Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ค้นหาเมนูโบราณเชียงรายโครงการ “1 จังหวัด 1 เมนู” เปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นรายได้ท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

เชียงรายเร่งค้นหา “รสชาติที่หายไป” รับเกมใหม่ท่องเที่ยวสายประสบการณ์ ดันอาหารถิ่นสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เชียงราย, 17 มีนาคม 2569 — เมื่ออาหารท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องกิน แต่กำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์ของเมือง ในวันที่เมืองท่องเที่ยวทั่วไทยต่างเร่งสร้างจุดขายใหม่ให้ตัวเอง จังหวัดเชียงรายกำลังขยับหมากสำคัญผ่านสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดของผู้คน นั่นคือ “อาหาร” การเปิดรับเสนอเมนูอาหารถิ่นที่สูญหาย ใกล้สูญหาย หรือกำลังเลือนหายจากความทรงจำ ภายใต้โครงการ “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” แนวคิด “รสชาติที่หายไป The Lost Taste” ของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมธรรมดา หากเป็นความพยายามวางฐานให้วัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นกลับมาเป็นพลังทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะโลกการท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยนจากการมองหาสถานที่สวยงามเพียงอย่างเดียว ไปสู่การแสวงหา “ประสบการณ์ที่มีเรื่องเล่า” มากขึ้น เมืองที่สามารถแปลงอาหาร วิถีชีวิต และภูมิปัญญาให้กลายเป็นประสบการณ์เฉพาะตัว ย่อมมีโอกาสก้าวขึ้นมาอยู่ในสายตาของนักเดินทางยุคใหม่มากกว่าเดิม เชียงรายจึงกำลังยืนอยู่ในจุดสำคัญของการตัดสินใจว่า จะปล่อยให้มรดกทางรสชาติค่อย ๆ เลือนหาย หรือจะใช้มันเป็นทุนใหม่ของจังหวัดในระยะยาว

โครงการ “รสชาติที่หายไป” ไม่ได้มองหาแค่เมนูเด่น แต่กำลังค้นหารากวัฒนธรรมของเชียงราย

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายประกาศเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2569 เชิญชวนผู้ประกอบการร้านอาหาร ชุมชน และประชาชนทั่วไป ส่งแบบเสนอเมนูอาหารถิ่นที่มีสถานะสูญหาย ใกล้จะสูญหาย หรือกำลังจะเลือนหายจากความทรงจำ เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนของจังหวัด ภายใต้กรอบของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งกำหนดให้ทุกจังหวัดร่วมค้นหาเมนูท้องถิ่นที่มีคุณค่าและควรได้รับการฟื้นฟูสืบทอด

สาระสำคัญของโครงการนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การได้ชื่อเมนูหนึ่งเมนูเพื่อใช้ประชาสัมพันธ์จังหวัด หากอยู่ที่การทำให้สังคมกลับมาถามว่า อาหารอะไรบ้างที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนเชียงราย แต่กำลังหลุดออกจากโต๊ะอาหารในปัจจุบัน และถ้าไม่รีบบันทึกไว้ในตอนนี้ อาหารเหล่านั้นอาจหายไปพร้อมคนทำรุ่นสุดท้าย โครงการจึงมีความหมายในฐานะภารกิจทางวัฒนธรรม ที่เชื่อมอดีตของชุมชนเข้ากับอนาคตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์

5 เกณฑ์คัดเลือก สะท้อนว่าเชียงรายกำลังมองอาหารเป็นทั้งมรดกและทุนทางเศรษฐกิจ

หลักเกณฑ์การคัดเลือกของโครงการถูกออกแบบไว้อย่างชัดเจนและมีนัยสำคัญมาก ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ อัตลักษณ์และภูมิปัญญา ความเสี่ยงต่อการสูญหาย วัตถุดิบท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม โภชนาการและสรรพคุณสมุนไพร และการต่อยอดเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โครงสร้างคะแนน 100 คะแนนนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐไม่ได้มองอาหารถิ่นเป็นเพียงเรื่องรสชาติหรือความอร่อยอีกต่อไป แต่กำลังมองทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบ วิธีปรุง ความหมายทางสังคม ไปจนถึงศักยภาพในการต่อยอดเชิงธุรกิจ

โดยเฉพาะมิติเรื่องการต่อยอดทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน เป็นสัญญาณว่าจังหวัดเชียงรายกำลังพยายามแปลงอาหารถิ่นให้หลุดพ้นจากการเป็นเพียง “ของเก่า” ไปสู่การเป็น “ทรัพย์สินร่วมสมัย” ที่สามารถใช้ในการเรียนรู้ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ สร้างแผนที่ท่องเที่ยว หรือเชื่อมต่อเข้ากับอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยวได้ในอนาคต

อาหารถิ่นเชียงรายมีความพิเศษ เพราะเกิดจากความหลากหลายของผู้คนและภูมิประเทศ

เชียงรายแตกต่างจากจังหวัดอื่นในภาคเหนือ เพราะไม่ได้มีเพียงรากล้านนาเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่เชื่อมกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นไทลื้อ อาข่า ลาหู่ มูเซอ จีนยูนนาน และชุมชนพื้นเมืองล้านนา แต่ละกลุ่มต่างมีภูมิปัญญาอาหารของตนเอง ซึ่งหล่อรวมกันจนเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเชียงราย

ความสำคัญจึงอยู่ตรงที่ เมนูอาหารถิ่นเชียงรายจำนวนมากไม่ได้สะท้อนเพียงความอร่อย หากสะท้อนภูมิประเทศ สภาพอากาศ การถนอมอาหาร การใช้สมุนไพร และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ เช่น อาหารไทลื้อในพื้นที่เชียงของและเชียงแสนที่ให้ความสำคัญกับการถนอมเนื้อสัตว์ หรืออาหารกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่ใช้สมุนไพรสดและรสจัดเพื่อสอดรับกับอากาศเย็นและวิถีชีวิตบนดอย เมื่ออาหารหนึ่งจานบอกเล่าทั้งภูมิศาสตร์และชาติพันธุ์ได้พร้อมกัน อาหารนั้นก็มีมูลค่าทางวัฒนธรรมสูงกว่าการเป็นเพียงของกินประจำวัน

หลายเมนูไม่ได้หายไปเพราะคนไม่อร่อย แต่อาจหายไปเพราะโลกเปลี่ยนเร็วกว่าวิถีเดิม

หนึ่งในแกนสำคัญคือความเข้าใจว่า อาหารจำนวนมากไม่ได้เลือนหายเพราะคนไม่ชอบ หากกำลังหายไปเพราะโครงสร้างชีวิตเปลี่ยนไป วัตถุดิบหายากขึ้น วิธีทำใช้เวลามากเกินไปสำหรับสังคมเร่งรีบ หรือคนรุ่นใหม่ไม่ได้เติบโตมาพร้อมความทรงจำชุดเดียวกับคนรุ่นก่อน ตัวอย่างเช่นข้าวกั้นจิ้นที่ยังพอพบได้ แต่ได้รับความนิยมน้อยลง หรือเมนูที่ต้องใช้วัตถุดิบเฉพาะฤดูกาลจากลุ่มน้ำโขง ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง

นี่ทำให้การอนุรักษ์อาหารถิ่นไม่ใช่เรื่องโรแมนติกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของเวลา ถ้าไม่รีบเก็บข้อมูลสูตร เรื่องเล่า วัตถุดิบ และคนทำไว้ให้ครบถ้วน เมนูเหล่านี้อาจไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และเมื่ออาหารหายไป สิ่งที่หายไปพร้อมกันก็คือความทรงจำ วิถีชีวิต และภาษาเชิงวัฒนธรรมของท้องถิ่นด้วย

โลกท่องเที่ยวปี 2569 กำลังหันมาหา “ประสบการณ์กิน” มากขึ้นอย่างชัดเจน

ข้อมูลจาก Agoda 2026 Travel Outlook Report ระบุว่า “ประสบการณ์ด้านอาหาร” ได้ขยับขึ้นมาเป็น 1 ใน 3 แรงจูงใจหลักของนักเดินทางชาวเอเชีย จากเดิมที่อยู่อันดับ 6 ในปีก่อนหน้า ขณะเดียวกัน นักเดินทางชาวไทย 20 เปอร์เซ็นต์ก็มองว่า การออกเดินทางเพื่อค้นหาและลิ้มลองประสบการณ์อาหารใหม่ ๆ เป็นเหตุผลสำคัญของการท่องเที่ยวด้วย สัญญาณนี้สะท้อนให้เห็นว่า อาหารไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเติมเต็มการเดินทาง แต่กำลังกลายเป็นเหตุผลหลักของการออกเดินทางเองแล้ว

เมื่อวางข้อมูลนี้เคียงกับสถานการณ์ของเชียงราย จะเห็นว่า จังหวัดกำลังอยู่ในจังหวะที่ดีมาก เพราะสิ่งที่เชียงรายมีอยู่แล้วคือทุนทางอาหารที่หลากหลาย เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจยังไม่ได้ถูกแปลงเป็นประสบการณ์เชิงท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ หากจังหวัดสามารถทำให้อาหารถิ่นแต่ละเมนูมีเรื่องเล่า มีคนทำ มีสถานที่สัมผัส และมีระบบพานักท่องเที่ยวเข้าไปมีส่วนร่วมได้จริง อาหารถิ่นเหล่านี้ก็จะไม่ใช่แค่เมนูพื้นบ้าน แต่จะกลายเป็นแรงดึงดูดการเดินทางในตัวเอง

นักท่องเที่ยวยุคใหม่ไม่ได้อยากแค่กิน แต่ต้องการ “เข้าไปอยู่ในชีวิตนั้น” สักพัก

ข้อมูลจาก Booking.com ชี้ว่า นักเดินทางในปี 2026 ต้องการการเดินทางที่มีความเฉพาะตัวมากขึ้น และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ที่พาให้หลุดจากชีวิตประจำวันเดิม ๆ แนวโน้มนี้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องการเดินทางแบบสวมบทบาทชีวิตชั่วคราว หรือการได้ลองใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่งในพื้นที่ปลายทาง ซึ่งในภาษาการท่องเที่ยวร่วมสมัย นี่คือการเดินทางที่ผู้คนไม่ได้อยากเป็นเพียง “ผู้ชม” แต่ต้องการเข้าไปอยู่ในเรื่องราวนั้นจริง ๆ

เมื่อเชื่อมกลับมาที่เชียงราย นี่คือโอกาสอย่างยิ่งของโมเดลอย่าง farm stay, wellness village, eco resort และ cultural retreat เพราะอาหารท้องถิ่นสามารถเป็นศูนย์กลางของประสบการณ์เหล่านี้ได้โดยตรง นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องแค่นั่งกินอาหาร แต่สามารถไปดูแหล่งวัตถุดิบ เรียนรู้การเตรียมเครื่องแกง ร่วมทำอาหาร หรือเข้าใจว่าทำไมเมนูนั้นจึงมีความหมายต่อชุมชน หากออกแบบให้ดี ประสบการณ์เหล่านี้จะมีพลังมากกว่าการเสิร์ฟอาหารเพียงจานเดียวหลายเท่า

เชียงรายมีสิทธิ์เต็มที่ในเกมเดียวกับน่าน แพร่ แม่ฮ่องสอน เลย และนครพนม

หลายเมืองรองของไทยกำลังเริ่มเกมเดียวกัน คือการใช้ทุนวัฒนธรรม ธรรมชาติ และวิถีชีวิต สร้างโมเดลท่องเที่ยวที่เน้นประสบการณ์แทนการขายเพียงสถานที่ น่านมีภาพจำเรื่องฟาร์มโฮมสเตย์และ slow life แพร่มีเมืองเก่าและหัตถกรรม แม่ฮ่องสอนมีวัฒนธรรมชายแดนและภูเขา เลยมีภูมิทัศน์และวิถีพื้นถิ่น นครพนมมีแม่น้ำโขง ศรัทธา และความเป็นเมืองชายแดน

เชียงรายจึงไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่มีสิทธิ์ในสนามนี้ ตรงกันข้าม จังหวัดมีต้นทุนครบทั้งอาหาร วัฒนธรรมชาติพันธุ์ ศิลปะ การออกแบบ เมืองเก่า และภูมิประเทศที่เชื่อมสายน้ำกับภูเขาเข้าด้วยกันอย่างโดดเด่น สิ่งที่เชียงรายต้องทำไม่ใช่การเลียนแบบเมืองอื่น แต่ต้องใช้ทุนที่ตัวเองมีอยู่แล้วให้ชัดขึ้น และแปลงให้เป็นประสบการณ์ที่คนสัมผัสได้จริง วัดผลได้จริง และใช้จ่ายในพื้นที่ได้จริง

สถานะเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก คือโอกาส แต่ก็เป็นแรงกดดันให้เชียงรายต้องทำให้ได้จริง

เชียงรายได้รับการประกาศเป็น UNESCO Creative City of Design อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2023 สถานะนี้ทำให้จังหวัดมีภาพจำใหม่ในระดับนานาชาติว่าเป็นเมืองแห่งความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ แต่ในอีกมุมหนึ่ง สถานะดังกล่าวก็เป็นแรงกดดันเช่นกัน เพราะเมื่อได้รับการรับรองแล้ว จังหวัดย่อมต้องแสดงให้เห็นว่า “การออกแบบ” ไม่ได้อยู่แค่ในพิพิธภัณฑ์ งานศิลปะ หรือสินค้าหัตถกรรมเท่านั้น แต่ต้องเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนและเศรษฐกิจของพื้นที่ด้วย

การดึงอาหารถิ่นเข้ามาอยู่ในสนามของการออกแบบจึงเป็นคำตอบที่มีเหตุผลอย่างยิ่ง เพราะการออกแบบในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่การจัดจานให้สวย แต่รวมถึงการออกแบบเรื่องเล่า การออกแบบประสบการณ์กิน การออกแบบภาชนะ การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว และการออกแบบวิธีพาผู้คนเข้าไปสัมผัสความหมายของอาหารอย่างลึกซึ้ง หากทำได้สำเร็จ เชียงรายจะสามารถใช้สถานะเมืองสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือจริง ไม่ใช่เพียงป้ายเชิงสัญลักษณ์

หากจะไปให้ไกล เชียงรายต้องมองอาหารเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ประกวดแล้วจบ

สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดคือการทำให้โครงการ “รสชาติที่หายไป” จบลงเพียงที่การคัดเลือกเมนูผู้ชนะ เพราะหากสิ่งที่เกิดขึ้นมีแค่ประกาศผล แล้วไม่มีการต่อยอด เมนูที่ถูกพูดถึงก็อาจกลับไปเลือนหายอีกครั้งในเวลาไม่นาน ความสำเร็จที่แท้จริงของโครงการจึงไม่ควรวัดจากจำนวนผู้สมัครเพียงอย่างเดียว แต่ควรวัดจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นด้วย

เชียงรายจำเป็นต้องคิดต่อเรื่องฐานข้อมูลดิจิทัลของสูตรและเรื่องเล่า การเชื่อมโยงร้านอาหารกับชุมชนผู้สืบทอด การจัดทำเส้นทางอาหารถิ่น การออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ รวมถึงการต่อยอดวัตถุดิบเฉพาะถิ่นไปสู่ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่จับต้องได้ ถ้าจังหวัดทำให้ทุกอย่างเชื่อมต่อกันเป็นระบบได้ เมนูหนึ่งเมนูจะไม่ใช่เพียงผู้ชนะบนกระดาษ แต่จะกลายเป็นเครื่องยนต์เล็ก ๆ ของเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว

Soft Power ของเชียงรายอาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างของใหม่ทั้งหมด แต่อยู่ที่การทำให้ของเดิมกลับมามีชีวิต

ภาพใหญ่ที่ปรากฏจากข้อมูลทั้งหมด คือเชียงรายกำลังมีโอกาสพิเศษในปี 2569 จังหวัดมีทั้งนโยบายภาครัฐหนุน เทรนด์นักเดินทางเอเชียที่หันมาหาอาหารมากขึ้น กระแส experience-based travel ของโลก และสถานะเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกรองรับอยู่แล้ว สิ่งที่เหลือคือ ความสามารถในการแปลง “ของดีที่มีอยู่เดิม” ให้กลับมามีชีวิตและมีมูลค่าใหม่ในโลกปัจจุบัน

หากเชียงรายทำได้ อาหารถิ่นจะไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมบนโต๊ะอาหารของคนรุ่นก่อน แต่จะกลายเป็น soft power ที่กินได้ เล่าได้ เดินทางได้ และสร้างรายได้จริงให้ชุมชน เมืองรองแห่งนี้ก็จะไม่ใช่เพียงเมืองที่มีของดีซ่อนอยู่ แต่จะกลายเป็นจังหวัดที่รู้วิธีเปลี่ยนความทรงจำให้กลายเป็นอนาคต

เกมใหม่ของเชียงราย ไม่ใช่แค่รักษาของเก่า แต่ต้องทำให้คนรุ่นใหม่อยากอยู่กับมันต่อ

ในที่สุด คำถามสำคัญไม่ใช่แค่เมนูใดจะได้รับการคัดเลือก แต่คือเชียงรายจะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่อยากรู้จัก อยากกิน อยากทำ และอยากสืบทอดอาหารเหล่านี้ต่อไป ถ้าจังหวัดสามารถทำให้ “รสชาติที่หายไป” กลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนอีกครั้ง ทั้งในชุมชน ร้านอาหาร โรงแรม เส้นทางท่องเที่ยว และการสื่อสารสู่ตลาดโลก ความสำเร็จนั้นจะใหญ่กว่ารางวัลหรือเวทีประกวดใด ๆ

เพราะสุดท้ายแล้ว อาหารหนึ่งจานอาจเป็นมากกว่าของกิน มันอาจเป็นทั้งประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา อัตลักษณ์ และเศรษฐกิจของจังหวัดในเวลาเดียวกัน และในโลกที่นักเดินทางกำลังโหยหาความจริง ความช้า และความหมายมากขึ้นทุกวัน เชียงรายย่อมมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะใช้รสชาติของตัวเองเป็นประตูบานใหม่สู่อนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลโครงการ “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” แนวคิด “รสชาติที่หายไป The Lost Taste” ของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ประจำปี 2569
  • โครงการ Thailand Best Local Food “รสชาติที่หายไป The Lost Taste” จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
  • ข้อมูลสถานะเชียงรายในเครือข่าย UNESCO Creative Cities Network สาขาการออกแบบ จากองค์การยูเนสโก
  • ข้อมูล Agoda 2026 Travel Outlook Report
  • ข้อมูลcom Travel Predictions 2026
  • World’s Greatest Places 2026 จาก TIME
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายผนึกพลังบูรณาการภาครัฐ-วิชาการ-เอกชน วางแผนเมืองสร้างสรรค์ UNESCO สาขาออกแบบ เพื่ออนาคตเศรษฐกิจเมือง

อพท.เชียงราย ร่วมหารือขับเคลื่อนเชียงรายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ วางทิศทางปี 2569–2570 เตรียมรายงานยูเนสโก ย้ำบูรณาการท้องถิ่น–วิชาการ–เอกชนสู่เวทีโลก

เชียงราย,6 มีนาคม 2569 – เช้าวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศที่ห้องธรรมรับอรุณ ชั้น 2 องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงการประชุมตามวาระปกติของหน่วยงานท้องถิ่น หากเป็นภาพสะท้อนว่าเชียงรายกำลัง “ออกแบบอนาคตของเมือง” อย่างเป็นระบบ ภายใต้สถานะสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก หรือ UNESCO Creative Cities Network ในสาขาด้านการออกแบบ ซึ่งยูเนสโกประกาศรับรองเชียงรายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566

การประชุมการขับเคลื่อนเชียงรายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ ครั้งที่ 1/2569 มีนายวิญญู ทองทัน เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ทำหน้าที่ประธานการประชุม พร้อมผู้แทนและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวางแผนและงบประมาณของ อบจ.เชียงราย ปลัด อบจ.เชียงราย ผู้แทนมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในบทบาทฝ่ายการสื่อสารหลักของเครือข่าย UCCN เชียงราย ผู้ประสานงานหลักของเครือข่ายจากภาคเอกชน ตัวแทนสมาคมขัวศิลปะ ตัวแทนสภาเยาวชน อบจ.เชียงราย และผู้แทนสำนักงานจังหวัดเชียงราย

ในโอกาสเดียวกัน องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท.เชียงราย เข้าร่วมประชุมเพื่อรายงานและเชื่อมการทำงานด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมให้หนุนเสริมเป้าหมายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ โดยเฉพาะการจัดทำรายงานติดตามผลการเป็นสมาชิกเครือข่ายยูเนสโกในรอบถัดไป ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่เมืองสมาชิกต้องจัดทำเป็นช่วงเวลา

จากสถานะเมืองสร้างสรรค์ สู่โจทย์ที่ใหญ่กว่าแค่คำประกาศ

หลังยูเนสโกประกาศรับรองสมาชิกใหม่ในวัน World Cities Day เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 เชียงรายถูกจัดอยู่ในกลุ่มเมืองสร้างสรรค์สาขาการออกแบบร่วมกับอีกหลายเมืองทั่วโลก ภายใต้เครือข่ายซึ่งยูเนสโกชี้ว่าเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

ข้อมูลของยูเนสโกยังสะท้อนบริบทระดับภูมิภาคว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจำนวนเมืองสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปี และเครือข่ายทั้งโลกขยายตัวต่อเนื่องจนมีเมืองสมาชิกจำนวนมากในหลายประเทศ สิ่งเหล่านี้ทำให้สถานะ “City of Design” ไม่ใช่เพียงเกียรติยศเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นพันธะที่ต้องแปลงเป็นผลลัพธ์ต่อประชาชน ผ่านงานออกแบบในความหมายกว้าง ตั้งแต่การออกแบบบริการสาธารณะ การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไปจนถึงการสื่อสารเมืองอย่างเป็นเอกภาพ

ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมจึงเน้นการทบทวนโครงสร้างการทำงานและความก้าวหน้า เพื่อให้เชียงรายมี “ระบบนิเวศเมืองสร้างสรรค์” ที่เดินได้จริง ไม่พึ่งกิจกรรมครั้งคราว และสามารถอธิบายผลลัพธ์ต่อยูเนสโกได้อย่างมีหลักฐาน

ตั้งศูนย์ประสานงานเมืองสร้างสรรค์ เชื่อมข้อมูลให้เป็นระบบเดียว

สาระสำคัญข้อหนึ่งของการรายงานความก้าวหน้า คือการจัดตั้งศูนย์ประสานงานเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์เชียงราย ณ สำนักการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เพื่อทำหน้าที่เป็นจุดรวมงานเอกสาร คำสั่งคณะทำงาน ข้อมูลกิจกรรม และการประสานเครือข่ายภายในจังหวัด

แนวทางดังกล่าวมีนัยสำคัญ เพราะการเป็นสมาชิกเครือข่ายยูเนสโกต้องอาศัยการบริหารจัดการข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เมืองสมาชิกต้องแสดงความก้าวหน้าเป็นช่วงเวลา และต้องเสนอแผนปฏิบัติการสำหรับช่วงถัดไปอย่างชัดเจน ซึ่งยูเนสโกระบุไว้ในเอกสารการรายงานว่า เมืองสมาชิกต้องส่งรายงานเป็นรอบ และต้องมีแผนงานสำหรับสี่ปีข้างหน้า

เมื่อข้อมูลถูกจัดเก็บเป็นระบบเดียว การทำงานร่วมกับภาคีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคเอกชน หรือเครือข่ายศิลปิน จึงมีโอกาส “ต่อยอด” มากกว่า “เริ่มใหม่ทุกปี” และลดความเสี่ยงของการทำงานซ้ำซ้อน

TCDC เชียงราย เป็นหมุดโครงสร้างพื้นฐานทางความคิดสร้างสรรค์

อีกประเด็นที่ได้รับการติดตามคือความคืบหน้าศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC เชียงราย ซึ่งถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมืองสร้างสรรค์ เพราะจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่เรียนรู้ ทดลอง และบ่มเพาะผู้ประกอบการสร้างสรรค์ รวมถึงเป็นพื้นที่สาธารณะทางความคิดที่คนทั่วไปเข้าถึงได้

ข้อมูลจากหน่วยงานด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืนระบุว่า “New TCDC Chiang Rai” ถูกเชื่อมกับการขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ในเชียงราย โดยมีความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรมและสร้างการรับรู้ในพื้นที่ สอดรับกับแนวคิดของเมืองสร้างสรรค์ที่ต้องมีพื้นที่กลางซึ่งทำให้ความคิดสร้างสรรค์ไม่ถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มคนเฉพาะทาง แต่กลายเป็นทรัพยากรของเมืองทั้งเมือง

ในทางปฏิบัติ TCDC ยังถูกคาดหวังให้ช่วย “ยกระดับงานออกแบบท้องถิ่น” ให้ตอบโจทย์ตลาดร่วมสมัย ตั้งแต่งานหัตถกรรม สินค้าชุมชน ไปจนถึงบริการท่องเที่ยว โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเป็นเครื่องมือให้เกิดมูลค่าเพิ่มที่จับต้องได้

วางแผนปี 2569–2570 ใช้ตราสัญลักษณ์ให้ถูกทิศ สื่อสารให้คนทั้งจังหวัดรับรู้

ที่ประชุมยังพิจารณาแผนการขับเคลื่อนในระยะต่อไป ครอบคลุมปี 2569 และ 2570 โดยเน้น 3 แกนใหญ่ที่สะท้อนว่าสถานะเมืองสร้างสรรค์ต้องทำให้ “คนทั้งจังหวัดรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม” ไม่ใช่โครงการของคณะทำงานกลุ่มเล็ก

แกนแรก คือการกำหนดแนวทางการใช้ตราสัญลักษณ์ Chiang Rai Creative City และตราสัญลักษณ์เครือข่ายยูเนสโกให้ถูกต้องและเป็นระบบ เพื่อรักษามาตรฐานการสื่อสาร ไม่ให้การใช้สัญลักษณ์คลาดเคลื่อนจากวัตถุประสงค์

แกนที่สอง คือการเตรียมการประชุมคณะกรรมการและกลไกการรายงานผลต่อประชาชนในจังหวัด เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ลดช่องว่างระหว่างงานนโยบายกับชีวิตจริงของชุมชน

แกนที่สาม คือการเตรียมความพร้อมเชิงต่างประเทศ โดยเฉพาะการเข้าร่วมเวทีเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ระดับโลก ซึ่งยูเนสโกมีการเชิญชวนเมืองสร้างสรรค์ร่วมการประชุมประจำปี 2569 ที่เมืองเอสซาอูอีรา ประเทศโมร็อกโก การเข้าร่วมเวทีดังกล่าวไม่ได้มีความหมายแค่การเดินทางไปร่วมงาน แต่คือการสร้างพันธมิตร การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติ และการยกระดับมาตรฐานงานสร้างสรรค์ให้เทียบเคียงนานาชาติ

อพท.เชียงราย หนุนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ให้เป็นรายได้จริงของชุมชน

ในที่ประชุม อพท.เชียงราย ได้นำเสนอทิศทางและกิจกรรมโครงการด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมที่สามารถหนุนเสริมการเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ โดยเน้นการบูรณาการให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดทำรายงานติดตามผลสมาชิกเครือข่ายยูเนสโกในรอบถัดไป

สาระสำคัญในมิตินี้อยู่ที่การทำให้ “การออกแบบ” ไม่หยุดอยู่ที่งานศิลป์หรือสถาปัตยกรรม แต่แปรเป็น “การออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยว” และ “การออกแบบบริการชุมชน” เพื่อกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยั่งยืนตามบริบทพื้นที่พิเศษด้านการท่องเที่ยว

เมื่อเมืองต้องรายงานผลตามกรอบยูเนสโกในรอบระยะเวลา การทำงานของ อพท.จึงมีความหมายในฐานะหน่วยปฏิบัติการที่เชื่อมโครงการลงสู่ชุมชน และช่วยยืนยันว่าเมืองสร้างสรรค์ของเชียงรายมีผลต่อเศรษฐกิจฐานรากจริง ไม่ใช่เพียงกิจกรรมประชาสัมพันธ์

ความท้าทายที่ต้องตอบให้ได้ วัดผลอย่างไรให้คนเชื่อและยูเนสโกเห็น

แม้การประชุมสะท้อนความคืบหน้าเชิงโครงสร้าง แต่โจทย์สำคัญคือการวัดผลลัพธ์ที่ประชาชนรับรู้ได้ เพราะยูเนสโกให้ความสำคัญกับการแสดง “ความมุ่งมั่น” ต่อพันธกิจของเครือข่าย และการนำเสนอแผนงานระยะสี่ปีข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับเชียงราย ความท้าทายจึงอยู่ที่ 4 มิติหลัก

  1. ความต่อเนื่องของงบประมาณและบุคลากร เพื่อให้ศูนย์ประสานงานและ TCDC ทำงานได้จริงตลอดปี ไม่ใช่เฉพาะช่วงจัดอีเวนต์
  2. การบูรณาการข้ามหน่วยงานให้ลื่นไหล เพราะเมืองสร้างสรรค์ต้องอาศัยงานร่วมกันของท้องถิ่น การศึกษา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว ภาคธุรกิจ และเครือข่ายเยาวชน
  3. การสื่อสารสาธารณะให้เข้าใจง่าย ลดภาพเมืองสร้างสรรค์ที่ดูไกลตัว และทำให้คนทั่วไปเห็นว่า “การออกแบบ” ช่วยแก้ปัญหาเมืองได้จริง
  4. การสร้างตัวชี้วัดที่สะท้อนคุณภาพชีวิต ไม่ใช่แค่จำนวนกิจกรรม เช่น รายได้ของชุมชนที่เพิ่มขึ้น การเกิดผู้ประกอบการรายใหม่ การเพิ่มทักษะของเยาวชน หรือการยกระดับคุณภาพประสบการณ์ท่องเที่ยว

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันที

เพื่อให้การขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์เดินหน้าแบบมีส่วนร่วม ภาคประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องใกล้ตัว

  • ติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการของศูนย์ประสานงานเมืองสร้างสรรค์และหน่วยงานพันธมิตร เพื่อรับทราบกิจกรรมที่เปิดให้เข้าร่วม
    • ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและสินค้าชุมชนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะด้านการออกแบบบริการ การเล่าเรื่อง และการออกแบบประสบการณ์
    • เครือข่ายเยาวชน โรงเรียน และสถาบันการศึกษา ร่วมพัฒนาโครงการที่เชื่อมการเรียนรู้กับโจทย์เมืองจริง เพื่อสร้างกำลังคนสร้างสรรค์ในพื้นที่
    • ภาคีเครือข่ายร่วมกันใช้ตราสัญลักษณ์เมืองสร้างสรรค์อย่างถูกแนวทาง เพื่อรักษามาตรฐานภาพลักษณ์เชียงรายในสายตานานาชาติ

สถิติและข้อมูลสำคัญ

  • ยูเนสโกประกาศรับรองเชียงรายเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์สาขาด้านการออกแบบ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566
    • เมืองสมาชิกเครือข่ายยูเนสโกต้องจัดทำรายงานเป็นรอบ และนำเสนอแผนปฏิบัติการสำหรับสี่ปีถัดไป
    • เมืองสร้างสรรค์ได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมประจำปี 2569 ที่เมืองเอสซาอูอีรา ประเทศโมร็อกโก
    • แนวทางพัฒนา New TCDC Chiang Rai ถูกสื่อสารในบริบทการขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์และกิจกรรมร่วมกับภาคีในเชียงราย
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • อพท.เชียงราย DASTA Chiang Rai
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลการประชุมการขับเคลื่อนเชียงรายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 จาก อพท.เชียงราย และภาคีการประชุมที่เกี่ยวข้อง
    • UNESCO บทความเกี่ยวกับการเติบโตของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการประกาศเมืองสมาชิกใหม่ในวัน World Cities Day วันที่ 31 ตุลาคม 2566
    • UNESCO เอกสารรายงานการติดตามผลของเครือข่าย ระบุหลักการรายงานเป็นรอบสี่ปี และการจัดทำแผนงานสี่ปีถัดไป
    • UNESCO ข่าวสารเกี่ยวกับการประชุมประจำปีของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ปี 2569 ที่เมืองเอสซาอูอีรา ประเทศโมร็อกโก
    • ข้อมูลกิจกรรมและการสื่อสารเกี่ยวกับ New TCDC Chiang Rai จากหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
WORLD PULSE

“แบนมือถือในห้องเรียน” กฎหมายใหม่ของเกาหลีใต้ที่ไทยต้องคิดตาม

เกาหลีใต้ขึ้นแท่นผู้นำโลกด้านกฎหมายแบนมือถือในห้องเรียน สมดุล “เสรีภาพนักเรียน” กับ “อนาคตชาติ” และบทเรียนที่ไทยต้องคิด

กรุงโซล, เกาหลีใต้ – 8 กันยายน 2568 ท่ามกลางความกังวลเรื่อง “โรคติดจอ” ที่กำลังกัดกร่อนสมาธิ การนอนหลับ และพัฒนาการของเยาวชนทั่วโลก เกาหลีใต้เพิ่งผ่านกฎหมายระดับชาติ “ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือและสมาร์ทดีไวซ์ในห้องเรียนระหว่างเวลาเรียน” ด้วยเสียงสนับสนุน 115 เสียง จาก 163 เสียง ในสภา มีผลบังคับใช้ เดือนมีนาคม 2569 นับเป็นหนึ่งในมาตรการเข้มที่สุดของโลก และสะท้อนการคุมเข้มพฤติกรรมดิจิทัลในห้องเรียนแบบ “กฎหมายกลาง” แทนที่จะปล่อยให้โรงเรียนกำหนดเองเหมือนหลายประเทศที่ผ่านมา โดยฝ่ายนิติบัญญัติย้ำเป้าหมายเพื่อลดภาวะพึ่งพาโซเชียลและยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนทุกระดับชั้น

แต่เมื่อกฎหมายพุ่งตรงเข้าสู่ “ชีวิตประจำวัน” ของเด็ก คำถามใหญ่อยู่ที่ว่า: การแบนในห้องเรียนแก้ปัญหาได้จริง หรือเพียงกดให้ปัญหาไหลไปนอกโรงเรียน? ฝ่ายคัดค้านเตือนถึงสิทธิของเด็ก การบังคับใช้ที่ซับซ้อน และความจำเป็นต้องแก้ต้นเหตุ ตั้งแต่ความเครียดทางการเรียน ไปถึงระบบยืนยันตัวตน–คัดกรองอายุบนแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งยังเป็น “ช่องโหว่” ในโลกออนไลน์ปัจจุบัน

เส้นเวลาและสาระของกฎหมาย “ปิดจอในชั้นเรียน” พร้อมข้อยกเว้น

ร่างแก้ไขกฎหมายการศึกษาระดับประถม–มัธยมของเกาหลีใต้ ผ่านสภาด้วยเสียงเห็นชอบอย่างชัดเจน กำหนดให้ ห้ามใช้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อัจฉริยะในระหว่างเวลาเรียน (ทั้งในโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน) โดยมอบอำนาจให้ครูและโรงเรียนกำหนดระเบียบกำกับ พร้อม ข้อยกเว้น เพื่อการเรียนรู้เฉพาะกิจ กรณีฉุกเฉิน หรือสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ทั้งหมดจะเริ่มบังคับใช้ ภาคเรียนฤดูใบไม้ผลิ 2569

กฎหมายฉบับนี้ยังมีมิติทางการเมืองที่น่าสนใจ เพราะถือเป็นความร่วมมือข้ามฝ่ายในสภา โดยผู้เสนอหลักชี้เหตุผลจากหลักฐานเชิงประจักษ์ระดับนานาชาติเรื่องผลกระทบของการใช้สมาร์ทโฟนต่อสมาธิและสุขภาวะจิตใจเด็ก ขณะที่ หลายโรงเรียนในเกาหลีใต้ เดิมก็มีข้อจำกัดอยู่แล้ว กฎหมายครั้งนี้จึงเป็นการ “ยกระดับ” ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

 ครู–ผู้ปกครองเห็นผลคาบเรียน “สงบขึ้น–ตั้งใจมากขึ้น”

องค์กรครูและผู้ปกครองจำนวนมากชี้ว่า สมาร์ทโฟนคือ “ตัวรบกวนอันดับหนึ่ง” ของห้องเรียน การแบนในเวลาเรียนทำให้ บทเรียนต่อเนื่องขึ้น การมีส่วนร่วมสูงขึ้น และการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ระหว่างคาบลดลง ในหลายประเทศที่ทดลองใช้มาก่อน เช่น ฝรั่งเศส–ฟินแลนด์ ก็รายงานผลเชิงบวกในมิติความสนใจเรียน การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และบรรยากาศห้องเรียน

ฝั่งงานวิจัย เริ่มมีการทบทวนหลักฐานอย่างเป็นระบบมากขึ้นในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา โดยสรุปว่าแม้ยังขาดงานทดลองแบบสุ่มควบคุม (RCT) จำนวนมาก แต่ แนวโน้มหลักฐาน ชี้ว่าการจำกัดสมาร์ทโฟนในโรงเรียนสอดคล้องกับการเพิ่มคุณภาพบรรยากาศการเรียน ลดสิ่งรบกวน และลดพฤติกรรมเสี่ยงบางประเภท อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์ขึ้นกับ รูปแบบการห้าม (บางส่วน/ทั้งหมด) และ การบังคับใช้จริง ในระดับโรงเรียน

 “กฎหมาย” ไม่ใช่ยาวิเศษ—ต้องแก้แรงกดดันเชิงโครงสร้างด้วย

กลุ่มนักเรียนและนักวิชาการบางส่วนตั้งคำถามว่า การแบนในชั้นเรียนอาจ ผลักปัญหาไปช่วงนอกเวลา โดยเฉพาะตอนกลางคืน ซึ่งคือหน้าต่างเวลาหลักของการเสพสื่อและโซเชียล ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ยังเผชิญแรงกดดันจากระบบสอบแข่งขันระดับชาติที่เข้มข้น (เช่น Suneung) ทำให้โลกออนไลน์เป็นพื้นที่ระบาย เคลื่อนไหวสังคม และพบปะเพื่อน การ “ตัดขาด” ในโรงเรียนจึงอาจต้องเดินคู่กับ บริการสนับสนุนสุขภาพจิต–โค้ชทักษะดิจิทัล ไม่เช่นนั้น การเสพติดและพฤติกรรมเสี่ยงอาจย้ายไปเกิดที่อื่นแทน

เทรนด์โลก 79 ระบบการศึกษามีนโยบายห้าม–จำกัดสมาร์ทโฟนในโรงเรียน

รายงานของ UNESCO/GEM Report ระบุว่า สิ้นปี 2567 มี 79 ระบบการศึกษา หรือราว 40% ของโลก ที่มีกฎหมาย/นโยบายห้ามใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 60 ระบบในปี 2566 สะท้อน “แนวปฏิบัติใหม่” ด้านความปลอดภัยดิจิทัลในสถานศึกษา ขณะที่ยุโรปมีหลายประเทศออกแนวทางระดับชาติ และโรงเรียนจำนวนมากใน เนเธอร์แลนด์–เบลเยียม–ฮังการี รายงานผลบวกต่อบรรยากาศการเรียนหลังจำกัดมือถือในคาบ

ที่ฝั่งสหรัฐฯ ข้อมูลจาก ศูนย์สถิติการศึกษาแห่งชาติ (NCES) ระบุว่า โรงเรียนรัฐส่วนใหญ่มี นโยบายจำกัดการใช้มือถือระหว่างเรียน แม้ไม่ใช่กฎหมายระดับชาติ สะท้อนสำนึกความจำเป็นในระดับสถานศึกษาเช่นกัน.

แล้วประเทศไทยควรทำหรือไม่ “กฎหมายกลาง” vs “แนวทางโรงเรียน”

สถานะปัจจุบันของไทย: กระทรวงศึกษาธิการไทยประกาศ “แนวคิด–แผนจำกัดอุปกรณ์ดิจิทัลในโรงเรียนสำหรับนักเรียนอายุน้อย” ตั้งแต่ สิงหาคม 2567 โดยอ้างอิงพัฒนาการและสมาธิเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการใช้หน้าจอมากเกินไป แนวคิดดังกล่าวมุ่งเพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง/อ่านหนังสือคู่ขนานกับการจำกัดอุปกรณ์ แต่ยัง ไม่ใช่กฎหมายระดับชาติ ขณะที่โรงเรียนจำนวนมากมี ระเบียบโทรศัพท์ ของตนเองอยู่แล้ว (เช่น ฝาก–ปิดเสียง–ใช้ได้เฉพาะกิจ)

ในเวลาเดียวกัน ไทยกำลังเดินหน้าการลงทุน EdTech ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์สำหรับนักเรียน–ครู (เช่น โครงการจัดหาแท็บเล็ต/แล็ปท็อปเป็นแสนเครื่องในปีงบประมาณล่าสุด) เพื่อยกระดับการเรียนรู้ดิจิทัล นโยบายจึงต้อง จับคู่ ระหว่าง “ควบคุมการใช้ส่วนตัวที่รบกวนคาบเรียน” กับ “ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ที่จำเป็น” อย่างแยกแยะบริบท ไม่เช่นนั้นจะเกิดความสับสนระหว่าง “มือถือส่วนตัว” กับ “อุปกรณ์เพื่อการเรียนรู้”

สำหรับไทย จากบทเรียนเกาหลีใต้และหลักฐานสากล

  1. เริ่มแบบขั้นบันได:
    • ระดับ อนุบาล–ประถม: จำกัดการพก/การใช้โดยหลักการ “ไม่ใช้ในคาบ” ยกเว้นการเรียน–เหตุจำเป็น
    • ระดับ มัธยม: “งดใช้ขณะเรียน” แต่เปิดช่องใช้เพื่อการเรียนรู้ตามแผนการสอนภายใต้การกำกับของครู
  2. นิยามชัด ระหว่าง “มือถือส่วนตัว” กับ “อุปกรณ์เรียนของโรงเรียน” และกำหนดโหมด/ซอฟต์แวร์ที่อนุญาต (เช่น โหมดสอบ โหมดเรียนรู้ปลอดการแจ้งเตือน)
  3. ข้อยกเว้น–ทางหนีไฟ: นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ภาวะสุขภาพ หรือกรณีฉุกเฉิน ต้องมีช่องทางสื่อสารที่ปลอดภัยภายใต้การดูแล
  4. หลักฐาน–ประเมินผล: ผูกการบังคับใช้กับ ตัวชี้วัด เช่น ระดับสมาธิ/ความร่วมมือในชั้น คะแนนงาน/สอบ คุณภาพการนอนหลับ และเหตุการณ์กลั่นแกล้งออนไลน์ภายในโรงเรียน เพื่อปรับกติกาอย่างยืดหยุ่นตามข้อมูลจริง
  5. ความร่วมมือผู้ปกครอง: ทำ “สัญญาใช้อุปกรณ์” ครอบครัว–โรงเรียน ร่วมกำหนดเวลาหน้าจอหลังเลิกเรียนและก่อนนอน สื่อสารธงแดงของพฤติกรรมเสี่ยง
  6. สุขภาพจิต–ดิจิทัล: คู่มือทักษะชีวิตดิจิทัล (Digital Wellbeing) และบริการให้คำปรึกษาในโรงเรียน เพื่อไม่ให้มาตรการกลายเป็นการ “ปิดกั้น” โดยไร้เครื่องมือดูแลใจ
  7. ขั้นกฎหมาย (หากจำเป็น): หากจะยกระดับเป็นกฎหมายกลาง ควรรับฟังความเห็นนักเรียน–ครู–ผู้ปกครองอย่างกว้างขวาง พร้อม ช่วงเปลี่ยนผ่าน และงบสนับสนุนเครื่องมือควบคุมระดับห้องเรียน (เช่น ตู้ฝาก–โหมดเรียน–ระบบเครือข่ายภายใน)

จากหลักฐานสากล แนวโน้มผลเชิงบวกมีอยู่จริง แต่ความสำเร็จผูกอยู่กับ “การออกแบบและบังคับใช้ที่ดี” มากกว่าคำว่า “แบน” เพียงคำเดียว นั่นหมายถึง ไทย ควรทำ ในระดับนโยบายโรงเรียนให้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำ และพิจารณายกระดับเป็น “กรอบกฎหมาย” เฉพาะเป้าหมาย งดใช้ระหว่างคาบเรียน” พร้อมข้อยกเว้น–การประเมินผล หากข้อมูลยืนยันประโยชน์ชัดเจนจึงขยายผล

ความเสี่ยง–โอกาส สมดุล “ปลอดภัยตามค่าเริ่มต้น” กับ “การเรียนรู้ดิจิทัล”

โลกการศึกษาหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีไม่ได้ แต่ สมาร์ทโฟนส่วนตัว ที่แจ้งเตือนตลอดเวลาคืออุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อดึงความสนใจ จึงขัดแย้งโดยธรรมชาติกับ “การจดจ่อในคาบเรียน” หลายงานศึกษาชี้ว่า แค่มีมือถือวางอยู่ใกล้ตัวก็ลดสมาธิลงได้ และต้องใช้เวลานับสิบนาทีเพื่อดึงกลับมาสู่บทเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า การสร้างห้องเรียน ปลอดสิ่งรบกวนตามค่าเริ่มต้น (safety/attention by default) จึงเป็นกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผล ขณะเดียวกัน โรงเรียนยังต้องส่งเสริม ทักษะดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ (เช่น การค้นคว้าอย่างมีวิจารณญาณ ความปลอดภัยไซเบอร์ การรู้เท่าทันสื่อ) ผ่านอุปกรณ์ที่ควบคุมได้และปลอดการรบกวน

กฎหมายเกาหลีใต้คือ “แรงเร่ง” ให้โลกทบทวนกติกาในห้องเรียน—ไทยควรเดินแบบ “ชัด–ยืดหยุ่น–วัดผลได้”

กฎหมายของเกาหลีใต้ที่เริ่มใช้ มีนาคม 2569 เป็นสัญญาณชัดเจนว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ สิทธิในการเรียนรู้โดยปราศจากสิ่งรบกวน ถูกยกระดับเป็น สิทธิพื้นฐานในห้องเรียน พอๆ กับสิทธิการเข้าถึงเทคโนโลยี สำหรับไทย ทางเลือกที่รอบคอบคือ มาตรฐานกลาง “งดใช้ในคาบ” ที่ช่วยครู–นักเรียนจริง พร้อมข้อยกเว้น–งบสนับสนุน–การประเมินผลอย่างต่อเนื่อง หากข้อมูลยืนยันผลดี จึงค่อยพิจารณายกระดับเป็นกฎหมาย เพื่อไม่ให้ “อำนาจบังคับใช้” ไปไกลกว่าความพร้อมของระบบ และเพื่อให้การคุ้มครองเด็ก เกิดขึ้นจริง ในทุกโรงเรียน ไม่ใช่เพียงบนกระดาษนโยบาย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • The Straits Times: “South Korea to ban phones in class starting March 2026”
  • Reuters: “South Korea to ban mobile phones in school classrooms”
  • TRT World
  • Korea JoongAng Daily
  • UNESCO / GEM Report: สถิติระบบการศึกษาที่มีกฎหมาย/นโยบายห้ามสมาร์ทโฟนในโรงเรียน 79 ระบบ (สิ้นปี 2567) และข้อเสนอ “ใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนเฉพาะเมื่อจำเป็นต่อการเรียนรู้”
  • NCES (สหรัฐฯ)
  • SAGE Open (2024)
  • Bangkok Post
  • Education Profiles (Thailand)
  • The Nation Thailand
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News