Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายสยายปีก! ขยายเวลาบินตรงสิงคโปร์ 5 เที่ยวต่อสัปดาห์ ปูทางสู่ฮับการบินลุ่มน้ำโขงรับผู้โดยสาร 9 ล้านคนในปี 2042

สิงคโปร์–เชียงราย จากเที่ยวบินตรงสู่การเปิดประตูบทใหม่ของเมืองชายแดน

เชียงราย, 30 มีนาคม 2569 – ในวันที่โลกการท่องเที่ยวแข่งขันกันด้วยเวลา ความสะดวก และประสบการณ์ที่เฉพาะตัว การที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงรายประกาศเดินหน้าตารางบินตรงเส้นทางสิงคโปร์–เชียงรายต่อเนื่องในฤดูการบินล่าสุด จึงไม่ใช่เพียงข่าวดีสำหรับนักเดินทางที่ต้องการลดเวลาต่อเครื่อง แต่เป็นสัญญาณสำคัญว่าเชียงรายกำลังขยับจากเมืองรองในสายตานักเดินทางต่างชาติ ไปสู่การเป็นจุดหมายที่เชื่อมตัวเองเข้ากับเครือข่ายการบิน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวคุณภาพในระดับภูมิภาคอย่างจริงจัง ตามข้อมูลประชาสัมพันธ์ของสนามบินที่แนบมา เส้นทางนี้มีการเดินหน้าตารางบินต่อเนื่องตั้งแต่ 30 มีนาคม ถึง 24 ตุลาคม 2569 ขณะที่ข้อมูลทางการของ ททท. และ Scoot ระบุว่าบริการดังกล่าวเริ่มต้นเที่ยวบินปฐมฤกษ์เมื่อ 1 มกราคม 2569 และเป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายเครือข่าย 5 เที่ยวต่อสัปดาห์ของสายการบินต้นทุนต่ำในเครือ Singapore Airlines Group สู่ภาคเหนือของไทย

ความหมายของเส้นทางบินตรงนี้จึงลึกกว่าคำว่า “สะดวกขึ้น” เพราะมันช่วยตัดระยะทางเชิงจิตวิทยาระหว่างเชียงรายกับตลาดสิงคโปร์ออกไปอย่างมาก นักท่องเที่ยวไม่ต้องผ่านประตูหลักอย่างกรุงเทพมหานครหรือเชียงใหม่ก่อนเสมอไป และในมุมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สิ่งนี้ทำให้เชียงรายสามารถเริ่มออกแบบข้อเสนอของตัวเองต่อโลกได้ชัดขึ้นว่า เมืองนี้ขายอะไรให้ตลาดต่างประเทศได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ วัฒนธรรมล้านนา ชาติพันธุ์ ศิลปะร่วมสมัย หรือแม้แต่ประสบการณ์เชิงสุขภาพที่กำลังถูกจับตามองมากขึ้นในตลาดเอเชียและตลาดนักเดินทางรายได้สูง

ตัวเลขสองเดือนแรก บอกสัญญาณของเส้นทางมากกว่าความผันผวนระยะสั้น

หากดูจากสถิติที่แนบมาพร้อมข้อมูลเส้นทางบิน TR จะเห็นว่าในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งเป็นเดือนแรกของการเปิดเส้นทาง มีผู้โดยสารขาเข้ารวม 1,644 คน เฉลี่ย 71 คนต่อเที่ยวบิน ขาออกรวม 1,646 คน เฉลี่ย 72 คนต่อเที่ยวบิน หรือรวมทั้งสองขา 3,290 คน ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขาเข้ารวม 1,310 คน เฉลี่ย 66 คนต่อเที่ยวบิน ขาออกรวม 1,383 คน เฉลี่ย 69 คนต่อเที่ยวบิน รวมทั้งสองขา 2,693 คน เมื่อนำมาคำนวณแบบเปรียบเทียบรายวันตามวันทำการบิน พบว่าค่าเฉลี่ยผู้โดยสารรวมต่อเที่ยวบินลดลงราว 5.69 เปอร์เซ็นต์ระหว่างเดือนมกราคมกับกุมภาพันธ์

แต่หากอ่านตัวเลขนี้อย่างรอบด้าน ภาพที่ควรเห็นไม่ใช่คำว่า “ชะลอ” หากเป็นคำว่า “ตั้งฐาน” มากกว่า เพราะเส้นทางบินใหม่แทบทุกเส้นต้องใช้เวลาให้ตลาดรับรู้ สร้างความคุ้นเคยกับตารางบิน และปรับพฤติกรรมการจองให้เข้าที่ ยิ่งเชียงรายเป็นเมืองที่ไม่ได้อาศัยทราฟฟิกจากนักเดินทางธุรกิจจำนวนมหาศาลแบบเมืองศูนย์กลาง การที่เส้นทางใหม่สามารถรักษาระดับผู้โดยสารเฉลี่ยไว้ได้ในช่วงเปิดตัวสองเดือนแรก ก็ถือว่าเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ไม่ควรถูกอ่านแบบผิวเผิน

เมื่อ ททท. มองตลาดสิงคโปร์ผ่านเลนส์นักท่องเที่ยวมูลค่าสูง

สิ่งที่ทำให้เส้นทางนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ คือถ้อยแถลงของ ททท. ในวันต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่าตลาดที่ต้องการกระตุ้นจากเส้นทางนี้คือกลุ่มนักเดินทางระยะใกล้มูลค่าสูงจากสิงคโปร์ โดยเฉพาะนักเดินทางซ้ำที่มองหาประสบการณ์เฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Wellness and Health Focused Travellers กลุ่มท่องเที่ยวหรูหราและประสบการณ์พิเศษ กลุ่มสปอร์ตและแอ็กทีฟไลฟ์สไตล์ ตลอดจนกลุ่มคู่รักและการเดินทางตามความสนใจเฉพาะ การวางน้ำหนักตลาดแบบนี้สะท้อนว่าหน่วยงานท่องเที่ยวไม่ได้มองเส้นทางดังกล่าวเป็นเพียงการเพิ่มจำนวนคนเข้าเมือง แต่ต้องการเพิ่มคุณภาพของเม็ดเงินและระยะเวลาพำนักของผู้มาเยือนด้วย

นี่เป็นประเด็นสำคัญมากสำหรับเชียงราย เพราะจุดแข็งของจังหวัดไม่ได้อยู่ที่การเป็นจุดหมาย “มวลชนราคาถูก” แต่เป็นเมืองที่สามารถออกแบบประสบการณ์ลึก มีเรื่องเล่า และมีต้นทุนทางวัฒนธรรมสูง หากเชื่อมกับตลาดสิงคโปร์ได้ถูกวิธี เชียงรายย่อมมีโอกาสดึงนักเดินทางที่ยอมจ่ายเพื่อเวลา ความสงบ สุขภาพ อาหารคุณภาพ และการเดินทางที่มีความหมาย มากกว่าการแข่งขันด้วยราคาห้องพักหรือแพ็กเกจแบบเร่งรีบเพียงอย่างเดียว

คาดการณ์จำนวนผู้โดยสารและน้ำหนักสินค้า ปี 2027-2042 ของ 6 สนามบินสังกัดท่าอากาศยานไทย (ข้อมูล | สนข.) โดย The Northern Report

สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ไม่ได้ถูกวางบทบาทแค่รับนักท่องเที่ยว

ข้อมูลจากหน้าแนะนำอย่างเป็นทางการของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระบุชัดว่าสนามบินแห่งนี้ถูกวางบทบาทให้เป็น “Regional Center for Aviation-related Business” เพื่อรองรับประเทศลุ่มน้ำโขงที่เติบโตเร็วและจีนตอนใต้ นี่เป็นถ้อยคำที่สำคัญ เพราะหมายความว่าสนามบินไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะประตูรับนักท่องเที่ยวเข้าจังหวัด แต่ยังถูกออกแบบให้มีภารกิจทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคด้วย

ในแผนกลยุทธ์ของ AOT เอง ก็ยังระบุว่าท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารอยู่ที่ 3 ล้านคนต่อปีในช่วงแผนปฏิบัติการปัจจุบัน และเป็นหนึ่งในสนามบินที่ถูกผลักดันด้านการกระตุ้นการเดินทางระหว่างประเทศพร้อมกับหาดใหญ่ ตัวเลขในแผนนี้สะท้อนว่าผู้บริหารสนามบินมองเชียงรายเป็นจุดที่ต้องเร่งขยายดีมานด์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้พึ่งตลาดภายในประเทศเพียงอย่างเดียว

ตัวเลขคาดการณ์ระยะยาวส่งสัญญาณว่าเชียงรายอาจโตเร็วกว่ากรอบเดิม

เมื่อหันกลับมาดูตารางพยากรณ์ในเอกสารประกอบที่แนบมา ซึ่งอ้างถึง Table 3.4-6 ของการศึกษาด้านเครือข่ายคมนาคมในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือภายใต้กรอบ GMS จะพบตัวเลขที่ชวนให้คิดต่ออย่างมาก สำหรับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ปริมาณผู้โดยสารถูกคาดการณ์ไว้ที่ 1,912,665 คนในปี 2024 ก่อนจะเพิ่มเป็น 4,614,671 คนในปี 2027 ขยับเป็น 6,008,233 คนในปี 2032 และแตะ 9,102,312 คนในปี 2042 ส่วนปริมาณสินค้าเพิ่มจาก 1,649 ตันในปี 2024 เป็น 5,189 ตันในปี 2042 ข้อมูลชุดนี้ปรากฏอยู่ในรายงานการศึกษาของ สนข. ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2569 และยืนยันว่ามีการทำแบบจำลองพยากรณ์ปริมาณผู้โดยสารและสินค้าให้กับสนามบินในสังกัด AOT รวมท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงรายด้วย

เมื่อคำนวณจากตัวเลขในตารางแนบ จะพบว่าอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีของผู้โดยสารเชียงรายในช่วง 2024 ถึง 2042 อยู่ที่ประมาณ 9.05 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ส่วนสินค้าอยู่ที่ประมาณ 6.58 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และหากมองเฉพาะช่วง 2024 ถึง 2027 ผู้โดยสารถูกคาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ยถึง 34.12 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งเป็นจังหวะเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขเช่นนี้ทำให้บทสนทนาเรื่องสนามบินเชียงรายไม่ควรหยุดอยู่แค่จำนวนเที่ยวบินใหม่ แต่ต้องไปต่อถึงคำถามเรื่องขีดความสามารถรองรับในอนาคต การจัดการภาคพื้น การเข้าเมือง ระบบขนส่งเชื่อมเมือง และคุณภาพบริการด้วย

ช่องว่างระหว่างแผนสนามบินกับแรงดึงของตลาด คือโจทย์ที่เชียงรายต้องอ่านให้ทัน

หากอ่านข้อมูลของ AOT ควบคู่กับตัวเลขคาดการณ์ในเอกสารแนบ จะเห็นช่องว่างที่มีนัยสำคัญ แผนเชิงปฏิบัติของสนามบินวางขีดความสามารถไว้ที่ 3 ล้านคนต่อปีในช่วงปัจจุบัน ขณะที่แบบจำลองระยะยาวของการศึกษาระดับนโยบายกลับประเมินว่าความต้องการเดินทางของเชียงรายอาจทะลุ 4.6 ล้านคนได้ตั้งแต่ปี 2027 ความแตกต่างนี้ไม่ได้แปลว่าใครผิดหรือใครถูก เพราะแต่ละชุดข้อมูลมีฐานคิดคนละแบบ ชุดหนึ่งเป็นแผนบริหารเชิงองค์กรในกรอบเวลาที่จำกัด อีกชุดเป็นแบบจำลองการเติบโตเชิงนโยบายและเครือข่ายคมนาคมระยะยาว

แต่สำหรับคนทำงานข่าวและผู้กำหนดนโยบายท้องถิ่น ช่องว่างนี้คือสัญญาณเตือนว่า หากเชียงรายเดินหน้าทำตลาดต่างประเทศจริงจังและโครงสร้างพื้นฐานชายแดนเริ่มเชื่อมถึงกันมากขึ้น ความต้องการอาจโตเร็วกว่าระบบรองรับในปัจจุบัน การเตรียมสนามบินจึงไม่ควรคิดเพียงมิติอาคารผู้โดยสาร แต่ต้องรวมถึงระบบเดินทางต่อเนื่อง การกระจายผู้โดยสารออกจากสนามบินอย่างมีประสิทธิภาพ และการวางประสบการณ์เมืองตั้งแต่วินาทีแรกที่นักท่องเที่ยวลงจากเครื่อง

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและโครงข่ายชายแดน กำลังทำให้เชียงรายไม่ใช่ปลายทางโดดเดี่ยว

อีกชิ้นส่วนที่ทำให้เที่ยวบินสิงคโปร์–เชียงรายมีความหมายมากขึ้น คือภาพรวมโครงสร้างพื้นฐานชายแดนของจังหวัด ข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายครอบคลุม 21 ตำบลใน 3 อำเภอ คือ แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ รวมพื้นที่ 952,266 ไร่ พร้อมกับมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อเนื่อง เช่น การขยายทางหลวงหมายเลข 1290 ช่วงเชียงแสน–เชียงของเป็น 4 ช่องจราจร และการขับเคลื่อนโครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งสภาพัฒน์ระบุว่าจะช่วยหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของระเบียงภาคเหนือมากขึ้นเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2571

เมื่อมองจากแผนที่ประกอบที่แนบมา จะเห็นว่าถนน ด่านชายแดน สะพานข้ามแม่น้ำ การพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง และแนวรถไฟกำลังทำให้สามอำเภอชายแดนของเชียงรายเริ่มร้อยกันเป็นเครือข่ายเดียวกันมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงรายไม่ได้ทำหน้าที่รับผู้โดยสารเพื่อเข้าเมืองเชียงรายเท่านั้น แต่มีศักยภาพจะเป็นประตูเชื่อมการเดินทางสู่เชียงแสน เชียงของ แม่สาย และพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนที่กำลังเติบโตตามมา

Museflower Retreat & Spa อ.เวียงชัย จ.เชียงราย
ที่มา: Global Wellness Institute (GWI) หมายเหตุ: ข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ณ วันที่ 6 มีนาคม 2569 (1 USD = 31.92 บาท)

เมื่อเวลเนสกลายเป็นตลาดจริง เชียงรายต้องตอบให้ได้ว่าจะขายอะไร

ภาพใหญ่ของตลาดโลกช่วยอธิบายว่าทำไมเส้นทางนี้ถึงมีความหมายเกินกว่าการเพิ่มความถี่ของเที่ยวบิน ข้อมูลจาก TAT Review อ้างอิง Global Wellness Institute ระบุว่า ตลาด Wellness Tourism ทั่วโลกมีมูลค่า 830.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 คิดเป็น 7.8 เปอร์เซ็นต์ของการเดินทางท่องเที่ยวทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1,351 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2028 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย 10.2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระหว่างประเทศมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,668 ดอลลาร์สหรัฐต่อทริป สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป 36 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพภายในประเทศใช้จ่ายสูงกว่าตลาดทั่วไปยิ่งกว่าเดิม

ด้าน GWI ระบุเพิ่มว่าในปี 2024 ประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจสุขภาพ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่อันดับ 24 ของโลก อันดับ 9 ของเอเชียแปซิฟิก และมีมูลค่าการใช้จ่ายด้าน Wellness Tourism ราว 14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังขยายตัว 36.4 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน นั่นแปลว่าประเทศไทยไม่ได้ยืนอยู่หน้าประตูของตลาดนี้อีกต่อไป แต่เดินเข้าไปอยู่ในสนามแข่งขันแล้ว เพียงแต่คำถามคือจังหวัดใดจะสามารถแปลงเทรนด์ดังกล่าวให้เป็นรายได้จริงได้มากที่สุด

สำหรับเชียงราย คำตอบเบื้องต้นปรากฏอยู่ในเอกสารภาพประกอบที่แนบมา ซึ่งสรุปเอกลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของภูมิภาคต่าง ๆ ในไทย โดยภาคเหนือตอนบนถูกวางจุดเด่นไว้ที่ศาสตร์การแพทย์แผนล้านนาและสมุนไพรพื้นเมือง วัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมที่เหมาะกับการทำสมาธิและฟื้นฟูสุขภาพจิต อาหารพื้นเมืองเพื่อสุขภาพ และการใช้ภูมิประเทศภูเขาเชื่อมกับประสบการณ์พักผ่อนในอากาศบริสุทธิ์ หากอ่านควบคู่กับภาพลักษณ์ของเชียงรายในตลาดต่างประเทศ เมืองนี้มีทุนตั้งต้นครบเกือบทุกองค์ประกอบ แต่โจทย์ยังอยู่ที่การทำให้สิ่งเหล่านี้ถูกจัดแพ็กและสื่อสารออกไปเป็น “ผลิตภัณฑ์เวลเนส” ที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงรายการสถานที่ท่องเที่ยวกระจัดกระจาย

กลุ่มเป้าหมายของตลาดโลกตรงกับต้นทุนของเชียงรายมากกว่าที่คิด

TAT Review ยังระบุว่า กลุ่มเป้าหมายของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับโลกแบ่งได้ตั้งแต่คนใส่ใจสุขภาพ คนรุ่นใหม่วัยทำงานที่ต้องการรีเซ็ตชีวิต ผู้สูงวัยที่มองหาการฟื้นฟูร่างกายและชะลอวัย ไปจนถึงนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียมที่พร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพและบริการพิเศษ รวมถึงนักเดินทางต่างชาติที่นิยมผสมผสานการพักผ่อนกับการดูแลสุขภาพและสนใจวัฒนธรรมท้องถิ่น สมุนไพร และการแพทย์แผนไทย

หากเทียบกับเชียงราย จะพบว่าจังหวัดนี้มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างอยู่ไม่น้อย เพราะเป็นเมืองที่ยังมีทั้งธรรมชาติ ความสงบ ศิลปะร่วมสมัย วิถีชา–กาแฟ ชุมชนชาติพันธุ์ อาหารท้องถิ่น และพื้นที่ทางจิตวิญญาณอยู่ในระยะเดินทางไม่ไกลกันมากนัก สิ่งที่ยังขาดไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการเชื่อมต้นทุนเหล่านี้เข้ากับการเข้าถึงจากต่างประเทศอย่างเป็นระบบ และนี่เองที่ทำให้เที่ยวบินตรงจากสิงคโปร์เริ่มมีนัยสำคัญในฐานะ “สะพานของตลาด” มากกว่าจะเป็นเพียง “สะพานของการเดินทาง”

จากผู้โดยสารสู่สินค้า เส้นทางบินใหม่ยังเปิดโจทย์ด้านโลจิสติกส์

อีกมิติที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือด้านสินค้า ตามตัวเลขคาดการณ์ในเอกสารแนบ ปริมาณขนส่งสินค้าทางอากาศของสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ถูกประเมินว่าจะเพิ่มจาก 1,649 ตันในปี 2024 เป็น 5,189 ตันในปี 2042 แม้อัตราเติบโตจะไม่หวือหวาเท่าผู้โดยสาร แต่การเติบโตต่อเนื่องระดับเฉลี่ย 6.58 เปอร์เซ็นต์ต่อปี สะท้อนว่าสนามบินเชียงรายมีโอกาสทำหน้าที่มากกว่าจุดรับ–ส่งนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะหากจังหวัดสามารถต่อยอดสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ผลิตภัณฑ์สุขภาพ สมุนไพร ชา กาแฟ หรือสินค้าที่ต้องการเชื่อมตลาดต่างประเทศด้วยระยะเวลาเร็วขึ้น

ในภาพนี้ เส้นทางสิงคโปร์–เชียงรายจึงไม่ได้มีนัยเฉพาะผู้โดยสาร แต่ยังเชื่อมกับคำถามเรื่องห่วงโซ่อุปทานของเชียงรายในอนาคตด้วยว่า เมืองชายแดนแห่งนี้จะใช้ประโยชน์จากการเชื่อมทางอากาศควบคู่ไปกับทางถนน ทางราง และพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษอย่างไรให้เกิดมูลค่ามากกว่าเดิม

เมืองจะไปต่อได้ไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่นอกสนามบินด้วย

แม้เส้นทางบินตรงจะเป็นข่าวดี แต่ความสำเร็จของเชียงรายจะไม่ได้ตัดสินกันบนรันเวย์เพียงอย่างเดียว เพราะประสบการณ์ของนักเดินทางเริ่มตั้งแต่การลงเครื่อง ผ่านคนเข้าเมือง การหารถเข้าสู่ตัวเมือง การเชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยว การเข้าถึงข้อมูลหลายภาษา ไปจนถึงมาตรฐานบริการระหว่างเดินทาง หากเชียงรายต้องการดึงนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ นักเดินทางพรีเมียม หรือกลุ่มที่ให้คุณค่ากับเวลาและคุณภาพ เมืองจำเป็นต้องจัดระเบียบระบบขนส่งและการสื่อสารให้ดีกว่าการพึ่งรถรับจ้างเฉพาะกิจหรือข้อมูลที่กระจัดกระจาย

ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญเมื่อมองว่า AOT เองกำลังวางสนามบินเชียงรายให้เป็นประตูของธุรกิจการบินในลุ่มน้ำโขง ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานชายแดนของจังหวัดกำลังเริ่มต่อเชื่อมกันมากขึ้น หากสิ่งที่เกิดขึ้นนอกสนามบินยังไม่พร้อม การเติบโตของเส้นทางบินอาจไปได้ไม่เต็มศักยภาพ แต่ถ้าระบบต่อเนื่องทั้งหมดถูกออกแบบให้รับกันดี เชียงรายก็มีโอกาสยกระดับจากเมืองท่องเที่ยวปลายทางสวยงาม ไปสู่เมืองยุทธศาสตร์ที่เชื่อมการท่องเที่ยว สุขภาพ การค้า และเศรษฐกิจชายแดนเข้าหากันได้จริง

จุดเปลี่ยนครั้งนี้จึงไม่ใช่คำว่าเปิดบิน แต่คือคำว่าเปิดบทใหม่

เมื่ออ่านข้อมูลทั้งหมดร่วมกัน เส้นทางสิงคโปร์–เชียงรายจึงเป็นมากกว่าการต่ออายุเที่ยวบินฤดูร้อน มันคือภาพสะท้อนว่าเชียงรายกำลังถูกวางตำแหน่งใหม่บนแผนที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภูมิภาค ตั้งแต่การมีสนามบินที่ถูกระบุบทบาทเชิงยุทธศาสตร์โดย AOT การได้รับแรงหนุนจาก ททท. ที่มองตลาดสิงคโปร์ในฐานะตลาดนักท่องเที่ยวมูลค่าสูง การมีแบบจำลองคาดการณ์ผู้โดยสารและสินค้าที่ยืดไปไกลถึงปี 2042 ไปจนถึงการที่โครงสร้างพื้นฐานในสามอำเภอชายแดนเริ่มจับต้องได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

เชียงรายจึงอาจอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของทศวรรษนี้ หากเมืองสามารถแปลงเที่ยวบินตรงให้เป็นการเข้าถึงเชิงคุณภาพ แปลงโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ และแปลงต้นทุนทางวัฒนธรรมกับธรรมชาติให้เป็นข้อเสนอเวลเนสที่ชัดเจน เมืองนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงปลายทางใหม่ของนักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์ แต่จะกลายเป็นหนึ่งในประตูหลักของภาคเหนือที่เชื่อมไทยกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนล่างและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างเต็มตัวในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • Scoot Media Release
  • Mae Fah Luang Chiang Rai International Airport – CEI
  • สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  • TAT Review Magazine
  • Global Wellness Institute
  • โครงการศึกษาพฤติกรรมเชิงลึกของนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism) (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

แม่ฟ้าหลวงเชียงรายบนทางแยกใหม่ของภาคเหนือ เมื่อสนามบินไม่ใช่แค่ประตูเดินทางแต่คือเดิมพันอนาคตเมือง

แม่ฟ้าหลวงเชียงรายบนทางแยกใหม่ของภาคเหนือ เมื่อสนามบินไม่ใช่แค่ประตูเดินทาง แต่กำลังกลายเป็นเดิมพันอนาคตของเมือง

เชียงราย,19 มีนาคม 2569 – เชียงรายกำลังไม่ได้พูดแค่เรื่องสนามบิน แต่กำลังพูดถึงอนาคตของเมืองทั้งระบบ ที่ห้องดอยวาวี โรงแรมเดอะริเวอร์รีบายกะตะธานี จังหวัดเชียงราย เวทีสัมมนาประชาสัมพันธ์โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 ครั้งที่ 2 อาจดูเหมือนกิจกรรมตามขั้นตอนของโครงการรัฐทั่วไป แต่หากมองให้ลึกกว่าเอกสารประชุมและแบบร่างอาคาร สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นคือการเปิดฉากสนทนาครั้งสำคัญว่าจังหวัดเชียงรายจะวางอนาคตของตัวเองไว้อย่างไรในทศวรรษข้างหน้า เพราะสนามบินไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รับส่งผู้โดยสารอีกต่อไป หากเป็นทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างการท่องเที่ยว และโครงสร้างภาพจำของเมืองในสายตาคนนอกพื้นที่.

ข้อมูลจากเวทีดังกล่าวระบุชัดว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน หรือ ทอท. เดินหน้าโครงการนี้เพื่อยกระดับสนามบินเชียงรายจากขีดความสามารถเดิม 3 ล้านคนต่อปี ไปสู่ 6 ล้านคนต่อปี พร้อมขยายหลุมจอดอากาศยานแบบประชิดอาคารอีก 9 หลุม ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ และปรับปรุงระบบภายในสนามบินให้รองรับการเติบโตในอนาคต. จุดนี้สะท้อนว่าเชียงรายไม่ได้ถูกมองเป็นแค่เมืองท่องเที่ยวฤดูหนาวอีกแล้ว แต่กำลังถูกกำหนดบทบาทใหม่ในฐานะสนามบินภูมิภาคเชิงยุทธศาสตร์ของภาคเหนือตอนบน

ทำไมเชียงรายต้องขยายตอนนี้ เมื่อขีดความสามารถเดิมเริ่มตึง และการรอเฉยอาจทำให้เมืองเสียจังหวะ

ในทางกายภาพ สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย อาจยังดูไม่แออัดเท่าสนามบินเมืองใหญ่ แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ การรอให้เต็มก่อนขยายไม่ใช่คำตอบของสนามบินยุคใหม่ เพราะเมื่อความต้องการเดินทาง การท่องเที่ยว และการลงทุนเริ่มสะสม การตัดสินใจช้าเพียงไม่กี่ปีก็อาจทำให้เมืองสูญเสียโอกาสในระยะยาวได้ ข้อมูลจาก ทอท. ก่อนหน้านี้ระบุชัดว่ามีแผนพัฒนาเชียงรายเพื่อเพิ่มความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 3 ล้านเป็น 6 ล้านคนต่อปี และมองเชียงรายเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมศักยภาพการแข่งขันระดับประเทศ.

ประเด็นนี้สำคัญมากสำหรับเชียงราย เพราะเมืองมีทุนพร้อมอยู่แล้วทั้งภูมิประเทศ วัฒนธรรม ชายแดน และศักยภาพเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน หากโครงสร้างพื้นฐานทางอากาศไม่ขยับ เมืองก็อาจไปได้ไม่สุด โดยเฉพาะในยุคที่จังหวัดต่าง ๆ ไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องสถานที่ท่องเที่ยว แต่แข่งกันที่ “การเข้าถึง” และ “ความสะดวก” ของนักเดินทางด้วย ยิ่งในบริบทที่สายการบินและนักลงทุนใช้เวลาตัดสินใจจากต้นทุน ความพร้อม และศักยภาพขยายตัว สนามบินจึงกลายเป็นหนึ่งในดัชนีวัดอนาคตของเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แกนกลางของโครงการระยะที่ 1 อาคารใหม่ หลุมจอดเพิ่ม และระบบสนับสนุนที่ต้องโตไปพร้อมกัน

รายละเอียดของโครงการระยะที่ 1 ตามข้อมูลสัมมนาระบุว่า งานพัฒนาถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ งานเขตการบิน งานอาคารผู้โดยสารและอาคารสนับสนุน และงานระบบสนับสนุนท่าอากาศยาน ซึ่งสะท้อนว่าการขยายครั้งนี้ไม่ได้คิดเพียงอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ แต่เป็นการมองทั้งระบบตั้งแต่การขึ้นลงของเครื่องบินไปจนถึงการไหลเวียนของผู้โดยสาร รถยนต์ และสาธารณูปโภคภายในพื้นที่สนามบิน.

ความสำคัญของแนวคิดนี้อยู่ตรงที่สนามบินยุคใหม่ไม่สามารถขยายแบบแยกส่วนได้อีกแล้ว หากเพิ่มผู้โดยสารแต่ไม่เพิ่มหลุมจอด ก็เกิดคอขวดที่ลานจอด หากมีอาคารใหม่แต่ระบบจราจรภายในไม่ดี ก็ย้ายความแออัดจากในอาคารออกไปนอกอาคารแทน ดังนั้น การเพิ่มหลุมจอดประชิดอาคาร 9 หลุม การปรับระบบความปลอดภัย การจัดการจราจร และสาธารณูปโภคภายในสนามบิน จึงไม่ใช่รายละเอียดรอง แต่คือเงื่อนไขที่จะทำให้ “ขยายได้จริง” ไม่ใช่แค่ “สร้างเสร็จ”

รูปลักษณ์อาคารใหม่ไม่ใช่เรื่องผิวเผิน เพราะภาพแรกของสนามบินคือภาพแรกของเชียงรายในสายตาผู้มาเยือน

จุดที่น่าสนใจมากในเวทีรับฟังความคิดเห็นคือ การเปิดให้ผู้เข้าร่วมร่วมมองและเสนอความเห็นต่อรูปลักษณ์ของอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ Woven Eaves, Northern Horizon และ Gateway Wings โดยแต่ละแนวทางพยายามเชื่อมภาษาสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเข้ากับอัตลักษณ์ภาคเหนือในวิธีที่ต่างกัน จากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม มีความเห็นส่งเข้ามาว่าแนวทางที่ 3 หรือ Gateway Wings เป็นรูปแบบที่สื่อพลังของการเดินทางและภาพจำของสนามบินได้ชัดเจนที่สุดในบริบทเมืองเชียงราย

นี่เป็นรายละเอียดที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะสนามบินไม่ใช่เพียงโครงสร้างใช้งาน แต่เป็น “หน้าตาเมือง” ที่คนจำนวนมากเห็นก่อนสถานที่อื่น หากออกแบบได้ดี อาคารสนามบินจะไม่เป็นเพียงที่ผ่านทาง แต่กลายเป็นประสบการณ์แรกของเมือง แนวคิดอย่าง Woven Eaves ที่หยิบผ้าทอพื้นเมืองและชายคาล้านนามาเป็นแรงบันดาลใจ หรือ Northern Horizon ที่ตีความภูมิทัศน์ภาคเหนือในเส้นแนวนอน ล้วนสะท้อนความพยายามทำให้สถาปัตยกรรมสื่อถึงเชียงรายมากกว่าอาคารสนามบินมาตรฐานทั่วไป ขณะที่ Gateway Wings ชี้ไปข้างหน้ามากกว่า ด้วยภาพของการโบยบิน การเปิดรับ และความร่วมสมัย ซึ่งตรงกับบทบาทสนามบินในฐานะประตูของเมือง

เชียงรายต้องชนะด้วยเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่ใช่ชนะด้วยการเลียนแบบสนามบินใหญ่

หากมองให้ไกลกว่าแบบก่อสร้าง สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญคือคำถามสำคัญว่า จะทำให้สนามบินแห่งนี้ “เป็นของเชียงราย” ได้อย่างไร ในวันที่หลายเมืองต่างขยายสนามบินพร้อมกัน หากตอบด้วยวิธีคิดแบบเดิม สนามบินก็อาจเป็นเพียงอาคารขนาดใหญ่ที่ใช้งานได้ดีแต่ไร้บุคลิก แต่ถ้าตอบด้วยอัตลักษณ์ของพื้นที่ สนามบินก็มีโอกาสกลายเป็นพื้นที่เล่าเรื่องเมืองได้ตั้งแต่นาทีแรกที่ผู้โดยสารก้าวลงจากเครื่อง

เชียงรายมีต้นทุนเรื่องนี้มากกว่าหลายเมือง ทั้งงานหัตถกรรม ความเป็นล้านนาร่วมสมัย ชุมชนชาติพันธุ์ ภูเขา แม่น้ำ ศิลปะร่วมสมัย และภาพจำเรื่องการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติกับสุขภาพ หากนำทั้งหมดมาถอดเป็นภาษาสถาปัตยกรรม การออกแบบภูมิทัศน์ ป้ายสื่อสาร พื้นที่ค้าปลีก หรือประสบการณ์ผู้โดยสารได้อย่างชัด สนามบินแห่งนี้ก็จะไม่เป็นเพียงจุดรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรมให้เมือง

เพราะสนามบินนี้ต้องตอบเรื่องเมืองให้มากกว่าตอบเรื่องการบิน

หัวใจของข่าวนี้จึงต้องอยู่ที่เชียงรายเป็นหลัก ไม่ใช่เพราะสนามบินตั้งอยู่ในจังหวัดนี้เท่านั้น แต่เพราะผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นส่วนใหญ่จะย้อนกลับมาหาคนเชียงรายโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน ธุรกิจบริการ การท่องเที่ยว หรือมูลค่าที่ดินและการพัฒนาเมือง หากสนามบินรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น สิ่งที่จะขยับตามมาไม่ใช่แค่เที่ยวบิน แต่คือโรงแรม ร้านอาหาร รถเช่า ผู้ประกอบการท้องถิ่น งานบริการ และการไหลเวียนของคนจากภายนอก

แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนเชียงรายก็ย่อมมีสิทธิถามกลับเช่นกันว่า เมืองจะได้อะไรที่เป็นรูปธรรมบ้างนอกจากตัวเลขผู้โดยสาร เพราะโครงการขนาดใหญ่มักสร้างทั้งโอกาสและแรงกดดันพร้อมกัน ทั้งเรื่องจราจร การใช้ที่ดิน เสียงรบกวน และผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ ดังนั้น ความโปร่งใสของข้อมูล การออกแบบที่รับฟังคนในพื้นที่ และการทำให้ผลประโยชน์กระจายลงสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นจริง จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของความชอบธรรมของโครงการนี้

เชียงใหม่คือบทเปรียบเทียบที่เลี่ยงไม่ได้ เมื่อเมืองพี่ใหญ่ของภาคเหนือกำลังเร่งเครื่องแรงกว่าเดิม

หากจะอธิบายอนาคตของสนามบินเชียงรายให้ชัด จำเป็นต้องวางคู่กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเชียงใหม่ด้วย เพราะสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้เปิดแผนแม่บทสนามบินฉบับปรับปรุง ซึ่งวางให้เชียงใหม่เป็น Secondary Gateway อันดับ 2 ของประเทศ และขยายสนามบินเดิมจากรองรับ 8 ล้านคนต่อปี เป็น 16.5 ล้านคนต่อปี พร้อมวางแผน “สนามบินล้านนา” บนพื้นที่สันกำแพงและบ้านธิ ที่ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสารได้ถึง 24 ล้านคนในอนาคต. มูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ภาคเหนือกำลังเข้าสู่ยุคการลงทุนสนามบินชุดใหม่อย่างจริงจัง และเชียงใหม่ถูกวางเป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่ทั้งด้านการแพทย์ การศึกษา MICE และการบิน. นี้ไม่ได้แปลว่าเชียงรายเสียเปรียบโดยอัตโนมัติ แต่หมายความว่าเชียงรายต้องชัดขึ้นว่าตนเองจะยืนตรงไหน หากเชียงใหม่คือศูนย์กลางขนาดใหญ่ เชียงรายก็อาจต้องชนะในฐานะเมืองประตูเชื่อมลุ่มน้ำโขง เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ เมืองสุขภาพ และเมืองชายแดนที่เข้าถึงได้เร็วและมีบุคลิกชัดกว่า

ต่างประเทศอยู่ในโจทย์เพียง 10 เปอร์เซ็นต์แต่ก็สำคัญพอจะบอกว่าเชียงรายกำลังเดินอยู่บนสนามแข่งขันแบบไหน

ในระดับระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการบินยังอยู่ในช่วงฟื้นและเติบโต โดย IATA ประเมินว่าเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคเติบโตเร็วที่สุดในปี 2025 ขณะที่สนามบินทั่วโลกกำลังถูกกดดันให้ขยายตัวไปพร้อมกับลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม. กรม Airport Carbon Accreditation ซึ่งเป็นกรอบรับรองการจัดการคาร์บอนของสนามบิน ก็ถูกใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงมากขึ้นในวงการ. นทำให้คำว่า “Northern – Most Sustainability Regional Airport” ของเชียงรายไม่ใช่แค่สโลแกนสวยหรู แต่เป็นคำมั่นที่ต้องแปลออกมาเป็นการลงทุนจริง ทั้งด้านพลังงานสะอาด การจัดการน้ำ การลดคาร์บอน การออกแบบอาคารที่ประหยัดพลังงาน และระบบภาคพื้นดินที่รองรับอนาคตของการบินสะอาดมากขึ้น สำนักงาน ICAO เองก็ผลักดันเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนของการบินระหว่างประเทศผ่านเชื้อเพลิงการบินที่สะอาดขึ้นด้วย. ั้น หากเชียงรายจะใช้คำว่ายั่งยืน ก็ต้องทำให้จับต้องได้ ไม่ใช่หยุดอยู่ที่ข้อความในเอกสารประชุม

ความหมายที่แท้จริงของสนามบินใหม่ไม่ใช่แค่รับนักท่องเที่ยวเพิ่ม แต่ต้องทำให้เมืองมีคุณภาพขึ้นด้วย

สนามบินที่ดีไม่ควรวัดแค่จำนวนคนผ่าน แต่ควรวัดว่าทำให้เมืองดีขึ้นหรือไม่ หากสนามบินใหม่ทำให้เศรษฐกิจโตแต่เมืองวุ่นวายขึ้น ชุมชนอึดอัดขึ้น และคนในพื้นที่ไม่ได้ประโยชน์มากพอ โครงการก็ย่อมถูกตั้งคำถามเสมอ ตรงกันข้าม หากสนามบินช่วยย่นระยะเวลาเดินทาง ดึงรายได้ใหม่เข้าจังหวัด เปิดทางให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นขยายตลาด และสร้างภาพจำเชียงรายในฐานะเมืองคุณภาพได้จริง สนามบินนี้ก็จะมีความหมายมากกว่าตัวเลขงบลงทุน

นี่คือเหตุผลที่การรับฟังความคิดเห็นในรอบสัมมนาครั้งที่ 2 มีนัยสำคัญ เพราะมันชี้ว่าการพัฒนาสนามบินไม่ควรเป็นเรื่องของวิศวกรหรือหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นการเจรจากับอนาคตของเมืองอย่างรอบด้าน ทั้งภาคธุรกิจ ชุมชน ท้องถิ่น และผู้ใช้งานจริง

เชียงรายกำลังมีโอกาสครั้งใหญ่ แต่จะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อพัฒนาให้เมืองได้ประโยชน์จริง

เมื่อฟังทั้งข้อมูลจากสัมมนา แผนการลงทุนของ ทอท. และภาพเปรียบเทียบจากเชียงใหม่ จะเห็นชัดว่าเชียงรายกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ สนามบินแม่ฟ้าหลวงระยะที่ 1 ไม่ใช่เพียงโครงการก่อสร้างตามวงรอบงบประมาณ แต่เป็นเดิมพันระยะยาวว่าเชียงรายจะใช้ประตูทางอากาศแห่งนี้เป็นเครื่องมือพัฒนาเมืองแบบมีเอกลักษณ์ได้หรือไม่

หากทำได้ โครงการนี้จะเป็นมากกว่าสนามบิน มันจะกลายเป็นเครื่องมือเชื่อมเชียงรายเข้ากับการท่องเที่ยวคุณภาพ เศรษฐกิจชายแดน การลงทุน และเครือข่ายลุ่มน้ำโขง แต่หากทำไม่ได้ มันก็อาจกลายเป็นเพียงโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นโดยที่ความได้เปรียบของเมืองยังไม่ชัดขึ้นเท่าที่ควร คำตอบสุดท้ายจึงไม่ได้อยู่แค่แบบอาคารหรือจำนวนหลุมจอด แต่อยู่ที่ว่าเชียงรายจะใช้สนามบินนี้เล่าเรื่องของตัวเองได้ดีแค่ไหน และทำให้คนเชียงรายรู้สึกว่าโครงการนี้เป็นอนาคตร่วมกันจริงเพียงใด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569
  • International Air Transport Association หรือ
  • Airport Carbon Accreditation และ Airports Council International.
  • องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ เกี่ยวกับรูปแบบอาคารผู้โดยสารใหม่ 3 แนวทาง ได้แก่ Woven Eaves, Northern Horizon และ Gateway Wings
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ธนพิริยะกางแผนปี 2569 ตั้งเป้ารายได้โต 15% เตรียมเปิดอีก 8 สาขา รับเกมค้าปลีกภาคเหนือที่แข่งขันหนัก

ธนพิริยะกางแผนปี 2569 ตั้งเป้ารายได้โต 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ เตรียมเปิดอีก 8 สาขา รับเกมค้าปลีกภาคเหนือที่แข่งขันหนักขึ้น

เชียงราย, 16 มีนาคม 2569 — จากร้านท้องถิ่นในเชียงรายสู่จังหวะขยายตัวรอบใหม่ ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฐานรากยังเต็มไปด้วยความระมัดระวังในการใช้จ่าย และผู้ประกอบการค้าปลีกจำนวนไม่น้อยยังต้องประคองตัวท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนและการแข่งขัน ธนพิริยะ หรือ TNP กลับเลือกเดินเกมเชิงรุกอีกครั้ง ด้วยการประกาศเป้าหมายรายได้ปี 2569 ให้เติบโต 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ พร้อมวางงบลงทุนประมาณ 130 ล้านบาท เพื่อเปิดสาขาใหม่อีก 8 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความมั่นใจของผู้บริหารต่อแนวโน้มธุรกิจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพของผู้ประกอบการค้าปลีกท้องถิ่นรายหนึ่งที่กำลังพยายามเปลี่ยนความแข็งแรงในระดับจังหวัด ให้กลายเป็นเครือข่ายค้าปลีกระดับภูมิภาคที่มีน้ำหนักมากขึ้นในตลาดจริง

บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) ระบุผ่านข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะว่า ผลประกอบการปี 2568 ยังเติบโตได้ในระดับที่น่าพอใจ โดยรายได้จากการดำเนินธุรกิจอยู่ที่ 3,090.94 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 212.57 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งมีรายได้ 2,872.57 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 185.54 ล้านบาท จะเห็นว่าแม้อยู่ในบรรยากาศเศรษฐกิจที่ท้าทาย บริษัทก็ยังรักษาทิศทางการเติบโตไว้ได้ทั้งด้านยอดขายและกำไร ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงยืนยันว่ากิจการยังอยู่ในภาวะขาขึ้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าโมเดลธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่นยังมีพื้นที่เติบโตอยู่ หากสามารถขยายสาขาและบริหารสินค้าได้อย่างแม่นยำพอ

รายได้ทะลุ 3,000 ล้านบาทไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือสัญญาณว่าบริษัทผ่านปียากมาได้

ตัวเลขรายได้ 3,090.94 ล้านบาทในปี 2568 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของบริษัท เพราะเป็นครั้งแรกที่รายได้ขยับผ่านระดับ 3,000 ล้านบาทอย่างชัดเจนในข้อมูลที่ตลาดหลักทรัพย์เผยแพร่ ขณะเดียวกัน กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเป็น 212.57 ล้านบาท ยังเติบโตในอัตราที่สูงกว่าการขยายตัวของรายได้ ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทไม่ได้โตจากการเปิดสาขาอย่างเดียว แต่ยังมีประสิทธิภาพในการทำกำไรที่ดีขึ้นในภาพรวมด้วย ในบริบทธุรกิจค้าปลีก ตัวเลขลักษณะนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะรายได้ที่เพิ่มขึ้นอาจเกิดจากการเร่งเปิดสาขา แต่กำไรที่ขยายตัวตามมามักสะท้อนคุณภาพของการบริหารมากกว่าแค่การเติบโตเชิงปริมาณ

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อมองย้อนกลับไปจากตัวเลขปี 2567 ที่รายได้อยู่ที่ 2,872.57 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 185.54 ล้านบาท จะเห็นว่าปี 2568 เป็นปีที่บริษัทสามารถรักษาแรงส่งของธุรกิจไว้ได้ต่อเนื่อง ไม่ใช่การเติบโตแบบฉาบฉวยเพียงรอบเดียว สำหรับผู้อ่านที่ติดตามธุรกิจค้าปลีกในภูมิภาค ตัวเลขชุดนี้ชวนให้คิดไม่น้อยว่า ในช่วงที่ผู้บริโภคจำนวนมากยังระมัดระวังการจับจ่าย การเติบโตของยอดขายระดับนี้มักสะท้อนว่าบริษัทสามารถเข้าถึงฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น หรือไม่ก็ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำในความถี่ที่มากขึ้น และนั่นคือสิ่งที่แบรนด์ท้องถิ่นจำนวนมากพยายามทำแต่ไม่ใช่ทุกแห่งจะทำได้สำเร็จ

การเปิดสาขาใหม่ยังเป็นหัวใจของการโต และปี 2569 บริษัทเลือกเร่งเกมต่อ

จากข้อมูลที่เปิดเผยในเดือนมีนาคม 2569 ผู้บริหารบริษัทระบุชัดว่า ปัจจัยสนับสนุนหลักของเป้าหมายรายได้ปีนี้ยังคงมาจากการเปิดสาขาใหม่เพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ โดยในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเปิดเพิ่มอีก 8 สาขาในภาคเหนือ ใช้งบลงทุนประมาณ 130 ล้านบาท พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์การตลาดที่ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ตรงจุดมากขึ้น ข้อความนี้มีความสำคัญเพราะบอกให้เห็นว่า ธนพิริยะยังวาง “การขยายสาขา” เป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโต ไม่ได้เปลี่ยนทิศทางไปเน้นเพียงการประคองกำไรหรือรักษาฐานรายได้เดิมเท่านั้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อพิจารณาว่า ณ ข้อมูลที่ตลาดหลักทรัพย์เผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 บริษัทมีสาขารวม 56 แห่ง แบ่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ต 55 แห่ง และศูนย์ค้าส่ง 1 แห่ง การเพิ่มอีก 8 สาขาในปีเดียวจึงไม่ใช่การขยับเล็กน้อย แต่เป็นการเร่งจังหวะขยายเครือข่ายอย่างมีนัยสำคัญ หากทำได้ตามแผนจริง จำนวนสาขาจะขยับขึ้นอีกขั้นในเวลาอันสั้น และยิ่งทำให้บริษัทมีน้ำหนักมากขึ้นในตลาดค้าปลีกระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่การแข่งขันเข้มข้นขึ้นต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีหลัง

สาขาใหม่ในปี 2568 คือฐานส่งต่อสู่ปี 2569 และสะท้อนว่าบริษัทไม่ได้หยุดอยู่แค่เชียงราย

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ระบุว่า ปี 2568 บริษัทเปิดสาขาใหม่ 6 แห่ง ได้แก่ สาขาดอยหลวง สาขาแม่จัน 2 สาขาหนองบัวแดง ในจังหวัดเชียงราย และสาขาเจดีย์แม่ครัว สาขาสันทรายน้อย และสาขาแม่คือ ในจังหวัดเชียงใหม่ การขยายในลักษณะนี้สะท้อนว่าธนพิริยะไม่ได้ยึดโยงอยู่กับฐานเดิมในเชียงรายเพียงจังหวัดเดียวอีกต่อไป แต่กำลังขยับตัวออกไปวางน้ำหนักในจังหวัดเศรษฐกิจใกล้เคียงมากขึ้น โดยเฉพาะเชียงใหม่ซึ่งเป็นทั้งเมืองท่องเที่ยว เมืองการศึกษา และสนามแข่งขันสำคัญของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่

ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ของบริษัทเองยังเผยแพร่ข้อมูลการเปิด “สาขาแม่นาเรือ” จังหวัดพะเยา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ซึ่งระบุว่าเป็นสาขาที่ 59 ของบริษัท และรับบริการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย รายละเอียดนี้ช่วยยืนยันได้อีกชั้นว่า แผนการขยายสาขาในปี 2569 เริ่มเดินหน้าแล้วจริง และการเติบโตของเครือข่ายร้านไม่ได้อยู่ในรูปแบบการประกาศเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่กำลังลงไปสู่พื้นที่ขายจริงที่จับต้องได้ในระดับชุมชน

ในวันที่ค้าปลีกแข่งขันหนัก ความเร็วและความใกล้ลูกค้าคือเดิมพันสำคัญ

คำให้สัมภาษณ์ของเภสัชกรหญิงอมร พุฒิพิริยะ กรรมการผู้จัดการ TNP ที่เผยแพร่ผ่านสื่อธุรกิจ ระบุชัดว่าปี 2569 ยังเป็นปีที่ “ท้าทาย” และบริษัทมองเห็นแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม บริษัทเลือกตอบโจทย์นี้ด้วยการขยายสาขา เดินกลยุทธ์การตลาดที่เร็วขึ้น และใช้การส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อควบคู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศของรัฐบาล มุมมองนี้มีความสำคัญเพราะชี้ให้เห็นว่า ผู้บริหารไม่ได้ประเมินสถานการณ์อย่างประมาท ตรงกันข้าม บริษัทกำลังยอมรับก่อนว่าปีนี้ไม่ง่าย แล้วจึงตอบโต้ด้วยการเร่งเข้าถึงลูกค้าให้มากขึ้นและไวขึ้นกว่าเดิม

ในเชิงธุรกิจค้าปลีก การขยายสาขาไม่ใช่แค่เรื่องของพื้นที่ขาย แต่คือการแย่ง “ความใกล้” กับลูกค้าในชีวิตประจำวัน ใครอยู่ใกล้กว่า เดินทางสะดวกกว่า และตอบสนองความต้องการได้ตรงกว่า ย่อมมีโอกาสรักษายอดซื้อประจำได้มากกว่า ดังนั้น การที่ TNP ยังเลือกเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 8 แห่งในช่วงที่หลายธุรกิจระวังการลงทุน สะท้อนว่าบริษัทเชื่อมั่นในโมเดลการค้าปลีกที่อาศัยความครอบคลุมของพื้นที่เป็นกลไกสร้างรายได้ และมองว่าความใกล้ชิดกับชุมชนยังเป็นข้อได้เปรียบที่มีค่าในเกมค้าปลีกยุคนี้

ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นยังเดินคู่กับการขยายธุรกิจ

อีกมิติสำหรับนักลงทุน คือแม้บริษัทจะเดินหน้าขยายสาขาและใช้งบลงทุนต่อเนื่อง แต่คณะกรรมการยังมีมติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2568 รวมในอัตรา 0.105 บาทต่อหุ้น โดยได้จ่ายระหว่างกาลไปแล้ว 0.05 บาทต่อหุ้น และคงเหลือจ่ายอีก 0.055 บาทต่อหุ้น วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 12 มีนาคม 2569 และวันจ่ายเงินปันผลคือ 22 พฤษภาคม 2569 หากได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามขั้นตอน ข้อมูลนี้ปรากฏชัดบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์ และในหน้าสิทธิประโยชน์ของหลักทรัพย์ TNP ด้วย

สำหรับผู้อ่านเชิงเศรษฐกิจ ตัวเลขนี้มีนัยสำคัญมากกว่าการเป็นเพียงเงินปันผล เพราะสะท้อนว่าบริษัทพยายามรักษาสมดุลระหว่าง “การเติบโต” กับ “การตอบแทนผู้ถือหุ้น” ไปพร้อมกัน กล่าวอีกแบบคือ บริษัทไม่ได้เร่งลงทุนจนละทิ้งผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเดิม และก็ไม่ได้หยุดขยายตัวเพียงเพื่อรักษาเงินสดไว้เฉย ๆ สัดส่วนเงินปันผลที่คณะกรรมการเสนอสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ยังคิดเป็น 41.14 เปอร์เซ็นต์ของกำไรสุทธิของงบการเงินเฉพาะกิจการตามที่บริษัทแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเงินปันผลของบริษัทเอง

แบรนด์ค้าปลีกท้องถิ่นจากเชียงรายกำลังยืนอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด ธนพิริยะกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของการเติบโต จากเดิมที่เป็นผู้เล่นแข็งแรงในพื้นที่เฉพาะจังหวัด สู่การเป็นเครือข่ายค้าปลีกท้องถิ่นที่มีสเกลมากพอจะถูกจับตาในระดับภูมิภาค ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ระบุว่าบริษัทประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่รวมอาหารสด และมีฐานปฏิบัติการหลักอยู่ที่จังหวัดเชียงราย นั่นหมายความว่าการเติบโตของบริษัทไม่ได้เกิดจากการถือครองเมืองหลวงทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่เกิดจากการค่อย ๆ ขยายฐานจากเมืองรองขึ้นมา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจภูมิภาค

ความสำคัญนี้จึงไม่ได้อยู่ที่บริษัทมีกำไรเพิ่มหรือเปิดสาขาใหม่เท่านั้น แต่อยู่ที่คำถามว่า ธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่นจากเชียงรายจะสามารถรักษาแรงส่งนี้ไว้ได้เพียงใด เมื่อสมรภูมิการแข่งขันในภาคเหนือยิ่งเข้มข้นขึ้นทุกปี เป้าหมายรายได้โต 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ในปี 2569 จึงไม่ใช่ตัวเลขสวยงามสำหรับการสื่อสารนักลงทุนอย่างเดียว แต่เป็นคำประกาศว่าบริษัทพร้อมทดสอบศักยภาพตัวเองในตลาดที่ไม่ง่ายอีกต่อไป และจะใช้ปีนี้เป็นเวทีพิสูจน์ว่าร้านค้าท้องถิ่นที่เข้าใจผู้บริโภคในพื้นที่ยังสามารถเติบโตได้ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งเศรษฐกิจและคู่แข่งรายใหญ่

บทสรุปของปีที่ไม่ง่าย แต่ยังเห็นภาพชัดว่าบริษัทเลือกเดินหน้า

หากต้องสรุปความหมายของความเคลื่อนไหวครั้งนี้ในประโยคเดียว คงต้องบอกว่า TNP กำลังเลือก “เดินหน้า” มากกว่า “ตั้งรับ” ในปีที่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังลังเล รายได้ปี 2568 ที่ทะลุ 3,000 ล้านบาท กำไรสุทธิที่ขยายตัวต่อเนื่อง สาขารวม 56 แห่ง และแผนเปิดอีก 8 แห่งด้วยงบประมาณ 130 ล้านบาท เป็นสัญญาณว่าผู้บริหารมองเห็นโอกาสมากพอจะเร่งเครื่องต่อ พร้อมกันนั้น การเสนอจ่ายเงินปันผลรวม 0.105 บาทต่อหุ้นก็ช่วยยืนยันว่าบริษัทต้องการส่งสารถึงผู้ถือหุ้นว่า การเติบโตครั้งนี้ยังอยู่ภายใต้กรอบการเงินที่มีวินัยและการตอบแทนที่ต่อเนื่อง

สำหรับภาคเหนือ เศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยว่า แบรนด์จากภูมิภาคยังคงมีบทบาท และยังสามารถสร้างเรื่องราวการเติบโตของตนเองได้ หากมีกลยุทธ์ที่ชัด พื้นที่ที่แม่นยำ และความเข้าใจผู้บริโภคที่ลึกพอ ในวันที่กำลังซื้อยังไม่เต็มที่และการแข่งขันยังไม่ผ่อนแรง ธนพิริยะจึงกำลังเดิมพันครั้งใหม่บนคำถามสำคัญข้อเดิมว่า ความใกล้ชุมชน ความเร็วในการขยายตัว และความสามารถในการรักษากำไร จะพาบริษัทไปได้ไกลแค่ไหนในปี 2569 และหลังจากนั้น

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน)
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ไฮซีซัน เชียงราย CAAT รับข้อเสนอ ลดค่าธรรมเนียมการบิน เร่งเครื่องเที่ยวบินดันสัดส่วนต่างชาติ

ท่องเที่ยวเชียงรายพึ่งพาคนไทยหนัก Q3/2568 รายได้เฉียด 1 หมื่นล้าน แต่สัดส่วนต่างชาติเพียง 16%—โจทย์ใหม่ “Medical Tourism” และนโยบายค่าธรรมเนียมการบินกำหนดทิศไฮซีซัน

เชียงราย,13 พฤศจิกายน 2568 – การปิดไตรมาส 3/2568 ด้วยนักท่องเที่ยวรวม 1,195,635 คน สร้างรายได้ 9,763.48 ล้านบาท แต่รายได้ 84% มาจากคนไทย ขณะที่ต่างชาติคิดเป็นเพียง 16% สะท้อนโครงสร้างที่ “ยังเปราะบาง” ต่อดีมานด์ในประเทศ ททท.ประเมินไฮซีซันยังสดใสแม้ “ตลาดระยะใกล้” สะดุด ชี้ยุโรป–อเมริกามีแนวโน้มชดเชย ส่วนฝั่งการบิน CAAT รับข้อเสนอสมาคมสายการบินฯ ให้ “ชะลอขึ้นค่าธรรมเนียม–ลดภาษีน้ำมันอากาศยาน” เพื่อเร่งเครื่องเที่ยวบินในประเทศ คำถามสำคัญคือ เชียงรายจะใช้ “จุดแข็ง Medical Tourism และ Soft Power เมืองเหนือ” อย่างไร เพื่อขยับสัดส่วนรายได้ต่างชาติให้พ้น 16% ในรอบต่อไป

เมืองเหนือที่วิ่งด้วยแรงคนไทย

ยามบ่ายปลายฝนต้นหนาว ริมแม่น้ำกกยังเย็นสบาย ร้านกาแฟบนเนินเขาแน่นไปด้วยครอบครัว นักปั่น และนักเดินทางจากจังหวัดใกล้เคียง ภาพนี้อธิบาย “พลังตลาดในประเทศ” ของเชียงรายได้อย่างชัดเจน ตัวเลขจาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว (CTRD) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่อ้างข้อมูล กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าในไตรมาส 3/2568 (ก.ค.–ก.ย.) เชียงรายรับนักท่องเที่ยวรวม 1.196 ล้านคน รายได้รวม 9,763.48 ล้านบาท โดยคนไทยคิดเป็น 87.2% ของจำนวนนักท่องเที่ยว และ 84% ของรายได้ ขณะที่ต่างชาติคิดเป็น 12.8% ของจำนวนคน และ 16% ของรายได้ นั่นแปลว่า “กระดูกสันหลัง” ของเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงรายในช่วงโลว์ซีซันยังเป็นคนไทยอย่างแท้จริง

ความจริงข้อนี้มีทั้งด้านบวกและด้านเปราะบาง ด้านบวกคือฐานลูกค้าภายในประเทศแข็งแรง สามารถพยุงธุรกิจในช่วงที่เที่ยวบินระหว่างประเทศยังไม่เต็มศักยภาพ แต่ด้านเปราะบางคือ หากเศรษฐกิจครัวเรือนไทยชะลอ ตัวเลขทั้งระบบของเชียงรายก็จะสะเทือนทันที การยกระดับ “สัดส่วนต่างชาติ” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ แต่คือ “เกราะกันกระแทก” ทางเศรษฐกิจ

ภาพรวมไตรมาส สิงหาคมพีคสุดทั้งคนและรายได้

เมื่อลงลึกเป็นรายเดือน ภาพรวม กรกฎาคม–กันยายน สะท้อนจังหวะ “ค่อยๆ เร่งก่อนเข้าสู่ไฮซีซัน”

  • ก.ค. นักท่องเที่ยวรวมราว 407,471 คน (ไทย ~353,058 / ต่างชาติ ~54,413) รายได้รวม 3,333.80 ล้านบาท (ไทย ~2,787.23 / ต่างชาติ ~546.57)
  • ส.ค. ขยับขึ้นเป็น 419,584 คน (ไทย ~359,306 / ต่างชาติ ~60,278) รายได้รวม 3,435.08 ล้านบาท (ไทย ~2,811.96 / ต่างชาติ ~623.12)  เป็น “เดือนพีค” ของไตรมาส
  • ก.ย. ลดลงตามฤดูกาลเหลือ 368,580 คน (ไทย ~330,826 / ต่างชาติ ~37,754) รายได้รวม 2,994.60 ล้านบาท (ไทย ~2,601.18 / ต่างชาติ ~393.42)

ตัวเลขนี้ตอกย้ำว่า “แรงซื้อไทย” คือหัวรถจักรหลักในช่วงโลว์ซีซัน ส่วนต่างชาติชะลอตัวตามบริบทตลาดเอเชียที่ยังไม่ฟื้นเต็มอัตรา โดยเฉพาะจีน ตลาดคู่ค้าที่เคยหนุนภาคเหนืออย่างมีนัยสำคัญ

ททท.อ่านเกมไฮซีซัน ตลาดไกลชดเชยตลาดใกล้

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ประเมินแนวโน้มไฮซีซันปีนี้ว่า “ยังสดใส” จากแรงส่งแคมเปญระดับประเทศ (เช่น งานวิจิตรเจ้าพระยา 2568 และเทศกาลลอยกระทงที่ก่อเม็ดเงินสะพัดกว่า 6.5 พันล้านบาท) และกิจกรรมส่งท้ายปีที่จะยกระดับไทยสู่หมุดหมายเคานต์ดาวน์ในสายตานานาชาติ อย่างไรก็ดี ททท.ก็ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ต้องระวัง ตลาดระยะใกล้ บางส่วน “ซบเซา” โดยเฉพาะ จีนลดลง ~35% และ เกาหลีใต้/สิงคโปร์ ยังชะลอ ขณะที่ รัสเซีย อังกฤษ สหรัฐ เยอรมนี ออสเตรเลีย มีสัญญาณบวกและถูกวางบทบาทให้ “ชดเชยเชิงโครงสร้าง” ในปีหน้า

สำหรับ ปี 2569 ททท.ตั้งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติ 34.9 ล้านคน รายได้รวม 2.79 ล้านล้านบาท โดยเปลี่ยน “เกมปริมาณ” สู่ “เกมคุณภาพ” ผ่าน 3 แกนยุทธศาสตร์

  1. Total Wellbeing & Medical Tourism – ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ/การรักษาเฉพาะทางที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง
  2. เส้นทางบินใหม่ – เพิ่มความถี่/จุดบินเพื่อขยายการเข้าถึงเมืองรอง
  3. Trust Thailand & Soft Power – เร่งมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างประสบการณ์เฉพาะถิ่น

หากเชื่อมโยงกับโจทย์เชียงราย ข้อ 1 และ 2 มีน้ำหนักเป็นพิเศษ เมืองมีฐานบริการสุขภาพที่น่าเชื่อถือ มหาวิทยาลัยชั้นนำ และธรรมชาติที่เอื้อต่อการพักฟื้น ขณะที่สนามบินแม่ฟ้าหลวงกำลังถูกผลักดันให้รองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป การ “เสียบปลั๊ก” เข้ากับแผนประเทศจึงมีความเป็นไปได้สูง

นโยบายการบิน ค่าธรรมเนียม–ภาษีน้ำมัน คือคันเร่งเที่ยวบิน

ฝั่ง สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) รายงานการรับฟังข้อเสนอจาก สมาคมสายการบินประเทศไทย ณ กระทรวงคมนาคม (12 พ.ย. 2568) โดยมีแกนสำคัญคือ “ทำให้ต้นทุนสายการบินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ” เพื่อเร่งเครื่องความถี่เที่ยวบินและบัตรโดยสารที่จับต้องได้ ซึ่งจะกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศและกระจายรายได้สู่ภูมิภาค

ข้อเสนอหลักประกอบด้วย

  • ชะลอปรับขึ้นค่าบริการการเดินอากาศ (ANSC) และ ค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก (PSC) โดยเสนอเลื่อน ANSC ของดอนเมืองไปปี 2570 และของสนามบินภูมิภาคหลัก (เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่) ไปปี 2571
  • ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอากาศยาน จาก 4.726 บาท/ลิตร 0.20 บาท/ลิตร ช่วยลดราคาบัตรโดยสารในประเทศราว 100 บาท/เที่ยว และเพิ่มที่นั่งภายในประเทศ ~3.8 ล้านที่นั่ง (15 ม.ค.–15 พ.ค. 2569) คาดสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 22,000 ล้านบาท
  • แคมเปญ “Buy International, Free Domestic Flights” มอบตั๋วภายในประเทศฟรีแก่ต่างชาติที่ซื้อตั๋วเดินทางเข้าไทยช่วง 15 ม.ค.–12 เม.ย. 2569 คาดดึง ~200,000 คน สร้างเม็ดเงิน ~8,500 ล้านบาท
  • ปฏิรูปกฎระเบียบ เพิ่มความคล่องตัวในการนำเข้าอากาศยาน และใช้กระบวนการ Public Consultation ในการพิจารณาค่าธรรมเนียมให้โปร่งใส

ในแง่เชียงราย ข้อเสนอเหล่านี้ หากรัฐบาลอนุมัติ จะ “เปลี่ยนเกมความถี่” ภายในประเทศทันที โดยเฉพาะไฟลต์เชื่อม กรุงเทพฯ–เชียงราย และไฟลต์เชื่อมระหว่างเมืองเหนือ–อีสาน/ใต้ ซึ่งเป็นฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพดีและเดินทางซ้ำบ่อย นอกจากนี้ หากแคมเปญ “บินข้ามประเทศ–แถมตั๋วในประเทศ” เกิดขึ้นจริง เชียงรายในฐานะ เมืองรองที่พร้อมเรื่องความปลอดภัย–ธรรมชาติ–วัฒนธรรม ย่อมมีโอกาส “ติดทริป” ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่บินลงกรุงเทพฯ/เชียงใหม่ ได้มากขึ้น

โจทย์ของเชียงราย จะขยับ “สัดส่วนต่างชาติ” อย่างไร

เมื่อรู้ข้อเท็จจริงว่า รายได้ 84% ยังมาจากคนไทย และ ต่างชาติ 16% เป็น “เสาหลักที่ยังเตี้ย” แนวทางต่อไปของเชียงรายจึงควรอยู่บนกรอบคิด “คม–ครบ–เร็ว” ดังนี้

1) เน้น “Medical Wellness & Recovery” ที่จับต้องได้

  • แพ็กเกจพักฟื้น 7–14 คืน ร่วมมือโรงพยาบาล/คลินิกเฉพาะทางกับโรงแรมที่ได้มาตรฐาน SHA/Wellness จัดแพ็กเกจ “ผ่าตัดเล็ก–กายภาพบำบัด–สุขภาพช่องปาก–ตรวจสุขภาพเชิงลึก” ผูกกับกิจกรรมเบาๆ (ชากาแฟพิเศษ วิถีชาติพันธุ์ โยคะบนดอย)
  • คลินิกเฉพาะทางสำหรับตลาดไกล สื่อสารจุดแข็งด้าน บริการอบอุ่น ค่ารักษาสมเหตุสมผล และสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการพักฟื้น เจาะกลุ่ม ยุโรป/สหรัฐ/ตะวันออกกลาง ที่ททท.ระบุว่ามีสัญญาณบวก
  • One-Stop Concierge ต่างชาติ ตั้งจุดบริการภาษาอังกฤษ/จีน/พม่า ที่สนามบินและในเมือง ช่วยประสานแพ็กเกจ, นัดหมายแพทย์, การเดินทาง, อาหารพิเศษ, ล่าม ลด “ความกลัว” ของผู้ป่วย/ผู้สูงวัยต่างชาติ

2) เติมเที่ยวบิน–เส้นทางบินรองรับดีมานด์

  • ร่วมมือสายการบิน ใช้ข้อมูล CTRD/MOTS จุดอัตราโหลดแฟคเตอร์ดีช่วงไฮซีซัน เจรจาเส้นทางตรง/เชื่อม (เช่น กรุงเทพฯ–เชียงราย–หลวงพระบาง/สิบสองปันนา ผ่านโค้ดแชร์) โดยยึดหลัก “เที่ยวบินแรกต้องรอด–งบโปรโมชันต้องพอ”
  • สลิงโปรโมชันกับแคมเปญประเทศ เช่น ถ้า “Buy International, Free Domestic Flights” ผ่าน ให้พ่วงแพ็กเกจเชียงราย 2 คืน + เส้นทางชา–กาแฟ + พักฟื้นเบาๆ ที่สปา/ออนเซ็นธรรมชาติ

3) สร้างประสบการณ์ Soft Power ที่ต่างชาติรัก

  • เส้นทางกาแฟ–ชา–งานคราฟต์ชาติพันธุ์ แบบคิวเรต (ไม่รีบ–ไม่โหม) ให้ “คุณภาพก่อนปริมาณ”
  • เทศกาลที่เป็นมิตรต่อการเดินทาง กำหนดเวลางานใหญ่ให้สัมพันธ์กับตารางบิน/ฤดูกาล และออกแบบ “โซนเงียบ/โซนสุขภาพ” สำหรับผู้สูงวัย/ผู้พักฟื้น จุดขายที่ต่างจากเมืองใหญ่

4) ขยายพาร์ตเนอร์ B2B ต่างประเทศ

  • เอเยนซีสุขภาพ/ประกันสุขภาพนานาชาติ ทำ MOU ส่งต่อผู้ป่วยที่ต้องการรอคิวในประเทศตนเองนาน ให้มาใช้บริการเชียงราย
  • เครือข่ายศูนย์เวชศาสตร์การกีฬา เชื่อมทีม/ชมรมสมัครเล่นยุโรป–อเมริกา จัดค่ายฟื้นฟูสมรรถภาพบนภูเขาสูง ดึงกลุ่มใช้จ่ายสูงและอยู่นาน

5) จัดการ “ประสบการณ์เดินทาง” ให้ราบรื่นที่สุด

  • สนามบิน–เมือง 30 นาทีที่ปลอดฝุ่น/ปลอดฝน ทำความสะอาดถนนช่วงพีก (ก่อน–หลังเลิกเรียน/เที่ยวบินลง) ติดตั้งไฟส่องสว่าง–ป้ายภาษาอังกฤษชัดเจน เรื่องเล็กในมุมเมือง แต่คือ “เรื่องใหญ่” ของรีวิวต่างชาติ
  • มาตรฐานราคา–คุณภาพ ใช้ระบบรับรอง/ตราสัญลักษณ์ Trust Thailand ในร้าน–แท็กซี่–ไกด์–โรงแรมที่เข้าร่วม สื่อสารชัด–ร้องเรียนง่าย

 มุมมองความเสี่ยง หากยังพึ่งคนไทยเป็นหลัก

หากไม่ขยับ “เสาต่างชาติ” ให้สูงขึ้น ความเสี่ยงคือ วงจรขึ้นกับเศรษฐกิจไทย มากเกินไป เมื่อใดที่กำลังซื้อหด เมืองก็หดตาม อีกทั้งการแข่งขันในตลาดในประเทศดุเดือด เมืองท่องเที่ยวจำนวนมากแย่งงบและความสนใจจากนักเดินทางกลุ่มเดียวกัน การมี “พอร์ตต่างชาติ” ที่มั่นคงขึ้นจะทำให้เชียงราย ปรับสมดุลรายได้ และ ยืดหยุ่นต่อความผันผวน ดีกว่าเดิม

นโยบายประเทศช่วยเมืองรองได้อย่างไร

ข้อมูลจาก ททท. และเวทีของ CAAT ชี้ให้เห็น “การประสานระดับชาติ” ที่จะส่งผลถึงเมืองรองอย่างเชียงรายใน 3 ชั้น

  1. ดีมานด์ – แคมเปญระดับประเทศและ Soft Power ทำให้ไทย “ติดเรดาร์” ของตลาดไกลมากขึ้น
  2. ซัพพลายการบิน – ลดต้นทุนสายการบิน → เพิ่มเที่ยวบิน/ความถี่ → บัตรโดยสารถูกลง → นักท่องเที่ยวเลือกเมืองรองได้ง่ายขึ้น
  3. โครงสร้างรายได้ – เน้น Medical/Wellness ทำให้ “ค่าใช้จ่ายต่อหัว” สูงขึ้นและอยู่นานขึ้น เม็ดเงินกระจายสู่ผู้ประกอบการ SME ในพื้นที่ลึกกว่าแค่รูปแบบ “แวะเช้า–เย็นกลับ”

หากนโยบายทั้งสามชั้นเดินพร้อมกัน เชียงรายจะ “เก็บเกี่ยวผล” ได้รวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อเมืองมีทรัพยากรเด่นด้านธรรมชาติ–วัฒนธรรม–ความปลอดภัย และมีต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยวที่พร้อมต่อยอด

สรุปเชิงนโยบายสำหรับจังหวัด/เอกชนในเชียงราย (ทำได้ทันที)

  • ตั้งคณะทำงาน Medical Wellness เชียงราย รวบรัดโรงพยาบาล–คลินิก–สปา–โรงแรม–สายการบิน–สนามบิน วางแพ็กเกจและมาตรฐานบริการเดียวกัน (ภาษา–อาหาร–รถรับส่ง–การนัดหมาย)
  • เลือก 3 ตลาดเป้าหมายแรก รัสเซีย–อังกฤษ–สหรัฐ (สอดคล้องทิศทาง ททท.) ทำโปรโมชันร่วมสายการบิน/OTA ด้วยข้อความ “พักฟื้นเหนือสุดสยาม–ภูเขา–แม่น้ำ–กาแฟดี”
  • สร้างคอนเทนต์พยานหลักฐาน รีวิวผู้ป่วย/ผู้สูงวัยจริง (ยินยอมเผยแพร่) ใน 3 ภาษา อธิบายขั้นตอนการรักษา–การเดินทาง–ค่าใช้จ่าย–การดูแลหลังรักษา
  • ยกระดับ UX สนามบิน–เมือง เพิ่มเจ้าหน้าที่ภาษา, ป้ายทางสองภาษา, รถ EV รับส่งคงเส้นคงวา, จุดร้องเรียนฉุกเฉินต่างชาติแบบ 24 ชม.
  • วัดผลทุกไตรมาส เผยแพร่ตัวชี้วัด “สัดส่วนต่างชาติ/ค่าใช้จ่ายต่อหัว/วันพักเฉลี่ย/ความพึงพอใจ” ต่อสาธารณะ เพื่อปรับยุทธศาสตร์แบบ agile

จาก 16% ไปสู่สมดุลที่ยั่งยืน

เชียงรายปิดไตรมาส 3/2568 ด้วย “ภาพสวยครึ่งหนึ่ง”  รายได้รวมเกือบ 1 หมื่นล้านบาท แต่อาศัยแรงซื้อในประเทศถึง 84% เมื่อไฮซีซันมาเยือน โอกาสในการดึงต่างชาติอยู่ “ตรงหน้า” ทั้งจากแคมเปญของ ททท., สัญญาณตลาดไกลที่ฟื้นตัว และนโยบายการบินที่กำลังคลายล็อกต้นทุน หากจังหวัด–เอกชน–ชุมชน จับมือกันเดินเกม Medical Wellness ที่เชื่อมสนามบิน–เมือง–บริการสุขภาพ อย่างตั้งใจ เชียงรายไม่เพียงเพิ่ม สัดส่วนรายได้ต่างชาติ แต่จะยกระดับ คุณภาพรายได้ ของทั้งระบบ ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น “อยู่ได้อย่างมั่นคง” และพลเมือง “อยู่ดีอย่างยั่งยืน”

สถิติสำคัญ (Q3/2568)

  • นักท่องเที่ยวรวม 1,195,635 คน | ไทย 1,043,190 (87.2%) | ต่างชาติ 152,445 (12.8%)
  • รายได้รวม 9,763.48 ล้านบาท | ไทย 8,200.37 (84%) | ต่างชาติ 1,563.11 (16%)
  • เดือนพีคของไตรมาส สิงหาคม (ทั้งจำนวนคนและรายได้)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (พ.ศ. 2568
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว (CTRD) สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT)
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว (CTRD) มช
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News