Categories
FEATURED NEWS

จากบทเรียนแผ่นดินไหว 2 หมื่นล้าน สู่ระบบ SRI Alert และเครือข่ายวิทยุเชียงราย มุ่งสยบความโกลาหลด้วยข้อมูลจริง

จากบทเรียนแผ่นดินไหวสู่ระบบเตือนภัยใหม่ของประเทศ

กรุงเทพฯ, 30 มีนาคม 2569 – หนึ่งปีหลังเหตุแผ่นดินไหวที่กระทบกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอย่างรุนแรงจนสังคมไทยต้องกลับมาตั้งคำถามกับความพร้อมของเมือง ระบบโครงสร้าง และการสื่อสารในภาวะวิกฤต ภาครัฐและเครือข่ายวิชาการได้ขยับอีกก้าวสำคัญด้วยการเปิดตัวแพลตฟอร์ม SRI Alert หรือ ศรีเตือนภัย ภายใต้การขับเคลื่อนของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และภาคีเครือข่ายหลายหน่วยงาน ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ในวันที่ 30 มีนาคม 2569 โดยวางเป้าหมายให้เป็นเครื่องมือกลางสำหรับการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และสนับสนุนการตัดสินใจด้านภัยพิบัติของประเทศอย่างเป็นระบบ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในวันครบรอบเหตุแผ่นดินไหวเท่านั้น หากเป็นการยกระดับวิธีคิดของประเทศจากการรับมือหลังเกิดเหตุ ไปสู่การใช้วิทยาศาสตร์ ข้อมูล และเครือข่ายการสื่อสารเพื่อคาดการณ์ เตรียมพร้อม และลดความสูญเสียล่วงหน้า โดยในวันถัดมา วันที่ 31 มีนาคม 2569 จังหวัดเชียงรายได้สะท้อนการต่อยอดแนวคิดเดียวกันในระดับพื้นที่ ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับเครือข่ายสถานีวิทยุในจังหวัดเชียงราย 10 สถานี เพื่อจัดวางระบบสื่อสารภัยพิบัติที่รวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นเอกภาพ โดยกำหนดให้ สวท.เชียงราย เป็นศูนย์กลางแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินของเครือข่ายในพื้นที่

เมื่อพิจารณาร่วมกัน เหตุการณ์สองวันติดกันนี้กำลังบอกภาพใหญ่บางอย่างต่อสังคมไทยอย่างชัดเจนว่า บทเรียนจากภัยพิบัติไม่ควรถูกเก็บไว้เพียงในรายงานสรุปหรือวงเสวนาทางวิชาการ แต่ต้องถูกแปลงเป็นระบบทำงานจริง ตั้งแต่แพลตฟอร์มข้อมูลระดับชาติ ไปจนถึงช่องทางสื่อสารระดับจังหวัดที่เข้าถึงประชาชนตัวจริงในเวลาวิกฤต

SRI Alert ไม่ใช่แค่แอปเตือนภัย แต่คือโครงสร้างกลางของการตัดสินใจ

ข้อมูลจากหน่วยงานผู้จัดงานระบุว่า SRI Alert ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่บูรณาการข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านภัยพิบัติ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐ โดยตั้งอยู่บนแนวคิดหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การเป็นแพลตฟอร์มอัจฉริยะเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ การถอดบทเรียนจากวิกฤตที่ผ่านมา การขยายผลเชิงนโยบาย และการสร้างพลังเครือข่ายระหว่างนักวิจัย หน่วยงานรัฐ และประชาชน จุดนี้ทำให้ SRI Alert ต่างจากระบบเตือนภัยทั่วไปที่มักทำหน้าที่เพียงส่งสัญญาณแจ้งเตือน แต่ยังไม่เชื่อมข้อมูลเชิงลึกกับการบริหารจัดการในระดับปฏิบัติการจริง

สาระสำคัญของแพลตฟอร์มนี้จึงอยู่ที่การทำให้องค์ความรู้จำนวนมากซึ่งกระจายตัวอยู่ในมหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย สมาคมวิชาชีพ และหน่วยงานรัฐ สามารถทำงานร่วมกันในรูปแบบที่นำไปใช้ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 หรือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบชีวิตประจำวัน โดย สวทช. ระบุชัดว่าการเปิดตัวครั้งนี้คือก้าวสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมมาเป็นแกนหลักในการสร้างความปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ในทางปฏิบัติ SRI Alert ยังถูกออกแบบให้รองรับการสื่อสารหลายช่องทางที่คนไทยใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น LINE Official Account, Telegram, Google Chat, Traffy Fondue และ API Callback สำหรับเชื่อมเข้ากับระบบของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนว่าผู้ออกแบบไม่ได้มองเพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่พยายามวางระบบบนฐานพฤติกรรมการใช้งานจริงของหน่วยงานและผู้ใช้ปลายทางด้วย

จากมหาวิทยาลัยสู่สนามจริง งานวิจัยที่ถูกดันออกจากห้องทดลอง

สิ่งที่ทำให้การเปิดตัวครั้งนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือการที่ SRI Alert ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เกิดจากการรวมตัวของเครือข่ายมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยที่ทำงานกับปัญหาภัยพิบัติจริงอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยนเรศวร สวทช. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการผลักดันให้ระบบ ววน. ทำงานเชิงระบบด้านภัยพิบัติมากขึ้นกว่าเดิม

ในฝั่งของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ข้อมูลจากแถลงข่าวระบุว่า SRI Alert วางเป้าหมายให้หน่วยงานที่ดูแลคนจำนวนมากเป็นผู้ใช้ระบบหลักก่อน เช่น เทศบาล จังหวัด หมู่บ้าน คอนโดมิเนียม โรงงาน หรือบริษัทที่มีช่องทางสื่อสารกับคนของตนเองอยู่แล้ว ผ่านไลน์ เทเลแกรม หรือระบบอื่นขององค์กร เพื่อรับข้อมูลเตือนภัยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนของตนแบบเรียลไทม์ แนวคิดนี้สะท้อนการออกแบบที่เน้นใช้โครงสร้างการบริหารที่มีอยู่จริงในสังคม ไม่ได้เริ่มจากการสร้างช่องทางใหม่ทั้งหมดให้ประชาชนต้องเรียนรู้ใหม่พร้อมกันในภาวะฉุกเฉิน

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยนเรศวรได้นำเสนองานวิจัยด้านแบบจำลองสารสนเทศเมือง หรือ Urban Information Modeling ซึ่งพัฒนาเมืองฝาแฝดดิจิทัลเพื่อใช้รับมือภัยพิบัติในเขตเมือง ทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว และฝุ่น PM2.5 โดยไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างโมเดลอาคารสามมิติ แต่ใช้เป็นฐานข้อมูลด้านโครงสร้างพื้นฐาน วิศวกรรม การจำลองสถานการณ์ การทำแผนที่ความเสี่ยง ระบบแจ้งเตือน และแบบจำลองการอพยพ ซึ่งได้เริ่มนำร่องร่วมกับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนเรศวร และเทศบาลเมืองท่าโพธิ์ จังหวัดพิษณุโลกแล้ว

สาระของงานวิจัยนี้มีนัยสำคัญในเชิงนโยบาย เพราะเมืองไทยจำนวนมากยังมีข้อจำกัดเรื่องฐานข้อมูลอาคาร พฤติกรรมการอพยพ และการประเมินความเสี่ยงแบบเชื่อมโยงกัน หากเมืองฝาแฝดดิจิทัลถูกพัฒนาจนใช้ได้จริง ก็จะช่วยให้ผู้บริหารเมือง เจ้าของอาคาร โรงพยาบาล และชุมชน มีข้อมูลที่แม่นยำขึ้นในการตัดสินใจ ลดความสับสนในภาวะฉุกเฉิน และลดการสื่อสารคลาดเคลื่อนที่มักเกิดขึ้นหลังภัยพิบัติ

เชียงรายไม่ได้อยู่เพียงในฐานะผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นพื้นที่ทดลองของงานวิจัยจริง

สำหรับจังหวัดเชียงราย จุดที่โดดเด่นในเวที SRI Alert คือการที่จังหวัดไม่ได้ปรากฏเพียงในฐานะผู้ร่วมแสดงเจตนารมณ์ แต่เป็นพื้นที่นำร่องของงานวิจัยสำคัญอย่างน้อยสองด้าน ด้านแรกคือระบบติดตามความปลอดภัยโครงสร้างอาคารจากงานวิจัยแผ่นดินไหว ซึ่งมีการระบุว่าได้ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดความเร่งแบบ MEMS เพื่อเฝ้าติดตามพฤติกรรมของอาคารแบบเรียลไทม์แล้วในอาคารโรงพยาบาลของจังหวัดเชียงราย นับเป็นสัญญาณว่าพื้นที่ภาคเหนือที่อยู่ใกล้แนวรอยเลื่อนและรับผลสะเทือนจากแผ่นดินไหวข้ามพรมแดน กำลังถูกยกระดับด้านการเฝ้าระวังโครงสร้างอย่างจริงจังมากขึ้น

ด้านที่สองคือแอปพลิเคชันปลาปลอดภัย by Open Science ซึ่งมหาวิทยาลัยนเรศวรและทีมวิจัยได้พัฒนาระบบที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพน้ำ ชนิดปลา และพื้นที่จับ เพื่อจำแนกปลาเป็น 3 ระดับความเสี่ยง โดยอัปเดตข้อมูลทุก 2 ถึง 4 สัปดาห์ และทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์พลเมืองในการรายงานข้อมูลภาคสนาม โครงการนี้ถูกนำร่องใช้งานจริงที่ตลาดปลาเชียงแสนน้อย จังหวัดเชียงราย ร่วมกับภาคีชาวประมงจาก 4 หมู่บ้าน เพื่อทำนายความเสี่ยงโลหะหนักในปลาแม่น้ำกกแบบรายพื้นที่และรายช่วงเวลา และส่งข้อมูลตรงถึงชาวประมง ร้านขายปลา ประมงจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจ

รายละเอียดส่วนนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะมันทำให้เห็นว่า SRI Alert ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภัยพิบัติแบบเฉียบพลัน เช่น แผ่นดินไหวหรือน้ำท่วมเท่านั้น แต่กำลังขยายความหมายของคำว่า เตือนภัย ให้ครอบคลุมความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในห่วงโซ่อาหารด้วย และในกรณีของเชียงราย ซึ่งกำลังเผชิญความกังวลเรื่องคุณภาพน้ำและผลกระทบต่อแม่น้ำกก การมีระบบที่แปลข้อมูลซับซ้อนให้เป็นสัญญาณเตือนที่ใช้ได้จริง ย่อมมีผลต่อความเชื่อมั่นของทั้งชุมชน ผู้บริโภค และหน่วยงานรัฐโดยตรง

บทเรียนจากแผ่นดินไหวปี 2568 ยังผลักดันการเปลี่ยนแปลงอยู่

หนึ่งในช่วงสำคัญของการเปิดตัว SRI Alert คือการย้อนมองผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2568 ซึ่งแม้จุดศูนย์กลางจะอยู่นอกประเทศไทย แต่ผลสะเทือนกลับกระทบกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอย่างมีนัยสำคัญ โดยทีมวิจัยแผ่นดินไหวชี้ว่า พื้นที่ชั้นดินอ่อนของกรุงเทพฯ เกิดปรากฏการณ์ขยายแรงสั่นสะเทือนจากการสั่นพ้องของชั้นดิน ส่งผลให้อาคารจำนวนหนึ่งโยกตัวรุนแรงกว่าพื้นที่ใกล้แหล่งกำเนิดคลื่นในภาคเหนือและตะวันตก นี่คือบทเรียนสำคัญที่สะท้อนว่าเมืองใหญ่ของไทยยังมีความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ความทันสมัย

ข้อมูลในงานยังระบุถึงระบบการประเมินอาคารตามเกณฑ์กรมโยธาธิการและผังเมืองที่แบ่งเป็นป้ายสีเขียว สีเหลือง และสีแดง โดยมีอาคารมากกว่า 15 แห่งถูกจัดในกลุ่มสีแดงซึ่งหมายถึงได้รับความเสียหายหนักและห้ามใช้งาน ขณะที่นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยสะท้อนว่าปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่แค่แรงสั่นสะเทือน แต่เกิดจากความไม่รู้ที่นำไปสู่ความโกลาหล และความโกลาหลนั้นเองที่ขยายความสูญเสียทางเศรษฐกิจออกไปอีก โดยมีการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงต้นทุนของอาคารที่แตกร้าวหรือซ่อมแซม แต่ยังรวมถึงต้นทุนของความไม่พร้อมในระบบข้อมูล การอพยพที่ไร้แบบแผน การปิดถนน การหยุดชะงักของธุรกิจ และความตื่นตระหนกของประชาชนในเมืองใหญ่ นี่เองที่ทำให้ SRI Alert ถูกมองไม่ใช่แค่เครื่องมือด้านเทคโนโลยี แต่เป็นความพยายามสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางความเชื่อมั่นของสังคม

Traffy Fondue และบทบาทของประชาชนในฐานะเซนเซอร์มีชีวิต

อีกมิติที่น่าสนใจคือการเชื่อม SRI Alert เข้ากับ Traffy Fondue ซึ่ง สวทช. มองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนประชาชนจากผู้รอรับข้อมูล มาเป็นผู้ร่วมสร้างข้อมูลภาคสนามอย่างเป็นระบบ โดยเปิดทางให้ประชาชนรายงานเหตุการณ์หรือความผิดปกติจากพื้นที่จริง เพื่อเชื่อมต่อไปยังนักวิจัยและหน่วยงานที่รับผิดชอบได้รวดเร็วขึ้น แนวคิดนี้สอดคล้องกับกระบวนทัศน์ใหม่ของการจัดการภัยพิบัติที่ให้คุณค่ากับข้อมูลหน้างานแบบเรียลไทม์ ไม่แพ้ข้อมูลจากเซนเซอร์หรือภาพถ่ายดาวเทียม

เมื่อประชาชนรายงานข้อมูล พิกัด พื้นที่เสี่ยง หรือสภาพความเสียหายได้ตรงเวลา ระบบกลางก็จะมีโอกาสวิเคราะห์สถานการณ์ได้แม่นยำขึ้น ขณะที่หน่วยงานรัฐสามารถเลือกส่งสัญญาณเตือนหรือคำแนะนำกลับไปยังพื้นที่เฉพาะจุดได้รวดเร็วกว่าเดิม หากระบบนี้ถูกขยายผลอย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็นฐานรากสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมเตือนภัยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งต่างจากระบบราชการแบบเดิมที่ข้อมูลมักวิ่งทางเดียวจากบนลงล่าง

เชียงรายต่อยอดทันทีด้วยเครือข่ายวิทยุ 10 สถานี

หาก SRI Alert คือสมองกลางในระดับประเทศ ความเคลื่อนไหวที่เชียงรายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ก็ดูจะเป็นความพยายามสร้างเส้นเลือดฝอยของระบบสื่อสารในระดับพื้นที่อย่างชัดเจน จากข้อมูลของเครือข่ายประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ ระบุว่า ณ โรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับเครือข่ายสถานีวิทยุกระจายเสียงในจังหวัดเชียงรายรวม 10 สถานี เพื่อสร้างระบบรายงานสถานการณ์และกระจายเสียงในภาวะภัยพิบัติที่รวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นหนึ่งเดียว โดยนางเหมือนใจ วงศ์ใหญ่ ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 3 เป็นผู้แทนกรมประชาสัมพันธ์ร่วมพิธีลงนาม

ความร่วมมือครั้งนี้ระบุเป้าหมายชัดเจนหลายด้าน ทั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและทันเวลา การเชื่อมโยงเครือข่ายการกระจายเสียงจากศูนย์กลาง การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าอย่างทั่วถึง และการใช้สื่อวิทยุเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารข้อมูลภาครัฐในภาวะวิกฤต ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับจังหวัดอย่างเชียงรายที่มีทั้งเขตเมือง ชุมชนภูเขา พื้นที่ชายแดน และประชากรที่การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตหรือสมาร์ตโฟนอาจไม่เท่ากันในทุกกลุ่ม

ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าก่อนหน้านี้บุคลากรของ สวท.เชียงรายเพิ่งเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องการสื่อสารในภาวะวิกฤตด้วยกลไก Joint Information Center หรือ JIC เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการจัดการข้อมูลข่าวสารสาธารณภัย ก็ยิ่งเห็นว่าการลงนาม MOU ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมระบบสื่อสารภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องในภาคเหนือตอนบน

เมื่อระบบระดับชาติจะไปถึงประชาชนได้ ต้องมีทั้งเทคโนโลยีและสื่อท้องถิ่น

ประเด็นสำคัญที่บทเรียนครั้งนี้กำลังสอนคือ ต่อให้ประเทศมีแพลตฟอร์มข้อมูลที่ดีเพียงใด หากไม่มีช่องทางส่งต่อข้อมูลไปถึงประชาชนในรูปแบบที่เข้าถึงได้จริง ระบบนั้นก็อาจหยุดอยู่แค่หน้าจอแดชบอร์ดของหน่วยงานรัฐ ในทางกลับกัน ต่อให้มีเครือข่ายสื่อชุมชนที่เข้มแข็งเพียงใด หากขาดข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็อาจเกิดปัญหาข่าวลือ การตีความคลาดเคลื่อน และการสื่อสารที่ไม่เป็นเอกภาพ

SRI Alert และ MOU เครือข่ายวิทยุเชียงรายจึงควรถูกมองเป็นภาพเดียวกันในสองระดับ ระดับแรกคือการสร้างระบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากนักวิจัย วิศวกร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ระดับที่สองคือการสร้างระบบถ่ายทอดสารจากศูนย์กลางไปยังชุมชนอย่างรวดเร็วและเชื่อถือได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สื่อวิทยุยังมีบทบาทจริงในชีวิตประจำวันของประชาชน นี่คือการเติมเต็มกันระหว่างวิทยาศาสตร์ข้อมูลกับโครงข่ายสื่อสารมวลชน

ความท้าทายที่ยังต้องตอบให้ชัด

อย่างไรก็ดี แม้การเปิดตัวและการลงนามความร่วมมือจะเป็นก้าวสำคัญ แต่โจทย์ที่ยากกว่ายังอยู่ข้างหน้า ประการแรกคือเรื่องการเชื่อมต่อข้ามหน่วยงาน ว่าระบบ SRI Alert จะสามารถทำงานร่วมกับฐานข้อมูลของหน่วยงานหลัก เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมโยธาธิการและผังเมือง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระบบสื่อสารฉุกเฉินในระดับจังหวัดได้ราบรื่นเพียงใด ประการที่สองคือเรื่องความต่อเนื่องของงบประมาณและการบำรุงรักษา เพราะระบบเตือนภัยไม่ใช่โครงการเปิดตัวครั้งเดียวแล้วจบ แต่ต้องอาศัยการอัปเดตข้อมูล ฝึกอบรมบุคลากร และซ้อมใช้งานอย่างสม่ำเสมอ

ประการที่สามคือเรื่องความไว้วางใจของประชาชน ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่สุดในภาวะวิกฤต หากข้อมูลที่รัฐส่งออกไปช้าเกินไป ไม่ชัดเจน หรือไม่สอดคล้องกันระหว่างแพลตฟอร์มกับสื่อท้องถิ่น ความน่าเชื่อถือของทั้งระบบจะถูกตั้งคำถามทันที ดังนั้น การมีเครือข่ายวิทยุท้องถิ่นในเชียงรายเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตร จึงอาจช่วยลดช่องว่างตรงนี้ได้มาก เพราะวิทยุยังคงเป็นสื่อที่มีความใกล้ชิดกับชุมชน และสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างศูนย์ข้อมูลกับประชาชนในพื้นที่จริง

จุดเริ่มต้นใหม่ที่ต้องทำให้ไปต่อ

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด การเปิดตัว SRI Alert ในกรุงเทพฯ และการลงนาม MOU เครือข่ายวิทยุในเชียงราย ภายในช่วงเวลาเพียงสองวัน ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นแยกกัน แต่สะท้อนจังหวะใหม่ของการจัดการภัยพิบัติไทยที่เริ่มขยับจากการทำงานแบบแยกส่วน ไปสู่การสร้างระบบที่เชื่อมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ข้อมูลภาคประชาชน และสื่อท้องถิ่นเข้าหากันมากขึ้น

สำหรับเชียงราย ความเปลี่ยนแปลงนี้ยิ่งมีความหมายมากกว่าหลายพื้นที่ เพราะจังหวัดกำลังเผชิญทั้งความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวข้ามพรมแดน ปัญหาสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำกก ปัญหาฝุ่นควัน และความเปราะบางของชุมชนชายแดน การมีทั้งระบบติดตามอาคาร ระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงปลา ระบบรายงานเหตุจากประชาชน และเครือข่ายวิทยุที่พร้อมกระจายข้อมูลฉุกเฉิน จึงอาจกลายเป็นแบบจำลองของการเตือนภัยที่ไม่ได้อยู่แค่บนกระดาษ

ในท้ายที่สุด ความสำเร็จของระบบใดระบบหนึ่งคงไม่ได้วัดเพียงจำนวนหน่วยงานที่ร่วมลงนาม หรือจำนวนเทคโนโลยีที่เชื่อมเข้าด้วยกัน แต่จะถูกพิสูจน์ในวันที่เกิดเหตุจริง ว่าข้อมูลจะเร็วพอหรือไม่ เตือนคนได้ทันหรือไม่ ลดความตื่นตระหนกได้หรือไม่ และช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้ดีขึ้นหรือไม่ หากคำตอบในวันนั้นคือใช่ บทเรียนราคาแพงจากภัยพิบัติที่ผ่านมาอาจไม่ได้สูญเปล่า และสิ่งที่เริ่มต้นขึ้นในปลายเดือนมีนาคม 2569 อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการสร้างระบบเตือนภัยไทยที่แข็งแรงขึ้นอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
  • มหาวิทยาลัยนเรศวร
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • สวท.เชียงราย กรมประชาสัมพันธ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เทศบาลนครเชียงรายรุกงานโยธา นำสายไฟลงดินถนนธนาลัย ยกระดับความปลอดภัยและภูมิทัศน์เมือง

เชียงรายเร่งรื้อสายเมืองเก่า เดินหน้าเคเบิลใต้ดินบนถนนธนาลัย วางฐานเมืองอัจฉริยะรับอนาคตท่องเที่ยวและความปลอดภัย

เชียงราย,30 มีนาคม 2569 – ใจกลางเมืองที่กำลังเปลี่ยนโฉมถนนธนาลัยในนครเชียงรายไม่ใช่เพียงเส้นทางสัญจรสายหนึ่งของคนเมือง แต่เป็นพื้นที่ที่ทำหน้าที่ทั้งเป็นแกนเศรษฐกิจ เขตการค้าเก่า พื้นที่ท่องเที่ยว และฉากชีวิตประจำวันของผู้คนในย่านเมืองชั้นในมาอย่างยาวนาน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาพของเสาไฟฟ้าและสายสื่อสารที่พาดทับกันเหนือศีรษะกลายเป็นทั้งปัญหาด้านภูมิทัศน์ ความปลอดภัย และข้อจำกัดของการพัฒนาเมืองในระยะยาว กระทั่งในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 การขยับตัวของโครงการรื้อถอนสายไฟฟ้า ตัดเสาไฟฟ้า และสายสื่อสาร พร้อมพัฒนาระบบเคเบิลไฟฟ้าใต้ดิน ได้ทำให้ถนนสายนี้กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงงานปรับปรุงทางกายภาพ แต่กำลังส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของนครเชียงรายจากเมืองท่องเที่ยวแบบเดิม ไปสู่เมืองที่พยายามจัดการโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพ สวยงาม และรองรับเทคโนโลยีในอนาคตมากขึ้น

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 เทศบาลนครเชียงรายเผยแพร่ความคืบหน้าว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคร่วมกับเทศบาลนครเชียงรายกำลังเดินหน้ารื้อสายไฟฟ้า เตรียมตัดเสาไฟฟ้าและสายสื่อสารในเขตเมืองชั้นใน เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์เมืองให้สวยงาม เป็นระเบียบ และเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยจุดที่ลงพื้นที่ติดตามในรอบล่าสุดอยู่บนถนนธนาลัย ช่วงตั้งแต่สี่แยกสุริวงศ์ถึงแยกธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวถนนที่มีความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการสัญจรสูงที่สุดของเมืองเชียงราย การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าการตรวจงาน เพราะสะท้อนว่าฝ่ายบริหารท้องถิ่นต้องการผลักดันให้โครงการเกิดผลเป็นรูปธรรมในสายตาของประชาชนอย่างชัดเจนภายในกรอบเวลาที่วางไว้

โครงการที่ไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในปีนี้

แม้ภาพการรื้อสายและเตรียมตัดเสาไฟฟ้าในปลายเดือนมีนาคม 2569 จะทำให้หลายคนรู้สึกว่าเมืองกำลังเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แต่เมื่อย้อนดูข้อมูลของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะพบว่าถนนธนาลัยอยู่ในกระบวนการรองรับงานเคเบิลใต้ดินมานานก่อนหน้านี้แล้ว อย่างน้อยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงรายได้ประกาศดับกระแสไฟฟ้าเพื่อปรับปรุงระบบจำหน่าย รองรับงานเคเบิลใต้ดินบนแนวถนนสุขสถิตและถนนธนาลัย ตั้งแต่สี่แยกหอนาฬิกาถึงสี่แยกธนาคารออมสิน ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้เป็นงานโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง ไม่ใช่งานฉาบฉวยตามกระแส และต้องอาศัยทั้งการวางระบบล่วงหน้า การย้ายแนวสาย การประสานหน่วยงาน และการบริหารผลกระทบด้านการจราจรเป็นระยะเวลานานกว่าที่ประชาชนเห็นจากหน้างานจริง

สัญญาณต่อเนื่องอีกชั้นหนึ่งปรากฏในข้อมูลเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 จากการประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการนำสายไฟฟ้าและสายสื่อสารลงใต้ดินในเขตเทศบาลนครเชียงราย ซึ่งระบุว่าพื้นที่สำคัญบางส่วนได้ดำเนินการแล้ว และมีการคาดการณ์ว่าโครงการภาพรวมจะแล้วเสร็จภายในกลางเดือนเมษายน 2569 แหล่งข่าวดังกล่าวยังระบุด้วยว่า หลังนำสายลงดินแล้ว จะทยอยรื้อถอนเสาไฟฟ้าในบางจุดและเดินหน้าพัฒนาศูนย์จัดการอัจฉริยะ ระบบไฟส่องสว่าง ถนน และฟุตบาทใหม่ต่อเนื่อง นั่นทำให้ภาพของถนนธนาลัยในวันนี้ไม่ใช่จุดเริ่มต้น หากเป็นช่วงปลายของกระบวนการขนาดใหญ่ที่เมืองลงทุนลงแรงมาเป็นลำดับ และกำลังเข้าใกล้ช่วงที่ประชาชนจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ชัดเจนมากที่สุด

จากสายระโยงระยางสู่ภูมิทัศน์ใหม่ของเมืองท่องเที่ยว

สำหรับเชียงราย ภูมิทัศน์ของเมืองไม่ใช่เรื่องรอง เพราะเมืองนี้เติบโตบนฐานเศรษฐกิจท่องเที่ยว วัฒนธรรม และบริการ การที่สายไฟและสายสื่อสารพาดทับกันอยู่เหนือถนนสายสำคัญ ไม่ได้เพียงสร้างความรกตา แต่ยังลดทอนศักยภาพของเมืองในฐานะจุดหมายปลายทางเชิงคุณภาพ ในรายงานความคืบหน้าช่วงกันยายน 2568 มีการระบุอย่างชัดเจนว่า เมื่อโครงการแล้วเสร็จ เขตตัวเมืองเชียงรายจะลดภาพเสาไฟฟ้าและสายสื่อสารรกรุงรังลงอย่างมาก ซึ่งจะช่วยให้ทัศนียภาพของเมืองสวยงามขึ้น และสร้างความประทับใจแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวมากขึ้น ประเด็นนี้มีนัยสำคัญต่อเชียงรายอย่างยิ่ง เพราะถนนธนาลัยเชื่อมต่อกับพื้นที่การค้าเก่าและย่านที่นักท่องเที่ยวใช้เดินชมเมือง หากภาพเมืองโปร่งขึ้น สะอาดขึ้น และเดินได้สะดวกขึ้น ก็ย่อมส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ของผู้มาเยือนและมูลค่าทางเศรษฐกิจของพื้นที่โดยรอบ

ในอีกมุมหนึ่ง การรื้อเสาและนำสายลงดินยังช่วยให้เมืองสามารถ “มองเห็นตัวเอง” ได้ชัดขึ้น เมืองเก่าอย่างเชียงรายมีเสน่ห์จากอาคาร ร้านค้าเก่า วัด และจังหวะชีวิตบนท้องถนน แต่เสาไฟฟ้าและสายสื่อสารจำนวนมหาศาลมักทำหน้าที่บดบังองค์ประกอบเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว การแก้ปัญหานี้จึงเป็นการคืนทัศนวิสัยให้เมืองกลับมาเล่าเรื่องตัวเองอีกครั้ง ยิ่งในช่วงที่เชียงรายกำลังแข่งขันกับเมืองท่องเที่ยวอื่นทั้งในและนอกภาคเหนือ การปรับภูมิทัศน์อย่างเป็นระบบย่อมเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงการตกแต่งเมืองเพื่อความสวยงามชั่วคราวเท่านั้น

ความปลอดภัยที่เป็นเหตุผลสำคัญไม่แพ้เรื่องความงาม

เหนือไปกว่าประเด็นภาพลักษณ์ สิ่งที่เมืองได้รับโดยตรงจากการเปลี่ยนระบบสายอากาศเป็นระบบใต้ดินคือความปลอดภัยของประชาชน โครงข่ายสายไฟและสายสื่อสารแบบเดิมมีความเสี่ยงทั้งจากสภาพอากาศ การเสื่อมสภาพตามเวลา อุบัติเหตุจากยานพาหนะ และเหตุขัดข้องที่อาจกระทบเป็นวงกว้าง การที่เทศบาลนครเชียงรายและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเลือกผลักดันโครงการนี้ต่อเนื่อง จึงสะท้อนการยอมรับร่วมกันว่าโครงสร้างพื้นฐานเดิมไม่ตอบโจทย์เมืองในระยะยาวอีกต่อไป โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจชั้นในที่มีประชาชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวใช้งานหนาแน่นในแต่ละวัน ความเป็นระเบียบของระบบสายไฟจึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคหลังฉาก แต่เป็นเรื่องความเสี่ยงในชีวิตจริงของคนเมืองทุกคน

การนำสายไฟลงดินยังเชื่อมโยงกับความมั่นคงของระบบจ่ายไฟในระดับการใช้งานจริง แม้เอกสารสาธารณะที่เข้าถึงได้ในเวลานี้จะไม่ได้เปิดเผยแบบก่อสร้างหรือข้อมูลเชิงวิศวกรรมทั้งหมดของถนนธนาลัย แต่จากกรณีประกาศดับไฟฟ้าเพื่อรองรับงานเคเบิลใต้ดินของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในปี 2566 และการติดตามความคืบหน้าปี 2568 ทำให้เห็นว่าโครงการนี้มีการวางระบบจำหน่ายและการจัดการงานภาคสนามอย่างต่อเนื่องเป็นขั้นตอน นั่นหมายความว่าเมืองกำลังขยับจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การจัดวางโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานกว่าและสอดคล้องกับความหนาแน่นของการใช้งานในอนาคตมากขึ้น

เมืองอัจฉริยะที่เริ่มจากงานโยธา ไม่ได้เริ่มจากคำโฆษณา

ประเด็นที่ทำให้โครงการนี้น่าสนใจมากขึ้น คือเทศบาลนครเชียงรายไม่ได้มองเรื่องสายไฟลงดินเป็นเพียงงานสาธารณูปโภค แต่เชื่อมมันเข้ากับแนวคิด “เมืองอัจฉริยะ” อย่างชัดเจน จากข้อมูลที่เผยแพร่ในช่วงปี 2568 และความคืบหน้าปลายมีนาคม 2569 เมืองได้วางแนวทางต่อยอดพื้นที่หลังการรื้อสายและตัดเสาไฟฟ้าไว้ทั้งการปรับปรุงฟุตบาทและถนน การติดตั้งเสาอัจฉริยะ ระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ กล้องวงจรปิด และการเชื่อมข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ แนวทางเช่นนี้ทำให้เห็นว่า “สายไฟลงดิน” เป็นเพียงชั้นฐานของการพัฒนา หากฐานนี้ไม่พร้อม เมืองก็ไม่สามารถติดตั้งระบบอัจฉริยะอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ในทางนโยบาย นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาเมืองไทยหลายแห่ง เพราะอดีตมักแยกงานโยธาออกจากงานเทคโนโลยี ทำให้เกิดการขุดถนนซ้ำซ้อนหรือลงทุนเป็นช่วง ๆ โดยไม่เชื่อมกัน แต่กรณีของเชียงรายกำลังพยายามหลีกเลี่ยงปัญหานั้น ด้วยการมองถนนธนาลัยในฐานะ “โครงสร้างรองรับข้อมูล” ไปพร้อมกับการเป็น “โครงสร้างรองรับการเดินทาง” เมื่อเสาไฟแบบเดิมถูกแทนที่ด้วยระบบใหม่ เมืองก็สามารถต่อยอดไปสู่การจัดการแสงสว่าง ความปลอดภัย การเฝ้าระวัง และการสื่อสารสาธารณะได้ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเป็นแก่นของการจัดการเมืองสมัยใหม่อย่างแท้จริง

ฟุตบาท ถนน และการเดินเมืองที่กำลังถูกออกแบบใหม่

สิ่งที่ประชาชนจะรับรู้ได้ชัดที่สุดหลังสายไฟลงดิน อาจไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือคุณภาพของการเดินเมืองในชีวิตประจำวัน หากฟุตบาทได้รับการปรับปรุงใหม่ ถนนเรียบขึ้น แสงสว่างดีขึ้น และทางสัญจรปลอดสิ่งกีดขวางมากขึ้น เมืองจะเปลี่ยนจากพื้นที่ที่ “ผ่านไป” เป็นพื้นที่ที่ “อยากอยู่ต่อ” ได้ทันที นี่คือเหตุผลที่หลายเมืองท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสำคัญกับทางเดินเท้าและภูมิทัศน์เมืองอย่างมาก เพราะเศรษฐกิจร้านค้าเล็ก ร้านอาหาร คาเฟ่ และการท่องเที่ยวเชิงเดินเท้าล้วนพึ่งพาความรู้สึกปลอดภัยและน่าใช้งานของพื้นที่สาธารณะทั้งสิ้น ถนนธนาลัยในฐานะถนนใจกลางเมืองเชียงรายจึงมีสถานะเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าถนนสายทั่วไปอย่างชัดเจน

เทศบาลนครเชียงรายเคยแจ้งประชาชนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 แล้วว่า พื้นที่ถนนธนาลัยมีการขุดวางท่อร้อยสายไฟฟ้าแสงสว่างต่อเนื่องในบางช่วงและอาจมีการเบี่ยงจราจร ซึ่งยืนยันว่าเมืองยอมรับต้นทุนระยะสั้นจากงานก่อสร้างเพื่อแลกกับผลลัพธ์ระยะยาว การขุดถนนอาจสร้างความไม่สะดวกชั่วคราวแก่ผู้ใช้เส้นทางและร้านค้า แต่หากงานเสร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ภายในเมษายน 2569 พื้นที่ใจกลางเมืองก็จะได้โครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่พร้อมรองรับทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

ถนนธนาลัยในฐานะห้องทดลองของอนาคตเชียงราย

หากมองในกรอบที่กว้างขึ้น ถนนธนาลัยกำลังกลายเป็นเสมือนห้องทดลองของอนาคตเชียงราย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นบนถนนสายนี้จะเป็นคำตอบสำคัญว่า เมืองสามารถเปลี่ยนผ่านจากระบบโครงสร้างพื้นฐานเก่าไปสู่ระบบใหม่โดยกระทบประชาชนน้อยที่สุดได้หรือไม่ เมืองสามารถประสานงานระหว่างเทศบาล การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้ให้บริการสื่อสาร และภาคธุรกิจในพื้นที่ให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันได้จริงหรือไม่ และที่สำคัญ เมืองสามารถแปลงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านสาธารณูปโภคให้กลายเป็นคุณภาพชีวิตที่ประชาชนสัมผัสได้หรือไม่ คำถามเหล่านี้จะไม่ถูกตอบด้วยคำแถลงหรือภาพประชาสัมพันธ์ แต่จะถูกตอบจากสภาพจริงหลังงานแล้วเสร็จ ว่าถนนสายนี้ปลอดภัยขึ้น เดินง่ายขึ้น น่ามองขึ้น และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากขึ้นเพียงใด

ในแง่นี้ การลงพื้นที่ของผู้บริหารเทศบาลนครเชียงรายเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 จึงเป็นมากกว่าภาพการตรวจงาน เพราะมันสะท้อนว่าผู้บริหารท้องถิ่นรับรู้เดิมพันของโครงการนี้ดี ว่าหากสำเร็จ ถนนธนาลัยจะเป็นตัวอย่างให้พื้นที่อื่นของเชียงรายเดินตามได้ แต่หากล่าช้าหรือไม่สามารถส่งมอบผลลัพธ์ตามที่ประชาชนคาดหวังได้ ก็ย่อมกระทบทั้งความเชื่อมั่นของคนเมืองและภาพลักษณ์ของการพัฒนาเมืองในภาพรวมเช่นกัน

เมืองท่องเที่ยวคุณภาพจะเกิดไม่ได้ หากโครงสร้างพื้นฐานยังตามไม่ทัน

คำว่า “เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ” ถูกใช้ในนโยบายท้องถิ่นบ่อยครั้ง แต่ในทางปฏิบัติ มันไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวหรือปฏิทินเทศกาลเพียงอย่างเดียว หากโครงสร้างพื้นฐานพื้นฐานที่สุดของเมืองยังไม่พร้อม ถนนที่รกด้วยเสาและสายไฟ ทางเดินที่ไม่ปลอดภัย ระบบแสงสว่างที่ไม่ทั่วถึง หรือการบริหารข้อมูลที่ล่าช้า ล้วนเป็นต้นทุนแฝงที่นักท่องเที่ยวมองเห็นและประชาชนรู้สึกอยู่ทุกวัน โครงการสายไฟลงดินและการพัฒนาระบบเมืองอัจฉริยะบนถนนธนาลัยจึงมีนัยสำคัญต่อเชียงรายมาก เพราะมันเป็นการลงทุนในสิ่งที่ไม่หวือหวา แต่เป็นรากฐานของความน่าอยู่และความน่าเที่ยวในระยะยาว

ความคืบหน้าที่สื่อสาธารณะบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 2568 จนถึงปลายมีนาคม 2569 ทำให้เห็นว่าเมืองเชียงรายไม่ได้หยุดอยู่ที่การวาดภาพอนาคต แต่พยายามแปลงภาพนั้นให้เป็นชั้นงานจริงทีละส่วน เริ่มจากการขุดวางท่อ ปรับระบบจำหน่าย รื้อสาย ตัดเสา และต่อยอดไปสู่การออกแบบเมืองอัจฉริยะ หากเมืองสามารถรักษาความต่อเนื่องของกระบวนการนี้ไว้ได้ สิ่งที่ถนนธนาลัยกำลังเผชิญอาจกลายเป็นต้นแบบให้ย่านอื่นของเชียงราย และอาจต่อยอดไปสู่การยกระดับเมืองทั้งระบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ปลายทางของโครงการนี้ไม่ใช่แค่ถนนโล่ง แต่คือเมืองที่จัดการตัวเองได้ดีขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว ปลายทางของโครงการสายไฟลงดินไม่ควรถูกวัดแค่จำนวนเสาไฟฟ้าที่หายไป หรือความเรียบร้อยของท้องฟ้าเหนือถนนธนาลัยเท่านั้น แต่ควรถูกวัดจากคำถามที่ลึกกว่านั้น เมืองปลอดภัยขึ้นหรือไม่ ประชาชนเดินได้ดีขึ้นหรือไม่ ร้านค้าทำมาค้าขายง่ายขึ้นหรือไม่ นักท่องเที่ยวประทับใจมากขึ้นหรือไม่ และระบบข้อมูลที่เมืองกำลังพยายามเชื่อมเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะสามารถช่วยให้เจ้าหน้าที่ตอบสนองต่อปัญหาได้เร็วขึ้นจริงหรือไม่ หากคำตอบของคำถามเหล่านี้เป็นบวก โครงการนี้ก็จะไม่ใช่เพียงงานสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่ง แต่จะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเชียงรายไปสู่เมืองที่สวยงาม เป็นระเบียบ ปลอดภัย และบริหารจัดการตัวเองได้ดีขึ้นอย่างแท้จริง

สำหรับคนเชียงราย ภาพการรื้อสายและตัดเสาไฟฟ้าที่กำลังเกิดขึ้นอาจดูเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพเล็ก ๆ ของเมืองเก่า แต่ในความเป็นจริง มันคือการจัดระเบียบ “อนาคต” ของนครเชียงรายให้เริ่มต้นจากสิ่งที่จับต้องได้ที่สุด นั่นคือถนน ฟุตบาท แสงสว่าง ความปลอดภัย และระบบข้อมูล หากเมืองดูแลฐานเหล่านี้ได้ดี เมืองก็มีโอกาสก้าวไปต่อได้ไกลกว่าการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่คนแค่ผ่านมาเยือน แต่จะกลายเป็นเมืองที่ผู้คนอยากอยู่ อยากลงทุน และอยากกลับมาอีกครั้งด้วยความเชื่อมั่นที่มั่นคงกว่าเดิม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ชาวบ้าน-สท. ร้องนายกฯ เทศบาล ปม “ลับ-ลวง-พราง” การจัดการขยะที่ไม่โปร่งใส

วิกฤตขยะแม่ยาว “ลับ–ลวง–พราง” ชาวบ้านร่าร้อง “นายก–ปลัด” ชี้แจง ปม “บ่อขยะเถื่อน” ติดแม่น้ำกก–โรงน้ำดื่ม เสี่ยงปนเปื้อนแหล่งน้ำ ชี้หัวใจคือ “ความจริงใจ–ความปลอดภัยสาธารณะ”

เชียงราย, 14 พฤศจิกายน 2568 – กลางความเงียบของคืนฝนพรำ รถแบคโฮคันหนึ่งเลาะร่องทางเข้าสำนักงานเทศบาลตำบลแม่ยาว มุ่งสู่แนวพงหญ้าหลังอาคาร ก่อนฟันดินเปิดโพรงขนาดใหญ่ “กองกลบ” ที่กำลังรอคอย—คือขยะเปียก–ขยะแห้ง–ถุงดำ–เศษอาหาร—ทั้งหมดถูกทยอยเทลงไปในความมืด ชาวบ้านเล่าว่า การขุด–ทิ้ง–กลบ เกิดขึ้นซ้ำยามค่ำ/วันหยุดราชการคล้ายการทำงานของ “เงามืด” มากกว่างานราชการ

เช้าวันถัดมา กลิ่นคลุ้งตีเข้าหน้า—ชี้นำสายตาไปยัง โรงผลิตน้ำดื่มชุมชนแม่ยาว ที่อยู่ใกล้กัน และ แนวแม่น้ำกก ห่างไม่ถึงร้อยเมตรตามที่ชุมชนระบุ พนักงานโรงน้ำดื่มตัดสินใจ หยุดผลิตชั่วคราว เพื่อส่งน้ำเข้าห้องปฏิบัติการตรวจสอบ “เราอยากให้ลูกค้ามั่นใจ เราไม่เคยทำให้ใครเสีย” ผู้จัดการโรงน้ำดื่มกล่าว บอกถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทันทีจากเหตุการ์ณ “ชั่วคราวเพื่อดับกลิ่น” ของภาครัฐ

ภาพที่เกิดขึ้นไม่ใช่จุดเริ่มต้น หากคือ ผลลัพธ์ปลายทาง ของการจัดการขยะที่สะดุดยาวนานนับเดือนนับแต่ ชุมชนบ้านดอย–หมู่บ้านลลิตา 5 ถูก “ย้ายเขตการปกครอง” จากเทศบาลนครเชียงรายเข้าสู่เขตเทศบาลตำบลแม่ยาว โดยปราศจากการชี้แจงชัดเจน ทำให้เกิดภาวะ “ไร้เจ้าภาพแน่ชัด” ในการเก็บขน ขยะจึงล้นซอย ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2568 ชาวชุมชนร้องเรียน ศูนย์ดำรงธรรม และเข้าหารือหลายครั้ง แต่ “รถเก็บขยะที่รอคอย” ยังมาไม่ทัน กลิ่นเหม็น–ควันเผา–หนู–แมลงวัน–สัตว์จรจัด จึงกลายเป็นภาพคุ้นชินใหม่ของชีวิตรายวัน

ปฏิบัติการกลางคืนหลักฐานกลางวัน “ความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่ฝัง”

การลงพื้นที่ของ สมาชิกสภาเทศบาล (สท.) เขต 1–2 และชาวบ้าน นำไปสู่การค้นพบ “หลุมฝังกลบ” ในเขตปฏิบัติการเทศบาลเอง พร้อมหลักฐาน ขยะที่ฝังไปแล้วบางส่วน และ ขยะค้างปากหลุม ที่กำลังรอคิว เมื่อถูกชี้ถาม “ใครสั่ง?” คำตอบจากเจ้าหน้าที่ชั้นต้นคือ “ไม่ทราบ” ขณะที่นายกเทศมนตรีแจ้งกับชาวบ้านว่า “ติดภารกิจที่ลำปาง” และได้รับรายงานจากทีมบริหารว่าจะเร่งแก้ไขร่วมกัน

ณัฐธยาน์ ตันติอัศวเวชกุล สมาชิกสภาเทศบาล เขต 1 เทศบาลตำบลแม่ยาว ตั้งข้อกล่าวหาอย่างตรงไปตรงมา

  • สองมาตรฐาน ในการจัดเก็บ—ทำไม “บ้านดอย” ได้รับการดูแลพิเศษ ขณะที่ “สายบนดอย” ที่ขยะล้นใกล้แม่น้ำกกกลับไร้การจัดเก็บที่ทันกาล
  • ความโปร่งใส ในการใช้งบ–อนุมัติ รถแบคโฮ “ทำไมกรณีช่วยเหลือชาวบ้านอนุมัติไม่ไวเท่านี้?”

ข้อเท็จจริงที่ตรวจนับได้ หลังถูกจับได้ คืนพุธ มีการขุด–ขนออก 2 เที่ยวรถ วันถัดมาขนออก 12 เที่ยวรถ 6 ล้อ แล้วยัง “เหลือค้าง” สะท้อนปริมาณขยะที่มากเกินกว่าจะเรียกว่า “ซ่อนชั่วคราวเพื่อลดกลิ่น” อย่างไร้แผนรองรับ

เสียงชุมชน–เสียงโรงน้ำดื่ม “ความหวังดี” ที่สวนทาง “ความปลอดภัย”

“ทำไมต้องเลือกทิ้งที่นี่? …ทั้งที่ ติดโรงน้ำดื่ม–ติดแม่น้ำกก” ชาวบ้านตั้งคำถาม ขณะที่ ผู้จัดการโรงน้ำดื่ม ยืนยันว่าโรงงาน หยุดผลิตชั่วคราว และจะ ส่งน้ำตรวจแล็บ ก่อนกลับมาดำเนินงาน เพื่อไม่ให้คำว่า “สะอาด” กลายเป็นคำที่ไร้ความหมาย

“เรามีออร์เดอร์ แต่ต้องหยุดไว้ก่อน …กลิ่นมันแรง ลูกค้าจะมองเราไม่ดี” —ประโยคสั้นๆ แต่สะท้อน “ต้นทุนความเชื่อมั่น” ที่ธุรกิจชุมชนต้องจ่ายแทนรัฐ

คำชี้แจงเทศบาลแม่ยาว “ฝังชั่วคราว–ดับกลิ่น–รอผู้รับเหมา”

ทวิช ยะปะนันท์. ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลแม่ยาว ชี้แจงกับสื่อและชุมชนว่า เทศบาล แบ่งการแก้ปัญหาเป็น 3 ระยะ

  1. เฉพาะหน้า จ้างเอกชนเก็บขยะตกค้างในชุมชน (บ้านดอย–ทวีรักษ์–โรงเรียน) โดยขอความร่วมมือเทศบาลนครเชียงราย
  2. ยาวขึ้น ทำ MOU ร่วมกับเทศบาลนครเชียงราย กำหนดกรอบการจัดการขยะร่วมกัน
  3. สื่อสาร–ลดขยะต้นทาง ลงพื้นที่ให้ความรู้ คัดแยกขยะ กับชุมชน

ส่วน การขุดหลุม–ฝัง ผอ.ชี้แจงว่าเป็น เพื่อลดกลิ่นชั่วคราว ระหว่างรอผู้รับเหมา พร้อม ฉีดพ่นดับกลิ่น ฆ่าเชื้อ และยืนยันว่า ไม่ได้จะทิ้งถาวร”

คำชี้แจงดังกล่าว แม้บอกเจตนาดี แต่กลับ สวนทางหลักสุขาภิบาล อย่างชัดเจนในสายตาชุมชน เพราะ ทำเล ที่เลือกคือ ข้างโรงน้ำดื่ม–ชิดแม่น้ำ และการทำโดย ไม่แจ้ง ไม่ประชาคม จึงกลายเป็นบาดแผลความเชื่อมั่นที่ลึกยิ่งกว่ากลิ่นขยะ

กฎหมาย–มาตรฐาน เมื่อ “ความเร่งด่วน” ต้องไม่ข้าม “ความปลอดภัย”

การตั้ง/ฝังกลบมูลฝอยให้ถูกหลักสุขาภิบาล ต้องผ่าน การอนุญาตออกแบบวิศวกรรม มี ระบบบ่อรับน้ำชะขยะ–บ่อบำบัด–บ่อติดตามคุณภาพน้ำใต้ดิน และ ตรวจคุณภาพน้ำผิวดิน/ใต้ดินอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเดียวคือ กันน้ำชะขยะไม่ให้ไหลสู่แหล่งน้ำกิน–ใช้ของประชาชน และต้อง ไม่ตั้งในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม หรือใกล้แหล่งน้ำดื่มบาดาลในระยะต้องห้าม/ต้องมีมาตรการป้องกันเข้มงวด

เหนือกว่านั้น โครงการรัฐที่กระทบสุขภาพ–สิ่งแวดล้อม ต้องมีการเผยแพร่ข้อมูล–เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง (เช่น ชาวบ้าน–ผู้ประกอบการโรงน้ำดื่ม) ก่อนเริ่มดำเนินการ การ “แอบทำ” ในยามวิกาล จึงมิใช่เพียงความผิดพลาดทางเทคนิค แต่คือ ความไม่ชอบด้วยกฎหมายทางขั้นตอน และอาจพัฒนาไปสู่ความรับผิดทั้ง ทางวินัย–ทางอาญา–ทางปกครอง หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ–ละเลยมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

มุมมองทางกฎหมาย การละเมิดที่ร้ายแรง ความผิดสำเร็จแล้ว ตั้งแต่มีการฝังกลบขยะโดยปราศจาก การอนุญาต–ประชาคม และละเมิดหลักสุขาภิบาล (กรณีห้ามตั้ง/ฝังกลบใกล้แหล่งน้ำดื่ม–บาดาลในระยะที่กำหนด)

จากการศึกษาเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พบว่าการดำเนินการฝังกลบขยะในกรณีนี้มีประเด็นที่น่ากังวลหลายประการ

ประการแรก ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2560 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกสถานที่ตั้งสำหรับฝังกลบมูลฝอยอย่างชัดเจน โดยสถานที่ฝังกลบต้องมีความลึกของก้นบ่อสูงกว่าระดับน้ำใต้ดินสูงสุดไม่ต่ำกว่า 1 เมตร และต้องไม่เป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง เว้นแต่จะมีระบบหรือมาตรการป้องกันที่เหมาะสม การฝังกลบขยะใกล้แหล่งน้ำโดยไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอจึงเป็นการละเมิดข้อกำหนดดังกล่าว

ประการที่สอง สถานที่ฝังกลบที่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลจะต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐาน และมีบ่อติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำใต้ดินอย่างน้อย 3 บ่อ พร้อมการตรวจสอบอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี การฝังกลบอย่างลับๆ ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดทางเทคนิคเหล่านี้ได้

ประการที่สาม กฎหมายกำหนดให้โครงการของรัฐที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย หรือชุมชนท้องถิ่น ต้องจัดให้มีการเผยแพร่ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนเริ่มดำเนินการ การ “แอบ” ดำเนินการโดยปราศจากกระบวนการดังกล่าวถือเป็นการละเลยขั้นตอนสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด

บทเรียนจาก “สงครามขยะ” เมืองเชียงราย วิกฤตเชิงโครงสร้างไม่ควรแก้ด้วย “ทางลัด”

กรณีพิพาทขยะในพื้นที่อื่นของเชียงรายในอดีต—อย่าง เทศบาลตำบลบ้านดู่ ที่เคยถูกสั่งปิดบ่อขยะในเขตป่าสงวน จนนำรถขยะไปหน้าศาลากลางร้องผู้ว่าฯ และเสนอทำ โรงขยะชีวมวล ทว่ายึดติดกับปัญหาผังเมือง—ชี้ให้เห็นว่า การจัดการขยะคือโจทย์โครงสร้าง ต้องการ พื้นที่–เทคโนโลยี–งบประมาณ–การยอมรับของชุมชน “ทางลัด” อย่างการฝังกลบฉุกเฉินใกล้แหล่งน้ำ เพียงย้ายปัญหา จากกลิ่น–ทัศนียภาพ ไปสู่ ความเสี่ยงสารพิษในน้ำ ที่อาจแพงกว่ามากในการเยียวยา

คำถามที่ผู้บริหารต้องตอบ (เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่น)

  1. ใครสั่งการ? มีคำสั่ง/บันทึกอนุมัติใช้งบ–ว่าจ้างรถแบคโฮหรือไม่? ใครรับผิดชอบหน้างาน?
  2. ทำไมเลือกทำเลข้างโรงน้ำดื่ม–ใกล้แม่น้ำกก? ได้ประเมินความเสี่ยงการปนเปื้อนหรือยัง?
  3. ได้แจ้ง–ทำประชาคมหรือไม่? หากไม่ เหตุใดจึงละเลยกระบวนการที่กฎหมายกำหนด?
  4. ผู้รับเหมาเก็บขยะคือใคร? TOR/สัญญา/กำหนดส่งมอบ–ค่าปรับ–แผนสำรองอยู่ที่ใด?
  5. ปริมาณขยะที่ฝัง–ขนย้ายทั้งหมดเท่าใด? หลักฐานการชั่ง–บันทึกเที่ยวรถ–ปลายทางกำจัดอยู่ไหน?
  6. ผลกระทบต่อแหล่งน้ำ–โรงน้ำดื่ม ประเมินอย่างไร? ใครเป็นผู้ตรวจ? จะเปิดผลแล็บเมื่อไร?
  7. มาตรการเยียวยา ต่อธุรกิจชุมชน–ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ (รายได้–สุขภาพ–ทรัพย์สิน) คืออะไร?
  8. แผนถาวร จัดการขยะบ้านดอย–ลลิตา 5 และทั้งตำบลคืออะไร? ใครเป็นเจ้าภาพ–กรอบเวลา–งบประมาณ?

ทางออก “ตรงกลาง” ที่ปลอดภัย แผน 72 ชั่วโมง–โปร่งใส–ตรวจได้

เพื่อหยุดยั้งความเสี่ยงและฟื้นไว้วางใจในระยะสั้น ควรมี คณะกรรมการร่วมแบบ Incident Command นำโดย นายอำเภอ–ผู้ว่าราชการจังหวัด ประสาน เทศบาลแม่ยาว–เทศบาลนคร–สท.–ตัวแทนชุมชน–โรงน้ำดื่ม–สาธารณสุข–หน่วยงานกำกับ ปฏิบัติการ ภายใน 72 ชั่วโมง ดังนี้
(1) ความปลอดภัยแหล่งน้ำ กั้นเขต–ป้องกันน้ำผิวดินไหลผ่าน, เก็บตัวอย่าง น้ำผิวดิน–น้ำใต้ดิน–น้ำประปา ตรวจแล็บโดยหน่วยอิสระ/มหาวิทยาลัยท้องถิ่น และประกาศผล รายวัน ใน 14 วันแรก
(2) ขนย้าย–ฟื้นฟูพื้นที่ บันทึกพิกัด–ปริมาณ–เที่ยวรถ, ย้ายไปสถานที่กำจัดที่ได้รับอนุญาต, เกลี่ย–อัด–ปิดผิว–ปลูกหญ้า, วาง บ่อติดตามน้ำใต้ดิน ชั่วคราวอย่างน้อย 2 จุดท้ายน้ำ
(3) เอกสาร–สัญญา–งบ เปิด TOR/สัญญา/ไทม์ไลน์/ผู้รับเหมา ต่อสาธารณะ, ระบุบทลงโทษกรณีผิดนัด, ตั้ง เบอร์ฮอตไลน์/ช่องทางร้องเรียนออนไลน์
(4) เยียวยา–สื่อสาร กองทุนเยียวยาธุรกิจชุมชน/โรงน้ำดื่มตามหลักฐานเสียหาย, แถลงข่าว ทุก 24 ชม. ในสัปดาห์แรก, ทำ Q&A ตอบข้อสงสัยสาธารณะ
(5) แผนถาวร เลือก สถานที่กำจัดขยะ ตามหลักสุขาภิบาล–เว้นระยะจากแหล่งน้ำ, ประเมิน เทคโนโลยี (คัดแยก–หมัก–เชื้อเพลิงขยะ–ศูนย์ถ่ายลำเลียง), ทำ ประชาคม รอบด้าน, วาง กรอบเวลา–งบประมาณ–ตัวชี้วัด, และตั้ง บอร์ดอิสระ ติดตามรายไตรมาส

มุมมองเชิงระบบ “ไม่ให้เกิดอีก” ต้องเริ่มที่ “ความไว้วางใจ”

เหตุการณ์ครั้งนี้ชี้ชัดว่า ความเร่งด่วน ของกลิ่น–กองขยะ ไม่อาจเป็นเหตุผลให้ข้าม ความปลอดภัย–ความโปร่งใส การ “แอบทำ” คืนหนึ่งอาจดูง่าย แต่ค่าเสียหายระยะยาว—ทั้งต่อ สุขภาพ–สิ่งแวดล้อม–ธุรกิจชุมชน–ความเชื่อมั่นภาครัฐ—แพงกว่ามาก

หากเทศบาลแม่ยาวสามารถ “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส” ด้วยการ ยอมรับ–เปิดข้อมูล–แก้ไขเชิงระบบ กับเทศบาลนครเชียงรายและชุมชนคู่ขนานกัน เมืองจะได้ แบบอย่างใหม่ ของการจัดการขยะที่ ตรงกลาง–ปลอดภัย–ตรวจสอบได้ และยุติวัฏจักร “ลับ–ลวง–พราง” ไม่ให้ย้อนกลับมาอีก

กล่องสรุป (สำหรับประชาชน–ผู้ประกอบการ)

  • เหตุเกิดจาก ช่องว่างการเก็บขยะ หลังย้ายเขตการปกครอง ชุมชนร้องเรียนตั้งแต่ ต้น ต.ค. 2568
  • พบการ ขุด–ทิ้ง–ฝังกลบ กลางคืน/วันหยุด ในที่ตั้งเทศบาล ติดโรงน้ำดื่ม–ใกล้แม่น้ำกก
  • หลังถูกจับได้ ขุดย้ายออก ≥12 เที่ยวรถ 6 ล้อ แต่ ยังเหลือค้าง
  • โรงน้ำดื่ม หยุดผลิตชั่วคราว–ส่งน้ำตรวจแล็บ เพื่อคงความเชื่อมั่น
  • เทศบาลอ้าง ฝังชั่วคราว–ดับกลิ่น–รอผู้รับเหมา พร้อมแผน 3 ระยะ
  • ชุมชน–สท. เรียกร้อง ชี้แจง–เปิดเอกสาร–ตั้งคณะกรรมการร่วม–ตรวจน้ำอิสระ
  • ข้อเสนอเร่งด่ว แผน 72 ชั่วโมง ปกป้องแหล่งน้ำ–ขนย้าย–ฟื้นฟู–เปิดข้อมูล–เยียวยา

สังคมท้องถิ่นไม่เคยปฏิเสธความหวังดีของรัฐท้องถิ่น แต่ ความหวังดีที่ไม่ยอมกอดคอ “กฎหมาย–วิชาการ–ประชาชน” ย่อมเดินไม่ไกล การยอมรับว่า “ทำผิด” และ แก้ให้ถูก ซ่อมให้โปร่งใส” คือเงื่อนไขแรกของการกลับมาเจอกัน “ตรงกลาง” ที่ปลอดภัย—เพื่อให้แม่น้ำกกยังไหลใส และน้ำดื่มชุมชนยังคงชื่อว่า “สะอาดจริง” ไม่ใช่เพียงฉลาก

ทางแยกระหว่างความไว้วางใจกับความสงสัย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเทศบาลตำบลแม่ยาว จังหวัดเชียงราย เป็นบททดสอบที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตยท้องถิ่น เป็นการทดสอบว่าระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลยภาพในระดับท้องถิ่นจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด การที่สมาชิกสภาเทศบาลกล้าออกมาตั้งคำถามและตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร และการที่ชาวบ้านกล้าลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเอง แสดงให้เห็นว่าระบบประชาธิปไตยท้องถิ่นยังมีชีวิตและพลัง

ขณะเดียวกัน การตอบสนองของฝ่ายบริหารต่อข้อกังวลเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่าความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนจะถูกสร้างขึ้นหรือทำลายลง การเลือกที่จะเปิดเผยความจริง รับผิดชอบต่อความผิดพลาด และดำเนินการแก้ไขอย่างโปร่งใส จะเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ดังที่นายสีเมือง ธำมา รองประธานชุมชนห้วยปลากั้ง เคยกล่าวไว้ในบริบทของการเรียกร้องเรื่องการแบ่งเขตการปกครอง “คนที่มารวมตัวในวันนี้ ทุกคนมาด้วยใจ ไม่มีใครบังคับให้มา ทุกคนมาเพื่อแสดงเจตนารมณ์”

ชาวบ้านตำบลแม่ยาวไม่ได้ต้องการอะไรมากนัก พวกเขาต้องการเพียงแค่ความปลอดภัยในการดำรงชีวิต น้ำสะอาดที่ไม่ปนเปื้อน และความมั่นใจว่าผู้บริหารท้องถิ่นของตนจะทำงานเพื่อประโยชน์ของพวกเขาอย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำงานโดยลับๆ ในเวลากลางคืน คำถามสุดท้ายที่ยังค้างคาใจคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพื่อให้ความยุติธรรมแก่ชาวบ้าน ฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบการปกครองท้องถิ่น และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต สำหรับตอนนี้ ชาวบ้านตำบลแม่ยาวยังคงรอคำตอบ รอความชัดเจน และรอการดำเนินการที่แสดงถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ในขณะที่แม่น้ำกกยังคงไหลผ่าน พาเอาความหวังและความกังวลของชุมชนไปด้วยกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • ที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงราย
  • ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

เร็วกว่าแผน ≠ ดีพอ จี้รัฐบาลแก้ปัญหาฝุ่น-ไฟส่องสว่างหน้า รร.เทศบาล 6 ที่เกิดซ้ำซาก

เชียงรายวาระแห่งชาติ–วาระเมือง “ทางลอด 850 ล้าน” ระหว่างทางสู่ความเจริญ กับโจทย์เร่งด่วนเรื่อง “มหาฝุ่น-ความปลอดภัย” ของพลเมือง

เชียงราย, 11 พฤศจิกายน 2568 — เมื่อ “ตัวเลขความคืบหน้า” ปะทะ “คุณภาพชีวิตรายวัน”  เมืองกำลังขยับสู่เป้าหมายใหญ่อีกครั้ง ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐภูมิใจ—โครงการก่อสร้างทางลอดและปรับปรุงถนนบริเวณแยกศูนย์ราชการ (แยก อบจ./ท.6) สายชร.1023 โดยกรมทางหลวงชนบท (ทช.) วงเงิน 849.800 ล้านบาท กำหนดก่อสร้าง ปี 2567–2570 ซึ่งล่าสุด “คืบหน้า ~31% เร็วกว่าแผน” ขณะเร่งทำโครงสร้างทางลอดและผนังคอนกรีตเสริมเหล็ก เพื่อปลดล็อกคอขวดหน้าสนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวงและหนุนเศรษฐกิจการขนส่ง-ท่องเที่ยวภาคเหนือตอนบน

แต่ในอีกฟากหนึ่งของความก้าวหน้า—บนผิวถนนเดียวกัน—คือ “มหาฝุ่น-หลุม-ความมืด-ป้ายไม่ชัด” ที่ผู้ใช้ถนนและผู้ปกครองหน้า รร.เทศบาล 6 ต้องเผชิญทุกวัน เสียงสะท้อนในชุมชนออนไลน์ “จาวเจียงฮาย New.V3” ชี้ชัดว่า ความเดือดร้อนนั้น “เห็นและดมได้” ตั้งแต่เวลารับ-ส่งเด็กจนถึงช่วงค่ำ ซึ่งไฟส่องสว่างไม่เพียงพอและแนวกั้นพื้นที่ก่อสร้างยังสับสน

นี่คือ ความขัดแย้งเชิงนโยบาย ที่ไม่ใช่ “เอา-ไม่เอาโครงการ” หากแต่ถามว่า อะไรควรทำก่อน อะไรควรหยุดชั่วคราว และใครรับผิดชอบ” เพื่อให้ความเจริญระยะยาวไม่แลกกับสุขภาวะปัจจุบันของพลเมือง โดยเฉพาะเด็ก-คนทำงานที่ต้องผ่านจุดก่อสร้างวันละหลายครั้ง

ภาพรวมโครงการ ขอบเขต-เหตุผล-เส้นตาย

ตามเอกสาร/แถลง ทช. โครงการนี้ออกแบบเป็น อุโมงค์ลอดทางแยก 4 ช่องจราจร ความยาวประมาณ 425.50 เมตร พร้อมงาน ขยายสะพานข้ามแม่น้ำกก ให้กว้างขึ้นตลอดช่วง ~410 เมตร ปรับปรุงถนน ติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างและสาธารณูปโภค รวมระยะทางดำเนินการราว 1.635 กม. เป้าประสงค์หลักคือ แก้คอขวดหน้าสนามบิน และรองรับการเติบโตเมือง-ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยตั้งธง เสร็จปี 2570 หากคุมงานได้ตามแผนปัจจุบันที่ “เร็วกว่าแผน”

ทช.ระบุด้วยว่า ได้ “กำชับผู้รับจ้าง-ผู้ควบคุมงาน” ให้ติดตั้ง ป้ายเตือน-ป้ายลดความเร็ว-สัญญาณไฟกะพริบ-อุปกรณ์ความปลอดภัย ให้สังเกตเห็นชัดเพื่อความปลอดภัยระหว่างการเดินทางของประชาชนในพื้นที่—ข้อความที่ฟังดู “ครบ” บนกระดาษ แต่ชาวเมืองจำนวนมากบอกว่า ไม่ครบเมื่อยืนอยู่หน้างานจริง”

เสียงหน้างาน บทเรียนที่กำลังก่อตัวทุกเช้าเย็น

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ใช้ถนนหน้า อบจ./รร.เทศบาล 6 โพสต์รูป-ข้อความลักษณะคล้ายกัน—ฝุ่นลอยหนา, เศษทราย-หิน-เหล็ก, หลุม-ทางต่างระดับ, กรวยไม่พอ, ป้ายไม่ชัด, ไฟไม่พอช่วงกลางคืน บางรายอ้าง “รถตกท่อ” และ “ลื่นเพราะทรายไหลมากอง” พร้อมเรียกร้อง รถน้ำล้างถนน/รถดูดฝุ่นเป็นกิจจะลักษณะ โดยเฉพาะ “ช่วงก่อนเลิกเรียน” เพื่อลดความเสี่ยงเด็กสูดฝุ่นสะสม

“สงสารเด็กๆ รถติดไม่พอมาโดนฝุ่นอีก… ฝุ่นตลบเวลารถลงจากสะพาน… ควรมีรถน้ำล้างถนนทุกครั้งหลังทำเสร็จ เหมือนจังหวัดอื่นๆ… กรวยกั้น-ไฟส่องสว่างให้ชัด โดยเฉพาะกลางคืน” — ความเห็นจากผู้ใช้ถนนรายหนึ่ง

แม้จะเป็นการบอกเล่าจากชุมชนออนไลน์ ไม่ใช่รายงานราชการ แต่ด้วย ความถี่-ความสอดคล้องของประเด็น และ จุดเสี่ยงซ้ำ ๆ (หน้าโรงเรียน-ช่วงลงสะพาน-หน้า อบจ.) ก็เพียงพอให้เกิด “ธงเชิงปฏิบัติ” ว่าหน่วยงานรัฐ-ผู้รับจ้างควร ยกระดับมาตรการหน้างานทันที แยกจากตารางงานเทคโนโลยี/วิศวกรรม

มาตรฐานอากาศ เส้นแบ่งที่ตัวเลขอธิบายได้

ในทางสาธารณสุข “ฝุ่นจากงานก่อสร้าง” เป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของ PM10/PM2.5 ที่กระทบระบบหายใจโดยตรง ประเทศไทยปรับมาตรฐาน PM2.5 (24 ชม.) เป็น 37.5 µg/m³ มีผลปี 2566 และปรับเกณฑ์ AQI ให้เข้มขึ้น ขณะเดียวกัน WHO 2021 แนะนำค่าที่เข้มกว่ามากที่ 15 µg/m³ (24 ชม.) เพื่อปกป้องกลุ่มเสี่ยง (เด็ก-ผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยเรื้อรัง) ความต่างของมาตรฐานนี้ชี้ว่า แม้ไม่เกินเกณฑ์ไทย” ก็ยังไม่แปลว่าปลอดความเสี่ยงสุขภาพโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อรับสัมผัสซ้ำทุกวันระหว่างก่อสร้างยาวนานหลายปี

ดังนั้น มาตรการควบคุมฝุ่นหน้างาน เช่น รถน้ำล้างถนนสม่ำเสมอ, รถดูดฝุ่น, ผ้าใบคลุมกองวัสดุ, ล้างล้อรถบรรทุกก่อนออกถนนสาธารณะ, แนวกั้นกันฝุ่น, ทำความสะอาดทางเท้า-ไหล่ทาง ไม่ใช่ “ของสวยงาม” แต่เป็น เส้นแบ่งระหว่างความคืบหน้าโครงการ กับคุณภาพชีวิตที่รับได้ของพลเมือง

ใครควรทำอะไร “ทันที” โรดแมปแก้ปัญหาระยะสั้น

1.ทช./ผู้รับจ้าง (เจ้าของงาน/ผู้ดำเนินการ)

  • ความปลอดภัย 24/7 เพิ่ม/ย้ำการติดตั้ง ป้ายเตือน-ไฟกะพริบ-ไฟส่องสว่าง-กรวยกั้น-แบริเออร์สะท้อนแสง ในจุดเสี่ยง โดยเฉพาะ “โซนลงสะพาน-หน้าโรงเรียน-คอขวดหน้า อบจ.” ให้มองเห็นได้ชัดในยามค่ำคืน และปรับผิวจราจรชั่วคราวไม่ให้เกิด “ขั้นต่างระดับ/หลุม” ที่เสี่ยงรถสองล้อ
  • ฝุ่น-ความสะอาด จัด รอบรถน้ำ/รถดูดฝุ่น เฉพาะกิจ “ช่วงก่อน-หลังเลิกเรียน” และ “ช่วงจราจรหนาแน่น” พร้อม ล้างล้อรถบรรทุก และ เก็บเศษวัสดุ-ทรายไหล ที่จุดโค้ง/จุดเลี้ยว
  • เปิดเผยข้อมูล ปัก ป้ายตารางงานรายสัปดาห์ และ ช่องทางร้องเรียนตรง ของผู้ควบคุมงาน เพื่อให้ประชาชนแจ้งเหตุได้แบบเรียลไทม์ และติดตามการแก้ไขได้

2.จังหวัด-อบจ./เทศบาล (เจ้าบ้าน/ผู้ประสาน)

  • บูรณาการหน้างาน ใช้ศักยภาพ “ศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ (PDOSS)” หรือกลไกเทียบเท่า ตั้ง War-Room รายสัปดาห์ ร่วม ทช./ผู้รับจ้าง/ตร.จร./โรงเรียน/ชุมชน เพื่อจูนแผนงานกับ ตารางรับ-ส่งนักเรียน/ช่วงกิจกรรมเมือง
  • ล้างถนนเสริม หากผู้รับจ้างยังทำไม่ทั่วถึง ให้เทศบาล/อบจ. จัดรถล้างถนนเสริม เฉพาะจุดวิกฤตชั่วคราว (โดยทำบันทึกค่าใช้จ่ายเพื่อ เรียกคืนจากสัญญา/ค่าปรับ ตามความเหมาะสม)
  • สื่อสารเชิงรุก จัด เพจ/ไลน์ทางการ สรุปงานประจำสัปดาห์ จุดปิด-จุดเปิด เส้นทางเลี่ยง พร้อมแผนที่ เข้าใจง่าย

3.โรงเรียน-ชุมชน (ผู้ได้รับผลกระทบ)

  • จัดระเบียบรับ-ส่งนักเรียน (เลน Drop-off/รับขึ้นชัดเจน, อาสาจราจรผู้ปกครองร่วมกับตำรวจ)
  • บันทึกเหตุ-แจ้งเหตุ บันทึกภาพ/พิกัด “จุดเสี่ยงซ้ำ” ส่ง War-Room เพื่อให้การแก้ไข “จับต้องได้” และติดตามได้

แล้ว “อะไรควรหยุด-อะไรควรไปต่อ” การจัดลำดับในเมืองที่มีงานใหญ่หลายจุด

ความเห็นหนึ่งที่สะท้อนกังวลคือ “เดือนหน้าจะมีงานดอกไม้ริมน้ำกก ใกล้พื้นที่ก่อสร้าง ทำไมจึงจัดซ้อนช่วงรถติดหนัก” นี่ไม่ใช่การคัดค้านกิจกรรมท่องเที่ยว หากเป็นคำถามเรื่อง การจัดลำดับเวลาและทรัพยากร เมืองที่เดินหน้าหลายวาระพร้อมกัน—งานโครงสร้างพื้นฐาน, อีเวนต์ใหญ่, ดันซอฟต์พาวเวอร์—จำเป็นต้องมี “ตัวช่วยชั่งน้ำหนักผลลัพธ์-ต้นทุนสังคม” เช่น

  • หยุด/ชะลอบางกิจกรรม ชั่วคราวถ้ากระทบภาพลักษณ์-ประสบการณ์นักท่องเที่ยวหนักในจุดงานก่อสร้าง
  • เร่งเสร็จงานเฉพาะจุด (เช่น ปรับผิวชั่วคราว/สะสางฝุ่น) ให้ทันกรอบอีเวนต์
  • เสริมระบบขนส่ง (ชัตเทิล/ปิดถนนชั่วคราวบางช่วงเวลา) ลดการปะทะกันระหว่าง “พีคงาน” กับ “พีคจราจร”

ตัวชี้วัดใหม่ เร็วกว่าแผน ดีพอ หากยังไม่ “ปลอดภัยไร้ฝุ่น”

บทเรียนจากหลายเมืองชี้ว่า KPI งานก่อสร้าง ที่เน้น “%คืบหน้า” เพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพออีกต่อไป เมืองควรผูก “ความเร็ว” เข้ากับ ตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยและอากาศ เช่น

  • อุบัติเหตุ/เดือนในเขตก่อสร้างต้องเป็น ศูนย์ หรือแสดงแนวโน้มลงอย่างชัดเจน
  • ค่าฝุ่นเฉลี่ย (จุดติดตามเฉพาะกิจ) ต้องไม่เกินเกณฑ์ไทย และพยายามเข้าใกล้แนว WHO โดยเฉพาะช่วงรับ-ส่งนักเรียน
  • เวลาเดินทางเฉลี่ยช่วงพีค ต้องไม่แย่ลงจากฐานเดิม เมื่อปรับแผนปิด-เปิดช่องทาง

การประกาศ “31% เร็วกว่าแผน” จึงควรมี “ดัชนีคู่” ว่า ณ วันเดียวกันนั้น เมือง “ปลอดภัยกว่าเมื่อวาน-อากาศสะอาดกว่าเมื่อวาน” มากน้อยเพียงใด ไม่ใช่แค่ “งานก้าวหน้า” แต่ “คนอยู่ได้”

คำถามสุดท้ายที่เมืองต้องตอบ “เราได้ถามชาวเชียงรายแล้วหรือยัง?”

ผู้สื่อข่าวพบว่า แม้ประชาชนเข้าใจ “ความจำเป็นของโครงสร้างพื้นฐาน” แต่ก็เรียกร้อง สิทธิขั้นพื้นฐาน ระหว่างรอคอย ได้แก่ ถนนที่สะอาด-ปลอดภัย-มีสัญญาณเตือนที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะหน้าโรงเรียน-หน้า อบจ. ซึ่งเป็น “หน้าบ้านราชการ” เอง
ในเชิงธรรมาภิบาล เวทีสื่อสารรายสัปดาห์ ระหว่าง ทช./จังหวัด/ท้องถิ่น/โรงเรียน/ชุมชน—ที่เปิดเผยตารางงาน, จุดเสี่ยง, งานแก้ไข—จะ ลดช่องว่างความไว้ใจ และทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “เสียงของเขาแปรเป็นปฏิบัติการจริง” ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนสไลด์

ตรงกลางของ “รัฐ-ชาวเชียงราย” เริ่มต้นที่ “ความปลอดภัย-สุขภาวะ”

รัฐมีเหตุผลเรื่องความเจริญระยะยาว เมืองมีความฝันเรื่องเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว แต่ จุดตั้งต้นเดียวที่ตรงกัน คือ “ประชาชนต้องปลอดภัยและหายใจได้สะดวก” วันนี้—ไม่ใช่รอปี 2570
คำตอบเชิงปฏิบัติจึงไม่ใช่ “หยุดหรือไปต่อ” แบบศูนย์-หนึ่ง หากเป็น “ไปต่ออย่างมีวินัยหน้างาน” โดย

  • ทช./ผู้รับจ้าง ยกระดับมาตรการความปลอดภัย-ควบคุมฝุ่นทันที และ เปิดข้อมูล-ช่องร้องเรียนตรง
  • อบจ./เทศบาล ตั้ง War-Room บูรณาการ เติมรถล้างถนน-สื่อสารเส้นทางเลี่ยง
  • โรงเรียน/ชุมชน จัดการจราจรรับ-ส่ง และบันทึกเหตุซ้ำ ให้การแก้ไข “มองเห็นได้” ภายในสัปดาห์ ไม่ใช่เป็นเพียงบันทึกการประชุม

เชียงรายจะ “ผ่าทางตัน” ได้ เมื่อเรา ไม่ปล่อยให้ความเจริญวิ่งแซงคุณภาพชีวิต และกล้ากำหนด KPI ที่ยึดพลเมืองเป็นศูนย์กลาง ควบคู่ ไปกับเส้นตายวิศวกรรม

โครงการทางลอดแยกศูนย์ราชการ (ชร.1023), อ.เมือง จ.เชียงราย

  • หน่วยงานเจ้าของ: กรมทางหลวงชนบท (ทช.)
  • วงเงินก่อสร้าง: 849.800 ล้านบาท
  • โครงสร้าง: อุโมงค์ลอด 4 ช่องจราจร ยาว ~425.5 ม. + ขยายสะพานข้ามแม่น้ำกก ~410 ม. + ปรับปรุงถนน-ไฟส่องสว่าง-สาธารณูปโภค รวมช่วงดำเนินการ ~1.635 กม.
  • สถานะล่าสุด: คืบหน้า ~31% เร็วกว่าแผน (อยู่ระหว่างก่อสร้างโครงสร้างทางลอด/ผนังคสล.)
  • เป้าหมาย: แก้คอขวดหน้าสนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวง, หนุนโลจิสติกส์-ท่องเที่ยว, รองรับการเติบโตเมือง
  • กรอบเวลา: คาดเสร็จปี 2570

ไม่ปฏิเสธความจำเป็นของโครงสร้างพื้นฐาน แต่ย้ำว่าความเร็วของโครงการต้อง “ล็อกคู่” กับมาตรฐานความปลอดภัย-อากาศสะอาดที่ตรวจสอบได้ หากทำได้ เชียงรายจะไม่ต้องเลือกระหว่าง “ความหวังระยะยาว” กับ “ความเดือดร้อนวันนี้”—เพราะเมืองสามารถทำทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน ด้วยวินัยและความโปร่งใส

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News