Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายเร่งเครื่องยุทธศาสตร์เมืองขุนเขาศิลปะ หลังอโกด้าเผยยอดค้นหาที่พักเดินป่าพุ่งแต่ไร้ชื่อเชียงราย

เชียงรายเร่งเครื่องชูศักยภาพ “เมืองแห่งขุนเขา” หลังอโกด้าชี้เทรนด์เดินป่าพุ่ง แต่ไร้ชื่อติดโผจังหวัดยอดนิยม

เชียงราย, 27 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางลมหนาวที่พัดพาให้นักท่องเที่ยวทั่วประเทศมุ่งหน้าขึ้นภูเขาและเข้าป่า ตามกระแส “ฤดูเดินป่าเมืองไทย” ที่กำลังมาแรงในช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องสู่ต้นปี 2569 ข้อมูลจากแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลก “อโกด้า (Agoda)” กลับสร้างคำถามสำคัญให้กับจังหวัดเชียงราย เมื่อสถิติการค้นหาที่พักเพื่อการเดินป่าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในหลายจังหวัด แต่ “เชียงราย” ซึ่งมีภูมิประเทศภูเขารายล้อมและชื่อเสียงด้านศิลปวัฒนธรรม กลับไม่ติดรายชื่อจังหวัดที่ได้รับการค้นหามากที่สุดในช่วงไฮซีซันดังกล่าว

ในขณะที่เชียงใหม่ ตาก เลย และกาญจนบุรี กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินป่าในสายตาผู้ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล เชียงรายจึงจำเป็นต้อง “เร่งโชว์ว่ามีเขา” และเร่งสื่อสารจุดแข็งของตนเองให้ชัดเจนมากขึ้น ทั้งในฐานะเมืองศิลปะ เมืองชายแดนสามเหลี่ยมทองคำ และเมืองขุนเขาที่มีอัตลักษณ์ชาติพันธุ์หลากหลาย เพื่อไม่ให้ถูกมองข้ามในแผนการเดินทางของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่มองหาประสบการณ์เชิงลึกและยั่งยืน

เทรนด์เดินป่าพุ่งกว่า 200% แต่เชียงราย “ไม่ติดโผ”

ข้อมูลจากอโกด้าในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ระบุว่า การค้นหาที่พักสำหรับการเดินป่าในประเทศไทยเพื่อเข้าพักระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับช่วงฤดูร้อนก่อนหน้า โดยจังหวัดเชียงใหม่มียอดการค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 254% รองลงมาคือจังหวัดตาก 230% จังหวัดเลย 190% และจังหวัดกาญจนบุรี 95%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ฤดูหนาวปีนี้ไม่ใช่เพียง “ฤดูหนาวธรรมดา” แต่เป็นฤดูกาลที่นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติแสวงหาประสบการณ์ใกล้ชิดธรรมชาติ เดินป่า ศึกษาเส้นทางธรรมชาติ และสัมผัสภูมิประเทศเชิงเขาในรูปแบบลึกซึ้งมากขึ้น

ในรายงาน Travel Outlook Report ของอโกด้า ยังชี้ให้เห็นแนวโน้มที่สำคัญว่า ชาวเอเชียมากกว่าหนึ่งในสาม หรือราว 35% วางแผนท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น จากเดิมเพียง 15% ในปีก่อนหน้า โดยให้เหตุผลสำคัญสองประการ คือ

  1. ค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้
  2. ความต้องการค้นหาจุดหมายปลายทางใหม่ที่มีเสน่ห์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตเฉพาะถิ่น

ซึ่งหากพิจารณาในมุมศักยภาพ จังหวัดเชียงรายถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ “ตอบโจทย์ทั้งสองข้อ” อย่างครบถ้วน ทั้งด้านภูมิประเทศภูเขาสลับซับซ้อน พื้นที่ป่าต้นน้ำ บทบาทเมืองศิลปะ และความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ แต่การที่เชียงรายยังไม่ปรากฏชื่ออยู่ในกลุ่มจังหวัดที่ถูกค้นหามากที่สุดบนแพลตฟอร์มระดับโลก ย่อมสะท้อนโจทย์ใหญ่ด้าน “การสื่อสารและการตลาดเชิงภาพลักษณ์” ของจังหวัดในเวทีดิจิทัล

ถอดบทเรียนจาก 4 เส้นทางเดินป่าดาวเด่น โจทย์ท้าทายของ “เมืองขุนเขาเชียงราย”

อโกด้าได้หยิบยก 4 เส้นทางเดินป่าในประเทศไทยขึ้นมาแนะนำในฐานะจุดหมายที่ตอบโจทย์นักเดินป่ายุคใหม่ ได้แก่

  • กิ่วแม่ปาน จังหวัดเชียงใหม่ – เส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะประมาณ 3.2 กิโลเมตร โดดเด่นด้วยป่ามอส ทุ่งหญ้าริมสันเขา และจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลหมอก เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและครอบครัว
  • ดอยทูเล จังหวัดตาก – ยอดดอยสูงราว 1,350 เมตร ต้องอาศัยทักษะการเดินป่า ผ่านทั้งป่าทึบและสันเขาคดโค้ง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทดสอบขีดจำกัดของตนเอง
  • ภูกระดึง จังหวัดเลย – ภูเขายอดตัดที่เป็น “หมุดหมายในฝัน” ของใครหลายคน ด้วยเส้นทางที่ค่อนข้างชันและใช้พลัง แต่ตอบแทนด้วยภาพป่ากว้างสุดสายตาและหน้าผาชมพระอาทิตย์ขึ้น–ตก
  • เขาช้างเผือก จังหวัดกาญจนบุรี – จุดเด่นอยู่ที่ “สันคมมีด” เส้นทางสันเขาแคบที่ต้องใช้สติและความระมัดระวังสูง แลกกับวิว 360 องศาบนยอดสูงกว่า 1,200 เมตร

เส้นทางเหล่านี้มีจุดร่วมสำคัญคือ “ภาพจำที่ชัดเจน” ในมุมมองของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นทะเลหมอกแนวสันเขา สันคมมีดที่ท้าทาย หรือยอดภูยอดตัดที่กลายเป็นสัญลักษณ์ การตอกย้ำภาพจำผ่านการสื่อสารออนไลน์และรีวิว ทำให้ชื่อของเส้นทางเหล่านี้ติดตลาดและถูกค้นหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในทางกลับกัน แม้เชียงรายจะมีภูมิประเทศและทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถพัฒนาเส้นทางเดินป่าคุณภาพสูงได้เช่นกัน ทั้งพื้นที่ดอยสูงชายแดน วิถีชีวิตชาติพันธุ์บนแนวสันเขา และป่าต้นน้ำ แต่การขาด “แบรนดิ้งเส้นทางเดินป่า” ที่ชัดเจนและการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้จังหวัดยังไม่สามารถก้าวเข้าสู่ความรับรู้ในระดับเดียวกับจังหวัดคู่แข่งเหล่านี้บนแพลตฟอร์มดิจิทัล

เชียงรายรุกกลับ ผสานศิลปะ–วัฒนธรรม–ขุนเขา สร้างภาพจำเมืองสร้างสรรค์

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว จังหวัดเชียงรายไม่ได้เลือกเพียงการโปรโมต “ภูเขาและป่าไม้” แบบตรงไปตรงมาเท่านั้น แต่เลือกเดินเกมในแนวทางที่ต่างออกไป คือการผสาน “ศิลปะ แสงสี วัฒนธรรม และวิถีชุมชนบนดอย” ให้กลายเป็นภาพจำใหม่ของเมืองที่เชื่อมโยงทั้งกลางวันและกลางคืน

ตลอดช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 จังหวัดเชียงรายขับเคลื่อนชุดกิจกรรมทางการท่องเที่ยวและการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง อาทิ

  1. งาน “หลงแสง เวียงเจียงฮาย Light Festival 2568”
    จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 – 24 มกราคม 2569 เปลี่ยนโฉมเขตเทศบาลนครเชียงรายให้กลายเป็น “เมืองศิลปะยามค่ำคืน” ภายใต้แนวคิด Heart Art Light ผ่านการออกแบบเส้นทาง “ออกเดินทางตามแสงศิลป์” ครอบคลุม 7 จุดสำคัญ ทั้งย่านขนส่งใจกลางเมือง ถนนบรรพปราการ วัดมิ่งเมือง ประตูเชียงใหม่ อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช ถนนสิงหไคล และสวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติฯ

ภายในงานยังมีกิจกรรม “นักเดินทางแห่งแสง (Light Traveler)” เชิญชวนนักท่องเที่ยวสะสมตราประทับครบทั้ง 7 จุด เพื่อนำไปแลกรับของที่ระลึก สร้างแรงจูงใจให้ผู้มาเยือนใช้เวลาเดินเท้า สัมผัสเมืองในมุมมองใหม่ และเชื่อมโยงเส้นทางศิลปะเข้ากับย่านธุรกิจ ร้านอาหาร และที่พักในตัวเมืองโดยตรง

  1. กิจกรรม “Learning Space” เมืองแห่งการเรียนรู้
    วันที่ 24–29 ธันวาคม 2568 จังหวัดเชียงรายจัดกิจกรรม Learning Space ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงราย แห่งที่ 1 เพื่อเชื่อมโยงแนวคิด “เมืองแห่งการเรียนรู้” ขององค์การยูเนสโก เข้ากับการท่องเที่ยว โดยคัดเลือกแหล่งเรียนรู้ 30 แห่งในจังหวัด แบ่งเป็น 6 ด้าน อาทิ ศิลปะและสถาปัตยกรรม อาหาร ชา กาแฟ ธรรมชาติและการเกษตร ศาสนา วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ วิถีผ้าล้านนาและชาติพันธุ์ ไปจนถึงกีฬาและสุขภาพ

กิจกรรมดังกล่าวทำให้ภาพของเชียงรายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “เมืองผ่าน” หรือ “เมืองปลายทางริมชายแดน” แต่กลายเป็นพื้นที่ที่นักเดินทางสามารถมาเรียนรู้ ทดลอง ลงมือทำ และซึมซับองค์ความรู้จากชุมชนท้องถิ่นได้อย่างเป็นระบบ

  1. ท่องเที่ยวเชิงชาติพันธุ์ที่บ้านผาหมี – “ตามหารากชู ชูรสชาติแห่งดอย”
    ในฝั่งภูเขาชายแดน อพท.เชียงรายและภาคีท้องถิ่นได้พัฒนาโมเดลการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในหมู่บ้านอาข่าบนดอย อำเภอแม่สาย ผ่านกิจกรรมเรียนรู้ “น้ำพริกรากชู” สมุนไพรหายากที่เป็นหัวใจของรสชาติอาหารอาข่า เชื่อมโยงเรื่องราวอาหาร วิถีเกษตรบนพื้นที่สูง และภูมิปัญญาการอยู่ร่วมกับป่าต้นน้ำ

ประสบการณ์เหล่านี้สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงลึกที่นักเดินทางสนใจมากขึ้น คือไม่ได้ต้องการเพียงภาพสวย ๆ จากยอดดอย แต่ต้องการ “เข้าใจชีวิตผู้คนบนภูเขา” ผ่านอาหาร ภาษา และความเชื่อ ซึ่งเชียงรายมีต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่เข้มแข็งอยู่แล้ว

  1. มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ณ หนองหลวง
    ในมิติของธรรมชาติระดับพื้นราบ จังหวัดเชียงรายยังจัดงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569 ณ หนองหลวง อำเภอเวียงชัย แหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ของจังหวัด ภายใต้แนวคิดเชื่อมโยง “นทีแห่งศรัทธา” เข้ากับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการพักผ่อน

การใช้หนองหลวงเป็นเวทีนำเสนอทั้งไม้ดอกศิลปะจัดสวน กิจกรรมทางวัฒนธรรม และตลาดชุมชน เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการผสาน “ทรัพยากรน้ำ–ธรรมชาติ–เศรษฐกิจฐานราก” เข้าด้วยกัน เพื่อขยายการท่องเที่ยวออกจากตัวเมืองไปสู่พื้นที่รอบนอกอย่างเป็นระบบ

จากตัวเลขออนไลน์สู่ชีวิตจริง เมื่อ “การมองไม่เห็นในหน้าจอ” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีอยู่จริง”

แม้ตัวเลขจากแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างอโกด้าจะแสดงให้เห็นว่าเชียงรายยังไม่ถูกค้นหาเทียบเท่าจังหวัดอื่น ๆ ในฐานะจุดหมายเดินป่า แต่ในเชิงพื้นที่จริง จังหวัดกลับมีการขยับตัวอย่างต่อเนื่องในหลากหลายมิติ ทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้

ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการ “สร้างสินค้าท่องเที่ยวใหม่” แต่คือการเชื่อมโยงสินค้าที่มีอยู่เดิมให้กลายเป็น “ภาพจำเดียวกัน” ในน้ำหนักเดียวกับที่คนจดจำกิ่วแม่ปาน ดอยทูเล ภูกระดึง หรือเขาช้างเผือก

หากเชียงรายสามารถเล่าเรื่อง “เมืองแห่งขุนเขาศิลปะและชาติพันธุ์” ให้ชัดเจนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ จัดทำเส้นทางเดินป่าเชื่อมโยงหมู่บ้านชาติพันธุ์ แหล่งเรียนรู้ และงานเทศกาลแสงสี–ไม้ดอกเข้าด้วยกันอย่างมีโครงสร้าง จะช่วยให้จังหวัดก้าวเข้าสู่กลุ่ม “จุดหมายเดินป่าที่ต้องมาเยือนอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต” ได้ไม่ยากนัก

เสียงจากภาคการท่องเที่ยว ยุคของการเดินทางที่ต้องมี “ความหมาย”

อรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า เคยกล่าวสะท้อนมุมมองนักเดินทางยุคใหม่ว่า ฤดูเดินป่าในประเทศไทยเป็นช่วงเวลาพิเศษที่ผู้คนต้องการกลับไปใกล้ชิดธรรมชาติ และแพลตฟอร์มท่องเที่ยวมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้การวางแผนเดินทางเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางสำหรับครอบครัวหรือเส้นทางท้าทายสำหรับผู้มีประสบการณ์

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บริหารท้องถิ่นเชียงราย ทั้งจากจังหวัด เทศบาลนครเชียงราย และหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ได้ย้ำอย่างต่อเนื่องว่า แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของเชียงรายในวันนี้ ไม่ได้มองเพียง “จำนวนนักท่องเที่ยว” แต่ให้ความสำคัญกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์ เมืองแห่งการเรียนรู้ และเมืองที่การท่องเที่ยวช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างแท้จริง

เมื่อภาพจากฝ่ายเอกชนระดับโลกและฝ่ายท้องถิ่นมาตัดกัน จุดร่วมที่ชัดคือ “การเดินทางที่มีความหมาย” – ซึ่งหากเชียงรายสามารถสื่อสารได้ว่า การขึ้นมาบนภูเขาเชียงรายไม่ใช่เพียงการชมวิว แต่คือการเรียนรู้ชีวิตผู้คน การชิมอาหารจากสมุนไพรบนดอย การฟังเรื่องเล่าจากผู้เฒ่าชาติพันธุ์ และการเดินตามเส้นแสงศิลปะในตัวเมืองยามค่ำคืน เมืองแห่งขุนเขาแห่งนี้ย่อมมีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวขึ้นไปอยู่ในความสนใจของนักเดินป่าในอนาคตอันใกล้

จาก “เมืองถูกมองข้ามบนหน้าจอ” สู่ “เมืองที่ต้องมองเห็นด้วยสองเท้า”

กรณีที่ชื่อของเชียงรายไม่ติดอันดับต้น ๆ ในสถิติการค้นหาที่พักสำหรับเดินป่าบนแพลตฟอร์มอโกด้าอาจสะท้อนข้อจำกัดด้านการสื่อสารเชิงการตลาดและการสร้างภาพจำในโลกออนไลน์ แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่อาจเป็น “สัญญาณเตือนเชิงบวก” ให้จังหวัดหันมาทบทวนและเร่งวางยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงขุนเขาอย่างจริงจังมากขึ้น

เชียงรายในวันนี้มีเครื่องมืออยู่ในมือครบถ้วน ทั้งต้นทุนภูเขาและป่าต้นน้ำ ความหลากหลายของชาติพันธุ์ จิตวิญญาณของเมืองศิลปะ เทศกาลแสงสี–ไม้ดอก ไปจนถึงพื้นที่เรียนรู้ของคนทุกวัย หากสามารถนำทั้งหมดมาเรียงร้อยเป็นเส้นทางเดียวกันภายใต้ภาพลักษณ์ “เมืองขุนเขาสร้างสรรค์แห่งล้านนาเหนือ” และขยายเรื่องราวเหล่านี้ให้ไปปรากฏบนจอมือถือของนักเดินทางในภูมิภาคเอเชียได้อย่างต่อเนื่อง เชียงรายก็มีโอกาสอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนจาก “เมืองที่ไม่ติดโผค้นหา” ให้กลายเป็น “เมืองที่ต้องไปให้เห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง”

ท้ายที่สุด การเดินป่าที่มีความหมายอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการพิมพ์คำว่า “เดินป่าที่ไหนดี” ลงในช่องค้นหาเท่านั้น แต่อาจเริ่มต้นจากการที่เมืองหนึ่งลุกขึ้นมาเชื่อมั่นในตัวเอง เล่าเรื่องของตนให้ชัด และยืนหยัดว่าบนขุนเขาเชียงราย ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่รอให้ผู้คนก้าวเท้าเข้าไปค้นพบ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Travel Outlook Report – แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวอโกด้า (Agoda)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ยุทธศาสตร์ดอยหลวง 2569 ป้องกันไฟป่าเชิงรุก 875 กม. ยกระดับท่องเที่ยวสกายวอล์กและคุณภาพชีวิตชุมชน

ดอยหลวง” ผนึกกำลัง 3 จังหวัดสู้ไฟป่ากางแผนแนวกันไฟ 875 กม. หนุนบิ๊กโปรเจกต์สกายวอล์ก–ถ้ำผาโขง ยกระดับการท่องเที่ยวควบคู่การอนุรักษ์ผืนป่าอย่างยั่งยืน

เชียงราย, 25 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางสัญญาณเตือนเรื่องวิกฤตหมอกควันและไฟป่าที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในภาคเหนือ อุทยานแห่งชาติดอยหลวงซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ เชียงราย พะเยา และลำปาง กำลังเดินหน้าแผนปฏิบัติการเชิงรุกครั้งสำคัญ ทั้งในมิติการป้องกันไฟป่า การพัฒนาสาธารณูปโภคในชุมชนรอบผืนป่า และการยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ใหม่อย่าง “สกายวอล์กกว๊านพะเยา” และ “ถ้ำผาโขง” เพื่อพิสูจน์ว่าการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสามารถเดินไปด้วยกันได้ หากมีการวางแผนอย่างเป็นระบบและให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

แผนรับมือหมอกควัน–ไฟป่า จาก “ดับไฟ” สู่ “สร้างภูมิคุ้มกัน” ให้ผืนป่า 3 จังหวัด

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมปูแกง ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยหลวง ตำบลแม่เย็น อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติดอยหลวง (Protected Area Committee – PAC) ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายอุดม ปกป้องบวรกุล นายอำเภอพาน ทำหน้าที่ประธานการประชุม

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “ฤดูกาลรับมือไฟป่าปี 2569” อย่างเป็นทางการ เพราะนอกจากจะมีการรายงานผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2568 และแผนงานปีงบประมาณ 2569 แล้ว ยังเน้นย้ำการตั้งรับสถานการณ์หมอกควันและไฟป่าที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึงด้วยมาตรการแบบบูรณาการ

ในที่ประชุมมีผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ

  • นายปัณณวิชญ์ ภูริรักษ์พิติกร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยหลวง
  • นายรัชพล งามกระบวน ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงราย
  • ร้อยตำรวจเอกนภสินธุ์ สอนใจ รองผู้บังคับกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 323
    พร้อมคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 3 จังหวัด เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและวางกรอบความร่วมมือ

แกนกลางของแผนคือการปฏิบัติงานภายใต้ “ศูนย์สั่งการและติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน พื้นที่บูรณาการเชิงพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยหลวง” ซึ่งมีภารกิจหลักในการบริหารจัดการเชื้อเพลิงและลดความเสี่ยงไฟป่าอย่างเป็นระบบ

ตัวเลขสำคัญที่สะท้อนขนาดของภารกิจ ได้แก่

  • แนวกันไฟระยะทางรวม 875 กิโลเมตร – ถือเป็นแนวกันไฟขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงทั้ง 3 จังหวัด มีเป้าหมายเพื่อลดโอกาสการลุกลามของไฟจากพื้นที่ป่าเข้าสู่ชุมชน และจากพื้นที่เกษตรเข้าป่าอนุรักษ์
  • กำลังพล 525 คน – จัดตั้งเป็นชุดปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมสถานการณ์ตามจุดเสี่ยงต่าง ๆ ทั่วพื้นที่อุทยานฯ
  • จุดจอดอากาศยาน 6 จุด และแหล่งน้ำดับไฟป่า 21 จุด – ถูกจัดเตรียมเพื่อรองรับการสนับสนุนทางอากาศในกรณีที่เกิดไฟป่าขนาดใหญ่ รวมทั้งเพิ่มความคล่องตัวในการลำเลียงกำลังพลและอุปกรณ์ดับไฟเข้าพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที
  • ระบบสื่อสารออนไลน์แบบ Real-time – ใช้สำหรับรายงานสถานการณ์และรับคำสั่งจากศูนย์สั่งการเพื่อลดระยะเวลาการตอบสนองในช่วงนาทีวิกฤต

การกำหนดแนวกันไฟระยะทางกว่า 875 กิโลเมตร บ่งชี้ชัดถึงระดับความรุนแรงของความเสี่ยงที่หน่วยงานในพื้นที่ประเมินไว้ เพราะในอดีต ไฟป่าจำนวนไม่น้อยเริ่มจากการเผาเศษวัสดุการเกษตรหรือการหาของป่าแล้วลุกลามเข้าเขตอุทยานฯ จนกลายเป็นปัญหาหมอกควันข้ามอำเภอและข้ามจังหวัด การวางแนวกันไฟจึงเป็นเสมือน “กำแพงป้องกันชั้นแรก” ที่ต้องทำให้ครบถ้วนก่อนฤดูไฟป่าจะมาถึง

พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ สกายวอล์กกว๊านพะเยา–ถ้ำผาโขง แลนด์มาร์กใหม่ของภาคเหนือ

คู่ขนานกับการเตรียมรับมือไฟป่า คณะกรรมการ PAC ยังใช้เวทีเดียวกันนี้ในการติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชนรอบอุทยานแห่งชาติดอยหลวง โดยเฉพาะโครงการด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ได้แก่

สกายวอล์กกว๊านพะเยา เปิดมุมมองใหม่ให้ “ทะเลสาบเมืองเหนือ”

ที่ประชุมได้รับทราบผลการพิจารณาโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว จุดชมวิวกว๊านพะเยา ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดพะเยา แนวคิดหลักคือการก่อสร้าง ทางเดินชมธรรมชาติยกระดับ หรือ Skywalk เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นทัศนียภาพของกว๊านพะเยาในมุมสูง เชื่อมต่อทิวเขาและผืนน้ำเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

หากโครงการดังกล่าวเดินหน้าได้ตามแผน กว๊านพะเยามีโอกาสก้าวจากการเป็น “จุดแวะพัก” ระหว่างการเดินทางของนักท่องเที่ยว ให้กลายเป็น “จุดหมายปลายทางหลัก” ที่นักเดินทางตั้งใจมาเยือนโดยเฉพาะ อันจะช่วยเพิ่มระยะเวลาการพักค้าง (Length of Stay) และเม็ดเงินใช้จ่ายในพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ถ้ำผาโขง แลนด์มาร์กพันปีบนผืนป่าดอยหลวง

อีกหนึ่งโครงการที่ได้รับความสนใจจากที่ประชุมคือ แนวทางการพัฒนา ถ้ำผาโขง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยหลวง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำโบราณอายุกว่าพันปี ภายในมีหินงอกหินย้อยรูปร่างสวยงามและมีลำน้ำไหลผ่าน สร้างบรรยากาศเฉพาะตัวที่แตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นในพื้นที่

PAC ได้หารือแนวทางในการพัฒนาให้ถ้ำผาโขงเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของอำเภอพาน โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวที่คำนึงถึงความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และไม่กระทบต่อระบบนิเวศภายในถ้ำ พร้อมสร้างกิจกรรมเชื่อมโยงกับชุมชน เช่น การท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-based Tourism) ร้านค้าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการฝึกอบรมมัคคุเทศก์ท้องถิ่น

แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในลักษณะนี้สะท้อนแนวทาง “ใช้การท่องเที่ยวเป็นแรงจูงใจในการอนุรักษ์” เพราะเมื่อชุมชนเห็นว่าทรัพยากรธรรมชาตินำมาซึ่งรายได้ที่มั่นคง ก็จะยิ่งตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาป่าและถ้ำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

สาธารณูปโภคพื้นฐาน เสริมคุณภาพชีวิตชุมชนรอบอุทยานฯ เพื่อลดแรงกดดันต่อป่า

นอกจากโครงการท่องเที่ยว ที่ประชุม PAC ยังได้ร่วมพิจารณาโครงการพัฒนาพื้นที่และสาธารณูปโภคในชุมชนรอบอุทยานฯ หลายโครงการ ซึ่งล้วนมุ่งเป้าไปที่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และลดแรงจูงใจในการบุกรุกหรือใช้ป่าอย่างไม่เหมาะสม

โครงการสำคัญประกอบด้วย

  1. โครงการก่อสร้างถังเก็บน้ำและลานคอนกรีตเสริมเหล็กในพื้นที่ตำบลสันกลาง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
    – เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ลดความจำเป็นของชุมชนในการขยายพื้นที่ปลูกพืชเข้าไปในเขตป่าเพื่อแสวงหาแหล่งน้ำใหม่
  2. โครงการจัดซื้อโคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนนและอาคารอเนกประสงค์ในตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
    – โคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางในเวลากลางคืน ลดอุบัติเหตุ และส่งเสริมกิจกรรมเศรษฐกิจยามค่ำคืนในชุมชน ขณะที่การปรับปรุงถนนช่วยให้การเข้าถึงบริการของรัฐและตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  3. โครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กในตำบลวังทอง อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง
    – ถนนที่ดีช่วยลดต้นทุนขนส่งสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อหาทรัพยากรเสริม
  4. โครงการฝายพร้อมระบบส่งน้ำในตำบลบ้านสาง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา
    – เป็นการจัดการน้ำในระดับลุ่มน้ำย่อย ช่วยชะลอน้ำและลดการพังทลายของหน้าดิน พร้อมเติมน้ำใต้ดินให้ระบบนิเวศป่าไม้ใกล้เคียง

แม้โครงการเหล่านี้จะดูเป็นงานก่อสร้างพื้นฐานทั่วไป แต่ในมุมของการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ การมีระบบน้ำ ถนน และไฟฟ้าที่เพียงพอในชุมชนรอบป่า คือ “เงื่อนไขสำคัญ” ที่ทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาป่าในรูปแบบที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟหรือความเสียหายทางระบบนิเวศ

กล่าวได้ว่า แนวคิด “ป่าอยู่ได้ คนอยู่ดี” ถูกนำมาปฏิบัติในรูปธรรมผ่านการลงทุนด้านสาธารณูปโภคเช่นนี้เอง

ข้อสังเกตเชิงนโยบาย โมเดลการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองข้ามจังหวัด

จากภาพรวมการประชุม PAC ครั้งที่ 1/2569 จะเห็นได้ว่า อุทยานแห่งชาติดอยหลวงกำลังทดสอบโมเดลการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีลักษณะ “ข้ามจังหวัด” อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในเชิงการป้องกันไฟป่า การพัฒนาการท่องเที่ยว และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่รอบผืนป่า

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจมีอย่างน้อย 3 ด้าน คือ

  1. การมีเวทีร่วมระหว่างภาครัฐส่วนกลาง–ส่วนภูมิภาค–ท้องถิ่น
    หัวหน้าอุทยานฯ นายอำเภอ ผู้แทน ตชด. สื่อมวลชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มานั่งโต๊ะเดียวกันเพื่อตรวจสอบแผนงานและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอย่างเป็นระบบ ทำให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกันเกี่ยวกับความเสี่ยงและแนวทางตอบสนองต่อสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน
  2. การเชื่อมโยงงานอนุรักษ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
    โครงการสกายวอล์กกว๊านพะเยาและถ้ำผาโขง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานในตำบลต่าง ๆ ยืนยันว่า การอนุรักษ์ไม่ได้แยกขาดจากการสร้างรายได้ให้ชุมชน หากแต่ถูกออกแบบให้เกื้อกูลกัน – เมื่อคนมีรายได้จากการท่องเที่ยวและเกษตรกรรมที่พึ่งพาทรัพยากรอย่างยั่งยืน ก็จะมีแรงจูงใจในการช่วยดูแลป่าไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่
  3. การบริหารจัดการเชื้อเพลิงอย่างเป็นระบบ
    ตัวเลขแนวกันไฟ 875 กิโลเมตร ชุดปฏิบัติการ 525 คน และจุดสนับสนุนดับไฟป่าหลายสิบจุด แสดงให้เห็นว่าหน่วยงานในพื้นที่ไม่ได้เตรียมพร้อมเพียงในระดับ “โครงการระยะสั้น” แต่กำลังสร้างโครงสร้างถาวรสำหรับการรับมือไฟป่าที่อาจเกิดซ้ำทุกปี ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแนวคิดการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

หากแผนเหล่านี้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง อุทยานแห่งชาติดอยหลวงอาจกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของการบริหารจัดการพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เชื่อมโยงกับหลายจังหวัด และใช้กลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาเป็นเครื่องมือหลักในการประสานผลประโยชน์ของทุกฝ่าย

 “ดอยหลวง” บทพิสูจน์ว่าการอนุรักษ์และการท่องเที่ยวไปด้วยกันได้

การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติดอยหลวง ครั้งที่ 1/2569 ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงพิธีกรรมเชิงเอกสาร หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของ ยุทธศาสตร์ “ผืนป่าปลอดไฟ ชุมชนอยู่ดี การท่องเที่ยวเติบโตอย่างสมดุล”

บนแนวกันไฟยาว 875 กิโลเมตร มีกำลังพล 525 ชีวิตที่เตรียมพร้อมสละแรงกายแรงใจเพื่อปกป้องป่าต้นน้ำของ 3 จังหวัด ในขณะเดียวกัน บนเส้นทางสกายวอล์กกว๊านพะเยาและภายในถ้ำผาโขงแห่งอนาคต ก็กำลังรอนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาสัมผัสความงดงามของธรรมชาติและเรียนรู้คุณค่าของผืนป่าดอยหลวงผ่านมุมมองใหม่ ๆ

คำถามสำคัญที่สังคมต้องร่วมกันตอบ คือ เราจะช่วยเสริมพลังให้โมเดล “ป่าอยู่ได้ คนอยู่ดี” นี้เติบโตต่อไปได้อย่างไร ไม่ว่าจะผ่านการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ การสนับสนุนสินค้าชุมชน หรือการร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังไฟป่าในฐานะพลเมือง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของอุทยานแห่งชาติดอยหลวงไม่ได้วัดจากจำนวนโครงการที่ได้รับอนุมัติเท่านั้น แต่จะวัดจากจำนวนวันในแต่ละปีที่ผืนป่าปลอดควันไฟ และจำนวนรอยยิ้มของประชาชนที่สามารถอยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างภาคภูมิและยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • อุทยานแห่งชาติดอยหลวง
  • สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงราย (สวท.เชียงราย)
  • กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 323
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เจาะลึกแผนท่องเที่ยวอาเซียน 2569-2573 ผ่านมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ณ หนองหลวง เวียงชัย

ร้อยเอกธรรมนัส เปิดงานไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ชู “นทีศรัทธา” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

เชียงราย, 20 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางกระแสการยกระดับการท่องเที่ยวอาเซียนสู่เวทีโลก แผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวอาเซียนฉบับใหม่ พ.ศ. 2569–2573 กำลังจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปีหน้า ขณะเดียวกัน จังหวัดเชียงรายกำลังก้าวสู่บทบาท “ห้องทดลองเชิงพื้นที่” ผ่านการจัดงาน “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 โซนอำเภอเวียงชัย” บริเวณหนองหลวง แหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัด ภายใต้แนวคิด “นทีศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” เปลี่ยนพื้นที่ชุมชนริมหนองน้ำให้กลายเป็นเวทีเชื่อมโยงนโยบายระดับภูมิภาคกับเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

งานมหกรรมฯ ที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 และจะจัดต่อเนื่องถึงวันที่ 7 มกราคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลชมไม้ดอกเมืองหนาว หากแต่สะท้อน “เชียงรายโมเดล” ที่นำเป้าหมายการท่องเที่ยวอาเซียนมาปรับใช้ในระดับจังหวัด ผ่านการออกแบบภูมิทัศน์ กิจกรรมทางวัฒนธรรม และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนในพื้นที่หนองหลวง ซึ่งครอบคลุม 3 ตำบล ใน 2 อำเภอ และเป็นบ้านของชุมชนจำนวนมากที่พึ่งพาระบบนิเวศแห่งนี้มาหลายชั่วอายุคน

อาเซียนขยับเกมท่องเที่ยว แผนใหม่ 2569–2573 กับเป้าหมาย “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวโลก”

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 กรมการท่องเที่ยว (Department of Tourism) เผยแพร่ข้อมูลสำคัญผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ ระบุว่า ประเทศไทยในฐานะสมาชิกประชาคมอาเซียนกำลังก้าวเดินตาม “แผนรายสาขาด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ฉบับใหม่ พ.ศ. 2569–2573” ซึ่งจะเป็นกรอบทิศทางร่วมของทั้งภูมิภาคในอีก 5 ปีข้างหน้า

เป้าหมายหลักของแผนฉบับนี้สอดคล้องกับ AEC Goals และวิสัยทัศน์อาเซียน 2588 โดยมุ่งผลักดันให้อาเซียน

  1. เป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวคุณภาพสูง มีมาตรฐานและมูลค่าสูง
  2. ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดี
  3. สร้างงานและรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาคมอาเซียน ซึ่งมีประชากรมากกว่า 660 ล้านคน

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว แผนท่องเที่ยวอาเซียนฉบับใหม่ได้วาง แนวทางการดำเนินงานสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

  • การท่องเที่ยวที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ (Resilient & Sustainable Tourism)
  • การเดินทางที่เข้าถึงได้และไร้รอยต่อ (Seamless Connectivity)
  • การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการท่องเที่ยวและบริการ
  • การยกระดับสินค้าและบริการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพสูงและมีอัตลักษณ์ชัดเจน
  • การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรม

กรมการท่องเที่ยวระบุว่า แผนฉบับเต็มจะเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ทางการของอาเซียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่วงเดือนมกราคม 2569 เพื่อใช้เป็น “เข็มทิศร่วม” ของทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่นในการออกแบบผลิตภัณฑ์และเส้นทางท่องเที่ยวในระยะต่อไป

จากแผนระดับภูมิภาค สู่เวทีจริงที่หนองหลวง เวียงชัย

บนแผนที่ยุทธศาสตร์ของอาเซียน จังหวัดเชียงรายอาจเป็นเพียงหนึ่งในเมืองชายแดนตอนเหนือของไทย แต่ในทางปฏิบัติ จังหวัดแห่งนี้ถูกจับตามองอย่างต่อเนื่องในฐานะ “เมืองท่องเที่ยวศักยภาพสูง” ที่เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจชายแดน วัฒนธรรมล้านนา และความหลากหลายทางชาติพันธุ์

ในวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 ภาพของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินเคียงข้างนักท่องเที่ยวและชาวบ้านริมหนองหลวง ในพิธีเปิด มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 โซนอำเภอเวียงชัย” จึงมีความหมายมากกว่าพิธีเชิงสัญลักษณ์ หากแต่แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการระหว่างนโยบายเกษตร ทรัพยากรน้ำ และการท่องเที่ยวในพื้นที่เดียวกัน

ภายในงานเปิดมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ

  • นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่–ท้องถิ่น และภาคประชาชน

บรรยากาศในวันเปิดงานสะท้อนให้เห็นความคึกคักของผู้คนในพื้นที่ที่มาร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ท่ามกลางทุ่งดอกไม้เมืองหนาวที่ได้รับการจัดแต่งภูมิทัศน์อย่างประณีต ริมผืนน้ำของหนองหลวงที่สะท้อนแสงไฟและการแสดงน้ำพุดนตรีในยามค่ำคืนอย่างงดงาม

หนองหลวง” จากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่แลนด์มาร์กใหม่ของเชียงราย

หัวใจสำคัญของเวทีงานครั้งนี้คือ หนองหลวง” แหล่งน้ำธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบล ใน 2 อำเภอ เป็นทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญ แหล่งทำกินของชุมชน และพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนในท้องถิ่น

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) อธิบายถึงทิศทางการพัฒนาอย่างชัดเจนว่า การจัดงานมหกรรมไม้ดอกในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการจัดเทศกาลชั่วคราว หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การฟื้นฟูและพลิกโฉมหนองหลวงให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมที่มีศักยภาพในระยะยาว

ที่ผ่านมา อบจ.เชียงรายได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งด้านการจัดการน้ำ การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการพัฒนาภูมิทัศน์ จนพื้นที่หนองหลวงกลับมามีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น สภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ทั้งด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ได้รับความสนใจจากผู้มาเยือน คือ ประติมากรรม “แม่หม้าย” ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ถ่ายทอดตำนานและเรื่องเล่าท้องถิ่นเกี่ยวกับหนองหลวง เชื่อมโยง “ศรัทธา–ธรรมชาติ–ประวัติศาสตร์” เข้าด้วยกันอย่างมีมิติ ช่วยให้การท่องเที่ยวไม่จำกัดแค่การถ่ายภาพกับดอกไม้ แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เรียนรู้รากเหง้าและอัตลักษณ์ของชุมชนริมหนองน้ำแห่งนี้ด้วย

ไฮไลต์มหกรรมไม้ดอก ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เชื่อมอารมณ์–เศรษฐกิจ–สิ่งแวดล้อม

งานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 โซนอำเภอเวียงชัย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569 รวมระยะเวลายาวกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อรองรับทั้งนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่และผู้มาเยือนจากประเทศเพื่อนบ้าน

กิจกรรมสำคัญที่ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งการท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนและการสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้แก่

  1. การจัดแสดงไม้ดอกเมืองหนาวและภูมิทัศน์ริมหนองน้ำ
    แปลงดอกไม้ถูกออกแบบให้เป็นลานชมวิวต่อเนื่องริมหนองหลวง พร้อมจุดถ่ายภาพที่เชื่อมฉากหลังระหว่างดอกไม้–ผืนน้ำ–ทิวเขา นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ตลอดแนว เสริมด้วยงานศิลปะจัดวางและโคมไฟยามค่ำคืน เพื่อให้พื้นที่มีชีวิตทั้งกลางวันและกลางคืน
  2. การแสดงน้ำพุดนตรีประกอบบทเพลงพระราชนิพนธ์
    การนำบทเพลงพระราชนิพนธ์มาใช้ประกอบการแสดงน้ำพุดนตรี ไม่เพียงเพิ่มอรรถรสด้านบันเทิง แต่ยังเชื่อมโยงมิติทางวัฒนธรรมและความจงรักภักดีให้เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะอย่างสง่างาม
  3. กิจกรรมล่องเรือชมธรรมชาติและวิถีชีวิตริมน้ำ
    นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือชมทัศนียภาพรอบหนองหลวง สัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านริมฝั่ง และเรียนรู้เรื่องราวระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรสำคัญด้านประมงพื้นบ้านและการเกษตร โดยกิจกรรมดังกล่าวช่วยสร้างรายได้ทางตรงให้กับผู้ประกอบการเรือท้องถิ่นและชุมชนรอบหนองหลวง
  4. การแสดงศิลปวัฒนธรรมและประติมากรรม “แม่หม้าย”
    ลานกิจกรรมถูกใช้เป็นเวทีหมุนเวียนสำหรับการแสดงฟ้อนเมือง ดนตรีพื้นบ้าน และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์หนองหลวง ผ่านทั้งการเล่าเรื่องสดและนิทรรศการภาพ–สื่อผสม ทำให้ผู้มาเยือนได้รับทั้งความบันเทิงและความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับชุมชน

งานทั้งหมดถูกจัดวางให้สอดคล้องกับนโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ของจังหวัดเชียงราย ที่ต้องการกระจายโอกาสทางการท่องเที่ยวจากตัวเมืองไปยังอำเภอต่าง ๆ อย่างทั่วถึง

เชียงรายโมเดล กับการต่อยอดแผนท่องเที่ยวอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม

หากเปรียบแผนท่องเที่ยวอาเซียน พ.ศ. 2569–2573 เป็น “แผนที่ระดับภูมิภาค” การจัดงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ที่เวียงชัยก็คือ “แผนที่ระดับชุมชน” ที่ถูกขยายจากแผนใหญ่สู่การปฏิบัติจริง

ในมิติของ การท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน หนองหลวงเป็นตัวอย่างของการนำพื้นที่ชุ่มน้ำที่เคยประสบปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อม มาฟื้นฟูให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านการจัดการน้ำ การอนุรักษ์พันธุ์ปลา และการจัดภูมิทัศน์ที่เคารพต่อระบบนิเวศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของอาเซียนที่เน้นการท่องเที่ยวไม่ทำลายทรัพยากร

ด้าน การสร้างรายได้และการจ้างงาน งานมหกรรมไม้ดอกฯ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารพื้นเมือง ผู้ให้บริการเรือ ร้านจำหน่ายสินค้า OTOP และงานหัตถกรรมท้องถิ่น ได้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าและบริการในช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น โดยรายได้จะหมุนเวียนอยู่ในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

ในมิติของ การยกระดับสินค้าและบริการท่องเที่ยว เชียงรายใช้จุดแข็งด้านวัฒนธรรมและภูมิประเทศ ผสมผสานกับประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เช่น การชมดอกไม้เมืองหนาวริมหนองน้ำ การล่องเรือชมธรรมชาติยามเย็น และการชมการแสดงน้ำพุดนตรี ซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับพื้นที่หนองหลวงมากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่สาธารณะธรรมดา

ที่สำคัญ เชียงรายยังมีศักยภาพเชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและประเทศเพื่อนบ้าน การยกระดับหนองหลวงและอำเภอเวียงชัยให้เป็นหนึ่งในจุดหมายเชื่อมโยงของนักท่องเที่ยวต่างชาติในอนาคต จึงสามารถต่อยอดสู่เป้าหมายของอาเซียนที่ต้องการเป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวคุณภาพสูงของโลก” ได้อย่างชัดเจน

ผลกระทบต่อชุมชน จากดอกไม้สู่ความหวังระยะยาว

แม้ยังไม่มีตัวเลขสถิติรายได้จากการจัดงานครั้งนี้ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่มองจากจำนวนวันจัดงานกว่า 20 วัน และการกระจายตัวของกิจกรรมภายในหนองหลวงที่เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการท้องถิ่นหลายกลุ่ม เชื่อได้ว่ามหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในช่วงปลายปีและต้นปีใหม่

ในเชิงสังคม งานลักษณะนี้ยังช่วย “เยียวยาและเชื่อมความสัมพันธ์” ระหว่างคนในพื้นที่กับทรัพยากรธรรมชาติที่พวกเขาอยู่ร่วมกันมานาน การได้เห็นหนองน้ำที่เคยถูกมองข้ามกลับมามีชีวิต มีนักท่องเที่ยวมาเยือน และมีการเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ผ่านประติมากรรมและการแสดง เป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจและความรู้สึกร่วมของชุมชน

สำหรับระดับนโยบาย การที่จังหวัดเชียงรายเลือกใช้เวทีมหกรรมไม้ดอกฯ เป็นพื้นที่สื่อสารเรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การจัดการน้ำ และการท่องเที่ยวคุณภาพสูง สอดคล้องกับทิศทางของแผนท่องเที่ยวอาเซียนชุดใหม่อย่างใกล้ชิด ทำให้เชียงรายกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าจับตาสำหรับจังหวัดอื่น ๆ ที่ต้องการนำแผนระดับภูมิภาคมาปรับใช้ในแบบของตนเอง

เมื่อแผนอาเซียนมาบรรจบกับลมหายใจของชุมชนริมหนองหลวง

แผนท่องเที่ยวอาเซียน พ.ศ. 2569–2573 ตั้งเป้าให้อาเซียนเป็นผู้นำการท่องเที่ยวคุณภาพสูงของโลก เน้นความยั่งยืน ความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง และการสร้างงานให้ประชาชนในภูมิภาค ขณะที่ “หนองหลวง–เวียงชัย–เชียงราย” กำลังสาธิตให้เห็นว่า เป้าหมายใหญ่ระดับภูมิภาคจะไม่เป็นเพียงเอกสารหรือสไลด์ประชุม หากแต่สามารถแปลงเป็นประสบการณ์จริงที่จับต้องได้ในระดับชุมชน

จากทุ่งไม้ดอกเมืองหนาว น้ำพุดนตรีริมผืนน้ำ ล่องเรือชมวิถีชีวิต ไปจนถึงตำนาน “แม่หม้ายหนองหลวง” ทุกองค์ประกอบคือการเล่าเรื่องเดียวกันว่า การท่องเที่ยวที่ดีไม่ใช่แค่การเดินทางไป “ดู” สถานที่ใหม่ ๆ เท่านั้น แต่คือการเดินทางไป “เข้าใจ” ผู้คน ธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ของพื้นที่นั้นอย่างลึกซึ้ง

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจุดหมายใหม่ในช่วงปลายปีนี้ การเดินทางไปสัมผัส “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 โซนอำเภอเวียงชัย” จึงไม่ใช่เพียงการไปชมดอกไม้สวยงาม หากแต่เป็นการไปเห็นด้วยตาตนเองว่า เมืองชายแดนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งบนแผนที่ไทย กำลังก้าวเดินเคียงไปกับวิสัยทัศน์ใหญ่ของอาเซียนอย่างสง่างามเพียงใด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมการท่องเที่ยว (Department of Tourism)
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ผู้สูงอายุ 114 คนต่อ 1 เตียง! วิกฤตสุขภาพจิต-เตียงตึงตัวในเชียงราย เร่งใช้ Universal Design และธนาคารเวลาแก้ปัญหา

เชียงรายเผชิญสังคมสูงวัยบนสมรภูมิใหม่ ภาคเหนือ “เปราะบางสุด” ด้านสุขภาพผู้สูงอายุ ระบบเตียง–จิตเวชตึงตัว แข่งกับเวลาออกแบบเมืองที่ไม่ทิ้งคนแก่ไว้ข้างหลัง

เชียงราย, 16 ธันวาคม 2568 – ในขณะที่โลกทั้งใบกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “หนึ่งในห้าของประชากรโลกอายุเกิน 65 ปี” ตามการคาดการณ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ภายในปี 2593 ประเทศไทยเองก็ไม่ได้อยู่ไกลจากภาพนั้นมากนัก ตรงกันข้าม ไทยถูกจัดว่าเป็น “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” ไปแล้วอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา จากตัวเลขผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 14 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ

เบื้องหลังตัวเลขระดับชาติที่ดูเป็น “ภาพใหญ่ของประเทศ” หากซูมลงมาที่ภาคเหนือ และลึกลงมาที่เชียงราย เมืองชายแดนที่กำลังผลักดันตัวเองสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะพบภาพอีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ “ความเปราะบางของผู้สูงอายุ” ที่กำลังก่อตัวและรอวันปะทุ หากทุกภาคส่วนไม่เร่งปรับตัวทันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรในครั้งนี้

สังคมสูงวัย จากนิยามระดับโลกสู่โจทย์ใหญ่ของประเทศไทย

องค์การสหประชาชาติให้นิยาม “ผู้สูงอายุ” ว่าคือประชากรทั้งเพศชายและหญิงที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป และจัดระดับ “สังคมผู้สูงอายุ” ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่

  1. การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) – เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 10 ของทั้งประเทศ หรืออายุ 65 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 7
  2. สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) – เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มเป็นร้อยละ 20 หรือประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเพิ่มเป็นร้อยละ 14
  3. สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) – เมื่อประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ

ปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ในขั้น “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” แล้วเรียบร้อย โดยในปี 2567 มีผู้สูงอายุ 14,027,411 คน คิดเป็น 20% ของประชากรทั้งประเทศ และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็นราว 28% ภายในปี 2578 นั่นหมายความว่า “เกือบหนึ่งในสามของคนไทยจะเป็นผู้สูงอายุ” ในเวลาไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า

คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “คนแก่จะมีมากขึ้นเท่าไร” แต่คือ “ผู้สูงอายุเหล่านี้อยู่ที่ไหน สุขภาพเป็นอย่างไร มีรายได้พอหรือไม่ และบ้านที่อยู่ปลอดภัยแค่ไหน” ข้อมูลที่ Rocket Media Lab ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รวบรวมและวิเคราะห์ในระดับจังหวัดทั่วประเทศ จึงกลายเป็น “สัญญาณเตือนเชิงพื้นที่” ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการวางนโยบายท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดปลายทางอย่างเชียงราย

ภาคเหนือ แชมป์เปราะบาง “สุขภาพกาย–สุขภาพจิต” ผู้สูงอายุ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลระดับจังหวัดทั้งด้านโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และทรัพยากรสาธารณสุข พบว่า ภาคเหนือคือภาคที่ผู้สูงอายุมี “ความเปราะบางด้านสุขภาพกาย” สูงที่สุดของประเทศ เมื่อผูกรวมทั้งภาระโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงศักยภาพของระบบบริการ ทั้งจำนวนอายุรแพทย์ พยาบาล และเตียง

ตัวเลขที่สะท้อนสถานการณ์ได้ชัดคือ

  • ผู้สูงอายุไทยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานประมาณ 2.33 ล้านคน หรือ 16.61% ของผู้สูงอายุทั้งหมด โดยภาคเหนือมีสัดส่วนอยู่ที่ 17.60% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ
  • ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงรวม 4.89 ล้านคน หรือ 34.92% ของผู้สูงอายุทั้งหมด โดยภาคเหนือขึ้นอันดับหนึ่งด้วยสัดส่วนสูงถึง 44.63%
  • เมื่อรวมโรคไม่ติดต่อหลัก 5 โรค และเปรียบเทียบกับทรัพยากรสาธารณสุข ภาคเหนือได้คะแนน “ความเปราะบางด้านสุขภาพกาย” ต่ำที่สุด คือราว 61.85 คะแนน ต่ำกว่าภาคอื่นทั้งหมด

ในด้านสุขภาพจิต ภาคเหนือก็ยังเป็นภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางสูงที่สุดเช่นกัน โดย

  • ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคจิตเวช 13 กลุ่มโรค มีจำนวนรวม 271,499 คน หรือ 1.94% ของผู้สูงอายุทั้งหมด แต่ในภาคเหนือสัดส่วนนี้สูงถึง 2.79%
  • เมื่อประเมินร่วมกับทรัพยากรด้านจิตเวช ได้แก่ จำนวนจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และเตียงจิตเวช พบว่าภาคเหนือได้คะแนน “ความเปราะบางด้านสุขภาพจิต” ต่ำที่สุดเช่นกัน คือราว 69.95 คะแนน

เมื่อนำสองมิตินี้มารวมกัน ภาคเหนือจึงถูกจัดให้เป็นภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านสุขภาพ “ทั้งกายและจิต” สูงที่สุดของประเทศ โดยมีหลายจังหวัดในภาคเหนือ เช่น แพร่ พะเยา ลำปาง สุโขทัย และกำแพงเพชร ติดอันดับจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรสูง และเผชิญทั้งภาระโรค NCDs สูงและทรัพยากรสาธารณสุขตึงตัว

เชียงราย เมืองชายแดนที่ผู้สูงอายุเกินร้อยคนต้องแบ่งกันใช้เตียงหนึ่งเตียง

แม้ชื่อ “เชียงราย” จะไม่ได้ปรากฏในอันดับหนึ่งของจังหวัดเปราะบางด้านสุขภาพกายเหมือนกำแพงเพชร หรือด้านสุขภาพจิตเหมือนแพร่ แต่ข้อมูลเชิงโครงสร้างกลับสะท้อนสัญญาณเตือนชัดเจนว่า จังหวัดชายแดนแห่งนี้กำลังอยู่ในจุดเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

จากข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุขปี 2567 ของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเปรียบเทียบจำนวนผู้สูงอายุกับจำนวนเตียงโรงพยาบาล พบว่า

  • เชียงรายมีผู้สูงอายุเฉลี่ยประมาณ 114 คนต่อเตียงโรงพยาบาล 1 เตียง
  • ตัวเลขนี้จัดให้เชียงรายเป็นหนึ่งใน 10 จังหวัดที่ผู้สูงอายุต่อเตียงสูงที่สุดของประเทศ

ในทางปฏิบัติ หมายความว่า หากเกิดสถานการณ์โรคระบาดรอบใหม่ หรือมีภาระโรคเรื้อรังสะสมมากขึ้น ผู้สูงอายุเชียงรายจำนวนมากอาจต้องรอเตียงนานขึ้น หรือจำเป็นต้องเดินทางออกนอกจังหวัดเพื่อรับการรักษาในบางกรณี โดยเฉพาะผู้สูงอายุในอำเภอห่างไกลที่ต้องเดินทางเป็นชั่วโมงกว่าจะถึงโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลทั่วไป

ยิ่งไปกว่านั้น ในมิติสุขภาพจิต ข้อมูลด้าน “เตียงจิตเวชสำหรับผู้สูงอายุ” ชี้ให้เห็นว่าจังหวัดเชียงรายอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่มีผู้สูงอายุเฉลี่ย เกือบ 30,000 คนต่อเตียงผู้ป่วยจิตเวช 1 เตียง ซึ่งเป็นหนึ่งในสัดส่วนที่สูงที่สุดของประเทศ สะท้อนให้เห็น “ช่องว่างขนาดใหญ่” ระหว่างความต้องการดูแลด้านสุขภาพจิตของผู้สูงวัย กับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดในระบบ

เมื่อเชื่อมกับตัวเลขระดับประเทศที่ระบุว่า ไทยมีแพทย์จิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุเฉพาะทางเพียง 8 คน กระจุกตัวในกรุงเทพฯ ราชบุรี และนครราชสีมา จังหวัดชายแดนภาคเหนืออย่างเชียงรายจึงแทบไม่มีโอกาสเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนี้โดยตรง จำเป็นต้องพึ่งพาแพทย์จิตเวชทั่วไป พยาบาล และเครือข่ายชุมชนเป็นหลัก

ตัวเลข “ต่ำ” ที่ชวนตั้งคำถาม ทำไมเชียงรายมีผู้สูงอายุที่ “ต้องการผู้ดูแล” เพียง 2.06%?

ท่ามกลางตัวเลขเตียงที่ตึงตัว ทั้งด้านกายและจิต อีกหนึ่งตัวเลขที่น่าคิดคือ ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุระดับจังหวัดปี 2567 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งพบว่า

  • จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ “ต้องการผู้ดูแล” สูงที่สุดคือสกลนคร (18.32%)
  • ขณะที่ “เชียงราย” เป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแล “ต่ำที่สุด” ของประเทศ เพียง 2.06% หรือราว 6,062 คนของผู้สูงอายุทั้งหมดในจังหวัด

ตัวเลขนี้อาจตีความได้สองทาง

  1. เชียงรายอาจมีโครงสร้างครอบครัวและชุมชนที่ยังแข็งแรง ญาติพี่น้องช่วยดูแลกันเอง ผู้สูงอายุจำนวนมากยังช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง
  2. หรืออีกด้านหนึ่ง อาจสะท้อนปัญหา “การประเมินและการเข้าถึงระบบคัดกรอง” ที่ยังไม่ทั่วถึง ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยอาจมีข้อจำกัดในการเดิน เห็น หรือทำกิจวัตรประจำวัน แต่ยังไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ “ต้องการผู้ดูแล” ในเชิงระบบ

สำหรับเชียงราย ซึ่งมีทั้งพื้นที่ภูเขา ชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง และบ้านเรือนที่อยู่ห่างจากหน่วยบริการ การสำรวจและคัดกรองผู้สูงอายุให้ครอบคลุมจึงไม่ใช่เรื่องง่าย นี่คือโจทย์ท้องถิ่นที่ต้องอาศัยทั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานสาธารณสุข และเครือข่ายภาคประชาสังคมลงพื้นที่ร่วมกันอย่างจริงจัง

เศรษฐกิจและรายได้ เมื่อผู้สูงอายุภาคเหนือ (รวมเชียงราย) มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปีมากที่สุดในประเทศ

แม้ข้อมูลด้านเศรษฐกิจของผู้สูงอายุจะไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงถึงเชียงราย แต่หากมองในระดับภาค ภาคเหนือซึ่งรวมเชียงรายอยู่ด้วย กลับเป็นภาคที่ผู้สูงอายุมีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปีสูงที่สุดของประเทศ

จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2567 พบว่า

  • ผู้สูงอายุไทยที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปี มีจำนวน 2,793,351 คน หรือ 19.91% ของผู้สูงอายุทั้งหมด
  • ภาคเหนือมีสัดส่วนผู้สูงอายุรายได้น้อยกว่าปีละ 30,000 บาทสูงที่สุด คือ 25.52%
  • ในขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนของผู้สูงอายุที่ยังทำงาน ภาคเหนือเป็นภาคที่ “ค่าจ้างเฉลี่ยต่ำสุด” ของประเทศ ราว 9,413 บาทต่อเดือน

หากเชื่อมตัวเลขเหล่านี้กับโครงสร้างเศรษฐกิจของเชียงราย ซึ่งมีผู้สูงอายุจำนวนมากอยู่ในภาคเกษตรและแรงงานรับจ้างทั่วไป รายได้ที่ไม่แน่นอน และการออมที่จำกัด ย่อมทำให้ผู้สูงวัยจำนวนไม่น้อยเสี่ยงต่อการ “แก่ตัวไปพร้อมหนี้และรายได้ไม่พอเลี้ยงชีวิต”

แม้จะมีระบบบำนาญและเบี้ยยังชีพ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 600–1,000 บาทต่อเดือน หรือบำนาญจากประกันสังคมที่มีผู้ได้รับเพียงราว 7–8% ของผู้สูงอายุทั้งหมด แต่เมื่อเทียบกับค่าครองชีพจริงในจังหวัดท่องเที่ยวชายแดนที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้เหล่านี้แทบไม่เพียงพอ หากไม่มีรายได้เสริมจากการทำงานต่อ หรือการอุดหนุนจากลูกหลาน

บ้านที่ไม่พร้อม เมืองที่ยังไม่ทัน ความท้าทายด้านที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุเชียงราย

ระดับประเทศ ข้อมูลชี้ชัดว่า ผู้สูงอายุไทยกว่า 92.89% อาศัยอยู่ในบ้านที่ “ไม่เหมาะสม” กับสภาพร่างกายและความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นพื้นต่างระดับ บันไดชัน ห้องน้ำลื่น หรือการขาดราวจับและสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน ทำให้ในช่วง 6 เดือนก่อนการสำรวจ มีผู้สูงอายุหกล้มนับ เกือบ 800,000 คน ทั่วประเทศ โดยมากกว่า 80% ของการหกล้มเกิดขึ้น “ในบ้านของตนเอง”

แม้เชียงรายจะไม่ใช่จังหวัดที่มีสัดส่วนบ้านผู้สูงอายุไม่เหมาะสมสูงที่สุด แต่การเป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อเตียงสูง และต้องดูแลผู้สูงอายุจำนวนมากในพื้นที่ชนบทและชุมชนบนดอย ยิ่งทำให้ “บ้านที่ไม่ปลอดภัย” กลายเป็นความเสี่ยงสำคัญ เพราะทุกครั้งที่ผู้สูงอายุหกล้ม กระดูกสะโพกหัก หรือบาดเจ็บรุนแรง ระบบโรงพยาบาลและเตียงที่มีอยู่จำกัดจะต้องรับภาระเพิ่มทันที

ในมุมกลับกัน ข้อมูลด้านโครงการปรับสภาพบ้านผู้สูงอายุโดยหน่วยงานรัฐกลับสะท้อนว่า หลายจังหวัด รวมถึงบางจังหวัดในภาคเหนือ ได้รับการปรับปรุงบ้านของผู้สูงอายุน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด นั่นหมายความว่า “ช่องว่างระหว่างปัญหาและการตอบสนองเชิงนโยบาย” ยังมีอยู่มาก และเชียงรายในฐานะจังหวัดใหญ่ของภาคเหนือ จำเป็นต้องเร่งวางระบบการปรับปรุงที่อยู่อาศัยที่สอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

จากข้อมูลสู่การลงมือ บทบาทของ สสส. และโมเดลที่เชียงรายสามารถนำมาปรับใช้

ภายใต้วิกฤตสังคมสูงวัยที่กำลังก่อตัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้พัฒนาโครงการและกลไกต้นแบบหลายด้าน ซึ่งแม้ยังไม่ปูพรมครอบคลุมทุกจังหวัด แต่ก็เป็น “แบบเรียนสำคัญ” ที่เชียงรายสามารถนำมาปรับใช้ในระดับพื้นที่ได้ เช่น

  1. โครงการ “สูงวัยให้พร้อม ต้องเตรียมก่อน 40”
    เน้นสร้างความตระหนักให้คนทำงานเริ่มดูแลสุขภาพกาย–ใจ และวางแผนการเงินก่อนอายุ 40 ปี เพื่อลดภาระโรค NCDs และปัญหาเศรษฐกิจยามชรา
  2. โครงการ ‘เดินดีไปด้วยกัน’
    พัฒนาระบบเฝ้าระวังและป้องกันกระดูกหักจากการหกล้มในผู้สูงอายุ โดยใช้โมเดล “น่านโมเดล” และขยายผลไป 11 จังหวัด พบว่าอัตราการล้มใหม่–ล้มซ้ำลดลง 10% และผู้สูงอายุ 70% ในพื้นที่นำร่องได้รับการประเมินความเสี่ยง
  3. หลักสูตร “สูงวัยรู้ทันสื่อ” และอาสาสูงวัยเฝ้าระวังสื่อ
    ทำงานใน 10 พื้นที่นำร่อง เช่น พะเยา เลย กระบี่ ตรัง และพื้นที่เมืองบางส่วน เพื่อให้ผู้สูงอายุแยกแยะข่าวปลอม รู้เท่าทันมิจฉาชีพในโลกออนไลน์ ทักษะนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุในเชียงรายที่ใช้โซเชียลมีเดียติดต่อครอบครัวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ
  4. ชมรมผู้สูงอายุเข้มแข็ง และ “ธนาคารเวลา”
    ใช้กลไกชุมชน–ชมรมผู้สูงอายุ เป็นศูนย์กลางดูแลกันเอง ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมทดลองใช้แนวคิด “ธนาคารเวลา” ให้คนในชุมชนช่วยดูแลผู้สูงอายุแล้วสะสมชั่วโมง เพื่อแลกกลับเมื่อถึงเวลาที่ตนเองหรือครอบครัวต้องการความช่วยเหลือ
  5. การสนับสนุน Universal Design และเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ
    ผ่านศูนย์การออกแบบเพื่อทุกคน (UDC) ในมหาวิทยาลัย 16 แห่ง โครงการขยายขนส่งมวลชนที่เข้าถึงได้ และการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลในหลายจังหวัด

แม้บางโครงการจะยังไม่ลงลึกถึงเชียงรายโดยตรง แต่ในฐานะจังหวัดที่กำลังพัฒนาตนเองเป็นเมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางโลจิสติกส์ การนำหลักคิดจากโครงการเหล่านี้มาปรับใช้ ทั้งในระดับเทศบาล อบจ. อบต. และภาคเอกชน จะช่วยให้การเตรียมความพร้อมรับมือสังคมสูงวัยมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น

เชียงรายและภาคเหนือจะเดินอย่างไรในสังคมสูงวัยที่เปราะบางที่สุดด้านสุขภาพ

เมื่อรวบรวมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น

  • สัดส่วนผู้สูงอายุที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ภาระโรคไม่ติดต่อและความดันโลหิตที่สูงกว่าภาคอื่น
  • สัดส่วนผู้สูงอายุต่อเตียงโรงพยาบาลและเตียงจิตเวชที่ตึงตัว
  • รายได้และการออมของผู้สูงอายุในภาคเหนือที่ต่ำที่สุดของประเทศ
  • บ้านและสภาพแวดล้อมที่ยังไม่เหมาะสมกับร่างกายผู้สูงวัย

ภาพรวมชัดเจนว่า “เชียงรายและภาคเหนือไม่ได้มีเวลาเหลือมากนัก” ในการปรับตัวรับสังคมสูงวัย

แนวทางเชิงระบบที่ควรถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง อาทิ

  1. เสริมกำลังระบบสาธารณสุขระดับจังหวัดและอำเภอ
    • เพิ่มสัดส่วนเตียงและบุคลากรที่มีทักษะดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะ
    • พัฒนาคลินิก NCDs และคลินิกผู้สูงอายุให้ครอบคลุมทุกอำเภอ
    • สนับสนุน telemedicine สำหรับหมู่บ้านห่างไกลในเชียงราย
  2. ลงทุนในสุขภาพจิตผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ
    • ขยายบริการปรึกษาทางจิตวิทยาและกิจกรรมกลุ่มในโรงพยาบาลชุมชน
    • เชื่อมโยงกับเครือข่ายวัด อสม. และผู้นำชุมชน เพื่อสังเกตสัญญาณซึมเศร้าและความเครียดในผู้สูงวัย
  3. ลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจ
    • พัฒนางานและอาชีพเสริมที่เหมาะกับผู้สูงอายุ เช่น งานชุมชน งานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม งานฝีมือ
    • ส่งเสริมระบบออมสมัครใจในระดับตำบล และโครงการ “ธนาคารเวลา” แบบต้นแบบของ สสส.
  4. เร่งยกระดับที่อยู่อาศัยให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ
    • ตั้งเป้าปรับสภาพบ้านผู้สูงอายุในเชียงรายอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยร่วมมือกับวิชาชีพช่างในพื้นที่และมหาวิทยาลัย
    • บูรณาการกับการพัฒนาเมือง เช่น ทางเท้า, ทางลาด, ขนส่งสาธารณะ เพื่อให้ผู้สูงอายุเดินทางได้อย่างปลอดภัย

ท้ายที่สุด การเป็น “เมืองที่พร้อมรับสังคมสูงวัย” ไม่ได้วัดที่จำนวนเตียงหรือจำนวนโครงการที่ถูกเขียนไว้ในแผนเท่านั้น แต่สะท้อนผ่านคำถามง่าย ๆ ว่า

เมื่อผู้สูงอายุคนหนึ่งในเชียงรายล้มป่วย เขาจะเข้าถึงหมอ เตียง และการดูแลได้เร็วแค่ไหน
เมื่อผู้สูงอายุคนหนึ่งเครียด ซึมเศร้า หรือถูกหลอกผ่านสื่อออนไลน์ เขาจะมีใครให้พึ่งพา
และเมื่อผู้สูงอายุคนหนึ่งต้องใช้ชีวิตในบ้านของตัวเองไปจนวันสุดท้าย บ้านหลังนั้น “ปลอดภัยและเป็นมิตร” แค่ไหน

คำตอบเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดว่า เชียงรายและภาคเหนือ จะก้าวพ้นจากคำว่า “พื้นที่เปราะบางที่สุดด้านสุขภาพผู้สูงอายุ” ไปสู่การเป็น “พื้นที่ต้นแบบที่ไม่ทิ้งผู้สูงอายุไว้ข้างหลัง” ได้จริงหรือไม่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การศึกษาพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุในประเทศไทย โดย Rocket Media Lab ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง
  • ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center – HDC) กระทรวงสาธารณสุข
  • รายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข ประจำปี 2567 สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข
  • การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 ระดับจังหวัด สำนักงานสถิติแห่งชาติ
  • รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย ปี 2566 กรมกิจการผู้สูงอายุ และข้อมูลสนับสนุนจากสำนักงานประกันสังคม
  • เอกสารเผยแพร่ขององค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าด้วยนิยามสังคมผู้สูงอายุและการคาดการณ์สัดส่วนผู้สูงอายุของประชากรโลกถึงปี 2593
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

ตัวบุคคลชี้ขาด! 59.2% พร้อม “เปลี่ยนใจ” หากพรรคที่ชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่ถูกใจ

KPI Poll ชี้ 45.7% มองการเมืองแย่ลง! นายกฯ คนใหม่ต้อง “แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง” ควบคู่ “ปราบปรามทุจริต”

ประเทศไทย, 15 ธันวาคม 2568 – โพลสะท้อนภาวะ “ไม่พอใจ–คาดหวังสูง” คนไทย 45.7% มองการเมือง “กำลังแย่ลง” ชี้คุณสมบัตินายกฯ คนใหม่ต้อง “แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้จริง” ควบคู่ “ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน” ในฐานะนโยบายเร่งด่วนอันดับ 1 ขณะที่ประชาชนกว่า 59.2% พร้อม “เปลี่ยนใจ” หากพรรคที่ชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่ตรงใจ สะท้อนบทบาท “ตัวบุคคล” กลับมามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งอย่างชัดเจน

เสียงจากประชาชน ภาพการเมืองที่ “ยังไม่ดีขึ้น” และความหวังต่อการเลือกตั้งครั้งใหม่

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ยังเต็มไปด้วยข้อถกเถียงเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง และความโปร่งใสในการใช้อำนาจรัฐ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) ได้เผยแพร่ผลสำรวจเรื่อง “เสียงประชาชนต่อการเมืองและการเลือกตั้งครั้งใหม่” ซึ่งจัดทำระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,016 คน โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) เก็บข้อมูลทั้งการสัมภาษณ์พบหน้าและแบบสอบถามออนไลน์ ภายใต้ระดับความเชื่อมั่นทางสถิติ 95% และค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกินร้อยละ 2.5

รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และประธานศูนย์ KPI Poll ระบุว่า โครงการสำรวจชุดนี้ไม่ได้มุ่ง “ชี้นำการเมือง” แต่มีเป้าหมายเพื่อ “ฟังเสียงประชาชน” และจัดทำเป็นฐานข้อมูลเชิงวิชาการให้กับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อใช้ทำความเข้าใจ “ภูมิทัศน์ความรู้สึกและความคาดหวังของประชาชน” ก่อนเดินเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่อย่างรอบด้าน

เมื่อถามถึงมุมมองต่อการเมืองไทยในภาพรวม “ตอนนี้เป็นอย่างไร” คำตอบส่วนใหญ่สะท้อนภาวะไม่พอใจอย่างชัดเจน ประชาชนร้อยละ 45.7 ระบุว่า “กำลังแย่ลง” ขณะที่อีกร้อยละ 41.5 เห็นว่า “เหมือน ๆ เดิม” มีเพียงร้อยละ 9.3 เท่านั้นที่รู้สึกว่าการเมือง “กำลังดีขึ้น” ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและปรับโครงสร้างหลายด้านในช่วงที่ผ่านมา แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยัง “ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่จับต้องได้” ในชีวิตประจำวัน

ในเชิงสังคมการเมือง ผลสำรวจนี้จึงไม่เพียงสะท้อนความคับข้องใจต่อผลงานรัฐบาล หากยังสะท้อน “ความอ่อนล้าทางความรู้สึก” ของประชาชนที่เฝ้ารอการเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่พบคำตอบที่ชัดเจนจากระบบการเมืองในปัจจุบัน

ผู้นำที่อยากเห็น “แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง–ซื่อสัตย์–ฟังเสียงประชาชน”

เมื่อโพลถามถึง “คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของนายกรัฐมนตรีคนต่อไป” ประชาชนส่วนใหญ่เลือกให้ “ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ” อยู่เหนือทุกอุดมการณ์ทางการเมือง

  • ร้อยละ 36.2 ระบุว่าต้องการผู้นำที่ “แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้จริง”
  • ร้อยละ 17.8 ให้ความสำคัญกับ “ความซื่อตรง” หรือความซื่อสัตย์โปร่งใส
  • ร้อยละ 9.2 ต้องการผู้นำที่ “รับฟังเสียงประชาชน”
  • ร้อยละ 9.0 เน้น “วิสัยทัศน์” ที่ชัดเจน
  • ร้อยละ 8.5 เห็นว่าควร “ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย”

ขณะที่คุณสมบัติด้านประสบการณ์บริหารราชการแผ่นดิน การคิดไวตัดสินใจรวดเร็ว หรือการสื่อสารอย่างชัดเจน แม้ถูกมองว่าสำคัญ แต่มีคะแนนรองลงมา สะท้อนว่าประชาชนกำลังมองหาผู้นำที่ “ทำได้จริง” มากกว่าผู้นำที่ “พูดได้ดี”

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์บางส่วนมองว่า โครงสร้างคำตอบดังกล่าวเชื่อมโยงกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางในหลายปีที่ผ่านมา ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพ และค่าจ้างที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ทำให้ประชาชนโฟกัสไปที่ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ และความซื่อสัตย์ของผู้นำที่ต้องจัดการงบประมาณและโครงการของรัฐอย่างโปร่งใส

นโยบายเร่งด่วน “ปราบโกง–หนี้ครัวเรือน–ค่าครองชีพ” สามเรื่องใหญ่ที่ต้องเริ่มทันที

แม้ประชาชนจะเน้นให้ผู้นำแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่เมื่อถามลงลึกถึง “นโยบายเร่งด่วนอันดับแรกที่อยากให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ดำเนินการ” ผลสำรวจกลับสะท้อนมุมมองอีกมิติหนึ่ง

  • อันดับ 1 คือ “ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน” ร้อยละ 19.4
  • อันดับ 2 “แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน” ร้อยละ 16.7
  • อันดับ 3 “ลดค่าครองชีพ” ร้อยละ 16.4
  • ตามมาด้วย “แก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้–กัมพูชา” ร้อยละ 13.1 และ “ปฏิรูปการเมืองทุกระดับ” ร้อยละ 11.7

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นภาพเชื่อมโยงชัดเจนว่า ในสายตาประชาชน “คอร์รัปชัน” ไม่ใช่เพียงปัญหาคุณธรรมของนักการเมือง แต่เป็น “รากเหง้าของปัญหาปากท้อง” เพราะการรั่วไหลของงบประมาณและการใช้ทรัพยากรอย่างไม่โปร่งใส ย่อมทำให้มาตรการช่วยเหลือประชาชนไม่ลงไปถึงประชาชนอย่างเป็นธรรม

การที่ “ปราบโกง” ขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนอันดับหนึ่งจึงสะท้อนความคาดหวังว่า รัฐบาลใหม่ต้องเริ่มต้นจากการ “ทำให้ระบบสะอาด” ก่อนจะแจกแจงหรือออกมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในระยะยาว

การเมืองยุคใหม่ “พรรค” ไม่พอ ต้องมี “ตัวบุคคลที่เชื่อถือได้”

อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญในผลสำรวจครั้งนี้ คือบทบาทของ “ตัวบุคคล” ในการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน

เมื่อถามว่า “หากพรรคการเมืองที่ท่านชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ท่านไม่ชอบ ท่านจะเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคอื่นหรือไม่” ผลปรากฏว่า

  • ร้อยละ 41.6 ตอบว่า “อาจจะเปลี่ยน”
  • ร้อยละ 17.6 ตอบว่า “เปลี่ยนแน่นอน”
    รวมแล้วกว่า 59.2% พร้อมจะเปลี่ยนใจหากไม่พอใจตัวบุคคลที่พรรคเสนอ

มีเพียงร้อยละ 25.2 ที่ตอบว่า “ไม่น่าจะเปลี่ยน” และร้อยละ 8.7 ที่ยืนยันว่า “ไม่เปลี่ยนแน่นอน” สะท้อนภาพชัดเจนว่า “ความนิยมต่อพรรค” ไม่ใช่หลักประกันว่าจะรักษาฐานเสียงได้ หากชื่อแคนดิเดตนายกฯ ไม่ตอบโจทย์ความเชื่อมั่นของประชาชน

ผลสำรวจยังระบุด้วยว่า การประกาศชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีล่วงหน้ามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงคะแนนอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ตอบถึงร้อยละ 68.7 ระบุว่า “มีผลอย่างมาก” หรือ “ค่อนข้างมีผล” ขณะที่มีเพียงร้อยละ 28 โดยประมาณที่เห็นว่าไม่มีผลหรือไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ

ในทางปฏิบัติ ตัวเลขดังกล่าวส่งสัญญาณไปยังทุกพรรคการเมืองว่า การคัดเลือกบุคคลที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “ขั้นตอนภายในพรรค” แต่เป็น “ยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง” ที่อาจชี้ขาดผลแพ้–ชนะในสนามจริง

ใครคือคนที่สังคมอยากเห็นขึ้นเวทีดีเบตมากที่สุด

ในส่วนของ “หัวหน้าพรรคที่ประชาชนอยากฟังการดีเบตมากที่สุด” ซึ่งอนุญาตให้ตอบได้ไม่เกิน 3 รายชื่อ ผลสำรวจสะท้อนความสนใจที่กระจายตัวไปยังหลายพรรค ทั้งเก่าและใหม่

  • อันดับ 1 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) ร้อยละ 16.2
  • อันดับ 2 นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) ร้อยละ 15.7
  • อันดับ 3 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) ร้อยละ 14.2
  • อันดับถัดมา ได้แก่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) ร้อยละ 10.8 และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) ร้อยละ 6.9

ที่น่าสนใจคือ ยังมีประชาชนอีกร้อยละ 10.9 ที่ตอบว่า “ไม่มีความคิดเห็น” สะท้อนว่า ยังมีกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยที่ “ยังไม่พบตัวเลือกที่ใช่” หรือยังรอดูท่าทีของพรรคการเมืองและผู้นำแต่ละคนต่อไป

โครงสร้างตัวอย่างที่หลากหลาย ภาพสะท้อนจากทุกภูมิภาคและหลากอาชีพ

KPI Poll ยังนำเสนอข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบเพื่อให้การตีความผลสำรวจมีความรอบด้านมากขึ้น โดยพบว่า

  • เพศของผู้ตอบส่วนใหญ่เป็นชายร้อยละ 51.5 และหญิงร้อยละ 47.4
  • ช่วงอายุที่มีสัดส่วนสูงสุดคือ 56 ปีขึ้นไป ร้อยละ 32.3 รองลงมาคือช่วงอายุ 46–55 ปี ร้อยละ 22.5
  • ด้านการศึกษา ผู้ตอบส่วนใหญ่จบระดับปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรีรวมกันกว่า 44% ขณะที่กลุ่มอาชีพที่ตอบแบบสอบถามมากที่สุดคือ ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 20.2

เมื่อพิจารณาตามภูมิลำเนา พบว่ากลุ่มตัวอย่างกระจายอยู่ในทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 33.2 รองลงมาคือภาคกลางร้อยละ 26.6 ภาคเหนือร้อยละ 17.8 ภาคใต้ร้อยละ 13.9 และกรุงเทพมหานครร้อยละ 8.5 สะท้อนว่าผลสำรวจครั้งนี้ไม่กระจุกตัวเฉพาะในเมืองใหญ่ แต่เก็บเสียงประชาชนจากเมืองรองและชนบทจำนวนมากร่วมด้วย

ผล-KPI-Poll-ครั้งที่-1-Dec-2025…

สัญญาณเตือนสำหรับการเมืองไทยก่อนเลือกตั้งครั้งใหม่

หากมองภาพรวม ผลสำรวจ “เสียงประชาชนต่อการเมืองและการเลือกตั้งครั้งใหม่” ของสถาบันพระปกเกล้า สามารถสรุปเป็น “สามสภาวะหลัก” ที่กำลังก่อตัวในสังคมไทย ได้แก่

  1. ไม่พอใจต่อสถานการณ์ปัจจุบัน – เกือบครึ่งของผู้ตอบรู้สึกว่าการเมืองไทยกำลังแย่ลง ขณะที่อีกส่วนใหญ่ก็เห็นว่าไม่ดีไปกว่าเดิม สะท้อนถึง “วิกฤตความเชื่อมั่น” ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย
  2. คาดหวังสูงต่อผู้นำและนโยบาย – ประชาชนต้องการผู้นำที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง ซื่อสัตย์ และฟังเสียงประชาชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ยก “การปราบปรามทุจริต” ขึ้นเป็นวาระแรกควบคู่กับการแก้หนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพ
  3. ให้ความสำคัญกับตัวบุคคลมากขึ้น – ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมเปลี่ยนใจจากพรรคที่เคยชอบ หากไม่พอใจชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผู้นำแต่ละคนจะเป็น “ตัวแปรชี้ขาด” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ในบริบทเช่นนี้ พรรคการเมืองที่สามารถ “ฟัง” เสียงประชาชนอย่างจริงจัง นำเสนอทางออกเศรษฐกิจที่จับต้องได้ เดินหน้าปฏิรูปกลไกปราบโกงอย่างเป็นรูปธรรม และเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนเชื่อถือได้จริง ย่อมมีโอกาส “ครองใจ” ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก

ผลสำรวจครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเอกสารตัวเลข แต่เป็น “เข็มทิศ” ที่สะท้อนว่า การเมืองไทยในสายตาประชาชนวันนี้ กำลังต้องการทั้ง “ความหวังใหม่” และ “ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้” จากทุกฝ่ายในระบบการเมือง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll)
  • สถาบันพระปกเกล้า
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ปราบสแกมเมอร์ทำชีวิตหยุดนิ่ง! สัญญาณมือถือชายแดนเชียงรายถูกตัด สู่ปัญหาใหญ่ระดับชาติขาดมาตรการเยียวยา

เชียงรายร้องสัญญาณมือถือหายทั้งตำบล สะท้อนปัญหาใหญ่ระดับชาติ ร้องเรียนผู้บริโภคพุ่ง “สินค้าออนไลน์–มือถือ–อีเวนต์–รถ EV” เสี่ยงซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำดิจิทัล

เชียงราย, 14 ธันวาคม 2568 – เสียงสะท้อนจากประชาชนในอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ที่ออกมาร้องเรียนว่า “โทรศัพท์เหมือนถูกตัดเข้าโหมดเครื่องบินทั้งตำบล” ตลอดช่วงเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงสะท้อนความลำบากในชีวิตประจำวันของคนชายแดน แต่ยังชี้ไปยังปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัล เมื่อมาตรการด้านความมั่นคงและการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากเข้าไม่ถึงบริการสื่อสารที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยที่ยังไม่มีมาตรการเยียวยาอย่างชัดเจน

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับตัวเลขร้องเรียนระดับประเทศที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามรายงาน “ภาวะสังคมไทยไตรมาส 3 ปี 2568” ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งสะท้อนว่า ผู้บริโภคไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงใหม่ ๆ จากเทคโนโลยี การซื้อขายออนไลน์ รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ตที่เติบโตเร็ว แต่การกำกับดูแลยังตามไม่ทัน

ภาพรวมร้องเรียนไตรมาส 3/2568 สินค้าออนไลน์–โทรคมนาคม ครองแชมป์ปัญหาผู้บริโภค

รายงานของ สศช. อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสำนักงาน กสทช. ระบุว่า ในไตรมาส 3 ปี 2568 ประเทศไทยมีเรื่องร้องเรียนด้านการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในส่วนของกิจการโทรคมนาคม สำนักงาน กสทช. ได้รับเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น 449 เรื่อง เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 44.8 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยแบ่งเป็น

  • ปัญหาโทรศัพท์เคลื่อนที่ 320 เรื่อง
  • ปัญหาอินเทอร์เน็ต 124 เรื่อง
  • ปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนหนึ่ง

เมื่อพิจารณาตามลักษณะปัญหา พบว่า

  • “คุณภาพการให้บริการ” เป็นประเด็นร้องเรียนสูงสุด 157 เรื่อง
  • รองลงมาคือ “คุณภาพสัญญาณ” 105 เรื่อง
  • ตามด้วยปัญหาการคิดค่าบริการ การรับข้อความ SMS และการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ฯลฯ

ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำว่า แม้ระบบสื่อสารจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งต่อเศรษฐกิจดิจิทัลและชีวิตประจำวัน แต่ผู้บริโภคยังเผชิญทั้งปัญหาคุณภาพบริการและความไม่แน่นอนของสัญญาณในหลายพื้นที่

ด้าน สคบ. รายงานว่ามีเรื่องร้องเรียนรวม 9,236 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 34 โดยประเภทปัญหาเปลี่ยนโฉมไปตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันสู่โลกออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ

เมื่อลงลึกถึงประเภทสินค้าและบริการ พบว่า

  • “สินค้าออนไลน์” มีการร้องเรียนสูงสุด 3,656 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 39.6 ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด
  • รองลงมาคือ “รถยนต์” 509 เรื่อง
  • ที่พักโรงแรม/อพาร์ตเมนต์ 448 เรื่อง
  • อุปกรณ์ไฟฟ้า อาหารเสริม ศูนย์บริการ และจองตั๋วเดินทาง ฯลฯ ตามลำดับ

โดยในกลุ่มบริการ มีเรื่องร้องเรียน 1,439 เรื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นปัญหาจากธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ต ตั้งแต่การเปลี่ยนเงื่อนไขโดยไม่แจ้งล่วงหน้า การบังคับสมัครสมาชิกพิเศษเพื่อกดบัตร การยกเลิกกิจกรรมแล้วไม่คืนเงิน ไปจนถึงการใช้บอทกว้านซื้อบัตรเพื่อขายต่อในราคาสูงเกินควร

ข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภคระบุว่า ระหว่างปี 2564–2568 มีการร้องเรียนเกี่ยวกับธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ตสูงถึง 9,053 เรื่อง มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 32.9 ล้านบาท สะท้อนว่าความบันเทิงที่ควรให้ความสุข กลับกลายเป็นแหล่งความเสี่ยงของผู้บริโภคจำนวนไม่น้อย

เมื่อสัญญาณถูก “ตัด” เพื่อปราบสแกมเมอร์ ชีวิตชายแดนเชียงรายที่หยุดนิ่ง

ท่ามกลางตัวเลขร้องเรียนที่เพิ่มสูงขึ้น กรณีเชิงรูปธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในจังหวัดเชียงรายทำให้ปัญหา “คุณภาพสัญญาณ” จากสถิติระดับชาติ กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและจับต้องได้ทันที

ประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่สายและอำเภอเชียงของหลายตำบล ร้องเรียนมายังทีมข่าวท้องถิ่นว่า สัญญาณโทรศัพท์เครือข่าย AIS ในบางพื้นที่ถูกตัดขาดแทบทั้งตำบล โดยเฉพาะบริเวณแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง ซึ่งสัญญาณหายไปเกือบ 100% ทำให้ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต หรือแอปพลิเคชันทางการเงินได้เลย

ผู้ร้องเรียนบางรายระบุว่า เมื่อต้องออกจากบ้านและไม่มีสัญญาณ Wi-Fi โทรศัพท์จะกลายเป็นเหมือน “โหมดเครื่องบิน” ทันที ไม่สามารถติดต่อธุรกิจ ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว หรือรับ–ส่งข้อมูลสำคัญได้ ขณะที่เครือข่ายอื่นอย่าง dtac และ true ยังใช้งานได้ตามปกติ

ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า ในหลายจุดตามแนวชายแดน สัญญาณ AIS ไม่สามารถใช้งานได้จริงตรงกับคำร้องเรียนของประชาชน โดยข้อมูลเบื้องต้นจากผู้ร้องเรียนระบุว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้ขอความร่วมมือ กสทช. ให้จำกัดหรือปิดสัญญาณบางย่านความถี่ตามแนวชายแดน เพื่อสกัดกั้นการใช้ซิมไทยของแก๊งสแกมเมอร์และขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ที่มักตั้งฐานอยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน

แม้เจตนารมณ์ด้านความมั่นคงทางดิจิทัลจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับกระทบตรงกับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ตและแอปธนาคารในการทำธุรกรรมประจำวัน เช่น พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย คนขับรถส่งของ นักเรียน นักศึกษา และครอบครัวที่มีสมาชิกทำงานต่างจังหวัดซึ่งต้องติดต่อกันผ่านโทรศัพท์มือถือ

จนถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ยังไม่มีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนจากทั้งผู้ให้บริการเครือข่ายและหน่วยงานกำกับดูแล ขณะที่เหตุการณ์ดังกล่าวอาจกลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญว่าการตัดสินใจด้านนโยบายที่ “มุ่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์” หากขาดการประเมินผลกระทบด้านสิทธิผู้บริโภคอย่างรอบด้าน อาจสร้างความเสียหายต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ออนไลน์พุ่ง – EV สะดุด – คอนเสิร์ตป่วน ภูมิทัศน์ใหม่ของความเสี่ยงผู้บริโภคไทย

นอกจากปัญหาสัญญาณโทรศัพท์แล้ว ข้อมูลจาก สคบ. และสภาองค์กรของผู้บริโภคยังฉายภาพชัดเจนว่า คนไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงในหลายมิติที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว

  1. สินค้าออนไลน์: เมื่อ “คลิกสั่งซื้อ” แปลว่าเปิดช่องรับความเสี่ยง

สินค้าออนไลน์กลายเป็นหมวดที่มีการร้องเรียนสูงที่สุดถึง 3,656 เรื่อง หรือเกือบ 4 ใน 10 ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด ปัญหาหลักคือ “ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากร้านค้า” ตั้งแต่ไม่ได้รับสินค้า สินค้าไม่ตรงปก สินค้าชำรุด ไม่มีการรับผิดชอบ ไปจนถึงการโฆษณาเกินจริง

ปรากฏการณ์ “ไลฟ์ขายของ” ที่เติบโตอย่างรวดเร็วผ่านแพลตฟอร์มโซเชียล ทำให้การซื้อขายเข้าถึงง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ผู้ค้าและอินฟลูเอนเซอร์บางกลุ่มใช้ความคล่องตัวของแพลตฟอร์มเป็นเกราะกำบัง ไม่ขออนุญาตโฆษณาจาก อย. ขายอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่อาจไม่ปลอดภัย ใช้กลยุทธ์เรียกความเชื่อถือจากผู้ติดตามจำนวนมาก แต่กลับไม่รับผิดชอบเมื่อสินค้ามีปัญหา

สภาพัฒน์เสนอว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องยกระดับการกำกับดูแลการขายสินค้าผ่านไลฟ์อย่างจริงจัง ทั้งการกำหนดมาตรฐานให้ผู้ไลฟ์และอินฟลูเอนเซอร์ต้องมีใบรับรองในบางประเภทสินค้า การร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ในการเพิ่มช่องทางร้องเรียน และการถอดถอนสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากระบบ รวมถึงการเผยแพร่คู่มือการขาย–โฆษณาสินค้าที่ถูกต้องของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ให้ผู้ค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

  1. รถยนต์ไฟฟ้า (EV): ก้าวสู่อนาคตสีเขียว แต่บริการหลังการขายยัง “แดง”

กลุ่มรถยนต์ถูกยกให้เป็นประเภทสินค้าที่มีการร้องเรียนเป็นอันดับ 2 จำนวน 509 เรื่อง โดยส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังได้รับความนิยม แต่โครงสร้างบริการหลังการขายยังไม่พร้อมเท่าที่ควร

งานวิจัย “โครงการศึกษาการใช้รถยนต์ไฟฟ้า” ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค ปี 2568 สะท้อนว่า ผู้ใช้รถ EV จำนวนไม่น้อยเผชิญปัญหาการรออะไหล่นาน บางกรณีต้องรออะไหล่ถึง 7 เดือน ขณะที่ศูนย์บริการยังมีไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ใช้รถจำนวนมากเสียโอกาสในการประกอบอาชีพและการเดินทาง แต่กลับไม่ได้รับการชดเชยหรือเยียวยาอย่างเป็นธรรม

แม้ สคบ. จะประกาศให้รถ EV เป็นสินค้าควบคุมฉลาก กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องระบุข้อมูลสำคัญ เช่น กำลังมอเตอร์ ความจุแบตเตอรี่ ระยะทางต่อการชาร์จ และรายละเอียดการรับประกันแบตเตอรี่ เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจบนข้อมูลที่ครบถ้วน แต่สภาพัฒน์ชี้ว่า ยังจำเป็นต้องพิจารณากำหนดมาตรฐานเพิ่มเติมด้านการซ่อมบำรุงและการรับประกันบริการหลังการขาย เพื่อสร้างกลไกคุ้มครองผู้ใช้รถ EV ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

  1. ธุรกิจอีเวนต์–คอนเสิร์ต: เมื่อบัตรหายยากกว่าหาเงิน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจคอนเสิร์ตและอีเวนต์เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาการเอาเปรียบผู้บริโภคในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การบังคับสมัครสมาชิกพิเศษก่อนกดบัตร การจัดระบบขายบัตรที่ไม่เสถียร การยกเลิกงานกระทันหันโดยไม่คืนเงิน ไปจนถึงการใช้บอทซื้อบัตรจำนวนมากแล้วนำมาขายต่อในราคาที่สูงเกินจริง

ข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภคชี้ว่า ระหว่างปี 2564–2568 มีการร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวรวม 9,053 เรื่อง มูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 32.9 ล้านบาท ตัวเลขนี้ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า ระบบขายบัตรในปัจจุบันคุ้มครองผู้บริโภคเพียงพอหรือไม่

สภาพัฒน์เสนอว่า กรมการค้าภายในและ สคบ. ควรหารือเพื่อกำหนดมาตรการกำกับดูแลธุรกิจอีเวนต์–คอนเสิร์ตอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การกำหนดเงื่อนไขการให้บริการ การคืนเงิน ไปจนถึงการขายต่อ (resale) พร้อมเสนอให้ศึกษาแนวทางของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งได้แก้ไขกฎหมายการแสดงสาธารณะ (Public Performance Act 2023) ห้ามใช้โปรแกรมอัตโนมัติในการซื้อบัตรคอนเสิร์ตเพื่อนำไปขายต่อ โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับสูงสุด 10 ล้านวอน

ช่องโหว่กำกับดูแล–เสียงประชาชน จุดที่รัฐต้องเร่งฟังให้มากขึ้น

จากภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่า “เสียงร้องเรียน” ไม่ได้มีความหมายเพียงตัวเลขในรายงานประจำไตรมาส แต่คือสัญญาณเตือนถึงช่องโหว่ในระบบกำกับดูแลที่อาจกำลังขยายวงกว้าง โดยเฉพาะในสังคมที่การใช้เทคโนโลยีและบริการดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

กรณีสัญญาณมือถือใน อ.เชียงของ และพื้นที่ชายแดนเชียงรายที่ถูกจำกัดเพื่อปราบแก๊งสแกมเมอร์ แต่กลับทำให้ประชาชนจำนวนมาก “ถูกตัดออกจากโลกดิจิทัล” เป็นตัวอย่างสำคัญของการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ขาดการสื่อสารและกลไกเยียวยาที่รัดกุม หากไม่มีช่องทางให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถร้องเรียนและได้รับคำชี้แจงอย่างโปร่งใส ปัญหาความไม่ไว้วางใจต่อรัฐและผู้ให้บริการเอกชนอาจทวีความรุนแรง

สภาพัฒน์ย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ได้แก่

  1. การกำกับดูแลการขายสินค้าผ่านไลฟ์ (Live Commerce) ให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งในมิติการโฆษณา ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภค
  2. การยกระดับมาตรฐานบริการหลังการขายของรถ EV เพื่อให้สอดรับกับนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในระดับประเทศ
  3. การออกมาตรการเฉพาะสำหรับธุรกิจอีเวนต์–คอนเสิร์ต โดยเรียนรู้จากประเทศที่มีระบบควบคุมบอทและการขายบัตรเกินราคาที่เห็นผลชัดเจน

ในด้านกิจการโทรคมนาคม กรณีร้องเรียนเพิ่มขึ้นเกือบครึ่งหนึ่งในเวลาเพียงปีเดียว ตลอดจนปัญหาคุณภาพสัญญาณตามแนวชายแดน ยิ่งทำให้ความคาดหวังต่อบทบาทของ กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่ายสูงขึ้น ทั้งในเรื่องการสื่อสารข้อมูล การชดเชยกรณีบริการขัดข้อง และการสร้างกลไกแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนดำเนินมาตรการที่กระทบประชาชนวงกว้าง

ทางเลือกของประชาชน ใช้สิทธิ–ใช้เสียง อย่างมีข้อมูล

ในสถานการณ์ที่ความเสี่ยงของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้นทั้งจากโลกออนไลน์และโลกจริง หน่วยงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคย้ำว่า ประชาชนไม่ควรนิ่งเฉยเมื่อพบปัญหา

  • กรณีสินค้าและบริการทั่วไป รวมถึงสินค้าออนไลน์ รถยนต์ และบริการอีเวนต์–คอนเสิร์ต สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือเว็บไซต์ที่ระบุในรายงานของ สคบ. เพื่อให้มีหลักฐานทางการในการติดตามผล
  • กรณีปัญหาสัญญาณโทรศัพท์ คุณภาพอินเทอร์เน็ต ค่าบริการ หรือบริการด้านโทรคมนาคมอื่น ๆ สามารถติดต่อสำนักงาน กสทช. ผ่านช่องทางร้องเรียนที่เปิดให้บริการ พร้อมแนบหลักฐานการใช้งานและความเสียหายที่เกิดขึ้น
  • ในกรณีที่ปัญหามีมูลค่าความเสียหายสูงหรือเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้บริโภคจำนวนมาก เช่น การจัดคอนเสิร์ตหรือกิจกรรมใหญ่ ผู้เสียหายสามารถประสานงานกับสภาองค์กรของผู้บริโภคเพื่อรวมกลุ่มฟ้องคดีแบบกลุ่ม (class action) หรือผลักดันให้มีการทบทวนกฎระเบียบระดับนโยบาย

สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดนเชียงรายที่ได้รับผลกระทบจากการจำกัดสัญญาณมือถือ การรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาสัญญาณหาย พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และผลเสียหายต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และนำไปร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล จะช่วยให้เสียงของพื้นที่ถูกบันทึกไว้ในระบบทางการ มากกว่าการเป็นเพียงเรื่องเล่าปากต่อปาก

จาก “ตัวเลขร้องเรียน” สู่ “เข็มทิศนโยบาย”

ตัวเลข 449 เรื่องร้องเรียนด้านโทรคมนาคม และ 9,236 เรื่องร้องเรียนต่อ สคบ. ในไตรมาส 3 ปี 2568 อาจดูเป็นเพียงสถิติหนึ่งในรายงานภาวะสังคม แต่เมื่อเชื่อมโยงกับเสียงจากพื้นที่จริงอย่างเชียงราย ภาพรวมที่ปรากฏคือ “ความเปราะบางใหม่” ของผู้บริโภคไทยในยุคที่ทุกอย่างเชื่อมต่อผ่านสัญญาณและแพลตฟอร์มดิจิทัล

สินค้าออนไลน์ที่ร้องเรียนสูงสุด 3,656 เรื่อง ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำกับดูแล Live Commerce อย่างจริงจัง รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังถูกผลักดันในฐานะอนาคตของการเดินทาง กลับเผชิญปัญหาบริการหลังการขายที่ยังไม่พร้อม ขณะที่ธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ต ซึ่งควรเป็นพื้นที่แห่งความสุข กลับสร้างความเสียหายหลายหมื่นคดีในช่วงไม่ถึง 5 ปี

กรณีสัญญาณ AIS ตามแนวชายแดนเชียงรายที่หายไปเกือบ 1 เดือน เป็นสัญลักษณ์ชัดเจนว่า หากนโยบายด้านความมั่นคงดิจิทัลขาดกลไกคุ้มครองประชาชน อาจทำให้ “คนตัวเล็ก” กลายเป็นผู้รับภาระตัวจริงในสงครามกับอาชญากรรมออนไลน์

ในระยะยาว การลดตัวเลขร้องเรียนและป้องกันความเสียหายต่อผู้บริโภค จะต้องอาศัยทั้งการบังคับใช้กฎหมายที่ทันสมัย การทำงานเชิงรุกของหน่วยงานรัฐ การรับผิดชอบของภาคเอกชน และการใช้สิทธิร้องเรียนของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ ทุกฝ่ายต้องมอง “เสียงร้องเรียน” ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นเข็มทิศให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยเดินหน้าไปสู่ความเป็นธรรมและความปลอดภัยที่แท้จริงในยุคดิจิทัล

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
  • ข้อมูลการร้องเรียนผู้บริโภคด้านสินค้าและบริการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสภาองค์กรของผู้บริโภค (ช่วงปี 2564–2568)
  • รายงานวิจัย “โครงการศึกษาการใช้รถยนต์ไฟฟ้า” มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค (ปี 2568)
  • ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)
  • ข้อมูลร้องเรียนกรณีปัญหาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ในพื้นที่อำเภอแม่สายและอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จากทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์และผู้ร้องเรียนในพื้นที่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

จากคาดเดาเป็นคาดการณ์! เชียงรายผสาน Mobile Mapping และ Lidar สร้างแผนที่น้ำท่วม 3 มิติ รับมือภัยพิบัติซ้ำซาก

เชียงรายเปิด “เชียงรายโมเดล” ยกระบบเตือนภัยอัจฉริยะ เปลี่ยนจาก ‘คาดเดา’ เป็น ‘คาดการณ์’ ด้วยข้อมูลท่วม 1,512 จุดและเทคโนโลยี Mobile Mapping Survey

เชียงราย, 13 ธันวาคม 2568 – ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย เต็มไปด้วยตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย และชุมชนในเช้าวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา เมื่อจังหวัดเชียงรายประกาศ “เปลี่ยนเกม” การรับมืออุทกภัย ผ่านการเปิดตัวโครงการ Kick Off การพัฒนาชุมชน เพื่อรู้รับปรับฟื้นจากน้ำท่วม จังหวัดเชียงราย (Beyond Recovery Project) ที่มุ่งยกระดับการบริหารจัดการน้ำท่วมจากระบบเดิมที่อาศัยประสบการณ์และการคาดเดา ไปสู่ยุคใหม่ที่ใช้ข้อมูลจริงและเทคโนโลยีขั้นสูงเป็นฐานในการตัดสินใจ

โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างจังหวัดเชียงราย มูลนิธิเตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งประเทศไทย (TDPF) เครือข่าย 19 มหาวิทยาลัยด้านภัยพิบัติ (Thai Network for Disaster Resilience – TNDR) หน่วยงานท้องถิ่น รวมทั้งเครือข่ายอาสาสมัครและชุมชนในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายสร้าง “ต้นแบบเชียงราย” ในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และนำไปขยายผลสู่พื้นที่เสี่ยงอื่นของประเทศ

ในพิธีเปิด นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เน้นย้ำว่า น้ำท่วมไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติที่เกิดแล้วจบ แต่คือความท้าทายที่กระทบต่อชีวิต เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของจังหวัด จำเป็นต้องมี “ระบบใหม่” ที่ช่วยให้ทุกฝ่ายมองเห็นภาพเดียวกันของความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจรับมือในแต่ละครั้ง

หัวใจของเชียงรายโมเดล เก็บข้อมูลจริง 1,512 จุดด้วยเทคโนโลยี 3 มิติ

แกนกลางของโครงการ Beyond Recovery Project คือการสำรวจและทำเครื่องหมายระดับน้ำท่วม (Flood Marks) อย่างเป็นระบบควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี Mobile Mapping Survey (MMS) เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่ละเอียดและเชื่อถือได้เป็นครั้งแรกของจังหวัด

ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ทีมสำรวจจากมูลนิธิ TDPF ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย และหน่วยงานท้องถิ่น ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลในเขตเมืองเชียงรายและตำบลที่เผชิญน้ำท่วมซ้ำซาก รวม 7 ตำบล ได้แก่ ตำบลดอยฮาง ริมกก เวียง แม่ข้าวต้ม บ้านดู่ รอบเวียง และแม่ยาว

ผลการสำรวจพบว่า สามารถติดตั้งและบันทึกหมุดน้ำท่วมรวมทั้งสิ้น 1,512 จุด แยกเป็น

  • ต.ดอยฮาง 63 จุด
  • ต.ริมกก 455 จุด
  • ต.เวียง 35 จุด
  • ต.แม่ข้าวต้ม 201 จุด
  • ต.บ้านดู่ 272 จุด
  • ต.รอบเวียง 387 จุด
  • ต.แม่ยาว 99 จุด

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง “สถิติ” แต่คือร่องรอยระดับน้ำจริงในเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ซึ่งบอกให้เห็นทั้งความสูง ระยะเวลาขัง และรูปแบบการไหลของน้ำในแต่ละย่าน เมื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับภูมิประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน และการใช้ประโยชน์ที่ดิน จะทำให้จังหวัดมี “แผนที่ความเสี่ยง” ที่ชัดเจนกว่าที่เคยมีมา

ข้อมูลระดับน้ำในแต่ละจุดถูกบันทึกด้วยเทคโนโลยี Mobile Mapping Survey (MMS) ที่ผสานกล้องถ่ายภาพรอบทิศและระบบ Lidar ทำให้ได้ภาพและข้อมูลเชิงพื้นที่แบบสามมิติที่มีความละเอียดในระดับเซนติเมตร ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปพัฒนาเป็นแผนที่น้ำท่วมดิจิทัลฉบับปรับปรุงของจังหวัดเชียงราย โดยอ้างอิงกับระดับน้ำทะเลปานกลาง เพื่อใช้ในการจำลองสถานการณ์น้ำท่วมล่วงหน้า กำหนดระดับน้ำคาดการณ์ และระบุพื้นที่เสี่ยงได้อย่างแม่นยำกว่าการใช้แผนที่สองมิติแบบเดิม

ที่สำคัญ ชาวบ้านในแต่ละชุมชนไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ให้ข้อมูล” แบบครั้งคราว แต่ถูกเชิญให้ร่วมบอกเล่าประสบการณ์น้ำท่วมในอดีต จุดที่ท่วมซ้ำซาก เส้นทางน้ำไหล รวมถึงจุดอพยพที่ใช้จริงในภาวะวิกฤติ ข้อมูลเชิงประสบการณ์เหล่านี้จึงถูกผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อให้ฐานข้อมูลสะท้อนความเป็นจริงในพื้นที่อย่างแท้จริง

จากห้องประชุมสู่หมู่บ้าน ลงพื้นที่ฟังเสียงชุมชนเสี่ยงซ้ำซาก

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน คณะผู้ร่วมประชุมจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคได้ออกจากห้องประชุมไปพบปะตัวแทนชุมชนในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก ณ เทศบาลตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย และหมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร พร้อมลงเรือสำรวจแนวตลิ่งและบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายบริเวณท่าปางช้างแม่ยาว

ผู้นำชุมชนสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่ยืดเยื้อจากอุทกภัย ทั้งในมิติรายได้ครัวเรือน การซ่อมแซมบ้านเรือน และผลต่อกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ ขณะเดียวกันก็เสนอแนวทางที่อยากเห็น เช่น จุดอพยพที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้เร็ว เส้นทางเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง การจัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครเตือนภัยในชุมชน รวมถึงการมีข้อมูลล่วงหน้าที่เชื่อถือได้ เพื่อไม่ให้ต้องรื้อของหนีน้ำ “แบบเดาสุ่ม” เหมือนหลายครั้งในอดีต

ข้อมูลจากการลงพื้นที่ครั้งนี้จะถูกนำกลับเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อใช้ในการกำหนดพื้นที่เปราะบาง ลำดับความเร่งด่วนของการแก้ปัญหา และออกแบบมาตรการเชิงพื้นที่ที่ตอบโจทย์บริบทของแต่ละชุมชนได้ดียิ่งขึ้น

TNDR ย้ำ 4 ภารกิจหลัก: งานวิจัยต้องลงสู่มือชุมชน

บนเวทีเสวนา ดร.พิจิตต รัตตกุล ประธานเครือข่าย 19 มหาวิทยาลัยด้านภัยพิบัติ (TNDR) ระบุชัดว่า เป้าหมายของเครือข่ายไม่ใช่การผลิตรายงานทางวิชาการเพื่อเก็บไว้บนชั้นหนังสือ หากแต่ต้องการสร้าง “ต้นแบบการจัดการน้ำท่วมที่ใช้ได้จริง” ในพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนที่เผชิญน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี

TNDR จึงกำหนดภารกิจหลัก 4 ประการ ได้แก่

  1. พัฒนาโมเดลระบบจัดการน้ำท่วมและการคาดการณ์ล่วงหน้า ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นได้ในอนาคต
  2. ส่งเสริมให้ท้องถิ่นเข้าถึงและใช้ข้อมูล–เทคโนโลยีได้จริง ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงในวงนักวิชาการ
  3. ถ่ายทอดองค์ความรู้ สร้างศักยภาพให้หน่วยงานท้องถิ่นและชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
  4. ขยายผลต้นแบบจากเชียงรายไปยังพื้นที่เสี่ยงอื่น เช่น อำเภอหาดใหญ่ และจังหวัดยะลา ที่มีรูปแบบความเสี่ยงจากน้ำท่วมแตกต่างกัน แต่สามารถใช้หลักคิดเดียวกันได้

การวางภารกิจในลักษณะนี้สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของสถาบันการศึกษาจาก “ผู้ศึกษาและวิเคราะห์” มาเป็น “หุ้นส่วนด้านการป้องกันและฟื้นฟู” ร่วมกับหน่วยงานรัฐและประชาชนในพื้นที่

เสียงจากปภ.และท้องถิ่น เมื่อระบบเตือนภัยยัง “จำกัดมาก”

การเสวนาเชิงระบบในเวทีเดียวกันได้เปิดพื้นที่ให้หน่วยงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสะท้อนภาพรวมของการบริหารจัดการน้ำท่วมในปัจจุบัน

ตัวแทนจากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.) ชี้ให้เห็นว่า แม้จังหวัดเผชิญน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง แต่ระบบข้อมูลที่ใช้ในการคาดการณ์ยังมีข้อจำกัด ทั้งในด้านจำนวนสถานีวัดระดับน้ำ ความครอบคลุมของข้อมูลฝน และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทำให้การเตือนภัยล่วงหน้ายังทำได้จำกัด

ผู้นำท้องถิ่นและตัวแทนหน่วยงานโยธาธิการต่างยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการป้องกันน้ำท่วมเมือง หรือการปรับปรุงระบบระบายน้ำ มีความจำเป็น แต่จะไม่เพียงพอหากไม่มี “ระบบข้อมูลเตือนภัยที่ทันสมัย” ทำงานไปพร้อมกัน

ในอีกด้านหนึ่ง สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงรายได้นำประสบการณ์หลังเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2567 มาสะท้อนมิติที่มักถูกมองข้าม นั่นคือความเสียหายทางเศรษฐกิจระดับจังหวัด โดยระบุว่า หลังเกิดเหตุทัวร์ท่องเที่ยวถูกยกเลิกมากถึงร้อยละ 98 รายได้ของโรงแรม ร้านอาหาร มัคคุเทศก์ และธุรกิจบริการเกี่ยวเนื่อง “หายไปเกือบทั้งระบบ” ซึ่งชี้ให้เห็นว่า น้ำท่วมไม่ใช่ภัยของชุมชนริมลำน้ำเท่านั้น แต่กระทบถึงเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างของทั้งจังหวัด

ข้อมูลเหล่านี้ทำให้การจัดทำ Flood Map และระบบเตือนภัยเชิงรุกไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางเทคนิค แต่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวในระยะยาว

โมเดล “รู้–รับ–ปรับ–ฟื้น” สูตรใหม่ของเมืองที่ท่วมซ้ำ

หนึ่งในกรอบคิดที่ได้รับความสนใจอย่างมากในเวที คือแนวคิด “รู้–รับ–ปรับ–ฟื้น” ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นเข็มทิศให้เมืองที่เผชิญภัยน้ำท่วมซ้ำซาก

  1. รู้ความเสี่ยง – ใช้ข้อมูลสามมิติจาก MMS ผนวกกับ Flood Marks และการมีส่วนร่วมของชุมชน ทำให้ทุกฝ่ายมองเห็นภาพเดียวกันว่า พื้นที่ใดเสี่ยงมาก–เสี่ยงน้อย ระดับน้ำคาดการณ์จะสูงเพียงใด และเส้นทางน้ำหลักคือจุดใดบ้าง
  2. รับมือได้ – สร้างระบบเตือนภัยท้องถิ่น จุดอพยพ เส้นทางเคลื่อนย้าย และเครือข่ายอาสาสมัครในชุมชน โดยเน้นการดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง เพื่อให้สามารถตัดสินใจอพยพได้ทันเวลาโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
  3. ปรับพื้นที่–ปรับชีวิตให้ทนทาน – นำข้อมูลจาก Flood Map มาใช้วางผังเมือง กำหนดพื้นที่แก้มลิงชุมชน ปรับโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่เกษตรให้เหมาะสม รวมถึงใช้การจำลองสถานการณ์สามมิติ (3D Simulation) เพื่อวางแผนโครงสร้างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อลดความเสียหายเมื่อเกิดน้ำท่วม
  4. ฟื้นฟูให้แข็งแรงกว่าเดิม – ใช้ข้อมูลมาตรฐานเป็นฐานในการฟื้นฟูบ้านเรือน ระบบสาธารณูปโภค และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิด “สร้างกลับให้ดีกว่าเดิม” ไม่ใช่เพียงการซ่อมให้กลับสู่สภาพเดิมก่อนเกิดเหตุ

แนวคิดดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเชียงราย แต่ถูกวางให้เป็นโมเดลที่ต่อยอดได้ทั้งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดยะลา ซึ่งล้วนเผชิญปัญหาน้ำท่วมในรูปแบบที่แตกต่างกัน หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ากับบริบทท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสม

สามแรงประสาน สร้างภูมิคุ้มกันระดับจังหวัด

การประชุมในครั้งนี้ทำให้เห็นชัดเจนว่า การบริหารจัดการน้ำท่วมยุคใหม่ต้องใช้ “สามแรงประสาน” ทำงานคู่กันอย่างเป็นระบบ ได้แก่

หนึ่ง เทคโนโลยีใหม่ – ทั้ง Mobile Mapping Survey, ระบบ Lidar, แผนที่สามมิติ และฐานข้อมูลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับระบบภูมิสารสนเทศ ซึ่งจะช่วยให้การวิเคราะห์ความเสี่ยงและการคาดการณ์ระดับน้ำมีความแม่นยำและทันเวลา

สอง ข้อมูลจากชุมชนจริง – ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์น้ำท่วมซ้ำซาก จุดที่น้ำไหลบ่า หรือเส้นทางอพยพที่ใช้จริง ข้อมูลเหล่านี้เป็น “องค์ความรู้ท้องถิ่น” ที่จำเป็นต้องถูกบันทึกอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การวางแผนไม่ขัดกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่

สาม ความร่วมมือของทุกภาคส่วน – ตั้งแต่มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐระดับชาติและจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคธุรกิจ ไปจนถึงเครือข่ายอาสาสมัครและชุมชน ความต่อเนื่องของกลไกความร่วมมือจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ “เชียงรายโมเดล” เดินหน้าได้จริง ไม่หยุดอยู่แค่บนเวทีสัมมนา

หากโครงการพัฒนาชุมชน เพื่อรู้รับปรับฟื้นจากน้ำท่วม สามารถขับเคลื่อนตามแผนที่วางไว้ เชียงรายจะไม่ใช่เพียงจังหวัดที่ “เคยประสบปัญหาน้ำท่วมหนัก” แต่จะกลายเป็นตัวอย่างของเมืองที่เปลี่ยนบทเรียนจากภัยพิบัติให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับระบบเตือนภัยและการบริหารจัดการความเสี่ยงของทั้งจังหวัด

จากวันนี้ที่ข้อมูลระดับน้ำท่วม 1,512 จุดเริ่มถูกแปลงเป็นแผนที่สามมิติและระบบเตือนภัยอัจฉริยะ เชียงรายจึงไม่ได้พึ่งพาเพียง “การคาดเดา” อีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่ยุคของ “การคาดการณ์บนฐานข้อมูลจริง” ที่พร้อมจะปกป้องชีวิต เศรษฐกิจ และอนาคตของชุมชนริมสายน้ำอย่างเป็นรูปธรรม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • มูลนิธิเตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งประเทศไทย (TDPF)
  • เครือข่าย 19 มหาวิทยาลัยด้านภัยพิบัติ (Thai Network for Disaster Resilience – TNDR)
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

มหาวิทยาลัยพะเยาเปิดตัว “หอม มพ. 1” ข้าวเหนียวลูกผสมต้านโรคไหม้ ผลผลิต 830 กก./ไร่ มั่นคงอาหารภาคเหนือ

พะเยาเปิดตัว “หอม มพ. 1” ข้าวเหนียวลูกผสม 3 สายพันธุ์ ผลผลิตเฉลี่ย 830 กก./ไร่ หวังยกระดับรายได้และความมั่นคงอาหารภาคเหนือ

พะเยา, 12 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางความผันผวนของราคาข้าวและภาวะเสี่ยงจากโรคพืชที่เกษตรกรไทยเผชิญมาหลายปี การพัฒนาพันธุ์ข้าวเหนียวใหม่ “หอม มพ. 1” โดยมหาวิทยาลัยพะเยา ร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยและหน่วยงานด้านการเกษตร กำลังถูกจับตามองว่าอาจเป็น “คำตอบใหม่” ให้กับชาวนาในภาคเหนือตอนบน ทั้งในมิติของผลผลิตที่แน่นอนขึ้น ต้นทุนที่บริหารจัดการได้ดีขึ้น และโอกาสสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน

ข้าวเหนียวพันธุ์ใหม่นี้ไม่เพียงตอบโจทย์เรื่อง “กินอร่อย–ปลูกได้จริง” เท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวทางการทำงานวิจัยเชิงระบบ ที่พยายามเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในขณะเดียวกันก็สร้าง “ความหวัง” ให้กับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ที่ต้องการพันธุ์ข้าวที่แข็งแรงกว่าเดิม และไม่เสี่ยงต่อความเสียหายจากโรคระบาดในแปลงนาเหมือนที่ผ่านมา

วิกฤตเงียบในท้องนา เมื่อ “กข6” ไม่ตอบโจทย์เหมือนเดิม

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา “กข6” เป็นชื่อที่คุ้นเคยในหมู่เกษตรกรภาคเหนือและอีสาน ข้าวเหนียวพันธุ์นี้ผูกพันกับวิถีชีวิตและอาหารพื้นบ้านของผู้คนจำนวนมาก แต่ในความคุ้นชินนั้น กลับซ่อนปัญหาที่สะสมเรื่อยมาจนกระทบต่อ “ความมั่นคงรายได้” ของชาวนาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัญหาหลักของพันธุ์กข6 ที่เกษตรกรสะท้อนตรงกัน คือ ข้าวพันธุ์นี้ “ไวต่อช่วงแสง” ทำให้ปลูกได้จำกัดเพียงบางฤดูกาล การวางแผนเพาะปลูกจึงขาดความยืดหยุ่น และเมื่อเจอการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือฝนฟ้าไม่เป็นใจ ความเสี่ยงในการเสียหายทั้งแปลงก็เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ กข6 ยังเป็นพันธุ์ที่ “มักเป็นโรคไหม้” ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายให้ต้นข้าวเป็นวงกว้าง หากเกิดในช่วงสำคัญของการออกรวง ผลผลิตที่ได้อาจลดฮวบกว่าครึ่งในปีใดปีหนึ่ง

ภายใต้แรงกดดันจากทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ตลาดข้าวโลกที่แข่งขันรุนแรง และสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนบ่อยครั้ง การพึ่งพาพันธุ์ข้าวแบบเดิมเพียงไม่กี่พันธุ์ จึงเริ่มกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ที่ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ผลผลิตต่อไร่” แต่เกี่ยวข้องกับอนาคตของเศรษฐกิจฐานรากและความมั่นคงด้านอาหารในระดับภูมิภาค

จากห้องทดลองสู่ท้องทุ่ง การเดินทางของ “หอม มพ. 1”

เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว ทีมวิจัยจากคณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไวพจน์ กันจู ได้เริ่มต้นโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวเหนียวที่ “ตอบโจทย์จริง” ทั้งด้านวิชาการและชีวิตจริงของชาวนา โดยตั้งเป้าหมายชัดเจนตั้งแต่ต้นว่า ข้าวพันธุ์ใหม่ต้อง

  • ไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ยืดหยุ่นขึ้น
  • ทนทานต่อโรคสำคัญอย่างโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง
  • ให้ผลผลิตต่อไร่ในระดับที่คุ้มค่า
  • มีกลิ่นหอมและคุณภาพเมล็ดที่เหมาะกับอาหารพื้นบ้านและการแปรรูป

ทีมวิจัยใช้ทั้ง “การปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม” และ “เทคโนโลยีดีเอ็นเอสมัยใหม่” มาช่วยคัดเลือกต้นที่มีศักยภาพดีที่สุดอย่างเป็นระบบ ข้าวเหนียว “หอม มพ. 1” จึงเป็นผลลัพธ์จากการผสมข้ามระหว่าง 3 สายพันธุ์ ได้แก่

  • สันป่าตอง 1 – พันธุ์พื้นบ้านที่ชาวเหนือคุ้นเคยในเรื่องกลิ่นหอม
  • กข6 – พันธุ์หลักเก่าแก่ที่ต้องการนำข้อดีบางประการมาปรับใช้
  • สายพันธุ์วิจัย RGD07585-5-B-MAS-12-1-MAS-14 – สายพันธุ์วิจัยที่นำมาเสริมเรื่องความทนทานต่อโรค

การคัดเลือกทีละรุ่นผ่านการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ได้ต้นแบบที่มีคุณสมบัติตามเป้าหมาย ทั้งด้านพันธุกรรมและลักษณะทางการเกษตร ก่อนจะได้รับการประเมินในแปลงทดลองและแปลงเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

ตัวเลขที่เล่าเรื่องได้ ผลผลิต 830 กิโลกรัมต่อไร่ และความแข็งแรงของต้นข้าว

หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่ทำให้ “หอม มพ. 1” ถูกจับตามอง คือ ผลผลิตเฉลี่ยที่ประมาณ 830 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับ “ดีมาก” เมื่อเทียบกับข้าวเหนียวพันธุ์ดั้งเดิมในหลายพื้นที่ที่มักเผชิญปัญหาโรคและสภาพอากาศจนผลผลิตแกว่งไปมา

ข้าวพันธุ์นี้มีลำต้นแข็งแรง ความสูงเฉลี่ยประมาณ 126 เซนติเมตร รวงยาว เมล็ดใหญ่ ช่วยให้การเก็บเกี่ยวเป็นไปอย่างสะดวก และลดความเสี่ยงจากการหักล้มในช่วงปลายฤดู นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติสำคัญคือ “ไม่ไวต่อช่วงแสง” ทำให้เกษตรกรวางแผนการปลูกได้ยืดหยุ่นกว่าเดิม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่มีความหลากหลายของระบบนาชลประทานและนาปี

ระยะเวลาตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวอยู่ที่ประมาณ 140–150 วัน เหมาะอย่างยิ่งกับ “นาปี” ในพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอ ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดด้านการใช้น้ำที่ยังจำเป็นในระบบ “นาปรัง” ก็อยู่ระหว่างการศึกษาต่อยอดของทีมวิจัย เพื่อให้สามารถปรับตัวพันธุ์ให้สอดคล้องกับสภาพน้ำในบางพื้นที่ได้มากขึ้นในอนาคต

ต้านโรคไหม้–ขอบใบแห้ง ลดต้นทุน ลดความเสี่ยง

โรคไหม้และโรคขอบใบแห้งเป็น “ฝันร้าย” ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวในหลายจังหวัดภาคเหนือ เมื่อเกิดการระบาดขึ้นในช่วงวิกฤตของวงจรการเจริญเติบโต ผลผลิตทั้งแปลงอาจเสียหายอย่างรวดเร็ว และต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายด้านสารป้องกันกำจัดโรคพืชที่สูงขึ้น

การที่ “หอม มพ. 1” ถูกออกแบบให้มีความต้านทานโรคไหม้ และทนโรคขอบใบแห้งได้ดี จึงมีนัยสำคัญมากกว่าตัวเลขเชิงวิชาการ เพราะหมายถึง

  • ความเสี่ยงจากการสูญเสียผลผลิตลดลง
  • ภาระต้นทุนด้านสารเคมีลดลง
  • ภาระงานดูแลรักษาแปลงนาลดลงในภาพรวม

เมื่อข้าวในนาแข็งแรงกว่าเดิม เกษตรกรย่อมมี “พื้นที่หายใจ” ในการวางแผนการผลิตมากขึ้น ไม่ต้องเดิมพันทั้งฤดูกาลกับโรคระบาดเพียงอย่างเดียว และเมื่อผลผลิตมีเสถียรภาพมากขึ้น การวางแผนขาย การต่อรองราคา ตลอดจนการวางแผนแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ก็มีความเป็นไปได้สูงขึ้นตามไปด้วย

กลิ่นหอม–เมล็ดสวย จากหม้อข้าวในครัวสู่ผลิตภัณฑ์ชุมชน

นอกจากความแข็งแรงในแปลงนา จุดเด่นอีกด้านของ “หอม มพ. 1” คือ “กลิ่นหอมและเนื้อสัมผัส” หลังการนึ่งที่ได้รับการเปรียบเทียบว่า “หอมชัด” กว่าสันป่าตอง 1 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่คนเหนือคุ้นเคยมานาน

เมื่อนึ่งเป็นข้าวเหนียวแล้วให้เนื้อสัมผัสที่นุ่ม เหมาะกับเมนูพื้นบ้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวหลาม เมนูหมกข้าว หรืออาหารร้านทั่วไป ขณะเดียวกัน เมล็ดข้าวที่มีขนาดใหญ่และเรียงตัวสวย ยังเหมาะอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเป็น “สินค้าเพิ่มมูลค่า” เช่น ขนมพื้นบ้านบรรจุแพ็กเกจ, ชุดของฝากสำหรับนักท่องเที่ยว หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ ภายใต้แบรนด์ชุมชน

เมื่อมองผ่านเลนส์เศรษฐกิจฐานราก คุณสมบัติเหล่านี้ช่วยเปิดทางให้ไม่เพียง “ขายข้าวเปลือก” แต่ยังต่อยอดไปสู่การขายข้าวสารบรรจุถุง ข้าวเหนียวแปรรูป หรือผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวชุมชนในอนาคตได้อย่างชัดเจน

มากกว่าพันธุ์พืชใหม่ เศรษฐกิจหมุนเวียนในหมู่บ้าน

เมื่อข้าวพันธุ์หนึ่งสามารถให้ผลผลิตสม่ำเสมอ ลดต้นทุน ลดความเสี่ยงจากโรค และมีคุณภาพเมล็ดที่ดี ก็ย่อมส่งผลต่อ “ระบบเศรษฐกิจในหมู่บ้าน” อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่โรงสีที่มีเมล็ดข้าวคุณภาพดีสำหรับแปรรูป ร้านอาหารท้องถิ่นที่มีวัตถุดิบมาตรฐาน ไปจนถึงกลุ่มแม่บ้านที่สามารถคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ จากข้าวพันธุ์เดียวกัน

การที่ “หอม มพ. 1” ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรอย่างเป็นทางการ และอยู่ระหว่างการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อกระจายสู่เกษตรกร จึงไม่ใช่เพียงก้าวย่างของงานวิจัยในมหาวิทยาลัย แต่เป็นการ “วางเมล็ดพันธุ์ทางเศรษฐกิจ” ให้กับหลายชุมชนในภาคเหนือตอนบน

สำหรับเกษตรกรรายย่อย ผลผลิตเฉลี่ยราว 830 กิโลกรัมต่อไร่ หากบริหารจัดการด้านต้นทุนและตลาดได้ดี ย่อมมีโอกาสสร้างรายได้ที่มั่นคงกว่าเดิม และเมื่อรายได้ของครัวเรือนเพิ่มขึ้น เงินก็หมุนเวียนกลับเข้าสู่ร้านค้า โรงสี กลุ่มแปรรูป และธุรกิจบริการในหมู่บ้านมากขึ้น เป็นวงจรเศรษฐกิจที่มี “ข้าว” เป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

 

พลังของเครือข่ายวิจัย จาก ม.พะเยา สู่ศูนย์วิจัยข้าวในภูมิภาค

เบื้องหลัง “หอม มพ. 1” ไม่ได้เป็นเพียงผลงานของมหาวิทยาลัยพะเยาเท่านั้น แต่เกิดจากความร่วมมือของหลายหน่วยงาน นักวิจัย และศูนย์วิจัยในพื้นที่

โครงการนี้มี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไวพจน์ กันจู เป็นหัวหน้า ร่วมกับ อาจารย์วราวุฒิ โล๊ะสุข จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน, นางสาวศิริพร กออินทร์ศักดิ์ และ ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รวมทั้งทีมผู้ช่วยวิจัยในพื้นที่ ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย และศูนย์วิจัยข้าวแพร่ ภายใต้กรมการข้าว ก็มีบทบาทสำคัญในการทดสอบพันธุ์ในสภาพแวดล้อมจริงของภาคเหนือตอนบน

ด้านงบประมาณและกรอบการวิจัย ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก. – องค์การมหาชน) ทำให้สามารถเดินหน้าทดลอง คัดเลือก และประเมินผลในระยะยาวจนได้พันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่จริง ไม่ใช่เพียงในแปลงทดลองในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น

เครือข่ายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นรูปแบบความร่วมมือ “ห่วงโซ่คุณค่า” ตั้งแต่ห้องทดลอง ไปจนถึงแปลงนาและโรงสีในชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการวิจัยด้านเกษตรสมัยใหม่ ที่ต้องเชื่อมองค์ความรู้กับข้อเท็จจริงในภาคสนามให้ได้มากที่สุด

เชื่อมวิชาการกับวิถีชุมชน “เกี่ยวข้าว ตีข้าว วิถีชาวล้านนา”

อีกหนึ่งภาพสะท้อนที่น่าสนใจ คือกิจกรรม “วิถีวัฒนธรรมแห่งท้องทุ่ง เกี่ยวข้าว ตีข้าว วิถีชาวล้านนา” ที่มหาวิทยาลัยพะเยาจัดขึ้น ณ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สุภกร พงศบางโพธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา เป็นประธานนำคณาจารย์ บุคลากร และนิสิต ร่วมลงแขกเกี่ยวข้าวเหนียว “หอม มพ. 1” ในแปลงสาธิต

กิจกรรมดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการ “ทดลองเก็บเกี่ยว” พันธุ์ข้าวใหม่ แต่ยังเป็นเวทีให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสกระบวนการทำนาแบบดั้งเดิม ตั้งแต่การเกี่ยวข้าว การตีข้าว ไปจนถึงการคัดแยกเมล็ด เป็นประสบการณ์ตรงที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการ เข้ากับภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับชุมชนในพื้นที่ การได้เห็นมหาวิทยาลัยไม่ยืนอยู่ห่างจากแปลงนา แต่ลงมาร่วมมือกับเกษตรกรในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ การทดลองปลูก ไปจนถึงการจัดกิจกรรมเรียนรู้ร่วมกัน ย่อมสร้าง “ความเชื่อมั่น” ว่า งานวิจัยที่เกิดขึ้นไม่ได้จบลงแค่ในรายงานหรือวารสารวิชาการ แต่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่จริง

อนาคตของ “หอม มพ. 1” จากพันธุ์ข้าวสู่ความมั่นคงทางอาหาร

แม้ “หอม มพ. 1” จะเพิ่งผ่านการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรและอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการผลิตเมล็ดพันธุ์เชิงระบบ แต่ในมุมมองเชิงนโยบายด้านเกษตรและความมั่นคงอาหาร พันธุ์ข้าวเหนียวชนิดนี้สะท้อนภาพที่ใหญ่กว่านั้นอย่างชัดเจน

ประการแรก ข้าวพันธุ์ที่ทนโรค ต้านโรคไหม้ และทนโรคขอบใบแห้งได้ดี ช่วยลดการพึ่งพาสารเคมีและลดต้นทุนของเกษตรกร ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเกษตรยั่งยืนและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ประการที่สอง การที่พันธุ์นี้ไม่ไวต่อช่วงแสง ทำให้มีความยืดหยุ่นในการปลูกมากขึ้น สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย และช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกในการวางแผนรอบการปลูกตามปริมาณน้ำและสภาพพื้นที่

ประการที่สาม กลิ่นหอมและคุณภาพเมล็ดที่เหมาะกับการแปรรูป ช่วยเปิดประตูสู่ “ห่วงโซ่มูลค่าเพิ่ม” ในระดับชุมชน ตั้งแต่การขายข้าวสารบรรจุถุงภายใต้แบรนด์ท้องถิ่น ไปจนถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ในหลายจังหวัดภาคเหนือ

ท้ายที่สุด การที่งานวิจัยนี้เกิดจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย ภาควิชาการ และศูนย์วิจัยข้าวในภูมิภาค แสดงให้เห็นว่า “ความมั่นคงทางอาหาร” ไม่ได้เป็นโจทย์ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นโจทย์ร่วมของทั้งระบบ ที่ต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการอย่างต่อเนื่อง

ภาพปลายทุ่ง เมื่อเมล็ดพันธุ์ใหม่กำลังจะถึงมือชาวนา

เมื่อแปลงสาธิตเริ่มให้ผลผลิตจริง กิจกรรมเกี่ยวข้าวและตีข้าวถูกจัดขึ้น ท่ามกลางนิสิต นักวิจัย และเกษตรกรที่ยืนมองเมล็ดข้าวเหนียว “หอม มพ. 1” ที่ร่วงหล่นจากฟ่อนข้าวลงสู่ลานนวด หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าตัวเลข 830 กิโลกรัมต่อไร่ หรือชื่อสายพันธุ์ RGD07585-5-B-MAS-12-1-MAS-14 หมายถึงอะไรในเชิงวิชาการ

แต่สำหรับชาวนา สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือคำตอบง่าย ๆ ว่า “ปลูกแล้วได้ผลไหม เสี่ยงน้อยลงหรือเปล่า และขายได้หรือไม่”

คำตอบเบื้องต้นจากการทดลองและการรับรองพันธุ์ คือ “หอม มพ. 1” มีศักยภาพที่จะช่วยให้คำถามเหล่านี้มีคำตอบที่ชัดเจนขึ้น ทั้งในแง่ของผลผลิตที่แน่นอน คุณภาพข้าวที่ดี และโอกาสในการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ เมื่อเมล็ดพันธุ์ถูกผลิตในปริมาณที่เพียงพอและกระจายไปถึงมือชาวนาในภาคเหนือตอนบน วิถีของชุมชนหลายแห่งอาจค่อย ๆ เปลี่ยนไปอย่างเงียบ ๆ แต่มั่นคง

ในวันที่ราคาข้าวโลกยังผันผวน และสภาพอากาศยังคาดเดายาก เมล็ดพันธุ์ที่แข็งแรงหนึ่งเมล็ดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของพันธุกรรมในต้นข้าว แต่คือ “โอกาสใหม่” ของครอบครัวหนึ่งครอบครัว และของชุมชนหนึ่งชุมชน ที่จะยืนหยัดอยู่บนผืนดินของตนเองต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรี

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา
  • ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง มหาวิทยาลัยพะเยา
  • โครงการวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวเหนียว “หอม มพ. 1” ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) (องค์การมหาชน)
  • สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
  • ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย และศูนย์วิจัยข้าวแพร่ กรมการข้าว
  • กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เลขาฯ ป.ป.ส. ชี้ หัวใจสำเร็จคือข่าวกรองข้ามแดน สกัดวงจรนักค้ายาที่ใช้เมียนมาเป็น “ที่หลบภัย”

เชียงรายรับตัวผู้ต้องหายาเสพติดจากเมียนมา 2 รายกลางสะพานมิตรภาพแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก สะท้อน “วาระแห่งชาติ” ปราบปรามยาเสพติดผ่านความร่วมมือข้ามแดน

เชียงราย, 11 ธันวาคม 2568 – บริเวณด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา แห่งที่ 2 อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในช่วงบ่ายของวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เป็นฉากสำคัญของปฏิบัติการด้านความมั่นคงครั้งล่าสุด เมื่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) รับมอบตัวผู้ต้องหาสัญชาติไทยที่หลบหนีหมายจับจากคดียาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติรวม 4 ราย จากทางการเมียนมา โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ 2 ราย ซึ่งถูกระบุว่าเป็น “ฟันเฟืองสำคัญ” ในเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามแดนที่เชื่อมโยงตั้งแต่ฝั่งผู้ผลิตในประเทศเพื่อนบ้านมาจนถึงตลาดผู้เสพในหลายจังหวัดของไทย

ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่กำหนดให้ “การปราบปรามยาเสพติด” เป็นวาระแห่งชาติ การส่งตัวผู้ต้องหาข้ามแดนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปิดคดีเฉพาะราย แต่สะท้อนการขยายผลของยุทธศาสตร์ด้านข่าวกรอง ยึดทรัพย์ และทำลายเครือข่าย ที่ต้องพึ่งพาความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด และใช้จังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายเป็นแนวหน้าของการรับมือปัญหายาเสพติดเชิงโครงสร้างในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและสามเหลี่ยมทองคำ

จากวาระแห่งชาติ สู่แนวหน้าแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก

การเคลื่อนไหวที่ชายแดนแม่สายในครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้นโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งประกาศให้การปราบปรามยาเสพติดเป็น “วาระแห่งชาติ” และมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรม นำโดย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขับเคลื่อนให้เกิดผลรูปธรรม ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหายาเสพติดในทุกมิติ ทั้งด้านความปลอดภัย สุขภาพ และเศรษฐกิจครัวเรือน

ประเทศไทยยังคงเผชิญภาระจากคดียาเสพติดในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากรายงานด้านเรือนจำและระบบยุติธรรมชี้ว่า ผู้ต้องขังในเรือนจำไทยกว่าครึ่ง – และในบางช่วงปีมากกว่าสองในสาม – เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด สะท้อนให้เห็นว่า “ยาเสพติด” ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาอาชญากรรมทั่วไป แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ซ้อนทับอยู่กับปัญหาความยากจน หนี้สิน และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมของประชาชนจำนวนมาก

ในระดับภูมิภาค พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำและแนวชายแดนไทย–เมียนมา–สปป.ลาว ยังคงถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตและเส้นทางลำเลียงเมทแอมเฟตามีนและสารเสพติดสังเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ทำให้จังหวัดชายแดนภาคเหนือของไทย รวมทั้งเชียงราย ต้องรับภาระการสกัดกั้นยาเสพติดที่ทะลักเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง การสกัดเส้นทางขนส่งและการตามล่า “ผู้สั่งการ” ที่ซ่อนตัวอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านจึงเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคนี้

เบื้องหลังปฏิบัติการ เมื่อข่าวกรองข้ามแดนทำงาน

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม 2568 พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เดินทางลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย พร้อมคณะผู้บริหารด้านความมั่นคงและฝ่ายปกครอง ทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อาทิ ปลัดจังหวัดเชียงราย นายอำเภอแม่สาย ผู้บริหารสำนักปราบปรามยาเสพติด ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารชายแดน กองกำลังผาเมือง ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และตัวแทนสำนักงานประสานงานชายแดนไทย–เมียนมา (TBC) เพื่อร่วมรับมอบตัวผู้ต้องหา ณ สะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา แห่งที่ 2 (แม่สาย–ท่าขี้เหล็ก)

การส่งตัวผู้ต้องหาในครั้งนี้เกิดจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานไทย กับสำนักงานคณะกรรมการเพื่อการควบคุมยาเสพติด (Central Committee for Drug Abuse Control: CCDAC) และตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดท่าขี้เหล็กของเมียนมา รวมถึงการบูรณาการข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยเฉพาะกิจสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35.) กองกำลังผาเมือง กรมศุลกากร และฝ่ายปกครองจังหวัดเชียงราย

เลขาธิการ ป.ป.ส. ระบุถึง “หัวใจของความสำเร็จ” ไว้อย่างชัดเจนว่า เกิดจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากแหล่งข่าวที่ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้ และจากการสืบสวนติดตามความเคลื่อนไหวของเครือข่ายในฝั่งเมียนมา ซึ่งแม้ผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับไปอยู่ลึกเข้าไปในดินแดนประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็ยังมีการติดต่อประสานงานกับเครือข่ายในฝั่งไทยอยู่ตลอดเวลา

สาระสำคัญของคำชี้แจง คือ การย้ำว่า “ผลสัมฤทธิ์ของปฏิบัติการครั้งนี้ อยู่ที่การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศ และความสัมพันธ์เชิงปฏิบัติการที่ดีระหว่างไทย–เมียนมา” ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นการต่อยอดจากกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่ไทยและเมียนมาร่วมกันผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง โดยมี CCDAC เป็นแกนกลางฝ่ายเมียนมา และ ป.ป.ส. ควบคู่กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นแกนกลางฝ่ายไทย

ผู้ต้องหายาเสพติด 2 ราย ฟันเฟืองสำคัญในเครือข่ายข้ามแดน

ผู้ต้องหาสัญชาติไทยที่ถูกส่งมอบในครั้งนี้มีทั้งหมด 4 คน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดียาเสพติด 2 ราย และผู้ต้องหาคดีฉ้อโกง 1 ราย รวมทั้งผู้หลบหนีเข้าเมืองอีก 1 ราย

ผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายแรก คือ นายพลชนะ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ ในข้อหา “จำหน่ายและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนไฮโดรคอลไรด์) โดยไม่ได้รับอนุญาต” ข้อมูลจาก ป.ป.ส. ระบุว่า นายพลชนะมีบทบาทเป็นบุคคลสำคัญในเครือข่ายของนายภัทรพงษ์ (สงวนนามสกุล) นักค้ายาเสพติดรายสำคัญที่มีศักยภาพในการจัดหายาบ้าปริมาณระดับ 500,000 – 1,200,000 เม็ด เพื่อจำหน่ายในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์และพิษณุโลก

ผู้ต้องหายาเสพติดอีกราย คือ นายวิรัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี ชาวจังหวัดเชียงใหม่ ถูกออกหมายจับในข้อหา “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนโดยไม่ได้รับอนุญาต” ลักษณะความผิดที่ถูกกล่าวหาสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทในระดับการค้าสend มากกว่าผู้เสพหรือผู้ค้ารายย่อยทั่วไป

แม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกของเครือข่ายทั้งหมด แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าทั้งสองรายต้องหลบหนีออกนอกประเทศไปพำนักในฝั่งเมียนมานั้น บ่งชี้ถึงระดับความเสี่ยงและบทบาทในเครือข่ายที่อยู่เหนือชั้นผู้ลำเลียงระดับพื้นที่ และแสดงให้เห็นถึงความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการ “ไล่ตามคนสั่งการ” แทนที่จะหยุดเพียงการจับกุมผู้ลำเลียงและผู้ค้ารายย่อยเหมือนในอดีต

เลขาธิการ ป.ป.ส. ชี้ให้เห็นอีกมิติหนึ่งว่า ผู้ต้องหากลุ่มที่หลบหนีไปอยู่ฝั่งเมียนมามักมีความใกล้ชิดกับเจ้าของหรือผู้ผลิตยาเสพติดในสามเหลี่ยมทองคำ มีบทบาทในการสร้างเครดิตความน่าเชื่อถือและเชื่อมโยงคำสั่งซื้อระหว่างเครือข่ายในฝั่งไทยกับกลุ่มผู้ผลิต เมื่อบุคคลกลุ่มนี้ยังคงมีเสรีภาพในการเคลื่อนไหว ย่อมทำให้การส่งคำสั่งซื้อ การนัดหมายเส้นทางส่งมอบ และการขยายเครือข่ายใหม่ในฝั่งไทยเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง การนำตัวกลับมาดำเนินคดีจึงไม่ใช่เพียงการจัดการกับ “ผู้หลบหนีหมายจับ” แต่เป็นการตัดวงจรสำคัญของห่วงโซ่อุปทานในตลาดมืดด้วย

ชายแดนเชียงราย แนวหน้าในสมรภูมิยาเสพติดภูมิภาค

อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งในด่านหน้าสำคัญของไทยทั้งในมิติการค้า การท่องเที่ยว และความมั่นคง ด่านสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา ทั้งแห่งที่ 1 และแห่งที่ 2 ถูกใช้เป็นช่องทางการขนส่งสินค้าถูกกฎหมายจำนวนมาก แต่ก็เป็นพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ต้องคอยเฝ้าระวังเส้นทางลำเลียงยาเสพติดอย่างใกล้ชิดเช่นกัน หลายปีที่ผ่านมา มีรายงานการยึดเมทแอมเฟตามีน ไอซ์ และเฮโรอีนจำนวนมากในพื้นที่ชายแดนแม่สาย และบางครั้งถึงขั้นเกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับขบวนการลำเลียงยาเสพติดในแนวชายแดน

ภายใต้บริบทดังกล่าว จังหวัดเชียงรายจึงกลายเป็นทั้ง “ประตูเศรษฐกิจ” และ “สมรภูมิด้านความมั่นคง” ไปพร้อมกัน การที่ ป.ป.ส. เลือกใช้แม่สายเป็นจุดรับมอบตัวผู้ต้องหาข้ามแดนในครั้งนี้ จึงมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ว่า ชายแดนไม่ได้เป็นเพียงแนวรับ แต่เป็นเวทีของความร่วมมือระหว่างประเทศในการตัดวงจรอาชญากรรมข้ามชาติ

ต่างชาติ–ต่างหน่วยงาน แต่เป้าหมายเดียวกัน ความปลอดภัยของสังคมไทย

ปฏิบัติการรับมอบตัวผู้ต้องหาที่แม่สายครั้งนี้ เป็นผลลัพธ์ของการบูรณาการทั้ง “แนวนอน” และ “แนวตั้ง”

ในระดับนโยบาย รัฐบาลไทยกำหนดยุทธศาสตร์จัดการยาเสพติดในกรอบแผนปฏิบัติการป้องกันและควบคุมโรคและภัยสุขภาพจากยาเสพติด ปี 2566–2570 และแผนแม่บทด้านยาเสพติดที่มุ่งเน้นการลดอุปทาน ควบคู่กับการลดอุปสงค์และผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

ในระดับปฏิบัติการ ป.ป.ส. ทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กองกำลังทหารชายแดน ศุลกากร และฝ่ายปกครอง เมื่อเครือข่ายยาเสพติดขยายตัวออกไปนอกพรมแดน การดำเนินการจึงต้องพึ่งพาความร่วมมือกับหน่วยงานคู่ขนานในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น CCDAC ของเมียนมา ผ่านกรอบความตกลงทวิภาคีที่มีการประชุมร่วมและส่งตัวผู้ต้องหามาแล้วหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

เลขาธิการ ป.ป.ส. ย้ำว่า การร่วมมือกับทางการเมียนมาและ สปป.ลาว มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่ขบวนการค้ายาเสพติดใช้ประโยชน์จากพรมแดนที่ยากต่อการควบคุมและการใช้เทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ในการสั่งการข้ามประเทศ การมีช่องทางแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างเจ้าหน้าที่ และกระบวนการส่งตัวผู้ต้องหาตามหมายจับกลับมาดำเนินคดีในไทย เป็นตัวอย่างของ “ความร่วมมือที่จับต้องได้” มากกว่าการลงนามในเอกสารหรือแถลงการณ์เชิงสัญลักษณ์

จากการจับกุมสู่การตัดวงจร บทเรียนเชิงนโยบาย

แม้การนำตัวผู้ต้องหายาเสพติด 2 รายกลับมาดำเนินคดีในไทย จะไม่สามารถหยุดยั้งการผลิตและลำเลียงยาเสพติดทั้งหมดได้ในทันที แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ การปิดช่องว่างไม่ให้ผู้ต้องหาสำคัญใช้ประเทศเพื่อนบ้านเป็น “ที่หลบภัย” ถือเป็นการส่งสัญญาณสำคัญไปยังเครือข่ายค้ายาเสพติดว่า “ไม่มีพื้นที่ปลอดภัย” สำหรับผู้ที่หลบหนีหมายจับ

อีกด้านหนึ่ง ปฏิบัติการนี้ยังชี้ให้เห็นความจำเป็นของการดำเนินการเชิงระบบควบคู่กันไป ได้แก่

  1. การสืบสวนขยายผลทางการเงินและการยึดทรัพย์สิน
    การตัดวงจรยาเสพติดอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องยึดทรัพย์สินและตัดเส้นทางการเงินของเครือข่าย ไม่ให้สามารถนำผลกำไรจากธุรกิจผิดกฎหมายกลับมาฟอกเงินหรือสร้างอิทธิพลในชุมชนได้
  2. การดูแลผู้ใช้และผู้เสพในฐานะ “ผู้ป่วย” มากกว่า “อาชญากร”
    สัดส่วนผู้ต้องขังในเรือนจำที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดจำนวนมากสะท้อนให้เห็นว่าหากไม่มีการจัดการด้านบำบัดรักษา ฟื้นฟู และลดอันตราย (harm reduction) อย่างเป็นระบบ ก็อาจเกิดภาวะ “จับเท่าไรก็ไม่หมด” และสร้างภาระให้กับระบบยุติธรรมอย่างไม่สิ้นสุด
  3. การสร้างภูมิคุ้มกันในชุมชนชายแดน
    ชุมชนในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายไม่เพียงเป็นเส้นทางผ่านของยาเสพติด แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เยาวชนและแรงงานอาจถูกดึงเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การค้ายาเสพติดได้ง่าย หากขาดโอกาสทางเศรษฐกิจและการศึกษา การสร้างทางเลือกทางเศรษฐกิจ การเสริมบทบาทภาคประชาสังคม และการสื่อสารความเสี่ยงในชุมชนจึงมีความสำคัญไม่แพ้การสกัดกั้นที่ด่านพรมแดน

เสียงสะท้อนจากแม่สาย ความคาดหวังต่ออนาคต

สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การเห็นเจ้าหน้าที่ไทยรับมอบตัวผู้ต้องหายาเสพติดกลับมาดำเนินคดีในประเทศ อาจไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันทันที แต่เป็น “สัญญาณเชิงสัญลักษณ์” ว่าปัญหาที่พวกเขาต้องเผชิญมานาน – ตั้งแต่ภัยยาเสพติดในชุมชน ไปจนถึงความรุนแรงและการปะทะในแนวชายแดน – กำลังถูกจัดการในระดับที่สูงกว่าการจับผู้กระทำผิดรายเล็กๆ

ปฏิบัติการครั้งนี้จึงอาจถูกมองได้ว่าเป็น “จิ๊กซอว์หนึ่งชิ้น” ในภาพใหญ่ของการปราบปรามยาเสพติดซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ ที่ต้องประกอบเข้ากับจิ๊กซอว์อื่นๆ อีกมาก ตั้งแต่การพัฒนาระบบข่าวกรอง การยึดทรัพย์เครือข่าย การบำบัดฟื้นฟูผู้เสพ การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในชุมชนชายแดน ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

ท้ายที่สุด สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจาก “วาระแห่งชาติด้านยาเสพติด” อาจไม่ได้มีเพียงตัวเลขการจับกุมหรือสถิติการยึดยาเสพติด แต่คือการเห็นชุมชนของตนปลอดภัยขึ้น เยาวชนมีทางเลือกในชีวิตมากกว่าการเข้าไปเป็น “แรงงาน” ในขบวนการผิดกฎหมาย และครอบครัวสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าพรมแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงเส้นแบ่งแผนที่ จะกลายเป็นช่องทางของภัยคุกคามที่มองไม่เห็น

ปฏิบัติการรับมอบตัวผู้ต้องหาจากทางการเมียนมา ณ ชายแดนแม่สายในครั้งนี้แม้จะเป็นเพียงหนึ่งเหตุการณ์ในกระแสข่าวอาชญากรรม แต่เมื่อมองผ่าน “เลนส์ของนโยบาย” และ “บริบทของภูมิภาค” ก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติดในศตวรรษที่ 21 ไม่อาจทำได้โดยลำพังภายในพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือ ความไว้วางใจ และการดำเนินการเชิงระบบระหว่างรัฐ เพื่อนำไปสู่สังคมที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำสายเดียวกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)
  • สำนักงานสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม (UNODC)
  • ส่วนข่าวกรองยาเสพติด สำนักปราบปรามยาเสพติด
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

ไม่คุมคอนเทนต์แต่คุมผู้ว่าจ้าง! ก.ล.ต. ปรับเกณฑ์คุม Finfluencer หวังคุ้มครองนักลงทุนมากกว่าจำกัดเสรีภาพ

ก.ล.ต.เดินหน้า “Responsible Voice” จัดระเบียบ ยุคตลาดอินอินฟลูเอนเซอร์ 16 ล้านราย ภายใต้โจทย์คุ้มครองผู้บริโภคมากกว่าควบคุมคอนเทนต์

เชียงราย, 6 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางภูมิทัศน์สื่อสังคมออนไลน์ที่คนไทยใช้เป็น “กระแสหลักของชีวิตประจำวัน” ไม่ว่าจะเสพข่าว หาความบันเทิง หรือเลือกซื้อสินค้า เสียงของ “อินฟลูเอนเซอร์” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแสดงสำคัญที่กำหนดความคิด การตัดสินใจ และแม้กระทั่งความเสี่ยงทางการเงินและสุขภาพของผู้คนโดยตรง

แม้ประเทศไทยจะมีอินฟลูเอนเซอร์ทุกระดับรวมกันมากกว่า 16 ล้านราย ตั้งแต่มืออาชีพกว่า 3 แสนราย ไปจนถึงผู้ค้าออนไลน์และผู้ทำ Affiliate อีกหลายล้านราย ส่งผลให้สัดส่วนงบโฆษณาที่เทไปสู่ Influencer Marketing พุ่งจากราว 15.5% และมีแนวโน้มแตะระดับ 21% ของงบโฆษณาดิจิทัลทั้งหมดในปีหน้า แต่คำถามที่ท้าทายไม่แพ้ตัวเลขการเติบโตคือ “เราปล่อยให้ความไว้ใจทำงานเกินขอบเขตความปลอดภัยไปแล้วหรือยัง?”

เมื่อคอนเทนต์ที่ดูเหมือนเพื่อนสนิทชวนคุยบนหน้าฟีด แท้จริงเป็นคำแนะนำด้าน “การลงทุน” หรือ “สุขภาพ” ที่อาจไม่มีใบอนุญาต ไม่มีมาตรฐาน และไม่มีการเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อน ความเสียหายที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่ยอดไลก์ที่หายไป แต่คือ ชีวิต ออมทรัพย์ และโอกาสทางการเงินของครัวเรือนไทยนับไม่ถ้วน

ภายใต้ภาพใหญ่นี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังขยับตัวครั้งสำคัญ ผ่านโครงการ “Responsible Voice” และชุดเกณฑ์ใหม่ที่เล็งเป้าไปที่ “ผู้ประกอบธุรกิจ” ในตลาดทุนที่ว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ แทนการพุ่งตรงไปที่การออกใบอนุญาตให้ครีเอเตอร์ – แนวทางที่สะท้อนความพยายาม “จัดระเบียบความไว้ใจ” โดยไม่ฆ่าพื้นที่สร้างสรรค์บนออนไลน์ให้ตายไปพร้อมกัน

อินฟลูเอนเซอร์ จากเพื่อนในฟีด สู่ผู้ชี้ชะตาการเงินและสุขภาพ

หากมองย้อนกลับไปในระยะไม่กี่ปี “อินฟลูเอนเซอร์” เคยถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดรูปแบบใหม่ที่ช่วยเล่าเรื่องสินค้าให้สนุกและเข้าถึงง่ายกว่าโฆษณาแบบเดิม แต่ในวันนี้ น้ำหนักของ “คำพูด” บนหน้าจอมือถือกลับกลายเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจในเรื่องที่มีเดิมพันสูงกว่าเดิมมาก

ในโลกที่ผู้บริโภคจำนวนมากเชื่อว่า “คำแนะนำจากคนที่เราติดตาม” น่าเชื่อถือกว่าป้ายโฆษณาหรือสื่อหลัก ความผูกพันในระดับเพื่อนสนิทจึงกลายเป็นดาบสองคม – ยิ่งเชื่อมาก ยิ่งเปราะบาง หากข้อมูลนั้นไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือมีผลประโยชน์แอบแฝง

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อคอนเทนต์ด้าน การเงิน” และ “สุขภาพ” ถูกผลิตและเผยแพร่อย่างกว้างขวาง โดยผู้ที่อาจไม่มีคุณวุฒิหรือใบอนุญาตวิชาชีพ ทำให้คำถามเรื่อง “เส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพในการสื่อสารกับความปลอดภัยของผู้บริโภค” ชัดขึ้นเรื่อย ๆ

ในขณะที่ จีน เลือกขีดเส้นให้คมชัด โดยกำหนดให้ผู้สร้างคอนเทนต์ด้านการแพทย์ กฎหมาย การลงทุน หรือเรื่องจริงจังอื่นๆ ต้องแสดงใบอนุญาตวิชาชีพหรือปริญญาที่เกี่ยวข้อง ก่อนสื่อสารในหัวข้อดังกล่าว และหากฝ่าฝืนอาจเผชิญโทษปรับสูงถึงราว 4.5 แสนบาท อีกทั้งยังห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ อาหารเสริม และอาหารเพื่อสุขภาพในลักษณะโฆษณาแฝง พร้อมบังคับให้แพลตฟอร์มอย่าง Douyin, Weibo และ Bilibili ต้องร่วมตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สร้างคอนเทนต์ด้วย

คำถามจึงย้อนกลับมาที่ประเทศไทยว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราต้องมีระบบกำกับดูแลที่ชัดเจนกว่านี้?”

ก.ล.ต. ใช้ AI สแกนโลกโซเชียล ก่อนออกเกณฑ์ใหม่คุมฟินฟลูเอนเซอร์

ฝั่งตลาดทุนไทยไม่ได้ยืนดูสถานการณ์อยู่ห่าง ๆ ก.ล.ต. เริ่มต้นด้วยการทำงานเชิงวิจัยและเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กวาดเนื้อหาจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เพื่อดูพฤติกรรมของกลุ่ม Finfluencer หรืออินฟลูเอนเซอร์ด้านการเงินที่มีบทบาทสูงขึ้นในหมู่นักลงทุนรายย่อย

ผลการวิจัยพบว่า เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการให้ข้อมูลข่าวสารทั่วไป แต่มีบางส่วนที่ให้คำแนะนำการลงทุนอย่างเฉพาะเจาะจง และบางส่วนเข้าข่ายมี ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest: COI) เช่น มีสปอนเซอร์หรือรับค่าตอบแทนจากผู้ประกอบธุรกิจ แต่ไม่ได้เปิดเผยให้ผู้ติดตามทราบอย่างชัดเจน

ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนว่า กฎเกณฑ์เดิมไม่ทันรูปแบบการสื่อสารใหม่ ก.ล.ต. จึงเริ่มต้นจากการทำ Gap Analysis แล้วนำไปสู่การปรับปรุงหลักเกณฑ์โฆษณาของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจในสินทรัพย์ดิจิทัล (DA)

แก่นของการปรับปรุงครั้งนี้คือ ย้ายภาระความรับผิดชอบกลับไปที่ผู้ประกอบธุรกิจ” ที่เป็นผู้ว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ ไม่ใช่โยนภาระทั้งหมดให้ผู้สร้างคอนเทนต์เพียงฝ่ายเดียว

“Responsible Voice” – จากแนวคิดคุมใบอนุญาต สู่โมเดล “ดูแลเสียงที่ทรงอิทธิพล”

ในเวทีสัมภาษณ์กับสื่อด้านเศรษฐกิจ ศาสตราจารย์ ดร. พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า หน่วยงานกำกับดูแลได้นำ “งานวิจัย” มาใช้เป็นฐานในการทบทวนนโยบายมาอย่างต่อเนื่องกว่า 5–6 ปี และได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคจากการใช้ผลงานวิจัยพัฒนามาตรการที่นำไปใช้ได้จริง

สำหรับการกำกับดูแล Finfluencers นั้น ก.ล.ต. เลือกไม่เดินตามแนวทาง “บังคับออกใบอนุญาต” แบบเข้มที่สุด แต่ก็ไม่ปล่อยให้ตลาดเติบโตอย่างไร้กรอบ กลับกันจึงออกแบบแนวทางสายกลางผ่านโครงการ “Responsible Voice” ซึ่งมีหัวใจสำคัญอยู่ที่

  • ใช้ “อิทธิพลของ Finfluencers” ไปในทางที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้ลงทุนมีคุณภาพชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น
  • เชิญกลุ่ม Finfluencers ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากเข้าร่วมโครงการ ทำงานเชื่อมโยงกับผู้กำกับดูแลอื่น เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงาน คปภ.
  • จัดอบรมมาแล้ว 2 รุ่น ครอบคลุมเพจและกลุ่มรวม 75 ราย ที่มีผู้ติดตามรวมราว 14 ล้านราย
  • บางรายเมื่อเห็นความเสี่ยงของคอนเทนต์ตัวเอง ก็เลือกปิดเพจหรือยุติเนื้อหาที่อาจสุ่มเสี่ยงต่อกฎหมายเอง

แม้ ก.ล.ต. จะไม่ได้บังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนต้องเลือกใช้เฉพาะ Finfluencers ที่อยู่ในโครงการนี้ แต่ก็เชื่อว่าการมี ตรารับรองเชิงคุณค่า” จะช่วยสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือให้กับผู้เข้าร่วมในระยะยาว

แนวคิดนี้สะท้อนว่า หน่วยงานกำกับเลือกใช้ การดูแลด้วยความร่วมมือ” (co-regulation) มากกว่าการควบคุมแบบสั่งการจากบนลงล่างอย่างเดียว

เกณฑ์ใหม่เล็งเป้าผู้ประกอบธุรกิจ คัด เลือก คุม เปิดเผย

อีกด้านหนึ่ง ก.ล.ต. ได้ออกหลักเกณฑ์ใหม่ที่เจาะจงไปยัง “ผู้ประกอบธุรกิจ” ในตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลที่ว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวจริง

หลักเกณฑ์สำคัญ 4 ข้อ ได้แก่

  1. คัดเลือกผู้จัดทำโฆษณาอย่างรอบคอบ
    ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีเกณฑ์และกระบวนการคัดเลือกผู้จัดทำโฆษณา (รวมถึง Finfluencer) ที่มีความพร้อมและน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เลือกจากยอดผู้ติดตามหรือกระแสเพียงอย่างเดียว
  2. ทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร
    ต้องมีสัญญาที่ระบุชัดเจนว่า ผู้จัดทำโฆษณาต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การโฆษณาของ ก.ล.ต. ทั้งเรื่องความถูกต้อง การไม่ชวนเชื่อเกินจริง และการเปิดเผยความเสี่ยง
  3. ควบคุมดูแลเนื้อหาก่อนเผยแพร่
    ผู้ประกอบธุรกิจต้องตรวจสอบหรืออนุมัติเนื้อหาก่อนเผยแพร่ และดูแลให้ผู้จัดทำโฆษณาปฏิบัติตามกฎ ไม่ปล่อยให้คอนเทนต์ออกไปโดยไม่มีการกลั่นกรอง เช่น กรณีโฆษณาคริปโทในวงกว้างที่อาจผิดหลักเกณฑ์
  4. เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสบนโซเชียลมีเดีย
    เมื่อเป็นคอนเทนต์ที่ถูกว่าจ้าง ต้องระบุให้ชัดเจนในคำอธิบายโพสต์ (description) หรือ caption ว่าเป็นโฆษณาโดยผู้ประกอบธุรกิจรายใด เพื่อให้ผู้ลงทุนรู้ว่าเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นเพียง “ความคิดเห็นส่วนตัว”

หากผู้ประกอบธุรกิจไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์เหล่านี้ จะถือว่าเป็นความผิดเกี่ยวกับระบบงาน ซึ่งอาจนำไปสู่คำสั่งให้แก้ไข ปรับปรุง หรือแม้แต่บทลงโทษทางการเงินตามความเหมาะสม

เกณฑ์ดังกล่าวผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง และคาดว่าจะประกาศใช้ได้ช่วงปลายปี ก่อนมีผลบังคับจริงในไตรมาสแรกของปีหน้า พร้อมกับการย้ำเตือนว่า หาก Finfluencer ให้คำแนะนำการลงทุนโดยไม่มีผู้ว่าจ้าง แต่มีพฤติกรรมเข้าข่ายให้ข้อมูลบิดเบือนหรือให้คำปรึกษาโดยไม่มีใบอนุญาต ก็ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ได้อยู่เช่นเดิม

นักวิชาการเสนอ “ดูแลไม่ใช่ควบคุม” ยืนยันตัวตน – ยกระดับจริยธรรมวิชาชีพอินฟลูเอนเซอร์

ในอีกฟากหนึ่งของพื้นที่สาธารณะ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานหลักสูตรปริญญาโทด้านแบรนด์และการตลาด และผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่าการออกกติกาเพื่อกำกับอินฟลูเอนเซอร์ควรตั้งต้นจาก “หลักการคุ้มครองผู้บริโภค” เป็นสำคัญ

เขามองว่า หากมองผ่านกรอบดังกล่าว การกำกับดิจิทัลครีเอเตอร์ไม่ใช่แค่การออกกฎหมายจำกัดเสรีภาพ แต่คือการสร้างความมั่นใจว่า ผู้บริโภคจะเข้าถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ โปร่งใส และราคายุติธรรม โดยไม่ถูกเอาเปรียบจากข้อความที่มีผลประโยชน์ซ่อนเร้น

ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่

  • ให้ผู้สร้างคอนเทนต์ที่มีรายได้จากผู้บริโภคหรือจากการโฆษณา ต้องผ่านกระบวนการ “ยืนยันตัวตน” (KYC) คล้ายผู้ค้าออนไลน์ ซึ่งในยุคดิจิทัลทำได้ง่ายและต้นทุนต่ำ
  • กำกับเฉพาะเนื้อหาที่กระทบชีวิตผู้คน เช่น สุขภาพ การเงิน หรือสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง ให้ต้องผ่านมาตรฐานความถูกต้อง ความโปร่งใส และความรับผิดชอบที่เข้มข้นกว่าเนื้อหาไลฟ์สไตล์ทั่วไป
  • ใช้คำว่า ดูแล” แทน “ควบคุม” เพื่อให้เกิดความร่วมมือมากกว่าความต้านทาน โดยเป้าหมายหลักคือ
    • คัดคนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมออกจากแพลตฟอร์ม
    • ส่งเสริมให้ผู้ผลิตเนื้อหาคุณภาพมีมาตรฐานสูงขึ้น และได้รับการยอมรับมากขึ้น

ผศ.ดร.เอกก์ ยังสะท้อนว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะด้านที่ดูแลอินฟลูเอนเซอร์ แม้บทบาทของพวกเขาจะอยู่ระหว่าง “สื่อ” และ “ผู้ประกอบการ” ที่แสวงหาผลกำไรจากการโปรโมตสินค้า กฎหมายที่ใช้อยู่ในตอนนี้ส่วนใหญ่คือกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งยังไม่ครอบคลุมรูปแบบการทำงานแบบอัลกอริทึม หรือโครงสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ของครีเอเตอร์

เขาจึงเสนอให้ภาครัฐหารือร่วมกับสมาคมวิชาชีพ เช่น สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และสมาคมโฆษณาฯ เพื่อช่วยกันพัฒนาจรรยาบรรณให้อุตสาหกรรมกำกับดูแลกันเองในระดับหนึ่ง ซึ่งจะยืดหยุ่นกว่าและไม่สร้างภาระเกินจำเป็น พร้อมทั้งใช้ “แรงจูงใจเชิงบวก” เช่น ระบบรับรองหรือรางวัลให้กับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีจริยธรรมควบคู่กับบทลงโทษสำหรับผู้ที่ชี้นำสังคมในทางที่ผิด

มุมมองจากเอเจนซีสื่อ ต้องมีกฎ แต่ห้ามดึงจนขาด

ด้าน ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและซีอีโอ มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป (MI GROUP) และนายกสมาคมมีเดียเอเจนซีและธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย มองว่า ประเทศไทย “ขยับตัวช้ากว่าสถานการณ์จริง” ในการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์ แม้หน่วยงานบางแห่ง เช่น ก.ล.ต. หรือแพทยสภา จะเริ่มเข้มงวดมากขึ้นก็ตาม

เขาชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่ประเทศอย่างญี่ปุ่นยังมองโซเชียลมีเดียเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต คนไทยกลับใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็น โครงสร้างหลักของ Social Commerce และการกำหนดค่านิยมทางสังคม เมื่อรวมกับระดับ Media Literacy ของผู้บริโภคที่ยังไม่แข็งแรง ความเสี่ยงจากข้อมูลผิดพลาดหรือการแนะนำที่ละเมิดจริยธรรมจึงสูงเป็นพิเศษ

ภวัตสนับสนุนแนวคิดการจัดระเบียบอินฟลูเอนเซอร์ โดยเสนอว่าควรมี “เจ้าภาพหลัก” เช่น กสทช. ซึ่งดูแลโครงสร้างการสื่อสารของประเทศ ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ การเงิน และสื่อ เพื่อออกแบบ “แผนแม่บทการกำกับดูแล” ที่ไม่ตึงจนทำลายความคิดสร้างสรรค์ แต่ไม่หลวมจนปล่อยให้สังคมเผชิญความเสี่ยง

เขาแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองกลุ่มใหญ่

  • เนื้อหาไลฟ์สไตล์ทั่วไป เช่น ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ความบันเทิง – ให้เสรีภาพสูง
  • เนื้อหากลุ่มเสี่ยง เช่น สุขภาพ ความงาม การเงิน – ต้องมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ผู้ที่จะให้ข้อมูลเชิงลึกควรมีใบรับรองวิชาชีพ หรืออย่างน้อยต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็น “ความคิดเห็นส่วนบุคคล”

สิ่งที่เขาเน้นย้ำคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การร่างกฎ แต่อยู่ที่การบังคับใช้ให้จริงจัง และ กติกาที่ชัดเจนจะยกระดับคุณค่าของอินฟลูเอนเซอร์ตัวจริง ที่รู้จริงและรับผิดชอบต่อสังคม ในขณะที่ผู้เล่นที่หวังแต่ยอดวิวระยะสั้นจะต้องระมัดระวังมากขึ้น

บทเรียนจากจีน เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ โลกกำลังทดลองกรอบใหม่ของ “อิทธิพล”

ในระดับสากล การจัดระเบียบอินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้เป็นโจทย์ของไทยประเทศเดียว

  • จีน เลือกใช้แนวทางที่เข้มงวดและชัดเจน ผ่านกฎหมายและแนวปฏิบัติของหน่วยงานไซเบอร์สเปซ (CAC) บังคับให้ผู้สร้างคอนเทนต์ด้านการเงิน สุขภาพ กฎหมาย และการศึกษา ต้องมีคุณวุฒิหรือใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง และบังคับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ช่วยตรวจสอบ
  • เกาหลีใต้ พิจารณากฎหมายจำกัดการเข้าประเทศของชาวต่างชาติที่สร้างเนื้อหาสร้างความเกลียดชังหรือกล่าวหาในเชิงลบต่อประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลมองว่า “เนื้อหาออนไลน์” สามารถกระทบความมั่นคงทางสังคมได้จริง
  • สหรัฐฯ กลับเดินเข้าอีกทิศหนึ่ง เมื่อแพลตฟอร์มบางแห่งผ่อนคลายมาตรการตรวจสอบข้อเท็จจริง ภายใต้แรงกดดันทางการเมือง ผลคือ พ็อดแคสเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมืองหลายรายกลับมีน้ำหนักทางความคิดสูงขึ้น ในขณะที่สื่อดั้งเดิมถูกโจมตีเรื่องความน่าเชื่อถือ

ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนคำถามร่วมกันของทั้งโลกว่า เราจะรักษาเสรีภาพในการพูด โดยไม่ปล่อยให้ความไม่รู้และข้อมูลบิดเบือนทำร้ายสังคมได้อย่างไร?”

จาก “อวสานอินฟลูเอนเซอร์” สู่ยุคครีเอเตอร์มืออาชีพ 200,000 ราย

คำกล่าวของ คมสันต์ แซ่ลี ซีอีโอ Flash Express ที่ว่า “ในอนาคตอินฟลูเอนเซอร์จะหายไป” อาจฟังดูสุดโต่งในครั้งแรก แต่เมื่อแยกชั้นความหมาย จะพบว่าเขากำลังพูดถึงการเปลี่ยนผ่าน “สามยุค” ของอีคอมเมิร์ซ

  1. ยุคโรงงานส่งตรง – สินค้าจากโรงงานถึงผู้บริโภคในราคาต่ำสุด
  2. ยุคอินฟลูเอนเซอร์ / KOL – ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อจากคนที่ติดตาม
  3. ยุคอัลกอริทึมและ AI – แพลตฟอร์มใช้ข้อมูลและระบบแนะนำช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าโดยตรง ทำให้บทบาท “คนกลาง” บางประเภทลดลง

ในมุมนี้ “อวสานอินฟลูเอนเซอร์” จึงไม่ใช่การหายไปของผู้มีอิทธิพล แต่เป็นการ เปลี่ยนบทบาทจาก “ใครก็ตามที่พูดเก่ง” ไปสู่ “คนที่สร้างแบรนด์ สร้างคุณค่า และมีฐานแฟนจริง”

รายงานคาดการณ์เชิงกลยุทธ์เรื่องจำนวน KOLs และ Influencers ในไทยปี 2568 ชี้ว่า

  • ปี 2567 ประเทศไทยมีผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ (Creator) รวมราว 9 ล้านคน
  • แต่บัญชี KOL/Influencer ระดับมืออาชีพที่ถูกบริหารในระบบ Martech มีเพียงประมาณ 20,000 บัญชี
  • ภายในปี 2568 คาดว่าจำนวนดังกล่าวจะขยายเป็น มากกว่า 200,000 บัญชี – ไม่ใช่เพราะจู่ ๆ มีอินฟลูเอนเซอร์เพิ่ม 900% แต่เพราะตลาดเริ่ม จัดระบบและทำให้หางยาว (Nano/Micro) เป็นมืออาชีพ” โดยใช้ AI และ Big Data ช่วยคัดเลือกและบริหารแคมเปญ

พร้อมกันนั้น มูลค่าตลาด Influencer Marketing ในปี 2567 ประเมินอยู่ราว 1 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตต่อราว 25% ในปี 2568 ขณะที่มูลค่าเศรษฐกิจครีเอเตอร์โดยรวมแตะระดับหลายหมื่นล้านบาทและเติบโตเร็วกว่าภาพรวมเศรษฐกิจประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า อินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้จะ “สิ้นสุด” แต่กำลังถูกยกชั้นสู่การเป็น “วิชาชีพ” ที่ต้องแข่งขันด้วยความรู้ ความน่าเชื่อถือ และจริยธรรม มากกว่าการสร้างกระแสชั่วคราว

ผลกระทบต่อผู้บริโภค ตลาดทุน และอนาคตเศรษฐกิจครีเอเตอร์ไทย

การเดินหน้าของ ก.ล.ต. ผ่านโครงการ Responsible Voice และหลักเกณฑ์ใหม่ที่มุ่งไปยังผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุน ไม่ได้มีผลเฉพาะกับ Finfluencer แต่เป็น “สัญญาณนำ” ของการตั้งมาตรฐานใหม่ให้กับการใช้ “อิทธิพลบนโลกออนไลน์” เพื่อขายสินค้าหรือชี้นำการตัดสินใจในเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง

สำหรับผู้บริโภค
กรอบกติกาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น หมายถึงโอกาสในการได้รับข้อมูลที่โปร่งใสขึ้น เห็นได้ว่าคอนเทนต์ใดเป็นโฆษณา คอนเทนต์ใดเป็นความเห็นส่วนบุคคล และใครคือผู้มีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บริโภคก็ยังต้องพัฒนาทักษะ Media Literacy ของตนเอง เพื่อไม่ให้ “ความไว้วางใจ” กลายเป็นช่องว่างให้มิจฉาชีพใช้ประโยชน์

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนและแบรนด์
ยุคที่แบรนด์เลือกใช้เพียง Mega Influencer ไม่กี่รายกำลังเปลี่ยนไปสู่ยุคที่ต้องบริหาร พอร์ตอินฟลูเอนเซอร์” ทั้ง Nano, Micro, Macro อย่างเป็นระบบ การมีเกณฑ์กำกับชัดเจน แม้จะเพิ่มต้นทุนการตรวจสอบและการทำสัญญา แต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและชื่อเสียงในระยะยาว

สำหรับอินฟลูเอนเซอร์เอง
ผู้ที่สามารถรักษา “ความจริงใจ” ควบคู่กับความโปร่งใสในการเปิดเผยสปอนเซอร์ รักษามาตรฐานข้อมูล และยอมรับการถูกตรวจสอบ จะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในเศรษฐกิจครีเอเตอร์ยุคใหม่ ในขณะที่ผู้ที่อาศัยเพียงดราม่าและการชี้นำโดยขาดความรับผิดชอบจะถูกคัดออกจากระบบโดยกลไกทั้งภาครัฐ แพลตฟอร์ม และผู้บริโภคเอง

ในระยะยาว การยกระดับมาตรฐานด้านจริยธรรมและการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์ จะมีส่วนช่วยให้ Creator Economy ไทยมีฐานที่มั่นคงขึ้น ใช้ Soft Power ด้านคอนเทนต์ ผลักดันธุรกิจไทยไปสู่ตลาดภูมิภาคได้โดยไม่ต้องแลกกับความเสี่ยงต่อผู้บริโภคในประเทศตัวเอง

จัดระเบียบความไว้ใจ ก่อนตลาดโตเร็วกว่ากติกา

เรื่องราวของฟินฟลูเอนเซอร์และโครงการ Responsible Voice ที่เริ่มขยับจากเวทีเชียงรายในวันนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงข่าวเรื่อง “กฎใหม่ของ ก.ล.ต.” แต่เป็นจุดเริ่มของการตั้งคำถามต่อทั้งระบบว่า

“ในโลกที่ใครก็พูดได้ ใครก็ขายได้ เราจะรักษาเสรีภาพไว้ โดยไม่ทิ้งผู้บริโภคให้เดินลำพังในดงคอนเทนต์ที่เราไม่รู้ว่าใครได้ประโยชน์กันแน่?”

ท่ามกลางตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไทยที่มีผู้เล่นกว่า 16 ล้านราย งบการตลาดที่กำลังไหลบ่า และเศรษฐกิจครีเอเตอร์ที่เติบโตเร็วเกินกว่ากฎหมายจะไล่ทัน การเลือกเดินบนทางสายกลางของ ก.ล.ต. ที่ผสานการใช้เทคโนโลยี AI การออกเกณฑ์คุมผู้ประกอบธุรกิจ และการสร้างเครือข่าย “เสียงที่รับผิดชอบ” อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งของการจัดระเบียบ “ความไว้ใจ” ให้เติบโตคู่ไปกับ “ความปลอดภัย” ของสังคม

ความท้าทายต่อจากนี้ จึงไม่ใช่แค่การเขียนกฎให้ครบทุกบรรทัด แต่อยู่ที่การทำให้ทุกภาคส่วน – หน่วยงานรัฐ แพลตฟอร์ม แบรนด์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้บริโภค – เข้ามาเป็น “หุ้นส่วน” ในการดูแลพื้นที่สาธารณะบนโลกออนไลน์ร่วมกัน

เพราะในท้ายที่สุด ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงเร็วแค่ไหน “อิทธิพล” ก็ยังคงอยู่ตราบใดที่มนุษย์ต้องการฟังเสียงจากคนที่ไว้ใจได้ และคำถามสำคัญของยุคนี้คือ เราจะทำให้เสียงเหล่านั้น “รับผิดชอบ” มากพอที่จะอยู่กับเราไปได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
  • นายกสมาคมมีเดียเอเจนซีและธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย
  • THE STANDARD WEALTH เกี่ยวกับ Finfluencers, ก.ล.ต. และ Responsible Voice
  • The Economic Times
  • The Korea Times
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME