Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เชียงแสน ปลุก Soft Power เชียงรายเชื่อมไทย-ลาว-เมียนมา กระตุ้นเศรษฐกิจริมฝั่งโขง

Summary
  • เชียงรายเปิดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เชียงแสน” ชู Soft Power เชื่อมวัฒนธรรมไทย-ลาว-เมียนมา

  • ข้อมูล Mobility Data พบการเดินทางสู่ภาคเหนือโต 7% และมีการใช้งานดาต้า 5G ในพื้นที่เล่นน้ำพุ่งสูงถึง 86.7%

  • เชียงรายครองแชมป์อุบัติเหตุรายวันสูงสุดของประเทศ (15 เม.ย.) เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 11 ราย

  • รัฐยกระดับ “ด่านชุมชน” เป็นปราการด่านแรกคัดกรองคนดื่มไม่ให้ขับ และบังคับใช้กฎหมาย 10 ข้อหาหลัก

  • ความสำเร็จของ Soft Power ต้องยืนบนฐานความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ปลุกเชียงแสนให้เป็นเวทีวัฒนธรรมร่วมสมัยของเชียงราย

เชียงราย, 17 เมษายน 2569 – บริเวณเวทีหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย บรรยากาศริมฝั่งโขงถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเวทีใหญ่ของจังหวัด เมื่อโครงการ “ม่วนอก ม่วนใจ๋ สงกรานต์ Soft Power เชียงราย” เปิดงานอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” โดยมีนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวรายงาน และนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมอย่างคึกคัก รายละเอียดดังกล่าวปรากฏอยู่ในข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา และสอดคล้องกับการประชาสัมพันธ์ของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายก่อนเริ่มงาน ที่ระบุว่างานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 เพื่อผลักดันอัตลักษณ์เชียงแสนสู่เวทีระดับกว้างขึ้น

จุดแข็งของงานนี้ไม่ใช่เพียงความใหญ่ของเวทีหรือจำนวนกิจกรรม แต่คือการวาง “เชียงแสน” ให้เป็นเมืองเทศกาลที่ใช้ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของตัวเองอย่างเต็มที่ เพราะคำว่า 3 แผ่นดิน ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกนทางการตลาด หากสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างไทย สปป.ลาว และเมียนมา ผ่านสายน้ำโขงซึ่งเป็นแกนกลางของชีวิต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของพื้นที่มานาน งานครั้งนี้จึงไม่ได้ขายความสนุกแบบฉาบฉวยเท่านั้น แต่ขาย “เรื่องเล่าของเมือง” ผ่านการออกแบบพื้นที่กิจกรรม 5 จุด ทั้งถนนริมโขง หอคอยน้ำเชิงสัญลักษณ์ อุโมงค์น้ำยาวประมาณ 300 เมตร การคืนชีวิตให้โบราณสถานสำคัญ และเวทีการแสดงหลักที่เชื่อมดนตรีและศิลปะของ 3 ประเทศเข้าด้วยกัน

จากงานประเพณีสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจท้องถิ่น

ลึกไปกว่าความสวยงามของซุ้มทางเดิน โคม ตุงล้านนา และกิจกรรมสงกรานต์แบบร่วมสมัย แก่นสำคัญของโครงการนี้คือการใช้เทศกาลเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างมีทิศทาง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายกำหนดเป้าหมายชัดเจนว่า การจัดงานครั้งนี้ต้องช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ประชาชน และต่อยอดทุนวัฒนธรรมล้านนาให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานด้านประชาสัมพันธ์ผลักดันมาอย่างต่อเนื่องว่าการท่องเที่ยวต้องกระจายประโยชน์ไปถึงพื้นที่และชุมชน ไม่ใช่กระจุกอยู่เฉพาะเมืองหลักเพียงไม่กี่แห่ง

สิ่งที่ทำให้ภาพนี้น่าสนใจยิ่งขึ้น คือข้อมูลการเคลื่อนย้ายของผู้คนในช่วงสงกรานต์จากภาคเอกชนด้านโทรคมนาคม ทรู คอร์ปอเรชั่นระบุจากการวิเคราะห์ Mobility Data ช่วง 11 ถึง 15 เมษายน 2569 ว่า การเดินทางในปีนี้กระจายตัวมากขึ้นทั่วประเทศ โดยภาคอีสานเติบโตสูงสุดร้อยละ 12.6 ตามด้วยภาคเหนือร้อยละ 7 ภาคกลางร้อยละ 3.6 และภาคใต้ร้อยละ 2.2 ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าเทศกาลสงกรานต์ไม่ได้ดึงคนให้กระจุกอยู่แต่ในกรุงเทพฯ หรือเมืองท่องเที่ยวดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กำลังหนุนการเติบโตของเมืองรองและพื้นที่ภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นจังหวะที่เหมาะอย่างยิ่งกับการผลักเชียงแสนให้กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายของการเดินทางช่วงเทศกาล

สัญญาณจากข้อมูลดิจิทัล ยืนยันว่า Soft Power ไทยยังดึงผู้คนได้จริง

นอกจากการเดินทางภายในประเทศ ข้อมูลจากทรูยังระบุว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้งานโรมมิ่งในไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 โดยกลุ่มหลักยังนำโดยนักท่องเที่ยวจีน ตามด้วยมาเลเซีย รัสเซีย ลาว และอินเดีย ขณะเดียวกันคนไทยเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.5 ซึ่งสะท้อนว่าช่วงสงกรานต์ปีนี้มีการเคลื่อนไหวของคนทั้งขาเข้าและขาออกพร้อมกัน และทำให้เทศกาลไทยยังคงมีสถานะเป็นจุดดึงดูดในระดับนานาชาติอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง

ในด้านพฤติกรรมออนไลน์ ภาคเอกชนทั้งทรูและ AIS ส่งสัญญาณตรงกันว่าเทศกาลปีนี้ไม่ได้คึกคักเฉพาะในพื้นที่จัดงาน แต่คึกคักอย่างมากบนโลกดิจิทัลด้วย ทรูระบุว่าแพลตฟอร์มที่ลูกค้าใช้งานสูงสุดยังเป็น Facebook, YouTube, TikTok, WhatsApp และ LINE ส่วนข้อมูลที่ AIS เปิดเผยผ่านสื่อหลายสำนักระบุว่าปริมาณการใช้งาน Data บนเครือข่าย 5G ช่วง 13 ถึง 15 เมษายน เติบโตถึงร้อยละ 86.7 เมื่อเทียบกับช่วงปกติ และจุดเล่นน้ำที่ใช้ดาต้าสูงสุดคือหาดพัทยา ตามด้วยบางแสน หาดแสงจันทร์ ถนนข้าวทิพย์ และถนนสีลม ภาพรวมนี้สะท้อนพฤติกรรม “ถ่าย แชร์ ดูทันที” ของผู้คนยุคปัจจุบันอย่างชัดเจน และทำให้งานเทศกาลทุกแห่งรวมถึงเชียงแสน ไม่ได้แข่งขันกันเพียงจำนวนคนเข้าร่วม แต่ยังแข่งขันกันในแง่ความสามารถในการถูกมองเห็น ถูกแชร์ และถูกจดจำบนแพลตฟอร์มดิจิทัลด้วย

ในมุมนี้ งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินของเชียงแสนมีข้อได้เปรียบชัด เพราะองค์ประกอบของงานถูกออกแบบมาให้รองรับการสื่อสารในยุคดิจิทัลแทบทุกมิติ ตั้งแต่อุโมงค์น้ำยาว 300 เมตร แสงสว่างบนโบราณสถาน ไปจนถึงเวทีริมโขงและภูมิทัศน์เมืองเก่าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงตอบโจทย์ผู้มาร่วมงานในสถานที่จริง แต่ยังตอบโจทย์ยุคที่ประสบการณ์หนึ่งครั้งสามารถขยายตัวออกไปได้อีกหลายแสนครั้งผ่านภาพ วิดีโอ และไลฟ์สดบนหน้าจอมือถือ การที่ผู้ให้บริการเครือข่ายเร่งเสริมระบบด้วยรถสถานีฐานเคลื่อนที่ เสาชั่วคราว และระบบ AI บริหารโครงข่ายแบบเรียลไทม์ จึงเป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งว่า “เทศกาลที่ประสบความสำเร็จ” ในวันนี้ ต้องรองรับทั้งคนที่อยู่ในงานและคนที่กำลังรับรู้บรรยากาศจากนอกงานพร้อมกันด้วย

วันเดินทางกลับ ดึงเชียงรายขึ้นแนวหน้าความสูญเสียของประเทศ

แต่ในอีกด้านหนึ่งของภาพความคึกคัก วันที่ 15 เมษายน 2569 กลับเป็นวันที่ทำให้เชียงรายต้องเผชิญบททดสอบด้านความปลอดภัยอย่างหนัก จังหวัดเชียงรายประชุมสรุปผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 โดยพบว่าในวันเดียวเกิดอุบัติเหตุ 10 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 11 ราย และเสียชีวิต 3 ราย ส่งผลให้ยอดสะสม 6 วันของจังหวัดตั้งแต่ 10 ถึง 15 เมษายน อยู่ที่อุบัติเหตุ 36 ครั้ง บาดเจ็บ 36 ราย และเสียชีวิต 5 ราย ขณะที่กลุ่มอายุที่ประสบเหตุมากที่สุดยังคงอยู่ในช่วง 20 ถึง 29 ปี และยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดยังเป็นรถจักรยานยนต์

ระดับประเทศเอง ศปถ. รายงานตรงกันว่า วันที่ 15 เมษายนเป็นวันที่ 6 ของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 156 ครั้ง บาดเจ็บ 161 คน และเสียชีวิต 23 ราย โดยสาเหตุหลักยังเป็นขับรถเร็วร้อยละ 43.59 ดื่มแล้วขับร้อยละ 25.64 และตัดหน้ากระชั้นชิดร้อยละ 17.31 ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ร้อยละ 67.84 และช่วงเวลาที่เกิดเหตุสูงสุดอยู่ระหว่าง 18.01 นาฬิกาถึง 21.00 นาฬิกา ที่สำคัญคือเชียงรายขึ้นเป็นจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดของประเทศในวันนั้น และยังมีผู้บาดเจ็บกับผู้เสียชีวิตสูงสุดร่วมด้วย (prd.go.th ) นี่คือภาพสะท้อนชัดว่า ในช่วงที่เมืองกำลังเฉลิมฉลองและสร้างภาพจำด้านการท่องเที่ยว ท้องถนนอีกด้านหนึ่งยังเรียกร้องการจัดการอย่างเข้มงวดไม่แพ้กัน

ด่านชุมชนและกฎหมาย 10 ข้อหา กลายเป็นแนวรับสำคัญของจังหวัด

ด้วยเหตุนี้ จังหวัดเชียงรายจึงไม่สามารถปล่อยให้การประชุมเป็นเพียงพิธีกรรมรายวันได้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเน้นย้ำให้ด่านชุมชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่คัดกรอง “คนดื่มไม่ให้ขับ” ตั้งแต่ต้นทางในหมู่บ้าน พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจบังคับใช้กฎหมาย 10 ข้อหาหลักอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการสวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ และยังเสนอให้พิจารณาเพิ่มจุดตรวจวัดความเร็วและจุดพักรถบนเส้นทางสายหลักเพื่อลดความอ่อนเพลียของผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ส่วนกลางเองก็ยอมรับว่าต้องให้ความสำคัญมากขึ้นในวันเดินทางกลับ

คำว่า “พลังของด่านชุมชน” ที่นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยใช้ในการแถลงข่าว มีน้ำหนักมากกว่าคำชื่นชมทั่วไป เพราะสะท้อนว่ารัฐเริ่มมองเห็นแล้วว่า การลดอุบัติเหตุไม่อาจฝากไว้กับด่านตำรวจบนถนนใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ชุมชนเป็นแนวป้องกันด่านแรกในการหยุดพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะเมาไม่ขับ และการปล่อยให้เยาวชนหรือผู้ขับขี่อ่อนล้าออกสู่ถนน หากด่านชุมชนทำงานได้จริง ระบบป้องกันอุบัติเหตุจะไม่เริ่มเมื่อรถออกจากบ้านแล้ว แต่จะเริ่มตั้งแต่ก่อนเจ้าของรถจับกุญแจขึ้นมาเสียอีก (prd.go.th)

ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ยังเป็นอีกสมรภูมิที่รัฐต้องคุมให้ได้

อีกมิติหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่าศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว TAC 79 แห่งทั่วประเทศ พบว่าวันที่ 15 เมษายนมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุบัติเหตุ 2 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 1 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ส่วนยอดสะสม 6 วันอยู่ที่ 15 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 13 ราย และเสียชีวิต 2 ราย ขณะเดียวกัน ระบบช่วยเหลือนักท่องเที่ยวยังให้บริการรวม 1,742 รายในวันเดียว โดยส่วนใหญ่เป็นบริการข้อมูลท่องเที่ยว แผนที่ และเส้นทาง 1,647 ราย รับแจ้งเหตุของหาย 7 ราย และประสานงานช่วยเหลืออื่นอีก 88 ราย

ตัวเลขนี้แม้ไม่สูงเมื่อเทียบกับอุบัติเหตุของประชาชนไทย แต่มีความหมายอย่างยิ่งในเชิงความเชื่อมั่น เพราะสงกรานต์ปี 2569 เป็นช่วงที่ภาครัฐและท้องถิ่นพยายามผลักเทศกาลไทยให้เป็น Soft Power ระดับนานาชาติ หากงานใหญ่ริมโขงอย่างเชียงแสนต้องการเติบโตต่อเนื่อง การดูแลนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติให้เข้าถึงข้อมูล เส้นทาง ความช่วยเหลือ และระบบตอบสนองฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ ความสำเร็จของเทศกาลในวันนี้จึงไม่ได้วัดเฉพาะจำนวนคนมาเที่ยวหรือภาพความคึกคักหน้าฉาก แต่ต้องวัดจากความรู้สึกปลอดภัยที่ผู้มาเยือนได้รับกลับไปด้วยเช่นกัน

สงกรานต์เชียงรายปีนี้กำลังสอนว่า Soft Power จะยั่งยืนได้ ต้องยืนอยู่บนฐานความปลอดภัยจริง

ข้อมูลภาพของเชียงรายในสงกรานต์ 2569 จึงมีความซับซ้อนและน่าสนใจมาก ด้านหนึ่ง จังหวัดกำลังใช้เชียงแสนเป็นเวทีสื่อสารอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ระดับกว้าง ผ่านเทศกาลที่เชื่อมประวัติศาสตร์ สายน้ำ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน อีกด้านหนึ่ง จังหวัดกลับต้องเผชิญสถิติอุบัติเหตุที่หนักที่สุดของประเทศในวันเดินทางกลับ นี่ทำให้บทเรียนของสงกรานต์ปีนี้ชัดเจนว่า การผลักดัน Soft Power ไม่อาจแยกขาดจากการบริหารความปลอดภัยทางถนน ความพร้อมของระบบขนส่ง และความเข้มข้นของชุมชนในการคัดกรองพฤติกรรมเสี่ยงได้เลย

ปลายทางของเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ว่าเชียงแสนจัดงานได้ยิ่งใหญ่เพียงใด หรือเชียงรายลดอุบัติเหตุได้กี่เปอร์เซ็นต์ในปีต่อไป แต่คือการทำให้สองด้านนี้เดินไปด้วยกันได้จริง คือเทศกาลต้องสร้างรายได้และภาพจำใหม่ให้จังหวัด ขณะเดียวกันประชาชนและนักท่องเที่ยวต้องเดินทางถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย หากเชียงรายรักษาสมดุลนี้ได้ ความคึกคักริมฝั่งโขงจะไม่เป็นเพียงภาพสวยของเทศกาลปีหนึ่งปีใด แต่จะกลายเป็นฐานของการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างมีคุณภาพและน่าเชื่อถือในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ทรู คอร์ปอเรชั่น
  • เอไอเอส
  • กรมประชาสัมพันธ์
  • ศปถ.
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

บทเรียนจากเหตุชน 4 คันที่นางแล เตือนกลุ่มเสี่ยงอายุ 20-29 ปี ระวังอุบัติเหตุช่วงเย็นวันสงกรานต์

Summary
  • เชียงรายสะสม 4 วัน (10-13 เม.ย. 69) เกิดอุบัติเหตุ 22 ครั้ง บาดเจ็บ 21 เสียชีวิต 2 ราย

  • เหตุชน 4 คันที่นางแลช่วงเย็นวันที่ 13 เม.ย. มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย รวมเด็กหญิง 5 ขวบ

  • สาเหตุหลักคือขับรถเร็วและดื่มแล้วขับ โดยกลุ่มอายุ 20-29 ปีเกิดเหตุสูงสุด

  • สถิติทั่วประเทศลดลงจากปีก่อน แต่ตำรวจยังจับกุม 10 ข้อหาหลักเกือบ 3 แสนราย

  • เน้นเพิ่มโทษปรับสูงสุด 4,000 บาท และคุมเข้มจุดเล่นน้ำเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ขับขี่

เชียงรายกับบทเรียนสงกรานต์ 2569 เมื่อสถิติอุบัติเหตุลดลง แต่ถนนยังไม่เปิดพื้นที่ให้ความประมาทแม้แต่วินาทีเดียว

เชียงราย, 13 เมษายน 2569 – เวลา 17.39 น. ช่วงเวลาที่หลายครอบครัวกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางกลับจากเล่นน้ำหรือมุ่งหน้าไปยังจุดหมายถัดไป ศูนย์นเรนทรเชียงราย 1669 รับแจ้งเหตุรถกระบะ 2 คันชนกับรถยนต์เก๋ง 2 คัน บริเวณจุดกลับรถหน้าบริษัทเสริมสุข จำกัด มหาชน ในตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสยามรวมใจเชียงราย ฐานเอราวัณ เข้าตรวจสอบและพบผู้บาดเจ็บทั้งหมด 5 คน เป็นชาย 1 คนและหญิง 4 คน ในจำนวนนี้มีเด็กหญิงอายุ 5 ปีที่มีแผลถลอกตามร่างกาย เด็กหญิงอายุ 14 ปีมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หญิงอายุ 18 ปีมีแขนขวาผิดรูป หญิงอายุ 40 ปีมีอาการปวดขาซ้าย และชายอายุ 40 ปีมีแผลฉีกขาดบริเวณปาก ผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์และโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงรายตามระดับอาการ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่อุบัติเหตุใหญ่ที่สุดของวันในเชิงจำนวนผู้เสียชีวิต แต่เป็นเหตุที่ทำให้เห็นภาพจริงของสิ่งที่คำว่า “อุบัติเหตุช่วงเทศกาล” หมายถึงอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด เพราะในรถหนึ่งคันไม่ได้มีแค่คนขับ แต่มีทั้งเด็ก ครอบครัว และคนที่ไม่รู้เลยว่าช่วงเวลาปกติของวันหยุดจะเปลี่ยนเป็นเหตุฉุกเฉินในเสี้ยววินาทีได้อย่างไร

ความสำคัญของเหตุที่นางแลจึงไม่ได้อยู่ที่รายละเอียดเชิงคดีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่มันเกิดขึ้นในวันที่จังหวัดเชียงรายเองมีตัวเลขอุบัติเหตุสูงที่สุดของช่วง 4 วันแรกของการรณรงค์ และถูกบันทึกเข้าสู่สถิติภาพรวมทันที ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนรายงานผ่านไทยพีบีเอสว่า วันที่ 13 เมษายนวันเดียว ประเทศไทยเกิดอุบัติเหตุ 237 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 224 คน และเสียชีวิต 51 คน โดยเชียงรายกับชุมพรเป็น 2 จังหวัดที่มีอุบัติเหตุรายวันสูงสุด จังหวัดละ 12 ครั้ง ขณะที่ช่วงเวลาเกิดเหตุสูงสุดทั่วประเทศอยู่ในช่วง 15.01 น. ถึง 18.00 น. ซึ่งตรงกับจังหวะเวลาที่อุบัติเหตุในนางแลเกิดขึ้นพอดี สะท้อนว่าความเสี่ยงของวันสงกรานต์ไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะช่วงดึกหรือหลังงานเลี้ยง แต่เกิดได้รุนแรงมากในช่วงบ่ายถึงเย็นที่ผู้คนจำนวนมากยังมองว่าเป็นช่วงเดินทางปกติ

เมื่อเชื่อมเหตุเฉพาะจุดเข้ากับข้อมูลระดับจังหวัด ภาพของเชียงรายก็ชัดขึ้นอีกระดับ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานเมื่อ 14 เมษายนว่า ผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 13 เมษายน พบอุบัติเหตุรวม 12 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 10 คน และผู้เสียชีวิต 2 คน ทั้งหมดเป็นชาย หากนับสะสม 4 วันตั้งแต่ 10 ถึง 13 เมษายน จังหวัดเชียงรายเกิดอุบัติเหตุรวม 22 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 21 คน และผู้เสียชีวิต 2 คน โดยสาเหตุหลักยังคงเป็นดื่มแล้วขับ ขับรถเร็ว และทัศนวิสัยไม่ดี ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดยังเป็นรถจักรยานยนต์ และกลุ่มอายุที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ 20 ถึง 29 ปี ข้อเท็จจริงชุดนี้ทำให้เห็นชัดว่า แม้เหตุชนหลายคันในนางแลจะดึงความสนใจของสังคม แต่ในภาพรวมของจังหวัด ความเสี่ยงยังคงกระจายอยู่หลายประเภท ทั้งรถจักรยานยนต์ เส้นทางชุมชน และพฤติกรรมเดิมที่ถูกเตือนซ้ำทุกปีแต่ยังไม่หายไปจากถนนจริง ๆ

ตัวเลขที่ดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่าถึงเวลาคลายการ์ด

สิ่งที่จังหวัดเชียงรายพยายามสื่อสารในวันเดียวกันคือ แม้จะยังมีความสูญเสีย แต่ภาพรวมปีนี้ถือว่าดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่ประชุมสรุปผลการดำเนินงานซึ่งมีนายแพทย์คงศักดิ์ ชัยชนะ นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ได้ย้ำว่าตัวเลขอุบัติเหตุลดลงต่อเนื่อง และเป็นผลจากการบูรณาการของหลายหน่วยงานทั้งสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตำรวจภูธรจังหวัด โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด แขวงทางหลวง แขวงทางหลวงชนบท สำนักงานขนส่ง กอ.รมน. และหน่วยงานอื่นในทุกอำเภอผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ การสรุปเช่นนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะชี้ว่ารัฐไม่ได้มองเพียงการนับศพหรือผู้บาดเจ็บ แต่พยายามอ่านแนวโน้มเชิงระบบว่ามาตรการที่ทำไปเริ่มส่งผลหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากอ่านตัวเลขอย่างไม่ระมัดระวัง คำว่า “ดีขึ้น” อาจกลายเป็นกับดักทางความรู้สึกได้ง่าย เพราะการลดลงจากปีก่อนเป็นเพียงการเปรียบเทียบ ไม่ใช่ใบรับรองว่าถนนปลอดภัยแล้ว เหตุที่นางแลเป็นตัวอย่างตรงที่สุดว่าถึงแม้จังหวัดจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อหนึ่งครอบครัวยังคงหนักหนาเหมือนเดิม คนขับหนึ่งคนที่เร่งเพียงไม่กี่วินาที หรือผู้โดยสารหนึ่งคนที่ไม่ได้คาดการณ์ว่าจะมีรถตัดหน้า อาจทำให้ทั้งรถต้องจบลงที่ห้องฉุกเฉิน ความจริงข้อนี้ทำให้สถิติภาพรวมกับความรู้สึกของผู้คนมักเดินไม่พร้อมกันเสมอ และเป็นเหตุผลว่าทำไมที่ประชุมระดับจังหวัดจึงยังคงย้ำเรื่องบังคับใช้กฎหมาย หมวกกันน็อก เมาไม่ขับ และลดความเร็วซ้ำอีก แม้ตัวเลขปีนี้จะดูดีขึ้นก็ตาม

หากขยายมองออกไปในระดับประเทศ ภาพก็เป็นแบบเดียวกัน ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนสรุปว่า 4 วันแรกของการรณรงค์ 10 ถึง 13 เมษายน 2569 ประเทศไทยเกิดอุบัติเหตุรวม 755 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 705 คน และเสียชีวิต 154 คน แม้ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จำนวนดังกล่าวยังสูงเกินกว่าที่สังคมจะยอมรับได้อย่างสบายใจ โดยสาเหตุหลักยังเป็นขับรถเร็วร้อยละ 41.77 รองลงมาคือดื่มแล้วขับร้อยละ 27.43 ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ร้อยละ 70.93 และส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรงกับถนนใน อบต. และหมู่บ้าน ข้อมูลนี้สะท้อนชัดว่า แม้รัฐจะเพิ่มด่าน เพิ่มจุดบริการ และเพิ่มการสื่อสารทุกปี แต่ปัญหาหลักยังวนอยู่กับพฤติกรรมเสี่ยงเดิมและสภาพแวดล้อมการใช้ถนนแบบเดิมที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนอย่างเด็ดขาด

เมื่อนโยบายลงมาถึงถนนจริง สิ่งที่ยังชนะยากที่สุดคือพฤติกรรมเสี่ยง

การประชุมที่ศาลากลางจังหวัดเชียงรายเมื่อ 14 เมษายนจึงไม่ได้จบลงที่การอ่านรายงานตัวเลข แต่มีการหารือเชิงวิเคราะห์ต่อว่า ทำไมอุบัติเหตุยังเกิดในแต่ละวัน และควรบังคับใช้มาตรการอย่างไรให้ตรงจุดขึ้น หน่วยงานในที่ประชุมเน้นว่า ต้องตรวจเข้มในจุดเล่นน้ำสำคัญและเส้นทางสายรอง เพิ่มการควบคุมพฤติกรรมเสี่ยง และคงมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมาไม่ขับ สวมหมวกนิรภัย และลดความเร็ว สิ่งนี้ฟังดูเหมือนมาตรฐานที่ได้ยินทุกปี แต่ความต่างในปีนี้อยู่ที่จังหวัดพยายามเชื่อมข้อมูลจากทุกวันของการรณรงค์เข้าด้วยกัน เพื่อดูว่าจุดใดคือช่วงเวลาวิกฤตและกลุ่มอายุใดที่ยังต้องสื่อสารให้หนักขึ้นกว่าเดิม เพราะเมื่อข้อมูลบอกชัดว่ากลุ่มอายุ 20 ถึง 29 ปีคือกลุ่มเสี่ยงสูงสุด การสื่อสารสาธารณะก็ควรต้องแม่นยำกว่าการรณรงค์แบบหว่านแหที่ใช้ข้อความเดียวกับทุกคนทั้งจังหวัด

ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อมูลระดับประเทศที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงในวันเดียวกัน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า แม้สถิติอุบัติเหตุสะสม 4 วันแรกจะลดลงจากปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ โดยอุบัติเหตุลดลงร้อยละ 25.76 ผู้บาดเจ็บลดลงร้อยละ 28.72 และผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ 10.47 แต่ตำรวจยังต้องคงความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายต่อเนื่อง เพราะพฤติกรรมเสี่ยงยังคงอยู่ในระดับสูง การจับกุมคดีจราจร 10 ข้อหาหลักทั่วประเทศรวม 291,809 ราย ในเวลาเพียง 4 วัน เป็นตัวสะท้อนตรง ๆ ว่าความร่วมมือของประชาชนดีขึ้นส่วนหนึ่งจริง แต่ยังมีคนจำนวนมากที่ละเมิดกติกาจราจรในระดับที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียได้ทุกเวลา

ในรายละเอียด สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ข้อหาที่พบมากที่สุดยังเป็นไม่สวมหมวกนิรภัย 67,636 ราย และขับรถเร็วเกินกำหนด 59,076 ราย ตามด้วยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 16,565 ราย ขับรถขณะเมาสุรา 11,166 ราย และขับรถย้อนศร 8,906 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกกำชับให้เป็นแบบอย่างเองด้วย ทั้งเรื่องการสวมหมวกนิรภัยและการไม่เรียกรับผลประโยชน์โดยเด็ดขาด ภาพนี้น่าสนใจมาก เพราะสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่ประชาชน แต่รวมถึงวินัยของรัฐและประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายด้วย หากเจ้าหน้าที่ไม่เป็นตัวอย่าง ความชอบธรรมของการกวดขันก็จะอ่อนลงทันที และนั่นทำให้แนวทางของเชียงรายที่กำชับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายให้เข้มงวดกับตัวเองก่อน มีความสอดคล้องกับแนวทางส่วนกลางอย่างมีนัยสำคัญ

ถนนสายรอง จุดกลับรถ และพื้นที่เล่นน้ำ ยังเป็นสมรภูมิจริงของสงกรานต์

หากพิจารณาจากลักษณะจุดเกิดเหตุในเชียงราย จะเห็นว่าสงกรานต์ไม่ได้อันตรายเฉพาะทางหลวงสายใหญ่เท่านั้น จุดกลับรถหน้าสถานประกอบการในตำบลนางแลที่เกิดเหตุชน 4 คัน เป็นตัวอย่างว่าพื้นที่ที่ดูเหมือนคุ้นชินในชีวิตประจำวันก็กลายเป็นจุดเสี่ยงได้สูงมากเมื่อปริมาณรถหนาแน่นและจังหวะการตัดสินใจของผู้ขับขี่เร็วขึ้น ความเสี่ยงประเภทนี้ต่างจากภาพอุบัติเหตุบนทางตรงยาว ๆ เพราะมันเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนเลน การชะลอความเร็วไม่ทัน การประเมินระยะคลาดเคลื่อน และความเคยชินกับเส้นทางจนเผลอละเลยความระมัดระวัง ซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยในวันเทศกาลที่คนทั้งพื้นที่รู้สึกว่า “ขับเส้นนี้อยู่ทุกวัน ไม่น่ามีอะไร” จนความไม่ประมาทค่อย ๆ หายไปทีละน้อย

ขณะเดียวกัน ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนระดับประเทศก็ย้ำตรงกับข้อสังเกตนี้ว่า วันที่ 14 เมษายนซึ่งเป็นวันครอบครัว ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการดูแลพื้นที่เล่นน้ำและสถานที่ท่องเที่ยวให้มากขึ้น ใช้มาตรการ 10 ข้อหาหลักอย่างเคร่งครัด คุมพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การนั่งหรือยืนท้ายกระบะ การใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่จัดงาน รวมถึงใช้ด่านชุมชนและด่านครอบครัวในการตักเตือนและป้องปรามผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐเริ่มยอมรับความจริงมากขึ้นว่า จุดอันตรายในเทศกาลไม่ได้มีแค่ถนนทางผ่าน แต่รวมถึง “พื้นที่ความสนุก” ที่เมื่อรวมการเฉลิมฉลองเข้ากับการจราจร ความเสี่ยงจะยิ่งซับซ้อนและคาดเดายากกว่าเดิมมาก

สำหรับเชียงราย ประเด็นนี้ยิ่งละเอียดอ่อน เพราะจังหวัดมีทั้งพื้นที่เมือง พื้นที่ชุมชน พื้นที่ท่องเที่ยว และเส้นทางเชื่อมอำเภอจำนวนมากในเวลาเดียวกัน การคุมเข้มจุดเล่นน้ำสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดูแลนักท่องเที่ยว แต่เป็นการคุมไม่ให้ความคึกคักลุกลามออกไปเป็นอุบัติเหตุในวงกว้าง หากด่านและจุดบริการทำหน้าที่เพียงอำนวยการจราจรโดยไม่ก้าวไปถึงการป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงอย่างจริงจัง ความสูญเสียก็อาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่ลดลงตามสถิติรวมที่จังหวัดพยายามรักษาไว้ และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมที่ประชุมเชียงรายจึงยังเน้น “ตรวจเข้ม” มากกว่าคำว่า “ผ่อนคลาย” แม้ภาพรวมของปีนี้จะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

ค่าปรับใหม่และการจับจริง กำลังเปลี่ยนบรรยากาศบนถนนทีละน้อย

อีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามในปีนี้คือ บรรยากาศของการบังคับใช้กฎหมายที่ดูเข้มขึ้นและชัดเจนขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำผ่านการแถลงเมื่อ 14 เมษายนว่า การกระทำผิดบางข้อหาจะเผชิญอัตราค่าปรับสูงสุดถึง 4,000 บาท เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนด ฝ่าไฟแดง และไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย ขณะที่ขับรถย้อนศร ไม่สวมหมวกนิรภัย และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ปรับสูงสุด 2,000 บาท ส่วนขับรถขณะเมาสุรามีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 ถึง 20,000 บาท และหากทำผิดซ้ำภายใน 2 ปีจะมีโทษหนักขึ้น ทั้งจำคุกและปรับ การสื่อสารเช่นนี้ทำให้การรณรงค์ไม่ได้อยู่แค่คำขอความร่วมมือ แต่มีต้นทุนของการฝ่าฝืนที่จับต้องได้มากขึ้นสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน

แน่นอนว่า ค่าปรับที่สูงขึ้นไม่ได้รับประกันว่าพฤติกรรมเสี่ยงจะหายไปทันที เพราะปัญหาของถนนไทยไม่ได้อยู่ที่การไม่รู้กฎหมายอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการใช้รถ ความเคยชิน และการประเมินต่ำว่าความเสี่ยงจะเกิดกับตัวเองได้จริงหรือไม่ ทว่าตัวเลขจับกุมเกือบ 3 แสนรายใน 4 วันแรกก็สะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายในปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแคมเปญประชาสัมพันธ์ หากกำลังส่งผลในทางปฏิบัติจริง และอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ตัวเลขอุบัติเหตุลดลงระดับหนึ่ง คำถามสำคัญต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่จับได้มากเพียงใด แต่คือจะทำอย่างไรให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนถูกจับ ซึ่งต้องอาศัยทั้งการออกแบบสภาพแวดล้อมถนน การสื่อสารที่ตรงกลุ่ม และตัวอย่างจากเจ้าหน้าที่รัฐไปพร้อมกัน

เชียงรายต้องอ่านสงกรานต์ปีนี้ให้ลึกกว่าตัวเลขรายวัน

หากดูเฉพาะสถิติ 4 วันแรก หลายคนอาจรู้สึกว่าเชียงรายกำลังไปในทิศทางที่ดีขึ้นจริง และควรพอใจกับภาพรวมดังกล่าว แต่ถ้าดูให้ลึกกว่านั้น สงกรานต์ 2569 กำลังส่งบทเรียนสำคัญอย่างน้อย 3 เรื่องกลับมาหาจังหวัด เรื่องแรกคือ อุบัติเหตุร้ายแรงยังเกิดได้ในพื้นที่ธรรมดาที่ผู้คนคุ้นชินที่สุด ไม่ใช่แค่จุดเสี่ยงที่ถูกขึ้นป้ายเตือนอยู่แล้ว เรื่องที่สองคือ ถึงแม้ตัวเลขรวมลดลง แต่กลุ่มเสี่ยงหลักและพฤติกรรมเสี่ยงหลักยังแทบไม่เปลี่ยนจากหลายปีที่ผ่านมา และเรื่องที่สามคือ การบูรณาการหลายหน่วยงานเริ่มส่งผลดีจริงในระดับสถิติ แต่ถ้าต้องการให้ความสูญเสียลดลงมากกว่านี้ จังหวัดจำเป็นต้องขยับจากการจัดการรายวัน ไปสู่การถอดบทเรียนเชิงโครงสร้างหลังเทศกาลอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นคำว่า “แนวโน้มดีขึ้น” จะกลายเป็นเพียงประโยคที่ได้ยินซ้ำทุกปี โดยที่ครอบครัวของผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตยังคงต้องเผชิญความจริงเดิมเหมือนเดิมทุกครั้ง

สำหรับประชาชน สิ่งที่บทเรียนนี้บอกอย่างชัดที่สุดคือ อุบัติเหตุไม่ใช่เหตุการณ์ไกลตัว และไม่เคยเลือกเวลาให้พร้อม เด็กหญิงอายุ 5 ปีในเหตุที่นางแลไม่ได้ตัดสินใจขับรถเอง วัยรุ่นหญิงอายุ 18 ปีไม่ได้เป็นคนสร้างพฤติกรรมเสี่ยงบนถนน แต่ทุกคนกลับต้องรับผลของเสี้ยววินาทีที่ผิดพลาดร่วมกัน สถิติระดับจังหวัดและระดับประเทศจึงไม่ควรถูกอ่านอย่างห่างเหิน เพราะแต่ละตัวเลขล้วนแปลว่ามีครอบครัวหนึ่ง บ้านหนึ่ง หรือชีวิตหนึ่งที่ถูกเปลี่ยนไปแล้วเสมอ หากสังคมยังมองอุบัติเหตุเป็นเพียงตัวเลขรายวัน ความระมัดระวังก็จะจบลงพร้อมข่าวรอบเย็น แต่ถ้ามองมันเป็นเรื่องของชีวิตจริง มาตรการที่เข้มขึ้น การขับช้าลง และการไม่ดื่มแล้วขับจะไม่ใช่ภาระของรัฐ หากเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่มีความหมายโดยตรงต่อการกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยของทุกคนบนถนนสายเดียวกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

  • ศูนย์นเรนทรเชียงราย 1669

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เปิดแผนเชียงรายรับศึกสงกรานต์ 69 ตั้งศูนย์ลดอุบัติเหตุเข้มข้นพร้อมกิจกรรมห่มสไบใส่ยีนส์กระตุ้นยอดเดินทาง

Summary
  • ผู้ว่าฯ เชียงราย กำชับข้าราชการรักษาวินัยจราจรและแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ขณะปฏิบัติหน้าที่ช่วงสงกรานต์

  • ตั้งศูนย์ปฏิบัติการลดอุบัติเหตุทางถนน 10-16 เม.ย. 69 ตั้งเป้าลดการสูญเสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 5

  • ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวร้อยละ 9.60 จากความกังวลวิกฤตพลังงานโลกและข่าวลือเรื่องน้ำมัน

  • ททท.เชียงราย จัดกิจกรรม ChiangraiCityChallenge เช็กอิน 3 แลนด์มาร์กศิลปะ กระตุ้นการเดินทาง

  • จังหวัดเร่งสร้างภาพลักษณ์ Trusted Thailand เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมามั่นใจในช่วงวันหยุดยาว

พ่อเมืองเชียงรายคุมเข้มสงกรานต์ 2569 ชูวินัยรัฐเป็นด่านแรก ประคองความเชื่อมั่นท่องเที่ยวท่ามกลางแรงกดดันจากพลังงานโลก

เชียงราย 9 เมษายน 2569 ก่อนที่ถนนทุกสายจะเริ่มแน่นด้วยรถที่มุ่งหน้ากลับบ้านและนักท่องเที่ยวจะทยอยเข้าสู่เมืองเหนือ บรรยากาศที่เชียงรายในปีนี้ไม่ได้มีเพียงความคึกคักของเทศกาล แต่ยังมีเงาของความกังวลซ้อนอยู่ข้างหลัง ทั้งความปลอดภัยบนท้องถนน ภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว และแรงสั่นสะเทือนจากวิกฤตพลังงานโลกที่ไหลมาถึงการตัดสินใจเดินทางของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในจังหวะเช่นนี้ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จึงเลือกส่งสัญญาณชัดเจนออกไปถึงทุกหน่วยงานว่า สงกรานต์ปีนี้ภาครัฐต้องเริ่มจากการเป็นแบบอย่างที่ดีให้ประชาชนเห็นก่อน ทั้งเรื่องวินัยจราจร ความพร้อมในการบริการ และมาตรฐานความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจและจุดบริการทุกแห่ง โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 เมษายนว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดได้แจ้งเวียนคำสั่งของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงรายให้ทุกหน่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมกำชับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐรักษาวินัยจราจรอย่างเคร่งครัด และย้ำชัดว่าแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ขณะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวอุ่นใจตลอดช่วงเทศกาล

คำสั่งนี้มีความหมายมากกว่าเพียงมาตรการประจำเทศกาล เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคการท่องเที่ยวไทยเริ่มสะท้อนสัญญาณเปราะบางจากปัจจัยภายนอก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานสถานการณ์การท่องเที่ยวรายสัปดาห์ช่วง 30 มีนาคมถึง 5 เมษายนว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยทั้งสัปดาห์เหลือ 569,593 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 60,509 คน หรือร้อยละ 9.60 โดยมีสาเหตุสำคัญจากความกังวลเรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลางและข่าวลือเรื่องน้ำมันไม่เพียงพอซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของตลาดระยะใกล้ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซียที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ในภาพรวมตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 5 เมษายน ประเทศไทยยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 9,744,179 คน และสร้างรายได้จากการใช้จ่ายแล้วประมาณ 474,400 ล้านบาท แต่ตัวเลขที่ชะลอในสัปดาห์ล่าสุดกำลังเตือนว่า บรรยากาศสงกรานต์ปีนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยแรงบวกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

จุดเริ่มต้นของมาตรการ อยู่ที่การทำให้รัฐน่าเชื่อถือก่อน

จังหวัดเชียงรายกำหนดช่วงควบคุมเข้มข้น 7 วัน ระหว่างวันที่ 10 ถึง 16 เมษายน พร้อมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย บนชั้น 3 ศาลากลางจังหวัด เพื่อทำหน้าที่อำนวยการ สั่งการ กำกับติดตาม และเป็นศูนย์กลางรับแจ้งเหตุจากประชาชน โดยก่อนหน้านั้น จังหวัดได้ประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนแล้วเมื่อวันที่ 25 มีนาคม และประกาศหัวข้อรณรงค์ปีนี้ว่า “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” พร้อมตั้งเป้าลดการสูญเสียให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 เทียบกับช่วงเทศกาลที่ผ่านมา นี่คือการส่งสัญญาณว่าจังหวัดไม่ต้องการให้สงกรานต์เป็นเพียงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง แต่ต้องเป็นพื้นที่พิสูจน์ประสิทธิภาพการบริหารราชการด้วย

สิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำเรื่องการเป็นแบบอย่างของข้าราชการ จึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ เป็นแกนกลางของการบริหารความเชื่อมั่น เพราะในเทศกาลที่มีทั้งการเดินทางหนาแน่น การเล่นน้ำ การดื่มสังสรรค์ และความเสี่ยงอุบัติเหตุสูง ประชาชนจะเชื่อมั่นมาตรการของรัฐได้มากน้อยเพียงใด ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับภาพที่เขาเห็นตรงหน้า เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างมีวินัย มีความพร้อม และไม่มีพฤติกรรมที่ย้อนแย้งกับสิ่งที่รัฐรณรงค์ ความร่วมมือจากประชาชนก็ย่อมเกิดขึ้นง่ายกว่า ตรงกันข้ามภาครัฐเรียกร้องวินัยแต่ไม่สามารถรักษาวินัยของตัวเองได้ มาตรการทั้งหมดก็อาจกลายเป็นเพียงคำประกาศบนกระดาษ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรับมือความเสี่ยงจริงบนถนนช่วงสงกรานต์

สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องถนน แต่คือเรื่องภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยว

สำหรับเชียงราย สงกรานต์ไม่ใช่เพียงเทศกาลของคนในพื้นที่ แต่เป็นจังหวะสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบริการ โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ การเดินทาง และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวด้วย นี่คือเหตุผลที่ในเวลาเดียวกันกับการคุมเข้มเรื่องอุบัติเหตุ หน่วยงานท่องเที่ยวก็เร่งเดินหน้ากิจกรรมสร้างสีสันและกระตุ้นการเดินทางอย่างต่อเนื่อง ททท. สำนักงานเชียงราย เปิดกิจกรรม ChiangraiCityChallenge เชิญชวนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวแต่งผ้าเมืองเหนือ ผ้าไทย หรือห่มสไบใส่ยีนส์ไปเช็กอินที่ 3 แลนด์มาร์กสำคัญ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์บ้านดำ วัดร่องเสือเต้น และวัดร่องขุ่น พร้อมโพสต์ภาพลงเฟซบุ๊กแบบเปิดสาธารณะติดแฮชแท็กที่กำหนด โดยเริ่มกิจกรรมตั้งแต่ 6 เมษายนถึง 31 พฤษภาคม และมอบของที่ระลึกให้ผู้ร่วมกิจกรรม 100 คนแรก นี่คือความพยายามใช้ซอฟต์พาวเวอร์ท้องถิ่นและบรรยากาศเทศกาลมาช่วยตอกย้ำว่าจังหวัดยังพร้อมต้อนรับนักเดินทางในฐานะเมืองสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงเมืองผ่านทาง

มิติของกิจกรรมนี้จึงใหญ่กว่าการแจกของรางวัลหรือชวนถ่ายรูป เพราะมันเป็นการใช้วัฒนธรรมและพื้นที่เชิงสัญลักษณ์มาช่วยยืนยันภาพจำของเชียงรายในช่วงเวลาที่ปัจจัยลบจากภายนอกกำลังกระทบภาคท่องเที่ยวอย่างเห็นได้ชัด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่าในสัปดาห์ล่าสุด ตลาดมาเลเซียยังคงเป็นตลาดอันดับสองของไทยในเชิงสะสม แต่นักท่องเที่ยวรายสัปดาห์จากมาเลเซียลดลงแรงจากผลกระทบของความเชื่อมั่นและข่าวสารเรื่องพลังงาน ขณะที่นักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ภาพนี้บอกว่าตลาดไม่ได้หยุดทั้งหมด แต่กำลังเลือกเดินทางอย่างระมัดระวังมากขึ้น จังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงรายจึงต้องทำมากกว่าการรอให้คนมาเอง ต้องออกแรงส่งสัญญาณเชิงบวกกลับไปว่าที่นี่มีทั้งความปลอดภัย สีสัน และการจัดการที่น่าเชื่อถือพอให้ตัดสินใจเดินทางได้

ตัวเลขนักท่องเที่ยวล่าสุด กำลังส่งสัญญาณเตือนมากกว่าตัวเลขธรรมดา

เมื่อมองลึกลงไปในรายงานรายสัปดาห์ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเห็นว่าการชะลอตัวในช่วงปลายมีนาคมต่อถึงต้นเมษายนไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนตามฤดูกาล รายงานระบุชัดว่าในสัปดาห์ดังกล่าว นักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียเดินทางเข้ามาสะสมแตะระดับ 1 ล้านคนแล้ว แต่จำนวนรายสัปดาห์กลับลดลงหนักจากผลของข่าวสารเรื่องน้ำมันไม่มีจำหน่ายและผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทางระยะใกล้ นี่เป็นตัวอย่างสำคัญของยุคที่การท่องเที่ยวไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่เที่ยวบินหรือวันหยุด แต่ขึ้นอยู่กับข้อมูล ความรู้สึกปลอดภัย และต้นทุนเดินทางที่รับรู้ได้ทันทีผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เมื่อข่าวลบเคลื่อนตัวเร็ว ความลังเลในการเดินทางก็เกิดขึ้นเร็วกว่าที่หน่วยงานท่องเที่ยวจะอธิบายเสียอีก

ยิ่งเมื่อมองภาพรวมทั้งปี ความท้าทายนี้ยิ่งชัดขึ้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประเมินเมื่อวันที่ 3 เมษายนว่า สถานการณ์ปี 2569 ยังฟื้นตัวต่อได้ แต่กำลังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้นของนักท่องเที่ยว ททท.จึงปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีลงมาอยู่ในกรอบ 30 ถึง 34 ล้านคน ลดลงจากเป้าหมายเดิมราวร้อยละ 18 ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางจะคลี่คลายใน 1 ถึง 3 เดือน ขณะเดียวกันยังประเมินว่าการเดินทางของคนไทยทั้งปีอาจอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคนต่อครั้ง ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมเช่นกัน และรายได้รวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท ภาพนี้ทำให้ชัดเจนว่าสงกรานต์ 2569 ไม่ใช่เทศกาลในปีธรรมดา แต่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งจังหวัดและประเทศต้องรักษาโมเมนตัมการท่องเที่ยวไว้ท่ามกลางลมต้านหลายทิศทาง

พลังงานโลกกลายเป็นตัวแปรของสงกรานต์ในเชียงรายอย่างหลีกไม่พ้น

แม้เชียงรายจะอยู่ไกลจากตะวันออกกลางหลายพันกิโลเมตร แต่แรงกระแทกจากความขัดแย้งได้ส่งผลมาถึงภาคท่องเที่ยวไทยแล้วโดยตรง ททท. ระบุว่าหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของปีนี้คือความผันผวนของราคาน้ำมันและข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน โดยเฉพาะตลาดระยะไกลที่พึ่งพาเส้นทางการบินผ่านตะวันออกกลาง ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของภาคเอกชนอย่าง SCB EIC ประเมินว่าวิกฤตยืดเยื้อ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอาจได้รับแรงกดดันหนักขึ้นจากต้นทุนการบินและการปรับพฤติกรรมเดินทางของนักท่องเที่ยว ซึ่งไม่เพียงกระทบตลาดตะวันออกกลาง แต่ลามไปถึงยุโรปและอเมริกาบางส่วนด้วย

ในทางกลับกัน ททท. ยังพยายามใช้มาตรการด้านอุปทานเข้ามาช่วยประคองตลาด ผ่านโครงการ Thailand Summer Blast และความร่วมมือกับสายการบิน เพื่อเพิ่มเที่ยวบินเข้าสู่เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวอย่างต่อเนื่อง สัญญาณนี้สำคัญต่อจังหวัดอย่างเชียงราย เพราะหมายความว่าฝั่งการตลาดระดับประเทศยังไม่ยอมปล่อยให้ภาคท่องเที่ยวชะลอตัวตามแรงลบของต้นทุนพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่กำลังพยายามใช้การอัดกิจกรรม การประสานสายการบิน และการสร้างความเชื่อมั่นเชิงแบรนด์อย่าง Trusted Thailand เป็นแนวรับอีกชั้นหนึ่ง อย่างไรก็ดี มาตรการระดับชาติจะเห็นผลได้มากน้อยเพียงใด ในท้ายที่สุดก็ขึ้นกับว่าจังหวัดปลายทางสามารถจัดการบรรยากาศการเดินทางและภาพลักษณ์ในพื้นที่ได้ดีเพียงพอหรือไม่ ซึ่งนี่เองคือจุดที่เชียงรายต้องพิสูจน์ตัวเองในช่วงสงกรานต์ปีนี้

เชียงรายจึงต้องเดินเกมสองด้านพร้อมกัน ทั้งคุมความเสี่ยงและสร้างเหตุผลให้คนอยากมา

มองเฉพาะมาตรการด้านความปลอดภัยของจังหวัด อาจเห็นเพียงภาพการตั้งศูนย์ปฏิบัติการและการกำชับเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อมองร่วมกับกิจกรรมส่งเสริมการเดินทาง จะเห็นว่าเชียงรายกำลังเดินเกมสองด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือคุมความเสี่ยงให้เข้มที่สุด เพื่อไม่ให้เทศกาลกลายเป็นข่าวอุบัติเหตุหรือภาพความไร้ระเบียบที่ทำลายความเชื่อมั่น ด้านที่สองคือทำให้คนยังรู้สึกว่าการมาเชียงรายมีเหตุผลที่คุ้มค่า ทั้งในเชิงประสบการณ์ วัฒนธรรม และความสนุกของการเดินทาง ชุดคิดนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ที่ ททท. ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปีว่า ต้องขยับจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างคุณค่า หรือ Value over Volume มากขึ้น โดยใช้แนวคิด Amazing 5 Economy เป็นกรอบใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ

สำหรับเชียงราย แนวคิดดังกล่าวมีความหมายในระดับปฏิบัติอย่างมาก เพราะจังหวัดนี้ไม่อาจแข่งขันด้วยปริมาณนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอยู่แล้ว แต่ต้องแข่งขันด้วยเรื่องราวและประสบการณ์เฉพาะถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผ้าเมือง ศิลปะ วัดร่วมสมัย อาหาร วัฒนธรรมล้านนา และภูมิทัศน์เมืองศิลป์ การใช้กิจกรรมเช็กอินสามแลนด์มาร์กมาผูกกับการแต่งกายพื้นถิ่น จึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เป็นการเปลี่ยนวัฒนธรรมให้เป็นเครื่องมือเศรษฐกิจในช่วงเทศกาล ขณะเดียวกัน การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำให้เจ้าหน้าที่ต้อง “ใสสะอาดพร้อมบริการ” ก็สะท้อนอีกด้านว่า เมืองท่องเที่ยวจะขายเพียงสถานที่ไม่ได้ แต่ต้องขายความรู้สึกเชื่อมั่นและประสบการณ์ที่ดีตั้งแต่นาทีแรกที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเจอรัฐด้วย

สงกรานต์ปีนี้จึงเป็นบททดสอบของรัฐระดับจังหวัดมากกว่าที่เคย

ในหลายปีที่ผ่านมา เชียงรายต้องเผชิญโจทย์ซ้อนอยู่เสมอ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม หมอกควัน พลังงาน และการท่องเที่ยว ปี 2569 ก็เช่นกัน เพียงแต่โจทย์ทั้งหมดมาชนกันในช่วงสงกรานต์อย่างชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าการจราจรไม่ปลอดภัย ความรู้สึกเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจะถอย ถ้าภาพบริการภาครัฐไม่ดี การใช้จ่ายก็อาจไม่กระจาย ถ้าข่าวลือเรื่องน้ำมันหรือความไม่พร้อมในพื้นที่ขยายตัว การตัดสินใจเดินทางก็จะยิ่งชะลอ และถ้ากิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่มากพอ เมืองก็จะไม่สามารถเปลี่ยนวันหยุดยาวให้เป็นรายได้จริงได้เต็มศักยภาพ ดังนั้น คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ให้ข้าราชการต้องเป็นแบบอย่างที่ดี จึงไม่ใช่เพียงเรื่องคุณธรรมของเจ้าหน้าที่ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกลไกเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในระดับจังหวัดด้วย

ยิ่งเมื่อนำตัวเลขของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามามองร่วมกัน จะยิ่งเห็นว่าความเสี่ยงเรื่องความเชื่อมั่นในตลาดระยะใกล้สามารถส่งผลต่อยอดเดินทางได้เร็วมาก การลดลงของนักท่องเที่ยวมาเลเซียในสัปดาห์ล่าสุดเป็นบทเรียนที่ชัดว่า ข่าวสารด้านพลังงานและความปลอดภัยสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเดินทางได้ทันที แม้ตลาดดังกล่าวจะยังเป็นกำลังหลักของไทยในเชิงสะสม ฉะนั้น จังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย ซึ่งพึ่งพาทั้งนักท่องเที่ยวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติระยะใกล้ ย่อมต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการจัดการภาคสนามสูงกว่าพื้นที่ที่พึ่งพาตลาดระยะไกลเพียงอย่างเดียว ความพร้อมจึงไม่ใช่เรื่องเบื้องหลัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าและภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยวไปแล้วโดยตรง

ถ้าสงกรานต์เชียงรายจะผ่านไปได้ดี ต้องให้คนรู้สึกทั้งปลอดภัยและอยากอยู่ต่อ

ข้อท้าทายสำคัญของเชียงรายในเทศกาลนี้จึงไม่ใช่แค่ทำให้คนเดินทางมาถึง แต่ต้องทำให้คนที่มาถึงแล้วรู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะใช้เวลาอยู่ต่อ ใช้จ่ายต่อ และบอกต่อ ภาคการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 กำลังเผชิญกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังมากขึ้น ดังที่ ททท. ประเมินว่ารายได้โตช้ากว่าปริมาณนักท่องเที่ยว ซึ่งแปลตรงไปตรงมาว่า ต่อให้คนยังมา แต่การตัดสินใจใช้จ่ายไม่ใช่เรื่องอัตโนมัติอีกแล้ว เมืองท่องเที่ยวจึงต้องทำงานหนักขึ้นทั้งเรื่องความปลอดภัย คุณภาพประสบการณ์ และเรื่องเล่าที่ทำให้คนรู้สึกว่า “มาแล้วได้มากกว่าเที่ยว” เชียงรายมีต้นทุนในมือครบ ทั้งศิลปะ ศาสนา วัฒนธรรม และความเป็นเมืองชายแดนที่มีสีสัน เพียงแต่ต้องบริหารให้ทุกองค์ประกอบทำงานไปในทิศทางเดียวกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ของเทศกาลนี้ให้ได้

ในมุมนี้ กิจกรรมแบบ ChiangraiCityChallenge แม้ดูเป็นแคมเปญเล็ก แต่กลับมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ เพราะมันช่วยเชื่อม “ความอยากถ่ายรูป” เข้ากับ “การเดินทางจริง” และเชื่อม “แลนด์มาร์ก” เข้ากับ “การใช้เวลาในเมือง” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขณะเดียวกัน มาตรการด้านถนนก็ทำหน้าที่เป็นฐานรากให้กิจกรรมเหล่านี้มีโอกาสเกิดรายได้อย่างไม่สะดุด อุบัติเหตุรุนแรง ภาพรวมบวกทั้งหมดจะถูกกลบในเวลาอันสั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสงกรานต์ 2569 ของเชียงรายจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเทศกาลประจำปี แต่ควรถูกมองเป็นบททดสอบแบบเรียลไทม์ของการบริหารจังหวัดภายใต้แรงกดดันพร้อมกันทั้งด้านความปลอดภัย เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์

ปลายทางของคำสั่งผู้ว่าฯ ไม่ได้อยู่ที่กระดาษเวียน แต่อยู่ที่ถนนและความทรงจำของผู้คน

เมื่ออ่านทั้งหมดประกอบกันแล้ว สิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายส่งออกไปในวันที่ 9 เมษายน ไม่ใช่แค่ถ้อยคำอวยพรให้ประชาชนเที่ยวสงกรานต์อย่างมีความสุขปลอดภัย แต่คือคำสั่งเชิงบริหารที่พยายามทำให้ “รัฐ” กลับมาเป็นหลักยึดของความเชื่อมั่นในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังลังเลกับหลายเรื่องพร้อมกัน ทั้งการเดินทาง ราคาเชื้อเพลิง ความปลอดภัยบนถนน และบรรยากาศทางเศรษฐกิจของการท่องเที่ยว ในสภาวะเช่นนี้ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวก แต่ทำหน้าที่เป็นภาพแทนของทั้งจังหวัดด้วย ว่าที่นี่พร้อมรับแขกจริงหรือไม่ พร้อมดูแลคนในพื้นที่จริงหรือไม่ และพร้อมเปลี่ยนเทศกาลให้เป็นทั้งความสุขและรายได้โดยไม่แลกกับความสูญเสียมากเกินไปหรือไม่

สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของสงกรานต์เชียงรายปีนี้อาจไม่ได้วัดจากจำนวนโพสต์บนโซเชียลหรือจำนวนคนเช็กอินเพียงอย่างเดียว แต่จะถูกวัดจากสิ่งง่ายที่สุดและสำคัญที่สุดเช่นกัน คือคนกลับถึงบ้านปลอดภัย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างน่าเชื่อถือ นักท่องเที่ยวรู้สึกมั่นใจพอจะใช้เวลาและใช้จ่ายในเมือง และจังหวัดสามารถรักษาบรรยากาศการเดินทางไว้ได้ท่ามกลางกระแสลบจากภายนอกทำได้เช่นนั้น คำสั่งให้ข้าราชการเป็นตัวอย่างที่ดีจะไม่ใช่แค่ข้อความในวันหนึ่งของเดือนเมษายน แต่จะกลายเป็นจุดตั้งต้นของความไว้วางใจที่มีค่ากว่าสิ่งใดสำหรับจังหวัดท่องเที่ยวในปีที่ความเชื่อมั่นกลายเป็นทรัพยากรหายากที่สุดอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • ททท. สำนักงานเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

สสส. เปิดเวที Young Road Safety Hero ดึงศักยภาพเยาวชนสื่อสารลดอุบัติเหตุทางถนน 81% ของกลุ่มเสี่ยงจักรยานยนต์

เยาวชนไทยลุกขึ้นสื่อสารความเสี่ยงบนท้องถนน เวที Young Road Safety Hero สะท้อนโจทย์ใหญ่ของประเทศท่ามกลางความสูญเสียที่ยังไม่สิ้นสุด

กรุงเทพฯ, 15 มีนาคม 2569 — ท่ามกลางอุบัติเหตุทางถนนยังเป็นแผลใหญ่ของสังคมไทย สถิติอุบัติเหตุทางถนนที่ยังคงกดทับสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง เวที “Young Road Safety Hero เยาวชนสร้างสรรค์ลดอุบัติเหตุ” กลายเป็นภาพสะท้อนสำคัญว่า การลดความสูญเสียอาจไม่ได้เริ่มต้นจากมาตรการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการสื่อสารที่เข้าไปแตะความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมของผู้คน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นทั้งกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มพลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลง เวทีดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2568 ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 สยามสเคป เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านสื่อ สุขภาพ และความปลอดภัยทางถนนหลายภาคส่วน เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนจากทั่วประเทศนำเสนอผลงานคลิปสั้นรณรงค์ที่ออกแบบจากประสบการณ์จริง มุมมองจริง และภาษาแบบที่คนรุ่นเดียวกันเข้าใจได้ทันที

จากเวทีประกวด สู่เวทีที่สะท้อนปัญหาระดับประเทศ

หากมองเพียงผิวหน้า งานนี้อาจเป็นเพียงเวทีประกวดและมอบรางวัล แต่เมื่อขยับเข้าไปอ่านสารที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง จะพบว่าเวทีนี้ตั้งอยู่บนโจทย์ใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง นั่นคืออุบัติเหตุทางถนนยังเป็นสาเหตุการสูญเสียที่รุนแรงทั้งต่อชีวิต เศรษฐกิจ และโครงสร้างสังคมของไทยอย่างต่อเนื่อง ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนนและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องสะท้อนบนเวทีว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 15,534 คน ลดลงจากปีก่อนราว 11 เปอร์เซ็นต์ แต่แม้ตัวเลขจะลดลง ความสูญเสียก็ยังอยู่ในระดับสูงมาก ขณะเดียวกัน ข้อมูลอีกฐานหนึ่งที่ผู้จัดงานยกขึ้นมาสื่อสารยังระบุยอดผู้เสียชีวิตสะสม 8,306 ราย และผู้บาดเจ็บกว่า 566,028 ราย สะท้อนว่าอุบัติเหตุบนถนนยังไม่ใช่ข่าวรายวันธรรมดา หากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กัดกินคุณภาพชีวิตของคนไทยอยู่ตลอดเวลา

พลังของเยาวชนถูกยกระดับจากผู้รับสาร เป็นผู้สร้างสาร

สิ่งที่ทำให้เวทีนี้มีความน่าสนใจในเชิงข่าว ไม่ใช่เพียงตัวเลขความสูญเสีย แต่คือการพลิกวิธีคิดจากการพูดเรื่องความปลอดภัยในเชิงสั่งการ มาสู่การให้เยาวชนเป็นผู้เล่าเรื่องด้วยตัวเอง ภายใต้โครงการนี้ เยาวชนที่ผ่านเข้ารอบทั้งหมด 23 ทีมจากทั่วประเทศได้พัฒนาผลงานคลิปสั้นรวม 42 ชิ้น ก่อนเข้าสู่กระบวนการ Pitching และ Showcase ต่อหน้าคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยผู้เข้าแข่งขันแต่ละทีมมีเวลานำเสนอผลงานทีมละ 5 นาที จากนั้นกรรมการจึงพิจารณาคะแนนร่วมกับเหตุผลเชิงคุณภาพอย่างละเอียด เนื่องจากหลายผลงานมีคะแนนใกล้เคียงกันมาก กระบวนการตัดสินจึงไม่ใช่การให้คะแนนแบบผ่านไปทีละทีม แต่เป็นการถกเถียงอย่างจริงจังถึงเหตุผล ความคมของสารรณรงค์ และศักยภาพของผลงานที่จะต่อยอดสู่สาธารณะได้จริง

คณะกรรมการชี้ เยาวชนไทยมีศักยภาพไม่แพ้มืองานมืออาชีพ

ในช่วงเสวนาถอดบทเรียนบนเวที บุคคลสำคัญจากหลายภาคส่วนได้ช่วยอธิบายให้เห็นว่า เหตุใดพลังของเยาวชนจึงจำเป็นต่อการสื่อสารความปลอดภัยทางถนน อาจารย์ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวชื่นชมผลงานของผู้เข้าประกวดว่า มีคุณภาพใกล้เคียงงานมืออาชีพอย่างมาก ทั้งในมิติของการเล่าเรื่อง การเลือกประเด็น และวิธีสื่อสารที่เข้าถึงคนดู พร้อมชี้ว่า หากไม่เห็นชื่อผู้ส่งผลงาน หลายชิ้นแทบแยกไม่ออกว่าเป็นผลงานของนักศึกษาและเยาวชนจากสถานศึกษาในแต่ละภูมิภาค ความเห็นนี้มีนัยสำคัญไม่น้อย เพราะสะท้อนว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้ขาดความสามารถในการสื่อสาร แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการคือพื้นที่และโอกาสในการเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นพลังทางสังคมจริง ๆ

 กลุ่มเสี่ยงหลักยังเป็นวัยรุ่นและผู้ใช้รถจักรยานยนต์

น้ำหนักของเวทีนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อ นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน อธิบายข้อมูลเชิงโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลังปัญหา โดยระบุว่ากลุ่มเสี่ยงหลักยังเป็นเด็กและเยาวชนอายุ 15–24 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์สูงถึง 81.1 เปอร์เซ็นต์ และในจำนวนนี้ 79.3 เปอร์เซ็นต์ไม่สวมหมวกนิรภัย อีกทั้งอุบัติเหตุส่วนใหญ่ยังเกิดในพื้นที่ใกล้บ้านในระยะไม่เกิน 5 กิโลเมตร สะท้อนว่าความเสี่ยงไม่ได้ซ่อนอยู่บนถนนไกลเมืองหรือทางหลวงสายใหญ่เท่านั้น แต่แฝงอยู่ในเส้นทางประจำวันของผู้คน ปัจจัยเสี่ยงหลัก 4 ประการที่ถูกย้ำชัดบนเวที ได้แก่ การขับรถเร็ว เมาแล้วขับ ไม่สวมหมวกนิรภัย และการดัดแปลงสภาพรถ ซึ่งล้วนเป็นพฤติกรรมที่แก้ได้ยากหากสังคมยังมองว่าเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่น มากกว่าจะมองว่าเป็นต้นตอของความพิการและการสูญเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

เวทีนี้เชื่อมตรงกับเป้าหมายระดับชาติเรื่องความปลอดภัยทางถนน

ประเด็นนี้สอดคล้องกับแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2565–2570 ที่กำหนดเป้าหมายลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือ 12 คนต่อประชากรแสนคนภายในปี 2570 และให้ความสำคัญกับผู้ใช้รถจักรยานยนต์และเยาวชนอายุ 15–24 ปีเป็นพิเศษ นั่นหมายความว่าโครงการอย่าง Young Road Safety Hero ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่สอดรับกับเป้าหมายระดับนโยบายของประเทศโดยตรง เพราะหากจะลดตัวเลขผู้เสียชีวิตลงอย่างมีนัยสำคัญ ไทยย่อมไม่อาจละเลยการทำงานกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นทั้งผู้ใช้ถนนกลุ่มใหญ่และกลุ่มเป้าหมายสำคัญของการเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง

การสื่อสารสร้างสรรค์กำลังกลายเป็นเครื่องมือป้องกันอุบัติเหตุ

อีกด้านหนึ่งของเวทีนี้คือการให้คุณค่ากับการสื่อสารในฐานะเครื่องมือด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย ไม่ใช่เพียงเครื่องมือประชาสัมพันธ์ ผศ.อภิษฎา ทองสอาด จากสถาบันอาศรมศิลป์ สะท้อนบนเวทีว่า แม้หลายทีมอาจไม่ได้รับรางวัล แต่การที่เยาวชนสามารถหยิบเรื่องใกล้ตัวมาถ่ายทอดออกมาอย่างเข้าใจง่าย และทำให้คนดูรู้สึกเชื่อมโยงได้ แสดงให้เห็นศักยภาพที่ไปได้ไกลกว่าการแข่งขันครั้งเดียว ความเห็นนี้มีความหมายอย่างมากในเชิงสังคม เพราะปัญหาอุบัติเหตุทางถนนไม่ใช่เรื่องที่แก้ได้ด้วยข้อมูลสถิติอย่างเดียว แต่ต้องการภาษาใหม่ที่ทำให้ผู้คนหยุดคิดก่อนออกจากบ้าน หยุดประมาทก่อนบิดคันเร่ง และหยุดเชื่อว่าระยะใกล้บ้านคือระยะปลอดภัยเสมอไป

สสส. วางเป้าสร้างผู้นำรุ่นใหม่ด้านความปลอดภัยทางถนน

ดร.ดนัย หวังบุญชัย ผู้จัดการแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส. ขยายความว่า โครงการนี้ถูกออกแบบให้ใช้พลังของเยาวชนและพลังของสื่อสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาทักษะ ความตระหนักรู้ และการมีส่วนร่วมในระดับชุมชน โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการผลิตคลิปให้ได้จำนวนมาก แต่คือการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีจิตสำนึกด้านความปลอดภัย และสามารถทำงานร่วมกับเครือข่ายสื่อ ภาคการศึกษา และชุมชนได้ในระยะยาว เมื่อพิจารณาจากทิศทางของ สสส. และเครือข่ายภาคีที่ร่วมขับเคลื่อน จะเห็นว่างานนี้เป็นความพยายามทำให้เรื่องความปลอดภัยทางถนนหลุดออกจากกรอบเดิมที่มักสื่อสารเฉพาะเทศกาล ไปสู่การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง

ดร.ดนัย หวังบุญชัย ผู้จัดการแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส.
นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน
ดร.เกศี จันทราประภาวัฒน์ ที่ปรึกษา ผู้ว่า ราชการกรุงเทพมหานคร

ผลรางวัลสะท้อนพลังสร้างสรรค์ของเยาวชนจากทุกภูมิภาค

ในเชิงผลลัพธ์ เวทีประกาศรางวัลได้สะท้อนความหลากหลายของเยาวชนไทยอย่างชัดเจน ทีมชนะเลิศคือ ทีม SMODOI จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา ซึ่งได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รองชนะเลิศอันดับ 1 คือ ทีมเก้าอี้ว่าง จากมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ รองชนะเลิศอันดับ 2 คือ ทีม Young SOT จากโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย ส่วนรางวัล Popular Vote ตกเป็นของทีม มทร.ล้านนาเชียงใหม่ ทีม 1 ขณะที่รางวัลชมเชยเป็นของทีม ตัวร้าย SPU จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี และทีม มทร.ล้านนาเชียงใหม่ ทีม 1 การกระจายตัวของรางวัลเช่นนี้สะท้อนชัดว่า ประเด็นความปลอดภัยทางถนนไม่ใช่เรื่องของภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง แต่เป็นโจทย์ร่วมที่คนรุ่นใหม่จากเหนือ อีสาน ตะวันออก และใต้ ต่างลุกขึ้นมาสื่อสารในแบบของตนเอง

เชียงรายมีบทบาททั้งในฐานะผู้ชนะและผู้หนุนเสริม

สำหรับพื้นที่เชียงราย ข่าวนี้มีนัยสำคัญเป็นพิเศษ เพราะนอกจากทีม Young SOT จากโรงเรียนสามัคคีวิทยาคมจะคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 แล้ว สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ยังได้รับเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติ “Creative Mentor Recognition” ในฐานะทีมวิทยากรพี่เลี้ยงสื่อสร้างสรรค์เพื่อสุขภาวะของภาคเหนือร่วมกับภาคีสื่อภูมิภาคจากอีก 3 ภูมิภาค การได้รับการยอมรับในระดับนี้สะท้อนให้เห็นบทบาทของสื่อท้องถิ่นที่ไม่ได้ทำหน้าที่รายงานข่าวเท่านั้น แต่ยังลงไปทำงานกับเยาวชน ชุมชน และกระบวนการพัฒนาศักยภาพการสื่อสารอย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า สื่อภูมิภาคสามารถทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงทางสังคมควบคู่กับการเป็นผู้เล่าเรื่องได้ในเวลาเดียวกัน

คุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ประธานกรรมการบริหาร สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เสียงจากสื่อท้องถิ่นย้ำว่า ประสบการณ์มีค่ามากกว่าถ้วยรางวัล

คำกล่าวของคุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ประธานกรรมการบริหาร สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ หลังจบงาน สะท้อนบรรยากาศของเวทีได้อย่างมีมิติ โดยเปิดเผยว่า “ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมน้อง ๆ เยาวชน นักเรียนและศึกษาทุกคนและทุกทีมที่เข้าร่วมประกวดแข่งขันทำคลิปสั้นโครงการสื่อสร้างสรรค์เพื่อการรณรงค์รู้เท่าทันสื่อ เท่าทันสุขภาพ หัวข้อ “Young Road Safety Hero เยาวชนสร้างสรรค์ลดอุบัติเหตุ” ในครั้งนี้ และขอแสดงความยินดีกับน้อง ๆ ทั้ง 5 ทีมที่ได้รับรางวัล ซึ่งหลังจากที่ได้ฟังน้อง ๆ แต่และทีมพรีเซนต์ผลงานของทีมตนเอง ก็ได้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงความตั้งใจในทุก ๆ ขั้นตอนการผลิตคลิปวิดีโอ โดยน้อง ๆ แต่ละทีมก็มีสไตล์การผลิตคลิปวิดีโอที่แตกต่างกันไปตามความชื่นชอบและความถนัด บ่งบอกถึงเอกลักษณ์และความโดดเด่นในท้องถิ่นนั้น ๆ ได้อย่างชัดเจน จึงอยากจะส่งกำลังใจ และพลังใจให้กับน้อง ๆ ทุกทีม ถึงแม้ว่าในปีนี้ บางทีมจะไม่ได้รับรางวัลกลับบ้านไป แต่สิ่งที่ได้กลับไปก็ถือประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่น้อง ๆ จะสามารถนำไปต่อยอดการแข่งขันในอนาคตต่อไปได้ และนอกจากนี้ ยังได้เห็นศักยภาพในการทำงานร่วมกันของสื่อภูมิภาค ที่ในครั้งนี้ได้มาร่วมกันเป็นคณะกรรมการตัดสินผลงานคลิปวิดีโอที่ส่งเข้าประกวดจากน้อง ๆ เยาวชนทั่วประเทศ

รางวัลชนะเลิศ ทีม SMODOI มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม เก้าอี้ว่าง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทีม Young SOTภาคเหนือ โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จ.เชียงราย
รางวัลชมเชย ทีม ตัวร้าย SPU มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี ทีม 1 จ.ชลบุรี
รางวัลชมเชยและรางวัล Popular Vote ทีมมทร.ล้านนาเชียงใหม่ทีม 1 ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จ.เชียงใหม่

การลดอุบัติเหตุไม่อาจพึ่งกฎหมายเพียงอย่างเดียว

ในมิติที่ใหญ่กว่านั้น เวที Young Road Safety Hero ทำให้เห็นชัดว่า การลดอุบัติเหตุทางถนนไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการรอให้รัฐออกกฎหมาย หรือให้ตำรวจตั้งด่านเพียงอย่างเดียว แม้มาตรการบังคับใช้จะยังจำเป็น แต่หากไม่เปลี่ยนวัฒนธรรมความคิดเรื่องการขับขี่ ความเสี่ยงก็ยังจะถูกส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งต่อไปเรื่อย ๆ และนั่นคือเหตุผลที่การใช้สื่อสร้างสรรค์เข้ามาทำงานกับคนรุ่นใหม่จึงมีความหมายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคที่คลิปสั้นหนึ่งชิ้นอาจเข้าถึงคนดูได้เร็วกว่าคำเตือนทางราชการหลายเท่า หากเนื้อหานั้นตรงใจ จริงใจ และพูดด้วยภาษาที่คนรุ่นเดียวกันไม่รู้สึกว่ากำลังถูกสั่งสอน

ทุกตัวเลขความสูญเสียคือชีวิตจริงของผู้คน

เมื่อลองย้อนกลับไปมองตัวเลขอีกครั้ง จะเห็นว่าทุกสถิติในข่าวนี้ไม่ใช่เพียงจำนวนคนตาย คนเจ็บ หรือมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่คือภาพของครอบครัวที่สูญเสียสมาชิก คนหนุ่มสาวที่อาจไม่ทันได้เติบโตไปสู่ชีวิตการทำงาน และชุมชนที่ต้องแบกรับผลกระทบระยะยาวจากความพิการและภาระการรักษา อุบัติเหตุทางถนนจึงไม่ใช่ประเด็นไกลตัว และไม่ใช่ปัญหาของผู้ใช้รถใช้ถนนเพียงลำพัง หากเป็นโจทย์สาธารณะที่เชื่อมโยงกับอนาคตของประเทศอย่างตรงไปตรงมา เมื่อพิจารณาความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ถูกประเมินว่าอยู่ในระดับแสนล้านบาทต่อปี การลงทุนกับการสื่อสารรณรงค์ที่มีประสิทธิภาพ และการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนเป็นผู้ร่วมออกแบบคำตอบ จึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่เป็นการลงทุนกับชีวิตและทุนมนุษย์ของประเทศในระยะยาว

เมื่อคนรุ่นใหม่ไม่ขอเป็นเพียงผู้ฟัง แต่ขอเป็นผู้เปลี่ยนแปลง

สำหรับสังคมไทย เวทีนี้อาจยังเป็นเพียงก้าวหนึ่ง แต่เป็นก้าวที่บอกชัดว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงผู้รับสาร พวกเขาต้องการเป็นผู้ผลิตสาร ผู้ตั้งคำถาม และผู้ขยับสังคมด้วยตัวเอง และในวันที่ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนยังพรากชีวิตคนไทยปีละนับหมื่น การมีเยาวชนลุกขึ้นมาสื่อสารเรื่องนี้ด้วยภาษาของตนเอง อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญที่สุดว่า ความหวังยังมีอยู่บนถนนสายนี้ หากทุกภาคส่วนพร้อมจะรับฟังและช่วยกันต่อยอดอย่างจริงจัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โครงการ Young Road Safety Hero การเปิดรับสมัคร และกิจกรรมของแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส. จากเว็บไซต์ artculture4health
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายรุกโครงการ “50 by 30” ดันมาตรการคุมความเร็ว 30 กม./ชม. ในชุมชน ลดตาย-เจ็บเชิงระบบ

เชียงรายเดินหน้าโครงการผู้นำความปลอดภัยทางถนน 50 by 30 ดันมาตรการความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในชุมชน หวังลดความสูญเสียเชิงระบบ

เชียงราย,13 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพห้องประชุมที่เต็มไปด้วยเครือข่ายภาครัฐ นักวิชาการ เยาวชน และภาคีในพื้นที่ กลายเป็นอีกสัญญาณว่าปัญหาอุบัติเหตุทางถนนไม่ใช่เรื่องเฉพาะของการบังคับใช้กฎหมายแบบเป็นครั้งคราวในช่วงเทศกาล แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยผู้นำการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. จังหวัดเชียงรายเปิดโครงการผู้นำความปลอดภัยทางถนน Road Safety Leader 50 by 30 โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมประกาศจุดยืนสำคัญในการปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน เน้นการสวมหมวกนิรภัยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ และการใช้ความเร็วที่ปลอดภัยไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเขตชุมชนและพื้นที่เปราะบางอย่างโรงเรียน ตลาด และเขตมหาวิทยาลัย

โครงการดังกล่าวถูกออกแบบให้สอดรับกับทิศทางสากลภายใต้ทศวรรษแห่งการดำเนินการเพื่อความปลอดภัยทางถนน 2021 ถึง 2030 ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการลดการเสียชีวิตและการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนลงอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2030 ขณะที่องค์การอนามัยโลกชี้ว่าอุบัติเหตุทางถนนยังเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสาธารณะสำคัญ โดยทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนราว 1.19 ล้านคนต่อปี

จุดตั้งต้นของเชียงรายเมื่ออุบัติเหตุลดลง แต่ความรุนแรงกลับเพิ่มขึ้น

สารตั้งต้นที่ทำให้โครงการในเชียงรายได้รับความสนใจ ไม่ได้มาจากการมองตัวเลขอุบัติเหตุเพียงมิติเดียว แต่เกิดจากการอ่านแนวโน้มที่ซับซ้อนยิ่งกว่า คือในหลายช่วงเวลา จำนวนครั้งของอุบัติเหตุอาจลดลงได้จากการรณรงค์และการตั้งด่าน แต่ความรุนแรงต่อครั้งกลับสูงขึ้นจนทำให้ยอดผู้เสียชีวิตไม่ลดลงตามคาด

ข้อมูลสรุปจากการเฝ้าระวังอุบัติเหตุช่วงปีใหม่ 10 วันอันตราย ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2568 ที่หน่วยงานด้านความปลอดภัยทางถนนรายงานไว้ สะท้อนว่าเกิดอุบัติเหตุรวม 2,467 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 436 ราย และผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ตัวเลขดังกล่าวถูกใช้เป็นสัญญาณเตือนเชิงนโยบายว่า การลดอุบัติเหตุให้ได้มากขึ้นอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากไม่สามารถลดความรุนแรง ณ วินาทีปะทะได้

ในมุมของผู้กำหนดทิศทางงานความปลอดภัยทางถนนของเชียงราย โจทย์สำคัญจึงขยับจากการทำให้คนระมัดระวังในช่วงเทศกาล ไปสู่การสร้างวินัยและสภาพแวดล้อมที่ลดแรงปะทะตลอดทั้งปี และนี่คือเหตุผลที่มาตรการความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในชุมชนถูกยกขึ้นเป็นแกนของโครงการ

ความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือเส้นแบ่งของชีวิต

บนเวทีเปิดโครงการ รศ.ดร.นาวิน พรมใจสา ประธานเครือข่ายรณรงค์ความปลอดภัยทางถนน ย้ำว่าแนวคิด Safe Speed ในพื้นที่ชุมชนคือหัวใจที่ทำให้ระบบถนน “ยอมรับความผิดพลาดของมนุษย์” ได้มากขึ้น เพราะเมื่อความเร็วสูงขึ้น ระยะเบรกยาวขึ้น และแรงปะทะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ส่งผลต่อโอกาสรอดชีวิตของผู้ใช้ถนนกลุ่มเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ

แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางสากลด้าน Safe System ซึ่งเน้นการจัดการความเร็วให้สอดรับกับความสามารถในการรับแรงกระแทกของร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะบนถนนที่มีคนเดินเท้าและผู้ใช้ถนนเปราะบาง

เชียงรายจึงเลือก “ช้าลงเพื่อรอด” เป็นแกนสื่อสารที่จับต้องได้ และผูกเข้ากับพฤติกรรมที่ทำได้ทันที คือชุมชนและสถานศึกษากำหนดความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ควบคู่การสวมหมวกนิรภัยแบบจริงจัง

รถจักรยานยนต์ยังเป็นจุดเสี่ยงหลักของประเทศ และสะเทือนถึงท้องถิ่น

แม้โครงการจะเกิดขึ้นในจังหวัดเชียงราย แต่ประเด็นรถจักรยานยนต์เป็นภาพใหญ่ระดับประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในประเทศไทย รถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะหลักของครัวเรือนจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่นอกเมืองใหญ่ ซึ่งหมายความว่า “ความเสี่ยง” ถูกกระจายอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เฉพาะถนนสายหลักหรือช่วงเดินทางไกล

รายงานและบทวิเคราะห์ด้านความปลอดภัยทางถนนของไทยจำนวนมากชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า กลุ่มผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัยและการใช้ความเร็วสูง

เมื่อความเป็นจริงเป็นเช่นนี้ นโยบายท้องถิ่นที่มุ่งสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงในชุมชน จึงเป็นการวางกำลังคนในจุดที่สำคัญที่สุด คือจุดที่คนตัดสินใจว่าจะสวมหมวกหรือไม่ จะบิดคันเร่งแค่ไหน และจะเคารพสิทธิคนเดินเท้าหรือไม่

เชียงรายเลือกสร้างผู้นำมากกว่าสร้างกิจกรรม เพราะเป้าหมายคือวัฒนธรรม 365 วัน

นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ระบุในพิธีเปิดว่า อุบัติเหตุทางถนนยังเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจของประชาชน โครงการผู้นำความปลอดภัยทางถนน 50 by 30 จึงถูกวางให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติ มุ่งสร้างต้นแบบในระดับพื้นที่ให้เห็นจริง ทำจริง และส่งต่อได้จริง ไม่ใช่เพียงการรณรงค์ที่เกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ

สาระสำคัญของโครงการในเชิงการสื่อสารสาธารณะ คือการเปลี่ยนมุมมองจาก “ความปลอดภัยเป็นหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยกู้ชีพ” ไปสู่ “ความปลอดภัยเป็นวัฒนธรรมร่วม” ซึ่งต้องมีผู้นำทางสังคมเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะเป็นผู้นำชุมชน ครู อาจารย์ นักศึกษา อาสาสมัคร และเครือข่ายภาคีในพื้นที่

ในทางปฏิบัติ การยกระดับความปลอดภัยให้ยั่งยืนมักต้องทำพร้อมกันหลายชั้น ตั้งแต่การสื่อสารความเสี่ยงที่เข้าใจง่าย การกำหนดกติกาชุมชน การทำให้การสวมหมวกเป็นบรรทัดฐาน ไปจนถึงการออกแบบสภาพแวดล้อมให้ชะลอความเร็วโดยธรรมชาติ และการบังคับใช้กฎหมายที่สม่ำเสมอ

บทเรียนระดับประเทศชี้ว่าเพียงตั้งด่านไม่พอ หากไม่ลดแรงปะทะ

เหตุผลที่แนวคิด Safe Speed ถูกชูขึ้นอย่างจริงจัง สะท้อนจากบทเรียนช่วงปีใหม่ 10 วันอันตราย ที่สถิติสะสมชี้ว่าความสูญเสียยังสูง แม้จำนวนอุบัติเหตุรวมจะไม่ใช่ตัวเลขสูงที่สุดในทุกปีเสมอไป แต่จำนวนผู้เสียชีวิตยังเป็นสิ่งที่สังคมรับไม่ได้ และก่อภาระต่อระบบสาธารณสุข รวมถึงเศรษฐกิจครัวเรือนในระยะยาว

ข้อมูลระดับโลกขององค์การอนามัยโลกย้ำว่า การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ฉับพลัน แต่เป็นภาระต่อระบบสุขภาพและความเหลื่อมล้ำ เพราะผู้สูญเสียจำนวนมากอยู่ในวัยทำงานและเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของครอบครัว

เมื่อแปลโจทย์กลับมายังเชียงราย การคุมความเร็วในเขตชุมชนจึงไม่ใช่เรื่อง “ทำให้รถวิ่งช้า” เท่านั้น แต่คือการตัดวงจรความสูญเสียตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ เป็นการลดแรงปะทะให้เหลือระดับที่มนุษย์มีโอกาสรอด และลดโอกาสที่อุบัติเหตุหนึ่งครั้งจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งบ้าน

จุดเปลี่ยนที่ประชาชนสัมผัสได้จริง คือทำให้กติกาใหม่เป็นเรื่องปกติ

ในภาพรวม โครงการ Road Safety Leader 50 by 30 จะเดินหน้าได้จริงก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สึกว่า “กติกาใหม่” ไม่ใช่ภาระเพิ่ม แต่เป็นความคุ้มครองชีวิตของทุกคน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ คนเดินเท้า และผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของพื้นที่

สิ่งที่ทำได้ทันทีในระดับครัวเรือนและชุมชนมีไม่กี่อย่าง แต่ทรงพลังอย่างยิ่ง

เริ่มจากการสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งแม้ระยะทางสั้น เพราะอุบัติเหตุจำนวนมากเกิดในถนนใกล้บ้านและถนนชุมชน

ลดความเร็วให้เหลือระดับที่ควบคุมได้ โดยเฉพาะหน้าโรงเรียน ตลาด และทางแยกที่มีคนข้ามถนน

ไม่ดื่มแล้วขับ และไม่ปล่อยให้คนในบ้านดื่มแล้วขับ เพราะการตัดสินใจเพียงครั้งเดียวอาจแลกด้วยชีวิต

ชุมชนร่วมกันกำหนดพื้นที่ความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และช่วยกันสอดส่องอย่างเป็นมิตรควบคู่การบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อพฤติกรรมเหล่านี้ถูกทำซ้ำมากพอ สิ่งที่เปลี่ยนจะไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือวัฒนธรรมถนนที่ปลอดภัยขึ้นในระยะยาว

เชียงรายกับเป้าหมาย 2573 งานยากแต่จำเป็น และวัดผลได้จากชีวิตที่ไม่หายไป

เป้าหมาย 50 by 30 ฟังดูเป็นภาษานโยบาย แต่ในความเป็นจริงคือคำถามง่าย ๆ ว่า เราจะทำอย่างไรให้คนที่ออกจากบ้านในตอนเช้า ได้กลับถึงบ้านในตอนเย็นมากขึ้นเท่าเดิมทุกวัน

เชียงรายเลือกเริ่มจากการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพราะการลดความสูญเสียไม่สามารถอาศัยความเข้มข้นเพียงช่วงเทศกาลได้อีกต่อไป หากต้องเป็นงานตลอดปี และต้องฝังอยู่ในพฤติกรรมของผู้ใช้ถนน

ในวันที่สังคมเริ่มรับรู้ว่าอุบัติเหตุทางถนนไม่ใช่ดวง แต่เป็นผลของความเร็ว วินัย และการออกแบบระบบ การเริ่มต้นของเชียงรายในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าพิธีเปิด แต่คือการส่งสัญญาณว่า จังหวัดพร้อมขยับจากการแก้ปัญหาแบบปลายเหตุ ไปสู่การป้องกันเชิงระบบ และวัดผลด้วยตัวชี้วัดสำคัญที่สุด คือจำนวนชีวิตที่ลดการสูญเสียลงจริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สรุปอุบัติเหตุช่วงปีใหม่ 10 วันอันตราย ระหว่าง 27 ธันวาคม 2567 ถึง 5 มกราคม 2568 อุบัติเหตุ 2,467 ครั้ง เสียชีวิต 436 ราย อ้างอิงรายงานข่าวที่ถอดจากการสรุปของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • Global Plan ขององค์การอนามัยโลกและหน่วยงานสหประชาชาติ
  • โครงสร้างระบบข้อมูลความปลอดภัยทางถนนไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มทบ.37 ผนึกกำลังจิตอาสาฯ ตั้งจุดบริการประชาชนรับปีใหม่ 2569 หน้าแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1

ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชน” มทบ.37 ผนึกกำลังจิตอาสาฯ ตั้งจุดบริการรับปีใหม่ 2569 ดูแลความปลอดภัย–อำนวยความสะดวกนักเดินทางสู่เชียงราย

เชียงราย,30 ธันวาคม 2568 – บริเวณหน้าแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 อำเภอเมืองเชียงราย เต็นท์สีเหลือง–ฟ้าที่มีตราสัญลักษณ์จิตอาสาพระราชทาน และธงหน่วยงานความมั่นคงโบกสะบัดอยู่เคียงข้างกระแสจราจรที่หนาแน่นขึ้นต่อเนื่อง ภาพเหล่านี้กลายเป็น “ด่านแรกของความอุ่นใจ” ให้กับผู้ขับขี่ที่กำลังมุ่งหน้ากลับภูมิลำเนาหรือเดินทางท่องเที่ยวสู่ภาคเหนือในโค้งสุดท้ายก่อนเข้าสู่ปีใหม่ 2569

ภายใต้นโยบาย “ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส” ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) ร่วมกับศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มทบ.37 และหน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ–การศึกษา–โครงสร้างพื้นฐาน ร่วมกันจัดตั้ง “จุดบริการประชาชน” ชั่วคราวขึ้น ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 เพื่อดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้เส้นทางสายสำคัญที่มุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงราย

จุดบริการเล็ก ๆ บนถนนใหญ่ ในช่วงเวลาที่ความเสี่ยงพุ่งสูง

เวลา 10.00 น. ของวันเดียวกัน พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37 และผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มทบ.37 ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลและอาสาสมัครที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ จุดบริการหน้าแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการตามวาระเทศกาล แต่คือการ “เช็กความพร้อมทุกจุดสัมผัส” ทั้งด้านบุคลากร ระบบการแพทย์ขั้นต้น การจัดระเบียบจราจร และการให้ข้อมูลเส้นทางแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน เพื่อให้จุดบริการแห่งนี้ทำงานได้จริงในฐานะ “ด่านลดความเสี่ยง” บนถนนช่วงปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถิติอุบัติเหตุของประเทศพุ่งสูงขึ้นทุกปี

ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 เกิดอุบัติเหตุทางถนนรวม 2,288 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 2,307 คน และเสียชีวิต 284 คน โดยยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ และสาเหตุหลักมาจากขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และตัดหน้ากระชั้นชิด

ขณะที่ข้อมูลจากสำนักประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย ระบุว่า ในช่วงต้นการรณรงค์ “10 วันอันตรายเทศกาลปีใหม่ 2568” (27–28 ธันวาคม 2567) จังหวัดเชียงรายมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นแล้ว 15 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 15 ราย และเสียชีวิต 1 ราย โดยสาเหตุหลักยังคงมาจากขับรถเร็วเกินกำหนด ดื่มแล้วขับ และหลับใน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์

สถิติเหล่านี้สะท้อนว่าจังหวัดเชียงรายไม่เพียงเป็น “ปลายทางท่องเที่ยวฤดูหนาว” แต่ยังเป็นพื้นที่ที่รัฐต้องลงทุนมาตรการด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้การเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่จบลงด้วยการสูญเสีย

บูรณาการทุกกำลัง ทหาร–แพทย์–เยาวชน–ช่างเทคนิค บนฐานทางหลวง

การจัดตั้งจุดบริการประชาชนครั้งนี้ มทบ.37 เลือกใช้พื้นที่หน้าแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์บนเส้นทางสายหลักเข้าสู่ตัวเมืองเชียงรายและเชื่อมต่อไปยังอำเภอ สำคัญต่าง ๆ ในภาคเหนือ

ภายในจุดบริการ มีการบูรณาการกำลังจากหลายหน่วยงาน ได้แก่

  • จิตอาสาพระราชทาน และกำลังพล มทบ.37 ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการต้อนรับประชาชน ดูแลความเรียบร้อยโดยรวม และอำนวยความสะดวกในการใช้พื้นที่จอดพัก
  • ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มทบ.37 สนับสนุนด้านยุทโธปกรณ์และกำลังพลสำหรับรับมือเหตุฉุกเฉิน ทั้งอุบัติเหตุจราจรและเหตุภัยพิบัติอื่นที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพอากาศ
  • โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช ส่งเจ้าหน้าที่เสนารักษ์และบุคลากรทางการแพทย์มาประจำจุด เพื่อช่วยตรวจคัดกรองอาการผิดปกติของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากเกิดเหตุไม่คาดคิด
  • กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 ในพระองค์ฯ (ร.17 พัน 3) เสริมกำลังด้านความปลอดภัยในภาพรวม และพร้อมเข้าช่วยเหลือหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • นักศึกษาวิชาทหาร มทบ.37 และนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย เข้าร่วมในฐานะเยาวชนจิตอาสา ช่วยงานด้านการประสานงาน การให้ข้อมูล การตรวจเช็กสภาพเบื้องต้นของยานพาหนะ และการสร้างบรรยากาศการรณรงค์ที่เป็นมิตรกับประชาชน
  • แขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 ทำหน้าที่เจ้าของพื้นที่ สนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการจราจร และการติดตั้งป้ายเตือน–ป้ายให้ข้อมูลเส้นทาง

การทำงานร่วมกันของหน่วยงานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึง “โมเดลจุดบริการเชิงเครือข่าย” ที่ไม่ได้มีเพียงทหารหรือสำนักงานทางหลวงลุยเดี่ยว แต่เป็นการใช้ศักยภาพของทุกภาคส่วนมาสนับสนุนเป้าหมายเดียวกัน คือ การทำให้ผู้ใช้ถนน “ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย”

บริการเล็ก ๆ ที่ช่วยชีวิตคนได้มากกว่าที่คิด

แม้จุดบริการประชาชนจะเป็นพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่ แต่ภายในก็ถูกจัดสรรให้รองรับฟังก์ชันสำคัญหลายด้าน

  1. จุดพักรถ–พักคน
    มีการจัดโต๊ะ–เก้าอี้สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่ต้องการพักผ่อนระหว่างทาง พร้อมบริการน้ำดื่มสะอาด ลูกอม และผ้าเย็น เพื่อช่วยลดความล้าและเพิ่มความสดชื่นให้ผู้ขับขี่ การเปิดพื้นที่ให้คนได้ “ยืดเส้นยืดสาย” มีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงจากอาการหลับใน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลตามรายงานของหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางถนนหลายแห่ง
  2. การแพทย์ขั้นต้นและปฐมพยาบาล
    การมีเสนารักษ์จากโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราชประจำจุด ทำให้ประชาชนที่เริ่มมีอาการผิดปกติ เช่น เวียนหัว หน้ามืด หรือมีโรคประจำตัว สามารถขอรับคำแนะนำและการตรวจเบื้องต้นได้ทันที ช่วยลดโอกาสที่ผู้มีภาวะเสี่ยงจะฝืนขับรถต่อไป จนกลายเป็นเหตุร้ายบนท้องถนน
  3. ศูนย์ข้อมูลเส้นทางและเตือนภัย
    เจ้าหน้าที่ที่จุดบริการทำหน้าที่ให้ข้อมูลเส้นทาง จุดเสี่ยงบนถนนช่วงต่อไป รวมถึงแนะนำจุดพักอื่น ๆ และเบอร์ติดต่อกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งสอดรับกับแนวทางระดับประเทศที่เน้นใช้ข้อมูลจราจรและจุดเสี่ยงเพื่อวางมาตรการเชิงป้องกันในช่วงเทศกาลปีใหม่

แม้บริการเหล่านี้จะดูเรียบง่าย แต่ในเชิงสถิติ การเปิดจุดพัก–จุดบริการประชาชนในเส้นทางระยะไกล ถูกใช้เป็นมาตรการหนึ่งในการลดอุบัติเหตุในหลายประเทศ โดยช่วยให้ผู้ขับขี่มีจุดพักที่ปลอดภัย ไม่ต้องจอดในที่มืดหรือพื้นที่เสี่ยง และสามารถประเมินสภาพร่างกายตนเองก่อนออกเดินทางต่อ

กองทัพบกกับบทบาท “ที่พึ่งทางใจ” บนท้องถนน

ในระดับประเทศ กองทัพบกไทยจัดตั้งจุดบริการประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่กว่า 210 แห่งทั่วประเทศ และระดมกำลังพลหลายพันนายเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ ทั้งการสนับสนุนข้อมูล การแพทย์ และการช่วยเหลืออุบัติเหตุ รวมถึงการป้องกัน–บรรเทาสาธารณภัยในภาพรวม

จุดบริการของ มทบ.37 ที่หน้าแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 จึงเป็น “จิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่ง” ในเครือข่ายความปลอดภัยที่กองทัพบกกำลังปูพรมทั่วประเทศในช่วงปีใหม่ 2569 แต่สิ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือการใช้ “จิตอาสาพระราชทาน” เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อน

การมีเยาวชน นักศึกษาวิชาทหาร และนักศึกษาช่างจากวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลประชาชน ทำให้จุดบริการไม่ใช่พื้นที่ราชการที่เคร่งขรึม หากแต่เป็น “เวทีเรียนรู้พลเมือง” ที่เยาวชนได้สัมผัสกับการทำงานจิตอาสาในสถานการณ์จริง ได้เรียนรู้ความสำคัญของความปลอดภัยทางถนน และได้ร่วมเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ในการรักษาชีวิตเพื่อนร่วมสังคม

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ภาพของกำลังพลทหารและเยาวชนจิตอาสาที่คอยต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ให้ข้อมูลเส้นทาง และยื่นผ้าเย็น–น้ำดื่มให้ในวันที่อากาศเย็นจัดและถนนเต็มไปด้วยรถ ก่อให้เกิด “ความรู้สึกมั่นใจ” ว่าระหว่างทางยังมีหน่วยงานของรัฐที่คอยมองเห็นและพร้อมช่วยเหลืออยู่เสมอ

เชียงราย จากประตูการท่องเที่ยว สู่สนามทดสอบมาตรการความปลอดภัย

เชียงรายไม่ได้เป็นเพียงปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในช่วงหน้าหนาว แต่ยังเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างหลายจังหวัดในภาคเหนือ และเส้นทางข้ามแดนไปเมียนมา–สปป.ลาว ส่งผลให้ปริมาณรถยนต์และรถโดยสารเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเทศกาล

ในหลายปีที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลร่วมกับหน่วยงานด้านคมนาคม ตำรวจ ทหาร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลสถิติอุบัติเหตุจาก ปภ. และศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ ThaiRSC เป็นฐานการวางมาตรการ ทั้งจุดตรวจเมาไม่ขับ จุดพักรถ และการรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยในชุมชน

การที่ มทบ.37 ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมจังหวัดชายแดนภาคเหนือ เข้ามาจัดตั้งจุดบริการประชาชนร่วมกับแขวงทางหลวงฯ จึงถือเป็นส่วนสำคัญของ “แนวป้องกันอุบัติเหตุเชิงยุทธศาสตร์” เพราะทหารไม่เพียงมีศักยภาพด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์ แต่ยังสามารถบูรณาการเข้ากับระบบสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างยืดหยุ่นในช่วงเวลาที่ทรัพยากรของหน่วยงานอื่นถูกใช้งานอย่างเต็มที่

จากงานเทศกาลสู่การลงทุนด้านความปลอดภัยระยะยาว

หากพิจารณาในมุมกว้าง ปฏิบัติการตั้งจุดบริการประชาชนของ ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37 และภาคีเครือข่ายครั้งนี้ สามารถตีความได้อย่างน้อยสามมิติสำคัญ คือ

  1. มิติด้านความปลอดภัยทางถนน (Road Safety)
    การเพิ่มจุดพักและศูนย์ข้อมูลบนเส้นทางหลัก ช่วยให้ผู้ขับขี่มีทางเลือกหยุดพักอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าสะสม และเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ได้ประเมินสภาพร่างกาย–ยานพาหนะของผู้เดินทางบางส่วนก่อนกลับขึ้นถนนอีกครั้ง
  2. มิติด้านความมั่นคงทางสังคม (Social Cohesion)
    การมีทหารและจิตอาสาพระราชทานในพื้นที่บริการสร้าง “สะพานเชื่อม” ระหว่างสถาบันความมั่นคงกับชุมชนในเชิงบวก ภาพของทหารถือถังน้ำ แจกผ้าเย็น หรือช่วยเข็นรถเสียริมทาง สร้างความทรงจำที่แตกต่างจากการมองกองทัพในมิติการปฏิบัติการทางทหารเพียงอย่างเดียว
  3. มิติด้านการพัฒนาเยาวชน (Civic Education)
    การเปิดพื้นที่ให้เยาวชน นักศึกษาวิชาทหาร และนักศึกษาช่างจากวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย เข้ามามีบทบาทด้านบริการสาธารณะ ช่วยสร้าง “บทเรียนพลเมือง” นอกห้องเรียน ทำให้เยาวชนมองเห็นผลลัพธ์ของการทำงานอาสาอย่างเป็นรูปธรรม และมีแนวโน้มจะเติบโตเป็นพลเมืองที่ตระหนักถึงความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นในอนาคต

ในระยะยาว หากจังหวัดเชียงรายและหน่วยงานระดับชาติสามารถเก็บข้อมูลผลลัพธ์จากการตั้งจุดบริการประชาชน ทั้งด้านจำนวนผู้ใช้บริการ ความพึงพอใจ และแนวโน้มสถิติอุบัติเหตุบนเส้นทางที่มีจุดบริการเมื่อเทียบกับเส้นทางที่ไม่มี ก็จะสามารถใช้บทเรียนจาก “จุดเล็ก ๆ” เหล่านี้ไปพัฒนานโยบายความปลอดภัยทางถนนในระดับประเทศต่อไปได้จุดบริการเล็ก ๆ กับภารกิจใหญ่ “พาคนไทยถึงบ้านอย่างปลอดภัย”

ตลอดช่วงวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 จุดบริการประชาชนหน้าแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 จะยังคงทำหน้าที่เป็นทั้ง “จุดพักกาย” และ “จุดพักใจ” ให้กับผู้คนที่สัญจรผ่านไป–มา บนเส้นทางสู่เชียงรายและภาคเหนือ

สำหรับหลายคน การแวะดื่มน้ำ เปลี่ยนคนขับ หรือขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจดูสภาพรถเพียงไม่กี่นาที อาจเป็นเพียงเหตุการณ์เล็ก ๆ ระหว่างทาง แต่ในมุมของเจ้าหน้าที่ ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37 และภาคีเครือข่าย ทุกการแวะพักคือ “โอกาสทอง” ที่จะลดความเสี่ยงและป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นข้างหน้า

เมื่อเสียงพลุและดอกไม้ไฟในคืนส่งท้ายปีเก่าดังขึ้น หลายครอบครัวอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า การที่ทุกคนได้ยืนอยู่พร้อมหน้ากันในค่ำคืนนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานเงียบ ๆ ของเจ้าหน้าที่ตามจุดบริการประชาชนเหล่านี้

ในมุมมองข่าวเชิงลึก ปฏิบัติการของ มทบ.37 ครั้งนี้ อาจไม่ได้แก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนของประเทศได้ทั้งหมดในทันที แต่เป็น “ก้าวเล็ก ๆ ที่จำเป็น” บนเส้นทางยาวไกลของการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน และย้ำเตือนให้สังคมเห็นว่า กองทัพยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะ “ที่พึ่งของประชาชน” ในทุกโอกาสและทุกสถานการณ์จริง ๆ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37
  • ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 37
  • โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช
  • แขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1
  • วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย (ข้อมูลผู้ให้ข่าวของผู้ใช้)
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย
  • สำนักประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กองทัพบก
  • ข้อมูลอุบัติเหตุ ThaiRSC
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

90% ไม่สวมหมวก! รองผู้ว่าฯ เชียงรายประชุมด่วน ชี้ปัญหาความปลอดภัยทางถนนเป็น “โจทย์ตลอดทั้งปี” ที่ต้องแก้

เชียงรายคุมเข้มถนนรับปีใหม่ 2569 ดึงพลังชุมชน–ท้องถิ่น ร่วมสกัด “ขับเร็ว–ดื่มแล้วขับ–มอเตอร์ไซค์” หลัง 10 เดือนดับแล้ว 337 ราย

เชียงราย, 16 ธันวาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายเดินหน้าขยับมาตรการความปลอดภัยทางถนนรับเทศกาลปีใหม่ 2569 อย่างจริงจัง หลังตัวเลขสถิติอุบัติเหตุในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 สะท้อนภาพ “วิกฤตเงียบ” บนท้องถนนของจังหวัด ทั้งในแง่จำนวนครั้งของอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บสาหัส และผู้เสียชีวิตที่เฉลี่ยแล้วมากกว่าหนึ่งชีวิตต่อวัน ท่ามกลางรูปแบบพฤติกรรมเสี่ยงที่ยังคงวนเวียนอยู่กับ “ขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และไม่สวมหมวกนิรภัย”

ภายใต้ภาพรวมดังกล่าว จังหวัดเชียงรายเลือกใช้ “ชุมชน” เป็นด่านหน้าในการเฝ้าระวังและป้องกันอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล โดยอาศัยกลไกผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นในช่วง 7 วันควบคุมเข้ม ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวคือ “เชียงราย เมืองปลอดภัยในทุกช่วงเทศกาล”

จุดตั้งต้นของมาตรการ ตัวเลขที่ไม่มีใครอยากจำ

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ณ ห้องธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 2/2568 เพื่อประเมินสถานการณ์ และกำหนดแนวทางป้องกัน–ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

รายงานสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของจังหวัดเชียงราย ระหว่างเดือนมกราคม – ตุลาคม 2568 ระบุว่า ในระยะเวลาเพียง 10 เดือน จังหวัดเชียงรายมีอุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้นแล้ว 1,962 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสาหัส 1,682 ราย และมีผู้เสียชีวิต 337 ราย หรือเฉลี่ยแล้วมากกว่าหนึ่งชีวิตต้องสูญเสียบนถนนในจังหวัดนี้แทบทุกวัน

เมื่อพิจารณาลึกลงไปในโครงสร้างของอุบัติเหตุ จะพบลักษณะร่วมที่สะท้อน “โจทย์ใหญ่” ด้านความปลอดภัย ดังนี้

  • ผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่เป็น “คนในพื้นที่อำเภอที่เกิดเหตุเอง” คิดเป็นร้อยละ 75.08
  • กลุ่มอายุที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือช่วง 20–29 ปี คิดเป็นร้อยละ 20.06 สะท้อนความเปราะบางของคนวัยทำงานตอนต้น
  • ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ 18.01–21.00 น. คิดเป็นร้อยละ 21.20 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเลิกงาน–สังสรรค์ และการเดินทางกลับที่พัก
  • ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ รถจักรยานยนต์ คิดเป็นร้อยละ 86.61 หรือเกือบ 9 ใน 10 ของอุบัติเหตุทั้งหมดเกี่ยวข้องกับมอเตอร์ไซค์
  • ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ “ไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย” โดยเฉพาะการไม่สวมหมวกนิรภัย สูงถึงร้อยละ 90

ในเชิงพื้นที่ อำเภอเมืองเชียงรายเป็นอำเภอที่มีจำนวนอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตสูงสุด ขณะที่ถนนที่เกิดเหตุสูงสุดเป็นถนนในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง คิดเป็นร้อยละ 49.12 รองลงมาคือถนนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลและหมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 33.22 แสดงให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ถนนสายหลัก หากครอบคลุมถึงถนนท้องถิ่นที่เชื่อมชุมชนเข้าด้วยกัน

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ที่ประชุมเห็นพ้องว่า ปัญหาความปลอดภัยทางถนนในเชียงราย ไม่ใช่เพียง “เหตุการณ์ในช่วงเทศกาล” หากแต่เป็น “โจทย์ตลอดทั้งปี” ที่ต้องการแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยปีใหม่ 2569 ถูกเลือกให้เป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับมาตรการเชิงรุก

เจาะพฤติกรรมเสี่ยง ขับเร็ว–ดื่มแล้วขับ–ตัดหน้ากะทันหัน

ข้อมูลจากศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย ระบุชัดว่า สาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุ 3 อันดับแรก ได้แก่

  1. ขับรถเร็วเกินกำหนด – คิดเป็นร้อยละ 62.91
  2. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ – คิดเป็นร้อยละ 29.73
  3. การตัดหน้ากระชั้นชิด – คิดเป็นร้อยละ 23.14

เมื่อเชื่อมโยงสาเหตุเหล่านี้เข้ากับโครงสร้างผู้ประสบเหตุที่ส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ และอยู่ในวัย 20–29 ปี จะเห็นภาพของ “ความคุ้นเคยที่ชะล่าใจ” คือ การคุ้นเส้นทาง คุ้นถนน คุ้นระยะ และคุ้นกับบรรยากาศการดื่ม–สังสรรค์ในชุมชน รวมถึงความเคยชินกับการไม่สวมหมวกนิรภัย

สำหรับรถจักรยานยนต์ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 86.61 ของอุบัติเหตุทั้งหมด นอกจากจะเป็นยานพาหนะหลักของประชาชนในตัวเมืองและพื้นที่ชนบทแล้ว ยังเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมการเดินทางระยะสั้นในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การไปทำงาน ไปสวน ไปตลาด ไปพบเพื่อน หรือร่วมกิจกรรมในหมู่บ้าน การไม่สวมหมวกนิรภัยในบริบทนี้ จึงไม่ใช่แค่การละเมิดกฎหมายจราจร แต่กลับกลายเป็น “พฤติกรรมปกติ” ที่ทวีความเสี่ยงต่อชีวิตในทุกวัน

สำหรับช่วงเวลา 18.01–21.00 น. ที่มีอุบัติเหตุสูงสุดนั้น เป็นช่วงที่ชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่กำลังเปลี่ยนโหมด จากการทำงานสู่การพักผ่อน การทานข้าวนอกบ้าน การพบปะสังสรรค์ และในหลายพื้นที่ของเชียงราย ยังเป็นช่วงเวลาของการเดินทางกลับจากไร่นา รวมถึงการเริ่มต้นกิจกรรมบันเทิงในชุมชน การขับขี่ในสภาพถนนมืด แสงสว่างไม่เพียงพอ ประกอบกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้สูงขึ้น

เชียงรายในบริบทความปลอดภัยบนถนน เมืองหลัก–ถนนหลัก–ชุมชนเป็นด่านหน้า

แม้ข้อมูลที่นำเสนอจะเป็นสถิติของจังหวัดเชียงรายเพียงจังหวัดเดียว แต่โครงสร้างของปัญหาและพฤติกรรมเสี่ยงที่ปรากฏ สะท้อนภาพร่วมของ “จังหวัดเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยวในภาคเหนือ” ที่มีทั้งถนนสายหลักของกรมทางหลวง ถนนเชื่อมหมู่บ้าน และการสัญจรของทั้งคนในพื้นที่และนักเดินทางจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่มักมีปริมาณรถเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับเชียงรายเอง อำเภอเมืองเชียงรายซึ่งมีสถิติอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตสูงสุด เป็นทั้งศูนย์กลางการบริหารราชการ ศูนย์กลางเศรษฐกิจ และจุดเชื่อมต่อเส้นทางหลักไปสู่อำเภอรอบนอกและจังหวัดใกล้เคียง การที่ถนนส่วนใหญ่ที่เกิดเหตุอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง จึงตอกย้ำว่าปัญหาความปลอดภัยไม่ได้อยู่เพียง “ปลายทาง” ที่หมู่บ้าน หากเริ่มตั้งแต่โครงข่ายถนนสายหลักที่รองรับการเดินทางในระดับภูมิภาคด้วย

ในขณะเดียวกัน การที่อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดกับ “คนในพื้นที่อำเภอที่เกิดเหตุ” มากถึงร้อยละ 75.08 ทำให้ที่ประชุมเน้นย้ำว่า การปรับพฤติกรรมเสี่ยงจำเป็นต้องเริ่มจากชุมชน–ครอบครัว–หมู่บ้าน ไม่ใช่หวังพึ่งการบังคับใช้กฎหมายจากภายนอกเพียงอย่างเดียว

ปรับใช้แนวทางระดับชาติ จากนโยบายบนลงสู่ชุมชนหน้างาน

ในการประชุมครั้งนี้ จังหวัดเชียงรายได้นำแนวทางจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 มาปรับใช้ในบริบทของพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับ “กลไกในระดับชุมชน” ควบคู่ไปกับ “การเฝ้าระวังบนถนนสายหลัก”

แนวทางสำคัญที่ที่ประชุมเห็นชอบ ได้แก่

  1. ดึงผู้นำชุมชนเป็นกลไกหลัก
    เน้นบทบาทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้เป็น “เจ้าภาพ” ในการประชาสัมพันธ์และตักเตือนพฤติกรรมเสี่ยงของคนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ทั้งในเวทีประชุมหมู่บ้าน กิจกรรมชุมชน และช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ ที่ชาวบ้านเข้าถึงได้ง่าย
  2. เฝ้าระวังรถรับจ้างไม่ประจำทางเดินทางเป็นหมู่คณะ
    กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มการเฝ้าระวังรถรับจ้างไม่ประจำทาง เช่น รถตู้ รถบัสขนาดเล็ก หรือรถโดยสารที่ใช้เดินทางเป็นหมู่คณะในช่วงเทศกาล เนื่องจากผู้ขับขี่อาจขาดความชำนาญเส้นทาง และอาจไม่ได้ตรวจสภาพรถอย่างเป็นระบบ การเดินทางลักษณะนี้ หากเกิดอุบัติเหตุย่อมมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนมากในคราวเดียว
  3. สื่อสารเจาะครอบครัว–หัวหน้าคนในบ้าน
    ใช้หัวหน้าครอบครัวและผู้นำชุมชนเป็น “ตัวกลาง” ในการสื่อสารเรื่องผลกระทบของการดื่มแล้วขับ การไม่สวมหมวกนิรภัย และการไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร โดยเน้นให้เห็นผลกระทบต่อสมาชิกในครอบครัว ทั้งด้านชีวิต สุขภาพ และภาระทางเศรษฐกิจในระยะยาว

แนวทางดังกล่าวมุ่งสร้าง “แรงกดดันทางสังคมเชิงบวก” ที่ทำให้การขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ หรือไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่ใช่พฤติกรรมที่สังคมยอมรับได้อีกต่อไป โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่ทุกครอบครัวล้วนต้องการให้สมาชิกเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย

ช่วง 7 วันควบคุมเข้มข้น จากมาตรการเชิงตัวเลขสู่การปฏิบัติจริง

สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 จังหวัดเชียงรายได้กำหนด “ช่วงรณรงค์และประชาสัมพันธ์” ควบคู่กับ “ช่วงควบคุมเข้มข้น 7 วัน” ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569

ในทางปฏิบัติ ช่วงเวลานี้จะเป็นเฟสที่จังหวัด–อำเภอ–ท้องถิ่น–ชุมชน ต้องทำงานสอดประสานกันอย่างใกล้ชิด ทั้งในมิติของ

  • การสื่อสารเตือนภัยล่วงหน้าผ่านช่องทางต่าง ๆ ในชุมชน
  • การเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงในหมู่บ้าน โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงาน–วัยรุ่นที่ใช้รถจักรยานยนต์
  • การติดตามดูแลจุดเสี่ยงบนถนนในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง และถนนท้องถิ่นในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลและหมู่บ้าน

แม้มาตรการเชิงปฏิบัติในรายละเอียดจะขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละพื้นที่ แต่อัตลักษณ์ร่วมของการดำเนินการในปีนี้ คือ การเน้น “ชุมชนเป็นฐาน” พร้อมกับการใช้ข้อมูลเชิงสถิติที่มีอยู่จริงมาชี้เป้าที่ชัดเจน เช่น เส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก ช่วงเวลาที่ต้องเพิ่มการเฝ้าระวัง และกลุ่มประชากรเสี่ยงตามช่วงอายุ

จากตัวเลขเหยื่อบนถนน สู่คำถามเรื่อง “วัฒนธรรมความปลอดภัย”

สถิติอุบัติเหตุของจังหวัดเชียงรายในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงสะท้อนจำนวนครั้งของเหตุการณ์ หากยังชี้ให้เห็นประเด็นเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 3 ประการ

หนึ่ง คือ โจทย์เรื่อง “วัฒนธรรมการใช้รถจักรยานยนต์” ในจังหวัดเชียงราย ที่รถจักรยานยนต์กลายเป็นยานพาหนะหลักในการเดินทาง แต่การใช้หมวกนิรภัยยังไม่เป็น “มาตรฐาน” ในชีวิตประจำวัน ตัวเลขร้อยละ 90 ที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย จึงเป็นสัญญาณเตือนว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียว หากเกี่ยวข้องกับทัศนคติและความเคยชินของคนในชุมชนด้วย

สอง คือ ความเปราะบางของคนวัย 20–29 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีพลังในการทำงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด แต่กลับอยู่ในกลุ่มอายุที่มีอุบัติเหตุสูงที่สุดของเชียงราย การสูญเสียในวัยนี้ไม่เพียงกระทบต่อครอบครัว หากยังตัดทอนกำลังแรงงานและทุนมนุษย์ของจังหวัดในระยะยาว

สาม คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง “คนในพื้นที่” กับ “ถนนในบ้านตัวเอง” เมื่อผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่เป็นคนในอำเภอที่เกิดเหตุ การแก้ปัญหาจึงไม่อาจใช้มาตรการจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการกำกับดูแลกันเองในระดับหมู่บ้าน–ชุมชน ให้ความคุ้นเคยกับถนนไม่กลายเป็นความประมาทที่ต้องจ่ายด้วยชีวิต

ในบริบทนี้ การที่จังหวัดเชียงรายเลือกนำแนวทางระดับชาติ มาพัฒนาเป็นมาตรการที่เน้นชุมชนเป็นฐาน จึงถือเป็นความพยายาม “เปลี่ยนจุดยืน” จากการรอปฏิบัติการบนถนนสายหลัก ไปสู่การเริ่มต้นตั้งแต่หน้าบ้านและในหมู่บ้านของตัวเอง

เป้าหมายระยะยาว เชียงราย เมืองปลอดภัยในทุกเทศกาล

การดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ของจังหวัดเชียงราย จึงไม่ได้จำกัดเพียงการรับมือ “7 วันอันตราย” หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างภาพรวม “เมืองปลอดภัยในทุกช่วงเทศกาล”

หากมาตรการที่วางไว้สามารถทำให้พฤติกรรมเสี่ยงลดลงได้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มเป้าหมายสำคัญอย่างผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์วัย 20–29 ปี และสามารถเพิ่มอัตราการสวมหมวกนิรภัย ลดการดื่มแล้วขับ และลดการขับเร็วบนถนนสายหลักและถนนท้องถิ่น ก็จะช่วยลดทั้งจำนวนอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการใด ๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “คำสั่ง” หรือ “มติที่ประชุม” เพียงอย่างเดียว หากผูกโยงอยู่กับการตัดสินใจของผู้ขับขี่ทุกคนในทุกครั้งที่สตาร์ตรถ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสวมหมวกนิรภัย การไม่ดื่มก่อนขับ การไม่เร่งความเร็วเกินจำเป็น หรือการเคารพป้ายจราจรและผู้ใช้ถนนคนอื่น ๆ

ในช่วงปีใหม่ 2569 ที่กำลังจะมาถึง คำถามสำคัญสำหรับเชียงรายจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “จะมีจุดตรวจ–ด่านตรวจเพิ่มขึ้นกี่จุด” แต่คือ “เราจะช่วยกันทำให้คนในครอบครัวและชุมชนของเรา กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยครบทุกคนได้อย่างไร”

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย
  • ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
  • คณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายประกาศวาระแห่งชีวิต! ลดตาย 41% ตั้งเป้าเหลือ แสนคน ปี 2570 ชี้หมวกนิรภัยคือโจทย์ใหญ่

วาระแห่งชีวิต เชียงรายรำลึก “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสีย” เร่งเครื่องเป้าลดตายเหลือแสนคน ปี 2570—ชี้โจทย์ใหญ่ “หมวกนิรภัย” 80% ต้องแก้วัฒนธรรม

เชียงราย, 16 พฤศจิกายน 2568 — เสียงนาฬิกากลางเมืองดังไปพร้อมกับความเงียบงันหนึ่งนาที เมื่อผู้ร่วมงานนับร้อยคนยืนไว้อาลัยให้ผู้จากไปจากอุบัติเหตุทางถนน ณ บริเวณหน้าสวนตุงและโคมนครเชียงราย เช้าวันอาทิตย์นี้ “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” ของจังหวัดเชียงรายเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายแต่กินใจ มี นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน โดยมี นายครรชิต ชมภูแดง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.เชียงราย) กล่าวรายงาน ท่ามกลางผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคีเครือข่าย และประชาชนทุกภาคส่วนที่ร่วมกัน “รำลึก–เรียนรู้–และตั้งเป้าลดการสูญเสียใหม่” ไปพร้อมกัน

พิธีไว้อาลัยจบลง ผู้แทนหน่วยงานทยอยวางดอกไม้หน้ารูปผู้เสียชีวิต ขบวนเดินรณรงค์เคลื่อนไปยังบริเวณหอนาฬิกาเมือง สื่อสารข้อเท็จจริงและคำเตือนเพื่อป้องกันอุบัติเหตุแก่ประชาชนริมทาง ก่อนที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดจะอ่านสารนายกรัฐมนตรีและย้ำเป้าหมายเชิงนโยบาย  ภายในปี 2570 ประเทศไทยต้องลดการตายจากอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือ 12 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน ขณะที่เชียงรายตั้งเป้า ลดบาดเจ็บสาหัสเหลือ 2,052 คน” ตามกรอบแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน

จาก “สถิติสูงสุดของประเทศ” สู่ “พลิกเกมด้วยบังคับใช้เข้ม”  บทเรียนจากสองสงกรานต์

หากย้อนไป สงกรานต์ 2567 เชียงรายเคยเผชิญ “จุดต่ำสุด” ของความปลอดภัยทางถนน กลายเป็นจังหวัดที่ เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด 82 ครั้ง และ เสียชีวิตสะสมสูงสุด 17 ราย ของประเทศ เหตุผลส่วนใหญ่ย้อนกลับไปที่ “พฤติกรรมเสี่ยงซ้ำซาก” ทั้งขับรถเร็ว ตัดหน้ากระชั้นชิด และดื่มแล้วขับ โดยมียานพาหนะหลักคือ รถจักรยานยนต์ ซึ่งครองสัดส่วนกว่า 80% ของอุบัติเหตุทั้งหมด

ทว่าเพียง หนึ่งปีถัดมา สงกรานต์ 2568 เชียงราย “พลิกภาพ” อย่างมีนัยสำคัญ สถิติ ผู้เสียชีวิตลดลง 41% จาก 17 เหลือ 10 ราย และ จำนวนอุบัติเหตุลดลง 43% จาก 82 เหลือ 47 ครั้ง ปัจจัยสำคัญมาจากการรุกคืบเชิงปฏิบัติการ ตั้งจุดตรวจหลัก 33 จุด และผลักดัน ด่านชุมชนสะสมถึง 2,755 ด่าน ตลอด 7 วันอันตราย ทำให้สามารถสกัด “พฤติกรรมเสี่ยง” ก่อนทะลักเข้าสู่เส้นทางหลักที่มีความเร็วสูง

ตัวเลขที่ลดลงไม่ใช่เพียงสถิติ หากคือ “สัญญาณความเป็นไปได้” ว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น เมื่อผนวกกับความร่วมมือระดับชุมชน ย่อมแปรเปลี่ยนผลลัพธ์ได้จริง

มหันตภัยเงียบของหมวกนิรภัย” 4 ใน 5 ผู้เสียชีวิต “ไม่สวม”

แม้ปฏิบัติการเชิงรุกช่วยดึงกราฟลงได้ แต่ โจทย์ใหญ่ของเชียงรายยังเป็นเรื่องเดิม รถจักรยานยนต์และการไม่สวมหมวกนิรภัย ข้อมูลช่วง ปีใหม่ 2568 ยืนยันภาพชัด  ผู้เสียชีวิต 4 ใน 5 ราย (80%) ไม่สวมหมวกนิรภัย นั่นหมายความว่า “ช่องว่างเล็ก ๆ” บนศีรษะ กลายเป็น “ความเสี่ยงใหญ่” ที่ชี้เป็นชี้ตายได้ในทันที

การบังคับใช้กฎหมายแม้จะดำเนินคดีปริมาณสูง เฉพาะช่วงปีใหม่ 2567 มีการดำเนินคดีรวมกว่า 2,000 ราย จากข้อหาไม่สวมหมวกนิรภัย 998 ราย และไม่มีใบขับขี่ 756 ราย แต่ความสูญเสียยังคงสูง แปลว่าการปรับและการจับอย่างเดียว ไม่พอ” ต้อง “ยกเครื่องวัฒนธรรมความปลอดภัย” ให้กลายเป็น บรรทัดฐานสังคม ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน หน่วยราชการ ไปจนถึงถนนสายเล็กในชุมชน

เส้นทางภูเขา–หมอก–โค้ง  วิศวกรรมคือเกราะป้องกันระยะยาว

เชียงรายเป็นจังหวัดชายแดนที่ภูมิประเทศซับซ้อน เส้นทางภูเขาขึ้นลงคดเคี้ยวจำนวนมาก เช่น เส้นทางขึ้นภูชี้ฟ้า อำเภอเทิง มักเจอ หมอกลงจัด และ พื้นผิวถนนลื่นจากน้ำค้าง โดยเฉพาะช่วงเช้า ผู้ขับขี่ที่ไม่ใช่คนพื้นที่ จึงเสี่ยงสูงกว่าปกติ “มาตรการลงโทษ” จึงยังไปไม่ถึงรากของปัญหา จำเป็นต้องเสริมด้วย มาตรการวิศวกรรมถาวร เช่น ปรับปรุงป้ายเตือนที่อ่านง่ายในสภาพทัศนวิสัยต่ำ ระบบจำกัดความเร็วแปรผันตามการมองเห็น (Variable Speed) การปรับผิวถนนเพื่อลดความลื่น ติดตั้งแผงกั้นกันตกเหวในจุดวิกฤต และจัดการสิ่งกีดขวางระหว่างก่อสร้างให้ปลอดภัย การลดความสูญเสียบนเส้นทางภูเขาจึงต้อง “เปลี่ยนสนามรบ” จากพฤติกรรมคน ไปสู่ “โครงสร้างถนนที่ให้อภัยความผิดพลาด (forgiving roads)” มากขึ้น

จาก “เทศกาล” สู่ “ทั้งปี”  เปลี่ยนโมเดลคุมเข้มให้ยั่งยืน

บทเรียนสองเทศกาลชี้ชัดว่า “คุมเข้มช่วงพีก” ให้ผลลัพธ์ดีในระยะสั้น แต่เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย 12/แสนคนภายในปี 2570 เชียงรายจำเป็นต้อง “ขยายช่วงเวลาเฝ้าระวัง” จาก 7–10 วันสู่ ทั้งปี โดยเฉพาะ ช่วงเวลาความเสี่ยงสูง 18.00–21.00 น. บนถนนสายรองและทางในชุมชนที่มักถูกมองข้าม ให้การตั้งด่านสุ่มตรวจและการบังคับใช้กฎหมาย “เกิดขึ้นให้เห็นเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน” ไม่ใช่แค่ในเทศกาล

แผนปฏิบัติการ 4R  ยึดโยงคน–กฎหมาย–วิศวกรรม–ชุมชน

เพื่อเปลี่ยน “เป้าตัวเลข” ให้เป็น “ความเป็นจริงบนถนน” เชียงรายผลักดันชุดข้อเสนอเชิงระบบ ดังนี้

R1 บุคลากรภาครัฐต้องเป็นแบบอย่าง
ให้หน่วยงานภาครัฐ “คาด–สวม–ขับตามกฎ” อย่างเคร่งครัด ทั้งในเวลาราชการและนอกเวลา เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในสังคม เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่ทำจริง ภาคเอกชนและประชาชนจะยอมรับกติกาง่ายขึ้น

R2 กวดขันเยาวชนและผู้ไม่มีใบอนุญาตอย่างจริงจัง
เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจ–ปรับ–และกำหนดมาตรการทางสังคมร่วมกับผู้ปกครอง เมื่อตรวจพบเยาวชนขับขี่ไม่ถูกกฎหมาย ควบคู่กับการอบรมความปลอดภัยที่มี “ภาคบังคับ”

R3 ปรับปรุงวิศวกรรมบนเส้นทางภูเขา
จัดทำแผนที่จุดเสี่ยง ติดตั้งระบบเตือนหมอก–จำกัดความเร็วตามทัศนวิสัย ปรับปรุงผิวถนนและแผงกั้นถาวรในทางลงเขาโค้งต่อเนื่อง ลดผลกระทบจากปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมยาก

R4 เปลี่ยนจากคุมเข้มเทศกาลสู่เฝ้าระวังตลอดปี
ย้ำยุทธศาสตร์ “1 ตำบล 1 จุดเสี่ยง 1 ด่านชุมชน” ทำงานเชื่อมโยงกับจุดตรวจหลัก และใช้ข้อมูลจับเวลาพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อจัดสรรกำลังคนช่วงพีกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ตัวเลขที่เล่าเรื่อง  “ลด 41%” ไม่ใช่ความบังเอิญ

  • สงกรานต์ 2567  อุบัติเหตุสะสม 82 ครั้ง, เสียชีวิตสะสม 17 ราย (สูงสุดของประเทศ)
  • สงกรานต์ 2568  อุบัติเหตุสะสม 47 ครั้ง, บาดเจ็บ 44 ราย, เสียชีวิต 10 ราย
    อุบัติเหตุลดลง 43% และ เสียชีวิตลดลง 41% ภายในหนึ่งปี
  • การบังคับใช้กฎหมาย  ช่วงสงกรานต์ 2568 มีการตั้ง 33 จุดตรวจหลัก และ ด่านชุมชนสะสม 2,755 ด่าน; ช่วงปีใหม่ 2567 ดำเนินคดีรวม 2,057 ราย (ไม่สวมหมวก 998 ราย, ไม่มีใบขับขี่ 756 ราย, ดื่มแล้วขับ 80 ราย)
  • สัดส่วนเสี่ยง  รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะหลักของการเกิดเหตุ (มากกว่า 80%) และผู้เสียชีวิตช่วงปีใหม่ 2568 80% ไม่สวมหมวกนิรภัย

ตัวเลขเหล่านี้ย้ำว่า “การบังคับใช้กฎหมาย–การมีส่วนร่วมของชุมชน–และการสื่อสารความเสี่ยง” ทำงานร่วมกันได้จริง แต่หากไม่ยกเครื่องวัฒนธรรมการสวมหมวกนิรภัยและไม่จัดการจุดเสี่ยงบนทางภูเขา “กันชนสถิติ” ที่สร้างไว้ อาจอ่อนแรงลงเมื่อเวลาผ่านไป

วัฒนธรรมหมวกนิรภัย  ทำอย่างไรให้ “กลายเป็นปกติ”

  1. ทำให้ใกล้ตัว  แจกหมวกนิรภัยให้นักเรียน–เยาวชนในงานรัฐและโรงเรียน พร้อมกิจกรรมสาธิตปรับสายรัดให้ถูกต้อง
  2. ทำให้เห็นจริง  เจ้าหน้าที่รัฐสวมหมวก–คาดเข็มขัดทุกครั้งที่ออกตรวจ ให้เป็นภาพจำของพื้นที่
  3. ทำให้เข้มข้นอย่างมีเมตตา  ดำเนินคดีต่อเนื่อง แต่ควบคู่กับ “ชั่วโมงเรียนรู้บังคับ” และกิจกรรมรับผิดชอบสังคม เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใช่แค่เก็บค่าปรับ
  4. ทำให้ต่อเนื่องในชุมชน  ใช้ “ด่านชุมชน” เป็นแนวหน้าคัดกรองพฤติกรรมเสี่ยงก่อนขึ้นถนนใหญ่ โดยผู้นำหมู่บ้าน–อสม.–เยาวชนจิตอาสา เป็นแรงเสริม

ความเชื่อมโยงเศรษฐกิจ–การท่องเที่ยว  ถนนปลอดภัยคือ “โครงสร้างพื้นฐานของความเชื่อมั่น”

สองปีที่ผ่านมา เชียงรายเผชิญแรงกระทบจากภัยพิบัติและเหตุสิ่งแวดล้อมหลายระลอก ทั้งน้ำท่วมและปัญหาคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก กดดันรายได้ท่องเที่ยวของผู้ประกอบการจำนวนมาก หากจังหวัดยังมี “ภาพจำ” ว่าอันตรายบนท้องถนนสูง ย่อมยากต่อการฟื้นตัวแบบยั่งยืน การลดการตาย 41% ในสงกรานต์ 2568 จึงไม่ใช่แค่ชัยชนะด้านสาธารณสุข แต่คือ “การลงทุนในความเชื่อมั่น” ของนักท่องเที่ยว–ผู้ประกอบการ–และนักเดินทางผ่านแนว R3A ที่เชื่อมลาว–จีน ซึ่งเชียงรายเป็น “ประตูสำคัญ” การสื่อสารความปลอดภัยบนถนนจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญท่องเที่ยวเมืองปลายทาง

จากตัวเลขสู่การตัดสินใจ  ทำไม “12 คน” จึงไปถึงได้จริง

  • มีแบบอย่างสำเร็จระยะสั้น  กรณีสงกรานต์ 2568 พิสูจน์แล้วว่า “บังคับใช้เข้ม + ด่านชุมชน” ดึงกราฟลงได้
  • รู้โจทย์ชัด  รถจักรยานยนต์และหมวกนิรภัยคือ Pain Point ที่ส่งผลต่อความรุนแรงของการบาดเจ็บและการเสียชีวิตโดยตรง
  • รู้พื้นที่เสี่ยง  ทางภูเขา–หมอก–โค้ง ต้องแก้ด้วยวิศวกรรม ไม่ใช่ปรับเพียงพฤติกรรม
  • รู้จังหวะเวลา  โฟกัสช่วง 18.00–21.00 น. และถนนสายรองในชุมชน
  • มีโครงสร้างความร่วมมือ  ศปถ.จังหวัด–ปภ.–ตำรวจ–ขนส่งจังหวัด–องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น–เครือข่ายหมู่บ้าน–ภาคเอกชน พร้อมขับเคลื่อน

ประโยคชวนคิด  ถ้าหมวกนิรภัยถูกสวม “ก่อนสตาร์ต” ไม่ใช่ “หลังเจอด่าน” ตัวเลขชีวิตที่รักษาไว้ได้ จะมากกว่าทุกสถิติที่เราเขียนบนรายงาน

Roadmap เชียงราย 2569–2570  ก้าวถัดไปสู่เป้าแห่งชาติ

  1. ผลักดันระเบียบ “Safe Public Servant”  เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับต้องเป็นแบบอย่างคาด–สวม–ขับตามกฎหมาย
  2. ยกระดับ “ด่านชุมชนอัจฉริยะ”  ใช้ข้อมูลจุดเสี่ยง–ช่วงเวลาพีก จัดกำลังอย่างยืดหยุ่น เพิ่มการสื่อสารเชิงรุกแบบ real-time
  3. งบวิศวกรรมจุดเสี่ยงภูเขา  จัดทำลิสต์โครงการด่วน–กลาง–ยาว ติดตั้งระบบเตือนหมอก–แผงกั้น–ผิวถนน–ป้ายสะท้อนแสงในจุดวิกฤต
  4. โปรแกรมเยาวชน “หมวกนิรภัย 100%”  ผนวกโรงเรียน–ครอบครัว–ชุมชน ลงนามข้อตกลงร่วม พร้อมระบบติดตามผล
  5. รายงานความคืบหน้ารายไตรมาส  ศปถ.จังหวัดสื่อสารตัวชี้วัดสำคัญ (เสียชีวิต/บาดเจ็บสาหัส/สัดส่วนสวมหมวก/คดีไม่มีใบขับขี่) เพื่อให้สังคมร่วมตรวจสอบ

ภาพพิธีและกิจกรรมที่หน้างาน (สรุปสาระสำคัญ)

  • รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน อ่านสารนายกรัฐมนตรีและเปิดกิจกรรม
  • ผู้ร่วมงานยืนไว้อาลัย 1 นาที และวางดอกไม้รำลึกแก่ผู้เสียชีวิต
  • มอบหมวกนิรภัยแก่นักเรียนตัวแทน เพื่อเริ่มต้นวัฒนธรรมความปลอดภัยตั้งแต่วัยเยาว์
  • นิทรรศการความปลอดภัยทางถนนจากหน่วยงานเครือข่าย และขบวนเดินรณรงค์ไปยังหอนาฬิกา

 “ความทรงจำ” เปลี่ยนเป็น “ความปลอดภัย”

“วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” ไม่ได้เป็นเพียงพิธีไว้อาลัย หากคือ “สมุดบันทึกบทเรียน” ที่กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนหันมาทบทวนวิธีคิดและวิธีทำงาน เมื่อเชียงรายทำให้เห็นแล้วว่า “จากสถิติสูงสุดของประเทศ ลดตาย 41%” ในหนึ่งปีเป็นไปได้ เป้าหมาย 12/แสนคนในปี 2570 จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขปลายทาง หากคือ “คำมั่นร่วมกัน” ว่าถนนทุกสายจะปลอดภัยกว่าเดิม ด้วยหมวกนิรภัยที่สวมก่อนสตาร์ต, ด้วยด่านชุมชนที่เฝ้าระวังทุกค่ำคืน, ด้วยวิศวกรรมถนนที่ให้อภัยความผิดพลาด, และด้วยแบบอย่างจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำให้เห็นจริง

เชียงรายประกาศชัดเจนในวันนี้ว่า จะ ไม่ปล่อยให้ความทรงจำกลายเป็นเพียงความเศร้า แต่จะเปลี่ยน “ความทรงจำ” ให้เป็น “ความปลอดภัย” ที่จับต้องได้บนถนนทุกสายของจังหวัด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน จังหวัดเชียงราย (ศปถ.จ.ชร.)
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.เชียงราย)
  • แผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2565–2570
  • สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ/ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) / องค์การความร่วมมือเพื่อความปลอดภัยทางถนนแห่งสหประชาชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สสส. มอบหมวกกันน็อคเด็กเล็ก เชียงรายตั้งธนาคารหมวกนิรภัย

สสส. มอบหมวกกันน็อคเด็กเล็ก สร้างธนาคารหมวกนิรภัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เชียงรายเป็นต้นแบบ

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568 ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีรับมอบหมวกกันน็อคสำหรับเด็กเล็ก จำนวน 323 ใบ จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิเพื่อความปลอดภัยทางถนน

สานพลังทุกภาคส่วน มอบหมวกกันน็อคสร้างความปลอดภัยให้เด็กเล็ก

การมอบหมวกกันน็อคครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของผู้รักกีฬาแบดมินตันจาก สโมสรกีฬาแบด FUN Saturday บริษัท สปอร์ตอัลติเมท จำกัด (ผู้แทนจำหน่ายแบรนด์หลี่หนิง) และเพจ จองนาว” โดยหมวกทั้งหมดจะนำไปจัดตั้งเป็น ธนาคารหมวกนิรภัยสำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งเปิดโอกาสให้ครอบครัวที่ไม่มีหมวกกันน็อคสามารถยืมไปใช้

เชียงรายมุ่งเป็นต้นแบบเมืองแห่งความปลอดภัย

นายประเสริฐ กล่าวว่า ธนาคารหมวกกันน็อคนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยให้กับเด็กเล็ก พร้อมปลูกฝังผู้ปกครองให้ใส่ใจการสวมหมวกกันน็อคสำหรับลูกหลาน โดยข้อมูลจากการสำรวจพบว่า อัตราการสวมหมวกกันน็อคในจังหวัดเชียงรายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น

  • ผู้ขับขี่: เพิ่มจากร้อยละ 40 (ปี 2561) เป็นร้อยละ 45 (ปี 2562)
  • คนซ้อน: เพิ่มจากร้อยละ 16 เป็นร้อยละ 17
  • เด็กเล็ก: เพิ่มจากร้อยละ 6-7 เป็นร้อยละ 16

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 10 แห่ง และ 1 โรงเรียนได้รับมอบหมวกกันน็อค

หมวกนิรภัยสำหรับเด็กเล็กจำนวน 323 ใบ ถูกจัดสรรให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 10 แห่ง และโรงเรียน 1 แห่งในจังหวัดเชียงราย ได้แก่

  1. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กป่าก่อดำ อำเภอแม่ลาว
  2. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กไม้ยา อำเภอพญาเม็งราย
  3. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กม่วงคำ อำเภอพาน
  4. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กดอยผาหมี เทศบาลตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย
  5. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดพรหมวิหาร เทศบาลแม่สาย อำเภอแม่สาย
  6. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต. ท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย
  7. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านปอกลาง อำเภอเวียงแก่น
  8. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลเวียงเหนือ อำเภอเวียงชัย
  9. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลเวียง อำเภอเชียงของ
  10. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจันจว้า อำเภอแม่จัน
  11. โรงเรียนห้วยหินลาดใน อำเภอเวียงป่าเป้า

สรุปใจความสำคัญ

สสส. และพันธมิตรในวงการกีฬา ร่วมส่งมอบหมวกกันน็อค 323 ใบ สร้างธนาคารหมวกนิรภัยให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในเชียงราย โดยมุ่งหวังให้จังหวัดเป็นต้นแบบในด้านความปลอดภัยสำหรับเด็กเล็ก พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ปกครองใส่ใจเรื่องการสวมหมวกกันน็อค สร้างความตระหนักในสังคมเกี่ยวกับความสำคัญของความปลอดภัยในการใช้ถนน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE