Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

จับตาสงครามรีเทลเชียงราย โอกาส-ความท้าทายสู่ศูนย์กลางค้าภูมิภาค

เชียงรายขยับสู่เมืองเศรษฐกิจใหม่ ‘Greenpark Community Mall’ จุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลง ลงทุนกว่า 350 ล้านบาท ตั้งเป้าคอมมูนิตี้มอลล์แห่งแรกของเชียงราย กระตุ้นเศรษฐกิจ-สร้างงาน-รองรับนักท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง

เชียงราย, 21 มิถุนายน 2568 – จังหวัดเชียงรายกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในเชิงเศรษฐกิจและโครงสร้างเมืองอีกครั้ง เมื่อ “บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด” บริษัทในเครือของกรีนบัส ได้ฤกษ์ลงเสาเอกโครงการ “Greenpark Community Mall Chiang Rai” บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ ใจกลางเมืองย่านแยกประสพสุข มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 350 ล้านบาท โดยโครงการนี้นับเป็น “Community Mall แห่งแรก” ของจังหวัดเชียงราย ที่รวมร้านค้าดัง บริการทันสมัย และการออกแบบเพื่ออนาคตไว้ในที่เดียว

โครงการต่อยอดจากเชียงใหม่ สู่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจชายแดน

Greenpark Community Mall ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ที่มา แต่คือผลสำเร็จจากโมเดลเดียวกันในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคเมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่ การนำคอนเซปต์นี้เข้าสู่เชียงราย—ซึ่งเป็นจังหวัดสำคัญด้านโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และการค้าชายแดน—จึงเป็นกลยุทธ์ที่วางแผนมาแล้วอย่างรอบคอบ

พื้นที่โครงการตั้งอยู่บนที่ดินเดิมของกรีนบัสคาร์โก้ บริเวณถนนพหลโยธิน ใกล้แยกประสพสุข เชื่อมต่อได้ถึง 3 เส้นทางหลัก ได้แก่ ถนนพหลโยธิน ถนนประสพสุข และถนนเจ้าชาย ถือเป็นทำเลทองที่สามารถรองรับทั้งคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยวจากลาวและเมียนมา ไปจนถึงนักเดินทางจากเชียงใหม่-พะเยา

"กรีนพาร์ค" คอมมูนิตี้มอลล์แห่งแรกในเชียงราย ตั้งอยู่บนที่เดิม กรีนบัสคาร์โก้เชียงราย มีทางเข้า-ออกถึง 3 ทาง คือ ด้านถนนพหลโยธิน ด้านถนนประสพสุข และด้านถนนเจ้าชาย ทั้งนี้ด้วยมูลค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้างรวมกว่า 350 ล้านบาท
พานพงษ์ไทย รับเหมาก่อสร้างโครงการ Green Park เชียงราย ภาพวันที่ 23 มิถุนายน 2568

มากกว่าแค่ห้างตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

จุดเด่นของ Greenpark Community Mall อยู่ที่ความครบจบในที่เดียว โดยคัดสรรร้านอาหารและร้านค้าชื่อดังมารวมไว้ เช่น สุกี้ตี๋น้อย, โอ้กะจู๋, Oh Juice (สาขาแรกในเชียงราย), KFC Drive Thru, MR. D.I.Y. และร้านอื่น ๆ อีกมากมาย พร้อม EV Station สำหรับรถไฟฟ้า ที่จอดรถกว่า 200 คัน และระบบ Drive-Thru Pickup ซึ่งตอบรับทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่และแนวโน้มอนาคตด้านการเดินทางและสิ่งแวดล้อม

ภายใต้แนวคิด “ความง่าย ความเร็ว ความครบครัน” โครงการยังให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ให้เข้าถึงได้สำหรับทุกคน รวมถึงที่จอดรถสำหรับผู้พิการ สวนหย่อม และโครงสร้างสาธารณูปโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมอบหมายให้ “บริษัท พานพงษ์ไทย จำกัด” เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง

การลงทุนที่กระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานให้เชียงราย

Greenpark Community Mall ไม่ใช่เพียงแค่โครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อกำไรเชิงพาณิชย์ แต่ยังถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงราย โดยตรงและโดยอ้อม การก่อสร้างโครงการจะเริ่มในเดือนมิถุนายน 2568 และมีกำหนดเปิดให้บริการเฟสแรกในปลายปี 2568 ก่อนเปิดเต็มรูปแบบในไตรมาส 4 ปี 2569

คาดว่าจะสร้างงานให้กับแรงงานในพื้นที่มากกว่า 500 ตำแหน่ง ทั้งภาคก่อสร้าง การค้าปลีก และบริการ รวมถึงกระตุ้นธุรกิจโดยรอบ เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหารพื้นถิ่น และธุรกิจบริการขนาดเล็กที่เชื่อมโยงกับห้างใหม่

นอกจากนี้ โครงการยังตั้งเป้าเป็น “จุดพักทางเศรษฐกิจ” สำหรับนักเดินทางทั้งจากลุ่มน้ำโขงและคนในประเทศ ที่ใช้เชียงรายเป็นเมืองเชื่อมต่อสู่จังหวัดพะเยา หรือแหล่งท่องเที่ยวอย่างเชียงของ ดอยแม่สลอง และแม่สาย

คณะผู้บริหารโครงการคำพรพัฒนา โดยคุณปรียา เวโรจน์ ,คุณกานต์ เวโรจน์, คุณนงลักษณ์ ทองคำคูณ และคณะ ได้มาประกอบพิธีลงเสาเอกโครงการ Green Park เชียงราย

โอกาสเปิด แต่ความท้าทายยังไม่จบ

แม้ Greenpark จะมาพร้อมจุดขายที่แตกต่าง แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายจากการเปิดตัวศูนย์การค้าหลายแห่งในเวลาไล่เลี่ยกัน เช่น โลตัสเชียงรายที่กำลังจะเปิดอาคารใหม่ขนาดใหญ่ พร้อมโรงภาพยนตร์ 3 โรง การแข่งขันจึงไม่ใช่เพียงการเปิดพื้นที่ค้าปลีก แต่เป็นการแย่งชิง “เวลาและใจ” ของผู้บริโภค

Greenpark vs Index vs Lotus: สงครามศูนย์การค้าบนเส้นทางเศรษฐกิจเชียงราย

เชียงราย – การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจในจังหวัดเชียงรายกำลังเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อนักลงทุนรายใหญ่จากทั้งในและนอกพื้นที่เริ่มเคลื่อนทัพเข้ามาพัฒนา “ศูนย์การค้า” ขนาดใหญ่ถึง 3 แห่งภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี ทั้ง Greenpark Community Mall,Index Living Mall และโลตัสเชียงราย อาคารใหม่บนพื้นที่กว่า 18 ไร่ที่มาพร้อมโรงภาพยนตร์ การเปิดตัวพร้อมกันของศูนย์การค้าเหล่านี้ไม่เพียงเป็นปรากฏการณ์ด้านการค้า แต่ยังเป็นแรงกระเพื่อมต่อโครงสร้างเมือง พฤติกรรมผู้บริโภค และระบบเศรษฐกิจในระดับจังหวัดอย่างไม่อาจมองข้าม

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนโฉมเมือง

ในอดีต เชียงรายคือจังหวัดที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการเกษตรและการท่องเที่ยวเป็นหลัก ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่มีอยู่เดิม เช่น เซ็นทรัลเชียงราย เคยเป็นเพียงไม่กี่แห่งที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของประชาชน แต่เมื่อเข้าสู่ยุคหลังโควิด-19 บทบาทของเมืองเริ่มเปลี่ยนไป การกระจายตัวของชนชั้นกลางใหม่ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน พื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และการเชื่อมต่อพรมแดน ล้วนส่งผลให้เชียงรายกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่นักลงทุนค้าปลีกให้ความสนใจ

Index Living Mall สาขาเชียงราย เป็นสาขาขนาดกลาง พื้นที่ขาย 7,000 ตร.ม.

หนึ่งในผู้เปิดเกมรุกคือ บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด ในเครือกรีนบัส ที่ตัดสินใจสร้าง Greenpark Community Mall บนที่ดินเดิมของกรีนบัสคาร์โก้ ใกล้แยกประสพสุข โดยใช้งบลงทุนกว่า 350 ล้านบาท จุดขายของ Greenpark คือการเป็น Community Mall แห่งแรกในเชียงราย ที่รวมร้านอาหารชื่อดัง สะดวก สบาย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และออกแบบพื้นที่ให้รองรับรถยนต์ EV พร้อมบริการ Drive-Thru Pickup

ในขณะที่ Index Living Mall เน้นเจาะตลาดเฟอร์นิเจอร์-ของแต่งบ้านครบวงจร เหมาะกับกลุ่มครอบครัวและเจ้าของบ้าน ขณะที่โลตัสเชียงรายรุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิด จะมาในรูปแบบ Hypermarket + Lifestyle Mall ที่มีโรงหนัง 3 โรง และพื้นที่จอดรถขนาดใหญ่ คาดว่ารองรับลูกค้ากว่าพันคนต่อวัน

ภาพจำลองจาก คุณโกวิทย์ สื่อสาธารณะภาคเหนือ

เปรียบเทียบจุดแข็ง ห้างใหม่ทั้ง 4

ศูนย์การค้า

รูปแบบ

จุดแข็ง

กลุ่มเป้าหมาย

Greenpark

Community Mall

ใกล้ชุมชน แบรนด์ดัง จอดรถง่าย

คนเมือง-คนรุ่นใหม่-นักท่องเที่ยว

Index

Specialty Mall

เฟอร์นิเจอร์ครบวงจร

เจ้าของบ้าน-ผู้ประกอบการ

Lotus

Hyper+Lifestyle

มีโรงหนัง จอดรถสะดวก

ครอบครัว-นักเรียน-นักศึกษา

ผลกระทบเชิงมหภาค: เม็ดเงินไหลเข้า – ทุนท้องถิ่นจะอยู่หรือไป?

การเกิดขึ้นของศูนย์การค้าใหม่ถึง 3 แห่งเท่ากับการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นหลายพันล้านบาท ทั้งในรูปแบบของค่าก่อสร้าง การจ้างงาน การสร้างธุรกิจรายย่อย และภาษีที่ไหลกลับสู่ท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ก็อาจมีผลลัพธ์ที่ไม่เป็นบวกไปเสียทั้งหมด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ มองว่า “ฟองสบู่ค้าปลีก” เป็นสิ่งที่ต้องจับตา หากห้างเปิดมากเกินกำลังซื้อในพื้นที่ จะเกิดการแย่งชิงผู้บริโภคอย่างรุนแรง นำไปสู่การตัดราคาหรือการปิดตัวในที่สุด ขณะเดียวกัน ธุรกิจ SME ท้องถิ่น เช่น ร้านอาหาร ตลาดสด หรือร้านเสื้อผ้าเล็กๆ ก็อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากการที่ผู้คนเปลี่ยนพฤติกรรมไปใช้บริการในศูนย์การค้าแทน

ผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภค: ใครจะครองใจคนเชียงราย?

สิ่งที่น่าสนใจคือ ศูนย์การค้าแต่ละแห่งต่างออกแบบแนวคิดแตกต่างกันเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดย Greenpark วางตัวเป็นแหล่งนัดพบของคนเมืองแบบไม่ต้องเดินไกลหรือเสียเวลาหาที่จอดรถ และพื้นที่กว้าง Index เน้นประโยชน์ใช้สอยและการแต่งบ้านอย่างมีสไตล์ ขณะที่โลตัสใช้โมเดลราคาประหยัดผสมกับความบันเทิง เพื่อดึงคนได้หลายกลุ่มพร้อมกัน

หากมองในแง่การพัฒนาเมือง ห้างเหล่านี้คือ “เครื่องมือ” สำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเมืองเชียงรายในระยะยาว จากเมืองเกษตรกรรมและชายแดน ไปสู่เมืองไลฟ์สไตล์เชิงพาณิชย์ระดับภูมิภาค

โอกาสและความเสี่ยงบนเส้นทางเศรษฐกิจเชียงราย

เมื่อห้างสรรพสินค้าไม่ใช่แค่สถานที่ช้อปปิ้ง แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของเมือง การลงทุนในศูนย์การค้า 3 แห่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนี้คือการประกาศอย่างไม่เป็นทางการว่า เชียงรายพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภาคเหนือ แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ ยังต้องขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น

หากสามารถสร้างสมดุลระหว่างทุนใหญ่กับธุรกิจดั้งเดิม, ระหว่างความบันเทิงกับการกระจายรายได้, และระหว่างการพัฒนาเมืองกับคุณภาพชีวิตประชาชนได้ เชียงรายจะกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าจับตาอย่างยิ่งของการเปลี่ยนแปลงเมืองผ่านพลังของเศรษฐกิจค้าปลีก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด / Greenpark Community Mall Press Release, 21 มิถุนายน 2568
  • ข่าวประชาสัมพันธ์ Index Living Mall เชียงราย, พฤษภาคม 2568
  • รายงานการลงทุนในพื้นที่ภาคเหนือ โดยสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประจำปี 2567
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ม.ราชภัฏเชียงรายผนึกเทศบาลฯ ปลุกพลัง Soft Power สร้างคุณค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เชียงรายเดินหน้าพัฒนาชุมชน สร้าง Soft Power จากฐานอัตลักษณ์วัฒนธรรม เปิดเส้นทาง “หมาน มัก ม่วน” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เชียงราย, 21 มิถุนายน 2568 – จังหวัดเชียงรายก้าวสู่การเป็นเมืองต้นแบบด้านการพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านโครงการเพิ่มศักยภาพชุมชน Soft Power บนฐานอัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น จัดโดยคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2568 ณ ศาลาเอนกประสงค์ราชเดชดำรง เทศบาลนครเชียงราย โดยมีนายวันชัย จงสุทธนามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนภาคประชาชน ผู้แทนชุมชน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

โครงการยกระดับศักยภาพชุมชนผ่าน Soft Power บนรากวัฒนธรรม

โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับศักยภาพชุมชนและส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตเทศบาลนครเชียงราย ด้วยการนำ “Soft Power” มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อน ผ่านการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวที่ร้อยเรียงเอกลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของชุมชนเข้าด้วยกัน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

เส้นทางท่องเที่ยว “หมาน มัก ม่วน” ถือเป็นนวัตกรรมทางการท่องเที่ยวที่นำเสนออัตลักษณ์เฉพาะของ 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนรากเดชดำรง ชุมชนดอยทอง และชุมชนวัดพระแก้ว สะท้อนเรื่องราวรากเหง้า ความเชื่อ วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมล้านนา ต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเปิดโอกาสให้ผู้คนภายนอกได้สัมผัสความงดงามเหล่านี้อย่างใกล้ชิด

เสวนา “หมาน มัก ม่วน” – สะท้อนพลังวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ภายในงานมีเวทีเสวนาหัวข้อ “หมาน มัก ม่วน” เส้นทาง Soft Power ชุมชน : จากรากเง้าวัฒนธรรมสู่คุณค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีตัวแทนชุมชนทั้ง 3 แห่ง รวมถึงผู้แทนจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และเทศบาลนครเชียงราย ร่วมแบ่งปันแนวคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนด้วยฐานวัฒนธรรม ทั้งนี้ได้รับเกียรติจากนางวนิดาพร ธิวงศ์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายและแลกเปลี่ยนความรู้

การเสวนานี้เปิดโอกาสให้แต่ละชุมชนได้นำเสนอแนวคิด “Soft Power” ที่แตกต่างกัน เช่น การส่งต่อภูมิปัญญาผ่านงานหัตถกรรมพื้นถิ่น กิจกรรมทางวัฒนธรรม งานประเพณีและอาหารท้องถิ่น โดยทุกกิจกรรมถูกบูรณาการเข้ากับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

การขับเคลื่อน “หมาน มัก ม่วน” สู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

การจัดโครงการและกิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของเทศบาลนครเชียงรายในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และสร้างการรับรู้เชิงบวกต่อเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ๆ ของเมืองเชียงรายในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ จากการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวในการนำพลังวัฒนธรรมท้องถิ่นมาใช้ขับเคลื่อนเมือง เชื่อมโยงกับแนวคิด Soft Power ที่กำลังได้รับความสำคัญในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์

นายวันชัย จงสุทธนามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวย้ำถึงเป้าหมายการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาชุมชนผ่านกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมและการสร้างคุณค่าให้กับรากเหง้าวัฒนธรรมพื้นถิ่น โดยตั้งเป้าให้เส้นทาง “หมาน มัก ม่วน” เป็นหนึ่งในโมเดลตัวอย่างของการพัฒนาท่องเที่ยวที่เกิดจากพลังชุมชนและวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

ก้าวต่อไปของเชียงรายในโลก Soft Power

ความสำเร็จของโครงการนี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของการนำ Soft Power มาสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับรากหญ้า หากสามารถบูรณาการภาคประชาชน ภาครัฐ และสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง เชียงรายจะสามารถต่อยอดโมเดลนี้สู่ชุมชนอื่น ๆ ทั่วประเทศ กลายเป็นตัวอย่างของเมืองที่เติบโตจากวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของตนเองอย่างมั่นคง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
CULTURE

อ.เฉลิมชัยแนะทิศทางเบียนนาเล่ภูเก็ต Soft Power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2025″ เดินหน้าศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ยกระดับ Soft Power ไทยสู่สายตาโลก บทเรียนจากเชียงรายสู่ความหวังใหม่ของเมืองท่องเที่ยว

ภูเก็ต, 10 มิถุนายน 2568 กระทรวงวัฒนธรรมเปิดตัวการขับเคลื่อนมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Phuket 2025 อย่างเป็นทางการ โดยจะจัดขึ้นระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงเมษายน 2569 ครอบคลุมพื้นที่สำคัญ 3 อำเภอของจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ เมือง กระทู้ และถลาง ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวที่โด่งดังไปทั่วโลก

การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างเข้มแข็งจากภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน นำโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับศิลปินระดับประเทศและนานาชาติกว่า 60 คน พร้อมบูรณาการเครือข่ายจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับศิลปะร่วมสมัยไทยสู่เวทีนานาชาติ และสร้างการเปลี่ยนผ่านของภูเก็ตสู่เมืองศิลปะเชิงสร้างสรรค์

จากเชียงรายถึงภูเก็ตถอดบทเรียนแห่งความสำเร็จ

งาน Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 ได้รับการยกย่องว่าเป็นโมเดลความสำเร็จของศิลปะเชิงพื้นที่ โดยมีผู้เข้าชมเกือบ 3 ล้านคน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 24,000 ล้านบาทในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน นับเป็นการยืนยันพลังของศิลปะในฐานะ Soft Power ที่สามารถสร้างความเคลื่อนไหวได้ทั้งระดับจิตวิญญาณ สังคม และเศรษฐกิจ

ในการประชุมขับเคลื่อนงานที่โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้ จังหวัดภูเก็ต เมื่อเร็วๆ นี้ มีผู้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์จากหลากหลายภาคส่วน อาทิ นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร รองผู้อำนวยการ สศร., นายสมาวิษฎ์ สุพรรณไพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และ นายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติจากเชียงราย ผู้เคยขับเคลื่อนงาน Biennale เชียงรายจนประสบความสำเร็จ

อ.เฉลิมชัย” ชี้งานศิลปะร่วมสมัยคือรากฐานของการพัฒนา ต้องให้เกียรติศิลปิน และสร้างการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน

นายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ กล่าวถ่ายทอดประสบการณ์การจัดงาน Biennale ที่เชียงราย พร้อมเสนอแนะแนวทางให้ภูเก็ตว่า “การจัดมหกรรมศิลปะไม่ใช่แค่อีเวนต์ ต้องมีระบบ ต้องมีความรู้เรื่องศิลปะ ต้องให้เกียรติศิลปิน และต้องใช้พลังของการประชุมที่มีภาวะผู้นำ”

“ทุกฝ่ายต้องเปิดใจคุยกัน นักการเมือง ผู้ว่าฯ ปลัดกระทรวง ศิลปิน ภัณฑารักษ์ ภาคประชาชน และนักลงทุน ต้องมีพื้นที่ร่วมกันระดมสมอง แม้คิดต่างก็ต้องถกกันอย่างสร้างสรรค์ มีมติร่วม และต้องตัดสินใจให้จบในห้องประชุม”

เขายังย้ำว่าการจัดงานต้องมี “งบสำรอง” อย่างน้อย 20 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการผลิตผลงานศิลปินอย่างทันท่วงที ไม่ให้เกิดความล่าช้า หรือข้อจำกัดทางการคลังที่บั่นทอนคุณภาพของผลงานและแรงบันดาลใจ

สร้าง Soft Power ผ่านศิลปะความท้าทายใหม่ของเมืองท่องเที่ยว

นายประสพ เรียงเงิน กล่าวยืนยันว่าการจัด Thailand Biennale, Phuket 2025 จะไม่ใช่งานอีเวนต์ทั่วไป แต่เป็นการวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยศิลปะเป็นเครื่องมือสำคัญ โดยเชื่อมั่นว่าเมืองภูเก็ตที่เป็น “เมืองท่องเที่ยวระดับโลก” และ “เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารของยูเนสโก” จะก้าวไปสู่ “เมืองศิลปะ” ได้อย่างมั่นคง หากได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการจัดสรรพื้นที่จัดแสดงงานในจุดสำคัญของจังหวัด อาทิ หอศิลป์ร่วมสมัยภูเก็ต, อาคารธนาคารชาร์เตอร์ด, พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว, และแหลมพรหมเทพ รวมถึงกิจกรรม “เปิดบ้านศิลปิน” เพื่อเปิดประสบการณ์ตรงให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว

การยกระดับภูเก็ตด้วยศิลปะ ต้องไม่ทิ้ง “รากท้องถิ่น” และ “การจัดการเชิงระบบ”

Thailand Biennale ไม่ใช่เพียงเทศกาลศิลปะ แต่คือโอกาสในการสร้างความรู้ใหม่ สร้างความภาคภูมิใจ และดึงศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนออกมาใช้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างภูเก็ต

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ “การจัดการเชิงระบบ” และ “การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง” หากไม่มีการเตรียมการที่รอบด้าน ทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร การสื่อสาร และความเข้าใจของประชาชน อาจทำให้ศิลปะกลายเป็นเพียงสิ่งแปลกปลอมที่ไม่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่

สิ่งที่เชียงรายเคยทำได้สำเร็จ จึงไม่สามารถลอกแบบได้ทันที แต่ต้องนำมาปรับใช้กับบริบทของภูเก็ต ที่มีทั้งจุดแข็งและข้อจำกัดเฉพาะตัว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.), กระทรวงวัฒนธรรม
  • สมาคมศิลป์ภูเก็ต
  • แถลงข่าว Thailand Biennale, Phuket 2025 ณ โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้
  • สัมภาษณ์ผู้มีส่วนร่วมในงาน: นายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, นายประสพ เรียงเงิน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ENTERTAINMENT

มิลลิ-บัวขาว Soft Power ไทยเขย่าโลก!

มิลลิ-บัวขาว สร้างปรากฏการณ์ Soft Power ไทยบนเวที Head in the Clouds สหรัฐฯ กระหึ่มโลก!

สหรัฐอเมริกา, 2 มิถุนายน 2568 – ปรากฏการณ์ “Soft Power” ของไทยยังคงสร้างแรงสั่นสะเทือนในเวทีระดับนานาชาติ เมื่อนักร้องแร็ปเปอร์ชื่อดัง “มิลลิ” หรือ ดนุภา คณาธีรกุล สร้างความฮือฮาอีกครั้งกลางเทศกาลดนตรีระดับโลก Head in the Clouds Festival 2025 ณ ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา โดยนำศิลปะแม่ไม้มวยไทยขึ้นเวที พร้อมตำนานนักมวยขวัญใจคนไทย “บัวขาว บัญชาเมฆ” ร่วมแสดงกับเพลง “ONE PUNCH” จุดกระแสความสนใจสื่อทั่วโลก ดันชื่อเสียงไทยสู่สายตาชาวโลกอย่างงดงาม

จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ Soft Power บนเวทีดนตรีโลก

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา “มิลลิ” เป็นหนึ่งในศิลปินหญิงที่มีบทบาทสำคัญในการนำวัฒนธรรมไทยไปสู่สากล ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ “ข้าวเหนียวมะม่วง” กลางคอนเสิร์ต Coachella 2022 ที่สร้างกระแส “Mango Sticky Rice” ระดับโลก หรือการขึ้นแสดงในเวทีต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2568 มิลลิได้รับเชิญให้ขึ้นเวที Head in the Clouds Festival ซึ่งจัดโดยค่าย 88rising ที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เธอได้สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเชิญ “บัวขาว บัญชาเมฆ” นักมวยไทยซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ขึ้นแสดงแม่ไม้มวยไทยโชว์บนเวทีโลกคู่กับเสียงเพลง “ONE PUNCH” ถือเป็นครั้งแรกที่มวยไทยขึ้นเวทีดนตรีอินเตอร์ในรูปแบบนี้

บัวขาวบัญชาเมฆสัญลักษณ์ความแข็งแกร่งของไทยสู่โลก

“บัวขาว บัญชาเมฆ” เจ้าของแชมป์โลก K-1 และราชันย์มวยไทย ได้รับเกียรติขึ้นโชว์ลีลาเตะต่อยในงานเดียวกันนี้ ท่ามกลางเสียงเชียร์และความสนใจจากผู้ชมชาวไทยและนานาชาติ การแสดงดังกล่าวกลายเป็นไฮไลต์ประจำคืน สะท้อนพลังวัฒนธรรมไทยผ่านมวยไทยอย่างเต็มภาคภูมิ

บัวขาวมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะนักมวยไทยที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยไปทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรปและญี่ปุ่น ตลอดชีวิตการชกมวยระดับอาชีพกว่า 350 ไฟต์ และสถิติชนะมากกว่า 240 ไฟต์ ถือเป็นนักกีฬาไทยที่ได้รับการยอมรับในเวทีโลก

4EVE ร่วมสร้างชื่อเสียง T-Pop ไทยสู่สายตาโลก

นอกจากมิลลิและบัวขาวแล้ว งาน Head in the Clouds ครั้งนี้ยังมีเกิร์ลกรุ๊ป T-Pop สุดฮอตของไทยอย่าง “4EVE” ขึ้นเวทีแสดงความสามารถด้านดนตรีและการแสดง ท่ามกลางแฟนเพลงต่างชาติที่ให้การตอบรับอย่างล้นหลาม ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ของวงดนตรีไทยในเวทีนานาชาติ

มิลลิกับพลัง Soft Power ไทย สะท้อนผ่านวัฒนธรรมร่วมสมัย

ตลอดเส้นทางการเป็นศิลปิน มิลลิได้นำวัฒนธรรมไทยไปเผยแพร่ผ่านดนตรี แฟชั่น และศิลปะการแสดง ไม่ว่าจะเป็นการนำข้าวเหนียวมะม่วงหรือแม่ไม้มวยไทยขึ้นเวทีต่างประเทศ เธอเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่กล้าสร้างสรรค์และนำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นไทยให้คนทั่วโลกรู้จัก

ไม่เพียงเท่านั้น มิลลิยังเป็นศิลปินหญิงไทยคนแรกที่ได้ขึ้นแสดงในเวที Coachella พร้อมสร้างไวรัลข้าวเหนียวมะม่วง กระตุ้นยอดขายผลไม้ไทยในตลาดโลกเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2565 อีกทั้งยังมีบทบาทในฐานะศิลปินแร็ปเปอร์หญิงรุ่นใหม่ที่ได้รับการยอมรับในวงการเพลงระดับนานาชาติ

มิลลิในบทบาทนักมวยหญิง

ก่อนหน้านี้ มิลลิสร้างเซอร์ไพรส์ให้แฟนคลับด้วยการขึ้นชกมวยไทยในรายการ FAIRTEX FIGHT มวยมันพันธุ์เอ็กซ์ตรีม ที่เวทีมวยลุมพินี รามอินทรา พิกัด 50 กิโลกรัม ภายใต้ชื่อ “อำนวยจิต สิทธิ์แลกซื้อ” แม้จะแพ้ให้กับจีตัว จินสือ นักชกสาวจีน แต่ได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ชมทั่วโลกทั้งในแง่ของความกล้าและการส่งเสริมศิลปะมวยไทยในคนรุ่นใหม่

วิเคราะห์ผลลัพธ์และความสำเร็จของ Soft Power ไทย

การแสดงของมิลลิและบัวขาวใน Head in the Clouds สะท้อนให้เห็นศักยภาพของ Soft Power ไทยในการสร้างกระแสระดับโลก ทั้งดนตรี แฟชั่น อาหาร และศิลปะการต่อสู้ ถูกนำเสนออย่างมีชั้นเชิง สร้างภาพจำใหม่ๆ ของประเทศไทยในสายตาชาวโลก ตอกย้ำการเป็น “ผู้นำด้าน Soft Power” แห่งเอเชีย

เหตุการณ์นี้ยังช่วยตอกย้ำยุทธศาสตร์การส่งออกวัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับมากขึ้นในตลาดโลก ส่งผลเชิงบวกต่อการท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรมบันเทิงไทยในระยะยาว

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

  • มิลลิเป็นศิลปินหญิงไทยคนแรกที่ขึ้นแสดงใน Coachella (2022) ทำไวรัลข้าวเหนียวมะม่วง เพิ่มยอดส่งออกข้าวเหนียว-มะม่วง 2 เท่า (กระทรวงพาณิชย์, 2565)
  • บัวขาว บัญชาเมฆ มีสถิติการชกอาชีพกว่า 350 ไฟต์ ชนะมากกว่า 240 ไฟต์ (บัญชาเมฆ ยิม, 2567)
  • Head in the Clouds Festival จัดโดย 88rising, ปี 2568 มีผู้เข้าร่วมกว่า 50,000 คน (เว็บไซต์ 88rising)
  • อุตสาหกรรมดนตรีไทยปี 2566–2567 มูลค่าตลาดรวมกว่า 3,100 ล้านบาท (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)
  • ศิลปินไทยขึ้นเวที Head in the Clouds Festival ได้แก่ มิลลิ, 4EVE, ร่วมสร้าง Soft Power ไทย (กรมส่งเสริมวัฒนธรรม)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
  • บัญชาเมฆ ยิม
  • กระทรวงพาณิชย์
  • เว็บไซต์ 88rising
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
CULTURE

ชาติพันธุ์ล้านนา Soft Power ดันเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา” จุดประกาย Soft Power เชื่อมชุมชนสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

ประเทศไทย, 16 พฤษภาคม 2568 – กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนอย่างจริงจัง ผ่านกิจกรรม “ชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา” ซึ่งเปิดเวทีให้ชุมชนชาติพันธุ์ในภาคเหนือได้นำเสนออัตลักษณ์ท้องถิ่น สู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สร้างรายได้และความยั่งยืนแก่ประชาชนในพื้นที่ พร้อมใช้พลัง Soft Power เป็นเครื่องมือดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และโฆษกกระทรวงฯ ได้รับมอบหมายจากนายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา” ซึ่งจัดโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน

ภายในงานมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ นักพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา นิทรรศการวิถีชีวิตชนเผ่าต่างๆ การสาธิตงานหัตถกรรม และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากในระดับพื้นที่

Soft Power พื้นถิ่น สู่นโยบายระดับชาติ

นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม กล่าวในพิธีเปิดว่า รัฐบาลปัจจุบันให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยวในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวโดยชุมชนและชาติพันธุ์ ซึ่งถือเป็นรูปแบบ Soft Power ที่มีเอกลักษณ์ สะท้อนอัตลักษณ์ของไทยที่หาไม่ได้ในประเทศอื่นๆ นอกจากสร้างรายได้ให้ชุมชน ยังช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

กิจกรรม “ชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา” จึงเป็นมากกว่างานแสดงวัฒนธรรม เพราะเป็นการต่อยอดต้นทุนวัฒนธรรมท้องถิ่นให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ทั้งกลุ่มที่สนใจวัฒนธรรม วิถีชีวิตดั้งเดิม และประสบการณ์เฉพาะถิ่น

ล้านนาแหล่งวัฒนธรรมที่ยังไม่สิ้นแสง

กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา และแม่ฮ่องสอน ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในด้านการท่องเที่ยววัฒนธรรม ทั้งจากมรดกทางประวัติศาสตร์ ประเพณี ภูมิปัญญา สถาปัตยกรรม และอาหารท้องถิ่นที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ซึ่งสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้ประกาศให้ปี 2568 เป็น ปีแห่งการท่องเที่ยวและกีฬา” (Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year)

กิจกรรมในครั้งนี้ จึงเน้นการยกย่องคุณค่าทางวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ในรูปแบบร่วมสมัย สร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์เพื่อการท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม โดยส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเข้าถึงวิถีชีวิตจริงของชุมชน ผ่านกิจกรรมที่จับต้องได้

สร้างเวทีให้ชุมชนมีบทบาทในเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

นายจักรพล ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานในรูปแบบนี้ จะช่วยเปิดโอกาสให้ชุมชนที่มีวัฒนธรรมโดดเด่น แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ได้เข้าถึงตลาดนักท่องเที่ยวระดับประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่ห่างไกลที่มีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หากได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จะสามารถเป็นจุดหมายใหม่ของการท่องเที่ยวในอนาคต

ในโอกาสนี้ ท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการเชื่อมโยงชุมชน เครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนสามารถจัดกิจกรรมได้อย่างงดงามและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จริง

วิเคราะห์ผลกระทบทางบวกและลบ

ด้านบวก

  • ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ชุมชนสามารถนำสินค้าหัตถกรรมมาจำหน่าย เพิ่มรายได้
  • สร้างการรับรู้ใหม่เกี่ยวกับวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา สู่กลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่
  • ยกระดับ Soft Power ด้านวัฒนธรรมของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล
  • เพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยว

ด้านลบ (ข้อควรระวัง)

  • หากขาดการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน
  • ความเสี่ยงในการทำลายอัตลักษณ์แท้ของชาติพันธุ์จากการดัดแปลงเพื่อตอบโจทย์ตลาด
  • ต้องคำนึงถึงความยั่งยืนจริง ไม่เน้นเพียงภาพลักษณ์เชิงวัฒนธรรมเพื่อการตลาดเพียงอย่างเดียว

ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การจัดกิจกรรมในลักษณะนี้ควรได้รับการขยายผลไปยังจังหวัดอื่น ๆ ที่มีชุมชนชาติพันธุ์ พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพของผู้นำชุมชนด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยว การตีความวัฒนธรรม และการสื่อสารภาพลักษณ์ให้น่าสนใจภายใต้บริบทความเป็นไทยอย่างแท้จริง

การสนับสนุนควรมุ่งสู่การสร้างโมเดลธุรกิจที่ชุมชนสามารถจัดการตนเองได้ในระยะยาว ลดการพึ่งพางบประมาณจากรัฐ และส่งเสริมการเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเข้าถึงตลาดนักท่องเที่ยวได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ข้อมูลจาก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในประเทศไทยกว่า 12.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 27 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดในปีเดียวกัน
  • จากรายงานของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ชี้ว่าการท่องเที่ยวโดยชุมชนสร้างรายได้รวมกว่า 27,000 ล้านบาท ในปี 2567
  • พื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน มีจุดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมากกว่า 320 ชุมชน ที่มีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยว (ข้อมูลปี 2566 จากสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
  • สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • งานวิจัยเรื่อง “Soft Power ไทยกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์” โดยสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ปี 2567
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
CULTURE

นายกฯ หนุนผ้าไทย ใส่สนุก สงกรานต์นี้ อุดหนุนเลย

นายกฯ แพทองธาร ชู “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” รับสงกรานต์ 2568 ดัน Soft Power วัฒนธรรมไทย สร้างรายได้ชุมชนอย่างยั่งยืน

ประเทศไทย, 10 เมษายน 2568 – บรรยากาศการเตรียมพร้อมเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ 2568 ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความสุขของคนไทยทั่วประเทศ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลไทยใช้เป็นเวทีขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power ด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ผ้าไทยให้เป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ได้เยี่ยมชมการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทย ณ ชั้น 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมีการจัดกิจกรรมภายใต้แนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก

รัฐบาลหนุนผ้าไทยสู่ Sustainable Fashion ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

การเยี่ยมชมในครั้งนี้ได้รับการต้อนรับจาก นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย โดยมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานผ้าไทยจากกลุ่มผู้ประกอบการทั่วประเทศ ทั้งผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าบาติก และผ้าลายพระราชทาน ที่ได้รับคำแนะนำจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสวยงาม ทันสมัย ใช้วัสดุธรรมชาติ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า “วันนี้เราไม่ได้มองผ้าไทยแค่ในฐานะเครื่องแต่งกายอีกต่อไป แต่คือ Soft Power ที่มีคุณค่าทั้งทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ เป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างรายได้ กระจายโอกาสให้ถึงมือชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มทอผ้าในพื้นที่ห่างไกล”

ผ้าไทย = รายได้คนไทย เมื่อแฟชั่นเชื่อมต่อกับความยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ รัฐบาลขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันอุดหนุนผ้าไทย ไม่ว่าจะซื้อไว้ใส่เอง ใช้ในกิจกรรมประเพณีหรือมอบเป็นของขวัญให้ผู้หลักผู้ใหญ่ เพื่อสืบสานภูมิปัญญาไทยและเป็นการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศ

“ทุกบาทที่เราจ่ายไปกับผ้าไทย ไม่ใช่แค่การซื้อผ้า แต่คือการลงทุนในคุณค่าของชุมชน ทุนทางวัฒนธรรม และคุณภาพชีวิตของคนไทย” นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำ

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รากฐานของการพัฒนา

กลุ่มผู้ประกอบการที่นำผลิตภัณฑ์เข้าร่วมในงาน ได้แก่

  • ศูนย์การเรียนรู้และออกแบบขวัญตา จ.หนองบัวลำภู
  • กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ จ.กาฬสินธุ์
  • กลุ่มยาริงบาติก จ.ปัตตานี

กลุ่มเหล่านี้ไม่เพียงเป็นผู้ชนะจากการประกวดผ้าลายพระราชทานเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบอย่างของความสำเร็จในการพัฒนาแบรนด์ท้องถิ่นไปสู่ตลาดระดับประเทศและสากล

ผ้าไทยใส่ให้สนุก” = ความงาม + ความภูมิใจ + ความยั่งยืน

แนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงวัฒนธรรม แต่สะท้อนวิสัยทัศน์ที่มุ่งให้คนไทยทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงผ้าไทยได้ง่ายขึ้น ในราคาที่จับต้องได้ พร้อมรูปแบบที่ทันสมัย เหมาะกับไลฟ์สไตล์ในทุกโอกาส ไม่ว่าจะในสำนักงาน ชุมชน หรือเทศกาล

การออกแบบที่ร่วมสมัย การใช้สีจากธรรมชาติ และการพัฒนาระบบการผลิตที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นองค์ประกอบของแนวคิด “Sustainable Fashion” ที่ประเทศไทยกำลังผลักดันสู่เวทีโลก

Soft Power ที่เป็นมากกว่าวัฒนธรรม คือเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจ

รัฐบาลได้กำหนดนโยบายผลักดัน Soft Power เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคชนบทที่มีทุนวัฒนธรรมอยู่มาก การพัฒนาเครือข่ายผ้าทอชุมชน จึงเป็นการสร้างรายได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ทำลายรากเหง้าแห่งภูมิปัญญา

กรมการพัฒนาชุมชนระบุว่า กลุ่มผู้ผลิตผ้าไทยทั่วประเทศกว่า 12,400 กลุ่ม สามารถสร้างมูลค่ารวมกว่า 8,900 ล้านบาท/ปี และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 7–9% ต่อปี หลังการสนับสนุนจากนโยบายของรัฐ

บทวิเคราะห์ ผ้าไทยในโลกเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ในยุคที่ผู้บริโภคทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีที่มาชัดเจนและมีความยั่งยืน ผ้าไทยไม่ใช่เพียงเครื่องนุ่งห่ม แต่คือ “สินค้าเชิงวัฒนธรรม” ที่มีโอกาสขยายตลาดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

การสนับสนุนของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างกระแสเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังสะท้อนเจตนารมณ์ในการ “ยกระดับผ้าไทย” ให้มีบทบาทในเวทีแฟชั่นระดับโลก โดยใช้สงกรานต์ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนไทยให้ความสำคัญกับการแต่งกายพื้นถิ่น เป็นเวทีผลักดันให้ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง

สถิติที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาข่าว

  • กลุ่มผู้ผลิตผ้าไทยทั่วประเทศ: 12,407 กลุ่ม (ข้อมูลจากกรมการพัฒนาชุมชน, มี.ค. 2568)
  • มูลค่าการจำหน่ายผ้าไทยในประเทศ ปี 2567: ประมาณ 8,900 ล้านบาท
  • อัตราการเติบโตของยอดขายผ้าไทยหลังการส่งเสริมจากรัฐ: เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7–9% ต่อปี
  • ประชาชนที่ซื้อผ้าไทยเป็นของขวัญช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2567: กว่า 2.3 ล้านคน (จากผลสำรวจโดยศูนย์วิจัยแฟชั่นและวัฒนธรรม ม.ราชภัฏเชียงใหม่)
  • กลุ่มผู้ผลิตผ้าที่เข้าร่วมงานแสดงที่ทำเนียบรัฐบาล 8 เม.ย. 2568: มากกว่า 30 กลุ่มจาก 20 จังหวัด
  • ยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทยในงานครั้งนี้ (เบื้องต้น): รวมมากกว่า 1.2 ล้านบาท (จากข้อมูลกรมการพัฒนาชุมชน ณ วันจัดงาน)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
  • ศูนย์วิจัยแฟชั่นและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
  • สมาคมส่งเสริมผ้าไทยแห่งประเทศไทย
  • สำนักข่าวทำเนียบรัฐบาล
  • รายงานนโยบาย Soft Power สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดต่าง ๆ
  • ข้อมูลโครงการ Thailand Textile Sustainable ปี 2566
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

Chiang Rai Sport City Fight 2024 ดันเชียงรายเป็นเมืองกีฬาอย่างเต็มตัว

 

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2567 การกีฬาแห่งประเทศไทยจัดกิจกรรม “Chiang Rai Sport City Fight 2024” ณ ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลในการผลักดันมวยไทยให้เป็น Soft Power โดยมี นางอุบลรัตน์ พ่วงภิญโญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในการเปิดกิจกรรม และกล่าวแสดงความยินดีที่ได้เห็นความพร้อมเพรียงของชาวเชียงรายที่เข้าร่วมส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมกีฬาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย

นางอุบลรัตน์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมแข่งขันมวยไทยในครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันมวยไทยให้เป็นหนึ่งใน Soft Power ที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในระดับสากล รวมถึงเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านกีฬามวยไทย และเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนได้มีทัศนคติที่ดีต่อกีฬามวยไทย พร้อมทั้งสร้างสังคมมวยไทยที่เข้มแข็ง

นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังช่วยฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดเชียงราย โดยการจัดการแข่งขัน “Chiang Rai Sport City Fight 2024” เป็นความร่วมมือของสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงราย, สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย, จังหวัดเชียงราย และศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย

สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ มีนักมวยจากสังเวียนดังทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือเข้าร่วมชิงชัยใน 14 คู่ อาทิ

  • น้ำหวาน ส.คงกระพันธ์ (เชียงราย) พบกับ บ่าวบาย บัญชาเมฆ (เชียงใหม่)
  • เพชรโพธิ์ทอง โบว์เมืองบาน (เชียงราย) พบกับ ฉายตะวัน บุญลานามวยไทย (เชียงใหม่)
  • ยอดธง ยอดทัพเชียงราย (พะเยา) พบกับ ไผ่เงิน เกียรติ สปป (ลำปาง)

การแข่งขันในครั้งนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของนักกีฬามวยไทยให้มีคุณภาพสูงสุด เพื่อยกระดับการแข่งขันสู่ระดับนานาชาติ รวมถึงสร้างความตระหนักรู้ในกีฬามวยไทย และส่งเสริมทัศนคติที่ดีต่อกีฬามวยไทยในชุมชน โดยหวังว่าการแข่งขันครั้งนี้จะทำให้เชียงรายกลายเป็นเมืองกีฬา (Sport City) ตามนโยบายของรัฐบาล พร้อมผลักดันเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเชิงกีฬาแบบยั่งยืน

จุดประสงค์ของการจัดการแข่งขัน:
  • สร้างทัศนคติที่ดีต่อกีฬามวยไทยในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ
  • ผลักดันมวยไทยให้เป็น Soft Power เพื่อสร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติ
  • ฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงราย และกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน
  • พัฒนาศักยภาพของนักกีฬามวยไทยให้ก้าวสู่การแข่งขันระดับสากล

การแข่งขันชกมวยไทยรายการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับเชียงรายสู่การเป็นเมืองกีฬาที่มีศักยภาพสูง และยังคงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการกีฬาระดับประเทศ

นางอุบลรัตน์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การแข่งขันนี้จะไม่เพียงแค่เป็นการสร้างความบันเทิงและสนับสนุนความนิยมในกีฬามวยไทย แต่ยังแสดงถึงศักยภาพของชาวเชียงรายในการส่งเสริมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การแข่งขันจะมีขึ้นตลอดช่วงเทศกาลท่องเที่ยวของเชียงราย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจองห้องพัก การใช้จ่าย และการเดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอีกด้วย

การแข่งขันชกมวยไทยครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้มาตรการความปลอดภัย:
  • มีการคัดกรองนักกีฬาและผู้เข้าชมตามมาตรฐานการจัดงานระดับสากล
  • เน้นการสร้างความปลอดภัยในทุกมิติ ทั้งด้านสุขภาพและการรักษาความปลอดภัยในสถานที่จัดการแข่งขัน

ทั้งนี้ ผู้จัดหวังว่า การจัดงานในครั้งนี้จะทำให้ประชาชนในจังหวัดเชียงรายและนักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ที่ดี พร้อมเปิดโอกาสให้มวยไทยเป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรม:
  • จัดขึ้น ณ ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2567
  • เปิดให้เข้าชมฟรีเพื่อกระตุ้นการเข้าร่วมกิจกรรมจากชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยว

กิจกรรมนี้จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเชียงรายให้ก้าวสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านกีฬาอย่างแท้จริง

หวังว่าการแข่งขันนี้จะช่วยส่งเสริมให้เชียงรายกลายเป็นหนึ่งใน Sport City ของประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้นี้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

วช.ปักธง Soft Power หนุนตั้งฮับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร

 

รศ. ดร.พรรณี สวนเพลง ผู้บริหารจัดการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร เปิดเผยว่า สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เปิดตัวโครงการ ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร (Hub of Talent Gastronomy Tourism) ในงาน อว.แฟร์: SCI POWER FOR FUTURE THAILAND มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. มุ่งใช้ “อาหารเป็นตัวช่วยสร้างการท่องเที่ยวระดับท้องถิ่น”

ทั้งนี้ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลิ้มลองอาหารเท่านั้น แต่เป็นการเดินทางเพื่อสัมผัสประสบการณ์ทางด้านอาหารในแต่ละพื้นที่ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ ความบันเทิงและสันทนาการ ทั้งการรับประทานอาหาร เยี่ยมชมสถานที่ทำอาหาร เทศกาลอาหาร ตลาด งานแสดงและสาธิตการทำอาหาร หรือกิจกรรมการท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับอาหาร ที่ครอบคลุมไปถึงการผลิต ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เยี่ยมชมแหล่งผลิตแบบพื้นถิ่น การเลือกสรรวัตถุดิบจากแปลงเกษตรต่าง ๆ การปรุงอาหาร ซึ่งนำเสนอผ่านรูปแบบของครัวเปิด หรือการให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในกิจกรรมการปรุงอาหารไปจนถึงขั้นหลังการบริโภค ซึ่งต่อยอดไปสู่การผลิตสินค้าที่ระลึกเพิ่มมูลค่า ตลอดจนการจัดการเศษอาหารเหลือทิ้งด้วยวิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

รูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารตลอดห่วงโซ่นี้ จะเป็นโอกาสอันดีให้นักท่องเที่ยวได้เติมเต็มประสบการณ์ เก็บเกี่ยว วัฒนธรรมท้องถิ่น และสัมผัสกิจกรรมท่องเที่ยวอันหลากหลายที่เกี่ยวเนื่องมาจากอาหาร ซึ่งสอดแทรกประโยชน์ให้เกิดกับสังคมเศรษฐกิจของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแต่ละภูมิภาค โดยมี 4 เสาหลักเป็นองค์ประกอบ คือ การผลิตอาหารและการเกษตร เรื่องเล่าอาหาร ผลิตภัณฑ์อาหารส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งประเทศไทยมีความโดดเด่นและเอกลักษณ์ของอาหารไทยอันเกิดจากรากเหง้าของความเป็นเมืองพหุวัฒนธรรม ผสมผสานการใช้เครื่องเทศ วัตถุดิบ กรรมวิธีการผลิต การประยุกต์อาหารจากหลายชาติให้เข้ากับวัตถุดิบในท้องถิ่นไทย ผนวกกับการคิดค้นกรรมวิธีการปรุง ความประณีตในการจัดตกแต่งอาหาร งานแกะสลักที่เริ่มมีลักษณะเฉพาะในราชสกุลของกลุ่มชนชั้นสูงตามวังของขุนนางต่าง ๆ ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นและตอนกลาง จึงทำให้อาหารไทยในปัจจุบันมีความหลากหลาย รสชาติกลมกล่อม และมีรูปร่างหน้าตาอาหารที่ดูน่ารับประทาน ที่สามารถนำไปสู่การสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจภาคธุรกิจอาหารและการท่องเที่ยว ตามนโยบายของรัฐบาลในการใช้ “วัฒนธรรมอาหารไทย” เป็นกลไกให้เกิด Soft Power  บนพื้นฐานของทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งยอมเป็นส่วนสำคัญต่อการแข่งขันกับตลาดโลก

“การจัดตั้งศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญในครั้งนี้จึงมีส่วนสำคัญในการนำองค์ความรู้เชิงวิชาการ ศักยภาพของนักวิทยาศาสตร์การอาหาร นักวิชาการการท่องเที่ยวและแขนงอื่น ๆ มาช่วยเพิ่มศักยภาพและเสริมความเข้มแข็งตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมศาสตร์ด้านอาหารและการท่องเที่ยวเพื่อการพัฒนาสังคมและประเทศอย่างยั่งยืน” รศ. ดร.พรรณีระบุ

ทั้งนี้ กิจกรรมหนึ่งที่สำคัญในงาน อว.แฟร์ คือ การฝึกอบรมและการทดสอบ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.จันทร์จนา ศิริพันธ์วัฒนา ผู้จัดการสวนดุสิตโฮมเบเกอรี่ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต มาให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสุขาภิบาลอาหาร รวมถึงสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย ที่ร่วมเปิดการทดสอบแก่ผู้สัมผัสอาหาร เพื่อขึ้นทะเบียนผ่านการอบรมหลักสูตรสำหรับผู้ประกอบกิจการตามกฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร โดยผู้ผ่านเกณฑ์จะได้รับหนังสือรับรองผู้สัมผัสอาหารเป็นเครื่องยืนยันถึงความเชี่ยวชาญและมาตรฐานของบุคลากรในการให้บริการอาหาร ซึ่งเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญในการยกระดับความเชี่ยวชาญของบุคลากรการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารสู่มาตรฐานสากล และส่งเสริมการสร้าง Soft Power ด้านอาหารไทยที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

The ICONiC Run Fest Thailand เดิน วิ่ง กินเที่ยว เพื่อสุขภาพ

 

เมื่อวันที่  29 มิ.ย. 2567 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงรายหลังเก่า อ.เมือง จ.เชียงราย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน (องค์การมหาชน) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าผู้จัดกีฬามวลชน สมาพันธ์เดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย สมาคมการค้าส่งเสริมการจัดมหกรรมและเทศกาลนานาชาติไทย และภาคีเครือข่าย จ.เชียงราย จัดเทศกาลงานวิ่ง The ICONiC Run Fest Thailand Series ChiangRai 2024 กิจกรรม เดิน วิ่ง กิน เที่ยว เพื่อสุขภาพ ภายใต้แนวคิด รวมพลังสร้างสุขภาพดี เศรษฐกิจดี สร้างเมืองสู่ความยั่งยืน ต้นแบบกิจกรรมส่งเสริมกิจกรรมทางกายระดับประเทศ ปลูกฝังค่านิยมลดพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้กับชุมชน

 

โดยมี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ว่าที่ ร.ต. ศราวุธ จันทวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลล์ ผู้จัดการกองทุน สสส. หัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชน ประชาชน เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

 

 

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ประธานเปิดกิจกรรม กล่าวว่า The ICONiC Run Fest Thailand Series ChiangRai 2024 ถือเป็นมิติใหม่ในการบูรณาการแนวคิดทั้งการเดินวิ่ง และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเชิงเศรษฐกิจ นอกจากช่วยสร้างกระแสส่งเสริม สุขภาพ เพิ่มอัตราการมีกิจกรรมทางกาย ส่งต่อองค์ความรู้การบริโภคอาหารตามหลักโภชนาการ ยังทำให้เกิดประโยชน์กับ จ.เชียงราย โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว จ.เชียงราย เป็น 1 ในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญและเป็นที่นิยมของคนไทยและนานาชาติ ทำให้มีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานกว่า 2,000 คนในเวลาที่รวดเร็วคาดการณ์ว่าจะมีเงินสะพัดหลายล้านบาท ซึ่งความสำเร็จการจัดงานครั้งนี้ มาจากการสานพลังความร่วมมือ ทั้งจากหน่วยงานระดับท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม โดยเฉพาะคนในชุมชน ช่วยยกระดับ จ.เชียงราย เป็นต้นแบบสร้างเสริมสุขภาพจุดประกายให้เกิดการงานเทศกาลเดินวิ่ง กิน เที่ยว เพื่อสุขภาพใน พื้นที่อื่นๆ และส่งต่อความสำคัญขยายผลไปในระดับประเทศ ถือเป็นก้าวสำคัญสู่เป้าหมายการจัดทำ “แผน ยุทธศาสตร์จังหวัดในการสร้างเศรษฐกิจชุมชนจากการสร้างงานเทศกาลแบบบั่งยืน” ต่อไป

 

 

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลล์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเด็นสุขภาพให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีทุกมิติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ที่เพียงพอกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ภายใต้ยุทธศาสตร์ 3 Actives 1.Active People ส่งเสริมให้คนกระฉับกระเฉง 2.Active Environment ส่งเสริมสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อกิจกรรมทางกาย และ 3.Active Society สร้างค่านิยมให้สังคมกระฉับกระเฉง ผ่านนวัตกรรม องค์ความรู้ งานวิชาการ จากรายงานสถานการณ์การมีกิจกรรมทางกายของประชากรไทย ปี 2566 โดยศูนย์พัฒนาความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย พบว่า โควิด-19 ทำให้อัตราการมีกิจกรรมทางกายลดลงจาก 74.6% ในปี 2562 เหลือ 54.3% ในปี 2563 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 62.0% ในปี 2565 และ 68.1% ในปี 2566 

 

ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างแนวทางและโอกาสเพิ่ม อัตราของกิจกรรมทางกายในรูปแบบเทศกาล รวมถึงเป็นพื้นที่ต้นแบบสร้างมาตรฐานและขยายผลสู่การพัฒนา คู่มือการจัดงานในรูปแบบของเทศกาลสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพ ลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ในอนาคต

 

 

งาน “The ICONiC Run Fest Thailand Series 2024 ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมโอกาสสร้างรายได้เชิงเศรษฐกิจท่องเที่ยวจากการมีส่วนร่วมของชุมชน ประเดิมสนามแรกที่ จ.เชียงราย สนามต่อไปที่จ.สุโขทัย วันที่ 24-25 ส.ค. 2567 จ.นครราชสีมา วันที่ 7-8 ก.ย. 2567 จ.มุกดาหาร วันที่ 5-6 ต.ค. และจ.นครศรีธรรมราช วันที่ 26-27 ต.ค. 2567 มีเส้นทางการวิ่งระยะทาง 10 กม. และ 5 กม. เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วม 2,000 คน ต่อจังหวัด โดยนักวิ่งจะได้รับเสื้อ BIB และเหรียญที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดเป็นของที่ระลึกสามารถสมัครร่วมกิจกรรมได้ที่ http://thaift ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ theiconicrunfest” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

 

 

ด้าน ว่าที่ ร.ต. ศราวุธ จันทวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมของ จ.เชียงราย ในรูปแบบตลาดนัด Healthy Community ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกเพื่อสุขภาพ หมอนใบชา ข้าวอินทรีย์ นมงาขาว ผักและผลไม้ปลอดสาร ซึ่งภายในงานมีการสาธิตเมนูอาหารเพื่อสุขภาพในท้องถิ่น “อ๊อกปลานิลสมุนไพร” และ “แกงแคไก่” ที่มีผักและสมุนไพรไฟเบอร์สูง ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด มีปริมาณไขมันต่ำ ช่วยลดความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงเส้นทางวิ่งที่ผ่านสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่สักการะ สะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีตอกย้ำความเป็นเมืองสุขภาวะ (Wellness City) ช่วยเปิดโอกาสเสริมสร้างเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว และเป็นประโยชน์ต่อ ชุมชนในทุกด้านอย่างมหาศาล

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

นายก นก” ยกมวยไทย Soft Power สามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจมหาศาล

 
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน 2567 เวลา 19.30 น. นายก นก อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานเปิดโครงการกีฬาและนันทนาการประชาชน จ.เชียงราย กิจกรรมที่ 25 การแข่งขันกีฬามวยไทย อบจ.เชียงราย ไฟท์ จากรากหญ้าสู่สากล ณ สนามมวยชั่วคราว สนามกีฬากลาง อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย พร้อมด้วย นายญาณาฤทธิ์ หนสมสุข รองปลัด อบจ.เชียงราย นายปภาณ นัยติ๊บ รองประธานสภา อบจ.เชียงราย
 
 
โดยมีนางสาวมินทิรา ภดาประสงค์ นายอำเภอเวียงเชียงรุ้ง เป็นผู้กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย นายศรีวรรณ์ วงศ์จินา นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน จ.เชียงราย นายสมภพ ทิศอุ่น นายก อบต.ทุ่งก่อ นายสมควร นัยติ๊บ นายก อบต.ป่าซาง นายสงกรานต์ โสภามา นายก อบต.ดงมหาวัน นางสาวเบญจพร หากันต์ ปลัด อบต.ทุ่งก่อ น้องโน้ต อดิเรก เรือนปิน Miss LGBT Thailand 2024 และมีนายณรงค์ศักดิ์ ขันทะ หัวหน้าฝ่ายการกีฬา กองการท่องเที่ยวและกีฬา อบจ.เชียงราย ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดโครงการฯ ในครั้งนี้ด้วย
 
 
อบจ.เชียงราย และ อ.เวียงเชียงรุ้ง ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญที่จะส่งเสริมให้ประชาชน มีสุขภาพดี ให้ทุกภาคมีส่วนร่วมบูรณาการ ทุกภาคส่วน สร้างกระบวนการเรียนรู้เน้นการมีส่วนร่วม สื่อสาธารณะ สร้างความสามัคคีและความเข้มแข็งทางจิตใจ จึงได้ส่งเสริม กีฬามวยไทย ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
 
 
เป็นที่ชื่นชอบและได้รับความนิยมไปทั่วโลก และเพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมการเผยแพร่กีฬามวยไทยให้มีความนิยมมากยิ่งขึ้น ผ่านโครงการเผยแพร่ศิลปะมวยไทยสู่ต่างประเทศตามนโยบายของรัฐที่จะส่งเสริม Sofe Power พร้อมเร่งผลักดันให้กีฬามวยไทยได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งชนิดกีฬา ในการแข่งขันในมหกรรม กีฬาโอลิมปิกเกมส์ ปี 2032 ณ เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย เพื่อเป็นการพัฒนา ศักยภาพช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมกีฬามวยไทยในระดับนานาชาติอย่างครบวงจร ภายในงานมี กิจกรรมสุดพิเศษ เช่น การประกวด Miss สงกรานต์ เวียงเชียงรุ้ง รำวงย้อนยุค การแสดงดนตรี และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News