Categories
NEWS UPDATE

วิกฤตนโยบาย ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในไทยเพิ่ม 11 เท่า! รัฐถูกกดดันให้ “ควบคุม” แทน “แบนอย่างเดียว”

แบนไม่ช่วยลด? ปะทะคารม “บุหรี่ไฟฟ้า” กลางนโยบายสาธารณะไทย ผู้ใช้พุ่ง 11 เท่า–ตลาดมืดเฟื่อง รัฐถูกจี้ทบทวนทางเลือกควบคุมรูปแบบใหม่

เชียงราย, 5 พฤศจิกายน 2568—ท่ามกลางการยืนยันของรัฐไทยต่อหลักการ “ห้ามนำเข้า–ห้ามขาย–ห้ามครอบครอง” บุหรี่ไฟฟ้ามากว่าทศวรรษ เสียงวิจารณ์จากเครือข่ายผู้ใช้และผู้สนับสนุนแนวทาง “ลดอันตรายจากยาสูบ” (tobacco harm reduction) ดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อข้อมูลด้านสถิติชี้ว่าจำนวนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไม่ได้ลดลงตามเจตนารมณ์การแบน ตรงกันข้าม กลับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด พร้อมผลข้างเคียงอย่าง “ตลาดมืด” การทุจริต และการเข้าถึงของเยาวชนผ่านออนไลน์ โดยแกนนำกลุ่ม “ลาขาดควันยาสูบ” (ECST) เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดพื้นที่นโยบายใหม่ที่ “ควบคุมภายใต้กฎหมาย” แทนการแบนแบบเบ็ดเสร็จ

 “นโยบายถูก–ผลลัพธ์ผิด?”

ค่ำคืนหนึ่งในชุมชนเมืองภาคเหนือ ผู้ปกครองจับได้ว่าเด็กมัธยมซ่อน พอตใช้แล้วทิ้ง ไว้ในกระเป๋าเสื้อนักเรียน ทั้งที่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว “ผิดกฎหมาย” ตามระเบียบไทยมาเป็นเวลากว่าสิบปี เหตุการณ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ และสะท้อนความจริงเชิงนโยบายว่า การแบน เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการหยุดยั้งการใช้ได้ในโลกที่การซื้อขายเคลื่อนไปบนแพลตฟอร์มข้ามพรมแดน

ในทางข้อเท็จจริง รัฐไทยยังยืนบนฐานกฎหมายเดิม—การนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย ขณะที่หน่วยงานรัฐทบทวน–ย้ำเตือนต่อเนื่อง เช่น กรมศุลกากรและกรมสรรพสามิต รวมถึงฝ่ายความมั่นคงและท้องถิ่นที่บังคับใช้ร่วมกัน เพื่อ “ปกป้องสุขภาพสาธารณะและเยาวชน” อย่างไรก็ดี ความเป็นจริงเชิงสังคมชี้ให้เห็นช่องโหว่สำคัญของ อีโคซิสเต็มตลาดมืด ที่เติบโตเร็วกว่าเครื่องมือกำกับดูแลของรัฐหลายก้าว ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มโลกว่าผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า “มีจำนวนมากและกระจุกตัวในบางภูมิภาค/ช่วงวัย” ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ประเมินผู้ใช้ทั่วโลกระดับ กว่า 100 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ในประเทศรายได้สูง และมีเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มทดลองใช้ผลิตภัณฑ์นิโคตินชนิดใหม่นี้ด้วยเหตุผลด้านรสชาติ การตลาด และการรับรู้ว่า “อันตรายน้อยกว่า” บุหรี่เผาไหม้ดั้งเดิม (cigarette) ซึ่ง WHO ย้ำว่าความเสี่ยงด้านสุขภาพของเยาวชนยังเป็นปัญหาหลักที่ทุกประเทศต้องกังวลและเฝ้าระวังอย่างจริงจัง

ภาพรวมสถานการณ์ไทย “ผู้ใช้เพิ่ม 11.44 เท่า”—สัญญาณเตือนจากตัวเลข

ข้อมูลเชิงสถิติที่ถูกอ้างถึงอย่างกว้างขวางในปี 2567 ระบุว่า จำนวนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า 11 เท่า ภายในไม่กี่ปี จากราว 78,742 คน (ปี 2564) เป็น ประมาณ 900,459 คน (ปี 2567) ตัวเลขดังกล่าวถูกนำมาขยายผลในพื้นที่สาธารณะโดยเครือข่ายผู้ใช้และสื่อหลายสำนัก เพื่อชี้ถึง “ความล้มเหลว” ของแนวทาง “แบนอย่างเดียว” ในมิติผลลัพธ์เชิงพฤติกรรม (พฤติกรรมการใช้จริงไม่ได้ลดลง) และเชิงตลาด (สินค้าไหลเข้าสู่ ตลาดมืด)

ในเชิงกฎหมาย ไทยยังคงห้ามนำเข้า–จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ภายใต้ระเบียบและมาตรการที่หน่วยงานรัฐ เช่น กรมประชาสัมพันธ์ ได้สื่อสารย้ำต่อสาธารณะ โดยระบุชัดว่าการขายบุหรี่ไฟฟ้าในไทยนั้นผิดกฎหมาย และผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้อง (เช่น กฎหมายศุลกากร/สรรพสามิต/ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ) ซึ่งเป็นฐานอำนาจหลักในการบังคับใช้ร่วมกันในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ภาพรวมดังกล่าวสร้างคำถาม 3 ประการต่อสังคมและผู้กำหนดนโยบายไทย

  1. เมื่อ “แบน” แล้วเหตุใดผู้ใช้ยังเพิ่ม?
  2. จะลดการเข้าถึงของเยาวชนอย่างไรในโลกดิจิทัลที่ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง?
  3. ประเทศไทยควรเดินหน้าด้วย “แบนต่อ” หรือ “ควบคุมภายใต้กฎหมาย” แบบมีเครื่องมือกำกับ (อายุ–ฉลาก–ภาษี–มาตรฐาน–การตลาด) เหมือนหลายประเทศ?

เสียงเรียกร้องจากภาคประชาชนผู้ใช้ “แบน = ทางตัน” ผลักคนเข้าสู่ตลาดมืด

นายอาสา ศาลิคุปต แกนนำกลุ่ม ลาขาดควันยาสูบ (ECST) ระบุว่า “แม้ไทยจะแบนบุหรี่ไฟฟ้ามากว่า 10 ปี แต่จำนวนผู้ใช้กลับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด” พร้อมชี้ว่า การแบนทำให้เกิดตลาดมืด การคอร์รัปชัน และการเข้าถึงของเยาวชนที่รัฐควบคุมคุณภาพไม่ได้ ตลอดจนการผสมสารเสพติดแอบแฝงในบางกรณี ย้ำข้อเสนอให้ ทบทวนแนวทางนโยบาย จาก “แบน” ไปสู่ “ควบคุมภายใต้กฎหมาย” โดยอ้างอิงว่าทั่วโลกมี หลายสิบประเทศ ที่ออกกฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์นิโคตินชนิดใหม่เหล่านี้แล้ว และใช้มาตรการเฉพาะเพื่อป้องกันเยาวชนและลดความเสี่ยงสาธารณสุข

ข้อเสนอของ ECST ตั้งอยู่บนตรรกะ “ทางเลือกที่อันตรายน้อยกว่า” สำหรับผู้สูบที่ “ยังเลิกไม่ได้/ไม่อยากเลิก” ซึ่งควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและช่องทางเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย (เช่น มาตรฐานสารเคมี/ปริมาณนิโคติน/การติดฉลากคำเตือน/ระบบติดตามย้อนกลับสินค้า) ภายใต้กรอบควบคุมของรัฐอย่างเข้มงวด เทียบเคียงกับกฎเกณฑ์ด้านการตลาด การโฆษณา และการจัดเก็บภาษีแบบบุหรี่เผาไหม้

มุมมองสาธารณสุขและกรอบ WHO FCTC “เยาวชนมาก่อน” และหลักระวังไว้ก่อน

ในอีกด้านหนึ่ง ชุมชนนักวิชาการการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงผู้กำหนดนโยบายไทยจำนวนมากยังยึดแนวคิด “ระวังไว้ก่อน” (precautionary principle) บนฐานวิชาการที่ระบุถึง อันตรายของนิโคตินต่อสมองวัยรุ่น และความเสี่ยงต่อปอด–หัวใจจากไอระเหยเคมีของบุหรี่ไฟฟ้าบางชนิด โดยเฉพาะความหลากหลายของผลิตภัณฑ์/สารแต่งกลิ่น/ความเข้มข้นนิโคติน และพฤติกรรมการใช้ที่แตกต่างกัน ซึ่ง WHO ก็เตือนอย่างต่อเนื่องให้ “ควบคุมอย่างเข้มงวด” และ “กำจัดการเข้าถึงของเยาวชน” เป็นอันดับแรก

สาระสำคัญของ WHO FCTC ที่ประเทศไทยเป็นภาคี (กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ) คือการลดความชุกของการใช้ยาสูบทุกรูปแบบและป้องกันเยาวชนเริ่มใช้ โดยทิศทางการประชุมระดับโลกในช่วงหลังตอกย้ำมาตรการควบคุมการตลาด กลิ่น–รส–บรรจุภัณฑ์ที่ดึงดูดเยาวชน รวมทั้งการกำกับการขายออนไลน์ข้ามแดน ซึ่งประเทศต่างๆ นำไปปรับใช้แตกต่างกัน—บางประเทศ อนุญาตแบบควบคุมเข้ม (อายุขั้นต่ำ ภาษีสูง มาตรฐานผลิตภัณฑ์ โควตา/ใบอนุญาต) ขณะที่บางประเทศ แบน ทั้งระบบ

โลกภายนอก ผู้ใช้กว่า “100 ล้านคน”—โจทย์นโยบายที่ไม่มีสูตรสำเร็จเดียว

ภาพใหญ่ระดับโลกที่ WHO และสื่อเศรษฐกิจนานาชาติสรุปไว้ คือจำนวนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า มากกว่า 100 ล้านคน และกระจุกตัวสูงในประเทศรายได้สูง (ผู้ใหญ่กว่า 86 ล้านคน) ขณะเดียวกันกลุ่มเยาวชนวัย 13–15 ปีก็ยังอยู่ในเรดาร์ความเสี่ยง ทั้งการเริ่มทดลองใช้และการใช้ประจำในบางประเทศ—บริบทนี้ทำให้แต่ละรัฐต้อง “ออกแบบนโยบายตามโจทย์จริงของตัวเอง” โดยชั่งน้ำหนักระหว่าง การคุ้มครองเยาวชน และ เครื่องมือกำกับพฤติกรรมของผู้ใหญ่ ซึ่งไม่ยอมเลิกง่าย ๆ

ไทยในทางแพ่งและอาญา กฎหมายยัง “ห้าม” แต่การบังคับใช้ต้องปรับให้ทันยุค

แม้กฎหมายไทยยังคง “แบน” แต่ ความท้าทายของการบังคับใช้ คือธรรมชาติสินค้าที่เล็ก พกพาง่าย ซ่อนง่าย ซื้อผ่านออนไลน์–ข้ามแดนได้ และมีช่องทางลำเลียงที่สลับซับซ้อน ทำให้ “อุปสงค์” ที่ยังมีอยู่ผลักดันให้ อุปทาน จากต่างประเทศเล็ดลอดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนจากการจับกุม–ยึดของกลางเป็นระยะ และการรณรงค์เตือนภัยจากหน่วยงานรัฐซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในเชิงออกแบบนโยบาย หลายฝ่ายชี้ว่าหากไทยยังคงแนวทาง “แบน” จำเป็นต้องเร่งสร้าง กลไกปิดประตูตลาดมืด ให้แน่นหนากว่าเดิม ได้แก่

  • ความร่วมมือ ปิดช่องทางออนไลน์ กับแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ/โซเชียล,
  • การติดตาม เส้นทางการเงิน และผู้ค้ารายใหญ่,
  • การบังคับใช้กับ ตัวกลางโลจิสติกส์ และจุดผ่านแดน,
  • การเสริม ทักษะสืบสวนดิจิทัล ของตำรวจและพนักงานสอบสวน,
  • การสื่อสารสาธารณะกับผู้ปกครอง–สถานศึกษาในการสังเกตและป้องกันการใช้ในเยาวชน

 “แบนต่อ–คุมเข้ม” หรือ “ปลดล็อกบางส่วน–คุมเข้มกว่าเดิม”

ฉากทัศน์นโยบาย ที่เป็นไปได้สำหรับไทยมีอย่างน้อย 2 แนว

1) แบนต่อไป แต่ยกระดับการบังคับใช้แบบ “ทั้งระบบ”

  • พัฒนา ระบบสืบสวนการค้าออนไลน์ ร่วมกับแพลตฟอร์ม
  • ไล่ปิดเครือข่าย เส้นทางเงิน–โกดัง–ขนส่ง ด้วยกฎหมายฟอกเงิน/ศุลกากร
  • เพิ่ม โทษปรับสูง–ริบทรัพย์ สำหรับผู้ค้ารายใหญ่
  • ทำ แคมเปญเลิกบุหรี่เชิงพฤติกรรม เจาะกลุ่มเสี่ยงเฉพาะ
  • เฝ้าระวัง โรงเรียน/สถานบันเทิง/ชุมชนเมือง ด้วยทีมพหุหน่วยงาน

2) ปลดล็อกบางส่วนภายใต้ “ระเบียบเข้มกว่าบุหรี่ปกติ” (ตัวอย่างจากหลายประเทศ)

  • จำกัด อายุขั้นต่ำ และ KYC ทุกจุดขาย (ออฟไลน์–ออนไลน์)
  • บังคับมาตรฐาน ปริมาณนิโคติน–ส่วนผสม–ฉลากเตือน–บรรจุภัณฑ์เรียบ
  • เกณฑ์ ใบอนุญาตร้านค้า (โควตา) และ ระบบติดตามย้อนกลับสินค้า
  • เก็บ ภาษีสรรพสามิตแบบขั้นบันได และปิดช่องว่างราคากับบุหรี่เผาไหม้
  • ห้ามรส–กลิ่น ที่ดึงดูดเยาวชน/ห้ามโฆษณา/จำกัดการจัดวาง
  • สร้าง ฐานข้อมูลไม่ระบุตัวตน เพื่อติดตามพฤติกรรมและผลกระทบจริง

แนวทางที่สองเป็น “การยอมรับความจริงเชิงพฤติกรรม” ว่ามีผู้ใหญ่จำนวนมากที่ยังไม่เลิก และหากต้องอยู่กับปัญหาในโลกจริง การควบคุมคุณภาพ–เส้นทางจำหน่าย–การตลาด อาจช่วยลดอันตรายโดยรวมได้ ขณะเดียวกันต้อง “ปิดประตูเยาวชน” ให้แน่นกว่าเดิมอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นข้อเสนอใจกลางของกลุ่มผู้ใช้ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสาธารณสุขย้ำว่าความเสี่ยงระยะยาวของสารบางชนิดในบุหรี่ไฟฟ้ายังต้องการหลักฐานเพิ่ม การตัดสินใจจึงควรอยู่บนฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่ดีและการติดตามผลหลังนโยบายอย่างใกล้ชิด

มิติ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ทำไมต้องฟัง “ทุกฝ่าย”

การกำหนดนโยบายที่ แตะทั้งสุขภาพ–เศรษฐกิจ–สิทธิเสรีภาพ–กฎหมาย ต้องฟังและชั่งน้ำหนักหลายเสียง

  • ฝ่ายสาธารณสุข/การแพทย์ เน้น “เยาวชนมาก่อน” ลดการเริ่มใช้ใหม่ และ หลักระวังไว้ก่อน ต่อความเสี่ยงระยะยาว
  • ฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย ต้องการเครื่องมือ ปิดตลาดมืด และปราบ “รายใหญ่–ข้ามชาติ”
  • ผู้ใช้/ผู้ไม่เลิก ต้องการข้อมูลที่ถูกต้องและ ทางเลือกที่เสี่ยงน้อยลง
  • สถานศึกษา/ผู้ปกครอง ห่วงการเข้าถึงของเยาวชน กลิ่น–รส–บรรจุภัณฑ์ที่ “เป็นมิตรกับเด็ก”
  • ผู้กำหนดนโยบายการคลัง พิจารณา ภาษี–รายได้รัฐ–ต้นทุนสาธารณสุข
  • ประชาชนทั่วไป ต้องการ ความชัดเจน ไม่สับสนระหว่าง “ผิดกฎหมาย” กับ “เห็นขายทั่วไป”

การเปิดเวที “พูดคุยบนฐานข้อมูล” ระหว่างทุกฝ่ายคือเงื่อนไขสำคัญ—ไม่ว่าทางเลือกสุดท้ายจะเป็น “แบนต่อ” หรือ “ควบคุมภายใต้กฎหมาย”

ประเด็นย่อยที่สังคมควรถาม–รัฐควรตอบ

  1. เยาวชนอยู่ตรงไหนของสมการ?
    ต้องกำหนดเป้าหมาย–มาตรการ–ตัวชี้วัดเฉพาะเยาวชน (ห้ามรส–กลิ่น, geo-fencing การขายออนไลน์, ตรวจอายุ KYC 100%, ปรับหนักร้านที่ฝ่าฝืน)
  2. จะปิดตลาดมืดอย่างไร?
    แม้จะแบนหรือจะควบคุม ก็ต้องปิด ห่วงโซ่อุปทานผิดกฎหมาย ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยเครื่องมือทางการเงิน–ศุลกากร–ดิจิทัลฟอเรนสิก
  3. ถ้าจะ “ควบคุมภายใต้กฎหมาย” ต้องเข้มกว่าบุหรี่ปกติ
    เพราะผลิตภัณฑ์นี้ “มาไว–ไปไว–แปลงรูปแบบได้เร็ว” จำเป็นต้องมี มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และ ระบบติดตามย้อนกลับ ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้
  4. ระบบข้อมูลประเทศ (national registry) อยู่ที่ไหน?
    ไม่ว่าทางไหน ไทยต้องมี ฐานข้อมูลพฤติกรรมการใช้จริง ที่ไม่ระบุตัวตน เพื่อประเมินผลกระทบหลังนโยบายอย่างต่อเนื่อง ไม่ยึดติดเพียงภาพรวม/ข่าวเชิงกระแส

คำกล่าว–มุมเสียง

นายอาสา ศาลิคุปต (ECST) “แบนมากว่า 10 ปี แต่ผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แสดงว่านโยบายแบนไม่ได้ลดการใช้ กลับผลักให้เกิดตลาดมืด และทำให้เด็กเข้าถึงผ่านออนไลน์ง่ายขึ้น รัฐควรเปิดทางเลือกใหม่ที่ควบคุมได้จริง”

นักระบาดวิทยาโรคไม่ติดต่อ (มุมสาธารณสุข—สรุปสาระจาก WHO) “ประเด็นเยาวชนต้องมาก่อน นิโคตินกระทบการพัฒนาสมองวัยรุ่น แม้ผู้ใหญ่บางส่วนอาจมองว่าเสี่ยงน้อยกว่า แต่สำหรับเด็กและวัยรุ่น เราต้องปิดประตูให้แน่นที่สุด”

ทางแยกของนโยบายบุหรี่ไฟฟ้าไทย

ข้อถกเถียง “แบน” หรือ “ควบคุมภายใต้กฎหมาย” สะท้อน ความจริงเชิงพฤติกรรม และ แรงเสียดทานเชิงนโยบาย ที่ไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวเลขผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปี (มากกว่า 11 เท่า) ชี้ว่าการแบนเพียงอย่างเดียวอาจไม่บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านสุขภาพเยาวชน และ ความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์ ทำให้การ “ปลดล็อก” โดยไม่มีระบบคุมเข้มยิ่งเสี่ยง

ดังนั้น ทางที่ยั่งยืน ไม่ได้อยู่ที่ “เลือกขาวหรือดำ” หากแต่อยู่ที่ “ออกแบบระบบ” ให้ตอบโจทย์ การคุ้มครองเยาวชนเต็มรูปแบบ, การปิดตลาดมืดเชิงโครงสร้าง, และ การจัดการพฤติกรรมผู้ใหญ่ที่ยังไม่เลิก ด้วยเครื่องมือรัฐสมัยใหม่ ทั้งภาษี มาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ การตลาด และการบังคับใช้ดิจิทัล—พร้อมฐานข้อมูลชาติที่ติดตามผลหลังนโยบายอย่างโปร่งใส

โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่ “จะเอา/ไม่เอา บุหรี่ไฟฟ้า” แต่คือ “จะออกแบบนโยบายที่ปกป้องเด็ก–ลดอันตราย–และหยุดตลาดมืดได้จริง” ในโลกที่สินค้า–การตลาด–พฤติกรรม เคลื่อนที่เร็วกว่ากฎหมายเสมอ

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในไทย: ประมาณ 900,459 คน (ปี 2567) เพิ่มขึ้น 11.44 เท่า จากปี 2564 (อ้างอิงสื่อเศรษฐกิจไทยที่อ้างข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ)
  • ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าทั่วโลก: มากกว่า 100 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ในประเทศรายได้สูง และมีเยาวชนจำนวนมากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงตามรายงาน–บทวิเคราะห์ของ WHO/สื่อเศรษฐกิจนานาชาติ
  • สถานะกฎหมายไทย: ห้ามนำเข้า–จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า มีโทษตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานรัฐย้ำเตือนต่อเนื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Bangkok Biz News
  • สยามรัฐ (Siamrath)
  • Public Relations Department (กรมประชาสัมพันธ์)
  • Financial Times
  • Reuters
  • Matichon
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

สัญญาณล้ำข้ามแดน ตร.-กสทช. สั่งปรับทิศทางเสาแม่สอด-เชียงแสน ตัดท่อน้ำเลี้ยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ตร.-กสทช.” ลุยแม่สอด–เชียงราย กดสวิตช์ “ดิจิทัลบอร์เดอร์” สกัดสแกมเมอร์—ขณะวิกฤต 1,598 คนจาก KK Park ท้าทายระบบ NRM

เชียงราย/ตาก, 5 พฤศจิกายน 2568 — ลมหายใจของชายแดนไทยในสัปดาห์นี้เต็มไปด้วยสัญญาณ—ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ทางฝั่งเหนือและตะวันตก เสาส่งสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตหลายต้นถูกตรวจวัดความสูง–ความแรง–ทิศยิงคลื่นอย่างละเอียด ด้วยโดรนและอุปกรณ์วัดสนามคลื่น ขณะที่อีกด้าน หน่วยงานไทยยังเดินหน้าคัดกรองชาวต่างชาติ 1,598 คน ที่หลบหนีความรุนแรง–การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมใน KK Park จังหวัดเมียวดี เข้าสู่ฝั่งไทย

ในเช้าวันที่ 3 พฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย นำโดย พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย และ นายศุภลักษณ์ รูปศรี ผอ.สำนักงาน กสทช. เขต 34 ลงพื้นที่ อ.เชียงแสน–อ.แม่สาย ตรวจสายสื่อสารข้ามแดนและเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ โดยเฉพาะบริเวณตรงข้าม คิงส์โรมัน เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว และแนวสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา แห่งที่ 1–2 อ.แม่สาย ที่เชื่อมต่อกับท่าขี้เหล็ก เมียนมา

พบเสาส่งสัญญาณบางจุดสูงเกินเกณฑ์อย่างชัดเจน” แหล่งข่าวในชุดตรวจระบุถึงผลตรวจเบื้องต้น อ.เชียงแสน วัดสูง 33 เมตร ขณะที่ อ.แม่สาย บ้านสันทราย พบเสาเครือข่ายมือถือ 2 ค่าย สูง 37 เมตร และ 40 เมตร ตามลำดับ—ทั้งหมดสูงเกิน ลิมิต 15 เมตร ตามมติบอร์ด กสทช. ปี 2568 พร้อมมีคำสั่ง ปรับทิศส่ง–ลดองศา–หันสัญญาณเข้าสู่ประเทศ เพื่อจำกัดการล้ำข้ามแดน และ แจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตลดความสูงตามกฎหมาย โดยกำชับให้ สภ.เชียงแสน/สภ.แม่สาย รายงานผลการแก้ไข–ทดสอบครอบคลุมสัญญาณทั้งฝั่งไทยและฝั่งตรงข้าม

ฝั่ง โครงข่ายอินเทอร์เน็ต จุดชุมสายในแนว สะพานมิตรภาพฯ แห่งที่ 1 ปัจจุบันเหลือ 6 บริษัท 9 สาย จากเดิม 6 บริษัท 12 สาย (เหตุอุทกภัย) ส่วน สะพานฯ แห่งที่ 2 เดิมมีเอกชน 2 บริษัท 3 สาย ปัจจุบัน ปิดใช้งานทุกสาย สะท้อนแนวโน้ม “กระชับช่องทางข้ามแดน” ที่อาจถูกใช้หนุนโครงข่ายหลอกลวงออนไลน์

หนึ่งวันถัดมา (4 พ.ย.) แนวรบเลื่อนไป แม่สอด จ.ตาก ตำรวจภูธรภาค 6 ภายใต้การกำกับของ พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ มอบหมาย พล.ต.ต.ณัฐวุฒิ ภาคภูมิ รอง ผบช.ภ.6 และ พล.ต.ต.ไพศาล นันตา ผบก.ภ.จว.ตาก ลงพื้นที่ตรวจจุดเสี่ยง ด่านบ้านวังตะเคียน (ตรงข้าม เมียวดีคอมเพล็กซ์) และแนวตรงข้าม ชเวก๊กโก โดยใช้โดรน “บินสำรวจ–วัดความแรง” เจาะจงจุดที่เคยมีปัญหา โรมมิ่ง ไปใช้เครือข่ายเพื่อนบ้าน และสัญญาณไทย “ล้ำข้ามแดน” อันอาจกลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์–สแกมเมอร์ใช้งาน

ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกิจ หากอยู่ภายใต้กรอบนโยบายกำกับของ สำนักงาน กสทช. ที่ออกประกาศ มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” 8 ข้อ (มีผล 30 ส.ค. 2568) และแนวทาง ระงับบริการบริเวณชายแดนเสี่ยง” ซึ่งให้อำนาจกำกับตรวจสอบ–บังคับแก้ไขต่อผู้รับใบอนุญาตที่ฝ่าฝืน ทั้งในเชิงวิศวกรรมโครงข่ายและการคุ้มครองผู้บริโภคในพื้นที่ชายแดน

เมื่อ “เสา–คลื่น–ทิศยิง” กลายเป็นแนวป้องกันหน้าด่าน

ในสมรภูมิอาชญากรรมออนไลน์ “สัญญาณ” คืออาวุธและเส้นเลือดใหญ่ การยกมาตรฐานทางเทคนิคชายแดนจึงเป็นการ เสริมรั้วที่มองไม่เห็น” ให้กับไทย การพบเสาที่ สูง 33–40 เมตร เทียบ ลิมิต 15 เมตร สะท้อนความจำเป็นของ การกำกับแบบจุดต่อจุด (site-by-site) ไม่ใช่คำสั่งกว้าง ๆ ระดับประเทศเท่านั้น

ผลคาดหวัง จากการหันทิศ–ลดองศา–ลดความสูงเสา คือ

  1. ลดโอกาส “สัญญาณไทย” ล้ำไปเลี้ยงอุปกรณ์ของขบวนการในฝั่งนอก, 2) ลดโอกาส โรมมิ่ง ของผู้ใช้ไทยไปใช้เครือข่ายเพื่อนบ้านโดยไม่ตั้งใจ (ซึ่งเปิดช่องเสี่ยงด้านค่าบริการ–ความปลอดภัยข้อมูล), 3) ทำให้การ วัด–ติดตาม ความผิดปกติของทราฟฟิกในแนวแดนทำได้แม่นขึ้น

แนวสะพานมิตรภาพฯ ซึ่งเป็น “จุดบรรจบ” ของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตที่ลากข้ามพรมแดน กำลังถูก “ทำให้เรียวลง” (จาก 12 เหลือ 9 สายในสะพานที่ 1 และ 0 สายในสะพานที่ 2 ณ ขณะตรวจ) เพื่อลดจุดเสี่ยง—พร้อมคำสั่งทดสอบครอบคลุมสัญญาณถึงฝั่ง คิงส์โรมัน และ ท่าขี้เหล็ก ภายหลังการปรับปรุง

อีกฟากของชายแดน “1,598 ชีวิต” ที่บอกเราว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เทคนิค

ในเวลาใกล้เคียงกัน กัณวีร์ สืบแสง อดีต ส.ส. แสดงความห่วงกังวลผ่านสื่อสังคม ตั้งคำถามถึง การบริหารจัดการของรัฐบาลไทย ต่อชาวต่างชาติ 1,598 คน จาก 28 ประเทศ ที่หลบหนีจากเหตุปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติใน KK Park เมียวดี เข้าสู่ไทยตั้งแต่ปลายต.ค. โดยให้ข้อมูลว่า 12 วัน ผ่านไป คัดกรอง ~700 คน ส่วนใหญ่ถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง >700 คน, เข้าสู่กลไก NRM เพียง 18 คน, และเข้าสถานคุ้มครองในฐานะ เหยื่อการค้ามนุษย์ 5 คน (เวียดนาม 1, จีน 4)

คำถามหลักมีสองชั้น—ชั้นแรก คือรัฐไทยจะ “รีดข้อมูลโครงข่าย” จากกลุ่มนี้อย่างไรให้ได้มากที่สุดก่อนส่งกลับ เพื่อสาวไปถึง ขบวนการนำพา–ตัวการใหญ่–การฟอกเงิน ที่ใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการกระจาย “แรงงานสแกมเมอร์” ไปยังพม่า–กัมพูชา–ลาว ชั้นถัดมา คือสมดุลระหว่าง ภาระมนุษยธรรม กับ ความมั่นคง–กฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อหลายประเทศต้นทางยังไม่เร่งรับกลับ ขณะที่บางชาติอย่าง อินเดีย (465 คน) มีแผนรับกลับ 6 พ.ย.

เสียงเตือนของกัณวีร์โยงไปสู่บทเรียนอดีต—คดีโรฮิงญา ที่การปราบปรามครั้งใหญ่ทำให้เจ้าหน้าที่ระดับสูง–นักการเมืองถูกดำเนินคดีจำนวนมาก แต่ขบวนการยังไม่หมดไป “อย่าปล่อยให้เป็นงานชั่วคราว—ต้องเป็นระบบ” เขาระบุทิ้งท้าย พร้อมเสนอให้ “ไล่ย้อนจาก เส้นทางเงิน–บริษัทพัวพัน” บวกมาตรการ อายัด–ทลายเครือข่าย ควบคู่ไปกับการเร่ง NRM ให้ทำงานเต็มฟังก์ชัน

ภาพใหญ่เดียวกัน ดิจิทัลบอร์เดอร์ + NRM + ดี-ริสก์การเงินเครือข่าย

ปฏิบัติการตรวจเสา–จำกัดสัญญาณล้ำแดนคือ แนวป้องกันชั้นนอก ที่มุ่งตัด “แบนด์วิธ” ของอาชญากร แต่เพื่อให้เกิดผลต่อเนื่อง ต้องมี สองฟันเฟืองเสริม
หนึ่ง—NRM และเครื่องมือกฎหมายพิเศษในการ คัดแยกเหยื่อ–ผู้เกี่ยวข้อง–ผู้กระทำผิด ให้ชัด (เพื่อคุ้มครองเหยื่อและใช้เป็นพยานเชิงเครือข่าย)
สองดี-ริสก์เส้นทางการเงิน อายัดทรัพย์–เครือข่ายฟอกเงิน–บริษัทหน้าฉาก และ เอกชน/ตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร ที่เอื้อให้โครงข่ายตั้งฐานได้

ตัวเลข 33–40 เมตร ของความสูงเสาเมื่อเทียบเกณฑ์ 15 เมตร ดูเป็นเรื่องวิศวกรรม แต่ความจริงคือ ปุ่มเปิด–ปิด” ความเสี่ยงทางอาชญากรรมที่อาจไหลข้ามแดนโดยไร้พรมแดนทางกายภาพ ขณะเดียวกัน ตัวเลข 1,598–700–18–5 เป็น คอขวดมนุษยธรรม–การข่าว–กฎหมาย” ที่กำลังทดสอบความสามารถของรัฐไทยในการทำงานเชิงระบบ

Roadmap เชิงข้อเสนอ (บนฐานข้อมูลที่เปิดเผย)

  1. ทำแผนที่สัญญาณชายแดน (Border RF Heatmap) รายสัปดาห์ในจุดเสี่ยง—ผูกกับ SLA การแก้ไข ของผู้รับใบอนุญาตและรายงานผลสาธารณะ
  2. คณะทำงานร่วม “สัญญาณ–การเงิน” (กสทช.–ตำรวจ–AMLO) ไล่จับ จุดตัด ระหว่าง “ความผิดปกติของคลื่น/ทราฟฟิก” กับ “การเงินเครือข่าย” เพื่อเชื่อมคดี
  3. เร่งขยายศักยภาพ NRM ให้ “จำแนก–เก็บคำให้การ–เก็บดิจิทัลอีแวิดนซ์” ได้ไวขึ้น โดยคัดบางส่วนเป็น พยานความร่วมมือ (cooperating witnesses) เพื่อสาวเชิงลึกไปถึงตัวการ
  4. ความร่วมมือระหว่างประเทศ แบบเชิงรุก—ไม่รอเฉพาะการประสานของสถานทูต แต่ใช้กรอบทวิ/พหุภาคีด้าน ค้ามนุษย์–อาชญากรรมข้ามชาติ–ไซเบอร์ เร่งผลักดัน

ปิดคลื่น–เปิดข้อมูล

เมื่อชายแดนไม่ได้มีเพียงรั้วและแม่น้ำ แต่มี “คลื่นสัญญาณ” เป็นพรมแดนชั้นใหม่ การบังคับใช้กติกาเรื่อง ความสูง–ทิศ–องศา ของเสาส่งสัญญาณจึงเป็น มาตรการเชิงหลักการ ที่จับต้องได้และวัดผลได้เร็ว การที่ตำรวจภูธรภาค 5–6 และ กสทช. ลงมือ “จูนชายแดนดิจิทัล” อย่างจริงจังในเชียงราย–ตากสะท้อนความเข้าใจร่วมว่าต้อง ตัดทางโลจิสติกส์ของคลื่น” ควบคู่กับการ ตัดทางโลจิสติกส์ของมนุษย์–เงิน” ในเครือข่ายสแกมเมอร์

อย่างไรก็ดี ตัวเลข 1,598 คน จาก 28 ประเทศ ที่ไหลเข้ามาในช่วงเวลาอันสั้นคือคำเตือนว่า ปิดคลื่นอย่างเดียวไม่พอ ถ้าไม่เปิดข้อมูล”—กล่าวคือ รัฐต้อง รีดข้อมูล–สร้างแฟ้มเครือข่าย–อายัดเส้นทางเงิน–ปลดซัพพลายเชน ไปพร้อมกัน เพื่อไม่ให้วิกฤตวันนี้กลายเป็นวงจรซ้ำพรุ่งนี้

ชายแดนที่ปลอดภัยในศตวรรษที่ 21 จึงไม่ใช่แค่ รั้วสูง–น้ำเชี่ยว” แต่คือ สัญญาณเป็นระเบียบ–ข้อมูลเป็นระบบ–ความร่วมมือเป็นเครือข่าย” และนี่คือบททดสอบสำคัญที่ไทยกำลังก้าวผ่าน—ด้วยการลงมือแก้ทั้ง “เสา” และ “คน” ไปพร้อมกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6
  • กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5
  • ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
  • ตำรวจภูธรจังหวัดตาก/แม่สอด
  • กัณวีร์ สืบแสง (Kannavee Suebsang)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

“พันดวงประทีป ธ ประดับสวรรคาลัย” ร่วมน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แสงศรัทธาประดับสวรรคาลัย เชียงรายร่วมรำลึก “สมเด็จพระพันปีหลวง” ด้วยพันดวงประทีปและพิธีบำเพ็ญกุศล สองเวที–หนึ่งความหมาย บึงทัพฟ้าสว่างไสว และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายก้องสะท้อนกตัญญู–สามัคคี–จงรักภักดี

เชียงราย, 4 พฤศจิกายน 2568 — ยามเย็นริม “บึงทัพฟ้า” ลมหนาวต้นเดือนพฤศจิกายนพัดผ่านเหนือผืนน้ำที่สงบนิ่งก่อนเปลวไฟนับพันดวงจะถูกจุดขึ้นพร้อมกันอย่างเป็นระเบียบ ตะเกียงแต่ละใบค่อย ๆ ส่องสว่างรอบคุ้งน้ำ ดั่งริ้วคลื่นแห่งความกตัญญูที่ทอดยาวไปไกลสุดสายตา ณ ชั่วขณะนั้น เมืองเชียงรายทั้งเมืองเหมือนหยุดหายใจเพื่อร่วม “วาระเดียวกัน”—รำลึกพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจและร่มพระบารมีของประชาชนไทยมายาวนาน

บนพื้นที่เดียวกัน เทศบาลนครเชียงราย นำโดย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้ผนึกกำลังกับ กองทัพอากาศ จัดพิธี “พันดวงประทีป ธ ประดับสวรรคาลัย” อย่างสมพระเกียรติ โดยมี พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานพิธี และมีผู้แทนหน่วยราชการ ทหาร ข้าราชการท้องถิ่น ตลอดจนประชาชนจำนวนมากเข้าร่วม ท่ามกลางบรรยากาศเรียบสง่า แต่เข้มขลังด้วย “แสงศรัทธา” ที่ทุกคนร่วมกันจุดถวายเพื่อแสดงความจงรักภักดีและขอบคุณในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น

ขณะเดียวกัน ในเขตตัวเมืองอีกฟากหนึ่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรภ.เชียงราย) จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย ณ หอประชุมใหญ่ โดยมี พระราชวชิรคณี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย/เจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ ด้วงนคร อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ภาพของพุทธศาสนิกชนที่สงบนิ่งในหอประชุมตัดสลับกับแสงประทีปรอบบึงทัพฟ้าในยามค่ำ กลายเป็น “สองเวที–หนึ่งความหมาย” ที่สะท้อนพลังร่วมของเมืองทั้งเมือง

บึงทัพฟ้า—เมื่อ “หนึ่งเปลวไฟ” สานเป็น “พันดวงประทีป”

พิธีเริ่มขึ้นโดยขั้นตอนระเบียบเรียบร้อยตามแบบแผนราชพิธีร่วมสมัย เสียงเพลงเบา ๆ ผสานกับเสียงลมเหนือผืนน้ำ ผู้คนหลากวัยสวมชุดสุภาพร่วมจุดตะเกียงทีละดวง ลำดับแถวเรียงรายรอบบึงก่อเกิดเป็น “วงแหวนแห่งแสง” ซึ่งบันทึกความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณผ่านภาพที่เรียบง่ายแต่ตราตรึง การจัดวางพื้นที่และการกำกับดูแลความปลอดภัยดำเนินไปอย่างรัดกุม สะท้อนความร่วมมือของเทศบาล หน่วยงานความมั่นคง และจิตอาสาในพื้นที่

สาระของพิธี เน้นย้ำสามมิติสำคัญคือ “กตัญญู–จงรักภักดี–เสียสละ” ประชาชนที่เข้าร่วมต่างตั้งใจให้ “แสงแห่งความดีงาม” นี้เป็นสัญลักษณ์นำทางการดำรงตนในชีวิตประจำวัน ตามรอย พระราชปณิธาน ของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเฉพาะด้านงานหัตถศิลป์และการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งทรงวางรากฐานไว้ให้สังคมไทยยึดถือและสืบสานต่อมาอย่างยาวนาน

หอประชุมใหญ่ มรภ.เชียงราย—ความศรัทธาที่กลั่นเป็น “บุญกุศล”

ขณะบึงทัพฟ้าสุขุมด้วยแสงไฟ หอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยความสงบงามของพิธีสงฆ์ พระราชวชิรคณี นำประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย โดยมี รศ.ดร.ไพโรจน์ ด้วงนคร เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ภายในพิธีประกอบด้วยบทสวดมนต์ อนุโมทนา และการร่วมใจภาวนาของผู้เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ความพร้อมหน้าของ คณาจารย์–บุคลากร–นักศึกษา–หัวหน้าส่วนราชการ–ผู้นำท้องถิ่น–ประชาชน บอกเล่า “พลวัตการมีส่วนร่วม” ที่บ่มเพาะในสถาบันการศึกษา เพื่อส่งต่อ “จิตสำนึกพลเมือง” เข้าสู่สังคมวงกว้าง

สาระสำคัญ ของพิธีที่มหาวิทยาลัย คือการให้พื้นที่กับ “ความทรงจำร่วม” ผ่านรูปแบบที่แสดงออกได้อย่างเหมาะสม—ทั้งด้านพุทธศาสนา (พิธีบำเพ็ญกุศล) และด้านพลเมือง (การรวมพลังทำความดี) นี่ไม่ใช่เพียง “พิธีกรรม” หากเป็น “บทเรียนสาธารณะ” ที่ทำให้นักศึกษาและคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้คุณค่าของความกตัญญูและการเสียสละ ผ่านการลงมือปฏิบัติและสัมผัสบรรยากาศจริง

ทำไม “พันดวงประทีป” จึงทรงพลัง อ่านสัญลักษณ์ในสามระดับ

  1. ระดับปัจเจก — เปลวไฟหนึ่งดวงคือคำมั่น ผู้จุดตะเกียง “ประกาศภายใน” ว่าจะเดินตามรอยความดีงาม ความอ่อนน้อม และความเสียสละของพระองค์
  2. ระดับชุมชน — เมื่อไฟนับพันดวงรวมเป็นวงแหวนรอบบึงทัพฟ้า เมืองทั้งเมืองได้ “เห็นกันและกัน” ว่าสังคมยังมีแก่นค่านิยมร่วมที่จับต้องได้—ความกตัญญูและความสามัคคี
  3. ระดับประเทศ — รูปธรรมของพิธีที่เชียงรายสอดรับจารีตการรำลึกในหลากพื้นที่ของไทย เชื่อม “ความทรงจำทางสังคม” เข้ากับ “อัตลักษณ์ร่วม” ที่ยืนยาวกว่าความต่างในรายละเอียด

เชียงรายในมุมความทรงจำ เมือง–ศรัทธา–งานหัตถศิลป์

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ชื่อ “เชียงราย” เด่นชัดในบทสนทนาเรื่องวัฒนธรรมและหัตถศิลป์ล้านนา ตั้งแต่งานทอผ้า งานจักสาน งานแกะสลัก ไปจนถึงงานศิลป์ร่วมสมัย แก่นค่านิยมหนึ่งที่สะท้อนชัดจากพิธีในวันนี้คือ การสืบสานอย่างมีชีวิต” ไม่ใช่เพียงการเก็บรักษา แต่คือการทำให้มี “ผู้สืบทอด” อยู่เสมอ ซึ่งสอดคล้องกับพระราชปณิธานของพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในการทรงทำนุบำรุงงานหัตถศิลป์และศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น

เมื่อ เทศบาลนครเชียงราย ผนึกกำลังกับ กองทัพอากาศ และหน่วยงานท้องถิ่น การจัดพิธีที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมความหมายจึงไม่ใช่ “งานครั้งคราว” หากเป็น “กลไก” ในการก่อรูปความทรงจำและบ่มเพาะความเป็นพลเมืองร่วมสมัยให้แข็งแรงขึ้น

มหาวิทยาลัยคือสะพาน เชื่อมความทรงจำสู่อนาคตของคนรุ่นใหม่

บทบาทของ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ในค่ำคืนนี้ ไม่เพียงแสดงความพร้อมทางวิชาการและพิธีการ แต่ยังตอกย้ำบทบาทของ “สถาบันอุดมศึกษา” ในฐานะ “พื้นที่กลางของชุมชน” ที่เปิดรับคนทุกวัย ทุกสาขาอาชีพเข้าสู่พิธีกรรมทางสังคมที่มีความหมาย การได้เห็นนักศึกษา “เรียนบทเรียนพลเมือง” ผ่านการมีส่วนร่วมจริง—ตั้งแต่เตรียมงาน อำนวยความสะดวก ไปจนถึงร่วมภาวนา—คือการส่งต่อทุนสังคมชุดสำคัญ ความรับผิดชอบ–ความอ่อนน้อม–ความเคารพในสถาบันหลักของชาติ

สถิติ–สัญญะ–ส่วนร่วม (Reading the Impact)

แม้พิธีเชิงสัญลักษณ์จะวัดค่าเชิงปริมาณได้ยาก แต่สามองค์ประกอบต่อไปนี้ช่วย “อ่านผลลัพธ์” ได้ชัดเจนขึ้น

  • สถิติในเชิงโครงสร้าง มี “สองเวทีพิธีหลัก” ในวันเดียวกัน—บึงทัพฟ้า (พิธีประทีป) และ มรภ.เชียงราย (พิธีบำเพ็ญกุศล) ดึงผู้มีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน ทั้งทหาร ส่วนท้องถิ่น ส่วนกลาง ชุมชน นักศึกษา และประชาชน
  • สัญญะของแสง “พันดวงประทีป” ไม่ใช่เพียงจำนวน แต่คือ “การรวมพลัง” ที่มองเห็นได้ด้วยตา—การที่ไฟแต่ละดวงต้อง “ถูกจุดด้วยมือ” ทำให้ทุกคนเป็น “เจ้าของพิธี” เท่า ๆ กัน
  • ส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพ พิธีทั้งสองไม่ใช่กิจกรรมแบบผู้จัด–ผู้ชม หากเป็นกิจกรรมที่ “ทุกฝ่ายมีบทบาท” ตั้งแต่เตรียมงาน ดูแลความปลอดภัย ไปจนถึงร่วมภาวนา—มิตินี้คือหัวใจของ “ความเข้มแข็งทางสังคม”

เชื่อมโยงพระราชปณิธาน จากงานศิลป์–หัตถกรรม สู่ความดีงามในชีวิตประจำวัน

หนึ่งในรากฐานที่ทำให้พิธีค่ำคืนนี้ทรงความหมายคือการได้ “น้อมระลึก” ถึงพระราชปณิธานด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม งานหัตถกรรม และภูมิปัญญาพื้นถิ่น—สิ่งที่ส่งผลจริงต่อวิถีชีวิตประชาชน ทั้งการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้ชุมชน เมื่อประชาชนและนิสิตนักศึกษาลุกขึ้นมาร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง สิ่งที่ซึมลึกกว่าความงามของเปลวไฟ คือ “แรงบันดาลใจจะทำความดีต่อเนื่อง” ในหน่วยเล็ก ๆ ของสังคม ครอบครัว โรงเรียน วัด ชุมชน

บทเรียนสำหรับเมือง ทำอย่างไรให้ “ความทรงจำร่วม” ดำรงอยู่ยาวนาน

  1. ปฏิทินพิธีกรรมประจำปี – เมืองสามารถกำหนด “จังหวะเวลา” ให้ประชาชนคุ้นเคยและรอคอย เหมือนฤดูกาลของความดีงามที่กลับมาเสมอ
  2. การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง – เปิดพื้นที่ให้ภาคีหลากหลายได้ “ทำ” ไม่ใช่แค่ “มาดู” เช่น กลุ่มเยาวชน องค์กรชุมชน โรงเรียน อาสาสมัคร
  3. สื่อสารสาระอย่างเข้าใจง่าย – อธิบายความหมายของพิธีและสัญลักษณ์ เช่น ทำไมต้อง “ตะเกียงนับพันดวง” ทำไมต้อง “บำเพ็ญกุศล”—ยิ่งเข้าใจ ยิ่งมีพลัง
  4. เชื่อมงานบุญกับงานชุมชน – ต่อท่อกิจกรรมจาก “พิธี” ไปสู่ “โครงการย่อย” เช่น เวิร์กช็อปงานหัตถกรรม อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมรอบบึงทัพฟ้า ทุนการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ

สองพื้นที่—หนึ่งใจเดียว

ค่ำคืนที่ “บึงทัพฟ้า” เมืองได้เห็นแสงประทีปนับพันดวงโอบกอดผืนน้ำ ขณะที่ “หอประชุมใหญ่ มรภ.เชียงราย” เปล่งเสียงสวดกังวานด้วยความสงบเยือกเย็น—สองภาพนี้คือ บทกวีร่วมสมัยของเชียงราย ที่ร้อยเรียงด้วยเส้นด้ายเดียวกันคือ ความกตัญญูและความจงรักภักดี ต่อ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเมื่อเปลวไฟสุดท้ายค่อย ๆ มอดดับ ผู้คนแยกย้ายกลับบ้านพร้อม “แสงเล็ก ๆ ในใจ” ที่ยังอุ่นอยู่—แสงที่เตือนว่า ในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน ยังมีค่าหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน: การระลึกคุณและการทำความดีร่วมกัน

KEY TAKEAWAYS (สำหรับผู้อ่านเชิงนโยบาย/การจัดการเมือง)

  • สองเวทีหลัก: พิธีประทีป ณ บึงทัพฟ้า (เทศบาลฯ–กองทัพอากาศ) และพิธีบำเพ็ญกุศล ณ มรภ.เชียงราย (ฝ่ายสงฆ์–ฝ่ายฆราวาส–สาธารณะ)
  • สาระกลาง: ความกตัญญู–ความจงรักภักดี–การสืบสานพระราชปณิธานด้านวัฒนธรรมและหัตถศิลป์
  • ผลลัพธ์ทางสังคม: เกิดพื้นที่ส่วนร่วมของพลเมืองอย่างกว้างขวาง สร้างความเชื่อมโยงระหว่างรัฐ–สถาบันการศึกษา–ศาสนา–ชุมชน
  • ข้อเสนอเชิงระบบ: ทำปฏิทินพิธีประจำปี—เปิดโอกาสให้ “ทำ” มากกว่า “ดู”—สื่อสารความหมายให้เข้าใจง่าย—เชื่อมพิชญ์กรรมกับกิจกรรมชุมชนเชิงยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • กองทัพอากาศ
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรภ.เชียงราย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ไทลื้อศรีดอนชัย จัดมหาบุญจุลกฐินครั้งที่ 21 ทอผ้าไตรเสร็จใน 24 ชม. พิสูจน์ศรัทธา

มหาบุญจุลกฐินถิ่นไทลื้อ “ศรีดอนชัย” ครั้งที่ 21 ศรัทธา–หัตถศิลป์–สามัคคี ร่วมหล่อเลี้ยงลุ่มน้ำอิง อาราธนาพระอุปคุต” นำขบวน—อบจ.เชียงรายหนุน “4 สืบ” ขับเคลื่อน Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ชายแดนโขง

เชียงราย, 4 พฤศจิกายน 2568 — ริมสายน้ำอิงที่ทอดตัวคู่ชุมชนไทลื้อบ้านศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ แสงประทีปราตรีปลายฝนต้นหนาวส่องประกายทาบร่างขบวนแห่ “อาราธนาพระอุปคุต” ผู้คุ้มครองพิธีบุญใหญ่ตามความเชื่อแห่งล้านนา ก่อนเสียงกลองปูจาและบทสาธยายศรัทธาจะพาเช้าวันใหม่เข้าสู่ “จุลกฐิน”—กฐินทันใจที่ต้องทำ “ให้เสร็จภายใน 24 ชั่วโมง” ตั้งแต่ฝ้ายยังช่ออยู่บนกิ่งจนกลายเป็นผ้าไตรจีวรครบองค์ สัญญะที่ชาวศรีดอนชัยยืนยันต่อโลกว่า ศรัทธา – ความชำนาญ – ความพร้อมเพรียงของชุมชน ยังทำงานได้จริงในยุคสมัยนี้

ปีนี้เป็น ครั้งที่ 21 ของ “มหาบุญจุลกฐินถิ่นไทลื้อวัดท่าข้ามศรีดอนชัย” จัดระหว่าง 31 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2568 โดยมี องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้วัตถุประสงค์ “4 สืบ” อันเป็นกรอบคิดยุทธศาสตร์ที่ผนึก การสืบสานประเพณี–การถ่ายทอดองค์ความรู้–การธำรงพระธรรมวินัย–และการเชื่อมสายสัมพันธ์ เพื่อยกระดับ Soft Power ของไทลื้อสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในลุ่มน้ำโขง

ฉากเปิด เช้าตรู่ที่ลมหายใจของชุมชน “สวด–สาน–ซ่อมสายใย”

เสียงระฆังวัดท่าข้ามศรีดอนชัยปลุกผู้คนสองฟากถนนเลียบแม่น้ำให้ตื่นพร้อมรอยยิ้มและเสื้อผ้าไทลื้อสีคราม–แดง–ดำ อันเป็นเอกลักษณ์ “ลื้อลายคำ” ขบวนแห่ อาราธนาพระอุปคุต เคลื่อนด้วยจังหวะศรัทธา—สัญลักษณ์ของ “ผู้คุ้มครองงานบุญใหญ่” ตามตำนานพระเจ้าอโศกและคติล้านนา ก่อนเข้าสู่กระบวนการสำคัญที่ต้องแข่งกับเข็มนาฬิกา จุลกฐิน หรือ กฐินทันใจ 24 ชั่วโมง ที่ทั้งหมู่บ้านจะ “ยกโรงทอ” ชั่วคราว—จาก เก็บฝ้าย–ปั่นด้าย–ตั้งหูก–ทอ–ย้อม–ตัดเย็บ—ให้สำเร็จเป็น ผ้าไตรจีวร เพื่อถวายกฐินภายในกำหนด

ในเชิงพิธีกรรม สิ่งนี้ไม่ใช่ “โชว์” แต่คือ พระวินัย ที่ทดสอบ ความพร้อมเพรียงและความละเอียดอ่อน ของชุมชน ทุกรอยมือบนด้าย ทุกจังหวะตีนกี่ คือวงจรการเรียนรู้ระหว่างวัย—เด็กเห็นมือพ่อแม่ ปู่ย่า ครูช่าง; คนหนุ่มสาวเห็นความอดทนเชิงงานฝีมือ; ผู้เฒ่าผู้แก่เห็น “คนรุ่นใหม่” ยืนเคียงข้าง และทั้งหมดเห็นกันและกัน ใต้แสงเดียวกันที่ชื่อว่า “ศรัทธาและความร่วมแรงร่วมใจ”

“4 สืบ” ของ อบจ.เชียงราย กรอบคิดที่ประกอบร่างพิธี–วัฒนธรรม–เศรษฐกิจ

การสนับสนุนของ อบจ.เชียงราย ในปีนี้เน้น “4 สืบ” เป็นเข็มทิศ

  1. สืบสานวัฒนธรรมประเพณี – รักษา จุลกฐิน และพิธีการไทลื้อ (การแต่งกาย อาหารถิ่น การแสดงพื้นบ้าน) ให้คงรูปและร่วมสมัย
  2. สืบศรีสมัย – ถ่ายทอด ความรู้การทอผ้า และงานฝีมือ “ลื้อลายคำ” ข้ามรุ่น พร้อมเปิดให้ ประยุกต์–ดัดแปลง อย่างมีขอบเขต เพื่อให้ อัตลักษณ์ ไม่ถูกตรึง แต่เติบโต
  3. สืบพระธรรมวินัย – คงหลัก กฐินภายใน 1 เดือน หลังออกพรรษาและกรอบ จุลกฐิน 24 ชั่วโมง ให้สมบูรณ์ถูกต้อง
  4. สืบสายสัมพันธ์ – ใช้งานบุญเป็นเวที เชื่อมผู้คน–เครือข่ายศรัทธา–หน่วยงาน และ นักท่องเที่ยว ให้มาร่วม “ทำ–เห็น–เรียนรู้” ไปพร้อมกัน

ผลที่สัมผัสได้ คือภาพของ “วัด–ชุมชน–โรงเรียน–ผู้สูงวัย–เยาวชน” ที่ร่วมยกงานวัฒนธรรมให้เป็น สินทรัพย์สาธารณะ ไม่ใช่ภาระ และเมื่อพิธีถูกออกแบบให้ “เปิดรับผู้มาเยือน” อย่างมีมารยาททางศาสนา งานบุญก็กลายเป็น หน้าต่างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่คนทั้งสองฟากโขงมองเห็นและอยากเดินเข้ามามีส่วนร่วม

อัตลักษณ์ไทลื้อ จากสิบสองปันนาสู่ “ศรีดอนชัย”—ผืนผ้าที่เล่าเรื่องคน

รากของ ศรีดอนชัย ผูกโยงกับการอพยพของไทลื้อจาก สิบสองปันนา อัตลักษณ์จึงถูกเก็บไว้ทั้งใน ภาษา–พิธีกรรม–เครื่องแต่งกาย–ผ้าทอ และความทรงจำร่วมของการตั้งถิ่นฐานริมโขง การมี พิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ และพื้นที่เรียนรู้ชุมชน ทำให้คนรุ่นใหม่ “เห็น–จับ–ทอ” มรดกบรรพชนด้วยมือตัวเอง ไม่ใช่เพียงผ่านรูปภาพ

ผ้าทอไทลื้อ จึงไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ แต่คือ คลังความรู้มีชีวิต ลาย–สี–เส้นใย—ล้วนบันทึกวิธีคิดและวิธีใช้ชีวิตของคนลุ่มน้ำอิง เมื่อถูกยกขึ้นสู่ จุลกฐิน ผืนผ้าไม่ใช่ของฝาก หากคือ “ของถวาย” ที่ต้องสะอาด งาม และถูกต้องตามระเบียบ พระสงฆ์ห่มผ้า—ชุมชนก็ห่มความภาคภูมิใจ

พระอุปคุต “ผู้คุ้มครองพิธีใหญ่” กับกลยุทธ์พิธีกรรมของชุมชน

ตำนาน พระอุปคุตเถระ ผู้มีอิทธิฤทธิ์คุ้มครอง “ปอยหลวง” ในสมัยพระเจ้าอโศก ถูกชาวล้านนาน้อมรับสู่พิธีใหญ่ของชุมชนมาเนิ่นนาน ในงานนี้ พิธีอาราธนาพระอุปคุต ทำหน้าที่เป็น “โล่พิธีกรรม” เพื่อขอพลังป้องกันอุปสรรคในภารกิจ 24 ชั่วโมง ที่ผิดพลาดไม่ได้—ทั้งเชิงเวลาและความถูกต้องตามพระวินัย

สัญลักษณ์ตัวเลข 9 ใน พิธีตักบาตรสามเณร 9 รูป ก็ถูกให้ความหมายถึง “ก้าวหน้า–รุ่งเรือง” และ “การสืบต่อพระศาสนา”—เป็นภาพย้ำว่าหาก “จุลกฐิน” คือการรวบรวมมือ พิธีพระอุปคุตก็คือการรวบรวมใจ ให้ทุกช่วงเวลาในงานบุญเดินหน้าอย่างร่มเย็น

24 ชั่วโมงที่ท้าทาย จากต้นฝ้ายถึงผ้าไตร—งานหัตถศิลป์ในโหมด “High-Stakes”

จุลกฐิน พิสูจน์ ความละเอียดอ่อน – ความเร็ว – ความพร้อมเพรียง ในคราวเดียว ขั้นตอนตั้งแต่ เก็บฝ้าย–ปั่น–กรอ–ตั้งหูก–ทอ–ย้อม–ตัด–เย็บ ต้องเดินโดยแทบไร้รอยสะดุด เพราะเส้นด้ายที่ขาดง่ายที่สุดคือ “ความร่วมมือ

ปีนี้ ชุมชนศรีดอนชัยยังย้ำบทบาท “เวทีถ่ายทอดข้ามรุ่น” ผ่านการมีส่วนร่วมของ โรงเรียนผู้สูงอายุ กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเยาวชน และครูช่างประจำหมู่บ้าน ขณะที่เวทีกิจกรรมรอบงานทำหน้าที่เป็น “ชั้นเรียนพื้นที่เปิด” สาธิตการทอ ซ่อมแซมอุปกรณ์กี่ทอมือ แนะนำการย้อมสีธรรมชาติ และเชิญชวนให้ผู้มาเยือนได้ลอง “จับหูก” ด้วยตัวเอง—ความรู้จึงไม่เคลื่อนผ่านเอกสาร แต่เคลื่อนผ่านมือและสายตา

พิธี–การแสดง–ตลาดวัฒนธรรม เมื่อศิลปะทำให้ศรัทธามีสีสัน

ข้างพิธีกรรมหลัก คือ กาดหมั้วครัวแลง ตลาดพื้นบ้านที่ชวนชิม–ชวนดู–ชวนซื้อ ทั้งอาหารถิ่น เครื่องจักสาน ผ้าทอ และของทำมือ พร้อมการแสดง ฟ้อนดาบ–ฟ้อนซอ–สะล้อซอซึง จากเครือข่ายศิลปินท้องถิ่นและโรงเรียนในอำเภอเชียงของ แสงประทีปและโคมลอย ในค่ำคืนปัจฉิมบท คือฉากจบที่พาผู้คน “ยกคำอธิษฐานขึ้นฟ้า” และหอบความอิ่มเอมกลับบ้าน—ศิลปะจึงไม่ได้เป็นเพียงการประดับพิธี แต่เป็น เครื่องมือเชื่อมใจ–ดึงสายตา–ขยายเศรษฐกิจ

Soft Power เชียงของ–เชียงราย งานบุญที่เลี้ยงเศรษฐกิจฐานราก

การสนับสนุนของ อบจ.เชียงราย ทำให้งานบุญไม่ถูกมองเป็นกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม หากเป็น “ทรัพยากรสาธารณะ” ของจังหวัด ผลทางเศรษฐกิจที่เห็นได้คือ การค้าขายชุมชนคึกคัก สินค้า GI–Chiang Rai Brand–งานหัตถกรรมไทลื้อ ได้พื้นที่สื่อสารโดยตรงกับผู้บริโภค นักท่องเที่ยวที่เดินทางตามปฏิทินวัฒนธรรมก็มีเหตุผลใหม่ในการ “แวะ–พัก–ใช้เวลา” ในเชียงของยาวขึ้น โครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยวรายรอบ—ที่พัก โฮมสเตย์ คาเฟ่—ได้รับ อานิสงส์ อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ ทุนทางสังคม ของชุมชนก็ยิ่งแน่นด้วย “การลงมือทำร่วมกัน” ทุกปี

บทวิเคราะห์แบบไต่ระดับ ทำไม “จุลกฐิน – อุปคุต – ลื้อลายคำ” จึงยืนยาวและยั่งยืน

  1. คติ–วินัย–วิถี เชื่อมกันเป็นระบบ จุลกฐิน (วินัย 24 ชม.) – อุปคุต (โล่พิธีกรรม) – ลื้อลายคำ (วิถีงานฝีมือ) สร้าง “สามเหลี่ยมคุณค่า” ที่ต่างค้ำกันและกัน—จารีตคุ้มพิธี พิธีคุ้มงาน งานคุ้มจารีต
  2. พิธีคือแพลตฟอร์มสาธารณะ การตั้งเวทีการแสดง–ตลาดวัฒนธรรม–พื้นที่สาธิตงานช่าง ทำให้ “ผู้มาเยือน” ไม่ได้เป็นผู้ชมเฉย ๆ แต่เป็น ผู้มีส่วนร่วม—ยิ่งมีส่วนร่วม ยิ่งเกิดความเข้าใจ ยิ่งต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
  3. 4 สืบ = นโยบายเชื่อมปัจจุบันกับอนาคต “สืบสาน” รักษาราก; “สืบศรีสมัย” เติมทักษะใหม่; “สืบพระธรรมวินัย” รักษาแกนศรัทธา; “สืบสายสัมพันธ์” เชื่อมเครือข่าย—นี่คือเครื่องจักรสังคมที่ทำให้พิธีไม่เป็นเพียง “ของเมื่อวาน”
  4. คนคือดิจิทัลมีชีวิต การจดจำกระบวนการด้วยมือ–ตา–หู ทำให้ความรู้ไม่พึ่งพา “ไฟล์” เพียงอย่างเดียว หากอยู่ใน “คน”—ความเสี่ยงสูญหายลดลงด้วยการทำซ้ำทุกปี

ข้อเสนอเชิงมานุษยวิทยา–เชิงระบบ เติมความรู้เพื่อความยั่งยืน

  • บันทึกเชิงเทคนิคเชิงลึก แม้พิธีได้รับการบันทึกดี แต่ “คู่มือช่างจุลกฐิน” ที่ลงลึกเรื่อง ชนิดฝ้าย–สัดส่วนย้อม–การคุมเวลา–จุดเสี่ยงในแต่ละขั้น จะทำให้การถ่ายทอด แม่น–เท่าเทียม–สม่ำเสมอ มากขึ้น โดยยังคง “เสรีภาพเชิงสุนทรียะ” ของช่าง
  • สมดุลพิธี–ท่องเที่ยว การกำหนด โซน–เวลา–มารยาทการเยี่ยมชม ที่ชัดเจน จะช่วยคุ้มครอง “ความศักดิ์สิทธิ์” ไม่ให้ถูกความนิยมทำให้หลุดจากแกนพระวินัย
  • โครงสร้างแรงจูงใจคนรุ่นใหม่ เพิ่มแรงจูงใจผ่าน ทุนการศึกษาช่างทอ–ทุนทำวิจัยลายโบราณ–เวิร์กช็อปนานาชาติ ให้ “ลื้อลายคำ” กลายเป็น เส้นทางอาชีพ ที่ภาคภูมิใจและพึ่งพาตนเองได้

เสียงสะท้อนจากพื้นที่ “จุลกฐินคือกระจกที่สะท้อนว่าเรายังจับมือกันแน่น”

ในทุกคืนก่อนเสร็จงาน ผืนผ้าไตรที่กำลังขึ้นรูปคือ “จุดนัดพบ” ของรุ่นสู่รุ่น—เสียงครูช่างเตือนให้เบามือ เสียงหัวเราะเด็กที่เพิ่งจับฟืมครั้งแรก เสียงแม่ค้าตะโกนขายขนมพื้นบ้านริมกาดหมั้ว และเสียงสวดแห่งกุศลผลบุญ ทุกเสียงประกอบเข้าด้วยกันเป็น “ซาวด์แทร็กของชุมชน” ที่บอกว่า เรายังทำสิ่งยากด้วยกันได้ ในโลกที่รีบและหลวมมากขึ้นทุกวัน

ผ้าหนึ่งผืน หล่อเลี้ยงทั้งศรัทธา–อาชีพ–อนาคต

“มหาบุญจุลกฐินถิ่นไทลื้อศรีดอนชัย” คือหลักฐานร่วมสมัยว่า พิธีกรรมที่เข้มแข็ง สามารถเป็นทั้ง โรงเรียน ชุมชน ตลาด และเวทีโลก พร้อมกันได้ เมื่อมี กรอบคิด (4 สืบ) มี แกนความเชื่อ (พระอุปคุต–พระวินัย) และมี อัตลักษณ์งานหัตถศิลป์ (ลื้อลายคำ) หนุนอยู่ด้านหลัง ผลลัพธ์ไม่ใช่เพียงบุญส่วนบุคคล แต่คือ ทุนทางสังคม–วัฒนธรรม–เศรษฐกิจ ที่งอกเงยต่อเนื่อง

ในเช้าวันที่ผ้าไตรคลี่รับแสงแรก ชาวศรีดอนชัยอาจยังคงยิ้มแบบเดิม—ยิ้มที่เชื่อมั่นว่าความดีที่ทำร่วมกันจะไม่สูญเปล่า ยิ้มที่บอกลูกหลานว่า “ให้มือจำ–ให้ใจจำ” และยิ้มที่ชวนผู้มาเยือนว่า “ปีหน้า กลับมาอีกนะ มาช่วยกัน ‘สาน–ทอ–ถวาย’ ใน 24 ชั่วโมงที่สวยงามนี้ด้วยกัน”

KEY TAKEAWAYS

  • งานจัด 31 ต.ค.–2 พ.ย. 2568 ที่ วัดท่าข้ามศรีดอนชัย อ.เชียงของ ครบ พิธีอาราธนาพระอุปคุต – จุลกฐิน 24 ชั่วโมง
  • อบจ.เชียงราย หนุนยุทธศาสตร์ “4 สืบ” เพื่อความยั่งยืนทางวัฒนธรรม–ศาสนา–เศรษฐกิจ
  • อัตลักษณ์ ไทลื้อ (ลื้อลายคำ) ถูกยกเป็น Soft Power ผ่านพิธี–การแสดง–ตลาดวัฒนธรรม
  • แนวโน้มสำคัญ งานบุญ = แพลตฟอร์มสาธารณะ ที่สร้างรายได้ เสริมความภูมิใจ และถ่ายทอดความรู้ข้ามรุ่น
  • ข้อเสนอ ทำ “คู่มือช่างจุลกฐิน” และกำหนด มารยาทการท่องเที่ยวเชิงพิธีกรรม เพื่อรักษาแกนพระวินัยและเสริมคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างสมดุล

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • วัดท่าข้ามศรีดอนชัย ต.ศรีดอนชัย อ.เชียงของ จ.เชียงราย
  • ชุมชนไทลื้อบ้านศรีดอนชัย / พิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ
  • เครือข่ายศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นเชียงของ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL ENTERTAINMENT

เด็ก 8 ขวบ “โฟกัส” คว้าแชมป์สตรีทแดนซ์ประเทศไทย นำทีมเชียงรายบุก UDO WORLD 2026

โฟกัส” 8 ขวบ พิชิตแชมป์สตรีทแดนซ์ไทย เปิดประตูสู่เวทีโลกที่อังกฤษ ทีม “ตึกขาวเชียงราย” สร้างปรากฏการณ์ คว้าโควตาชิงแชมป์ UDO ASIA-WORLD 2026

เชียงราย,4 พฤศจิกายน 2568 – ในวงการสตรีทแดนซ์ไทย มีคำถามที่ผู้คนมักตั้งไว้เสมอว่า “เมื่อไหร่ ความพยายามจะเปลี่ยนเป็นความสำเร็จ” คำตอบของคำถามนี้ได้ถูกพิสูจน์อย่างชัดเจน เมื่อเด็กหญิงวัย 8 ขวบจากเชียงราย ยืนอยู่บนเวทีแห่งชัยชนะ ณ The Street Ratchada กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงเชียร์ที่ดังกึกก้อง นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่จะพาคุณไปสู่การเดินทางอันยาวนานของความฝัน ความอดทน และความกล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง

เด็กหญิงศุภกานต์ หลิวชาญพิมพ์ หรือที่ทุกคนเรียกว่า “น้องโฟกัส” นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนศิริมาตย์เทวี จังหวัดเชียงราย เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองและจังหวัดบ้านเกิด ด้วยการคว้าตำแหน่งแชมป์ประเทศไทย ประเภท SOLO U10 (โซโล่รุ่นอายุไม่เกิน 10 ปี) ในการแข่งขัน UDO ACADEMY THAILAND STREET DANCE CHAMPIONSHIP 2025 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม ถึง 2 พฤศจิกายน 2568 การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่แค่การชิงชัยในระดับประเทศ แต่คือประตูสำคัญที่จะนำพาเธอและทีมเต้นจาก MY DANCE ACADEMY (MYDA) หรือที่รู้จักในนาม “ตึกขาวเชียงราย” ไปสู่เวที UDO ASIA และ UDO WORLD STREET DANCE CHAMPIONSHIPS 2026 ที่จะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2569 ณ เมือง Blackpool ประเทศอังกฤษ

จากห้องซ้อมเล็กๆ สู่เวทีระดับชาติ เส้นทางที่ไม่ธรรมดา

เมื่อย้อนกลับไปก่อนหน้านี้หนึ่งปี น้องโฟกัสยังเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่เต้นอยู่ในห้องซ้อมของสถาบัน MY DANCE ACADEMY จังหวัดเชียงราย ท่ามกลางเสียงดนตร์และเหงื่อที่ไหลพราก วันแล้ววันเล่า เธอและเพื่อนๆ ในทีมต่างต้องผ่านการฝึกซ้อมที่หนักหน่วง บางครั้งก็เหนื่อย บางครั้งก็ท้อแท้ แต่สิ่งหนึ่งที่ครูผู้สอนปลูกฝังให้กับเด็กๆ ทุกคนคือ “Trust The Process” หรือ “เชื่อในกระบวนการ และรอเป็น”

