Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เปิดพื้นที่ปลอดภัยรับมือ PM2.5 เชียงรายชูต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่นและห้องปลอดฝุ่นเพื่อคุณภาพชีวิตคนเมือง

เทศบาลนครเชียงรายเปิด Clean Room รับมือวิกฤตฝุ่น เดินหน้าสวนลดฝุ่นควบคู่มาตรการคุ้มครองประชาชน

เชียงราย,3 เมษายน 2569 – เมื่อวิกฤตฝุ่นไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้าจอ  ในเมืองที่ผู้คนยังต้องใช้ชีวิตตามปกติ เด็กยังต้องไปโรงเรียน ผู้สูงอายุยังต้องออกมาพบแพทย์ และแรงงานยังต้องเดินทางทุกวัน ตัวเลขฝุ่น PM2.5 ที่ลอยอยู่เหนือเมืองจึงไม่ใช่เพียงค่าทางเทคนิคที่ปรากฏบนแอปพลิเคชัน แต่คือระดับความเสี่ยงที่แทรกซึมอยู่ในลมหายใจของทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพนี้สะท้อนชัดในจังหวัดเชียงรายช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 เมื่อสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานว่า วันที่ 2 เมษายน 2569 ค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงในพื้นที่ ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย อยู่ที่ 169.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และในวันที่ 3 เมษายน 2569 ยังอยู่ที่ 166.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ค่ามาตรฐานของประเทศกำหนดไว้ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หมายความว่าอากาศในเขตเมืองเชียงรายช่วงดังกล่าวมีค่าฝุ่นสูงกว่ามาตรฐานมากกว่า 4 เท่า และอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่องหลายวัน ไม่ใช่สถานการณ์ที่ปล่อยให้ผ่านไปด้วยการเฝ้าระวังเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป

ความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเขตเมือง แต่ลามครอบคลุมหลายอำเภอของเชียงรายในเวลาเดียวกัน โดยวันที่ 2 เมษายน 2569 พื้นที่ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย มีค่าฝุ่น 216.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ ต.เวียง อ.เชียงของ อยู่ที่ 203.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนรายงานวันที่ 3 เมษายน 2569 ยังพบค่า 203.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรที่แม่สาย และ 226.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรที่เชียงของ พร้อมระบุว่าหลายพื้นที่ในเชียงรายมีค่าฝุ่นระดับสีแดงติดต่อกัน 7 ถึง 10 วัน ภายใต้บริบทเช่นนี้ การประชุมของเทศบาลนครเชียงรายเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 จึงเกิดขึ้นท่ามกลางเงื่อนไขที่กดดันจริง ทั้งในเชิงสาธารณสุข การบริหารเมือง และความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นมาตรการซึ่งจับต้องได้มากกว่าคำเตือนรายวัน

เทศบาลขยับจากการเตือนสู่การคุ้มครองเชิงรุก

ที่สวนตุงและโคมนครเชียงรายในวันประชุมดังกล่าว นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้เป็นประธานหารือแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 โดยสาระสำคัญของมาตรการที่ถูกนำเสนอสะท้อนว่าเทศบาลพยายามเปลี่ยนจากการรับมือแบบตั้งรับ ไปสู่การคุ้มครองเชิงรุกที่มุ่งดูแลทั้งต้นเหตุและผู้ได้รับผลกระทบในเวลาเดียวกัน ด้านหนึ่งคือการควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นอย่างต่อเนื่อง อีกด้านหนึ่งคือการจัดพื้นที่ปลอดภัยและบริการสนับสนุนสำหรับประชาชนที่ยังไม่สามารถป้องกันตนเองได้เพียงพอ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง นี่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การรายงานสถานการณ์ แต่เป็นการจัดการเมืองภายใต้ภาวะเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบมากขึ้น

ในชุดมาตรการที่มีการสื่อสารต่อสาธารณะ เทศบาลยังระบุถึงการจัดพื้นที่ปลอดฝุ่นหรือ Clean Room ทั้งในโรงเรียนและพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อรองรับประชาชนที่ไม่มีเครื่องฟอกอากาศภายในบ้าน ควบคู่กับแนวคิด Chiang Rai Clean Air Dining ที่รวบรวมร้านอาหารซึ่งติดตั้งระบบฟอกอากาศไว้เป็นทางเลือกสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว มาตรการลักษณะนี้สะท้อนว่าปัญหาฝุ่นได้ถูกยกระดับจากเรื่องสิ่งแวดล้อมไปสู่เรื่องคุณภาพชีวิตรายวัน เพราะเมื่อการใช้ชีวิตพื้นฐานอย่างการกิน การเรียน หรือการพักผ่อนกลางเมืองต้องพึ่งพื้นที่คุ้มครองเป็นพิเศษ เมืองก็จำเป็นต้องตอบสนองด้วยโครงสร้างรองรับที่มากกว่าเพียงการประกาศเตือนฝุ่นในแต่ละเช้า

เคาะประตูบ้านเพื่อเข้าถึงคนที่เปราะบางที่สุด

มาตรการที่มีนัยสำคัญอย่างมากในเชิงสาธารณสุข คือโครงการ “เคาะประตูบ้าน” ซึ่งกองการแพทย์ของเทศบาลทำงานร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรือ อสม. ลงพื้นที่ให้ความรู้และแจกหน้ากากอนามัยแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยใน 7 กลุ่มโรคสำคัญ แนวทางนี้มีความหมายมากกว่าการแจกอุปกรณ์ เพราะมันคือการพยายามพา “ระบบคุ้มครองสุขภาพ” ออกไปหาประชาชนถึงชุมชน แทนที่จะรอให้ผู้ได้รับผลกระทบเดินเข้ามาขอความช่วยเหลือเอง ในภาวะที่ฝุ่นสะสมต่อเนื่องหลายวัน วิธีคิดเช่นนี้ช่วยลดช่องว่างระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชนได้มาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยติดบ้าน ผู้สูงอายุ และครัวเรือนที่อาจไม่มีทั้งเครื่องฟอกอากาศและข้อมูลที่เพียงพอในการประเมินความเสี่ยงของตนเอง

ข้อมูลที่เทศบาลเผยแพร่เพิ่มเติมยังระบุว่าการดูแลกลุ่มเปราะบางดังกล่าวครอบคลุมถึง 63 ชุมชนในเขตเทศบาลนครเชียงราย พร้อมการให้ความรู้และการแจกหน้ากากอย่างต่อเนื่อง เมื่อนำตัวเลขนี้มาพิจารณาร่วมกับลักษณะการกระจายตัวของชุมชนเมือง จะเห็นว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่ในใจกลางเมืองหรือจุดสัญลักษณ์เท่านั้น แต่พยายามขยายการคุ้มครองออกไปในระดับพื้นที่อยู่อาศัยจริง สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในวิกฤตฝุ่น คนที่เปราะบางที่สุดมักไม่ใช่คนที่อยู่ใกล้แหล่งข้อมูลที่สุด หากแต่เป็นคนที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกัน การเดินทาง และบริการสุขภาพ การลงพื้นที่เชิงรุกจึงเป็นมาตรการที่มีผลโดยตรงต่อการลดความเสี่ยงระยะสั้นได้มากกว่าการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์เพียงอย่างเดียว

ห้องเรียนปลอดฝุ่นกับ Clean Room คือการปกป้องอนาคตของเมือง

อีกด้านที่เทศบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือการสร้างพื้นที่ปลอดฝุ่นสำหรับเด็กและเยาวชน โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายยืนยันว่า เทศบาลได้ติดตั้งระบบฟอกอากาศในห้องเรียนปลอดฝุ่นครบทั้ง 8 แห่ง และพัฒนาห้องสมุดปลอดฝุ่น “เสมสิกขาลัยเชียงราย” เพื่อให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการสื่อสารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งระบุว่าเมืองกำลังยกระดับมาตรการจากการเตือนภัย ไปสู่การสร้างโครงสร้างคุ้มครองที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันของเด็ก นักเรียน และครอบครัว หากมองในภาพกว้าง สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ แต่คือการส่งสัญญาณว่า เมืองยอมรับแล้วว่าฝุ่นไม่ใช่ปัญหาชั่วคราว และการคุ้มครองประชาชนต้องถูกออกแบบเป็นระบบในพื้นที่ที่ผู้คนใช้งานทุกวัน

มิติของห้องปลอดฝุ่นยังมีความสำคัญเชิงสังคมอยู่ไม่น้อย เพราะในเมืองที่ความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์ป้องกันมีอยู่จริง การมี Clean Room หรือห้องปลอดฝุ่นในพื้นที่สาธารณะช่วยลดภาระของครอบครัวที่ยังไม่มีศักยภาพติดตั้งเครื่องฟอกอากาศเองภายในบ้าน และช่วยให้เด็กกับเยาวชนยังสามารถเรียนหนังสือ อ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมได้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยขึ้น นี่คือการยอมรับอย่างเงียบ ๆ ว่าฝุ่น PM2.5 ไม่ได้กระทบคนเท่ากันทุกคน และนโยบายที่ดีต้องมองเห็นความแตกต่างดังกล่าวให้ชัด ไม่ใช่วางมาตรการแบบเดียวกันกับทุกครัวเรือนโดยไม่สนใจเงื่อนไขความพร้อมที่ไม่เท่ากันของประชาชน

สวนตุงและโคมกำลังถูกเปลี่ยนจากพื้นที่พักผ่อนเป็นพื้นที่ทดลองทางสิ่งแวดล้อม

หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาที่สุดของการประชุมครั้งนี้ คือการผลักดันสวนตุงและโคมให้เป็น “สวนสาธารณะลดฝุ่น” อย่างเป็นรูปธรรม โดยเทศบาลได้ติดตั้งจุดพ่นละอองน้ำภายในสวนเพื่อช่วยลดฝุ่นและเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง มาตรการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอย ๆ หากมีฐานเชื่อมโยงกับแนวคิดวิจัยที่หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมได้หารือกับเทศบาลไว้ก่อนหน้าแล้วตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อ วว. และ วช. ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่กำหนดแนวทางพัฒนาสวนตุงและโคมให้เป็นต้นแบบสวนลดฝุ่น PM2.5 และพื้นที่สีเขียวเชิงสิ่งแวดล้อมของเมืองเชียงราย ความหมายของเรื่องนี้จึงอยู่ที่การเปลี่ยนสวนสาธารณะจากพื้นที่พักผ่อนธรรมดา ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพอากาศของเมืองในอนาคต

อย่างไรก็ดี จุดแข็งของแนวทางนี้อยู่ที่การยอมรับความเป็น “โครงการนำร่อง” มากกว่าการประกาศว่าจะแก้ปัญหาได้ทั้งหมดทันที ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมชี้ว่า งานวิจัยเรื่องกำแพงต้นไม้สามารถใช้ชนิดพืชที่เหมาะสม เช่น พืชใบขรุขระ ใบเล็ก หรือมีขนบนใบ เพื่อดักจับและดูดซับ PM2.5 ได้ ขณะเดียวกัน งานวิจัยนานาชาติยังเตือนว่า ผลของต้นไม้ต่อฝุ่นขึ้นอยู่กับปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาและโครงสร้างเรือนยอด หากออกแบบไม่เหมาะสมในพื้นที่อับลม ก็อาจทำให้การระบายอากาศลดลงได้เช่นกัน ดังนั้น การที่เทศบาลเลือกทดลองใช้ต้นไม้ พื้นที่สีเขียว และจุดพ่นละอองน้ำร่วมกันในสวนตุงและโคม จึงเป็นวิธีที่ระมัดระวังและสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์มากกว่าการพึ่งมาตรการชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงลำพัง

มาตรการในเมืองจะเดินต่อได้ ต้องมีแรงหนุนจากการคุมต้นเหตุทั้งจังหวัด

แม้เทศบาลจะเร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยและลดผลกระทบในเขตเมือง แต่มาตรการเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพจำกัด หากต้นเหตุของฝุ่นยังคงเกิดขึ้นในวงกว้าง จังหวัดเชียงรายจึงยังคงใช้มาตรการห้ามเผาในที่โล่งอย่างเข้มงวดระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 ซึ่งสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุชัดว่าเป็นช่วง “ห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด” นาน 86 วัน พร้อมตั้งเป้าลดจุดความร้อนและลดวันที่มีฝุ่นเกินมาตรฐานในระดับจังหวัด อีกทั้งต่อมาในการประชุมติดตามสถานการณ์เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 จังหวัดยังย้ำการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การเตรียมห้องปลอดฝุ่นและหน้ากากอนามัยสำหรับประชาชน รวมถึงการรับมือกับหมอกควันข้ามแดนซึ่งเป็นปัจจัยที่เชียงรายเผชิญอย่างต่อเนื่องในช่วงมีนาคมถึงเมษายน

เมื่อนำภาพของจังหวัดมาเชื่อมกับภาพของเทศบาล จะเห็นว่าการจัดการฝุ่นในเชียงรายเวลานี้กำลังเดินอยู่บนสองขา ขาแรกคือการบังคับใช้มาตรการเพื่อลดแหล่งกำเนิด ทั้งการห้ามเผา การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร และการตรวจเข้มควันดำ ขาที่สองคือการคุ้มครองประชาชนในพื้นที่เมืองผ่าน Clean Room ห้องเรียนปลอดฝุ่น การลงชุมชน และสวนลดฝุ่น แนวทางแบบสองขานี้สำคัญมาก เพราะวิกฤตฝุ่นไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยการดูแลปลายทางอย่างเดียว หรือการควบคุมต้นทางอย่างเดียว หากแต่ต้องทำทั้งสองด้านพร้อมกัน จึงจะพอประคองคุณภาพชีวิตของประชาชนในช่วงวิกฤต และลดความรุนแรงของปัญหาในระยะยาวได้จริง

เป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่แค่ให้ค่าฝุ่นลด แต่ต้องทำให้เมืองอยู่ได้

แผนของเทศบาลนครเชียงรายในระยะต่อไปยังเชื่อมปัญหาฝุ่นเข้ากับการพัฒนาเมืองในภาพใหญ่ โดยมีแนวคิดพัฒนาสวนตุงและโคมให้เป็นต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี ธรรมชาติ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว รองรับการพัฒนาเมืองสู่ “Sport City” และ “Garden City” ในระยะยาว เป้าหมายเช่นนี้มีนัยสำคัญ เพราะสะท้อนว่าฝุ่น PM2.5 ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเหตุฉุกเฉินเฉพาะฤดูกาล แต่เป็นปัจจัยที่ต้องถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเมือง การออกแบบพื้นที่สาธารณะ และโครงสร้างคุณภาพชีวิตโดยตรง หากเมืองจะน่าอยู่จริง เมืองต้องทำให้ผู้คนสามารถเรียน กิน ทำงาน และพักผ่อน ได้โดยไม่ต้องเสี่ยงกับอากาศเป็นพิษซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกปี

ท่ามกลางวิกฤตที่ยังไม่จบในวันเดียว การเปิด Clean Room การดูแล 63 ชุมชน การสร้างห้องเรียนปลอดฝุ่น และการนำร่องสวนลดฝุ่น อาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของเชียงราย แต่ก็เป็นสัญญาณว่าท้องถิ่นกำลังพยายามขยับจากการรับรู้ปัญหาไปสู่การออกแบบคำตอบของตนเองอย่างจริงจัง ในภาวะที่ค่าฝุ่นยังอยู่ในระดับกระทบสุขภาพต่อเนื่อง ความเร็วในการลงมือทำจึงสำคัญไม่แพ้ความแม่นยำของนโยบาย และสำหรับประชาชนที่ต้องอยู่กับอากาศเช่นนี้ทุกวัน มาตรการที่ทำให้มีพื้นที่หายใจได้จริงแม้เพียงบางส่วน ก็อาจหมายถึงความต่างระหว่างการ “ประคองชีวิต” กับการ “เสี่ยงโดยไม่มีทางเลือก” อย่างมีนัยสำคัญ

สถิติและข้อมูลสำคัญ

วันที่ 2 เมษายน 2569 ค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย อยู่ที่ 169.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนวันที่ 3 เมษายน 2569 อยู่ที่ 166.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ค่ามาตรฐานของประเทศอยู่ที่ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

วันที่ 2 เมษายน 2569 พื้นที่ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย วัดได้ 216.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ ต.เวียง อ.เชียงของ วัดได้ 203.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนวันที่ 3 เมษายน 2569 วัดได้ 203.1 และ 226.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรตามลำดับ

เทศบาลนครเชียงรายระบุว่ามีห้องเรียนปลอดฝุ่นครบ 8 แห่ง และพัฒนาห้องสมุดปลอดฝุ่นเสมสิกขาลัยเชียงราย รวมถึงลงพื้นที่ดูแลกลุ่มเปราะบางใน 63 ชุมชน

จังหวัดเชียงรายใช้มาตรการห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาดระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวม 86 วัน เพื่อควบคุมไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ รายงานวันที่ 2 และ 3 เมษายน 2569 และข้อมูลค่ามาตรฐาน 5 จากประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่หน่วยงานรัฐเผยแพร่
  • ข้อมูลด้านการวิจัยและการพัฒนาสวนลดฝุ่น
  • สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • เทศบาลนครเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

งานวิจัยท่องเที่ยว บพข. คว้ารางวัล PMUC COUNTRY 1st AWARD

 

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2567, นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับมอบหมายจาก นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  ให้เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล PMUC COUNTRY 1st AWARD ครั้งแรกของไทย งานวิจัยเปลี่ยนประเทศ เพื่อมอบรางวัลให้กับนักวิจัย ผู้ประกอบการที่ได้ผลิตผลงานที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย สร้างพลังต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ในงาน อว.แฟร์ : SCI POWER FOR FUTURE THAILAND มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ด้วยพลังสหวิทยาการ โดยมี รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร คณะนักวิจัย และผู้เข้าชมงาน เข้าร่วม โดย 1 ใน 13 โครงการจาก 1,600 โครงการ ที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ คือ ผลการวิจัยเรื่อง “การวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานสุขอนามัยระดับสากล GBAC Star ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ” ภายใต้การบริหารงานของแผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. โดยมี อาจารย์นวลสมร อุณหะประทีป หัวหน้าโครงการ ขึ้นรับรางวัล โดยพิธีมอบรางวัลนี้จัดขึ้น ณ เวทีย่อย โซน D Science For Exponential Growth ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ กล่าวว่า “กระทรวง อว. มีพันธกิจสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนงานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมสีเขียว และ อุตสาหกรรมความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการพัฒนาจุดแข็งของประเทศ ให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด และพร้อมสำหรับการแข่งขันบนเวทีโลก อีกทั้งยังสนับสนุนให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งเสริมการลงทุน พัฒนา SME และ Startup ที่มีศักยภาพให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน โดยยึดหลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยใช้องค์ความรู้และการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยการสนับสนุนทุนวิจัยของ บพข. นับเป็นการเร่งสร้างให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการอย่างตรงจุด เสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

 

รางวัล PMUC Country 1st Award ครั้งแรกของไทย งานวิจัยเปลี่ยนประเทศ โดย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ได้คัดเลือก 13 โครงการ จาก 1,600 โครงการ ซึ่งคัดเลือกจากผลงานวิจัยเสร็จสมบูรณ์ออกสู่ตลาด หรือเกิดการประโยชน์กับภาคอุตสาหกรรมแล้ว หรือเป็นงานวิจัยเตรียมพร้อมสำหรับการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ และที่สำคัญเป็นผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย และส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสังคมอย่างสูง โดย 1 ใน 13 โครงการที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ คือ ผลการวิจัยเรื่อง “การวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานสุขอนามัยระดับสากล GBAC Star ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ” โดยมี อาจารย์นวลสมร อุณหะประทีป อาจารย์คณะวิเทศศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต เป็นหัวหน้าโครงการ ร่วมกับคณะนักวิจัย ผศ.ดร. โชคชัย สุเวชวัฒนกูล จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ บริษัท ซีพาร์ทเนอร์ โซลูชั่น จำกัด และบริษัท บางแสนบีช รีสอร์ท จำกัด ภายใต้การสนับสนุนการวิจัยจาก แผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. โดยมี


ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. และประธานอนุกรรมการแผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. พร้อมด้วยสำนักประสานงานพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ร่วมกำกับดูแลและหนุนเสริมการทำงานของคณะนักวิจัยที่มุ่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวมูลค่าสูง เน้นการออกแบบโปรแกรมและกิจกรรมการท่องเที่ยวให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ และตอบโจทย์การยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศ

 

อาจารย์นวลสมร เผยว่า “การขอรับรองตรามาตรฐาน GBAC STAR ของไทย เป็นการร่วมมือผ่านงานวิจัยภายใต้โครงการการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานสุขอนามัยระดับสากล GBAC Star ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ ที่นักวิจัยและวิชาการจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) โดยงบประมาณจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ทำงานร่วมกับแต่ละสถานที่เพื่อใช้ประโยชน์จากฐานเดิมที่สถานประกอบการหลายๆแห่งในไทยเคยพัฒนาระบบมาตรฐานสุขอนามัยผ่านระบบ SHA และ SHA+ ที่ดำเนินการโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. และกระทรวงสาธารณสุขมาก่อนในช่วงรับมือโรคระบาดโควิด 19 ซึ่งผลได้ที่เกิดจากกิจกรรมคือ นักวิจัยไทยจากโครงการนี้ ซึ่งมีทั้งนักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ตและสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เป็นผู้มีความชำนาญในการออกแบบติดตามและประเมินมาตรฐานตามระบบของ สมาคม ISSA Worldwide Cleaning Industry Association USA และได้รับการรับรองให้เป็นบุคลากรเชี่ยวชาญในการประเมินอิสระให้ GBAC STAR ในระดับภูมิภาคด้วย”

 

โดย ผลสำเร็จจากโครงการนี้ มีองค์กรต้นแบบระบบนิเวศทางการท่องเที่ยวที่ได้รับใบรับรองมาตรฐาน  จำนวน 9 แห่ง ได้แก่ 1) ศูนย์ประชุมบางแสนเฮอริเทจ จ.ชลบุรี ผ่านการรับรองประเภทศูนย์ประชุมแห่งแรกของ ASEAN 2) อาคารผู้โดยสารต่างประเทศขาเข้า ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ผ่านการรับรองประเภทท่าอากาศยานแห่งแรก ที่อยู่นอกทวีปอเมริกา 3) สุโข เวลเนส แอนด์ สปา รีสอร์ท จ.ภูเก็ต ผ่านการรับรองประเภทสปา เป็นพื้นที่แรกนอกทวีปอเมริกา 4) นิกรมารีน จ.ภูเก็ต ผ่านการรับรองประเภทธุรกิจการขนส่ง เป็นแห่งแรกนอกทวีปอเมริกา 5) เซ็นทารา แกรนด์ บางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์  ผ่านการรับรองประเภทศูนย์ประชุมที่มีการบริหารงานแบบเครือข่ายแห่งแรกของ ASEAN 6) บ้านปาร์คนายเลิศ ผ่านการรับรองประเภทศูนย์วัฒนธรรมเป็นพื้นที่แรกนอกทวีปอเมริกา 7) ไทเกอร์มวยไทย การรับรองประเภทสถานออกกำลังกายเป็นแห่งแรกของประเทศไทย 8) ป่าตองเบย์วิว ผ่านการรับรองประเภทโรงแรมที่มีการบริหารงานแบบอิสระเป็นแห่งแรกของประเทศไทยและ และ 9) เกาะยาวใหญ่วิลเลจ

 

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการ “เปิดโอกาสธุรกิจท่องเที่ยววิถีใหม่ ปลดล็อกศักยภาพผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไทยด้วยทุนวิจัยด้านท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์จาก บพข.” โดยนำเสนอผลงานวิจัยภายใต้โครงการ “การพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขันของธุรกิจค่ายมวยด้วยเทคโนโลยีจักรวาลนฤมิต (Metaverse) เพื่อเพิ่มมูลค่างานสร้างสรรค์จากฐานภูมิปัญญาและวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับกีฬามวยไทยในตลาดดิจิทัล” โดย ผศ.ดร.สัจจา ไกรศรรัตน์ สังกัด มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง งบประมาณจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ซึ่งโครงการเน้นการบูรณาศาสตร์ โดยการนำมวยไทยมาประยุกต์ เป็นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวกีฬา เช่น การนำท่าไหว้ครูมวยไทยมาใช้ในการออกกำลังกาย และการเสนอขายแพ็กเก็จการท่องเที่ยวร่วมกับค่ายมวย และโรงแรมต่างๆ เพื่อเสนอขายนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยดึงอัตลักษณ์ของมวยไทยมาขับเคลื่อนสู่การเป็น Soft Power

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

วช. รำลึก “1 ทศวรรษ แผ่นดินไหวแม่ลาว” “สิบปีผ่านไป แผ่นดินไหว เราไหวอยู่”

 
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ มูลนิธิมดชนะภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดกิจกรรมรำลึกถึง “1 ทศวรรษ แผ่นดินไหวแม่ลาว” จัดให้มีบรรยายพิเศษ “รู้ทันแผ่นดินไหว” และการเสวนาในหัวข้อ “สืบปีผ่านไปปีผ่านไป แผ่นดินไหว เราไหวอยู่ และผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพบัติได้มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พร้อมทั้งนิทรรศการพิเศษแผ่นดินไหว ณ บ้านสิงคไคล อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยมี นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี และยังมี รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ประธานมูลนิธิมดชนะภัย พร้อมทั้งหน่วยงานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรธรณี กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมชลประทาน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม 
 

         นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงราย ถือว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากตั้งอยู่ในแนวเขตรอยเลื่อนของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ โดยเฉพาะรอยเลื่อนแม่จัน ที่เป็นรอยเลื่อนขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศไทย และยังมีรอยเลื่อนพะเยาที่อยู่พื้นที่ข้างเคียงและยังมีพลัง โดยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 รอยเลื่อนพะเยาได้เกิดแรงสั่น ทำให้เกิดแผ่นดินไหวที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ขนาด 6.3 ริกเตอร์ ศูนย์กลางอยู่ลึกประมาณ 7 กิโลเมตร ส่งผลทำให้ส่งผลทำให้ครั้งนั้นเส้นทางคมนาคม โบราณสถาน และบ้านเรือนของประชาชนในพื้นที่ และจังหวัดใกล้เคียงได้รับผลกระทบ ทั้งหมด 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง และจังหวัดกำแพงเพชร อีกทั้งถนนหลายสายเกิดการทรุดตัวและเกิดรอยแยกเป็นทางยาว ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นการรำลึกเหตุการณ์แผ่นดินไหวแม่ลาว  ครบรอบ 10 ปี และสร้างความตระหนักรู้ ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ตรง ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนนำไปสู่การเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
 

          รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ประธานมูลนิธิมดชนะภัย กล่าวอีกว่า มูลนิธิมดชนะภัย ตั้งอยู่บ้านสิงหไคล อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อร่วมส่งเสริมสังคมและศิลปวัฒนธรรมให้จังหวัดเชียงราย เป็นเมืองน่าอยู่ และเป็นเมืองศิลปะ รวมทั้งมุ่งเน่นการใช้วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ เข้ามาช่วยเหลือประชาชนให้ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ โดยทางมูลนิธิมดชนะภัย ได้ร่วมจัดกิจกรรม “1 ทศวรรษแผ่นดินไหว” เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านภัยพิบัติแผ่นดินไหว ผ่านสื่อศิลปะและวิทยาศาสตร์ ให้กับผู้ที่สนใจตลอดเดือนพฤษภาคมนี้ และเป็นจุดเชื่อมต่อไปสู่เรื่องราวเหตุการณ์แผ่นดินไหวแม่ลาว ระหว่างภาคประชาสังคม ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อเป็นการสะท้อนให้ประชาชนได้เล็งเห็นความสำคัญของการจัดการภัยพิบัติที่ดีร่วมกัน ภายใต้ชื่อว่า “แผ่นดินไหว เราไหวอยู่” 
 

          สำหรับกิจกรรมภายในงานจัดให้มีการบรรยายพิเศษ “รู้ทันแผ่นดินไหว” และการเสวนาในหัวข้อ “สิบปีผ่านไปแผ่นดินไหว เราไหวอยู่” โดยมี นายประจญ ปรัชญ์สกุล อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงาน ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ให้ข้อมูลความรู้ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าแผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก ดังนั้นจึงควรศึกษาเพื่อให้เข้าใจถึงกระบวนการเกิดของแผ่นดินไหวที่แท้จริง เพื่อเป็นแนวทางในการลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งนี้นิทรรศการพิเศษ “1 ทศวรรษ แผ่นดินไหวแม่ลาว” ได้จัดให้มีการออกนิทรรศการภาพเล่าเรื่อง นิทรรศการเชิงศิลปะสะท้อนภาพเหตุการณ์ และ นิทรรศการเชิงวิทยาศารต์ การสาธิตการเกิดเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งจะจัดขึ้นตลอดเดือนพฤษภาคม ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย อำเภอเมืองเชียงราบ จังหวัดเชียงราย ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมได้ฟรี ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

วช.-ภาคีเครือข่าย ร่วมแถลง “1 ทศวรรษ แผ่นดินไหวแม่ลาว”

 

เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2567 ที่ผ่านมาสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ และมูลนิธิมดชนะภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดแถลงข่าวกิจกรรม “1 ทศวรรษ แผ่นดินไหวแม่ลาว” พร้อมประกาศเจตนารมณ์ “ภาคี เครือข่าย ร่วมมือ ร่วมใจ สู้ภัย แผ่นดินไหว ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์

โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการวช. เป็นประธาน ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย, นายฐิติพันธ์ จูจันทร์โชติ รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี น.ส.ชัชดาพร บุญพีระณัช รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, นายนัฐวุฒิ แดนดี ผู้อำนวยการกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา

นายนพดล น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 2 กรมชลประทาน, นายชานนท์ โตเบญจพร ผู้แทน กรมโยธาธิการและผังเมือง, ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ และรศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ประธานมูลนิธิมดชนะภัย ร่วมแถลงข่าวจัดกิจกรรม “1 ทศวรรษ แผ่นดินไหวแม่ลาว” ในระหว่างวันที่ 5 – 7 พ.ค. ที่ จ. เชียงราย

ดร.วิภารัตน์กล่าวว่า วช. ได้สนับสนุนแผนงานการพัฒนาศูนย์กลางกำลังคนระดับสูง (Hub of Talents) และศูนย์กลางการเรียนรู้(Hub of Knowledge) เพื่อส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญแบบสหวิทยาการที่มีความหลากหลาย เสริมสร้างเครือข่ายในระดับนานาชาติของสถาบันวิจัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน โดยวช. ได้สนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (EARTH) ร่วมมือกับ มูลนิธิมดชนะภัย และหน่วยงานภาคีเครือที่เกี่ยวข้อง ทั้งจ.เชียงราย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมทรัพยากรธรณี กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่จ.เชียงราย

ร่วมกันจัดกิจกรรม “1 ทศวรรษ แผ่นดินไหวแม่ลาว” ในระหว่างวันที่ 5 – 7 พ.ค. ที่จ.เชียงราย เพื่อรำลึกเหตุการณ์แผ่นดินไหวแม่ลาว และสร้างความเข้าใจ ความตระหนักรู้ และเตรียมความพร้อมรับมือในการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติแผ่นดินไหว รวมถึงถอดบทเรียนจากอดีตถึงปัจจุบัน และเผยแพร่ผลงานวิจัยและวิชาการด้านแผ่นดินไหว พร้อมทั้งลงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว จ.เชียงราย ไปสู่การขับเคลื่อนสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ โดยภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมแผนในการรับมือต่อไปในอนาคต

นายประเสริฐ กล่าวว่า จ.เชียงราย เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่คนเชียงรายไม่มีวันลืม สำนักงานจ.เชียงราย ในฐานะหน่วยงานบริการภาครัฐเพื่อประชาชนจ.เชียงราย ร่วมจัดกิจกรรม “1 ทศวรรษ แผ่นดินไหว” เป็นการรำลึกเหตุการณ์แผ่นดินไหวแม่ลาว ครบรอบ 10 ปี และสร้างความตระหนักรู้ ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ตรง ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนนำไปสู่การเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

ศ.ดร.เป็นหนึ่งกล่าวว่า ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (Earthquake Research Center of Thailand : EARTH) วช. เป็นศูนย์รวมบุคลากรวิจัยที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ จากสหสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหว ภายใต้การพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก วช. ร่วมจัดกิจกรรม “1 ทศวรรษ แผ่นดินไหว” จัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านวิศวกรรมแผ่นดินไหว และการประชุมวิชาการเผยแพร่ผลงานวิจัยและวิชาการด้านแผ่นดินไหว รวมทั้งแสดงต้นแบบการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ร่วมกับหน่วยงานภาคีวิจัย ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม

รศ.ดร.สุทธิศักดิ์กล่าวว่า มูลนิธิมดชนะภัย ตั้งอยู่ที่บ้านสิงหไคล จ.เชียงราย เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อร่วมส่งเสริมด้านสังคมและศิลปวัฒนธรรมให้จ.เชียงรายเป็นเมืองที่น่าอยู่ และเป็นเมืองศิลปะ รวมทั้งมุ่งเน้นการใช้วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์เข้ามามีส่วนช่วยเหลือประชาชนให้ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ โดยทางมูลนิธิมดชนะภัยได้ร่วมจัดกิจกรรม “1 ทศวรรษ แผ่นดินไหว” เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านภัยพิบัติแผ่นดินไหว ผ่านสื่อศิลปะและวิทยาศาสตร์ ให้กับผู้ที่สนใจตลอดเดือนพ.ค.นี้ และเป็นจุดเชื่อมต่อไปสู่เรื่องราวเหตุการณ์แผ่นดินไหวแม่ลาว ระหว่างภาคประชาสังคม ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อเป็นการสะท้อนให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญของการจัดการ ภัยพิบัติที่ดีร่วมกัน “แผ่นดินไหว เราไหวอยู่”

ถัดมาเป็นกิจกรรมการเสวนาวิชาการในหัวข้อ“การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติแผ่นดินไหวจากอดีตถึงปัจจุบัน” โดย ศ.ดร.เป็นหนึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหว

วช. ขอประชาสัมพันธ์และเชิญเข้าร่วมกิจกรรม “1 ทศวรรษ แผ่นดินไหวแม่ลาว” ระหว่างวันที่ 5-7 พ.ค. ที่จ.เชียงราย ดังนี้

  • วันอาทิตย์ที่ 5 พ.ค. ที่บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จ.เชียงราย พบกับการบรรยายพิเศษ “รู้ทันแผ่นดินไหว” และการเสวนา “สิบปีผ่านไป แผ่นดินไหว เราไหวอยู่” โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาวิชา และหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมชมนิทรรศการพิเศษเกี่ยวกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวและการรับมือในทุกมิติ อาทิ รถจำลองแผ่นดินไหว, แผนที่เสี่ยงภัยพิบัติแผ่นดินไหวกับกิจกรรม “จำได้ไหม?-จำได้ไหว”, การพยาบาลในสถานะการณ์แผ่นดินไหว เป็นต้น (เฉพาะวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ค.นี้ เท่านั้น) และรับชมนิทรรศการฟรีตลอดเดือนพ.ค. อาทิ นิทรรศการภาพเล่าเรื่อง, นิทรรศการเชิงศิลปะสะท้อนภาพเหตุการณ์, นิทรรศการเชิงวิทยาศาสตร์ ที่บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จ.เชียงราย
  • วันจันทร์ที่ 6 พ.ค. ที่โรงแรม The Heritage Chiang Rai พบกับการประชุมวิชาการเผยแพร่ผลงานวิจัยและวิชาการด้านแผ่นดินไหวในประเด็นต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (EARTH: Earthquake Research Center of Thailand) วช. อาทิ การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติแผ่นดินไหวจากอดีตถึงปัจจุบัน, การออกแบบก่อสร้างอาคารให้ต้านทานแผ่นดินไหว, ธรรมชาติแผ่นดินไหว : ความเสี่ยง, การเสริมกำลังอาคารที่มีอยู่, การเตรียมพร้อมเผชิญเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหว (highlight), การตรวจติดตามสุขภาพโครงสร้างอาคารสูงในจ.เชียงใหม่และเชียงราย และการขับเคลื่อนภาคประชาสังคมกรณีตัวอย่างเขื่อนแม่สรวยและชุมชนชนบท
  • วันอังคารที่ 7 พ.ค. พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว จ.เชียงราย ขอเชิญลงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือภัยพิบัติแผ่นดินไหว ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาวิชา จุดเริ่มเต้นจาก โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ > โรงเรียนชุมชนบ้านป่าก่อดำ > วัดดงมะเฟือง > เขื่อนแม่สรวย และสิ้นสุดที่ โรงเรียนศรีถ้อยสุนทรราษฎร์วิทยา (รับจำนวนจำกัด 50 ท่าน)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

“ศุภมาส” ชื่นชมกระทรวง อว. ยกระดับ กระดาษปอสาเพิ่มรายได้กว่า 2 พันล้านบาท

 

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การผลิตกระดาษหัตถกรรมจากปอสา เป็นผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้านซึ่งเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนทางภาคเหนือของประเทศไทยมาเป็นเวลาหลายร้อยปี โดยเฉพาะในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง สุโขทัย และน่าน โดยประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์กระดาษสาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างรายได้จากการส่งออกกระดาษสาและผลิตภัณฑ์มากกว่าปีละ 100 ล้านบาท และช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวรวมเป็นมูลค่ากว่า 2000 ล้านบาท นอกจากนี้ชุมชนที่ผลิตกระดาษสา ยังเป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่มีนักท่องเที่ยวมาเรียนรู้และทำกิจกรรมการผลิตกระดาษแบบดั้งเดิมจำนวนมาก เป็นการสร้างรายได้แก่ชุมชนอีกทางหนึ่ง  เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ในการสร้างความหลากหลายด้านการท่องเที่ยว ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนตลอดจนการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและการประกอบอาชีพด้านการผลิตสินค้าหัตถกรรมเพื่อเป็นการกระจายรายได้แก่ประชาชนในท้องถิ่น

 

ตนขอชื่นชมกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวง อว. ที่ประสบความสำเร็จด้วยการนำกลไกวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) มาขับเคลื่อนการพัฒนาการผลิตกระดาษหัตถกรรมจากปอสา เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ การผลิตกระดาษสา การสร้างลวดลาย สีสัน และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพตรงกับความต้องการของลูกค้าและนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ

 

ทั้งนี้ ตนได้มอบหมาย กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวง อว. ให้เร่งขยายพื้นที่การดำเนินงาน และสร้างความร่วมมือถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับหน่วยงาน อว.ระดับพื้นที่ รวมถึงพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อปรโยชน์ประชาชนในพื้นที่ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

 

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กล่าวว่า ปัจจุบันการผลิตกระดาษสาส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศในแถบยุโรปและเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นการผลิตตามความต้องการสั่งซื้อจากลูกค้าโดยตรง และยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ได้ดำเนินการตามนโยบายของ รมว.อว. ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ลงสู่พื้นที่ที่มีการผลิตกระดาษสาเพื่อการส่งออก ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง สุโขทัย และน่าน เพื่อยกระดับคุณภาพกระดาษสาสำหรับส่งออกในด้านต่าง ๆ เช่น สีสัน ลวดลาย การเพิ่มความเรียบ ความสม่ำเสมอ ความแข็งแรง การต้านลามไฟของเนื้อกระดาษ และลดความเป็นกรดด่าง ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าจากต่างประเทศ เป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังเร่งให้มีการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปช่วยในการปรับปรุงคุณภาพ เพิ่มเทคนิค และจัดสถานที่เพื่อให้เหมาะสมกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และน่าน ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกระดาษสา โดยเริ่มจากการปรับปรุงกระบวนการผลิตกระดาษหัตถกรรมให้เหมาะกับการท่องเที่ยว การพัฒนาคุณภาพ รูปแบบ สีสัน ลวดลาย บนกระดาษสาด้วยเทคนิค Ebru Marbling ซึ่งเป็นการประยุกต์งานศิลปะดั้งเดิมของชาวตุรกี ที่สร้างลวดลายหินอ่อนบนผ้ามาสร้างลวดลายหินอ่อนบนผิวกระดาษสา เป็นการเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์และสร้างกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ทำด้วยตัวเอง เพิ่มความน่าสนใจ ทำให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งให้คำปรึกษาและแนะนำชุมชนด้านสถานที่ รวมถึงข้อมูลให้กับบุคลากรในพื้นที่ สำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมด้านผลิตภัณฑ์กระดาษหัตถกรรมอย่างยั่งยืน ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชุมชนกระดาษสาที่อยู่ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบนมากยิ่งขึ้น

 
ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวง อว. เป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านเยื่อและกระดาษแบบครบวงจรมากกว่า 50 ปี ทั้งด้านวิเคราะห์ทดสอบ สอบเทียบเครื่องทดสอบกระดาษ วิจัย พัฒนา และจัดทำมาตรฐาน (Standards) หรือข้อกำหนดคุณลักษณะ (Specifications) ตามหลักการในการจัดทำมาตรฐานสากล และ วศ. ได้นำองค์ความรู้ด้านกระบวนการผลิตกระดาษไปถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่ วิสาหกิจชุมชน (OTOP) วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพื่อพัฒนาสร้างความเข้มแข็ง และส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการด้านเยื่อและกระดาษภายในประเทศ
 
นายแพทย์รุ่งเรืองฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวง อว. ได้ขยายความร่วมมือกับหน่วยงานในชุมชนและภาคมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อพัฒนากระดาษหัตถกรรมท้องถิ่นด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน เพื่อสานต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีความเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น สืบทอดกันมานับหลายร้อยปี สร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนระดับชุมชนอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

ไทยขยายรับตลาดโลกผลิต-ส่งออก อาหารสัตว์ เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ 3 แสนล้าน

 

เมื่อวันที่ 23 เมษายน นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้สั่งการให้หาโอกาสจากกรณีที่ราคาอาหารสัตว์โลกสูงขึ้น และคาดว่าจะทำให้แนวโน้มการส่งออกอาหารสัตว์ในปี 2567 เติบโตสูงขึ้น โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดำเนินการตามแนวทางของนายกฯในการควบคุมสินค้าและผลิตภัณฑ์ด้านอาหารสัตว์ของไทย ให้มีคุณภาพได้มาตรฐานและความปลอดภัย ทั้งกลุ่มอาหารสัตว์เศรษฐกิจ อาหารสัตว์เลี้ยง ส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารให้ครบวงจร ครอบคลุมทุกกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตลอดจนพัฒนาศักยภาพของกลุ่มอุตสาหกรรมให้ได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัย รองรับความต้องการของตลาดโลก คาดการณ์ว่าในปี 2567 แนวโน้มการส่งออกอาหารสัตว์สร้างมูลค่าการค้าถึง 3 แสนล้านบาท

 

นายชัย กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวง อว. พัฒนาศักยภาพของกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารสัตว์ โดยเน้นกระบวนการผลิต (manufacturing process) การประกันคุณภาพของห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ทดสอบ (quality assurance) การควบคุมคุณภาพ (quality control) พัฒนาห้องปฏิบัติการ และสร้างเครือข่ายทั่วประเทศ ตลอดจนยื่นขอรับรองการเป็นผู้ผลิตวัสดุอ้างอิงด้านอาหารสัตว์ (reference material producer) ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งรวมทั้ง การผลิตวัสดุอ้างอิงอาหารสัตว์ในประเทศ ช่วยลดต้นทุนในกระบวนการผลิต ประหยัดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าวัสดุอ้างอิงจากต่างประเทศ และสามารถเตรียมขยายการผลิตวัสดุอ้างอิงอื่น ให้ครอบคลุมกับความต้องการของภาคการผลิต เสริมสร้างศักยภาพในภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมบริการอาหารแห่งอนาคต ซึ่งจะรองรับความต้องการในตลาดโลก และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจด้วยการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ได้คุณภาพและมาตรฐาน

 

“นายกฯตระหนักดีถึงการแสวงหาโอกาสจากทุกความท้าทาย ต่อยอดสินค้า และวัตถุดิบอาหารสัตว์ของไทยให้มีศักยภาพในตลาดโลก พร้อมชื่นชมการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาสินค้าและวัตถุดิบผ่านกระบวนการอย่างครอบคลุม รวมถึงรักษามาตรฐานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อขยายตลาดให้สินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยให้มีคุณภาพ ราคาเหมาะสมครองใจผู้บริโภค ทั้งในระดับประเทศ และระดับสากล”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมวิทยาศาสตร์บริการ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News