Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงรายสั่งยกระดับคุมเข้มชายแดน สกัดขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้เทคโนโลยีดาวเทียม

ชายแดนเชียงรายในสมรภูมิอาชญากรรมข้ามชาติ

เชียงราย, 10 กุมภาพันธ์ 2569 – บริเวณแนวชายแดนเหนือ เส้นแบ่งประเทศที่เคยเป็นเพียง “จุดผ่านแดน” กำลังถูกผลักให้กลายเป็น “แนวหน้า” ของอาชญากรรมยุคดิจิทัล เมื่อเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ข้ามชาติขยับฐานปฏิบัติการเข้ามาประชิดพื้นที่จังหวัดเชียงราย จนความเสี่ยงไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องหลอกโอนเงิน แต่เชื่อมโยงไปถึงการค้ามนุษย์ แรงงานบังคับ และระบบฟอกเงินที่อาศัยคนไทยเป็นฟันเฟืองโดยไม่รู้ตัว

สัญญาณเตือนครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากข่าวลือ หากสะท้อนผ่านการประชุมติดตามสถานการณ์ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หารือร่วมกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อประเมินภาพรวมภัยคุกคามตามแนวชายแดนไทย เมียนมา และลาว

แผนที่จุดเสี่ยงท่าขี้เหล็กและคิงส์โรมัน

ข้อมูลจากการประชุมระบุพิกัดเสี่ยงหลัก 2 จุดที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด

จุดแรกอยู่ฝั่งเมียนมา บริเวณท่าขี้เหล็ก พื้นที่ซึ่งมีคาสิโนและสถานบันเทิงหนาแน่น ถูกระบุว่าเป็นฐานขนาดใหญ่ของขบวนการคอลเซ็นเตอร์ มีรูปแบบการล่อลวงคนไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางไปทำงาน ก่อนถูกยึดเอกสาร ถูกควบคุมตัว และถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวง หากขัดขืนอาจถูกทำร้ายหรือกักขัง

จุดที่สองอยู่ฝั่ง สปป.ลาว บริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษคิงส์โรมัน ริมแม่น้ำโขง ซึ่งถูกระบุว่าเป็นพื้นที่กบดานของสแกมเมอร์ข้ามชาติ และเป็นเหตุให้หน่วยงานไทยต้องจับตาการเคลื่อนไหวของคนและทรัพยากรที่ไหลเวียนข้ามแดนอย่างต่อเนื่อง

จากห้องประชุมอู่หลงถึงปฏิบัติการตัดวงจรในฝั่งไทย

ด้านการสกัดกั้นในฝั่งไทย ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าปฏิบัติการเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงของเครือข่าย โดยช่วงเดือนตุลาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 มีการระบุผลปฏิบัติการสำคัญ เช่น คดีจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับการกดเงินและโอนเงิน พร้อมตรวจยึดบัตรเอทีเอ็มจำนวนมากกว่า 2,057 ใบ รวมถึงการสกัดพัสดุที่ลักลอบส่งสมุดบัญชีและซิมการ์ดผ่านระบบขนส่งเอกชน และการจับกุมแรงงานต่างด้าวที่เกี่ยวพันกับอาชญากรรมข้ามชาติรวม 288 ราย

ภาพรวมเหล่านี้สะท้อนว่า “ศูนย์ปฏิบัติการ” ของอาชญากรรมไม่ได้ตั้งอยู่ในไทยทั้งหมด แต่ไทยถูกใช้เป็นทั้งทางผ่าน จุดพักเงิน และฐานโลจิสติกส์ในบางช่วงของวงจร ตั้งแต่การเปิดบัญชี การจัดหาอุปกรณ์สื่อสาร ไปจนถึงการกดเงินสดออกจากระบบ

วงจรบัญชีม้าและซิมม้า เมื่อความเสี่ยงเริ่มจากคนใกล้ตัว

แกนกลางของอาชญากรรมออนไลน์จำนวนมากยังคงพึ่งพา “บัญชีม้า” และ “ซิมม้า” เพราะทำให้เงินที่ได้จากการหลอกลวงเคลื่อนที่เร็ว แตกเป็นทอด ๆ และยากต่อการไล่เส้นทาง เมื่อถึงจุดหนึ่งเงินจะถูกกดออกมาเป็นเงินสด หรือถูกแปลงสภาพต่อไปเป็นสินทรัพย์อื่นที่ตรวจสอบยากขึ้น

ในระดับประเทศ หน่วยงานรัฐรายงานตัวเลขการดำเนินการกับบัญชีม้าและซิมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในขนาดที่สูงมาก โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเผยแพร่ข้อมูลว่า มีการระงับบัญชีม้าแล้วกว่า 1,180,000 บัญชี และระงับซิมต้องสงสัยแล้วกว่า 1,920,000 เลขหมาย

ตัวเลขระดับล้านเหล่านี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหมายความว่าในโลกความจริง “ฟันเฟือง” ของขบวนการจำนวนมากไม่ได้เป็นอาชญากรมืออาชีพเสมอไป แต่อาจเป็นคนทั่วไปที่ถูกจูงใจด้วยค่าจ้างเล็กน้อย ถูกหลอกว่าไม่ผิด หรือถูกชักชวนให้เป็นนายหน้าเปิดบัญชีให้ผู้อื่น จนกลายเป็นผู้ร่วมกระทำผิดโดยไม่ทันตั้งตัว

โทษทางกฎหมายและความจริงที่คนจำนวนมากยังไม่รู้

ข้อกฎหมายไทยในปัจจุบันกำหนดโทษต่อการยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีโทรศัพท์เพื่อใช้กระทำความผิด โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ประชาชน “เห็นความเสี่ยงให้ชัด” ตั้งแต่ต้นน้ำ เพราะอาชญากรรมสแกมเมอร์ยุคใหม่ไม่ได้เริ่มจากการโทรหลอกอย่างเดียว แต่เริ่มจากการจัดหาเครื่องมือและตัวตน ซึ่งบัญชีม้าและซิมม้าคือทรัพยากรที่ทำให้การหลอกลวงขยายตัวได้แบบอุตสาหกรรม

เทคโนโลยีใหม่ของเครือข่ายอาชญากรรม

อีกมิติที่หน่วยงานความมั่นคงต้องเร่งตามให้ทัน คือการยกระดับเครื่องมือสื่อสารและโครงข่ายอินเทอร์เน็ตของกลุ่มอาชญากร บางกรณีมีรายงานว่าแก๊งสแกมเมอร์ใช้ระบบดาวเทียมเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการตัดสัญญาณข้ามแดน โดยสำนักข่าวเอพีรายงานปฏิบัติการในพื้นที่เมียนมาซึ่งพบอุปกรณ์ Starlink จำนวน 30 ชุด และมีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยจำนวนมาก

เมื่อโครงข่ายสื่อสารถูกทำให้พึ่งพาแหล่งสัญญาณที่รัฐควบคุมได้ยากขึ้น ความท้าทายของภาครัฐก็เพิ่มขึ้นทันที เพราะมาตรการเดิมที่เน้นตัดไฟ ตัดเน็ต หรือคุมเส้นทางสัญญาณ อาจไม่เพียงพอในสนามจริง

เบื้องหลังกำแพงปิด แรงงานบังคับและค้ามนุษย์ที่ซ่อนอยู่

เรื่องที่ทำให้สถานการณ์นี้เป็นมากกว่า “คดีหลอกโอนเงิน” คือข้อกล่าวหาเรื่องการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับ ซึ่งหลายสำนักข่าวและหน่วยงานระหว่างประเทศเตือนต่อเนื่องว่า อุตสาหกรรมสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เชื่อมโยงกับการกักขัง บังคับทำงาน และความรุนแรง

เอพีอ้างการประเมินของสหประชาชาติที่ระบุว่ามีคนมากกว่า 200,000 คนในเมียนมา และอีกจำนวนมากในกัมพูชา ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ ขณะที่รอยเตอร์รายงานเหตุช่วยเหลือผู้ถูกกักขังและบังคับทำงานจำนวน 260 คน จาก 19 สัญชาติในฝั่งเมียนมา ซึ่งสะท้อนความเป็นปัญหาข้ามชาติที่กระทบมนุษย์จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชีธนาคาร

เมื่อภาพนี้ซ้อนทับกับข้อมูลในพื้นที่เชียงราย ที่ระบุถึงการล่อลวงไปทำงานฝั่งเพื่อนบ้านและการควบคุมตัว หากขัดขืนอาจถูกทำร้ายหรือกักขัง ประเด็นจึงไต่ระดับจากภัยไซเบอร์ ไปสู่ประเด็นความมั่นคงมนุษย์ และความปลอดภัยของแรงงานข้ามแดนในเวลาเดียวกัน

คำเตือนจากผู้ว่าฯ และสิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที

ในการประชุมติดตามสถานการณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้เน้นย้ำการป้องกันที่เริ่มต้นจากประชาชน โดยสาระสำคัญคือ อย่าหลงเชื่อคำชักชวนไปทำงานรายได้ดีในประเทศเพื่อนบ้าน และอย่ารับจ้างเปิดบัญชีหรือส่งมอบบัตรเอทีเอ็มและซิมการ์ดให้ผู้อื่น เพราะอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

ในเชิงปฏิบัติสำหรับประชาชน 3 เรื่องที่ควรทำทันที
หนึ่ง ปฏิเสธการรับจ้างเปิดบัญชีหรือยืนยันตัวตนแทนคนอื่น ไม่ว่าข้อเสนอจะดูง่ายเพียงใด
สอง ตรวจสอบงานต่างประเทศให้ละเอียด โดยเฉพาะงานที่สัญญารายได้สูงผิดปกติ มีคนพาไป มีการยึดเอกสาร หรือให้เดินทางผ่านช่องทางไม่ปกติ
สาม หากพบพฤติกรรมขนส่งสมุดบัญชี ซิมการ์ด หรืออุปกรณ์สื่อสารที่ผิดสังเกต ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพราะโลจิสติกส์ขนาดเล็กอาจเป็นสายส่งหลักของขบวนการขนาดใหญ่

แนวโน้มข้างหน้า ชายแดนยังเป็นสมรภูมิ หากความร่วมมือยังไม่ทันเกม

ภาพรวมทั้งหมดชี้ว่าเชียงรายกำลังเผชิญ “ความมั่นคงรูปแบบใหม่” ที่พรมแดนทางกายภาพไม่สามารถสกัดกั้นภัยดิจิทัลได้ทั้งหมด และเมื่ออาชญากรใช้เทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นขึ้น รวมถึงอาศัยพื้นที่สีเทาตามแนวชายแดนเป็นฐาน ความร่วมมือระหว่างประเทศและการไล่ทันนวัตกรรมอาชญากรรมจึงเป็นตัวแปรชี้ชะตา

ในวันที่วงจรอาชญากรรมต้องพึ่งบัญชีม้าและซิมม้าเป็นทรัพยากรหลัก การทำให้คนทั่วไป “ไม่เป็นช่องทาง” อาจทรงพลังพอ ๆ กับการทลายฐานปฏิบัติการ เพราะถ้าระบบการเงินและตัวตนถูกทำให้รั่วไหลยาก อุตสาหกรรมหลอกลวงก็ขยายตัวได้ช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ

ท้ายที่สุด วิกฤตที่ชายแดนไม่ได้ไกลตัวอีกต่อไป และคำถามสำคัญไม่ใช่เพียงจับได้กี่คดี แต่คือเราจะลดจำนวนคนที่ถูกหลอกให้เข้าไปในวงจรนี้ได้อย่างไร ก่อนที่ใครบางคนในชุมชนจะตกเป็นเหยื่อรายถัดไป หรือกลายเป็นผู้ต้องหาจากการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • ระงับบัญชีม้าแล้วกว่า 1,180,000 บัญชี และระงับซิมต้องสงสัยกว่า 1,920,000 เลขหมาย ตามข้อมูลเผยแพร่โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • โทษให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากหรือบัญชีโทรศัพท์เพื่อใช้กระทำความผิด จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามเอกสารกฎหมายที่เผยแพร่โดยวุฒิสภา
  • สหประชาชาติประเมินผู้ถูกบังคับทำงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์มากกว่า 200,000 คนในเมียนมา ตามรายงานเอพี
  • รายงานช่วยเหลือผู้ถูกกักขัง 260 คน จาก 19 สัญชาติในเมียนมา ตามรอยเตอร์
  • รายงานพบอุปกรณ์ Starlink 30 ชุดในปฏิบัติการกวาดล้างพื้นที่เมียนมา ตามเอพี
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • วุฒิสภา เอกสารพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อัตราโทษเกี่ยวกับการยินยอมให้ใช้บัญชีเพื่อกระทำความผิด
  • Associated Press รายงานสถานการณ์ศูนย์สแกมเมอร์ การบังคับใช้แรงงาน และการพบอุปกรณ์ดาวเทียม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

“ระเบิดสะพานโจร”ตำรวจผนึก 32 หน่วยงาน ใช้ไม้แข็งชายแดน

เชียงรายเดินหน้าปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ฉก.88 จับมือ 32 หน่วยงาน ใช้มาตรการ “ระเบิดสะพานโจร” หวังเห็นผลใน 3 เดือน

แถลงข่าวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

กรุงเทพฯ, 21 เมษายน 2568 – ที่ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (ฉก.88) เป็นประธานการประชุมสำคัญร่วมกับผู้บัญชาการระดับสูงและตัวแทนจาก 32 หน่วยงาน เพื่อกำหนดทิศทางปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบใหม่

ตั้งคณะทำงานตามนโยบายนายกรัฐมนตรี

การประชุมในครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากคำสั่งของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 83/2568 ที่ให้จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขภัยคุกคามความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน โดยเน้นการบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อควบคุมอาชญากรรมชายแดนที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการลักลอบเข้า-ออกประเทศ และการใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

รายงานสถานการณ์ปัจจุบันของอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์

ในการประชุมมีการรายงานสถานการณ์ล่าสุดของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งมีพฤติกรรมเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ โดยอาศัยช่องว่างชายแดนไทย-เมียนมา และไทย-กัมพูชา เป็นทางผ่าน ผู้ต้องหาส่วนใหญ่อ้างว่าเป็นเหยื่อค้ามนุษย์เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดี แต่จากการตรวจสอบเชิงลึกพบว่า กลุ่มบุคคลเหล่านี้มีพฤติกรรมร่วมกระทำความผิดอย่างมีนัยสำคัญ

สถิติการจับกุมล่าสุด

ในการปฏิบัติการฝั่งประเทศกัมพูชา มีการจับกุมผู้เกี่ยวข้องชาวไทยจำนวน 175 คน ซึ่งไม่พบว่าเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์แต่อย่างใด โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินคดีในประเทศไทยใน 4 ข้อหาหลัก ได้แก่

  1. สมคบคิดฉ้อโกงประชาชน
  2. ฟอกเงิน
  3. กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
  4. มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

นโยบาย “ระเบิดสะพานโจร” สกัดวงจรอาชญากรรม

หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ได้รับการกล่าวถึงในที่ประชุมคือ “ระเบิดสะพานโจร” ซึ่งเน้นการตัดวงจรเชื่อมโยงของอาชญากรรมทุกมิติ ประกอบด้วย:

  1. ปราบปรามเทคโนโลยีสนับสนุนอาชญากรรม
  • ดำเนินการตัดสายเคเบิลเถื่อน
  • ทำลายเสาสัญญาณเถื่อน
  • ปิดกั้นซิมผี
  • วิเคราะห์ข้อมูลจาก IP address เพื่อระบุแหล่งต้นตอของแก๊ง
  1. ควบคุมเส้นทางการเงินทั้งระบบธนาคารและคริปโต
  • ตรวจสอบการเปิดบัญชีม้า
  • ติดตามการถอนเงินบริเวณแนวชายแดน
  • ปิดช่องโหว่การขนเงินสดข้ามแดน
  • วิเคราะห์เครือข่ายบัญชีคริปโตเพื่อหาจุดเชื่อมโยงถึงหัวหน้าเครือข่าย
  1. ควบคุมการเดินทางเข้าออกประเทศอย่างเข้มงวด
  • ตรวจสอบบุคคลที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย
  • ปิดช่องทางธรรมชาติที่ไม่ได้รับอนุญาต
  • สกัดไม่ให้ไทยกลายเป็นทางผ่านของแรงงานผิดกฎหมายและกลุ่มแก๊ง

การวิเคราะห์เชิงนโยบาย

พล.ต.อ.ธัชชัย ระบุว่า ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในยุคปัจจุบันถือเป็นภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่หรือ “สงครามไซเบอร์” (Cyber War) ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการของทุกหน่วยงานอย่างแท้จริง ไม่เพียงแค่การใช้กำลังหรือกฎหมาย แต่ต้องควบคู่กับการวิเคราะห์ข้อมูล ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของเจ้าหน้าที่รัฐ

ความหวังในระยะ 3 เดือน

เป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างชัดเจนในการประชุมครั้งนี้คือ การทำให้มาตรการปราบปรามเห็นผลสัมฤทธิ์ภายใน 3 เดือน โดยมีการวางตัวชี้วัด (KPI) ครอบคลุมทั้งด้านการจับกุม ด้านการปราบเทคโนโลยีสนับสนุนอาชญากรรม และด้านการป้องกันล่วงหน้า

บทสรุปและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ต้องอาศัยทั้งยุทธศาสตร์ระยะสั้นและระยะยาว โดยต้องเน้นการสร้างฐานข้อมูลกลาง การสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจไม่ร่วมสนับสนุนการกระทำผิด การขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ และการใช้เครื่องมือทางไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการปฏิรูปกระบวนการรับข้อมูลข่าวสารในพื้นที่แนวชายแดนให้รวดเร็วและเท่าทันสถานการณ์

สถิติและแหล่งอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง

  • รายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ปี 2567 มีการแจ้งความเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั่วประเทศมากกว่า 13,200 คดี
  • ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของไทยเผยว่า ปี 2566 มีประชาชนถูกหลอกโอนเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์มากกว่า 1.6 แสนราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 38,000 ล้านบาท
  • รายงานของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) ระบุว่า เฉพาะไตรมาสแรกของปี 2568 มีการจับกุมซิมผีและบัญชีม้าแล้วกว่า 6,000 รายการ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  • กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
  • กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
  • ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย
  • สำนักนายกรัฐมนตรี
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
TOP STORIES

ไทยปราบแก๊งคอลฯ ผนึกกำลัง ทหาร-ตำรวจ ลุยชายแดน

รอง นรม./รมว.กห. หารือร่วมกับนายกฯ เร่งเดินหน้านโยบาย ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และยาเสพติด

กรุงเทพฯ, 15 กุมภาพันธ์ 2568 – นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมหารือกับ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และผู้นำหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อเร่งเดินหน้านโยบาย ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขบวนการค้ามนุษย์ และปัญหายาเสพติด ที่ยังคงเป็นภัยต่อประชาชน

การประชุมจัดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมี พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอกสนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางบูรณาการกำลังพลและทรัพยากรของกองทัพให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล

แนวทางปฏิบัติการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ

พลตรีธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า มาตรการเด็ดขาดของรัฐบาลที่ดำเนินมาแล้ว เช่น การตัดเส้นทางลำเลียงน้ำมันเชื้อเพลิง การปิดกั้นสัญญาณอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์ ได้ส่งผลให้การก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ การพนันผิดกฎหมาย และการหลอกลวงทางคอลเซ็นเตอร์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นายกรัฐมนตรีได้เร่งรัดให้คณะกรรมการนโยบายด้านชายแดนดำเนินการขยายแผนการทำงาน และให้รายงานผลความคืบหน้าภายใน 1 เดือน โดยเน้นการปิดช่องโหว่ของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งอาศัยพื้นที่ชายแดนไทยเป็นฐานปฏิบัติการ

ผลลัพธ์จากมาตรการเชิงรุกของรัฐบาล

จากปฏิบัติการที่เข้มข้นและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง พบว่ามีการปิดสถานบันเทิงที่เกี่ยวข้องกับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการระบุเป้าหมายของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการสอบสวนคัดแยก และส่งตัวกลับประเทศต้นทางโดยได้รับความร่วมมือจากกองกำลังป้องกันชายแดน

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า ไทยจะไม่เป็นศูนย์อพยพของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรม โดยมีแนวทางที่ชัดเจนคือ

  1. ขจัดเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้ออกจากประเทศไทย
  2. ปิดกั้นไม่ให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์และยาเสพติด

การสร้างกำแพงชายแดน และความร่วมมือระดับภูมิภาค

ประเด็นที่ได้รับความสนใจในการประชุมคือ แนวคิดการสร้างกำแพงชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณปอยเปต ซึ่งเป็นศูนย์กลางของแก๊งมิจฉาชีพที่ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเป็นฐานปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีระบุว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย และต้องมีการศึกษารายละเอียดเชิงลึกก่อน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ดำเนินความร่วมมือระดับภูมิภาคกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันและปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเป็นระบบ และร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ

ความเข้มข้นของมาตรการปราบปรามอาชญากรรม

นายภูมิธรรม เวชยชัย เน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยจะไม่ลดระดับความเข้มข้นของมาตรการ แม้จะได้รับสัญญาณจากกองกำลังต่าง ๆ ของประเทศเพื่อนบ้านว่ามีมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ภายในประเทศของตนเองแล้ว โดยยืนยันว่ามาตรการต้องเป็นไปตามเป้าหมายและให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน

“ปัญหาสำคัญของเราคือ ต้องกำจัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ออกไปให้ได้ และจะไม่ให้ใช้พื้นที่ของไทยเป็นแหล่งเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ” นายภูมิธรรมกล่าว

บทสรุป

รัฐบาลไทยกำลังดำเนินมาตรการเชิงรุกในการ ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขบวนการค้ามนุษย์ และปัญหายาเสพติด อย่างจริงจัง โดยเน้นความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค พร้อมใช้มาตรการที่เด็ดขาดในการสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ให้มีที่ยืนในประเทศไทย

การดำเนินการเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก และจะเดินหน้ากำจัดภัยคุกคามเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักข่าวไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
WORLD PULSE

เมียนมาส่งเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 7,000 คนกลับไทย

เมียนมาพร้อมส่งเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 7,000 คนกลับไทย

ตาก, 12 กุมภาพันธ์ 2568 – รัฐบาลเมียนมาประกาศเตรียมส่งตัวผู้ที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับไทยอีก 7,000 คน หลังจากปล่อยตัวเหยื่อชุดแรก 261 คนเมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า มาตรการของไทยจะประสานกับประเทศปลายทางเพื่อให้สามารถรับตัวผู้เสียหายกลับได้โดยตรง ลดปัญหาการตกค้างในจังหวัดตาก

ไทยเร่งประสานนานาชาติ พร้อมรับเหยื่อกลับบ้าน

นายภูมิธรรมกล่าวว่า ทางการไทยได้ประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตจากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ แอฟริกา ลาตินอเมริกา ยุโรป และเอเชีย รวมถึงญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เพื่อให้ประเทศเหล่านี้พร้อมรับพลเมืองของตนที่ถูกหลอกไปทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับบ้านอย่างปลอดภัย

จับกุมหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

นอกจากการช่วยเหลือเหยื่อ ทางการไทยยังสามารถจับกุมหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อยู่เบื้องหลังการหลอกลวงนักแสดงชาวจีนให้ไปทำงานผิดกฎหมาย โดยขณะนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

มาตรการซีลชายแดนของไทย ได้ผลจริง

นายภูมิธรรมย้ำว่า มาตรการซีลชายแดนของไทยและการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลเมียนมา ได้ช่วยให้ปัญหาการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ ทางการจีนได้ขอบคุณไทยสำหรับมาตรการนี้ ซึ่งส่งผลให้มีการช่วยเหลือพลเมืองที่ถูกหลอกลวงกลับประเทศได้สำเร็จ

บุคคลต่างชาติ จำนวน 260 ราย(ชาย 221 / หญิง 39) จาก 20 สัญชาติ

โดย ฉก.ราชมนู กกล.นเรศวร ได้บูรณาการร่วมในการปฏิบัติกับฝ่ายปกครอง อ.พบพระ, สภ.พบพระ, ร้อย.ตชด.346 และ พัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ จ.ตาก (พม.ตาก) ในการรับตัว

ในเวลา 15.45 น.ฉก.ราชมนู กกล.นเรศวร ดำเนินการรับตัวบุคคลต่างชาติ จำนวน 260 ราย(ชาย 221 / หญิง 39) จาก 20 สัญชาติ โดยทางฝ่ายเมียนมา และ กกล.DKBA ส่งมอบบริเวณท่าข้ามสินค้าหมายเลข 28 ต.ช่องแคบ อ.พบพระ จ.ตาก

จากนั้น ฉก.ราชมนู กกล.นเรศวร นำบุคคลต่างชาติมาร่วมคัดกรองและตรวจสอบเบื้องต้น เพื่อยืนยันสัญชาติ และจำนวน 20 สัญชาติ ภายในที่ว่าการอำเภอพบพระ ร่วมกับ ตม.จ.ตาก และ พม.จ.ตาก ประกอบด้วย

  1. สัญชาติ ฟิลิปปินส์ จำนวน 16 ราย
  2. สัญชาติ เคนยา จำนวน 23 ราย
  3. สัญชาติ แทนซาเนีย จำนวน 1 ราย
  4. สัญชาติ บราซิล จำนวน 2 ราย
  5. สัญชาติ เอธิโอเปีย จำนวน 138 ราย
  6. สัญชาติ ปากีสถาน จำนวน 12 ราย
  7. สัญชาติ บังกลาเทศ จำนวน 2 ราย
  8. สัญชาติ เนปาล จำนวน 7 ราย
  9. สัญชาติ กัมพูชา จำนวน 1 ราย
  10. สัญชาติ ศรีลังกา จำนวน 1 ราย
  11. สัญชาติ ยูกันดา จำนวน 6 ราย
  12. สัญชาติ ไต้หวัน จำนวน 7 ราย
  13. สัญชาติ ลาว จำนวน 6 ราย
  14. สัญชาติ อินโดนีเซีย จำนวน 8 ราย
  15. สัญชาติ บุรุนดี จำนวน 2 ราย
  16. สัญชาติ ไนจีเรีย จำนวน 1 ราย
  17. สัญชาติ กานา จำนวน 1 ราย
  18. สัญชาติ อินเดีย จำนวน 1 ราย
  19. สัญชาติ มาเลเซีย จำนวน 15 ราย
  20. สัญชาติ จีน จำนวน 10 ราย

แผนรับผู้ถูกหลอกกลับไทย ประสานประเทศปลายทางโดยตรง

รัฐบาลไทยเน้นย้ำว่าจะไม่มีการนำตัวเหยื่อไปพักไว้ที่ไทย แต่จะส่งตัวให้ประเทศต้นทางโดยตรงเพื่อป้องกันปัญหาความแออัดและลดภาระการดูแล

หากประเทศใดมีจำนวนผู้ถูกหลอกมาก สามารถจัดเตรียมเครื่องบินมารับตัวพลเมืองของตนกลับไปพร้อมกันได้ทันที รัฐบาลไทยจะเร่งรายงานความคืบหน้าให้กับนายกรัฐมนตรีโดยเร็วที่สุด

สรุป

การดำเนินมาตรการของรัฐบาลไทยเพื่อช่วยเหลือเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์และลดการค้ามนุษย์ ได้รับความร่วมมือจากหลายประเทศทั่วโลก การซีลชายแดน การประสานงานระดับนานาชาติ และการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด ส่งผลให้สถานการณ์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวโน้มว่านโยบายนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาการหลอกลวงแรงงานข้ามชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

  1. เหตุใดรัฐบาลเมียนมาจึงส่งตัวเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับไทย?
    รัฐบาลเมียนมามีข้อตกลงกับไทยและนานาชาติเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ถูกหลอกลวง และส่งตัวกลับประเทศต้นทาง
  2. ไทยมีมาตรการอย่างไรในการช่วยเหลือเหยื่อ?
    ไทยประสานงานกับสถานทูตต่างประเทศ เพื่อให้พลเมืองของแต่ละประเทศสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย
  3. หัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ถูกจับกุมแล้วหรือไม่?
    ใช่ ทางการไทยจับกุมตัวหัวหน้าแก๊งได้ทั้งหมด และกำลังดำเนินคดีตามกฎหมาย
  4. ทำไมไทยต้องใช้มาตรการซีลชายแดน?
    เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองและการค้ามนุษย์ รวมถึงลดปัญหาการทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  5. ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีประเทศใดบ้าง?
    หลายประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบ รวมถึงจีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และหลายประเทศในยุโรปและลาตินอเมริกา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงกลาโหม 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เอกอัครราชทูตปากีสถานหารือเชียงราย พัฒนาสุขภาวะและแรงงานข้ามชาติ

เอกอัครราชทูตปากีสถานเยือนเชียงราย หารือพัฒนาความสัมพันธ์ด้านแรงงานและการท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 ที่ห้องรับรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ให้การต้อนรับนางรุคซานา อัฟซอล (H.E. Ms. Rukhsana Afzaal) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานประจำประเทศไทย พร้อมคณะ ในโอกาสเดินทางเยือนจังหวัดเชียงราย

การหารือด้านสวัสดิการและการย้ายถิ่นฐานแรงงาน

เอกอัครราชทูตปากีสถานและคณะได้เข้าพบและหารือกับทางจังหวัดเกี่ยวกับประเด็นด้านสวัสดิการ การย้ายถิ่นฐาน และการจ้างงานของชาวต่างชาติในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีแรงงานหลากหลายชาติพันธุ์เข้ามาทำงาน โดยจังหวัดเชียงรายได้รายงานแผนงานการพัฒนาเชียงรายให้เป็น เมืองสุขภาวะ (Wellness City) ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ พร้อมทั้งย้ำถึงความสำคัญของการฟื้นฟูการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรม หลังประสบวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในปีที่ผ่านมา

การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์

เอกอัครราชทูตฯ ได้แสดงความกังวลต่อปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งมีแรงงานถูกหลอกลวงให้ไปทำงานผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการทำงานในกลุ่ม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Scammer) และงานที่ผิดกฎหมายอื่น ๆ ที่ล่อลวงแรงงานด้วยค่าตอบแทนสูง ทางจังหวัดเชียงรายได้รายงานความคืบหน้าในการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานแรงงานจังหวัด หน่วยงานปกครอง และตำรวจ เพื่อดำเนินการคัดกรอง ช่วยเหลือ เยียวยา และส่งตัวกลับประเทศ

ความสัมพันธ์ไทย-ปากีสถานในมิติการศึกษาและวัฒนธรรม

นอกจากนี้ยังได้หารือถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและปากีสถานในด้านต่าง ๆ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาและวัฒนธรรม มีนักศึกษามุสลิมไทยจำนวนมากที่ไปศึกษาด้านศาสนาในปากีสถาน ขณะที่ปากีสถานยังเป็นจุดหมายปลายทางของผู้แสวงบุญชาวพุทธไทยที่สนใจเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา

ขอบคุณและย้ำความร่วมมือในอนาคต

นางรุคซานา อัฟซอล ได้แสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลไทยและจังหวัดเชียงรายที่ให้การสนับสนุนและดำเนินการช่วยเหลือในประเด็นที่เกี่ยวข้องได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมแสดงความยินดีที่ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น และขอยืนยันความร่วมมือในอนาคต โดยเฉพาะการสนับสนุนการพัฒนาเมืองเชียงรายให้เป็นเมืองสุขภาวะและการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์

ทั้งนี้ การเยือนครั้งนี้เป็นการแสดงถึงความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและขยายความร่วมมือในทุกมิติอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
FEATURED NEWS NEWS

พม. จัดงาน “KICK OFF ต่อต้านการค้ามนุษย์” TOGETHER WE CAN หยุด ค้า คน

พม. จัดงาน “KICK OFF ต่อต้านการค้ามนุษย์” TOGETHER WE CAN หยุด ค้า คน

Facebook
Twitter
Email
Print

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2566 เวลา 13.30 น. นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานเปิดงาน “KICK OFF รณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์” ภายใต้แนวคิด TOGETHER WE CAN หยุด ค้า คน โดยมี คณะผู้บริหารกระทรวง พม. ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคประชาสังคม องค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ สภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล  พร้อมเครือข่าย เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์การค้า เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก กรุงเทพมหานคร อีกทั้งผ่านระบบออนไลน์ โดยมีหัวหน้าและเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการสังกัดกระทรวง พม. เครือข่ายสภาเด็กและเยาวชน เครือข่ายอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เข้าร่วม 

        นายอนุกูล  กล่าวว่า “การค้ามนุษย์” เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เศษฐกิจ และภาพลักษณ์ของประเทศ ปัจจุบัน พบว่า ขบวนการค้ามนุษย์เปลี่ยนรูปแบบการกระทำผิดผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น เช่น การค้าประเวณี การหลอกเด็กหญิง เด็กชาย ผู้ชายและผู้หญิงเพื่อผลิตสื่อลามกอนาจาร และการหลอกลวงโฆษณาจัดหางาน เพื่อชักชวนคนไทยให้ไปทำงานต่างประเทศ เป็นต้น โดยปี 2565 มีคดีค้ามนุษย์ผ่านช่องทางออนไลน์ถึง 182 คดี คิดเป็นร้อยละ 71 ของคดีค้ามนุษย์ทั้งหมด 253 คดี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่มีจำนวน  107 คดี คิดเป็นร้อยละ 70.09 ของคดีค้ามนุษย์ ทั้งหมด 188 คดี ทั้งนี้ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์อย่างจริงจังและต่อเนื่องในทุกมิติ โดยกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ และให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ของประเทศไทย 

      นายอนุกูล กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ กระทรวง พม. ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จึงจัดงานวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ประจำปี 2566 ในวันที่ 7 มิถุนายน 2566 ณ ห้องฟีนิกซ์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์  สำหรับวันนี้ กระทรวง พม. โดยกองต่อต้านการค้ามนุษย์  ได้จัดงาน KICK OFF วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ภายใต้แนวคิด TOGETHER WE CAN หยุด ค้ำ คน เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่เด็ก เยาวชน  และประชาชน ในการป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ผ่านช่องทางออนไลน์  และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคประชาสังคม องค์การระหว่างประเทศ และประชาชน เป็นเครือข่ายต่อต้านการค้ามนุษย์ของประเทศไทยที่เข้มแข็งต่อไป 

 

การจัดงานครั้งนี้ มีกิจกรรมที่น่าสนใจ ประกอบด้วย 

1) การเปิดตัวทูตรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์เป็นครั้งแรกของประเทศไทย คือ นางสาวเขมนิจ จามิกรณ์ ดารานักแสดง 

2) การปล่อยคาราวานรถตุ๊กตุ๊กรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ 

3) การเสวนาในหัวข้อ “สื่อออนไลน์กับการค้ามนุษย์” 

4) การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน และ 

5) การจัดแสดงบูธนิทรรศการผลงานของภาคีเครือข่าย จำนวน 14 บูธ 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ( พม.) 

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News