การแข่งขัน UDO ACADEMY THAILAND 2025 ครั้งนี้เป็นการชิงชัยที่ยิ่งใหญ่ มีผู้เข้าแข่งขันจากทั่วประเทศกว่า 80 คน ในประเภทเดียวกับน้องโฟกัส ทุกคนต่างมีความสามารถและมีความฝันเหมือนกัน แต่สิ่งที่ทำให้น้องโฟกัสโดดเด่นคือ “พลังแห่งความมั่นใจและสปิริตนักสู้” ที่ปรากฏชัดเจนในทุกการเคลื่อนไหวบนเวที เมื่อผลการแข่งขันประกาศออกมา น้องโฟกัสได้ยืนอยู่บนแท่นแชมป์ พิสูจน์ให้เห็นว่า ความพยายามและความอดทนที่สะสมมาตลอดหลายปี สามารถเปลี่ยนเป็นความสำเร็จที่จับต้องได้

“นี่ไม่ใช่แค่เหรียญรางวัล แต่คือการพิสูจน์ว่า เด็กจากจังหวัดเล็กๆ อย่างเชียงราย สามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับนักเต้นจากเมืองใหญ่ได้” คุณครูสายเมฆและคุณครูยุ้ย โค้ชประจำทีม MYDA กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภูมิใจ

ไม่ใช่แค่หนึ่งรางวัล ผลงานที่น่าทึ่งของทีม MYDA

ความสำเร็จของน้องโฟกัสเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมความสำเร็จที่ทีม MY DANCE ACADEMY สร้างขึ้นในการแข่งขันครั้งนี้ นอกจากตำแหน่งแชมป์ประเภท SOLO U10 แล้ว น้องโฟกัสยังได้รับรางวัลอันดับ 2 ในประเภท DUO U10 (การเต้นคู่) โดยได้จับคู่กับ น้องใบทาย (เด็กหญิงธนิสา ไกรศรี อายุ 8 ปี ชั้น ป.3/9 จากโรงเรียนอนุบาลเชียงราย) แสดงให้เห็นถึงความสามารถรอบด้านและการทำงานเป็นทีมที่ยอดเยี่ยม

ผลการแข่งขันโดยรวมของทีม MYDA ในครั้งนี้สามารถสรุปได้ดังนี้

รางวัลหลัก

  • แชมป์ประเทศไทย ประเภท SOLO U10: น้องโฟกัส (ศุภกานต์ หลิวชาญพิมพ์)
  • อันดับ 2 ประเภท DUO U10: น้องโฟกัส & น้องใบทาย
  • อันดับ 3 ประเภท TEAM PERFORMANCE U18: ทีม MYDA VARSITY (สมาชิก: นาน่า, ขวัญ, ทรีทรี, พิมพ์, มีน, โมโม่, หยก)
  • อันดับ 4 ประเภท SOLO U18: น้องพิมพ์ (นางสาวณิชารี ปงรังษี อายุ 16 ปี จากโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม)
  • อันดับ 5 ประเภท DUO O18: ครูพี่เปีย (นางสาววชิรญาณ์ นามวงค์ อายุ 22 ปี) และครูพี่ส้มโอ (นางสาวศุภกานต์ ปัญญาพล อายุ 26 ปี)

การผ่านเข้ารอบ TOP 8 THAILAND:

  • ประเภท Locking Battle: นาน่า (เด็กหญิงณิชนันท์ กันยานนท์ อายุ 14 ปี) และทรีทรี (เด็กชายวัชรวีร์ เกาะทอง อายุ 13 ปี)
  • ประเภท Hip Hop Battle: หยก (เด็กหญิงหทัยชนก สุขวัฒนถาวรชัย อายุ 13 ปี)
  • ประเภท Solo U10: ใบทาย
  • ประเภท Solo U18: โมโม่ (นางสาวโมนะ วังวิญญู อายุ 17 ปี)

การผ่านเข้ารอบ TOP 16 THAILAND นอกจากนี้ยังมีนักเต้นอีกหลายคนที่ผ่านเข้ารอบ TOP 16 ในหลายประเภท ทั้ง Solo และ Battle รวมถึงบุ้งกี๋ (เด็กหญิงปัญจสิริ สวัสดิวงศ์ อายุ 14 ปี), ขวัญ (เด็กหญิงนีรชา ณ ลำพูน อายุ 14 ปี), เบล, พิมพ์, ครูพี่ส้มโอ และครูพี่เปีย

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือการพิสูจน์ว่า ระบบการฝึกสอนของ MY DANCE ACADEMY มีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับสากล สามารถสร้างนักเต้นที่มีทั้งทักษะและจิตใจที่แข็งแกร่งได้จริง

ความกล้า” ที่ล้ำค่ากว่าเหรียญทอง การลงสนาม Battle ครั้งแรก

หนึ่งในช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดของน้องโฟกัสในการแข่งขันครั้งนี้ ไม่ใช่การคว้าแชมป์ แต่คือการตัดสินใจ “กล้า” ที่จะลงสนาม Battle (การต่อสู้แบบ 1 ต่อ 1) เป็นครั้งแรกในชีวิต ในประเภท Locking Battle รุ่น U14 (อายุไม่เกิน 14 ปี) ซึ่งคู่แข่งล้วนเป็นนักเต้นที่มีอายุและประสบการณ์มากกว่า

น้องโฟกัสสามารถผ่านเข้ารอบ TOP 16 THAILAND ได้สำเร็จ แม้จะหยุดเส้นทางไว้ที่รอบนี้และไม่ผ่านเข้าสู่ TOP 8 แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมาคือ “บทเรียนแห่งความกล้าหาญ” ที่ไม่สามารถซื้อหาได้ด้วยเงิน นอกจาก Locking Battle แล้ว น้องโฟกัสยังผ่านเข้ารอบ TOP 16 ใน Hip Hop Battle U14 และ All Style Battle U14 อีกด้วย รวมเป็นการลงสนาม Battle ทั้งหมด 3 สไตล์ในครั้งแรกของชีวิต

“นี่คือครั้งแรกของน้องโฟกัสในสนาม Locking Battle กับพี่ๆ ที่อายุมากกว่าและเต้นเก่งกันมาก แต่โฟกัสเลือก ‘กล้าที่จะลองในสนาม Battle’ และ ‘กล้าที่จะยืนบนเวที’ พร้อมโชว์พลังและความมั่นใจของตัวเองอย่างเต็มที่ ถึงแม้จะยังไม่ผ่านเข้ารอบ TOP 8 แต่ความกล้า ความใจสู้ และพลังของหนู คือสิ่งที่ทำให้ทุกคนชื่นชมและภูมิใจที่สุด เก่งมากนะโฟกัส ครูและทุกคนภูมิใจในตัวหนูมากจริงๆ” ครูสายเมฆและครูยุ้ย กล่าวถึงน้องโฟกัสด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

การลงสนาม Battle ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาการสอนของ MYDA ที่ไม่ได้เน้นแค่การชนะ แต่เน้นการสร้าง “ความกล้าที่จะเผชิญหน้า” และ “ความเชื่อมั่นในตัวเอง” ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่จะนำพาเด็กๆ ไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว

“Trust The Process” ปรัชญาที่เปลี่ยนความฝันเป็นจริง

เบื้องหลังความสำเร็จทุกชิ้นของทีม MYDA คือปรัชญา “Trust The Process” หรือ “เชื่อในกระบวนการ และรอเป็น” ที่ทีมครูได้ปลูกฝังให้กับเด็กๆ ตั้งแต่วันแรกที่พวกเขาก้าวเข้ามาในห้องซ้อม

“ช่วงเวลาที่เด็กๆ ต่อสู้กับความพยายาม ความยากและความท้าทาย ที่เด็กๆ อาจจะรู้สึกว่า อดทนฝึกฝนเป็นปีๆ แบบไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะทำได้กับเค้าสักที เมื่อไหร่จะขึ้นไปยืนบนนั้นกับเค้าสักที…ครูเห็น การถอดใจ ความท้อ ความไม่เชื่อว่าตัวเองจะทำได้ ของเด็กๆ หลายคนมาหลายครั้ง ตลอดระยะทางที่เดินมาด้วยกัน” ครูทั้งสองเล่าถึงความรู้สึกในฐานะผู้ที่เฝ้าดูและผลักดันเด็กๆ มาตลอด

“และทุกครั้งก็ได้เห็น spirit ของการสู้ต่อของทุกคนที่ลุกกลับขึ้นมา สู้ และเชื่อ ว่าตัวเอง สามารถจะผ่านช่วงเวลาฝึกฝนที่ต้องอดทนในความยาก ที่คนมากมาย ‘ไม่ทนแล้ว’ เพื่อให้มันออกดอกออกผลได้”

คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของทีมครูว่า ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่คือผลลัพธ์ของการสะสมความพยายาม การฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง และความอดทนที่จะรอคอยจนกว่าเวลาที่เหมาะสมจะมาถึง

“วันนี้ เวทีนี้ ผลลัพธ์และค่าสถิติที่ครูพูดมาตลอดตั้งแต่วันแรก มันค่อยๆ แสดงผลลัพธ์ของมันเองให้ทุกคนได้เห็นแล้วว่า คุณค่าของความพยายาม ความอดทน ความไม่ยอมแพ้ และ การ ‘รอเป็น’ มันเป็นยังไง…สถิติ มันทำงานแล้ว คำว่า trust the process มันรวมถึง trust in time ด้วยจริงๆ” ครูทั้งสองกล่าวทิ้งท้าย

เส้นทางต่อไป ก้าวสู่เวทีระดับเอเชียและโลก

ความสำเร็จในการแข่งขัน UDO ACADEMY THAILAND 2025 ไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยิ่งใหญ่กว่า นักเต้นและทีมครูของ MY DANCE ACADEMY ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการชิงแชมป์ระดับทวีปเอเชีย (UDO ASIA) และการชิงแชมป์ระดับโลก (UDO WORLD STREET DANCE CHAMPIONSHIPS 2026) ที่จะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2569 ณ เมือง Blackpool ประเทศอังกฤษ

การแข่งขัน UDO WORLD STREET DANCE CHAMPIONSHIPS ถือเป็นหนึ่งในเวทีที่ใหญ่ที่สุดและทรงเกียรติที่สุดในโลกของสตรีทแดนซ์ โดยเป็นการแข่งขันที่จัดขึ้นโดยองค์กร United Dance Organisation (UDO) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกที่มีมาตรฐานการตัดสินที่เข้มงวดและเป็นที่ยอมรับในวงการเต้นทั่วโลก การที่นักเต้นจากเชียงรายจะได้ก้าวขึ้นไปแข่งขันบนเวทีนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

“Next station ถึงเวลา พาเชียงราย Gen ใหม่ไปบุกเวทีโลก ไปมั้ยไม่รู้…แต่ไปเถอะเชื่อครู ไม่มีหน้าต่างของโอกาสในการเรียนรู้และเติบโตโลกกว้าง ในเส้นทางนักเต้น ในมิติของความพร้อม ในมิติของทักษะที่สะสมพอให้ไปแล้วตักตวงประสบการณ์ได้เต็มที่อย่างถ่องแท้ ในมิติของช่วงอายุ ‘วัยเด็กห้วงสุดท้าย’ ของหลายๆ คน ก่อนที่จะต้องลงสนามไปเจอกับผู้ใหญ่ หรือ ‘คนรุ่นครู’ ปีนี้แหละ หน้าต่างที่ดีที่สุด ของ myda crew generation นี้” ทีมครูกล่าวถึงแผนการในอนาคตด้วยความมุ่งมั่น

การตัดสินใจส่งเด็กๆ ไปแข่งขันที่ประเทศอังกฤษในปี 2026 ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การชิงชัย แต่คือการสร้างโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ ได้สัมผัสบรรยากาศของการแข่งขันระดับโลก ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักเต้นจากนานาประเทศ และที่สำคัญคือ การสร้างความเชื่อมั่นว่า “ความฝันไม่มีขีดจำกัด” ไม่ว่าจะมาจากจังหวัดใดหรือมีพื้นฐานอย่างไร

ตึกขาวเชียงราย สัญลักษณ์แห่งความหวังและแรงบันดาลใจ

MY DANCE ACADEMY หรือ “ตึกขาวเชียงราย” กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและแรงบันดาลใจสำหรับเยาวชนในพื้นที่ภาคเหนือและทั่วประเทศ การที่สถาบันการเต้นแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย สามารถผลิตนักเต้นที่มีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้ในระดับประเทศและระดับสากล แสดงให้เห็นว่า โอกาสในการพัฒนาทักษะและไล่ตามความฝันนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ที่ใด แต่ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่น ความพยายาม และการมีระบบการสนับสนุนที่ดี

ทีมครูของ MYDA ประกอบด้วยครูสายเมฆ ครูยุ้ย ครูหมีพู ครูเปีย ครูส้มโอ และครูกร้อ ซึ่งทุกคนได้อุทิศเวลาและความรู้ในการฝึกสอนและดูแลนักเต้นเยาวชน โดยมีโปรแกรมพิเศษที่ชื่อว่า “MYDA DANCE INTENSIVE PROGRAM” ซึ่งเน้นการฝึกฝนอย่างเข้มข้น มีระบบการเรียนการสอนที่มีมาตรฐาน และที่สำคัญคือ มีการปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้กับเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นความอดทน ความมีวินัย การเคารพผู้อื่น และการเป็นนักกีฬาที่ดี

“พวกเราภูมิใจในความตั้งใจของเด็กๆ มากจริงๆ ทุกสเต็ปบนเวทีคือพลังจาก ‘ตึกขาวเชียงราย'” ครูทั้งหลายกล่าวพร้อมกัน

ความสำเร็จที่สะท้อนถึงการพัฒนาวงการสตรีทแดนซ์ไทย

ความสำเร็จของทีม MY DANCE ACADEMY ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จส่วนบุคคลหรือของสถาบันเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของวงการสตรีทแดนซ์ไทยในภาพรวม โดยเฉพาะในพื้นที่ภูมิภาคที่เริ่มมีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันกับนักเต้นจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้อย่างเท่าเทียม

การที่น้องโฟกัส นักเต้นวัย 8 ขวบ สามารถคว้าแชมป์ประเทศไทยจากคู่แข่งกว่า 80 คน แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของหลักสูตรการฝึกสอนที่ได้มาตรฐานและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ UDO (United Dance Organisation) ซึ่งเป็นองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้านการจัดการแข่งขันสตรีทแดนซ์ และมีการกำหนดมาตรฐานการตัดสินที่เข้มงวด โปร่งใส และเป็นธรรม

การแข่งขัน UDO ACADEMY THAILAND STREET DANCE CHAMPIONSHIP 2025 มีความพิเศษตรงที่เป็นการแข่งขันที่เปิดโอกาสให้นักเต้นเยาวชนที่เป็นสมาชิก UDO Academy และมีประวัติการสอบ UDO Examination อย่างน้อย 1 ครั้งระหว่างปี 2023-2025 เท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ สำหรับผู้เข้าแข่งขันที่มีอายุ 17 ปีลงมา กฎเกณฑ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดและความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานของนักเต้นเยาวชนไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การที่ทีม MYDA สามารถส่งนักเต้นผ่านเข้ารอบ TOP 8 และ TOP 16 THAILAND ได้หลายคนในหลายประเภท ทั้ง Solo, Duo, Team Performance และ Battle หลายสไตล์ ยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถรอบด้านของนักเต้นและความหลากหลายของหลักสูตรการสอน ไม่ว่าจะเป็น Locking, Hip Hop, All Style หรือการเต้นแบบ Performance ที่เน้นการออกแบบท่าเต้นและการแสดงออกทางศิลปะ

ความหมายของการได้ไปแข่งที่ UDO WORLD 2026

การได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน UDO WORLD STREET DANCE CHAMPIONSHIPS 2026 ที่ประเทศอังกฤษ ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของนักเต้นสตรีททั่วโลก การแข่งขัน UDO World Championships เป็นเวทีที่รวบรวมนักเต้นที่ดีที่สุดจากทั่วโลกมาแข่งขันกัน โดยในปี 2024 การแข่งขันได้มีรางวัลเงินสดสำหรับผู้ชนะในหมวด Ultimate Advanced Team สูงถึง 10,000 ปอนด์สเตอร์ลิง (ประมาณ 440,000 บาท) แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และความสำคัญของเวทีนี้

การแข่งขัน UDO WORLD 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-16 สิงหาคม 2569 ณ เมือง Blackpool ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในด้านการจัดการแข่งขันเต้นระดับโลก การที่นักเต้นเยาวชนจากเชียงรายจะได้ก้าวขึ้นไปแข่งขันบนเวทีนี้ จะเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าและเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กับเด็กๆ ได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะของตนเองไปสู่อีกระดับหนึ่ง

นอกจากการแข่งขัน UDO WORLD แล้ว นักเต้นจาก MYDA ยังได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน UDO ASIA-PACIFIC CHAMPIONSHIPS อีกด้วย ซึ่งเป็นเวทีระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่จะช่วยสร้างประสบการณ์และความพร้อมให้กับนักเต้นก่อนที่จะไปแข่งขันในระดับโลก

รายชื่อและสมุดพกของความพยายาม คนทำงานเบื้องหน้า–เบื้องหลัง

  1. เด็กหญิงศุภกานต์ หลิวชาญพิมพ์ (โฟกัส) ป.3/2 โรงเรียนศิริมาตย์เทวี – CHAMPION SOLO U10
  2. เด็กหญิงธนิสา ไกรศรี (ใบทาย) ป.3/9 โรงเรียนอนุบาลเชียงราย – 2nd DUO U10
  3. เด็กหญิงหทัยชนก สุขวัฒนถาวรชัย (หยก) อายุ 13 ปี โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ม.2 – ผ่านรอบลึก
  4. น.ส.อารยา สัทธานนท์ (มีน) 17 ปี โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ม.5 – ทีม/เดี่ยว
  5. น.ส.โมนะ วังวิญญู (โมโม่) 17 ปี โรงเรียนปิติศึกษา ม.5 – TOP 8/16 หลายหมวด
  6. น.ส.ณิชารี ปงรังษี (พิมพ์) 16 ปี โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ม.5 – 4th SOLO U18
  7. เด็กหญิงนีรชา ณ ลำพูน (ขวัญ) 14 ปี โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ม.3 – ผ่านรอบลึก
  8. เด็กหญิงณิชนันท์ กันยานนท์ (นาน่า) 14 ปี โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ม.3 – ผ่านรอบลึก
  9. เด็กชายวัชรวีร์ เกาะทอง (ทรีทรี) 13 ปี โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม ม.1 – ผ่านรอบลึก
  10. เด็กหญิงกัญพัชย์ วงค์ฮู้ (ทอฝัน) 14 ปี โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ม.2 – ผ่านรอบคัด
  11. ด.ญ.ปัญจสิริ สวัสดิวงศ์ (บุ้งกี๋) 14 ปี โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม – ผ่านรอบลึก
  12. น.ส.วชิรญาณ์ นามวงค์ (ครูพี่เปีย) อายุ 22 ปี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง – 5th DUO O18
  13. นายธนภูพรรณ วงค์อะทะชัย อายุ 21 ปี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง – ทีมงาน/ผู้ร่วมกิจกรรม
  14. น.ส.ศุภกานต์ ปัญญาพล (ครูพี่ส้ม) อายุ 26 ปี MY DANCE ACADEMY – 5th DUO O18
  • คณะครู–ผู้ฝึกสอน: ครูสายเมฆ, ครูยุ้ย, ครูหมีพู, ครูเปีย, ครูส้ม, ครูกร้อ

เสียงจากครูผู้สอน มุมมองที่ลึกซึ้งกว่าความชนะแพ้

ในการให้สัมภาษณ์หลังการแข่งขัน ทีมครูของ MY DANCE ACADEMY ได้แสดงความรู้สึกและมุมมองที่ลึกซึ้งต่อการเติบโตของลูกศิษย์ ซึ่งไม่ได้เน้นแค่เรื่องของเหรียญรางวัล แต่เน้นไปที่กระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาตัวตนของเด็กๆ

“เก่งมากๆ ตัวอ่อน MYDA ทั้งหลาย! มาไกลกันมากๆ! ก็เพราะมันยากนี่แหละ มันถึงพิเศษขนาดนี้ ไม่งั้นใครๆ ก็คงจะเดินเล่นได้รางวัลกันแบบไม่มีคุณค่าใด” คำพูดของครูทั้งสองสะท้อนถึงความเข้าใจในเส้นทางของการเป็นนักเต้นมืออาชีพ ที่ต้องผ่านความยากลำบากและการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง

การที่ครูใช้คำว่า “ตัวอ่อน” ในการเรียกลูกศิษย์ แสดงให้เห็นถึงความรักและความห่วงใยที่มีต่อเด็กๆ พร้อมกับการเห็นพวกเขาเป็นเหมือนลูกหลานที่ต้องดูแลเอาใจใส่และผลักดันให้เติบโตไปในทิศทางที่ดี

ผลกระทบต่อชุมชนและสังคม แรงบันดาลใจที่แผ่ขยาย

ความสำเร็จของทีม MY DANCE ACADEMY ไม่ได้มีผลกระทบเฉพาะกับนักเต้นในทีมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อชุมชนและสังคมในหลายระดับ

ในระดับโรงเรียน นักเรียนที่เป็นนักเต้นของ MYDA ได้กลายเป็นต้นแบบที่ดีให้กับเพื่อนๆ ในโรงเรียน โดยเฉพาะน้องโฟกัสจากโรงเรียนศิริมาตย์เทวี น้องใบทายจากโรงเรียนอนุบาลเชียงราย และนักเต้นคนอื่นๆ ที่มาจากโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดเชียงราย อาทิ โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม และโรงเรียนเชียงรายวิทยาคม ซึ่งการที่นักเรียนเหล่านี้สามารถสร้างผลงานได้ในระดับประเทศและจะได้ไปแข่งขันในระดับโลก จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนคนอื่นๆ ได้เห็นว่า การตั้งใจเรียน ตั้งใจฝึกฝน และมีวินัย สามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้จริง

ในระดับจังหวัด ความสำเร็จครั้งนี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงรายในด้านกีฬาและศิลปะการแสดง แสดงให้เห็นว่า จังหวัดเชียงรายไม่ได้มีความโดดเด่นแค่ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังสามารถผลิตนักกีฬาและศิลปินรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากลอีกด้วย

ในระดับประเทศ ความสำเร็จของทีมจากภูมิภาคช่วยสร้างความหลากหลายและความเท่าเทียมในวงการสตรีทแดนซ์ไทย แสดงให้เห็นว่า ความสามารถไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แต่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ที่มีการสนับสนุนและการพัฒนาที่ดี

บทบาทของผู้ปกครอง กำลังใจที่สำคัญเบื้องหลัง

เบื้องหลังความสำเร็จของนักเต้นเยาวชนทุกคน ผู้ปกครองถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ การที่ผู้ปกครองให้การสนับสนุน ทั้งด้านการเงิน เวลา และกำลังใจแก่ลูกหลาน เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้เด็กๆ สามารถฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องและมีสมาธิในการพัฒนาทักษะ

การเดินทางไปแข่งขันที่กรุงเทพมหานคร การพักค้างคืนหลายวัน และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการแข่งขัน ล้วนต้องอาศัยการสนับสนุนจากผู้ปกครอง นอกจากนี้ การให้กำลังใจและการเป็นแรงผลักดันทางใจของผู้ปกครองก็มีส่วนสำคัญต่อความมั่นใจและพลังใจของเด็กๆ บนเวทีการแข่งขัน

ความท้าทายข้างหน้า การเตรียมตัวสู่เวทีโลก

แม้จะคว้าแชมป์ประเทศไทยมาได้แล้ว แต่การเตรียมตัวไปแข่งขันในระดับโลกยังมีความท้าทายอีกมากมายที่รออยู่ข้างหน้า ทั้งในด้านการฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาทักษะให้สูงขึ้น การเตรียมความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ การจัดหาทุนทรัพย์สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ และการปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศของการแข่งขันระดับสากลที่มีความเข้มข้นสูงกว่า

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปแข่งขันที่ประเทศอังกฤษ รวมถึงค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อาจเป็นภาระที่หนักสำหรับครอบครัวและสถาบัน ดังนั้น การระดมทุนและการหาแหล่งสนับสนุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ด้วยความมุ่งมั่นของทีมครูและนักเต้น รวมถึงการสนับสนุนจากผู้ปกครองและชุมชน ความท้าทายเหล่านี้น่าจะสามารถผ่านพ้นไปได้ และจะกลายเป็นบทเรียนและประสบการณ์ที่มีค่าสำหรับเด็กๆ ในการเติบโตเป็นนักเต้นมืออาชีพในอนาคต

ข้อเสนอแนะและแนวทางการพัฒนาต่อไป

จากความสำเร็จครั้งนี้ มีข้อเสนอแนะและแนวทางการพัฒนาที่น่าสนใจหลายประการ

  1. การสนับสนุนจากภาครัฐและองค์กรท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรให้การสนับสนุนด้านงบประมาณและการประชาสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมให้นักกีฬาและศิลปินรุ่นเยาว์ได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพและแข่งขันในเวทีระดับสากล
  2. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันสอนเต้นในภูมิภาคต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และร่วมกันพัฒนามาตรฐานการสอน จะช่วยยกระดับคุณภาพของนักเต้นไทยโดยรวม
  3. การพัฒนาหลักสูตรและมาตรฐาน การพัฒนาหลักสูตรการสอนที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะมาตรฐาน UDO ที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก จะช่วยให้นักเต้นไทยมีความพร้อมในการแข่งขันระดับสากลมากขึ้น
  4. การสร้างระบบการสนับสนุนทางการเงิน การจัดตั้งกองทุนหรือทุนการศึกษาสำหรับนักเต้นที่มีความสามารถแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จะช่วยเปิดโอกาสให้เยาวชนที่มีพรสวรรค์ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ
  5. การประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจ การประชาสัมพันธ์ให้สังคมเห็นคุณค่าของศิลปะการเต้น โดยเฉพาะสตรีทแดนซ์ ว่าไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่เป็นกีฬาและศิลปะที่ต้องใช้ทักษะ ความมีวินัย และการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง

บทเรียนแห่งความพยายามและความหวัง

เรื่องราวของ “น้องโฟกัส” วัย 8 ขวบ และทีม MY DANCE ACADEMY จากเชียงราย เป็นมากกว่าแค่ข่าวความสำเร็จทางกีฬา แต่เป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึง “คุณค่าของความพยายาม” “พลังของความเชื่อมั่น” และ “ความหมายของการรอคอย”

การเดินทางจากห้องซ้อมเล็กๆ ในเชียงราย มาสู่แท่นแชมป์ประเทศไทย และจะก้าวต่อไปสู่เวทีโลกที่ประเทศอังกฤษ เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ความฝันไม่มีขีดจำกัด ไม่ว่าเราจะเริ่มต้นจากจุดใด หากมีความมุ่งมั่น มีครูที่ดี มีระบบการสนับสนุนที่เหมาะสม และที่สำคัญที่สุดคือ มีความเชื่อในตัวเอง ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ปรัชญา “Trust The Process” ที่ทีม MYDA ใช้ในการฝึกสอน ไม่ได้เป็นเพียงคำพูดหรือคำขวัญ แต่เป็นวิถีการดำเนินชีวิตที่สอนให้เด็กๆ เรียนรู้ที่จะอดทน มีวินัย เคารพกระบวนการ และเชื่อมั่นว่า การฝึกฝนและความพยายามที่สั่งสมมาทุกวันนี้ จะค่อยๆ แสดงผลออกมาในเวลาที่เหมาะสม

สำหรับน้องโฟกัสและเพื่อนๆ นักเต้นของ MYDA การแข่งขันที่ประเทศอังกฤษในปี 2026 จะเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญในชีวิต ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ประสบการณ์ที่ได้รับจะเป็นทรัพย์สินอันมีค่าที่จะอยู่กับพวกเขาไปตลอดชีวิต และจะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการพัฒนาตัวเองไปสู่ความเป็นนักเต้นมืออาชีพในอนาคต

ขอแสดงความยินดีกับ เด็กหญิงศุภกานต์ หลิวชาญพิมพ์ (น้องโฟกัส) นักเต้นและทีมครูทุกคนจาก MY DANCE ACADEMY จังหวัดเชียงราย ที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดและประเทศไทย และขอเป็นกำลังใจให้กับการเดินทางสู่เวทีระดับเอเชียและระดับโลกในปี 2026

ข้อมูลการแข่งขันและผลการแข่งขัน

  • ข้อมูลจากการแถลงข่าวและรายงานผลการแข่งขัน UDO ACADEMY THAILAND STREET DANCE CHAMPIONSHIP 2025 จัดโดย UDO Academy Thailand
  • สถานที่จัดการแข่งขัน: THE STREET HALL, The Street Ratchada, กรุงเทพมหานคร
  • ระยะเวลาการแข่งขัน: 31 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2568

ข้อมูลเกี่ยวกับ UDO (United Dance Organisation)

  • UDO เป็นองค์กรระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดในด้านการจัดการแข่งขันสตรีทแดนซ์ มีมาตรฐานการตัดสินและระบบการแข่งขันที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
  • UDO WORLD STREET DANCE CHAMPIONSHIPS 2026 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-16 สิงหาคม 2569 ณ เมือง Blackpool ประเทศอังกฤษ (Great Britain)
  • มาตรฐานการแข่งขันและกฎเกณฑ์ต่างๆ เป็นไปตามระเบียบ UDO International Rules 2025/26

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียง : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • MY DANCE ACADEMY (MYDA)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

“Fashion on the Road” เงินสะพัดกว่า 10 ล้าน! ! เชียงรายใช้แฟชั่นโชว์ยืนยันศักยภาพชายแดน

ปิดฉาก “Fashion on the Road” แม่สายเงินสะพัด 10 ล้าน ผ้าไทยบนถนนชายแดน ยกเครื่อง Soft Power เชียงราย หนุนวิสัยทัศน์ NEC

เชียงราย, 3 พฤศจิกายน 2568 — ผืนผ้าไทยสะบัดพลิ้วท่ามกลางสายลมจากแนวสันเขาแม่สาย ก่อนจะตกกระทบเลนส์กล้องนักท่องเที่ยวและผู้สื่อข่าวนับร้อย ณ บริเวณหน้าด่านพรมแดนไทย–เมียนมา ในค่ำคืนที่เสียงปรบมือก้องยาวกว่าปกติ “Fashion on the Road 3rd Chiang Rai Designer’s Competition” ประกาศปิดฉากอย่างงดงามเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 โดยมี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานปิดงาน และประกาศผลผู้ชนะครบทั้ง 3 ประเภท ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของผู้ชมทั้งชาวไทยและต่างชาติ

งานปีนี้ไม่ได้ปิดเพียงไฟบนรันเวย์ แต่ปิดด้วย “ตัวเลข” ที่จับต้องได้ — เงินสะพัดกว่า 10 ล้านบาท ตลอดห้วงการจัดงาน ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่ต่อเส้นเลือดจากพื้นที่ชายแดนไปสู่ผู้ประกอบการท้องถิ่น ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ช่างฝีมือผ้า และผู้ค้าใน “Premium Market” ร้อยบูธที่ขยับตัวตลอดวัน

Soft Power ที่ลงดิน จากลายผ้าล้านนาสู่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน

แก่นสำคัญของ “Fashion on the Road” คือการเลือก “ถนนชายแดน” เป็นรันเวย์ เปิดพื้นที่ให้ผ้าไทยและผ้าชาติพันธุ์พูดภาษาสากลได้ด้วยตัวเอง การจัดงานที่หน้าด่านพรมแดนไทย–เมียนมา อำเภอแม่สาย ทำให้การแลกเปลี่ยนผู้คน สินค้า และวัฒนธรรม เกิดขึ้นแบบไร้รอยต่อ เมื่อผู้มาเยือนได้สัมผัสเนื้อแท้ของผืนผ้า ตั้งแต่แหล่งกำเนิด หัตถกรรม ไปจนถึงแฟชั่นร่วมสมัย ไม่ใช่ผ่านตู้กระจกในหอศิลป์ แต่ “บนถนนจริง” ที่การค้าจริงเกิดขึ้น

งานครั้งนี้ได้รับการขานรับจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ จนเกิดอานิสงส์ทางเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างชัดเจน ทั้งรายได้จากที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง ภาษีท้องถิ่น ไปจนถึงยอดจำหน่ายจากบูธ Chiang Rai Premium Market ที่คัด สินค้า GI, Chiang Rai Brand และสินค้า Wellness รวมกว่า 100 บูธ มาตั้งเรียงยาวเคียงข้างเวที สะท้อนแนวคิด “แฟชั่น–การค้า–การท่องเที่ยว” ที่ออกแบบให้ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน

เวทีประกวด 3 หมวด คุณภาพงานออกแบบที่ยืนยันความเป็นนานาชาติ

หัวใจของค่ำคืนคือการประกาศผลรางวัล 3 ประเภท ซึ่งทำหน้าที่เป็น “ดัชนีคุณภาพ” ของเวทีออกแบบในระดับภูมิภาค รายละเอียดดังนี้

  • ประเภทชุดลำลอง รางวัลชนะเลิศ Thaw Thazin Myanmar รับเงินรางวัล 100,000 บาท
    หมายเหตุ: อันดับ 2 Saw Kyaw Thuya Min (Myanmar) เงินรางวัล 20,000 บาท และอันดับ 3 นพรัตน์ ตาละสา เงินรางวัล 10,000 บาท
  • ประเภทชุดทำงาน: รางวัลชนะเลิศ Team Sean มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เงินรางวัล 100,000 บาท
    อันดับ 2 เรณู ศิลป์ท้าว เงินรางวัล 20,000 บาท และอันดับ 3 ทักษิณ มะลูลีม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เงินรางวัล 10,000 บาท
  • ประเภทชุดราตรี: รางวัลชนะเลิศ นนท์ฒวัศณ์ วงค์พิใจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เงินรางวัล 100,000 บาท
    อันดับ 2 รัตนาภรณ์ ธนเสรีธรรม วิทยาลัยการอาชีพป่าซาง จ.ลำพูน เงินรางวัล 20,000 บาท และอันดับ 3 จรณี แซ่ว่าง และ นันทนา แช่ชง วิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง เงินรางวัล 10,000 บาท
  • รางวัลพิเศษ The New Generation Creative Ward: นทฤทธ์ จินตกานนท์ จาก Wellington College International School Bangkok เงินรางวัล 10,000 บาท

ผลการตัดสินที่ “ชุดลำลอง” ตกเป็นของดีไซเนอร์จากเมียนมา ขณะที่ประเภทอื่น ๆ กระจายตัวอยู่ในสถาบันการศึกษาหลากหลายของไทย สะท้อน “DNA ข้ามพรมแดน” และ “เครือข่ายการเรียนรู้” ที่งานได้วางรากไว้ตั้งแต่รุ่นแรก ๆ สิ่งนี้ทำให้เวทีแม่สายไม่ได้เป็นเพียง “งานโชว์” แต่เป็น “สนามบ่มเพาะ” ที่เปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์รุ่นใหม่และมืออาชีพได้ทดสอบงานจริงกับผู้ชมจริงและผู้ซื้อจริง

เชื่อมวิสัยทัศน์ NEC ถนนผืนผ้ากับระเบียงเศรษฐกิจเหนือ

งานปีนี้ชัดเจนขึ้นในบทบาทของตนต่อ NEC (Northern Economic Corridor) — ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือที่ตั้งใจยกระดับฐานเศรษฐกิจชายแดน จาก “ประตูการค้า” ไปเป็น “ชุมทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์” กลไกสำคัญคือ Soft Power ด้านผ้าไทย–แฟชั่น–งานออกแบบ ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงรายผลักดันต่อเนื่องผ่านแนวคิด “10+Wow Chiang Rai” ผสาน ประเพณีล้านนา–ภูมิปัญญาท้องถิ่น–ผ้าชาติพันธุ์ กับรสนิยมร่วมสมัย เป็นภาษาการตลาดที่คนทั้งโลกเข้าใจและเต็มใจควักกระเป๋า

ยิ่งไปกว่านั้น แนวคิดการ “น้อมนำ” พระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการส่งเสริมการใช้ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน ทำให้หัตถศิลป์ผ้าไม่ถูกยึดติดอยู่ในตู้โชว์ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “วิถีชีวิตที่ซื้อซ้ำได้” เมื่อพลังความภาคภูมิใจถูกเชื่อมเข้ากับช่องทางการตลาดและการออกแบบที่ร่วมสมัย

10 ล้านบาทที่ไหลเวียน ทำไมตัวเลขนี้สำคัญกว่า “ยอดขาย”

แม้ตัวเลข เงินสะพัดกว่า 10 ล้านบาท จะสะดุดตาในเชิงประชาสัมพันธ์ แต่ความหมายที่ลึกกว่าคือ “คุณภาพการไหลเวียน” ของเงินภายในอีโคซิสเต็มแฟชั่น–ท่องเที่ยวชายแดน เงินก้อนนี้แตกตัวไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ — กลุ่มทอผ้า ช่างฝีมือ ผู้ค้าปลีก ร้านอาหาร โรงแรม รถโดยสาร คนทำงานอีเวนต์ ไปจนถึงช่างภาพ–ครีเอเตอร์ท้องถิ่น

หากพิจารณา “มูลค่าในอนาคต” (future value) งานลักษณะนี้ยังสร้าง “ทุนทางสังคมและวัฒนธรรม” ที่แปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริงในรอบปีถัดไป ทั้งการสั่งตัดชุด การสั่งซื้อสินค้าหัตถกรรมซ้ำ การกลับมาเที่ยวแม่สาย และการดึงดูดแบรนด์–สปอนเซอร์ที่สนใจวิถีแฟชั่น–ชุมชนอย่างจริงจัง

เสียงจากเวทีนโยบาย ผ้าหนึ่งผืน เปลี่ยนชีวิตได้ทั้งชุมชน

ในนามเจ้าภาพจังหวัด ฝ่ายจัดงานย้ำบทบาท “ถนนแฟชั่น” ที่ต้องคงความเป็นเวทีสาธารณะ เปิดกว้างให้ช่างฝีมือ–ดีไซเนอร์–นักเรียนสายออกแบบได้ทดลองงานและได้คำติชมจากตลาดจริง แนวทางนี้อยู่บนฐานคิด “สร้างอุปสงค์ด้วยความหมาย” เมื่อผู้สวมใส่รู้เรื่องราวของผืนผ้า—แหล่งที่มา เทคนิคการทอ สีธรรมชาติ ลวดลายชาติพันธุ์—ความยินดีที่จะจ่ายย่อมสูงขึ้น และนานขึ้น

การผลักดันเช่นนี้ไม่ใช่งาน “หรู–ไกลตัว” แต่คือเศรษฐกิจชุมชนที่เรียบง่ายและยั่งยืน ผ้าขายได้—ครอบครัวช่างฝีมือมีรายได้—เยาวชนเห็นอนาคตในท้องถิ่น—นักท่องเที่ยวกลับมา—ธุรกิจรายย่อยเติบโต—ภาษีท้องถิ่นเพิ่มขึ้น—รัฐมีทรัพยากรพัฒนาพื้นฐานต่อเนื่อง วงจรนี้คือคำจำกัดความของ “Soft Power ที่ลงดิน” อย่างแท้จริง

Premium Market ห้องเครื่องลับของการค้าแฟชั่น

คู่ขนานกับรันเวย์คือ “Chiang Rai Premium Market” ที่ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็น “โชว์รูม–ตลาด–ห้องเจรจา” ในคราวเดียวกัน การคัด สินค้า GI, Chiang Rai Brand และ Wellness มากกว่า 100 บูธ ทำให้ผู้ซื้อต่างจังหวัดและต่างชาติมีโอกาสเห็นสินค้าแท้และแหล่งผลิตในคราวเดียว ลดต้นทุนการค้นหา และเร่ง “วงจรการตัดสินใจซื้อ” ให้สั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ

ผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงยอดขายหน้างาน แต่คือ “สายสัมพันธ์ทางธุรกิจ” ที่ต่อยอดไปสู่การสั่งผลิต การทำคอลเลกชันร่วม การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และการวางขายในช่องทางใหม่ ๆ ซึ่งเป็นผลตอบแทนระยะกลางที่มักสูงกว่ายอดขายทันทีในวันงาน

ความหมายเชิงการศึกษา ห้องเรียนมีชีวิตของดีไซน์รุ่นใหม่

รายชื่อผู้ชนะที่กระจายอยู่ในหลายสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร, สถาบันอาชีวศึกษาในลำพูน–ลำปาง ตลอดจน Wellington College International School Bangkok ชี้ให้เห็นว่า “ห้องเรียนแฟชั่น” ของภาคเหนือ–กรุงเทพฯ–และต่างประเทศ เริ่มมาบรรจบกันที่ชายแดนแม่สาย

เวทีนี้ทำหน้าที่เสมือน “สตูดิโอภาคสนาม” ที่ให้ดีไซเนอร์ได้เห็นการตอบสนองของผู้ชมจริงต่อวัสดุจริง สีจริง แพตเทิร์นจริง—บทเรียนที่ไม่มีในห้องเรียน และเป็นชนวนให้เกิดการพัฒนาเชิงเทคนิคและการตลาดที่มีฐานความจริงรองรับ

ขยายเครือข่ายจากถนนชายแดนสู่แพลตฟอร์มการค้าเชิงสร้างสรรค์

เมื่อเส้นทาง “แฟชั่น–การค้า–การท่องเที่ยว” เริ่มเข้าที่ คำถามสำคัญคือ “จะทำอย่างไรให้มูลค่าต่อหน่วยสูงขึ้นและยั่งยืนขึ้น” แนวทางที่งานนี้วางไว้และควรต่อยอด ได้แก่

  1. คอลเลกชันร่วม (Co-creation) ระหว่างดีไซเนอร์รุ่นใหม่–กลุ่มทอผ้าชาติพันธุ์–ผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อสร้างสินค้าที่มีเรื่องเล่าร่วมและขายได้หลายฤดูกาล
  2. มาตรฐานคุณภาพและการรับรอง (Certification) สำหรับสินค้า GI และแบรนด์เชียงราย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นตลาดสากล
  3. ดาต้าท่องเที่ยว–การค้า ของงานในปีถัดไป เช่น จำนวนผู้เข้าชมซ้ำ อัตราการแปลงเป็นยอดสั่งผลิต เพื่อวัดผลเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ
  4. เชื่อม NEC กับโลจิสติกส์ชายแดน เพื่อให้การสั่งซื้อข้ามแดนสะดวกขึ้น ลดเวลา–ต้นทุน และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ผู้ซื้อรายใหม่

เมื่อผ้าไทยเดินทางถึงชายแดน โลกก็เดินเข้าหาเชียงราย

การปิดฉาก “Fashion on the Road” ปีนี้ไม่ได้ทิ้งรอยเท้าไว้แค่บนรันเวย์ แต่ทิ้ง “เส้นทาง” ให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเชียงรายเดินหน้าต่อ ตัวเลขเงินสะพัด 10 ล้านบาท คือสัญญาณของโครงสร้างที่เริ่มทำงาน — รัฐ–ท้องถิ่น–เอกชน–การศึกษา–ชุมชน ขับเคลื่อนในทิศเดียวกัน และยืนยันว่า Soft Power ที่จับต้องได้ เริ่มแปรสภาพเป็นรายได้ที่แบ่งปันกันได้

บนถนนชายแดนที่ผู้คนหลายภาษาเดินสวนกัน ผืนผ้าหนึ่งผืนทำหน้าที่เชื่อมวัฒนธรรม สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจร่วม เมื่อรันเวย์ดับไฟลง เม็ดเงินยังไหลเวียนต่อ และเรื่องราวของเชียงรายยังเดินหน้า—จากแม่สายสู่ตลาดโลก—บนถนนสายเดิมที่ชื่อว่า “ความร่วมมือ”

สรุปสาระสำคัญ (Key Takeaways)

  • พิธีปิดจัดขึ้น 2 พฤศจิกายน 2568 ณ หน้าด่านพรมแดนไทย–เมียนมา อ.แม่สาย โดย รองผู้ว่าฯ นรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ เป็นประธาน
  • งานสร้าง เงินสะพัดรวมกว่า 10 ล้านบาท จากแฟชั่นโชว์และ Premium Market กว่า 100 บูธ
  • ผลรางวัล 3 หมวด สะท้อนความเป็นนานาชาติ: Thaw Thazin (Myanmar) ชนะชุดลำลอง, Team Sean (มฟล.) ชนะชุดทำงาน, นนท์ฒวัศณ์ วงค์พิใจ (มทร.พระนคร) ชนะชุดราตรี และ นทฤทธ์ จินตกานนท์ คว้า The New Generation Creative Ward
  • งานตอบรับ NEC และแนวคิด “10+Wow Chiang Rai” เชื่อมผ้าไทย–หัตถศิลป์–การท่องเที่ยวชายแดน สู่เวทีสากล

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สวท.เชียงราย กรมประชาสัมพันธ์
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลตำบลแม่สาย
  • ฝ่ายจัดงาน Fashion on the Road 3rd
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย เร่งเรือธง ผุด “ฝายแกนดินซีเมนต์” บ้านป่าอ้อ-สำรวจสะพานแม่จัน วางแผนรับมือภัยพิบัติ

อบจ.เชียงรายเดินหน้าปฏิบัติการ “7 เรือธง” ด้านน้ำและคมนาคม สร้าง “ฝายแกนดินซีเมนต์” บ้านป่าอ้อ–สำรวจสะพานแม่จัน วางระบบรับมือภัยพิบัติแบบบูรณาการ (PDOSS)

เชียงราย, 2 พฤศจิกายน 2568 — องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) เร่งเครื่องนโยบาย “7 เรือธง” เน้นภารกิจด้านการบริหารจัดการน้ำและความปลอดภัยเชิงโครงสร้างพื้นฐาน โดย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย มอบหมายให้ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ. ลงพื้นที่ บ้านป่าอ้อ หมู่ที่ 6 ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย เปิดเวทีประชาคมชี้แจงโครงการ ฝายแกนดินซีเมนต์” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพน้ำต้นทุนในชุมชน ควบคู่กับการขยายผล PDOSS (ศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ) ตรวจสภาพ สะพานบ้านผาตั้ง หมู่ที่ 6 และ สะพานบ้านแม่เฟือง หมู่ที่ 5 ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน โดยมีคณะผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และ สำนักงานชลประทานที่ 2 จังหวัดเชียงราย ร่วมพิจารณาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน

“การสร้างฝายแกนดินซีเมนต์และระบบกักเก็บน้ำขนาดเล็กเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของชุมชน เพราะน้ำคือหัวใจของการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจฐานราก อบจ.เชียงรายพร้อมทำงานร่วมกับชลประทานและชุมชนทุกแห่ง เพื่อให้ทุกพื้นที่มีน้ำใช้เพียงพอตลอดปี และสามารถรับมือภัยแล้งหรือน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ” — นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย

 “น้ำ–ทาง” สองเสาหลักของคุณภาพชีวิต ที่ต้องแก้แบบบูรณาการ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่เมือง–ชนบทของเชียงรายเผชิญ “ความแปรปรวนด้านอุทกภัยและภัยแล้ง” ที่วนซ้ำเป็นวงจร ทั้งจากฝนทิ้งช่วงยาวในบางฤดูกาล และฝนตกหนักเฉียบพลันในบางห้วงเวลา ผลกระทบสะเทือนตั้งแต่ระดับครัวเรือน (น้ำอุปโภคบริโภคไม่พอเพียง น้ำบาดาลตื้นคุณภาพลดลง) ไปจนถึงระดับเศรษฐกิจฐานราก (ต้นทุนเกษตรสูง ผลผลิตผันผวน) ขณะที่ด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม—โดยเฉพาะ “สะพานและทางผ่านลำห้วย” ในเขตพื้นที่เชื่อมต่อภูเขา–ที่ราบ—มักเป็นจุดเปราะบางต่อกระแสน้ำหลากและการกัดเซาะตลิ่ง

การเดินหน้าญัตติ “7 เรือธง” ของ อบจ.เชียงราย โดยดึง PDOSS เป็นกรอบกลาง จึงมิใช่โครงการแบบ “จุด–จบ–จุด” แต่คือการวาง สถาปัตยกรรมการบริหารจัดการภัยพิบัติและทรัพยากรน้ำ ที่เชื่อมโยงหน่วยงาน สะท้อนเสียงประชาชน และลงสู่การแก้ปัญหา “หน้าดินจริง–สะพานจริง–ลำห้วยจริง” เพื่อผลลัพธ์ที่จับต้องได้

เวทีประชาคมบ้านป่าอ้อ ฝายแกนดินซีเมนต์—เครื่องมือเล็กที่แก้โจทย์ใหญ่

สาระของโครงการ
ฝายแกนดินซีเมนต์ (cemented-soil core weir) เป็นโครงสร้างชลศาสตร์ขนาดเล็ก–กลาง ที่ใช้แกนดินผสมปูนซีเมนต์เพิ่มความแข็งแรงและความทนทานต่อการรั่วซึม ช่วย “หน่วง–กัก–ชะลอ” การไหลน้ำในลำห้วยย่อย ยกระดับน้ำใต้วังน้ำ–แก้มลิงธรรมชาติ เพิ่ม น้ำต้นทุน” สำหรับระบบประปาหมู่บ้าน–การเกษตรแปลงเล็ก และช่วย ลดพีกน้ำหลาก ยามฝนหนัก จุดเด่นคือ คุ้มค่า–ดูแลรักษาง่าย–เข้ากับภูมิประเทศ และสามารถวางเป็น เครือข่ายหลายจุด เพื่อกระจายประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่รับน้ำ

การมีส่วนร่วม
การประชุมประชาคมครั้งนี้มี นายวัชระ ลิ้มวิเศษศิลป์ หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างที่ 1 และเจ้าหน้าที่ สำนักงานชลประทานที่ 2 จังหวัดเชียงราย ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเทคนิค ตั้งแต่ตำแหน่งร่องน้ำ การคำนวณระดับสันฝาย การกำหนดปริมาณระบายน้ำ (spillway) ไปจนถึงมาตรการดูแลรักษาหลังงาน โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย—ตั้งแต่ผู้นำชุมชน เกษตรกร ไปจนถึงกลุ่มสตรีและเยาวชน—ได้สะท้อนมุมมองต่อ ภาวะน้ำแล้งปลายฤดู–น้ำหลากช่วงมรสุม” ซึ่งเป็นวงจรที่ต้องปรับ โครงสร้าง” ให้เดินควบคู่ วินัยน้ำ” ของชุมชน

เป้าหมายที่ชัดเจน

  • เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภคบริโภคและเกษตร
  • ลดโอกาสเกิดน้ำหลากเฉียบพลันที่กัดเซาะคันดิน–ตลิ่ง
  • เสริมความยืดหยุ่น (resilience) ให้ระบบน้ำระดับหมู่บ้าน
  • วางต้นแบบเพื่อขยายผลเครือข่ายฝายขนาดเล็กในลำห้วยข้างเคียง

ภาพรวมนี้เสริม ยุทธศาสตร์เรือธงด้านน้ำของ อบจ. ที่ต้องการเห็น “จุดหน่วงหลายจุด–เชื่อมทั้งลำห้วย” แทนการฝากความหวังกับโครงสร้างขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว

 

PDOSS สู่พื้นที่จริง สำรวจสะพานแม่จัน—จากจุดเสี่ยงสู่แผนแก้ไขที่วัดผลได้

ในวันเดียวกัน คณะผู้บริหาร อบจ.เชียงราย นำโดย นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน ร่วมกับ นายประเสริฐ ชุ่มเมืองเย็น ประธานสภา อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน เพื่อตรวจสภาพสะพาน บ้านผาตั้ง (หมู่ที่ 6) และ บ้านแม่เฟือง (หมู่ที่ 5) จุดที่มีการใช้งานหนาแน่นเชื่อมหมู่บ้าน–แปลงเกษตร–สถานศึกษา และเคยรับแรงกดดันจากกระแสน้ำหลากในบางช่วงฤดู

กรอบการสำรวจ ประกอบด้วย

  • ตรวจสภาพโครงสร้างส่วนบน–ส่วนล่าง (พื้นสะพาน คาน เสา ตอม่อ)
  • ตรวจร่องรอยการกัดเซาะตลิ่ง–ฐานราก และการปะทะของท่อนซุง/วัสดุพัดพา
  • ประเมินทางน้ำไหลใต้สะพาน (hydraulic opening) เทียบกับปริมาณน้ำฝนหนัก
  • ฟังข้อมูลการใช้งานและอุบัติเหตุจากผู้นำชุมชน–ประชาชนในพื้นที่

หลักคิด PDOSS คือ “เห็น–รู้–ปฏิบัติ” ในสายเดียวกัน ตั้งแต่การสำรวจหน้างาน การคัดลำดับความเสี่ยง การวางมาตรการแก้ไข (เสริมโครงสร้าง/ป้องกันตลิ่ง/ปรับปรุงทางระบายน้ำใต้สะพาน/ติดตั้งสัญญาณเตือน) ไปจนถึงการกำหนด ตัวชี้วัด เช่น ระยะเวลาปิด–เปิดใช้งานช่วงน้ำหลาก จำนวนเหตุสะดุดการสัญจร และระดับความพึงพอใจของผู้ใช้ทาง

การเชื่อมโยง “น้ำ–คมนาคม–ความปลอดภัย” ทำไมต้องขับเคลื่อนพร้อมกัน

  1. น้ำหลาก–สะพาน หากไม่มีจุดหน่วง–กักต้นน้ำ กระแสน้ำหลากจะพุ่งเข้าจุดคอขวดใต้สะพาน เพิ่มแรงปะทะต่อโครงสร้างและกัดเซาะตลิ่ง การสร้าง “ฝายแกนดินซีเมนต์” ช่วย “ปรับกราฟน้ำหลาก” ให้ต่ำลงและยืดระยะเวลาไหล ลดความเสี่ยงสะพาน
  2. น้ำแล้ง–เศรษฐกิจครัวเรือน น้ำต้นทุนที่เสถียรช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำประปาชุมชน/สูบน้ำ ลดต้นทุนเกษตร และปลดล็อกการปลูกพืชหลังนา สร้างรายได้แฝงในฤดูแล้ง
  3. คมนาคม–การเข้าถึงบริการสาธารณะ สะพานที่ปลอดภัยลดเวลาการเดินทาง เพิ่มการเข้าถึงโรงเรียน–สถานพยาบาล ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ และลดต้นทุนขนส่งผลผลิตเกษตร—สะท้อนกลับเป็น “รายได้สุทธิ” ของครัวเรือน

กล่าวอย่างย่อ จุดหน่วงน้ำที่ดี + สะพานที่ปลอดภัย” = คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแบบยั่งยืน และนี่คือเหตุผลที่ อบจ.เชียงราย เลือกเดินพร้อมกันทั้งสองขา ภายใต้เรือธง PDOSS

เสียงสะท้อนจากพื้นที่ ความต้องการที่ชัด–เงื่อนไขความสำเร็จที่จับต้องได้

ระหว่างเวทีประชาคม มีเสียงสะท้อน 3 มิติหลักที่สอดคล้องกัน ได้แก่

  • ความพอเพียงของน้ำตลอดปี ครัวเรือนต้องการความมั่นคงของน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเกษตร โดยเฉพาะปลายฤดูแล้งที่บ่อบาดาลตื้นแห้งเร็ว
  • ความปลอดภัยโครงสร้าง ผู้ใช้เส้นทางต้องการความมั่นใจช่วงฝนหนัก—ไม่ต้องลุ้นปิดสะพาน/ทางขาด
  • การมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ชุมชนพร้อมร่วมดูแลฝาย/คู–ร่องน้ำ และเฝ้าระวังขยะ–เศษวัสดุที่กีดขวางทางน้ำ หากมีระบบ “อาสาสมัครน้ำ–สะพาน” ที่ชัดเจน

เงื่อนไขความสำเร็จจึงไม่ได้อยู่ที่ “งบ–แบบ–สเปก” เท่านั้น หากแต่รวมถึง การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (preventive maintenance) กลไกเฝ้าระวังชุมชน และ ฐานข้อมูลน้ำฝน–ระดับน้ำ ที่ชุมชนเข้าถึงได้ เพื่อให้การบริหารน้ำเป็นเรื่องของทุกคน

กรอบติดตาม–ประเมินผล (M&E) วัดผลให้ชัด เห็นผลให้เร็ว

เพื่อให้ประชาชนรับรู้ความก้าวหน้าของงาน อบจ.เชียงรายสามารถกำหนด ตัวชี้วัดเชิงปฏิบัติการ ร่วมกับชุมชนและชลประทาน อาทิ

  • ระยะเวลามีน้ำใช้อย่างต่อเนื่องในฤดูแล้ง (วัน/ปี)
  • ระดับน้ำหลากสูงสุด (peak) ใต้สะพานในปีที่มีพายุฝนเทียบกับก่อนสร้างฝาย
  • จำนวนครั้งการปิดสะพาน/จำกัดการสัญจรต่อปี
  • ค่าใช้จ่ายซ่อมฉุกเฉินโครงสร้างเทียบปีก่อนหน้า
  • ความพึงพอใจของประชาชนต่อความมั่นคงน้ำ–ความปลอดภัยทางสัญจร

การสื่อสารตัวชี้วัดเหล่านี้อย่างโปร่งใส จะ เปลี่ยนโครงการจาก “ความรู้สึกดี” เป็น “ผลลัพธ์จริง” และช่วยจัดลำดับความสำคัญการลงทุนในจุดเสี่ยงอื่น ๆ ต่อไป

มิติการขยายผล จากต้นแบบบ้านป่าอ้อ สู่เครือข่ายฝายขนาดเล็กทั้งลุ่มน้ำย่อย

หากต้นแบบบ้านป่าอ้อสัมฤทธิ์ผล อบจ.เชียงรายสามารถขยับสู่ เครือข่ายฝายแกนดินซีเมนต์หลายจุด” ตามแนวคิด หลายแกน–หลายจุด–มากผล” ในลำห้วยข้างเคียง โดยเดินคู่กับแผนบูรณะสะพาน–ป้องกันตลิ่งจุดเสี่ยงสำคัญในแม่จันและอำเภออื่น ๆ ทำให้ แผน PDOSS กลายเป็น โครงข่ายป้องกัน–หน่วง–ระบาย” ที่ทำงานสอดประสานในระดับพื้นที่จริง

ทำไม “โครงสร้างเล็ก–งบเหมาะ–ชุมชนมีส่วนร่วม” จึงตอบโจทย์ยุคความเสี่ยงสูง

  1. คุ้มค่าต่อหน่วยงบประมาณ โครงสร้างขนาดเล็กจำนวนมาก ช่วยเฉลี่ยความเสี่ยงและให้ผลลัพธ์เร็วกว่าโครงการใหญ่ที่ใช้เวลาศึกษา–ก่อสร้างนาน
  2. เสริมภูมิคุ้มกันการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ เมื่อฝนหนัก–แล้งยาวเกิดถี่ขึ้น เครือข่ายฝายช่วยหน่วง–เติมน้ำได้ยืดหยุ่น
  3. เสริมทุนสังคม การมีส่วนร่วมดูแล–เฝ้าระวังของชุมชน ทำให้โครงสร้างคงสภาพดี ลดค่าใช้จ่ายซ่อมฉุกเฉินระยะยาว
  4. ข้อมูล–การเรียนรู้ ทุกจุดฝาย/สะพานคือ “สถานีเรียนรู้” ที่เก็บบทเรียน—นำไปสู่การปรับแบบที่เหมาะกับภูมิประเทศจริงของเชียงราย

 “น้ำมั่นคง–ทางปลอดภัย–ชุมชนเข้มแข็ง” ภายใต้ 7 เรือธง

การลงพื้นที่ บ้านป่าอ้อ–แม่จัน ในวันเดียวกัน สะท้อนภาพ บูรณาการบนดินจริง” ของ อบจ.เชียงราย ที่จับ “โจทย์น้ำ” และ “โจทย์ทาง” พร้อมกันในกรอบ PDOSS การผลักดัน ฝายแกนดินซีเมนต์ ไม่เพียงเพิ่มน้ำต้นทุน แต่ยังปรับเสถียรภาพทางชลศาสตร์เพื่อคุ้มครองสะพานและเส้นทางสัญจร ขณะที่การสำรวจสะพานอย่างเป็นระบบ จะต่อยอดสู่แผนเสริมความปลอดภัยที่วัดผล–สื่อสารได้

สาระสำคัญคือ การเดินงานต่อเนื่อง จากประชาคม–ออกแบบ–ก่อสร้าง–ดูแลรักษา–ติดตามประเมินผล—โดยมีประชาชน “ร่วมถือหางเสือ” เคียงข้างหน่วยงานรัฐ เมื่อทุกภาคส่วนเดินไปในทิศเดียวกัน น้ำ–ทาง–ชีวิต” ของเชียงรายจะไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาอีกต่อไป แต่เป็น ผลลัพธ์ของการออกแบบร่วมกัน

แก่นของ “7 เรือธง” จึงไม่ใช่คำขวัญ แต่คือ กลไกเปลี่ยนโครงสร้างความเสี่ยงให้กลายเป็นความมั่นคง ด้วยโครงการที่พอเหมาะ พอดี พึ่งพาตนเองได้ และต่อยอดได้จริง

ไทม์ไลน์เหตุการณ์ (สรุปประเด็นสำคัญ)

  • 2 พ.ย. 2568 (เช้า–บ่าย) เวทีประชาคม บ้านป่าอ้อ หมู่ 6 ต.นางแล อ.เมืองเชียงราย ชี้แจงโครงการ ฝายแกนดินซีเมนต์ รับฟังความเห็นประชาชนและข้อเสนอจาก สำนักงานชลประทานที่ 2
  • 2 พ.ย. 2568 (บ่าย–เย็น) คณะผู้บริหาร อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ ต.ป่าตึง อ.แม่จัน ตรวจสภาพ สะพานบ้านผาตั้ง (ม.6) และ สะพานบ้านแม่เฟือง (ม.5) ประเมินความเสี่ยง–กำหนดแนวแก้ไขเบื้องต้น
  • ระยะถัดไป จัดทำแบบ–ถอดรายการ–จัดลำดับความเร่งด่วน–กำหนด ตัวชี้วัด M&E ร่วมกับชุมชน และจัดตารางรายงานความคืบหน้าโปร่งใส

 

ข่าวชิ้นนี้เรียบเรียงเชิงกลางตามมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน โดยอาศัยข้อมูลและถ้อยแถลงที่มาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ การนำเสนอเชื่อมโยง นโยบาย 7 เรือธง–กรอบ PDOSS–โครงสร้างฝายแกนดินซีเมนต์–การสำรวจสะพาน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ “เหตุ–ผล–ผลลัพธ์คาดหมาย” อย่างต่อเนื่องและตรวจสอบได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • สำนักงานชลประทานที่ 2 จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

บ้านมือสองดิสรัปต์ตลาดบ้านใหม่: ยอดโอน 66% ชี้ชัดผู้ซื้อหันหา “ทรัพย์พร้อมรีโนเวท” ที่ต่อรองได้จริง

บ้านมือสองดิสรัปต์ตลาดบ้านใหม่ ยอดโอน “66%” ชี้ชัดพฤติกรรมผู้ซื้อไทยเปลี่ยน—จาก “โอนน้อย–ขายช้า” สู่ยุครีโนเวททำกำไร พร้อมจับตาเชียงรายปี 2568 “ตลาดของผู้ซื้อ” ท่ามกลางรีเจ็กต์เรตสินเชื่อสูง 70–80%

เชียงราย/กรุงเทพฯ, 2 พฤศจิกายน 2568 — ตลาดที่อยู่อาศัยไทยกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ “บ้านมือสอง” ก้าวขึ้นมาเป็น “ตัวเลือกหลัก” ของผู้บริโภคและนักลงทุนอย่างชัดเจน สะท้อนผ่านตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศ 8 เดือนแรกปี 2568 ที่แสดงให้เห็นว่า บ้านมือสองคิดเป็น 66% ของจำนวนโอนทั้งหมด (129,173 หน่วย) ขณะที่ บ้านใหม่มีสัดส่วน 34% (67,050 หน่วย) แม้ “มูลค่าโอน” บ้านใหม่กับบ้านมือสองจะ “สูสี” (ราว 51% ต่อ 49%) แต่จำนวนหน่วยของบ้านมือสองที่ “แซงเกินเท่าตัว” บ่งชี้ว่าตลาดกำลังเผชิญสภาวะ โอนน้อย–ขายหมดช้า” และผู้ซื้อหันมาเลือก “ทรัพย์พร้อมรีโนเวท” ที่ต่อรองได้จริง—มากกว่า “รอโครงการใหม่” ที่ราคาเปิดตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

ในอีกด้านหนึ่ง “นักลงทุนอสังหาฯ รายย่อย” ใช้โอกาสนี้ปรับยุทธศาสตร์สู่ Flipping (ซื้อ–รีโนเวท–ขายต่อ) และ ซื้อ–ปรับปรุง–ปล่อยเช่า เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เฉพาะในไตรมาส 2/2568 ประกาศขายที่อยู่อาศัยมือสอง ทั้งประเทศแตะ 189,382 หน่วย (เพิ่มขึ้น 34.6%) ด้วยมูลค่ารวม 758,502 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 5.6%) สะท้อนแรงเสนอขายในกลุ่มราคาเข้าถึงง่าย โดย ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท มีสัดส่วนประกาศมากที่สุด 28.6% และ “ช่วงราคาใช้งานจริง” ของผู้ซื้อก็สอดรับกัน—หน่วยโอนส่วนใหญ่ อยู่ที่ ไม่เกิน 1 ล้านบาท (35.1%) รองลงมาคือ 2.01–3 ล้านบาท (18.2%) และ 1.01–1.50 ล้านบาท (17.0%) ทำให้ มาตรการรัฐลดค่าจดทะเบียนโอน–จำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัย 7 ล้านบาท กลายเป็นตัวช่วยสำคัญหนุนดีมานด์ฐานกว้าง

ทำไม “บ้านมือสอง” จึงขึ้นเป็นพระเอก ราคา–ทำเล–โครงสร้าง–มาตรการรัฐ

  • ราคาและการต่อรอง – ในสภาพเศรษฐกิจที่รายได้ครัวเรือนชะลอและต้นทุนชีวิตสูงขึ้น “บ้านมือสอง” ให้ความยืดหยุ่นด้านราคา ผู้ซื้อสามารถต่อรองโดยตรงกับเจ้าของ (รวมถึงของแถม/เฟอร์นิเจอร์/เครื่องใช้ไฟฟ้า) และ “ปรับงบรีโนเวทตามใจ” บนฐานราคาทุนที่ต่ำกว่าโครงการใหม่
  • ทำเลเมืองที่หาได้จริง – ทำเลกรุงเทพฯ–ปริมณฑลหรือเมืองใหญ่ที่ใกล้ระบบขนส่งมวลชน กลายเป็น “ของหายาก” สำหรับโครงการเปิดตัวใหม่ (เพราะราคาที่ดินพุ่งสูง) ขณะที่บ้านมือสอง “มีทรัพย์หมุนเวียน” ในย่านเดิม ให้ผู้ซื้อ “ได้อยู่ในโครงสร้างเมืองจริง” ทันที
  • สาม โครงสร้างก่ออิฐมอญ–ต่อเติมง่าย – บ้านมือสองจำนวนมากใช้ระบบก่อสร้างแบบดั้งเดิมที่ “มิตรกว่า” ต่อการทุบ–เจาะ–เปลี่ยนผังภายใน เพื่อออกแบบชีวิตตามสไตล์ตน ต่างจากบ้านยุคใหม่ที่ใช้แผ่นสำเร็จรูปซึ่งมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง
  • มาตรการรัฐหนุนกำลังซื้อ – มาตรการลดค่าธรรมเนียมโอน–จำนองลง 01% สำหรับราคาทรัพย์ไม่เกิน 7 ล้านบาท ครอบคลุม “บ้านมือสอง” ด้วยโดยตรง ลดต้นทุนวันโอนให้ผู้ซื้อจริง

ผลลัพธ์เชิงพฤติกรรมที่เห็นชัด คือ “คนไทยอยากถือครองทันที–ปรับแต่งได้–งบยืดหยุ่น” มากกว่าการ “รอโครงการใหม่” ที่ราคาเปิดสูงและเสี่ยงกู้ไม่ผ่าน

เสียงจากตลาดและพฤติกรรม Flipping รีโนเวทคือเกมเร่งมูลค่า

วสันต์ คงจันทร์ นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ อธิบายทิศทางตลาดปี 2568–2569 ว่า “บ้านมือสอง” จะยิ่งโดดเด่นขึ้น จากเหตุผลด้านกำลังซื้อไม่พอและ อัตรากู้ไม่ผ่าน สูงในบ้านราคาย่อมเยา เปิดพื้นที่ให้เกิด “ตลาดร่วมลงทุน” ระหว่างเจ้าของทรัพย์–นักลงทุน—ซื้อ–รีโนเวท–ขายต่อ แบบไม่ต้องรับโอนล่วงหน้าทั้งหมดเหมือนในอดีต ทำให้ วงจรสร้างมูลค่า (Value-add) เกิดขึ้นรวดเร็วขึ้น และสอดคล้องกับดีมานด์ที่นิยม “บ้านพร้อมอยู่–สวยจบ” ที่การเงินอนุมัติง่ายกว่าเพราะสภาพทรัพย์ชัดเจน

เคสศึกษา “เชียงราย 2567–2568” ตลาดของผู้ซื้อ—สภาพคล่องต่ำ แต่โอกาสเชิงโครงสร้างยังรออยู่

ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยจังหวัดเชียงรายในปี 2567 เผชิญ “แรงกดดันสามชั้น” คือ (1) รีเจ็กต์เรตสินเชื่อสูงในกลุ่มบ้าน 3 ล้านบาท (70–80%) ทำให้กำลังซื้อฐานรากหายไปเป็นวงกว้าง (2) ยอดโอน 8 เดือนแรกปี 2567 ลดลงราว 20–25% สะท้อนการชะลอตัวของกิจกรรมซื้อขายทั้งมือหนึ่ง–มือสอง และ (3) อุปทานคงค้าง (Inventory Overhang) สูงกว่า 2,600 หน่วย/มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่หน่วยขายใหม่ H1/2567 เพียง 102 หน่วย และ H2/2567 ราว 130 หน่วย—บ่งชี้ “ดีมานด์ใหม่” ที่ยังไม่ฟื้น

อย่างไรก็ดี เชียงรายยัง “ซ่อนมูลค่า” ระยะกลาง–ยาวจากสองปัจจัยโครงสร้างหลัก ได้แก่

  • รถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ มูลค่า 72,920 ล้านบาท ที่ผลักดัน “คาดการณ์มูลค่า” ที่ดินแนวสถานี (บางพื้นที่ราคาขยับแรงแล้ว) แม้ผลลัพธ์ต่อราคาบ้านมือสองทั้งตลาดอาจยังไม่ชัดเจนในปี 2568 แต่ถือเป็น Latent Value ที่พร้อม “ปลดล็อก” เมื่อโครงการคืบหน้าและเศรษฐกิจฟื้น (คาดเริ่มชัดเจน ตั้งแต่ 2569 เป็นต้นไป)
  • โครงการ “เมืองซับน้ำ (Sponge City)” ระยะที่ 2 ของกรมโยธาธิการและผังเมือง (กำหนดสิ้นสุด สิงหาคม 2568) หากช่วยบรรเทาความเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซากได้จริง จะลด Risk Premium ที่ถ่วงราคาทรัพย์ในพื้นที่เสี่ยง และเปิดทางให้ราคาฟื้นในระยะถัดไป

บทสรุปเชิงกลยุทธ์สำหรับเชียงราย 2568 ตลาดยังเป็น “ของผู้ซื้อ” ผู้ที่ ถือเงินสด หรือมีความสามารถด้านสินเชื่อสูงจะมี อำนาจต่อรอง เหนือผู้ขายที่ต้องการสภาพคล่อง โดยเฉพาะในช่วงราคา 2–4 ล้านบาท และในทำเลที่ได้อานิสงส์จากโครงสร้างพื้นฐาน (แนวสถานีรถไฟทางคู่/โซนเมือง–สนามบิน–ม.แม่ฟ้าหลวง/แม่สาย) ส่วน “ผู้ขาย” ควรพิจารณา การลดราคาเฉพาะหน่วย (Unit-specific Discounting) ให้สอดคล้องกับการประเมินสินเชื่อและความต้องการจริง

ผู้บริโภคต้องรู้ 5 เทคนิคตรวจบ้านมือสอง “ก่อนตัดสินใจ”

  1. ถามที่มา–เหตุผลขาย–ความเสี่ยงแฝง
    ตรวจสอบประวัติการถือครอง เหตุผลการขาย ปัญหาขัดแย้งกับชุมชน/มรดก–ข้อพิพาท และปัจจัยสิ่งแวดล้อม (น้ำท่วมง่าย/PM2.5/โรงงานใกล้เคียง)
  2. เช็กโครงสร้าง–ระบบหลักให้ครบ
    สำรวจรอยร้าวตรงกันสองฝั่งผนัง/คาน–เสา/พื้นทรุด ระบบไฟ–ประปา นัดเข้าชมหลายช่วงเวลา (แดดบ่าย/ฝนตก) เพื่อตรวจ “น้ำรั่ว–ระบาย” แล้วตัดสินใจว่าจะให้ผู้ขายซ่อมหรือ หักเป็นส่วนลด
  3. ตรวจกรรมสิทธิ์–เอกสารของจริง
    เทียบโฉนดกับสำเนาที่สำนักงานที่ดิน ป้องกันปลอมแปลง/อายัด/ข้อพิพาท หากซื้อจากผู้รับมอบอำนาจ ต้องขอดู ท.ด.21 และหลักฐานครบถ้วน
  4. เช็กภาระกับนิติบุคคล–ใบปลอดหนี้
    สอบถามหนี้ค่าส่วนกลางค้างชำระ ภาระจำยอม เส้นทางร่วมกับบุคคลภายนอก หรือความเสี่ยง “เขตเวนคืน” ขอ ใบปลอดหนี้ ประกอบวันโอน
  5. สัญญา–ค่าใช้จ่ายวันโอนให้ชัด
    ระบุราคาซื้อขาย ค่ามัดจำ ไทม์ไลน์ชำระส่วนที่เหลือ วันโอน และ “ใครจ่ายอะไรบ้าง” ให้ชัดเจน เพื่อใช้ยื่นกู้และลดปัญหาหน้างาน

ภาพใหญ่ระดับประเทศ “โอนน้อย–ขายช้า” กับบทเรียนเชิงนโยบาย

พอเศรษฐกิจฐานรากเปราะบางและ “รีเจ็กต์เรตสินเชื่อ” ในกลุ่มราคาเข้าถึงง่ายยังสูง ดีมานด์ที่แท้จริงก็ถูก “ตัดขา” อย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้รัฐอัดมาตรการลดค่าธรรมเนียมช่วยวันโอน แต่ “การเข้าถึงสินเชื่อ” คือปัจจัยชี้เป็นชี้ตาย วงจรนี้ทำให้ตลาดปรับตัวโดยธรรมชาติ—คนหันไปหา “บ้านมือสอง” ที่ยืดหยุ่นกว่าทั้งราคาและทำเล ขณะที่ผู้ประกอบการบ้านใหม่ต้อง “ชะลอเปิดโครงการ” หรือออกโปรโมชันเชิงลึกเพื่อระบายสต็อก ความจริงเชิงโครงสร้างนี้ยืนยันว่าตลาดอสังหาฯ ไทยกำลังเดินเข้าสู่ ยุคคัดคุณภาพ–ประหยัดต้นทุน–มองมูลค่าแท้จริงของทำเลและโครงสร้าง มากกว่าการจ่ายแพงเพื่อ “ของใหม่” เพียงอย่างเดียว

ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ควรพิจารณา

  • กลไกสินเชื่อเฉพาะกิจ สำหรับกลุ่มรายได้ประจำ–อันดับเครดิตดี แต่ถูกคัดออกจากเกณฑ์ปัจจุบันบางประการ เพื่อลดรีเจ็กต์เรตในบ้านราคาเข้าถึงได้
  • เร่งข้อมูลโปร่งใสด้านความเสี่ยงพื้นที่ (น้ำท่วม/ฝุ่น/อุตสาหกรรม) ให้ผู้ซื้อประเมินได้จริง ลดปัญหาซื้อพลาด–ขายยาก
  • มาตรการปรับปรุงอาคารเก่า (Retrofit/Green Upgrade) ด้วยสิทธิประโยชน์ภาษี/ดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อยกระดับสต็อกบ้านมือสองให้ประหยัดพลังงาน–อยู่อย่างยั่งยืน สอดคล้องนโยบายสิ่งแวดล้อม

วางหมากลงทุน–อยู่อาศัย ปี 2568 คีย์เวิร์ดคือ “เงินสด–ต่อรอง–เลือกทำเลที่มีอนาคต”

  • สำหรับผู้ซื้ออยู่เอง โฟกัสบ้านมือสองในทำเลที่ใช้ชีวิตจริงได้ทันที (งาน–โรงเรียน–ขนส่งมวลชน) ตั้งงบรีโนเวท “เพื่อสุขภาพ–พลังงาน–ความปลอดภัย” เช่น ฉนวนกันร้อน/ระบบไฟ–น้ำ/วัสดุไม่อมฝุ่น ตรวจเอกสารให้ครบ ลดความเสี่ยงหลังโอน
  • สำหรับนักลงทุน มองทรัพย์สภาพดีในย่านดีมานด์สูง (เมือง–แนวรถไฟฟ้า/สถานีรถไฟทางคู่ในอนาคต) ใช้กลยุทธ์ Value-add รีโนเวทให้ “สวยจบ” เพื่อลดเวลาถือครอง และออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ “กู้ผ่านง่าย” (สเปก–เอกสารครบ) รองรับผู้ซื้อที่ใช้สินเชื่อ
  • สำหรับผู้ขาย ยอมรับ “ตลาดของผู้ซื้อ” กำหนดราคาที่สะท้อนสภาพทรัพย์–ทำเล–ผลประเมินสินเชื่อ และ “ยืดหยุ่นเงื่อนไข” เพื่อเร่งปิดดีล (เช่น รับผิดชอบบางค่าใช้จ่ายวันโอน หรือซ่อมก่อนโอนบางรายการสำคัญ)

บ้านมือสอง = คำตอบของตลาดกำลังซื้อจริง

ตัวเลข 66% ของการโอนบ้านมือสองในช่วง 8 เดือนแรกปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่คือ “สัญญาณโครงสร้าง” ว่าผู้ซื้อไทยต้องการ ความคุ้มค่า–ทำเลจริง–ความยืดหยุ่น และระบบสินเชื่อในภาวะปัจจุบัน “เอื้อกับทรัพย์ที่ราคาสมจริง” มากกว่าการจ่ายแพงเพื่อโครงการเปิดใหม่ สภาพตลาด โอนน้อย–ขายช้า” จึงไม่ได้ทำให้ตลาดหยุดหมุน ตรงกันข้าม—มันกำลัง “ย้ายเวที” ไปสู่เซกเมนต์ที่ ราคาต่อรองได้–ปรับแต่งได้–ตอบโจทย์ชีวิตได้ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมบ้านมือสองจึง “ดิสรัปต์” บ้านใหม่อย่างสิ้นเชิงในปีนี้

สำหรับ เชียงราย ปี 2568 ภาพรวมยัง “ทรงตัว–ซบเซา” แต่ โอกาส ยังชัดเจนในทำเลที่เกาะกระแส รถไฟทางคู่ และพื้นที่ที่ โครงการเมืองซับน้ำ ช่วยลดความเสี่ยงได้จริง ผู้ซื้อเงินสดและนักลงทุนที่ “ทำการบ้านดี–วิเคราะห์ความเสี่ยงเป็น–ต่อรองเป็น” จะเป็นผู้ชนะในรอบตลาดนี้ ขณะที่ผู้ขายที่ “เข้าใจราคา–ยืดหยุ่นเงื่อนไข” จะเร่งปิดการขายได้เหนือคู่แข่ง

ในตลาดที่ความแน่นอนต่ำ “ข้อมูล–วินัยทางการเงิน–ความยืดหยุ่น” คือสามขาของโต๊ะ ที่ทำให้การตัดสินใจซื้อ–ขาย ไม่ใช่การพนัน แต่เป็น ยุทธศาสตร์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC)
  • นโยบายภาครัฐด้านค่าธรรมเนียมโอน–จำนอง
  • สมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์/Modern Property Consultant
  • DDproperty
  • สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย/สมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงราย
  • กระทรวงคมนาคม/การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โครงการรถไฟทางคู่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ
  • กรมโยธาธิการและผังเมือง โครงการ เมืองซับน้ำ (Sponge City) ระยะที่ 2
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

สิงห์ เชียงรายฯ โวย! เลื่อนแข่งกลางสายฝนเสียหาย 4 แสน ใครรับผิดชอบ? จี้ไทยลีกทบทวนมาตรฐาน

ฝนกระหน่ำทำพิษ! ไทยลีก “ราชบุรี–เชียงราย” เลื่อนการแข่งขันกลางสายฝน “บิ๊กฮั่น” ไลฟ์เดือด จี้ทบทวนมาตรฐานตัดสิน—โค้ชทีมชาติชวดเช็กฟอร์มแข้ง

ราชบุรี, 1 พฤศจิกายน 2568 — ฟุตบอลไทยลีก ฤดูกาล 2025/26 นัดที่ 10 ระหว่าง ราชบุรี เอฟซี เปิดรัง ราชบุรี สเตเดียม ต้อนรับ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ต้องยุติกลางสายฝนและประกาศ “เลื่อนการแข่งขัน” อย่างเป็นทางการ หลังผู้ควบคุมการแข่งขันประเมินว่าสนาม “ยังไม่อยู่ในสภาพปลอดภัย” แม้จะเลื่อนเวลาคิกออฟจาก 18.00 น. ออกไปครั้งละ 30 นาทีรวม 3 ครั้ง จนถึง 19.30 น. ก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวลุกลามเป็นประเด็นถกเถียงในโลกกีฬา เมื่อ บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช ประธานสโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ออกมาไลฟ์สดเดินสำรวจสภาพสนาม พร้อมตั้งคำถามถึง “มาตรฐานการตัดสิน” และผลกระทบด้านต้นทุนของสโมสรทีมเยือนที่ต้องเดินทางไกล “เสียหาย 3–4 แสนบาท ใครรับผิดชอบ?”

ลำดับเหตุการณ์ 90 นาทีแห่งการรอคอยที่จบลงด้วยประกาศเลื่อน

ก่อนเกมจะเริ่ม ฟ้าฝนเทลงมาอย่างหนักต่อเนื่องเหนือเมืองโอ่ง ส่งผลให้พื้นสนามหลายจุดชุ่มน้ำและเส้นสนามเลือน ผู้ควบคุมการแข่งขันจึงประกาศ เลื่อนคิกออฟ 30 นาที เพื่อให้เจ้าหน้าที่สนามเร่งระบายน้ำ–ตีเส้นใหม่ ทว่าฝนยังตกเป็นระยะ จึงเกิดการเลื่อนครั้งที่ 2 และ 3 ขยับจาก 18.00 น. ไป 18.30 น., 19.00 น. และสุดท้าย 19.30 น. ก่อนมีมติ “เลื่อนการแข่งขันออกไป” เพื่อความปลอดภัยของนักกีฬา เจ้าหน้าที่ และผู้ชม

ฝ่ายจัดการแข่งขันแจ้งว่า โปรแกรมใหม่ของเกมนี้จะถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการวินัยและมารยาท สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เพื่อกำหนดวัน–เวลาแข่งขันใหม่ตามระเบียบต่อไป ขณะที่แฟนบอลทั้งสองทีมซึ่งรอคอยในสนามและหน้าจอโทรทัศน์ต้องผิดหวังถ้วนหน้า

มุมมองเชียงราย “ทีมเยือน” เสียหายและตั้งคำถามต่อมาตรฐาน

เหตุการณ์ที่ราชบุรีซึ่งจัดการแข่งขันรายการ BYD SEALION 6 ลีก 1 จุดชนวนความไม่พอใจฝั่งเชียงรายอย่างชัดเจน หลังประกาศเลื่อนเพียงไม่นาน มิตติ ติยะไพรัช หรือ “บิ๊กฮั่น” เปิดไลฟ์สดจากบริเวณข้างสนาม เดินย่ำน้ำให้เห็นสภาพจริง พร้อมเตะลูกบอลให้กล้องเห็นการ “กลิ้ง–ลื่นไหล” ของลูกฟุตบอลในหลายจุด เพื่อยืนยันว่าทีมของตน “พร้อมลงแข่ง” โดยมีสาระสำคัญ 3 ประเด็นใหญ่ที่ถูกตั้งคำถามดังนี้

  1. ผลกระทบทางเศรษฐกิจ — มิตติระบุว่า เชียงรายต้องยกพลลงใต้ล่วงหน้าอย่างน้อยสองวัน ทำให้มีค่าใช้จ่ายด้านเดินทาง–ที่พัก–โภชนาการ–อุปกรณ์–สตาฟฟ์ เป็นเงิน กว่า 300,000–400,000 บาท ซึ่งในกรณีเลื่อนการแข่งขัน สโมสรไม่มีสิทธิ์เรียกค่าเสียหาย ทั้งที่ “ไม่ได้เป็นฝ่ายร้องขอเลื่อน” และ “ยืนยันพร้อมแข่ง”
  2. มาตรฐานการตัดสิน — มิตติกล่าวหาว่าเหตุผลที่อ้างว่า “ไม่สามารถพาสซิ่งบอลบริเวณหน้าประตูได้อย่างปลอดภัย” นั้น “เถียงกันได้” เพราะจากการทดสอบในสนาม “ลูกบอลวิ่งมากกว่า 80% ของพื้นที่” อีกทั้งในอดีต “สนามที่แย่กว่านี้ยังแข่งได้” พร้อมตั้งคำถามว่าเกณฑ์ “สนามน้ำขัง–พาสซิ่งบอลไม่ได้” ถูกใช้สม่ำเสมอแค่ไหนในทุกแมตช์
  3. รูปแบบตัดสินใจ — ประธานเชียงรายตั้งข้อสังเกตถึงการ “โทรรายงาน–ขอความเห็น” จากบุคคลที่สมาคมฯ ทั้งที่ “คนหน้างาน” คือแมตช์คอมฯ และผู้ตัดสินเห็นสภาพจริงหน้างานอยู่แล้ว ทำให้เกิดภาพ “เร่งตัดจบ” โดยไม่เปิดโอกาสให้ประเมินสภาพสนามอีกครั้ง หากปล่อยเวลาให้ระบายน้ำต่อเนื่อง

สาระในไลฟ์ยังสะท้อนความผิดหวังในเชิงอารมณ์ต่อ “แฟนบอลที่เดินทางไกล–นักเตะที่ซ้อมมา–ต้นทุนทีมเยือน” พร้อมทิ้งท้ายว่าหากมาตรฐานยังเป็นเช่นนี้ “ต่อจากนี้ทุกทีมจงปกป้องสิทธิ์ตัวเอง” เพราะ “เราอยู่ในประเทศที่ฝนตกหนักเป็นเรื่องปกติ”

มุมราชบุรีและฝ่ายจัด “ความปลอดภัยมาก่อน”

แม้ราชบุรี เอฟซีและผู้ควบคุมการแข่งขันไม่ได้ออกแถลงการณ์แบบยืดยาวในค่ำคืนเดียวกัน แต่ข้อเท็จจริงที่สะท้อนผ่านการปฏิบัติชัดเจนคือ ความปลอดภัย เป็นเหตุผลหลักของการตัดสินใจ ทั้งจากความเสี่ยงเรื่องการลื่น–การเบรก–การปะทะในพื้นเปียกแฉะ โดยเฉพาะบริเวณ “กรอบเขตโทษ–หน้าประตู” ที่เป็นจุดอันตรายสูง อีกทั้งเส้นสนามที่เลือนย่อมกระทบต่อการตัดสินจังหวะสำคัญ เช่น ล้ำหน้า–จุดโทษ–บอลออกเส้น

ในระเบียบสากล ฟีฟ่ากำหนดให้ ผู้ตัดสิน/ผู้ควบคุมการแข่งขัน มีอำนาจสูงสุดในการพิจารณา “เริ่ม–หยุด–ยุติ–เลื่อน” แมตช์ หากประเมินแล้ว “สภาพสนามหรือสภาพอากาศไม่ปลอดภัย” ต่อผู้เล่นและผู้เกี่ยวข้อง การพิจารณามักคำนึงถึงคุณภาพผิวสนาม การระบายน้ำ ทัศนวิสัย และความพร้อมของอุปกรณ์–บุคลากรสนาม โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนที่ฝนกระหน่ำแบบรวดเร็ว การ “รอดูสถานการณ์” ครั้งละ 30 นาทีจึงนิยมใช้เป็นแนวปฏิบัติ ซึ่งครั้งนี้ก็ดำเนินไปครบ 3 รอบก่อนสรุปเลื่อน

ผลสะเทือนเชิงระบบ จากเชียงราย…สู่ภาคเหนือ…และทั้งไทยลีก

  • มุม เชียงราย — ทีมเยือน–เมืองเหนือแบกรับต้นทุน–โอกาสที่หายไป

การเดินทางไกลหลายร้อยกิโลเมตรส่งผลคูณกับค่าใช้จ่ายทุกประเภท แฟนบอลกว่างโซ้งที่ซื้อตั๋ว–เดินทาง–จองที่พักล่วงหน้า “เสียโอกาส” ทั้งเวลาและเงิน ขณะที่ความพร้อมของทีมในสัปดาห์ถัดไปถูกรบกวนด้วยโปรแกรมที่อาจถูก “แทรกวันที่ใหม่” ซึ่งยังไม่แน่นอน นอกจากนี้ เชียงรายยังตั้งใจใช้เกมนี้เป็น “บททดสอบ” ในช่วงสำคัญของฤดูกาล หากต้องเลื่อน ย่อมส่งผลต่อจังหวะฟอร์มรวมถึงการบริหารสภาพร่างกายนักเตะ

ในเชิงภาพลักษณ์ต่อจังหวัดเชียงราย เหตุการณ์นี้สะท้อนเสียงเรียกร้องจากภาคเหนือไปยังฟุตบอลไทยโดยรวมว่า มาตรฐานต้องชัด–ใช้ได้เท่ากันทุกสนาม ทุกทีม” ไม่เช่นนั้นทีมจากนอกศูนย์กลางจะรู้สึก “เป็นฝ่ายเสียเปรียบ” ทั้งที่ลงทุนลงแรงเท่ากัน

  • 2 มุม ภาคเหนือ — ผลต่อระบบพัฒนาและแรงจูงใจของผู้เล่น

เกมใหญ่ๆ ระหว่างทีมแถวบนอย่างเชียงรายที่ถูกเลื่อน ทำให้ “สเกาต์–ทีมงานทีมชาติ–สื่อ” พลาดโอกาสประเมินผู้เล่นจากเหนือจริงในสถานการณ์กดดัน โดยเฉพาะเมื่อ แอนโธนี ฮัดสัน เฮดโค้ชทีมชาติไทยคนใหม่ ตั้งใจมาดูฟอร์มแข้งที่อยู่ในลิสต์ ก่อนต้อง “เบนเป้า” ไปชมเกมที่ทรู บีจี สเตเดียมในวันถัดไป การเลื่อนครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องคะแนน แต่คือ “โอกาสในทีมชาติ” ของนักเตะฝั่งเหนือที่หดหายไปด้วย

  • มุม ไทยลีกทั้งระบบ — ตารางแข่ง–ถ่ายทอดสด–ผู้ชมต่างจังหวัด

การเลื่อนในนาทีท้ายส่งผลต่อ “ผังถ่ายทอดสด” “สปอนเซอร์ไทม์” และความเชื่อมั่นของผู้ชมต่างจังหวัดที่วางแผนตามคิกออฟเป๊ะๆ ยิ่งในยุคที่ไทยลีกเดินหน้า commercialize สูงขึ้น การยืนยันมาตรฐานสนามในสภาวะฝน—ตั้งแต่ระบบระบายน้ำ แผนสำรองตีเส้น เรื่อยถึงเครื่องมือปั๊มน้ำ—จึงเป็น “การลงทุนคุ้มค่า” เพื่อปิดความเสี่ยงเชิงธุรกิจ

โค้ชทีมชาติชวดเช็กฟอร์ม “ข้อมูล” คือทรัพยากรที่หายไป

ในมุมของ แอนโธนี ฮัดสัน เหตุเลื่อนทำให้ “แผนงานสอดส่องฟอร์ม” ต้องสลับสนามกะทันหัน โค้ชใหม่ที่กำลังเร่งเก็บข้อมูลผู้เล่นท้องถิ่นเพื่อสร้างโครงกระดูกทีมชาติ—โดยเฉพาะตำแหน่งที่ต้องการประเมินภายใต้แรงกดดันจริง—ย่อมเสีย “หน่วยข้อมูล” ไปหนึ่งแมตช์เต็มๆ แม้จะชดเชยด้วยการไปชมเกมอื่นในวันรุ่งขึ้น แต่ “บริบทคู่แข่ง–แทคติกเฉพาะ” ที่วางไว้เพื่อดูเชิงผู้เล่นเชียงราย–ราชบุรี ย่อมไม่เหมือนเดิม และผลักภาระการตัดสินใจไปอยู่บน “เทปย้อนหลัง–ข้อมูลสถิติ” มากกว่าการเห็นของจริง

กรอบกติกา “30+30” กับอำนาจตัดสินของคนหน้างาน

จากคำอธิบายในไลฟ์ของมิตติ มีการอ้างถึงแนวปฏิบัติ “30+30” และเสริมว่าบางครั้งการรอ “2 ชั่วโมง” ก็พบเห็นในเกมระดับทวีป ประเด็นนี้สะท้อนโจทย์ใหญ่ของสมาคมฯ และผู้จัดลีกว่า จะวาง “มาตรฐานสนามฝน” อย่างไรให้ทั้งชัด–ยืดหยุ่น–ยุติธรรม เพราะสภาพภูมิอากาศไทยมีโอกาสเกิดฝนไล่ระดับ–ฝนสลับหยุด–น้ำระบายทันทีหลังหยุดตก ซึ่งในเชิงการจัดการอาจต้องกำหนด “เช็กลิสต์” ที่จับต้องได้ เช่น

  • เกณฑ์การประเมิน “พาสซิ่งบอล” ในโซนอันตราย (หน้าประตู/กรอบโทษ)
  • เวลารอสูงสุดต่อรอบ และจำนวนรอบสูงสุดที่ยอมรับได้
  • อุปกรณ์–บุคลากรสนามที่ “ต้องมี” และ “ต้องพร้อม” สำหรับฝนหนัก โดยเฉพาะการตีเส้นใหม่ การดูด–ปั๊มน้ำ
  • กระบวนการสื่อสารกับสโมสร–ผู้ชมในสนาม และผู้ถ่ายทอดสด ให้เข้าใจสถานการณ์ตรงกัน

การมีเกณฑ์ชัดช่วยลด “ความรู้สึกสองมาตรฐาน” และปัดข้อครหาว่า “การโทรจากส่วนกลาง” มีอิทธิพลเหนือ “การประเมินของคนหน้างาน”

เสียงจากแฟนบอล ความคาดหวังเรื่องความต่อเนื่องและความยุติธรรม

แฟนบอลราชบุรีจำนวนไม่น้อยยอมรับการเลื่อนด้วยเหตุผลความปลอดภัย แต่ก็อยากเห็น “การตัดสินใจที่รวดเร็วกว่านี้” เพื่อให้ผู้ชมทั้งใน–นอกสนามวางแผนการเดินทาง–การใช้ชีวิตได้ดีขึ้น ขณะที่แฟนเชียงรายซึ่งเดินทางไกลสะท้อนความเจ็บปวดเรื่อง ค่าใช้จ่ายและเวลา หากเกิดเหตุซ้ำบ่อยครั้ง ความศรัทธาต่อระบบจัดการแข่งขันอาจถูกสั่นคลอน การสื่อสารที่โปร่งใสและมาตรฐานเดียวกันทั้งลีกจึงเป็น “จุดยืน” ที่แฟนบอลเรียกร้องร่วมกัน

ทำอย่างไรให้ “เราฝนตกได้…แต่ยังแข่งได้อย่างมีมาตรฐาน”

  1. มาตรฐานสนามฝน (Rain Protocol) ฉบับไทยลีก — จัดทำเอกสารสาธารณะ ระบุขั้นตอน–เกณฑ์–บทบาทของทุกฝ่าย ตั้งแต่ผู้จัดการสนาม–ผู้ควบคุมการแข่งขัน–ผู้ตัดสิน–สโมสรเจ้าบ้าน–ทีมเยือน และการสื่อสารกับผู้ชม โดยยึดกรอบสากลของฟีฟ่า/เอเอฟซี ปรับให้เหมาะสมกับสภาพอากาศไทย
  2. อัปเกรดอุปกรณ์สนาม — สนับสนุนงบ/กองทุนร่วมไทยลีก–สโมสร เพื่อจัดหาเครื่องดูดน้ำ–พัดลมสนาม–สารปรับสภาพผิวหญ้า–ชอล์กตีเส้นกันน้ำ พร้อมอบรมทีมงานภาคสนามให้ปฏิบัติการรวดเร็ว
  3. กำหนด “หน้าต่างเลื่อน” และ “วันสำรอง” ในผังก่อนฤดูกาล — ลดความเสียหายเชิงผังถ่ายทอดสด–ตั๋ว–สปอนเซอร์ และทำให้ทั้งลีกบริหารความเสี่ยงร่วมกัน
  4. ระบบชดเชยบางส่วน สำหรับสโมสรทีมเยือนกรณีเลื่อนจากเหตุสุดวิสัย โดยมีเงื่อนไขตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความรู้สึก “ร่วมรับผิดชอบ” ในระบบ
  5. พัฒนาแดชบอร์ดสภาพอากาศ–สนาม ที่ทีมงานลีก–สโมสร–ผู้ชม เข้าถึงแบบเรียลไทม์ เพื่อคาดการณ์–แจ้งเตือนล่วงหน้า

ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่การชี้นิ้วไปที่สนามใดสนามหนึ่ง แต่เพื่อยกระดับทั้งระบบให้ “พร้อมอยู่กับฝน” ซึ่งเป็นความจริงตามภูมิอากาศไทย

บทเรียนจากคืนฝนราชบุรี—ความปลอดภัย, มาตรฐาน, และความรู้สึกเป็นธรรม

คืนที่ราชบุรีคือ “บททดสอบ” สำคัญของไทยลีกใน 3 แกนหลัก

1.ความปลอดภัย  การยุติการแข่งขันอาจไม่ถูกใจทุกฝ่าย แต่ “ชีวิต–สุขภาพนักกีฬา” มาก่อนเสมอ นี่คือหลักสากลที่ทุกลีกยึดถือ 2.มาตรฐาน เมื่อสภาพฝนคือสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ความชัดเจนของเกณฑ์–ขั้นตอน–อำนาจตัดสิน จึงเป็นคำตอบเดียวที่จะลดข้อถกเถียง และสร้างความรู้สึกว่า “ทุกทีมถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียม” 3.ความรู้สึกเป็นธรรมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย — แฟนบอล, สโมสรทีมเยือน, ผู้ถ่ายทอดสด ล้วนมีต้นทุนที่ต้องรับ หากระบบสื่อสาร–การชดเชย–การกำหนดวันสำรองทำได้ดี ความเชื่อมั่นต่อฟุตบอลไทยจะยิ่งแข็งแรง

จากมุมเชียงราย เหตุการณ์นี้ส่งเสียงดังชัดว่า ภาคเหนือขอความชัดเจน” เพื่อให้การลงทุน–แรงเชียร์–เส้นทางทีมชาติของผู้เล่น ไม่เสียเปรียบเพียงเพราะฝน” ขณะที่จากมุมราชบุรีและผู้จัดเกม ประเด็นนี้ย้ำเตือนว่าทุกสนามต้องเตรียม “แผนฝน” อย่างมืออาชีพ เพราะฤดูกาลยาวไกล และ “อีกหลายค่ำคืนฝนอาจกำลังรออยู่”

บรรทัดสุดท้าย แมตช์นี้ไม่ได้จบด้วยสกอร์ แต่จบด้วย คำถาม ที่ทั้งลีกต้องร่วมกันตอบ ก่อนที่เกมจะเตะกันใหม่ในวันที่กำหนดอีกครั้ง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • ไทยลีก (BYD SEALION 6 ลีก 1)
  • สโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด
  • มิตติ ติยะไพรัช
  • แมตช์เดย์ ราชบุรี เอฟซี vs สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ขัวศิลปะร่วมถวายความเคารพ: รศ.ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ ผู้ก่อตั้งศรีดอนมูลอาร์ตสเปซถึงแก่มรณกรรม

ขัวศิลปะ” ร่วมส่งครูใหญ่แห่งล้านนา ศิลปะไทยอำลา “รองศาสตราจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ” ผู้ก่อตั้งศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ ปิดฉากครึ่งศตวรรษแห่งการให้และการสร้าง

เชียงราย/กรุงเทพฯ, 1 พฤศจิกายน 2568 — ยามเย็นที่วัดนิมมานรดี พระอารามหลวง กรุงเทพฯ แสงไฟจากเมรุมาศสะท้อนเงาร่มไม้กรังกราว เหนือเสียงสวดพระอภิธรรมที่ทอดยาวอย่างสงบ คณะศิลปินไทยจากหลากสำนัก—โดยเฉพาะ “ศิลปินเชียงราย”—ร่วมยืนเคียงข้างกันเพื่อไว้อาลัยในพิธีพระราชทานเพลิงศพ รองศาสตราจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ ศิลปินอาวุโส ครูผู้ก่อร่าง “ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ” และที่ปรึกษากลุ่มศิลปินแม่ญิง ผู้ถึงแก่มรณกรรมเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 สิริอายุ 71 ปี การส่งท่านครั้งนี้ไม่เพียงปิดฉากชีวิตของศิลปินผู้ทุ่มเทกว่าครึ่งศตวรรษ หากยังเป็นจังหวะให้ทั้งวงการหันกลับมาทบทวน “สมการการสร้างสรรค์” ที่ท่านฝากไว้ ศิลปะ = ความสุข + ความหมาย + การให้โอกาส

ภายในพิธี มีผู้แทนจากวงการศิลปะทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่เดินทางมาร่วมคับคั่ง นำโดย อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินระดับตำนานของเชียงราย อาจารย์สมลักษณ์ ปันติบุญ ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2567 (สาขาเครื่องปั้นดินเผา) อาจารย์ทรงเดช ทิพย์ทอง อดีตนายกสมาคมขัวศิลปะ อาจารย์สมพงษ์ สารทรัพย์ อาจารย์ชาตะ ใหม่วงค์ และ นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี นายกสมาคมขัวศิลปะ รวมถึงเครือข่ายศิลปินแม่ญิงและศิษย์ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ฝ่ายภาครัฐมี นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ทำหน้าที่ประธานในพิธี—ภาพทั้งหมดสะท้อน “ทุนทางสังคม” ที่ศรีวรรณสั่งสมไว้ตลอดชีวิตการทำงาน

จากพีระศรีสู่ดอยแม่สาย เส้นทางที่เชื่อมกรุงเทพฯ กับล้านนา

ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ เดินบนถนนศิลปะมาตั้งแต่วัยเยาว์ เธอเริ่มต้นที่ โรงเรียนเพาะช่าง (พ.ศ. 2513) ก่อนก้าวสู่ มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาภาพพิมพ์ สถาบันซึ่งส่งต่อมรดกของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี สู่ศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า ในเส้นทางนั้น เธอได้รับทั้ง ทุน SPAFA (เพื่ออบรมครูศิลปะที่มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ พ.ศ. 2539) และรางวัลจากเวทีสำคัญอย่าง การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 23–24 (เหรียญทองแดง–เหรียญเงิน ประเภทภาพพิมพ์) ตลอดเวลากว่า 30 ปี ที่สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เธอไม่เคยหยุดทดลองสื่อใหม่ๆ—ทั้งภาพพิมพ์ จิตรกรรม วัตถุจัดวาง—และยังเป็นครูที่ส่งนักศึกษาสู่เส้นทางศิลปินจำนวนมาก

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเกษียณราชการ เธอเลือก “ย้ายชีวิต” จากกรุงเทพฯ ไปยัง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย บนที่ดินจัดสรรใน ตำบลศรีดอนมูล ที่ครั้งหนึ่งเป็นเกสต์เฮาส์เล็กๆ ก่อนปรับปรุงเป็น บ้าน–สตูดิโอ และต่อยอดเป็น ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ” ด้วยแรงสนับสนุนด้านทุนจากน้องชาย (คุณจงชัย เจนหัตถการกิจ) และเงินเก็บที่เจ้าตัวยอม “ควัก” เพื่อผลักฝัน ในที่สุด เงินร่วมประมาณ สองล้านกว่าบาท แปรสภาพเป็นพื้นที่ที่หลอมรวม “งาน–คน–ชุมชน” เข้าด้วยกัน

“อยากให้หอศิลป์เสร็จเร็วๆ จะได้ชวนเพื่อน ชวนเด็กๆ มาแสดงงาน มาเล่นสนุกกับศิลปะ” — เป็นทัศนคติที่ลูกศิษย์เล่าถึงเธอเสมอ ศิลปะในสายตาศรีวรรณ ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องสูงส่งเกินเอื้อม หากแต่ เฮฮาปาร์ตี้” ให้คนเข้าถึง—คำนี้กลายเป็นทั้งบุคลิกและอัตลักษณ์งานของเธอ

ศิลปิน–ครู–ผู้ก่อตั้ง “พื้นที่สร้างโอกาส”

เมื่อเปิดศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ ประตูบานหนึ่งของวงการศิลปะเชียงรายก็เปิดกว้างขึ้นสำหรับ ศิลปินหญิง–ศิลปินรุ่นใหม่–ศิลปินท้องถิ่น ที่มองหาพื้นที่โชว์งานด้วยเงื่อนไขเป็นธรรม การคัดเลือก เป็น 1 ใน 60 ศิลปิน ร่วมเวที Thailand Biennale Chiang Rai 2023 ยิ่งยืนยันมาตรฐานการทำงานของเธอ ขณะเดียวกัน รางวัล “สตรีดีเด่นด้านศิลปะและวัฒนธรรม” ปี 2567 (วันสตรีสากล) สะท้อนบทบาทเชิงสาธารณะที่มากกว่า “ใครโด่งดังคนเดียว”—แต่คือการทำให้ ทั้งชุมชนศิลป์ “ดังไปด้วยกัน”

บนเส้นทางนี้ “ขัวศิลปะ”—สมาคมศิลปินเชียงราย—รับศรีวรรณเป็นเสมือน “ครูใหญ่ใจดี” ที่ทั้งให้คำปรึกษาและเปิดพื้นที่ร่วมทำกิจกรรม เครือข่ายศิลปินแม่ญิงได้รับแรงบันดาลใจจากวิธีคิดแบบ สนุก–จริงใจ–ใส่ใจมืออาชีพ” ทำให้สถานที่ในอำเภอชายแดนเล็กๆ ค่อยๆ กลายเป็นจุดหมายบนแผนที่ศิลปะของภาคเหนือ

เชียงรายกับบทบาท “เมืองศิลปะ” ที่ขยายวง

การสูญเสียครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ เชียงราย เดินเกมส์วัฒนธรรมเชิงรุก—ต่อยอดจากฐาน วัดร่องขุ่น–บ้านดำ–ขัวศิลปะ ไปสู่เครือข่ายอาร์ตสเปซและเทศกาลศิลป์ร่วมสมัยในชุมชนชายแดน การมีนักสร้างสรรค์รุ่นอาวุโสที่ “ย้ายไปอยู่จริง ทำงานจริง” เช่นศรีวรรณ จึงช่วย เติมสมดุลระหว่าง “เมืองท่องเที่ยวศิลปะ” กับ “เมืองที่ศิลปินอยากใช้ชีวิต” ไม่ใช่แค่เมืองที่แวะมาจัดแสดงแล้วกลับ การเกิดและเติบโตของศรีดอนมูลอาร์ตสเปซจึงมีความหมายเชิงโครงสร้าง—เป็น พื้นที่กลาง ที่ชักเชื่อม ชาวบ้าน–นักเรียน–ศิลปิน–นักท่องเที่ยว–ผู้ซื้อผลงาน เข้าด้วยกัน

ในระดับประเทศ กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานเครือข่ายพยายามขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power และ Creative Economy ให้ลงสู่ภูมิภาค การมี “ต้นแบบพื้นที่ที่ขับเคลื่อนด้วยคนจริง” อย่างศรีดอนมูลอาร์ตสเปซทำให้ นโยบายจับต้องได้ ไม่ติดอยู่บนกระดาษ

เรื่องเล่าจากเพื่อนร่วมวงการ “ศิลปะเป็นเรื่องของการมีชีวิต”

เพื่อนร่วมรุ่นและศิษย์จำนวนมากกล่าวตรงกันว่า “พลังงาน” ของศรีวรรณคือ ความเป็นกันเองแบบคนอารมณ์ดี ที่พร้อมเล่าเรื่องชีวิต—ตั้งแต่วาระขำขันอย่าง “น้ำท่วมบ้านที่กรุงเทพฯ ตุ่มเด้งลอย” จนถึงช่วงเวลาที่ตัดสินใจ “แพ็กชิวิต” ขึ้นเหนือ เธอไม่ลืมเพื่อน ไม่ลืมลูกศิษย์ ส่ง “ใส้อั่วเชียงราย” ลงมากรุงเทพฯ เป็นระยะ เหมือนบอกกลายๆ ว่า ศิลปะต้องกินได้ นอนหลับ และหัวเราะได้ จึงจะเดินทางไกล

การยืนอยู่ท่ามกลาง “สายลมที่พัดผ่านร่องน้ำโขง” ในเชียงแสน ทำให้ผลงานของเธอในบั้นปลาย เบาสบายขึ้นแต่คมขึ้น—เบาในเชิงสัมผัส คมในเชิงความหมาย จากภาพพิมพ์และพื้นผิวที่ชวนลูบไล้ สู่การจัดวางที่ยุให้คนดู “ขยับตัวและความคิด” ไปพร้อมกัน

บทกวีโดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2559, นักแต่งเพลง, นักเขียนผู้ได้รับรางวัลซีไรต์ ปี 2535

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ (ไทม์ไลน์ย่อ)

  • พ.ศ. 2513 : จบการศึกษาโรงเรียนเพาะช่าง
  • ปริญญาตรี–โท : สาขาภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (รับทุนศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี/รางวัลศิษย์เก่าดีเด่น)
  • พ.ศ. 2539 : ได้รับ SPAFA Scholarship อบรมครูศิลปะ ที่มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์
  • ตลอดกว่า 30 ปี : อาจารย์สอนศิลปะในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง
  • ปลายทศวรรษ 2560 : ย้ายพำนักที่ตำบลศรีดอนมูล อ.เชียงแสน เชียงราย
  • ก่อตั้ง “ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ” ด้วยทุนสนับสนุนจากครอบครัว (งบรวมกว่า 2 ล้านบาท)
  • พ.ศ. 2566 : คัดเลือก 1 ใน 60 ศิลปิน จัดแสดงใน Thailand Biennale Chiang Rai 2023
  • พ.ศ. 2567 : รับรางวัล สตรีดีเด่นด้านศิลปะและวัฒนธรรม” วันสตรีสากล
  • 23 ตุลาคม 2568 : ถึงแก่มรณกรรมที่โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย สิริอายุ 71 ปี
  • 1 พฤศจิกายน 2568 : พิธีพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดนิมมานรดี กรุงเทพฯ

ไทม์ไลน์นี้ไม่ได้เป็นเพียง “บันทึกเหตุการณ์” แต่ชี้ให้เห็นการเคลื่อนตัวของศิลปินจาก ศูนย์กลาง (กรุงเทพฯ) ไปสู่ ชายแดน (เชียงราย) และทำให้ชายแดนกลายเป็น ศูนย์กลางใหม่ของโอกาส” สำหรับผู้คนจำนวนมาก

วิเคราะห์ผลกระทบ มรดกเชิงระบบที่ท่านทิ้งไว้

  1. ด้านการศึกษา — เครือข่ายศิษย์–ลูกศิษย์ที่กระจายอยู่ในสถาบันต่างๆ คือทุนมนุษย์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพการสอนศิลปะในระยะยาว วิธีสอนของท่าน—ที่ให้ “ทดลองและสนุก”—ทำให้ศิลปะไม่กลายเป็นวิชาแห้งแล้ง แต่เป็น “เครื่องมือคิด” ในชีวิตประจำวัน
  2. ด้านสถาบันศิลปะท้องถิ่น — ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซพิสูจน์ว่า อาร์ตสเปซขนาดเล็ก ที่บริหารด้วยความรักและวินัยสามารถยืนระยะได้ หากเชื่อมกับเครือข่ายท้องถิ่น–จังหวัด–ประเทศ มีบทเรียนสำคัญอย่าง การตั้งมาตรฐานงานแสดง/ระบบไฟ/ความปลอดภัย/การสื่อสาร และ การจัดโปรแกรมการเรียนรู้ ที่ดึงคนในชุมชนเข้ามามีส่วน
  3. ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ — การเป็นศิลปินในเมืองท่องเที่ยวชายแดนเปิดทางให้เกิด บริการเชิงประสบการณ์ (experience-based) เช่น เวิร์กช็อปภาพพิมพ์–การเยี่ยมสตูดิโอ–การท่องเที่ยวเชิงศิลป์ ซึ่งช่วยกระจายรายได้สู่ ร้านอาหาร–ที่พัก–ของที่ระลึก และเชื่อมโยงแรงงานสร้างสรรค์รุ่นใหม่ในพื้นที่
  4. ด้านอัตลักษณ์สตรี–ความเท่าเทียม — บทบาทของศรีวรรณในฐานะ ที่ปรึกษากลุ่มศิลปินแม่ญิง และการได้รับยกย่องเป็น สตรีดีเด่น สร้าง “แรงเห็น” ให้สังคมตระหนักว่า ผู้นำทางศิลปะหญิง ขับเคลื่อนระบบนิเวศได้อย่างแข็งแรงไม่แพ้ใคร

ความท้าทายหลังคำอำลา จะรักษา “จิตวิญญาณของพื้นที่” อย่างไร

หลังพิธี ส่งต่อมาสู่คำถามสำคัญว่า ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ จะเดินต่ออย่างไรให้คง “จิตวิญญาณ” ตามที่ผู้ก่อตั้งวางไว้ ประเด็นที่ควรจับตา ได้แก่

  • การสืบทอดการบริหาร: ตั้งคณะทำงาน/มูลนิธิ/กติกาโปร่งใส เพื่อให้การคัดเลือกนิทรรศการ/การใช้พื้นที่ยังคงมาตรฐาน
  • ฐานทุนและรายได้: พัฒนารูปแบบ membership–friends of art space–crowdfunding นิทรรศการ เพื่อไม่พึ่งพิงงบประมาณแหล่งเดียว
  • เครือข่ายกับสถาบันการศึกษา: ทำ MOU กับมหาวิทยาลัย/โรงเรียนในภาคเหนือเพื่อแลกเปลี่ยนศิลปิน–นักศึกษา–อาจารย์
  • ทุนทรัพย์สินทางปัญญา: เก็บข้อมูลผลงาน–จดหมายเหตุ–บทสัมภาษณ์ของศรีวรรณให้เป็น คลังความรู้ (archive) สำหรับนักวิจัย–นักเรียน
  • ความปลอดภัยและมาตรฐาน: ยกระดับระบบไฟ แสง เสียง พื้นที่คนพิการ ให้รองรับนิทรรศการร่วมสมัยอย่างมืออาชีพ

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่งานง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปหากยึดหลักที่ท่านสอนไว้—ให้พื้นที่เป็น “ของทุกคน” ที่เชื่อในพลังของศิลปะ

เสียงสะท้อนจาก “ขัวศิลปะ” พลังของความร่วมมือจังหวัด–ประเทศ

การที่คณะศิลปินเชียงรายนำโดย อาจารย์เฉลิมชัย และเครือข่าย “ขัวศิลปะ” เดินทางมาร่วมพิธีพร้อมผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรม สะท้อนความเป็น พหุศูนย์” ของวงการศิลปะไทย วันนี้ “กรุงเทพฯ” ไม่ใช่ศูนย์กลางเดียวอีกต่อไป เมืองศิลป์อย่างเชียงรายกำลังเป็น รากฐาน ที่ปั้นคน–ปั้นงาน–ปั้นพื้นที่ และส่ง “พลังกลับ” เข้าสู่ประเทศ ผ่านเทศกาลนานาชาติ การท่องเที่ยวสร้างสรรค์ และตลาดศิลปะที่ขยายตัวต่อเนื่อง

ในเชิงสัญลักษณ์ พิธีพระราชทานเพลิงศพครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง “การอำลา” แต่คือ “พิธีส่งต่อธง” ให้รุ่นต่อไป—ธงที่เขียนด้วยลายมือของศรีวรรณว่า ศิลปะคือความสุขร่วมกัน”

ความทรงจำที่มีชีวิต

เมื่อเปลวเพลิงดับลง เถ้าถ่านค่อยๆ เย็นตัว แต่ “ความทรงจำ” ของผู้คนที่ได้สัมผัสศรีวรรณยังอุ่นอยู่ เธออาจไม่ใช่ศิลปินที่วิ่งตามแสงแฟลช หากแต่เป็นคนที่ เปิดไฟสตูดิโอเป็นคนแรกและปิดเป็นคนสุดท้าย คอยถามไถ่ลูกศิษย์ว่า “วันนี้สนุกไหม” มากกว่าถามว่า “ขายได้กี่ชิ้น” ความช่างคุย ช่างหัวเราะ และความรักในความเป็น “เฮฮาปาร์ตี้” ทำให้หลายคนกล้าคลี่ “ผ้าขาว” ชีวิตออกมาแต้มสี

มรณกรรมของเธอจึงไม่ใช่วงเล็บปิด หากเป็น “จุดเว้นวรรค” ให้ทุกคนได้หายใจ และเดินหน้าต่อในจังหวะที่มั่นคงกว่าเดิม—เดินบนถนนที่เธอช่วยลาดปูไว้ จาก เพาะช่าง–พีระศรี สู่ แม่สาย–ศรีดอนมูล ถนนสายนี้ยังยาวไกล และคนเดินยังมากขึ้นเรื่อยๆ

ข้อมูลสำคัญ

  • พิธีพระราชทานเพลิงศพ รองศาสตราจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ จัดขึ้นวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.00 น.วัดนิมมานรดี พระอารามหลวง กรุงเทพฯ
  • ผู้ร่วมพิธีจากเชียงราย อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, อ.สมลักษณ์ ปันติบุญ (ศิลปินแห่งชาติ 2567), อ.ทรงเดช ทิพย์ทอง, อ.สมพงษ์ สารทรัพย์, อ.ชาตะ ใหม่วงค์, นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี นายกสมาคมขัวศิลปะ และคณะศิลปินเชียงราย
  • ผู้แทนภาครัฐ: นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผอ.สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ทำหน้าที่ประธานในพิธี (ผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม)
  • ประวัติการศึกษา–ผลงาน: จบ เพาะช่าง (พ.ศ. 2513), ปริญญาตรี–โท ภาพพิมพ์ ศิลปากร, ทุน SPAFA (พ.ศ. 2539), เหรียญรางวัล ศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 23–24, สอนมหาวิทยาลัย กว่า 30 ปี
  • ก่อตั้ง ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ด้วยทุนร่วม กว่า 2 ล้านบาท ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 60 ศิลปิน Thailand Biennale Chiang Rai 2023 และรางวัล สตรีดีเด่นด้านศิลปะและวัฒนธรรม 2567
  • ถึงแก่มรณกรรมวันที่ 23 ตุลาคม 2568โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย สิริอายุ 71 ปี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ขัวศิลปะ (สมาคมศิลปินเชียงราย)
  • สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
  • มหาวิทยาลัยศิลปากร/โรงเรียนเพาะช่าง
  • ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ, อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  • Thailand Biennale Chiang Rai 2023
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News