Categories
FEATURED NEWS

วิสัยทัศน์ SRI for ALL: สกสว. ผนึก 90 ผู้บริหาร ววน. รุ่น 1 ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อคนไทยทุกภาคส่วน

สกสว. ปักหมุดเครือข่าย ววน. รุ่นที่ 1 วางฐานผู้นำเชื่อมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมสู่สังคมจริง เปิดพื้นที่ความร่วมมือใหม่ที่อาจไกลตัวในวันแรก แต่มีนัยต่ออนาคตประเทศและท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง

เชียงราย, 22 มีนาคม 2569 — จากพิธีมอบประกาศนียบัตร สู่คำถามสำคัญว่าไทยจะเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เกิดผลจริงได้อย่างไร ในสายตาของคนทั่วไปการมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงอาจดูเป็นเพียงพิธีการหนึ่งของแวดวงราชการหรือวงการวิชาการ แต่สำหรับกรณีของ “หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” หรือ ววน. รุ่นที่ 1 ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. จัดขึ้นนั้น ความหมายของมันกว้างไกลเกินกว่าคำว่า “จบหลักสูตร” มากนัก เพราะสิ่งที่กำลังถูกสร้างขึ้นไม่ใช่แค่รุ่นผู้เรียน หากคือเครือข่ายผู้นำที่ถูกคาดหวังให้เป็นกลไกเชื่อมองค์ความรู้ งบประมาณ นโยบาย และการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยให้เกิดผลต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

พิธีมอบประกาศนียบัตรเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 จึงมีความหมายในฐานะ “จุดเริ่มต้น” มากกว่าจุดสิ้นสุด ดังที่ ศ. ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้สะท้อนในพิธีว่า ความสำเร็จในวันนี้คือจุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่ในการนำองค์ความรู้ เครือข่าย และวิสัยทัศน์ ไปสู่การปฏิบัติจริง ขณะที่ ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ก็วางความหมายของรุ่นนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่เพียงผู้สำเร็จการอบรมลำดับแรก แต่คือผู้บุกเบิกที่ร่วมกันเปิดมุมมองใหม่และสร้างเครือข่ายที่มีคุณค่าให้กับระบบวิจัยและนวัตกรรมของไทย

ววน. รุ่นที่ 1 ไม่ได้สร้างแค่ผู้จบ แต่สร้าง “คนเชื่อมระบบ” จากหลายภาคส่วน

หัวใจของหลักสูตรนี้อยู่ที่การรวมผู้นำจากหลากหลายวงการเข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ใช่จำกัดเฉพาะนักวิจัย นักวิชาการ หรือผู้บริหารด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่รวมถึงผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา หน่วยบริหารและจัดการทุน และสื่อมวลชนด้วย ข้อมูลจากรายงานในวันพิธีมอบประกาศนียบัตรระบุว่า เครือข่ายของ ววน. รุ่นที่ 1 มีผู้เข้าร่วมระดับสูงมากกว่า 90 คนจากหลายภาคส่วน ซึ่งสะท้อนความพยายามสร้างระบบคิดใหม่ที่ยอมรับว่า “นวัตกรรม” จะเกิดผลไม่ได้ หากถูกแยกขาดจากคนที่กำหนดนโยบาย คนที่ถือทรัพยากร คนที่สื่อสารกับสังคม และคนที่ทำงานในพื้นที่จริง

นัยสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ ประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้ขาดงานวิจัยหรือขาดคำว่าดิจิทัลและนวัตกรรมในเชิงถ้อยคำ แต่สิ่งที่ยังเป็นโจทย์ซ้ำซากคือการพางานวิจัยออกจากเอกสารไปสู่การใช้งานจริงในชีวิตผู้คน การที่ สกสว. ออกแบบหลักสูตรในลักษณะนี้จึงคล้ายความพยายามแก้ปัญหาตรงรอยต่อระหว่าง “องค์ความรู้” กับ “อำนาจตัดสินใจ” กล่าวอีกอย่างคือ หากคนที่กำหนดทิศทางประเทศ คนที่ลงทุน คนที่บริหารองค์กร และคนที่สื่อสารกับสังคม เริ่มพูดภาษาเดียวกันมากขึ้น โอกาสที่ระบบวิจัยและนวัตกรรมจะเกิดผลจริงก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย

วิสัยทัศน์ที่อยู่เบื้องหลัง SRI for ALL คือความพยายามทำให้คำว่า ววน. ไม่เป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม

หนึ่งในประโยคสำคัญที่ปรากฏชัดในการสื่อสารของ สกสว. คือวิสัยทัศน์ “SRI for ALL วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเพื่อคนไทยทุกคน” ซึ่งมีความสำคัญในเชิงความหมายอย่างมาก เพราะเป็นการขยับกรอบการมองจากระบบวิจัยที่เคยถูกเข้าใจว่าอยู่ในมหาวิทยาลัย ห้องปฏิบัติการ หรือหน่วยงานวิชาการ ไปสู่ความพยายามทำให้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมเป็นทรัพยากรสาธารณะที่ประชาชนควรเข้าถึงผลลัพธ์ได้จริง

หากแปลความหมายอย่างตรงไปตรงมา วิสัยทัศน์นี้กำลังบอกว่า การสนับสนุนวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมจะไม่มีความชอบธรรมเพียงพอ หากผลประโยชน์ยังจำกัดอยู่แค่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานวิจัย แต่ต้องย้อนกลับไปสร้างโอกาสใหม่ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และระบบเศรษฐกิจสังคมที่เข้มแข็งขึ้นให้ประชาชนส่วนใหญ่ นี่คือเหตุผลพิธีมอบประกาศนียบัตรครั้งนี้ควรถูกอ่านให้เกินกว่าบรรยากาศงานพิธี เพราะมันเป็นหนึ่งในสัญญาณว่าหน่วยงานระดับประเทศกำลังพยายามสร้าง “คนกลางเชิงระบบ” ที่จะพาแนวคิดนี้ไปต่อในโลกการทำงานจริง

เมื่อผู้บริหารจากภาคสื่อท้องถิ่นก้าวเข้าสู่เครือข่าย ววน. ความหมายของนวัตกรรมจึงเริ่มใกล้ประชาชนขึ้น

ความหมายต่อเชียงรายเป็นพิเศษ คือการมีผู้บริหารจากสื่อท้องถิ่นอย่างนครเชียงรายนิวส์เข้าร่วมและสำเร็จหลักสูตร โดยข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมระบุว่า มนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ กล่าวหลังจบหลักสูตรว่า “การเรียนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการรับใบประกาศนียบัตร แต่เป็นการได้รับมิตรภาพ ประสบการณ์ มุมมองใหม่ และเครือข่ายความร่วมมือของเหล่าผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยพัฒนาด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม”

คำกล่าวนี้มีน้ำหนักในตัวเอง เพราะสะท้อนว่าความรู้ประเภท ววน. ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะต่อคนทำงานวิทยาศาสตร์โดยตรง หากยังมีคุณค่าต่อคนทำงานสื่อ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการแปลงคำศัพท์เชิงนโยบายให้สังคมเข้าใจได้ และทำให้เรื่องที่ดูไกลตัว เช่น กองทุนวิจัย ระบบนวัตกรรม หรือกลไกจัดสรรงบประมาณ กลายเป็นเรื่องที่เชื่อมกับชีวิตประจำวันของผู้คนได้มากขึ้น ในแง่นี้ การที่ภาคสื่อท้องถิ่นเข้าไปอยู่ในเครือข่ายดังกล่าวจึงมีนัยต่อเชียงรายไม่น้อย เพราะอาจทำให้พื้นที่ได้รับประโยชน์จากการสื่อสารนโยบายและการสร้างความร่วมมือเชิงใหม่ในอนาคต

เส้นแบ่งที่กำลังเลือนหาย ระบบวิจัยไทยกำลังยอมรับว่า นโยบาย งบประมาณ ภาคธุรกิจ และสื่อ ต้องทำงานร่วมกันมากกว่าเดิม

ที่ผ่านมา หนึ่งในจุดอ่อนของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย คือการทำงานแบบแยกส่วน แต่ละภาคส่วนต่างมีภาษา วิธีคิด และเป้าหมายเฉพาะตัว นักวิจัยคิดในกรอบวิชาการ ภาคธุรกิจคิดในกรอบตลาด ภาครัฐคิดในกรอบนโยบายและระเบียบ ส่วนสื่อคิดในกรอบการสื่อสารที่ประชาชนเข้าถึงได้ เมื่อแต่ละวงพูดกันคนละภาษา งานวิจัยจำนวนไม่น้อยจึงจบอยู่ที่รายงาน ขณะที่นโยบายจำนวนไม่น้อยก็ไม่สามารถลงสู่การปฏิบัติได้อย่างมีพลัง

หลักสูตร ววน. รุ่นที่ 1 จึงมีความน่าสนใจเพราะพยายามดึงคนจากหลายระบบเข้ามาอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน และสร้างภาษากลางร่วมกันในเรื่องอนาคตของประเทศ การออกแบบเช่นนี้ไม่ได้รับประกันว่าความร่วมมือจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ก็ทำให้มี “พื้นที่กลาง” ซึ่งหาได้ยากในระบบราชการและระบบความรู้ไทย ยิ่งเมื่อ สกสว. เตรียมเปิดรับหลักสูตรรุ่นถัดไปในวันที่ 23 เมษายน 2569 ตามข้อมูลประชาสัมพันธ์ของหน่วยงาน ก็ยิ่งชัดว่าความตั้งใจนี้ไม่ได้เป็นกิจกรรมครั้งเดียวแล้วจบ แต่ถูกวางให้เป็นกลไกต่อเนื่องเพื่อขยายเครือข่ายของผู้นำที่เชื่อมโยงระบบเข้าหากันมากขึ้น

บทเรียนจากรุ่นที่ 1 ความสำเร็จที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้จบ แต่อยู่ที่จำนวนความร่วมมือที่จะเกิดหลังจากนี้

หากจะมองหาประเด็นเด่นที่สุดของพิธีมอบประกาศนียบัตรครั้งนี้ ประเด็นนั้นอาจไม่ใช่จำนวนผู้สำเร็จหลักสูตรหรือชื่อผู้ร่วมพิธี แต่คือคำถามหลังพิธีต่างหากว่า เครือข่ายที่ถูกสร้างขึ้นจะนำไปสู่อะไรต่อ การอบรมผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากในประเทศเกิดขึ้นอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่ทุกหลักสูตรที่จะสามารถเปลี่ยนการรู้จักกันให้กลายเป็นความร่วมมือที่เกิดผลจริงได้ จุดท้าทายของ ววน. รุ่นที่ 1 จึงไม่ได้อยู่ในห้องอบรม หากอยู่ในช่วงเวลาหลังจากนี้ ว่าผู้ที่ผ่านหลักสูตรจะสามารถนำมุมมอง เครือข่าย และความเข้าใจเชิงระบบไปใช้ในบทบาทของตนได้มากน้อยเพียงใด

นี่คือเหตุผลที่คำกล่าวของ ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ว่า ววน. รุ่นที่ 1 คือ “ผู้บุกเบิก” จึงสำคัญ เพราะผู้บุกเบิกไม่ได้ถูกวัดจากการเป็นรุ่นแรกเพียงอย่างเดียว แต่ถูกวัดจากความสามารถในการทำให้สิ่งที่เริ่มต้นไว้เติบโตต่อได้จริง หากเครือข่ายนี้สามารถเชื่อมภาครัฐกับมหาวิทยาลัย เชื่อมเอกชนกับโจทย์วิจัย เชื่อมสื่อกับการสื่อสารความรู้สู่ประชาชน หรือเชื่อมพื้นที่ท้องถิ่นเข้ากับแหล่งทุนและกลไกนวัตกรรมได้ ความสำเร็จของรุ่นที่ 1 ก็จะมีความหมายยาวนานกว่าพิธีมอบประกาศนียบัตรหนึ่งวันมากนัก

มุมมองจากเชียงราย เรื่องที่ดูไกลตัวอย่างวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม อาจกลายเป็นโอกาสใหม่ของท้องถิ่น หากมีคนพาเชื่อมให้ถึงพื้นที่

สำหรับจังหวัดอย่างเชียงราย ซึ่งกำลังขยับตัวในหลายด้านทั้งสื่อ วัฒนธรรม การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการพัฒนาชุมชน การมีคนจากพื้นที่เข้าไปอยู่ในเครือข่ายระดับประเทศเช่นนี้ย่อมมีนัยสำคัญ เพราะนวัตกรรมไม่ได้จำกัดอยู่ในเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีขั้นสูงเท่านั้น แต่มันรวมถึงวิธีคิด วิธีจัดการ และวิธีเชื่อมองค์ความรู้ให้เกิดผลใหม่ในพื้นที่ด้วย

หากคนทำงานจากเชียงรายสามารถนำเครือข่ายและมุมมองจากหลักสูตรนี้กลับมาใช้จริง ก็อาจต่อยอดได้ตั้งแต่การสร้างโครงการความร่วมมือกับสถาบันวิจัย การผลักดันประเด็นท้องถิ่นผ่านข้อมูล การเชื่อมสื่อกับองค์ความรู้ใหม่ การใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในภาคเกษตร การท่องเที่ยว การสื่อสาร หรือแม้แต่การยกระดับข้อถกเถียงสาธารณะในจังหวัดให้มีข้อมูลและหลักฐานรองรับมากขึ้น เรื่องเหล่านี้อาจยังไม่เห็นผลในทันที แต่หากวางรากฐานอย่างต่อเนื่อง ย่อมกลายเป็นทุนใหม่ของท้องถิ่นได้ในระยะยาว

สิ่งที่ประชาชนควรจับตาต่อหลักสูตรจะมีความหมายมากขึ้น หากเครือข่าย ววน. เปลี่ยนเป็นโครงการหรือผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้

คำถามที่ประชาชนย่อมถามอย่างตรงไปตรงมาคือ แล้วคนทั่วไปจะได้อะไร คำตอบที่ซื่อตรงที่สุดอาจเป็นว่า ในระยะสั้นประชาชนอาจยังไม่เห็นผลชัดทันที เพราะหลักสูตรนี้เป็นการลงทุนใน “คน” และ “เครือข่าย” มากกว่าการลงทุนในโครงการบริการสาธารณะโดยตรง แต่ในระยะกลางและระยะยาว ความหมายจะปรากฏขึ้นหากเครือข่ายเหล่านี้สามารถเปลี่ยนบทเรียนจากห้องอบรมไปเป็นโครงการจริง มาตรการจริง หรือความร่วมมือจริงที่แก้โจทย์ประเทศและโจทย์พื้นที่ได้

ดังนั้น สิ่งที่ควรจับตาหลังพิธีนี้ ไม่ใช่เพียงรายชื่อผู้จบ แต่คือว่าภายในปีถัดไปหรือในรุ่นต่อไป จะเกิดการร่วมมือใหม่อะไรขึ้นบ้าง มีงานวิจัยใดถูกนำไปใช้ได้จริงมากขึ้นหรือไม่ มีกลไกประสานงานระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาที่คล่องตัวขึ้นหรือไม่ และคนในพื้นที่ต่างจังหวัดอย่างเชียงรายจะสามารถดึงประโยชน์จากเครือข่ายนี้กลับไปพัฒนางานของตนได้จริงเพียงใด นั่นต่างหากจะเป็นตัวชี้วัดว่าหลักสูตรนี้มีน้ำหนักเชิงนโยบายจริงเพียงไหน

จากใบประกาศนียบัตรสู่ภารกิจใหม่ บทพิสูจน์อยู่หลังห้องอบรมมากกว่าบนเวทีพิธีการ

ภาพมอบใบประกาศหรือคำกล่าวแสดงความยินดี หากอยู่ที่การที่ทุกฝ่ายยอมรับตรงกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 20 มีนาคม 2569 เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ประโยคที่ทั้งประธานกรรมการ กสว. และผู้อำนวยการ สกสว. ย้ำร่วมกันอย่างชัดเจนคือ ผู้สำเร็จหลักสูตรต้องนำสิ่งที่ได้ไปทำให้เกิดผลจริง ซึ่งหมายความว่า เครือข่ายนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเกียรติยศส่วนตัว แต่เพื่อภารกิจสาธารณะในระดับประเทศ

สำหรับเชียงรายเอง คือการที่ชื่อของผู้บริหารจากพื้นที่ปรากฏอยู่ในเครือข่ายระดับชาติ ไม่ควรถูกมองเพียงเป็นความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ควรถูกมองเป็นโอกาสที่จังหวัดจะเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศได้ใกล้ชิดขึ้น นี่อาจเป็นจุดเริ่มของการทำให้เรื่องที่ดูไกลตัวค่อย ๆ กลายเป็นทรัพยากรใหม่ที่คนในพื้นที่ใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

ววน. รุ่นที่ 1 กำลังบอกว่าอนาคตของไทยไม่ได้อยู่ที่คนเก่งรายบุคคลเท่านั้น แต่อยู่ที่คนต่างวงการทำงานร่วมกันได้จริงหรือไม่

ท้ายที่สุดประกาศนียบัตรของ สกสว. ครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากกว่าที่ผิวหน้าดูเหมือน เพราะมันสะท้อนการขยับตัวของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมไทยจากการมุ่งสร้างองค์ความรู้เพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างเครือข่ายผู้นำที่พยายามเชื่อมองค์ความรู้กับการบริหาร การจัดสรรทรัพยากร การสื่อสาร และการใช้ประโยชน์จริง แน่นอนว่าเส้นทางนี้ยังอีกยาว และหลักสูตรรุ่นแรกเพียงรุ่นเดียวไม่อาจเปลี่ยนประเทศได้ทันที

แต่ถ้าจะมีบทเรียนสำคัญจากพิธีวันที่ 20 มีนาคม 2569 บทเรียนนั้นอาจเป็นว่า ประเทศไทยกำลังเริ่มยอมรับความจริงข้อหนึ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า การพัฒนาในโลกยุคใหม่ไม่อาจฝากไว้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่งเท่านั้น หากต้องอาศัยคนจากหลายวงการมองเห็นภาพใหญ่ร่วมกัน และพร้อมร่วมกันขับเคลื่อนให้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ไม่เป็นเพียงคำสวยหรูในเอกสารนโยบาย แต่เป็นพลังที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคนไทยได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

วิกฤตข้อมูลรั่วไหล 180 ล้านบัญชี สกมช. ผนึก กองทุน สกสว. ชูยุทธศาสตร์ Zero Trust กู้คืนความเชื่อมั่นดิจิทัล

วิกฤตข้อมูลรั่วไหล 180 ล้านบัญชี เมื่อ “โลกเสมือน” สั่นคลอน “โลกความจริง” และยุทธศาสตร์การตีโต้ของไทย

กรุงเทพฯ,วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569 – ในวันที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ข้อมูลเปรียบเสมือน “น้ำมันดิบ” ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจ แต่สำหรับประเทศไทยในห้วงปี 2567 ถึงต้นปี 2569 ข้อมูลเหล่านี้กลับกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ย้อนกลับมาสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง เมื่อสถิติล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลบัญชีผู้ใช้ของคนไทยรั่วไหลสู่สาธารณะและตลาดมืดออนไลน์แล้วเกือบ 180 ล้านบัญชี

ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงสถิติที่น่าตกใจ แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงที่บ่งบอกว่า ประชาชนไทยหนึ่งคนอาจมีข้อมูลรั่วไหลซ้ำซ้อนจากหลายแหล่งบริการ ทั้งจากระบบทะเบียนราษฎร์ ธุรกรรมทางการเงิน ไปจนถึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ นี่คือจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ความท้าทายที่นำไปสู่การผนึกกำลังครั้งใหญ่ระหว่าง “กองทุน ววน.” และ “สกมช.” เพื่อวางรากฐาน “กำแพงไซเบอร์” ใหม่ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม

เจาะลึกปมวิกฤต จากข้อมูลที่หลุดลอยสู่ “อุตสาหกรรมหลอกลวง”

เหตุใดข้อมูล 180 ล้านบัญชีจึงมีความสำคัญนัก? คำตอบอยู่ที่การนำข้อมูลเหล่านี้ไป “แปรรูป” โดยกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ ข้อมูลที่รั่วไหลประกอบด้วย ข้อมูลระบุตัวตน (PII) เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ และประวัติการทำธุรกรรม ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในสิ่งที่เรียกว่า อุตสาหกรรมการหลอกลวง” (Scam Industry) ที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพสูง

จากการวิเคราะห์พบว่า ข้อมูลที่รั่วไหลออกมามากที่สุดมาจากภาคส่วนที่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวัน ดังนี้:

  • กรมกิจการผู้สูงอายุ (DOP): ข้อมูลหลุดกว่า 19.7 ล้านแถวข้อมูล เมื่อมกราคม 2567 กลายเป็นเป้าหมายหลักของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายผู้สูงวัย
  • สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.): ข้อมูลนักเรียนและผู้ปกครองกว่า 3.1 ล้านบัญชี ทำให้เยาวชนเสี่ยงต่อการถูกขโมยอัตลักษณ์ตั้งแต่อายุยังน้อย
  • ภาคธุรกิจและบัตรสมาชิก: เช่น กรณี The 1 Card กว่า 5 ล้านบัญชี ที่ทำให้มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายและขโมยสิทธิประโยชน์ได้

ความน่ากลัวอยู่ที่การโจมตีแบบ Impersonation Scam หรือการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มิจฉาชีพจะใช้ข้อมูลจริงที่คุณคิดว่ามีเพียงหน่วยงานรัฐเท่านั้นที่รู้ มาสร้างความเชื่อถือเพื่อข่มขู่หรือหลอกให้โอนเงิน สภาวะนี้ทำให้ความเชื่อมั่นในระบบดิจิทัลของไทยลดลงสู่จุดต่ำสุดในรอบหลายปี

ความอ่อนแอเชิงโครงสร้าง เมื่อ “ป้อมปราการ” เดิมใช้การไม่ได้อีกต่อไป

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เปิดเผยตัวเลขที่ชวนให้ขบคิดว่า ในปี 2568 คะแนนความพร้อมด้านไซเบอร์ของหน่วยงานภาครัฐ (GOV) เฉลี่ยลดลงเหลือเพียงร้อยละ 59 สวนทางกับภัยคุกคามที่พุ่งสูงขึ้นถึง 196,078 ครั้งในไตรมาสเดียว

ปัญหาหลักเกิดจากแนวคิดการทำงานแบบ “Silo Mentality” หรือต่างคนต่างทำ ขาดการบูรณาการข้อมูลภัยคุกคามระหว่างกัน นอกจากนี้ ภาคการศึกษายังตกเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง โดยครองสัดส่วนการถูกโจมตีถึงร้อยละ 23 เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่มีข้อมูลมหาศาลแต่มีงบประมาณและบุคลากรด้านความปลอดภัยจำกัดที่สุด

เราไม่สามารถป้องกันบ้านด้วยกุญแจดอกเดิมในวันที่ขโมยมีเครื่องตัดเลเซอร์” นี่คือเสียงสะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญที่ชี้ให้เห็นว่าระบบป้องกันแบบเดิม (Perimeter Defense) นั้นล้าสมัยไปแล้ว

ยุทธศาสตร์ “Zero Trust” ไม่ไว้วางใจใคร เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

เพื่อตอบโต้สถานการณ์นี้ สกมช. ได้ประกาศรุกคืบด้วยแนวคิด “Zero Trust Architecture” หรือการ “ไม่ไว้วางใจใครเลย” แม้จะเป็นบุคคลภายในองค์กรก็ตาม ทุกการเข้าถึงข้อมูลต้องผ่านการตรวจสอบตัวตนอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง (Continuous Verification)

กลยุทธ์นี้ประกอบด้วย 5 เสาหลักสำคัญ:

  1. Identity & Access Management: ตรวจสอบตัวตนทุกครั้งไม่มีข้อยกเว้น
  2. Least Privilege: ให้สิทธิเข้าถึงเฉพาะเท่าที่จำเป็น
  3. Micro-segmentation: กั้นห้องข้อมูลไม่ให้แฮกเกอร์เดินทะลุถึงกันได้หากเจาะเข้ามาได้จุดหนึ่ง
  4. Continuous Monitoring: ใช้ AI เฝ้าระวังพฤติกรรมผิดปกติตลอด 24 ชั่วโมง
  5. Data Protection: เข้ารหัสข้อมูลในทุกสถานะเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกขโมยไปกลายเป็นขยะที่อ่านไม่ออก

กองทุน ววน. จับมือ สกมช.: พลิกโฉมจาก “ผู้ซื้อ” สู่ “ผู้สร้าง” เทคโนโลยี

ก้าวสำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม สกสว. คือการลงนามความร่วมมือระหว่าง กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ สกมช. เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ นั่นคือการขาดแคลนเทคโนโลยีและบุคลากรของไทยเอง

ปัจจุบัน ประเทศไทยต้องพึ่งพาเทคโนโลยี Cyber Security จากต่างประเทศเกือบทั้งหมด และยังเผชิญกับภาวะขาดแคลนบุคลากรไซเบอร์กว่า 70,000 อัตรา ความร่วมมือในครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การวิจัยและพัฒนาใน 5 ด้านหลัก:

  • AI for Cyber Security: พัฒนาปัญญาประดิษฐ์สัญชาติไทยเพื่อตรวจจับอาชญากรรม
  • Quantum Safe Communication: เตรียมความพร้อมสู่ายุคควอนตัมคอมพิวติ้งที่อาจเจาะรหัสผ่านได้ทุกชนิดในอนาคต
  • IoT Security: ป้องกันระบบเซนเซอร์ในโรงงานอุตสาหกรรมและ Smart City
  • Data Security: เทคโนโลยีปกป้องการรั่วไหลของข้อมูลโดยเฉพาะ
  • Cyber Threat Intelligence: สร้างฐานข้อมูลภัยคุกคามระดับชาติเพื่อแชร์ข้อมูลร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันการสร้างหลักสูตรในระดับอุดมศึกษา ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อผลิตนักรบไซเบอร์รุ่นใหม่ให้ทันต่อความต้องการของตลาด

บทสรุปและทางออก อนาคตที่ต้องร่วมกันสร้าง

วิกฤตข้อมูล 180 ล้านบัญชีไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงของชาติในยุคใหม่ การปรับเปลี่ยนจากความปลอดภัยแบบตั้งรับ (Reactive) เป็นการจัดการความเสี่ยงเชิงรุก (Proactive) คือทางออกเดียวที่ยั่งยืน

“การสร้างความมั่นคงไซเบอร์ไม่ใช่แค่หน้าที่ของฝ่าย IT แต่มันคือวาระแห่งชาติที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนข้อมูลจาก ‘จุดอ่อน’ ให้กลับมาเป็น ‘สินทรัพย์’ ที่สร้างความมั่งคั่งให้ประเทศไทยอีกครั้ง”

สถิติจากปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า องค์กรที่ใช้ระบบ AI และ Automation ในการป้องกันภัยไซเบอร์สามารถประหยัดค่าความเสียหายได้เฉลี่ยถึง 1.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับองค์กรที่ไม่ได้ใช้ นี่คือตัวเลขที่ยืนยันว่าการลงทุนในเทคโนโลยีไซเบอร์คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในวินาทีนี้

ท้ายที่สุด ประชาชนทุกคนต้องมี ภูมิคุ้มกันดิจิทัล” (Digital Immunity) เริ่มต้นจากการทำ Cyber Hygiene ขั้นพื้นฐาน เช่น การไม่ใช้รหัสผ่านซ้ำ การใช้ MFA และการมีสติก่อนคลิกทุกครั้ง เพราะในสมรภูมิไซเบอร์ “ความประมาทเพียงครั้งเดียว อาจหมายถึงความเสียหายที่กู้คืนไม่ได้ตลอดกาล”

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
  • สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส. / PDPC)
  • ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ (ThaiCERT)
  • Cybersecurity Agency of Singapore (CSA)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ปลุกพลังวิจัยให้ไทยอัพ! สกสว. เชื่อมโจทย์เชียงรายสู่ทุน ววน. 2 หมื่นล้าน เน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสุขภาพ

สกสว. ปักหมุดแม่ฟ้าหลวง เปิดเวที Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 ชู ช่องทางเข้าถึงทุนวิจัย ขับเคลื่อนเหนือสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และสุขภาพ

เชียงราย, 23 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. จัดงาน Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด RISE UP THAILAND ปลุกพลังวิจัย ให้ไทยอัพ ณ ห้องประดู่แดง 1 ชั้น 5 อาคารพลเอกสำเภา ชูศรี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยวางเป้าหมายชัดเจนในการสื่อสารบทบาทใหม่ของกองทุน ววน. ให้เป็น “ศูนย์กลางระบบนิเวศวิจัย” ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับเครือข่ายภูมิภาค ตั้งแต่นักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน ไปจนถึงปราชญ์ชาวบ้านและผู้ประกอบการท้องถิ่น

ท่ามกลางบริบทที่ประเทศกำลังเร่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ขณะเดียวกันเศรษฐกิจฐานรากยังต้องการเครื่องมือใหม่ในการเพิ่มรายได้ เวทีครั้งนี้ถูกวางให้เป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่าง “โจทย์พื้นที่” กับ “เครื่องมือทุน” เพื่อพางานวิจัยออกจากห้องแล็บไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และเชิงสังคม โดยเฉพาะสาขายุทธศาสตร์ของภาคเหนือ เช่น เกษตรปลอดภัย อุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนส กาแฟ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยวเชิงมูลค่าสูง

จากผู้ให้ทุนสู่ศูนย์กลางระบบนิเวศ 25 ช่องทางที่คนพื้นที่ต้องรู้

สารหลักที่ถูกส่งจากเวทีภาคเหนือครั้งนี้ คือการยืนยันว่ากองทุน ววน. ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงจัดสรรงบประมาณ แต่กำลังปรับบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ และจะทำให้กระบวนการเข้าถึงง่ายขึ้น โปร่งใสขึ้น และตอบโจทย์การใช้ประโยชน์จริงมากขึ้น

ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการอำนวยการ สกสว. และประธานคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์สื่อสารกองทุน ววน. กล่าวในงานว่า สกสว. ต้องการทลายภาพจำที่งานวิจัยเป็นเรื่องไกลตัวหรืออยู่บนหอคอยงาช้าง พร้อมชี้ว่าในระดับประเทศมีช่องทางหรือกลไกการเข้าถึงทุนหลายประตู ซึ่งคนในท้องถิ่นสามารถเข้าไปร่วมได้ โดยสาระที่ถูกย้ำคือ การสนับสนุนครอบคลุมทั้งงบประมาณ เครือข่ายองค์ความรู้ และความร่วมมือที่ช่วยเปิดตลาดหรือโอกาสระดับต่างประเทศ

แก่นสำคัญอยู่ที่การทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กและชุมชนเห็น “เส้นทางเดิน” ที่ชัดขึ้น ตั้งแต่เริ่มต้นคิดโจทย์ ไปจนถึงการจับคู่กับหน่วยบริหารจัดการทุน การออกแบบโครงการ การยกระดับมาตรฐาน และการต่อยอดสู่การตลาด เพราะหากประตูมีอยู่จริง แต่คนไม่รู้ทางเข้า เม็ดเงินก็ยังวนอยู่ในกลุ่มเดิม และนวัตกรรมก็ไม่ถึงมือคนที่ต้องใช้จริง

ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการอำนวยการ สกสว. ประธานคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์สื่อสาร กองทุน ววน.
ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว.

งบกองทุน ววน. กับคำถามเรื่องผลลัพธ์ เมื่อเงินต้องเปลี่ยนชีวิตคน

การสื่อสารครั้งนี้เกิดขึ้นบนฉากหลังที่กองทุน ววน. ถูกกล่าวถึงในสังคมในฐานะกลไกงบประมาณขนาดใหญ่ โดยมีรายงานข่าวที่ระบุว่า กองทุน ววน. ได้รับจัดสรรประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี และถูกคาดหวังให้ “กระตุ้นเศรษฐกิจและสังคม” ผ่านงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง

เมื่อเม็ดเงินระดับนี้ถูกวางเป็นเครื่องมือชาติ คำถามใหญ่ย่อมไม่ใช่เพียงให้ทุนไปเท่าไร แต่คือให้แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจจริงของพื้นที่ เกิดผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่หรือไม่ เกิดรายได้เพิ่มหรือไม่ เกิดการจ้างงานหรือไม่ และสำคัญที่สุดคือเกิดความสามารถแข่งขันระยะยาวหรือไม่

ภาพที่ สกสว. พยายามตอบผ่านเวทีภาคเหนือ คือการย้ำว่า “งานวิจัยกินได้” มีอยู่จริงในชุมชน และหลายครั้งคนในพื้นที่อาจใช้ประโยชน์อยู่แล้วโดยไม่รู้ว่าเชื่อมกับระบบทุนวิจัยของประเทศ

งานวิจัยกินได้ จากขมิ้นชันถึงกาแฟ เมื่อชุมชนต้องการรายได้ที่ยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวในงานถึงตัวอย่างงานวิจัยที่สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตของชุมชน เช่น การพัฒนาขมิ้นชัน การทอผ้าไหม การพัฒนากาแฟหลากหลายรสชาติ และชาเลือดมังกร พร้อมสะท้อนแนวคิดว่า เมื่อความรู้ใหม่เข้าไปเสริมในพื้นที่ สิ่งที่ต้องเกิดตามมาคือชุมชนเข้มแข็งขึ้นและรายได้เพิ่มขึ้น

ในมุมของคนทำข่าวเชิงลึก ประเด็นนี้น่าสนใจเพราะชี้ให้เห็นว่า “ผลลัพธ์ของทุน” อาจไม่ใช่ภาพใหญ่ระดับอุตสาหกรรมทันที แต่คือการเพิ่มมูลค่าในสินค้าที่คนทำอยู่แล้ว ทำให้คุณภาพสม่ำเสมอขึ้น มีมาตรฐานมากขึ้น สื่อสารเรื่องราวได้ดีขึ้น และสุดท้ายเชื่อมตลาดได้ไกลกว่าเดิม

นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่ถูกหยิบขึ้นมาชัด คือการผลักดันงานคราฟต์ฝีมือชุมชนให้เป็นของที่ระลึกอย่างเป็นทางการของหน่วยงานในระบบ อววน. และการนำผลงานไปจัดแสดงและจำหน่ายในเวทีประชุมนานาชาติในช่วงเดือนพฤษภาคม เพื่อให้การ “โชว์ของ” ของประเทศ กลายเป็น “โอกาสทางการค้า” ของชุมชน ไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์

ถ้ากลไกนี้เดินได้จริง ผลสะเทือนต่อเชียงรายย่อมมีน้ำหนัก เพราะเชียงรายมีทุนทางวัฒนธรรม งานคราฟต์ กาแฟ ชา สมุนไพร และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อยู่แล้ว การเติมนวัตกรรมและการตลาดจะทำให้สินค้ามีราคาใหม่ และทำให้เศรษฐกิจฐานรากไม่ต้องแข่งกันที่ปริมาณ แต่แข่งกันที่คุณค่า

แม่ฟ้าหลวงกับบทบาทแพลตฟอร์มลุ่มน้ำโขง เชื่อมสุขภาพ เวลเนส เกษตร และสร้างสรรค์

อีกแกนหนึ่งของงานอยู่ที่บทบาทของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในฐานะแพลตฟอร์มกลางของภาคเหนือ

ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่ามหาวิทยาลัยมีพันธกิจในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรมสู่การพัฒนาพื้นที่และคุณภาพชีวิตของประชาชน การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสเปิดพื้นที่กลางให้กองทุน ววน. เครือข่ายนักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และหน่วยงานในพื้นที่ ได้แลกเปลี่ยนและผลักดันงานวิจัยให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม

หากมองแบบยุทธศาสตร์ เชียงรายมีจุดแข็งที่สามารถยืนอยู่บนสี่ขาได้พร้อมกัน

  • ขาแรก เกษตรและอาหารมูลค่าสูง ตั้งแต่กาแฟ ชา สมุนไพร ไปจนถึงอาหารปลอดภัย
  • ขาที่สอง สุขภาพและเวลเนส ที่เชื่อมการแพทย์บูรณาการกับการท่องเที่ยว
  • ขาที่สาม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นสินค้าและบริการ
  • ขาที่สี่ สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ที่กลายเป็นข้อได้เปรียบในการลงทุนยุค ESG

เวทีนี้จึงเหมือนการจัดวาง “โครงร่างการลงทุนความรู้” ให้กับภูมิภาค ว่าทิศทางต่อไปไม่ใช่ทำโครงการแบบกระจัดกระจาย แต่ต้องทำให้โจทย์พื้นที่ถูกยกเป็นโจทย์วิจัยที่ตอบได้จริง และเมื่อคำตอบเกิด ก็ต้องพาไปถึงตลาด

Thailand RISE Fund กับโจทย์วัดผล เมื่อความน่าเชื่อถือต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูล

อีกด้านหนึ่งที่อยู่ใต้ผิวน้ำของเวทีสื่อสาร คือเรื่อง “การวัดผล” และ “ความเชื่อมั่น” ของสังคมต่อระบบวิจัย

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เคยเผยแพร่ข่าวความร่วมมือที่ สกสว. ทำงานกับธนาคารโลกเพื่อยกระดับการวัดผลด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมุ่งสร้างความเข้มแข็งของระบบ ววน. ผ่านการวัดผลที่แม่นยำ และสื่อสารให้สังคมเห็นผลกระทบของงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อเชื่อมกับเวทีภาคเหนือ ภาพที่ชัดขึ้นคือ สกสว. ไม่เพียงต้องการ “เล่าเรื่อง” ให้คนเชื่อ แต่วางหมากให้สามารถ “ชี้ตัวเลข” ให้คนเห็นด้วย เพราะในท้ายที่สุด ความน่าเชื่อถือของเงินสาธารณะไม่ได้วัดจากถ้อยคำที่สวยงาม แต่วัดจากผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้

จุดเปลี่ยนที่เชียงราย เมื่อภูมิปัญญาต้องเดินทางให้ไกลกว่าตลาดท้องถิ่น

สำหรับเชียงราย คำว่าเปลี่ยนภูมิปัญญาเป็นมูลค่าเศรษฐกิจ ไม่ใช่สโลแกนใหม่ แต่สิ่งที่แตกต่างคือการมีเครื่องมือระดับชาติพยายามทำให้ช่องทางเข้าถึงทุนและเครือข่ายง่ายขึ้น พร้อมชี้ว่ามีหลายหน่วยบริหารจัดการทุนที่สามารถรองรับโครงการได้

ถ้ามองจากประสบการณ์พื้นที่ สิ่งที่ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนมักติดขัดมีไม่กี่ข้อ

  1. ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากประตูไหน
  2. โจทย์ดีแต่เขียนโครงการไม่เป็น
  3. ทำของเก่งแต่ยังไม่ถึงมาตรฐานหรือยังไม่รู้ตลาด
  4. มีเรื่องราว แต่สื่อสารไม่เป็นระบบ
  5. ขาดพาร์ตเนอร์ที่จะช่วยพาไปไกล

เวที Thailand RISE Fund Forum จึงพยายามตอบด้วยการประกาศบทบาทเชิงบริการมากขึ้น ให้คนพื้นที่สามารถเข้ามาปรึกษาได้ง่ายขึ้น และให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงหรือแพลตฟอร์มร่วมกับภาคีอื่น

ประเด็นรองที่ต้องจับตา ความเสี่ยงของการเปิดประตูจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม การเปิดประตูจำนวนมากก็มีความเสี่ยงในตัวเอง หากไม่มีระบบนำทางที่ดี คนพื้นที่อาจสับสนกว่าเดิมว่าโจทย์แบบไหนควรเข้าประตูไหน และเกณฑ์การพิจารณาของแต่ละหน่วยไม่เหมือนกัน

อีกความเสี่ยงคือ “ความคาดหวัง” หากสื่อสารว่าเข้าถึงง่าย แต่กระบวนการยังซับซ้อนเหมือนเดิม ความเชื่อมั่นจะลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ผู้ประกอบการต้องทำมาหากินทุกวัน และไม่สามารถเสียเวลาหลายเดือนกับเอกสารที่ไม่รู้จะได้ผลหรือไม่

ดังนั้นหลังเวทีนี้ สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือ กลไกสนับสนุนเชิงปฏิบัติการ เช่น คลินิกที่ปรึกษา การจับคู่ผู้เชี่ยวชาญ การช่วยออกแบบโครงการ การสนับสนุนมาตรฐาน การทดสอบตลาด และการช่วยทำเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา จะเกิดขึ้นต่อเนื่องแค่ไหน

เชียงรายในบทบาทประตูเหนือของระบบวิจัยสู่เศรษฐกิจจริง

Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่ากองทุน ววน. กำลังเร่งสื่อสารบทบาทใหม่ เพื่อให้คนในพื้นที่เข้าถึงทุนวิจัยและนวัตกรรมได้จริง พร้อมย้ำว่างานวิจัยไม่จำเป็นต้องอยู่ในแล็บเท่านั้น แต่สามารถอยู่ในกาแฟหนึ่งแก้ว ในผ้าทอหนึ่งผืน หรือในของที่ระลึกหนึ่งชิ้นที่มีเรื่องราวและมาตรฐานรองรับ

และเมื่อกองทุน ววน. ถูกวางอยู่บนความคาดหวังระดับประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ภารกิจถัดไปย่อมไม่ใช่เพียงการจัดเวทีให้คน “รับรู้” แต่ต้องทำให้คน “เข้าถึง” และ “ใช้ได้จริง” พร้อมกับวัดผลให้ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เงินวิจัยขนาดใหญ่เปลี่ยนเป็นการยกระดับชีวิตคนในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • กองทุน ววน. มีรายงานข่าวระบุว่าได้รับจัดสรรประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี
  • สกสว. มีความร่วมมือกับธนาคารโลกเพื่อยกระดับการวัดผลและการสื่อสารผลกระทบจากงานวิจัยและนวัตกรรม
  • งาน Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 จัดที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ข้อมูลกำหนดการและรายละเอียดการจัดงาน Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ข่าว สกสว. ร่วมธนาคารโลกยกระดับการวัดผลและการสื่อสารผลกระทบ ววน.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

สกสว. ลงพื้นที่เชียงรายจัด Thailand RISE Fund Forum ชูยุทธศาสตร์เปลี่ยนงานวิจัยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เมื่อศิลปะมาเจองานวิจัย! ววน. ปักหมุดพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัย-ดอยตุง ปั้นเชียงรายต้นแบบนวัตกรรมชุมชน

เชียงราย, 22 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางกระแสการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่โมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้และนวัตกรรม จังหวัดเชียงรายถูกเลือกเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการสื่อสารบทบาทของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือกองทุน ววน. ผ่านกิจกรรม Thailand RISE Fund Forum RISE UP THAILAND ปลุกพลังวิจัย ให้ไทยอัพ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

การลงพื้นที่ครั้งนี้นำโดย ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การสื่อสารกองทุน ววน. และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการสะท้อนให้เห็นว่า “งบวิจัย” มิได้หยุดอยู่เพียงรายงานทางวิชาการ หากสามารถต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

จากนโยบายสู่พื้นที่จริง

กิจกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเวทีเสวนา หากแต่เป็นการประชุมคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การสื่อสารกองทุน ววน. ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ควบคู่กับการลงพื้นที่จริงในสามจุดสำคัญของจังหวัดเชียงราย ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์การเชื่อมโยง “ศิลปะ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ ESG” เข้าด้วยกัน

ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง เปิดเผยว่า กองทุน ววน. มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการแปลงทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล

การเลือกจังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมครั้งนี้ สะท้อนศักยภาพของจังหวัดที่มีทั้งมรดกวัฒนธรรม ศิลปะร่วมสมัย งานหัตถกรรม และโมเดลการพัฒนาเชิงสิ่งแวดล้อมที่เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ

ศิลปะร่วมสมัยกับบทบาทเศรษฐกิจสร้างสรรค์

จุดหมายแรกของคณะคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สะท้อนบทบาทของศิลปะร่วมสมัยในฐานะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

การสื่อสารในพื้นที่นี้มุ่งเน้นแนวคิด Cultural IP หรือทรัพย์สินทางปัญญาทางวัฒนธรรม ที่สามารถแปลงองค์ความรู้และอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม

กองทุน ววน. สนับสนุนงานวิจัยด้าน Creative Content และการพัฒนา IP เชิงวัฒนธรรม เพื่อเชื่อมโยงศิลปิน ชุมชน และภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ โดยเป้าหมายระยะยาวคือการเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการเชิงวัฒนธรรม

ในบริบทของประเทศไทย ซึ่งมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ การลงทุนในงานวิจัยด้านศิลปะและวัฒนธรรมจึงถูกมองว่าเป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

งานคราฟต์กับนวัตกรรมการออกแบบ

จุดหมายถัดมาคือ Kwai Din Dak Art House หรือควายดินดาก อาร์ทเฮ้าส์ ซึ่งเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสานกับการออกแบบสมัยใหม่

ที่นี่ กองทุน ววน. สนับสนุนการวิจัยและการใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ การเชื่อมโยงระหว่างนักวิจัย นักออกแบบ และผู้ประกอบการในชุมชน ช่วยยกระดับสินค้าจากงานหัตถกรรมพื้นบ้านไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและมีศักยภาพในตลาดที่กว้างขึ้น

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีการหารือแนวทางการดำเนินงานในขั้นถัดไป เพื่อให้การสนับสนุนของกองทุน ววน. สร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ ทั้งในด้านรายได้ของชุมชนและการสร้างแบรนด์ในระดับประเทศ

โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนและ ESG

จุดหมายที่สามคือ DoiTung Lifestyle Cottage Industry Centre and Outlet ซึ่งเป็นศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานฝีมือดอยตุง

พื้นที่นี้สะท้อนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ที่สอดคล้องกับแนวคิด ESG ซึ่งกำลังเป็นกรอบการลงทุนสำคัญในระดับโลก

กองทุน ววน. สนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสีเขียว การจัดการขยะ และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดระบบ Zero Waste และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การสื่อสารในพื้นที่นี้มุ่งสะท้อนว่า งานวิจัยสามารถเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

เชียงรายในฐานะพื้นที่ต้นแบบ

จังหวัดเชียงรายมีศักยภาพในหลายมิติ ทั้งด้านศิลปะร่วมสมัย งานหัตถกรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน การเลือกพื้นที่นี้จึงมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

ในมิติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ศิลปินและชุมชนในเชียงรายมีบทบาทสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

ในมิติของเศรษฐกิจฐานราก งานคราฟต์และภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นแหล่งรายได้หลักของหลายครัวเรือน

ในมิติของความยั่งยืน โมเดลดอยตุงเป็นตัวอย่างการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับ

การบูรณาการสามมิตินี้ภายใต้การสนับสนุนของกองทุน ววน. จึงเป็นภาพสะท้อนของการใช้วิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

เปิดตารางกิจกรรม “RISE UP THAILAND” เดินหน้าปลุกพลังวิจัย 4 ภาค

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เดินเครื่องกิจกรรม Thailand RISE Fund Forum อย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงให้เห็นว่างานวิจัยและนวัตกรรมไม่ใช่แค่เรื่องในตำรา แต่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และโมเดลความยั่งยืน (ESG) ที่ใช้ได้จริงในพื้นที่

กำหนดการจัดงานในพื้นที่ยุทธศาสตร์:

  • จ.ขอนแก่น: วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569
  • จ.เชียงราย: วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (กรุงเทพฯ): วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569
  • จ.นครศรีธรรมราช: วันที่ 12 มีนาคม 2569

สำหรับการลงพื้นที่ในจังหวัดเชียงรายล่าสุด คณะผู้บริหาร ววน. ได้มุ่งเน้นการเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาทางวัฒนธรรม (Cultural IP) ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย และการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ศูนย์ผลิตงานฝีมือดอยตุง เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ภาพรวมและทิศทางในปี 2569

สำหรับปี 2569 กองทุน ววน. วางทิศทางการขับเคลื่อนในสามประเด็นหลัก ได้แก่ การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่าน Cultural IP การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านการวิจัยและออกแบบ และการสนับสนุนโมเดล ESG ผ่านเทคโนโลยีสีเขียว

เป้าหมายระยะยาว คือ การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนด้านนวัตกรรม และเพิ่มความสามารถการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก

กิจกรรม Thailand RISE Fund Forum ที่จัดขึ้นในเชียงราย จึงไม่เพียงเป็นเวทีสื่อสาร หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการประสานพลังระหว่างนักวิจัย ชุมชน และภาคธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ใช้ความรู้เป็นฐาน

ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก การใช้วิจัยและนวัตกรรมเป็นกลไกสร้างมูลค่าเพิ่ม อาจเป็นคำตอบสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แถลงกิจกรรม Thailand RISE Fund Forum วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569
  • ข้อมูลการประชุมคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การสื่อสารกองทุน ววน. ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569
  • เอกสารสรุปกิจกรรมลงพื้นที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย Kwai Din Dak Art House และ DoiTung Lifestyle Cottage Industry Centre and Outlet ประจำวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME