Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายคุมเข้มสงกรานต์ 2569 วางแผนลดอุบัติเหตุไม่น้อยกว่า 5% เน้นกฎหมายเข้มและด่านชุมชนแน่น

เชียงรายคุมเข้มสงกรานต์ 2569 วางแผนลดอุบัติเหตุไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 เน้นกฎหมายเข้ม ด่านชุมชนแน่น และต้นแบบวินัยจราจรภาครัฐ

เชียงราย,26 มีนาคม 2569 – ขยับแผนก่อนเทศกาลใหญ่ เมื่อเชียงรายไม่ต้องการให้ความสุขต้องแลกด้วยความสูญเสีย ก่อนที่เทศกาลสงกรานต์จะมาถึง ถนนสายหลักและถนนชุมชนของเชียงรายกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ทุกภาคส่วนจับตาเป็นพิเศษ เพราะทุกปี ช่วงวันหยุดยาวไม่ได้มีเพียงบรรยากาศการเดินทางกลับบ้าน การท่องเที่ยว และการเฉลิมฉลองเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงที่อุบัติเหตุทางถนนเพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ จังหวัดเชียงรายจึงเปิดเกมก่อนเทศกาล ด้วยการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดแนวทางรับมืออย่างเป็นระบบ

สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้อยู่ที่การเตรียมมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงสงกรานต์ 2569 ภายใต้หัวข้อรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ซึ่งไม่ใช่เพียงถ้อยคำสำหรับป้ายประชาสัมพันธ์ แต่ถูกแปลงเป็นเป้าหมายเชิงตัวเลขและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน จังหวัดตั้งเป้าลดจำนวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บที่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล และผู้เสียชีวิตลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง พร้อมกำหนดกรอบเป้าหมายผู้เสียชีวิตปีนี้ไว้ไม่เกิน 11 ราย

บทเรียนจากสงกรานต์ปีก่อน กลายเป็นฐานคิดของแผนปีนี้

สิ่งที่ทำให้แผนปี 2569 มีน้ำหนักมากขึ้น คือการเริ่มต้นจากการอ่านบทเรียนของปี 2568 อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงดูยอดรวมแล้วผ่านไป จากข้อมูลที่จังหวัดหยิบเข้าสู่ที่ประชุม พบว่าอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ปี 2568 ของเชียงรายเกิดขึ้น 47 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บที่ต้องรับไว้รักษา 44 ราย และมีผู้เสียชีวิต 10 ราย โดยสาเหตุหลักยังคงวนอยู่กับปัจจัยเสี่ยงเดิมที่สังคมไทยรู้จักดีแต่ยังแก้ไม่ขาด ได้แก่ การขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด และการดื่มแล้วขับ ขณะที่ยานพาหนะที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็นรถจักรยานยนต์ คิดเป็นร้อยละ 83.10 ของเหตุทั้งหมดตามที่จังหวัดนำเสนอในการประชุมครั้งนี้

ตัวเลขชุดนี้สะท้อนความจริงที่น่าคิดอย่างยิ่ง เพราะแม้การรณรงค์เรื่องหมวกนิรภัย การดื่มไม่ขับ และการลดความเร็วจะมีอยู่ต่อเนื่องในทุกปี แต่พฤติกรรมเสี่ยงยังคงเกิดซ้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประชาชนคุ้นชินกับเส้นทางจนเกิดความประมาท การที่รถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะหลักในอุบัติเหตุ แปลว่ามาตรการใดก็ตามที่ไม่ลงไปถึงระดับชุมชนและครัวเรือน จะยากต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างแท้จริง และนี่เองคือเหตุผลที่ปีนี้เชียงรายเลือกใช้ทั้งมาตรการเชิงกฎหมายและมาตรการทางสังคมควบคู่กัน

สองช่วงปฏิบัติการที่ออกแบบไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้การรณรงค์เป็นเพียงพิธีกรรมประจำปี

แผนของเชียงรายในปี 2569 แบ่งออกเป็น 2 ช่วงอย่างชัดเจน ช่วงแรกคือช่วงรณรงค์ ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2569 เพื่อสร้างการรับรู้ ปลุกวินัยจราจร และเตรียมความพร้อมของหน่วยงานกับชุมชน ส่วนช่วงที่สองคือช่วงดำเนินการ ระหว่างวันที่ 3 ถึง 23 เมษายน 2569 ซึ่งจะเข้าสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่อย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวันเดินทางหนาแน่นและช่วงเล่นน้ำสงกรานต์ที่ความเสี่ยงมักพุ่งสูง

นอกจากกรอบเวลาของจังหวัดแล้ว แนวทางรณรงค์ในภาพรวมของสงกรานต์ 2569 ที่เผยแพร่ผ่านสื่อภาครัฐยังชี้ถึงการควบคุมเข้มในช่วง 10 ถึง 16 เมษายน 2569 พร้อมเน้นการกวดขันความผิดสำคัญด้านจราจร ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางที่เชียงรายกำลังขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ การวางแผนแบบมีชั้นเชิงเช่นนี้ทำให้การรณรงค์ไม่ถูกจำกัดอยู่แค่วันแถลงข่าว แต่เชื่อมต่อไปสู่การปฏิบัติจริงตลอดช่วงเสี่ยง

ยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ถูกยกขึ้นเป็นแกนกลางของการป้องกันระยะยาว

อีกประเด็นสำคัญจากการประชุม คือการพิจารณาร่างแผนปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2569 ซึ่งจังหวัดเชียงรายวางไว้ภายใต้ยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ การลดการเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสในกลุ่มเด็กและเยาวชน การยกระดับมาตรฐานยานพาหนะ โดยเฉพาะรถรับส่งนักเรียน การพัฒนาสภาพแวดล้อมถนนให้ปลอดภัย และการพัฒนารากฐานการทำงานร่วมกันระหว่าง ศปถ. จังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น

หากพิจารณาให้ลึกลงไป ยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ด้านนี้สะท้อนว่าจังหวัดไม่ได้มองอุบัติเหตุเป็นเพียงเรื่องเฉพาะหน้าในช่วงเทศกาลเท่านั้น แต่กำลังพยายามแก้ปัญหาแบบปักหลักระยะยาว เด็กและเยาวชนถูกยกขึ้นมาเป็นกลุ่มสำคัญเพราะเป็นวัยที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงจากรถจักรยานยนต์อย่างมีนัย ส่วนมาตรฐานยานพาหนะและสภาพแวดล้อมถนนเป็นการขยับจากการโทษเฉพาะคนขับ ไปสู่การยอมรับว่าระบบถนน ยานพาหนะ และการกำกับดูแล ล้วนมีส่วนร่วมต่อความปลอดภัยเช่นกัน

ภาครัฐต้องเป็นต้นแบบ เมื่อเขตส่วนราชการถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมวินัยจราจร

ในที่ประชุม จังหวัดเชียงรายยังออกมาตรการองค์กรให้พื้นที่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเป็นเขตควบคุมวินัยจราจร โดยกำหนดให้มีการสวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ และต้องมีประกันภัยภาคบังคับครบถ้วน เพื่อให้ภาครัฐทำตัวเป็นต้นแบบก่อนจะขอความร่วมมือจากประชาชน

สาระของมาตรการนี้อยู่ที่การส่งสัญญาณว่า วินัยจราจรไม่ควรถูกผลักเป็นภาระของประชาชนฝ่ายเดียว หากเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานพื้นฐานได้ การรณรงค์ต่อสาธารณะย่อมขาดพลังและขาดความชอบธรรม การกำหนดให้หน่วยงานรัฐทำให้เห็นจริงในพื้นที่ทำงาน จึงเป็นทั้งมาตรการเชิงปฏิบัติและมาตรการเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญ เพราะช่วยขยับเรื่องความปลอดภัยจากคำสั่งบนกระดาษ ไปสู่พฤติกรรมประจำวันที่ตรวจสอบได้

ด่านชุมชนและด่านครอบครัว ถูกใช้เป็นเกราะชั้นในก่อนความเสี่ยงไหลสู่ถนนสายหลัก

จุดเด่นอีกอย่างของแนวทางเชียงรายปีนี้ คือการเน้นมาตรการเชิงรุกในระดับพื้นที่ ผ่านกลไกด่านชุมชนและด่านครอบครัว เพื่อป้องปรามผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงในหมู่บ้านก่อนออกสู่ถนนสายหลัก กลไกเช่นนี้มีความหมายมากสำหรับเชียงรายที่มีโครงสร้างชุมชนเข้มแข็ง และมีทั้งพื้นที่เมือง พื้นที่ชนบท และเส้นทางเชื่อมภูเขาที่ต้องอาศัยความร่วมมือในระดับท้องถิ่นสูง

ด่านครอบครัวทำหน้าที่เสมือนปราการด่านแรกของสังคม เมื่อสมาชิกในบ้านช่วยกันสังเกต ตักเตือน หรือแม้แต่หยุดยั้งคนใกล้ตัวไม่ให้ออกไปขับรถในสภาพมึนเมา ขณะที่ด่านชุมชนช่วยคัดกรองและป้องปรามในระดับหมู่บ้าน โดยอาศัยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัคร และเครือข่ายภาคประชาชนเป็นตัวเชื่อม วิธีคิดแบบนี้ชี้ให้เห็นว่าเชียงรายพยายามแก้ปัญหาอุบัติเหตุจากต้นทาง ไม่รอให้เหตุเกิดแล้วค่อยรับมือที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว

เยาวชนต่ำกว่า 20 ปี หากดื่มแล้วขับ จังหวัดประกาศขยายผลถึงผู้ขายและผู้ปกครอง

หนึ่งในมาตรการที่เข้มข้นที่สุดจากการประชุมครั้งนี้ คือแนวทางขยายผลดำเนินคดีหากพบเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี ดื่มแล้วขับ โดยจะสืบสวนไปถึงผู้จำหน่ายสุราและผู้ปกครอง ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเด็กและการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในทางกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมเผยแพร่ข้อมูลว่า ความผิดฐานเมาแล้วขับตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 20,000 บาทในกรณีครั้งแรก และหากกระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี โทษจะเพิ่มเป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 ถึง 100,000 บาท พร้อมมาตรการเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถ ขณะเดียวกัน พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กำหนดห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี และบุคคลที่มีอาการมึนเมา ส่วนกฎหมายคุ้มครองเด็กกำหนดหน้าที่ของผู้ปกครองในการไม่ปล่อยปละละเลยให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรืออยู่ในสภาพเสี่ยงต่อความเสียหาย

ความเข้มของมาตรการนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวผู้ขับขี่ แต่ขยายไปยังห่วงโซ่ของความรับผิดชอบทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ขาย ผู้ปกครอง ไปจนถึงชุมชนรอบตัว ซึ่งเป็นแนวทางที่สะท้อนว่าจังหวัดกำลังขยับจากการลงโทษรายบุคคล ไปสู่การจัดการความเสี่ยงแบบร่วมรับผิดชอบ

ระบบแพทย์ฉุกเฉินและข้อมูลเฝ้าระวัง คือด่านสำคัญหลังเกิดเหตุ

แม้การป้องกันจะเป็นเป้าหมายหลัก แต่ทุกฝ่ายยอมรับว่าหากเกิดเหตุขึ้นจริง ความเร็วในการช่วยชีวิตคือเส้นแบ่งระหว่างการรอดและการสูญเสีย ข้อมูลจากระบบ PHER Plus ของกระทรวงสาธารณสุขถูกใช้เป็นหนึ่งในฐานข้อมูลด้านการเฝ้าระวังผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เพื่อประเมินลักษณะการบาดเจ็บและแนวโน้มการเสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุ

การมีข้อมูลเช่นนี้ช่วยให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขและกู้ชีพวางตำแหน่งหน่วยตอบสนองฉุกเฉินได้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงของจังหวัดที่มีทั้งทางหลวง ถนนชุมชน และเส้นทางภูเขา การลดผู้เสียชีวิตจึงไม่ได้อาศัยเพียงการตั้งด่านหรือการจับกุม แต่รวมถึงความพร้อมของระบบแพทย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาล และหน่วยกู้ภัยที่ต้องทำงานสอดประสานกันทุกนาทีในช่วงเทศกาล

เป้าหมายลดความสูญเสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ไม่ใช่ตัวเลขเล็ก หากเทียบกับชีวิตจริงที่อยู่เบื้องหลัง

เมื่อมองเผิน ๆ เป้าหมายลดความสูญเสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 อาจดูเป็นตัวเลขไม่มากนัก แต่หากแปลงเป็นชีวิตของผู้คน มันหมายถึงการลดจำนวนครอบครัวที่ต้องสูญเสียคนรัก ลดจำนวนผู้บาดเจ็บที่ต้องนอนโรงพยาบาล และลดจำนวนอุบัติเหตุที่เปลี่ยนวันหยุดแห่งความสุขให้กลายเป็นบาดแผลของทั้งบ้าน ในบริบทของเชียงรายซึ่งปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิต 10 ราย และผู้บาดเจ็บต้องรับไว้รักษา 44 ราย เป้าหมายดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงตัวชี้วัดทางราชการ แต่เป็นเส้นแบ่งของความสูญเสียที่จับต้องได้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น เชียงรายยังเป็นจังหวัดท่องเที่ยวและเป็นประตูเชื่อมต่อภูมิภาค ความปลอดภัยทางถนนจึงสัมพันธ์โดยตรงกับความเชื่อมั่นของผู้มาเยือน ภาพของจังหวัดที่จัดการเทศกาลใหญ่ได้อย่างปลอดภัย จะสะท้อนกลับไปยังเศรษฐกิจท้องถิ่น การเดินทาง การค้าชายแดน และภาพลักษณ์โดยรวมของจังหวัดด้วย

โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ตั้งด่านให้มาก แต่ทำอย่างไรให้พฤติกรรมเสี่ยงลดลงจริง

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของเชียงรายในสงกรานต์ 2569 จะไม่ได้วัดจากจำนวนป้ายรณรงค์หรือจำนวนคำสั่งที่ออกมาเท่านั้น แต่จะวัดจากการที่พฤติกรรมเสี่ยงลดลงจริงบนถนนจริงในชุมชนจริง หากการสวมหมวกนิรภัยกลายเป็นเรื่องปกติ หากการดื่มไม่ขับถูกทำให้เป็นบรรทัดฐานทางสังคม และหากคนในครอบครัวกล้าหยุดคนใกล้ตัวก่อนออกจากบ้าน แผนที่วางไว้ก็จะเริ่มส่งผลเกินกว่าตัวเลขในรายงาน

การประชุมของ ศปถ. จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 จึงเป็นมากกว่าการเตรียมรับเทศกาลหนึ่งครั้ง แต่มันคือการประกาศว่าเชียงรายกำลังพยายามเปลี่ยนเรื่องอุบัติเหตุจาก “ความเสี่ยงที่เคยชิน” ให้กลายเป็น “ความสูญเสียที่ป้องกันได้” และในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังเตรียมเดินทางกลับบ้านหรือออกท่องเที่ยว ความเข้มข้นของมาตรการครั้งนี้อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายครอบครัวได้กลับมาพบกันอย่างปลอดภัยหลังเทศกาลสิ้นสุดลง

สถิติสำคัญที่ต้องจับตา

เชียงรายใช้ข้อมูลสงกรานต์ปี 2568 เป็นฐานวิเคราะห์ โดยพบอุบัติเหตุ 47 ครั้ง ผู้บาดเจ็บที่ต้องรับไว้รักษา 44 ราย และผู้เสียชีวิต 10 ราย ขณะที่รถจักรยานยนต์เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุร้อยละ 83.10 ของเหตุทั้งหมด

แผนสงกรานต์ปี 2569 ของจังหวัดกำหนดช่วงรณรงค์ระหว่าง 1 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2569 และช่วงดำเนินการระหว่าง 3 ถึง 23 เมษายน 2569 โดยตั้งเป้าลดจำนวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 พร้อมกำหนดเป้าหมายผู้เสียชีวิตไม่เกิน 11 ราย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงยุติธรรม
  • พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 29 เรื่องการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีและผู้มีอาการมึนเมา
  • พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เกี่ยวกับหน้าที่และข้อห้ามของผู้ปกครองในการปล่อยปละละเลยเด็ก
  • กระทรวงสาธารณสุข ระบบ PHER Plus
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สถิติประชากรเชียงรายล่าสุด 1,295,922 คน เจาะลึกโครงสร้างเพศหญิงมากกว่าชาย และกลุ่มผู้ไม่มีสัญชาติ

เชียงรายมีประชากรทะลุ 1.29 ล้านคน สะท้อนทั้งขนาดตลาด แรงกดดันบริการสาธารณะ และโจทย์ใหม่ของจังหวัดชายแดน

เชียงราย,26 มีนาคม 2569 – ภาพรวมตัวเลขที่ทำให้เชียงรายไม่อาจถูกมองเป็นเพียงเมืองทางผ่าน ตัวเลขประชากรที่เผยแพร่โดยสำนักทะเบียนกลางในประกาศเรื่องจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ทำให้ภาพของจังหวัดเชียงรายชัดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อจังหวัดชายแดนตอนบนแห่งนี้มีจำนวนราษฎรรวมทั้งสิ้น 1,295,922 คน แบ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทย 1,161,332 คน และผู้ไม่ได้สัญชาติไทย 134,590 คน หากแยกตามเพศ พบว่ามีประชากรชายรวม 627,342 คน และประชากรหญิงรวม 668,580 คน สะท้อนว่าเชียงรายไม่ใช่เพียงพื้นที่ปลายทางของการท่องเที่ยวหรือการค้าชายแดนเท่านั้น แต่เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างประชากรซับซ้อนและมีน้ำหนักในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน

น้ำหนักของตัวเลขนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งประเทศ ซึ่งประกาศฉบับเดียวกันระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรรวม 65,809,011 คน เป็นชาย 32,045,088 คน และหญิง 33,763,923 คน ขณะที่ในระดับพื้นที่ กรุงเทพมหานครยังเป็นพื้นที่ที่มีประชากรมากที่สุด 5,422,568 คน และหากนับเฉพาะจังหวัด นครราชสีมาเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุด 2,613,432 คน ข้อมูลนี้ทำให้เชียงรายแม้ไม่ติดกลุ่มสูงสุดระดับต้นของประเทศ แต่ก็อยู่ในกลุ่มจังหวัดขนาดใหญ่ที่มีประชากรเกินหนึ่งล้านคน ซึ่งเป็นขนาดที่มีนัยต่อการลงทุน การจัดบริการสาธารณะ และการบริหารจัดการพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โครงสร้างประชากรหญิงมากกว่าชาย บอกอะไรกับเชียงราย

เมื่อแยกตัวเลขของเชียงรายลงไปอีกชั้น จะพบว่าประชากรหญิงมีจำนวน 668,580 คน มากกว่าประชากรชาย 627,342 คน อยู่ 41,238 คน ความต่างนี้ไม่ใช่เพียงรายละเอียดทางสถิติ แต่เป็นข้อมูลที่มีความหมายต่อการวางแผนเชิงสังคมและเศรษฐกิจในระดับจังหวัดอย่างมาก เพราะโครงสร้างประชากรตามเพศสัมพันธ์กับรูปแบบการใช้บริการสุขภาพ ความปลอดภัยในพื้นที่ การจ้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน ตลอดจนรูปแบบการบริโภคในชีวิตประจำวัน

หากมองในเชิงพัฒนาเมือง ตัวเลขประชากรหญิงที่มากกว่าอาจเชื่อมโยงกับโจทย์เรื่องบริการสาธารณสุขแม่และเด็ก ระบบดูแลผู้สูงอายุ ความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ และการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากที่ผู้หญิงมีบทบาทสูง ไม่ว่าจะเป็นภาคบริการ ค้าปลีก งานชุมชน หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับท้องถิ่น ประเด็นนี้ยังทำให้เชียงรายมีฐานข้อมูลสำคัญสำหรับหน่วยงานท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และสถาบันการศึกษาในการออกแบบนโยบายหรือบริการที่ตอบโจทย์ประชากรจริง มากกว่าการมองจังหวัดผ่านภาพจำเดิมเพียงด้านการท่องเที่ยวหรือการเกษตร

ผู้ไม่ได้สัญชาติไทย 134,590 คน คือโจทย์เชิงระบบที่ต้องมองให้รอบด้าน

หนึ่งในตัวเลขที่โดดเด่นที่สุดของเชียงราย คือจำนวนผู้ไม่ได้สัญชาติไทย 134,590 คน โดยเป็นชาย 62,742 คน และหญิง 71,848 คน ตัวเลขระดับนี้ทำให้เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีความหลากหลายของประชากรสูง และสะท้อนลักษณะเฉพาะของพื้นที่ชายแดนภาคเหนืออย่างชัดเจน ในทางทะเบียนราษฎร คนกลุ่มนี้ไม่ได้หมายถึงคนกลุ่มเดียวกันทั้งหมด แต่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายในสถานะต่างกัน และยังไม่ได้ถือสัญชาติไทยตามกฎหมายสัญชาติ

ความสำคัญของตัวเลขนี้อยู่ที่ผลกระทบต่อการจัดบริการสาธารณะและการบริหารจัดการพื้นที่ เพราะเมื่อประชากรในจังหวัดมีความหลากหลายทางสถานะมากขึ้น ภาครัฐก็ต้องรับมือกับคำถามที่ยากขึ้นตามไปด้วย เช่น การเข้าถึงบริการรักษาพยาบาล การศึกษาขั้นพื้นฐาน การคุ้มครองแรงงาน การสื่อสารข้ามภาษา และการดูแลความมั่นคงของชุมชนชายแดนในแบบที่ไม่สร้างความตึงเครียดเกินจำเป็น สำหรับเชียงราย ตัวเลข 134,590 คน จึงไม่ควรถูกมองเพียงในมุมปัญหา แต่ควรถูกมองในฐานะ “ข้อมูลจริง” ที่บอกว่าจังหวัดนี้กำลังบริหารสังคมที่มีความหลากหลายระดับสูง และต้องการนโยบายที่ละเอียดอ่อนกว่าพื้นที่ทั่วไป

ขนาดประชากรกับแรงกดดันต่อบริการสาธารณะ

เมื่อจังหวัดหนึ่งมีประชากรรวมเกือบ 1.3 ล้านคน คำถามที่ตามมาแทบจะเกิดขึ้นทันที คือระบบบริการสาธารณะในพื้นที่รองรับได้เพียงใด ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงเรียน ถนน ระบบขนส่ง การจัดการขยะ น้ำประปา หรือคุณภาพอากาศ ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญสำหรับเชียงรายซึ่งในแต่ละปีต้องเผชิญทั้งฤดูหมอกควันและแรงกดดันจากกิจกรรมเศรษฐกิจชายแดน รวมถึงการเคลื่อนย้ายผู้คนเข้าออกพื้นที่จำนวนมาก

ตัวเลขประชากรจึงไม่ได้เป็นเพียงทะเบียนปลายปีที่เก็บไว้ในแฟ้มราชการ แต่เป็น “ฐานคิด” ของการบริหารจังหวัดในแทบทุกมิติ หากจำนวนคนเพิ่มขึ้นหรือกระจุกตัวในบางอำเภอ แต่จำนวนแพทย์ เตียงโรงพยาบาล ครู หรือระบบขนส่งยังไม่ปรับตาม ช่องว่างของคุณภาพบริการจะยิ่งชัดขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนหรือพื้นที่ภูเขาที่การเข้าถึงบริการพื้นฐานมีต้นทุนสูงอยู่แล้ว ในมุมนี้ ข้อมูลจากสำนักทะเบียนกลางจึงควรถูกใช้เป็นเหมือนสัญญาณเตือนล่วงหน้าให้หน่วยงานรัฐและท้องถิ่นประเมินความพร้อมของระบบบริการอีกครั้งอย่างจริงจัง

ศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่ในตัวเลขประชากร

ในอีกด้านหนึ่ง ตัวเลขประชากร 1,295,922 คน ก็สะท้อนขนาดตลาดของเชียงรายอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน เพราะจำนวนประชากรระดับนี้หมายถึงฐานผู้บริโภค แรงงาน ผู้ประกอบการรายย่อย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้เล็กตามภาพจำแบบจังหวัดชายแดนห่างไกล หากมองจากมุมธุรกิจ เชียงรายมีองค์ประกอบที่น่าสนใจหลายด้าน ทั้งประชากรจำนวนมาก ความเชื่อมโยงกับการค้าชายแดน เครือข่ายการท่องเที่ยว และความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เอื้อต่อธุรกิจบริการและค้าปลีก

เหตุผลที่ประเด็นนี้ควรถูกจับตา เพราะข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังเปิดพื้นที่ให้ใช้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ภาคและจังหวัด หรือ GPP เพื่อต่อยอดวิเคราะห์ “ศักยภาพรายได้ต่อหัว” และแนวโน้มกำลังซื้อในแต่ละพื้นที่ได้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในรายงานฉบับนี้ยังไม่ระบุตัวเลข GPP ของเชียงรายเพิ่มเติม เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวไม่ได้อยู่ในชุดเอกสารหลักที่แนบมาโดยตรง การยึดตามข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ในขั้นนี้จึงทำให้เห็นเพียงแกนสำคัญก่อนว่า เชียงรายมีขนาดประชากรที่มากพอจะทำให้ภาคธุรกิจต้องประเมินจังหวัดนี้ใหม่ ไม่ใช่มองเพียงในฐานะเมืองรอง แต่เป็นตลาดภูมิภาคที่มีมวลผู้คนจริงรองรับอยู่แล้ว

เชียงรายในฐานะจังหวัดชายแดนที่ต้องบริหารทั้งโอกาสและความเปราะบาง

สิ่งที่ทำให้ตัวเลขของเชียงรายต่างจากจังหวัดขนาดใหญ่หลายแห่ง คือการเป็นจังหวัดชายแดนที่มีบทบาททั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง วัฒนธรรม และการเคลื่อนย้ายแรงงานในเวลาเดียวกัน ยิ่งมีผู้ไม่ได้สัญชาติไทยจำนวนมาก โจทย์ของจังหวัดยิ่งไม่ใช่แค่การเพิ่มรายได้หรือขยายการลงทุน แต่รวมถึงการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน การสื่อสารภาครัฐ การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน และการลดความเปราะบางทางสังคมในพื้นที่ที่มีความหลากหลายสูง

ในทางปฏิบัติ นี่หมายความว่าการใช้ข้อมูลประชากรของเชียงรายต้องละเอียดและไม่ด่วนสรุป เพราะตัวเลขเดียวกันสามารถชี้ได้ทั้ง “โอกาส” และ “ภาระ” หากมองด้านบวก มันสะท้อนแรงงานและพลังทางเศรษฐกิจที่มีชีวิตจริงอยู่ในพื้นที่ หากมองด้านบริหาร มันคือภารกิจของรัฐในการออกแบบระบบให้รองรับคนจำนวนมากอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่าจะใช้ตัวเลขประชากรชุดนี้เป็นเครื่องมือวางแผนอย่างไร โดยไม่ตีตราหรือทำให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวเกินความจำเป็น

จากตัวเลขบนกระดาษสู่คำถามที่สังคมท้องถิ่นต้องตอบ

เมื่อข้อมูลประชากรถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ คำถามที่สังคมเชียงรายควรถามต่ออาจไม่ใช่เพียงว่า “จังหวัดมีคนอยู่กี่คน” แต่ควรเป็น “จังหวัดพร้อมแค่ไหนกับคนจำนวนนี้” พร้อมหรือไม่กับระบบสุขภาพที่ต้องดูแลประชากรจำนวนมาก พร้อมหรือไม่กับโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการเติบโตของเมือง พร้อมหรือไม่กับเศรษฐกิจที่ต้องสร้างงานให้เพียงพอ และพร้อมหรือไม่กับการจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่มีการขยายตัวของกิจกรรมมนุษย์ต่อเนื่อง

คำถามเหล่านี้สำคัญเพราะตัวเลขประชากรไม่ใช่ข้อมูลนิ่ง หากเป็นจุดตั้งต้นของการตัดสินใจหลายเรื่องทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน สำหรับคนทำงานพัฒนาเมือง นักธุรกิจ หรือผู้ติดตามนโยบายท้องถิ่น ข้อมูลชุดนี้จึงมีมูลค่าเกินกว่าการรับรู้ทั่วไป มันทำหน้าที่คล้ายภาพเอกซเรย์ของจังหวัด ที่บอกให้เห็นขนาด โครงสร้าง และประเด็นเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ข้างใน เพียงแต่คำตอบว่าจะจัดการอย่างไรต่อ ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้กำหนดนโยบายและภาคส่วนต่าง ๆ ในจังหวัดที่จะอ่านตัวเลขนี้ให้ขาด

จุดเปลี่ยนของเชียงรายอาจไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนคน แต่เป็นคุณภาพของการวางแผน

หากมองในระยะยาว ความหมายที่แท้จริงของตัวเลข 1,295,922 คน อาจไม่ใช่เพียงการบอกว่าเชียงรายมีประชากรมากเพียงใด แต่เป็นการบอกว่าจังหวัดนี้เข้าสู่จุดที่การวางแผนแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป จังหวัดที่มีทั้งฐานประชากรขนาดใหญ่ ความหลากหลายทางสถานะ และแรงเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชายแดน จำเป็นต้องใช้ข้อมูลจริงมากขึ้นในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการขยายบริการสาธารณะ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงาน หรือการสื่อสารสาธารณะที่เข้าใจความต่างของผู้คนในพื้นที่

ท้ายที่สุด ตัวเลขจากสำนักทะเบียนกลางอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทสนทนาใหญ่กว่านั้น สำหรับเชียงราย มันคือภาพสะท้อนว่าจังหวัดนี้มีทั้ง “มวลคน” และ “มวลประเด็น” มากพอจะกำหนดอนาคตของตัวเองในฐานะจังหวัดสำคัญของภาคเหนือได้อย่างชัดเจน คำถามจึงไม่ใช่ว่าเชียงรายใหญ่พอหรือไม่ เพราะตัวเลขตอบแล้วว่ามากพอ แต่คำถามคือภาครัฐ ท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และสังคมจะใช้ความจริงชุดนี้วางอนาคตของจังหวัดอย่างไรให้สมกับขนาดและศักยภาพที่มีอยู่จริง

ข้อมูลสำคัญที่ปรากฏชัดจากเอกสาร

จังหวัดเชียงรายมีราษฎรรวม 1,295,922 คน โดยเป็นผู้มีสัญชาติไทย 1,161,332 คน และผู้ไม่ได้สัญชาติไทย 134,590 คน

ประชากรชายของเชียงรายมี 627,342 คน และประชากรหญิงมี 668,580 คน ทำให้ประชากรหญิงมากกว่าชาย 41,238 คน จากการรวมตัวเลขตามเพศในเอกสารชุดเดียวกัน

ประกาศดังกล่าวเป็นประกาศสำนักทะเบียนกลาง เรื่องจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 และลงประกาศเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 โดยผู้อำนวยการทะเบียนกลาง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ประกาศสำนักทะเบียนกลาง เรื่องจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 โดยผู้อำนวยการทะเบียนกลาง และแสดงข้อมูลประชากรทั้งประเทศ กรุงเทพมหานคร และทุกจังหวัดในตารางหน้า 1 ถึง 3 ของเอกสาร
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ว่างงานต่ำแต่เปราะบาง! เชียงรายเร่งปรับโครงสร้างแรงงานภาคเกษตรเกือบ 50% สู่ทักษะเทคโนโลยีสมัยใหม่

เชียงรายเร่งอัปสกิลแรงงานรับโลกงานใหม่ แม้ว่างงานต่ำเพียง 0.44 เปอร์เซ็นต์ แต่ตลาดเริ่มส่งสัญญาณชัดว่าทักษะเดิมอาจไม่พออีกต่อไป

เชียงราย,24 มีนาคม 2569 – เมื่อตัวเลขว่างงานต่ำ ไม่ได้แปลว่าโจทย์แรงงานจบลงแล้ว ในสายตาของหลายคน ตัวเลขว่างงานระดับร้อยละ 0.44 อาจดูเป็นข่าวดีที่บ่งบอกว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นยังเดินหน้าได้ และคนส่วนใหญ่ยังมีงานทำ แต่สำหรับผู้กำหนดนโยบายแรงงานในจังหวัดเชียงราย ตัวเลขดังกล่าวกลับไม่ได้เป็นเหตุให้วางใจ ตรงกันข้าม มันกำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ใหญ่กว่าเดิมว่า ในวันที่โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนที่มีงานทำอยู่วันนี้จะยังแข่งขันในตลาดแรงงานวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่

ข้อมูลจากการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารและพัฒนาแรงงานระดับจังหวัดเชียงราย หรือ กพรง.ปจ. เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ซึ่งมีนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ระบุว่า จังหวัดเชียงรายมีประชากรวัยทำงานกว่า 9.5 แสนคน และมีผู้มีงานทำสูงถึงร้อยละ 98 ขณะที่จำนวนผู้ว่างงานมีเพียง 2,632 คน หรือร้อยละ 0.44 เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนภาพว่า เชียงรายยังรักษาการจ้างงานได้ต่อเนื่องในภาพรวม แต่เมื่อมองลึกลงไปจะพบว่าแรงงานเกือบครึ่งหนึ่ง หรือร้อยละ 49.4 ยังคงกระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรม ขณะที่ภาคนอกเกษตรที่โดดเด่นที่สุดคือกลุ่มค้าปลีกค้าส่งและการก่อสร้าง

นั่นหมายความว่า แม้คนส่วนใหญ่จะยังมีงานทำ แต่โครงสร้างการจ้างงานของเชียงรายยังพึ่งพางานที่มีความเปราะบางต่อความผันผวนของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมไม่น้อย หากตลาดแรงงานในอนาคตต้องการทักษะใหม่มากขึ้น จังหวัดที่ยังมีแรงงานจำนวนมากอยู่ในภาคดั้งเดิมก็ย่อมต้องเร่งขยับเร็วกว่าที่ผ่านมา

เชียงรายเห็นสัญญาณล่วงหน้า จึงเร่งวางแผนแรงงานเชิงรุก

เหตุผลที่เชียงรายหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นวาระสำคัญ ไม่ได้มาจากการว่างงานพุ่งขึ้น แต่มาจากการมองเห็นล่วงหน้าว่า ตลาดงานกำลังเปลี่ยนทิศทางอย่างเงียบ ๆ และคนทำงานจำนวนมากอาจเผชิญความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว ข้อมูลจากจังหวัดระบุชัดว่า ขณะนี้มีแนวโน้มขาดแคลนแรงงานฝีมือ ทำให้ภาครัฐต้องระดมความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อจัดการฝึกทักษะใหม่ หรือ Reskill และ Upskill ให้ตอบโจทย์ตลาดเทคโนโลยีมากขึ้น

ภาพนี้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกงานในระดับสากลอย่างมีนัยสำคัญ เพราะแรงงานยุคใหม่ไม่ได้ถูกประเมินจากเพียงวุฒิการศึกษาหรือจำนวนปีที่เคยทำงานอีกต่อไป แต่ถูกจับตามองจากความสามารถในการเรียนรู้เร็ว ปรับตัวได้ และทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา หากจังหวัดรอให้ปัญหาปะทุขึ้นก่อนค่อยลงมือ อาจสายเกินไปสำหรับแรงงานจำนวนมากที่ทักษะเดิมเริ่มไม่สอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังแปรเปลี่ยน

การประชุมที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย จึงไม่ใช่เพียงพิธีการเชิงระบบราชการ หากแต่เป็นสัญญาณเชิงนโยบายว่า จังหวัดกำลังมองเรื่องแรงงานในกรอบใหม่ คือไม่รอแก้เฉพาะปัญหาคนตกงาน แต่พยายามทำให้คนที่ยังมีงานอยู่สามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในอนาคตที่ไม่แน่นอน

แรงงานเชียงรายยังอยู่ในภาคเกษตรเกือบครึ่ง สะท้อนจุดแข็งและจุดเปราะบางในเวลาเดียวกัน

การที่แรงงานเชียงรายร้อยละ 49.4 ยังอยู่ในภาคเกษตรกรรม อาจตีความได้สองด้าน ด้านหนึ่ง มันสะท้อนรากฐานเศรษฐกิจของจังหวัดที่ยังผูกพันกับภาคการผลิตดั้งเดิม วิถีชุมชน และทรัพยากรในพื้นที่ แต่อีกด้านหนึ่ง มันก็เตือนว่าหากภาคเกษตรไม่สามารถเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี การแปรรูป หรือห่วงโซ่มูลค่าใหม่ได้ ก็อาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อรายได้และความมั่นคงของแรงงานจำนวนมาก

ในโลกที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนทั้งวิธีผลิต วิธีขาย และวิธีบริหารจัดการ งานเกษตรแบบเดิมอาจไม่เพียงพอจะสร้างรายได้ที่มั่นคงอีกต่อไป จังหวัดจึงต้องคิดไกลกว่าการหางานให้คนทำ แต่ต้องคิดถึงการเพิ่มผลิตภาพและยกระดับทักษะของแรงงานที่อยู่ในภาคเกษตรด้วย ไม่ว่าจะเป็นทักษะดิจิทัล การบริหารธุรกิจ การตลาดออนไลน์ การใช้ข้อมูล หรือแม้แต่ภาษา เพื่อเชื่อมต่อกับตลาดใหม่

ตรงนี้เองที่ทำให้ประเด็น Reskill และ Upskill ของเชียงรายมีความสำคัญ เพราะมันไม่ใช่แค่การฝึกช่างหรือฝึกอาชีพเสริม แต่คือการพยายามทำให้แรงงานในโครงสร้างดั้งเดิมขยับเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ได้ โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

อัตราว่างงานต่ำ แต่แรงงานต่างด้าวและแรงงานไปต่างประเทศยังเป็นภาพสะท้อนสำคัญ

ข้อมูลจากจังหวัดยังระบุว่า เชียงรายมีแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานรวม 45,799 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มมติคณะรัฐมนตรีและกลุ่มพื้นที่สูง ขณะเดียวกัน แรงงานเชียงรายเองก็ยังนิยมออกไปทำงานต่างประเทศ โดยในปีที่ผ่านมา มีผู้แจ้งความประสงค์ไปทำงานต่างประเทศกว่า 660 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชายและจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา

สองตัวเลขนี้มีความหมายมากกว่าการรายงานจำนวนคนเข้าออกของตลาดแรงงาน เพราะสะท้อนว่าระบบแรงงานของเชียงรายกำลังอยู่บนทางแยกหลายชั้น แรงงานบางส่วนยังต้องพึ่งพาแรงงานจากภายนอกเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่แรงงานในพื้นที่อีกส่วนยังมองว่าการไปทำงานต่างประเทศคือโอกาสในการยกระดับรายได้มากกว่าการอยู่ในตลาดท้องถิ่น

เมื่อเป็นเช่นนี้ ภารกิจของจังหวัดจึงไม่ได้มีแค่การผลิตแรงงานให้เพียงพอ แต่ต้องทำให้ตลาดแรงงานในพื้นที่มีคุณภาพและมีแรงจูงใจพอที่จะดึงคนให้อยู่ทำงานในระบบเศรษฐกิจของจังหวัดได้มากขึ้นด้วย หากทักษะดีขึ้นแต่รายได้และโอกาสยังไม่เปลี่ยน คนจำนวนหนึ่งก็อาจยังเลือกออกไปทำงานนอกพื้นที่หรือต่างประเทศเหมือนเดิม

สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย เริ่มเห็นผลลัพธ์จากการฝึกจริง

ท่ามกลางโจทย์ที่ซับซ้อน สิ่งที่ถือเป็นสัญญาณบวกของเชียงราย คือผลสำเร็จของการฝึกอบรมจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย ซึ่งข้อมูลระบุว่า มีผู้ผ่านการทดสอบมากกว่าร้อยละ 92 และกลุ่มอาชีพที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ช่างไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง กลุ่มธุรกิจบริการ ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดในปัจจุบัน

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าความต้องการเรียนรู้ของแรงงานยังมีอยู่จริง และหลักสูตรที่เชื่อมกับตลาดงานก็สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ หากออกแบบให้ตรงกับความต้องการของพื้นที่ จุดสำคัญอยู่ที่การไม่มองการฝึกอบรมเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อให้ได้ตัวเลขผู้เข้าอบรม แต่ต้องมองเป็นเครื่องมือเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของคนทำงาน

เมื่อเทียบกับโลกงานที่เปลี่ยนเร็ว สาขาอย่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และบริการ จึงไม่ใช่แค่ทักษะวิชาชีพทั่วไปอีกต่อไป แต่คือฐานของการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ การให้บริการเชิงคุณภาพ และเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งในระดับจังหวัดและระดับข้ามพรมแดน

โลกงานต่างประเทศกำลังเตือนว่า วุฒิการศึกษาอย่างเดียวไม่พอแล้ว

ข้อมูลต่างประเทศที่แนบมาด้วยจากการสำรวจของ Intelligent.com ซึ่งได้สอบถามผู้นำธุรกิจเกือบ 1,000 คนในสหรัฐ และพบข้อเท็จจริงที่ชัดเจนอย่างยิ่งว่า นายจ้างจำนวนมากกำลังกังวลต่อความพร้อมของบัณฑิตจบใหม่ในตลาดงานจริง ร้อยละ 75 ของบริษัทที่สำรวจระบุว่า บัณฑิตจบใหม่ที่รับเข้ามาในปีนั้นบางส่วนหรือทั้งหมด “ไม่น่าพอใจ” ขณะที่ 6 ใน 10 บริษัทเคยเลิกจ้างบัณฑิตจบใหม่ที่เพิ่งรับเข้าทำงาน และ 1 ใน 6 ของผู้จัดการฝ่ายจ้างงานยอมรับว่าลังเลที่จะรับบัณฑิตจบใหม่ในอนาคต

เหตุผลที่นายจ้างหยิบยกขึ้นมามีตั้งแต่การขาดแรงจูงใจและความคิดริเริ่ม ร้อยละ 50 การขาดความเป็นมืออาชีพ ร้อยละ 46 การสื่อสารไม่ดี ร้อยละ 39 ไปจนถึงปัญหาเรื่องการรับมือกับฟีดแบ็ก ความสามารถในการแก้ปัญหา และการจัดการภาระงานจริงในที่ทำงาน

สำหรับเชียงราย ข้อมูลนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะมันกำลังบอกว่า จังหวัดที่อยากพัฒนาแรงงานให้พร้อมต่อโลกงานใหม่ ไม่สามารถหยุดอยู่แค่การฝึกทักษะทางเทคนิค แต่ต้องพัฒนา ทักษะอ่อน หรือ Soft Skills ควบคู่กันไปด้วย เช่น วินัย การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความรับผิดชอบ และความสามารถในการเรียนรู้จากข้อเสนอแนะ

คำเตือนจากต่างประเทศ สอดรับกับโจทย์ Reskill และ Upskill ในเชียงราย

เมื่อพิจารณาร่วมกันจะเห็นว่า สิ่งที่นายจ้างสหรัฐสะท้อนออกมานั้นแทบไม่ต่างจากโจทย์ที่หลายจังหวัดในไทยกำลังเผชิญ แรงงานรุ่นใหม่อาจเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าเดิม มีการศึกษาสูงขึ้น หรือใช้อุปกรณ์ดิจิทัลคล่องขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าจะพร้อมทำงานในสภาพแวดล้อมจริงโดยอัตโนมัติ

ผลสำรวจดังกล่าวยังระบุว่า เกือบครึ่งหนึ่งของผู้จัดการฝ่ายจ้างงานเชื่อว่า บัณฑิตควรได้รับการฝึกมารยาทและการวางตัวในที่ทำงาน ขณะที่ปัจจัยที่จะทำให้บัณฑิตน่าจ้างมากขึ้น ได้แก่ การแสดงความคิดริเริ่ม ร้อยละ 57 ทัศนคติเชิงบวก ร้อยละ 56 จรรยาบรรณในการทำงาน ร้อยละ 54 และความสามารถในการปรับตัว ร้อยละ 53

หากเชียงรายต้องการสร้างแรงงานที่แข่งขันได้จริง หลักสูตรระยะสั้นในอนาคตจึงควรผสานทั้งทักษะดิจิทัล ทักษะอาชีพ และทักษะในการทำงานกับคนอื่นอย่างเป็นระบบ เพราะในที่สุดแล้ว ตลาดงานไม่ได้ต้องการเพียงคนที่ทำงานเป็น แต่ต้องการคนที่ พร้อมทำงาน ด้วย

ข้อมูลดิจิทัลไทยกำลังบอกว่า สังคมพร้อมแล้ว แต่แรงงานต้องพร้อมตามให้ทัน

อีกชุดข้อมูลสำคัญที่ช่วยอธิบายทิศทางอนาคต คือผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในไตรมาส 4 ปี 2568 ซึ่งระบุว่า ประชาชนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไปจำนวน 66.3 ล้านคน ใช้อินเทอร์เน็ตแล้วร้อยละ 92.3 ใช้โทรศัพท์มือถือร้อยละ 96.1 และมีโทรศัพท์มือถือร้อยละ 89.9 ขณะที่ในระดับครัวเรือน มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสูงถึงร้อยละ 93.4 มีโทรศัพท์มือถือร้อยละ 97.2 และมีคอมพิวเตอร์ร้อยละ 20.0 โดยข้อมูลยังชี้ว่า โทรศัพท์มือถือกำลังกลายเป็นอุปกรณ์หลักแทนคอมพิวเตอร์ในหลายการใช้งาน

ข้อมูลนี้น่าคิดอย่างยิ่ง เพราะมันสะท้อนว่า สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างรวดเร็วในเชิงการเข้าถึงอุปกรณ์และเครือข่าย แต่การเข้าถึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนมีทักษะที่จะใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้เท่ากัน จังหวัดอย่างเชียงรายที่ต้องการยกระดับแรงงาน จึงไม่อาจมองแค่เรื่องมีอินเทอร์เน็ตหรือไม่มี แต่ต้องมองว่าแรงงานใช้เทคโนโลยีนั้นทำอะไรได้บ้าง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกดิจิทัลไทยอาจโตไปไกลแล้ว แต่คำถามสำคัญคือ แรงงานไทย โดยเฉพาะในต่างจังหวัด โตทันหรือยัง หากไม่ทัน ช่องว่างระหว่างคนที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อความบันเทิง กับคนที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าในงาน จะยิ่งห่างออกไปเรื่อย ๆ

เชียงรายจึงต้องขยายหลักสูตรสู่ไอที ภาษา และการบริหารธุรกิจ

ข้อมูลจากจังหวัดระบุว่า สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย เตรียมขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเพิ่มขึ้น เพื่อจัดหลักสูตรระยะสั้นที่ตรงเป้าหมายในสาขาอย่าง เทคโนโลยีสารสนเทศ การบริหารธุรกิจ และภาษา เป้าหมายคือยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นหัวใจของจังหวัดไม่ได้มองการฝึกแรงงานในกรอบเดิมอีกต่อไป แต่กำลังหันไปสู่ทักษะที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสมัยใหม่โดยตรง เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้แรงงานเข้าใจเครื่องมือดิจิทัลและทำงานได้หลากหลายขึ้น การบริหารธุรกิจช่วยให้คนทำงานหรือผู้ประกอบการรายเล็กคิดเรื่องต้นทุน การตลาด และการเติบโตได้ดีขึ้น ส่วนภาษาคือประตูสู่โอกาสใหม่ทั้งในภาคบริการ การค้าชายแดน และงานที่เชื่อมต่อกับต่างประเทศ

สำหรับจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย แนวทางนี้มีความได้เปรียบเชิงพื้นที่อย่างมาก เพราะหากแรงงานในจังหวัดมีทั้งทักษะเทคนิค ทักษะบริการ และภาษา โอกาสในการดึงดูดธุรกิจ การค้าข้ามแดน และการลงทุนใหม่ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย

ข่าวดีของเชียงรายจึงไม่ใช่แค่ว่างงานต่ำ แต่คือการเริ่มมองเห็นโจทย์ก่อนปัญหาจะลุกลาม

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้มีน้ำหนัก ไม่ใช่เพราะเชียงรายมีอัตราว่างงานต่ำเพียงร้อยละ 0.44 อย่างเดียว หากแต่เพราะจังหวัดเริ่มมองเห็นว่า ตัวเลขที่ดีในวันนี้อาจซ่อนความเสี่ยงของวันข้างหน้าไว้ หากไม่รีบปรับทิศทางการพัฒนาแรงงาน

ภายใต้โลกที่ดิจิทัลโตเร็ว นายจ้างต้องการมากกว่าวุฒิการศึกษา และแรงงานจำนวนมากยังอยู่ในภาคเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม จังหวัดที่รอให้ปัญหามาถึงก่อนค่อยแก้ อาจเสียโอกาสในการเปลี่ยนผ่านไปอย่างน่าเสียดาย แต่เชียงรายกำลังพยายามเลือกอีกเส้นทางหนึ่ง คืออ่านเกมล่วงหน้า แล้วใช้การฝึกทักษะเป็นเครื่องมือสร้างภูมิคุ้มกันให้ตลาดแรงงานของตัวเอง

ในเชิงนโยบาย นี่คือความเคลื่อนไหวที่ควรจับตา เพราะถ้าหลักสูตรที่ออกแบบขึ้นสามารถเชื่อมกับความต้องการของตลาดได้จริง และทำให้แรงงานมีทั้งทักษะอาชีพ ทักษะดิจิทัล และทักษะการทำงานร่วมกับคนอื่นอย่างเป็นระบบ เชียงรายก็อาจไม่เพียงรักษาระดับการจ้างงานได้ แต่ยังยกระดับคุณภาพแรงงานและรายได้ของประชาชนได้ในระยะยาวด้วย

เมื่อโลกงานใหม่ไม่ได้ถามแค่ว่ามีงานหรือไม่ แต่ถามว่าพร้อมหรือยัง

ข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏกำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ตลาดแรงงานยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินกันแค่จำนวนคนมีงานทำ แต่ตัดสินกันที่คุณภาพของงาน คุณภาพของคนทำงาน และความสามารถในการปรับตัวต่อเทคโนโลยีและความคาดหวังใหม่ของนายจ้าง

เชียงรายในวันนี้มีดีตรงที่คนส่วนใหญ่ยังมีงานทำ ว่างงานต่ำ และหน่วยงานด้านพัฒนาฝีมือแรงงานเริ่มเห็นผลลัพธ์จากการฝึกอย่างชัดเจน แต่ในอีกด้านหนึ่ง จังหวัดก็ยังมีโจทย์ใหญ่รออยู่ ทั้งโครงสร้างแรงงานที่ยังกระจุกในภาคเกษตร การขาดแคลนแรงงานฝีมือ การไหลออกของแรงงานไปต่างประเทศ และโลกดิจิทัลที่กำลังเดินหน้าทิ้งใครหลายคนไว้ข้างหลัง

คำเตือนจากตลาดงานต่างประเทศยิ่งทำให้ชัดว่า วุฒิการศึกษาอย่างเดียวไม่อาจรับประกันความสำเร็จในการทำงานอีกต่อไป ขณะที่ข้อมูลการใช้เทคโนโลยีของไทยก็บอกว่า สังคมทั้งระบบกำลังเคลื่อนไปเร็วมากกว่าที่บางภาคส่วนจะปรับตัวทัน

จึงไม่ได้จบลงที่การรายงานว่าจังหวัดเชียงรายจัดประชุมเรื่องแรงงาน แต่จบลงที่คำถามสำคัญสำหรับทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนว่า ในวันที่งานยังมีอยู่ แต่รูปแบบของงานกำลังเปลี่ยนไปทุกวัน เราจะทำอย่างไรให้แรงงานไทย โดยเฉพาะแรงงานในต่างจังหวัด ไม่ได้เป็นเพียงผู้มีงานทำ แต่เป็นผู้ที่มีทักษะเพียงพอจะเติบโตไปพร้อมกับโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย
  • Intelligent.com และบทความที่เผยแพร่บน Fortune.com ซึ่
  • ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ เรื่องผลสำรวจการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือนไตรมาส 4 ปี 2568 ซึ่งระบุอัตราการใช้อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของครัวเรือนไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

พลิกโฉมหน้าเมืองชายแดน! อบจ.เชียงราย เปลี่ยนท่าเรือเชียงของ สู่พื้นที่สาธารณะที่รวมการพักผ่อนและการเรียนรู้

อบจ.เชียงรายเร่งปั้นศูนย์บริการนักท่องเที่ยวท่าเรือเชียงของ สู่แลนด์มาร์คริมโขง 3 มิติ รับกระแสเรียนรู้และออกกำลังกายข้ามพรมแดน

เชียงราย,6 มีนาคม 2569 – บริเวณท่าเรือเชียงของริมแม่น้ำโขงไม่ได้เป็นเพียงจุดผ่านสายตาของผู้มาเยือนเหมือนวันธรรมดาอีกต่อไป เมื่อคณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายลงพื้นที่ตรวจศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ท่าเรือเชียงของ หรือที่คนในพื้นที่คุ้นกันในชื่อ “บั๊ค” พร้อมส่งสัญญาณชัดว่า พื้นที่แห่งนี้กำลังถูกวางบทบาทใหม่ จากอาคารบริการท่องเที่ยวชายแดน ไปสู่แลนด์มาร์คริมน้ำโขงที่ตั้งเป้าทำหน้าที่พร้อมกันทั้งการชมวิว การเรียนรู้ และการออกกำลังกาย ภายใต้นโยบายเที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปีมีดีทุกอำเภอ โดยผู้ลงพื้นที่ประกอบด้วย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมนายสุรเชษฐ์ พุ้ยน้อย นายอำเภอเชียงของ นางสาววาสนา ลำเปิงมี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอเชียงของ เขต 2 และผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่

“จัดความหมายใหม่” ให้พื้นที่ริมโขงแห่งนี้มีชีวิตมากขึ้นในฐานะจุดพักผ่อนสาธารณะ

สิ่งที่น่าสนใจคือ แผนที่ถูกพูดถึงในวันนั้นไม่ได้หยุดอยู่ที่การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานหรือปิดรอยแตกร้าวเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น แต่ขยับไปสู่การ “จัดความหมายใหม่” ให้พื้นที่ริมโขงแห่งนี้มีชีวิตมากขึ้นในฐานะจุดพักผ่อนสาธารณะ และในเวลาเดียวกันก็เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องสัตว์น้ำจืดแม่น้ำโขง ระบบนิเวศ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ข้อมูลจากการเผยแพร่ของ อบจ.เชียงราย ระบุชัดว่าเป้าหมายคือการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปรับภูมิทัศน์ให้สวยงามทันสมัย ดึงดูดสายตาผู้มาเยือน และรองรับทั้งประชาชนในอำเภอเชียงของ ตลอดจนผู้เดินทางจาก สปป.ลาว ให้เข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งทำให้ข่าวนี้มีน้ำหนักมากกว่าการปรับปรุงสถานที่ทั่วไป เพราะกำลังพูดถึงการออกแบบ “หน้าบ้านใหม่” ของเมืองชายแดนที่ต้องการต้อนรับทั้งคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยว และเศรษฐกิจข้ามฝั่งไปพร้อมกัน

ภาพของการพัฒนาจึงค่อยๆ ชัดขึ้นว่า ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแห่งนี้กำลังถูกวางให้เป็นพื้นที่สามชั้นในเชิงหน้าที่ ชั้นแรกคือ จุดชมวิวและพักผ่อนริมน้ำโขง ที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่และนักเดินทาง ชั้นที่สองคือ ห้องเรียนมีชีวิต ที่จะทำให้เรื่องปลาแม่น้ำโขง ทรัพยากรธรรมชาติ และระบบนิเวศท้องถิ่น กลายเป็นความรู้ที่จับต้องได้สำหรับเยาวชนและประชาชน ชั้นที่สามคือ พื้นที่สุขภาวะ ที่สอดรับกับวิถีคนรุ่นใหม่ซึ่งมองการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ใช่กิจกรรมเฉพาะเวลา ความตั้งใจนี้สอดคล้องกับถ้อยคำในข้อมูลเผยแพร่ที่ระบุว่า นายก อบจ.เชียงราย ต้องการผลักพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และสถานที่พักผ่อนระดับสากล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดในเวลาเดียวกัน

ข้อเท็จจริงช่วงบ่ายนี้มีความสำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าโครงการไม่ได้อยู่ในกรอบการคิดเฉพาะของฝ่ายท่องเที่ยว

น้ำหนักของข่าวเพิ่มขึ้นอีกระดับในช่วงบ่ายวันเดียวกัน เมื่อเวลา 15.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ พร้อมรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย คณะผู้บริหาร และหัวหน้าส่วนราชการ ได้ร่วมประชุมกับกรมโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงราย เพื่อเสนอแผนการพัฒนาพื้นที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวท่าเรือเชียงของ รวมถึงพื้นที่หนองหลวง ตำบลเวียงชัย อำเภอเวียงชัย เพื่อการพัฒนาจังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน ข้อเท็จจริงช่วงบ่ายนี้มีความสำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าโครงการไม่ได้อยู่ในกรอบการคิดเฉพาะของฝ่ายท่องเที่ยว แต่เริ่มถูกเชื่อมเข้ากับการวางผังและการพัฒนาระดับจังหวัด ซึ่งหมายความว่าอนาคตของพื้นที่ริมน้ำโขงแห่งนี้อาจถูกออกแบบให้สัมพันธ์กับภูมิทัศน์เมือง ความปลอดภัย การใช้ประโยชน์สาธารณะ และทิศทางการพัฒนาในวงกว้างมากกว่าที่เห็นจากชื่อโครงการเพียงอย่างเดียว

เมื่อย้อนกลับไปดูจุดตั้งต้นของพื้นที่ จะเห็นว่าศูนย์บริการการท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ที่ท่าเรือเชียงของเพิ่งเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2567 โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้ชุมชน ขยายตลาดท่องเที่ยวของภาคเหนือตอนบน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ นั่นหมายความว่าในเวลาไม่ถึงสองปี พื้นที่เดียวกันนี้กำลังถูกยกระดับจากบทบาท “ศูนย์ให้ข้อมูล” ไปสู่บทบาท “จุดหมายปลายทาง” ที่ต้องมีประสบการณ์ มีทัศนียภาพ และมีเหตุผลมากพอให้คนอยากใช้เวลาอยู่ตรงนั้นนานขึ้น การเคลื่อนจากศูนย์บริการสู่แลนด์มาร์คจึงเป็นการขยับเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงกายภาพของอาคาร

การค้าชายแดนระหว่างไทยกับ สปป.ลาว มีมูลค่ารวม 293,399 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เปอร์เซ็นต์

ยิ่งเมื่อมองผ่านบริบทชายแดน เชียงของก็ไม่ใช่อำเภอที่ยืนอยู่ลำพังกลางแผนที่ หากเป็นพื้นที่ซึ่งเชื่อมเศรษฐกิจ การเดินทาง และความสัมพันธ์ไทย ลาว เข้าด้วยกันอย่างมีนัยสำคัญ กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่าในปี 2568 การค้าชายแดนระหว่างไทยกับ สปป.ลาว มีมูลค่ารวม 293,399 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การค้าชายแดนและผ่านแดนของประเทศโดยรวมมีมูลค่ารวม 1,937,629 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7 เปอร์เซ็นต์ และการค้าผ่านแดนแตะระดับกว่า 1.04 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่สถิติการท่องเที่ยวโดยตรง แต่ช่วยอธิบายได้ว่าเมืองชายแดนอย่างเชียงของยังอยู่ในแนวเส้นทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง การพัฒนาพื้นที่สาธารณะริมน้ำโขงให้มีมาตรฐานและมีเรื่องเล่าจึงมีโอกาสส่งผลต่อบรรยากาศการเดินทาง การจับจ่าย และการรับรู้ภาพลักษณ์พื้นที่ได้จริง หากบริหารจัดการได้ตรงเป้า

แนวคิด Active Lifestyle กำลังเติบโตแรงในไทย จากเดิมที่การดูแลร่างกายมักเชื่อมกับความสวยงาม

ในอีกด้านหนึ่ง ข่าวนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่พฤติกรรมผู้บริโภคไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน The 1 Insight ซึ่งเผยแพร่ผ่านสื่อเศรษฐกิจหลายสำนักเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ระบุว่าแนวคิด Active Lifestyle กำลังเติบโตแรงในไทย จากเดิมที่การดูแลร่างกายมักเชื่อมกับความสวยงาม สู่การให้ความสำคัญกับสมรรถภาพและสุขภาพระยะยาวมากขึ้น พร้อมงบใช้จ่ายด้านการออกกำลังกายที่เพิ่มต่อเนื่อง ข้อมูลเดียวกันระบุด้วยว่าตลาดสินค้ากีฬาทั่วโลกเติบโตเฉลี่ยราว 6 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และในหมวดรองเท้า Performance Footwear มียอดขายก่อนงาน HYROX Bangkok 2025 สูงกว่าหลังงานถึง 1.5 เท่า สะท้อนว่ากีฬาและสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่มีผลต่อการใช้พื้นที่ การบริโภค และรูปแบบการเดินทางของผู้คน

รายละเอียดเชิงพฤติกรรมยิ่งทำให้มิติ “ออกกำลังกาย” ในแผนพัฒนาท่าเรือเชียงของไม่ใช่ลูกเล่นทางการตลาด แต่มีฐานรองรับจากแนวโน้มจริง Gen Z ถูกอธิบายว่าใช้กิจกรรมออกกำลังกายเป็นพื้นที่แสดงตัวตน โดยยอดขายอุปกรณ์กีฬาเทนนิสในกลุ่มนี้โตถึง 5 เท่า และหมวดชุดวิ่งเติบโตกว่า 2 เท่า ขณะที่ Gen Y มองการออกกำลังกายเป็นทั้งสมรรถนะและชุมชน โดยการใช้จ่ายสมาชิกฟิตเนสโตมากกว่า 2 เท่า ส่วน Gen X ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและความคล่องตัวระยะยาว โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคู่ในหมวดรองเท้าวิ่งสูงกว่ากลุ่มวัยอื่น 1.3 เท่า ภาพรวมนี้สะท้อนว่า หากเชียงของสามารถสร้างพื้นที่ริมน้ำที่เดินได้ วิ่งได้ พักได้ และเรียนรู้ได้ในจุดเดียวกัน พื้นที่ดังกล่าวก็มีโอกาสตอบโจทย์คนหลายวัยพร้อมกัน ตั้งแต่วัยรุ่นสายกิจกรรม คนทำงานที่มองหาพื้นที่ชุมชน ไปจนถึงวัยกลางคนที่ใส่ใจสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น

เพราะพื้นที่เชียงของได้แสดงให้เห็นแล้วว่ากีฬา สุขภาพ และการเชื่อมโยงชายแดน

ยิ่งไปกว่านั้น เชียงของเองไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงกีฬา เพราะเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงรายรายงานกิจกรรม Kham Kong Run 2025 ซึ่งจัดที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงของ บริเวณสะพานมิตรภาพไทย ลาว แห่งที่ 4 โดยระบุชัดว่ากิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในอำเภอเชียงของและเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ผ่านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสุขภาพ ควบคู่กับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองฝั่งโขง ข้อมูลนี้ทำให้แผนพัฒนาศูนย์บริการนักท่องเที่ยวครั้งล่าสุดมีความสมเหตุสมผลมากขึ้น เพราะพื้นที่เชียงของได้แสดงให้เห็นแล้วว่ากีฬา สุขภาพ และการเชื่อมโยงชายแดน สามารถเดินร่วมกันได้จริงในระดับกิจกรรม หากมีการยกระดับพื้นที่ถาวรรองรับ แนวคิดดังกล่าวก็มีโอกาสขยายผลได้ไกลกว่าอีเวนต์รายปี

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่ใหญ่ขึ้นย่อมมาพร้อมโจทย์ที่ต้องตอบให้ชัด แผนที่เผยแพร่ในขณะนี้อยู่ในขั้น เตรียมเสนอและหารือเชิงพัฒนา ยังไม่ใช่ประกาศเริ่มก่อสร้างหรือเปิดใช้งานรูปแบบใหม่อย่างเป็นทางการ สิ่งที่มีข้อมูลยืนยันแล้วคือการลงพื้นที่ตรวจสภาพ การมุ่งซ่อมโครงสร้างและพื้นที่แตกร้าวเพื่อความปลอดภัย และการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักแผนต่อไป แต่ยังไม่ปรากฏรายละเอียดวงเงินลงทุน แบบก่อสร้าง หรือกรอบเวลาดำเนินงานที่เผยแพร่ต่อสาธารณะในแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ณ ขณะนี้ ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะสำหรับพื้นที่ริมน้ำโขง ความปลอดภัยทางกายภาพ การออกแบบที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และการดูแลต่อเนื่องหลังปรับปรุงแล้ว คือหัวใจที่จะชี้ว่าโครงการจะเป็นแลนด์มาร์คจริง หรือเป็นเพียงความคาดหวังที่ค้างอยู่ในเอกสารประชุม

ช่วยขับภาพลักษณ์เชียงรายให้ชัดขึ้นในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่ไม่ได้ขายเพียงความงามเชิงทิวทัศน์ แต่ขายคุณภาพชีวิต

ในมุมของผลประโยชน์สาธารณะ หากแผนพัฒนานี้เดินหน้าได้ตามทิศทางที่ประกาศไว้ ผู้ได้ประโยชน์จะไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยว แต่รวมถึงคนในพื้นที่ที่ต้องการพื้นที่พักผ่อนริมน้ำปลอดภัย เยาวชนที่ต้องการแหล่งเรียนรู้เรื่องแม่น้ำโขงและทรัพยากรท้องถิ่น ผู้ประกอบการรายย่อยที่อาจได้ประโยชน์จากการเพิ่มเวลาพำนักของผู้มาเยือน และเครือข่ายท่องเที่ยวไทย ลาว ที่ต้องการจุดเชื่อมประสบการณ์ใหม่บนชายแดน ในระยะยาว พื้นที่เช่นนี้ยังอาจช่วยขับภาพลักษณ์เชียงรายให้ชัดขึ้นในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่ไม่ได้ขายเพียงความงามเชิงทิวทัศน์ แต่ขายคุณภาพชีวิต ประสบการณ์เรียนรู้ และสุขภาวะร่วมสมัย ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มที่คนเดินทางยุคใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ชุมชนเองก็ควรติดตามความคืบหน้าของโครงการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ ความปลอดภัยของโครงสร้างและพื้นที่สาธารณะ รูปแบบการจัดการเนื้อหาเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำและระบบนิเวศ การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและคนท้องถิ่นมีส่วนร่วมจริง และการออกแบบกิจกรรมที่จะทำให้พื้นที่นี้มีการใช้งานต่อเนื่องตลอดปี ไม่ใช่คึกคักเพียงช่วงเปิดตัว เพราะประสบการณ์ของหลายเมืองชี้ตรงกันว่า การพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้สำเร็จไม่ได้วัดกันที่ความสวยในวันแรก แต่ต้องวัดจากจำนวนคนที่กลับมาใช้ซ้ำ ความรู้สึกเป็นเจ้าของของชุมชน และรายได้ที่กระจายถึงคนตัวเล็กในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้ยังเป็นโจทย์ปลายทางที่เชียงของต้องพิสูจน์ด้วยการลงมือทำจริงในระยะต่อไป

เชื่อมเยาวชนเข้ากับความรู้ และเชื่อมเศรษฐกิจท้องถิ่นเข้ากับอนาคตของการท่องเที่ยวชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับวันนี้ สิ่งที่ยืนยันได้แน่ชัดคือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้ส่งสัญญาณอย่างจริงจังแล้วว่า ท่าเรือเชียงของจะไม่ถูกมองเป็นเพียงจุดผ่านแดนหรือจุดชมวิวเดิมอีกต่อไป แต่กำลังถูกวางให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ของจังหวัดในมิติท่องเที่ยว การเรียนรู้ และสุขภาวะ หากแผนนี้ถูกขับเคลื่อนต่ออย่างเป็นระบบ เชียงของอาจได้มากกว่าแลนด์มาร์คแห่งใหม่ริมโขง แต่จะได้พื้นที่สาธารณะที่เชื่อมชุมชนเข้ากับแม่น้ำ เชื่อมเยาวชนเข้ากับความรู้ และเชื่อมเศรษฐกิจท้องถิ่นเข้ากับอนาคตของการท่องเที่ยวชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม ทว่าในอีกด้านหนึ่ง หากแผนไม่สามารถแปลงเป็นรายละเอียดปฏิบัติที่ชัดเจน ข่าววันนี้ก็จะเป็นเพียงภาพฝันอีกชิ้นที่สะท้อนความตั้งใจมากกว่าผลลัพธ์ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมประเด็นนี้จึงควรถูกติดตามต่อจากนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงอ่านผ่านไปแล้วจบลงพร้อมกระแสข่าวรายวัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ข้อมูลเผยแพร่การลงพื้นที่วันที่ 6 มีนาคม 2569 เรื่องแผนพัฒนาศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ท่าเรือเชียงของ (บั๊ค) และการประชุมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง
  • สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงราย ข่าววันที่ 9 กันยายน 2567 เรื่องการเปิดศูนย์บริการการท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ท่าเรือเชียงของ และวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง
  • สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงราย ข่าววันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 เรื่องกิจกรรม Kham Kong Run 2025 และการส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสุขภาพ เชียงของ ห้วยทราย
  • กระทรวงพาณิชย์ ข่าววันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เรื่องการค้าชายแดนและผ่านแดนปี 2568
  • THE STANDARD WEALTH และมติชนออนไลน์ ข่าววันที่ 6 มีนาคม 2569 เรื่อง The 1 Insight กับแนวโน้ม Active Lifestyle ของผู้บริโภคไทยปี 2026
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข่าวเผยแพร่วันที่ 11 สิงหาคม 2568 เรื่องภาพลักษณ์และความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
SOCIETY & POLITICS

ลุยดับไฟป่าพะเยา-เชียงราย! รมว.ทส. สั่งส่งชุดเสือไฟเข้าพื้นที่ลาดชัน หวังหยุดจุดความร้อนก่อนลุกลามหนัก

รมว.ทส. สั่งยกระดับชุดเคลื่อนที่เร็ว คุมไฟป่าพะเยา–เชียงราย หลังจุดความร้อนพุ่ง 61 จุด เดินหน้ามาตรการห้ามเผา 86 วัน ลดผลกระทบ PM2.5

เชียงราย, 6 มีนาคม 2569 – ในห้วงต้นฤดูแล้งที่ภาคเหนือเผชิญแรงกดดันซ้ำซ้อน ทั้งไฟป่าที่ปะทุเป็นหย่อม ๆ ในพื้นที่ลาดชัน เข้าถึงยาก และหมอกควันที่สะสมในอากาศจนกระทบต่อสุขภาพประชาชน รัฐบาลยกระดับปฏิบัติการเชิงรุก โดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน สั่งการด่วนให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่งชุดปฏิบัติการดับไฟป่าเคลื่อนที่เร็วเข้าควบคุมสถานการณ์ในกลุ่มจังหวัดพะเยา เชียงราย และลำปาง หลังรายงานพบจุดความร้อนรวม 61 จุดในวันเดียว เพื่อจำกัดวงความเสียหายและลดมลพิษทางอากาศให้ได้มากที่สุด

ปฏิบัติการเร่งด่วนจากวอร์รูม สบอ.15 ชี้จุดยุทธศาสตร์ต้องเข้าถึงให้ทันก่อนลุกลาม

การสั่งการดังกล่าวสะท้อน “โจทย์เวลา” ที่เป็นหัวใจของการสยบไฟป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพราะเมื่อไฟป่าลุกลามผ่านสันเขาและหุบห้วย การระดมกำลังล่าช้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงอาจทำให้พื้นที่เสียหายกว้างขึ้นและเพิ่มฝุ่นควันในบรรยากาศอย่างมีนัยสำคัญ

รายงานจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ ระบุว่า วันที่ 4 มีนาคม 2569 นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า เปิดเผยถึงการประชุมติดตามสถานการณ์ ณ ศูนย์สั่งการสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน หรือวอร์รูม ของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เชียงราย โดยกำชับให้หัวหน้าพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทุกแห่งที่พบจุดความร้อน ทำหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์ ระดมกำลังเข้าดับไฟให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

พะเยาพบหนักสุดในอุทยานดอยภูนาง 21 จุด ระดม 120 นายแบ่ง 8 ชุด

จากข้อมูลปฏิบัติการภาคสนาม อุทยานแห่งชาติดอยภูนางเป็นพื้นที่ที่พบจุดความร้อนสูงสุด 21 จุด โดยหัวหน้าพื้นที่ระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 120 นาย แบ่งเป็น 8 ชุดปฏิบัติการ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเชียงม่วนและอำเภอปง เข้าควบคุมจุดวิกฤตบริเวณสันเขา เช่น ดอยถ้ำหมากเม่าและดอยสังฆราช เพื่อกันไฟไม่ให้ไล่ลงสู่พื้นที่ลุ่มและชุมชนปลายน้ำ

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ 20 จุด ผนึกหน่วยเสือไฟเสริมกำลังเข้าพิกัดยาก

อีกพื้นที่ที่ต้อง “เร่งเข้าถึง” คือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ พบจุดความร้อน 20 จุด หัวหน้าพื้นที่ประสานชุดปฏิบัติการพิเศษดับไฟป่า หรือหน่วยเสือไฟ จากศูนย์ปฏิบัติการไฟป่าเชียงราย เข้าสนับสนุน ร่วมกับเครือข่ายอาสาและฝ่ายปกครองในหลายอำเภอของพะเยา เพื่อเข้าถึงพิกัดที่มีความยากลำบากและควบคุมไม่ให้เกิดการปะทุซ้ำ

กระจายกำลังหลายแนวรบ ทั้งเขตห้ามล่า ทับพญาลอ ดอยผาช้าง แม่ปืม และดอยหลวง

นอกจากพื้นที่หลัก ยังมีการปฏิบัติการเชิงรุกในพื้นที่อื่นควบคู่กัน เช่น เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทับพญาลอเข้าควบคุมจุดความร้อน 8 จุดในบางพื้นที่ของพะเยา ส่วนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาช้างรายงานการเข้าดำเนินการในพื้นที่ 6 จุด ขณะที่อุทยานแห่งชาติแม่ปืมจัดกำลัง 38 นายเข้าดับไฟในพื้นที่อำเภอภูกามยาว โดยประเมินว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ภายในวันเดียว และอุทยานแห่งชาติดอยหลวงรายงานว่าสามารถควบคุมไฟในอำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ได้แล้วส่วนใหญ่ พร้อมเฝ้าระวังการปะทุซ้ำ

ภาพรวมดังกล่าวทำให้การรับมือไฟป่าปีนี้ไม่ใช่การ “ตั้งรับตามเหตุ” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการจัดกำลังแบบหลายชั้น ตั้งแต่การเข้าดับไฟฉับไว การทำแนวกันไฟ การลาดตระเวน และการเฝ้าระวังการปะทุซ้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดว่าฤดูแล้งปี 2569 จะควบคุมความเสียหายได้มากน้อยเพียงใด

เชียงรายเดินมาตรการห้ามเผา 86 วัน คุมต้นเหตุ ลดจุดความร้อน แต่ PM2.5 ยังต้องจับตา

จังหวัดเชียงรายยังคงใช้มาตรการห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิดเป็นแกนหลักของการป้องกัน โดยกำหนดช่วงห้ามเผาเด็ดขาดระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวม 86 วัน พร้อมเตือนบทลงโทษตามกฎหมาย เพื่อสกัดต้นเหตุฝุ่นควันจากกิจกรรมเผาในพื้นที่และลดความเสี่ยงไฟป่าลุกลาม

ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านข้อมูลย้ำว่า “จุดความร้อน” เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการติดตามความเสี่ยงไฟและการเผา โดยปกติได้จากการตรวจจับดาวเทียม เช่น MODIS และ VIIRS ซึ่งทำให้หน่วยภาคสนามสามารถวางกำลังเข้าหาพิกัดได้รวดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้จุดความร้อนในบางช่วงจะลดลง แต่สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กยังขึ้นกับปัจจัยลม การสะสมในบรรยากาศ และฝุ่นควันข้ามพื้นที่ได้ โดยมาตรฐานคุณภาพอากาศของไทยกำหนดค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของ PM2.5 ที่ระดับ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเป็นค่ามาตรฐานอ้างอิงด้านสุขภาพในปัจจุบัน

ฝ่ายปกครองและชุมชน ร่วมแนวกันไฟ ตอกย้ำว่าป้องกันต้องเดินพร้อมภาคสนาม

ในระดับพื้นที่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย รายงานการระดมฝ่ายปกครอง จิตอาสา และประชาชน ออกลาดตระเวนและทำแนวกันไฟในหลายจุดเสี่ยง สามารถควบคุมสถานการณ์ได้รวดเร็ว ไม่ให้ลุกลามเป็นวงกว้าง และติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะเดียวกัน จังหวัดเชียงรายยังขับเคลื่อนการสื่อสารสาธารณะให้ประชาชนลดกิจกรรมก่อฝุ่น และร่วมกันจัดการเชื้อเพลิงในครัวเรือนและชุมชน เช่น การเก็บเศษใบไม้กิ่งไม้ทำปุ๋ยหมักแทนการเผา การทำเสวียน รวมถึงการทำแนวกันไฟในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งหน่วยทหารในพื้นที่ร่วมรณรงค์สร้างการรับรู้แก่ชุมชนโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริ เพื่อให้มาตรการห้ามเผา “เกิดผลจริง” ในระดับหมู่บ้าน

เงินกองทุนและแรงจูงใจ สะพานเชื่อมการทำงานจากศรัทธาสู่ภารกิจจริง

อีกด้านหนึ่ง การสนับสนุนกำลังภาคสนามและอุปกรณ์ป้องกันสุขภาพจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง จังหวัดเชียงรายมีการขับเคลื่อนกองทุนและกิจกรรมสนับสนุนภารกิจดับไฟป่าและลดฝุ่นควันผ่านหลายกลไก ซึ่งช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นในช่วงวิกฤต โดยหน่วยงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในจังหวัดยังเผยแพร่ข้อมูลการประชุมติดตามงานเป็นระยะ เพื่อบูรณาการหน่วยงานและขับเคลื่อนมาตรการร่วมกัน

ความท้าทายที่ยังอยู่ตรงหน้า เมื่อไฟป่าคือปัญหาทรัพยากร แต่ฝุ่นควันคือปัญหาสุขภาพและเศรษฐกิจ

แก่นของสถานการณ์ปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการ “ดับไฟให้ทัน” แต่ต้องลดความเสียหายต่อทรัพยากรป่าไม้ ควบคู่กับการลดภาระสุขภาพของประชาชน และรักษากิจกรรมเศรษฐกิจในช่วงฤดูท่องเที่ยวและฤดูเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องใช้แรงงานกลางแจ้ง

หน่วยงานด้านอุทยานชี้ว่าการเข้าถึงพื้นที่รวดเร็วและแม่นยำคือยุทธศาสตร์สำคัญ ขณะที่จังหวัดและท้องถิ่นต้องยืนระยะมาตรการห้ามเผาให้ครบช่วง 86 วัน เพื่อป้องกันการปะทุซ้ำและลดฝุ่นสะสมในอากาศในระยะยาว

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพและช่วยภาคสนาม

ภายใต้สถานการณ์ที่ยังต้องเฝ้าระวัง หน่วยงานรัฐแนะนำแนวทางปฏิบัติที่ประชาชนสามารถทำได้ทันทีโดยไม่สร้างความตื่นตระหนก ได้แก่ ลดกิจกรรมก่อควันทุกชนิด งดเผาเศษวัสดุในที่โล่ง ติดตามค่าฝุ่นจากสถานีตรวจวัดหรือช่องทางทางการ หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง สวมหน้ากากมาตรฐานเมื่อจำเป็น และแจ้งเหตุไฟหรือควันในพื้นที่เสี่ยงต่อหน่วยงานท้องที่เพื่อให้ชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าถึงพิกัดได้เร็วที่สุด

ท้ายที่สุด ภาพของการแก้ไฟป่าและฝุ่นควันในปี 2569 กำลังสะท้อนบทเรียนเดิมที่ยังต้องย้ำซ้ำ คือภาครัฐต้องเข้มข้นเรื่องการบังคับใช้และการสนับสนุนภาคสนาม ขณะที่ประชาชนและชุมชนคือด่านแรกของการป้องกัน หาก “ไม่เผา” ถูกทำให้เป็นวินัยร่วมกันในทุกหมู่บ้าน เป้าหมายอากาศที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นจะขยับเข้าใกล้ความจริงได้มากกว่าเดิม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รายงานการสั่งการและปฏิบัติการควบคุมไฟป่าในกลุ่มจังหวัดพะเยา เชียงราย ลำปาง และข้อมูลจุดความร้อน 61 จุด วันที่ 4 มีนาคม 2569
  • กรมควบคุมมลพิษ และราชกิจจานุเบกษา ข้อมูลมาตรฐาน PM2.5 ของประเทศไทยแบบค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง
  • GISTDA ข้อมูลอธิบายการตรวจจับจุดความร้อนจากดาวเทียม MODIS และ VIIRS เพื่อการติดตามไฟและการเผา
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ข้อมูลการสื่อสารและการบูรณาการงานประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันในจังหวัด
  • สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงราย ข้อมูลการสื่อสารประเด็นไฟป่าหมอกควันในพื้นที่จังหวัดเชียงราย
  • NBT North กิจกรรมรณรงค์สร้างการรับรู้การแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ลดค่า PM2.5 ในพื้นที่เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เมื่อวัดและราชการผนึกกำลังสู้ภัยฝุ่น! ยอดผ้าป่า 359,999 บาท หนุนภารกิจดับไฟป่าและมุ้งสู้ฝุ่นเชียงราย

พลังศรัทธาโมเดลบวรระดมทุนสู้ไฟป่าและฝุ่นพิษ เชียงรายทอดผ้าป่าวัดห้วยปลากั้ง ยอด 359,999 บาท หนุนภารกิจเฝ้าระวังช่วงห้ามเผา 86 วัน

เชียงราย,2 มีนาคม 2569 — ช่วงต้นเดือนมีนาคมของทุกปีมักเป็นจังหวะที่เชียงรายต้องเผชิญแรงกดดันซ้ำซ้อนทั้งจากไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่กระทบต่อสุขภาพประชาชน เศรษฐกิจท้องถิ่น และภาพลักษณ์การท่องเที่ยว โดยปี 2569 จังหวัดประกาศช่วงห้ามเผาเด็ดขาดต่อเนื่อง 86 วัน ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม เพื่อยกระดับการควบคุมต้นตอฝุ่นจากการเผาในที่โล่งและป่าต้นน้ำ

ท่ามกลางภารกิจที่ต้องใช้กำลังคนและทรัพยากรต่อเนื่อง จังหวัดเชียงรายจึงหยิบพลังของชุมชนกลับมาเป็นกลไกสำคัญ ผ่านการทอดผ้าป่าระดมทุนภายใต้แนวคิดบวร ซึ่งสะท้อนความร่วมมือของบ้าน วัด และราชการ เพื่อเสริมกำลังให้หน่วยปฏิบัติการภาคสนามและดูแลกลุ่มเปราะบางในช่วงวิกฤตหมอกควัน

พิธีทอดผ้าป่าวัดห้วยปลากั้งกับเป้าหมายที่จับต้องได้

พิธีทำบุญทอดผ้าป่าจัดขึ้น ณ อุโบสถ วัดห้วยปลากั้ง ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และพระไพศาลประชาทร วิ. ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงรายและเจ้าอาวาสวัดห้วยปลากั้ง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยผู้บริหารส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วม

ยอดผ้าป่ารวม 359,999 บาท ถูกระบุให้ใช้สนับสนุนภารกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ในระดับพื้นที่ โดยเน้นการสนับสนุนหน่วยปฏิบัติการดับไฟป่าระดับอำเภอ การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันสุขภาพให้ประชาชน และการเสริมความพร้อมพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน

เมื่อความเสี่ยงไม่ได้วัดจากจำนวนจุดความร้อนอย่างเดียว

บทเรียนสำคัญที่ถูกหยิบยกในหลายพื้นที่ของภาคเหนือคือ ต่อให้จำนวนจุดความร้อนลดลง แต่ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นหากไฟลุกในพื้นที่ป่าอนุรักษ์หรือพื้นที่เข้าถึงยาก เพราะต้องใช้กำลังคนมากกว่า ใช้เวลาควบคุมไฟนานกว่า และมีโอกาสกระทบต่อแหล่งต้นน้ำสูงกว่า

ขณะเดียวกัน ฝุ่น PM2.5 มีพลวัตตามภูมิประเทศและลมในหุบเขา เมื่อลมอ่อนหรือเกิดการกักอากาศ ฝุ่นสามารถสะสมจนเกินค่ามาตรฐานและกระทบต่อผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่ทำงานกลางแจ้งได้อย่างรวดเร็ว ประเด็นนี้สะท้อนผ่านข้อมูลรายงานด้านสุขภาพในพื้นที่ซึ่งระบุระดับ PM2.5 รายชั่วโมงของจังหวัดเชียงรายที่เคยขึ้นไปถึง 209.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในบางจุดตรวจวัด โดยมีการจัดบริการคลินิกมลพิษ ห้องปลอดฝุ่น และนวัตกรรมมุ้งสู้ฝุ่นเป็นมาตรการลดผลกระทบต่อประชาชน

เงิน 359,999 บาทเปลี่ยนเป็นกำลังหน้างานได้อย่างไร

การระดมทุนในรูปแบบผ้าป่ามีความหมายมากกว่าตัวเลข เพราะเงินก้อนเดียวสามารถแปลงเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงของคนจำนวนมากในระยะเวลาสั้น โดยเมื่อเทียบกับราคาขายปลีกของหน้ากากมาตรฐาน N95 ที่พบได้ในตลาด เช่น แพ็ก 20 ชิ้นราคาราว 640 บาท หรือเฉลี่ยราว 32 บาทต่อชิ้น การใช้งบ 359,999 บาทในกรอบนี้สามารถจัดหาได้ประมาณ 11,000 ชิ้นขึ้นไป ทั้งนี้จำนวนจริงขึ้นอยู่กับการจัดซื้อแบบเหมารวมและราคากลางของหน่วยงาน

ในอีกด้าน มาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางในบ้านเรือน โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ มักใช้เครื่องมือที่เน้นลดการสัมผัสฝุ่นในพื้นที่พักอาศัย หนึ่งในนั้นคือมุ้งสู้ฝุ่น ซึ่งหน่วยงานสาธารณสุขระบุว่าเป็นนวัตกรรมทำได้ในงบไม่ถึง 2,000 บาทต่อชุด หากคำนวณแบบอนุรักษนิยมที่ 1,500 ถึง 2,000 บาท เงินก้อนนี้อาจสนับสนุนได้ประมาณ 180 ถึง 240 หลังคาเรือน โดยเน้นกระจายสู่ครอบครัวที่มีความเสี่ยงสูง

ส่วนอุปกรณ์ดับไฟป่าและอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยของอาสาสมัคร เช่น ถุงมือกันความร้อน ไฟฉายคาดหัว อุปกรณ์ตบไฟ ชุดป้องกันขั้นพื้นฐาน หากออกแบบเป็นแพ็กสนับสนุนต่อหนึ่งชุดลาดตระเวน เงินผ้าป่าจะช่วยเพิ่มความพร้อมของทีมปฏิบัติการและเป็นขวัญกำลังใจต่อคนที่ต้องอยู่แนวหน้าในช่วงห้ามเผาที่ยาวนาน

ช่วงห้ามเผา 86 วันกับโจทย์ที่ต้องอาศัยการเฝ้าระวังต่อเนื่อง

ช่วงเวลาห้ามเผา 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม ถูกออกแบบให้ครอบคลุมระยะเสี่ยงสูงของฤดูแล้งภาคเหนือ ซึ่งเป็นช่วงที่ไฟลุกลามง่ายและการควบคุมทำได้ยากกว่าในฤดูอื่น ภารกิจของเจ้าหน้าที่และเครือข่ายอาสาในทางปฏิบัติไม่ใช่แค่การดับไฟเมื่อเกิดเหตุ แต่ต้องรวมถึงการลาดตระเวนป้องกัน การสื่อสารทำความเข้าใจในชุมชน การจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เสี่ยง และการแจ้งเตือนเชิงรุกเมื่อพบสัญญาณควันหรือการเผาในที่โล่ง

นี่คือเหตุผลที่การระดมทุนผ่านวัด ซึ่งเป็นศูนย์รวมศรัทธาและความไว้เนื้อเชื่อใจของชุมชน ถูกมองว่าเป็นการเติมทุนทางสังคมให้มาตรการภาครัฐเดินได้จริง เพราะในหลายกรณี การยับยั้งไฟป่าในระยะเริ่มต้นขึ้นอยู่กับความเร็วในการแจ้งเหตุและความร่วมมือของคนในพื้นที่มากพอ ๆ กับทรัพยากรของรัฐ

มิติสุขภาพที่ต้องเดินคู่กับงานป้องกันไฟป่า

แม้มาตรการห้ามเผามุ่งลดต้นตอ แต่ภารกิจด้านสุขภาพต้องทำควบคู่ เพราะประชาชนยังอาจได้รับผลกระทบจากฝุ่นคงค้าง การพัดพามวลอากาศข้ามพื้นที่ และฝุ่นจากกิจกรรมอื่น ๆ ในฤดูแล้ง

องค์การอนามัยโลกชี้ว่าอากาศสะอาดเป็นพื้นฐานของสุขภาพ และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในช่วงหลายปีหลังยืนยันผลกระทบของมลพิษอากาศต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด รวมทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด และมะเร็ง เมื่อวางอยู่บนบริบทของเชียงรายที่มีพื้นที่ป่าและเขตชุมชนปะปนกัน การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันและพื้นที่ปลอดฝุ่นจึงเป็นมาตรการลดความเสี่ยงเฉียบพลันให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

บวรในฐานะระบบร่วมรับผิดชอบ ไม่ใช่กิจกรรมครั้งเดียว

ภาพของพิธีทอดผ้าป่าในปี 2569 จึงมีนัยมากกว่าการทำบุญตามประเพณี แต่สะท้อนการระดมทรัพยากรเพื่อภารกิจสาธารณะ และการประกาศบทบาทร่วมรับผิดชอบของทุกภาคส่วน

บ้านในฐานะผู้เฝ้าระวังและผู้ปฏิบัติตามมาตรการไม่เผา วัดในฐานะศูนย์รวมศรัทธาและพื้นที่สร้างความเข้าใจร่วม ราชการในฐานะผู้วางระบบปฏิบัติการและจัดการเหตุฉุกเฉิน หากสามส่วนนี้เชื่อมกันได้จริง เงินผ้าป่าจะไม่ใช่เพียงงบประมาณเสริม แต่จะกลายเป็นแรงหนุนให้มาตรการห้ามเผาและการป้องกันไฟป่าเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งฤดูกาล

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีในช่วงฤดูห้ามเผา

แนวทางปฏิบัติที่ถูกย้ำเสมอในช่วงฤดูเสี่ยงคือการลดโอกาสเกิดไฟตั้งแต่ต้นทาง และลดการสัมผัสฝุ่นในวันที่ค่าฝุ่นสูง

  • งดการเผาเศษวัสดุการเกษตรและขยะในที่โล่ง โดยเฉพาะช่วงห้ามเผาต่อเนื่อง 86 วัน
  • หากพบควันหรือไฟในพื้นที่ป่า รีบแจ้งผู้นำชุมชนหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ทันที เพื่อให้ควบคุมไฟในระยะเริ่มต้น
  • กลุ่มเปราะบางควรลดกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง และใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม
  • ครัวเรือนที่มีผู้ป่วยติดเตียง เด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ สามารถพิจารณาการจัดพื้นที่ปลอดฝุ่นหรือใช้นวัตกรรมมุ้งสู้ฝุ่นซึ่งหน่วยงานสาธารณสุขระบุว่าสามารถทำได้ด้วยงบไม่ถึง 2,000 บาทต่อชุด

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • ช่วงห้ามเผาเด็ดขาดของจังหวัดเชียงราย 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม รวม 86 วัน
  • ยอดระดมทุนทอดผ้าป่าสู้ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่วัดห้วยปลากั้ง 359,999 บาท
  • ข้อมูลด้านสุขภาพในพื้นที่เคยรายงานระดับ PM2.5 รายชั่วโมงของจังหวัดเชียงรายที่ขึ้นไปถึง 209.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในบางจุดตรวจวัด พร้อมมาตรการคลินิกมลพิษ ห้องปลอดฝุ่น และมุ้งสู้ฝุ่น
  • องค์การอนามัยโลกเผยแพร่แนวทางคุณภาพอากาศฉบับใหม่เมื่อ 22 กันยายน 2021 และย้ำว่ามลพิษอากาศเชื่อมโยงกับความเสี่ยงด้านสุขภาพและการเสียชีวิตจำนวนมากทั่วโลก
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • หน่วยงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • องค์การอนามัยโลก (WHO)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

Kick off แนวกันไฟสัมพันธ์ไทย–ลาว! เชียงรายผนึก 2 แขวงเพื่อนบ้าน ชูยุทธศาสตร์ฟ้าใสสกัดหมอกควันข้ามแดน

ไทย–ลาว เปิดยุทธศาสตร์แนวกันไฟ “3 เมืองคู่ขนาน” เชียงราย–บ่อแก้ว–ไซยะบูลี ผนึกกำลังรับมือ PM2.5 ข้ามพรมแดน สร้างความมั่นคงสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจชายแดนอย่างยั่งยืน

เชียงราย, 26 กุมภาพันธ์ 2569 – เมื่อฤดูแล้งเริ่มปกคลุมพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ภาพของภูเขาที่เคยเขียวชอุ่มกลับถูกแทนที่ด้วยหมอกควันสีเทาที่ค่อย ๆ หนาขึ้นในบางช่วงเวลา ภายใต้ความงดงามของภูมิประเทศเชียงราย ความท้าทายที่ซ่อนอยู่คือภัยจากไฟป่าและฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งไม่ได้หยุดอยู่แค่ในขอบเขตประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เคลื่อนตัวไปตามกระแสลมและภูมิประเทศอย่างไร้พรมแดน

ในบริบทเช่นนี้ ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการทูต แต่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจของประชาชน

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พื้นที่จังหวัดเชียงราย ได้เกิดภาพที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการหารือสู่การลงมือทำจริง เมื่อ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ร่วมกับ นายพุดทะจอน ปิ่นทิบ หัวหน้าห้องว่าการแขวงไซยะบูลี และ นายสมนึก อินทะพม รองหัวหน้าห้องว่าการแขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ร่วมเป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick off การจัดทำแนวกันไฟ ภายใต้แนวคิด “3 เมืองคู่ขนานสัมพันธ์ไทย–ลาว”

กิจกรรมดังกล่าวไม่ใช่เพียงพิธีเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติการร่วมกันเพื่อป้องกันไฟป่าและลดหมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองประเทศมาอย่างยาวนาน

ความร่วมมือระดับพื้นที่ กลไกสำคัญในการแก้ปัญหาที่ไม่มีพรมแดน

การเปิดกิจกรรมในครั้งนี้มีตัวแทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม ทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายภาคประชาชน และนักวิชาการ โดยมี ดร.จีรนุช ศักดิ์คำดวง หัวหน้าโครงการกลไกความร่วมมือขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการร่วมยุทธศาสตร์ฟ้าใส หรือ CLEAR Sky Strategy จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เข้าร่วมสนับสนุนด้านวิชาการ

ยุทธศาสตร์ฟ้าใสเป็นกลไกสำคัญที่มุ่งเน้นการลดมลพิษทางอากาศผ่านความร่วมมือเชิงระบบ โดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศในระดับพื้นที่ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการแก้ไขปัญหาแบบแยกส่วน

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวในโอกาสนี้ว่า ความร่วมมือระดับพื้นที่กับแขวงเพื่อนบ้านเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาหมอกควันอย่างยั่งยืน และการ Kick off ครั้งนี้สะท้อนถึงพลังของการทำงานแบบบูรณาการ ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจของประชาชนทั้งสองประเทศ

คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนความเข้าใจว่าปัญหา PM2.5 ไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามพรมแดนอย่างแท้จริง

แนวกันไฟ เครื่องมือสำคัญในการหยุดการลุกลามของไฟป่า

หนึ่งในมาตรการสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้คือการจัดทำแนวกันไฟในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลในการป้องกันไฟป่าลุกลาม

แนวกันไฟเป็นพื้นที่ที่ถูกจัดการให้ปราศจากเชื้อเพลิง เช่น หญ้า ใบไม้ หรือเศษไม้ ซึ่งช่วยหยุดหรือชะลอการลุกลามของไฟป่า เมื่อเกิดไฟไหม้ แนวกันไฟจะทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งที่ช่วยจำกัดพื้นที่การเผาไหม้

นอกจากการจัดทำแนวกันไฟแล้ว ความร่วมมือครั้งนี้ยังครอบคลุมถึงมาตรการสำคัญอื่น ๆ ได้แก่

การแลกเปลี่ยนข้อมูลจุดความร้อนระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อไฟป่าได้อย่างรวดเร็ว

การรณรงค์ลดการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของหมอกควัน

การสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังไฟป่าที่รวมหน่วยงานรัฐและประชาชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและควบคุมไฟป่า

มาตรการเหล่านี้สะท้อนถึงแนวทางที่ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การเฝ้าระวัง และการตอบสนองต่อเหตุการณ์

ภาคประชาชนร่วมขับเคลื่อน สะท้อนการแก้ปัญหาที่เริ่มจากฐานราก

นอกจากความร่วมมือระดับรัฐบาลและหน่วยงานรัฐแล้ว กิจกรรมภาคประชาชนยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วม

หนึ่งในกิจกรรมที่จัดขึ้นคือ “วิ่ง 4 ภู ดูดาว 2 แผ่นดิน แนวกันไฟสัมพันธ์ไทย–ลาว” ณ พื้นที่อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนายเอนก ปันทะยม นายอำเภอเทิง และผู้แทนจากหลายหน่วยงานเข้าร่วม

กิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับการป้องกันไฟป่าและหมอกควัน

การมีส่วนร่วมของประชาชนถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะไฟป่าจำนวนมากเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจึงเป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

PM2.5 ภัยเงียบที่ส่งผลต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ

ฝุ่นละออง PM2.5 เป็นอนุภาคขนาดเล็กที่สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือด ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด

องค์การอนามัยโลกเคยระบุว่าการสัมผัส PM2.5 ในระยะยาวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพที่สำคัญในหลายประเทศ

ในด้านเศรษฐกิจ หมอกควันส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้สำคัญของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

ความร่วมมือไทย–ลาวในครั้งนี้จึงไม่เพียงช่วยปกป้องสุขภาพของประชาชน แต่ยังช่วยปกป้องเศรษฐกิจในระดับพื้นที่

เชียงรายกับบทบาทต้นแบบความร่วมมือสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาค

การดำเนินงานภายใต้แนวคิด “3 เมืองคู่ขนาน” แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือระดับพื้นที่สามารถเป็นต้นแบบของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาค

ความสำเร็จของความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และอาจนำไปสู่การขยายความร่วมมือไปยังพื้นที่อื่นในอนาคต

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

คำกล่าวนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่มองไปไกลกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และมุ่งสร้างระบบที่สามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคต

สรุปสถานการณ์และความหมายต่ออนาคต

การ Kick off แนวกันไฟ “3 เมืองคู่ขนานสัมพันธ์ไทย–ลาว” เป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันข้ามพรมแดน

ความร่วมมือครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน ทั้งรัฐบาล หน่วยงานท้องถิ่น นักวิชาการ และประชาชน

ในขณะที่ภัยจาก PM2.5 ยังคงเป็นความท้าทาย ความร่วมมือเช่นนี้เป็นสัญญาณว่าประเทศในภูมิภาคกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การปกป้องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เพียงการปกป้องธรรมชาติ แต่คือการปกป้องชีวิต สุขภาพ และอนาคตของประชาชน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • จังหวัดเชียงราย รายงานกิจกรรม Kick off แนวกันไฟ 3 เมืองคู่ขนานสัมพันธ์ไทย–ลาว วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย CLEAR Sky Strategy โครงการความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม

  • ข้อมูลจากหน่วยงานราชการจังหวัดเชียงรายและแขวงบ่อแก้ว แขวงไซยะบูลี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

  • ข้อมูลผลกระทบ PM2.5 จากองค์การอนามัยโลก WHO Air Quality Guidelines

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

พลิกโฉมสุราชุมชนเชียงราย! มฟล. เปิดคอร์สติวเข้มผู้ประกอบการ 40 ราย ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาตรฐานโลก

สรรพสามิตเชียงรายจับมือ มฟล. เปิดหลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ยกระดับสุราชุมชนสู่ระบบการผลิตเชิงพาณิชย์

เชียงราย, 21 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจท้องถิ่นที่กำลังมุ่งสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนทางวัฒนธรรม จังหวัดเชียงรายได้ก้าวอีกขั้นด้วยการผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการศึกษาชั้นนำ เพื่อยกระดับ “สุราชุมชน” จากภูมิปัญญาดั้งเดิมสู่ระบบการผลิตเชิงพาณิชย์ที่ได้มาตรฐานและถูกต้องตามกฎหมาย

สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เชียงราย ร่วมกับสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อเปิดหลักสูตร “การผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เชิงพาณิชย์และการควบคุมมาตรฐาน” หลังจากหลักสูตรดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้กรอบโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่

การลงนามครั้งนี้มีนางสาวนงลักษณ์ กุศล สรรพสามิตพื้นที่เชียงราย และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุทธิวัลย์ สีทา คณบดีสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมลงนาม โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสุราชุมชนในจังหวัดเชียงรายให้สามารถผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตามมาตรฐานความปลอดภัยและกฎหมาย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

จุดตั้งต้นของความร่วมมือ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง หากแต่สะท้อนบริบทเชิงนโยบายที่รัฐต้องการปฏิรูปอุตสาหกรรมเครื่องดื่มท้องถิ่นให้เข้าสู่ระบบที่มีการควบคุมคุณภาพอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิดการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะเฉพาะทางตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย

ข้อมูลจากกรมสรรพสามิตระบุว่า การผลิตสุราชุมชนในหลายพื้นที่ของประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังการผ่อนคลายกฎระเบียบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษีสรรพสามิต

จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีภูมิปัญญาด้านการหมักและการกลั่นในชุมชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและกลุ่มชาติพันธุ์ จึงถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ควรได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนจากการผลิตแบบครัวเรือนสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ที่สามารถขยายตลาดได้

โครงสร้างหลักสูตรและสมรรถนะที่มุ่งสร้าง

หลักสูตรที่เปิดตัวครั้งนี้ออกแบบโดยสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. รุ่งอรุณ สาสนทาญาติ เป็นผู้ประสานงานโครงการ

เนื้อหาครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ประกอบด้วยสามมิติสำคัญ

ประการแรก คือ ความรู้เชิงวิชาการและทักษะทางเทคนิค ผู้เรียนจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกระบวนการหมักและการกลั่นตามหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ การควบคุมอุณหภูมิและเวลา การเลือกวัตถุดิบที่เหมาะสม รวมถึงการพัฒนาคุณลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด

ประการที่สอง คือ มาตรฐานความปลอดภัยและการวิเคราะห์คุณภาพ หลักสูตรเน้นการตรวจสอบคุณภาพทางเคมีและจุลชีววิทยา เพื่อป้องกันสารปนเปื้อนที่เป็นอันตราย เช่น เมทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค การสร้างระบบควบคุมคุณภาพในระดับชุมชนจึงถือเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมนี้

ประการที่สาม คือ ความรู้ด้านกฎหมายและการดำเนินธุรกิจ ผู้เรียนจะได้รับความรู้เกี่ยวกับข้อกำหนดของกรมสรรพสามิต การขออนุญาตผลิตและจำหน่าย การจัดทำบัญชีต้นทุน และการวางแผนธุรกิจเพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

กลุ่มเป้าหมายและรูปแบบการเรียน

หลักสูตรรุ่นที่หนึ่งเปิดรับผู้ประกอบการสุราชุมชนในจังหวัดเชียงรายจำนวน 40 ราย ใช้ระยะเวลาเรียน 4 เดือน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้ผ่านการอบรมจะได้รับเกียรติบัตรจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อรับรองมาตรฐานความรู้และความสามารถ

การกำหนดจำนวนผู้เรียนที่จำกัดสะท้อนแนวทางการพัฒนาแบบเข้มข้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถฝึกปฏิบัติจริงในห้องปฏิบัติการและโรงงานต้นแบบของมหาวิทยาลัย

มิติทางเศรษฐกิจและการแข่งขัน

ในบริบทของจังหวัดเชียงรายซึ่งมีบทบาทเป็นเมืองท่องเที่ยวและเมืองสุขภาพ การมีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์และได้มาตรฐานสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่นได้อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในช่วงปี 2567 ชี้ว่า จังหวัดเชียงรายมีนักท่องเที่ยวหลายล้านคนต่อปี หากผลิตภัณฑ์สุราชุมชนสามารถเข้าสู่ตลาดโรงแรม ร้านอาหาร หรือร้านค้าปลอดอากรได้ ย่อมสร้างรายได้หมุนเวียนเพิ่มเติมในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

นางสาวนงลักษณ์ กุศล ระบุว่า การส่งเสริมการจ้างงานและการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน และเพิ่มความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุทธิวัลย์ สีทา กล่าวว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์การอาหารและเทคโนโลยีการผลิต พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมั่นคง

ความท้าทายด้านกฎหมายและมาตรฐาน

แม้การเปิดเสรีในบางส่วนของกฎหมายสุราชุมชนจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย แต่ข้อกำหนดด้านภาษีและการควบคุมคุณภาพยังคงเป็นประเด็นสำคัญ

กรมสรรพสามิตในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลมีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานการผลิตและการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต เพื่อรักษาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยของผู้บริโภค

การมีหลักสูตรที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับข้อกำหนดทางกฎหมายจึงเป็นกลไกสำคัญในการลดช่องว่างระหว่างผู้ผลิตรายย่อยกับระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

มุมมองเชิงนโยบายและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ซึ่งเป็นกรอบสนับสนุนหลักสูตรนี้ มีเป้าหมายปฏิรูปการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมจริง และสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะตรงตามความต้องการตลาด

เมื่อพิจารณาในภาพรวม การพัฒนาหลักสูตรลักษณะนี้สะท้อนแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านการเสริมสร้างทักษะ ไม่ใช่เพียงการให้เงินอุดหนุน

หากผู้ประกอบการสามารถผลิตเครื่องดื่มที่มีมาตรฐานและมีเรื่องราวเชิงวัฒนธรรมประกอบ ย่อมสร้างคุณค่าเชิงสร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์เมืองสร้างสรรค์ของเชียงราย

บทสรุป

ความร่วมมือระหว่างสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เชียงรายและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงครั้งนี้ จึงมิใช่เพียงการเปิดหลักสูตรอบรมระยะสั้น หากแต่เป็นความพยายามวางรากฐานใหม่ให้แก่สุราชุมชนในจังหวัดเชียงราย

จากภูมิปัญญาที่สืบทอดกันในชุมชน สู่กระบวนการผลิตที่ผ่านการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ จากการจำหน่ายในวงจำกัด สู่การขยายตลาดที่มีมาตรฐานรองรับ

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่เข้มข้น การยกระดับทักษะและการสร้างความรู้ที่ถูกต้องอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดว่า สุราชุมชนจะเป็นเพียงสินค้าพื้นบ้าน หรือจะก้าวขึ้นเป็นสินค้าสร้างสรรค์ที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่จังหวัดเชียงรายในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เชียงราย แถลงข่าววันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569
  • สำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เอกสารโครงการหลักสูตรปี 2569
  • สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ข้อมูลโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปีงบประมาณ 2569
  • กรมสรรพสามิต ข้อมูลกฎหมายและมาตรฐานการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2567
  • สำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เมื่อคนเฒ่าคือแรงงานคุณภาพ! เจาะยุทธศาสตร์เชียงรายปั้น “มัคคุเทศก์ภูมิปัญญา” รับเทรนด์ Silver Economy

เมื่อคนเฒ่ากลายเป็นแรงงานคุณภาพ เชียงรายถอดรหัสสังคมสูงวัยสู่การจ้างงานที่มีศักดิ์ศรี

เชียงราย,21 กุมภาพันธ์ 2569 – เสียงคำว่า “สังคมสูงวัย” เคยถูกพูดในฐานะความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สำหรับจังหวัดเชียงราย คำนี้กำลังถูกตีความใหม่เป็นทั้งโจทย์ใหญ่และโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจชุมชน หากออกแบบให้ถูกทาง ผู้สูงอายุอาจไม่ใช่ภาระของระบบ หากเป็น “ทุนประสบการณ์” ที่ทำให้เมืองอยู่รอดท่ามกลางแรงงานวัยทำงานที่ลดลง และค่าครองชีพที่ทำให้ครัวเรือนเปราะบางขึ้นทุกปี

ภาพรวมระดับประเทศสะท้อนทิศทางเดียวกัน หน่วยงานด้านการพัฒนาประเทศชี้ว่าไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยในระดับเข้มข้นมากขึ้น และกำลังเดินหน้าไปสู่โครงสร้างประชากรที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งกระทบตลาดแรงงาน รายได้ครัวเรือน ภาระงบประมาณ และระบบบริการสาธารณะ
แต่ในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงราย ความเปลี่ยนแปลงเหมือนมาเร็วกว่าที่หลายคนคาดคิด

ตัวเลขที่บอกว่าเชียงรายไม่ใช่อนาคต แต่คือปัจจุบันของสังคมสูงวัย

ข้อมูลที่จัดทำไว้ในเอกสารแนบระบุว่า จังหวัดเชียงรายมีประชากรราว 1.16 ล้านคน และมีผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 284,877 คน คิดเป็นร้อยละ 24.53 ของประชากรทั้งหมด ตัวเลขนี้สูงกว่าเกณฑ์สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และสะท้อนว่าเชียงรายกำลังก้าวเข้าใกล้สังคมสูงวัยระดับเข้มข้นอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อเจาะลงไปในโครงสร้าง พบสัญญาณ “ความไม่สมดุล” ที่สังคมต้องแบกรับ
เด็กมีสัดส่วนลดลง ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้วัยทำงานต้องรับภาระพึ่งพิงมากขึ้น และภาระนี้ไม่ได้อยู่แค่ในสถิติ แต่อยู่ในค่าใช้จ่ายประจำวัน ตั้งแต่ค่ายา ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ไปจนถึงค่าเสียโอกาสของสมาชิกครอบครัวที่ต้องหยุดงานเพื่อดูแลผู้สูงอายุ

อีกด้านหนึ่งของตัวเลขคือความจริงเชิงสังคม ผู้สูงอายุไม่ใช่กลุ่มเดียวกันทั้งหมด เอกสารแนบเสนอการแบ่งช่วงวัยเป็นวัยต้น วัยกลาง วัยปลาย ซึ่งมีระดับความแข็งแรงและความต้องการการดูแลต่างกัน และที่สำคัญคือผู้สูงอายุหญิงมีจำนวนมากกว่าชายอย่างชัดเจน ซึ่งเชื่อมโยงกับประเด็นการอยู่ลำพัง ความมั่นคงทางรายได้ และการดูแลระยะยาวในช่วงปลายชีวิต

บททดสอบของเชียงรายอยู่ที่ “ทำอย่างไรให้คนแก่มีรายได้ โดยไม่เพิ่มความเสี่ยง”

ในสังคมที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ความคิดว่า “เกษียณแล้วหยุดทำงาน” ไม่สอดคล้องกับความจริงของหลายครัวเรือน ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งยังต้องทำงานต่อ ทั้งเพราะอยากมีรายได้เสริม และเพราะไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองหมดคุณค่า

แต่การผลักให้ผู้สูงอายุทำงาน โดยไม่ออกแบบงานใหม่ คือความเสี่ยงแบบตรงไปตรงมา งานหนัก งานใช้แรง งานที่ต้องยืนหรือเดินนาน อาจเพิ่มโอกาสหกล้ม กระดูกหัก และโรคเรื้อรังลุกลาม กลายเป็นภาระสุขภาพที่หนักกว่าเดิม

ดังนั้น การจ้างงานผู้สูงอายุที่ “เหมาะสม” จึงต้องตอบพร้อมกันสามเรื่อง
รายได้ต้องเพิ่มจริง งานต้องปลอดภัยขึ้นจริง และศักดิ์ศรีต้องชัดเจน ไม่ใช่การใช้แรงงานราคาถูก

ลองวางโจทย์ให้ชัด ถ้าต้องจ้างผู้สูงอายุเชียงราย งานแบบไหนตอบเศรษฐกิจและชุมชน

จากข้อเสนอในเอกสารแนบ อาชีพที่เหมาะกับผู้สูงอายุเชียงรายถูกมองผ่านทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ความถนัดเชิงพื้นที่ และความยืดหยุ่นทางกายภาพ จนตกผลึกเป็นกลุ่มงานที่ “ใช้ประสบการณ์นำหน้าแรงกาย”

1 มัคคุเทศก์ภูมิปัญญาและผู้เล่าเรื่องเมือง

เชียงรายเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์หลากชั้น มีวัฒนธรรมชาติพันธุ์ และมีเส้นทางท่องเที่ยวที่ผู้มาเยือนต้องการ “ความหมาย” มากกว่าภาพถ่าย ผู้สูงอายุวัยต้นที่ยังแข็งแรง จึงมีศักยภาพเป็นมัคคุเทศก์ชุมชน ผู้พาชมวิถีชีวิต เล่าเรื่องราวภูมินาม ตำนาน และบริบทที่หนังสือนำเที่ยวไม่อาจอธิบายได้ครบ

คุณค่าของอาชีพนี้ไม่ใช่เพียงค่าแรงรายวัน แต่คือการเปลี่ยน “ความทรงจำของชุมชน” ให้เป็นทุนทางเศรษฐกิจอย่างสุภาพและยั่งยืน ยิ่งสังคมเข้าสู่การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ งานลักษณะนี้ยิ่งมีความหมาย

2 ที่ปรึกษาเกษตรประณีต ชา กาแฟ และการแปรรูป

เชียงรายเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจเกษตรในหลายพื้นที่ ผู้สูงอายุที่ทำเกษตรมาทั้งชีวิตมีทักษะเชิงประสบการณ์ที่หาแทนได้ยาก ตั้งแต่การอ่านฟ้าฝน การดูดิน การคัดพันธุ์ ไปจนถึงการแปรรูปในแบบชุมชน

การจ้างงานในบทบาท “พี่เลี้ยง” หรือวิทยากรท้องถิ่น สามารถต่อยอดไปสู่โรงเรียนผู้สูงอายุ ศูนย์เรียนรู้ชุมชน และการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าในพื้นที่ โดยงานไม่จำเป็นต้องใช้แรงมาก แต่ใช้ความรู้และความละเอียดเป็นหลัก

3 ผู้ดูแลชุมชนและเพื่อนร่วมทางของผู้สูงอายุเปราะบาง

เอกสารแนบยกตัวอย่างโมเดลในพื้นที่ที่จ้างคนในชุมชนมาดูแลกันเอง แนวคิดนี้สะท้อนความจริงง่าย ๆ ว่าผู้สูงอายุวัยต้นจำนวนหนึ่งสามารถดูแลผู้สูงอายุวัยปลายได้ดี เพราะเข้าใจทั้งอารมณ์และวิถีชีวิต

งานดูแลไม่ได้หมายถึงงานพยาบาลเต็มรูปแบบเสมอไป บางครั้งคือการเป็นเพื่อนคู่คิด พาไปพบแพทย์ ช่วยประสานงานกับหน่วยบริการ หรือช่วยสอดส่องความปลอดภัยในบ้าน งานลักษณะนี้สร้างรายได้ให้คนในชุมชน พร้อมลดความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุเปราะบาง ซึ่งเป็นปัญหาที่กัดกินคุณภาพชีวิตอย่างเงียบ ๆ

4 ครูช่างและศิลปาชีพ งานฝีมือที่ต้องใช้ชั่วโมงบิน

เชียงรายมีทุนด้านงานช่าง งานฝีมือ งานทอผ้า งานไม้ งานปั้น งานจักสาน และสินค้าชุมชนที่ต้องการความประณีต ผู้สูงอายุจำนวนมากมี “ชั่วโมงบิน” ที่ยากจะถ่ายทอดในคอร์สสั้น ๆ หากไม่ดึงมาเป็นครูช่างหรือผู้ผลิตสินค้าคุณภาพ

โจทย์สำคัญคือทำให้สินค้ากลุ่มนี้เข้าถึงตลาดอย่างเป็นธรรม และลดภาระงานที่ไม่จำเป็น เช่น การขนส่งไกล การยืนทำงานต่อเนื่อง และการจัดการบัญชี ซึ่งสามารถให้คนรุ่นใหม่ช่วยเสริม เกิดเป็นห่วงโซ่มูลค่าแบบพหุวัยที่แต่ละคนทำในสิ่งที่ถนัดที่สุด

5 ผู้จัดการโฮมสเตย์ ฟาร์มสเตย์ และงานบริการเชิงสุขภาวะ

ถ้าเชียงรายต้องการท่องเที่ยวคุณภาพ การบริการที่มีความอบอุ่นและความเป็นเจ้าบ้านคือจุดขาย ผู้สูงอายุสามารถเป็นผู้จัดการดูแลบ้านพัก ดูแลสวนสมุนไพร หรือทำอาหารพื้นถิ่น งานบริการแบบนี้ใช้ความละเอียด ความเอาใจใส่ และจังหวะชีวิตที่ไม่เร่งรีบ ซึ่งสอดรับกับการท่องเที่ยวแบบพักนานและใช้เวลาในชุมชน

เครื่องมือของรัฐที่ต้องทำให้เข้าถึงง่าย แพลตฟอร์มไทยมีงานทำ

ในฝั่งกลไกตลาดแรงงาน หน่วยงานรัฐมีเครื่องมือสำคัญคือระบบออนไลน์สำหรับประกาศงานและจับคู่งาน ซึ่งข้อมูลหน้าเว็บไซต์ของแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” อยู่ภายใต้กรมการจัดหางาน และเปิดให้ใช้งานสำหรับการประกาศตำแหน่งงานและค้นหางาน

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือจะมีความหมายก็ต่อเมื่อผู้สูงอายุใช้งานได้จริง การออกแบบการเข้าถึงจึงสำคัญพอ ๆ กับการมีระบบ เช่น จุดให้คำปรึกษาในพื้นที่ การมีคนช่วยลงทะเบียน การอธิบายเงื่อนไขงานด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และการป้องกันการหลอกลวงผ่านประกาศงานปลอม

รายได้และสวัสดิการ จุดเปราะบางที่ต้องพูดตรง ๆ

เอกสารแนบชี้ว่าแหล่งรายได้ของผู้สูงอายุจำนวนมากยังพึ่งพาหลายทาง ทั้งเบี้ยยังชีพ การเกื้อหนุนจากบุตรหลาน และรายได้จากการทำงานต่อ โดยในสังคมจริง เบี้ยยังชีพเป็นเพียงฐานขั้นต่ำ ไม่เพียงพอกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมการจ้างงานผู้สูงอายุจึงถูกพูดมากขึ้นเรื่อย ๆ

แต่การจ้างงานต้องไม่ทำให้สิทธิขั้นพื้นฐานสั่นคลอน และต้องทำให้เกิดความมั่นคง ไม่ใช่รายได้แบบวันต่อวันจนกลายเป็นความเครียดใหม่ของวัยชรา

เชียงรายในฐานะพื้นที่ทดลองของสังคมพหุวัย

ถ้าพิจารณาเชิงยุทธศาสตร์ เชียงรายมีองค์ประกอบหลายอย่างที่ทำให้กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบได้

  • หนึ่ง มีชุมชนเข้มแข็งและทุนวัฒนธรรม
  • สอง มีเศรษฐกิจเกษตรและการท่องเที่ยวที่ใช้ประสบการณ์ได้
  • สาม มีเครือข่ายบริการสุขภาพระดับพื้นที่ และมีบทเรียนจากโมเดลดูแลในชุมชนที่เอกสารแนบหยิบขึ้นมา

คำถามจึงไม่ใช่ “จ้างหรือไม่จ้าง” แต่คือ “จ้างอย่างไรให้คุ้มและปลอดภัย”

การจ้างงานผู้สูงอายุที่ดีต้องมีกติกาใหม่อย่างน้อยสี่เรื่อง

  • หนึ่ง การออกแบบงานให้เหมาะกับสรีระ เช่น ลดการยืนต่อเนื่อง ลดการยกของหนัก จัดเวลาพักที่เหมาะสม
  • สอง การประเมินสมรรถนะและความเสี่ยงรายบุคคล ไม่ใช่ใช้เกณฑ์อายุอย่างเดียว
  • สาม ระบบคุ้มครองความปลอดภัยในการทำงานและการประกันความเสี่ยง
  • สี่ เส้นทางพัฒนาทักษะ โดยเฉพาะทักษะดิจิทัลพื้นฐาน เพื่อให้เข้าถึงงานที่ปลอดภัยกว่าและค่าตอบแทนดีกว่า
credit : Science Acumen During the 2011 Fukushima nuclear disaster, over 500 Japanese seniors over the age of 60, sacrificed their safety by volunteering to help clean up the radioactive zone so that younger generations wouldn't suffer the consequences of dangerous levels of radiation
Seniors Volunteer at Japan's Crippled Daiichi Nuclear Plant

บทเรียนจากโลก เมื่อผู้สูงวัยไม่ยอมเป็นภาระ และสังคมต้องออกแบบพื้นที่ให้เขายืนได้

ในโลกที่เข้าสู่สังคมสูงวัย หลายประเทศมองผู้สูงอายุเป็นแรงงานที่ยังมีคุณค่า หากจัดระบบให้เหมาะสม สื่อสากลเคยรายงานกรณีกลุ่มอาสาสมัครผู้สูงอายุในญี่ปุ่นที่เสนอแนวคิดให้ผู้มีอายุเข้ารับภารกิจเสี่ยงแทนคนหนุ่มสาวหลังวิกฤตฟุกุชิมะ ซึ่งถูกตีความว่าเป็นสัญลักษณ์ของความรับผิดชอบต่อคนรุ่นหลัง

แม้บริบทดังกล่าวไม่ใช่แบบอย่างที่ต้องทำตามในเชิงความเสี่ยง แต่สะท้อนแก่นสำคัญข้อหนึ่ง คือ ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องการ “บทบาท” และต้องการรู้สึกว่าตนเองยังเป็นประโยชน์ต่อสังคม

สำหรับเชียงราย การจ้างงานผู้สูงอายุจึงไม่ควรถูกมองเป็นมาตรการสงเคราะห์ แต่ควรถูกมองเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาเมืองที่เชื่อมเศรษฐกิจ สุขภาพ และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน

จุดพีคของเรื่องอยู่ตรงนี้ ถ้าจ้างถูกทาง เมืองได้มากกว่าค่าแรง

หากเชียงรายสามารถทำให้ผู้สูงอายุมีงานที่ปลอดภัยและมีรายได้เพิ่ม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะมากกว่าคนหนึ่งคนมีเงินเพิ่ม มันหมายถึงครัวเรือนลดภาระพึ่งพิง ชุมชนมีคนดูแลกันเองมากขึ้น งานท่องเที่ยวมีเรื่องเล่าที่มีชีวิต สินค้าเกษตรและงานฝีมือมีคุณภาพที่ต่อยอดได้ ระบบสุขภาพลดการเจ็บป่วยที่เกิดจากความเครียดและความโดดเดี่ยว ในเชิงเศรษฐกิจ เม็ดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นจะเพิ่มขึ้นแบบกระจาย ไม่กระจุกอยู่ในธุรกิจใหญ่เพียงไม่กี่ราย และในเชิงสังคม ผู้สูงอายุจะไม่ถูกผลักให้อยู่หลังฉากของการพัฒนา แต่ถ้าจ้างผิดทาง ก็มีความเสี่ยงชัดเช่นกัน งานหนักเกินไปนำไปสู่การเจ็บป่วยและค่าใช้จ่ายรักษาที่สูงขึ้น งานที่ค่าตอบแทนต่ำและไม่มั่นคงสร้างความเครียดและความรู้สึกถูกลดคุณค่า และหากไม่มีระบบคุ้มครอง ความตั้งใจดีอาจกลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดการเอาเปรียบแรงงานสูงวัย

เชียงรายควรเริ่มจากอะไร เพื่อให้การจ้างงานผู้สูงอายุไม่เป็นเพียงคำขวัญ

  • หนึ่ง ทำแผนที่ทักษะผู้สูงอายุรายชุมชน แยกกลุ่มตามสมรรถนะจริง
  • สอง ตั้งหน่วยประสานงานจับคู่งานระดับอำเภอ เชื่อมชุมชน นายจ้าง และหน่วยบริการสุขภาพ
  • สาม ส่งเสริมงานที่ใช้ประสบการณ์เป็นแกน เช่น งานเล่าเรื่อง งานฝีมือ งานดูแล งานพี่เลี้ยงเกษตร
  • สี่ พัฒนาทักษะดิจิทัลที่จำเป็น เช่น การใช้สมาร์ตโฟน การขายออนไลน์ การรับงานผ่านแพลตฟอร์ม เพื่อขยายทางเลือก
  • ห้า ทำมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับงานผู้สูงอายุในภาคชุมชนและท่องเที่ยว

ทั้งหมดนี้ต้องทำบนหลักคิดเดียว คือ ผู้สูงอายุไม่ใช่กลุ่มที่ต้องถูกดันให้ทำงาน แต่เป็นกลุ่มที่ควรมี “ทางเลือก” ในการทำงานที่เหมาะกับชีวิตและสุขภาพของตนเอง

เมื่อเชียงรายต้องเลือกว่าจะปล่อยให้แก่ไป หรือจะสร้างเศรษฐกิจพหุวัยให้เติบโต

การเข้าสู่สังคมสูงวัยเป็นความจริงที่ไม่ถอยหลัง แต่การจัดการกับมันมีได้มากกว่าหนึ่งทาง เชียงรายมีทั้งตัวเลขที่บีบให้ต้องคิด และมีทุนชุมชนที่เพียงพอให้ลงมือทำ

ในท้ายที่สุด การจ้างงานผู้สูงอายุที่เหมาะสมไม่ใช่เพียงการเพิ่มรายได้ แต่คือการคืนความหมายให้ชีวิต และทำให้เมืองทั้งเมืองเดินไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หากเชียงรายทำได้ เมืองนี้อาจไม่เพียงรับมือกับสังคมสูงวัย แต่จะกลายเป็นต้นแบบของเศรษฐกิจพหุวัยที่ยืนได้จริงในภาคเหนือ

สถิติเด่นที่ใช้ประกอบข่าว

  • สัดส่วนผู้สูงอายุในจังหวัดเชียงราย อายุ 60 ปีขึ้นไป 284,877 คน คิดเป็นร้อยละ 24.53 ของประชากรทั้งจังหวัด
    ที่มา เอกสารข้อมูลแนบของผู้จัดทำ อ้างถึงหน่วยงานภาครัฐด้านสาธารณสุขและการทะเบียนราษฎร
  • ประเทศไทยอยู่ในทิศทางสังคมสูงวัยเข้มข้นมากขึ้น และมีการประเมินแนวโน้มสู่สังคมสูงวัยระดับสูงในอนาคต
    ที่มา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  • กรณีศึกษากลุ่มอาสาสมัครผู้สูงอายุญี่ปุ่นที่เสนอช่วยงานฟุกุชิมะ สะท้อนแนวคิดทุนประสบการณ์และความรับผิดชอบระหว่างรุ่น ที่มา The Guardian รายงานเชิงสารคดี
  • ช่องทางแพลตฟอร์มจับคู่งานของรัฐ ไทยมีงานทำ ภายใต้กรมการจัดหางาน
    ที่มา เว็บไซต์แพลตฟอร์มไทยมีงานทำ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ข้อมูลสถานการณ์สังคมสูงวัยของไทย
  • กรมกิจการผู้สูงอายุ เอกสารกรอบแนวคิดด้านผู้สูงอายุและสังคมสูงวัย
  • เว็บไซต์แพลตฟอร์มไทยมีงานทำ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน
  • The Guardian รายงานกรณีศึกษากลุ่มอาสาสมัครผู้สูงอายุญี่ปุ่นหลังวิกฤตฟุกุชิมะ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

จากเขาหัวโล้นสู่แปลงเกษตรถาวร 9 หมื่นไร่ พด. กางแผนปี 69 ปั้นขั้นบันไดดินรับมือสภาพอากาศสุดขั้ว

พด. พลิกฟื้นเขาหัวโล้นสู่ผืนดินยั่งยืน เดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่สูงกว่า 8 แสนไร่ ชูผลตอบแทนสังคม 8.55 เท่า พร้อมขยายงานปีงบประมาณ 2569

เชียงราย, 20 กุมภาพันธ์ 2569 — เช้าวันหนึ่งบนพื้นที่สูงของภาคเหนือตอนบน ภาพไหล่เขาที่เคยโล่งเตียนจากการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบไม่สอดคล้องกับสภาพลาดชัน กำลังถูกแทนที่ด้วยแนวขั้นบันไดดิน แปลงเกษตรถาวร และพื้นที่สีเขียวที่ค่อย ๆ กลับคืนสู่ภูมิทัศน์เดิม ท่ามกลางแรงกดดันของสภาพอากาศสุดขั้วและความเสี่ยงภัยพิบัติที่เกิดถี่ขึ้น งานฟื้นฟูพื้นที่สูงจึงไม่ได้เป็นเพียง “โครงการพัฒนาที่ดิน” หากแต่เป็นการจัดการความมั่นคงของชุมชนต้นน้ำ การลดความเสี่ยงน้ำหลากตะกอนดินลงสู่พื้นที่ราบ และการสร้างรายได้ที่ยืนระยะบนฐานทรัพยากรธรรมชาติ

ข้อมูลล่าสุดจากกรมพัฒนาที่ดินระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง เดินหน้าภารกิจพัฒนาที่ดินในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงและสถานีเกษตรหลวงของมูลนิธิโครงการหลวง รวม 39 ศูนย์ ครอบคลุม 6 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน แม่ฮ่องสอน และตาก บนพื้นที่เกษตรมากกว่า 800,000 ไร่ โดยเป้าหมายหลักคือการเปลี่ยนพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมาเป็นฐานการผลิตที่เหมาะสมกับภูมินิเวศ และลดแรงกดดันต่อป่าไม้และต้นน้ำลำธาร

วงจรดินพัง น้ำหลาก และรายได้ที่ไม่มั่นคง คือโจทย์ที่ต้องแก้ทั้งระบบ

ภูมิประเทศของพื้นที่สูงมีจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและศักยภาพการปลูกพืชเขตหนาว แต่ในอีกด้านหนึ่ง “ความลาดชัน” ทำให้ดินถูกชะล้างพังทลายได้ง่าย หากไม่มีระบบอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสม เมื่อดินผิวหน้าหายไป ความอุดมสมบูรณ์ลดลง ต้นทุนปุ๋ยและน้ำสูงขึ้น ผลผลิตผันผวน และท้ายที่สุดความเสี่ยงย้ายไปอยู่ที่พื้นที่ราบ ผ่านตะกอนดิน น้ำหลาก และคุณภาพน้ำที่เสื่อมลงในฤดูฝน

งานวิชาการระดับนานาชาติยืนยันว่า การพังทลายของดินเป็นหนึ่งในตัวขับสำคัญของ “ดินเสื่อมโทรม” ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงอาหารในภาพรวม อีกทั้งมีการประเมินว่าความสูญเสียผลผลิตพืชจากการพังทลายของดินอาจสะสมจนก่อให้เกิดการลดลงของผลผลิตรวมได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว หากไม่เร่งจัดการอย่างเป็นระบบ

ในบริบทนี้ ภารกิจของกรมพัฒนาที่ดินจึงถูกออกแบบให้ “ลงมือแก้ที่ต้นเหตุ” ด้วยการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำและการปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องศักยภาพพื้นที่ เพื่อให้คนอยู่กับป่าได้โดยไม่ต้องย้อนกลับไปสู่การทำไร่เลื่อนลอยที่สร้างความเสี่ยงซ้ำเดิม

50 ปีของการเปลี่ยนภูเขาหัวโล้นให้กลับมาเป็นพื้นที่ทำกินถาวร

กรมพัฒนาที่ดินระบุว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวงขับเคลื่อนการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยเฉพาะ “ขั้นบันไดดิน” ทั้งแบบต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่อง เพื่อลดการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่ลาดชัน และช่วยให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงมีพื้นที่ทำกินถาวรแล้วกว่า 90,000 ไร่

ในเชิงปฏิบัติ “ขั้นบันไดดิน” ทำหน้าที่เหมือนกลไกชะลอความเร็วของน้ำบนทางลาด ช่วยให้ดินและอินทรียวัตถุไม่ถูกพัดพาออกจากแปลง ลดการเกิดร่องน้ำลึกที่ทำให้หน้าดินเสียหายถาวร และช่วยให้ความชุ่มชื้นคงอยู่ในระบบดินได้นานขึ้น เมื่อระบบดินเริ่มฟื้นตัว เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตได้มั่นคงขึ้น และมีโอกาสเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อเอาตัวรอด ไปสู่การผลิตที่คำนึงถึงคุณภาพและตลาด

ดร. สุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ให้ภาพสะท้อนว่า ผลลัพธ์ที่เห็นชัดคือภูเขาหัวโล้นที่เคยเสื่อมโทรมกลับคืนสู่ความเขียวขจี กลายเป็นแปลงปลูกพืชผักเมืองหนาว ไม้ดอก และไม้ผล สร้างรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกรตลอดทั้งปี ควบคู่การรักษาสมดุลทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้

ลดการบุกรุกป่า และลดความเสี่ยงพื้นที่ราบไปพร้อมกัน

หนึ่งในประเด็นที่ถูกย้ำในข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดินคือ งานอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่สูงไม่ได้ส่งผลเฉพาะ “บนดอย” แต่เชื่อมโยงถึงความปลอดภัยของ “พื้นที่ราบ” เพราะเมื่อมีระบบดักตะกอนและชะลอน้ำที่ดี จะช่วยลดผลกระทบจากตะกอนดินและน้ำหลากที่ไหลลงสู่ชุมชนด้านล่างในฤดูฝน

นัยสำคัญของประเด็นนี้อยู่ที่ความจริงเชิงภูมิศาสตร์ของภาคเหนือ ต้นน้ำจำนวนมากอยู่บนพื้นที่ลาดชัน หากการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่สมดุล ผลกระทบจะไหลตามแรงโน้มถ่วงลงสู่ระบบเศรษฐกิจด้านล่างอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ถนนชำรุด พื้นที่เกษตรราบเสียหาย ไปจนถึงต้นทุนจัดการภัยพิบัติของท้องถิ่นที่สูงขึ้นทุกปี

ตัวเลขความคุ้มค่าทางสังคมที่ถูกยกขึ้นเป็นหลักฐานเชิงนโยบาย

อีกมิติที่ทำให้งานพัฒนาที่ดินครั้งนี้ถูกจับตา คือการนำเครื่องมือวัด “ผลตอบแทนทางสังคม” มาใช้สื่อสารความคุ้มค่าอย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมพัฒนาที่ดินระบุว่า มีการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม หรือ SROI ในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่า ทุกการลงทุน 1 บาท สามารถสร้างผลประโยชน์กลับคืนสู่สังคมได้ 8.55 บาท ครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ตัวเลข 8.55 เท่า ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ความสำเร็จ แต่เป็น “ภาษาร่วม” ที่ทำให้หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และชุมชนพูดคุยกันบนฐานเดียวกันว่า การฟื้นฟูพื้นที่สูงให้เหมาะสมกับภูมินิเวศนั้นให้ผลตอบแทนมากกว่าต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ

ในเชิงข่าวเศรษฐกิจชุมชน การวัดผลแบบนี้ยังช่วยให้สังคมมองเห็นว่าเงินงบประมาณด้านทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้เป็นค่าใช้จ่ายที่หายไป แต่เป็นการลงทุนเพื่อลดต้นทุนซ่อนเร้นของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนภัยพิบัติ ต้นทุนสุขภาพจากคุณภาพน้ำที่เสื่อมลง หรือความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากผลผลิตเกษตรที่ผันผวน

ปีงบประมาณ 2569 ขยายงานต่อ เป้าหมายใหม่ 1,500 ไร่ ใน 10 ศูนย์ 5 จังหวัด

สำหรับปีงบประมาณ 2569 กรมพัฒนาที่ดินระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวงเตรียมจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเพิ่มเติม 1,500 ไร่ ในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 10 แห่ง ครอบคลุม 5 จังหวัด เพื่อขยายโอกาสให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงมีแหล่งทำกินที่มั่นคง ลดความเสี่ยงภัยพิบัติ ดักตะกอน เพิ่มความชุ่มชื้น และยกระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน

หากอ่านให้ลึกกว่าตัวเลข “1,500 ไร่” นี่คือการย้ำว่ากลยุทธ์ของรัฐกำลังเลื่อนไปสู่การจัดการเชิงป้องกันมากขึ้น ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยฟื้นฟู เพราะเมื่อโครงสร้างดินเสียหายหนัก การฟื้นกลับมาสู่สภาพสมดุลเดิมใช้เวลานานและต้นทุนสูงกว่าอย่างมาก

เชียงรายอยู่ในสมการเดียวกันของพื้นที่สูงภาคเหนือ

แม้ข้อมูลครั้งนี้อ้างอิงภาพรวม 6 จังหวัด แต่เชียงรายถูกนับเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของงานฟื้นฟูพื้นที่สูง เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ภูเขาและชุมชนต้นน้ำจำนวนมาก และมีระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างแน่นแฟ้น ตั้งแต่เกษตรบนที่สูงไปจนถึงการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

ในมุมของ “ผลต่อชีวิตและชุมชน” งานอนุรักษ์ดินและน้ำสะท้อนกลับมาที่ความมั่นคงของรายได้ครัวเรือนบนดอย หากแปลงเกษตรสามารถผลิตได้ต่อเนื่อง ภาระหนี้สินจากผลผลิตเสียหายลดลง และคนรุ่นใหม่มีเหตุผลที่จะอยู่กับบ้านเกิดมากขึ้น โดยไม่ต้องย้ายออกไปทำงานรับจ้างนอกพื้นที่เพียงอย่างเดียว

ประเด็นเด่นของข่าว มิติสิ่งแวดล้อมเดินคู่กับเศรษฐกิจฐานราก

ภาพรวมของมาตรการครั้งนี้ชี้ชัดว่า การทำให้พื้นที่สีเขียวกลับมาไม่ใช่เป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจฐานรากให้ “ทำมาหากินได้โดยไม่กินต้นทุนธรรมชาติ” เพราะเมื่อดินเสื่อม น้ำเสีย และป่าถูกกดดัน ความเสียหายสุดท้ายจะตกอยู่กับชุมชนเป็นอันดับแรก

ขณะเดียวกัน การอ้างอิงงานระดับนานาชาติที่ชี้ว่าการเสื่อมโทรมของดินและการพังทลายของดินส่งผลต่อผลผลิตในระยะยาว เป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่า การลงทุนอนุรักษ์ดินและน้ำไม่ใช่เรื่องท้องถิ่นเท่านั้น แต่เป็นโจทย์ความมั่นคงที่ทุกประเทศต้องจัดการ

ประเด็นรองที่ต้องติดตาม ความยั่งยืนต้องวัดผลและต่อยอดตลาด

แม้ตัวเลข SROI จะสะท้อนความคุ้มค่า แต่การทำให้งานยืนระยะยังต้องติดตามอย่างน้อยสามเรื่อง

เรื่องแรก มาตรฐานการดูแลรักษาระบบอนุรักษ์ดินและน้ำหลังสร้างแล้ว เพราะขั้นบันไดดินหรือโครงสร้างชะลอน้ำต้องมีการบำรุงรักษา หากปล่อยให้พังชำรุด ผลลัพธ์จะถอยกลับอย่างรวดเร็วในฤดูฝน

เรื่องที่สอง การต่อยอดสู่ “ตลาด” ที่ให้มูลค่าเพิ่มกับผลผลิตพื้นที่สูง เพื่อให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่เป็นเพียงช่วงสั้น แต่เป็นแรงจูงใจระยะยาวให้ชุมชนรักษาระบบนิเวศร่วมกัน

เรื่องที่สาม การประสานงานระดับพื้นที่ เพราะปัญหาดิน น้ำ ป่า ไม่ได้อยู่ในขอบเขตองค์กรเดียว ความสำเร็จจริงต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และเครือข่ายเกษตรกร

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อช่วยให้พื้นที่สูงฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

ประชาชนทั่วไปอาจไม่ได้มีบทบาทสร้างขั้นบันไดดินด้วยตนเอง แต่สามารถสนับสนุนระบบนี้ในทางปฏิบัติได้ เช่น เลือกซื้อสินค้าเกษตรพื้นที่สูงที่มาจากแหล่งผลิตรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนท่องเที่ยวชุมชนที่คืนรายได้สู่พื้นที่ และร่วมเฝ้าระวังการเผาและการบุกรุกพื้นที่ป่าในช่วงเสี่ยง เพื่อไม่ให้แรงกดดันย้อนกลับไปทำลายความพยายามฟื้นฟูที่ใช้เวลาหลายสิบปี

ในภาพใหญ่ ข่าวนี้จึงสะท้อนว่า “การฟื้นฟูเขาหัวโล้น” ไม่ใช่เรื่องโรแมนติกของภูมิทัศน์สีเขียว แต่คือการลงทุนด้านความปลอดภัยของผู้คนทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ พร้อมตัวเลขความคุ้มค่าที่ถูกยกขึ้นมาเป็นหลักฐานว่า การพัฒนาที่ดินเมื่อทำอย่างถูกทาง สามารถสร้างผลประโยชน์คืนสังคมได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมพัฒนาที่ดิน ข่าวประชาสัมพันธ์ภารกิจศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง ครอบคลุม 39 ศูนย์ 6 จังหวัด พื้นที่เกษตรกว่า 800,000 ไร่ สรุปผล 50 ปี พื้นที่ทำกินถาวรกว่า 90,000 ไร่ ผลวิเคราะห์ SROI 8.55 เท่า และแผนปีงบประมาณ 2569 เป้าหมาย 1,500 ไร่ เผยแพร่ 19 กุมภาพันธ์ 2569
  • FAO สาระจากรายงานด้านสถานการณ์ทรัพยากรดินโลก ที่ระบุผลกระทบการพังทลายของดินต่อผลผลิตพืชในระยะยาว และประเด็นดินเสื่อมโทรมที่กระทบความมั่นคงอาหาร
  • FAO เอกสารผลการประชุมวิชาการว่าด้วยการชะล้างพังทลายของดิน ที่ชี้ว่าการพังทลายของดินทำให้ความอุดมสมบูรณ์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและต้องได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME