Categories
FEATURED NEWS

PDPC สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ระดับนานาชาติ “ป้องกัน-ระวัง-เข้าใจ”

 

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ขานรับนโยบาย DE เดินหน้าทำงานในเชิงรุก ยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสู่ระดับสากล พร้อมสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ด้วยการเปิดเวทีระดับนานาชาติ  จัดเสวนาสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลระดับนานาชาติ “PDPA International Conference 2024 : Key Global Trends in Data Privacy”  เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนชาวไทยและต่างชาติร่วมกัน “ป้องกัน-ระวัง-เข้าใจ” การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ภายใต้แคมเปญ Take Control of your Data #ตะโกนให้โลกรู้ข้อมูลส่วนตัวสำคัญที่สุด โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย PDPA จากหลายประเทศทั่วโลกเข้าร่วมเสวนาถกประเด็นข้อสงสัย พร้อมให้ข้อมูลความรู้แบบจัดเต็ม นอกจากนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในงานแถลงข่าวและร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Key Global Trends in Data Privacy”

                             

            นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ DE ตระหนักถึงความสำคัญของการละเมิดข้อมูลส่วนตัวเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ทำงานในเชิงรุก เพื่อกระตุ้นให้ภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงประชาชน ตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลส่วนตัวที่เปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่า ดังนั้นที่ผ่านมา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงได้วางนโยบายการทำงานให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ยุคที่ธุรกิจและการตลาดขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หรือการนำ Big Data และ AI มาใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก พร้อมกับการถ่ายโอน หรือแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างประเทศ นำไปสู่การเข้าถึง และการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในมิติต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเปิดเผยหรือการใช้งานข้อมูลในทางที่ผิดทำให้เกิดการตื่นตัว และความตระหนักรู้ทั่วโลกเกี่ยวกับสิทธิในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล และการบังคับใช้กฎหมายโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

                             

กฎหมาย PDPA ถอดแบบมาจากกฎหมายต้นแบบอย่างกฎหมาย GDPR (General Data Protection Regulation) ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป วัตถุประสงค์ของการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีทำการแฮ็กข้อมูลหรือละเมิดความเป็นส่วนตัว เพื่อข่มขู่หวังผลประโยชน์จากทั้งจากตัวเจ้าของข้อมูลเองหรือจากบุคคลที่ดูแลข้อมูล โดยกฎหมายนี้ได้เริ่มบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2565 เป็นกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ รูปถ่าย บัญชีธนาคาร อีเมล ไอดีไลน์ บัญชีผู้ใช้ของเว็บไซต์ ลายนิ้วมือ ประวัติสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถระบุถึงตัวเจ้าของข้อมูลนั้นได้ อาจเป็นได้ทั้งข้อมูลในรูปแบบเอกสาร กระดาษ หนังสือ หรือจัดเก็บในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้

 

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า เรื่องของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เราได้กำหนดแนวทางและมาตรการยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ โดยให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPC ดำเนินการแบบเชิงรุก ให้ความรู้ “ป้องกัน-ระวัง-เข้าใจ” การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่ประชาชนทั่วไป หน่วยงานราชการ-ภาคธุรกิจที่จัดเก็บดูแลข้อมูล พร้อมกับการให้บริการสอบถาม ขอคำปรึกษา ร้องทุกข์ต่าง ๆ ในทุก ๆ ช่องทาง โดยมี Formwork ต่าง ๆ ถอดแบบมาจากประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับระดับสากล  

                             

การจัดเสวนาสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลระดับนานาชาติ “PDPA International Conference 2024 : Key Global Trends in Data Privacy” ในครั้งนี้ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้ควบคุมข้อมูล ผู้ประมวลผลข้อมูล และประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความเข้าใจเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทยให้เทียบเท่ากับมาตรฐานสากล

                             

            ทางด้าน ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวเสริมว่า การจัดเสวนาสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลระดับนานาชาติ “PDPA International Conference 2024 : Key Global Trends in Data Privacy”  เป็นการเปิดเวทีนานาชาติครั้งแรก เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะในหมู่ผู้ควบคุมข้อมูล ผู้ประมวลผลข้อมูล รวมถึงประชาชนทั่วไป เพื่อยกระดับความเข้าใจในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล

                             

สำหรับหัวข้อสำคัญในการสนทนาครั้งนี้ คือเรื่อง “Unlocking the Power of ASEAN Model Contractual Clauses (MCCs)” เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจเงื่อนไข และข้อกำหนดในสัญญาที่สนับสนุนการโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างราบรื่นและปลอดภัย ผู้เข้าร่วมยังจะได้รับความรู้ที่มีคุณค่าจากผู้เชี่ยวชาญในกฎหมาย เทคโนโลยี และรัฐบาลเกี่ยวกับการใช้ ASEAN MCCs อย่างมีประสิทธิภาพ และการต่อสู้กับข้อจำกัดที่ท้าทาย ผู้เชี่ยวชาญทุกท่านจะรวมตัวกัน เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การบริหารความสมดุลระหว่างนวัตกรรม AI และการคุ้มครองสิทธิของบุคคล ประเมินความเสี่ยงและหาวิธีการใช้งาน AI อย่างเหมาะสม เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย PDPA

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

เซ็นทรัลเชียงราย จัดอบรมกากกาแฟ “จากกาก สู่แกร่ง” ช่วยลดขยะ

 

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ณ ชั้น G ได้จัดอบรม Workshop ภายใต้โครงการ “จากกาก สู่แกร่ง” โดยมีนายสายัณห์ นักบุญ ผู้จัดการทั่วไป, นายพัฒนพล ศิริผลสมสุข เจ้าหน้าที่แผนก Safety & Security และแผนก CX (Customer Experience) ร่วมกันจัดกิจกรรมในครั้งนี้

 

การอบรมครั้งนี้เน้นไปที่การแปรรูปของเหลือใช้จากกากกาแฟ ซึ่งได้รับการเข้าร่วมจากผู้แทนของ Sub contract รปภ, พ่อบ้าน และแม่บ้าน ที่ทำงานในศูนย์การค้า โดยผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้วิธีการทำผลิตภัณฑ์จากกากกาแฟ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวัน และยังช่วยลดปริมาณขยะที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

ในการอบรมครั้งนี้ มีการแนะนำวิธีการทำผลิตภัณฑ์จากกากกาแฟหลายประเภท อาทิ ก้อนสบู่ เทียนหอม กระถางต้นไม้น้ำ EM ก้อนเก็บกลิ่นไล่แมลง และสบู่เหลว โดยกากกาแฟที่ใช้ในการอบรมนี้ ได้รับจากร้านค้าภายในศูนย์การค้า ซึ่งเป็นวิธีการที่ช่วยในการนำของเหลือใช้กลับมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์

 

ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ได้เห็นถึงความสำคัญของโครงการในการนำกากกาแฟมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ นอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้พนักงานและผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีความรู้และทักษะใหม่ๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดในอนาคตได้อีกด้วย”

 

ซึ่งโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าและผู้มาใช้บริการในศูนย์การค้า รวมถึงเป็นการร่วมมือกันระหว่างแผนกต่างๆ ในการทำงานเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อสิ่งแวดล้อม”

 

การอบรมครั้งนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วม ทุกคนได้มีโอกาสทดลองทำผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเอง และได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆ จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เกิดความเข้าใจและสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันต่อไป

 

นอกจากนี้ การแปรรูปกากกาแฟยังเป็นแนวทางที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับของเหลือใช้ โดยเฉพาะในยุคที่การลดขยะและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ยังคงมุ่งมั่นในการจัดกิจกรรมและโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

นายกฯ สั่งปราบยาเสพติดระดมตรวจฉี่กลุ่มเสี่ยง-เด็ก 16 ขึ้น ปีไปทั่วประเทศ

 

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2567 ที่ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช ต.ในเมือง อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบนโยบายการบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดระยะเร่งด่วน

 

โดยมีนายภูมิธรรม เวชชัย รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.มหาดไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม น.ส.จิราพร สินธุไพร รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายจักรพงษ์ แสงมณี รมต.ประจำสำนักนายกฯ หัวหน้าส่วนราชการ และนักศึกษาใหม่ภาคปกติ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เข้ารับฟังนโยบาย

 

นายกฯ กล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่ง ว่า การแก้ปัญหายาเสพติด ถือเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งตั้งแต่เข้าสู่การเมือง หาเสียงพบประชาชนเกือบทุกจังหวัด นอกจากปัญหาปากท้อง ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้ามีการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน แม้รัฐบาลจะจัดการผู้ค้ายา จับยาบ้าได้มากกว่า 4 เท่าในช่วงที่ผ่านมา แต่การใช้ยายังมีต่อเนื่อง ราคายาบ้ายังไม่ขึ้น การที่ราคาคงที่แสดงว่ามีซัพพลายเยอะมาก ฉะนั้น เรื่องนี้ถือว่าสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง

นายเศรษฐา กล่าวว่า ปฏิเสธไม่ได้ ยาเสพติดเป็นต้นตอความสูญเสียหลายอย่าง ทั้งอาชีพ การถูกจำคุก หรือสูญเสียชีวิต จึงขอให้ทุกหน่วยงานช่วยกันอย่างเต็มที่ ปราบยาเสพติดให้หมดไป ร่วมมือกันขจัดยาเสพติดให้สิ้นซากไปจากพื้นที่ที่เรารับผิดชอบกันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

นายเศรษฐา กล่าวว่า ทุกหน่วยงานจะต้องร่วมใจกันแก้ไขปัญหาผ่านนโยบายบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดระยะเร่งด่วน 3 เดือน ดังนี้ 1.ให้ผู้ว่าฯทุกจังหวัดเป็น CEO ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติด ร่วมกับผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด นายก อบจ. ทำให้ทุกภาคส่วนในพื้นที่เกิดการขับเคลื่อนงานป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดร่วมกัน

 

2.ตัดวงจรการค้ายาเสพติดรายสำคัญ ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่ เอ็กซเรย์ทุกพื้นที่ด้วยการระดมกำลังตรวจปัสสาวะของกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไปทุกหมู่บ้าน และแยกผู้เสพออกมาให้ได้รับการบำบัด

ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และกระทรวงกลาโหม ขยายผลการจับกุมผู้ขายเพื่อดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างจริงจังและเด็ดขาด

นายเศรษฐา กล่าวว่า ร่วมกันค้นหาผู้มีอาการจิตเวชจากยาเสพติดและให้กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม นำเข้าบำบัดรักษาและให้มีระบบติดตามดูแลช่วยเหลือเฝ้าระวัง หลังจากรักษาอาการและกลับเข้ามาสู่ชุมชน ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมสนับสนุนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดูแลไม่ให้บุคคลเหล่านั้นกลับไปสู่วงจรยาเสพติดอีก

ให้ควบคุมปัจจัยเสี่ยงจากระเบียบสังคมในพื้นที่สถานบันเทิง สถานบริการ สถานประกอบการ คล้ายสถานบันเทิง และบริเวณรอบสถานศึกษา ให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นแรงในการแพร่ระบาดยาเสพติด สร้างมาตรฐานในชุมชนและมาตรฐานทางสังคมให้เป็นพลังต่อต้านยาเสพติดอย่างกว้างขวาง

“การแก้ไขปัญหายาเสพติด ต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้ ร่วมกันเป็นหูเป็นตาสอดส่องแจ้งเบาะแส เฝ้าระวัง ขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนช่วยกันแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะ 25 จังหวัดเร่งด่วน”นายเศรษฐา กล่าว

ขณะที่ตัวแทนนักศึกษา กล่าวขอบคุณนายกฯ ที่ได้ให้เกียรติมามอบนโยบายการบูรณาการการแก้ไขปัญหายาเสพติดระยะเร่งด่วนแก่นักศึกษา ซึ่งการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ หรือการใช้ยาเสพติด เป็นภัยร้ายแรงที่อยู่ใกล้ตัวนักศึกษา โดยนักศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จะนำนโยบายของนายกฯ ไปปฏิบัติเพื่อผลดีต่อตนเอง ครอบครัว และประเทศต่อไป

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักนายกรัฐมนตรี

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

2 ปีซ้อน หลังสนามบินเชียงราย ได้รับรางวัล “ท่าอากาศยานดีเด่น ปี 67”

 

 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2567 นาวาอากาศตรีสมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย พร้อมด้วย นางแสงเดือน อ้องแสนคำ รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ด้านสนับสนุนธุรกิจ) และพนักงานท่าอากาศยานแม่หลวง เชียงราย เข้าร่วมมีพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติบุคลากรผู้ทรงคุณค่าของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)(ทอท.) และมอบรางวัลให้แก่พนักงานดีเด่น , พนักงานที่ได้รับการคัดเลือกเป็นสุจริตชน ฅน ทอท. , พนักงานและลูกจ้างที่ได้รับการยกย่องเป็นกรณีพิเศษ , กลุ่มหรือหน่วยงาน ทอท.ดีเด่น , ท่าอากาศยานดีเด่น , บุคคลหรือหน่วยงานภายนอกผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ ทอท. ประจำปี 2567 เนื่องในโอกาสครบรอบการดำเนินงาน 45 ปี ทอท. 

ในปี 2567 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความภาคภูมิใจของพนักงานท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ทชร.) ที่ได้รับรางวัลอันทรงคุณค่า โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

 ท่าอากาศยานดีเด่น ประจำปี 2567 (ติดต่อกัน 2 ปีซ้อน) ของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) รางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่มาจากความมุ่งมั่น ตั้งใจ ทุ่มเท และเสียสละ ของพนักงานท่าอากาศยานท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายทุกคน ที่ร่วมมือร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวในการดำเนินงานให้ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงราย และขานรับนโยบายของ ทอท. พร้อมทั้ง “มุ่งมั่น พัฒนา ขับเคลื่อนสู่อนาคต” 

โดยผลงานแห่งความภาคภูมิใจ ของ ทชร. นั้น ประกอบด้วย 

  • เข้าร่วมโครงการ Customer Experience Accreditation จาก Airport Council International ซึ่งเป็นท่าอากาศยานแรกของประเทศไทย
  • การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ICAO Asia Pacific Aerodrome Design and Operation Task Force ภายใต้การดำเนินงานทั้งหมดของทีมงานพนักงาน ทชร. เพื่อแสดงถึงศักยภาพในการพร้อมนำจังหวัดเชียงรายสู่ Mice City
  • ได้รับรางวัลสถานประกอบการดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน 15 ปีติดต่อกัน
  • ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย Thailand Bianale Chiang Rai โดยให้การสนับสนุนสถานที่ตั้งปฏิมากรรมศิลปะร่วมสมัย เพื่อให้ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการร่วมชมและถ่ายภาพ 

พนักงานที่ได้รับการคัดเลือกเป็น “พนักงานดีเด่น ประจำปี 2567“ คือ นางสาวอารินรักษ์ โพธิ์ระมาด ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานอาวุโส 6 ส่วนมาตรฐานท่าอากาศยานและอาชีวอนามัย 

ในการนี้ เข้ารับรางวัลจาก ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ซึ่งการได้รับรางวัลในครั้งนี้ ถือเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานเพื่อการมุ่งมั่น ตั้งใจให้ ทชร. ก้าวไปสู่การเป็นท่าอากาศยานที่ดีต่อชุมชม และต่อเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายต่อไป 

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

‘ดูโฮม’ จับมือ ‘ครอบครัวช่าง’ เวิร์คช็อป สุดสนุกเอาใจพี่ช่าง “ชาวเชียงราย”

 

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2567 บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME ศูนย์ค้าปลีก-ค้าส่ง วัสดุก่อสร้าง ซ่อมแซม และตกแต่งบ้านแบบครบวงจร (One-stop Home Products Destination) ที่รู้จักกันในนาม “มหาอาณาจักรบ้าน” ยกขบวนออนทัวร์เมืองเหนือจัดกิจกรรมให้ความรู้เพื่อช่างกับงานสัมมนาพิเศษในหัวข้อ “นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อช่าง” จัดโดยบริการบัตรสมาชิก ‘ครอบครัวช่าง’ คุ้มทุกงานช่าง ยืน 1 เพื่อช่างไทย เพื่อยกระดับองค์ความรู้นวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ งานฝีมือ เทคนิค งานก่อสร้างและซ่อมแซมให้กับกลุ่มช่างชุมชนหรือช่างท้องถิ่นในพื้นที่ จ.เชียงราย โดยได้รับเกียรติจาก คุณเสกสรรค์ แม่นยำ ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนาฝีมือแรงงาน จากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย เข้าร่วมสัมมนา พร้อมจัดเต็มความสนุกกับกิจกรรมเวิร์คช็อปจากแบรนด์ชั้นนำ การแข่งขันทักษะทางฝีมือลุ้นเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 10,000 บาท และสิทธิประโยชน์มากมาย ในวันที่ 30 มิถุนายน 2567 ที่ดูโฮม สาขาเชียงราย

 

โดย คุณปฏิพัฒน์ ยอดเเก้วเปีย ผู้จัดการสาขาเชียงราย บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME กล่าวว่า “กว่า 41 ปี ที่ ดูโฮม อยู่คู่กับคนไทยและช่างไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับดูโฮม สาขาเชียงราย นับเป็นสาขาที่ 22 ซึ่งได้เปิดให้บริการเมื่อปลายปี 2566 ที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับที่ดีจากพี่น้องชาวจังหวัดเชียงรายทุกท่าน ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจของจังหวัดที่มีแนวโน้มการขยายตัวในภาคการก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และการท่องเที่ยวที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในจังหวัดเชียงรายและชายแดน ด้วยเหตุนี้ ดูโฮม จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมอาชีพช่างและโอกาสในการขยายองค์ความรู้ไปยังกลุ่มช่างชุมชนหรือช่างท้องถิ่นโดยตรง จึงตั้งใจให้ ‘ครอบครัวช่าง’ จัดงานสัมมนาพิเศษในหัวข้อ “นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อช่าง” ในครั้งนี้ เพื่ออัปเดตองค์ความรู้ใหม่ ๆ ช่วยต่อยอดทักษะเสริมแกร่งความเป็นมืออาชีพ ขยายโอกาส สร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับช่างชุมชนและช่างท้องถิ่น พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของช่างในเครือข่ายของ ‘ครอบครัวช่าง’ ให้ดีขึ้นไปพร้อมกัน อีกทั้งเราเข้าใจในความต้องการของช่างในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น สินค้า ราคา และบริการ ณ วันนี้ ดูโฮม ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งได้การเติมเต็มความรู้ให้กับครอบครัวช่างไทย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ดูแลพี่น้องช่างชาวเชียงรายทุกท่านต่อไปในอนาคต” คุณปฏิพัฒน์ กล่าว

 

 

และสำหรับกิจกรรมภายในงานพบกับความพิเศษที่จัดขึ้นมาเพื่อเอาใจพี่ช่างโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น

  • รับทันที ! ‘สว่านไฟฟ้า’ สุดพรีเมียม สำหรับพี่ช่างผู้โชคดีเมื่อลงทะเบียนร่วมงาน 40 ท่านแรก
  • รับฟรี! คูปองส่วนลดแทนเงินสดมูลค่า 1,000 บาท*
  • ร่วมรับฟังสัมมนาพิเศษในหัวข้อ “นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อช่าง” จากแบรนด์ชั้นนำ อาทิ Nash Yoshino ที่ยกขบวนมาให้ความรู้กันอย่างเต็มอิ่ม
  • พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมเวิร์คช็อปเครื่องมือช่าง และการแข่งขันทักษะทางฝีมือลุ้นเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 10,000 บาท

 

นอกจากนี้ สมาชิก “ครอบครัวช่าง” ยังจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมมากมาย อาทิ ลดเพิ่มทันที 3% *เมื่อช้อปสินค้ากลุ่มช่างที่ร่วมรายการ (ไม่มีขั้นต่ำ), รับคะแนนสมาชิกดูโฮม X3 เมื่อซื้อกลุ่มสินค้าที่ร่วมรายการ อาทิ งานหลังคา, งานพื้น, เครื่องมือก่อสร้างใหญ่, ฮาร์ดแวร์, เครื่องมือช่าง, สีและเคมีภัณฑ์ เป็นต้น และรับบัตรกำนัลแทนเงินสด เมื่อสะสมยอดซื้อกลุ่มสินค้าที่ร่วมรายการครบตามเงื่อนไข (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด) ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2567

 

โดยผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.DOHOME.co.th หรือ Line official : @Dohome หรือ Facebook fan page : Dohomeonline หรือ สายด่วน 1746

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

เปิดรับสมัครแล้ว! อบรมเชิงปฏิบัติการ “ผู้ผลิตข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์” รุ่น 8 พัฒนาคนรุ่นใหม่สู่เส้นทางสื่อมืออาชีพ

 

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) จัดอบรม โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้ผลิตข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์ ปีที่ 8 (Young Digital News Providers 2024) สำหรับนิสิตนักศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 16-18 สิงหาคม 2567 ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี

สำหรับโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนหลักจาก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) , บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)
และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

โครงการเชิงปฏิบัติการผู้ผลิตข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์ รุ่นที่ 8 เป็นโครงการอบรมสำหรับนิสิตนักศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือเทียบเท่าจากทั่วประเทศ รวมถึงเยาวชนหรือกลุ่มบุคคลที่มีอายุไม่เกิน 23 ปี เพื่อสร้างผู้ผลิตข่าวดิจิทัลยุคใหม่ เรียนรู้ พัฒนาทักษะในทุกมิติของการผลิตข่าวบนโลกออนไลน์ พร้อมเข้าสู่การทำงานอย่างมืออาชีพ

พร้อมพบกับวิทยากรแถวหน้าระดับประเทศ ประกอบด้วย คุณวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ผู้ผลิตรายการสารคดีและผู้ก่อตั้ง เถื่อนChannel , คุณอรรถพล ไข่ทอง หรือ เบลล์ ขอบสนาม ผู้ก่อตั้งเพจขอบสนาม , คุณชุตินธรา วัฒนกุล บรรณาธิการบริหารข่าวออนไลน์ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส, อ. ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ
อาจารย์พิเศษด้านกฎหมายเทคโนโลยี
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคุณอัยยา ตันติเสรีรัตน์ Head of Partnership & Co-Managing Director บริษัท เทลสกอร์ จำกัด และทีมงานจาก Tiktok และ Youtube รวมถึงเรียนรู้จริยธรรมสื่อ

สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับโอกาสในการคัดเลือกเข้าฝึกงานกับสำนักข่าวที่เป็นสมาชิกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) รวมกว่า 48 องค์กร รวมถึงโอกาสในการส่งผลงานข่าวเข้าประกวดชิงรางวัลในเวทีประกวดรางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม 2024 หมวดหมู่ผู้ผลิตข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์ และผลงานที่ได้รับรางวัลจะได้รับการเผยแพร่โดยสำนักข่าวชั้นนำอีกด้วย

ผู้สนใจเข้าร่วมอบรมโครงการ สามารถสมัครเป็นทีม ทีมละ 4 คน พร้อมเขียนโครงงานผลิตสกู๊ปข่าวในประเด็นใดก็ได้ที่สนใจ ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ Photo Story, วีดิโอ (ความยาว 1.30 – 5 นาที) สำหรับการเผยแพร่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ สามารถส่งใบสมัคร หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) โทรศัพท์ 081 700 2601 อีเมล์ SonpAssociation@gmail.com เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2567

ประกาศผลผู้มีสิทธิเข้าร่วมอบรม ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 บนเว็บไซต์ www.sonp.or.th และ https://www.facebook.com/SONPThai/

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ นำร่องการใช้เทคโนโลยีการสำรวจข้อมูลระยะไกลดูแลผืนป่าในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง

 

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ได้มอบทุนสนับสนุนจำนวน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐให้กับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ (MFLF) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการสำรวจข้อมูลระยะไกลที่สามารถติดตามการบุกรุกป่าไม้และพัฒนาแบบจำลองที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดและขยายผลในภูมิภาคอื่น ๆ ในขั้นต้นเทคโนโลยีนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อเฝ้าติดตามสังเกตการณ์ไร่กาแฟในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง (DTDP) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ภูเขาบนที่ราบสูงในจังหวัดเชียงราย  โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จะบริหารจัดการไร่กาแฟซึ่งปลูกใต้ร่มไม้ใหญ่ และเฝ้าติดตามการขยายตัวของป่าเศรษฐกิจ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการบุกรุกป่า พร้อมทั้งยกระดับโครงการคาร์บอนเครดิตซึ่งใช้วิธีการทางธรรมชาติ (nature-based carbon credit) ของทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ซึ่งเป็นโครงการคาร์บอนเครดิตซึ่งใช้วิธีการทางธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

นางดีปาลี คันนา รองประธาน สำนักงานภูมิภาคเอเชีย มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์  กล่าวว่า “การสนับสนุนเทคโนโลยีการสำรวจข้อมูลระยะไกลของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นตัวอย่างของความมุ่งมั่นในการเพิ่มขีดความสามารถให้กับชุมชนที่อยู่ในแนวหน้าของการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเกิดใหม่ (emerging technology) ความริเริ่มนี้มุ่งเน้นการสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน เสริมสร้างความเป็นผู้นำในท้องถิ่น กระตุ้นตลาดคาร์บอนให้มีสีสัน และยกระดับมาตรฐานตลาดคาร์บอนเครดิตให้มีความยั่งยืนโปร่งใส”

ด้วยทุนสนับสนุนนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จะพัฒนาแอปพลิเคชันที่ผ่านการทดสอบภาคสนามในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง ซึ่งครอบคลุมหมู่บ้าน 29 แห่งและผู้อยู่อาศัยจำนวน 12,682 ราย แอปพลิเคชันนี้เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการแยกความแตกต่างระหว่างป่าเศรษฐกิจและป่าอนุรักษ์ เนื่องจากต้นกาแฟนั้นมักปลูกใต้ร่มเงา จึงอาจเป็นเรื่องยากที่จะป้องกันไม่ให้ไร่กาแฟขยายไปสู่เขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ซึ่งจะเป็นการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ ในระยะยาว เทคโนโลยีนี้จะช่วยปกป้องป่าอนุรักษ์ โดยส่งเสริมการอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติและป้องกันการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพที่ทรงคุณค่าในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง นอกจากนี้ ศักยภาพในการคัดแยกระหว่างพื้นที่ป่าเศรษฐกิจและป่าอนุรักษ์จะช่วยทำให้โครงการคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการพัฒนาดอยตุงนั้นมีความแม่นยำโปร่งใสยิ่งขึ้น

Maisie Williams tươi tắn rạng rỡ trong chuyến sang Việt Nam dự sự kiện ngày 24/6. Không khí tràn đầy hứng khởi khi người hâm mộ háo hức chào đón cô. Maisie bày tỏ lòng biết ơn về sự tiếp đón nồng nhiệt và những trải nghiệm văn hóa độc đáo mà cô gặp được. Trong suốt cả ngày, có thể thấy rõ sự nhiệt tình của cô ấy; cô giao lưu với các nghệ nhân địa phương, nếm thử các món ăn truyền thống của Việt Nam và tham gia các hội thảo văn hóa nhằm nêu bật di sản phong phú của khu vực. Niềm hạnh phúc của cô được thể hiện rõ qua những nụ cười thường trực và những tương tác sôi nổi, cho thấy chuyến thăm này là điểm nhấn đáng nhớ trong chuyến du lịch của cô.

ทั้งนี้ ทีมงานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จะเข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนที่ปลูกกาแฟเพื่อสนับสนุนการใช้เทคนิคการสำรวจระยะไกลและการพัฒนาโซลูชันที่นำโดยชุมชนเพื่อจุดประสงค์การอนุรักษ์ป่าไม้ ซึ่งจะสามารถช่วยลดต้นทุนการพัฒนาโครงการ ยกระดับความพยายามในการอนุรักษ์ป่าไม้ และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชุมชน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มีแผนที่จะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้กับชุมชนอื่นๆ นอกพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงเพื่อขยายผลโครงการอนุรักษ์ป่าไม้ต่างๆ ทั่วประเทศ

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มีประสบการณ์มากกว่า 50 ปีในการดำเนินงานด้านการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน รวมถึงการปลูกป่าและการอนุรักษ์ป่า ทั้งนี้ โครงการล่าสุดคือการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ซึ่งช่วยให้ชุมชนขายคาร์บอนเครดิตจากกิจกรรมอนุรักษ์ป่าไม้ โดยมีภาคเอกชนเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ  โดยโครงการดังกล่าวช่วยกระจายจากภาคเอกชนกว่า 60% สู่ชุมชนโดยตรง ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้จดทะเบียนป่าชุมชนประมาณ 312,500 ไร่กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งเป็นระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิตของประเทศ ทำให้โครงการนี้เป็นโครงการคาร์บอนเครดิตซึ่งใช้วิธีการทางธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

องค์ความรู้จากการดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมกับชุมชนในการพัฒนาเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกลนี้ จะถูกนำมาใช้เป็นกรณีศึกษาและในกิจกรรมอื่นๆ เพื่อให้เกิดการขยายผลต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่ภูมิภาคต่างๆ และพืชพันธุ์ชนิดอื่นๆ ทุนสนับสนุนนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ในการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับองค์กรที่มีความโดดเด่นในด้านความเป็นผู้นำและการสร้างผลกระทบเชิงบวกในการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศและการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน อันถือเป็นก้าวสำคัญสู่การสร้างตลาดคาร์บอนที่มีความโปร่งใสและยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  กลยุทธ์ด้านสภาพภูมิอากาศของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์มุ่งเน้นการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในด้านอาหาร สุขภาพ พลังงาน และการเงิน เพื่อแก้ไขวิกฤติสภาพภูมิอากาศ การดำเนินงานนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีเกิดใหม่ในการส่งเสริมโอกาสการเข้าถึงและแข่งขันในตลาดให้กับโครงการหรือความริเริ่มที่นำโดยชุมชนท้องถิ่น อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเท่าเทียมเป็นธรรม

หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ https://www.maefahluang.org/en/homepage/ และ https://www.rockefellerfoundation.org/

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ / มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ป.ป.ส. จัดประกวดคลิปวิดีโอสั้น ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 24 ล้านบาท

 

ป.ป.ส. เชิญชวนเยาวชนทั่วประเทศร่วมกิจกรรมสื่อสาร สร้างสรรค์ รู้เท่าทัน ยาบ้า (Be Smart Say No to Drugs) ส่งผลงานประกวดคลิป วิดีโอสั้น ภายใต้คอนเซปต์ “How to say no to Yaba ?” ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 24,000,000 ล้านบาท

 

สำนักงาน ป.ป.ส. จัดกิจกรรมสื่อสาร สร้างสรรค์ รู้เท่าทันยาบ้า (Be Smart Say No to Drugs) ประกวดคลิปวิดีโอสั้น (ความยาวไม่เกิน 1 นาที) ผ่านแพลตฟอร์มติ๊กต็อก (TikTok) ภายใต้คอนเซปต์ “How to say no to Yaba ?” ชิงเงินรางวัลรวมทุกระดับกว่า 24 ล้านบาท

 

โดยขอเชิญชวนน้องๆ เยาวชนที่มีอายุระหว่าง 13 – 19 ปี ที่กำลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า ในสถานศึกษาทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ โดยการประกวดแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ (1) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า (ทีมละ 2-5 คน)  และ (2) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษา หรือเทียบเท่า (ทีมละ 2-5 คน) โดยในแต่ละทีมจะต้องอยู่สถานศึกษาเดียวกัน สำหรับการคัดเลือกผลงานจะเริ่มคัดเลือกตั้งแต่ระดับอำเภอจำนวน 878 อำเภอ แล้วคัดเลือกทีมชนะเลิศแต่ละอำเภอ มาแข่งขันเป็นตัวแทนของจังหวัดและกรุงเทพมหานคร เพื่อเข้ามาตัดสินในระดับประเทศต่อไป

 

ทั้งนี้ ทีมตัวแทนระดับจังหวัดจะได้เรียนรู้เทคนิคการสร้างสรรค์คอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียจากอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เช่น พ่อมดติ๊กต๊อก, โค้ดดี้ เสือร้องไห้, หนุ่ย แบไต๋ และอื่น ๆ โดยสามารถนำความรู้นี้มาพัฒนาต่อยอดเพื่อชิงชนะเลิศในการแข่งขันระดับประเทศ

 

กิจกรรมสื่อสาร สร้างสรรค์ รู้เท่าทัน ยาบ้า (Be Smart Say No to Drugs) เริ่มเปิดรับผลงานตั้งแต่วันนี้ – 20 ก.ค. 2567 โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือส่งผลงานที่เว็บไซต์ www.besmartsaynotodrugs.com หรือ Facebook : Be Smart Say No to Drugs / Tiktok : besmartsaynotodrugs  

 

กิจกรรมนี้ มุ่งหวังที่จะสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้กับเยาวชน ให้ห่างไกลจากยาบ้า และรับรู้ถึงโทษพิษภัยผลกระทบจากการใช้ยาเสพติด การใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการสร้างการรับรู้จึงถือเป็นเครื่องมือหลักในการที่จะช่วยสื่อสาร และเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงในการเข้าถึงเยาวชน ได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด นอกจากนี้ ยังต้องการที่จะให้เยาวชน รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และสร้างสรรค์สื่อที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ทั้งนี้ ผลงานที่ได้รับรางวัล สำนักงาน ป.ป.ส. จะนำมาใช้ในการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อสร้างกระแสให้เยาวชนห่างไกลจากยาบ้า พร้อมทั้ง ดำเนินการตามแผนงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล 

 

เพื่อมุ่งหวังให้เยาวชนมีทักษะการใช้ชีวิตให้ห่างไกลเสพติด พร้อมทั้งรู้เท่าทันโทษพิษภัยยาบ้า สามารถใช้ชีวิตและเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพเป็นกำลังพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

โรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค จัดงาน วันระลึก ‘หมอบรัดเลย์’

 

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2024 โรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค ได้จัดงาน “วันระลึกนายแพทย์แดน บีช แบรดลีย์ (หมอบรัดเลย์)  ผู้ที่มีคุณูปการต่อชาวสยาม” จุดประสงค์การจัดงานในครั้งนี้นอกจากเป็นการรำลึกถึงคุณหมอบรัดเลย์ท่านผู้เป็นบุคคลสำคัญที่ได้นำการแพทย์แผนปัจจุบันมาสู่ประเทศไทย 

 

โดยในงานนี้โรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊คได้รับเกียรติ จากท่าน ว่าที่ร.ต.ศราวุธ จันทวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานเปิดงานในครั้งนี้  โดยมีศจ.ดร.ศิริรัตน์ ปุสุรินทร์คำ ประธานคณะกรรมการอำนวยการโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค เป็นผู้กล่าวรายงาน มีการขับร้องประสานเสียงจากบุคลากรโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊คในบทเพลง “ระลึกถึงคุณหมอบรัดเลย์” และที่พิเศษสุดคือได้รับเกียรติจาก อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม ศิลปินชาวเชียงราย ร่วมวาดภาพคุณหมอบรัดเลย์พร้อมกับการบรรเลงเพลงของวงดุริยางค์โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม

 

ศจ.ดร.ศิริรัตน์ ปุสุรินทร์คำ กล่าวว่า ถึงการจัดงาน “วันระลึก นายแพทย์แดน บีช แบรด ลีย์ (หมอบรัดเลย์) ผู้ที่มีคุณูปการต่อชาวสยาม” เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณหมอบรัดเลย์ ท่านผู้เป็นบุคคลสำคัญที่ได้นำการแพทย์แผนปัจจุบันมาสู่ประเทศไทย

 

ว่าที่ร้อยตรี ศราวุธ จันทวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า “วันระลึก นายแพทย์ แดเนียล บีช บรัดเลย์” หรือ “คุณหมอบรัดเลย์” ในครั้งนี้มิชชันนารีจากต่างประเทศเข้ามาประกาศศาสนาและทำพันธกิจในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก  ท่านเหล่านี้ ได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับพี่น้องชาวไทยเป็นอย่างมาก  หนึ่งในมิชชันนารีที่เรารำลึกถึงท่านในวันนี้คือ นพ.บรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) หรือ “ คุณหมอบรัดเลย์” ท่านมีคุณูปการต่อชาวไทยในหลายด้าน  ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์  ด้านการศึกษาและสิ่งตีพิมพ์

 

ซึ่งผลงานที่สำคัญของนายแพทย์แดน บีช แบรดลีย์ (หมอบรัดเลย์)  ผู้ที่มีคุณูปการต่อชาวสยามคือ  

  • การริเริ่มผ่าตัดด้วยการนำวิทยาการสมัยใหม่จากตะวันตกมาเข้ามาใช้
  • การริเริ่มการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษหรือฝีดาษ
  • ท่านเป็นคนแรกที่ทำการถ่ายเลือด เพื่อแก้ไขผู้ป่วยที่เสียเลือดไปเป็นจำนวนมาก
  • เป็นผู้ตั้งร้านจำหน่ายยาและเป็นต้นกำเนิดความคิดของการทำคลินิกแห่งแรกในสยาม หรือที่เราเรียกว่า “ โอสถศาลา ”

 

ผลงานทางด้านการศึกษาและสิ่งตีพิมพ์ของท่านก็มีอย่างมากมาย  ท่านเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจการพิมพ์และโรงพิมพ์   อาทิเช่น  การหล่อแท่นพิมพ์ภาษาไทยสำเร็จเป็นครั้งแรก  พิมพ์เอกสารราชการไทยฉบับแรก    พิมพ์หนังสือพิมพ์ไทยฉบับแรก  พิมพ์พจนานุกรมไทยฉบับแรก  พิมพ์ตำราการแพทย์  พิมพ์ตำราเรียนภาษาไทย  และตำราอื่นๆ อีกมากมาย ทางโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊คขอขอบคุณทุกท่าน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ในจังหวัดเชียงรายที่เข้าร่วมงานนี้ครั้งนี้

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ดังระดับประเทศ SME D Bank ดันพริกแกง “แม่น้อย” เชียงราย

 
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2567 พริกแกงรสเลิศแบรนด์ “แม่น้อย” สูตรต้นตำรับภาคเหนือที่อยู่คู่ชาวเชียงราย มากว่า 40 ปี ทุกวันนี้ เติบโตเป็นสินค้าดังระดับประเทศ เมื่อทายาทธุรกิจ เข้ามาสานต่อและต่อยอด ด้วยมาตรฐานการผลิต และไม่หยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายและแปลกใหม่อยู่เสมอ ขับเคลื่อนให้ขยายตลาดได้ทั้งผ่านโมเดิร์นเทรดและเป็นของฝากยอดฮิต รวมถึง ส่งออกต่างประเทศ ที่สำคัญ กิจการนี้ มีส่วนช่วยสร้างงาน และสร้างสุขให้แก่คนในชุมชน ได้ทำงานที่บ้านเกิด โดย SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทยเสริมทัพเติมพลังให้เดินหน้าได้ตามแผนธุรกิจที่วางไว้
 
 
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2519“นวลน้อย ธารทองไพบูลย์” หรือ “แม่น้อย” ประกอบอาชีพแม่ค้าขายพริกแกงในตลาดสด จ.เชียงราย ด้วยรสชาติยอดเยี่ยม จากสูตรเด็ดเคล็ดลับเฉพาะตัว พริกแกงแม่น้อยขายดิบ ขายดี ขึ้นแท่นเป็นเจ้าดังประจำตลาด และยังขายส่งให้ร้านค้าต่างๆ ในท้องถิ่น
 
 
พริกแกงแม่น้อยยกระดับจากขายในตลาดสดสู่สินค้าระดับประเทศ เมื่อทายาทธุรกิจ คุณ“เบญจวรรณ ภัทรธรรมกุล” ลูกสาวที่คลุกคลีช่วยแม่ขายพริกแกงในตลาดสดมาตั้งแต่เด็ก และจบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์อาหาร กับสามี “ภาณุ ภัทรธรรมกุล”เข้ามาช่วยสานต่ออาชีพครอบครัว เมื่อปี พ.ศ.2535  จากผลิตในรูปแบบครัวเรือน และขายปลีกขายส่งแบบบ้านๆ ในตลาดสดประจำท้องถิ่น สู่การแปรรูปเป็นพริกแกงในบรรจุภัณฑ์สุญญากาศ เพื่อขยายตลาดได้กว้างไกลยิ่งขึ้น พร้อมยกระดับบริหารธุรกิจในนามนิติบุคคล บริษัท ภาเบญ ฟู้ดส์ จำกัด และสร้างแบรนด์ “แม่น้อย” 
 
 
นายภาณุ กล่าวว่า พริกแกงตักสดเก็บได้ไม่นาน ทำให้ไม่สามารถส่งขายพื้นที่ไกลๆ ได้ ตอนนั้น ทางภาคเหนือ ยังไม่มีผู้ผลิตพริกแกงที่เป็นมาตรฐานเลย เราเลยลองผลิตพริกแกงใส่บรรจุภัณฑ์สุญญากาศ สะอาดและเก็บไว้ได้นาน เป็นเจ้าแรกของภาคเหนือแล้วไปเสนอขายตามร้านขายส่งต่างๆ  ทำให้ขยายตลาดได้กว้างขึ้นจากเฉพาะในอำเภอเมืองเชียงราย ก็ขยายไปสู่อำเภอรอบนอก และต่อไปถึงจังหวัดใกล้เคียง พร้อมปรับปรุงกระบวนการผลิต สร้างโรงงาน และนำเครื่องจักรมาใช้ในการผลิต”
 
 
ด้วยการเน้นให้ความสำคัญเรื่องมาตรฐานเป็นสิ่งสูงสุด แม้จะเป็นผู้ประกอบการระดับเอสเอ็มอี ทว่า พริกแกงแม่น้อย  มีมาตรฐานด้านการผลิตและผลิตภัณฑ์ระดับสากล ระดับส่งออกได้เช่น อย. GMP และฮาลาล เป็นต้น ทำให้ได้รับโอกาสขยายตลาดต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพาสินค้าขายผ่านโมเดิร์นเทรด ถือเป็นจุดเปลี่ยนทำให้ยอดขายเติบโตก้าวกระโดด
 
 
“การส่งสินค้าเข้าห้างโมเดิร์นเทรด เป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย เนื่องจากต้องปรับตัวอย่างรุนแรง เพื่อยกระดับธุรกิจทุกๆ ด้าน ให้ตอบโจทย์เกณฑ์ของโมเดิร์นเทรดและความต้องการตลาดทั่วประเทศได้เหมาะสม ยอมรับว่า ช่วงปีแรก หนักหนาสาหัสมาก เพราะต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ทั้งการสต็อกสินค้า ลงทุนเครื่องจักร และค่าแรงที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แต่เมื่อสินค้าเริ่มติดตลาด ประกอบกับการพัฒนาผลิตภาพ (productivity) และมีสินค้าใหม่มาออกต่อเนื่อง สนับสนุนให้ผลการดำเนินงานดีขึ้นตามลำดับ” 
 
 
คุณเบญจวรรณ กล่าวเสริมว่า พริกแกงแม่น้อย มีจุดเด่นของการเป็นพริกแกงสูตรต้นตำรับเมืองเหนือแท้ๆ ที่รักษารสชาติแบบดั้งเดิม แต่เสิร์ฟในรูปโฉมใหม่ที่สะอาดปลอดภัยและได้มาตรฐาน  ทำให้เหมาะจะซื้อเป็นของฝากสำหรับนักท่องเที่ยว ยามมาเยือนจังหวัดทางภาคเหนือ ขณะเดียวกันคนทุกภูมิภาคที่อยากได้พริกแกงเหนือแท้ๆ ไม่ว่าจะเป็นพริกแกงน้ำเงี้ยวพริกแกงอังเลพริกแกงข้าวซอย ฯลฯ ก็สามารถซื้อหาไปประกอบอาหารกินเองได้ง่ายๆ  
 
 
ขณะเดียวกัน นำพื้นฐานความชำนาญเดิมต่อยอดสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เสมอ ตัวอย่างความสำเร็จ คือ “พริกแกงหมาล่า”ที่เห็นเทรนด์ฮิตในเมืองไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ  จึงทดลองผลิตออกสู่ตลาด  โดยใช้เครื่องจักร และวัตถุดิบที่มีอยู่แล้ว นำมาพัฒนาสูตรรสชาติที่คาดว่าถูกปากคนไทย ปรากฏว่า ทุกวันนี้ พริกแกงหมาล่าแบรนด์แม่น้อย เป็นสินค้าขายดี จนผลิตไม่ทันความต้องการตลาด
 
 
ไอเดียต่อยอดสร้างสินค้าใหม่ ๆ เสมอทำให้ปัจจุบัน พริกแกงแม่น้อย มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 40 ชนิด ส่งขายทั่วประเทศ ผ่านโมเดิร์นเทรดชื่อดัง ร้านของฝากและช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ กำลังผลิตพริกแกงกว่า 4-5 ตันต่อวัน และใช้เครื่องเทศกว่า 14-15 ตันต่อเดือน โดยมีธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank สาขาเชียงรายเข้ามาเสริมแกร่งสนับสนุนการเติบโต ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อต่าง ๆ  ช่วยเสริมสภาพคล่องในการดำเนินกิจการ รวมถึง ยกระดับลงทุนเพิ่มกำลังผลิต ช่วยให้กิจการเดินหน้าตามแผนได้อย่างไม่มีสะดุด
 
 
การเดินทางต่อยอดธุรกิจพริกแกงแม่น้อย มากว่า 30 ปี  ความภูมิใจของ ภาณุ และเบญจวรรณ  คือ ได้สานต่ออาชีพที่บุกเบิกโดยคุณแม่  ให้ยืนหยัดเป็นเสาหลักสร้างอาชีพ ช่วยสนับสนุนคนในชุมชนท้องถิ่นบ้านเกิด  ให้มีงานทำ โดยแรงงานกว่า110 ชีวิต ที่อยู่กันมาเหมือนครอบครัว มากกว่า 90% เป็นคนในท้องถิ่น ทั้งคนไทยและชาวไทยภูเขา ได้ทำงานที่บ้านเกิด ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานเข้าไปทำงานในเมือง ช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  
 
 
“ผมอยากให้กิจการของเราเป็นเอสเอ็มอีที่จิ๋วแต่แจ๋ว  ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าได้รับคุณค่าที่ยิ่งใหญ่จากผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน มีการพัฒนาสินค้าต่อเนื่อง เมื่อบริษัทเราสามารถดำเนินกิจการได้อย่างมั่นคงก็จะสามารถกลับมาดูแลพนักงานได้อย่างดีที่สุด ซึ่งเราสองคนคิดเสมอว่า ที่ธุรกิจเดินมาได้ถึงวันนี้  เพราะพนักงานทุกคนช่วยกัน ดังนั้น เราอยากจะดูแลพวกเขาให้ดีที่สุด” นายภาณุ กล่าว
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News