Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

วิกฤตไฟป่าเชียงรายพุ่งสูงตามสถิติอาเซียน รองผู้ว่าฯ สั่งยกระดับลาดตระเวนเข้มข้นและคัดกรองบุคคลเข้าพื้นที่เสี่ยง

Summary
  • เชียงรายยกระดับมาตรการสู้ไฟป่าสู่ขั้นสูงสุด เน้นการปิดป่าและควบคุมหมู่บ้านเป้าหมาย

  • ค่าฝุ่น PM2.5 ในเชียงรายพุ่งระดับสีแดง (121.2-188.7 ไมโครกรัม) มีผลกระทบต่อสุขภาพรุนแรง

  • GISTDA เผยไทยจุดความร้อนสูงสุดในอาเซียน 5,384 จุด ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

  • สั่งจัดชุดลาดตระเวนคัดกรองบุคคลเข้าออกป่า พร้อมบังคับใช้ พรบ.อุทยานฯ อย่างเคร่งครัด

  • มาตรการเชียงรายล้อตามเชียงใหม่ที่สั่งตัดสิทธิ์เกษตรกรเผาป่า ย้ำต้องทำจริงเพื่อลดวิกฤตอากาศ

เชียงรายขยับสู่มาตรการสูงสุด หลังไฟป่าและฝุ่นควันดันจังหวัดขึ้นแนวหน้าของวิกฤตภาคเหนือ

เชียงราย,16 เมษายน 2569 – ในวันที่เสียงดนตรีและสายน้ำของสงกรานต์ยังไม่จางหายไปจากหลายพื้นที่ของเมืองเหนือ ห้องประชุมสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงรายกลับกลายเป็นอีกสมรภูมิหนึ่งที่ไม่มีเวลาสำหรับความผ่อนคลาย เพราะสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันที่ถาโถมต่อเนื่องหลายวัน ได้ผลักให้จังหวัดต้องตัดสินใจเร็วและแรงขึ้นกว่าที่ผ่านมา ช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน จังหวัดเชียงราย ปี 2568-2569 ครั้งที่ 7/2569 โดยมีหน่วยงานด้านป่าไม้ อุทยาน ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อประเมินสถานการณ์และทบทวนมาตรการรับมือในระดับที่เข้มข้นกว่าเดิม

สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้อยู่ที่คำว่า “ยกระดับ” เพราะจังหวัดไม่ได้มองว่าปัญหาฝุ่นเป็นเรื่องของธรรมชาติอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังมองเป็นปัญหาการจัดการพื้นที่ การควบคุมพฤติกรรมเสี่ยง และการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ป่าอย่างจริงจัง ข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมระบุว่า ในที่ประชุม สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงรายได้สรุปสถานการณ์ไฟป่าและจุดความร้อนสะสมซึ่งยังเกิดต่อเนื่องในหลายพื้นที่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดจึงสั่งให้หน่วยงานหลัก ทั้งสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เชียงราย สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 เชียงราย และฝ่ายปกครอง ยกระดับความเข้มข้นในการทำงาน โดยหยิบเรื่องการปิดป่าในพื้นที่เสี่ยงและการควบคุมการเข้าออกหมู่บ้านเป้าหมายที่มีสถิติการเกิดไฟป่าสูงขึ้นมาหารืออย่างจริงจัง พร้อมเสนอให้มีจุดคัดกรองและชุดลาดตระเวนเฝ้าระวังใกล้ชิดมากขึ้นกว่าเดิม

ค่าฝุ่นสีแดงทั้งเมือง แม่สาย และเชียงของ ทำให้วิกฤตนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

เหตุผลที่จังหวัดต้องขยับสู่มาตรการขั้นสูงสุด เห็นได้ชัดจากข้อมูลคุณภาพอากาศในวันเดียวกัน สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานเมื่อ 16 เมษายน เวลา 07.00 น. ว่า พื้นที่รับผิดชอบเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ระหว่าง 51.2 ถึง 188.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยสถานีในจังหวัดเชียงรายทั้ง 3 จุดสำคัญอยู่ในระดับ “มีผลกระทบต่อสุขภาพ” ทั้งหมด ได้แก่ ตำบลเวียง อำเภอเมือง 121.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย 166.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และตำบลเวียง อำเภอเชียงของ 188.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอย่างมาก

ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายมากกว่าค่าที่แสดงอยู่บนหน้าจอ เพราะมันแปลว่าทุกช่วงเวลาที่ประชาชนออกจากบ้าน เด็กต้องไปวิ่งเล่น ผู้สูงอายุต้องเดินทางไปพบแพทย์ หรือแรงงานต้องทำงานกลางแจ้ง พวกเขากำลังอยู่ในสภาพอากาศที่มีความเสี่ยงจริง สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 จึงแนะนำให้งดกิจกรรมกลางแจ้ง จำเป็นต้องออกนอกอาคารควรใช้อุปกรณ์ป้องกันทุกครั้ง ส่วนกลุ่มเสี่ยงควรอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยจากมลพิษอากาศและปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด เมื่อค่าฝุ่นไปไกลถึงระดับนี้ การเผาป่าจึงไม่ใช่แค่ความผิดในพื้นที่ป่า แต่เป็นการส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของคนทั้งจังหวัด และนี่คือเหตุผลที่ทำให้คำว่า “ปิดป่า” กับ “คุมหมู่บ้านเสี่ยง” กลายเป็นภาษาทางนโยบายที่ถูกพูดถึงจริงในระดับจังหวัด

ไทยขึ้นอันดับหนึ่งอาเซียนด้านจุดความร้อน กดดันเชียงรายให้ต้องตอบเร็วกว่าเดิม

แรงกดดันต่อเชียงรายในวันนั้นไม่ได้มาจากพื้นที่ของตัวเองเท่านั้น แต่ยังมาจากภาพรวมทั้งประเทศและภูมิภาค GISTDA รายงานข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี ระบบ VIIRS ว่า จุดความร้อนของไทยเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 พุ่งขึ้นเป็น 5,384 จุด สูงสุดในอาเซียน แซงลาวที่ 4,208 จุด และเมียนมาที่ 3,317 จุด โดยในประเทศไทย จุดความร้อนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 3,218 จุด และป่าสงวนแห่งชาติ 1,386 จุด ขณะที่พื้นที่เกษตรมี 299 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่น ๆ 286 จุด และเขต ส.ป.ก. 183 จุด

ข้อมูลนี้สำคัญมาก เพราะมันบอกว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่การเผาเล็ก ๆ กระจัดกระจายในชุมชน แต่แกนหลักยังอยู่ในผืนป่าขนาดใหญ่ และเมื่อประเทศไทยทั้งประเทศขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดของภูมิภาค จังหวัดที่อยู่แนวหน้าของภาคเหนืออย่างเชียงรายย่อมหลีกเลี่ยงแรงกดดันไม่ได้ ภาพที่ผู้ใช้แนบยังสะท้อนอีกมุมหนึ่งว่า เชียงรายอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่มีค่าเฉลี่ย PM2.5 สูงมากในวันเดียวกัน โดยขึ้นอยู่ลำดับต้นของประเทศจากข้อมูลที่แนบมา ซึ่งสอดคล้องกับค่าตรวจวัดทางการในพื้นที่ที่อยู่ระดับสีแดงทั้ง 3 สถานีสำคัญ ข้อมูลสองชุดนี้ประกบกันพอดีจนชี้ว่า ปัญหาฝุ่นของเชียงรายในวันนั้นไม่ใช่การรับผลจากลมพัดผ่านอย่างเดียว แต่มีน้ำหนักจากสถานการณ์ไฟในระดับจังหวัดและระดับภูมิภาคร่วมกันอย่างชัดเจน

ปิดป่าอย่างเดียวอาจไม่พอ จังหวัดจึงเริ่มพูดถึงการคัดกรองคนในหมู่บ้านเป้าหมาย

หนึ่งในสาระที่น่าจับตามองที่สุดของการประชุมครั้งนี้ คือการขยับจากแนวคิด “ปิดพื้นที่ป่า” ไปสู่การพิจารณา “ควบคุมการเข้าออกหมู่บ้านกลุ่มเป้าหมาย” ด้วย เพราะจังหวัดมองว่าการแก้ไฟป่าในช่วงวิกฤตคงทำได้ยาก ยังปล่อยให้มีการเคลื่อนตัวของคนเข้าออกพื้นที่เสี่ยงโดยปราศจากการติดตาม ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมระบุชัดว่า ที่ประชุมหารือเรื่องจุดคัดกรองและชุดลาดตระเวน เพื่อเฝ้าระวังหมู่บ้านที่มีสถิติการเกิดไฟป่าสูง พร้อมเน้นการสื่อสารเชิงรุกกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น เกษตรกร ผู้เลี้ยงสัตว์ในป่า และบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยง โดยย้ำข้อบังคับและบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ เพื่อป้องปรามการกระทำผิดตั้งแต่ต้นทาง

มาตรการลักษณะนี้สะท้อนว่าจังหวัดเชียงรายกำลังมองไฟป่าในฐานะ “ปัญหาพื้นที่” มากกว่าปัญหาทางเทคนิคอย่างเดียว เพราะเมื่อไฟเกิดซ้ำในพื้นที่เดิมบ่อยครั้ง การดับไฟอย่างเดียวอาจไม่ทันกับจังหวะการเกิดเหตุใหม่ การต้องรู้ว่าใครเข้าออกหมู่บ้านเสี่ยง ใครมีเหตุจำเป็นต้องเข้าป่า และใครมีพฤติกรรมที่ควรติดตาม จึงกลายเป็นเงื่อนไขของการจัดการเชิงรุกที่เข้มขึ้น นี่เป็นก้าวที่สำคัญมากในเชิงการบริหาร เพราะหมายความว่ารัฐเริ่มมองว่าการป้องกันไฟป่าต้องใช้ทั้งข้อมูลพื้นที่ ข้อมูลชุมชน และกลไกฝ่ายปกครองในระดับหมู่บ้านควบคู่กัน ไม่เช่นนั้นทุกปีจะยังคงวนกลับมาที่การไล่ดับไฟในพื้นที่เดิมซ้ำ ๆ โดยไม่มีวันตัดวงจรได้จริง

เชียงใหม่ออกมาตรการเข้มตัดสิทธิ์เกษตรกร ยิ่งทำให้เชียงรายต้องตัดสินใจเร็วขึ้น

ในวันเดียวกัน จังหวัดเชียงใหม่ก็ขยับมาตรการแรงขึ้นเช่นกัน โดยออกประกาศห้ามเผาเด็ดขาดในพื้นที่การเกษตรที่อยู่ในเขตป่า ตั้งแต่ 16 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม 2569 ตรวจพบการเผา หรือปล่อยให้เกิดไฟลุกลามเข้าสู่พื้นที่เกษตร จะถูกรวบรวมรายชื่อส่งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาตัดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการสนับสนุนของรัฐเป็นเวลา 2 ปี พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกัน ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ของเชียงใหม่ยังรายงานว่า เช้าวันเดียวกันพบจุดความร้อน 244 จุด สูงสุดที่อำเภอพร้าวและเชียงดาว และผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับทุกหน่วยให้ลาดตระเวนเข้ม พบผู้ฝ่าฝืนเข้าป่าในช่วงปิดพื้นที่ให้จับกุมทันทีโดยไม่มีการตักเตือน

การที่เชียงใหม่ขยับไปถึงขั้นตัดสิทธิ์โครงการรัฐ ทำให้การประชุมของเชียงรายในวันเดียวกันมีความหมายมากขึ้น เพราะมันสะท้อนแนวโน้มร่วมของจังหวัดภาคเหนือว่า ปัญหาไฟป่าและฝุ่นได้เลยจุดของการขอความร่วมมือเชิงนุ่มนวลไปแล้ว จังหวัดต่าง ๆ กำลังหันมาใช้เครื่องมือทางกฎหมาย ทางปกครอง และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจผสมกันมากขึ้น เพื่อทำให้ต้นทุนของการเผาสูงพอที่จะป้องปรามได้จริง สำหรับเชียงราย การหารือเรื่องปิดป่า คุมหมู่บ้านเป้าหมาย และจัดจุดคัดกรอง จึงไม่ใช่เรื่องโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคที่เริ่มมองว่าฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่ปัญหาฤดูกาล เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้มาตรการเชิงรุกและเชิงลงโทษมากขึ้นกว่าที่เคย

การบังคับใช้กฎหมายต้องเดินคู่กับความเข้าใจพื้นที่ ไม่เช่นนั้นความเข้มจะหยุดอยู่แค่บนกระดาษ

อย่างไรก็ตาม ความเข้มของมาตรการไม่อาจสำเร็จได้ด้วยคำสั่งเพียงอย่างเดียว จุดที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเน้นในที่ประชุมคือการประชาสัมพันธ์เชิงรุก และการสร้างความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะพื้นที่เสี่ยงไฟป่าหลายแห่งของเชียงรายเกี่ยวพันกับวิถีเกษตร วิถีหาของป่า การเลี้ยงสัตว์ และการใช้ภูมิประเทศร่วมกันระหว่างชุมชนกับพื้นที่ป่า รัฐสื่อสารแต่เรื่องโทษอย่างเดียวโดยไม่สื่อสารเหตุผล ผลกระทบต่อสุขภาพ และทางเลือกในการปรับตัว มาตรการเข้มก็อาจกลายเป็นความตึงเครียดระหว่างรัฐกับชุมชนมากกว่าการคลี่คลายปัญหาในระยะยาว

ในทางกลับกัน การคัดกรองหมู่บ้านเสี่ยง การจัดชุดลาดตระเวน และการบังคับใช้กฎหมาย ถูกทำควบคู่กับการสื่อสารที่ตรงกลุ่มและต่อเนื่อง โอกาสที่มาตรการจะสัมฤทธิ์ผลจริงย่อมสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะในภาวะที่ค่าฝุ่นแดงต่อเนื่องและประชาชนเริ่มรับรู้ผลกระทบทางสุขภาพกับตัวเองชัดขึ้น สังคมก็มีแนวโน้มเปิดรับมาตรการเข้มมากขึ้นด้วย จังหวัดเชียงรายจึงอยู่ในจุดที่ต้องทำสองเรื่องพร้อมกันอย่างแม่นยำ คือทำให้คนที่ตั้งใจฝ่าฝืนรู้ว่ารัฐเอาจริง และทำให้คนส่วนใหญ่ในพื้นที่รู้ว่าการเข้มงวดครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อสร้างภาระ แต่เพื่อไม่ให้ทั้งจังหวัดต้องอยู่กับอากาศที่อันตรายต่อปอดของทุกคนไปอีกนานเกินควร

โจทย์ใหญ่หลังประชุม ไม่ใช่แค่ออกมาตรการ แต่ต้องทำให้สถานการณ์ลดลงจริง

ท้ายที่สุด การประชุมวันที่ 16 เมษายนจะมีความหมายมากเพียงใด คงไม่ได้วัดจากความเข้มของถ้อยคำในห้องประชุมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากผลที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นว่า จุดความร้อนจะลดลงหรือไม่ ค่าฝุ่นจะค่อย ๆ คลี่คลายลงแค่ไหน และหมู่บ้านเสี่ยงจะถูกบริหารจัดการได้จริงหรือไม่ เพราะในภาวะเช่นนี้ จังหวัดไม่ได้มีพื้นที่ให้ความล้มเหลวมากนัก ค่าฝุ่นที่เมืองเชียงราย 121.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม่สาย 166.4 และเชียงของ 188.7 ไม่ใช่ตัวเลขที่สังคมจะรับไว้เฉย ๆ ได้อีกต่อไป

สิ่งที่เชียงรายกำลังทำในวันนี้จึงเป็นมากกว่าการแก้ไฟป่ารายวัน แต่มันคือความพยายามวางแบบแผนใหม่ให้การจัดการฝุ่นเดินพ้นจากวงจรเดิมที่มีแต่การรายงานค่าอากาศแย่และการระดมดับไฟแบบวันต่อวัน จังหวัดสามารถแปลงการประชุมครั้งนี้เป็นการปฏิบัติจริงในพื้นที่ได้ ทั้งการปิดป่า การคัดกรองหมู่บ้าน การลาดตระเวน และการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเป็นรูปธรรม เชียงรายอาจไม่เพียงกำลังรับมือวิกฤตตรงหน้า แต่กำลังวางรากฐานให้การจัดการไฟป่าและ PM2.5 ในปีต่อไปมีประสิทธิภาพกว่าที่ผ่านมาอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.)
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • GISTDA
  • กรมควบคุมมลพิษ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ผู้ว่าฯ เชียงรายสั่งเข้มคดีลักลอบเผาป่าแม่กรณ์ เน้นรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีอาญาและแพ่งให้ถึงที่สุด

Summary
  • ผู้ว่าฯ เชียงรายเปิดวอร์รูมด่วน หลังพบจุดความร้อนพุ่งสูงและเกิดเหตุลักลอบเผาป่าแม่กรณ์

  • ใช้หลักฐานภาพถ่ายและวิดีโอจากโดรนมูลนิธิกระจกเงา แกะรอยผู้ต้องสงสัย 2 ราย

  • ยกระดับจากการดับไฟสู่การดำเนินคดีอาญา แพ่ง และเรียกค่าเสียหายทางทรัพยากร

  • สั่งมาตรการ “ปิดหมู่บ้าน” และทำบัญชีบุคคลเข้าออกพื้นที่ป่าเสี่ยงแบบรายวัน

  • ย้ำบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาดแต่ต้องเป็นธรรม ไม่เหมารวม และเคารพสิทธิมนุษยชน

เชียงรายเปิดวอร์รูมด่วน หลังไฟป่าแม่กรณ์ลามจากแนววิกฤตสู่คดีที่ต้องหาตัวผู้ก่อเหตุ

เชียงราย,16 เมษายน 2569 – ในห้วงเวลาที่ภาคเหนือยังไม่อาจถอนหายใจได้เต็มปอด จังหวัดเชียงรายเลือกตอบโต้สถานการณ์ไฟป่ารอบล่าสุดด้วยท่าทีที่ต่างออกไปจากหลายเหตุการณ์ก่อนหน้า เพราะครั้งนี้โจทย์ไม่ได้จบอยู่ที่การเร่งควบคุมไฟในป่า ขยับไปสู่การรวบรวมหลักฐานเพื่อตามหาตัวผู้ต้องสงสัยมาดำเนินคดีอย่างจริงจังด้วย วันที่ 16 เมษายน นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เรียกประชุมศูนย์วอร์รูมไฟป่าที่ห้องประชุมสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามวิกฤต PM2.5 และสถานการณ์ไฟป่าที่กำลังกดทับชีวิตประจำวันของประชาชนในหลายอำเภอ โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่การย้ำให้ทุกหน่วยเร่งรัดการรวบรวมพยานหลักฐาน ติดตามผู้ลักลอบเผาป่าในพื้นที่แม่กรณ์ให้พบ และใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เกิดการเอาเป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

ความเข้มของการประชุมครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เกิดหลังเหตุไฟป่าเมื่อวันที่ 15 เมษายนในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ลาวฝั่งซ้ายและป่าแม่กกฝั่งขวา บริเวณบ้านหนองเขียว หมู่ 12 ตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษเข้าตรวจสอบร่วมกับข้อมูลจากภาคประชาสังคม และพบว่ามีหลักฐานจากโดรนของมูลนิธิกระจกเงาที่บันทึกภาพผู้ต้องสงสัย 2 รายใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ก่อนจะพบรถจักรยานยนต์ถูกจอดทิ้งไว้ใกล้บ้านผู้ใหญ่บ้าน แต่ยังไม่พบตัวบุคคลในขณะนั้น จังหวัดจึงเปลี่ยนภารกิจจากการควบคุมเพลิงอย่างเดียว ไปสู่การทำคดีอย่างเป็นระบบทันที โดยให้ความสำคัญกับทั้งพยานวัตถุ ภาพถ่ายทางอากาศ และข้อเท็จจริงแวดล้อมในจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด

หลักฐานจากโดรน เปลี่ยนเกมของการปราบมือเผาป่า

จุดที่ทำให้เหตุการณ์นี้แตกต่างจากไฟป่าหลายครั้งก่อน คือการมีภาพจากอากาศยานไร้คนขับเข้ามาเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ จังหวัดเชียงรายระบุอย่างเป็นทางการว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลจากการบูรณาการข้อมูลกับภาคประชาสังคม โดยเฉพาะมูลนิธิกระจกเงาที่ใช้โดรนบินตรวจตราจนได้ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอความละเอียดสูง ซึ่งแสดงพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัย 2 รายขณะอยู่ในพื้นที่ที่ต่อมามีไฟลุกไหม้ ความหมายของหลักฐานแบบนี้มีน้ำหนักมาก เพราะในคดีไฟป่าจำนวนไม่น้อยที่ผ่านมา ภาครัฐมักเผชิญปัญหาหลักฐานไม่พอจะโยงตัวบุคคลสู่การกระทำผิดโดยตรง ทำให้คดีจำนวนหนึ่งจบลงที่การสันนิษฐาน หรือไปไม่ถึงขั้นลงโทษจริงอย่างที่สังคมคาดหวัง

เมื่อภาพจากโดรนเข้ามาเติมช่องว่างดังกล่าว การทำงานของจังหวัดจึงขยับไปอีกระดับหนึ่งทันที ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำว่าเจ้าหน้าที่กำลังเร่งแกะรอยติดตามผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 ราย โดยจะใช้ทั้งมาตรการทางอาญา ทางแพ่ง และการเรียกค่าเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติที่สูญเสียไป พิสูจน์ได้ว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบวางเพลิงจริง ท่าทีนี้สะท้อนว่าจังหวัดไม่ได้มองการเผาป่าเป็นความผิดเล็กน้อยหรือเป็นเรื่องฤดูกาลอีกต่อไป แต่กำลังยกระดับให้เป็นการทำลายผลประโยชน์สาธารณะในมิติสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจของจังหวัดโดยตรง ซึ่งต้องตอบโต้ด้วยต้นทุนทางกฎหมายที่สูงพอจะทำให้คนลังเลก่อนลงมือซ้ำ

ผู้ว่าฯ ขีดเส้นชัด จับจริง แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิของใคร

แม้ท่าทีของจังหวัดจะเข้มข้นและแข็งกร้าว แต่สารสำคัญอีกด้านที่ถูกย้ำในข่าวทางการก็คือ การดำเนินคดีครั้งนี้ต้องไม่กลายเป็นการเหมารวมหรือเพ่งเล็งชาวบ้านกลุ่มใดโดยเฉพาะ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวชัดว่า การทำงานของเจ้าหน้าที่ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด มุ่งเน้นการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อระบุตัวผู้กระทำความผิดตามข้อเท็จจริง และผู้ที่ถูกสงสัยทุกคนยังต้องได้รับการปฏิบัติภายใต้กระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส มีสิทธิชี้แจงและพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม ข้อความนี้มีความสำคัญมากในบริบทเชียงราย เพราะพื้นที่ป่าและพื้นที่ชุมชนจำนวนไม่น้อยอยู่ติดกัน และความขัดแย้งเรื่องไฟป่ามักพาไปสู่ความเข้าใจผิดระหว่างรัฐกับชุมชนได้ง่าย การสื่อสารถูกทำแบบเหมารวมเกินไป

จุดนี้ทำให้ภาพของจังหวัดเชียงรายในคดีแม่กรณ์มีลักษณะสองด้านที่ต้องเดินคู่กัน ด้านแรกคือความเด็ดขาดต่อผู้ลักลอบเผาป่า ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศชัดด้วยประโยคที่หนักแน่นว่า “ใครเผาต้องได้รับโทษตามกฎหมายอย่างไม่มีข้อยกเว้น” อีกด้านคือความระวังไม่ให้การเอาผิดล้ำเส้นไปสู่การตัดสินบุคคลก่อนศาลหรือก่อนหลักฐานครบถ้วน นี่ไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อย แต่เป็นเส้นแบ่งที่สำคัญมากสำหรับการทำงานของรัฐในวิกฤตสิ่งแวดล้อม เพราะยิ่งสถานการณ์กดดันมากเพียงใด ความเสี่ยงที่จะใช้ความเข้มข้นแทนความรอบคอบก็ยิ่งสูงขึ้น และจังหวัดเองดูจะพยายามส่งสัญญาณชัดว่าการบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ต้องทั้งจริงจังและเป็นธรรมในเวลาเดียวกัน

ถอดเสียงวอร์รูมสะท้อนเชียงรายกำลังเผชิญช่วงหนักที่สุดของปี

ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบเพิ่มเติมในรูปแบบถอดเสียงการประชุม ทำให้เห็นมิติที่ลึกกว่าข่าวประชาสัมพันธ์ทางการ เพราะในห้องประชุมมีการประเมินสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า แม้ช่วงมกราคมถึงมีนาคม จังหวัดเชียงรายจะควบคุมจุดความร้อนได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับ 3 ปีย้อนหลัง แต่สถานการณ์กลับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วในช่วงสงกรานต์ โดยมีการรายงานว่าระหว่างวันที่ 12 ถึง 16 เมษายน จุดความร้อนพุ่งสูงมากจนเชียงรายขึ้นเป็นอันดับต้นของภาคเหนือหลายวัน และวันที่ 15 เมษายนมีจุดความร้อนสูงถึง 408 จุด ขณะที่เช้าวันที่ 16 เมษายนยังพบ 292 จุด โดยอำเภอแม่สรวยสูงสุด 72 จุด รองลงมาคืออำเภอเมืองเชียงราย 69 จุด และมีการกระจายเพิ่มไปยังพาน พญาเม็งราย รวมถึงเชียงของด้วย

แม้ข้อมูลส่วนนี้เป็นถ้อยคำรายงานในที่ประชุมซึ่งยังต้องตีความร่วมกับข้อมูลหน่วยงานภาคสนาม แต่ก็ช่วยอธิบายได้ดีว่าเหตุใดผู้ว่าราชการจังหวัดจึงต้องเรียกวอร์รูมด่วนในจังหวะนี้ เพราะสำหรับจังหวัด การเผชิญจุดความร้อนระดับ 300 ถึง 400 จุดต่อวันในช่วงเทศกาล เป็นสัญญาณว่ากลไกปกติอาจไม่พออีกต่อไป และจำเป็นต้องเข้าสู่โหมดเผชิญเหตุเต็มรูปแบบ ถอดเสียงยังสะท้อนด้วยว่าผู้ว่าราชการจังหวัดคาดว่าเชียงรายอาจกลายเป็นจังหวัดสำคัญที่ต้องตอบคำถามโดยตรงต่อรัฐบาลกลางในสัปดาห์ถัดไป สถานการณ์ยังไม่ลดระดับลงอย่างมีนัยสำคัญ

แม่สรวย เมืองเชียงราย และแนวป่าเชื่อมต่อ กลายเป็นโซนกดดันหลัก

จากถอดเสียงและการรายงานในที่ประชุม แนวไฟป่าของเชียงรายช่วงนี้ไม่ได้กระจายแบบไร้ทิศทาง มีลักษณะเป็นแนวป่าผืนใหญ่ที่เชื่อมจากเวียงป่าเป้าเข้าสู่แม่สรวย ก่อนลามแรงขึ้นมาทางอำเภอเมืองเชียงราย โดยเฉพาะพื้นที่แม่กรณ์ ห้วยชมภู ดอยฮาง แม่ยาว และแนวคาบเกี่ยวระหว่างหลายอำเภอ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านภูมิประเทศสูงมาก บางจุดต้องใช้เวลาเดินเท้า 2 ถึง 3 ชั่วโมงจึงเข้าถึง บางจุดลุกไหม้ต่อเนื่อง 5 ถึง 6 วันกว่าจะควบคุมได้ ข้อมูลเช่นนี้ทำให้เห็นว่าปัญหาของเชียงรายไม่ใช่เพียงมีไฟเกิดถี่ แต่เกิดในพื้นที่ที่ต้นทุนการเข้าถึงสูง ทำให้การดับไฟหนึ่งจุดใช้ทั้งเวลา กำลังคน และงบประมาณมากกว่าที่คนนอกพื้นที่มองเห็นจากตัวเลขรายวันเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่น่าคิดกว่านั้นคือ หน่วยงานในที่ประชุมบางส่วนประเมินว่า ความหนักของสถานการณ์ปีนี้อาจเกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงสะสมในพื้นที่ป่าที่หนาแน่นขึ้น เพราะก่อนหน้านี้เชียงรายควบคุมจุดความร้อนได้ดีต่อเนื่อง ทำให้เมื่อไฟกลับมาในปีนี้ ไฟจึงลุกลามยากต่อการควบคุมมากขึ้น ข้อสังเกตนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปทางวิชาการสมบูรณ์ แต่เป็นมุมมองเชิงภาคสนามที่มีนัยสำคัญ เพราะมันเตือนว่าความสำเร็จในการกดจุดความร้อนในช่วงก่อนหน้า อาจไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงในผืนป่าถูกตัดทิ้ง เพียงถูกสะสมพลังรอวันปะทุในเงื่อนไขอากาศที่เหมาะสมเท่านั้น

จากปิดป่า สู่ปิดหมู่บ้าน จังหวัดกำลังทดลองมาตรการเข้มที่สุด

หนึ่งในข้อสั่งการที่โดดเด่นจากถอดเสียงการประชุม คือการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำให้นายอำเภอทุกแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง ใช้มาตรการ “ปิดหมู่บ้าน” ควบคู่กับมาตรการปิดป่า เพื่อให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และฝ่ายปกครองรู้ให้ชัดว่าใครเข้าออกพื้นที่ป่าในช่วงนี้ ต้องมีการทำบัญชีบุคคลเป้าหมายและรายงานข้อมูลขึ้นจังหวัดทุกวัน มาตรการลักษณะนี้สะท้อนว่าจังหวัดกำลังมองไฟป่าไม่ใช่แค่ปัญหาการดับไฟ แต่เป็นปัญหาการควบคุมคนและข้อมูลในพื้นที่เสี่ยงด้วย เพราะไม่รู้ว่าใครเข้าไปในป่า การจะตามตัวผู้ก่อเหตุหลังไฟไหม้ก็มักสายเกินไปเสมอ

ในอีกด้านหนึ่ง มาตรการนี้ก็มีความละเอียดอ่อนสูงเช่นกัน เพราะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชุมชนรอบป่าโดยตรง ผู้ว่าราชการจังหวัดเองจึงกล่าวในที่ประชุมว่ารัฐต้องเข้าใจวิถีของประชาชน แต่เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดนี้ ผู้ใดยังลักลอบเผาก็ต้องถูกจับและดำเนินคดีให้ได้ ข้อความนี้สะท้อนแนวคิดของรัฐที่กำลังพยายามสร้างสมดุลระหว่าง “ความเข้าใจชุมชน” กับ “ความเด็ดขาดทางกฎหมาย” ซึ่งเป็นสมดุลที่ยากที่สุดในการจัดการไฟป่าของภาคเหนือมาโดยตลอด และกรณีแม่กรณ์กำลังเป็นบททดสอบสำคัญว่าเชียงรายจะรักษาเส้นสมดุลดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด

ค่าฝุ่นสีแดงทำให้การเผาป่าไม่ใช่เพียงความผิดในป่า แต่คือความเสียหายต่อทั้งเมือง

น้ำหนักของคดีแม่กรณ์ยิ่งมากขึ้น เมื่อวางทับบนข้อมูลคุณภาพอากาศของเชียงรายในวันเดียวกัน สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานเมื่อ 16 เมษายน เวลา 07.00 น. ว่า ค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่เชียงรายยังอยู่ในระดับ “มีผลกระทบต่อสุขภาพ” ทั้ง 3 สถานีสำคัญ คือ ตำบลเวียง อำเภอเมือง 121.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย 166.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และตำบลเวียง อำเภอเชียงของ 188.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรหลายเท่า และหน่วยงานยังขอให้ประชาชนงดกิจกรรมกลางแจ้ง สวมหน้ากาก และให้กลุ่มเสี่ยงอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศให้มากที่สุด

เมื่อฝุ่นอยู่ในระดับนี้ การลักลอบเผาป่าจึงไม่อาจถูกมองเป็นเพียงการฝ่าฝืนกฎหมายป่าไม้เท่านั้น แต่เชื่อมตรงสู่สุขภาพของเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ และคนทำงานกลางแจ้งในจังหวัดทั้งหมด คำกล่าวของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ย้ำว่าไม่ยอมให้คนเพียงไม่กี่คนทำลายอากาศสะอาดของคนเชียงราย จึงมีความหมายทางสาธารณะมากกว่าการขู่ปราม เพราะมันชี้ว่าไฟแต่ละจุดในป่าไม่ได้จบอยู่ที่ขอบแนวกันไฟ แต่เดินทางต่อมายังบ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล และชีวิตประจำวันของทั้งเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คดีนี้จึงเป็นมากกว่าการล่าคนผิด แต่เป็นบททดสอบศักยภาพของจังหวัดทั้งระบบ

คดีลักลอบเผาป่าแม่กรณ์เป็นบททดสอบพร้อมกันอย่างน้อย 3 เรื่อง เรื่องแรกคือศักยภาพของจังหวัดในการใช้เทคโนโลยีร่วมกับภาคประชาสังคมให้เกิดผลจริง ไม่ใช่เพียงใช้โดรนเพื่อดูภาพ แต่ต้องเปลี่ยนภาพนั้นให้เป็นคดีที่ไปถึงตัวผู้กระทำผิดได้ เรื่องที่สองคือความสามารถของฝ่ายปกครอง ตำรวจ และหน่วยป่าไม้ในการประสานข้อมูลข้ามหน่วยอย่างรวดเร็วพอที่จะไม่ปล่อยให้ผู้ต้องสงสัยหายไปในช่องว่างของระบบ และเรื่องที่สามคือการสื่อสารต่อสาธารณะอย่างระมัดระวัง ว่ารัฐเอาจริงกับการเผาป่า แต่จะไม่ใช้ความโกรธของสังคมไปแทนหลักนิติธรรม

เชียงรายจึงกำลังยืนอยู่ในจุดที่สำคัญมากของฤดูฝุ่นปีนี้ คดีแม่กรณ์สามารถรวบรวมหลักฐานจนขยายผลไปสู่การดำเนินคดีอย่างชัดเจนได้ จะเป็นสัญญาณสำคัญว่าจังหวัดสามารถเปลี่ยนวิกฤตฝุ่นจากวงจรเดิมที่มีแต่การดับไฟซ้ำ ไปสู่การสร้างต้นทุนทางกฎหมายให้คนคิดจะเผาป่าต้องลังเลมากขึ้น แต่คดีนี้จบลงโดยไม่มีผู้รับผิด แม้มีทั้งภาพจากโดรน ทั้งรถจักรยานยนต์ และทั้งการประชุมวอร์รูมระดับจังหวัด ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบังคับใช้กฎหมายก็อาจถูกตั้งคำถามหนักขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการประชุมด่วนของผู้ว่าราชการจังหวัดในวันที่ 16 เมษายน จึงไม่ใช่เพียงการติดตามสถานการณ์รายวัน แต่เป็นการประกาศว่าเชียงรายกำลังพยายามเปลี่ยนวิธีสู้กับไฟป่าในระดับรากของปัญหาแล้วจริง ๆ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • มูลนิธิกระจกเงา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ป้องกันดีกว่าแก้! มท.3 สั่งตรวจรอยเลื่อน 16 แนวและโครงสร้างพื้นฐานด่วน หลังแรงสั่นสะเทือนถี่ในเชียงราย

มท.3 สั่งเกาะติดแผ่นดินไหวไทย เร่งยกระดับเฝ้าระวังรอยเลื่อนมีพลังและเขื่อน สร้างความมั่นใจประชาชน

เชียงราย, 7 มีนาคม 2569 แรงสั่นสะเทือนขนาดเล็กที่เกิดขึ้นถี่ขึ้นในช่วงต้นปี แม้ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงพอทำลายโครงสร้างหลักของอาคาร แต่กลับ “เขย่า” ความรู้สึกของผู้คนได้ชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งมีแนวรอยเลื่อนมีพลังพาดผ่านหลายแนว รวมถึงจังหวัดเชียงรายที่เคยเผชิญบทเรียนแผ่นดินไหวครั้งสำคัญในรอบทศวรรษ

ท่ามกลางความกังวลของประชาชน รัฐบาลจึงขยับจากการรับรู้แบบรายเหตุการณ์ ไปสู่การยกระดับการติดตามเชิงระบบ โดยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่ห้องกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวและกำชับมาตรการเฝ้าระวังในจังหวัดเสี่ยง รวมถึงการตรวจสอบเขื่อนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทั่วประเทศ

สัญญาณจากต้นปี 2569 เมื่อแรงสั่นสะเทือน “ถี่” กว่าที่เคยชิน

ข้อมูลจากหน่วยงานด้านภัยพิบัติที่นำเสนอในที่ประชุมสะท้อนภาพรวมสำคัญว่า แผ่นดินไหวในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก โดยมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์มีขนาดต่ำกว่า 3.0 อย่างไรก็ดี ความถี่และลักษณะ “ตื้น” ของบางเหตุการณ์ ทำให้ประชาชนในพื้นที่รับรู้แรงสั่นสะเทือนได้จริง จนเกิดความตื่นตระหนกในบางช่วงเวลา

ในพื้นที่เชียงราย มีรายงานแผ่นดินไหวขนาดเล็กที่ประชาชนรับรู้ได้ เช่น เหตุการณ์ขนาด 3.3 ในอำเภอแม่สายช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และเหตุการณ์ขนาด 3.1 ในอำเภอพานช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสื่อกระแสหลักรายงานอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่า “ขนาด” ไม่ใช่คำตอบเดียวของความรู้สึกสั่นไหว หากแต่ “ความตื้น” และ “ระยะห่างจากจุดศูนย์กลาง” คือปัจจัยที่ทำให้ผู้คนรับรู้ได้ชัด

ภาพเหล่านี้ทำให้การสื่อสารสาธารณะต้องเดินคู่กับการเฝ้าระวังเชิงวิศวกรรมและธรณีวิทยา เพื่อให้ประชาชนแยกแยะได้ว่าเหตุการณ์ใดเป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง และเหตุการณ์ใดเป็นความสั่นสะเทือนตามธรรมชาติที่ยังอยู่ในระดับจัดการได้ด้วยมาตรการมาตรฐาน

ประชุมส่วนกลางย้ำหลักคิดเดียวกัน ลดตื่นตระหนก เพิ่มความพร้อม

ภายในที่ประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยย้ำประเด็นหลักว่า แผ่นดินไหวเป็นภัยที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ จึงต้องปรับจาก “ความตื่นตระหนก” ไปสู่ “ความรู้และความพร้อม” ผ่านการซักซ้อมแผนอพยพ การเตรียมเครื่องมือกู้ภัย และการตรวจความมั่นคงแข็งแรงของสิ่งก่อสร้างที่เสี่ยงอันตราย

สาระสำคัญที่ถูกยกขึ้นมาพิจารณาในที่ประชุมประกอบด้วย

  • การเฝ้าระวังรอยเลื่อนมีพลังและแนวโน้มการเกิดแผ่นดินไหวในช่วงที่ผ่านมา
  • การประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะเขื่อนและระบบสาธารณูปโภค
  • การสื่อสารข้อมูลแบบทันเวลา ลดข่าวลือ ลดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

ในมุมของพื้นที่ จังหวัดเชียงรายมีการรายงานความพร้อมผ่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย โดยชี้ให้เห็นการเตรียมแผนเผชิญเหตุ การซักซ้อม และการสื่อสารสร้างการรับรู้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

รอยเลื่อนมีพลัง 16 แนว และโจทย์การเฝ้าระวังที่ต้องละเอียดขึ้น

อีกประเด็นที่ถูกกล่าวถึงในวงประชุม คือสถานะความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของประเทศซึ่งผูกกับภูมิประเทศและธรณีวิทยา โดยหน่วยงานด้านธรณีวิทยารายงานว่า ประเทศไทยมีรอยเลื่อนมีพลัง 16 แนว และอยู่ระหว่างการศึกษารอยเลื่อนเพิ่มเติมอีก 13 แนว เพื่อจัดทำฐานข้อมูลแบบบูรณาการให้แม่นยำยิ่งขึ้น

นัยของตัวเลขนี้ไม่ใช่เพื่อสร้างความหวาดหวั่น แต่เพื่อยืนยันว่า “ความเสี่ยงมีอยู่จริง” และการบริหารความเสี่ยงต้องอาศัยข้อมูลที่อัปเดต รวมทั้งการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจในระดับที่ใช้ตัดสินใจได้ เช่น อาคารประเภทใดควรตรวจซ้ำ จุดรวมพลควรอยู่ที่ไหน โรงเรียนและโรงพยาบาลซ้อมอพยพอย่างไร

ที่ประชุมยังเน้นให้หน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรวจสอบอาคารสูง ป้ายโฆษณา สิ่งก่อสร้าง รวมถึงเขื่อนขนาดเล็ก ฝาย และคันกั้นน้ำ หากพบชำรุดต้องเร่งแก้ไขทันที พร้อมทบทวนแผนเผชิญเหตุให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

ระบบแจ้งเตือน Cell Broadcast และ Thai Disaster Alert ทำให้ “รู้เร็ว” กลายเป็นเครื่องมือจริง

ภาครัฐย้ำการยกระดับการแจ้งเตือนและการสื่อสารความเสี่ยง โดยหนึ่งในเครื่องมือที่ถูกกล่าวถึงชัดเจน คือการแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ Cell Broadcast ควบคู่กับช่องทางสื่อสารของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องรวดเร็ว ลดช่องว่างข่าวลือ

รายงานการประชุมระบุเกณฑ์การแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ในกรณีแผ่นดินไหวไว้เป็นระดับ เพื่อให้การแจ้งเตือนมีความเหมาะสมและไม่สร้างความตื่นตระหนกเกินจำเป็น ได้แก่

  • แผ่นดินไหวบนบกในประเทศตั้งแต่ขนาด 4.0 ขึ้นไป
  • แผ่นดินไหวบนบกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ขนาด 6.0 ขึ้นไป
  • แผ่นดินไหวในทะเลอันดามันตั้งแต่ขนาด 7.0 ขึ้นไป

ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐยังเดินหน้าพัฒนาแอปพลิเคชัน Thai Disaster Alert ให้เป็นศูนย์รวมข้อมูลภัยพิบัติหลายประเภทในช่องทางเดียว เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

เชียงรายในฐานะจังหวัดท่องเที่ยวและจังหวัดเสี่ยง ต้องทำให้ความปลอดภัย “จับต้องได้”

สำหรับเชียงราย ประเด็นแผ่นดินไหวไม่ได้กระทบเฉพาะชีวิตประจำวันของคนในเมือง แต่ยังโยงไปถึงความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการดูแลโบราณสถานในพื้นที่ด้วย การสื่อสารที่ดีจึงต้องทำสองเรื่องพร้อมกัน

เรื่องแรก คือยืนยันข้อเท็จจริงตามข้อมูลวิชาการว่า เหตุการณ์ส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก และรัฐมีระบบเฝ้าระวังติดตาม
เรื่องที่สอง คือทำให้ประชาชนรู้ว่าควรทำอะไรได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ เพื่อไม่ให้ “ความไม่รู้” กลายเป็นความเสี่ยงซ้ำซ้อน

ในวงประชุม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเน้นย้ำให้สถานศึกษา โรงพยาบาล และอาคารสูงในพื้นที่เสี่ยงซักซ้อมอพยพสม่ำเสมอ พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนปฏิบัติตามหลักการเอาตัวรอดที่ถูกต้อง โดยยึดแนวทางสากล หมอบ ป้อง เกาะ และหลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์ในช่วงเกิดแรงสั่นสะเทือน

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อเปลี่ยนความกังวลเป็นความพร้อม

เพื่อให้การเตรียมตัวอยู่ในระดับที่ทำได้จริงในครัวเรือน หน่วยงานด้านภัยพิบัติแนะนำแนวทางพื้นฐานที่ควรทำล่วงหน้า ได้แก่

  • ยึดตู้ ชั้นวางของ และเฟอร์นิเจอร์หนักกับผนัง ลดโอกาสล้มทับ
  • เตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน น้ำดื่ม อาหารแห้ง ไฟฉาย ยาประจำตัว เอกสารจำเป็น
  • กำหนดจุดนัดพบของครอบครัว และวิธีติดต่อกันเมื่อสัญญาณโทรศัพท์ขัดข้อง
  • ติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการเป็นหลัก ลดการแชร์ข้อมูลที่ไม่ยืนยันแหล่งที่มา

ในภาพรวม รัฐบาลย้ำว่าหัวใจของการรับมือแผ่นดินไหว คือการทำให้ประชาชน “รู้เร็ว เตรียมเร็ว และทำถูกวิธี” เพราะแม้จะไม่สามารถทำนายล่วงหน้าได้ แต่สามารถลดการบาดเจ็บและความสูญเสียได้จริง หากสังคมมีวัฒนธรรมความปลอดภัยร่วมกัน

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ครั้งนี้

  • แผ่นดินไหวในไทยมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นแผ่นดินไหวขนาดเล็ก ต่ำกว่า 3.0
  • ประเทศไทยมีรอยเลื่อนมีพลัง 16 แนว และอยู่ระหว่างศึกษารอยเลื่อนเพิ่มเติมอีก 13 แนว เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลเฝ้าระวัง
  • เกณฑ์การแจ้งเตือน Cell Broadcast สำหรับแผ่นดินไหว ระดับ 4.0 ในประเทศ ระดับ 6.0 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และระดับ 7.0 ในทะเลอันดามัน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล รายงานการประชุมติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวและแนวทางเฝ้าระวังรอยเลื่อนมีพลังและเขื่อน ลงเผยแพร่ 4 มีนาคม 2569
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุตรดิตถ์ สรุปสาระสำคัญการประชุมติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวและมาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงเผยแพร่ 4 มีนาคม 2569
  • สยามรัฐ รายงานข่าวการประชุมและรายละเอียดเกณฑ์การแจ้งเตือน Cell Broadcast รวมถึงภาพรวมสถิติแผ่นดินไหวขนาดเล็กของไทย ลงเผยแพร่ 4 มีนาคม 2569
  • ไทยรัฐ รายงานเหตุแผ่นดินไหวในจังหวัดเชียงราย ขนาด 3.3 ที่อำเภอแม่สาย ลงเผยแพร่ 16 กุมภาพันธ์ 2569
  • Thai PBS รายงานเหตุแผ่นดินไหวขนาด 3.1 ที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ลงเผยแพร่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

จากเขาหัวโล้นสู่แปลงเกษตรถาวร 9 หมื่นไร่ พด. กางแผนปี 69 ปั้นขั้นบันไดดินรับมือสภาพอากาศสุดขั้ว

พด. พลิกฟื้นเขาหัวโล้นสู่ผืนดินยั่งยืน เดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่สูงกว่า 8 แสนไร่ ชูผลตอบแทนสังคม 8.55 เท่า พร้อมขยายงานปีงบประมาณ 2569

เชียงราย, 20 กุมภาพันธ์ 2569 — เช้าวันหนึ่งบนพื้นที่สูงของภาคเหนือตอนบน ภาพไหล่เขาที่เคยโล่งเตียนจากการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบไม่สอดคล้องกับสภาพลาดชัน กำลังถูกแทนที่ด้วยแนวขั้นบันไดดิน แปลงเกษตรถาวร และพื้นที่สีเขียวที่ค่อย ๆ กลับคืนสู่ภูมิทัศน์เดิม ท่ามกลางแรงกดดันของสภาพอากาศสุดขั้วและความเสี่ยงภัยพิบัติที่เกิดถี่ขึ้น งานฟื้นฟูพื้นที่สูงจึงไม่ได้เป็นเพียง “โครงการพัฒนาที่ดิน” หากแต่เป็นการจัดการความมั่นคงของชุมชนต้นน้ำ การลดความเสี่ยงน้ำหลากตะกอนดินลงสู่พื้นที่ราบ และการสร้างรายได้ที่ยืนระยะบนฐานทรัพยากรธรรมชาติ

ข้อมูลล่าสุดจากกรมพัฒนาที่ดินระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง เดินหน้าภารกิจพัฒนาที่ดินในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงและสถานีเกษตรหลวงของมูลนิธิโครงการหลวง รวม 39 ศูนย์ ครอบคลุม 6 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน แม่ฮ่องสอน และตาก บนพื้นที่เกษตรมากกว่า 800,000 ไร่ โดยเป้าหมายหลักคือการเปลี่ยนพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมาเป็นฐานการผลิตที่เหมาะสมกับภูมินิเวศ และลดแรงกดดันต่อป่าไม้และต้นน้ำลำธาร

วงจรดินพัง น้ำหลาก และรายได้ที่ไม่มั่นคง คือโจทย์ที่ต้องแก้ทั้งระบบ

ภูมิประเทศของพื้นที่สูงมีจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและศักยภาพการปลูกพืชเขตหนาว แต่ในอีกด้านหนึ่ง “ความลาดชัน” ทำให้ดินถูกชะล้างพังทลายได้ง่าย หากไม่มีระบบอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสม เมื่อดินผิวหน้าหายไป ความอุดมสมบูรณ์ลดลง ต้นทุนปุ๋ยและน้ำสูงขึ้น ผลผลิตผันผวน และท้ายที่สุดความเสี่ยงย้ายไปอยู่ที่พื้นที่ราบ ผ่านตะกอนดิน น้ำหลาก และคุณภาพน้ำที่เสื่อมลงในฤดูฝน

งานวิชาการระดับนานาชาติยืนยันว่า การพังทลายของดินเป็นหนึ่งในตัวขับสำคัญของ “ดินเสื่อมโทรม” ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงอาหารในภาพรวม อีกทั้งมีการประเมินว่าความสูญเสียผลผลิตพืชจากการพังทลายของดินอาจสะสมจนก่อให้เกิดการลดลงของผลผลิตรวมได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว หากไม่เร่งจัดการอย่างเป็นระบบ

ในบริบทนี้ ภารกิจของกรมพัฒนาที่ดินจึงถูกออกแบบให้ “ลงมือแก้ที่ต้นเหตุ” ด้วยการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำและการปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องศักยภาพพื้นที่ เพื่อให้คนอยู่กับป่าได้โดยไม่ต้องย้อนกลับไปสู่การทำไร่เลื่อนลอยที่สร้างความเสี่ยงซ้ำเดิม

50 ปีของการเปลี่ยนภูเขาหัวโล้นให้กลับมาเป็นพื้นที่ทำกินถาวร

กรมพัฒนาที่ดินระบุว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวงขับเคลื่อนการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยเฉพาะ “ขั้นบันไดดิน” ทั้งแบบต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่อง เพื่อลดการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่ลาดชัน และช่วยให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงมีพื้นที่ทำกินถาวรแล้วกว่า 90,000 ไร่

ในเชิงปฏิบัติ “ขั้นบันไดดิน” ทำหน้าที่เหมือนกลไกชะลอความเร็วของน้ำบนทางลาด ช่วยให้ดินและอินทรียวัตถุไม่ถูกพัดพาออกจากแปลง ลดการเกิดร่องน้ำลึกที่ทำให้หน้าดินเสียหายถาวร และช่วยให้ความชุ่มชื้นคงอยู่ในระบบดินได้นานขึ้น เมื่อระบบดินเริ่มฟื้นตัว เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตได้มั่นคงขึ้น และมีโอกาสเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อเอาตัวรอด ไปสู่การผลิตที่คำนึงถึงคุณภาพและตลาด

ดร. สุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ให้ภาพสะท้อนว่า ผลลัพธ์ที่เห็นชัดคือภูเขาหัวโล้นที่เคยเสื่อมโทรมกลับคืนสู่ความเขียวขจี กลายเป็นแปลงปลูกพืชผักเมืองหนาว ไม้ดอก และไม้ผล สร้างรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกรตลอดทั้งปี ควบคู่การรักษาสมดุลทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้

ลดการบุกรุกป่า และลดความเสี่ยงพื้นที่ราบไปพร้อมกัน

หนึ่งในประเด็นที่ถูกย้ำในข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดินคือ งานอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่สูงไม่ได้ส่งผลเฉพาะ “บนดอย” แต่เชื่อมโยงถึงความปลอดภัยของ “พื้นที่ราบ” เพราะเมื่อมีระบบดักตะกอนและชะลอน้ำที่ดี จะช่วยลดผลกระทบจากตะกอนดินและน้ำหลากที่ไหลลงสู่ชุมชนด้านล่างในฤดูฝน

นัยสำคัญของประเด็นนี้อยู่ที่ความจริงเชิงภูมิศาสตร์ของภาคเหนือ ต้นน้ำจำนวนมากอยู่บนพื้นที่ลาดชัน หากการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่สมดุล ผลกระทบจะไหลตามแรงโน้มถ่วงลงสู่ระบบเศรษฐกิจด้านล่างอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ถนนชำรุด พื้นที่เกษตรราบเสียหาย ไปจนถึงต้นทุนจัดการภัยพิบัติของท้องถิ่นที่สูงขึ้นทุกปี

ตัวเลขความคุ้มค่าทางสังคมที่ถูกยกขึ้นเป็นหลักฐานเชิงนโยบาย

อีกมิติที่ทำให้งานพัฒนาที่ดินครั้งนี้ถูกจับตา คือการนำเครื่องมือวัด “ผลตอบแทนทางสังคม” มาใช้สื่อสารความคุ้มค่าอย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมพัฒนาที่ดินระบุว่า มีการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม หรือ SROI ในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่า ทุกการลงทุน 1 บาท สามารถสร้างผลประโยชน์กลับคืนสู่สังคมได้ 8.55 บาท ครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ตัวเลข 8.55 เท่า ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ความสำเร็จ แต่เป็น “ภาษาร่วม” ที่ทำให้หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และชุมชนพูดคุยกันบนฐานเดียวกันว่า การฟื้นฟูพื้นที่สูงให้เหมาะสมกับภูมินิเวศนั้นให้ผลตอบแทนมากกว่าต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ

ในเชิงข่าวเศรษฐกิจชุมชน การวัดผลแบบนี้ยังช่วยให้สังคมมองเห็นว่าเงินงบประมาณด้านทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้เป็นค่าใช้จ่ายที่หายไป แต่เป็นการลงทุนเพื่อลดต้นทุนซ่อนเร้นของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนภัยพิบัติ ต้นทุนสุขภาพจากคุณภาพน้ำที่เสื่อมลง หรือความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากผลผลิตเกษตรที่ผันผวน

ปีงบประมาณ 2569 ขยายงานต่อ เป้าหมายใหม่ 1,500 ไร่ ใน 10 ศูนย์ 5 จังหวัด

สำหรับปีงบประมาณ 2569 กรมพัฒนาที่ดินระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวงเตรียมจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเพิ่มเติม 1,500 ไร่ ในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 10 แห่ง ครอบคลุม 5 จังหวัด เพื่อขยายโอกาสให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงมีแหล่งทำกินที่มั่นคง ลดความเสี่ยงภัยพิบัติ ดักตะกอน เพิ่มความชุ่มชื้น และยกระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน

หากอ่านให้ลึกกว่าตัวเลข “1,500 ไร่” นี่คือการย้ำว่ากลยุทธ์ของรัฐกำลังเลื่อนไปสู่การจัดการเชิงป้องกันมากขึ้น ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยฟื้นฟู เพราะเมื่อโครงสร้างดินเสียหายหนัก การฟื้นกลับมาสู่สภาพสมดุลเดิมใช้เวลานานและต้นทุนสูงกว่าอย่างมาก

เชียงรายอยู่ในสมการเดียวกันของพื้นที่สูงภาคเหนือ

แม้ข้อมูลครั้งนี้อ้างอิงภาพรวม 6 จังหวัด แต่เชียงรายถูกนับเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของงานฟื้นฟูพื้นที่สูง เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ภูเขาและชุมชนต้นน้ำจำนวนมาก และมีระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างแน่นแฟ้น ตั้งแต่เกษตรบนที่สูงไปจนถึงการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

ในมุมของ “ผลต่อชีวิตและชุมชน” งานอนุรักษ์ดินและน้ำสะท้อนกลับมาที่ความมั่นคงของรายได้ครัวเรือนบนดอย หากแปลงเกษตรสามารถผลิตได้ต่อเนื่อง ภาระหนี้สินจากผลผลิตเสียหายลดลง และคนรุ่นใหม่มีเหตุผลที่จะอยู่กับบ้านเกิดมากขึ้น โดยไม่ต้องย้ายออกไปทำงานรับจ้างนอกพื้นที่เพียงอย่างเดียว

ประเด็นเด่นของข่าว มิติสิ่งแวดล้อมเดินคู่กับเศรษฐกิจฐานราก

ภาพรวมของมาตรการครั้งนี้ชี้ชัดว่า การทำให้พื้นที่สีเขียวกลับมาไม่ใช่เป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจฐานรากให้ “ทำมาหากินได้โดยไม่กินต้นทุนธรรมชาติ” เพราะเมื่อดินเสื่อม น้ำเสีย และป่าถูกกดดัน ความเสียหายสุดท้ายจะตกอยู่กับชุมชนเป็นอันดับแรก

ขณะเดียวกัน การอ้างอิงงานระดับนานาชาติที่ชี้ว่าการเสื่อมโทรมของดินและการพังทลายของดินส่งผลต่อผลผลิตในระยะยาว เป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่า การลงทุนอนุรักษ์ดินและน้ำไม่ใช่เรื่องท้องถิ่นเท่านั้น แต่เป็นโจทย์ความมั่นคงที่ทุกประเทศต้องจัดการ

ประเด็นรองที่ต้องติดตาม ความยั่งยืนต้องวัดผลและต่อยอดตลาด

แม้ตัวเลข SROI จะสะท้อนความคุ้มค่า แต่การทำให้งานยืนระยะยังต้องติดตามอย่างน้อยสามเรื่อง

เรื่องแรก มาตรฐานการดูแลรักษาระบบอนุรักษ์ดินและน้ำหลังสร้างแล้ว เพราะขั้นบันไดดินหรือโครงสร้างชะลอน้ำต้องมีการบำรุงรักษา หากปล่อยให้พังชำรุด ผลลัพธ์จะถอยกลับอย่างรวดเร็วในฤดูฝน

เรื่องที่สอง การต่อยอดสู่ “ตลาด” ที่ให้มูลค่าเพิ่มกับผลผลิตพื้นที่สูง เพื่อให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่เป็นเพียงช่วงสั้น แต่เป็นแรงจูงใจระยะยาวให้ชุมชนรักษาระบบนิเวศร่วมกัน

เรื่องที่สาม การประสานงานระดับพื้นที่ เพราะปัญหาดิน น้ำ ป่า ไม่ได้อยู่ในขอบเขตองค์กรเดียว ความสำเร็จจริงต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และเครือข่ายเกษตรกร

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อช่วยให้พื้นที่สูงฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

ประชาชนทั่วไปอาจไม่ได้มีบทบาทสร้างขั้นบันไดดินด้วยตนเอง แต่สามารถสนับสนุนระบบนี้ในทางปฏิบัติได้ เช่น เลือกซื้อสินค้าเกษตรพื้นที่สูงที่มาจากแหล่งผลิตรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนท่องเที่ยวชุมชนที่คืนรายได้สู่พื้นที่ และร่วมเฝ้าระวังการเผาและการบุกรุกพื้นที่ป่าในช่วงเสี่ยง เพื่อไม่ให้แรงกดดันย้อนกลับไปทำลายความพยายามฟื้นฟูที่ใช้เวลาหลายสิบปี

ในภาพใหญ่ ข่าวนี้จึงสะท้อนว่า “การฟื้นฟูเขาหัวโล้น” ไม่ใช่เรื่องโรแมนติกของภูมิทัศน์สีเขียว แต่คือการลงทุนด้านความปลอดภัยของผู้คนทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ พร้อมตัวเลขความคุ้มค่าที่ถูกยกขึ้นมาเป็นหลักฐานว่า การพัฒนาที่ดินเมื่อทำอย่างถูกทาง สามารถสร้างผลประโยชน์คืนสังคมได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมพัฒนาที่ดิน ข่าวประชาสัมพันธ์ภารกิจศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง ครอบคลุม 39 ศูนย์ 6 จังหวัด พื้นที่เกษตรกว่า 800,000 ไร่ สรุปผล 50 ปี พื้นที่ทำกินถาวรกว่า 90,000 ไร่ ผลวิเคราะห์ SROI 8.55 เท่า และแผนปีงบประมาณ 2569 เป้าหมาย 1,500 ไร่ เผยแพร่ 19 กุมภาพันธ์ 2569
  • FAO สาระจากรายงานด้านสถานการณ์ทรัพยากรดินโลก ที่ระบุผลกระทบการพังทลายของดินต่อผลผลิตพืชในระยะยาว และประเด็นดินเสื่อมโทรมที่กระทบความมั่นคงอาหาร
  • FAO เอกสารผลการประชุมวิชาการว่าด้วยการชะล้างพังทลายของดิน ที่ชี้ว่าการพังทลายของดินทำให้ความอุดมสมบูรณ์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและต้องได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายรุกสู้ฝุ่น PM 2.5 ประกาศงดเผา 86 วัน พร้อมเปิดตัว “Dust Patrol” อาสาจิ๋วเฝ้าระวังภัย

เชียงรายเดินเกมสู้ฝุ่น PM2.5 ระดับเข้มข้น งดเผา 86 วัน ผนึกมหาดไทยคุมไฟป่า ดันเครือข่ายเยาวชน Dust Patrol สร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

เชียงราย,18 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพท้องฟ้าเหนือแอ่งเชียงรายในช่วงปลายฤดูหนาวกำลังส่งสัญญาณเตือนซ้ำอีกครั้งว่า วิกฤตฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมรายฤดูกาล แต่เป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงของชุมชน ที่ต้องอาศัยทั้งนโยบายระดับประเทศ การบังคับใช้ในพื้นที่ และความร่วมมือของประชาชนแบบยืดหยุ่นต่อสถานการณ์

ในรอบ 3 วัน ตั้งแต่ 16 ถึง 18 กุมภาพันธ์ 2569 เชียงรายขยับมาตรการต่อเนื่อง ตั้งแต่การประชุมติดตามสถานการณ์กับกระทรวงมหาดไทย การประกาศงดเผาในที่โล่งทุกชนิด 86 วัน ไปจนถึงการเปิดตัวโครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ และกิจกรรม Dust Patrol อาสาจิ๋วสู้ฝุ่น ที่ตั้งเป้าสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังและสื่อสารความเสี่ยงผ่านโรงเรียนและชุมชนใน 9 อำเภอ

สิ่งที่น่าจับตาคือ การจัดวางยุทธศาสตร์ครั้งนี้ไม่ได้หยุดแค่การดับไฟหรือกวดขันการเผา แต่พยายามเปลี่ยนโครงสร้างการรับมือของจังหวัด ให้มีระบบเตือนภัย การเฝ้าระวัง และพฤติกรรมร่วมของคนในพื้นที่เป็นแกนหลัก เพื่อให้เชียงรายผ่านเดือนวิกฤตที่กำลังจะมาถึงได้ โดยเฉพาะเดือนมีนาคมที่หลายหน่วยงานประเมินว่ามีความเสี่ยงไฟป่าสูง และเข้าถึงพื้นที่ยากหากเกิดเหตุในป่าลึก

มหาดไทยส่งสัญญาณยกระดับ เน้นคุมเข้มพื้นที่เปราะบางและป่าภาคเหนือ

16 กุมภาพันธ์ 2569 นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และไฟป่า โดยกำชับการทำงานเชิงรุก และให้ความสำคัญกับการป้องกันการเผา การจัดการฝุ่นเมือง และการเฝ้าระวังหมอกควันข้ามพรมแดน พร้อมเน้นการทำงานของหน่วยงานป่าไม้และพื้นที่อนุรักษ์ในช่วงเดือนมีนาคม เพราะหากเกิดไฟป่าในพื้นที่เข้าถึงยาก การควบคุมเพลิงจะยิ่งซับซ้อนและกินทรัพยากรมากขึ้น

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐมองฝุ่น PM2.5 เป็นสมการหลายตัวแปร ทั้งไฟป่า การเผาในที่โล่ง ฝุ่นจากเมือง การเคลื่อนตัวของมวลอากาศ และหมอกควันข้ามแดน เมื่อโจทย์เป็นแบบนี้ การแก้ปัญหาจึงไม่อาจพึ่งมาตรการใดมาตรการหนึ่ง แต่ต้องใช้ชุดคำสั่งเดียวกันทั้งจังหวัด ท้องถิ่น และชุมชน เพื่อทำให้การบังคับใช้เกิดผลจริง

เชียงรายประกาศงดเผา 86 วัน ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 ปิดประตูความเสี่ยงช่วงฤดูแล้ง

ก่อนที่กิจกรรมภาคสนามจะเริ่มเต็มรูปแบบ เชียงรายส่งสัญญาณชัดผ่านการเตรียมประกาศห้ามการเผาในที่โล่งทุกชนิด ครอบคลุมช่วง 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 ซึ่งรวมระยะเวลา 86 วัน โดยเหตุผลหลักคือการลดความเสี่ยงฝุ่นสะสมในฤดูแล้ง และป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและผู้มาเยือน

การขยับครั้งนี้มีนัยสำคัญ เพราะเชียงรายมีลักษณะภูมิประเทศหลายพื้นที่เป็นแอ่งล้อมด้วยภูเขา ทำให้เกิดภาวะกักฝุ่นได้ง่ายในช่วงอากาศปิด หากมีการเผาเพิ่มแม้เพียงบางจุด ก็อาจทำให้ค่าฝุ่นสะสมสูงต่อเนื่องหลายวัน และกระทบเป็นวงกว้างมากกว่าที่คาด

ในเชิงการบริหารความเสี่ยง การงดเผาแบบต่อเนื่องยาว 86 วัน ยังช่วยให้หน่วยงานสามารถจัดกำลังเฝ้าระวังและวางตารางลาดตระเวนได้ชัด ลดช่องว่างการบังคับใช้ และเพิ่มแรงกดดันเชิงสังคมต่อการเผาแบบลักลอบ ซึ่งมักเกิดในช่วงที่การตรวจตราไม่ต่อเนื่อง

จุดความร้อนเพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณอันตราย เมื่อไฟหนึ่งจุดอาจกลายเป็นฝุ่นทั้งจังหวัด

ข้อมูลระดับพื้นที่ระบุว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 จนถึงช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ตรวจพบจุดความร้อนในเชียงรายสะสมราว 193 จุด ซึ่งถูกใช้เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการประเมินความเสี่ยงไฟป่าและหมอกควัน รวมถึงการวางกำลังปฏิบัติการของหน่วยงานในพื้นที่

แม้ตัวเลขจุดความร้อนจะไม่เท่ากับจำนวนไฟป่าที่ลุกลามเสมอไป แต่ในทางปฏิบัติ มันเป็นสัญญาณเตือนให้จังหวัดต้องเร่งจัดการต้นตอ ก่อนที่ไฟในจุดเล็กจะขยายเป็นแนวไหม้ และก่อนที่ควันจากป่าและพื้นที่เกษตรจะรวมตัวกับฝุ่นจากเมืองจนกลายเป็นหมอกพิษหนาแน่น

เกณฑ์คุณภาพอากาศยิ่งตอกย้ำแรงกดดัน เมื่อมาตรฐานไทยเข้มขึ้นและโลกตั้งเป้าสูงกว่าเดิม

การสู้ฝุ่นไม่ใช่เพียงการทำให้ค่าฝุ่นลดลงชั่วคราว แต่ต้องทำให้ “อยู่ในระดับปลอดภัย” ตามเกณฑ์อ้างอิงที่ยอมรับได้ ปัจจุบันประเทศไทยมีการกำหนดค่ามาตรฐานฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่เข้มขึ้น โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 13 กรกฎาคม 2566 กำหนดค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปี 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ในอีกด้านหนึ่ง แนวโน้มสากลกดดันให้ประเทศต่าง ๆ ต้องยกระดับมาตรการต่อเนื่อง เพราะองค์การอนามัยโลกปรับแนวทางแนะนำคุณภาพอากาศให้เข้มงวดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ชัดเจนขึ้นจากหลักฐานวิทยาศาสตร์

เมื่อเกณฑ์ถูกยกระดับขึ้น สิ่งที่ตามมาคือความจำเป็นของมาตรการเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการขอความร่วมมือรายวัน เพราะหากยังปล่อยให้การเผาและไฟป่าเกิดซ้ำทุกปี เมืองจะถูกดึงกลับเข้าสู่วงจรปิดของฝุ่นพิษโดยไม่รู้จบ

จากห้องประชุมสู่ห้องเรียน เชียงรายเปิดตัวเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ และ Dust Patrol

18 กุมภาพันธ์ 2569 เชียงรายเดินหน้าอีกขั้นด้วยการเปิดโครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ พร้อมกิจกรรม Dust Patrol อาสาจิ๋วสู้ฝุ่น โดยใช้แนวคิดป้องกันเชิงรุกและการสื่อสารความเสี่ยงเป็นแกนกลาง เป้าหมายคือไม่ปล่อยให้การรับมือฝุ่นเป็นภาระของหน่วยงานรัฐฝ่ายเดียว แต่ให้โรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และผู้นำชุมชนร่วมเป็นเครือข่ายเดียวกัน

ข้อมูลจากพื้นที่ระบุว่า โครงการนี้บูรณาการเครือข่ายจาก 9 อำเภอ รวม 360 คน จากโรงเรียนนำร่อง ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้นำชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อร่วมเฝ้าระวัง ลดปัจจัยเสี่ยง และสื่อสารการดูแลสุขภาพในช่วงค่าฝุ่นสูง

การดึงเด็กและเยาวชนเข้ามาอยู่ในสมการ แทนที่จะมองเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องปกป้องอย่างเดียว เป็นการเปลี่ยนมุมคิดที่สำคัญ เพราะเด็กในวันนี้คือผู้ส่งสารในบ้าน เขาสามารถแปลคำเตือนให้พ่อแม่เข้าใจ ทำให้การลดการเผาและการป้องกันตนเองไม่ใช่คำสั่งจากรัฐ แต่เป็นพฤติกรรมที่ครอบครัวตัดสินใจร่วมกัน

เสียงจากผู้บริหารและหน่วยปฏิบัติการ สารเดียวกันคือสุขภาพต้องมาก่อน

ภาพรวมการสื่อสารของจังหวัดและส่วนกลางในรอบนี้ไปในทิศทางเดียวกัน คือเน้นสุขภาพประชาชนเป็นเป้าหมายอันดับแรก และย้ำการทำงานเชิงรุก หากพบไฟป่าหรือฝุ่นพิษให้แจ้งสายด่วนนิรภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อให้เข้าควบคุมสถานการณ์เร็วที่สุด

ขณะเดียวกัน การรายงานจุดความร้อนและการเชื่อมข้อมูลดาวเทียมเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการภาคสนาม ถูกใช้มากขึ้นในภาคเหนือ โดยเฉพาะการรายงาน hotspot จากหน่วยงานด้านอวกาศและภูมิสารสนเทศ ซึ่งช่วยให้การจัดกำลังลาดตระเวนมีความแม่นยำกว่าเดิม

ที่ต้องจับตา หลังมาตรการเริ่มเดินเต็มระบบ

ประเด็นเด่นคือการบังคับใช้งดเผาต่อเนื่อง 86 วัน หากทำได้จริง จะลดโอกาสที่ฝุ่นจะพุ่งสูงจากการเผาในที่โล่ง ซึ่งเป็นตัวเร่งปัญหาสำคัญในช่วงฤดูแล้งของภาคเหนือ

ประเด็นรองที่สำคัญคือการยกระดับเครือข่ายภาคการศึกษาและชุมชนผ่าน Dust Patrol เพราะเป็นการสร้างระบบเฝ้าระวังและการสื่อสารความเสี่ยงที่ยืนระยะได้ยาวกว่าแคมเปญระยะสั้น และอาจเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นนำไปปรับใช้ได้

อีกประเด็นรองที่มีผลต่อชีวิตผู้คน คือการทำให้ประชาชนเข้าใจมาตรฐานคุณภาพอากาศและความหมายของตัวเลข เพราะเมื่อมาตรฐานไทยเข้มขึ้น การใช้ชีวิตในวันที่ค่าฝุ่นสูงต้องอาศัยการตัดสินใจบนข้อมูล เช่น ลดกิจกรรมกลางแจ้ง ปรับรูปแบบการทำงาน ใช้หน้ากากที่เหมาะสม และเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที ในช่วง 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569

หนึ่ง งดเผาในที่โล่งทุกชนิด และช่วยกันแจ้งเหตุเมื่อพบการลักลอบเผา เพราะไฟหนึ่งจุดอาจกลายเป็นฝุ่นทั้งอำเภอในไม่กี่ชั่วโมง
สอง ติดตามข้อมูลค่าฝุ่นและคำแนะนำจากหน่วยงานรัฐอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะวันที่สภาพอากาศปิดหรือมีลมสงบ
สาม ดูแลกลุ่มเสี่ยงเป็นพิเศษ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจและหัวใจ ควรลดกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง และเตรียมแผนสำรองในการเดินทางและทำกิจกรรม
สี่ หากพบไฟป่าหรือเหตุที่เสี่ยงต่อการลุกลาม รีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าควบคุมได้เร็ว ลดความเสียหายและลดควันสะสม

เมื่อเชียงรายเลือกเดินเกมยาว เปลี่ยนการสู้ฝุ่นจากฤดูกาลสู่ระบบ

วิกฤตฝุ่น PM2.5 ในเชียงรายปี 2569 กำลังถูกจัดวางใหม่ให้เป็น “ภารกิจร่วม” มากกว่าปฏิบัติการเฉพาะกิจ การประชุมกำกับจากส่วนกลาง การงดเผายาว 86 วัน การติดตาม hotspot และการสร้างเครือข่ายเยาวชน Dust Patrol คือชิ้นส่วนของภาพเดียวกัน

หากชิ้นส่วนเหล่านี้เดินพร้อมกัน ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ไม่ใช่เพียงค่าฝุ่นที่ลดลงในบางวัน แต่คือการลดความถี่ของวิกฤต ลดความสูญเสียต่อสุขภาพ และยกระดับความสามารถของจังหวัดในการอยู่กับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศแบบไม่ถอยหลังทุกปี

ท้ายที่สุด เมืองที่ผ่านวิกฤตได้ไม่ใช่เมืองที่ไม่เจอปัญหา แต่คือเมืองที่มีระบบรับมือเร็ว มีข้อมูลชัด และมีคนในพื้นที่เชื่อว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ

สถิติสำคัญในข่าว

  • ช่วงงดเผาในที่โล่งทุกชนิดของจังหวัดเชียงราย 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวม 86 วัน
  • จุดความร้อนสะสมในเชียงรายตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ถึงช่วงกลางกุมภาพันธ์ ราว 193 จุด ตามรายงานในพื้นที่
  • เครือข่ายโครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ และ Dust Patrol ครอบคลุม 9 อำเภอ รวม 360 คน
  • มาตรฐานฝุ่น PM2.5 ของไทย ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปี 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 13 กรกฎาคม 2566
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • องค์การอนามัยโลก
  • ตัวอย่างการรายงาน hotspot จากข้อมูล GISTDA ที่เผยแพร่สาธารณะในพื้นที่ภาคเหนือ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ครม. เห็นชอบมาตรการสู้ฝุ่นปี 69 เชียงรายดีเดย์ 14 ก.พ. ห้ามเผา 86 วัน ใช้ Cell Broadcast เตือนภัย

ครม. เห็นชอบมาตรการเข้มรับมือ PM2.5 ปี 2569 เชียงรายดีเดย์ 14 กุมภาพันธ์ ห้ามเผาเด็ดขาด 86 วัน ใช้ระบบ Cell Broadcast เตือนภัยตรงถึงมือถือประชาชน

เชียงราย,11 กุมภาพันธ์ 2569 – สถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กลับมาอยู่ในวาระสำคัญของประเทศอีกครั้ง เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการรับมือประจำปี 2569 โดยยกระดับการทำงานจากเชิงตั้งรับสู่การป้องกันล่วงหน้า พร้อมนำเทคโนโลยีการสื่อสารสาธารณะอย่างระบบ Cell Broadcast มาใช้แจ้งเตือนภัยถึงโทรศัพท์มือถือในพื้นที่เสี่ยงโดยตรง

การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นภายหลังรายงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ระบุว่า แนวโน้มค่าฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 17 จังหวัดภาคเหนือ มีลักษณะสูงขึ้นในช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีเป็นประจำทุกปี จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงระบบทั้งก่อนเกิดเหตุและระหว่างเกิดเหตุ เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เปราะบางของภาคเหนือ มาตรการดังกล่าวถูกนำมาปรับใช้ทันที โดยจังหวัดประกาศเข้าสู่ช่วงควบคุมการเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวมระยะเวลา 86 วัน ตามประกาศจังหวัดที่มีผลบังคับใช้

เทคโนโลยีสื่อสารสาธารณะ Cell Broadcast กลไกแจ้งเตือนภัยตรงพื้นที่เสี่ยง

หนึ่งในมาตรการที่ได้รับการเน้นย้ำจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี คือการใช้ระบบ Cell Broadcast ซึ่งเป็นการส่งข้อความแจ้งเตือนภัยผ่านเสาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปยังโทรศัพท์ทุกเครื่องในพื้นที่ที่กำหนด โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานว่า ระบบดังกล่าวจะใช้เมื่อค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับที่กระทบต่อสุขภาพ เพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชนสวมหน้ากาก ลดกิจกรรมกลางแจ้ง หรือเตรียมการป้องกันอื่นอย่างเหมาะสม จุดเด่นของระบบนี้คือสามารถกำหนดพื้นที่เป้าหมายได้อย่างแม่นยำ และยังคงทำงานได้แม้ในช่วงที่โครงข่ายมีการใช้งานหนาแน่น

มาตรการด้านการสื่อสารนี้ถูกออกแบบควบคู่กับการแจ้งเตือนผ่าน SMS รายวัน และการรายงานคุณภาพอากาศผ่านสถานีตรวจวัด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้หลายช่องทาง ลดความล่าช้าในการรับรู้ความเสี่ยง

มาตรการสองระยะ จากการเตรียมการสู่การปฏิบัติการเข้มข้น

มาตรการที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแบ่งออกเป็นสองระยะหลัก

ระยะเตรียมการ ครอบคลุมการสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อส่งเสริมเกษตรไร้เผา การกำหนดเป้าหมายรับอ้อยไฟไหม้เข้าโรงงานไม่เกินร้อยละ 15 การจัดทำแผนที่เสี่ยงไฟป่าใน 14 กลุ่มป่า การควบคุมรถยนต์ดีเซลให้ผ่านการตรวจควันดำไม่เกินร้อยละ 20 และการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ต้องปลอดการเผา

ระยะปฏิบัติการ จะเน้นการลงพื้นที่สร้างความเข้าใจแบบเคาะประตูบ้าน การตั้งจุดตรวจในพื้นที่เสี่ยง การประกาศปิดป่าในช่วงเวลาวิกฤต การบังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบเผาและสถานประกอบการที่ฝ่าฝืน รวมถึงการจัดเตรียมห้องปลอดฝุ่นสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ

มาตรการทั้งหมดมีเป้าหมายร่วมกันคือการลดแหล่งกำเนิดฝุ่นในประเทศ ควบคู่กับการสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนตัดสินใจดูแลตนเองได้อย่างทันท่วงที

เชียงรายประกาศดีเดย์ 14 กุมภาพันธ์ เข้าสู่ช่วงห้ามเผาเด็ดขาด 86 วัน

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมอูหลง ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เพื่อประเมินสภาพอากาศและเตรียมเข้าสู่ช่วงวิกฤต

นายประเสริฐเปิดเผยว่า สถานการณ์ปีนี้ได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดี โดยข้อมูลจุดความร้อน ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 พบ 170 จุด ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ที่พบ 344 จุด คิดเป็นการลดลงมากกว่าร้อยละ 50 ขณะเดียวกัน ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานเพียง 1 วันในช่วงต้นปี

อย่างไรก็ตาม จังหวัดเชียงรายมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ เมื่อเกิดภาวะอุณหภูมิผกผัน อากาศจะยกตัวขึ้นได้ยาก ทำให้ฝุ่นสะสมในชั้นบรรยากาศต่ำได้ง่ายในช่วงลมสงบ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม จึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรการเชิงรุก

รองผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าวว่า การประกาศห้ามเผาเด็ดขาดไม่ใช่เพราะสถานการณ์รุนแรงที่สุด แต่เป็นการป้องกันก่อนเกิดปัญหา เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่มีความสำคัญต่อจังหวัด

รายงานสถานการณ์ล่าสุด 11 กุมภาพันธ์ 2569

สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย รายงานสถานการณ์ประจำวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า ไม่พบรายงานจุดความร้อนเพิ่มเติมในวันดังกล่าว ค่าฝุ่น PM2.5 ที่สถานีตรวจวัดเมืองเชียงราย แม่สาย และเชียงของ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ข้อมูลพื้นที่เผาไหม้สะสมเดือนมกราคมอยู่ที่ 31,150 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 24.30 ของพื้นที่เผาไหม้ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ายังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้แนวโน้มจุดความร้อนจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

จังหวัดจึงขอความร่วมมืองดการเผาในที่โล่งทุกชนิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 13 กุมภาพันธ์ และเข้าสู่ช่วงห้ามเผาเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป

ปฏิบัติการแนวกันไฟ เมื่อชุมชนกลายเป็นด่านหน้า

ในระดับพื้นที่ อำเภอดอยหลวงได้จัดทำแนวกันไฟระยะทางกว่า 8 กิโลเมตร ในตำบลโชคชัยและตำบลหนองป่าก่อ พร้อมปรับปรุงระบบประปาภูเขาเพื่อสำรองน้ำสำหรับดับไฟ

อำเภอแม่ฟ้าหลวง ระดมกำลังทำแนวกันไฟในพื้นที่รอยต่อหมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 13 ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงสูง ขณะที่อำเภอเชียงของ ภายใต้การนำของนายสุรเชษฐ์ พุ้ยน้อย นายอำเภอเชียงของ ระดมกำลังชาวบ้านจิตอาสาตำบลบุญเรือง เดินเท้าเข้าสำรวจเชื้อเพลิงในป่าชุมชนและจัดทำแนวกันไฟในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

อำเภอเวียงชัยจัดทีมเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเก็บกวาดใบไม้แห้งเพื่อลดเชื้อเพลิงสะสมรอบหมู่บ้าน

มาตรการเหล่านี้สะท้อนแนวคิดการป้องกันก่อนรักษา ลดความเสี่ยงไฟลุกลามเข้าสู่ชุมชน และลดปริมาณฝุ่นที่เกิดจากการเผาไหม้โดยไม่จำเป็น

ประสานเมียนมาผ่านกลไก TBC สกัดหมอกควันข้ามแดน

ในวันเดียวกันที่เชียงรายยกระดับมาตรการภายในจังหวัด ฝ่ายไทยยังใช้เวทีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย–เมียนมา ครั้งที่ 102 ณ อำเภอแม่สาย เพื่อหารือความร่วมมือด้านการป้องกันหมอกควันข้ามพรมแดน

ฝ่ายไทยขอความร่วมมือในการควบคุมการเผาในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การดูแลของทางการเมียนมา ซึ่งฝ่ายเมียนมายินดีให้ความร่วมมือในเขตอิทธิพลของตน ส่วนพื้นที่ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม จะมีการประสานกองกำลังท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

การใช้กลไกความร่วมมือชายแดนในประเด็นสิ่งแวดล้อมสะท้อนว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการประสานงานข้ามแดนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมาตรการเข้มข้นต้องเดินคู่ความร่วมมือของประชาชน

มาตรการปี 2569 แสดงให้เห็นการปรับแนวทางจากการรับมือเมื่อเกิดวิกฤต สู่การเตรียมพร้อมล่วงหน้า ใช้เทคโนโลยีสื่อสารสาธารณะ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายและการมีส่วนร่วมของชุมชน

ตัวเลขจุดความร้อนที่ลดลงกว่าครึ่งในช่วงต้นปี เป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนความร่วมมือของประชาชน แต่ความท้าทายยังคงอยู่ในช่วง 86 วันอันตรายข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพอากาศเอื้อต่อการสะสมฝุ่น

การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การปฏิบัติตามประกาศงดเผา และการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เชียงรายผ่านฤดูหมอกควันปีนี้ไปได้ด้วยความสูญเสียน้อยที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
  • สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย–เมียนมา ครั้งที่ 102 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จากกองกำลังผาเมือง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

ประชุม TBC ครั้งที่ 102 ไทย-เมียนมา ถกมาตรการรื้อสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำน้ำสายและสารพิษเหมืองแร่

ประชุม TBC ไทย–เมียนมา ครั้งที่ 102 เร่งถกมาตรการรับมืออุทกภัย สารปนเปื้อนในลำน้ำสาย ปัญหาเขตแดน และภารกิจด้านมนุษยธรรม

เชียงราย, 11 กุมภาพันธ์ 2569 – บรรยากาศบริเวณสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนภาพชายแดนที่ไม่ได้มีเพียงการค้าขายและการสัญจรไปมา หากแต่เป็น “แนวหน้าของความเสี่ยงร่วม” ที่ผูกชีวิตผู้คนสองฝั่งแม่น้ำเข้าหากัน ตั้งแต่น้ำหลากฉับพลันในฤดูฝน มลพิษในลำน้ำ ไปจนถึงข้อพิพาทเชิงกายภาพของลำน้ำที่ตื้นเขินและถูกเบียดแคบลงด้วยสิ่งปลูกสร้าง

ในวันเดียวกัน พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง พร้อมด้วย พลตรี สุชาติ พุ่มสุวรรณ ที่ปรึกษากองกำลังผาเมือง และคณะ พบปะพัฒนาสัมพันธ์กับ พันเอก จ่อมินทุน ผู้บังคับการกองบังคับการยุทธศาสตร์ท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และคณะ แบบไม่เป็นทางการ ณ จุดผ่านแดน ก่อนเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย–เมียนมา หรือ TBC ครั้งที่ 102 ซึ่งฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพ จัดขึ้นที่โรงแรมแม่โขงเดลต้า ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย โดยมี พันเอก สุพรรณ ร้อยพุทธ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง เป็นประธานฝ่ายไทย และ พันเอก จ่อมินทุน เป็นประธานฝ่ายเมียนมา พร้อมคณะกรรมการจากส่วนราชการและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

วาระหลักของโต๊ะเจรจาชายแดน น้ำท่วม ลำน้ำถูกเบียดแคบ และสารปนเปื้อนที่กระทบคนทั้งสองฝั่ง

สาระสำคัญของการประชุมรอบนี้ ครอบคลุมประเด็นเส้นเขตแดน ความร่วมมือด้านการแพทย์และมนุษยธรรมในโครงการหมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดน และการจัดการปัญหาที่เชื่อมโยงกับลำน้ำสายโดยตรง ซึ่งถูกย้ำหนักเป็นพิเศษในสองเรื่องใหญ่

เรื่องแรก คือการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำสาย ฝ่ายไทยร้องขอให้ฝ่ายเมียนมาดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำบริเวณตลาดท่าล้อ จังหวัดท่าขี้เหล็ก เพื่อคืนสภาพความกว้างของแม่น้ำสายให้กลับมาใกล้เคียงกับสภาพเดิม และเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก

เรื่องที่สอง คือการตรวจพบสารปนเปื้อนในน้ำ โดยข้อมูลประกอบการหารือระบุว่าพบโลหะหนักเกินมาตรฐาน ได้แก่สารตะกั่วและสารหนู ฝ่ายไทยจึงขอความร่วมมือให้ฝ่ายเมียนมาประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งผู้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมเหมืองแร่ให้บำบัดน้ำเสียตามหลักสาธารณสุข ลดสารตกค้างก่อนปล่อยลงสู่ลำน้ำ เพื่อรักษาคุณภาพน้ำที่ประชาชนทั้งสองประเทศต้องพึ่งพา

ประเด็นที่พ่วงตามมา คือการดูดทรายในลำน้ำสายและแม่น้ำรวก รวมถึงการก่อสร้างผนังป้องกันตลิ่งของทั้งสองประเทศ ซึ่งล้วนเป็นมาตรการที่หากทำต่างฝ่ายต่างทำ ย่อมเสี่ยงให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดนทั้งด้านความปลอดภัยและการเปลี่ยนทิศทางของร่องน้ำในระยะยาว

ความคืบหน้าที่จับต้องได้ ส่งตัวผู้ต้องหา 11 ราย และการประสานงานที่ต้องไปต่อระดับเหนือ TBC

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกบันทึกไว้ในเวทีครั้งนี้ คือฝ่ายไทยกล่าวขอบคุณฝ่ายเมียนมาที่ช่วยจับกุมและส่งตัวผู้ต้องหาตามหมายจับที่หลบหนีไปยังฝั่งเมียนมากลับมาดำเนินคดีในไทยรวม 11 คน แบ่งเป็นคดียาเสพติด 5 คน คดีอาวุธปืน 2 คน และคดีหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 4 คน

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมรับรู้ร่วมกันว่า บางปมปัญหาเกินขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น จึงจำเป็นต้องนำเสนอหน่วยเหนือของแต่ละฝ่ายเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อ โดยเฉพาะกรณีโครงสร้างถาวรริมลำน้ำและมาตรการควบคุมมลพิษจากกิจกรรมเศรษฐกิจที่ต้นน้ำ ซึ่งต้องอาศัยกลไกด้านสิ่งแวดล้อมและกฎหมายในระดับที่สูงกว่า

หลังเสร็จสิ้นการประชุม มีการมอบของที่ระลึกและรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ก่อนที่ช่วงบ่ายฝ่ายไทยจะนำคณะฝ่ายเมียนมาเดินทางไปทัศนศึกษาเยี่ยมชมศาสนสถาน ณ วัดห้วยปลากั้ง อำเภอเมืองเชียงราย พร้อมกิจกรรมสันทนาการและการแข่งขันกีฬา เพื่อกระชับความสัมพันธ์ของคณะกรรมการทั้งสองประเทศ

ลำน้ำสายไม่ใช่แค่เส้นน้ำธรรมชาติ แต่เป็นเส้นเลือดเศรษฐกิจและความปลอดภัยของชุมชน

สำหรับคนแม่สายและพื้นที่ต่อเนื่อง ลำน้ำสายคือทั้งทางระบายน้ำ ทางทำกิน และภาพจำของ “เมืองชายแดน” ที่ต้องอยู่กับความเสี่ยงซ้ำซ้อน เมื่อแม่น้ำตื้นเขิน ช่องทางน้ำแคบลง ความรุนแรงของน้ำหลากฉับพลันก็เพิ่มขึ้นตามตรรกะธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเสียหายจึงไม่ได้หยุดที่ทรัพย์สิน แต่ลามไปถึงระบบสาธารณูปโภค การค้าชายแดน และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว

ขณะที่เรื่องสารปนเปื้อนในน้ำ หากปล่อยให้คลุมเครือ จะกลายเป็นความกังวลเรื้อรังของชาวบ้านทั้งเรื่องน้ำกินน้ำใช้ เกษตรริมน้ำ และความปลอดภัยของสัตว์น้ำในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งเป็น “ต้นทุนสุขภาพ” ที่มักไม่ปรากฏในงบซ่อมแซมหลังน้ำท่วม แต่กลับกระทบชีวิตจริงอย่างยาวนาน

ในมิติของมาตรฐานและการเฝ้าระวัง ประเทศไทยมีกรอบมาตรฐานคุณภาพน้ำหลายประเภท โดยเอกสารมาตรฐานด้านสาธารณสุขของไทยระบุค่าควบคุมโลหะหนักบางชนิดในน้ำเพื่อการบริโภค เช่น สารหนูและตะกั่ว อยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม การจัดการในลำน้ำนานาชาติจำเป็นต้องยึดข้อมูลวิทยาศาสตร์ร่วมกันและกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามแดน เพื่อไม่ให้ความไม่ไว้วางใจกลายเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหา

ความท้าทายด้านมนุษยธรรม เมื่อ TBC ไม่ได้หมายถึงคณะกรรมการรัฐเพียงอย่างเดียว

อีกชั้นหนึ่งของคำว่า TBC ที่สังคมชายแดนคุ้นเคย คือ The Border Consortium องค์กรด้านมนุษยธรรมที่ทำงานกับผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา ซึ่งต้องแยกให้ชัดจาก TBC ที่เป็นกลไกคณะกรรมการชายแดนของรัฐ

ข้อมูลจากสื่อเศรษฐกิจระบุว่า The Border Consortium เผชิญแรงกดดันด้านงบประมาณในช่วงหลัง โดยปัจจัยการเปลี่ยนแปลงนโยบายความช่วยเหลือต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาถูกจับตาว่าจะกระทบห่วงโซ่การสนับสนุนงานมนุษยธรรมในภูมิภาค

ในมุมชายแดนไทย ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะหากระบบสนับสนุนในค่ายผู้ลี้ภัยอ่อนแรงลง ความเปราะบางจะเพิ่มขึ้นทั้งด้านสาธารณสุข การคุ้มครองเด็กและสตรี และความเสี่ยงที่คนชายขอบจะถูกชักจูงเข้าสู่อาชญากรรมข้ามชาติหรือการแสวงหาประโยชน์รูปแบบอื่น

ประเด็นเด่นที่ประชาชนควรรู้ สิ่งที่ทำได้ทันทีในช่วงฤดูเสี่ยง

ภายใต้การเจรจาระดับหน่วยงาน ความปลอดภัยของประชาชนยังต้องเริ่มจากการรับมือรายวัน โดยเฉพาะพื้นที่ริมน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำ

ประชาชนควรติดตามประกาศท้องถิ่นเรื่องการขุดลอก การรื้อถอน และการก่อสร้างริมตลิ่งอย่างใกล้ชิด เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงของลำน้ำมีผลต่อระดับน้ำหลาก

หากมีข้อกังวลเรื่องคุณภาพน้ำ ควรใช้ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐที่ตรวจวัดอย่างเป็นทางการเป็นหลัก และหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยัน เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกหรือกระทบเศรษฐกิจชุมชนโดยไม่จำเป็น

ในช่วงน้ำหลาก การจัดการขยะริมตลิ่งและการไม่ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงลำน้ำ เป็นมาตรการเล็กที่ช่วยลดการอุดตันจุดคอขวดของน้ำได้จริง และเป็นความร่วมมือที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการเมืองหรือการทูต

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  1. การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย–เมียนมา ครั้งที่ 102 จัดวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
  2. ฝ่ายไทยระบุการส่งตัวผู้ต้องหาตามหมายจับจากฝั่งเมียนมากลับไทยรวม 11 ราย แยกเป็นคดียาเสพติด 5 ราย คดีอาวุธปืน 2 ราย และคดีหลบหนีเข้าเมือง 4 ราย
  3. มาตรฐานด้านสาธารณสุขของไทยมีการกำหนดค่าควบคุมโลหะหนักในน้ำเพื่อการบริโภคบางชนิด เช่น สารหนูและตะกั่ว ซึ่งใช้เป็นฐานอ้างอิงในการสื่อสารความเสี่ยงด้านสุขภาพในสังคม
  4. รายงานข่าวต่างประเทศช่วงปี 2025 สะท้อนความผันผวนของระบบงบช่วยเหลือต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจส่งผลต่อผู้ให้บริการงานมนุษยธรรมหลายพื้นที่ทั่วโลก
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลเหตุการณ์ประชุม TBC ครั้งที่ 102 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569
  • ข้อมูลมาตรฐานด้านสาธารณสุขเกี่ยวกับคุณภาพน้ำและค่าควบคุมสารบางชนิด
  • สำนักข่าว Reuters และ AP
  • หมายเหตุ ตัวเลขเชิงพื้นที่ ผลการตรวจวัด และรายละเอียดเชิงเทคนิคบางส่วนในประเด็นอุทกภัยและสารปนเปื้อน ใช้ตามเนื้อหาข้อมูลที่ผู้สื่อข่าวได้รับในชุดข้อมูลแนบจากผู้ว่าจ้างข่าว และควรตรวจสอบซ้ำกับผลตรวจวัดทางการของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขก่อนนำไปใช้เชิงนโยบายหรือการสื่อสารความเสี่ยงในวงกว้าง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย แก้ปัญหาน้ำประปาเวียงแก่น ขุดลอกตะกอนมหาอุทกภัยเปิดทางน้ำดิบเลี้ยงโรงพยาบาล

วิกฤตน้ำประปาเวียงแก่น อบจ.เชียงรายลุยขุดลอก “ลำน้ำงาว” กู้ระบบน้ำโรงพยาบาล ชุมชน หลังตะกอนมหาอุทกภัยทับถมหนัก

เชียงราย, 29 มกราคม 2569 — ในวันที่ “น้ำสะอาด” ไม่ได้เป็นเพียงความสะดวกสบาย แต่คือเส้นเลือดของระบบสาธารณสุขและชีวิตประจำวัน เสียงเรียกร้องจากปลายน้ำจึงดังขึ้นพร้อมกันทั้งโรงพยาบาล บ้านเรือน และพื้นที่เพาะปลูกของอำเภอเวียงแก่น เมื่อแหล่งน้ำดิบหลักผลิตประปาเริ่ม “ไม่ทำงาน” อย่างที่ควรเป็น เวลา 14.10 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) พร้อม นางนิตยา ยาละ สมาชิกสภา อบจ.เชียงราย เขตอำเภอเวียงแก่น ลงพื้นที่ติดตามการทำงานของเครื่องจักรกลหนักจาก สำนักช่าง และ กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงรายฝายลำน้ำงาว หลังโรงพยาบาลเวียงแก่น เพื่อเร่งฟื้นระบบน้ำอุปโภคบริโภคที่กำลังขาดแคลน

ลำน้ำงาว” สายเลือดของเวียงแก่น เมื่อแหล่งน้ำดิบตื้นเขิน โรงพยาบาลคือด่านหน้าที่สะเทือนก่อน

สำหรับคนเวียงแก่น ลำน้ำงาว ไม่ใช่เพียงลำน้ำธรรมชาติ หากเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่หล่อเลี้ยงกิจกรรมเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต ตั้งแต่ สวนส้มโอ ข้าว ข้าวโพด ไปจนถึงภารกิจสำคัญที่สุดคือการเป็น แหล่งน้ำดิบหลัก สำหรับผลิตน้ำประปาให้ โรงพยาบาลเวียงแก่น และชุมชนโดยรอบ

ทว่า “บทเรียนหลังน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2567” ได้ทิ้งร่องรอยที่หนักกว่าภาพความเสียหายบนถนนหรือบ้านเรือน เพราะเมื่อกระแสน้ำพัดพา ตะกอนดินและทรายจำนวนมากจากพื้นที่สูง ลงสู่ลำน้ำ ตะกอนเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือน “ฝุ่นควันในระบบหายใจ” ของลำน้ำ สะสมจนตื้นเขิน และไปอุดจังหวะการไหล การกักเก็บ และการสูบน้ำขึ้นระบบประปา

ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ “น้ำไหลอ่อน” แต่ลามไปสู่คำถามใหญ่กว่า โรงพยาบาลจะเดินระบบอย่างไร หากขาดน้ำสะอาดต่อเนื่อง? และประชาชนจะรักษาสุขอนามัยขั้นพื้นฐานได้อย่างไร หากน้ำอุปโภคบริโภคไม่พอในช่วงที่ยังต้องฟื้นตัวจากภัยพิบัติเดิม

ในกรอบสาธารณสุขสากล WHO ย้ำว่าความมั่นคงด้านน้ำในสถานบริการสุขภาพเป็นเงื่อนไขพื้นฐานต่อความปลอดภัยผู้ป่วย การควบคุมการติดเชื้อ และคุณภาพบริการ ไม่ใช่ “ทางเลือก”

จุดเปลี่ยนหลังมหาอุทกภัย เมื่อ “ตะกอน” กลายเป็นวิกฤตสาธารณูปโภคที่มองไม่เห็น

จากข้อมูลภาคสนามที่ผู้ใช้จัดเตรียม ระบุว่าอุทกภัยปี 2567 ได้พัดพาโคลนดินจากพื้นที่สูงไหลลงสู่ลำน้ำงาว จน ฝาย/ลำน้ำกลายเป็นจุดรองรับตะกอน มากกว่าจุดกักเก็บน้ำ ส่งผลให้ลำน้ำตื้นเขิน “ในระดับใกล้ตลิ่ง” และทำให้ไม่สามารถสูบน้ำดิบขึ้นมาใช้ได้ตามปกติ

ภาพนี้สะท้อนธรรมชาติของภัยพิบัติยุคใหม่ที่ไม่ได้ “มาแล้วจบ” แต่ทิ้งผลพวงเป็นชั้นๆ ตั้งแต่น้ำท่วม → ดินถล่ม → ตะกอนทับถม → ระบบน้ำล่ม → สุขาภิบาลและเศรษฐกิจชุมชนอ่อนแรง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายหน่วยงานด้านมนุษยธรรมจึงสรุปบทเรียนซ้ำว่า “ระยะหลังน้ำลด” คือช่วงที่ความเสี่ยงรองพุ่งสูง และต้องใช้ทรัพยากรฟื้นฟูจำนวนมาก

ปฏิบัติการ 29 ม.ค. 2569 ขุดลอก เปิดทางน้ำ วางท่อใหม่ เพื่อให้ “น้ำประปาต้องกลับมาไหล”

ภารกิจที่เกิดขึ้นในเวียงแก่นครั้งนี้ ถูกวางเป็นการแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยมีแกนปฏิบัติการ 2 ส่วน

1) ขุดลอกเปิดทางน้ำ คืนสภาพการไหลให้ลำน้ำงาว

เครื่องจักรกลหนักของ อบจ. เข้าดำเนินการขุดลอกตะกอนดิน/ทราย และปรับแนวทางน้ำบริเวณฝายและช่วงที่ตื้นเขิน เพื่อให้กลับมามีน้ำพอสำหรับการสูบและการใช้งาน

2) วาง/ปรับระบบท่อสูบน้ำใหม่ โฟกัส “โรงพยาบาลต้องมีน้ำ”

อีกมาตรการสำคัญคือการปรับปรุงระบบท่อ เพื่อสูบน้ำจากจุดที่ขุดลอกแล้วขึ้นไปใช้ในโรงพยาบาลให้ทันต่อความจำเป็น

ถอดความสาระสำคัญจากหน้างาน นายก อบจ.ชี้ว่าการลงมือครั้งนี้ฟื้นเส้นทางน้ำ

จากสาระที่ผู้ใช้ถ่ายทอดไว้ในส่วน “เจาะลึกเนื้อหาวีดิโอ” สะท้อนประเด็นหลัก 3 ชั้น ดังนี้

  1. ยอมรับความจริงว่าเป็นงานเฉพาะหน้า แต่ต้องทำทันที นายก อบจ.ชี้ว่าการลงมือครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะปริมาณน้ำลดลงเร็ว ขณะที่ตะกอนทับถมสูงมากจนทำให้แหล่งน้ำเดิมใช้งานไม่ได้ ส่งผลให้ประชาชนและโรงพยาบาลได้รับความเดือดร้อนหนัก
  2. ชี้ “ต้นตอ” ว่ามาจากตะกอนหลังน้ำท่วมใหญ่และดินโคลนจากพื้นที่สูง ดินโคลนจากพื้นที่สูงไหลลงลำน้ำงาว ทำให้ฝายที่เคยเก็บกักน้ำ กลายเป็นจุดสะสมตะกอนจนเต็ม
  3. วางแผนปฏิบัติการแบบ “ขุดลอก + ประสานหน่วยงาน + โครงสร้างระยะยาว” อบจ.ดำเนินการขุดลอกและฟื้นเส้นทางน้ำ พร้อมทำเรื่องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กรมเจ้าท่า กรมชลประทาน โยธาธิการและผังเมือง) เพื่อเสถียรภาพลาดดิน/โครงสร้าง และเดินหน้าวางระบบท่อใหม่ให้สูบน้ำขึ้นโรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงที

สรุปสาระจากคลิปตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ข้อความ “น้ำประปาต้องกลับมาไหล” จึงทำหน้าที่เป็นทั้งคำประกาศเชิงนโยบาย และ “เป้าหมายเชิงวิศวกรรม” ที่ต้องทำให้เห็นผลในระยะสั้น ก่อนฤดูฝนรอบใหม่จะมาถึง

เมื่อ “น้ำประปา” กลายเป็นความมั่นคงด้านสุขภาพ และบททดสอบการกระจายอำนาจ

การแก้วิกฤตครั้งนี้มีนัยมากกว่าเครื่องจักรที่กำลังขุดดิน เพราะสะท้อน “สมรรถนะท้องถิ่น” ใน 3 มิติ

ความเร็วในการตอบสนอง เครื่องจักรท้องถิ่น = นาทีทองของการฟื้นระบบ

ในภาวะวิกฤต โครงสร้างราชการส่วนกลางมักมีขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้าง/อนุมัติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ อบจ.มีเครื่องจักรและทีมช่างของตนเอง ทำให้ “เริ่มงานได้ทันที” ซึ่งมีความหมายอย่างยิ่งเมื่อปลายทางคือ โรงพยาบาล ที่ต้องใช้น้ำต่อเนื่อง

ความมั่นคงด้านสาธารณสุข โรงพยาบาลขาดน้ำ = ความเสี่ยงเชิงระบบ

น้ำในโรงพยาบาลไม่ใช่แค่ดื่มกิน แต่รวมถึงการทำความสะอาด การฆ่าเชื้อ ห้องน้ำ การบริการผู้ป่วย และการป้องกันการติดเชื้อ WHO จึงมีกรอบคิดเรื่องการบริหารความเสี่ยงด้านน้ำในอาคาร/สถานบริการสุขภาพเพื่อความปลอดภัยของผู้รับบริการ

เศรษฐกิจฐานราก ผู้ใช้น้ำกลับมาทำการเกษตรได้ = ลดความเสียหายที่ลากยาว

ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมระบุชัดว่ากลุ่มผู้ใช้น้ำไม่สามารถส่งน้ำเข้าพื้นที่เกษตรได้ตามปกติ หากระบบกลับมาเดินได้เร็ว จะลดความสูญเสียในพืชเศรษฐกิจและรายได้ครัวเรือน

ขุดลอก” อย่างเดียวไม่พอ การบ้านระยะยาวที่ต้องชัด เพื่อไม่ให้ตะกอนกลับมาซ้ำ

งานขุดลอกเป็น “การเปิดทางน้ำ” ที่จำเป็น แต่ข่าวเชิงลึกต้องตั้งคำถามต่อว่า หลังเครื่องจักรถอนกำลังแล้ว จะทำอย่างไรต่อ เพื่อไม่ให้พื้นที่กลับสู่วงจรเดิมในฤดูฝนหน้า

  1. แผนบริหารตะกอน (sediment management) ต้องมีจุดติดตามว่าตะกอนมาจากช่วงลำน้ำใด พื้นที่ลาดชันใด และมีมาตรการลดการพัดพาอย่างไร (เชื่อมโยงงานฟื้นฟูต้นน้ำ/หน้าดิน)
  2. มาตรฐานงานลำน้ำและความปลอดภัย งานปรับลำน้ำต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อการไหล การกัดเซาะ และชุมชนริมฝั่ง
  3. ระบบเตือนภัย สื่อสารสาธารณะ ประสบการณ์น้ำท่วมรุนแรงในภาคเหนือที่ผ่านมาเป็นเครื่องเตือนว่า “สื่อสารเร็ว” มีความหมายเท่ากับ “เข้าถึงความช่วยเหลือเร็ว”

สิ่งที่ประชาชนและหน่วยงานทำได้ทันที เพื่อไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้ง

สำหรับประชาชน/ครัวเรือน

  1. สำรองน้ำและวางแผนใช้น้ำช่วงวิกฤต จัดลำดับความสำคัญ (ดื่ม ทำอาหาร สุขอนามัย)
  2. ติดตามประกาศหน่วยงานท้องถิ่น/โรงพยาบาล เพื่อรับข้อมูลจุดแจกจ่ายน้ำหรือมาตรการเฉพาะหน้า
  3. สุขาภิบาลในช่วงน้ำขาดแคลน ให้ความสำคัญกับความสะอาดภาชนะ น้ำดื่ม และการล้างมือเท่าที่ทำได้ ลดความเสี่ยงโรคจากสุขาภิบาลหย่อนยาน
  4. รวมกลุ่มผู้ใช้น้ำ เกษตรกร แจ้งจุดวิกฤต/จุดสูบที่ใช้งานไม่ได้ เพื่อให้การแก้ไข “ตรงจุด” และไม่ซ้ำซ้อน

สำหรับหน่วยงาน

  1. ทำ “แผนความต่อเนื่องบริการน้ำของโรงพยาบาล” (continuity plan) อิงแนวคิดบริหารความเสี่ยงด้านน้ำในสถานบริการ
  2. จัดระบบข้อมูลลำน้ำหลังน้ำท่วม ทำแผนที่จุดตื้นเขิน จุดเสี่ยงกัดเซาะ จุดสูบ
  3. ประชุมประสานหลายหน่วยงานแบบมีผู้รับผิดชอบชัด (เจ้าท่า ชลประทาน โยธาฯ ท้องถิ่น) เพื่อให้มาตรการระยะยาวไม่สะดุด

คืน “ลมหายใจ” ให้ระบบน้ำเวียงแก่น ก่อนฤดูฝนรอบใหม่จะถามหาความพร้อมอีกครั้ง

ปฏิบัติการขุดลอก ลำน้ำงาว วันที่ 29 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่เพียงภาพเครื่องจักรทำงานกลางลำน้ำ แต่คือสัญญาณว่าเชียงรายกำลังพยายามเปลี่ยน “บทเรียนจากมหาอุทกภัย” ให้เป็น “โครงสร้างการรับมือ” ที่จับต้องได้ เริ่มจากสิ่งพื้นฐานที่สุดอย่างน้ำประปา

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จจะไม่ได้วัดจากวันที่น้ำกลับมาไหลวันแรกเท่านั้น แต่ต้องวัดจาก ความสามารถในการรักษาระบบให้เดินได้ต่อเนื่อง ผ่านฤดูฝน ผ่านตะกอนรอบใหม่ และผ่านข้อจำกัดงบประมาณ อำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน

ในวันที่ภัยพิบัติอาจกลับมาได้เสมอ คำว่า “น้ำประปาต้องกลับมาไหล” จึงไม่ควรเป็นแค่คำประกาศ แต่ต้องเป็น สัญญาทางนโยบาย ที่มีแผนระยะสั้น กลาง ยาวรองรับ เพื่อให้คนเวียงแก่นไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่น้ำหลาก

สถิติ/ข้อมูลชวนคิด

  • สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในภาคเหนือเคยถูกติดตามและรายงานความเสี่ยง/ผลกระทบในช่วงปี 2567–2568 สะท้อนว่าความเสี่ยงไม่ได้อยู่ไกลตัว และต้องมีแผนรับมือระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
  • รายงานสถานการณ์อุทกภัยในไทยจากหน่วยงาน/องค์กรด้านมนุษยธรรมในภูมิภาคมีการสรุปตัวเลขผลกระทบเชิงครัวเรือน/พื้นที่ในบางช่วงของปี 2567 ซึ่งตอกย้ำภาระงานฟื้นฟูหลังน้ำลดและความจำเป็นของโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทาน
  • WHO เน้นการจัดการความเสี่ยงด้านน้ำในอาคารและสถานบริการสุขภาพ เพื่อความปลอดภัยผู้ป่วยและความต่อเนื่องของบริการ น้ำในโรงพยาบาลจึงเป็น “ความมั่นคง” ไม่ใช่ “ความสะดวก”
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • สำนักช่าง อบจ.เชียงราย
  • กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย
  • โรงพยาบาลเวียงแก่น
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายชูระบบตามไฟและมาตรการข้าวโพดปลอดเผา แก้เกมฝุ่น PM 2.5 ปี 2569 ท่ามกลางเป้าหมายรัฐที่ยังท้าทาย

เชียงรายชู “ตามไฟ – งดเผา – ระดมชุมชน” ดันโมเดลสู้ PM2.5 รับปี 2569 ท่ามกลางคำถามใหญ่ต่อประสิทธิภาพนโยบายระดับชาติ

เชียงราย, 2 มกราคม 2569 – ย่างเข้าต้นปีใหม่ได้เพียงไม่กี่วัน จังหวัดเชียงรายก็เดินหน้าเข้าสู่ “โหมดรับมือไฟป่าและฝุ่น PM2.5” อย่างเต็มตัว ภายใต้แรงกดดันจากทั้งตัวเลขพื้นที่เผาในภาคเหนือที่ยังไม่ลดลงตามเป้าหมายของรัฐบาล และบทเรียนจากมาตรการระดับชาติที่ไม่เคยบรรลุ KPI มาตั้งแต่แผนวาระฝุ่นแห่งชาติ ปี 2562 จนถึงมาตรการปี 2567

ในห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.ชร.) เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ประจำปี 2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคความมั่นคง และเครือข่ายจิตอาสาในพื้นที่

เป้าหมายไม่ใช่เพียง “ดับไฟ” เมื่อเกิดเหตุ แต่คือการลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) และพฤติกรรมเผาในพื้นที่โล่งลงให้ได้จริง ผ่านมาตรการผสมผสานระหว่างกฎหมาย เทคโนโลยีข้อมูลดาวเทียม และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเดินคู่ไปกับทิศทางนโยบายของรัฐบาลกลางที่กำลังเร่งขันนอตมาตรการสู้ฝุ่น PM2.5 ในปี 2569 ด้วยเช่นกัน

จาก ครม. ถึงชายแดนเหนือ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” และ MOU 4 กระทรวง เพื่อปิดประตูการเผา

ในระดับชาติ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการ “ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้าในราชอาณาจักร พ.ศ. …” โดยจุดประสงค์สำคัญคือ “ตัดวงจรการเผา” ที่แฝงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานพืชไร่ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศ

สาระหลักของประกาศคือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องมี “หนังสือรับรองปลอดเผา” ยืนยันว่าผลผลิตดังกล่าวไม่ได้มาจากแปลงเพาะปลูกที่ใช้การเผา หากตรวจสอบพบว่ามาจากการเกษตรที่ไม่ปลอดเผา รัฐสามารถใช้มาตรการจำกัดหรือห้ามนำเข้าได้โดยตรง แนวทางนี้ถูกวางให้ “เดินคู่” กับการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรภายในประเทศ

ในเวลาเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม MOU ระหว่าง 4 กระทรวง ได้แก่

  • กระทรวงมหาดไทย
  • กระทรวงอุตสาหกรรม
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

สาระของความร่วมมือคือ การควบคุมการเผาอ้อยและพืชไร่ เพื่อลดการเกิดฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านทั้งมิติการบังคับใช้กฎหมาย การใช้เทคโนโลยีตรวจจับจุดความร้อน และการออกแบบมาตรการเศรษฐกิจเพื่อลดแรงจูงใจในการเผา

อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไปยังผลการดำเนินงานปี 2567 ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษและ GISTDA ที่ถูกรวบรวมและวิเคราะห์โดย Rocket Media Lab สะท้อนตรงกันว่า เป้าหมายสำคัญหลายข้อยังไม่บรรลุ ทั้งพื้นที่เผาในป่าอนุรักษ์ ป่าสงวน พื้นที่เกษตร และค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ในแต่ละภูมิภาคของประเทศ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “นโยบายมีอะไรใหม่” แต่คือ “บทเรียนเก่าได้ถูกนำไปใช้แล้วหรือยัง” – โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบางอย่างภาคเหนือและจังหวัดชายแดน เช่น เชียงราย

บทเรียนจากตัวเลข เมื่อ KPI ปี 2567 ไม่เดินตามแผน

แผนการลดฝุ่น PM2.5 ปี 2567 ถูกออกแบบให้เป็นภาคต่อของ “วาระแห่งชาติด้านฝุ่นละออง” ที่ประกาศครั้งแรกในปี 2562 โดยมีตัวชี้วัดหลัก (KPI) ที่ท้าทาย เช่น

  1. ลดพื้นที่เผาในป่าอนุรักษ์และป่าสงวน 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 50%
  2. ลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 50%
  3. ลดพื้นที่เผาในป่าและพื้นที่เกษตรนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 10–20%
  4. ลดค่าเฉลี่ย PM2.5 และจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในทุกภูมิภาค

แต่เมื่อย้อนดูตัวเลขจริง พบว่าหลายตัวชี้วัด “เดินสวนทาง” กับเป้าอย่างน่ากังวล

  • พื้นที่ป่าสงวนใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ปี 2566 เผา 3,731,468 ไร่
    • ปี 2567 เผา 3,819,335 ไร่
    • เพิ่มขึ้น 2.35% แทนที่จะลดลง 50%
  • พื้นที่ป่าอนุรักษ์ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ลดลงราว 14.43% แต่ยังห่างจากเป้าหมายลด 50% มาก
  • พื้นที่เกษตรกรรมใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ปี 2566 เผา 1,206,204 ไร่
    • ปี 2567 เผา 1,609,633 ไร่
    • เพิ่มขึ้นถึง 33.45%
  • พื้นที่เกษตรนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • เพิ่มขึ้นถึง 878% แสดงให้เห็นการขยายตัวของการเผาในพื้นที่อื่นของประเทศ

ในด้านคุณภาพอากาศ กรุงเทพฯ ถือเป็น “กรณีศึกษา” ที่ชัดเจนที่สุดจากฐานข้อมูล The World Air Quality Index Project ซึ่ง Rocket Media Lab นำมาวิเคราะห์ พบว่าในปี 2567

  • กรุงเทพฯ มีวันที่อากาศดี (สีเขียว) เพียง 43 วัน หรือ 11.81% ของปี
  • วันที่อากาศปานกลาง (สีเหลือง) 252 วัน หรือ 69.23%
  • วันที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้มและแดง) รวมกันยังอยู่ในระดับที่ต้องจับตา แม้มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน

เมื่อเทียบค่าฝุ่นกับ “บุหรี่” ตามเกณฑ์ของ Richard A. Muller ที่เปรียบ PM2.5 เฉลี่ย 22 ไมโครกรัม/ลบ.ม. เท่ากับการสูบบุหรี่ 1 มวน พบว่า

  • ปี 2567 คนกรุงเทพฯ สูดฝุ่นเทียบเท่าการสูบบุหรี่ 1,297 มวนต่อปี
  • ลดลงจาก 1,370 มวนในปี 2566 เพียงเล็กน้อย แต่ยังสูงกว่าปี 2564–2565

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้มาตรการและ “วาทกรรมเรื่องการแก้ฝุ่น” จะเข้มข้นขึ้นทุกปี แต่ผลลัพธ์จริงยังอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับเชียงรายและภาคเหนือ สิ่งที่เห็นชัดคือ แม้ค่าเฉลี่ย PM2.5 ในภาคเหนือจะลดลงจาก 62 เป็น 46 ไมโครกรัม/ลบ.ม. (ลดลงราว 25.81%) แต่ก็ยังไม่ถึงเป้าหมายลดลง 40% ตามที่ตั้งไว้ ขณะที่จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในภาคเหนือกลับเพิ่มขึ้นเป็น 129 วัน สวนทางกับเป้าหมายที่ต้องการลดลง 30%

นี่คือฉากหลังสำคัญที่ทำให้ “แผน 2569 ของเชียงราย” ถูกจับตามองว่า จะสามารถสร้างความแตกต่างจากปีที่ผ่านมาได้มากน้อยเพียงใด

เชียงรายยกเครื่องรับมือปี 2569 จากห้องประชุม ปภ. ถึงคำสั่งงดเผา-ห้ามเผา

การประชุมเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย มีวาระสำคัญคือ “การจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ประจำปี 2569 พร้อมกันทั้งจังหวัด” ในวันที่ 8 มกราคม 2569

สาระสำคัญของแผนเตรียมความพร้อม ได้แก่

  1. การจัดแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า–หมอกควัน
  2. การเตรียมพร้อมกำลังพล เครื่องจักร สาธารณภัย และอุปกรณ์ดับไฟอย่างเป็นระบบ
  3. การปล่อยขบวนรณรงค์ป้องกันไฟป่าและหมอกควันในชุมชนเสี่ยง
  4. การพิจารณาจัด “ทอดผ้าป่า” เพื่อระดมกองทุนสำหรับงานป้องกันไฟป่าของจังหวัดเชียงรายโดยเฉพาะ

ควบคู่กับกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ จังหวัดเชียงราย โดย กอ.ปภ.ชร. ได้วาง “ปฏิทินควบคุมการเผา” อย่างชัดเจนว่า

  • 1 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2569
    ขอความร่วมมืองดเผาในที่โล่งทุกชนิด
  • 14 กุมภาพันธ์ – 10 พฤษภาคม 2569
    ห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด ถือเป็น “ช่วงวิกฤต” ที่ต้องลดความเสี่ยง Hotspot ให้เหลือน้อยที่สุด

แม้จะเป็นมาตรการที่คุ้นเคยในจังหวัดภาคเหนือ แต่สิ่งที่เชียงรายพยายามทำให้ต่างออกไปในปีนี้ คือการ “ต่อยอดด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี” เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสะท้อนสถานการณ์จริง ไม่ใช่เพียงคำสั่งบนกระดาษ

 “ตามไฟ” และข้อมูลดาวเทียม เมื่อเชียงรายใช้เทคโนโลยีเป็นดวงตาที่สอง

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของเชียงรายในปี 2569 คือการนำเสนอและหารือการใช้งานระบบ “ตามไฟ” (tamfire.net) ซึ่งพัฒนาโดยทีมวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย รศ.ดร.สรรเพชญ ชื้อนิธิไพศาล ภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ คณะวิศวกรรมศาสตร์

“ตามไฟ” เป็นแพลตฟอร์มบนเว็บไซต์ที่ดึงข้อมูลจากระบบตรวจจับจุดความร้อนของ NASA FIRMS ผ่านดาวเทียม VIIRS และ MODIS เพื่อนำมาวิเคราะห์แบบ Near Real-Time ในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ จุดแข็งของระบบนี้ ได้แก่

  • การแสดงจุดความร้อน (Hotspot) แบบวันต่อวัน สามารถดูย้อนหลังได้ตามช่วงเวลาที่กำหนด
  • การวิเคราะห์แบบ Time Series ทำให้เห็น “พฤติกรรม” ของไฟป่า ไม่ใช่เพียงจุดที่เกิดไฟ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
  • การสรุปข้อมูลในรูปแบบ Dashboard แยกตามเขตปกครองและเขตป่าต่าง ๆ ทำให้ฝ่ายปกครองและหน่วยงานดับไฟป่าสามารถ “อ่านภาพรวม” ได้รวดเร็ว
  • การดาวน์โหลดข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อในระดับจังหวัด อำเภอ หรือชุมชน

สำหรับเชียงราย ความสำคัญของ “ตามไฟ” ไม่ได้อยู่แค่แผนที่จุดแดงบนหน้าจอ แต่คือการใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็น “ฐานกลาง” ให้หน่วยงานในจังหวัดพูดคุยกันบนข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน ทั้งฝ่ายปกครอง ป่าไม้ ทหาร และ อปท. ลดข้อโต้แย้งเรื่อง “พื้นที่ใคร–ความรับผิดชอบใคร” และหันมาโฟกัสว่า จุดใดควรส่งกำลังเข้าไปดับก่อน จุดใดเสี่ยงลุกลามสู่ชุมชน หรือจุดใดสะท้อนพฤติกรรมเผาซ้ำในพื้นที่เดิมทุกปี

ในมุมเชิงนโยบาย หากเชื่อม “ตามไฟ” กับปฏิทินงดเผา–ห้ามเผา จังหวัดจะสามารถใช้ข้อมูล Hotspot เป็นหนึ่งในหลักฐานเพื่อกำกับดูแล บังคับใช้กฎหมาย หรือผูกกับมาตรการจูงใจ–ลงโทษในระดับหมู่บ้านและตำบลได้ชัดเจนขึ้น

ภาคเหนือทั้งภูมิภาค เมื่อตัวเลขพื้นที่เผายังสวนทางเป้าหมาย

แม้เชียงรายจะเดินหน้าด้วยเครื่องมือใหม่และปฏิทินควบคุมการเผาที่ชัดเจน แต่ปัญหาไฟป่า–หมอกควันในภาคเหนือไม่ใช่เรื่องของจังหวัดเดียว หากมองทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือจากข้อมูลของ GISTDA จะเห็นภาพใหญ่ที่ท้าทายอย่างมาก คือ

  • พื้นที่เผาในป่าสงวนและป่าอนุรักษ์แม้บางส่วนจะลดลง แต่ยังไม่สามารถลดได้ถึง 50% ตามเป้าที่ตั้งไว้
  • พื้นที่เกษตรใน 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะพืชไร่ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อย กลับมีการเผาเพิ่มขึ้นกว่า 30% ขึ้นไป

เมื่อเชื่อมโยงกับมาตรการของรัฐบาลที่ตั้งใจลดการเผาในพื้นที่เกษตรและป่า ทั้งในและนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ จะเห็นว่า “เป้าเชิงตัวเลข” ปี 2567 ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ปี 2568–2569 รัฐบาลต้องทบทวน KPI ใหม่ ลดระดับความคาดหวังในบางพื้นที่ (จากลด 50% เหลือ 25–30%) และเพิ่มความละเอียดในเชิง “กลุ่มพืช” เช่น นาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน

อย่างไรก็ตาม การลด KPI อาจถูกตั้งคำถามว่าเป็นการ “ยอมแพ้เชิงตัวเลข” หรือเป็นการปรับเป้าให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อค่อย ๆ ไต่ระดับไปสู่เป้าหมายระยะยาว ซึ่งคำตอบจะอยู่ที่ผลลัพธ์ในช่วงฤดูไฟป่า–หมอกควันที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่เดือนข้างหน้า

จากกรุงเทพฯ ถึงเชียงราย เมื่อสุขภาพคนเมืองและคนดอยอยู่บนเส้นเดียวกัน

แม้เชียงรายและภาคเหนือจะเป็น “แนวหน้าของไฟป่า” แต่สถานการณ์ PM2.5 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภูเขาและป่าไม้ ตัวเลขจากกรุงเทพฯ ที่คนเมืองสูดฝุ่นเทียบเท่าการสูบบุหรี่กว่า 1,297 มวนต่อปี ในปี 2567 สะท้อนว่า “คนเมืองใหญ่” ก็ตกอยู่บนเส้นวิกฤตสุขภาพไม่ต่างจากคนเหนือ

กรุงเทพมหานครจึงต้องออก (ร่าง) แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหา PM2.5 ปี 2568–2569 ภายใต้กรอบวาระแห่งชาติฝุ่นละออง โดยมีทั้งมาตรการตลอดปี เช่น

  • ระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ
  • การตรวจจับควันดำยานพาหนะ
  • การควบคุมไซต์ก่อสร้าง
  • การผลักดัน Ecosystem รถพลังงานไฟฟ้า
  • การควบคุมการเผาในที่โล่งและพื้นที่การเกษตรรอบเมือง
  • ห้องปลอดฝุ่นในโรงเรียนและชุมชน

และมาตรการเฉพาะช่วงวิกฤต เช่น การพิจารณาปิดโรงเรียน การจำกัดรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าพื้นที่เมือง หรือการประกาศเขตภัยพิบัติในกรณีที่ค่าฝุ่นเกิน 150 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ติดต่อกัน 5 วัน

หากมองแบบ “ภาพใหญ่ของประเทศ” จะเห็นว่าปัญหา PM2.5 เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ตั้งแต่

  • นโยบายการค้าสินค้าเกษตร (เช่น การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์)
  • พฤติกรรมการเผาในพื้นที่เกษตรและป่าในภาคเหนือและภูมิภาคอื่น
  • การปล่อยมลพิษจากยานพาหนะและอุตสาหกรรมในเขตเมืองใหญ่
  • ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้สภาพอากาศนิ่งและการระบายอากาศแย่ลงในช่วงฤดูหนาว

ในบริบทนี้ เชียงรายจึงไม่ได้เป็นเพียง “จังหวัดหนึ่งใน 17 จังหวัดภาคเหนือ” แต่เป็น “ห้องทดลองเชิงพื้นที่” ที่นโยบายระดับชาติกำลังถูกทดสอบผ่านเครื่องมือใหม่อย่าง “ตามไฟ” และกลไกร่วมของชุมชน

คำถามปลายเปิดปี 2569 นโยบายใหม่จะหยุดฝุ่นเก่าได้จริงหรือไม่

เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งจากรัฐบาลกลาง หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม นักวิจัย และจังหวัดเชียงราย จะเห็นประเด็นสำคัญอย่างน้อย 3 ข้อที่สังคมควรจับตาในปี 2569

  1. จากเอกสารสู่การปฏิบัติในไร่–ในป่า
    • มาตรการหนังสือรับรอง “ข้าวโพดปลอดเผา” และการไม่รับซื้อผลผลิตที่มาจากการเผา หากไม่มีระบบติดตามจริงจังในพื้นที่ชายแดน ภาคเหนือ และประเทศเพื่อนบ้าน อาจกลายเป็นเพียง “กำแพงบนกระดาษ” ที่ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมในพื้นที่ได้จริง
  2. เชียงรายโมเดล เทคโนโลยี + ชุมชน จะช่วยลด Hotspot ได้แค่ไหน
    • ระบบ “ตามไฟ” ทำให้เจ้าหน้าที่เห็นภาพไฟป่าและจุดความร้อนชัดเจนขึ้น แต่หัวใจสำคัญคือ “การใช้ข้อมูลนั้นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง” ทั้งในเชิงการวางแผนล่วงหน้า การจัดสรรกำลังพล และการสื่อสารกับชุมชนให้เข้าใจว่าพื้นที่ของตนเองถูกจับตามองอย่างไร
  3. KPI ที่ลดลง กับความคาดหวังของประชาชนที่ยังสูงเหมือนเดิม
    • การลดเป้าหมายจากลดการเผา 50% เหลือ 25–30% อาจช่วยให้หน่วยงานรัฐ “ไม่ล้มเหลวบนกระดาษ” อีกครั้ง แต่สำหรับประชาชนในเชียงราย ภาคเหนือ และกรุงเทพฯ ที่ยังต้องใส่หน้ากากในช่วงฤดูฝุ่น คำถามคือ “ชีวิตจริงจะดีขึ้นตามตัวเลข KPI หรือไม่”

ในมุมของจังหวัดเชียงราย การกำหนดปฏิทินงดเผา–ห้ามเผาที่ชัดเจน การวางแผนระดมพลและเครื่องมือด้านสาธารณภัย และการหยิบเทคโนโลยี “ตามไฟ” มาใช้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแปลงนโยบายระดับประเทศให้เป็นมาตรการจับต้องได้ในพื้นที่ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนในจังหวัด – ตั้งแต่หมู่บ้าน ชุมชน เกษตรกร ไปจนถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวและภาคธุรกิจ – รับรู้ว่า “อากาศที่สะอาด” ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของรัฐ แต่คือทุนชีวิตและทุนเศรษฐกิจร่วมกันของคนเชียงรายทั้งจังหวัด

ปี 2569 จึงอาจเป็นปีชี้ชะตาว่า “เชียงรายโมเดล” จะสามารถก้าวข้ามบทเรียนความล้มเหลวของเป้าหมาย PM2.5 ในอดีต และกลายเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่น ๆ นำไปปรับใช้ หรือจะกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งปีที่กราฟตัวเลข Hotspot และค่าฝุ่นย้อนกลับมาถามซ้ำว่า – เราได้ทำดีที่สุดแล้วจริงหรือยัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะรัฐมนตรี / กระทรวงพาณิชย์
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (กอ.ปภ.ชร.)
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA)
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • Rocket Media Lab
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

มหกรรมไม้ดอกอาเซียน 2025 ผนึกกำลังขับเคลื่อนเชียงรายสู่ MICE City และ City of Design

ร้อยดวงใจผ่านสี่ฤดู “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ขับเคลื่อนเชียงรายสู่เมืองไมซ์ ท่ามกลางโจทย์ภัยพิบัติและการท่องเที่ยวคุณภาพ

เชียงราย, 16 ธันวาคม 2568 – สภากาแฟครั้งแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เปิดม่านยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด พร้อมประกาศเจตนารมณ์ยกระดับเชียงรายสู่เมืองแห่งการประชุมและนิทรรศการระดับสากล ขณะที่ต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติทุกรูปแบบ จากไฟป่า หมอกควัน ไปจนถึงแผ่นดินไหว

เวทีหารือข้อราชการสู่วาระการพัฒนาเชียงราย แสงไฟยามเย็นริมฝั่งแม่น้ำกกค่อยๆสะท้อนผิวน้ำ ท่ามกลางสวนดอกไม้ที่ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อเล่าเรื่องราวของเชียงราย บรรยากาศบริเวณสวนไม้งามริมน้ำกก ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย เต็มไปด้วยผู้นำฝ่ายบริหารจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายกว่าหลายสิบหน่วยงาน ที่มาร่วมกันในกิจกรรม “สภากาแฟ” ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในรูปแบบ Dinner Talk

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองช่วง โดยช่วงแรกเวลา 17.00 น. เป็นการพบปะหารือข้อราชการ และช่วงที่สองเวลา 19.00 น. เป็นการจัดในรูปแบบ Dinner Talk ที่ผสานบรรยากาศการรับรองแขกผู้มีเกียรติเข้ากับการนำเสนอวิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดในระยะยาว นับเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและขับเคลื่อนภารกิจจังหวัดอย่างต่อเนื่อง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับและอธิบายถึงความสำคัญของเวที “สภากาแฟ” ว่าเป็นกลไกที่ช่วยให้การสื่อสารระหว่างจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานความมั่นคง ภาคเอกชน และสื่อมวลชน สั้นลงแต่ลึกขึ้น สามารถหารือได้ตรงประเด็นและต่อยอดไปสู่การลงมือทำได้จริง โดยเฉพาะในยุคที่เชียงรายถูกจับตามองทั้งในมิติการท่องเที่ยวและการบริหารจัดการภัยพิบัติ

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งเพิ่งมาปฏิบัติหน้าที่ที่จังหวัดครบหนึ่งเดือนพอดี (เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568) กล่าวว่า เวทีสภากาแฟลักษณะนี้เป็นโอกาสสำคัญในการทำความเข้าใจบริบทและความท้าทายของจังหวัดอย่างรอบด้าน พร้อมแสดงความชื่นชมต่อการทำงานของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่เป็นผู้บริหารผู้หญิงที่เข้มแข็งและมีความสามารถ

เปิดตัว “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ภายใต้แนวคิดแห่งศรัทธา

บนเวทีที่รายล้อมด้วยดอกไม้และงานศิลปะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้ร่วมกันเปิดตัว “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” หรือ Chiangrai Flower and Art Festival 2025 ภายใต้แนวคิด “สายนธีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ถึง 7 มกราคม 2569

นางอทิตาธร อธิบายว่า แนวคิดของงานในปีนี้มิใช่เกิดจากการออกแบบเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นจากการมองย้อนกลับไปยังบาดแผลและความท้าทายที่จังหวัดเชียงรายเผชิญในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า หมอกควัน ภัยแล้ง น้ำท่วม ไปจนถึงความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว เนื่องจากจังหวัดตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนที่ยังมีการเคลื่อนไหวอยู่

“ในทุกปีหลังจากจบงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนไม่เกินหนึ่งเดือน ดิฉันจะต้องกลับมาคิดว่างานในปีต่อไปเราจะจัดออกมาเป็นรูปแบบไหน แต่ไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็จะนำเอาความเป็นเชียงรายมาปรากฏในสถานที่แห่งนี้เพื่อเป็นความภาคภูมิใจของคนเชียงราย สำหรับการจัดงานในปีนี้ ธีมงานออกมาจากปัญหาของจังหวัดเชียงรายที่เราประสบปัญหาภัยเกือบทุกภัย ดังนั้นชาวเชียงรายจะไม่ท้อถอย เราจะต้องลุกขึ้นมายืนแล้วมองตัวเอง ย้อนรอยกลับไปถึงความอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดเชียงราย” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกล่าว

สี่ฤดูกาลแห่งการฟื้นคืนชีวิต

แนวคิดหลักของงานใช้ “สายน้ำ” และ “สี่ฤดูกาล” เป็นสัญลักษณ์หลักเพื่อเล่าเรื่องการฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของเชียงราย ตั้งแต่ภูมิประเทศ ทิวเขา ลำน้ำ ระบบนิเวศ ไปจนถึงวิถีชีวิตของผู้คนและกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 17 กลุ่มที่อาศัยอยู่ร่วมกัน

สวนไม้งามริมน้ำกกถูกแบ่งออกเป็น 4 โซนตาม 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูใบไม้ผลิ โดยใช้การจัดวางไม้ดอกหลากหลายสายพันธุ์ผสานกับงานประติมากรรม แสง สี เสียง และเทคโนโลยีสมัยใหม่ภายใต้ธีม “เสียงสะท้อนและแสงสะท้อนแห่งกาลเวลา (The Reflex of Season)” ทั้งในยามกลางวันและกลางคืน

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเน้นย้ำว่า ทุกองค์ประกอบในสวนไม้งามไม่ได้มีไว้เพื่อถ่ายรูปแล้วผ่านไปเท่านั้น แต่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่ทำให้คนเชียงรายได้ย้อนมองตัวเอง ระลึกถึงความอุดมสมบูรณ์ดั้งเดิมของเมือง และตั้งคำถามร่วมกันว่าจะช่วยกันพลิกฟื้นเชียงรายให้กลับมาสมบูรณ์กว่านี้ได้อย่างไร

การจัดวางดอกไม้ในสวนแห่งนี้แตกต่างจากงานดอกไม้ในจังหวัดอื่น เพราะเชียงรายเป็น “เมืองแห่งการออกแบบ (City of Design)” ภายใต้เครือข่ายสร้างสรรค์ของยูเนสโก จึงมีศิลปินอยู่มากมาย การจัดวางดอกไม้จึงถูกจัดวางด้วยรูปแบบของศิลปะผสานกับความสวยงามของดอกไม้ และในช่วงกลางคืนจะมีการเติมประติมากรรมและเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่เพื่อให้เกิดความตื่นตาตื่นใจ

สามโซนหลัก กระจายรายได้สู่ชุมชน

เพื่อลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวเฉพาะในเขตเมืองและกระจายรายได้สู่พื้นที่อื่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้วางแผนจัดงานครอบคลุม 3 โซนหลัก

โซนที่ 1: อำเภอเมืองเชียงราย – สวนไม้งามริมน้ำกก เป็นพื้นที่หลักในการจัดงานระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ถึง 7 มกราคม 2569 มีการจัดแสดงไม้ดอก ศิลปะ โซน Food Truck อาหารพื้นถิ่น การจำหน่ายชา กาแฟ และผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมถึง “ข่วงวัฒนธรรม” ที่ถ่ายทอดเรือนวิถีชีวิตล้านนาและชาติพันธุ์กว่า 17 กลุ่ม

ทั้งนี้จะได้รับพระกรุณาธิคุณจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานในวันที่ 22 ธันวาคม ซึ่งไม่เพียงยกระดับภาพลักษณ์ของงานในระดับชาติ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการรวมดวงใจชาวเชียงรายภายใต้แนวคิด “สายนธีแห่งศรัทธา”

โซนที่ 2: อำเภอเวียงชัย – หนองหลวง จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ถึง 7 มกราคม 2569 ภายใต้แนวคิด “นทีศรัทธา ธ สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์” หนองหลวงเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่กว่า 9,000 ไร่ ที่ผูกโยงกับตำนานการล่มสลายของเมืองโยนกไชยบุรี มีเกาะต่างๆ ถึง 7 เกาะ โดยเฉพาะ “เกาะแม่ม่าย” ที่มีเรื่องเล่าตำนานแม่หม้ายและปลาไหลเผือก

การจัดงานในโซนนี้ไม่ได้เป็นเพียงการประดับดอกไม้ แต่ยังเป็นการคืนชีวิตให้กับพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม โดยมี ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่ารัฐบาลให้ความสนใจต่อการพัฒนาพื้นที่รอบนอกเมืองอย่างจริงจัง

โซนที่ 3: อำเภอแม่สาย – วัดถ้ำเสาหินพญานาค พื้นที่ชายแดนอย่างแม่สายเคยประสบปัญหาอุทกภัยอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา องค์การบริหารส่วนจังหวัดจึงใช้การจัดงานไม้ดอกที่บริเวณวัดถ้ำเสาหินพญานาคต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ตามคำร้องขอของชาวแม่สายที่ต้องการ “รื้อฟื้นชีวิตและเศรษฐกิจพื้นที่” งานจะเปิดในวันที่ 20 ธันวาคม 2568

ประติมากรรมพญานาคเกี้ยวและบรรยากาศของถ้ำเสาหินไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการลุกขึ้นยืนใหม่ของชุมชนชายแดนที่ต้องเผชิญทั้งภัยธรรมชาติและความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจากการค้าชายแดน

เป้าหมาย “MICE City” และการยกระดับเมือง

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้เชื่อมโยงมหกรรมไม้ดอกเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดในภาพรวม โดยระบุว่าเชียงรายในวันนี้ได้รับการยอมรับในฐานะ “เมืองแห่งการออกแบบ (City of Design)” ภายใต้เครือข่ายสร้างสรรค์ของยูเนสโก ซึ่งสะท้อนผ่านจำนวนศิลปินและผลงานศิลปะที่กระจายอยู่ทั่วเมือง

งานมหกรรมไม้ดอกจึงทำหน้าที่เป็น “โชว์เคสกลางแจ้ง” ที่นำศักยภาพด้านการออกแบบของเชียงรายมาแสดงผ่านภูมิทัศน์ดอกไม้ งานประติมากรรม และแสงสีสื่อผสม โดยเชียงรายเลือกใช้ศิลปะและการออกแบบเป็นตัวขับเคลื่อนภาพลักษณ์จังหวัดอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดยังกล่าวถึงทิศทางสำคัญ คือการผลักดันเชียงรายให้เป็น “MICE City” หรือเมืองแห่งการประชุม สัมมนา และนิทรรศการ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการที่มีผู้บริหารระดับสูงจากหลายกระทรวงและหน่วยงานสำคัญเดินทางมาศึกษาดูงานและจัดกิจกรรมในเชียงรายอย่างต่อเนื่อง

ผู้ว่าราชการจังหวัดเปิดเผยว่า ในวันที่ 17 ธันวาคม จะมีผู้เข้าร่วมหลักสูตรด้านกระบวนการบริหารยุติธรรมระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมเข้ามาจำนวนกว่า 100 ท่าน และในวันที่ 18 ธันวาคม จะมีผู้เข้าร่วมหลักสูตรธรรมาภิบาลด้านการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขอีกกว่า 40 ท่าน ซึ่งล้วนเป็นผู้บริหารระดับสูงและบิ๊กเนมของประเทศ การต้อนรับกลุ่มผู้นำเหล่านี้ภายใต้บรรยากาศของเทศกาลไม้ดอก จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างประสบการณ์เชิงบวกและต่อยอดสู่ความร่วมมือในอนาคต

โจทย์ภัยพิบัติและการเตรียมความพร้อม

แม้โทนของงานมหกรรมไม้ดอกจะเต็มไปด้วยสีสันและความสวยงาม แต่ทั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดต่างย้ำตรงกันว่า “เชียงรายวันนี้ต้องเผชิญโจทย์หนักด้านภัยพิบัติ” ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัจจัยเชิงโครงสร้าง

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกล่าวถึงปัญหาไฟป่า หมอกควัน PM2.5 ภัยแล้ง น้ำท่วม และความเสี่ยงแผ่นดินไหวว่า เป็นภัยแทบทุกประเภทที่จังหวัดต้องประสบ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องคิดธีมงานใหม่ทุกปี โดยย้อนกลับไปที่รากฐานความอุดมสมบูรณ์ของเชียงราย เพื่อให้คนในพื้นที่ได้ร่วมกันทบทวนและหาวิธีฟื้นฟู

ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สะท้อนมุมมองเดียวกันในเชิงนโยบาย โดยกล่าวว่าได้รับมอบหมายจากรัฐบาล โดยเฉพาะจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับ “การป้องกันมากกว่าการเยียวยา” โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก ได้แก่ อุทกภัย ปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก และสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

ผู้ว่าราชการจังหวัดเน้นย้ำว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดเปรียบเสมือนพี่ใหญ่ที่ต้องช่วยบูรณาการกับทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการป้องกันก่อนที่จะเผชิญเหตุและทำการฟื้นฟูเยียวยา โดยเฉพาะเรื่อง PM2.5 และอุทกภัย

เมื่อวันเดียวกันนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ร่วมเปิดศูนย์บริหารจัดการข้อมูลด้านน้ำ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากดร.รอยบุญ รัศมีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรสารสนเทศน้ำแห่งชาติ ให้ความรู้เกี่ยวกับระบบบริหารจัดการข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่จริงได้ ซึ่งจะช่วยในการเตรียมการป้องกันภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ขณะที่เชียงรายกำลังถูกวางบทบาทให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สวยงามของนักท่องเที่ยวที่มีคุณค่า เมืองก็ต้องพร้อมในเวลาเดียวกันที่จะเป็นแนวหน้าในการรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะยิ่งทวีความซับซ้อนในอนาคต

นายอำเภอคนใหม่ “เชียงรายคือบ้านหลังที่สอง”

อีกหนึ่งเสียงที่น่าสนใจบนเวทีสภากาแฟในค่ำคืนนั้น คือคำกล่าวของนายญาณวุฒิ สุขพิมศรี นายอำเภอเมืองเชียงรายคนใหม่ ซึ่งมาปฏิบัติหน้าที่เป็นวันที่สองพอดี แม้จะไม่ได้เป็นคนเชียงรายโดยกำเนิด แต่ด้วยประสบการณ์ทำงานในจังหวัดเชียงรายรวมกว่า 15 ปี ทั้งในตำแหน่งนายอำเภอหลายอำเภอและตำแหน่งระดับจังหวัด

นายอำเภอเมืองเชียงรายกล่าวว่า “เชียงรายคือบ้านหลังที่สอง” และย้ำถึงความพร้อมที่จะทำงานประสานกับทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเคยดำรงตำแหน่งพนักงานรองที่อำเภอเมืองเชียงรายเมื่อปี 2550 จากนั้นมาเป็นปลัดอำเภอเมืองเชียงรายเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก่อนจะไปดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดเชียงราย และออกไปเป็นนายอำเภอที่อำเภอขุนตาล แม่ลาว เวียงชัย และแม่จัน ก่อนจะกลับมาเป็นนายอำเภอเมืองเชียงรายในครั้งนี้

คำกล่าวดังกล่าวมีนัยสำคัญในเชิงโครงสร้างการบริหาร เพราะอำเภอเมืองเชียงรายคือหัวใจของงานมหกรรมไม้ดอก ทั้งในฐานะพื้นที่จัดงานสวนไม้งามริมน้ำกก และในฐานะศูนย์รวมของกิจกรรมด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการบริหารจัดการภัยพิบัติของจังหวัด

บูรณาการ 4 มิติสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

เมื่อมองภาพรวม “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” จึงมิใช่เพียงเทศกาลถ่ายรูปกับดอกไม้สวยงาม หากแต่ทำหน้าที่เสมือนแพลตฟอร์มบูรณาการที่เชื่อม 4 มิติหลักเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

มิติที่ 1: การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานราก การจัดงานกระจายไปยัง 3 โซนหลักใน 3 อำเภอ ช่วยเปิดพื้นที่ให้ชุมชนท้องถิ่น ร้านค้า ผู้ประกอบการชา กาแฟ อาหารพื้นถิ่น และผู้ผลิตสินค้าโอทอป ได้มีโอกาสพบปะนักท่องเที่ยวโดยตรงตลอดช่วงเทศกาล นับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างกว้างขวาง

มิติที่ 2: อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และชาติพันธุ์ การนำวิถีชีวิตล้านนาและชาติพันธุ์กว่า 17 กลุ่มมาจัดแสดง ณ ข่วงวัฒนธรรมในสวนไม้งาม และการหยิบตำนาน “เกาะแม่ม่าย-เมืองโยนกไชยบุรี” มาเล่าใหม่ผ่านพื้นที่หนองหลวง สะท้อนความพยายามที่จะทำให้การท่องเที่ยวหยั่งลึกลงสู่รากของเรื่องเล่าท้องถิ่น ไม่ใช่เพียงการมาถ่ายรูปผ่านๆ

มิติที่ 3: การวางตำแหน่งเมืองในเวทีประเทศและนานาชาติ การเชื่อมงานดอกไม้เข้ากับสถานะ “City of Design” และเป้าหมายการเป็น “MICE City” ทำให้เชียงรายถูกมองไม่เพียงในมิติเมืองท่องเที่ยวฤดูกาลหนาว แต่เป็นเมืองที่พร้อมรองรับการประชุม สัมมนา และกิจกรรมระดับชาติ-นานาชาติ โดยใช้ศิลปะ การออกแบบ และภูมิทัศน์เป็นจุดแข็ง

มิติที่ 4: การบริหารจัดการภัยพิบัติและความยั่งยืน การพูดถึงไฟป่า หมอกควัน PM2.5 น้ำท่วม ภัยแล้ง และแผ่นดินไหวบนเวทีเดียวกับการเปิดตัวเทศกาลดอกไม้ แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารจังหวัดเลือกจะมองความจริงทั้งสองด้านพร้อมกัน คือความสวยงามและความเปราะบางของเมือง และหันมาเน้นการป้องกันล่วงหน้ามากกว่าการรอเยียวยาความเสียหาย

ความท้าทายและโอกาสในอนาคต

การจัดงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ในครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญมากกว่าการจัดงานเทศกาลธรรมดาทั่วไป แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าจังหวัดเชียงรายกำลังเตรียมความพร้อมในการยกระดับตัวเองไปสู่มิติใหม่ของการพัฒนา

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวย้ำว่า นอกจากผู้บริหารระดับสูงจากส่วนกลางที่จะเข้ามาในช่วงนี้แล้ว ยังมีผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดจากทั่วประเทศที่เดินทางเข้ามาศึกษาดูงาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเชียงรายกำลังกลายเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการท้องถิ่นที่ผสานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการเตรียมรับมือภัยพิบัติเข้าด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการขับเคลื่อนเชียงรายสู่เป้าหมายดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน สื่อมวลชน ไปจนถึงประชาชนในพื้นที่

เวทีสภากาแฟที่จัดขึ้นในครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจร่วมกันและหาแนวทางในการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่จังหวัดกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายกล่าวทิ้งท้ายว่า “ภายใต้การจัดงานและการใช้งบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายของเรา” สะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการทำงานเพื่อประชาชน

ภาพอนาคตของเชียงราย

การเปิดตัวมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 พร้อมกับการจัดสภากาแฟครั้งแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงเป็นมากกว่าการจัดงานเทศกาล แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัดไปสู่เป้าหมายในระยะยาว

ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เชียงรายอาจกลายเป็นต้นแบบของเมืองที่สามารถผสานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม ศิลปะ และการบริหารจัดการภัยพิบัติเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว โดยใช้อัตลักษณ์ของตัวเองเป็นจุดแข็งในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ นักลงทุน และผู้ประกอบการจากทั่วโลก

การเป็น “MICE City” จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการท่องเที่ยวและบริการของจังหวัด เนื่องจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพื่อประชุมหรือสัมมนามักมีกำลังซื้อสูงและใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป อีกทั้งยังช่วยกระจายนักท่องเที่ยวให้มาตลอดทั้งปี ไม่เฉพาะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

ในขณะเดียวกัน การเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างเป็นระบบจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนว่า เชียงรายเป็นเมืองที่มีความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ และสามารถดูแลความปลอดภัยของผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ภายใต้แนวคิด “สายนธีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” จึงเป็นมากกว่าเทศกาลดอกไม้ธรรมดา แต่เป็นการร้อยเรื่องราวของความท้าทายและความหวังของจังหวัดเชียงรายเข้าด้วยกัน ผ่านสี่ฤดูกาลที่สะท้อนถึงวัฏจักรของชีวิต ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และความเข้มแข็งของผู้คนที่พร้อมจะลุกขึ้นยืนและเดินหน้าต่อไปแม้จะเผชิญกับความยากลำบาก

การกระจายงานไปยัง 3 โซนหลัก ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเวียงชัย และอำเภอแม่สาย ไม่เพียงช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าทุกพื้นที่ในจังหวัดมีความสำคัญและมีศักยภาพในการพัฒนาเท่าเทียมกัน

ในขณะที่จังหวัดกำลังมุ่งสู่เป้าหมายการเป็น “MICE City” และเสริมสร้างสถานะ “City of Design” เชียงรายก็ไม่ได้ลืมที่จะเตรียมรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการมองการณ์ไกลและความรับผิดชอบต่อประชาชนของผู้บริหาร

การจัดเวทีสภากาแฟในรูปแบบ Dinner Talk ที่ผสานบรรยากาศที่เป็นกันเองเข้ากับการหารือเรื่องการพัฒนาจังหวัดอย่างจริงจัง แสดงให้เห็นถึงศิลปะการบริหารงานที่สามารถสร้างสรรค์พื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ติดตามข่าวเชิงนโยบายและการพัฒนาเมือง การจับตาดูว่าหลังม่านดอกไม้ จังหวัดเชียงรายจะสามารถแปลงบทสนทนาจากเวทีสภากาแฟและฉากอันงดงามในสวนไม้งามริมน้ำกก ให้กลายเป็นมาตรการเชิงรูปธรรมด้านการท่องเที่ยว การจัดการภัยพิบัติ และการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นได้มากน้อยเพียงใด จะเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องติดตามกันต่อไปในปี 2569 และปีต่อๆ ไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียงเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย
  • อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB)
  • สถาบันทรัพยากรสารสนเทศน้ำแห่งชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME