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และตำบลเวียง อำเภอเชียงของ วัดได้ 225.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ภาพรวมพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยงานเดียวกันในภาคเหนือตอนบนมีค่าฝุ่นอยู่ระหว่าง 104 ถึง 314.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สะท้อนว่าเชียงรายไม่ได้เผชิญปัญหาแบบจุดเดียว หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตอากาศที่แผ่กว้างทั้งภูมิภาค

ข้อมูลเรียลไทม์ที่แนบมาเพิ่มเติมยังสะท้อนภาพที่รุนแรงกว่าในระดับจุดตรวจเฉพาะพื้นที่ โดยบางสถานีในเชียงรายแตะระดับอันตรายขั้นสูงมากในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน สถานการณ์เช่นนี้ทำให้คำว่า “หมอกควัน” ไม่ได้เป็นเพียงคำอธิบายสภาพอากาศอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขที่กระทบการใช้ชีวิตประจำวันของคนทั้งเมือง ตั้งแต่เด็กนักเรียน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง คนทำงานกลางแจ้ง ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องพึ่งพาการสัญจรและกิจกรรมกลางแจ้งเพื่อเลี้ยงชีพ เมื่ออากาศกลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาและรู้สึกได้ในระบบหายใจโดยตรง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะมีฝนหรือไม่ แต่คือฝนนั้นจะเพียงพอแค่ไหนต่อการคลี่แรงกดทับที่สะสมมาหลายวัน

ฝนหลวงขยับเกมเหนือเวียงป่าเป้าและแม่สรวย

ท่ามกลางภาวะที่ค่าฝุ่นยืนระดับอันตราย กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเดินหน้าปฏิบัติการอย่างเข้มข้นตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนถึงเย็นของวันที่ 5 เมษายน โดยนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ระบุว่า เป้าหมายหลักของภารกิจวันนั้นคือบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ภาคเหนือ ด้วย 3 เทคนิคควบคู่กัน ได้แก่ การสเปรย์น้ำเย็น การโปรยน้ำแข็งแห้ง และการก่อเมฆร่วมกับการเลี้ยงเมฆเพื่อเพิ่มโอกาสให้เกิดฝนตก โดยในช่วงบ่ายมีการวางแผนเลี้ยงเมฆอย่างชัดเจนเหนือพื้นที่ อำเภอเวียงป่าเป้า และอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของจังหวัดในรอบนี้

การเลือกเวียงป่าเป้าและแม่สรวยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะทั้งสองอำเภอเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับภูมิประเทศเชิงเขา แหล่งป่า และมวลอากาศที่ไหลเวียนระหว่างเชียงรายกับจังหวัดใกล้เคียง เมื่อหน่วยงานบินเข้าเลี้ยงเมฆเหนือแนวนี้ จึงเป็นความพยายามช่วงชิงสภาพอากาศในระดับพื้นที่จริง ไม่ใช่เพียงการทำภารกิจเชิงสัญลักษณ์ ขณะเดียวกัน พื้นที่เชียงรายยังมีสถานะเป็นจังหวัดที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยกรณีไฟป่าแล้วใน 3 อำเภอ ได้แก่ เวียงป่าเป้า แม่สรวย และแม่ฟ้าหลวง รวม 12 ตำบล 31 หมู่บ้าน ยิ่งตอกย้ำว่าจังหวัดนี้อยู่ในแนวหน้าของปัญหาอย่างแท้จริง

ผลปฏิบัติการให้สัญญาณบวก แต่ยังไม่ใช่จุดจบของปัญหา

ผลติดตามหลังปฏิบัติการของกรมฝนหลวงฯ ระบุว่า ช่วงเวลา 16.00 น. กลุ่มเมฆเริ่มรวมตัวและพัฒนาขนาดต่อเนื่อง จากนั้นเวลา 16.30 น. มีฝนตกขณะปฏิบัติการ และเมื่อประเมินจากเรดาร์ฝนหลวงและภาพดาวเทียมเวลา 18.00 น. พบพื้นที่ฝนตกใน อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง นี่เป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้เห็นว่า ปฏิบัติการเลี้ยงเมฆในวันดังกล่าวมีผลในระดับพื้นที่จริง และสามารถสร้างฝนได้ในบางแนวบินตามที่หน่วยงานติดตามไว้

อย่างไรก็ตาม สำหรับเชียงราย จำเป็นต้องรายงานอย่างรอบคอบว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็น “แรงหนุนต่อโอกาสในการบรรเทา” มากกว่าจะสรุปว่าแก้ปัญหาได้เด็ดขาด เพราะแม้แนวบินจะครอบคลุมเวียงป่าเป้าและแม่สรวย แต่ข้อมูลที่แนบมาในพื้นที่เชียงรายเองสะท้อนว่า ฝนที่เกิดขึ้นบางจุดยังช่วยลดฝุ่นได้เพียงเล็กน้อย และหมอกควันยังคงปกคลุมต่อเนื่อง นี่คือจุดที่คนทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารสาธารณภัยต้องยอมรับความจริงร่วมกันว่า ฝนหนึ่งรอบอาจช่วยลดความรุนแรงชั่วคราว แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหาที่โยงกับไฟป่า แหล่งกำเนิดมลพิษหลายจุด และสภาพอากาศปิดสะสมหลายวัน

เชียงรายไม่ได้เจอเพียงฝุ่น แต่เจออากาศแปรปรวนซ้ำเติมในวันเดียวกัน

ในช่วงค่ำของวันที่ 5 เมษายน บ้านห้วยเคียน หมู่ 4 ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย เผชิญพายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำ ส่งผลให้บ้านเรือนและโรงจอดรถเสียหายเบื้องต้นอย่างน้อย 10 หลังคาเรือน หลังคาปลิวและมีกระเบื้องตกใส่บ้านและรถยนต์ รายงานเบื้องต้นจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า เจ้าหน้าที่เร่งเข้าสำรวจและให้ความช่วยเหลือทันที ภาพเหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่า เชียงรายกำลังอยู่ในภาวะที่สภาพอากาศเปลี่ยนจากฝุ่นหนาและฟ้าหม่น ไปสู่ฝน ลมแรง และความเสียหายจากพายุได้ในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมง

สิ่งที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับการคาดหมายลักษณะอากาศรายเดือนของศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ว่า เดือนเมษายนบริเวณภาคเหนือมีโอกาสเกิดพายุฤดูร้อนบ่อยครั้ง โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และอาจมีลูกเห็บตกในบางแห่ง ขณะที่เชียงรายถูกประเมินว่าจะมีฝนตลอดเดือนราว 90 ถึง 120 มิลลิเมตร เมื่อวางคำเตือนนี้ซ้อนกับเหตุบ้านห้วยเคียน จะเห็นชัดว่าสถานการณ์ไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนรายวัน แต่เป็นรูปแบบอากาศแปรปรวนที่ประชาชนและหน่วยงานต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างเป็นระบบ

บททดสอบของเชียงรายคือการรับมือภัยซ้อน

สภาพจริงของเชียงรายในห้วงเวลานี้จึงไม่ใช่ภัยเดี่ยว แต่เป็น “ภัยซ้อน” อย่างน้อย 3 ชั้น คือ ไฟป่าและแหล่งกำเนิดควัน ฝุ่น PM2.5 ที่สะสมในชั้นบรรยากาศ และความแปรปรวนของอากาศที่อาจก่อพายุและความเสียหายเชิงกายภาพต่อทรัพย์สินของประชาชน การบริหารสถานการณ์ลักษณะนี้ยากกว่าการรับมือเหตุใดเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพราะหน่วยงานต้องทำงานคู่ขนานทั้งด้านสุขภาพ การเฝ้าระวังไฟป่า การเตรียมความพร้อมรับลมพายุ และการสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนปรับพฤติกรรมได้ทันเวลา

ในมิตินี้ เชียงรายยังมีความเปราะบางเฉพาะตัวจากสภาพภูมิประเทศและการกระจายตัวของชุมชน หลายพื้นที่อยู่ใกล้ป่า อยู่ตามแนวเขา หรือเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญเชื่อมจังหวัดและชายแดน เมื่อเกิดฝุ่นหนา การมองเห็นลดลงและสุขภาพประชาชนถูกกระทบทันที แต่เมื่อเกิดพายุในช่วงค่ำ ความเสียหายต่อหลังคาเรือนและสิ่งปลูกสร้างก็เกิดขึ้นรวดเร็วไม่แพ้กัน ความท้าทายจึงอยู่ที่การทำให้ระบบเตือนภัยของรัฐไม่ทำงานแบบแยกส่วน แต่เชื่อมข้อมูลสุขภาพ สิ่งแวดล้อม อุตุนิยมวิทยา และสาธารณภัยเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง

กลไกช่วยเหลือเริ่มถูกขยับ แต่ความเร็วคือหัวใจ

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 ว่า ได้ย้ำจังหวัดที่ประสบปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ให้ใช้เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามแนวทางหลักเกณฑ์ ทั้งในด้านการเยียวยา การป้องกันบรรเทา และการระงับเหตุ โดยสามารถใช้จ่ายเชิงป้องกันหรือยับยั้งภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินได้แม้ยังไม่ต้องประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือในทุกกรณี และหากวงเงินคงเหลือไม่พอ ให้จังหวัดเสนอขอขยายวงเงินมายัง ปภ. โดยด่วน มาตรการนี้มีนัยสำคัญต่อเชียงราย เพราะจังหวัดอยู่ในสถานะพื้นที่ประสบสาธารณภัยกรณีไฟป่าแล้วบางส่วน และยังเผชิญผลกระทบด้านสุขภาพจากฝุ่นต่อเนื่อง

ข้อเท็จจริงอีกด้านที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือ จังหวัดเชียงรายเริ่มขยับกลไกเชิงรุกเพื่อสกัดต้นเหตุของปัญหาเช่นกัน โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานเมื่อ 3 เมษายน 2569 ว่าจังหวัดย้ำให้ประชาชนแจ้งเบาะแสการเผาป่าเพื่อรับเงินรางวัล และมีการอนุมัติเงินนำจับในบางกรณีแล้ว นี่สะท้อนว่าการแก้วิกฤตฝุ่นในเชียงรายไม่อาจพึ่งเพียงเครื่องบินบนท้องฟ้า แต่ต้องอาศัยการสกัดต้นเหตุบนพื้นดินควบคู่กัน เพราะหากยังมีการเผาอย่างต่อเนื่อง การบรรเทาฝุ่นด้วยฝนหรือกระแสลมก็ย่อมมีข้อจำกัดโดยตัวมันเอง

สิ่งที่คนเชียงรายควรจับตาหลังจากนี้

สิ่งแรกที่ประชาชนควรเฝ้าดูคือ แนวโน้มค่าฝุ่นหลังฝนและหลังปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ว่าจะลดลงต่อเนื่องหรือเป็นเพียงการผ่อนแรงชั่วคราว หากค่าฝุ่นยังกลับมาสูงเร็ว นั่นย่อมหมายความว่าต้นเหตุของควันยังไม่ถูกควบคุมได้มากพอ สิ่งถัดมาคือการเฝ้าระวังอากาศแปรปรวน โดยเฉพาะพื้นที่ที่เคยเกิดลมกระโชกแรงหรือมีหลังคาบ้านเสียหายแล้ว เพราะเมษายนยังเป็นเดือนที่กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนไว้อย่างชัดเจนว่าอาจเกิดพายุฤดูร้อนบ่อยครั้งในภาคเหนือ

ในเชิงนโยบาย บทเรียนของวันที่ 5 เมษายนบอกกับเชียงรายอย่างชัดเจนว่า การจัดการฝุ่นไม่อาจใช้เครื่องมือเดียวได้อีกต่อไป จังหวัดต้องเดินหลายแนวพร้อมกัน ได้แก่ การควบคุมการเผา การคุ้มครองกลุ่มเสี่ยง การสื่อสารเตือนภัยที่รวดเร็ว การเตรียมงบและเครื่องมือช่วยเหลือฉุกเฉิน รวมถึงการทำงานร่วมกับหน่วยบิน หน่วยอุตุนิยมวิทยา และหน่วยท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพราะเมื่อภัยทางอากาศเปลี่ยนรูปได้ภายในวันเดียว ตั้งแต่ฟ้าขมุกขมัวไปจนถึงลมพายุ การทำงานแบบรอให้เหตุเกิดแล้วค่อยขยับ ย่อมไม่ทันกับความจริงที่ประชาชนกำลังเผชิญ

ปลายทางของเรื่องนี้ยังไม่ใช่คำว่าคลี่คลาย

แม้การเลี้ยงเมฆของกรมฝนหลวงฯ จะให้ผลเชิงบวกและมีฝนเกิดขึ้นจริงในบางจังหวัดของภาคเหนือ แต่สำหรับเชียงราย ภาพรวมยังสะท้อนว่านี่เป็นเพียงการประคองสถานการณ์มากกว่าการจบวิกฤต จังหวัดยังมีค่าฝุ่นสูงในหลายจุด ยังมีพื้นที่ประสบสาธารณภัยจากไฟป่า ยังมีชุมชนที่ต้องเฝ้าระวังการเผา และล่าสุดยังมีบ้านเรือนเสียหายจากพายุฤดูร้อนเข้ามาซ้ำเติม ในความหมายนี้ วันที่ 5 เมษายนจึงไม่ใช่วันที่เชียงรายหลุดพ้นจากวิกฤต แต่เป็นวันที่เห็นชัดที่สุดว่า จังหวัดกำลังยืนอยู่กลางวงล้อมของปัญหาสิ่งแวดล้อมและสาธารณภัยที่เชื่อมถึงกันทั้งระบบ

และเมื่อมองออกไปในระดับภาคเหนือ ภาพฝนที่ตกในฮอด ลี้ และเถิน อาจเป็นสัญญาณว่ารัฐยังมีช่องทางแทรกแซงสถานการณ์ได้ แต่คำถามใหญ่กว่านั้นคือ จะทำอย่างไรให้สัญญาณบวกชั่วคราวแปลงเป็นความปลอดภัยระยะยาวของประชาชน โดยเฉพาะในเชียงรายซึ่งวันนี้ไม่ได้ต้องการเพียงฝน หากต้องการอากาศที่หายใจได้ บ้านที่ปลอดภัย และระบบรัฐที่ไปถึงประชาชนเร็วพอในวันที่ภัยเปลี่ยนรูปเร็วกว่าทุกปี

สถิติและข้อมูลสำคัญ

วันที่ 5 เมษายน 2569 เวลา 07.00 น.
เชียงรายมีค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงในจุดหลักที่เกินมาตรฐาน ได้แก่
อำเภอเมืองเชียงราย 182.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
อำเภอแม่สาย 213.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
อำเภอเชียงของ 225.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

วันที่ 5 เมษายน 2569
กรมฝนหลวงและการบินเกษตรปฏิบัติการทั้งช่วงเช้าและบ่าย โดยวางแผนเลี้ยงเมฆเหนืออำเภอเวียงป่าเป้าและอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และติดตามผลพบฝนตกในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง

ข้อมูล ปภ. เผยแพร่เมื่อ 5 เมษายน 2569
จังหวัดเชียงรายเป็น 1 ใน 2 จังหวัดของภาคเหนือที่มีการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยกรณีไฟป่าแล้ว ครอบคลุม 3 อำเภอ 12 ตำบล 31 หมู่บ้าน ได้แก่ เวียงป่าเป้า แม่สรวย และแม่ฟ้าหลวง

การคาดหมายรายเดือนเดือนเมษายน 2569 ของศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ
เชียงรายมีแนวโน้มมีฝน 90 ถึง 120 มิลลิเมตร และภาคเหนือมีโอกาสเกิดพายุฤดูร้อนบ่อยครั้ง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ กรมอุตุนิยมวิทยา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผอ.อุตุฯ เชียงรายแจงวิกฤตฝุ่นพุ่ง ชี้ปมความชื้นต่ำทำฝนหลวงไม่ได้ พร้อมจับตาพายุฤดูร้อนหลังสงกรานต์

หมอกควันเชียงรายยังหนาแน่น ท่ามกลางฝนที่ยังมาไม่ถึงและ KPI รัฐที่ถูกตั้งคำถาม

เชียงราย, 3 เมษายน 2569 – เชียงรายเริ่มเดือนเมษายนท่ามกลางอากาศที่หายใจได้ยากขึ้นเช้าวันที่ผู้คนในเมืองยังต้องออกจากบ้านไปทำงาน ส่งลูกไปโรงเรียน และใช้ชีวิตตามปกติ กลับเป็นอีกวันที่อากาศไม่ได้เอื้อให้ใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างแท้จริง เพราะค่าฝุ่น PM2.5 ในหลายจุดของจังหวัดยังอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุว่า วันที่ 3 เมษายน 2569 จุดวัดในเขตเมืองเชียงรายอยู่ที่ 166.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม่สายอยู่ที่ 203.1 และเชียงของอยู่ที่ 226.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะเดียวกันวันที่ 2 เมษายน ค่าฝุ่นในสามจุดหลักของเชียงรายก็ยังสูงต่อเนื่องที่ 169.0 216.9 และ 203.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรตามลำดับ ภาพนี้สะท้อนว่าเชียงรายไม่ได้เผชิญเพียงฝุ่นระดับเตือนภัยระยะสั้น แต่กำลังอยู่กับภาวะที่มลพิษอากาศกลายเป็นข้อจำกัดของชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง

ตัวเลขดังกล่าวมีความหมายมากกว่าการรายงานสถานการณ์รายวัน เพราะเมื่อค่าฝุ่นในเขตเมืองสูงเกินมาตรฐานหลายเท่าติดต่อกัน ความเสี่ยงไม่ได้ตกอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่กระทบตั้งแต่เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ไปจนถึงแรงงานกลางแจ้งและผู้ประกอบการที่ต้องพึ่งพากิจกรรมเศรษฐกิจในเมือง ยิ่งเมื่อสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุด้วยว่า แม่สายมีค่าฝุ่นระดับสีแดงต่อเนื่องมานาน 10 วันตั้งแต่ 25 มีนาคม 2569 จึงยิ่งตอกย้ำว่า สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญไม่ใช่ฝุ่นระลอกสั้น แต่เป็นวิกฤตที่ลากยาวพอจะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนทั้งจังหวัดได้อย่างชัดเจน

เหตุที่หมอกควันยังหนา ไม่ได้มาจากไฟในจังหวัดอย่างเดียว

คำอธิบายสำคัญจากข้อมูลที่แนบมาคือ ฝุ่นรอบนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นการทับซ้อนกันของหลายชั้น ทั้งสภาพอากาศแห้ง การยกตัวของความร้อน การขาดเมฆฝน และทิศทางลมที่พาสิ่งปกคลุมบรรยากาศเข้ามาสะสมเหนือภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงรายซึ่งมีตำแหน่งที่รับผลจากหมอกควันข้ามแดนได้ง่าย ข้อมูลมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569 ของภาครัฐเองก็ยอมรับชัดว่า “หมอกควันข้ามแดน” เป็นหนึ่งในแหล่งปัญหาหลักที่ต้องจัดการควบคู่กับไฟป่า การเผาในพื้นที่เกษตร และฝุ่นในเมือง นั่นหมายความว่า แม้จังหวัดจะพยายามควบคุมการเผาในพื้นที่ของตนเองมากเพียงใด เชียงรายก็ยังเสี่ยงรับผลจากมลพิษที่เคลื่อนตัวข้ามพรมแดนเข้ามาได้อยู่ดี

น้ำหนักของปัจจัยข้ามแดนยังสอดคล้องกับข้อมูลภาคสนามที่สะท้อนว่า แม้ไฟในพื้นที่เชียงรายบางช่วงจะลดลง แต่ค่าฝุ่นกลับยังสูงมาก ตัวอย่างจากข้อมูลเผยแพร่เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ระบุว่า วันที่ 1 เมษายน จังหวัดเชียงรายพบจุดความร้อนเพียง 37 จุด ลดลงจาก 156 จุดในวันที่ 31 มีนาคม คิดเป็นการลดลง 76 เปอร์เซ็นต์ แต่สถานการณ์ฝุ่นยังไม่คลี่คลาย เพราะมวลหมอกควันจากภายนอกยังเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมพื้นที่ต่อเนื่อง ภาพเช่นนี้ทำให้คำถามของคนเชียงรายที่ว่า “ทำไมในพื้นที่เผาน้อยลง แต่หมอกควันยังแน่น” กลายเป็นคำถามที่มีคำตอบเชิงโครงสร้างมากขึ้น ว่าในทางปฏิบัติ การจัดการฝุ่นของภาคเหนือไม่สามารถคิดเฉพาะเส้นเขตจังหวัดได้อีกต่อไป

ฝนยังเป็นความหวัง แต่ความหวังระยะสั้นยังมีจำกัด

ในช่วงที่ค่าฝุ่นสูงต่อเนื่อง คำถามที่ผู้คนในเชียงรายถามซ้ำมากที่สุดคือ เมื่อไหร่ฝนจะมา และเหตุใดจึงยังไม่สามารถทำฝนหลวงได้ตามที่คาดหวัง ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาอ้างถึงคำอธิบายของนายสายันต์ ไชยยศ ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยาเชียงราย ว่าการทำฝนหลวงจำเป็นต้องมีเมฆและมีความชื้นเพียงพอ ซึ่งสอดคล้องกับเอกสารกระบวนงานปฏิบัติการฝนหลวงของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรที่ระบุชัดว่า ขั้นตอนเร่งก่อเมฆต้องอาศัยสภาพที่มีความชื้นสัมพัทธ์มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ และมีเมฆหรือสภาพที่เอื้อต่อการก่อตัวของเมฆ จึงไม่ใช่ปฏิบัติการที่สั่งได้ในทุกวันตามความต้องการของสังคม

เมื่อหันกลับมาดูพยากรณ์อากาศอย่างเป็นทางการ ภาพก็ยิ่งชัดขึ้น กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศวันที่ 3 เมษายน 2569 ว่า ภาคเหนือระหว่างวันที่ 3 ถึง 9 เมษายนจะมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดกับฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยช่วง 7 ถึง 9 เมษายนมีฝนฟ้าคะนองเพียงร้อยละ 10 ของพื้นที่ และส่วนใหญ่เกิดทางด้านตะวันตกของภาค กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีโอกาสเกิดฝนอยู่บ้าง แต่ยังเป็นโอกาสที่จำกัดเกินกว่าจะคาดหวังการชะล้างหมอกควันได้ทั่วทั้งภาคในระยะอันใกล้ สำหรับเชียงรายซึ่งอยู่ในแนวรับลมและรับอิทธิพลฝุ่นข้ามแดนสูง จึงยังต้องเผชิญสถานการณ์ที่พึ่งฝนได้เพียงบางส่วน ไม่ใช่การเปลี่ยนฉากอย่างฉับพลัน

เมื่อมองจากภาคเหนือทั้งแถบ เชียงรายไม่ได้เผชิญปัญหาอยู่ลำพัง

หากขยายมุมมองจากเชียงรายออกไปสู่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ภาพรวมก็ยิ่งสะท้อนว่าเชียงรายเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตระดับภูมิภาค ไม่ใช่จุดผิดปกติเฉพาะพื้นที่ เอกสารมาตรการรับมือปี 2569 ของกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ในช่วงวิกฤตตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2567 ถึง 31 พฤษภาคม 2568 พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือมีค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 33 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมีวันที่เกินค่ามาตรฐาน 163 วัน ตัวเลขนี้แม้ในเอกสารจะระบุว่าค่าเฉลี่ยลดลงร้อยละ 18 และจำนวนวันเกินมาตรฐานลดลงร้อยละ 1 แต่สำหรับประชาชนในพื้นที่ ความจริงที่ยากจะ

ปฏิเสธคือ ภาคเหนือยังใช้ชีวิตอยู่กับอากาศที่เป็นพิษยาวนานมากตลอดฤดูวิกฤต

ความน่ากังวลยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาและบทวิเคราะห์ของ Rocket Media Lab ชี้อีกมุมหนึ่งว่า หากเทียบข้อมูลปี 2567 กับ 2568 แบบอีกชุดหนึ่ง จำนวนวันที่ PM2.5 เกินค่ามาตรฐานใน 17 จังหวัดภาคเหนือเพิ่มจาก 129 วันเป็น 163 วัน หรือเพิ่มขึ้น 26.36 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยฝุ่นทั้งปีลดจาก 46 เหลือ 33 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภาพนี้ทำให้เกิดคำถามเชิงนโยบายที่คมมากว่า การที่ค่าเฉลี่ยลดลงนั้น สะท้อนคุณภาพอากาศที่ดีขึ้นจริง หรือเพียงสะท้อนว่าฝุ่นไม่ได้หนาเท่าเดิมในบางวัน แต่วันที่คนต้องเผชิญอากาศเกินมาตรฐานกลับยาวนานขึ้นกว่าเดิม คำถามนี้สำคัญอย่างยิ่งกับภาคเหนือ เพราะประชาชนไม่ได้ใช้ชีวิตกับ “ค่าเฉลี่ยทั้งปี” แต่ใช้ชีวิตกับ “จำนวนวันที่ต้องสวมหน้ากากและหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง” จริงในแต่ละวัน

ปมสำคัญอยู่ที่การลด KPI หรือการแก้ปัญหาจริง

หนึ่งในประเด็นที่ข้อมูลแนบชุดนี้ชวนให้ต้องมองลึก คือการเปลี่ยนระดับความเข้มงวดของเป้าหมายภาครัฐในแต่ละปี ย้อนกลับไปปี 2567 ข้อมูลที่กรมประชาสัมพันธ์สรุปจากมาตรการภาครัฐระบุว่า 17 จังหวัดภาคเหนือเคยตั้งเป้าลดค่าเฉลี่ย PM2.5 ลง 40 เปอร์เซ็นต์ และลดจำนวนวันที่เกินมาตรฐานลง 30 เปอร์เซ็นต์ พร้อมทั้งตั้งเป้าลดการเผาในพื้นที่เกษตรถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อมาถึงปี 2569 เป้าหมายในเอกสารทางการเหลือเพียง ลดค่าเฉลี่ย PM2.5 ลง 10 เปอร์เซ็นต์ และลดจำนวนวันที่เกินมาตรฐานลง 5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการเผาในพื้นที่เกษตรของภาคเหนือกำหนดเป้าหมายไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เท่านั้น ช่องว่างระหว่างตัวเลขสองชุดนี้ทำให้ข้อวิจารณ์เรื่อง “แก้ KPI หรือแก้ปัญหา” กลายเป็นประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ยิ่งเมื่อดูตัวชี้วัดการเผาในพื้นที่ป่า ภาพยิ่งซับซ้อน ข้อมูลที่ Rocket Media Lab นำมาวิเคราะห์จาก GISTDA ระบุว่า ปี 2568 พื้นที่เผาในป่าของ 17 จังหวัดภาคเหนือเพิ่มจาก 2,292,112 ไร่ในปี 2567 เป็น 5,777,474 ไร่ หรือเพิ่มขึ้น 152.06 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เป้าหมายลดพื้นที่เผาป่าลง 25 เปอร์เซ็นต์ไม่บรรลุผล ขณะเดียวกัน ภาครัฐในปี 2569 กลับกำหนดเป้าหมายลดการเผาป่าทั่วประเทศและกลุ่มป่าแปลงใหญ่ 14 กลุ่มป่าไว้ที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ซึ่งต่ำกว่าความเข้มข้นของเป้าหมายก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด แน่นอนว่ารัฐอาจมีเหตุผลด้านความเป็นจริงของการปฏิบัติงาน แต่ในมุมของประชาชนภาคเหนือ โดยเฉพาะคนเชียงรายที่ยังต้องเผชิญฝุ่นหนาทุกปี ความกังวลจึงไม่ได้อยู่ที่เอกสารจะเขียนอย่างไร แต่อยู่ที่อากาศที่หายใจได้จริงจะดีขึ้นหรือไม่

แผนใหม่มีเครื่องมือมากขึ้น แต่ภาคเหนือยังรอผลในโลกจริง

ต้องยอมรับว่าแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติฉบับที่ 2 และมาตรการรับมือปี 2569 ไม่ได้ว่างเปล่าเสียทีเดียว เพราะมีการขยับหลายเรื่องที่เป็นสาระ เช่น การใช้ร่องรอยพื้นที่เผาไหม้หรือ burnt scar แทนการดูเฉพาะ hotspot การเพิ่มมาตรการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน การผลักดันพื้นที่ควบคุมพิเศษในเมือง การพูดถึง Congestion Charge และการยกระดับความร่วมมือเรื่องหมอกควันข้ามแดนภายใต้ CLEAR Sky Strategy สิ่งเหล่านี้ชี้ว่า ภาครัฐรับรู้แล้วว่าปัญหาฝุ่นไม่อาจแก้แบบแยกส่วนอีกต่อไป และต้องใช้ทั้งมาตรการป่า เกษตร เมือง และต่างประเทศพร้อมกัน

แต่สำหรับภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงราย คำถามที่ใหญ่กว่าคือเครื่องมือเหล่านี้จะลงไปถึงระดับพื้นที่เร็วพอหรือไม่ เพราะต่อให้เอกสารระดับชาติระบุชัดเรื่องการแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast การจัดเตรียมเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อไม่เผา การควบคุมรถควันดำ และการจัดการมลพิษข้ามแดน หากผลสุดท้ายยังลงเอยที่ประชาชนต้องอยู่กับวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐานนานกว่าเดิม ความเชื่อมั่นต่อแผนก็ย่อมถูกสั่นคลอน และนั่นคือเหตุผลที่เรื่องนี้กระทบคนเหนือโดยตรงมากกว่าภาคอื่น เพราะภาคเหนือคือพื้นที่ที่ต้องรับทั้งไฟในประเทศ ภูมิประเทศที่เอื้อต่อการสะสมตัวของหมอกควัน และมลพิษจากภายนอกพร้อมกัน

เชียงรายกำลังยืนอยู่ระหว่างความจริงทางอุตุนิยมวิทยากับความจริงทางนโยบาย

หากสรุปภาพรวมจากข้อมูลทั้งหมดที่แนบมา คำตอบของคำถามคนเชียงรายมีอยู่สองชั้น ชั้นแรกคือคำตอบทางธรรมชาติและอุตุนิยมวิทยา หมอกควันยังหนาเพราะฝนยังไม่พร้อมมา เมฆและความชื้นยังไม่เอื้อให้ฝนหลวงทำงานได้เต็มที่ อีกทั้งลมและมลพิษข้ามแดนยังซ้ำเติมสถานการณ์ ชั้นที่สองคือคำตอบทางนโยบาย ต่อให้เชียงรายพยายามคุมไฟในพื้นที่ของตนเอง แต่ถ้าโครงสร้างการแก้ปัญหาระดับภาคและระดับประเทศยังทำให้วันที่อากาศเป็นพิษยาวนาน คนเชียงรายก็ยังต้องอยู่กับวงจรเดิม คือรอฝน รอทิศลมเปลี่ยน และรอให้มาตรการรัฐทำงานทันกับความจริงในสนามมากกว่าที่ผ่านมา

ในระยะสั้น ฝนอาจยังไม่ใช่คำตอบที่มาเร็วพอ ขณะเดียวกัน ในระยะยาว KPI ที่อ่อนลงอาจทำให้ตัวเลขบนกระดาษดูสำเร็จง่ายขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าคนเหนือจะหายใจโล่งขึ้นจริงเร็วเท่าเดิม สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญจึงไม่ใช่แค่หมอกควันหนาหนักกว่าปกติในต้นเมษายน หากคือบททดสอบว่าประเทศไทยจะกล้าขยับจากการบริหารฝุ่นด้วยตัวชี้วัด ไปสู่การแก้ปัญหาด้วยผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริงหรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่คนเชียงรายต้องการ ไม่ใช่เพียงรายงานว่าฝุ่นเฉลี่ยลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือเช้าที่ลูกหลานออกจากบ้านได้โดยไม่ต้องเริ่มวันด้วยลมหายใจที่เต็มไปด้วยฝุ่นพิษ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • Rocket Media Lab
  • นายสายันต์ ไชยยศ ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยาเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เปิดพื้นที่ปลอดภัยรับมือ PM2.5 เชียงรายชูต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่นและห้องปลอดฝุ่นเพื่อคุณภาพชีวิตคนเมือง

เทศบาลนครเชียงรายเปิด Clean Room รับมือวิกฤตฝุ่น เดินหน้าสวนลดฝุ่นควบคู่มาตรการคุ้มครองประชาชน

เชียงราย,3 เมษายน 2569 – เมื่อวิกฤตฝุ่นไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้าจอ  ในเมืองที่ผู้คนยังต้องใช้ชีวิตตามปกติ เด็กยังต้องไปโรงเรียน ผู้สูงอายุยังต้องออกมาพบแพทย์ และแรงงานยังต้องเดินทางทุกวัน ตัวเลขฝุ่น PM2.5 ที่ลอยอยู่เหนือเมืองจึงไม่ใช่เพียงค่าทางเทคนิคที่ปรากฏบนแอปพลิเคชัน แต่คือระดับความเสี่ยงที่แทรกซึมอยู่ในลมหายใจของทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพนี้สะท้อนชัดในจังหวัดเชียงรายช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 เมื่อสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานว่า วันที่ 2 เมษายน 2569 ค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงในพื้นที่ ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย อยู่ที่ 169.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และในวันที่ 3 เมษายน 2569 ยังอยู่ที่ 166.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ค่ามาตรฐานของประเทศกำหนดไว้ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หมายความว่าอากาศในเขตเมืองเชียงรายช่วงดังกล่าวมีค่าฝุ่นสูงกว่ามาตรฐานมากกว่า 4 เท่า และอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่องหลายวัน ไม่ใช่สถานการณ์ที่ปล่อยให้ผ่านไปด้วยการเฝ้าระวังเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป

ความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเขตเมือง แต่ลามครอบคลุมหลายอำเภอของเชียงรายในเวลาเดียวกัน โดยวันที่ 2 เมษายน 2569 พื้นที่ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย มีค่าฝุ่น 216.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ ต.เวียง อ.เชียงของ อยู่ที่ 203.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนรายงานวันที่ 3 เมษายน 2569 ยังพบค่า 203.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรที่แม่สาย และ 226.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรที่เชียงของ พร้อมระบุว่าหลายพื้นที่ในเชียงรายมีค่าฝุ่นระดับสีแดงติดต่อกัน 7 ถึง 10 วัน ภายใต้บริบทเช่นนี้ การประชุมของเทศบาลนครเชียงรายเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 จึงเกิดขึ้นท่ามกลางเงื่อนไขที่กดดันจริง ทั้งในเชิงสาธารณสุข การบริหารเมือง และความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นมาตรการซึ่งจับต้องได้มากกว่าคำเตือนรายวัน

เทศบาลขยับจากการเตือนสู่การคุ้มครองเชิงรุก

ที่สวนตุงและโคมนครเชียงรายในวันประชุมดังกล่าว นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้เป็นประธานหารือแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 โดยสาระสำคัญของมาตรการที่ถูกนำเสนอสะท้อนว่าเทศบาลพยายามเปลี่ยนจากการรับมือแบบตั้งรับ ไปสู่การคุ้มครองเชิงรุกที่มุ่งดูแลทั้งต้นเหตุและผู้ได้รับผลกระทบในเวลาเดียวกัน ด้านหนึ่งคือการควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นอย่างต่อเนื่อง อีกด้านหนึ่งคือการจัดพื้นที่ปลอดภัยและบริการสนับสนุนสำหรับประชาชนที่ยังไม่สามารถป้องกันตนเองได้เพียงพอ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง นี่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การรายงานสถานการณ์ แต่เป็นการจัดการเมืองภายใต้ภาวะเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบมากขึ้น

ในชุดมาตรการที่มีการสื่อสารต่อสาธารณะ เทศบาลยังระบุถึงการจัดพื้นที่ปลอดฝุ่นหรือ Clean Room ทั้งในโรงเรียนและพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อรองรับประชาชนที่ไม่มีเครื่องฟอกอากาศภายในบ้าน ควบคู่กับแนวคิด Chiang Rai Clean Air Dining ที่รวบรวมร้านอาหารซึ่งติดตั้งระบบฟอกอากาศไว้เป็นทางเลือกสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว มาตรการลักษณะนี้สะท้อนว่าปัญหาฝุ่นได้ถูกยกระดับจากเรื่องสิ่งแวดล้อมไปสู่เรื่องคุณภาพชีวิตรายวัน เพราะเมื่อการใช้ชีวิตพื้นฐานอย่างการกิน การเรียน หรือการพักผ่อนกลางเมืองต้องพึ่งพื้นที่คุ้มครองเป็นพิเศษ เมืองก็จำเป็นต้องตอบสนองด้วยโครงสร้างรองรับที่มากกว่าเพียงการประกาศเตือนฝุ่นในแต่ละเช้า

เคาะประตูบ้านเพื่อเข้าถึงคนที่เปราะบางที่สุด

มาตรการที่มีนัยสำคัญอย่างมากในเชิงสาธารณสุข คือโครงการ “เคาะประตูบ้าน” ซึ่งกองการแพทย์ของเทศบาลทำงานร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรือ อสม. ลงพื้นที่ให้ความรู้และแจกหน้ากากอนามัยแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยใน 7 กลุ่มโรคสำคัญ แนวทางนี้มีความหมายมากกว่าการแจกอุปกรณ์ เพราะมันคือการพยายามพา “ระบบคุ้มครองสุขภาพ” ออกไปหาประชาชนถึงชุมชน แทนที่จะรอให้ผู้ได้รับผลกระทบเดินเข้ามาขอความช่วยเหลือเอง ในภาวะที่ฝุ่นสะสมต่อเนื่องหลายวัน วิธีคิดเช่นนี้ช่วยลดช่องว่างระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชนได้มาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยติดบ้าน ผู้สูงอายุ และครัวเรือนที่อาจไม่มีทั้งเครื่องฟอกอากาศและข้อมูลที่เพียงพอในการประเมินความเสี่ยงของตนเอง

ข้อมูลที่เทศบาลเผยแพร่เพิ่มเติมยังระบุว่าการดูแลกลุ่มเปราะบางดังกล่าวครอบคลุมถึง 63 ชุมชนในเขตเทศบาลนครเชียงราย พร้อมการให้ความรู้และการแจกหน้ากากอย่างต่อเนื่อง เมื่อนำตัวเลขนี้มาพิจารณาร่วมกับลักษณะการกระจายตัวของชุมชนเมือง จะเห็นว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่ในใจกลางเมืองหรือจุดสัญลักษณ์เท่านั้น แต่พยายามขยายการคุ้มครองออกไปในระดับพื้นที่อยู่อาศัยจริง สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในวิกฤตฝุ่น คนที่เปราะบางที่สุดมักไม่ใช่คนที่อยู่ใกล้แหล่งข้อมูลที่สุด หากแต่เป็นคนที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกัน การเดินทาง และบริการสุขภาพ การลงพื้นที่เชิงรุกจึงเป็นมาตรการที่มีผลโดยตรงต่อการลดความเสี่ยงระยะสั้นได้มากกว่าการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์เพียงอย่างเดียว

ห้องเรียนปลอดฝุ่นกับ Clean Room คือการปกป้องอนาคตของเมือง

อีกด้านที่เทศบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือการสร้างพื้นที่ปลอดฝุ่นสำหรับเด็กและเยาวชน โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายยืนยันว่า เทศบาลได้ติดตั้งระบบฟอกอากาศในห้องเรียนปลอดฝุ่นครบทั้ง 8 แห่ง และพัฒนาห้องสมุดปลอดฝุ่น “เสมสิกขาลัยเชียงราย” เพื่อให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการสื่อสารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งระบุว่าเมืองกำลังยกระดับมาตรการจากการเตือนภัย ไปสู่การสร้างโครงสร้างคุ้มครองที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันของเด็ก นักเรียน และครอบครัว หากมองในภาพกว้าง สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ แต่คือการส่งสัญญาณว่า เมืองยอมรับแล้วว่าฝุ่นไม่ใช่ปัญหาชั่วคราว และการคุ้มครองประชาชนต้องถูกออกแบบเป็นระบบในพื้นที่ที่ผู้คนใช้งานทุกวัน

มิติของห้องปลอดฝุ่นยังมีความสำคัญเชิงสังคมอยู่ไม่น้อย เพราะในเมืองที่ความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์ป้องกันมีอยู่จริง การมี Clean Room หรือห้องปลอดฝุ่นในพื้นที่สาธารณะช่วยลดภาระของครอบครัวที่ยังไม่มีศักยภาพติดตั้งเครื่องฟอกอากาศเองภายในบ้าน และช่วยให้เด็กกับเยาวชนยังสามารถเรียนหนังสือ อ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมได้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยขึ้น นี่คือการยอมรับอย่างเงียบ ๆ ว่าฝุ่น PM2.5 ไม่ได้กระทบคนเท่ากันทุกคน และนโยบายที่ดีต้องมองเห็นความแตกต่างดังกล่าวให้ชัด ไม่ใช่วางมาตรการแบบเดียวกันกับทุกครัวเรือนโดยไม่สนใจเงื่อนไขความพร้อมที่ไม่เท่ากันของประชาชน

สวนตุงและโคมกำลังถูกเปลี่ยนจากพื้นที่พักผ่อนเป็นพื้นที่ทดลองทางสิ่งแวดล้อม

หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาที่สุดของการประชุมครั้งนี้ คือการผลักดันสวนตุงและโคมให้เป็น “สวนสาธารณะลดฝุ่น” อย่างเป็นรูปธรรม โดยเทศบาลได้ติดตั้งจุดพ่นละอองน้ำภายในสวนเพื่อช่วยลดฝุ่นและเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง มาตรการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอย ๆ หากมีฐานเชื่อมโยงกับแนวคิดวิจัยที่หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมได้หารือกับเทศบาลไว้ก่อนหน้าแล้วตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อ วว. และ วช. ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่กำหนดแนวทางพัฒนาสวนตุงและโคมให้เป็นต้นแบบสวนลดฝุ่น PM2.5 และพื้นที่สีเขียวเชิงสิ่งแวดล้อมของเมืองเชียงราย ความหมายของเรื่องนี้จึงอยู่ที่การเปลี่ยนสวนสาธารณะจากพื้นที่พักผ่อนธรรมดา ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพอากาศของเมืองในอนาคต

อย่างไรก็ดี จุดแข็งของแนวทางนี้อยู่ที่การยอมรับความเป็น “โครงการนำร่อง” มากกว่าการประกาศว่าจะแก้ปัญหาได้ทั้งหมดทันที ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมชี้ว่า งานวิจัยเรื่องกำแพงต้นไม้สามารถใช้ชนิดพืชที่เหมาะสม เช่น พืชใบขรุขระ ใบเล็ก หรือมีขนบนใบ เพื่อดักจับและดูดซับ PM2.5 ได้ ขณะเดียวกัน งานวิจัยนานาชาติยังเตือนว่า ผลของต้นไม้ต่อฝุ่นขึ้นอยู่กับปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาและโครงสร้างเรือนยอด หากออกแบบไม่เหมาะสมในพื้นที่อับลม ก็อาจทำให้การระบายอากาศลดลงได้เช่นกัน ดังนั้น การที่เทศบาลเลือกทดลองใช้ต้นไม้ พื้นที่สีเขียว และจุดพ่นละอองน้ำร่วมกันในสวนตุงและโคม จึงเป็นวิธีที่ระมัดระวังและสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์มากกว่าการพึ่งมาตรการชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงลำพัง

มาตรการในเมืองจะเดินต่อได้ ต้องมีแรงหนุนจากการคุมต้นเหตุทั้งจังหวัด

แม้เทศบาลจะเร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยและลดผลกระทบในเขตเมือง แต่มาตรการเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพจำกัด หากต้นเหตุของฝุ่นยังคงเกิดขึ้นในวงกว้าง จังหวัดเชียงรายจึงยังคงใช้มาตรการห้ามเผาในที่โล่งอย่างเข้มงวดระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 ซึ่งสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุชัดว่าเป็นช่วง “ห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด” นาน 86 วัน พร้อมตั้งเป้าลดจุดความร้อนและลดวันที่มีฝุ่นเกินมาตรฐานในระดับจังหวัด อีกทั้งต่อมาในการประชุมติดตามสถานการณ์เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 จังหวัดยังย้ำการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การเตรียมห้องปลอดฝุ่นและหน้ากากอนามัยสำหรับประชาชน รวมถึงการรับมือกับหมอกควันข้ามแดนซึ่งเป็นปัจจัยที่เชียงรายเผชิญอย่างต่อเนื่องในช่วงมีนาคมถึงเมษายน

เมื่อนำภาพของจังหวัดมาเชื่อมกับภาพของเทศบาล จะเห็นว่าการจัดการฝุ่นในเชียงรายเวลานี้กำลังเดินอยู่บนสองขา ขาแรกคือการบังคับใช้มาตรการเพื่อลดแหล่งกำเนิด ทั้งการห้ามเผา การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร และการตรวจเข้มควันดำ ขาที่สองคือการคุ้มครองประชาชนในพื้นที่เมืองผ่าน Clean Room ห้องเรียนปลอดฝุ่น การลงชุมชน และสวนลดฝุ่น แนวทางแบบสองขานี้สำคัญมาก เพราะวิกฤตฝุ่นไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยการดูแลปลายทางอย่างเดียว หรือการควบคุมต้นทางอย่างเดียว หากแต่ต้องทำทั้งสองด้านพร้อมกัน จึงจะพอประคองคุณภาพชีวิตของประชาชนในช่วงวิกฤต และลดความรุนแรงของปัญหาในระยะยาวได้จริง

เป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่แค่ให้ค่าฝุ่นลด แต่ต้องทำให้เมืองอยู่ได้

แผนของเทศบาลนครเชียงรายในระยะต่อไปยังเชื่อมปัญหาฝุ่นเข้ากับการพัฒนาเมืองในภาพใหญ่ โดยมีแนวคิดพัฒนาสวนตุงและโคมให้เป็นต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี ธรรมชาติ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว รองรับการพัฒนาเมืองสู่ “Sport City” และ “Garden City” ในระยะยาว เป้าหมายเช่นนี้มีนัยสำคัญ เพราะสะท้อนว่าฝุ่น PM2.5 ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเหตุฉุกเฉินเฉพาะฤดูกาล แต่เป็นปัจจัยที่ต้องถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเมือง การออกแบบพื้นที่สาธารณะ และโครงสร้างคุณภาพชีวิตโดยตรง หากเมืองจะน่าอยู่จริง เมืองต้องทำให้ผู้คนสามารถเรียน กิน ทำงาน และพักผ่อน ได้โดยไม่ต้องเสี่ยงกับอากาศเป็นพิษซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกปี

ท่ามกลางวิกฤตที่ยังไม่จบในวันเดียว การเปิด Clean Room การดูแล 63 ชุมชน การสร้างห้องเรียนปลอดฝุ่น และการนำร่องสวนลดฝุ่น อาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของเชียงราย แต่ก็เป็นสัญญาณว่าท้องถิ่นกำลังพยายามขยับจากการรับรู้ปัญหาไปสู่การออกแบบคำตอบของตนเองอย่างจริงจัง ในภาวะที่ค่าฝุ่นยังอยู่ในระดับกระทบสุขภาพต่อเนื่อง ความเร็วในการลงมือทำจึงสำคัญไม่แพ้ความแม่นยำของนโยบาย และสำหรับประชาชนที่ต้องอยู่กับอากาศเช่นนี้ทุกวัน มาตรการที่ทำให้มีพื้นที่หายใจได้จริงแม้เพียงบางส่วน ก็อาจหมายถึงความต่างระหว่างการ “ประคองชีวิต” กับการ “เสี่ยงโดยไม่มีทางเลือก” อย่างมีนัยสำคัญ

สถิติและข้อมูลสำคัญ

วันที่ 2 เมษายน 2569 ค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย อยู่ที่ 169.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนวันที่ 3 เมษายน 2569 อยู่ที่ 166.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ค่ามาตรฐานของประเทศอยู่ที่ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

วันที่ 2 เมษายน 2569 พื้นที่ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย วัดได้ 216.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ ต.เวียง อ.เชียงของ วัดได้ 203.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนวันที่ 3 เมษายน 2569 วัดได้ 203.1 และ 226.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรตามลำดับ

เทศบาลนครเชียงรายระบุว่ามีห้องเรียนปลอดฝุ่นครบ 8 แห่ง และพัฒนาห้องสมุดปลอดฝุ่นเสมสิกขาลัยเชียงราย รวมถึงลงพื้นที่ดูแลกลุ่มเปราะบางใน 63 ชุมชน

จังหวัดเชียงรายใช้มาตรการห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาดระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวม 86 วัน เพื่อควบคุมไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ รายงานวันที่ 2 และ 3 เมษายน 2569 และข้อมูลค่ามาตรฐาน 5 จากประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่หน่วยงานรัฐเผยแพร่
  • ข้อมูลด้านการวิจัยและการพัฒนาสวนลดฝุ่น
  • สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • เทศบาลนครเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เทศบาลนครเชียงรายรุกงานโยธา นำสายไฟลงดินถนนธนาลัย ยกระดับความปลอดภัยและภูมิทัศน์เมือง

เชียงรายเร่งรื้อสายเมืองเก่า เดินหน้าเคเบิลใต้ดินบนถนนธนาลัย วางฐานเมืองอัจฉริยะรับอนาคตท่องเที่ยวและความปลอดภัย

เชียงราย,30 มีนาคม 2569 – ใจกลางเมืองที่กำลังเปลี่ยนโฉมถนนธนาลัยในนครเชียงรายไม่ใช่เพียงเส้นทางสัญจรสายหนึ่งของคนเมือง แต่เป็นพื้นที่ที่ทำหน้าที่ทั้งเป็นแกนเศรษฐกิจ เขตการค้าเก่า พื้นที่ท่องเที่ยว และฉากชีวิตประจำวันของผู้คนในย่านเมืองชั้นในมาอย่างยาวนาน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาพของเสาไฟฟ้าและสายสื่อสารที่พาดทับกันเหนือศีรษะกลายเป็นทั้งปัญหาด้านภูมิทัศน์ ความปลอดภัย และข้อจำกัดของการพัฒนาเมืองในระยะยาว กระทั่งในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 การขยับตัวของโครงการรื้อถอนสายไฟฟ้า ตัดเสาไฟฟ้า และสายสื่อสาร พร้อมพัฒนาระบบเคเบิลไฟฟ้าใต้ดิน ได้ทำให้ถนนสายนี้กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงงานปรับปรุงทางกายภาพ แต่กำลังส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของนครเชียงรายจากเมืองท่องเที่ยวแบบเดิม ไปสู่เมืองที่พยายามจัดการโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพ สวยงาม และรองรับเทคโนโลยีในอนาคตมากขึ้น

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 เทศบาลนครเชียงรายเผยแพร่ความคืบหน้าว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคร่วมกับเทศบาลนครเชียงรายกำลังเดินหน้ารื้อสายไฟฟ้า เตรียมตัดเสาไฟฟ้าและสายสื่อสารในเขตเมืองชั้นใน เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์เมืองให้สวยงาม เป็นระเบียบ และเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยจุดที่ลงพื้นที่ติดตามในรอบล่าสุดอยู่บนถนนธนาลัย ช่วงตั้งแต่สี่แยกสุริวงศ์ถึงแยกธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวถนนที่มีความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการสัญจรสูงที่สุดของเมืองเชียงราย การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าการตรวจงาน เพราะสะท้อนว่าฝ่ายบริหารท้องถิ่นต้องการผลักดันให้โครงการเกิดผลเป็นรูปธรรมในสายตาของประชาชนอย่างชัดเจนภายในกรอบเวลาที่วางไว้

โครงการที่ไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในปีนี้

แม้ภาพการรื้อสายและเตรียมตัดเสาไฟฟ้าในปลายเดือนมีนาคม 2569 จะทำให้หลายคนรู้สึกว่าเมืองกำลังเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แต่เมื่อย้อนดูข้อมูลของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะพบว่าถนนธนาลัยอยู่ในกระบวนการรองรับงานเคเบิลใต้ดินมานานก่อนหน้านี้แล้ว อย่างน้อยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงรายได้ประกาศดับกระแสไฟฟ้าเพื่อปรับปรุงระบบจำหน่าย รองรับงานเคเบิลใต้ดินบนแนวถนนสุขสถิตและถนนธนาลัย ตั้งแต่สี่แยกหอนาฬิกาถึงสี่แยกธนาคารออมสิน ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้เป็นงานโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง ไม่ใช่งานฉาบฉวยตามกระแส และต้องอาศัยทั้งการวางระบบล่วงหน้า การย้ายแนวสาย การประสานหน่วยงาน และการบริหารผลกระทบด้านการจราจรเป็นระยะเวลานานกว่าที่ประชาชนเห็นจากหน้างานจริง

สัญญาณต่อเนื่องอีกชั้นหนึ่งปรากฏในข้อมูลเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 จากการประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการนำสายไฟฟ้าและสายสื่อสารลงใต้ดินในเขตเทศบาลนครเชียงราย ซึ่งระบุว่าพื้นที่สำคัญบางส่วนได้ดำเนินการแล้ว และมีการคาดการณ์ว่าโครงการภาพรวมจะแล้วเสร็จภายในกลางเดือนเมษายน 2569 แหล่งข่าวดังกล่าวยังระบุด้วยว่า หลังนำสายลงดินแล้ว จะทยอยรื้อถอนเสาไฟฟ้าในบางจุดและเดินหน้าพัฒนาศูนย์จัดการอัจฉริยะ ระบบไฟส่องสว่าง ถนน และฟุตบาทใหม่ต่อเนื่อง นั่นทำให้ภาพของถนนธนาลัยในวันนี้ไม่ใช่จุดเริ่มต้น หากเป็นช่วงปลายของกระบวนการขนาดใหญ่ที่เมืองลงทุนลงแรงมาเป็นลำดับ และกำลังเข้าใกล้ช่วงที่ประชาชนจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ชัดเจนมากที่สุด

จากสายระโยงระยางสู่ภูมิทัศน์ใหม่ของเมืองท่องเที่ยว

สำหรับเชียงราย ภูมิทัศน์ของเมืองไม่ใช่เรื่องรอง เพราะเมืองนี้เติบโตบนฐานเศรษฐกิจท่องเที่ยว วัฒนธรรม และบริการ การที่สายไฟและสายสื่อสารพาดทับกันอยู่เหนือถนนสายสำคัญ ไม่ได้เพียงสร้างความรกตา แต่ยังลดทอนศักยภาพของเมืองในฐานะจุดหมายปลายทางเชิงคุณภาพ ในรายงานความคืบหน้าช่วงกันยายน 2568 มีการระบุอย่างชัดเจนว่า เมื่อโครงการแล้วเสร็จ เขตตัวเมืองเชียงรายจะลดภาพเสาไฟฟ้าและสายสื่อสารรกรุงรังลงอย่างมาก ซึ่งจะช่วยให้ทัศนียภาพของเมืองสวยงามขึ้น และสร้างความประทับใจแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวมากขึ้น ประเด็นนี้มีนัยสำคัญต่อเชียงรายอย่างยิ่ง เพราะถนนธนาลัยเชื่อมต่อกับพื้นที่การค้าเก่าและย่านที่นักท่องเที่ยวใช้เดินชมเมือง หากภาพเมืองโปร่งขึ้น สะอาดขึ้น และเดินได้สะดวกขึ้น ก็ย่อมส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ของผู้มาเยือนและมูลค่าทางเศรษฐกิจของพื้นที่โดยรอบ

ในอีกมุมหนึ่ง การรื้อเสาและนำสายลงดินยังช่วยให้เมืองสามารถ “มองเห็นตัวเอง” ได้ชัดขึ้น เมืองเก่าอย่างเชียงรายมีเสน่ห์จากอาคาร ร้านค้าเก่า วัด และจังหวะชีวิตบนท้องถนน แต่เสาไฟฟ้าและสายสื่อสารจำนวนมหาศาลมักทำหน้าที่บดบังองค์ประกอบเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว การแก้ปัญหานี้จึงเป็นการคืนทัศนวิสัยให้เมืองกลับมาเล่าเรื่องตัวเองอีกครั้ง ยิ่งในช่วงที่เชียงรายกำลังแข่งขันกับเมืองท่องเที่ยวอื่นทั้งในและนอกภาคเหนือ การปรับภูมิทัศน์อย่างเป็นระบบย่อมเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงการตกแต่งเมืองเพื่อความสวยงามชั่วคราวเท่านั้น

ความปลอดภัยที่เป็นเหตุผลสำคัญไม่แพ้เรื่องความงาม

เหนือไปกว่าประเด็นภาพลักษณ์ สิ่งที่เมืองได้รับโดยตรงจากการเปลี่ยนระบบสายอากาศเป็นระบบใต้ดินคือความปลอดภัยของประชาชน โครงข่ายสายไฟและสายสื่อสารแบบเดิมมีความเสี่ยงทั้งจากสภาพอากาศ การเสื่อมสภาพตามเวลา อุบัติเหตุจากยานพาหนะ และเหตุขัดข้องที่อาจกระทบเป็นวงกว้าง การที่เทศบาลนครเชียงรายและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเลือกผลักดันโครงการนี้ต่อเนื่อง จึงสะท้อนการยอมรับร่วมกันว่าโครงสร้างพื้นฐานเดิมไม่ตอบโจทย์เมืองในระยะยาวอีกต่อไป โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจชั้นในที่มีประชาชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวใช้งานหนาแน่นในแต่ละวัน ความเป็นระเบียบของระบบสายไฟจึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคหลังฉาก แต่เป็นเรื่องความเสี่ยงในชีวิตจริงของคนเมืองทุกคน

การนำสายไฟลงดินยังเชื่อมโยงกับความมั่นคงของระบบจ่ายไฟในระดับการใช้งานจริง แม้เอกสารสาธารณะที่เข้าถึงได้ในเวลานี้จะไม่ได้เปิดเผยแบบก่อสร้างหรือข้อมูลเชิงวิศวกรรมทั้งหมดของถนนธนาลัย แต่จากกรณีประกาศดับไฟฟ้าเพื่อรองรับงานเคเบิลใต้ดินของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในปี 2566 และการติดตามความคืบหน้าปี 2568 ทำให้เห็นว่าโครงการนี้มีการวางระบบจำหน่ายและการจัดการงานภาคสนามอย่างต่อเนื่องเป็นขั้นตอน นั่นหมายความว่าเมืองกำลังขยับจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การจัดวางโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานกว่าและสอดคล้องกับความหนาแน่นของการใช้งานในอนาคตมากขึ้น

เมืองอัจฉริยะที่เริ่มจากงานโยธา ไม่ได้เริ่มจากคำโฆษณา

ประเด็นที่ทำให้โครงการนี้น่าสนใจมากขึ้น คือเทศบาลนครเชียงรายไม่ได้มองเรื่องสายไฟลงดินเป็นเพียงงานสาธารณูปโภค แต่เชื่อมมันเข้ากับแนวคิด “เมืองอัจฉริยะ” อย่างชัดเจน จากข้อมูลที่เผยแพร่ในช่วงปี 2568 และความคืบหน้าปลายมีนาคม 2569 เมืองได้วางแนวทางต่อยอดพื้นที่หลังการรื้อสายและตัดเสาไฟฟ้าไว้ทั้งการปรับปรุงฟุตบาทและถนน การติดตั้งเสาอัจฉริยะ ระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ กล้องวงจรปิด และการเชื่อมข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ แนวทางเช่นนี้ทำให้เห็นว่า “สายไฟลงดิน” เป็นเพียงชั้นฐานของการพัฒนา หากฐานนี้ไม่พร้อม เมืองก็ไม่สามารถติดตั้งระบบอัจฉริยะอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ในทางนโยบาย นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาเมืองไทยหลายแห่ง เพราะอดีตมักแยกงานโยธาออกจากงานเทคโนโลยี ทำให้เกิดการขุดถนนซ้ำซ้อนหรือลงทุนเป็นช่วง ๆ โดยไม่เชื่อมกัน แต่กรณีของเชียงรายกำลังพยายามหลีกเลี่ยงปัญหานั้น ด้วยการมองถนนธนาลัยในฐานะ “โครงสร้างรองรับข้อมูล” ไปพร้อมกับการเป็น “โครงสร้างรองรับการเดินทาง” เมื่อเสาไฟแบบเดิมถูกแทนที่ด้วยระบบใหม่ เมืองก็สามารถต่อยอดไปสู่การจัดการแสงสว่าง ความปลอดภัย การเฝ้าระวัง และการสื่อสารสาธารณะได้ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเป็นแก่นของการจัดการเมืองสมัยใหม่อย่างแท้จริง

ฟุตบาท ถนน และการเดินเมืองที่กำลังถูกออกแบบใหม่

สิ่งที่ประชาชนจะรับรู้ได้ชัดที่สุดหลังสายไฟลงดิน อาจไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือคุณภาพของการเดินเมืองในชีวิตประจำวัน หากฟุตบาทได้รับการปรับปรุงใหม่ ถนนเรียบขึ้น แสงสว่างดีขึ้น และทางสัญจรปลอดสิ่งกีดขวางมากขึ้น เมืองจะเปลี่ยนจากพื้นที่ที่ “ผ่านไป” เป็นพื้นที่ที่ “อยากอยู่ต่อ” ได้ทันที นี่คือเหตุผลที่หลายเมืองท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสำคัญกับทางเดินเท้าและภูมิทัศน์เมืองอย่างมาก เพราะเศรษฐกิจร้านค้าเล็ก ร้านอาหาร คาเฟ่ และการท่องเที่ยวเชิงเดินเท้าล้วนพึ่งพาความรู้สึกปลอดภัยและน่าใช้งานของพื้นที่สาธารณะทั้งสิ้น ถนนธนาลัยในฐานะถนนใจกลางเมืองเชียงรายจึงมีสถานะเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าถนนสายทั่วไปอย่างชัดเจน

เทศบาลนครเชียงรายเคยแจ้งประชาชนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 แล้วว่า พื้นที่ถนนธนาลัยมีการขุดวางท่อร้อยสายไฟฟ้าแสงสว่างต่อเนื่องในบางช่วงและอาจมีการเบี่ยงจราจร ซึ่งยืนยันว่าเมืองยอมรับต้นทุนระยะสั้นจากงานก่อสร้างเพื่อแลกกับผลลัพธ์ระยะยาว การขุดถนนอาจสร้างความไม่สะดวกชั่วคราวแก่ผู้ใช้เส้นทางและร้านค้า แต่หากงานเสร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ภายในเมษายน 2569 พื้นที่ใจกลางเมืองก็จะได้โครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่พร้อมรองรับทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

ถนนธนาลัยในฐานะห้องทดลองของอนาคตเชียงราย

หากมองในกรอบที่กว้างขึ้น ถนนธนาลัยกำลังกลายเป็นเสมือนห้องทดลองของอนาคตเชียงราย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นบนถนนสายนี้จะเป็นคำตอบสำคัญว่า เมืองสามารถเปลี่ยนผ่านจากระบบโครงสร้างพื้นฐานเก่าไปสู่ระบบใหม่โดยกระทบประชาชนน้อยที่สุดได้หรือไม่ เมืองสามารถประสานงานระหว่างเทศบาล การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้ให้บริการสื่อสาร และภาคธุรกิจในพื้นที่ให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันได้จริงหรือไม่ และที่สำคัญ เมืองสามารถแปลงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านสาธารณูปโภคให้กลายเป็นคุณภาพชีวิตที่ประชาชนสัมผัสได้หรือไม่ คำถามเหล่านี้จะไม่ถูกตอบด้วยคำแถลงหรือภาพประชาสัมพันธ์ แต่จะถูกตอบจากสภาพจริงหลังงานแล้วเสร็จ ว่าถนนสายนี้ปลอดภัยขึ้น เดินง่ายขึ้น น่ามองขึ้น และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากขึ้นเพียงใด

ในแง่นี้ การลงพื้นที่ของผู้บริหารเทศบาลนครเชียงรายเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 จึงเป็นมากกว่าภาพการตรวจงาน เพราะมันสะท้อนว่าผู้บริหารท้องถิ่นรับรู้เดิมพันของโครงการนี้ดี ว่าหากสำเร็จ ถนนธนาลัยจะเป็นตัวอย่างให้พื้นที่อื่นของเชียงรายเดินตามได้ แต่หากล่าช้าหรือไม่สามารถส่งมอบผลลัพธ์ตามที่ประชาชนคาดหวังได้ ก็ย่อมกระทบทั้งความเชื่อมั่นของคนเมืองและภาพลักษณ์ของการพัฒนาเมืองในภาพรวมเช่นกัน

เมืองท่องเที่ยวคุณภาพจะเกิดไม่ได้ หากโครงสร้างพื้นฐานยังตามไม่ทัน

คำว่า “เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ” ถูกใช้ในนโยบายท้องถิ่นบ่อยครั้ง แต่ในทางปฏิบัติ มันไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวหรือปฏิทินเทศกาลเพียงอย่างเดียว หากโครงสร้างพื้นฐานพื้นฐานที่สุดของเมืองยังไม่พร้อม ถนนที่รกด้วยเสาและสายไฟ ทางเดินที่ไม่ปลอดภัย ระบบแสงสว่างที่ไม่ทั่วถึง หรือการบริหารข้อมูลที่ล่าช้า ล้วนเป็นต้นทุนแฝงที่นักท่องเที่ยวมองเห็นและประชาชนรู้สึกอยู่ทุกวัน โครงการสายไฟลงดินและการพัฒนาระบบเมืองอัจฉริยะบนถนนธนาลัยจึงมีนัยสำคัญต่อเชียงรายมาก เพราะมันเป็นการลงทุนในสิ่งที่ไม่หวือหวา แต่เป็นรากฐานของความน่าอยู่และความน่าเที่ยวในระยะยาว

ความคืบหน้าที่สื่อสาธารณะบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 2568 จนถึงปลายมีนาคม 2569 ทำให้เห็นว่าเมืองเชียงรายไม่ได้หยุดอยู่ที่การวาดภาพอนาคต แต่พยายามแปลงภาพนั้นให้เป็นชั้นงานจริงทีละส่วน เริ่มจากการขุดวางท่อ ปรับระบบจำหน่าย รื้อสาย ตัดเสา และต่อยอดไปสู่การออกแบบเมืองอัจฉริยะ หากเมืองสามารถรักษาความต่อเนื่องของกระบวนการนี้ไว้ได้ สิ่งที่ถนนธนาลัยกำลังเผชิญอาจกลายเป็นต้นแบบให้ย่านอื่นของเชียงราย และอาจต่อยอดไปสู่การยกระดับเมืองทั้งระบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ปลายทางของโครงการนี้ไม่ใช่แค่ถนนโล่ง แต่คือเมืองที่จัดการตัวเองได้ดีขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว ปลายทางของโครงการสายไฟลงดินไม่ควรถูกวัดแค่จำนวนเสาไฟฟ้าที่หายไป หรือความเรียบร้อยของท้องฟ้าเหนือถนนธนาลัยเท่านั้น แต่ควรถูกวัดจากคำถามที่ลึกกว่านั้น เมืองปลอดภัยขึ้นหรือไม่ ประชาชนเดินได้ดีขึ้นหรือไม่ ร้านค้าทำมาค้าขายง่ายขึ้นหรือไม่ นักท่องเที่ยวประทับใจมากขึ้นหรือไม่ และระบบข้อมูลที่เมืองกำลังพยายามเชื่อมเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะสามารถช่วยให้เจ้าหน้าที่ตอบสนองต่อปัญหาได้เร็วขึ้นจริงหรือไม่ หากคำตอบของคำถามเหล่านี้เป็นบวก โครงการนี้ก็จะไม่ใช่เพียงงานสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่ง แต่จะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเชียงรายไปสู่เมืองที่สวยงาม เป็นระเบียบ ปลอดภัย และบริหารจัดการตัวเองได้ดีขึ้นอย่างแท้จริง

สำหรับคนเชียงราย ภาพการรื้อสายและตัดเสาไฟฟ้าที่กำลังเกิดขึ้นอาจดูเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพเล็ก ๆ ของเมืองเก่า แต่ในความเป็นจริง มันคือการจัดระเบียบ “อนาคต” ของนครเชียงรายให้เริ่มต้นจากสิ่งที่จับต้องได้ที่สุด นั่นคือถนน ฟุตบาท แสงสว่าง ความปลอดภัย และระบบข้อมูล หากเมืองดูแลฐานเหล่านี้ได้ดี เมืองก็มีโอกาสก้าวไปต่อได้ไกลกว่าการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่คนแค่ผ่านมาเยือน แต่จะกลายเป็นเมืองที่ผู้คนอยากอยู่ อยากลงทุน และอยากกลับมาอีกครั้งด้วยความเชื่อมั่นที่มั่นคงกว่าเดิม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME