Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เปิดพื้นที่ปลอดภัยรับมือ PM2.5 เชียงรายชูต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่นและห้องปลอดฝุ่นเพื่อคุณภาพชีวิตคนเมือง

เทศบาลนครเชียงรายเปิด Clean Room รับมือวิกฤตฝุ่น เดินหน้าสวนลดฝุ่นควบคู่มาตรการคุ้มครองประชาชน

เชียงราย,3 เมษายน 2569 – เมื่อวิกฤตฝุ่นไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้าจอ  ในเมืองที่ผู้คนยังต้องใช้ชีวิตตามปกติ เด็กยังต้องไปโรงเรียน ผู้สูงอายุยังต้องออกมาพบแพทย์ และแรงงานยังต้องเดินทางทุกวัน ตัวเลขฝุ่น PM2.5 ที่ลอยอยู่เหนือเมืองจึงไม่ใช่เพียงค่าทางเทคนิคที่ปรากฏบนแอปพลิเคชัน แต่คือระดับความเสี่ยงที่แทรกซึมอยู่ในลมหายใจของทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพนี้สะท้อนชัดในจังหวัดเชียงรายช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 เมื่อสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานว่า วันที่ 2 เมษายน 2569 ค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงในพื้นที่ ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย อยู่ที่ 169.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และในวันที่ 3 เมษายน 2569 ยังอยู่ที่ 166.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ค่ามาตรฐานของประเทศกำหนดไว้ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หมายความว่าอากาศในเขตเมืองเชียงรายช่วงดังกล่าวมีค่าฝุ่นสูงกว่ามาตรฐานมากกว่า 4 เท่า และอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่องหลายวัน ไม่ใช่สถานการณ์ที่ปล่อยให้ผ่านไปด้วยการเฝ้าระวังเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป

ความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเขตเมือง แต่ลามครอบคลุมหลายอำเภอของเชียงรายในเวลาเดียวกัน โดยวันที่ 2 เมษายน 2569 พื้นที่ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย มีค่าฝุ่น 216.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ ต.เวียง อ.เชียงของ อยู่ที่ 203.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนรายงานวันที่ 3 เมษายน 2569 ยังพบค่า 203.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรที่แม่สาย และ 226.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรที่เชียงของ พร้อมระบุว่าหลายพื้นที่ในเชียงรายมีค่าฝุ่นระดับสีแดงติดต่อกัน 7 ถึง 10 วัน ภายใต้บริบทเช่นนี้ การประชุมของเทศบาลนครเชียงรายเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 จึงเกิดขึ้นท่ามกลางเงื่อนไขที่กดดันจริง ทั้งในเชิงสาธารณสุข การบริหารเมือง และความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นมาตรการซึ่งจับต้องได้มากกว่าคำเตือนรายวัน

เทศบาลขยับจากการเตือนสู่การคุ้มครองเชิงรุก

ที่สวนตุงและโคมนครเชียงรายในวันประชุมดังกล่าว นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้เป็นประธานหารือแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 โดยสาระสำคัญของมาตรการที่ถูกนำเสนอสะท้อนว่าเทศบาลพยายามเปลี่ยนจากการรับมือแบบตั้งรับ ไปสู่การคุ้มครองเชิงรุกที่มุ่งดูแลทั้งต้นเหตุและผู้ได้รับผลกระทบในเวลาเดียวกัน ด้านหนึ่งคือการควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นอย่างต่อเนื่อง อีกด้านหนึ่งคือการจัดพื้นที่ปลอดภัยและบริการสนับสนุนสำหรับประชาชนที่ยังไม่สามารถป้องกันตนเองได้เพียงพอ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง นี่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การรายงานสถานการณ์ แต่เป็นการจัดการเมืองภายใต้ภาวะเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบมากขึ้น

ในชุดมาตรการที่มีการสื่อสารต่อสาธารณะ เทศบาลยังระบุถึงการจัดพื้นที่ปลอดฝุ่นหรือ Clean Room ทั้งในโรงเรียนและพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อรองรับประชาชนที่ไม่มีเครื่องฟอกอากาศภายในบ้าน ควบคู่กับแนวคิด Chiang Rai Clean Air Dining ที่รวบรวมร้านอาหารซึ่งติดตั้งระบบฟอกอากาศไว้เป็นทางเลือกสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว มาตรการลักษณะนี้สะท้อนว่าปัญหาฝุ่นได้ถูกยกระดับจากเรื่องสิ่งแวดล้อมไปสู่เรื่องคุณภาพชีวิตรายวัน เพราะเมื่อการใช้ชีวิตพื้นฐานอย่างการกิน การเรียน หรือการพักผ่อนกลางเมืองต้องพึ่งพื้นที่คุ้มครองเป็นพิเศษ เมืองก็จำเป็นต้องตอบสนองด้วยโครงสร้างรองรับที่มากกว่าเพียงการประกาศเตือนฝุ่นในแต่ละเช้า

เคาะประตูบ้านเพื่อเข้าถึงคนที่เปราะบางที่สุด

มาตรการที่มีนัยสำคัญอย่างมากในเชิงสาธารณสุข คือโครงการ “เคาะประตูบ้าน” ซึ่งกองการแพทย์ของเทศบาลทำงานร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรือ อสม. ลงพื้นที่ให้ความรู้และแจกหน้ากากอนามัยแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยใน 7 กลุ่มโรคสำคัญ แนวทางนี้มีความหมายมากกว่าการแจกอุปกรณ์ เพราะมันคือการพยายามพา “ระบบคุ้มครองสุขภาพ” ออกไปหาประชาชนถึงชุมชน แทนที่จะรอให้ผู้ได้รับผลกระทบเดินเข้ามาขอความช่วยเหลือเอง ในภาวะที่ฝุ่นสะสมต่อเนื่องหลายวัน วิธีคิดเช่นนี้ช่วยลดช่องว่างระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชนได้มาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยติดบ้าน ผู้สูงอายุ และครัวเรือนที่อาจไม่มีทั้งเครื่องฟอกอากาศและข้อมูลที่เพียงพอในการประเมินความเสี่ยงของตนเอง

ข้อมูลที่เทศบาลเผยแพร่เพิ่มเติมยังระบุว่าการดูแลกลุ่มเปราะบางดังกล่าวครอบคลุมถึง 63 ชุมชนในเขตเทศบาลนครเชียงราย พร้อมการให้ความรู้และการแจกหน้ากากอย่างต่อเนื่อง เมื่อนำตัวเลขนี้มาพิจารณาร่วมกับลักษณะการกระจายตัวของชุมชนเมือง จะเห็นว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่ในใจกลางเมืองหรือจุดสัญลักษณ์เท่านั้น แต่พยายามขยายการคุ้มครองออกไปในระดับพื้นที่อยู่อาศัยจริง สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในวิกฤตฝุ่น คนที่เปราะบางที่สุดมักไม่ใช่คนที่อยู่ใกล้แหล่งข้อมูลที่สุด หากแต่เป็นคนที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกัน การเดินทาง และบริการสุขภาพ การลงพื้นที่เชิงรุกจึงเป็นมาตรการที่มีผลโดยตรงต่อการลดความเสี่ยงระยะสั้นได้มากกว่าการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์เพียงอย่างเดียว

ห้องเรียนปลอดฝุ่นกับ Clean Room คือการปกป้องอนาคตของเมือง

อีกด้านที่เทศบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือการสร้างพื้นที่ปลอดฝุ่นสำหรับเด็กและเยาวชน โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายยืนยันว่า เทศบาลได้ติดตั้งระบบฟอกอากาศในห้องเรียนปลอดฝุ่นครบทั้ง 8 แห่ง และพัฒนาห้องสมุดปลอดฝุ่น “เสมสิกขาลัยเชียงราย” เพื่อให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการสื่อสารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งระบุว่าเมืองกำลังยกระดับมาตรการจากการเตือนภัย ไปสู่การสร้างโครงสร้างคุ้มครองที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันของเด็ก นักเรียน และครอบครัว หากมองในภาพกว้าง สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ แต่คือการส่งสัญญาณว่า เมืองยอมรับแล้วว่าฝุ่นไม่ใช่ปัญหาชั่วคราว และการคุ้มครองประชาชนต้องถูกออกแบบเป็นระบบในพื้นที่ที่ผู้คนใช้งานทุกวัน

มิติของห้องปลอดฝุ่นยังมีความสำคัญเชิงสังคมอยู่ไม่น้อย เพราะในเมืองที่ความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์ป้องกันมีอยู่จริง การมี Clean Room หรือห้องปลอดฝุ่นในพื้นที่สาธารณะช่วยลดภาระของครอบครัวที่ยังไม่มีศักยภาพติดตั้งเครื่องฟอกอากาศเองภายในบ้าน และช่วยให้เด็กกับเยาวชนยังสามารถเรียนหนังสือ อ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมได้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยขึ้น นี่คือการยอมรับอย่างเงียบ ๆ ว่าฝุ่น PM2.5 ไม่ได้กระทบคนเท่ากันทุกคน และนโยบายที่ดีต้องมองเห็นความแตกต่างดังกล่าวให้ชัด ไม่ใช่วางมาตรการแบบเดียวกันกับทุกครัวเรือนโดยไม่สนใจเงื่อนไขความพร้อมที่ไม่เท่ากันของประชาชน

สวนตุงและโคมกำลังถูกเปลี่ยนจากพื้นที่พักผ่อนเป็นพื้นที่ทดลองทางสิ่งแวดล้อม

หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาที่สุดของการประชุมครั้งนี้ คือการผลักดันสวนตุงและโคมให้เป็น “สวนสาธารณะลดฝุ่น” อย่างเป็นรูปธรรม โดยเทศบาลได้ติดตั้งจุดพ่นละอองน้ำภายในสวนเพื่อช่วยลดฝุ่นและเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง มาตรการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอย ๆ หากมีฐานเชื่อมโยงกับแนวคิดวิจัยที่หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมได้หารือกับเทศบาลไว้ก่อนหน้าแล้วตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อ วว. และ วช. ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่กำหนดแนวทางพัฒนาสวนตุงและโคมให้เป็นต้นแบบสวนลดฝุ่น PM2.5 และพื้นที่สีเขียวเชิงสิ่งแวดล้อมของเมืองเชียงราย ความหมายของเรื่องนี้จึงอยู่ที่การเปลี่ยนสวนสาธารณะจากพื้นที่พักผ่อนธรรมดา ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพอากาศของเมืองในอนาคต

อย่างไรก็ดี จุดแข็งของแนวทางนี้อยู่ที่การยอมรับความเป็น “โครงการนำร่อง” มากกว่าการประกาศว่าจะแก้ปัญหาได้ทั้งหมดทันที ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมชี้ว่า งานวิจัยเรื่องกำแพงต้นไม้สามารถใช้ชนิดพืชที่เหมาะสม เช่น พืชใบขรุขระ ใบเล็ก หรือมีขนบนใบ เพื่อดักจับและดูดซับ PM2.5 ได้ ขณะเดียวกัน งานวิจัยนานาชาติยังเตือนว่า ผลของต้นไม้ต่อฝุ่นขึ้นอยู่กับปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาและโครงสร้างเรือนยอด หากออกแบบไม่เหมาะสมในพื้นที่อับลม ก็อาจทำให้การระบายอากาศลดลงได้เช่นกัน ดังนั้น การที่เทศบาลเลือกทดลองใช้ต้นไม้ พื้นที่สีเขียว และจุดพ่นละอองน้ำร่วมกันในสวนตุงและโคม จึงเป็นวิธีที่ระมัดระวังและสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์มากกว่าการพึ่งมาตรการชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงลำพัง

มาตรการในเมืองจะเดินต่อได้ ต้องมีแรงหนุนจากการคุมต้นเหตุทั้งจังหวัด

แม้เทศบาลจะเร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยและลดผลกระทบในเขตเมือง แต่มาตรการเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพจำกัด หากต้นเหตุของฝุ่นยังคงเกิดขึ้นในวงกว้าง จังหวัดเชียงรายจึงยังคงใช้มาตรการห้ามเผาในที่โล่งอย่างเข้มงวดระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 ซึ่งสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุชัดว่าเป็นช่วง “ห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด” นาน 86 วัน พร้อมตั้งเป้าลดจุดความร้อนและลดวันที่มีฝุ่นเกินมาตรฐานในระดับจังหวัด อีกทั้งต่อมาในการประชุมติดตามสถานการณ์เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 จังหวัดยังย้ำการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การเตรียมห้องปลอดฝุ่นและหน้ากากอนามัยสำหรับประชาชน รวมถึงการรับมือกับหมอกควันข้ามแดนซึ่งเป็นปัจจัยที่เชียงรายเผชิญอย่างต่อเนื่องในช่วงมีนาคมถึงเมษายน

เมื่อนำภาพของจังหวัดมาเชื่อมกับภาพของเทศบาล จะเห็นว่าการจัดการฝุ่นในเชียงรายเวลานี้กำลังเดินอยู่บนสองขา ขาแรกคือการบังคับใช้มาตรการเพื่อลดแหล่งกำเนิด ทั้งการห้ามเผา การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร และการตรวจเข้มควันดำ ขาที่สองคือการคุ้มครองประชาชนในพื้นที่เมืองผ่าน Clean Room ห้องเรียนปลอดฝุ่น การลงชุมชน และสวนลดฝุ่น แนวทางแบบสองขานี้สำคัญมาก เพราะวิกฤตฝุ่นไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยการดูแลปลายทางอย่างเดียว หรือการควบคุมต้นทางอย่างเดียว หากแต่ต้องทำทั้งสองด้านพร้อมกัน จึงจะพอประคองคุณภาพชีวิตของประชาชนในช่วงวิกฤต และลดความรุนแรงของปัญหาในระยะยาวได้จริง

เป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่แค่ให้ค่าฝุ่นลด แต่ต้องทำให้เมืองอยู่ได้

แผนของเทศบาลนครเชียงรายในระยะต่อไปยังเชื่อมปัญหาฝุ่นเข้ากับการพัฒนาเมืองในภาพใหญ่ โดยมีแนวคิดพัฒนาสวนตุงและโคมให้เป็นต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี ธรรมชาติ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว รองรับการพัฒนาเมืองสู่ “Sport City” และ “Garden City” ในระยะยาว เป้าหมายเช่นนี้มีนัยสำคัญ เพราะสะท้อนว่าฝุ่น PM2.5 ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเหตุฉุกเฉินเฉพาะฤดูกาล แต่เป็นปัจจัยที่ต้องถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเมือง การออกแบบพื้นที่สาธารณะ และโครงสร้างคุณภาพชีวิตโดยตรง หากเมืองจะน่าอยู่จริง เมืองต้องทำให้ผู้คนสามารถเรียน กิน ทำงาน และพักผ่อน ได้โดยไม่ต้องเสี่ยงกับอากาศเป็นพิษซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกปี

ท่ามกลางวิกฤตที่ยังไม่จบในวันเดียว การเปิด Clean Room การดูแล 63 ชุมชน การสร้างห้องเรียนปลอดฝุ่น และการนำร่องสวนลดฝุ่น อาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของเชียงราย แต่ก็เป็นสัญญาณว่าท้องถิ่นกำลังพยายามขยับจากการรับรู้ปัญหาไปสู่การออกแบบคำตอบของตนเองอย่างจริงจัง ในภาวะที่ค่าฝุ่นยังอยู่ในระดับกระทบสุขภาพต่อเนื่อง ความเร็วในการลงมือทำจึงสำคัญไม่แพ้ความแม่นยำของนโยบาย และสำหรับประชาชนที่ต้องอยู่กับอากาศเช่นนี้ทุกวัน มาตรการที่ทำให้มีพื้นที่หายใจได้จริงแม้เพียงบางส่วน ก็อาจหมายถึงความต่างระหว่างการ “ประคองชีวิต” กับการ “เสี่ยงโดยไม่มีทางเลือก” อย่างมีนัยสำคัญ

สถิติและข้อมูลสำคัญ

วันที่ 2 เมษายน 2569 ค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย อยู่ที่ 169.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนวันที่ 3 เมษายน 2569 อยู่ที่ 166.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ค่ามาตรฐานของประเทศอยู่ที่ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

วันที่ 2 เมษายน 2569 พื้นที่ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย วัดได้ 216.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ ต.เวียง อ.เชียงของ วัดได้ 203.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนวันที่ 3 เมษายน 2569 วัดได้ 203.1 และ 226.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรตามลำดับ

เทศบาลนครเชียงรายระบุว่ามีห้องเรียนปลอดฝุ่นครบ 8 แห่ง และพัฒนาห้องสมุดปลอดฝุ่นเสมสิกขาลัยเชียงราย รวมถึงลงพื้นที่ดูแลกลุ่มเปราะบางใน 63 ชุมชน

จังหวัดเชียงรายใช้มาตรการห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาดระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวม 86 วัน เพื่อควบคุมไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ รายงานวันที่ 2 และ 3 เมษายน 2569 และข้อมูลค่ามาตรฐาน 5 จากประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่หน่วยงานรัฐเผยแพร่
  • ข้อมูลด้านการวิจัยและการพัฒนาสวนลดฝุ่น
  • สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • เทศบาลนครเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

กรมโยธาฯ รุกรับฟังความเห็น 7 โครงการยักษ์เชียงราย มุ่งสร้างวงแหวนคุณภาพชีวิตและเมืองคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

กรมโยธาฯ ขยับเชียงรายสู่เมืองสร้างสรรค์ด้วย 7 โครงการใหญ่

เชียงราย,วันที่ 13 มีนาคม 2569 – เชียงรายกำลังยืนอยู่บนช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพราะว่า กรมโยธาธิการและผังเมือง เตรียมขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพื้นที่ชุดใหม่ในจังหวัด แต่เพราะรูปแบบของโครงการครั้งนี้ชี้ชัดว่ารัฐกำลังมองเชียงรายมากกว่าเมืองท่องเที่ยวชายแดนหรือจังหวัดปลายทางทางวัฒนธรรม หากกำลังมองให้เป็นเมืองที่ต้องทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน ทั้งเป็นประตูสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เมืองสุขภาวะ เมืองสิ่งแวดล้อม และฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภาคเหนือตอนบน ในเวทีรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่จังหวัดเชียงราย ภาครัฐได้สื่อสารต่อสาธารณะอย่างชัดเจนว่า มีการคัดเลือก 7 โครงการหลัก เพื่อผลักการพัฒนาพื้นที่ในอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอแม่จัน โดยวงเงินที่ประกาศต่อสาธารณะอยู่ในระดับ มากกว่า 1,000 ล้านบาท และยังอยู่ในขั้น ศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียด ไม่ใช่การเริ่มก่อสร้างทันที ความต่างจึงอยู่ตรงนี้ โครงการชุดนี้ยังเป็น “แบบร่างอนาคต” ที่ประชาชนมีสิทธิเข้าไปกำหนดทิศทางได้จริง เพราะผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่ใช่แค่อาคาร ถนน หรือภูมิทัศน์ใหม่ แต่คือคำถามว่าเชียงรายจะโตแบบไหน โตเพื่อใคร และโตโดยไม่ทิ้งต้นทุนธรรมชาติและชุมชนดั้งเดิมไว้ข้างหลังได้หรือไม่

ภาพรวมการประชุมรับฟังความคิดเห็นเมื่อ 12 มีนาคม 2569

เวทีเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 มีความสำคัญเพราะเป็น การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 2 เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อการศึกษาความเหมาะสมและการออกแบบรายละเอียดของโครงการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ระยะที่ 3 ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยมี นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน และมีทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน และประชาชนเข้าร่วมตรวจสอบรายละเอียดก่อนเดินไปสู่ขั้นก่อสร้างในอนาคต ข้อเท็จจริงนี้สำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าโครงการยังไม่ได้ถูกปิดล็อกในทางเทคนิคเสียทั้งหมด แต่ยังต้องผ่านการกลั่นกรองจากเสียงของพื้นที่อีกชั้นหนึ่ง จึงไม่ใช่เรื่อง “รัฐทุ่มงบ” เพียงด้านเดียว หากเป็นเรื่องของ การจัดสมดุลระหว่างวิศวกรรม เมือง และสังคม ด้วย ขณะเดียวกัน หากย้อนกลับไปดูเวทีประชาสัมพันธ์โครงการเมื่อ 26 มีนาคม 2568 จะเห็นว่ารัฐได้วางฐานเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยประกาศเป้าหมายให้โครงการเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 และรองรับความเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เวทีล่าสุดจึงไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่เป็นจุดที่ภาพใหญ่เริ่มถูกแปลงเป็นรายละเอียดเชิงพื้นที่อย่างจับต้องได้มากขึ้น

ใครอยู่ในห้องประชุม และเหตุใดเวทีนี้จึงสำคัญ

รายละเอียดที่หน่วยงานภาครัฐเผยแพร่ทำให้เห็นว่า ผู้เข้าร่วมไม่ได้มีเฉพาะข้าราชการหรือผู้เชี่ยวชาญด้านโยธาเท่านั้น แต่รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และผู้แทนชุมชนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพื้นที่เป้าหมาย วิธีคิดลักษณะนี้สะท้อนแนวทางพัฒนาเมืองยุคใหม่ที่ไม่พอใจกับการออกแบบจากบนลงล่างเพียงอย่างเดียว เพราะโครงการจำนวนมากในอดีตสะดุดตรงที่สร้างเสร็จแล้วใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ หรือไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงของคนในพื้นที่ การเปิดเวทีรับฟังตั้งแต่ขั้นออกแบบจึงเป็นเสมือนด่านแรกของความชอบธรรม หากชุมชนฮ่องลี่ ป่างิ้ว บ้านดู่ ป่าตึง หรือจันจว้ารู้สึกว่าโครงการเป็นของเขาเอง โอกาสที่โครงการจะถูกใช้งาน ดูแลต่อ และต่อยอดรายได้ในระยะยาวย่อมสูงขึ้นกว่าโครงการที่ถูกมองว่าเป็นเพียงงานก่อสร้างของรัฐ ข้อนี้ยังสอดคล้องกับข่าวประชาสัมพันธ์ภาครัฐในปี 2568 ที่ระบุชัดว่าโครงการเปิดรับความคิดเห็นเพื่อชี้แจงพื้นที่ดำเนินการ ระยะเร่งด่วน และระยะกลาง พร้อมรับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการออกแบบ นัยสำคัญจึงอยู่ที่ว่า “เวที” ไม่ใช่พิธีกรรมประกอบโครงการ แต่เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดว่าการพัฒนาครั้งนี้จะเกิดการมีส่วนร่วมจริงหรือไม่

กรอบยุทธศาสตร์ภาคเหนือตอนบน 2 ที่เชียงรายต้องแบกรับ

พบว่าเชียงรายไม่ได้ถูกพัฒนาอย่างโดดเดี่ยว แต่ถูกวางไว้ในกรอบ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ซึ่งประกอบด้วย เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน โดยมีเป้าหมายยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาค ทั้งยังเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ภาษานโยบายอาจฟังดูเป็นทางการ แต่เมื่อแปลให้ง่ายลง ความหมายก็คือ รัฐกำลังมองเชียงรายเป็น “โหนด” ที่ต้องรับทั้งการเติบโตจากการท่องเที่ยว การเคลื่อนย้ายคน การบริการสุขภาพเชิงพักผ่อน และแรงกดดันจากการขยายตัวของเมืองพร้อมกัน ขณะที่แผนพัฒนาจังหวัดเชียงรายและเอกสารกรอบพัฒนาภาคเหนือระบุแนวคิดสำคัญเรื่อง ฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ” และการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะวิถีชีวิตยั่งยืน จึงไม่แปลกที่โครงการชุดนี้ไม่ได้เลือกลงทุนแบบกระจายบาง ๆ ไปทั่วจังหวัด แต่เลือกวางหมุดในพื้นที่ที่มีศักยภาพจะเชื่อมเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ชุมชน และระบบนิเวศเข้าด้วยกันได้มากที่สุด ความหมายอีกชั้นคือ เชียงรายกำลังถูกทดสอบว่าจะเปลี่ยนทรัพยากรเดิม เช่น น้ำพุร้อน พื้นที่ชุ่มน้ำ ริมน้ำกก และพื้นที่สาธารณะชุมชน ให้กลายเป็นสินทรัพย์เชิงคุณภาพได้จริงเพียงใด

 

บทบาทเชียงรายในพื้นที่เชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ความได้เปรียบของเชียงรายอยู่ที่ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ซึ่งเชื่อมทั้งมิติชายแดน โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว แต่ความได้เปรียบจะไม่เกิดมูลค่าเองหากเมืองไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีพอจะรองรับกิจกรรมเศรษฐกิจสมัยใหม่ ข่าวประชาสัมพันธ์ของภาครัฐในปี 2568 ใช้ถ้อยคำชัดเจนว่าโครงการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ต้องการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้สอดรับกับเศรษฐกิจและสังคมที่กำลังเปลี่ยนไป และรองรับความเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เมื่ออ่านควบคู่กับแผนพัฒนาภาคเหนือ จะเห็นว่าเชียงรายถูกคาดหวังให้เป็นมากกว่า “เมืองผ่าน” ของนักท่องเที่ยวหรือการค้าชายแดน แต่ต้องเป็นเมืองที่สร้างประสบการณ์และมูลค่าเพิ่มในตัวเองได้ด้วย นี่จึงอธิบายได้ว่าทำไมโครงการที่ถูกหยิบขึ้นมาจึงไม่ได้อยู่ในเขตศูนย์ราชการเพียงอย่างเดียว แต่กระจายไปยังพื้นที่ที่สามารถต่อยอดกิจกรรมสุขภาพ การพักผ่อน พื้นที่สีเขียว และทุนวัฒนธรรมได้พร้อมกัน หากทำสำเร็จ เชียงรายจะมีฐานรับรายได้ที่หลากหลายขึ้น แต่หากทำไม่สำเร็จ เมืองก็อาจได้เพียงสิ่งปลูกสร้างใหม่ที่ไม่เชื่อมกับเศรษฐกิจจริงของคนในพื้นที่

แนวคิดฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

คำว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มักถูกใช้จนดูเลื่อนลอย แต่ในบริบทของเชียงราย คำนี้มีน้ำหนักเชิงพื้นที่ชัดเจนมาก เพราะสิ่งที่จังหวัดมีอยู่แล้วคือทุนวัฒนธรรมล้านนา ทุนธรรมชาติ ทุนภูมิประเทศ และภาพจำของเมืองศิลปะ เมืองกาแฟ เมืองสุขภาพ และเมืองชายแดน เมื่อรัฐประกาศว่าจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับการเป็น ศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงสร้างอะไรเพิ่ม แต่คือจะสร้างอย่างไรไม่ให้พื้นที่สูญเสียความเป็นเชียงรายไปเอง ประเด็นนี้ทำให้การออกแบบโครงการในย่านรอบเวียง บ้านดู่ ริมกก ป่าตึง และจันจว้า มีความหมายทางนโยบายมากกว่าโครงการก่อสร้างทั่วไป เพราะแต่ละพื้นที่เป็นต้นทุนคนละแบบ รอบเวียงสะท้อนการขยายเมือง บ้านดู่สะท้อนศักยภาพบริการและสุขภาวะ แม่จันและจันจว้าสะท้อนการอยู่ร่วมกันของธรรมชาติ น้ำ และวัฒนธรรมท้องถิ่น หากออกแบบดี โครงการจะเป็นตัวแปลทุนเดิมของเชียงรายให้กลายเป็นมูลค่าใหม่ แต่หากออกแบบผิด โครงการก็อาจทำให้เมืองเหมือนเมืองอื่นและสูญเสียความต่างซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจสร้างสรรค์เสียเอง

จากเวทีประชาสัมพันธ์ปี 2568 สู่เวทีรับฟังปี 2569

เมื่อเทียบเวทีประชาสัมพันธ์ในปี 2568 กับเวทีรับฟังความคิดเห็นในปี 2569 จะเห็นพัฒนาการของโครงการอย่างน่าสนใจ ปี 2568 เป็นจังหวะของการประกาศกรอบพื้นที่เป้าหมาย โครงสร้างการดำเนินงาน และรายชื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ส่วนปี 2569 เป็นจังหวะที่รัฐนำ “แบบร่าง” ที่ผ่านการศึกษาแล้วกลับมาวางบนโต๊ะให้สังคมช่วยอ่านอีกครั้ง นี่เป็นความต่างที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัด เพราะในเชิงคำว่า “เดินหน้า” มักทำให้คนเข้าใจว่าโครงการพร้อมก่อสร้างทันที แต่ในข้อเท็จจริง โครงการชุดนี้ยังอยู่ในขั้น รับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับแบบและตรวจสอบความเหมาะสม ซึ่งหมายความว่าชุมชนยังมีพื้นที่ต่อรองในประเด็นการใช้ที่ดิน การเชื่อมทางสัญจร ผลกระทบสิ่งแวดล้อม รูปแบบอาคาร และลำดับความสำคัญของการลงทุน นอกจากนั้น ภาครัฐยังระบุชัดว่าการดำเนินงานศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดอยู่ภายใต้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ทีมเวิร์ค คอนซัลแตนท์ จำกัด และ ฟูลสเกล โซลูชั่น จำกัด ทำให้เห็นว่าโครงการกำลังถูกขับเคลื่อนผ่านกระบวนการเทคนิคจริง ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงนโยบายแบบกว้าง ๆ เท่านั้น จุดนี้เองที่ทำให้การรายงานต้องระวังอย่างยิ่งในการแยก “สิ่งที่ยืนยันแล้ว” ออกจาก “สิ่งที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้น”

สองกลุ่มพื้นที่เป้าหมาย

ภาพรวมของพื้นที่เป้าหมายถูกจัดเป็น 2 กลุ่มใหญ่ อย่างชัดเจน กลุ่มแรกคือ ชุมชนเมืองเชียงราย ครอบคลุม 7 อปท. ได้แก่ เทศบาลนครเชียงราย เทศบาลตำบลสันทราย เทศบาลตำบลบ้านดู่ เทศบาลตำบลนางแล เทศบาลตำบลท่าสาย องค์การบริหารส่วนตำบลริมกก และองค์การบริหารส่วนตำบลรอบเวียง ส่วนกลุ่มที่สองคือ ชุมชนแม่จัน ครอบคลุม 8 อปท. ได้แก่ เทศบาลตำบลจันจว้า เทศบาลตำบลแม่จัน เทศบาลตำบลสันทราย เทศบาลตำบลป่าซาง เทศบาลตำบลท่าข้าวเปลือก องค์การบริหารส่วนตำบลป่าตึง องค์การบริหารส่วนตำบลแม่จัน และองค์การบริหารส่วนตำบลสันทราย การแบ่งแบบนี้สะท้อนว่ารัฐไม่ได้มองเชียงรายด้วยเส้นเขตปกครองอย่างเดียว แต่กำลังอ่านเมืองผ่าน “กลุ่มพื้นที่การทำงานจริง” ที่เชื่อมกันด้วยการใช้ชีวิต การเดินทาง การท่องเที่ยว และทรัพยากรน้ำ นั่นทำให้พื้นที่รอบเวียง บ้านดู่ ริมกก ป่าตึง และจันจว้าไม่ได้เป็นจุดแยกขาดจากกัน หากเป็นเครือข่ายพื้นที่ที่ต้องออกแบบให้เสริมกัน หากเมืองชั้นในดีแต่พื้นที่รอบนอกไม่พร้อม เมืองก็ไปต่อยาก แต่หากพื้นที่รอบนอกมีแหล่งท่องเที่ยวหรือพื้นที่พักผ่อนคุณภาพดี เมืองชั้นในก็จะเบาความหนาแน่นลงและกระจายรายได้ออกจากศูนย์กลางได้มากขึ้น

กลุ่มชุมชนเมืองเชียงราย

กลุ่มชุมชนเมืองเชียงรายเป็นพื้นที่ที่สะท้อนโจทย์คลาสสิกของเมืองกำลังโต นั่นคือจะทำอย่างไรให้การขยายตัวไม่กินคุณภาพชีวิตของผู้คนจนหมด พื้นที่อย่างรอบเวียง บ้านดู่ และริมกกจึงไม่ใช่เพียงชื่อในแผน แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องรับภาระทั้งเรื่องการอยู่อาศัย การเดินทาง การพักผ่อน และการท่องเที่ยวพร้อมกัน เมื่อมีการหยิบพื้นที่ชุมชนฮ่องลี่ ป่างิ้ว บ้านดู่ สนามกีฬาเทศบาลตำบลบ้านดู่ และย่านบ้านใหม่ น้ำลัด ร่องเสือเต้นขึ้นมาอยู่ในชุดโครงการเดียวกัน ภาพที่เห็นชัดคือรัฐกำลังพยายามสร้าง “วงแหวนคุณภาพชีวิต” รอบเมืองหลัก มากกว่าจะอัดงบไว้ตรงแกนกลางเมืองเพียงจุดเดียว วิธีคิดนี้มีโอกาสสร้างประโยชน์จริง หากการออกแบบเชื่อมกันได้ทั้งพื้นที่สาธารณะ สุขภาวะ ระบบระบายน้ำ และการเดินทางในชีวิตประจำวัน เพราะความน่าอยู่ของเมืองไม่เคยเกิดจากสวนสาธารณะเพียงแห่งเดียว แต่เกิดจากการที่แต่ละย่านมีบทบาทและคุณภาพของตัวเองอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มชุมชนแม่จัน

ด้านกลุ่มชุมชนแม่จัน โครงสร้างโจทย์แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน เพราะไม่ได้เริ่มจากแรงกดดันของเมืองขยายตัวเท่ากับเริ่มจาก ทรัพยากรท้องถิ่น ที่ยังมีช่องให้ต่อยอดอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำพุร้อนป่าตึงหรือหนองมโนราห์ การเลือกพื้นที่ฝั่งแม่จันเข้ามาในชุดโครงการระยะนี้จึงน่าสนใจ เพราะแปลว่าโครงการไม่ได้มุ่งทำให้เมืองเชียงรายสวยขึ้นอย่างเดียว แต่กำลังทดลองสร้างจุดเติบโตใหม่ในระดับอำเภอ โดยอาศัยแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พื้นที่ชุ่มน้ำ และภูมิทัศน์ธรรมชาติเป็นฐาน ข้อดีของแนวทางนี้คือช่วยกระจายผลประโยชน์ออกจากเมืองหลัก แต่ข้อท้าทายก็ชัดไม่แพ้กัน เพราะพื้นที่ประเภทนี้เปราะบางกว่าพื้นที่เมือง ทั้งในมิติระบบนิเวศ ความเป็นเจ้าของร่วมของชุมชน และความคาดหวังทางเศรษฐกิจที่อาจพุ่งเร็วกว่าความพร้อมในการจัดการ หากโครงการพัฒนาแม่จันทำได้สมดุล เมืองจะไม่ได้เพียงจุดเช็กอินใหม่ แต่จะได้โมเดลพัฒนาชนบทเชิงคุณภาพที่ไม่ต้องเลียนแบบเมืองใหญ่

งบกว่าพันล้านกับ 7 โครงการที่ถูกวางเป็นแกนหลัก

ภาพรวมของโครงการที่รัฐสื่อสารต่อสาธารณะ สามารถสรุปให้เห็นชัดได้ดังตารางต่อไปนี้

ประเด็น

ข้อมูลที่ยืนยันได้

เวทีล่าสุด

ประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 2 วันที่ 12 มีนาคม 2569

สถานะโครงการ

อยู่ในขั้นศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียด

ขนาดการลงทุน

มากกว่า 1,000 ล้านบาท

จำนวนโครงการ

7 โครงการ

โครงสร้างพื้นที่

2 กลุ่มพื้นที่เป้าหมาย รวม 15 อปท.

หน่วยงานหลัก

กรมโยธาธิการและผังเมือง ร่วมกับจังหวัดเชียงราย

ที่ปรึกษา

ทีมเวิร์ค คอนซัลแตนท์ และ ฟูลสเกล โซลูชั่น

 

ตารางนี้ทำให้เห็น เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การกระจายงบประมาณ หากเป็นการวางระบบโครงการที่มีทั้ง ระยะเร่งด่วน และ ระยะกลาง ภายใต้พื้นที่สองกลุ่มใหญ่ และแม้รายละเอียดทางวิศวกรรมจะยังต้องรอแบบสุดท้าย แต่รายชื่อพื้นที่ที่ถูกหยิบขึ้นมาอยู่ในชุดโครงการก็พอจะบอกทิศทางได้แล้วว่า รัฐต้องการจับทั้งเรื่องพื้นที่สาธารณะ เมืองสุขภาวะ น้ำพุร้อน สนามกีฬา ริมน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำไว้ในชุดยุทธศาสตร์เดียวกัน ซึ่งเป็นการมอง “เมือง” แบบกว้างกว่างานก่อสร้างรายจุดอย่างชัดเจน

โครงการระยะเร่งด่วน

โครงการที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ระยะเร่งด่วน คือการพัฒนาบริเวณ ชุมชนฮ่องลี่ ชุมชนป่างิ้ว และบ้านป่างิ้ว ในตำบลรอบเวียง ซึ่งในภาครัฐและข้อมูลการประชุมก่อนหน้าเชื่อมโยงกับพื้นที่สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติฯ การที่พื้นที่นี้ถูกจัดเป็นโครงการเร่งด่วนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะรอบเวียงเป็นพื้นที่เชื่อมระหว่างชุมชนเดิมกับการขยายตัวของเมืองเชียงราย การลงมือที่จุดนี้ก่อน เท่ากับรัฐกำลังเลือกเริ่มจาก “พื้นที่ที่คนใช้จริง” และมีศักยภาพจะมองเห็นผลเชิงคุณภาพชีวิตได้เร็ว ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่พักผ่อน พื้นที่ครอบครัว หรือการจัดระเบียบภูมิทัศน์ชุมชน หากทำดี โครงการลักษณะนี้มักให้ผลเชิงความรู้สึกกับเมืองเร็วกว่าโครงการคอนกรีตขนาดใหญ่ เพราะประชาชนสัมผัสได้ทันทีว่าเมืองมีพื้นที่หายใจเพิ่มขึ้นหรือไม่ เดินทางสะดวกขึ้นหรือไม่ และการเติบโตของเมืองยังเหลือที่ว่างให้คนธรรมดาได้ใช้ชีวิตหรือไม่

โครงการระยะกลาง

ในส่วนของ โครงการระยะกลาง ภาพรวมจากการประชาสัมพันธ์ชี้ว่ามีการกระจายเป้าหมายไปยังหลายจุดสำคัญ ได้แก่ บ้านดู่บริเวณน้ำพุร้อนโป่งพระบาท พื้นที่สนามกีฬาเทศบาลตำบลบ้านดู่ ชุมชนบ้านใหม่ น้ำลัด ร่องเสือเต้น บริเวณน้ำพุร้อนป่าตึง และชุมชนจันจว้าบริเวณหนองมโนราห์ การกระจายแบบนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะสะท้อนว่ารัฐไม่ได้หวังผลเพียงการปรับภูมิทัศน์ แต่กำลังวางองค์ประกอบของเมืองคุณภาพหลายแบบให้ทำงานร่วมกัน บ้านดู่ถูกอ่านในฐานะพื้นที่สุขภาพและกิจกรรมเมือง ริมกกถูกอ่านในฐานะพื้นที่ชุมชนและการพักผ่อน แม่จันถูกอ่านในฐานะแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่จัดการน้ำ ส่วนหนองมโนราห์ถูกอ่านในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีศักยภาพทางวัฒนธรรมและนันทนาการ นี่ทำให้โครงการทั้งชุดดูคล้ายการต่อจิ๊กซอว์เมืองมากกว่าการกระจายงบแบบแยกส่วน ซึ่งหากต่อกันติด ผลที่ได้อาจไม่ใช่เพียงแลนด์สเคปใหม่ แต่คือเครือข่ายพื้นที่คุณภาพที่ดันภาพรวมของเชียงรายขึ้นพร้อมกันหลายมิติ

วิเคราะห์พื้นที่รอบเวียงในฐานะจุดเริ่มต้นของการขยายเมืองอย่างมีคุณภาพ

รอบเวียงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่น่าสนใจที่สุดของโครงการชุดนี้ เพราะมันอยู่ตรงรอยต่อระหว่าง “เมืองเดิม” กับ “เมืองที่กำลังจะขยาย” พื้นที่ประเภทนี้มักเป็นแนวหน้าแห่งความเปลี่ยนแปลงเสมอ หากจัดการดีจะกลายเป็นพื้นที่คุณภาพที่ช่วยลดแรงกดดันจากศูนย์กลางเมือง แต่หากจัดการไม่ดีจะกลายเป็นพื้นที่กระจัดกระจาย ไร้เอกลักษณ์ และรับภาระน้ำเสีย น้ำท่วม หรือการใช้ประโยชน์ที่ดินผิดสมดุล การที่ภาครัฐหยิบชุมชนฮ่องลี่ ป่างิ้ว และบ้านป่างิ้วขึ้นมาเป็นแกนของโครงการเร่งด่วน จึงตีความได้ว่าเมืองเชียงรายกำลังพยายามสร้าง “พื้นที่สาธารณะคุณภาพ” ให้เป็นตัวตั้งของการพัฒนา มากกว่าปล่อยให้โครงการอสังหาริมทรัพย์หรือการใช้ที่ดินเฉพาะกิจนำเมืองไปก่อน จุดนี้สอดคล้องกับทิศทางสิ่งแวดล้อมของจังหวัดที่เพิ่งประกาศเดินหน้าสู่ เมืองคาร์บอนต่ำ และเน้นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในระดับพื้นที่ หากมองให้ลึกกว่างานภูมิทัศน์ โครงการรอบเวียงจึงเป็นบททดสอบว่าจังหวัดจะใช้พื้นที่สาธารณะเป็นเครื่องมือจัดระเบียบการเติบโตของเมืองได้จริงหรือไม่ ไม่ใช่เพียงสร้างสวนให้สวยขึ้นชั่วคราว แต่ต้องทำให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงคุณภาพชีวิตที่ทำงานทุกวันกับคนเชียงรายจริง ๆ

วิเคราะห์บ้านดู่กับการยกระดับน้ำพุร้อนโป่งพระบาทและพื้นที่กิจกรรมเมือง

บ้านดู่เป็นพื้นที่ที่มีความได้เปรียบเฉพาะตัว เพราะในมุมหนึ่งมันเป็นพื้นที่เมืองที่เข้าถึงง่าย แต่อีกมุมหนึ่งก็มีทรัพยากรธรรมชาติที่ต่อยอดเป็นบริการสุขภาวะได้จริง ข้อมูลจาก เทศบาลตำบลบ้านดู่ ระบุว่า น้ำพุร้อนโป่งพระบาท มีห้องแช่น้ำแร่ขนาดเล็ก 15 ห้อง แยกเป็นอาคารหลังเล็ก 6 ห้อง และอาคารหลังใหญ่ 9 ห้อง รวมทั้งห้องขนาดใหญ่เพิ่มเติมอีก 2 ห้อง มีสระว่ายน้ำน้ำแร่ 1 สระ สระแช่เท้า 3 สระ และอาคารนวดแผนไทยเปิดบริการทุกวัน โครงสร้างพื้นฐานเดิมแบบนี้มีความหมายมากในเชิงนโยบาย เพราะแปลว่าพื้นที่ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่มี “ฐานบริการ” อยู่แล้ว การพัฒนาในระยะต่อไปจึงไม่จำเป็นต้องคิดแบบสร้างใหม่ทั้งหมด หากควรคิดเรื่องมาตรฐาน ประสบการณ์ผู้ใช้ การเชื่อมโยงกับการเดินทาง และการจัดภาพลักษณ์พื้นที่ให้สอดคล้องกับทิศทาง wellness มากขึ้น ขณะเดียวกัน การมีโครงการพัฒนาพื้นที่สนามกีฬาเทศบาลตำบลบ้านดู่ควบคู่กัน ยังส่งสัญญาณว่ารัฐกำลังอ่านบ้านดู่เป็น “ย่านสุขภาวะ” มากกว่าจะเป็นจุดท่องเที่ยวเฉพาะกิจ หากสองส่วนนี้เชื่อมกันดี บ้านดู่มีโอกาสพัฒนาเป็นพื้นที่ใช้ชีวิตสำหรับคนท้องถิ่นและผู้มาเยือนในคราวเดียวกัน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ยั่งยืนกว่าการพึ่งนักท่องเที่ยวฤดูกาลเดียวอย่างชัดเจน

วิเคราะห์แม่จัน ป่าตึง และหนองมโนราห์ในมิติท่องเที่ยวควบคู่ทรัพยากรน้ำ

หากบ้านดู่สะท้อนโมเดลการยกระดับพื้นที่ที่มีฐานบริการพร้อมอยู่แล้ว ฝั่งแม่จันสะท้อนโมเดลอีกแบบหนึ่ง นั่นคือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่ชุมชนเป็นฐาน แล้วค่อยต่อยอดด้วยโครงสร้างพื้นฐานอย่างระมัดระวัง น้ำพุร้อนป่าตึง ตามข้อมูลขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าตึง เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่กำลังพัฒนาและมีทั้งลานน้ำพุร้อนธรรมชาติ อาคารอาบน้ำแร่ ห้องวีไอพี บ่อแช่เท้า และบริการนวดแผนไทย โดยตั้งอยู่ห่างจากอำเภอแม่จันประมาณ 8 กิโลเมตร ขณะที่ฝั่ง หนองมโนราห์ มีสัญญาณการพัฒนาต่อเนื่องจากระดับท้องถิ่นอยู่ก่อนแล้ว ทั้งการอนุรักษ์การประมงพื้นบ้าน การปรับปรุงภูมิทัศน์สวนสาธารณะ และการผลักดันให้เป็นต้นแบบการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อสองพื้นที่นี้ถูกดึงเข้ามาอยู่ในโครงการระดับจังหวัดพร้อมกัน ภาพของแม่จันจึงเปลี่ยนจากพื้นที่ชานเมืองหรืออำเภอรอง ไปสู่พื้นที่ที่อาจมีบทบาททั้งด้าน ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การจัดการน้ำ การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ และการสร้างรายได้ชุมชน ในเวลาเดียวกัน โจทย์จึงไม่ใช่เพียงทำให้คนมาเที่ยวมากขึ้น แต่ต้องทำให้การท่องเที่ยวไม่ทำลายทรัพยากรที่ทำให้คนอยากมาเที่ยวตั้งแต่แรกด้วย

ความหมายของโครงการต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต

เหตุผลที่โครงการชุดนี้น่าจับตา ไม่ได้อยู่เพียงขนาดงบประมาณ แต่อยู่ตรงที่มันพยายามเชื่อม สามเรื่องใหญ่ เข้าด้วยกันในครั้งเดียว เรื่องแรกคือเศรษฐกิจ เพราะทั้งน้ำพุร้อน พื้นที่สาธารณะ สนามกีฬา และพื้นที่ริมน้ำ ล้วนเป็นต้นทุนที่ต่อยอดเป็นการใช้จ่าย การจ้างงาน และกิจกรรมบริการได้ เรื่องที่สองคือสิ่งแวดล้อม เพราะเชียงรายเพิ่งเดินหน้ากลไกจังหวัดด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และประกาศว่าเป็น 1 ใน 17 จังหวัด ที่เข้าร่วมขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกระดับพื้นที่ในปี 2569 พร้อมทั้งมีทิศทางเพิ่มพื้นที่สีเขียว จัดการขยะ และลดผลกระทบจากภาคขนส่ง เรื่องที่สามคือคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนวัดได้โดยตรงมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการมีสวนสาธารณะใกล้บ้าน การมีแหล่งพักผ่อนที่ได้มาตรฐาน การมีพื้นที่ออกกำลังกาย หรือการมีภูมิทัศน์ชุมชนที่เป็นระเบียบขึ้น นอกจากนั้น เชียงรายยังมีแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษช่วง พ.ศ. 2569–2571 อยู่แล้ว โครงการพัฒนาพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ควรถูกมองแยกขาดจากวาระสิ่งแวดล้อมของจังหวัด หากต้องอ่านคู่กันในฐานะความพยายามจัดระเบียบการเติบโตของเมืองให้รับมือทั้งเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

สิ่งที่ประชาชนและท้องถิ่นควรถามต่อจากนี้

แม้ภาพรวมของโครงการจะดูมีทิศทาง แต่คำถามสำคัญยังเหลืออีกมาก และนั่นคือหน้าที่ของสาธารณะในการติดตามต่อจากนี้ คำถามแรกคือ แบบรายละเอียดสุดท้ายจะรักษาอัตลักษณ์พื้นที่ได้มากน้อยเพียงใด เพราะน้ำพุร้อน พื้นที่ชุ่มน้ำ และชุมชนเก่า ไม่ควรถูกทำให้เหมือนพื้นที่ท่องเที่ยวสำเร็จรูปทั่วไป คำถามที่สองคือ การเชื่อมต่อระหว่างโครงการจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะโครงการที่ดีรายจุดอาจไม่ให้ผลมากนัก หากไม่เชื่อมเป็นเครือข่ายการเดินทาง การใช้งาน และการตลาดเมือง คำถามที่สามคือ ใครจะเป็นผู้ดูแลหลังสร้างเสร็จ เนื่องจากพื้นที่สาธารณะและแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะยั่งยืนได้ต่อเมื่อมีงบดูแล การบริหารจัดการ และการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง อีกคำถามที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างป่าตึงกับหนองมโนราห์ เพราะโครงการที่ดีต้องเพิ่มคุณค่าพื้นที่ ไม่ใช่ลดทอนความเปราะบางทางนิเวศในระยะยาว หากสังคมเชียงรายถามคำถามเหล่านี้ให้หนักพอ เวทีรับฟังความคิดเห็นจะไม่จบลงแค่ในห้องประชุม แต่จะกลายเป็นแรงกดดันเชิงบวกให้โครงการเดินหน้าอย่างรับผิดชอบมากขึ้น

บทสรุป

การขับเคลื่อน 7 โครงการพัฒนาพื้นที่ในเชียงรายและแม่จัน จึงควรถูกอ่านอย่างระมัดระวังและครบด้านที่สุด ด้านหนึ่ง มันคือสัญญาณเชิงบวกว่ารัฐยังเห็นศักยภาพของเชียงรายในระดับภูมิภาค และพร้อมลงทุนกับเมืองผ่านกรอบที่กว้างกว่าโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม อีกด้านหนึ่ง มันก็เป็นเพียง จุดตั้งต้นของการออกแบบอนาคต ที่ยังต้องผ่านการกลั่นกรองอีกมาก ทั้งด้านความเหมาะสม ผลกระทบ และรูปแบบการใช้ประโยชน์จริง เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่ยืนยันได้ในปัจจุบัน สิ่งที่ชัดที่สุดคือโครงการยังอยู่ในขั้นศึกษาและออกแบบ แต่กำลังขยับเข้าสู่จุดที่ประชาชนอ่านทิศทางได้ชัดขึ้นแล้วว่า เชียงรายกำลังถูกวางบทบาทเป็นเมืองสร้างสรรค์ เมืองสุขภาวะ และเมืองที่ต้องอยู่กับโจทย์สิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในเวลาเดียวกัน ไม่ได้อยู่ที่คำว่า “ทุ่มงบ” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าเชียงรายกำลังเลือกเส้นทางพัฒนาแบบไหน ระหว่างการเติบโตที่เร่งตัวแต่เปราะบาง กับการเติบโตที่ค่อย ๆ วางฐานคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจท้องถิ่น และระบบนิเวศไปพร้อมกัน หากเวทีรับฟังเสียงของพื้นที่ทำงานได้จริง โครงการชุดนี้อาจเป็นหมุดหมายสำคัญของเชียงรายในทศวรรษหน้า

คำถามที่พบบ่อย

โครงการนี้เริ่มก่อสร้างแล้วหรือยัง

จากข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะล่าสุด โครงการยังอยู่ในขั้น ศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียด พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ จึงยังไม่ควรตีความว่าเข้าสู่การก่อสร้างเต็มรูปแบบแล้ว การแยกระยะนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่ข้อเสนอจากประชาชนยังสามารถมีผลต่อรูปแบบโครงการได้อยู่

เหตุใดบ้านดู่และน้ำพุร้อนโป่งพระบาทจึงถูกจับตาเป็นพิเศษ

เพราะพื้นที่นี้มีฐานบริการอยู่ก่อนแล้วจากข้อมูลเทศบาลตำบลบ้านดู่ ทั้งห้องแช่น้ำแร่ สระน้ำแร่ สระแช่เท้า และอาคารนวดแผนไทย จึงมีต้นทุนพร้อมต่อยอดในเชิง wellness มากกว่าพื้นที่ที่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด การลงทุนที่บ้านดู่จึงมีโอกาสแปลงเป็นประโยชน์เชิงใช้งานได้เร็วกว่าหลายพื้นที่ หากการออกแบบสุดท้ายเชื่อมกับการเดินทางและภาพลักษณ์เมืองได้ดีพอ

แม่จันจะได้ประโยชน์จากโครงการชุดนี้อย่างไร

แม่จันถูกวางให้เป็นอีกกลุ่มพื้นที่หลักของโครงการ ผ่านการพัฒนาบริเวณ น้ำพุร้อนป่าตึง และ หนองมโนราห์ ซึ่งเชื่อมทั้งมิติท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พื้นที่ชุ่มน้ำ และกิจกรรมชุมชน หากดำเนินการอย่างสมดุล พื้นที่แม่จันอาจได้ทั้งแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ พื้นที่สาธารณะที่ใช้ได้จริง และโอกาสสร้างรายได้โดยไม่ต้องรอพึ่งเมืองเชียงรายเพียงศูนย์กลางเดียว

ความเกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างไร

เกี่ยวข้องโดยตรง เพราะจังหวัดเชียงรายเพิ่งขยับกลไกลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด และมีแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษช่วงปี 2569–2571 อยู่แล้ว ดังนั้นโครงการพัฒนาพื้นที่ครั้งนี้จะถูกประเมินความคุ้มค่าไม่ใช่แค่จากความสวยงามหรือจำนวนนักท่องเที่ยว แต่รวมถึงผลต่อพื้นที่สีเขียว การจัดการน้ำ การใช้พลังงาน และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

ประเด็นที่ควรติดตามต่อจากนี้คืออะไร

ประเด็นสำคัญมีอย่างน้อยสามเรื่อง ได้แก่ แบบรายละเอียดสุดท้ายของแต่ละพื้นที่ กลไกการดูแลหลังโครงการเสร็จ และความชัดเจนว่าการลงทุนจะเชื่อมเป็นระบบเดียวกันอย่างไร หากสังคมติดตามได้ต่อเนื่องจึงไม่หยุดแค่ตัวเลขงบประมาณ แต่จะไปถึงคำตอบที่สำคัญกว่า คือโครงการเหล่านี้ช่วยให้คนเชียงรายมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นจริงหรือไม่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • แผนพัฒนาจังหวัดเชียงราย และกรอบพัฒนาภาคเหนือที่ระบุแนวคิดฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศและพื้นที่สุขภาวะวิถีชีวิตยั่งยืน
  • เทศบาลตำบลบ้านดู่ ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวน้ำพุร้อนโป่งพระบาทและสิ่งอำนวยความสะดวกปัจจุบัน
  • องค์การบริหารส่วนตำบลป่าตึง ข้อมูลน้ำพุร้อนป่าตึงในอำเภอแม่จัน
  • เทศบาลตำบลจันจว้า และ อบจ.เชียงราย ข้อมูลกิจกรรมและทิศทางการพัฒนาหนองมโนราห์ในมิติพื้นที่ชุ่มน้ำและภูมิทัศน์สาธารณะ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายปรับโครงสร้างเมืองครั้งใหญ่ นำสายไฟลงดิน 7 เส้นทางหลัก สร้างมาตรฐานใหม่เมืองท่องเที่ยวปลอดภัยระดับโลก

เชียงรายเดินหน้าเคเบิลใต้ดิน 7 เส้นทางหลัก ปรับโฉมเมืองรับท่องเที่ยวคุณภาพ ดันภาพเมืองสู่ปลายทางสุขภาวะปี 2569

เชียงราย,11 มีนาคม 2569 – เช้าวันใหม่ของเมืองเชียงรายในห้วงต้นเดือนมีนาคมปีนี้ เริ่มมีภาพที่ต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด หลายจุดในเขตเมืองชั้นในซึ่งเคยมีเสาไฟฟ้าและสายสื่อสารพาดผ่านทัศนียภาพเหนือศีรษะ กำลังถูกทยอยรื้อถอนออกอย่างเป็นระบบ เชียงรายเริ่มขยับโครงสร้างพื้นฐานใจกลางเมืองครั้งใหญ่ ด้วยโครงการรื้อถอนเสาไฟฟ้าและสายสื่อสารเพื่อเดินหน้าระบบเคเบิลไฟฟ้าใต้ดินใน 7 เส้นทางสำคัญ ขณะเดียวกันทิศทางการท่องเที่ยวไทยปี 2569 กำลังหันไปเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ การพักผ่อนเชิงสุขภาพ และ Longevity Tourism ซึ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงความสวยงามของเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางฐานให้เชียงรายแข่งขันในสนามท่องเที่ยวโลกด้วยมาตรฐานเมืองที่น่าอยู่ ปลอดภัย และพร้อมรองรับการพำนักระยะยาวมากขึ้น

ภาพนี้อาจดูเป็นเพียงงานโยธาธรรมดาในสายตาของบางคน แต่หากมองให้ลึก มันคือจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างเมืองครั้งสำคัญที่อาจส่งผลต่อทั้งคุณภาพชีวิตของคนเชียงราย และอนาคตของจังหวัดในฐานะเมืองท่องเที่ยวคุณภาพของประเทศ เทศบาลนครเชียงรายร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เริ่มดำเนินการรื้อถอนสายสื่อสาร รื้อสายไฟฟ้า และตัดเสาไฟฟ้าออกในโครงการก่อสร้างระบบเคเบิลไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์เมืองให้สวยงาม เป็นระเบียบ เพิ่มความปลอดภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว

สิ่งที่ทำให้ความเคลื่อนไหวนี้น่าสนใจยิ่งขึ้น คือจังหวะเวลาที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขยับทิศทางการท่องเที่ยวของประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประกาศบนเวที ITB Berlin 2026 ว่า ไทยจะเดินหน้ากลยุทธ์การท่องเที่ยวแบบ Value over Volume เน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ รายได้คุณภาพ และประสบการณ์ที่มีความหมายมากกว่าการเร่งตัวเลขปริมาณเพียงอย่างเดียว พร้อมสื่อสารแนวคิด Healing is the New Luxury และต่อยอดสู่ Longevity Tourism หรือการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาวะและอายุยืนยาว โดยระบุเชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีศักยภาพรองรับแนวคิดนี้ร่วมกับเชียงใหม่ น่าน เกาะช้าง และพังงา

เมื่อวางสองภาพนี้ซ้อนทับกัน เมืองเชียงรายในวันนี้จึงไม่ได้กำลังเพียง “จัดระเบียบสายไฟ” แต่กำลังพยายามจัดระเบียบอนาคตของตัวเอง เมืองที่หวังจะดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ กลุ่มพักระยะยาว หรือผู้มาเยือนที่แสวงหาความสงบและการฟื้นฟูสุขภาวะ ไม่สามารถพึ่งเพียงชื่อเสียงด้านธรรมชาติ ศิลปะ และวัฒนธรรมเท่านั้น หากยังต้องมีสภาพแวดล้อมเมืองที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตจริง เมืองที่สวยในรูปถ่ายแต่เดินลำบาก เมืองที่มีเสน่ห์แต่ขาดความปลอดภัย หรือเมืองที่มีทรัพยากรพร้อมแต่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่ทันกับความคาดหวังของโลกยุคใหม่ เสียโอกาสในการเปลี่ยนต้นทุนเดิมให้กลายเป็นรายได้และความเชื่อมั่นในระยะยาว

เจ็ดเส้นทางหลักที่กำลังเปลี่ยนหน้าตาเมือง

ข้อมูลจากเทศบาลนครเชียงรายและการรายงานของสื่อท้องถิ่นระบุว่า โครงการก่อสร้างระบบเคเบิลไฟฟ้าใต้ดินครอบคลุม 7 เส้นทางสำคัญในเขตเมืองชั้นใน ได้แก่ ช่วงอาคารเทิดพระเกียรติ 90 ปี สมเด็จพระศรีนครรินทร์ฯ ถึงแยกศูนย์ปฏิบัติการจราจร ช่วงแยกศูนย์ปฏิบัติการจราจรถึงแยกวัดกลางเวียง ช่วงแยกวัดกลางเวียงถึงแยกศาล ช่วงแยกศาลถึงแยกประตูสรีหรือโบสถ์คริสต์ ช่วงแยกประตูสรีถึงถนนพหลโยธิน ช่วงถนนพหลโยธินถึงถนนเจ็ดยอด และช่วงถนนประสพสุขถึงร้านเชียงรายมิวสิค เส้นทางเหล่านี้ล้วนเป็นแกนสำคัญของเมืองที่เชื่อมย่านประวัติศาสตร์ ย่านเศรษฐกิจ และพื้นที่ราชการเข้าด้วยกัน จึงไม่ใช่การเลือกทำเฉพาะบางจุดแบบกระจัดกระจาย แต่เป็นการแตะหัวใจของภูมิทัศน์เมืองโดยตรง

หากพิจารณาในมิติการพัฒนาเมือง การเลือกดำเนินโครงการในเส้นทางเหล่านี้มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะย่านเมืองชั้นในของเชียงรายคือพื้นที่แรก ๆ ที่สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือน และเป็นพื้นที่ซึ่งคนท้องถิ่นใช้ชีวิตทุกวัน การนำสายไฟและสายสื่อสารลงใต้ดินจึงไม่เพียงทำให้ท้องฟ้าโล่งขึ้นหรืออาคารเด่นขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้การรับรู้ต่อเมืองเปลี่ยนไปโดยตรง เมืองจะดูเป็นระเบียบขึ้น อ่านโครงสร้างสถาปัตยกรรมได้ชัดขึ้น และเปิดโอกาสให้เสน่ห์เดิมของเชียงราย ทั้งอัตลักษณ์ล้านนา งานศิลป์ร่วมสมัย และบรรยากาศชุมชนเมือง ทำงานกับสายตาของผู้คนได้เต็มที่กว่าเดิม เมืองท่องเที่ยวหลายแห่งทั่วโลกต่างพิสูจน์มาแล้วว่า การจัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐานที่บดบังทัศนียภาพคือหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการยกระดับภาพเมือง และเชียงรายเองก็กำลังเดินเข้าสู่เส้นทางนั้นอย่างจริงจัง

ในอีกด้านหนึ่ง ความหมายของโครงการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาพลักษณ์ภายนอก เพราะประเด็นเรื่องความปลอดภัย ความเป็นระเบียบของสายสาธารณูปโภค และความสะดวกในการใช้พื้นที่สาธารณะ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง เมืองที่มีทางเท้าไม่รก ระบบไฟฟ้าเป็นระเบียบ และสามารถวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้สอดรับกับการใช้ชีวิตสมัยใหม่ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่พอ ๆ กับการสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว ความสำคัญของโครงการนี้จึงอยู่ตรงการทำให้ “เมืองของคนอยู่” กับ “เมืองของคนมาเยือน” กลายเป็นพื้นที่เดียวกันที่มีมาตรฐานสูงขึ้นพร้อมกัน ไม่ใช่เมืองที่พัฒนาเฉพาะจุดโชว์เพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น

จากสายลงดินสู่เมืองอัจฉริยะที่ใช้งานได้จริง

สิ่งที่น่าจับตาไม่แพ้การรื้อถอนเสาไฟฟ้าและสายสื่อสาร คือแผนขั้นต่อไปที่ถูกประกาศควบคู่กันมา ข้อมูลระบุว่า หลังจากจัดการระบบสายแล้ว เทศบาลนครเชียงรายจะเดินหน้าปรับปรุงฟุตบาทและถนน ติดตั้งเสาอัจฉริยะ ระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ ติดตั้งกล้องวงจรปิด และเชื่อมต่อข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการเมือง การดูแลความปลอดภัย และการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อมองอย่างเป็นระบบ แผนนี้สะท้อนว่าเชียงรายไม่ได้ต้องการเป็นเพียงเมืองสวย แต่ต้องการเป็นเมืองที่ “ใช้งานได้ดี” ด้วย เสาอัจฉริยะอาจดูเป็นคำใหม่สำหรับคนจำนวนมาก แต่ในความหมายเชิงปฏิบัติ มันเกี่ยวข้องกับแสงสว่างสาธารณะ การติดตั้งอุปกรณ์สื่อสาร การส่งข้อมูล การเฝ้าระวัง และความสามารถในการบริหารจัดการพื้นที่แบบเรียลไทม์ เช่นเดียวกับระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะและศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะที่สามารถช่วยให้เมืองตอบสนองต่อปัญหาการจราจร ความปลอดภัย หรือเหตุฉุกเฉินได้รวดเร็วขึ้น เมืองที่ต้องการยกระดับตัวเองสู่การเป็นปลายทางของนักท่องเที่ยวคุณภาพและนักเดินทางพักระยะยาว จำเป็นต้องมีทั้งบรรยากาศที่ดีและระบบหลังบ้านที่เชื่อถือได้ เพราะผู้มาเยือนยุคใหม่ไม่ได้มองเพียงความงามของเมือง แต่ดูความพร้อมในการใช้ชีวิตจริงด้วย

นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลักษณะนี้ยังมีนัยในเชิงเศรษฐกิจเมืองอย่างน่าสนใจ เมืองที่มีทางเท้าดี แสงสว่างดี ระบบสัญญาณมีประสิทธิภาพ และพื้นที่สาธารณะปลอดภัย ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการเดินมากขึ้น การใช้เวลาในย่านเมืองนานขึ้น การจับจ่ายของร้านค้าริมทาง หรือความน่าเชื่อถือของย่านธุรกิจ การพัฒนาเคเบิลใต้ดินจึงอาจไม่ใช่แค่การเอาเสาไฟออกจากสายตา แต่เป็นการคืนศักยภาพให้พื้นที่เมืองได้ทำงานในฐานะเศรษฐกิจเชิงประสบการณ์มากขึ้น เมืองที่มองเห็นชัด เดินได้ดี และรู้สึกปลอดภัย มีโอกาสสร้างมูลค่าจากการท่องเที่ยวและกิจกรรมเศรษฐกิจได้มากกว่าเมืองที่โครงสร้างพื้นฐานยังเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต

ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวปี 2569 กับแรงส่งที่ทำให้เชียงรายต้องขยับ

การเปลี่ยนแปลงในเชียงรายครั้งนี้มีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อเทียบกับภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ททท.เปิดเผยว่าในปี 2568 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามามากกว่า 32 ล้านคน สร้างรายได้รวมกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ขณะที่ตลาดระยะไกลหรือ Long-haul Market เติบโตเด่นเป็นพิเศษ โดยมีนักท่องเที่ยวมากกว่า 10 ล้านคนเป็นครั้งแรก สร้างรายได้รวม 684,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 45 ของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ส่วนตลาดเยอรมนีซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดระยะไกลหลัก มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทย 965,898 คนในปีเดียวกัน ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงความสำเร็จเชิงจำนวน แต่เป็นสัญญาณว่าไทยกำลังมีโอกาสดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่พักนาน ใช้จ่ายสูง และมองหาประสบการณ์ที่ลึกกว่าการเที่ยวแบบเร่งรีบ

เหตุผลนี้เองที่ทำให้ ททท.ประกาศจะเดินหน้ากลยุทธ์ Airlines Focus เพื่อเพิ่มเส้นทางบินและความถี่เที่ยวบิน สนับสนุนการเดินทางตลอดทั้งปี พร้อมผลักดันภาพลักษณ์ใหม่ผ่านแนวคิด Healing is the New Luxury และแคมเปญ Healing Journey Thailand ที่มุ่งสื่อสารประเทศไทยในฐานะจุดหมายแห่งการพักผ่อนและดูแลสุขภาพ ทิศทางดังกล่าวสะท้อนชัดว่า การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในอนาคตจะไม่ได้วัดกันแค่จำนวนคนเข้าเมืองอีกต่อไป แต่จะวัดกันที่คุณภาพของประสบการณ์และความสามารถของเมืองปลายทางในการทำให้ผู้เดินทางรู้สึกว่าการอยู่ที่นั่น “มีคุณค่า” มากพอจะใช้เวลาและใช้จ่ายมากขึ้น

เชียงรายจึงอยู่ในจังหวะสำคัญ เมืองนี้มีต้นทุนเดิมมากอยู่แล้ว ทั้งภูมิประเทศ วัฒนธรรม งานศิลปะ อาหาร และจังหวะชีวิตที่ไม่เร่งเกินไป แต่ต้นทุนเหล่านั้นจะเปลี่ยนเป็นพลังทางเศรษฐกิจได้เต็มที่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเมืองจะปรับตัวได้เร็วเพียงใด โครงการเคเบิลใต้ดินในเขตเมืองชั้นในจึงเป็นมากกว่างานสาธารณูปโภค แต่มันคือการตอบคำถามของยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวระดับประเทศในภาคปฏิบัติ ว่าเชียงรายพร้อมหรือยังที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมากกว่าการมาเที่ยวสองคืนสามวัน แต่ต้องการเมืองที่อยู่แล้วสงบ เดินแล้วสบาย และใช้ชีวิตแล้วรู้สึกมีคุณภาพจริง ๆ

Longevity Tourism ไม่ได้ขายแค่สุขภาพ แต่ขายคุณภาพของสภาพแวดล้อม

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของปี 2569 คือการที่ ททท.ขยายแนวคิดจาก Healing ไปสู่ Longevity Tourism หรือการท่องเที่ยวที่เชื่อมการพักผ่อนกับการดูแลสุขภาพและอายุยืนยาว โดยระบุเชียงรายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เหมาะกับกิจกรรมเช่นการอาบป่า การฝึกสติ โยคะ และสมาธิท่ามกลางธรรมชาติ แนวคิดนี้มีนัยมาก เพราะมันเปลี่ยนสถานะของเชียงรายจากเมืองท่องเที่ยวปลายทางฤดูหนาว ไปสู่เมืองที่สามารถขาย “คุณภาพชีวิต” เป็นสินค้าเชิงประสบการณ์ได้ หากบริหารจัดการเมืองได้สอดคล้องกับสิ่งที่กำลังสื่อสารออกไปสู่โลกภายนอก

อย่างไรก็ตาม การจะเป็นเมืองปลายทางเชิงสุขภาวะได้จริง ต้องมีเงื่อนไขมากกว่าธรรมชาติสวยหรืออากาศดี เมืองต้องมีฟุตบาทที่เดินได้ มีพื้นที่สาธารณะที่ไม่รก มีระบบสัญญาณและแสงสว่างที่ปลอดภัย มีทัศนียภาพที่ไม่ทำลายความรู้สึกสงบของผู้มาเยือน และมีโครงสร้างพื้นฐานที่สะท้อนมาตรฐานของเมืองที่พร้อมต้อนรับการพำนักระยะยาว โครงการเคเบิลใต้ดินของเชียงรายจึงสัมพันธ์กับ Longevity Tourism อย่างมีเหตุผล เพราะมันช่วยลดองค์ประกอบที่รบกวนสายตา เพิ่มความเรียบร้อย และเปิดพื้นที่ให้เสน่ห์ที่แท้จริงของเมืองได้แสดงตัวมากขึ้น เมืองที่หวังขายความสงบ จะปล่อยให้สายสื่อสารรกฟ้าหรือทางเท้าขาดคุณภาพไปพร้อมกันไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้คือรายละเอียดที่ผู้มาเยือนระดับคุณภาพใช้ตัดสินใจอย่างจริงจัง

ในมุมของการแข่งขันระหว่างเมืองท่องเที่ยว เชียงรายจึงไม่ได้แข่งขันกับจังหวัดใกล้เคียงเพียงอย่างเดียว แต่กำลังแข่งขันกับมาตรฐานประสบการณ์ของเมืองท่องเที่ยวทั่วโลก นักเดินทางคุณภาพจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่มองหาการพักยาวหรือการใช้ชีวิตชั่วคราวในเมืองหนึ่ง จะพิจารณาภาพรวมของเมืองทั้งหมด ไม่ใช่จุดเช็กอินเพียงจุดเดียว ดังนั้นการรื้อเสาไฟและนำสายลงดินอาจดูเป็นเรื่องเล็กหากมองเฉพาะช่างเทคนิค แต่เมื่อมองในสนามแข่งขันการท่องเที่ยวโลก มันคือการเก็บรายละเอียดที่สะท้อนความจริงจังของเมืองในการยกระดับตัวเองให้เหมาะกับตลาดใหม่ที่กำลังเติบโต

โอกาสใหม่ของเชียงราย พร้อมโจทย์ที่ยังต้องพิสูจน์

แม้โครงการนี้จะให้สัญญาณเชิงบวกอย่างชัดเจน แต่ก็ยังมีคำถามที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป โดยเฉพาะเรื่องความต่อเนื่องของการดำเนินงาน ผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนระหว่างก่อสร้าง รวมถึงประสิทธิภาพของระบบใหม่หลังแล้วเสร็จ เพราะประสบการณ์จากหลายเมืองชี้ว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะประสบความสำเร็จจริงก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สึกว่าความไม่สะดวกชั่วคราวนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในระยะยาว หากเมืองสื่อสารไม่ดีหรือบริหารจังหวะการเปลี่ยนผ่านไม่ดี โครงการที่ตั้งใจยกระดับเมืองก็อาจเผชิญแรงต้านจากความเดือดร้อนระยะสั้นได้เช่นกัน

อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือการทำให้ระบบอัจฉริยะที่ประกาศไว้เกิดผลจริง เสาอัจฉริยะ ระบบจราจรอัจฉริยะ กล้องวงจรปิด และศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ จะมีความหมายต่อเมื่อใช้งานได้จริง ดูแลรักษาได้จริง และตอบโจทย์ปัญหาของเมืองจริง ไม่ใช่เป็นเพียงคำศัพท์ทันสมัยในเอกสารประชาสัมพันธ์ เมืองที่ต้องการก้าวสู่การเป็น Smart & Beautiful City จึงต้องพิสูจน์ทั้งความงามภายนอกและประสิทธิภาพภายในไปพร้อมกัน นี่คือบททดสอบสำคัญของเชียงรายในปี 2569 เพราะเมื่อยกความคาดหวังของเมืองขึ้นแล้ว ผู้คนก็คาดหวังผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้นตามไปด้วย

บทสรุป

การเดินหน้าเคเบิลใต้ดิน 7 เส้นทางหลักในเขตเมืองชั้นในเชียงราย จึงไม่ใช่เพียงการทำให้เมืองดูสะอาดตา หากแต่เป็นการจัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเตรียมเมืองให้พร้อมกับบทบาทใหม่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เมื่อประเทศกำลังเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ การพักผ่อนเชิงสุขภาพ และประสบการณ์ที่มีความหมาย เมืองอย่างเชียงรายต้องปรับตัวให้เร็วพอและลึกพอ ไม่ใช่แค่สร้างภาพให้สวย แต่ต้องทำให้เมืองใช้ชีวิตได้ดีจริง ปลอดภัยจริง และน่าอยู่จริงด้วย

ในท้ายที่สุด โครงการนี้อาจถูกจดจำไม่ใช่เพราะจำนวนเสาไฟที่ถูกรื้อถอน หรือจำนวนสายสื่อสารที่ถูกนำลงใต้ดิน แต่เพราะมันอาจเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนที่ทำให้เชียงรายเริ่มขยับจากเมืองท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ตามธรรมชาติ ไปสู่เมืองที่มีมาตรฐานประสบการณ์สูงพอจะดึงดูดนักท่องเที่ยวโลกให้มาอยู่ได้นานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น และเชื่อมั่นมากขึ้น เมืองที่มองไปทางไหนก็สวยนั้นมีอยู่หลายแห่ง แต่เมืองที่สวยแล้วอยู่สบาย เดินสะดวก ปลอดภัย และสอดคล้องกับคุณค่าของการพักผ่อนอย่างแท้จริงต่างหาก ที่จะกลายเป็นผู้ชนะในยุคท่องเที่ยวคุณภาพที่กำลังมาถึง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ข้อมูลจากงาน ITB Berlin 2026 เรื่อง Value over Volume, Healing is the New Luxury, Airlines Focus และ Longevity Tourism
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ศิลปินเชียงรายรวมพลังวาด “เชียงรายในฝัน” กว่า 50 ชิ้นงาน ชูธรรมชาติเป็นต้นทุนเมือง ยั่งยืนด้วยการออกแบบ

ศิลปินเชียงรายรวมพลังวาด “เชียงรายในฝัน” ชูธรรมชาติเป็นต้นทุนเมือง หนุนเป้าหมายเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน

เชียงราย,6 มีนาคม 2569 – ห้องรับรองของเทศบาลนครเชียงรายถูกเติมเต็มด้วยแผ่นผ้าใบหลากขนาด สีสันของสายน้ำ ป่าเขา พื้นที่ชุ่มน้ำ และชีวิตเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในระบบนิเวศเมือง ถูกยกขึ้นวางเรียงทีละชิ้น ท่ามกลางผู้แทนศิลปินและภาคีเครือข่ายท้องถิ่นที่ตั้งใจมอบ “ภาพจำของเมือง” ให้กลายเป็น “วาระของเมือง” ว่าการพัฒนาในวันข้างหน้าไม่ควรเดินไปข้างหน้าแบบตัดขาดจากธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงเชียงรายมาอย่างยาวนาน

ข้อมูลกิจกรรมระบุว่า เทศบาลนครเชียงราย โดยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย รับมอบผลงานจากนายสุวิทย์ ใจป้อม ที่ปรึกษาสมาคมขัวศิลปะ พร้อมศิลปินจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย กลุ่มศิลปินสายน้ำกก และมูลนิธิมดชนะภัย โดยมีศิลปินเชียงรายกว่า 30 คนร่วมสร้างสรรค์ผลงานมากกว่า 50 ชิ้น เพื่อสื่อสารความงดงามของสายน้ำ ป่าเขา ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศในพื้นที่ตัวเมืองในฐานะ “ต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติ” ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่น

โครงการ Urban Resilience Building and Nature

การใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสาธารณะ สร้างการรับรู้เรื่องธรรมชาติในเมือง และเชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายการพัฒนาเมืองอย่างสมดุล โดยเฉพาะในช่วงที่เมืองเผชิญความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแรงกดดันจากการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ประเด็นรองที่ต้องจับตา คือการวางกิจกรรมไว้ในกรอบโครงการ Urban Resilience Building and Nature หรือ URBAN ที่มุ่งเพิ่มความสามารถของเมืองในการตั้งรับและปรับตัวต่อภัยพิบัติ ผ่านแนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน ซึ่งทำให้ภาพวาดไม่ใช่แค่งานเชิงวัฒนธรรม แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาเรื่องการออกแบบเมืองให้ปลอดภัยและยั่งยืนในทางปฏิบัติ

เมืองริมกกในวันที่สภาพอากาศเปลี่ยนเร็ว ศิลปะจึงกลายเป็น “สัญญาณเตือน” ที่คนฟังได้

เชียงรายเป็นเมืองที่มีสายน้ำเป็นแกนกลางของภูมิทัศน์และความเป็นเมือง แม่น้ำกกทำหน้าที่มากกว่าแหล่งน้ำ แต่เป็นโครงสร้างชีวิตของผู้คน ทั้งด้านการพักผ่อน การท่องเที่ยว พื้นที่สาธารณะ และระบบนิเวศริมฝั่งที่ช่วยพยุงความสมดุลของเมือง อย่างไรก็ตาม เมืองทั่วโลกกำลังเจอกับโจทย์เดียวกันคือ “ภัยพิบัติถี่ขึ้นและคาดเดายากขึ้น” เมืองที่เคยพึ่งโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมเพียงอย่างเดียวเริ่มพบว่า ไม่เพียงพอเมื่อเจอสภาพอากาศสุดขั้ว

กรอบงาน URBAN ชี้ว่าไทยกำลังเผชิญภัยพิบัติที่ถี่และรุนแรงขึ้นจากสภาพอากาศสุดขั้ว และระบุว่าเชียงรายเผชิญน้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 ซึ่งตอกย้ำความจำเป็นในการเสริมความยืดหยุ่นของเมืองให้รับแรงกระแทกได้ดีขึ้น เมื่อภัยพิบัติกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว การสื่อสารแบบรายงานเชิงเทคนิคอย่างเดียวมักไปไม่ถึงความรู้สึกของคนเมือง ศิลปะจึงถูกหยิบมาเป็น “ภาษาอีกชุดหนึ่ง” ที่ทำให้ประชาชนเห็นภาพเดียวกันว่า ธรรมชาติไม่ใช่ฉากหลังของเมือง แต่คือเกราะคุ้มกันเมืองในวันที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ

มากกว่า 50 ชิ้นงานในวันเดียว คือการบันทึกต้นทุนเมืองที่จับต้องได้

ข้อมูลการส่งมอบผลงานระบุว่า ศิลปินและภาคีเครือข่ายร่วมกันสร้างสรรค์งานมากกว่า 50 ชิ้น โดยเลือกเล่าเรื่องสายน้ำ ป่าเขา ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศในเขตเมือง เพื่อสะท้อนทั้งความงดงามและความเปราะบางของทรัพยากรธรรมชาติท่ามกลางการพัฒนา

นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ระบุโดยสรุปว่า ศิลปะสามารถเป็นพลังสำคัญในการสร้างการรับรู้และปลุกจิตสำนึกให้ประชาชน เยาวชน และชุมชน เห็นคุณค่าของธรรมชาติ และร่วมกันวางแผนการพัฒนาเมืองอย่างสมดุล เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนในอนาคต

หากมองในมุมการบริหารเมือง งานศิลป์ชุดนี้ทำหน้าที่ได้หลายชั้น
ชั้นแรก คือทำให้ “ธรรมชาติในเมือง” ถูกมองเห็นอีกครั้ง ไม่ใช่ถูกกลืนไปกับความเร่งรีบของชีวิตประจำวัน
ชั้นที่สอง คือทำให้ประเด็นเสี่ยงภัยและการปรับตัวต่อภูมิอากาศซึ่งมักเป็นเรื่องไกลตัว กลายเป็นเรื่องที่ “รู้สึกได้”
ชั้นที่สาม คือเป็นฐานสนทนาระหว่างผู้บริหารเมือง ภาคีเครือข่าย และประชาชน ว่าต้องรักษาอะไรไว้ และต้องยอมแลกอะไรบ้างเมื่อเมืองเติบโต

ธรรมชาติเป็นต้นทุนเมือง เมื่อพื้นที่ชุ่มน้ำคือโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่อยู่ในบิลก่อสร้าง

แนวคิดสำคัญที่กิจกรรมพยายามสื่อสารคือ “ธรรมชาติเป็นต้นทุนเมือง” ซึ่งสอดคล้องกับหลักการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐานในกรอบ URBAN เพราะธรรมชาติให้บริการที่มักไม่ถูกคิดเป็นตัวเลขในงบประมาณ แต่มีผลต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม เช่น

  • การรองรับน้ำหลากและชะลอน้ำ
  • การกรองมลพิษและช่วยพยุงคุณภาพน้ำ
  • การลดความร้อนในเมือง
  • การเป็นพื้นที่พักผ่อนและสุขภาวะของประชาชน

ข้อมูลของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยระบุว่า ปี 2565 ประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำประมาณ 22.88 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 7.5 ของพื้นที่ประเทศ และมีแหล่งพื้นที่ชุ่มน้ำราว 30,000 แห่ง ข้อมูลเดียวกันยังระบุว่า พื้นที่ชุ่มน้ำในจังหวัดเชียงรายประมาณ 1.22 แสนไร่ และมีแนวโน้มลดลงร้อยละ 1.60 ขณะที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีพื้นที่ชุ่มน้ำราว 4.59 แสนไร่ ลดลงร้อยละ 2.64

ตัวเลขการลดลงอาจดูไม่หวือหวาเมื่อเทียบกับข่าวใหญ่รายวัน แต่ในมุมการจัดการความเสี่ยง เมืองที่สูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำทีละน้อยกำลังสูญเสีย “ฟองน้ำของเมือง” ไปพร้อมกัน และมักรู้สึกถึงผลกระทบเมื่อเกิดเหตุสุดขั้ว เช่น ฝนหนัก น้ำท่วมขังฉับพลัน หรือคุณภาพน้ำเสื่อมถอย ความหมายของ “ต้นทุนเมือง” จึงอยู่ที่การคิดล่วงหน้า ไม่ใช่แก้ปัญหาหลังเกิดเหตุเสมอไป

URBAN กับกรอบความร่วมมือที่หนุนให้ศิลปะเชื่อมสู่การออกแบบเมืองจริง

โครงการ URBAN ระบุว่าได้รับการสนับสนุนจาก International Climate Initiative ของกระทรวงสิ่งแวดล้อมเยอรมนี และดำเนินการโดยความร่วมมือของหน่วยงานไทยและองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ IUCN ข้อมูลของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยยังชี้ว่าโครงการ URBAN มุ่งสร้างความยืดหยุ่นของเมืองและธรรมชาติด้วยแนวทางแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน และใช้เชียงรายกับสุราษฎร์ธานีเป็นพื้นที่นำร่อง

การมี “กรอบโครงการ” ช่วยให้กิจกรรมศิลปะไม่ลอยตัว หากเชื่อมโยงกับงานเชิงระบบ เช่น การสื่อสารความเสี่ยง การฟื้นฟูพื้นที่ธรรมชาติ การวางแนวทางจัดการน้ำ และการสร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันในสังคมเมือง ในอีกด้านหนึ่ง ศิลปะก็ช่วยให้มาตรการเชิงเทคนิคมี “แรงหนุนทางสังคม” มากขึ้น เพราะการออกแบบเมืองที่คำนึงถึงธรรมชาติมักต้องอาศัยความร่วมมือของหลายฝ่าย และต้องใช้เวลาเห็นผล

เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ กับความท้าทายเรื่องเมืองน่าอยู่

เชียงรายเป็นหนึ่งใน 55 เมืองใหม่ที่ได้รับการประกาศให้เข้าร่วมเครือข่าย UNESCO Creative Cities Network โดยยูเนสโกประกาศรายชื่อในวัน World Cities Day วันที่ 31 ตุลาคม 2566 และระบุเชียงรายอยู่ในสาขาการออกแบบ

สถานะเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบทำให้คำว่า “การออกแบบ” ในเชียงรายควรถูกขยายความหมายไปสู่การออกแบบชีวิตเมืองในภาพรวม ไม่ใช่เพียงงานสร้างสรรค์เชิงศิลปวัฒนธรรม หรือผลิตภัณฑ์เชิงท่องเที่ยวเท่านั้น หากรวมถึง

  • การออกแบบพื้นที่สาธารณะให้สอดคล้องกับระบบนิเวศ
  • การออกแบบการเดินทางและการใช้พื้นที่ที่ลดความเสี่ยง
  • การออกแบบบริการสาธารณะที่เข้าถึงกลุ่มเปราะบาง
  • การออกแบบกระบวนการสื่อสารที่ลดความตื่นตระหนกและสร้างความเข้าใจ

ยูเนสโกยังกล่าวถึงแนวโน้มการอยู่ในเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างอิงการคาดการณ์ว่าประชากรโลกส่วนใหญ่จะอยู่ในเมืองมากกว่าสองในสามภายในปี 2593 นัยของข้อมูลนี้คือ เมืองรองอย่างเชียงรายจะถูกท้าทายทั้งด้านการเติบโต เศรษฐกิจ และความเสี่ยงภูมิอากาศพร้อมกัน การชู “ธรรมชาติเป็นต้นทุนเมือง” ผ่านศิลปะจึงสอดรับกับบทบาทเมืองสร้างสรรค์ที่ต้องออกแบบความยืดหยุ่น ไม่ใช่แค่ความสวยงาม

โอกาสและข้อจำกัดที่ต้องพูดให้ครบ เพื่อไม่ให้เรื่องยั่งยืนกลายเป็นคำสวยหรู

ภาพวาดอาจทำให้คนเมือง “เห็นภาพเดียวกัน” ได้เร็ว แต่การทำให้เมืองยั่งยืนจริงต้องเผชิญข้อเท็จจริงหลายด้าน

ด้านโอกาส
ศิลปะช่วยลดช่องว่างระหว่างข้อมูลวิชาการกับความเข้าใจของประชาชน ทำให้การสนทนาเรื่องพื้นที่ชุ่มน้ำ ระบบนิเวศริมน้ำ หรือการฟื้นฟูธรรมชาติ ไม่ถูกมองเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
กิจกรรมยังตอกย้ำอัตลักษณ์ของเชียงรายในฐานะเมืองศิลปะและเมืองสร้างสรรค์ เพิ่มคุณค่าด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยไม่จำเป็นต้องแลกด้วยการใช้ทรัพยากรหนักเกินไป

ด้านข้อจำกัด
เมืองต้องเผชิญแรงกดดันด้านการใช้พื้นที่และงบประมาณ การรักษาพื้นที่ธรรมชาติในเมืองต้องมีมาตรการและกติกาที่ชัดเจน ไม่เช่นนั้น “ต้นทุนเมือง” จะค่อยๆ หายไปแบบเงียบๆ
การลงทุนแบบอาศัยธรรมชาติเป็นฐานมักเห็นผลระยะยาว วัดผลยากกว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม จึงต้องอาศัยความต่อเนื่องของนโยบายและการสื่อสารที่โปร่งใส
การบำรุงรักษาสำคัญไม่แพ้การสร้าง หากพื้นที่ธรรมชาติหรือพื้นที่สาธารณะไม่ได้รับการดูแลต่อเนื่อง ประสิทธิภาพจะลดลงและความเชื่อมั่นของประชาชนจะถดถอย

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อให้ “เชียงรายในฝัน” ไม่จบแค่บนผ้าใบ

เทศบาลนครเชียงรายระบุชัดว่ากิจกรรมมุ่งสร้างการรับรู้และปลุกจิตสำนึกให้เห็นคุณค่าของธรรมชาติ การลงมือทำของประชาชนจึงมีความหมายในสามระดับ

ระดับครัวเรือน
ลดการทิ้งขยะลงลำน้ำและท่อระบายน้ำ แยกขยะให้ถูกวิธี ระมัดระวังการปล่อยน้ำเสีย เพราะปัญหาใหญ่ของเมืองจำนวนมากเริ่มจากพฤติกรรมเล็กๆ ที่สะสมจนกลายเป็นต้นทุนส่วนรวม

ระดับชุมชน
สนับสนุนกิจกรรมสาธารณะที่เชื่อมศิลปะกับสิ่งแวดล้อม ช่วยกันดูแลพื้นที่ริมน้ำในชุมชน สร้างวัฒนธรรมเมืองที่เคารพระบบนิเวศ ไม่ใช้พื้นที่สาธารณะจนเกินสมดุล

ระดับนโยบาย
ติดตามข้อมูลโครงการพัฒนาเมืองผ่านช่องทางทางการ ตั้งคำถามอย่างมีข้อมูล และร่วมเสนอทางเลือกที่คำนึงถึงธรรมชาติเป็นฐาน เพื่อให้การตัดสินใจเชิงโครงสร้างสะท้อนเสียงของคนเมืองจริง

ศิลปะเป็นจุดเริ่มต้น แต่เมืองยั่งยืนต้องเกิดจากการออกแบบร่วมกัน

การรวมพลังของศิลปินเชียงรายกว่า 30 คน สร้างสรรค์งานมากกว่า 50 ชิ้น และส่งมอบให้เทศบาลนครเชียงรายในวันที่ 6 มีนาคม 2569 คือการยืนยันว่าศิลปะสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสาธารณะ สื่อสารทั้งคุณค่าของธรรมชาติและความเสี่ยงที่เมืองต้องเผชิญ

เมื่อเชียงรายก้าวสู่บทบาทเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบของเครือข่ายยูเนสโก การแปลง “เชียงรายในฝัน” ให้กลายเป็น “เชียงรายที่เป็นจริง” จึงขึ้นอยู่กับการประสานกันของหลายชั้น ตั้งแต่นโยบายท้องถิ่น กรอบความร่วมมือในโครงการ URBAN ที่ผลักแนวคิดธรรมชาติเป็นฐาน ไปจนถึงพฤติกรรมของประชาชนในชีวิตประจำวัน

ในท้ายที่สุด เมืองน่าอยู่ในศตวรรษนี้อาจไม่ใช่เมืองที่สร้างเร็วที่สุด แต่คือเมืองที่ออกแบบให้ธรรมชาติยังมีพื้นที่ทำหน้าที่ของมันได้ และทำให้คนเมืองเห็นคุณค่าของต้นทุนนี้ร่วมกันก่อนที่มันจะหายไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงรายและเครือข่ายศิลปินท้องถิ่น กิจกรรมส่งมอบผลงาน “เชียงรายในฝัน” รายงานเผยแพร่ 6 มีนาคม 2569
  • โครงการ Urban Resilience Building and Nature หรือ URBAN ข้อมูลภาพรวมโครงการและบริบทความเสี่ยงของเชียงราย
  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ข้อมูลพื้นที่ชุ่มน้ำของไทยและพื้นที่นำร่องเชียงรายภายใต้โครงการ URBAN
  • UNESCO Creative Cities Network ประกาศเมืองใหม่เข้าร่วมเครือข่ายและระบุเชียงรายในสาขาการออกแบบ เผยแพร่ 31 ตุลาคม 2566
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เทศบาลนครเชียงราย จับมือ วว. ยกระดับสวนตุงและโคม สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM2.5 เพื่อสุขภาพคนเมือง

เทศบาลนครเชียงรายผนึก วว. ยกระดับ “สวนตุงและโคม” สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM2.5 กลางเมือง เดิมพันใหม่ของสุขภาวะเมืองในฤดูฝุ่น

เชียงราย, 22 มกราคม 2569 — ในช่วงเวลาที่คำว่า “ฝุ่น PM2.5” ไม่ใช่ประเด็นตามฤดูกาลอีกต่อไป แต่กลายเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ประชาชนต้องเผชิญซ้ำๆ ทุกปี เมืองที่อยากให้คน “ออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้ง” ย่อมหนีไม่พ้นคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้พื้นที่สาธารณะปลอดภัยพอสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนทำงานที่ต้องการพื้นที่ออกกำลังกายหลังเลิกงาน

เทศบาลนครเชียงรายเลือกตอบคำถามนี้ด้วยการยกระดับ “สวนตุงและโคมนครเชียงราย” ให้เป็น “สวนสาธารณะต้นแบบลดฝุ่น PM2.5 กลางเมือง” ผ่านความร่วมมือกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่งเข้ามาเสริมฐานวิชาการและนวัตกรรมด้านพืชพรรณ/ภูมิทัศน์ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเชิง “ธรรมชาติบำบัด” เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมควบคู่สุขภาวะของคนทุกช่วงวัย

ปัญหาที่เมืองต้องเผชิญ เมื่อ PM2.5 ไม่ใช่ “ข่าวไกลตัว”

PM2.5 เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กมากที่สามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและส่งผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว แนวทางสากลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ปรับ “ค่าคำแนะนำ” ให้เข้มงวดขึ้นใน Global Air Quality Guidelines (2021) สะท้อนหลักฐานวิชาการที่ชี้ความเสี่ยงต่อสุขภาพแม้ในระดับความเข้มข้นที่เคยถูกมองว่า “ไม่สูงมาก”

ในอีกด้าน ประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM2.5 ที่ใช้กำกับดูแลคุณภาพอากาศ (ทั้งค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงและค่าเฉลี่ยรายปี) ซึ่งเป็นกรอบสำคัญของหน่วยงานรัฐในการแจ้งเตือนและบริหารสถานการณ์
อย่างไรก็ดี “มาตรฐาน” ไม่ได้แปลว่า “ไร้ความเสี่ยง” และนี่คือเหตุผลที่เมืองจำนวนมากเริ่มหันมาทำงานเชิงรุก สร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง ควบคู่กับมาตรการลดแหล่งกำเนิดมลพิษ

สวนตุงและโคม” จากพื้นที่พักผ่อน สู่โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพเมือง

สำหรับเชียงราย “สวนตุงและโคม” คือพื้นที่สีเขียวที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมือง รายล้อมด้วยสถานศึกษา ชุมชน และย่านการค้า ทำให้มีประชาชนหลากหลายวัยเข้าใช้บริการต่อเนื่อง การยกระดับครั้งนี้จึงไม่ได้มองสวนเป็น “พื้นที่สวยงาม” เพียงอย่างเดียว แต่ตีความสวนใหม่ให้เป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ” ที่ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริงมากขึ้น ตั้งแต่เวลาเปิดบริการไปจนถึงกิจกรรมที่หลากหลาย

แนวทางหลักที่เทศบาลเสนอ คือการขยายช่วงเวลาเปิดให้บริการ “ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ” เพื่อรองรับการออกกำลังกาย การพักผ่อน การเรียนรู้ และกิจกรรมชุมชนให้เต็มศักยภาพ พร้อมจัดวางอุปกรณ์ออกกำลังกายและพื้นที่กิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ ให้สวนเป็นพื้นที่ที่ทุกคน “เข้าถึงได้” และ “อยากใช้ซ้ำ” ไม่ใช่แค่แวะถ่ายรูปแล้วจากไป

บทบาทของ วว.  เติมวิทยาศาสตร์ให้ “พื้นที่สีเขียว” ทำงานได้จริง

หัวใจของข่าวนี้คือ “การจับมือกับหน่วยงานวิทยาศาสตร์” เพื่อทำให้เป้าหมายเรื่องฝุ่นเป็นมากกว่าสโลแกน วว.เข้ามามีบทบาทในโครงการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM2.5 โดยมีความร่วมมือเชิงวิชาการกับมหาวิทยาลัย (ปรากฏชื่อมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒในฐานะภาคีด้านวิชาการ) และมีนักวิจัย/หัวหน้าโครงการร่วมขับเคลื่อน

จากข้อมูลการสื่อสารของ วว. การพัฒนา “สวนตุงและโคม” ถูกวางให้เป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ความรู้ด้านพืชพรรณและภูมิทัศน์เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพียงปลูกต้นไม้เพิ่ม แต่ต้องเลือกชนิดพืช วิธีปลูก การดูแล และการจัดวางให้สอดคล้องกับสภาพเมือง/ทิศทางลม/กิจกรรมการใช้งานจริง รวมถึงการต่อยอดไปสู่โมเดลที่หน่วยงานท้องถิ่นอื่นสามารถเรียนรู้และปรับใช้ได้

ธรรมชาติบำบัด” ไม่ใช่คำสวยงาม แต่คือการออกแบบเพื่อพฤติกรรมสุขภาพ

แนวคิด “ธรรมชาติบำบัด” ที่ถูกระบุในการพัฒนา สามารถอ่านได้อย่างเป็นรูปธรรมในสามมิติ

มิติที่หนึ่ง  สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเคลื่อนไหว (Active living)
สวนที่ดีต้องทำให้การเดิน–วิ่ง–ออกกำลังกาย “เป็นเรื่องง่าย” และ “รู้สึกปลอดภัย” โดยเฉพาะเมื่อเทศบาลตั้งเป้าขยายเวลาเปิดบริการถึงช่วงค่ำ ประเด็นอย่างแสงสว่าง ความสะอาด ความปลอดภัยทางกายภาพ และการเข้าถึงของผู้สูงอายุ/ผู้พิการ จะกลายเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญไม่แพ้จำนวนต้นไม้

มิติที่สอง  สุขภาวะทางใจ (Mental well-being)
ในโลกที่ผู้คนมีความเครียดสูงขึ้น พื้นที่สีเขียวทำหน้าที่เป็น “พื้นที่พักใจ” ของเมืองได้จริง หากออกแบบให้มีมุมสงบ มีร่มเงา มีความต่อเนื่องของทางเดิน และลดสิ่งรบกวน โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวและเมืองการศึกษาอย่างเชียงราย สวนกลางเมืองที่ใช้งานได้จริงคือสินทรัพย์สาธารณะที่ประเมินค่าเป็นตัวเลขยาก แต่สะท้อนในคุณภาพชีวิตที่สัมผัสได้

มิติที่สาม  การลดความเสี่ยงจากมลพิษ (Risk reduction)
การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการจัดการพืชพรรณสามารถช่วยบรรเทามลพิษได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องย้ำว่า “สวน” ไม่สามารถแทนมาตรการลดแหล่งกำเนิดได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สวนที่ออกแบบดีสามารถทำหน้าที่เป็น “พื้นที่หลบภัยเชิงพฤติกรรม” (คนมีพื้นที่ออกกำลังกายในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า) และเป็นจุดตั้งต้นของการสื่อสารความเสี่ยง (ติดป้ายความรู้/ระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ/แนวทางป้องกันตนเอง)

คำถามเชิงนโยบาย  “ปลอดฝุ่น” วัดอย่างไร และใครตรวจสอบ?

จุดแข็งของโครงการนี้คือการยืนบนฐานวิชาการจาก วว. แต่ในมุมข่าวเชิงลึก ยังมีคำถามสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

  1. จะมีระบบตรวจวัด PM2.5 ในพื้นที่สวนอย่างต่อเนื่องหรือไม่
    หากเป้าหมายคือ “ค่าฝุ่นต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในเขตเมือง” การสื่อสารต่อประชาชนควรมาพร้อมข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เช่น จุดตรวจวัดภายในสวน/รายงานรายเดือน/การเปรียบเทียบก่อน–หลังการปรับภูมิทัศน์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและต่อยอดเป็นต้นแบบให้เมืองอื่น
  2. มาตรฐานอ้างอิงใช้ชุดใด
    ประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM2.5 สำหรับการบริหารจัดการคุณภาพอากาศ
    ขณะที่ WHO มีค่าคำแนะนำที่เข้มงวดกว่าในปี 2021
    การสื่อสารอย่างมืออาชีพควรระบุชัดว่า “ทำให้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับอะไร” และ “ลดความเสี่ยงให้กลุ่มใด” เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
  3. การดูแลระยะยาวและงบประมาณบำรุงรักษา
    สวนสาธารณะเป็น “ระบบที่ต้องดูแล” ไม่ใช่โครงการที่จบเมื่อสร้างเสร็จ เมืองควรมีแผนบำรุงรักษาพืชพรรณ การจัดการขยะ ระบบแสงสว่าง ความปลอดภัย และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะสวนที่ปล่อยให้ทรุดโทรม จะกลายเป็นต้นทุนสังคมมากกว่าประโยชน์

มุมสะท้อนต่อชีวิตชุมชน  จาก “พื้นที่ผ่าน” สู่ “พื้นที่ของเรา”

หากมองให้ลึกกว่าภูมิทัศน์ การยกระดับสวนตุงและโคมมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างชีวิตเมือง 3 ประการ

ลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ การออกกำลังกายและการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวไม่ควรเป็นสิทธิ์ของคนที่มีเวลา/มีรถ/มีสมาชิกฟิตเนสเท่านั้น สวนกลางเมืองที่เปิดเช้าถึงค่ำและรองรับทุกวัย คือการทำให้ “สุขภาพดี” ใกล้บ้านและใกล้มือมากขึ้น ยกระดับความปลอดภัยของกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงฝุ่น ในวันที่คุณภาพอากาศผันผวน คนเมืองจำนวนมากลังเลว่าจะพาลูกออกไปวิ่ง เล่น หรือพาผู้สูงอายุไปเดินออกกำลังได้หรือไม่ การมี “พื้นที่ต้นแบบ” ที่ออกแบบเพื่อบรรเทาความเสี่ยง อย่างน้อยที่สุดคือการสร้างพื้นที่ที่ดูแลเข้มกว่าพื้นที่ทั่วไป ช่วยให้ประชาชนมีตัวเลือกมากขึ้น สร้างวัฒนธรรมเมืองที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การผนึกกำลังกับหน่วยงานวิทยาศาสตร์ทำให้สวนเป็น “ห้องเรียนกลางแจ้ง” ทั้งเรื่องพืชพรรณ คุณภาพอากาศ และการจัดการเมือง หากเทศบาลต่อยอดด้วยป้ายความรู้ กิจกรรมชุมชน และการเปิดข้อมูลคุณภาพอากาศ จะยิ่งทำให้โครงการนี้มีพลังทางสังคมมากกว่า “โครงการปรับปรุงสวน”

ความหวังที่ต้องเดินคู่ความจริง

“สวนตุงและโคม” เวอร์ชันใหม่ในมือของเทศบาลนครเชียงรายและ วว. คือสัญญาณว่าท้องถิ่นกำลังขยับจากการรับมือฝุ่นแบบตั้งรับ ไปสู่การสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยเชิงพฤติกรรม” ให้คนเมืองใช้ชีวิตได้ แม้ในยุคที่อากาศดีไม่ใช่เรื่องที่เราควรต้องลุ้นทุกเช้า

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของคำว่า “ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น” จะไม่เกิดจากภาพก่อน–หลังการปรับภูมิทัศน์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจาก การวัดผลที่โปร่งใส การดูแลต่อเนื่อง และการบูรณาการกับมาตรการลดแหล่งกำเนิดมลพิษในระดับจังหวัดและประเทศ

ถ้าทำได้จริง สวนแห่งนี้จะไม่ใช่แค่พื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง แต่จะเป็น “คำมั่นสัญญา” ว่าเชียงรายกำลังสร้างเมืองที่หายใจได้ เพื่อเด็กที่ต้องวิ่งเล่น เพื่อผู้สูงอายุที่ต้องเดินออกกำลัง และเพื่อคนทำงานที่อยากมีพื้นที่พักใจโดยไม่ต้องเดิมพันกับสุขภาพของตัวเอง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
  • โครงการพัฒนาสวนตุงและโคมร่วมกับเทศบาลนครเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ (PCD)
  • Mahidol University (Envinews อ้างอิง PCD)
  • World Health Organization (WHO)
  • กรมประชาสัมพันธ์ (PRD)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เปิดภาพประทับใจ “ผู้ว่าฯ ขะโยม” ชูชีพ พงษ์ไชย สวมบทเด็กวัดเดินเท้าตักบาตรแวดเวียงเจียงฮายรับปีใหม่ 2569

ผู้ว่าฯ ขะโยม” แสงแรกแห่งรอยยิ้มเจียงฮาย ผู้นำจังหวัดสวมบทเด็กวัดเดินเท้าประกบพระรัตนมุนี ตักบาตรแวดเวียงรับปีใหม่ 2569 เคียงขบวนราชรถบุษบก 9 คันกลางถนนธนาลัย

เชียงราย, 1 มกราคม 2569 – เช้าวันปีใหม่ที่ถนนธนาลัยใจกลางเมืองเชียงรายไม่ได้มีเพียงแสงแรกของปี 2569 ที่ทอดตัวลงบนย่านเมืองเก่า หากยังปรากฏภาพ “ผู้นำจังหวัด” ที่เลือกจะวางบทบาททางการบริหารไว้ชั่วคราว แล้วหันมาสวมบท “ขะโยม” หรือเด็กวัด เดินเท้าประกบข้างองค์พระรัตนมุนี คอยรับสิ่งของจากบาตรพระตลอดเส้นทางตักบาตรแวดเวียงเจียงฮาย สร้างความประทับใจและรอยยิ้มให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมพิธีจำนวนมาก

ภาพของนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ในชุดลำลองเรียบง่าย เดินเคียงข้างพระสงฆ์กลางขบวนราชรถบุษบก 9 คัน และพระสงฆ์รวม 94 รูป ท่ามกลางประชาชนที่แต่งกายสุภาพถือข้าวปลาอาหารดอกไม้ธูปเทียนรอใส่บาตรตลอดแนวถนนธนาลัย กลายเป็น “ภาพจำ” แรกของปีใหม่ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำ–ศรัทธา–ชุมชน ในแบบฉบับเชียงรายได้อย่างชัดเจน

แวดเวียงเจียงฮาย พิธีบุญรับศักราชใหม่กลางเมืองเก่า

บรรยากาศยามเช้าวันที่ 1 มกราคม 2569 ณ บริเวณถนนธนาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านประวัติศาสตร์ของเทศบาลนครเชียงราย เต็มไปด้วยคลื่นมหาชนที่ทยอยเดินทางมาจับจองพื้นที่สองฝั่งถนนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เพื่อเตรียมร่วมพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ภายใต้การจัดงานของเทศบาลนครเชียงราย นำโดยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย และคณะผู้บริหารท้องถิ่น

พิธี “อัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ แวดเวียงเจียงฮาย” และทำบุญตักบาตรวันขึ้นปีใหม่ประจำปี 2569 ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงมิติศรัทธาทางพุทธศาสนากับอัตลักษณ์วัฒนธรรมล้านนา โดยเทศบาลนครเชียงรายได้อัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์จาก 9 วัดสำคัญในพื้นที่ มาประดิษฐานบนราชรถบุษบกศิลปะล้านนา 9 คันที่รังสรรค์อย่างวิจิตรงดงาม ก่อนเคลื่อนขบวนบนถนนธนาลัย

เส้นทางแวดเวียงเริ่มตั้งแต่แยกสุริวงศ์ไปจนถึงสี่แยกศาลจังหวัดเชียงราย (หลังเก่า) กลายเป็น “สายบุญกลางเมือง” ที่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสร่วมใส่บาตรพระสงฆ์จำนวน 94 รูป ที่นิมนต์มารับบิณฑบาตตลอดแนวถนน การจัดวางราชรถบุษบกสลับกับแถวพระสงฆ์ ทำให้ทั้งถนนกลายเป็นเวทีศิลปะศรัทธาในบรรยากาศที่สงบ งดงาม และสมเกียรติวันขึ้นปีใหม่

ราชรถบุษบก 9 คัน ศิลปะ–ศรัทธาที่เคลื่อนที่ไปกับเมือง

แม้พิธีตักบาตรวันปีใหม่จะเป็นที่คุ้นเคยในหลายจังหวัด แต่สิ่งที่ทำให้เชียงรายโดดเด่น คือการนำ “ราชรถบุษบก” ศิลปะล้านนาที่เทศบาลนครเชียงรายร่วมกับช่างท้องถิ่นสร้างสรรค์ต่อเนื่องยาวนานหลายปี มาประกอบในพิธีกรรมเชิงพุทธศาสนาอย่างมีนัยสำคัญ

ราชรถทั้ง 9 คัน แต่ละคันประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ในสายศรัทธาของชาวเชียงรายและชุมชนรอบข้าง การเคลื่อนขบวนไปตามถนนธนาลัยจึงไม่ใช่เพียงการแห่องค์พระ แต่เป็นการ “พาพระออกมาพบประชาชน” ในพื้นที่สาธารณะใจกลางเมืองเก่า เสมือนการนำรากเหง้าทางจิตวิญญาณของชุมชนออกมาเชื่อมกับวิถีชีวิตสมัยใหม่

การที่ประชาชนสามารถกราบ สรงน้ำ หรือถวายดอกไม้บูชาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปยังวัดแต่ละแห่ง ถือเป็นการลดระยะห่างระหว่างชุมชน–วัด–เมือง ในขณะที่ตัวราชรถบุษบกเองก็ทำหน้าที่เป็น “ห้องแสดงศิลปะเคลื่อนที่” ให้คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวได้สัมผัสความวิจิตรของลวดลายล้านนาอย่างใกล้ชิด โดยไม่ต้องเข้าชมในพิพิธภัณฑ์หรือพิธีเฉพาะกิจเท่านั้น

ผู้ว่าฯ ขะโยม” ผู้นำจังหวัดในบทบาทเด็กวัด

ท่ามกลางขบวนราชรถบุษบกและพระสงฆ์ 94 รูป สิ่งที่สะดุดตาผู้ร่วมงานจำนวนมากในปีนี้ คือภาพของ “เด็กวัด” ที่เดินประกบข้างพระสงฆ์ผู้ใหญ่ คอยรับสิ่งของจากบาตรเพื่อแบ่งเบาภาระ ด้วยท่าทีคล่องแคล่วและไม่ถือตัว

เมื่อมองใกล้ๆ จึงพบว่า “เด็กวัด” คนดังกล่าว คือ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายชูชีพไม่ได้เพียงมาร่วมพิธีในฐานะแขกผู้มีเกียรติ หากแต่เลือกลงมา “ทำหน้าที่” ในระบบวัดฐานะ “ขะโยม” หรือเด็กวัด ตามสำนวนภาษาถิ่นล้านนา

คำว่า “ขะโยม” ในบริบทล้านนา หมายถึงเด็กวัดหรือศิษย์วัดผู้คอยช่วยเหลือพระสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นการถือสัมภาระ เดินประกบขณะบิณฑบาต จัดเตรียมของใช้ในพิธี หรือช่วยอุปถัมภ์ดูแลกิจการเบื้องต้นของวัด การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเลือกสวมบท “ขะโยม” จึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างชัดเจนว่า “ผู้นำพร้อมจะเริ่มจากจุดที่ต่ำที่สุดในโครงสร้างของพิธีกรรม เพื่อทำงานร่วมกับพระและประชาชน”

ไม่เพียงเท่านั้น เกร็ดที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้ร่วมงาน คือก่อนหน้าที่จะมาปรากฏตัวบนถนนธนาลัยในบทบาท “ขะโยม” ช่วงเช้าเวลาไล่เลี่ยกัน นายชูชีพยังได้ไปร่วมกิจกรรม “วิ่งรับแสงแรกแห่งปี 2026” ที่อำเภอเวียงชัย ตั้งแต่เวลาประมาณตี 4 แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตแบบ “ผู้นำสายสปอร์ต” ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพควบคู่กับงานสาธารณะ

เมื่องานวิ่งสิ้นสุดลง ผู้ว่าฯ ก็เปลี่ยนบทบาทจากนักกีฬา มาเป็น “ศิษย์วัด” เดินเท้าประกบข้างพระรัตนมุนี ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย ทำหน้าที่คอยรับของจากบาตรพระที่ประชาชนใส่ขึ้นมามอบต่อให้พระสงฆ์ ด้วยความตั้งใจตลอดเส้นทาง โดยไม่ถือตัวหรือเว้นระยะห่างจากประชาชน

ผู้นำ–ประชาชน–พระสงฆ์ สามมิติที่เชื่อมกันบนถนนธนาลัย

ในมุมวิเคราะห์เชิงสังคม การที่ผู้นำฝ่ายปกครองระดับจังหวัดลงมาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเด็กวัดระหว่างพิธีกรรมทางศาสนา ทำให้ “ระยะห่างเชิงอำนาจ” ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนจำนวนมากที่มารอตักบาตรเล่าว่า รู้สึก “เอ็นดู” และ “อบอุ่นใจ” เมื่อเห็นผู้ว่าฯ ถือถุงของ ปรับบาตร ดูแลพระสงฆ์ในแบบเดียวกับเด็กวัดหรือศิษย์วัดที่คุ้นเคยในวิถีชีวิตชนบทล้านนา

มิติแรก จึงเป็นมิติของ “ความใกล้ชิด” – ผู้ว่าฯ ไม่ได้ยืนห่างอยู่บนเวทีหรือแถวหน้าพิธีเท่านั้น หากแต่เดินปะปนอยู่ในแถวพระและประชาชนอย่างเท่าเทียม ทำให้ภาพจำของผู้นำไม่ใช่เพียงเจ้าหน้าที่รัฐในเครื่องแบบ แต่เป็น “คนในชุมชน” ที่ลงมาช่วยงานวัดด้วยตัวเอง

มิติที่สอง คือมิติของ “การสืบสานอัตลักษณ์ล้านนา” – การเรียกผู้ว่าฯ ในบทบาทนี้ว่า “ผู้ว่าฯ ขะโยม” กลายเป็นคำเรียกที่สื่อถึงความผูกพันของผู้นำกับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเป็นกันเอง การใช้คำพื้นถิ่นในบริบทพิธีกรรม ยังทำให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าภาษา–วัฒนธรรมล้านนาสามารถอยู่ร่วมกับการบริหารสมัยใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

มิติที่สาม คือมิติของ “การเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” – สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ภาพผู้ว่าฯ เดินรับของจากบาตรข้างพระรัตนมุนีท่ามกลางราชรถบุษบก 9 คันและแถวพระสงฆ์ 94 รูป คือประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายจากจังหวัดอื่น และมีศักยภาพจะถูกต่อยอดเป็นเรื่องเล่า–ภาพถ่าย–สื่อออนไลน์ ที่ช่วยสร้าง “ซอฟต์พาวเวอร์เชียงราย” ให้เข้าถึงคนกลุ่มกว้าง

พิธีตักบาตรปีใหม่ พิธีกรรมที่สะท้อนทุนทางสังคมเชียงราย

แม้ในปี 2569 ประเทศไทยต้องเผชิญโจทย์ท้าทายหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ในบางภูมิภาค แต่พิธีตักบาตรวันขึ้นปีใหม่ที่ถนนธนาลัยสะท้อนให้เห็นว่า “ทุนทางสังคม” ของเชียงรายยังคงแข็งแรง

การมีทั้งภาคราชการส่วนภูมิภาค (จังหวัดเชียงราย) และส่วนท้องถิ่น (เทศบาลนครเชียงราย) ร่วมกันจัดงานอย่างเป็นระบบ ร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดเชียงราย ที่นำโดยพระเถรานุเถระผู้ใหญ่ รวมถึงการตอบรับของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มารอร่วมพิธีจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจและการประสานงานเชิงเครือข่ายที่สืบเนื่องมาหลายปี

แม้จะไม่มีการระบุตัวเลขจำนวนผู้ร่วมงานอย่างเป็นทางการ แต่จากภาพรวมของสองฝั่งถนนธนาลัยที่เต็มไปด้วยแถวประชาชนตลอดเส้นทาง ก็เพียงพอจะทำให้เห็นว่า “พิธีบุญปีใหม่” ยังเป็นกิจกรรมที่มีความหมายต่อผู้คนในเมืองเชียงราย ทั้งในมิติศาสนา ความเชื่อ และความหวังต่ออนาคต

พิธีบุญเชิงสัญลักษณ์ในเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

หากมองผ่านเลนส์ของข่าวเชิงลึก เหตุการณ์ “ผู้ว่าฯ ขะโยม” ในพิธีตักบาตรแวดเวียงเจียงฮายสามารถถอดบทเรียนได้หลายประการ

หนึ่ง เชียงรายกำลังใช้ “งานประเพณี–พิธีกรรมทางศาสนา” เป็นกลไกเสริมสร้างเอกลักษณ์เมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวที่คนจำนวนมากมองหาประสบการณ์แท้จริงในพื้นที่ มากกว่ากิจกรรมบันเทิงเชิงการค้าเพียงอย่างเดียว

สอง บทบาทของผู้นำจังหวัดในฐานะ “ขะโยม” เป็นการสื่อสารทางสังคมที่ทรงพลัง โดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำมาก การลงมือทำหน้าที่เล็กๆ ในระบบวัดของผู้ว่าฯ ทำให้แนวคิด “ผู้นำที่เข้าถึงง่ายและทำงานร่วมกับชุมชน” ถูกมองเห็นและจับต้องได้จริง

สาม ความร่วมมือระหว่างจังหวัด–เทศบาล–คณะสงฆ์ ทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในเมือง เช่น ถนนธนาลัย วัดสำคัญ ราชรถบุษบก แปรเปลี่ยนเป็น “เวทีสาธารณะ” ที่สร้างทั้งความศรัทธา ความภาคภูมิใจ และโอกาสทางเศรษฐกิจในเวลาเดียวกัน ทั้งในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม

ในบริบทที่ผู้คนจำนวนมากยังมีความกังวลเกี่ยวกับความแออัด–ความปลอดภัย–ค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยว การจัดรูปแบบงานที่เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมฟรี ใช้ทรัพยากรของเมืองที่มีอยู่เดิม และไม่เน้นความฟุ้งเฟ้อเกินจำเป็น จึงเป็นตัวอย่างของ “กิจกรรมสาธารณะต้นทุนต่ำแต่คุณค่าสูง” ที่ตอบโจทย์ทั้งจิตใจและเศรษฐกิจในระดับชุมชน

แสงแรกของปีใหม่ จากภาพหนึ่งวันสู่ความหมายทั้งปี

เมื่อพิธีตักบาตรสิ้นสุดลง รถราชรถบุษบก 9 คันค่อยๆ เคลื่อนกลับฐาน วงแห่พระแวดเวียงเจียงฮายปิดฉากลงพร้อมกับแสงแดดสายที่เริ่มร้อนขึ้น แต่สำหรับหลายคน ภาพของเช้าวันที่ 1 มกราคม 2569 บนถนนธนาลัยจะยังคงอยู่ในความทรงจำอีกนาน

สำหรับชาวเชียงราย นี่อาจเป็นอีกหนึ่งปีที่เมืองของตนเริ่มต้นด้วย “ความพร้อมเพรียง” ของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้นำระดับจังหวัด ผู้นำท้องถิ่น คณะสงฆ์ ไปจนถึงประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมสร้างบุญร่วมกันบนพื้นที่สาธารณะ

สำหรับผู้มาเยือน เชียงรายไม่ได้มีเพียงภูเขา หมอก หรือวัดดังเท่านั้น หากยังมี “พิธีกรรมรายทาง” ที่สะท้อนให้เห็นถึงวิธีที่ผู้คนในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ใช้ศรัทธาและวัฒนธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวกันและกัน

และสำหรับ “ผู้ว่าฯ ขะโยม” ภาพที่เดินเคียงข้างพระรัตนมุนี คอยรับของจากบาตรท่ามกลางเสียงสาธุและรอยยิ้มของผู้คน อาจกลายเป็นหนึ่งในภาพจำที่สะท้อนว่า การเป็นผู้นำในยุคนี้ ไม่ได้วัดกันที่ระยะห่างจากประชาชน แต่บางครั้งวัดกันที่ “ก้าวเล็กๆ ในฐานะคนตัวเล็กที่สุดในระบบ” ที่กล้าก้าวลงมาทำจริง

ในท้ายที่สุด เชียงรายจึงไม่ได้เพียงเปิดศักราชใหม่ด้วยพิธีตักบาตร หากแต่เปิดด้วย “แสงแรกแห่งรอยยิ้มและความไว้วางใจ” ที่ส่งต่อจากถนนธนาลัยไปยังหัวใจของผู้คนทั้งเมือง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • ชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

ปิดช่องโหว่ DM Control! นครเชียงรายยกระดับระบบดูแลผู้ป่วย NCDs ผสานดิจิทัล-ชุมชนเข้มแข็งสู้โรคเรื้อรัง

เทศบาลนครเชียงรายลุกทั้งเมือง คัดกรอง 63 ชุมชน สู้โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผสาน “ดิจิทัล–ชุมชนเข้มแข็ง” ปูทางสู่เมืองสุขภาพยุคใหม่

เชียงราย, 9 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ยังเป็น “ตัวการเงียบ” ทำให้คนไทยล้มป่วยและเสียชีวิตในสัดส่วนสูงต่อเนื่อง เทศบาลนครเชียงรายประกาศเดินเกมเชิงรุก เปิดปฏิบัติการคัดกรองสุขภาพครั้งใหญ่ครอบคลุมทั้ง 63 ชุมชนในเขตเทศบาล มุ่งลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง พร้อมยกเครื่องระบบดูแลผู้ป่วยผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล AIDERY Connect และเครือข่ายอสม.ที่เข้มแข็ง หวังยกระดับเมืองสู่ “Digital Health Chiangrai Wellness City” อย่างเป็นรูปธรรม

การขยับตัวในครั้งนี้ไม่ใช่มาตรการเฉพาะกิจ แต่สะท้อนถึงความพยายามเชื่อม “นโยบายระดับชาติ–ยุทธศาสตร์ระดับจังหวัด–การลงมือจริงระดับชุมชน” เข้าด้วยกัน เพื่อปิดช่องว่างสำคัญในระบบ คือการควบคุมโรคเบาหวานที่ยังทำได้ต่ำกว่าที่ควร แม้จังหวัดจะโดดเด่นด้านความดันโลหิตและการจัดการภาวะวิกฤตอย่างโรคหลอดเลือดสมองก็ตาม

ภาระโรคระดับชาติ–แรงกดดันระดับพื้นที่ NCDs ปัญหาเรื้อรังที่มองไม่เห็น

รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรังชี้ให้เห็นตรงกันว่า โรคในกลุ่ม NCDs เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหลอดเลือดสมอง เป็นภาระโรคสำคัญของประเทศ ทั้งจากจำนวนผู้ป่วย ค่าใช้จ่ายในการรักษา และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ระดับนโยบาย ประเทศไทยกำหนด “แผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ พ.ศ. 2566–2570” เป็นกรอบยุทธศาสตร์หลัก 3 ด้าน ได้แก่ การบูรณาการเครือข่าย Smart NCD Network การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) และการพัฒนาระบบนิเวศ (NCD Ecosystem) ที่เอื้อต่อการลดปัจจัยเสี่ยง ตั้งแต่พฤติกรรมบริโภคเค็ม มัน หวาน การขาดการออกกำลังกาย ไปจนถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า

สำหรับจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีทั้งเขตเมืองและชนบทผสมผสานกัน ภาระโรค NCDs สะท้อนผ่านตัวเลขทางระบาดวิทยาที่น่ากังวล โดยเฉพาะในเขตเมืองที่รูปแบบการใช้ชีวิตเร่งรีบ การเดินทาง การบริโภคอาหารสำเร็จรูป และสภาวะแวดล้อมเอื้อต่อการเกิดโรคเรื้อรังมากขึ้น ขณะเดียวกันจังหวัดก็ต้องรับมือกับปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น PM 2.5 ที่กระทบต่อผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งซ้อนทับกับ NCDs อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นครเชียงรายไม่รอให้ป่วยก่อนรักษา” – คัดกรองเชิงรุก 63 ชุมชนฟรี

จากสถานการณ์ดังกล่าว เทศบาลนครเชียงรายจึงเลือกเดินหน้าด้วยมาตรการเชิงรุกในระดับพื้นที่ นำโดยนายวันชัย จงสุทธามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ร่วมกับคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กองการแพทย์ พร้อมเครือข่ายพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลงที่ 1.3 เชียงราย และคณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลนครเชียงราย

โครงการคัดกรองลดเสี่ยง NCDs จัดขึ้นครอบคลุมทั้ง 4 เขตบริการ รวม 63 ชุมชน โดยกำหนดพื้นที่จัดกิจกรรมเป็นจุดศูนย์กลาง ได้แก่

  • เขต 1 วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2568 ณ โรงเรียนเทศบาล 8 บ้านใหม่
  • เขต 2 วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 ณ โรงเรียนเทศบาล 8 บ้านใหม่
  • เขต 3 วันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 ณ ศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาล 2 สันหนอง
  • เขต 4 วันพุธที่ 10 ธันวาคม 2568 ณ โรงเรียนเทศบาล 5 เด่นห้า

ความโดดเด่นของโครงการไม่ได้อยู่เพียงการตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดฟรีสำหรับประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปเท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตการดูแลไปถึงมิติสุขภาพอื่น ๆ ที่มักถูกละเลยในโครงการคัดกรองทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น

  • การตรวจสุขภาพช่องปากและมวลไขมันในร่างกาย
  • การตรวจสารพิษตกค้างในร่างกาย
  • การประเมินสุขภาพจิตและภาวะเครียด
  • การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก

ภายในงาน ประชาชนยังได้รับความรู้จากวิทยากรและทีมสาธารณสุขที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านโภชนาการ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการเฝ้าระวังอาการเตือนของโรค NCDs ต่าง ๆ จุดมุ่งหมายไม่ใช่เพียง “รู้ผลตรวจ” แต่คือ “รู้เท่าทันโรคและรู้วิธีดูแลตัวเอง” เพื่อให้ข้อมูลที่ได้รับกลับไปต่อยอดในระดับครอบครัวและชุมชน

ภาพใหญ่ของเชียงราย ความสำเร็จ–ช่องโหว่ในสมรภูมิ NCDs

เมื่อมองลึกลงไปในตัวเลขผลลัพธ์ด้านคลินิกของจังหวัดเชียงราย ภาพที่ปรากฏสะท้อน “ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในเวลาเดียวกัน”

ในด้านความดันโลหิตสูง (HTN) จังหวัดสามารถควบคุมความดันของผู้ป่วยได้ดีถึง 67.41% แสดงถึงประสิทธิภาพของระบบการรักษา การจัดการยา และการติดตามผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ในมิติการจัดการภาวะหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงของ NCDs จังหวัดเชียงรายมีร้อยละของผู้ป่วยที่มีอาการไม่เกิน 72 ชั่วโมงและได้รับการรักษาใน Stroke Unit สูงถึง 84.15% สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ที่ไม่น้อยกว่า 80% สะท้อนศักยภาพระบบบริการตติยภูมิที่เข้มแข็ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปที่โรคเบาหวาน ภาพกลับไม่สวยเท่าที่ควร อัตราผู้ป่วยที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีอยู่ที่ประมาณ 45.75% ต่ำกว่าความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อัตราการเข้าสู่ภาวะสงบของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (Remission) อยู่เพียง 0.27% จากผู้ป่วยทั้งหมดราว 76,000 คน ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดหวังไว้ที่ 1% อย่างมาก แม้จะมีการตั้ง “NCD Remission Clinic” ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์แล้วก็ตาม

รายงานวิเคราะห์ของจังหวัดชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยสำคัญหนึ่งคือ “ข้อจำกัดเชิงระบบ” โดยเฉพาะงบประมาณในการตรวจ HbA1c ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับการประเมินการควบคุมระดับน้ำตาลระยะยาว การตรวจที่ไม่ครอบคลุมทำให้แพทย์ไม่สามารถประเมินภาพรวมและปรับแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังมีปัญหาการบันทึกข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้ตัวเลขผลลัพธ์บางส่วนต่ำกว่าความเป็นจริง และกระทบต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย

น่าสังเกตว่า การประเมินองค์ประกอบการพัฒนาคุณภาพคลินิก NCD ภายในโรงพยาบาล (องค์ประกอบ 1–5) พบว่า “ไม่สัมพันธ์โดยตรงกับผลลัพธ์การควบคุม DM/HTN” ขณะที่องค์ประกอบเดียวที่แสดงความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการควบคุมระดับน้ำตาลและความดันกลับเป็น “การจัดบริการเชื่อมโยงชุมชน” หรือการออกแบบบริการให้ไปถึงบ้านและชุมชน ผ่านอสม.และเครือข่ายท้องถิ่น

ดิจิทัลไม่ใช่แค่แอปฯ AIDERY Connect – เมื่อหมอ–คนไข้–อสม. เชื่อมถึงกัน

ในสมรภูมิ NCDs ที่ซับซ้อน จังหวัดเชียงรายเลือกใช้นวัตกรรมดิจิทัลเป็น “ตัวเร่ง” ให้ระบบบริการสุขภาพเข้าถึงประชาชนได้จริง แอปพลิเคชัน AIDERY Connect ซึ่งพัฒนาร่วมกับเครือข่ายสุขภาพในจังหวัด ถูกนำมาใช้เป็นแพลตฟอร์มหลักในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน

แอปฯ ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วย ทั้งค่าความดันโลหิต ระดับน้ำตาล ข้อมูลอาการและประวัติการรักษา เข้ากับทีมแพทย์และพยาบาล ผู้ป่วยสามารถวัดค่าที่บ้านแล้วส่งเข้าไปในระบบ ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและแพทย์สามารถติดตามแนวโน้มค่าสุขภาพผ่าน Dashboard กลาง หากพบความผิดปกติ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปยัง Caregiver เพื่อเร่งประเมินและสั่งการรักษา

การดำเนินงานนำร่องใน 6 อำเภอแรกของจังหวัดแสดงผลลัพธ์ที่ชัดเจน จนเชียงรายได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศด้านนวัตกรรมสุขภาพดิจิทัล และกำลังมีแผนขยายไปครบทั้ง 18 อำเภอ เพื่อผลักดันให้ภาพ “Digital Health Chiangrai Wellness City” ไม่ใช่เพียงคำขวัญแต่เป็นระบบการดูแลจริงในชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

ควบคู่กันนั้น โครงการ NCDs@Home และ Telemedicine ก็ทำให้บทบาทของอสม.มีความหมายมากกว่าการเป็นเพียง “ผู้ช่วยแจ้งข่าวสาร” อสม.จำนวนมากได้รับการฝึกอบรมให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สามารถวัดความดัน เจาะเลือดปลายนิ้ว และบันทึกข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ ส่งต่อให้แพทย์และทีมสาธารณสุขประเมิน หากจำเป็นจึงมีการนัดพบแพทย์ผ่านระบบ Telemedicine และจัดส่งยาถึงบ้าน ลดภาระการเดินทางของผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุ

ข้อมูลล่าสุดสะท้อนพลังของฐานชุมชนอย่างชัดเจน แกนนำสุขภาพมีศักยภาพในการคัดกรอง NCDs สูงถึง 93.70% ขณะที่อสม.เกือบ 100% สามารถใช้ระบบนับคาร์โบไฮเดรตและบันทึกข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันได้ การมี “ชุมชนที่อ่านข้อมูลสุขภาพเป็น” ทำให้ยุทธศาสตร์ดิจิทัลไม่หยุดอยู่ที่หน้าจอ แต่ลงรากถึงครัวเรือนจริง ๆ

จากตัวเลขสู่ชีวิตจริง ทำไม “เบาหวาน” ต้องได้รับความสำคัญมากกว่านี้

แม้เชียงรายจะมีตัวอย่างความสำเร็จเชิงระบบหลายด้าน แต่ตัวเลข DM Control Rate ที่ยังอยู่เพียง 45.75% และอัตรา Remission 0.27% ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องกลับมาทบทวนอย่างจริงจัง

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขที่ร่วมจัดทำรายงานเชิงยุทธศาสตร์เสนอว่า การจัดการเบาหวานต้อง “ขยับแรงกว่าที่เป็นอยู่” ทั้งในมิติการแพทย์และพฤติกรรม โดยมีข้อเสนอสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน คือ

หนึ่ง การจัดสรรงบประมาณเฉพาะสำหรับการตรวจ HbA1c ให้ครอบคลุมประชากรกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยเบาหวานอย่างเพียงพอ เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวเป็นเสมือน “ภาพถ่ายระยะยาว” ของการควบคุมโรค การขาดข้อมูลชุดนี้ทำให้แพทย์ตัดสินใจได้ไม่เต็มที่

สอง การขยายศักยภาพของ AIDERY Connect และระบบ Dashboard ให้ใช้ติดตามผลลัพธ์ทางคลินิกแบบรายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงมองจำนวนผู้ป่วย แต่เห็นแนวโน้มว่าพื้นที่ใดควบคุมโรคได้ดีหรือมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ เพื่อนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรอย่างแม่นยำ

สาม การยกระดับ Health Literacy โดยเฉพาะทักษะ “นับคาร์บ” ของผู้ป่วยและครอบครัว ซึ่งเชียงรายเริ่มนำร่องมาแล้วผ่านการอบรมอสม.และการจัด “Carb Counting Station” ในคลินิก NCDs Remission แนวคิด “โปรตีนอย่าให้ขาด คาร์บอย่าให้เกิน เพิ่มเติมด้วยไขมันดี” หากขยายผลอย่างจริงจัง ควบคู่กับการติดตามผ่านดิจิทัลและการสนับสนุนเชิงจิตสังคม อาจทำให้เป้าหมาย Remission 1% เข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นในระยะกลาง

เทศบาลนครเชียงราย พื้นที่เมืองแนวหน้าในสมรภูมิ NCDs

บทบาทของเทศบาลนครเชียงรายในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเจ้าภาพจัดกิจกรรมคัดกรองเชิงพิธีการ หากแต่เป็น “แนวหน้าของระบบสุขภาพระดับจังหวัด” ในการทดสอบรูปแบบการจัดการ NCDs ในบริบทเมือง

การคัดกรองฟรีใน 63 ชุมชน ที่รวมทั้งการตรวจโรคเรื้อรังหลัก การประเมินสุขภาพจิต การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก และการให้ความรู้ด้านโภชนาการและพฤติกรรมสุขภาพ ถูกเชื่อมต่อเข้ากับระบบหลังบ้านของจังหวัด ทั้ง AIDERY Connect, NCDs@Home, Telemedicine และ NCD Remission Clinic

ในมุมของประชาชน สิ่งที่ได้รับคือ “โอกาสรู้ทันโรคก่อนป่วยหนัก” และช่องทางในการเข้าสู่ระบบดูแลที่ต่อเนื่องและเป็นมิตร ขณะที่ในมุมของผู้กำหนดนโยบาย โครงการนี้คือฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการออกแบบมาตรการระยะยาว ทั้งด้านงบประมาณ การพัฒนาบุคลากร และการสร้างระบบนิเวศสุขภาพเมืองที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง

หากจังหวัดสามารถต่อยอดจากความสำเร็จในระดับเทศบาลนครเชียงราย กระจายรูปแบบคัดกรองเชิงรุกและบริการเชื่อมโยงชุมชนไปสู่พื้นที่อื่น ๆ พร้อมอุดช่องว่างสำคัญเรื่องงบประมาณตรวจ HbA1c และคุณภาพข้อมูล เชียงรายอาจกลายเป็นหนึ่งในจังหวัดต้นแบบของประเทศในการจัดการ NCDs ยุคดิจิทัล ที่ผสาน “เทคโนโลยี–ชุมชน–ท้องถิ่น” เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

ในขณะที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังยังเดินหน้าอย่างเงียบงันในทุกชุมชน การเลือก “ไม่ยอมจำนนต่อสถิติเดิม” แต่ลุกขึ้นมาคัดกรองทั้งเมือง เชื่อมระบบดิจิทัลเข้ากับกำลังของอสม.และชุมชน อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คำว่า “สุขภาพดีวิถีเชียงราย” ไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญบนป้ายโครงการ แต่กลายเป็นความจริงในชีวิตประจำวันของประชาชนในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์และยุทธศาสตร์การจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จังหวัดเชียงรายและเขตเทศบาลนครเชียงราย
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย (สสจ.เชียงราย)
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เทศบาลนครเชียงรายจัดขบวนรุ่น 2 พสกนิกร 230 คน ถวายบังคมพระบรมศพอย่างเป็นระบบ

นครเชียงรายรุ่นที่ 2 ออกเดินทางถวายบังคมพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” เปิดพื้นที่แห่งความอาลัยให้ประชาชนอย่างทั่วถึงและเป็นระบบ

เชียงราย, 25 พฤศจิกายน 2568 – ในห้วงเวลาแห่งความโศกอาดูรที่แผ่คลุมไปทั่วประเทศ เทศบาลนครเชียงรายได้ขยับบทบาทสำคัญในการเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างประชาชนในพื้นที่ห่างไกลกับพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร ด้วยการจัดขบวนพสกนิกรชาวนครเชียงราย “รุ่นที่ 2” เดินทางไปกราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างทั่วถึง

ภายใต้บริบทที่ประชาชนจำนวนมากในต่างจังหวัดอาจมีข้อจำกัดด้านระยะทาง ค่าใช้จ่าย และการจัดการเดินทางด้วยตนเอง การที่เทศบาลนครเชียงรายลุกขึ้นมาจัดระบบการเดินทางอย่างเป็นรูปธรรมจึงสะท้อน “บทบาทของท้องถิ่น” ในการแปลงความจงรักภักดีให้กลายเป็นโอกาสและการเข้าถึงอย่างเป็นธรรมสำหรับทุกกลุ่มประชาชน

ขบวนรุ่นที่ 2 จากอาคารเทิดพระเกียรติฯ สู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

เมื่อเวลา 17.00 น. วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ณ อาคารเทิดพระเกียรติ 90 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ เทศบาลนครเชียงรายได้จัดพิธีปล่อยขบวนรถอย่างเป็นทางการ บรรยากาศในช่วงเย็นเต็มไปด้วยความสงบ สำรวม และเปี่ยมด้วยความหมาย

ขบวนพสกนิกรชาวนครเชียงราย “รุ่นที่ 2” จำนวน 230 คน ถูกจัดลำดับอย่างเป็นระเบียบ ก่อนทยอยขึ้นรถบัสที่เตรียมไว้ 5 คัน เพื่อออกเดินทางสู่กรุงเทพมหานคร เป้าหมายคือการเข้าเฝ้าฯ ถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

พิธีปล่อยขบวนได้รับเกียรติจาก
– นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย
– ร.ต.อ.ดร. ธนรัช จงสุทธานามณี อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
– คณะผู้บริหารเทศบาล
– สมาชิกสภาเทศบาลนครเชียงราย
– ข้าราชการและเจ้าหน้าที่เทศบาลจำนวนหนึ่ง

ทุกคนร่วมยืนส่งขบวนด้วยความสำรวม สะท้อนถึงความพร้อมทั้งด้าน “จิตใจ” และ “การบริหารจัดการ” ในการนำคณะพสกนิกรออกเดินทางในครั้งนี้

ระบบการเดินทางที่วางแผนล่วงหน้า เมื่อความอาลัยต้องเดินคู่กับความปลอดภัย

เพื่อให้การเดินทางของประชาชนเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย เทศบาลนครเชียงรายได้ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเชิงปฏิบัติการอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การจัดสรรยานพาหนะไปจนถึงการดูแลตลอดเส้นทาง

เทศบาลนครเชียงรายจัดเตรียมรถบัสจำนวน 5 คัน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ประจำรถทุกคัน เพื่อทำหน้าที่
– อำนวยความสะดวกในการเดินทาง
– ดูแลความปลอดภัยของผู้ร่วมเดินทาง
– ประสานงานในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนี้ ในระดับการควบคุมขบวน นายภาธร์ รังษีกุลพิพัฒน์ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วยสมาชิกสภาเทศบาล นางสาวปภาวินี คำโพนงาม ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลและนำขบวนประชาชนตลอดการเดินทางไปยังพระบรมมหาราชวัง

การมีผู้บริหารระดับรองนายกเทศมนตรี และหัวหน้าส่วนราชการร่วมเดินทางไปกับประชาชน ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของการ “ลงพื้นที่เคียงข้างประชาชน” แต่ยังช่วยให้การตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ ระหว่างการเดินทางสามารถทำได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

กำหนดการแบบรอบ เปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงอย่างต่อเนื่อง

เพื่อให้การเปิดโอกาสแก่ประชาชนมีความทั่วถึง ไม่ใช่เพียงการจัดครั้งเดียว เทศบาลนครเชียงรายได้ออกแบบ “ระบบรอบการเดินทาง” อย่างชัดเจนในเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้แก่

  • รอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 25–28 พฤศจิกายน 2568
  • รอบที่ 3 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2568

การแบ่งรอบลักษณะนี้ช่วยให้ประชาชนจากหลายชุมชน หลายเขตในพื้นที่นครเชียงราย สามารถทยอยลงทะเบียนและเข้าร่วมได้ตามความพร้อม ลดความแออัด ลดความเสี่ยงด้านสาธารณสุข และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการด้านโลจิสติกส์ของเทศบาล

แม้ตัวเลข 230 คนในรุ่นที่ 2 อาจดูไม่ใช่ตัวเลขมหาศาล หากมองในมุมสถิติระดับประเทศ แต่ในเชิงพื้นที่ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึง “ความตั้งใจเชิงนโยบาย” ที่ต้องการให้กลุ่มประชาชนจำนวนมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ มีโอกาสเดินทางไปถวายบังคมพระบรมศพ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยต้นทุนและข้อจำกัดส่วนบุคคล

ความหมายเชิงสังคม พื้นที่แห่งความอาลัยที่ไม่จำกัดแค่คนเมืองหลวง

การเดินทางของขบวนพสกนิกรนครเชียงรายรุ่นที่ 2 ครั้งนี้ มีความหมายเกินกว่า “ภารกิจหนึ่งทริป” เนื่องจากสะท้อนมิติสำคัญอย่างน้อยสามประการ ดังนี้

การสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงพระราชพิธีสำคัญ
ประชาชนในจังหวัดชายขอบหรือจังหวัดห่างไกลจากศูนย์กลางมักมีข้อจำกัดด้านระยะทาง เวลา และค่าใช้จ่าย การที่เทศบาลนครเชียงรายเข้ามามีบทบาทในการจัดการเดินทางอย่างเป็นระบบ ทำให้ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ คนทำงาน หรือคนที่ไม่คุ้นเคยกับการเดินทางไกล สามารถเข้าถึงพระราชพิธีสำคัญได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น

การแปร “ความอาลัยส่วนบุคคล” สู่ “การร่วมไว้อาลัยในฐานะชุมชน”
เมื่อประชาชนเดินทางเป็นขบวนในนาม “นครเชียงราย” การแสดงความอาลัยจึงมีมิติของความเป็นชุมชนเข้ามาเสริม ไม่ใช่เพียงเรื่องของบุคคลและครอบครัว แต่สะท้อนถึงการรวมพลังของคนทั้งเมืองที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

การยืนยันบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในช่วงเหตุการณ์ระดับชาติ
การจัดการครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า เทศบาลไม่ได้มีบทบาทเพียงด้านสาธารณูปโภคหรือโครงการพัฒนาเมือง แต่ยังมีภารกิจด้าน “จิตวิญญาณสาธารณะ” ในการออกแบบช่องทางให้ประชาชนได้แสดงออกถึงความผูกพันและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณร่วมกัน

ภาพสะท้อนเชิงบริหารจัดการ เมื่อสวัสดิการสังคมเดินคู่กับศักดิ์ศรีประชาชน

บทบาทของกองสวัสดิการสังคม เทศบาลนครเชียงราย ซึ่งมีนางสาวปภาวินี คำโพนงาม เป็นผู้อำนวยการ มีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการนี้ เพราะต้องทำงาน “สองมิติ” ควบคู่กันไป ได้แก่

  1. การบริหารจัดการด้านสวัสดิการ เช่น การดูแลผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว การจัดเตรียมยา การกำหนดเวลาแวะพัก และการจัดการความปลอดภัยตลอดเส้นทาง
  2. การรักษาศักดิ์ศรีและความรู้สึกของผู้ร่วมเดินทาง ให้ทุกคนรู้สึกว่าไม่ได้เป็น “ผู้รับความช่วยเหลือ” แต่เป็น “ตัวแทนของนครเชียงราย” ที่เดินทางไปแสดงความอาลัยในฐานะพสกนิกรของพระองค์ท่าน

การผสมผสานสองมิตินี้ทำให้การเดินทางไม่ได้เป็นเพียง “ทริป” แต่เป็นการเดินทางที่มีความหมาย มีการออกแบบเชิงสังคม และมีระบบรองรับประชาชนอย่างเหมาะสมในทุกขั้นตอน

เชื่อมเหตุการณ์สู่การตัดสินใจในอนาคต บทเรียนจากการจัดขบวนรุ่นที่ 2

จากการจัดขบวนพสกนิกรรุ่นที่ 2 ครั้งนี้ เทศบาลนครเชียงรายย่อมได้รับ “บทเรียนเชิงระบบ” ที่สามารถนำไปใช้ในการจัดการเหตุการณ์สำคัญอื่นในอนาคต ทั้งในด้านพิธีการ การเดินทางระยะไกล และการดูแลกลุ่มประชาชนขนาดใหญ่

ในเชิงปฏิบัติ การกำหนดรอบการเดินทางที่ชัดเจน การจัดสรรยานพาหนะและเจ้าหน้าที่ประจำรถ การมีผู้บริหารระดับสูงร่วมกำกับการเดินทาง และการเตรียมข้อมูลให้ประชาชนทราบล่วงหน้า ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้เข้าร่วม และสร้างมาตรฐานในการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ในเชิงสังคม การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงออกถึงความอาลัยต่อสมเด็จพระพันปีหลวงอย่างเป็นระบบ ช่วยตอกย้ำความผูกพันระหว่างประชาชนกับสถาบันหลักของชาติ และสะท้อนให้เห็นว่า แม้ระยะห่างทางภูมิศาสตร์จะไกล แต่ “ระยะห่างทางจิตใจ” สามารถถูกย่นย่อได้ ผ่านการบริหารจัดการที่ตั้งอยู่บนหลักการ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

นครเชียงรายในห้วงเวลาแห่งการไว้อาลัยของชาติ

การจัดขบวนพสกนิกรนครเชียงรายรุ่นที่ 2 เดินทางไปถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการ “เดินทางจากเชียงรายสู่กรุงเทพฯ” หากแต่เป็นการเดินทางที่เชื่อมต่อ “หัวใจของผู้คนในท้องถิ่น” เข้ากับ “หัวใจของชาติ”

ภายใต้จำนวน 230 คน รถบัส 5 คัน เจ้าหน้าที่ประจำรถทุกคัน ผู้บริหารที่ร่วมดูแลอย่างใกล้ชิด และการกำหนดรอบการเดินทางที่ครอบคลุมตลอดช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 สิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สัมผัสได้จากบรรยากาศ คือความตั้งใจของเทศบาลนครเชียงรายในการทำให้ “คำว่าโอกาสอย่างทั่วถึง” เกิดขึ้นจริง

สำหรับผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารเชิงลึก เหตุการณ์นี้อาจเป็นตัวอย่างชัดเจนของการที่ “นโยบายเชิงสัญลักษณ์” ด้านความจงรักภักดี สามารถถูกออกแบบและขับเคลื่อนผ่านกลไกของท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อการจัดการครั้งนี้เดินหน้าไปพร้อมกับความสำรวม ความเคารพ และการบริหารสาธารณะอย่างมืออาชีพ ก็ยิ่งทำให้ภาพของนครเชียงรายในฐานะเมืองที่ไม่ทอดทิ้งประชาชนในห้วงเวลาแห่งความสูญเสีย ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • กองสวัสดิการสังคม เทศบาลนครเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ขยะล้นชุมชนบ้านดอย ทต.แม่ยาว จ่าย ทน.เชียงราย เก็บ 2 ปี สะท้อนช่องว่างกฎหมายเมื่อ “เส้นทางเก็บขน” ไม่ย้ายตามเขต

ขยะล้นชุมชนบ้านดอย วิกฤต “ย้ายเขตปกครอง” สู่บทเรียนความรับผิดชอบเชิงระบบ—นครเชียงราย–แม่ยาวเตรียมทำ MOU เก็บสัปดาห์ละ 2 ครั้ง พร้อมยกระดับคัดแยกต้นทาง

เชียงราย,19 พฤศจิกายน 2568ภาพรวมสถานการณ์  เมื่อ “การย้ายเขต” ทำให้ขยะกลายเป็นตัวชี้วัดความล้มเหลวเชิงระบบ  หลัง “ย้ายเขตปกครอง” ทำชุมชนบ้านดอย หมู่ 17 ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย ไม่มีหน่วยงานเข้าเก็บขยะต่อเนื่อง ชาวบ้านร้องทุกข์เพราะกองขยะ 7–10 วันต่อครั้ง กลายเป็นปัญหาสุขภาวะฉับพลันและศักดิ์ศรีความเป็นอยู่ หน่วยงานท้องถิ่นเร่งประชุมหลายระลอก จนได้ข้อสรุปจับมือทำ MOU  นครเชียงรายเข้าเก็บสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ยาว 2–3 ปี ค่าธรรมเนียมยัง 25 บาท/ครัวเรือน/เดือน โดยเทศบาลตำบลแม่ยาวเป็นผู้จัดสรรงบจ่ายให้นครเชียงราย ควบคู่อบรมคัดแยกขยะในครัวเรือน ขณะเดียวกัน บทเรียนครั้งนี้สะท้อน “ช่องว่างกฎหมาย–ปฏิบัติ” เมื่อย้ายเขตแล้วแต่ “เส้นทางเก็บขน–ปลายทางกำจัด” ไม่ได้ย้ายตามมาตรฐาน ประชาชนตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบที่ต้องเห็นผลเป็นรูปธรรม

ปัญหาขยะกองสุมตามข้างทางในชุมชนบ้านดอย หมู่ 17 ต.แม่ยาว ปะทุสู่ “วิกฤตสุขภาวะ” จากเดิมที่ เทศบาลนครเชียงราย เก็บขยะ ทุกวัน กลับกลายเป็นพื้นที่รับผิดชอบของ เทศบาลตำบลแม่ยาว ภายหลังการแบ่งเขตการปกครองใหม่ แต่การจัดวางระบบเก็บ–ขน–กำจัดไม่ต่อเนื่อง ทำให้ความถี่ลดลงเหลือ 7–10 วันต่อครั้ง ส่งผลให้ขยะตกค้างจำนวนมาก เกิดกลิ่นเหม็น หนู–แมลงวัน–สุนัขจรจัดเพิ่มขึ้น ชาวบ้านจำนวนหนึ่งเริ่มมีอาการไอ แสบคอ ระคายเคือง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็กและผู้สูงอายุ (คำให้ข้อมูลของชุมชน)

ตัวแทนชาวบ้าน “นายนรินทร์” อธิบายว่า เดิมชุมชนบ้านดอยอยู่ หมู่ 3 ต.ริมกก อยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาลนครเชียงราย มีรถเข้าจัดเก็บทุกวัน เมื่อถูกย้ายมา หมู่ 17 ต.แม่ยาว ระบบเก็บขยะใหม่ยังไม่ลงตัว ทำให้ขยะกองสุมต่อเนื่อง เส้นทางซอย 4, 5, 7 และหมู่บ้านลลิตา 5 ได้รับผลกระทบรุนแรง

สัญญาณเสี่ยงทางสุขภาพ  การปล่อยให้ขยะสะสมหรือเผาแบบไม่เป็นระบบเพิ่มความเสี่ยงฝุ่นละเอียดและมลพิษหลายชนิด ซึ่งหน่วยงานสาธารณสุขและองค์ความรู้สากลเตือนต่อเนื่อง การเผาขยะกลางแจ้งเป็นแหล่งกำเนิดสารพิษ เช่น ไดออกซิน–ฟิวแรน–ฝุ่น PM กระทบระบบทางเดินหายใจและหัวใจและหลอดเลือด (องค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศและเอกสารเชิงเทคนิคของสหประชาชาติ/สิ่งแวดล้อม สนับสนุนข้อเท็จจริงนี้)

ไทม์ไลน์ข้อเท็จจริง  จาก “ร้องเรียน–ลงพื้นที่–ประชุม” สู่ข้อสรุปทำ MOU

ต.ค.–พ.ย. 2568 มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของฝ่ายปกครองท้องถิ่นและตัวแทนชุมชน เพื่อหาทางออกเร่งด่วนและถาวร ดังนี้ (ยึดข้อมูลพื้นที่ที่ผู้สื่อข่าวรวบรวม)

  • 22 ต.ค. 2568 เทศบาลตำบลแม่ยาวแจ้งกำหนดการออกหน่วยรับชำระค่าธรรมเนียมขยะ ประจำปีงบประมาณ 2569 เพื่อจัดระเบียบฐานข้อมูลผู้ชำระและรายรับท้องถิ่นในพื้นที่ใหม่
  • 24 ต.ค. 2568 นายกเทศมนตรีตำบลแม่ยาวมอบหมายคณะผู้บริหาร–ปลัดเทศบาล–กองสาธารณสุข ประชุมแผนบริหารจัดการขยะระดับตำบล ณ ห้องประชุม 248 อนุสรณ์
  • 27–31 ต.ค. 2568 และ 3–7 พ.ย. 2568 ฝ่ายจัดเก็บรายได้และกองคลัง ลงพื้นที่บริการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในหมู่บ้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบการเงิน–การคลังรองรับการให้บริการในพื้นที่ใหม่
  • 28 ต.ค. 2568 เลขานุการนายกเทศมนตรีลงพื้นที่ดูการแก้ไขปัญหาขยะของชุมชนบ้านดอย (ติดคอขวดเรื่องความถี่เก็บ–ขน)
  • 3 พ.ย. 2568 (เช้า) ผู้บริหารทต.แม่ยาว–กองสาธารณสุขฯ เข้าประชุมหาแนวทางการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในชุมชนบ้านดอย หมู่ 17 อย่างเฉพาะเจาะจง
  • 5 พ.ย. 2568 สองการประชุมสำคัญ  (1) ฝ่ายสาธารณสุขท้องถิ่นร่วมประชุมชี้แจงโครงการจัดการขยะ–สิ่งปฏิกูลในเขตป่าสงวน ระดับจังหวัด ณ ศาลากลาง จ.เชียงราย (2) ผู้บริหารทต.แม่ยาวหารือผู้แทนชุมชนบ้านดอย ณ ร้าน Leehu Cafe เพื่อรับฟังปัญหาหน้างาน
  • 6–7 พ.ย. 2568 เจ้าหน้าที่การคลังและคณะผู้บริหารยังคงลงพื้นที่รับชำระและติดตามสถานการณ์
  • 10 พ.ย. 2568 (เช้า) คณะผู้บริหารทต.แม่ยาวเข้าหารือกับ เทศบาลนครเชียงราย โดยตรง เพื่อหากลไกร่วมกัน
  • 10 พ.ย. 2568 (เย็น) ประชุมร่วมกันที่อาคารอเนกประสงค์บ้านดอย เพื่อสื่อสารข้อยุติกับชุมชน
  • 16 พ.ย. 2568 เปิด “หมู่บ้านต้นแบบบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชน ปีงบ 2569” ที่อาคารอเนกประสงค์ชุมชนบ้านดอย สะท้อนความพยายามยกระดับ “คัดแยกต้นทางและความถี่เก็บขน” ให้กลับเข้าสู่มาตรฐานอย่างยั่งยืน

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติการ (เบื้องต้น)  ภายใน ประมาณ 2 สัปดาห์ นับจากการตกผลึกแนวคิดร่วมกัน สองเทศบาลจะทำ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โดย เทศบาลนครเชียงราย จะเข้ามาเก็บขยะในชุมชนบ้านดอยและชุมชนทวีรัตน์ สัปดาห์ละ 2 วัน เป็นเวลา 2–3 ปี เพื่อ “อุดช่องว่างบริการ” ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ ค่าธรรมเนียม ยังเป็น 25 บาท/ครัวเรือน/เดือน เหมือนเดิม แต่ เทศบาลตำบลแม่ยาว จะเป็นผู้จัดสรรงบประมาณมาชำระให้เทศบาลนครเชียงราย โดยไม่เก็บเงินเพิ่มจากชาวบ้าน พร้อมทั้งมีการลงพื้นที่ อบรมคัดแยกขยะในครัวเรือน ภายในสัปดาห์เดียวกัน

ประเด็นที่ต้องการคำตอบ  “ฝังกลบแบบไหน—ใครทำ—ทำไม—ใครบอกให้ทำ?”

เพื่อไม่ให้ “หลงทางของเรื่อง” ดังที่ชุมชนตั้งคำถาม ผู้สื่อข่าวสรุป “โซ่อุปทานขยะมูลฝอยชุมชน” และกรอบกฎหมาย–มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

โซ่บริการขยะ (เก็บ–ขน–กำจัด) และความรับผิดชอบ

  • จุดตั้งต้น (บ้าน–ร้าน–ตลาด)  เจ้าของหรือผู้อยู่อาศัยต้อง “คัดแยก–เก็บรักษาขยะให้เรียบร้อย” และชำระค่าธรรมเนียมตามที่ท้องถิ่นกำหนด
  • การเก็บ–ขน  เป็น “หน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)” ในเขตพื้นที่นั้น ๆ ตาม พ.ร.บ.การรักษาความสะอาดฯ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และ พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535 ซึ่งกำหนดให้อปท.มีหน้าที่ดูแลการกำจัดสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยเพื่อคุ้มครองสุขอนามัยของประชาชน (อปท.สามารถมอบหมาย–ทำสัญญา–หรือทำ MOU ให้หน่วยงานอื่นช่วยดำเนินการได้)
  • ปลายทางกำจัด  ต้องเป็นวิธีที่ ถูกต้องตามหลักวิชาการและกฎหมาย เช่น นำไปสู่โรงคัดแยก/ศูนย์กำจัด, ฝังกลบแบบสุขาภิบาล (Sanitary Landfill), ทำปุ๋ยอินทรีย์ (Organic/Composting), แปรรูปพลังงาน หรือเทคโนโลยีอื่นที่ผ่านการอนุญาตและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยมีมาตรฐานและคู่มือวิชาการจาก กรมควบคุมมลพิษ (คพ.)

แปลว่า  เมื่อ “เก็บ–ขน” สะดุดเพราะย้ายเขต ความผิดปกติเกิด ตั้งแต่กลางทาง ทำให้ปลายทาง “กำจัดอย่างถูกต้อง” ไม่เกิดขึ้นตามรอบเวลา ขยะจึงล้นสะสมและบางกรณีถูกเผาหรือทิ้งไม่ถูกที่โดยปัจเจก ซึ่ง ผิดกฎหมายและเสี่ยงสุขภาพ (ดู 3.3)

3.2 “ฝังกลบแบบสุขาภิบาล” คืออะไร ต่างจาก “หลุมฝังกลบธรรมดา” อย่างไร

  • ฝังกลบสุขาภิบาล (Sanitary Landfill)  เป็นระบบฝังกลบที่ ควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมี ชั้นปูรองก้นหลุม (Liner), ระบบรวบ–บำบัดน้ำชะขยะ (Leachate), ระบบรวบ–ระบายก๊าซมีเทน, และ การกลบหน้าดินเป็นชั้น ๆ พร้อมมาตรการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำดิน–น้ำใต้ดิน ตามคู่มือ/แนวทางวิชาการของ กรมควบคุมมลพิษ และมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อ
  • ฝังกลบแบบไม่ควบคุม (เปิดทิ้ง–หลุมธรรมดา)  ขาดระบบปูรอง–จัดการน้ำชะขยะและก๊าซ จึงเสี่ยงต่อ ปนเปื้อนน้ำใต้ดิน, กลิ่น–แมลง–สัตว์พาหะ, และ ไฟไหม้กองขยะ จัดเป็น การกำจัดไม่ถูกต้อง ขัดต่อหลักสุขาภิบาลและกฎหมายสิ่งแวดล้อม

สรุปชัด ๆ  คำตอบเรื่อง “เอาขยะไปฝังดินแบบไหน” ต้องดูว่า ปลายทางได้รับอนุญาตและเป็น “หลุมฝังกลบสุขาภิบาล” จริงหรือไม่ มีระบบรองรับครบหรือเปล่า ใครเป็นผู้รับผิดชอบสถานที่นั้น หากเป็น บ่อทิ้ง/ฝังกลบที่ไม่ได้มาตรฐาน ย่อมเข้าข่าย ไม่ถูกต้อง และ ต้องยุติ–แก้ไข ตามอำนาจควบคุมของอปท.และหน่วยงานกำกับ

ใครทำ–ทำไม–และใครบอกให้ทำ (เชิงหลักการกฎหมาย)

  • ใครทำ  โดยหลักกฎหมาย อปท.ตามเขตพื้นที่ ต้องจัดให้มีการเก็บ–ขน–กำจัด หรือทำข้อตกลงให้หน่วยอื่นทำแทน และต้องรับผิดชอบมาตรฐานบริการ รวมถึงกำกับไม่ให้เกิดการทิ้ง–เผา–ฝังที่ผิดกฎหมายในพื้นที่ตน
  • ทำไม  เพราะเป็น “ภารกิจถ่ายโอน” ที่กฎหมายกำหนดให้ท้องถิ่นดูแลมูลฝอย–สิ่งปฏิกูล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสุขลักษณะสาธารณะและสิ่งแวดล้อม (พ.ร.บ.การรักษาความสะอาดฯ / พ.ร.บ.สาธารณสุขฯ)
  • ใครบอกให้ทำ  การกำจัดแบบใด ๆ ต้องเป็นไปตาม ระเบียบ–มาตรฐาน–ใบอนุญาต ที่เกี่ยวข้อง (เช่น โรงกำจัด/บ่อฝังกลบที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย) อปท.และจังหวัด/หน่วยกำกับต้องตรวจสอบให้การดำเนินการ เป็นไปตามคู่มือวิชาการของ คพ. และกฎหมายสิ่งแวดล้อม การเผาขยะกลางแจ้งหรือทิ้งในที่สาธารณะ ไม่ใช่วิธีที่ “ใครบอกให้ทำ” แต่เป็น การกระทำต้องห้าม เนื่องจากก่อมลพิษอันตราย (หลักฐานวิชาการระหว่างประเทศยืนยันอันตรายจาก “open burning”)

ทำไมค่าธรรมเนียม 25 บาท/ครัวเรือน/เดือน “จ่ายเท่าเดิม” แต่บริการต้อง “ดีขึ้น”

การคงค่าธรรมเนียม 25 บาท/ครัวเรือน/เดือน สะท้อนหลักการ “ผู้ก่อขยะต้องมีส่วนร่วมจ่าย” (Pay-As-You-Throw – PAYT) ซึ่งเป็นแนวโน้มเชิงนโยบายที่หลายพื้นที่ทั่วโลกใช้ เพื่อให้เกิดแรงจูงใจคัดแยก–ลดขยะตั้งแต่ต้นทาง ทั้งนี้ อัตราที่เหมาะสมขึ้นกับต้นทุนเก็บ–ขน–กำจัดจริงของพื้นที่ (เช่น ราคาน้ำมัน ระยะทางไปปลายทางกำจัด ประสิทธิภาพคัดแยก) โดยงานวิชาการไทยและต่างประเทศอธิบายว่า โครงสร้างค่าธรรมเนียมที่สอดคล้องต้นทุนจริง ทำให้บริการมีเสถียรภาพ และลดการทิ้งไม่เป็นที่หรือการเผานอกระบบ

ในกรณีบ้านดอย  แม้ชาวบ้านจ่ายเท่าเดิม แต่ “ผู้รับผิดชอบบริการ” ถูกจัดวางใหม่ผ่าน MOU ให้ นครเชียงราย เข้ามาเก็บสัปดาห์ละ 2 วัน ช่วง 2–3 ปี โดย ทต.แม่ยาว เป็นผู้จัดสรรงบประมาณจ่าย “ค่าจัดการ” ให้ นี่คือ กลไกชั่วคราวที่จับต้องได้ เพื่อลดระยะเวลาตกค้าง ลดกลิ่น–สัตว์พาหะ–ความเสี่ยงสุขภาพ และซื้อเวลาให้ระบบถาวรลงตัว

ทำไม “คัดแยกต้นทาง” ต้องเริ่มทันที และเกี่ยวอะไรกับหลุมฝังกลบ

ประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนระดับหลายสิบล้านตันต่อปี แนวโน้มคงที่–เพิ่มขึ้นตามขนาดเมืองและพฤติกรรมบริโภค หากไม่คัดแยกต้นทาง ขยะอินทรีย์ (เศษอาหาร) จะไปลงหลุมฝังกลบ ทำให้เกิด น้ำชะขยะ และ ก๊าซมีเทน มากขึ้น เพิ่มต้นทุนควบคุม–บำบัด และทำให้ ฝังกลบสุขาภิบาล บริหารยากขึ้น คู่มือ/รายงานของ กรมควบคุมมลพิษ ย้ำแนวทาง “ลำดับขั้นการจัดการของเสีย (3Rs–Circular)” คัดแยก–รีไซเคิล–ทำปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดปริมาณที่ต้องกำจัดจริงให้เหลือน้อยที่สุดก่อนฝังกลบ

ผลลัพธ์ที่คาดหวังในบ้านดอย  ถ้า ความถี่เก็บเพิ่ม + ชาวบ้านคัดแยกเศษอาหาร–รีไซเคิล ตั้งแต่ครัวเรือน ปริมาณ “ขยะต้องฝังกลบ” จะลดลงรวดเร็ว กองขยะริมถนนหายไป กลิ่น–สัตว์พาหะลดลง ขณะเดียวกัน ต้นทุนรวมของระบบจะค่อย ๆ สมเหตุสมผลขึ้น

จุดรับผิดชอบที่ “จับต้องได้”  ใครต้องทำอะไร “ต่อจากนี้”

เพื่อให้เรื่องไม่วนลูป ผู้สื่อข่าวสรุป “เช็กลิสต์รับผิดชอบ” ที่วัดผลได้ ดังนี้ เทศบาลตำบลแม่ยาว (เจ้าของพื้นที่ใหม่)

  1. ลงนาม MOU กับเทศบาลนครเชียงรายให้ทันกรอบเวลา และประกาศ ตารางเก็บ–ขน รายสัปดาห์/รายซอย ให้ประชาชนเข้าถึงง่าย
  2. จัดสรรงบประมาณ ชำระค่าบริการตาม MOU อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด
  3. กำกับปลายทางกำจัด ให้ถูกต้องตามกฎหมาย/มาตรฐาน (เช็คสถานะสถานที่กำจัด–บ่อฝังกลบ–โรงคัดแยก) ตามคู่มือ คพ. และรายงานต่อสาธารณะเป็นระยะ
  4. อบรมคัดแยกต้นทาง ต่อเนื่อง ทำ “ธนาคารขยะชุมชน/เศษอาหารทำปุ๋ย” ในหมู่บ้านต้นแบบที่เพิ่งเปิด เพื่อให้เป็นโมเดลขยายผล

เทศบาลนครเชียงราย (ผู้ปฏิบัติการเก็บ–ขนตาม MOU)

  1. วางเส้นทาง–ความถี่เก็บ ให้ครอบคลุมซอยวิกฤต (ซอย 4,5,7, ลลิตา 5) และสื่อสารเวลารถเข้าชัดเจน
  2. มาตรฐานรถ–คน–อุปกรณ์ ป้องกันรั่วไหล–กลิ่น–น้ำชะขยะระหว่างขนส่ง
  3. รายงานผลบริการรายเดือน (เที่ยววิ่ง–ปริมาณเก็บ–ปลายทางกำจัด) เพื่อความโปร่งใส

ชุมชนบ้านดอย/คณะกรรมการชุมชน

  1. ทำ ปฏิทินคัดแยก ง่าย ๆ (อินทรีย์–รีไซเคิล–ทั่วไป) และ จุดรวมขยะที่ปลอดภัย
  2. ประสาน “จิตอาสา–เครือข่ายร้านรีไซเคิล” ให้รับซื้อ/รับคืน
  3. เปิด ช่องทางร้องเรียน–ติดตาม กับเทศบาลทั้งสองแบบเรียลไทม์ (ไลน์กลุ่ม/เพจ) เพื่อยืนยันปัญหา–แจ้งเคสเฉพาะหน้า

จังหวัด/หน่วยกำกับ (เช่น ท้องถิ่นจังหวัด–สาธารณสุขจังหวัด)

  1. กำกับ MOU ให้เดินจริงตามกรอบเวลา–มาตรฐาน
  2. สุ่มตรวจปลายทางกำจัด ว่าเป็น ฝังกลบสุขาภิบาล/โรงงานที่ได้รับอนุญาต
  3. หากพบ ฝังกลบไม่ถูกต้อง–เผากลางแจ้ง–ทิ้งไม่เป็นที่ ให้ใช้มาตรการทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.การรักษาความสะอาดฯ/พ.ร.บ.สาธารณสุขฯ ทันที

วิกฤต “ย้ายเขต” สอนอะไร และจะไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างไร

การเปลี่ยนเขต = ต้องเปลี่ยนระบบบริการจริง บทเรียนชี้ชัดว่า การแจ้งย้ายเขตบนแผนที่ ไม่เพียงพอ หาก “เส้นทางรถเก็บ–ขน–สัญญาผู้รับจ้าง–งบประมาณ–ข้อมูลผู้ชำระค่าธรรมเนียม–ปลายทางกำจัด” ไม่ถูกย้าย–โอน–ทำสัญญาใหม่ ให้สอดคล้อง ในวันแรกที่เปลี่ยนเขต ผลลัพธ์คือ “ภาวะไร้หน่วยรับผิดชอบ” ชั่วคราวที่ทำให้ขยะสะสม และความถี่เก็บคือเส้นเลือดฝอยของเมือง
จาก ทุกวัน 7–10 วัน/ครั้ง ทำให้ปริมาณตกค้างพุ่ง และผู้คนเริ่ม “แก้ปัญหาเอง” ด้วยการเผาหรือนำไปทิ้งไม่ถูกที่ ซึ่งเป็น การผลักภาระสุขภาพสู่ชุมชน และก่อค่าความเสียหายในภาพรวมสูงกว่า “ต้นทุนบริการที่เพียงพอ” อย่างมาก

ความโปร่งใสด้านปลายทางกำจัด คือหัวใจความไว้วางใจ คำถาม “ฝังกลบแบบไหน–ใครบอกให้ทำ” สะท้อนความไม่แน่ใจของประชาชน MOU ต้องระบุ ปลายทางกำจัด ชัดเจน (ชื่อสถานที่/ใบอนุญาต/มาตรฐาน) และเปิดเผยรายงาน “เที่ยววิ่ง–ปริมาณ–ปลายทาง” แบบรายเดือน เพื่อให้ชุมชนตรวจสอบได้ว่าขยะถูกนำไปกำจัดแบบ ฝังกลบสุขาภิบาล หรือวิธีที่ถูกต้องจริง ไม่ใช่เพียง “เอาไปทิ้ง–ฝัง–เผา” ใด ๆ โดยไม่มีมาตรฐาน คัดแยกต้นทาง + ค่าธรรมเนียมที่สะท้อนต้นทุน = ระบบยั่งยืน
เมื่อครัวเรือนคัดแยก เศษอาหารไปทำปุ๋ยได้ รีไซเคิลขายได้ ปริมาณที่ต้องเก็บ–ฝังกลบจะลดฮวบ และเมื่อท้องถิ่นคำนวณต้นทุน–โครงสร้างค่าธรรมเนียมสอดคล้องจริง ระบบจะ “เดินได้เอง” ไม่สะดุด

 “ความรับผิดชอบที่จับต้องได้” ต้องเริ่มวันนี้ ไม่ใช่สัญญาในกระดาษ

ชาวบ้านดอยไม่ได้ต้องการเพียงคำขอโทษ แต่ต้องการ บริการที่กลับมาทันเวลา และ การกำจัดที่ถูกต้องตามมาตรฐาน เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นอยู่ที่ปลอดภัยและเมืองที่น่าอยู่ MOU นครเชียงราย–แม่ยาว เป็นก้าวแรกที่ จับต้องได้  เก็บขยะ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ช่วง 2–3 ปี, ค่าธรรมเนียมไม่เพิ่ม, อบรมคัดแยกทันที แต่ความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นจริง ก็ต่อเมื่อ (1) ตารางเก็บ–ขนเดินตรงเวลา, (2) ปลายทางเป็น “ฝังกลบสุขาภิบาล/วิธีถูกกฎหมาย” มีเอกสารยืนยัน, และ (3) รายงานผลต่อสาธารณะ อย่างสม่ำเสมอ

สุดท้าย บทเรียน “ย้ายเขตแล้วขยะล้น” ควรถูกยกระดับเป็น มาตรฐานปฏิบัติกรณีเปลี่ยนเขต ของทั้งจังหวัด  ต้องมี “แผนส่งมอบบริการ (Service Handover Plan)” ที่ครอบคลุม เส้นทาง–ความถี่–สัญญา–งบ–ปลายทาง–การสื่อสารกับชุมชน ล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งรอบตารางเก็บ เพื่อตัดวงจรวิกฤตตั้งแต่ต้นน้ำ

ตอบคำถามชุมชนแบบสั้น–ตรงประเด็น

  • ที่เอาขยะไปฝังดินนั้นเป็นแบบไหน?
    คำตอบ: ต้องเป็น ฝังกลบสุขาภิบาล มีชั้นปูรอง ระบบน้ำชะขยะ–ก๊าซ–เฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ไม่ใช่การขุดหลุมธรรมดาแล้วกลบ ซึ่งถือว่า ไม่ถูกต้อง และเสี่ยงสิ่งแวดล้อม (อ้างแนวทาง คพ.)
  • ใครทำ–ทำไม–ใครบอกให้ทำ?
    คำตอบ: โดยหลักกฎหมายเป็นหน้าที่ อปท.ตามเขตพื้นที่ จะทำเอง ทำสัญญา หรือทำ MOU ให้หน่วยอื่นดำเนินการแทนก็ได้ แต่ ทุกวิธีต้องถูกกฎหมายและตามมาตรฐาน (พ.ร.บ.การรักษาความสะอาดฯ / พ.ร.บ.สาธารณสุขฯ) และ ห้ามเผากลางแจ้ง/ทิ้งไม่เป็นที่ เพราะทำลายสุขภาพชุมชน
  • ถ้าพบการทิ้ง–เผา–ฝังไม่ถูกต้อง ทำอย่างไร?
    คำตอบ: แจ้ง ทต.แม่ยาว ในฐานะเจ้าของพื้นที่ และสำเนาถึง ทน.เชียงราย (ผู้ปฏิบัติการตาม MOU) และ ท้องถิ่นจังหวัด/สาธารณสุขจังหวัด เพื่อใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งระงับ–แก้ไข–ดำเนินคดี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมควบคุมมลพิษ (คพ.)
  • พระราชบัญญัติการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 และที่แก้ไข, พระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ. 2535
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ตักบาตร “เป็งปุ๊ด” เชียงราย คืนเพ็ญวันพุธน้อมอัญเชิญ “พระอุปคุต” แห่รอบเมืองสู่ความสิริมงคล

คืนแห่งศรัทธา “เป็งปุ๊ด” เชียงราย เทศบาลนครเชียงราย–วัดมิ่งเมือง นำประชาชนตักบาตรเที่ยงคืน อัญเชิญ “พระอุปคุต” แห่รอบเมือง พร้อมพิธีถวายความอาลัย “พระพันปีหลวง” ตอกย้ำเมืองแห่งวัฒนธรรมล้านนา

เชียงราย, 5 พฤศจิกายน 2568 — ค่ำคืนเพ็ญวันพุธ “เป็งปุ๊ด” ที่ชาวล้านนารอคอยกลับมาอีกครั้ง ท่ามกลางแสงจันทร์เต็มดวงและผางประทีปนับร้อยดวงที่ส่องประกายรอบ วัดมิ่งเมือง ต่อเนื่องถึง หอนาฬิกานครเชียงราย และ แยกประตูสรี เทศบาลนครเชียงรายนำโดย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย บูรณาการกับวัดมิ่งเมืองและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ จัดพิธี “ตักบาตรเป็งปุ๊ด” หรือ “ตักบาตรเที่ยงคืน” เพื่อสืบสานประเพณีเก่าแก่ของชาวล้านนา พร้อมประกอบพิธีถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ–ท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนพลังศรัทธา ความจงรักภักดี และการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างงดงาม

แสงเพ็ญ–เสียงสาธุ และขบวนเกียรติ “อัญเชิญพระอุปคุต”

เมื่อย่างเข้าสู่ยามค่ำคืนวันพุธเพ็ญ (ขึ้น 15 ค่ำ) สนามหน้าวัดมิ่งเมืองค่อยๆ แน่นขนัดด้วยผู้คนที่มุ่งมาร่วมพิธี อัญเชิญ “พระอุปคุต” ตามความเชื่อโบราณของชาวล้านนาว่า พระอรหันต์ผู้ทรงฤทธิ์พระองค์นี้ “จำศีลอยู่ใต้สะดือทะเล” แล้วเสด็จขึ้นมาโปรดสัตว์ในคืนเพ็ญวันพุธของปี เพื่อนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองและผู้ศรัทธา

พิธีกรรมดำเนินโดย พระครูโสภณศิลปาคม เจ้าอาวาสวัดมิ่งเมือง (เจ้าคณะตำบลเวียงเขต 1) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ อัญเชิญองค์พระอุปคุตขึ้นประดิษฐานบน ราชรถบุษบก ก่อนตั้งขบวนเกียรติตระการตา ผ่านเส้นทางสำคัญใจกลางเมือง ได้แก่ ถนนบรรพปราการ–หอนาฬิกานครเชียงราย–แยกประตูสรี ขณะที่สองฟากถนน ประชาชนตั้งแถวประนมมือ เปล่งเสียง “สาธุ” พร้อมประพรมน้ำอบและจุดผางประทีปตลอดแนวทาง สถานการณ์จราจรถูกจัดระเบียบให้เคลื่อนช้า เพื่อเอื้อให้ขบวนผ่านไปด้วยความเรียบร้อย

ลำดับพิธี จาก “อัญเชิญ” สู่นาทีศรัทธา “ตักบาตรเที่ยงคืน”

พิธี “ตักบาตรเป็งปุ๊ด” ถือเป็นหัวใจของค่ำคืนนี้ หลังขบวนราชรถบุษบกพาองค์พระอุปคุตแห่รอบเมือง ชาวพุทธและนักท่องเที่ยวพร้อมใจ ตักบาตรในเวลาย่ำคืน โดยตั้งเครื่องไทยทาน ข้าวปลาอาหารแห้ง และดอกไม้ธูปเทียนอย่างประณีตตามแบบล้านนา ผู้สูงวัยคอยกำกับบุตรหลานให้ยืนเว้นช่องไฟ ส่งต่อของใส่บาตรอย่างสงบ และน้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย

ความเชื่อท้องถิ่นกล่าวตรงกันว่า “ผู้ใดได้ทำบุญในคืนเป็งปุ๊ด โดยเฉพาะได้สักการะองค์พระอุปคุต จะประสบโชคลาภและขวัญกำลังใจ” แม้จะเป็นความเชื่อเชิงสัญลักษณ์ แต่ก็กลายเป็นพลังอ่อนโยนที่ผูกโยงผู้คนกับพื้นที่ทางวัฒนธรรม ท่ามกลางบริบทเมืองท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

พิธีถวายความอาลัย “พระพันปีหลวง” ความจงรักภักดีที่สืบเนื่อง

ไฮไลต์อีกช่วงที่ร้อยเรียงพิธีกรรมของค่ำคืนนี้ คือ พิธีถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดย นายวันชัย จงสุทธานามณี พร้อมคณะผู้บริหาร และผู้มีเกียรติ อาทิ ร.ต.อ.ดร.ธนรัช จงสุทธานามณี, อาจารย์คฑา ชินบัญชร, และ นายโชติศิริ ดารายน ร่วมประกอบพิธี จุดผางประทีปหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และ ยืนสงบนิ่ง 93 วินาที เพื่อแสดงความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ บรรยากาศสงบนิ่งและเคร่งขรึม ผสานจังหวะกลองสะบัดชัยเบาๆ ที่ทอดจังหวะให้พิธีดำเนินอย่างสมพระเกียรติ

ความหมายเชิงมรดกวัฒนธรรม “เป็งปุ๊ด” สะท้อนรากเหง้าล้านนา

ประเพณี “เป็งปุ๊ด” มีนัยทางประวัติศาสตร์–ศาสนา–วัฒนธรรมที่ลึกซึ้งต่อสังคมล้านนา ไม่เพียงเกี่ยวพันกับ ตำนานพระอุปคุต หากยังเป็น “นาฬิกาจิตวิญญาณ” ที่นัดหมายผู้คนให้หวนกลับไปเชื่อมต่อกับชุมชนและวัดวาอาราม

  1. มิติศาสนา — การอัญเชิญพระอุปคุตเป็นสัญลักษณ์แห่ง “อำนาจคุณความดี” ปราบอุปัทวันตรายและสิ่งอัปมงคล เชื่อมการทำบุญกับการปกปักษ์คุ้มครองบ้านเมือง
  2. มิติชุมชน — การตักบาตรยามดึกสร้างความสัมพันธ์ข้ามรุ่น ระหว่างผู้เฒ่าผู้แก่กับเยาวชนที่มาร่วมพิธีอย่างตื่นตา เกิดการถ่ายทอดพิธีกรรม “จากมือสู่มือ–จากใจสู่ใจ”
  3. มิติเมืองท่องเที่ยว — พิธีกรรมพื้นถิ่นกลายเป็น “ต้นทุนทางวัฒนธรรม” ที่ยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยว คุณค่าจึงไม่ใช่เพียงภาพถ่ายยามค่ำ หากเป็น “เวลาแห่งการเรียนรู้” ของผู้มาเยือนว่าคนเมืองเหนืออยู่กับศาสนาและชุมชนอย่างไร

บทบาทผู้นำท้องถิ่น บูรณาการพิธี–เชื่อมภาคี สู่การจัดการเมืองแบบเคารพรากเหง้า

ในเชิงการบริหารจัดการเมือง พิธีเป็งปุ๊ดครั้งนี้สะท้อน “สมการใหม่” ของเทศบาลนครเชียงรายที่พยายามผสาน ศรัทธา–ความปลอดภัย–เศรษฐกิจชุมชน ให้กลมกลืนกัน โดยเทศบาลทำหน้าที่ประสานงานกับวัดมิ่งเมือง ภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการริมเส้นทาง และหน่วยงานความมั่นคง–สาธารณสุขในระดับพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว ตลอดเส้นทางขบวนอัญเชิญพระอุปคุตถึงจุดตักบาตร

แม้รายละเอียดเชิงปฏิบัติการเป็นเรื่องเทคนิค แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ “ความพร้อมของเมือง” ในการรองรับกิจกรรมที่มีนัยทางจิตวิญญาณและการท่องเที่ยวไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดจุดบริการน้ำดื่ม การประชาสัมพันธ์เส้นทางให้ชุมชนรับรู้ล่วงหน้า หรือการจัดระเบียบทางเท้าให้กว้างพอสำหรับทั้งผู้สูงอายุและครอบครัวที่พาบุตรหลานมาร่วมพิธี

เสียงสะท้อนจากผู้ร่วมงาน “งานบุญ–งานใจ–งานเมือง”

แม้พิธีในคืนนี้ไม่ได้มีการกล่าวสุนทรพจน์อย่างเป็นทางการยืดยาว แต่เสียงสนทนาตามฟุตปาธเผยให้เห็น “คุณค่าที่ยากจะวัด” พ่อค้าขายข้าวต้มมัดบอกว่า “คืนเพ็ญวันพุธ คนมาเยอะกว่าปีก่อน เห็นเด็กๆ มาตักบาตรกับพ่อแม่แล้วชื่นใจ” ขณะที่นักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัดยิ้มบอกว่า “มาถึงเชียงรายก็อยากสัมผัสวิถีล้านนาของจริง และคืนนี้ได้มากกว่าที่คิด ทั้งขบวนแห่และการจุดประทีปสวยมาก”

ความรู้สึกเหล่านี้ช่วยอธิบายว่า งานบุญ มิได้อยู่ในเขตวัดเท่านั้น หากแผ่ไปทั่วเมือง กลายเป็น งานใจ ที่เยียวยาผู้คน และเป็น งานเมือง ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างพอดี—ร้านดอกไม้ พวงมาลัย ของฝากพื้นเมือง และย่านอาหารยามค่ำได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องจัดมหกรรมขนาดใหญ่

เมื่อ “ความศรัทธา” กลายเป็นสาธารณูปโภคทางวัฒนธรรม

  1. เมืองที่น่าอยู่คือเมืองที่มีพื้นที่ให้ทำความดีร่วมกัน
    พิธีตักบาตรเป็งปุ๊ดสร้าง “เวลาและพื้นที่ร่วม” ให้ผู้คนได้ปฏิบัติธรรมและเชื่อมโยงกันในความหมายของความดีงาม เมืองที่ออกแบบพิธีกรรมให้เป็นมิตรกับทุกวัย ย่อมเป็นเมืองที่น่าอยู่ในระยะยาว
  2. วัฒนธรรมคือทุนท้องถิ่นที่เติบโตช้าแต่มั่นคง
    การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไม่ต้องอิงเวทีใหญ่หรือแสงสีอลังการเสมอไป หากแต่ต้อง “จริงแท้กับรากเหง้า” ยิ่งพิธีกรรมถูกรักษาอย่างมีคุณภาพ ความเชื่อมั่นของผู้มาเยือนยิ่งสูง และสร้างความภูมิใจร่วมของคนในท้องถิ่น
  3. การเคารพพระมหากษัตริย์–สถาบันหลักของชาติ ผ่านพิธีกรรมที่เคร่งขรึมและเหมาะควร
    พิธีถวายความอาลัย “พระพันปีหลวง” ที่ถูกออกแบบให้กลมกลืนกับพิธีศาสนา แสดงถึงความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมและการเมืองที่อยู่ร่วมกันได้ในพื้นที่สาธารณะ

เส้นเรื่องของค่ำคืน จากจุดเทียน ถึงจุดหมาย

เมื่อขบวนอัญเชิญพระอุปคุตเคลื่อนผ่านหอนาฬิกา ท้องฟ้าเชียงรายปลอดโปร่ง แสงเพ็ญสะท้อนยอดฉัตรราชรถบุษบกเป็นประกาย เสียงฆ้อง–กลอง–สวดเจริญพระพุทธมนต์สอดรับกับเสียงกล้องถ่ายรูปที่บันทึกช่วงเวลาแห่งศรัทธาไว้ เงาร่างของผู้คนที่ก้มกราบผืนผ้าสไบและพวงมาลัย กลายเป็นภาพจำของ “เมืองแห่งความดีงาม” ที่พยายามรักษาความหมายของคำว่า “เราพวกเดียวกัน” เอาไว้

และเมื่อเสียงเพลงบทสุดท้ายดับลง ถนนก็กลับสู่ความสงบ แต่ ความทรงจำเรื่องการให้และความกตัญญู จะยังคงอยู่ในบ้านและโรงเรียน ในเพจวัดและเพจชุมชน ในสินค้าพื้นเมืองที่ขายดีขึ้นเล็กน้อย และในแผนงานของเทศบาลที่เรียนรู้จากปีนี้เพื่อทำให้ปีหน้าดียิ่งขึ้น

Key Takeaways (สรุปประเด็นสำคัญ)

  • วาระวัฒนธรรมล้านนา เทศบาลนครเชียงรายร่วมกับวัดมิ่งเมืองจัดพิธี ตักบาตร “เป็งปุ๊ด” (ตักบาตรเที่ยงคืน) พร้อม อัญเชิญ “พระอุปคุต” แห่รอบเมือง ตามความเชื่อว่าจะนำความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ศรัทธา
  • ความจงรักภักดี จัดพิธี ถวายความอาลัย “พระพันปีหลวง” โดยการจุดผางประทีปและยืนสงบนิ่ง 93 วินาที อย่างสมพระเกียรติ
  • เมืองกับมรดกวัฒนธรรม กิจกรรมแสดงศักยภาพการจัดการเมืองที่เคารพรากเหง้า เชื่อม ศาสนา–ชุมชน–การท่องเที่ยว ให้เดินไปด้วยกันอย่างกลมกลืน
  • คุณค่าที่สัมผัสได้ คืนเดียวสร้าง เวลาและพื้นที่ร่วม ให้คนต่างวัยทำความดีร่วมกัน เกิดความภูมิใจในท้องถิ่น และสร้างรายได้จุลภาคแก่ผู้ค้าชุมชน

ความรู้ย่อ “เป็งปุ๊ด” คืออะไร

  • “เป็ง” ในภาษาล้านนา แปลว่า วันเพ็ญ (พระจันทร์เต็มดวง)
  • “ปุ๊ด” แปลว่า วันพุธ
  • เมื่อสองคำรวมกัน คือ คืนวันพุธเพ็ญ ซึ่งในความเชื่อชาวล้านนาเป็นคืนศักดิ์สิทธิ์ที่ พระอุปคุต เสด็จขึ้นมาปรากฏเพื่อปราบอัปมงคล ผู้คนจึงนิยม ตักบาตรเที่ยงคืน และทำบุญต่ออายุชุมชน โดยเฉพาะในวัดสำคัญของเมือง

เชิงนโยบายสาธารณะ ทำอย่างไรให้ “พิธีที่ดี” ยิ่งยั่งยืน

  1. ปรับปรุงการสื่อสารเมืองล่วงหน้า แผนที่เส้นทางขบวน เวลาพิธี และจุดบริการผู้สูงอายุ–เด็กเล็ก เพื่อให้ชุมชนและนักท่องเที่ยววางแผนได้
  2. พัฒนาระบบจัดการสิ่งแวดล้อมในงานบุญ จุดคัดแยกขยะ, แก้ว–ภาชนะรีฟิล, และรณรงค์ “ถุงผ้าบุญ” เพื่อลดพลาสติก
  3. ทำฐานข้อมูล “พิธีวัฒนธรรมเชียงราย” เอกภาพเนื้อหา–ภาพถ่าย–คำบรรยายหลายภาษา เพื่อยกระดับการเรียนรู้ของผู้มาเยือน
  4. ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ตลาดงานบุญ (night bazaar แบบชุมชน) รอบเส้นทางที่คัดสรรสินค้าท้องถิ่นคุณภาพ เพิ่มรายได้ฐานรากอย่างพอดี

จาก “เป็งปุ๊ด” สู่ “เมืองที่ทุกคืนมีแสง”

ค่ำคืน “เป็งปุ๊ด” ปีนี้อาจผ่านไปพร้อมแสงจันทร์เต็มดวง แต่ “แสง” ที่สว่างกว่านั้นคือ ใจของผู้ให้ และ ใจของผู้รักษารากเหง้า เชียงรายในฐานะเมืองศิลปวัฒนธรรมกำลังบอกเราว่า เมืองที่น่าอยู่ไม่จำเป็นต้องมีตึกสูงแสงนีออน หากแต่ต้องมี พื้นที่ให้คนทำความดีร่วมกัน อย่างต่อเนื่อง และมีเทศบาล–วัด–ชุมชนเป็นพันธมิตรที่เชื่อใจกัน

ในปีต่อไป เมื่อเสียงฆ้องกลองกังวานคืนเพ็ญวันพุธอีกครั้ง ผู้คนคงกลับมาที่เดิม—หน้าวัดมิ่งเมือง หอนาฬิกา และประตูสรี—เพื่อทำบุญ ตักบาตร และรำลึกว่าความศรัทธาคือ “สาธารณูปโภคทางใจ” ที่ทำให้เมืองนี้สวยงามกว่าที่ตาเห็น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
  • เทศบาลนครเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News