Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายปรับโครงสร้างเมืองครั้งใหญ่ นำสายไฟลงดิน 7 เส้นทางหลัก สร้างมาตรฐานใหม่เมืองท่องเที่ยวปลอดภัยระดับโลก

เชียงรายเดินหน้าเคเบิลใต้ดิน 7 เส้นทางหลัก ปรับโฉมเมืองรับท่องเที่ยวคุณภาพ ดันภาพเมืองสู่ปลายทางสุขภาวะปี 2569

เชียงราย,11 มีนาคม 2569 – เช้าวันใหม่ของเมืองเชียงรายในห้วงต้นเดือนมีนาคมปีนี้ เริ่มมีภาพที่ต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด หลายจุดในเขตเมืองชั้นในซึ่งเคยมีเสาไฟฟ้าและสายสื่อสารพาดผ่านทัศนียภาพเหนือศีรษะ กำลังถูกทยอยรื้อถอนออกอย่างเป็นระบบ เชียงรายเริ่มขยับโครงสร้างพื้นฐานใจกลางเมืองครั้งใหญ่ ด้วยโครงการรื้อถอนเสาไฟฟ้าและสายสื่อสารเพื่อเดินหน้าระบบเคเบิลไฟฟ้าใต้ดินใน 7 เส้นทางสำคัญ ขณะเดียวกันทิศทางการท่องเที่ยวไทยปี 2569 กำลังหันไปเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ การพักผ่อนเชิงสุขภาพ และ Longevity Tourism ซึ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงความสวยงามของเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางฐานให้เชียงรายแข่งขันในสนามท่องเที่ยวโลกด้วยมาตรฐานเมืองที่น่าอยู่ ปลอดภัย และพร้อมรองรับการพำนักระยะยาวมากขึ้น

ภาพนี้อาจดูเป็นเพียงงานโยธาธรรมดาในสายตาของบางคน แต่หากมองให้ลึก มันคือจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างเมืองครั้งสำคัญที่อาจส่งผลต่อทั้งคุณภาพชีวิตของคนเชียงราย และอนาคตของจังหวัดในฐานะเมืองท่องเที่ยวคุณภาพของประเทศ เทศบาลนครเชียงรายร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เริ่มดำเนินการรื้อถอนสายสื่อสาร รื้อสายไฟฟ้า และตัดเสาไฟฟ้าออกในโครงการก่อสร้างระบบเคเบิลไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์เมืองให้สวยงาม เป็นระเบียบ เพิ่มความปลอดภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว

สิ่งที่ทำให้ความเคลื่อนไหวนี้น่าสนใจยิ่งขึ้น คือจังหวะเวลาที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขยับทิศทางการท่องเที่ยวของประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประกาศบนเวที ITB Berlin 2026 ว่า ไทยจะเดินหน้ากลยุทธ์การท่องเที่ยวแบบ Value over Volume เน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ รายได้คุณภาพ และประสบการณ์ที่มีความหมายมากกว่าการเร่งตัวเลขปริมาณเพียงอย่างเดียว พร้อมสื่อสารแนวคิด Healing is the New Luxury และต่อยอดสู่ Longevity Tourism หรือการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาวะและอายุยืนยาว โดยระบุเชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีศักยภาพรองรับแนวคิดนี้ร่วมกับเชียงใหม่ น่าน เกาะช้าง และพังงา

เมื่อวางสองภาพนี้ซ้อนทับกัน เมืองเชียงรายในวันนี้จึงไม่ได้กำลังเพียง “จัดระเบียบสายไฟ” แต่กำลังพยายามจัดระเบียบอนาคตของตัวเอง เมืองที่หวังจะดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ กลุ่มพักระยะยาว หรือผู้มาเยือนที่แสวงหาความสงบและการฟื้นฟูสุขภาวะ ไม่สามารถพึ่งเพียงชื่อเสียงด้านธรรมชาติ ศิลปะ และวัฒนธรรมเท่านั้น หากยังต้องมีสภาพแวดล้อมเมืองที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตจริง เมืองที่สวยในรูปถ่ายแต่เดินลำบาก เมืองที่มีเสน่ห์แต่ขาดความปลอดภัย หรือเมืองที่มีทรัพยากรพร้อมแต่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่ทันกับความคาดหวังของโลกยุคใหม่ เสียโอกาสในการเปลี่ยนต้นทุนเดิมให้กลายเป็นรายได้และความเชื่อมั่นในระยะยาว

เจ็ดเส้นทางหลักที่กำลังเปลี่ยนหน้าตาเมือง

ข้อมูลจากเทศบาลนครเชียงรายและการรายงานของสื่อท้องถิ่นระบุว่า โครงการก่อสร้างระบบเคเบิลไฟฟ้าใต้ดินครอบคลุม 7 เส้นทางสำคัญในเขตเมืองชั้นใน ได้แก่ ช่วงอาคารเทิดพระเกียรติ 90 ปี สมเด็จพระศรีนครรินทร์ฯ ถึงแยกศูนย์ปฏิบัติการจราจร ช่วงแยกศูนย์ปฏิบัติการจราจรถึงแยกวัดกลางเวียง ช่วงแยกวัดกลางเวียงถึงแยกศาล ช่วงแยกศาลถึงแยกประตูสรีหรือโบสถ์คริสต์ ช่วงแยกประตูสรีถึงถนนพหลโยธิน ช่วงถนนพหลโยธินถึงถนนเจ็ดยอด และช่วงถนนประสพสุขถึงร้านเชียงรายมิวสิค เส้นทางเหล่านี้ล้วนเป็นแกนสำคัญของเมืองที่เชื่อมย่านประวัติศาสตร์ ย่านเศรษฐกิจ และพื้นที่ราชการเข้าด้วยกัน จึงไม่ใช่การเลือกทำเฉพาะบางจุดแบบกระจัดกระจาย แต่เป็นการแตะหัวใจของภูมิทัศน์เมืองโดยตรง

หากพิจารณาในมิติการพัฒนาเมือง การเลือกดำเนินโครงการในเส้นทางเหล่านี้มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะย่านเมืองชั้นในของเชียงรายคือพื้นที่แรก ๆ ที่สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือน และเป็นพื้นที่ซึ่งคนท้องถิ่นใช้ชีวิตทุกวัน การนำสายไฟและสายสื่อสารลงใต้ดินจึงไม่เพียงทำให้ท้องฟ้าโล่งขึ้นหรืออาคารเด่นขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้การรับรู้ต่อเมืองเปลี่ยนไปโดยตรง เมืองจะดูเป็นระเบียบขึ้น อ่านโครงสร้างสถาปัตยกรรมได้ชัดขึ้น และเปิดโอกาสให้เสน่ห์เดิมของเชียงราย ทั้งอัตลักษณ์ล้านนา งานศิลป์ร่วมสมัย และบรรยากาศชุมชนเมือง ทำงานกับสายตาของผู้คนได้เต็มที่กว่าเดิม เมืองท่องเที่ยวหลายแห่งทั่วโลกต่างพิสูจน์มาแล้วว่า การจัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐานที่บดบังทัศนียภาพคือหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการยกระดับภาพเมือง และเชียงรายเองก็กำลังเดินเข้าสู่เส้นทางนั้นอย่างจริงจัง

ในอีกด้านหนึ่ง ความหมายของโครงการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาพลักษณ์ภายนอก เพราะประเด็นเรื่องความปลอดภัย ความเป็นระเบียบของสายสาธารณูปโภค และความสะดวกในการใช้พื้นที่สาธารณะ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง เมืองที่มีทางเท้าไม่รก ระบบไฟฟ้าเป็นระเบียบ และสามารถวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้สอดรับกับการใช้ชีวิตสมัยใหม่ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่พอ ๆ กับการสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว ความสำคัญของโครงการนี้จึงอยู่ตรงการทำให้ “เมืองของคนอยู่” กับ “เมืองของคนมาเยือน” กลายเป็นพื้นที่เดียวกันที่มีมาตรฐานสูงขึ้นพร้อมกัน ไม่ใช่เมืองที่พัฒนาเฉพาะจุดโชว์เพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น

จากสายลงดินสู่เมืองอัจฉริยะที่ใช้งานได้จริง

สิ่งที่น่าจับตาไม่แพ้การรื้อถอนเสาไฟฟ้าและสายสื่อสาร คือแผนขั้นต่อไปที่ถูกประกาศควบคู่กันมา ข้อมูลระบุว่า หลังจากจัดการระบบสายแล้ว เทศบาลนครเชียงรายจะเดินหน้าปรับปรุงฟุตบาทและถนน ติดตั้งเสาอัจฉริยะ ระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ ติดตั้งกล้องวงจรปิด และเชื่อมต่อข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการเมือง การดูแลความปลอดภัย และการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อมองอย่างเป็นระบบ แผนนี้สะท้อนว่าเชียงรายไม่ได้ต้องการเป็นเพียงเมืองสวย แต่ต้องการเป็นเมืองที่ “ใช้งานได้ดี” ด้วย เสาอัจฉริยะอาจดูเป็นคำใหม่สำหรับคนจำนวนมาก แต่ในความหมายเชิงปฏิบัติ มันเกี่ยวข้องกับแสงสว่างสาธารณะ การติดตั้งอุปกรณ์สื่อสาร การส่งข้อมูล การเฝ้าระวัง และความสามารถในการบริหารจัดการพื้นที่แบบเรียลไทม์ เช่นเดียวกับระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะและศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะที่สามารถช่วยให้เมืองตอบสนองต่อปัญหาการจราจร ความปลอดภัย หรือเหตุฉุกเฉินได้รวดเร็วขึ้น เมืองที่ต้องการยกระดับตัวเองสู่การเป็นปลายทางของนักท่องเที่ยวคุณภาพและนักเดินทางพักระยะยาว จำเป็นต้องมีทั้งบรรยากาศที่ดีและระบบหลังบ้านที่เชื่อถือได้ เพราะผู้มาเยือนยุคใหม่ไม่ได้มองเพียงความงามของเมือง แต่ดูความพร้อมในการใช้ชีวิตจริงด้วย

นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลักษณะนี้ยังมีนัยในเชิงเศรษฐกิจเมืองอย่างน่าสนใจ เมืองที่มีทางเท้าดี แสงสว่างดี ระบบสัญญาณมีประสิทธิภาพ และพื้นที่สาธารณะปลอดภัย ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการเดินมากขึ้น การใช้เวลาในย่านเมืองนานขึ้น การจับจ่ายของร้านค้าริมทาง หรือความน่าเชื่อถือของย่านธุรกิจ การพัฒนาเคเบิลใต้ดินจึงอาจไม่ใช่แค่การเอาเสาไฟออกจากสายตา แต่เป็นการคืนศักยภาพให้พื้นที่เมืองได้ทำงานในฐานะเศรษฐกิจเชิงประสบการณ์มากขึ้น เมืองที่มองเห็นชัด เดินได้ดี และรู้สึกปลอดภัย มีโอกาสสร้างมูลค่าจากการท่องเที่ยวและกิจกรรมเศรษฐกิจได้มากกว่าเมืองที่โครงสร้างพื้นฐานยังเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต

ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวปี 2569 กับแรงส่งที่ทำให้เชียงรายต้องขยับ

การเปลี่ยนแปลงในเชียงรายครั้งนี้มีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อเทียบกับภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ททท.เปิดเผยว่าในปี 2568 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามามากกว่า 32 ล้านคน สร้างรายได้รวมกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ขณะที่ตลาดระยะไกลหรือ Long-haul Market เติบโตเด่นเป็นพิเศษ โดยมีนักท่องเที่ยวมากกว่า 10 ล้านคนเป็นครั้งแรก สร้างรายได้รวม 684,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 45 ของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ส่วนตลาดเยอรมนีซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดระยะไกลหลัก มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทย 965,898 คนในปีเดียวกัน ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงความสำเร็จเชิงจำนวน แต่เป็นสัญญาณว่าไทยกำลังมีโอกาสดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่พักนาน ใช้จ่ายสูง และมองหาประสบการณ์ที่ลึกกว่าการเที่ยวแบบเร่งรีบ

เหตุผลนี้เองที่ทำให้ ททท.ประกาศจะเดินหน้ากลยุทธ์ Airlines Focus เพื่อเพิ่มเส้นทางบินและความถี่เที่ยวบิน สนับสนุนการเดินทางตลอดทั้งปี พร้อมผลักดันภาพลักษณ์ใหม่ผ่านแนวคิด Healing is the New Luxury และแคมเปญ Healing Journey Thailand ที่มุ่งสื่อสารประเทศไทยในฐานะจุดหมายแห่งการพักผ่อนและดูแลสุขภาพ ทิศทางดังกล่าวสะท้อนชัดว่า การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในอนาคตจะไม่ได้วัดกันแค่จำนวนคนเข้าเมืองอีกต่อไป แต่จะวัดกันที่คุณภาพของประสบการณ์และความสามารถของเมืองปลายทางในการทำให้ผู้เดินทางรู้สึกว่าการอยู่ที่นั่น “มีคุณค่า” มากพอจะใช้เวลาและใช้จ่ายมากขึ้น

เชียงรายจึงอยู่ในจังหวะสำคัญ เมืองนี้มีต้นทุนเดิมมากอยู่แล้ว ทั้งภูมิประเทศ วัฒนธรรม งานศิลปะ อาหาร และจังหวะชีวิตที่ไม่เร่งเกินไป แต่ต้นทุนเหล่านั้นจะเปลี่ยนเป็นพลังทางเศรษฐกิจได้เต็มที่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเมืองจะปรับตัวได้เร็วเพียงใด โครงการเคเบิลใต้ดินในเขตเมืองชั้นในจึงเป็นมากกว่างานสาธารณูปโภค แต่มันคือการตอบคำถามของยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวระดับประเทศในภาคปฏิบัติ ว่าเชียงรายพร้อมหรือยังที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมากกว่าการมาเที่ยวสองคืนสามวัน แต่ต้องการเมืองที่อยู่แล้วสงบ เดินแล้วสบาย และใช้ชีวิตแล้วรู้สึกมีคุณภาพจริง ๆ

Longevity Tourism ไม่ได้ขายแค่สุขภาพ แต่ขายคุณภาพของสภาพแวดล้อม

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของปี 2569 คือการที่ ททท.ขยายแนวคิดจาก Healing ไปสู่ Longevity Tourism หรือการท่องเที่ยวที่เชื่อมการพักผ่อนกับการดูแลสุขภาพและอายุยืนยาว โดยระบุเชียงรายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เหมาะกับกิจกรรมเช่นการอาบป่า การฝึกสติ โยคะ และสมาธิท่ามกลางธรรมชาติ แนวคิดนี้มีนัยมาก เพราะมันเปลี่ยนสถานะของเชียงรายจากเมืองท่องเที่ยวปลายทางฤดูหนาว ไปสู่เมืองที่สามารถขาย “คุณภาพชีวิต” เป็นสินค้าเชิงประสบการณ์ได้ หากบริหารจัดการเมืองได้สอดคล้องกับสิ่งที่กำลังสื่อสารออกไปสู่โลกภายนอก

อย่างไรก็ตาม การจะเป็นเมืองปลายทางเชิงสุขภาวะได้จริง ต้องมีเงื่อนไขมากกว่าธรรมชาติสวยหรืออากาศดี เมืองต้องมีฟุตบาทที่เดินได้ มีพื้นที่สาธารณะที่ไม่รก มีระบบสัญญาณและแสงสว่างที่ปลอดภัย มีทัศนียภาพที่ไม่ทำลายความรู้สึกสงบของผู้มาเยือน และมีโครงสร้างพื้นฐานที่สะท้อนมาตรฐานของเมืองที่พร้อมต้อนรับการพำนักระยะยาว โครงการเคเบิลใต้ดินของเชียงรายจึงสัมพันธ์กับ Longevity Tourism อย่างมีเหตุผล เพราะมันช่วยลดองค์ประกอบที่รบกวนสายตา เพิ่มความเรียบร้อย และเปิดพื้นที่ให้เสน่ห์ที่แท้จริงของเมืองได้แสดงตัวมากขึ้น เมืองที่หวังขายความสงบ จะปล่อยให้สายสื่อสารรกฟ้าหรือทางเท้าขาดคุณภาพไปพร้อมกันไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้คือรายละเอียดที่ผู้มาเยือนระดับคุณภาพใช้ตัดสินใจอย่างจริงจัง

ในมุมของการแข่งขันระหว่างเมืองท่องเที่ยว เชียงรายจึงไม่ได้แข่งขันกับจังหวัดใกล้เคียงเพียงอย่างเดียว แต่กำลังแข่งขันกับมาตรฐานประสบการณ์ของเมืองท่องเที่ยวทั่วโลก นักเดินทางคุณภาพจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่มองหาการพักยาวหรือการใช้ชีวิตชั่วคราวในเมืองหนึ่ง จะพิจารณาภาพรวมของเมืองทั้งหมด ไม่ใช่จุดเช็กอินเพียงจุดเดียว ดังนั้นการรื้อเสาไฟและนำสายลงดินอาจดูเป็นเรื่องเล็กหากมองเฉพาะช่างเทคนิค แต่เมื่อมองในสนามแข่งขันการท่องเที่ยวโลก มันคือการเก็บรายละเอียดที่สะท้อนความจริงจังของเมืองในการยกระดับตัวเองให้เหมาะกับตลาดใหม่ที่กำลังเติบโต

โอกาสใหม่ของเชียงราย พร้อมโจทย์ที่ยังต้องพิสูจน์

แม้โครงการนี้จะให้สัญญาณเชิงบวกอย่างชัดเจน แต่ก็ยังมีคำถามที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป โดยเฉพาะเรื่องความต่อเนื่องของการดำเนินงาน ผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนระหว่างก่อสร้าง รวมถึงประสิทธิภาพของระบบใหม่หลังแล้วเสร็จ เพราะประสบการณ์จากหลายเมืองชี้ว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะประสบความสำเร็จจริงก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สึกว่าความไม่สะดวกชั่วคราวนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในระยะยาว หากเมืองสื่อสารไม่ดีหรือบริหารจังหวะการเปลี่ยนผ่านไม่ดี โครงการที่ตั้งใจยกระดับเมืองก็อาจเผชิญแรงต้านจากความเดือดร้อนระยะสั้นได้เช่นกัน

อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือการทำให้ระบบอัจฉริยะที่ประกาศไว้เกิดผลจริง เสาอัจฉริยะ ระบบจราจรอัจฉริยะ กล้องวงจรปิด และศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ จะมีความหมายต่อเมื่อใช้งานได้จริง ดูแลรักษาได้จริง และตอบโจทย์ปัญหาของเมืองจริง ไม่ใช่เป็นเพียงคำศัพท์ทันสมัยในเอกสารประชาสัมพันธ์ เมืองที่ต้องการก้าวสู่การเป็น Smart & Beautiful City จึงต้องพิสูจน์ทั้งความงามภายนอกและประสิทธิภาพภายในไปพร้อมกัน นี่คือบททดสอบสำคัญของเชียงรายในปี 2569 เพราะเมื่อยกความคาดหวังของเมืองขึ้นแล้ว ผู้คนก็คาดหวังผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้นตามไปด้วย

บทสรุป

การเดินหน้าเคเบิลใต้ดิน 7 เส้นทางหลักในเขตเมืองชั้นในเชียงราย จึงไม่ใช่เพียงการทำให้เมืองดูสะอาดตา หากแต่เป็นการจัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเตรียมเมืองให้พร้อมกับบทบาทใหม่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เมื่อประเทศกำลังเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ การพักผ่อนเชิงสุขภาพ และประสบการณ์ที่มีความหมาย เมืองอย่างเชียงรายต้องปรับตัวให้เร็วพอและลึกพอ ไม่ใช่แค่สร้างภาพให้สวย แต่ต้องทำให้เมืองใช้ชีวิตได้ดีจริง ปลอดภัยจริง และน่าอยู่จริงด้วย

ในท้ายที่สุด โครงการนี้อาจถูกจดจำไม่ใช่เพราะจำนวนเสาไฟที่ถูกรื้อถอน หรือจำนวนสายสื่อสารที่ถูกนำลงใต้ดิน แต่เพราะมันอาจเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนที่ทำให้เชียงรายเริ่มขยับจากเมืองท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ตามธรรมชาติ ไปสู่เมืองที่มีมาตรฐานประสบการณ์สูงพอจะดึงดูดนักท่องเที่ยวโลกให้มาอยู่ได้นานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น และเชื่อมั่นมากขึ้น เมืองที่มองไปทางไหนก็สวยนั้นมีอยู่หลายแห่ง แต่เมืองที่สวยแล้วอยู่สบาย เดินสะดวก ปลอดภัย และสอดคล้องกับคุณค่าของการพักผ่อนอย่างแท้จริงต่างหาก ที่จะกลายเป็นผู้ชนะในยุคท่องเที่ยวคุณภาพที่กำลังมาถึง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ข้อมูลจากงาน ITB Berlin 2026 เรื่อง Value over Volume, Healing is the New Luxury, Airlines Focus และ Longevity Tourism
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

วิกฤตสารหนูสายนํ้าเหนือ เชียงรายนำร่องแอปตรวจสอบปลา และนวัตกรรมไส้กรองเกษตรกู้ความเชื่อมั่น

เชียงรายเผชิญวิกฤตสารพิษลุ่มน้ำเหนือ เปิดทางรอดด้วยแอป “ปลาปลอดภัย” และพลเมืองวิทยาศาสตร์ กู้ความมั่นใจอาหารจากน้ำ

เชียงราย, 7 มกราคม 2569 – ลมหนาวต้นปีที่พัดผ่านแนวเทือกเขาและสายน้ำชายแดนไทย–เมียนมา–ลาว อาจทำให้บรรยากาศท่องเที่ยวภาคเหนือดูสงบงามดังเดิม แต่ใต้ผืนน้ำสีขุ่นของแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงราย กลับกำลังซ่อน “ภัยเงียบ” ที่ท้าทายความมั่นคงทางอาหารและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

การปนเปื้อนโลหะหนักจากกิจกรรมเหมืองต้นน้ำในประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซ้อน และความกังวลต่อโครงการเขื่อนขนาดใหญ่บนลุ่มน้ำโขง – โดยเฉพาะเขื่อนปากแบง – กำลังบีบให้เชียงรายต้องหาคำตอบใหม่ ทั้งในเชิงนโยบาย วิทยาศาสตร์ และพลังของชุมชนท้องถิ่น

ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ การพัฒนาแอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” การตั้งห้องแล็บมาตรฐานสากลของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) และการสร้าง “พลเมืองวิทยาศาสตร์” ในชุมชนริมฝั่งน้ำ กลายเป็นความหวังสำคัญที่จะดึงเชียงรายให้รอดพ้นจากวิกฤตสารพิษที่คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบงัน

ลุ่มน้ำกก–โขง เมื่อความอุดมสมบูรณ์กลายเป็นภาระพิษ

ข้อมูลภาคสนามจากนักวิจัยและเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ลุ่มน้ำกกชี้ชัดว่า ต้นตอสำคัญของปัญหามาจากการเปิดหน้าดินทำเหมืองแร่จำนวนมากบริเวณต้นน้ำฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการสำรวจพบเหมืองถึง 2,420 แห่งที่ดำเนินการอย่างไร้การควบคุมหรือกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ตะกอนดินและโลหะหนักไหลลงสู่แม่น้ำกกอย่างต่อเนื่อง

ผศ.ดร.ว่าน วิริยา จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายผลการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน และพืชผลในลุ่มน้ำกก–สาย–รวก–โขง ว่า พบการปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานแทบทุกจุด โดยเฉพาะสารหนูที่มีคุณสมบัติสะสมในห่วงโซ่อาหาร (biomagnification) เริ่มตั้งแต่สาหร่ายและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ไปสู่แมงกีบแมงอีแนว ปลาเล็ก ปลาใหญ่ และในที่สุดคือมนุษย์ผู้บริโภค

“เราไม่ได้กินปลาแค่วันเดียว แต่กินสะสมไปเรื่อย ๆ หลายปี โลหะหนักจึงสะสมในร่างกายแบบที่มองไม่เห็น เป็น ‘ความรุนแรงที่เงียบงัน’ ทุกอย่างดูเหมือนปกติ แต่มลพิษกำลังค่อย ๆ กัดกร่อนสุขภาพคนและระบบนิเวศ” นักวิชาการท่านนี้สะท้อนภาพรวมของสถานการณ์

การปนเปื้อนไม่ได้หยุดอยู่แค่สัตว์น้ำ ชาวบ้านจำนวนมากรายงานถึงความเสียหายทางการเกษตรหลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2567 ข้อมูลจากการสำรวจของมูลนิธิร่มโพธิ์ระบุว่า เกษตรกร 194 รายในลุ่มน้ำกกมีพื้นที่เกษตรจมน้ำเสียหายรวม 1,071 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 49,492,850 บาท หรือเฉลี่ยรายละราว 270,000 บาท สูงกว่ารายได้ภาคเกษตรโดยเฉลี่ยต่อปีเกือบสองเท่า และที่น่ากังวลคือเกษตรกรกว่า 73.51% ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ขณะที่กว่า 97% มองว่าความช่วยเหลือที่ได้รับไม่เพียงพอ

พืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มะม่วง และกระเทียมถูกกระทบหนัก หลายครัวเรือนต้องกู้หนี้เพิ่มเพื่อเตรียมการเพาะปลูกรอบใหม่ในสภาพที่ยังไม่แน่ใจว่าดินและน้ำในพื้นที่ปลอดภัยเพียงใด

เสียงจากชุมชนริมกก เมื่อน้ำไม่ใส และนักท่องเที่ยวหายไป

เสียงสะท้อนจากชาวบ้านริมแม่น้ำกกในอำเภอท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่เหนือจังหวัดเชียงราย แต่เป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำเดียวกัน สะท้อนผลกระทบที่ลุกลามมาถึงภาคการท่องเที่ยวและวิถีชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน

สายัณห์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต เล่าถึงการเคลื่อนไหวของชาวบ้านที่ต่อต้านเหมืองเถื่อนต้นน้ำว่า นับถึงวันนี้เป็นวันที่ 308 ของการทำงานต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มรวมตัวกันที่สะพานท่าตอน ชาวบ้านยืนยันว่า “ไม่เห็นด้วยกับเหมืองเทา” ที่ส่งตะกอนและสารพิษลงสู่แม่น้ำ

อดีตอันใกล้ของพื้นที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาในอดีต เคยมีนักท่องเที่ยวมากถึง 50,000 คน แวะมาเล่นน้ำและใช้บริการร้านอาหารริมน้ำกว่า 250 ร้าน แต่เมื่อข่าวสารเรื่องน้ำปนเปื้อนแพร่กระจาย นักท่องเที่ยวหายไปแทบหมดสิ้น

นางบัวลอย พูลเกตุ ตัวแทนผู้ประกอบการท่องเที่ยวท่าตอน เล่าว่า หลังเจอน้ำท่วมและปัญหาน้ำขุ่นจากต้นน้ำ เหลือเพียงความเสียหายและหนี้สิน

“ตอนน้ำท่วมปี 2567 บ้านริมน้ำพังไปหลายหลัง ลงทุนซื้อของสต็อกไว้สองหมื่นบาท จ้างคนงานอีกหลายหมื่น สุดท้ายไม่มีนักท่องเที่ยวมาเลย ทุกอย่างกลายเป็นศูนย์ ปีหนึ่งที่เคยพอมีรายได้หลักแสนจากเทศกาล ตอนนี้กลายเป็นหนี้ที่ต้องผ่อนใช้ทีละนิด” เธอกล่าว

กัญชญา แก้วประเพณี เสริมว่า ร้านอาหาร โฮมสเตย์ และธุรกิจเรือท่องเที่ยวจำนวนมากต้องหยุดกิจการ บางร้านที่เคยขายดีถึงขั้นมีรายได้แสนบาทต่อวันในช่วงพีค ปัจจุบันแทบมองไม่เห็น “แสงสว่าง” ทางเศรษฐกิจแล้ว

มิติด้านสุขภาพก็ไม่ต่างกัน นายก๊อบ โกฏิคำ คนหาปลาท้องถิ่นยอมรับว่า แม้หน่วยงานรัฐบางแห่งจะยืนยันว่าปลาจากแม่น้ำกก “กินได้หากเลี่ยงอวัยวะภายในและทำให้สุกดี” แต่เขาเองยังกังวลและไม่กล้าลงน้ำ

“เมื่อก่อนวันหนึ่งออกจับปลากับเพื่อน 3–7 คน ได้ปลา 10 กิโลกรัม ขายได้ดีมาก ตอนนี้ไม่ได้ลงน้ำเลย ลงไปทีไรผื่นขึ้นตามตัวอยู่เป็นเดือน ๆ” เขาเล่า พร้อมตั้งคำถามถึงคำแนะนำที่ขอให้ประชาชน “กินปลาได้แต่ต้องจำกัดปริมาณ” ว่าเป็นคำอธิบายที่คนปลายน้ำยากจะยอมรับ

ศาสนา–วิทยาศาสตร์–ชุมชน เครือข่ายใหม่บนสายน้ำเดียวกัน

การขับเคลื่อนในพื้นที่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่นักวิชาการหรือเอ็นจีโอเท่านั้น พระมหานิคม มหาภินิกขมฺโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน กล่าวในเวทีคืนข้อมูลชุมชนเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ว่า การต่อสู้กับเหมืองเถื่อนและสารพิษในลุ่มน้ำกกเป็นความร่วมมือยาวนานระหว่างวัด ชุมชน มูลนิธิ และมหาวิทยาลัย

ท่านชี้ว่า “ธุรกิจสีเทาอย่างเหมืองเถื่อนเป็นผลผลิตของความโลภ ทั้งของคนและระบบเศรษฐกิจโลก หากปล่อยให้เติบโตโดยไม่มีการควบคุม สักวันหนึ่งอาจทำลายโลกใบนี้ได้”

คำกล่าวนี้สะท้อนจุดสำคัญว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคนิคหรือกฎหมาย แต่เกี่ยวพันกับโครงสร้างเศรษฐกิจและค่านิยมการพัฒนา ซึ่งต้องอาศัยทั้งสติทางศาสนาและเครื่องมือวิทยาศาสตร์มาร่วมกันจัดการ

ปลาปลอดภัย” เมื่อนวัตกรรมดิจิทัลลงมาช่วยตัดสินใจในครัวเรือนเชียงราย

ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นต่ออาหารจากแม่น้ำ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เลือกเชียงรายเป็นพื้นที่นำร่องแอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมดิจิทัลที่พยายามเชื่อม “ห้องแล็บ” เข้ากับ “เขียงปลาและครัวเรือน”

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมหารือการใช้งานแอปฯ ดังกล่าว โดยมี รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ผู้อำนวยการหน่วยกลยุทธ์ข้อมูลและดิจิทัล สกสว. นำเสนอแนวคิดและฟังก์ชันหลัก

แอป “ปลาปลอดภัย” ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ชาวประมง แหล่งจับปลา ตลาด ร้านค้า ร้านอาหาร ไปจนถึงมือของผู้บริโภค มีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่

  • เชื่อมข้อมูลผลตรวจสารปนเปื้อนโลหะหนัก เช่น สารหนูและตะกั่วจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง โดยมีการอัปเดตอย่างน้อยเดือนละครั้ง และตั้งเป้าทุก 2 สัปดาห์ในอนาคต
  • แสดงแผนที่พื้นที่จับปลาที่ “ปลอดภัย” และ “ควรหลีกเลี่ยง” ตามผลตรวจในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ชาวประมงวางแผนการออกเรือโดยไม่เสี่ยงต่อการจับปลาจากพื้นที่ปนเปื้อน
  • ให้ร้านค้าและร้านอาหารสามารถเชื่อมข้อมูลแหล่งที่มาของปลาแต่ละชุด และแสดงใบรับรองบนหน้าจอให้ลูกค้าสแกนตรวจสอบได้ทันที
  • เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าไปดูข้อมูลย้อนหลังของผลตรวจสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำหรือเขตพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ

สกสว. เตรียมนำร่องใช้แอปในตลาด 3–5 แห่งของจังหวัดเชียงรายตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2569 เพื่อทดสอบการใช้งานและรับฟังข้อเสนอแนะจากชาวประมง–ผู้ค้า ก่อนเปิดใช้งานกับประชาชนทั่วไปอย่างเต็มรูปแบบในช่วงมีนาคม–เมษายน 2569 ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลากและเทศกาลท่องเที่ยวสำคัญของภาคเหนือ

รศ.ดร.ธนพลย้ำว่า จุดมุ่งหมายสำคัญของแอปไม่ใช่เพียงการบอกว่า “ปลาไหนกินได้หรือไม่ได้” แต่เพื่อสร้างระบบข้อมูลที่โปร่งใสให้ทุกฝ่ายในห่วงโซ่อาหารตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล ลดการตื่นตระหนกโดยไร้ข้อมูล และในทางกลับกันก็ไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตั้งแล็บ 100 ล้านบาท–ดันไส้กรองจากวัสดุเกษตร

อีกฟากหนึ่งของเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงซึ่งตั้งอยู่บนดอยริมลุ่มน้ำกก ก็กำลังเร่งเครื่องด้านงานวิจัยเพื่อรับมือสถานการณ์อย่างเป็นระบบ

ศ.ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ รองอธิการบดีส่วนบริหารงานวิจัย สถาบันวิจัยและนวัตกรรม มฟล. เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ว่า มหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างการเสนองบประมาณ 100 ล้านบาทผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อจัดตั้งห้องปฏิบัติการวิเคราะห์สารปนเปื้อนที่ต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025

หากโครงการสำเร็จ แล็บดังกล่าวจะสามารถออกใบรับรองผลตรวจ (Certificate) ที่ยอมรับได้ในระดับสากล ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิสูจน์ความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและสัตว์น้ำจากเชียงรายในสายตาทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวแล้ว มฟล. ยังจัดสรรงบวิจัยเร่งด่วน 3 ล้านบาท ให้แก่นักวิจัย 10 ทีมจากหลายสำนักวิชา ทีมละ 300,000 บาท เพื่อลงพื้นที่เก็บข้อมูลและหาแนวทางรับมือการปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก โดยใช้เวลาศึกษา 6 เดือน ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินระดับสารพิษในน้ำ–ดิน–พืชผล การวิเคราะห์ผลกระทบต่อสุขภาพ ไปจนถึงการสื่อสารความเสี่ยงกับชุมชน

หนึ่งในผลงานที่เริ่มเห็นรูปธรรมคือ งานวิจัยของ ผศ.ดร.ณัฐยา ต๊ะวิไชย จากสำนักวิทยาศาสตร์ ที่นำเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาพัฒนาเป็นไส้กรองน้ำ ผลทดสอบเบื้องต้นพบว่าสามารถกักเก็บสารหนูได้สูงถึง 99% และตะกั่วกว่า 90% นักวิจัยกำลังประสานงานกับกรมพัฒนาที่ดินเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ชุมชน โดยหวังให้เป็นทางเลือกสำคัญในการลดการปนเปื้อนตั้งแต่ระดับครัวเรือนและภาคการเกษตร

ด้านสุขภาพ ผศ.ดร.เกศมณี มูลปานันท์ จากสำนักพยาบาลศาสตร์ มฟล. กำลังศึกษาผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กนักเรียนในโรงเรียนริมน้ำกก ด้วยการตรวจหาสารหนูจากเส้นผมและปัสสาวะ ปัจจุบันเก็บตัวอย่างได้แล้วราว 30 รายจากเป้าหมาย 100 ราย พร้อมวางระบบ “Alarm” หากตรวจพบค่าสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน เพื่อเชื่อมไปสู่กระบวนการรักษาและป้องกันต่อเนื่อง

ผศ.ปฐมพงษ์ มโนหาญ และทีมจากสำนักนวัตกรรมสังคม ยังพยายามขยายวงของการวิจัยให้ครอบคลุมมิติ “พลเมืองวิทยาศาสตร์” (Citizen Science) โดยดึง อสม. ครู และคนในชุมชนเข้ามามีบทบาทสังเกตความผิดปกติของน้ำด้วยตนเอง เช่น การเปลี่ยนสี ความขุ่น และสภาพปลาหรือสิ่งมีชีวิตในน้ำ เพื่อลดการพึ่งพาเสียงจากผู้เชี่ยวชาญอย่างเดียว

“เมื่อคนในชุมชนอ่านน้ำเป็น รู้ว่าความขุ่นระดับไหนเสี่ยงต่อสารหนู เขาก็มีอำนาจในการตัดสินใจชีวิตของตัวเอง ไม่ต้องรอประกาศจากใครอย่างเดียว” นักวิชาการด้านสังคมวิทยากล่าวในเวทีเสวนา MFU Research Expo 2025

มิตินโยบาย ข้อเสนอผู้ตรวจการแผ่นดินต่อเขื่อนปากแบงและความเสี่ยง “น้ำเท้อ” ที่เชียงของ–เวียงแก่น

ขณะที่นักวิจัยเร่งจัดการผลกระทบจากมลพิษที่เกิดขึ้นแล้ว นโยบายด้านพลังงานบนลุ่มน้ำโขงก็ถูกจับตาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะกรณีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง ใน สปป.ลาว ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียง 97 กิโลเมตร และมีแผนขายไฟฟ้าเกือบทั้งหมดให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเผยแพร่ข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีกรณีร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) จากเขื่อนดังกล่าว โดยชี้ว่าการตัดสินใจรับซื้อไฟฟ้าเกิดขึ้นในขณะที่ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน (Transboundary EIA) อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติการเปลี่ยนแปลงร่องน้ำ เขตแดนธรรมชาติ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรประมง และภาวะ “น้ำเท้อ” (Backwater Effect) ที่อาจทำให้อำเภอเชียงของและอำเภอเวียงแก่นของจังหวัดเชียงรายเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมถาวร

ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณา 6 แนวทางหลัก ได้แก่

  1. ชะลอการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบงและเขื่อนอื่นในลาว เพื่อศึกษาผลกระทบให้รอบคอบ
  2. ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าโครงการเขื่อนขนาดใหญ่
  3. จัดตั้งกองทุนชดเชยเยียวยา ร่วมกันระหว่างฝ่ายไทยและลาว เพื่อไม่ให้ปัญหาซ้ำรอยกรณีเขื่อนไซยะบุรี
  4. พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในภาวะปกติและฉุกเฉิน ให้ชุมชนริมโขงรับมือได้ทัน
  5. ผลักดันให้มีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน (Transboundary EIA) อย่างเป็นทางการ พร้อมตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างประเทศ
  6. จัดทำฐานข้อมูลและแผนฟื้นฟูระบบนิเวศแม่น้ำโขง รวมถึงมาตรการป้องกันผลกระทบจากน้ำเท้อในพื้นที่เสี่ยงของเชียงราย

กรณีนี้สะท้อนว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำเหนือไม่ใช่เรื่องของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หากเกี่ยวพันกับนโยบายพลังงานระดับชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างไทย–ลาวอย่างแยกไม่ออก

ลุ่มน้ำสาละวิน ภาคเหนืออีกฟากที่เผชิญชะตาเดียวกัน

แม่น้ำสาละวิน ซึ่งไหลเลียบชายแดนไทย–เมียนมาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็เผชิญสถานการณ์คล้ายกับลุ่มน้ำกกและโขง เครือข่ายนักวิชาการและองค์กรเอกชน นำโดยสมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน และมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers & Rights) ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ ทราย และดินโคลนในอำเภอแม่สะเรียงและสบเมย พบการปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะสารหนู ซึ่งมีแนวโน้มเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองต้นน้ำในฝั่งเมียนมา

ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ให้ข้อมูลว่า จากการตรวจอย่างต่อเนื่อง 4 ครั้ง พบโลหะหนักสะสมทั้งในน้ำและตะกอน เช่นเดียวกับในแม่น้ำกก ขณะที่การตรวจตัวอย่างกุ้งและปลาในลุ่มน้ำสาละวินพบการสะสมสารพิษสูงใน “หัวกุ้ง” และ “หัว–พุง–อวัยวะภายในปลา” แม้หอยแม่น้ำยังไม่ถูกตรวจอย่างเป็นระบบก็ตาม

สมพร เพ็งค่ำ นักวิจัยด้านผลกระทบสุขภาพ อธิบายว่า สารหนูสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งจากการดื่มน้ำ การบริโภคอาหาร และการซึมผ่านผิวหนัง โดยเฉพาะในเด็กเล็กหรือผู้ที่มีบาดแผล การได้รับสารอย่างต่อเนื่องอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหลายชนิดในระยะยาว

คณะนักวิจัยจึงเสนอแนวทางลดความเสี่ยงเฉพาะหน้า เช่น การกรองน้ำก่อนใช้ หลีกเลี่ยงการบริโภคหัว พุง และเครื่องในปลา รวมถึงงดกินหัวกุ้ง และไม่ใช้แม่น้ำรดผักกินใบจนกว่าจะมีผลตรวจยืนยันเพิ่มเติม พร้อมทั้งจัดกิจกรรมสาธิตชุดตรวจน้ำเบื้องต้นให้ชุมชนใช้ด้วยตนเอง

กรณีลุ่มน้ำสาละวินทำให้เห็นว่า ปัญหามลพิษโลหะหนักจากเหมืองแร่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เชียงราย หากเป็น “ภาพสะท้อนทั้งภาคเหนือ” ที่ต้องการความร่วมมือทั้งระดับลุ่มน้ำ ประเทศ และอนุภูมิภาค

ข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

จากข้อค้นพบของนักวิทยาศาสตร์และองค์กรภาคประชาสังคมในลุ่มน้ำกก–โขง–สาละวิน แนวทางเบื้องต้นที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ลดความเสี่ยงได้ทันที ได้แก่

  • ด้านการบริโภคปลาและกุ้ง: หลีกเลี่ยงการกินส่วนหัว พุง และเครื่องในปลา รวมทั้งหัวกุ้ง เน้นรับประทานเฉพาะเนื้อปลาและเนื้อกุ้งที่ปรุงสุกดี และไม่ควรกินบ่อยเกินความจำเป็น
  • ด้านการใช้น้ำ: กรองน้ำจากลำน้ำก่อนนำไปใช้ซักล้างหรืออุปโภค หลีกเลี่ยงการแช่น้ำหากมีบาดแผล เนื่องจากสารหนูสามารถซึมผ่านผิวหนังและเยื่ออ่อนได้
  • ด้านการเกษตร: ระมัดระวังการใช้น้ำจากแม่น้ำรดผักกินใบหรือพืชที่บริโภคสด โดยเฉพาะในช่วงน้ำขุ่นหรือน้ำหลาก
  • ด้านการติดตามข้อมูล: ติดตามผลตรวจคุณภาพน้ำจากหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย และเครือข่ายเอ็นจีโออย่างสม่ำเสมอ และเตรียมใช้แอป “ปลาปลอดภัย” เพื่อตรวจสอบจุดเสี่ยงเมื่อเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในช่วงมีนาคม–เมษายน 2569

เชียงรายบนเส้นบาง ๆ ระหว่างวิกฤตและโอกาส

วิกฤตสารพิษในลุ่มน้ำเหนือกำลังทดสอบศักยภาพของเชียงรายในฐานะจังหวัดชายแดนที่ต้องรับแรงกระแทกจากการพัฒนาในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ต้นน้ำหรือเขื่อนขนาดใหญ่บนลุ่มน้ำโขง แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมืองปลายสุดแดนเหนือแห่งนี้ก็กำลังแสดงให้เห็นว่าการผสานพลังของนักวิทยาศาสตร์ หน่วยงานรัฐ ชุมชน และภาคศาสนา สามารถสร้างคำตอบใหม่ให้กับปัญหายุคเปลี่ยนผ่านได้

แอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” ห้องแล็บมาตรฐานสากลของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง งานวิจัยนวัตกรรมไส้กรองน้ำ การเฝ้าระวังสุขภาพเด็ก และกระบวนการ “พลเมืองวิทยาศาสตร์” ในชุมชน ล้วนเป็นก้าวย่างสำคัญที่ตอกย้ำว่า เชียงรายไม่ได้ยอมรับชะตากรรมของตนเองอย่างเฉยเมย

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการเหล่านี้จำเป็นต้องเดินควบคู่กับการตัดสินใจเชิงนโยบายที่รอบคอบ โดยเฉพาะการพิจารณาโครงการเขื่อนบนลุ่มน้ำโขงที่อาจส่งผลต่อทั้งระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารของชุมชนปลายน้ำ หากข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับการตอบสนองอย่างจริงจัง และเสียงของชุมชนริมฝั่งน้ำได้รับการยอมรับในโต๊ะเจรจาระดับชาติ โอกาสที่เชียงรายจะพลิกวิกฤตนี้ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของระบบบริหารจัดการลุ่มน้ำแบบใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม

ในระหว่างที่คำตอบระดับนโยบายยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ครัวเรือนริมลุ่มน้ำกก–โขง–สาละวินยังคงต้องดำรงชีวิตต่อไปด้วยการตัดสินใจทุกวันว่าจะใช้น้ำอย่างไร จะกินปลาแบบไหน และจะส่งเสียงของตนอย่างไรให้รัฐรับฟัง วิกฤตสารพิษครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงข่าวสิ่งแวดล้อม หากเป็นคำถามใหญ่เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนา ความเป็นธรรมต่อชุมชนชายแดน และสิทธิในการเข้าถึงอาหารและน้ำที่ปลอดภัยของประชาชนทุกคน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME