Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

รพ.เกษมราษฎร์-โรบินสันเชียงรายจับมือ ยกระดับสุขภาพแม่และเด็ก มอบสิทธิประโยชน์ครบวงจร

โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ศรีบุรินทร์–โรบินสันเชียงราย” จับมือยกระดับสุขภาพแม่และเด็ก ลงนาม MOU มอบสิทธิประโยชน์แบบองค์รวม—ชี้เป้าเสริมทักษะ–ลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน

เชียงราย, 15 สิงหาคม 2568 —ห้องประชุมนายแพทย์สมชัย ตั้งพร้อมพันธ์ อาคารศูนย์การแพทย์เฉพาะทางศรีบุรินทร์ บันทึกความร่วมมือระหว่าง โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ศรีบุรินทร์ กับ โรบินสันเชียงราย ถูกลงนามอย่างเป็นทางการ ความร่วมมือครั้งนี้วางเป้าหมายชัดเจนยกระดับคุณภาพชีวิตแม่และเด็กแบบองค์รวม ผ่านบริการสุขภาพที่ต่อเนื่อง คู่กับสิทธิประโยชน์ด้านสินค้าและบริการจำเป็นสำหรับครอบครัว โดยเฉพาะช่วงตั้งครรภ์หลังคลอด ซึ่งเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสในการสร้างรากฐานสุขภาพของคนรุ่นถัดไป

“เราไม่ได้ทำแค่วันเดียวจบ แต่สร้าง ‘แพลตฟอร์ม’ สนับสนุนแม่ตั้งครรภ์และคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ให้พร้อมจริง ทั้งความรู้ ทักษะ และการเข้าถึงของจำเป็นในราคาที่ ‘จ่ายได้’” — นพ.อิทธิพงษ์ ยอดประสิทธิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ศรีบุรินทร์ กล่าวภายหลังพิธีลงนาม

ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากกิจกรรม Sriburin Mother’s Class ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และขยายเวทีไปยังศูนย์การค้าชั้นนำในเมืองเชียงราย เพื่อเปิด “พื้นที่การเรียนรู้สาธารณะ” และบูรณาการบริการสุขภาพกับวิถีชีวิตครอบครัวยุคใหม่ให้แนบแน่นยิ่งขึ้น โดยโรงพยาบาลยืนยันบทบาทด้านการแพทย์ ขณะที่ห้างพันธมิตรขยาย “ความคุ้มครองทางสังคม” ผ่านสิทธิประโยชน์และสินค้าเด็ก–แม่ที่จำเป็นในช่วงเริ่มต้นชีวิตของลูกน้อย ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนฐานบริการเด็กและกุมารเวชศาสตร์ของโรงพยาบาลที่เปิดให้บริการยาวนานในจังหวัดเชียงราย

 “ห้องเรียนแม่มือใหม่” ที่ออกจากประตูโรงพยาบาลไปสู่พื้นที่ชุมชน

ก่อนถึงวันลงนาม โรงพยาบาลได้เคลื่อน “Mother’s Class” ออกไปจัดที่ โรบินสันเชียงราย หลายครั้ง เปิดเวทีสาธารณะให้ครอบครัวทดลองทักษะสำคัญอย่าง อาบน้ำ–อุ้มเรอ–สังเกตไข้–การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ควบคู่กับบริการตรวจสุขภาพราคาพิเศษและบูธความรู้จากทีมสหสาขาวิชาชีพ ภาพกิจกรรมบนสื่อทางการสะท้อนโมเดล “สุขภาพในห้าง” ที่คนเข้าถึงง่าย ไม่เกร็ง สอดรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตจริงของครอบครัว

นอกจากเวทีความรู้ โรงพยาบาลยังคงรักษาบริการ กุมารเวชทารกแรกเกิด Well Baby ไว้อย่างครบวงจรในสถานพยาบาล ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการดูแลต่อเนื่องจากท้องถึงวัยเตาะแตะ ช่วยให้คำแนะนำเรื่องวัคซีน การเจริญเติบโต และโภชนาการก่อน–หลังคลอด โดยทีมแพทย์เฉพาะทาง

สิทธิประโยชน์ “My Little Club” และการลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน

สาระสำคัญของ MOU คือ บัตรสมาชิก “My Little Club” สำหรับคุณแม่ที่ซื้อแพ็กเกจฝากครรภ์และคลอดกับโรงพยาบาล ซึ่งมาพร้อม สิทธิประโยชน์รวมสูงสุดถึง 50,000 บาท จาก โรบินสันเชียงราย ครอบคลุมคูปองเวาเชอร์ส่วนลดสำหรับสินค้าจำเป็นที่ใช้ต่อเนื่องตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงวัย 2–3 ปี ทั้งผ้าอ้อม นมผง อุปกรณ์อาบน้ำ–นอน–เดินทาง–ความปลอดภัยในรถ และผลิตภัณฑ์เพื่อแม่หลังคลอด ข้อมูลดังกล่าวปรากฏในโพสต์ประชาสัมพันธ์ของเพจท้องถิ่นที่รายงานพิธีลงนาม และสอดคล้องกับกิจกรรมทางการที่โรงพยาบาลและห้างคู่พันธมิตรเผยแพร่ก่อนหน้า.

ควบคู่กัน ห้างได้เปิดดีลเฉพาะกลุ่มแม่และเด็กในช่วงเทศกาลวันแม่และครึ่งปีหลังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อน “ระบบสิทธิประโยชน์ตามฤดูกาล” ที่จะคอยเติมเต็มงบประมาณครัวเรือนให้กับกลุ่มเปราะบางด้านค่าใช้จ่ายช่วงตั้งครรภ์หลังคลอด

“เราไม่ได้เน้นการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เน้น ‘ทำให้ดู–ให้ทำเป็น’ ผ่านคลาสและเวิร์กช็อป ทักษะเล็ก ๆ อย่างอุ้ม–เรอ หรืออาบน้ำเด็ก หากทำถูกตั้งแต่เริ่ม จะลดความกังวลทั้งบ้าน” — นพ.อิทธิพงษ์ กล่าวย้ำเป้าหมาย “สุขภาพเชิงทักษะ” ที่จะต่อชีวิตจริงหลังพ้นห้องคลอด

ทำไม “สิทธิฯ จากห้าง” จึงเป็นเรื่องสุขภาพ?

สำหรับครอบครัวจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายหลังคลอด เป็น “กำแพง” ที่ทำให้การเข้าถึงของจำเป็นสะดุด การจับมือระหว่างโรงพยาบาล–ศูนย์การค้าจึงทำหน้าที่ แปลงทรัพยากรการตลาดเป็นสวัสดิการสังคม ลดต้นทุนซ้ำซ้อน และทำให้คำแนะนำแพทย์พยาบาลเชื่อมต่อกับสินค้าคุณภาพที่หาได้ง่ายในเมืองเดียวกัน เกิด วงจรบริการต่อเนื่อง ตั้งแต่ฝากครรภ์คลอดเยี่ยมหลังคลอดติดตามพัฒนาการเด็ก ซึ่งโรงพยาบาลระบุไว้ชัดในฐานข้อมูลบริการกุมารเวชของตนเอง

ภาพรวมนี้ยังผสานกับเป้าหมายสาธารณสุขระดับประเทศ เช่น ANC 5 ครั้งตามเกณฑ์, การส่งเสริมเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ล้วน 6 เดือน, และ การดูแลทารกแรกเกิด โดยหน่วยงานรัฐชี้ชัดว่าตัวชี้วัดเหล่านี้ยังมี “ช่องว่าง” ให้พัฒนา—ปี 2566 ร้อยละหญิงตั้งครรภ์ที่ได้บริการฝากครรภ์ครบ 5 ครั้ง อยู่ที่ 67.73% ขณะที่อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ล้วน 6 เดือนของไทยอยู่ที่ ประมาณ 28–29% ยังต่ำกว่าเป้าหมายโลก 50% ซึ่ง UNICEF และกรมอนามัยกำลังขับเคลื่อนนโยบายร่วมกับเครือข่ายหลายภาคส่วนอย่างเข้มข้น

จาก “ห้องเรียนแม่” สู่ “ระบบนิเวศแม่และเด็ก” ในเมืองเดียว

  1. เริ่มจากความรู้ — Mother’s Class ถ่ายทอดความรู้และทักษะปฐมพยาบาล–โภชนาการ–ความปลอดภัยทารก
  2. เชื่อมสู่การเข้าถึง — ห้างพันธมิตรจัดสิทธิประโยชน์–สินค้าแพ็กจำเป็นในงบประมาณที่ลดลง
  3. ต่อยอดการติดตาม — คลินิกกุมารเวชและ Well Baby นัดติดตามพัฒนาการ–วัคซีน–การเติบโต
  4. หนุนสุขภาวะครอบครัว — ครอบครัวพบ “เครือข่ายเพื่อนพ่อแม่” ผ่านกิจกรรมสาธารณะ เกิดการเรียนรู้ร่วมบนฐานชุมชนเมือง

ภาพนี้เกิดขึ้นจริงหลายครั้งแล้วจากกิจกรรมที่โรงพยาบาลนำคลาสออกไปจัดในศูนย์การค้า และจะยิ่งเป็น “ระบบ” มากขึ้นหลังการลงนามอย่างเป็นทางการในวันนี้

สาธารณสุขตัวเลขเตือนใจ และเหตุผลที่ต้องทำ “ให้ต่อเนื่อง”

  • มารดาเสียชีวิต ปี 2567 (ข้อมูลล่าสุดที่เปิดเผย) 88 ราย ทั่วประเทศ—ตัวเลขนี้ย้ำว่าระบบคัดกรอง–ดูแลก่อนคลอด–ฉุกเฉินต้องเท่าทันและเข้าถึงได้เร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงและพื้นที่ห่างไกล
  • ANC 5 ครั้ง ยังไม่ถึงเป้าหมาย—ความร่วมมือภาคเอกชนที่ทำให้แม่เข้าถึงข้อมูล–บริการเสริม และความช่วยเหลือยามฉุกเฉิน (เรียกรถพยาบาล–ช่องทางปรึกษา) จึงเป็น สะพาน” ที่สำคัญ
  • เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ล้วน ยังต่ำบัตรสิทธิประโยชน์ที่เชื่อมผลิตภัณฑ์สนับสนุนนมแม่ เช่น เครื่องปั๊มแผ่นประคบเสื้อชั้นในให้นมอุปกรณ์เก็บน้ำนม ในราคาที่เข้าถึงได้ ช่วย “ลดความติดขัด” ด้านต้นทุนในชีวิตจริงของแม่ทำงาน
  • อัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ลดลงจาก 23 เหลือ 18 ต่อหญิง 1,000 คน อายุ 15–19 ปี (2019 → 2022) แต่อีกหลายปัจจัยยังน่าห่วงเฉพาะกิจกรรมสร้างภูมิความรู้ทักษะการเลี้ยงดูที่ต่อเนื่องและเข้าถึงง่ายเท่านั้นที่จะตอกเสาเข็ม “การเริ่มต้นชีวิต” ให้มั่นคง

เสียงจากเวทีลงนามบทบาทของแต่ละฝ่าย

โรงพยาบาล — ทำหน้าที่เป็น “สมอง–หัวใจ” ของความร่วมมือ ให้คำปรึกษาทางการแพทย์ จัดทีมสหสาขา และประสานระบบฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เพื่อให้แม่ตั้งครรภ์ครอบครัวเข้าถึงความช่วยเหลือทันท่วงที โรงพยาบาลยืนยันความพร้อมด้านกุมารเวชฉุกเฉินสุขภาพสตรีผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ

ศูนย์การค้า — เป็น “แขนขา” ของระบบนิเวศสุขภาพ ย้ายเวทีความรู้ไปในชีวิตประจำวันผ่านกิจกรรมบูธสุขภาพสินค้าอุปกรณ์จำเป็น พร้อมวงจรสิทธิประโยชน์ตามฤดูกาลที่ลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงวิกฤตเงินเฟ้อครัวเรือน.

ครอบครัว — เป็น “เจ้าของโจทย์” ที่ได้สิทธิ์แบบจับต้องได้ ทั้งการเข้าร่วมคลาสฟรี การฝึกทักษะจริงกับผู้เชี่ยวชาญ และการรับบัตร My Little Club ที่ต่อยอดเป็นสวัสดิการ Non-cash ช่วยดึงค่าใช้จ่ายช่วงตั้งไข่ชีวิตลูกลงมาให้อยู่ในวิสัยที่จัดการได้

จะทำให้ “ต้นแบบเชียงราย” ขยายผลทั่วประเทศได้อย่างไร

  1. ทำให้เป็นข้อมูลเปิด — สร้างแดชบอร์ดสาธารณะรายงานตัวชี้วัด: จำนวนผู้เข้าคลาส, อัตรา ANC ครบ 5 ครั้งในผู้เข้าร่วม, อัตราเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ล้วน, การเรียกใช้บริการฉุกเฉินให้คำปรึกษา
  2. ออกแบบแพ็กสิทธิ์ยืดหยุ่น — เจาะตามอายุครรภ์–ภาวะเสี่ยง–รายได้ครัวเรือน เพิ่มตัวเลือกโภชนาการอุปกรณ์สนับสนุนนมแม่ และ สินค้าความปลอดภัยทารก เป็นกลุ่มจำเป็นพื้นฐาน
  3. ยึดหลัก “No sales in class” — คลาสให้ความรู้ต้องปลอดแรงจูงใจทางการขายทั้งหมด เพื่อคงความน่าเชื่อถือ และกันผลประโยชน์ทับซ้อน
  4. เชื่อมกับประกันสุขภาพ — ร่วมมือกองทุนสุขภาพท้องถิ่น/เอกชน เพื่อเติมสิทธิ์ตรวจคัดกรองสำคัญ เช่น คัดกรองซึมเศร้าหลังคลอดปัญหาพัฒนาการโภชนาการ
  5. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล — ตั้งมาตรฐาน PDPA สำหรับการใช้ข้อมูลสมาชิก My Little Club ผู้รับบริการโรงพยาบาล แยกฐานข้อมูลชัดเจน ตรวจสอบได้

ภาพใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนสุขภาพแม่และเด็กเป็น “วาระเมือง”

เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ระบบบริการเอกชน–รัฐ–ภาคธุรกิจเริ่ม “ล็อกแขน” กันมากขึ้น เห็นได้จากการย้าย Mother’s Class ไปยังศูนย์การค้า การมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการท้องถิ่น และการประชาสัมพันธ์แบบเปิดเผยต่อสาธารณะ เมื่อเมือง “ถือเอาแม่และเด็กเป็นวาระ” เมืองนั้นย่อมได้ผลตอบแทนเป็น ทุนมนุษย์ ที่ดีขึ้นในระยะยาว

และเมื่อมองไปยังตัวเลขระดับชาติตั้งแต่ ANC 5 ครั้ง ที่ยังไม่ถึงเป้าหมาย ไปจนถึง มารดาเสียชีวิต 88 ราย ในปีล่าสุดคำตอบที่สมเหตุสมผลคือ ทำงานร่วมกัน และ ทำให้ต่อเนื่อง โมเดลเชียงรายจึงไม่ใช่แค่การตลาดเชิงความดี แต่คือ “การแปลงเครื่องมือของเอกชนให้ทำงานเป็นสาธารณะ” บนฐานความรู้ทางคลินิกและการคุ้มครองผู้ป่วยอย่างเคร่งครัด

“เวลาฉุกเฉิน คุณแม่ต้องเข้าถึงความช่วยเหลือได้ทันที ทั้งคำแนะนำและรถพยาบาล เราวางระบบไว้ครบ เพื่อให้สะพานจากห้างกลับสู่โรงพยาบาล ‘เชื่อมกันจริง’” — นพ.อิทธิพงษ์ ย้ำ Continuum of Care ที่เริ่มจาก Community setting จบที่ Emergency และ Follow-up ในโรงพยาบาล

ก้าวเล็ก ๆ ที่ “สำคัญมาก” ของเมืองหนึ่งและบทเรียนของทั้งประเทศ

บันทึกความร่วมมือวันนี้ทำให้ “บริการทางการแพทย์” กับ “บริการทางสังคม” มาวางอยู่โต๊ะเดียวกัน ครอบครัวได้แพ็กความรู้ทักษะสิทธิประโยชน์เครือข่ายที่เดินไปด้วยกัน โรงพยาบาลได้ต่อยอดภารกิจปฐมภูมิ–ทุติยภูมิให้เข้าถึงชีวิตจริง ส่วนศูนย์การค้าได้บทบาทใหม่ในฐานะ ผู้เสริมความยืดหยุ่นให้สวัสดิการครอบครัว หากติดตามผลอย่างโปร่งใส และคุมจริยธรรม–ข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวด โมเดลนี้มีศักยภาพจะขยายผลสู่เมืองอื่น ๆ และช่วย ชิดเป้าหมาย SDG 3 ของประเทศในมิติแม่และเด็กได้อย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เว็บไซต์ทางการ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ศรีบุรินทร์: ภาพรวมบริการ, ศูนย์สุขภาพเด็ก, ระบบฉุกเฉิน 24 ชม.
  • หน้าโฮมภาษาอังกฤษของโรงพยาบาล (ประกาศกิจกรรม Mother’s Class ครั้งที่ 5 ปี 2568)
  • เพจทางการโรงพยาบาล/วิดีโอและโพสต์กิจกรรม Sriburin Mother’s Class ณ โรบินสันเชียงราย (ย้ายคลาสออกสู่พื้นที่สาธารณะ)
  • เพจ Robinson Department Store Chiang Rai: แคมเปญสิทธิประโยชน์ลูกค้ากลุ่มแม่–เด็กในช่วงเทศกาล (ประกอบภาพรวมด้านสิทธิประโยชน์ตามฤดูกาล)
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข: แดชบอร์ด ANC 5 ครั้ง (ตัวชี้วัดคุณภาพการฝากครรภ์) และสรุปผลปี 2566–2568
  • UNICEF Thailand / MICS 2022: อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ล้วน 6 เดือน ~28–29% และข่าวประชาสัมพันธ์ปี 2023 (ต่ำกว่าเป้าหมายโลก 50%)
  • กรมอนามัย (MOPH) – Maternal Mortality Dashboard 2567: จำนวนมารดาเสียชีวิต 88 ราย (ใช้เพื่อย้ำความสำคัญของระบบดูแลต่อเนื่อง)
  • UNICEF Thailand (News): อัตราการเกิดในวัยรุ่นลดลงจาก 23 → 18 ต่อหญิง 1,000 คน (2019→2022) จากผลสำรวจ MICS (บริบทเชิงประชากรแม่วัยรุ่น)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายส่งสตรีดีเด่นสองท่านรับโล่เกียรติยศเวทีชาติ ตอกย้ำพลังสตรีท้องถิ่น

เชียงรายนำ 2 สตรีดีเด่นรับโล่ระดับประเทศ ตอกย้ำ “พลังสตรีไทย” ขับเคลื่อนชุมชนสู่ความยั่งยืน

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 กระทรวงมหาดไทยจัดพิธีมอบ “รางวัลสตรีดีเด่นการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงมหาดไทย ประจำปี 2568” ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมี น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี และมอบรางวัลรวม 152 รายชื่อ พร้อมผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชนเข้าร่วม

เวทีที่สะท้อนแรงบันดาลใจของผู้หญิงทำงานเพื่อชุมชน

แสงไฟสว่างไสวในฮอลล์อิมแพ็คคลี่ม่านขึ้นพร้อมเสียงปรบมือแน่นขนัด ตัวแทนสตรีจากทุกภูมิภาคก้าวขึ้นสู่เวทีด้วยความภาคภูมิ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยยืนรอต้อนรับพร้อมมอบโล่เกียรติยศทีละราย ชื่อถูกประกาศสลับกับเสียงชื่นชมจากเพื่อนร่วมเครือข่าย “พลังสตรี” ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำ แต่คือสิ่งที่ทุกคนในห้องพิสูจน์ผ่านการลงมือทำจริงในหมู่บ้าน ตำบล และจังหวัดของตนเองตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ในงานเดียวกัน เครือข่ายคณะกรรมการพัฒนาสตรี 76 จังหวัดเข้าร่วมประชุมถอดบทเรียนความสำเร็จ รวบรวมกรณีศึกษาจากพื้นที่ นำเสนอแนวทางต่อยอดนโยบายให้เกิดผลจริงระดับครัวเรือนและชุมชน ตัวเลขผู้เข้าร่วมกว่า 300 คนสะท้อนพลังเครือข่ายที่จับต้องได้ ไม่ใช่งานพิธีการที่จบเพียงวันเดียว

รางวัลนี้คืออะไร และเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างไร

“สตรีดีเด่นการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงมหาดไทย” เป็นการเชิดชูสตรีผู้ทำงานขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในมิติต่าง ๆ ตั้งแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ยกระดับรายได้ครัวเรือน ส่งเสริมอาชีพ ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ไปจนถึงการจัดการสวัสดิการชุมชน รางวัลสะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต้องอาศัยคนทำงานหน้างาน โดยเฉพาะเครือข่ายสตรี ซึ่งเป็นแรงขับสำคัญของนโยบายด้านชุมชนของกระทรวงมหาดไทยและกรมการพัฒนาชุมชน.

ในพิธีมอบรางวัลปีนี้ ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชนเข้าร่วมครบถ้วน พร้อมย้ำบทบาทสตรีในฐานะ “ภาคีร่วมพัฒนา” ที่เชื่อมรัฐกับชุมชน และเป็นแรงหลักในการนำโครงการลงสู่ครัวเรือนได้จริง ตั้งแต่ OTOP, กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี, ไปจนถึงโครงการพัฒนาศักยภาพอาชีพและเศรษฐกิจฐานราก.

เชียงรายบนเวทีประเทศ 2 รายชื่อ 2 พื้นที่ 1 ความภาคภูมิ

สำหรับจังหวัดเชียงราย นำโดย นางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดเชียงราย เชียงรายส่งตัวแทนสตรีดีเด่นสองท่านขึ้นรับโล่เกียรติยศ ได้แก่

  • นางแว่นแก้ว ภิรมย์พลัด ตำบลศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
  • นางนงลักษณ์ เทพทองพันธ์ ตำบลโรงช้าง อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย

ทั้งสองรายชื่อได้รับการประกาศยืนยันจากสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 และปรากฏตัวในเวทีระดับประเทศช่วงสัปดาห์งานดังกล่าว นี่ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของบุคคล แต่เป็นความภูมิใจของชุมชนและทีมคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดที่ร่วมผลักดันโครงการต่อเนื่อง.

กลไกที่ทำให้ “พลังสตรี” ขับเคลื่อนได้จริง

หัวใจของรางวัลนี้อยู่ที่โครงสร้างการมีส่วนร่วมของ คณะกรรมการพัฒนาสตรี (กพส.) ซึ่งตั้งได้ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จนถึงจังหวัด ทำงานเชื่อมการรับรู้ปัญหาในพื้นที่กับการออกแบบโครงการและการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ ระเบียบและแนวทางปฏิบัติที่วางไว้ทำให้เครือข่ายสตรีเติบโตอย่างเป็นระบบและมีบทบาทกำกับการพัฒนาท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานรัฐ

อีกกลไกสำคัญคือ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งทุนหมุนเวียนและเงินสนับสนุน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ของสมาชิก โดยมีเครือข่ายสมาชิกในทุกจังหวัด และมีการขับเคลื่อนต่อเนื่องผ่านเวทีระดับชาติและระดับจังหวัด ตัวเลขสมาชิกและผู้ได้รับประโยชน์จำนวนมากจากคำแถลงของรัฐบาลสะท้อนขนาดและความครอบคลุมของนโยบายเชิงโครงสร้างนี้

ภาพใหญ่ระดับชาติ สถิติเพศภาวะและแรงงาน

เมื่อนำรางวัลไปวางไว้ในบริบทระดับประเทศ ภาพรวมความก้าวหน้าของไทยด้านความเสมอภาคระหว่างเพศยังต้องเดินหน้าต่อ รายงาน Global Gender Gap 2025 ระบุไทยอยู่ในอันดับที่ 66 ของโลก และอันดับ 3 ในอาเซียน สะท้อนความก้าวหน้าบางมิติ แต่ยังมี “ช่องว่าง” ให้ขยายบทบาทสตรีทั้งในเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม

ในตลาดแรงงาน ข้อมูล สำนักงานสถิติแห่งชาติ ไตรมาส 1/2568 ชี้ให้เห็นแนวโน้มการมีงานทำและกำลังแรงงานที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนสตรีในตำแหน่งผู้บริหารระดับกลางและสูงของไทยอยู่ราว 34.7% ตามฐานข้อมูล World Bank ตัวเลขดังกล่าวชี้ถึงโอกาสและภารกิจต่อเนื่องในการเพิ่มจำนวนสตรีในบทบาทตัดสินใจ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย SDG 5.5

ทำไม “รางวัลเชิดชูสตรี” จึงมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานราก

การยกระดับบทบาทสตรีในชุมชนไม่ได้หยุดที่เวทีรับรางวัล แต่ส่งผลเชื่อมโยงกับรายได้ครัวเรือน โอกาสการจ้างงาน และศักยภาพการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ชุมชน ตั้งแต่การยกระดับ OTOP ผ่านมาตรฐานและบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัลและเครือข่ายท่องเที่ยวชุมชน กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีทำงานประสานเพื่อ “ต่อท่อน้ำเลี้ยง” เข้าสู่โครงการจริง และกำกับติดตามผ่านระบบข้อมูลของกรมการพัฒนาชุมชน.

เชียงรายเองมีกรณีศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเวทีคัดเลือกครัวเรือนสัมมาชีพดีเด่น การพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้ประกอบการ และการนำเสนอผลงานต่อผู้กำหนดนโยบายระดับชาติ สิ่งเหล่านี้ทำให้ “เวทีระดับประเทศ” ไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มของรอบการทำงานใหม่ ๆ ที่ขยายผลสู่คนในพื้นที่.

น้ำเสียงจากผู้กำหนดนโยบาย ข้อความที่ส่งถึงพื้นที่

สารหลักที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยส่งถึงเครือข่ายสตรีคือ “สนับสนุนพลังสตรีให้ขับเคลื่อนสิ่งที่ดีงามเพื่อความยั่งยืนของประเทศ” พร้อมย้ำบทบาทกรมการพัฒนาชุมชนในการเป็น “ตัวเร่ง” ให้เกิดโครงการที่มีผลจริงในพื้นที่ ข้อความดังกล่าวสะท้อนแนวทางที่ให้ความสำคัญกับ คนหน้างาน มากกว่างานเชิงเอกสาร และยืนยันการบูรณาการระหว่างนโยบายระดับชาติกับงานระดับตำบล

ในมิติการสื่อสารสาธารณะ พรรคการเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น และสื่อกระแสหลักหลายสำนักร่วมรายงานข่าวและเผยแพร่สารจากเวทีนี้ ช่วยเพิ่มการรับรู้และแรงจูงใจให้เครือข่ายสตรีในจังหวัดต่าง ๆ กลับไป “ทำงานต่อ” ด้วยพลังที่มากขึ้น.

จากรางวัลสู่การเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่อง

พิธีมอบรางวัลสตรีดีเด่นปีนี้ไม่ใช่ภาพจำเฉพาะหน้าเวที แต่คือ “จุดนัด” ของคนทำงานชุมชนที่กำลังผลักดันเศรษฐกิจฐานรากและสวัสดิการสังคมให้เดินหน้าอย่างยั่งยืน เชียงรายมีชื่อสองสตรีดีเด่นขึ้นเวทีระดับชาติ ท่ามกลางเครือข่าย 76 จังหวัดที่กำลังขยายผลนโยบายจากส่วนกลางสู่ครัวเรือน ความสำเร็จนี้ยืนอยู่บนกลไก กพส. และกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าช่วยต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยสอดคล้องกับสัญญาณเชิงข้อมูลจากรายงานสากลและสถิติแรงงานไทย

เส้นทางข้างหน้าจึงชัดเจนขึ้น: ทำให้ “พลังสตรี” เคลื่อนต่อด้วยเป้าหมายที่วัดผลได้ สนับสนุนทักษะจำเป็นในตลาดจริง เพิ่มบทบาทผู้หญิงในตำแหน่งตัดสินใจ และบริหารทรัพยากรอย่างโปร่งใส หากทำได้ต่อเนื่อง รางวัลในวันนี้จะกลายเป็น “ทุนทางสังคม” ที่ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจฐานรากเติบโต และความเสมอภาคทางเพศเดินหน้าไปพร้อมกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี: ข่าว “ธีรรัตน์ มอบรางวัลสตรีผู้ขับเคลื่อนงานบำบัดทุกข์ บำรุงสุขดีเด่น” (14 ส.ค. 2568). Thai Government
  • สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลระเบียบ–โครงสร้าง กพส.: กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (เอกสารระเบียบคณะกรรมการพัฒนาสตรี). Department of Land Affaires
  • กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี: เว็บไซต์กลางและข่าวรัฐบาลเกี่ยวกับจำนวนสมาชิกและการดำเนินงาน. womenfund.in.thThai Government
  • รายงาน Global Gender Gap 2025: เอกสารของ World Economic Forum และบทความสรุปข้อมูลโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย/Nation. World Economic Forum ReportsChulalongkorn Universitynationthailand
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ: สำรวจภาวะการทำงานของประชากร ไตรมาส 1/2568. National Statistical Office
  • World Bank Gender Data Portal: Female share of employment in senior and middle management (%), Thailand 2023.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

เชียงรายจ่อเจ้าภาพ Spartan World Championships 3 ปี เปิดเกมยกระดับเมือง

เชียงรายสู่เวทีโลก เดินหน้าชิงเจ้าภาพ Spartan Super 2026–2028

เชียงราย, 14 สิงหาคม 2568 – เชียงรายยกระดับสู่เมืองกีฬา จังหวัดเดินหน้าชิงสิทธิ์เจ้าภาพ Spartan Super World Championships ต่อเนื่องสามปี หน่วยงานรัฐจัดประชุมเตรียมความพร้อมอย่างเป็นทางการเมื่อ 13 สิงหาคม วัตถุประสงค์คือจัดทำข้อเสนอเมืองเจ้าภาพที่ครบถ้วนเอกชนและเครือข่ายท้องถิ่นร่วมกำหนดทิศทางร่วมกัน

ภาพรวมสถานการณ์ล่าสุดของ Spartan ในไทย

ปี 2568 ไทยจัดซีรีส์ Spartan ระดับประเทศเต็มรูปแบบกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแถลงร่วมกับผู้จัดลิขสิทธิ์ งานดังกล่าวถือเป็นเทศกาลวิ่งวิบากระดับโลกในไทยเป้าหมายคือยกระดับกีฬาและการท่องเที่ยวเชิงกิจกรรม

รัฐบาลประเมินผลเชิงเศรษฐกิจไว้ชัดเจนการจัดซีรีส์ปี 2568 คาดดึงนักกีฬากว่า 60 ประเทศ มูลค่ากระตุ้นเศรษฐกิจประมาณ 1,500 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนศักยภาพของกิจกรรมระดับนานาชาติ

สนามแรกปี 2568 จัดที่หัวหินสำเร็จด้วยดี ผู้จัดลิขสิทธิ์ไทยเข้าร่วมดูแลงานอย่างใกล้ชิด สื่อมวลชนไทยรายงานภาพรวมการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โมเมนตัมจึงเกิดขึ้นทั้งในเชิงกีฬาและการท่องเที่ยว

คำถามใหญ่ เชียงราย “ได้สิทธิ์แล้ว” หรือยัง

วันนี้ยังไม่มีประกาศ “ยืนยัน” จาก Spartan Global เว็บไซต์ชิงแชมป์โลกของ Spartan แสดงกำหนดการถึงปี 2025 รายการ 10K Super World Champs ปี 2025 จัดที่ Mammoth, แคลิฟอร์เนีย ยังไม่ระบุเจ้าภาพ Super ปี 2026–2028 บนเว็บไซต์หลัก spartan.com

เพจ Find a Race ของ Spartan ระบุรายการ 2025 ชัดเจน รวมถึงหน้ารวมกิจกรรมที่อัปเดตเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบหน้าประกาศ Super Worlds ปี 2026 นักอ่านจึงควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการต่อเนื่อง

ด้านการแข่งขันระดับโลกปี 2026 มีข้อมูลสำคัญ Spartan ขึ้นหน้าอีเวนต์ Morzine Ultra World Championship 2026 กำหนดจัด 3–5 กรกฎาคม ที่มอรซีน ฝรั่งเศส ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนกลยุทธ์กระจายปลายทางการแข่งขัน

ขณะเดียวกัน โพสต์โซเชียลของ Spartan ระบุอีกข้อมูลหนึ่ง คลิปอินสตาแกรมสื่อสารว่า Ultra Worlds 2026 ไป Big Bear วันที่ 16–17 พฤษภาคมตามที่โพสต์เผยแพร่ประเด็นนี้ชี้ว่ากำหนดการอาจยังปรับได้ จึงต้องอ้างอิงประกาศสุดท้ายจากเว็บไซต์ทางการ

สรุปสถานะล่าสุดของ “เชียงรายปี 2026–2028” จังหวัดอยู่ในขั้นเดินหน้า “เสนอตัวและเตรียมพร้อม” หลายหน่วยงานประชุมเพื่อทำแผนเจ้าภาพสามปีแต่ยัง “ไม่ใช่” การประกาศสิทธิ์อย่างเป็นทางการจาก Spartan

2022 Spartan World Championship Recap Webster Becomes First Four-Time World Champion, Atkins Dethroned

ทำไม “เชียงราย” จึงมีโอกาสสูง

เชียงรายมีภูมิประเทศหลากหลายและท้าทายภูเขา ป่า แม่น้ำ เอื้อต่อสนาม OCR มาตรฐานโลก นักกีฬาได้เจอทั้งสภาพทางชันและด่านธรรมชาติ เมืองมีสนามบินนานาชาติและที่พักพร้อมรองรับข้อมูลนี้หนุนภาพเมืองกีฬาปลายทางอย่างชัดเจน

ไทยยังมีประสบการณ์จัดสนามหลายพื้นที่หัวหินเปิดซีซันปี 2568 ด้วยความสำเร็จ ขยายต่อที่เขาใหญ่และเชียงใหม่ในแผนงานปีนี้ ระบบจัดการอีเวนต์และอาสาสมัครพัฒนาอย่างต่อเนื่องฐานแฟนและนักกีฬาก็เพิ่มขึ้นทุกฤดูกาล

นอกจากนี้ ไทยมีกรณีศึกษาด้านอีเวนต์กีฬาแล้ว หน่วยงานไมซ์ชี้ตัวอย่างงานระดับนานาชาติหลายรายการ ระบบออดิทผลกระทบทางเศรษฐกิจเริ่มเป็นระบบ ความสามารถเช่นนี้สนับสนุนการยื่นข้อเสนอเชียงราย เมืองจึงพร้อมยกระดับมาตรฐานการจัดงาน

โครงสร้างสิทธิ์ชิงแชมป์โลกของ Spartan

Spartan จัดชิงแชมป์ตามประเภทระยะและรูปแบบ ปี 2025 มีชุดชิงแชมป์ครบทั้ง Ultra, Trifecta, Super รายการ 10K Super World Champs 2025 อยู่ที่ Mammothต่อด้วย 100M World Champs ในสัปดาห์ถัดไปปฏิทินแสดงโครงสร้างเวิลด์ซีรีส์ที่ชัดเจน

เว็บไซต์อีเวนต์ของ Morzine ยังตอกย้ำอีกมุมงานปี 2026 ระบุ Ultra Worlds และ Trifecta Weekend ปลายทางยุโรปรับช่วงจากปี 2025 อย่างต่อเนื่องรูปแบบนี้สะท้อนแนวคิดโรเตชันของปลายทางเมืองเจ้าภาพหมุนเปลี่ยนเพื่อขยายฐานนักกีฬา

ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่ “จับต้องได้”

ตัวเลขจากรัฐบาลไทยระบุภาพรวมชัดเจนซีรีส์ปี 2568 คาดเม็ดเงิน 1,500 ล้านบาท นักกีฬาต่างชาติเดินทางเข้าร่วมจำนวนมากโรงแรมและบริการท่องเที่ยวได้รับอานิสงส์ทันทีตัวเลขนี้เป็นฐานอ้างอิงที่มีนัยต่อเชียงราย

เมื่อโยงกับโครงสร้างเมืองเชียงราย รายได้กระจายสู่ที่พัก ร้านอาหาร และชุมชน ผู้ประกอบการท้องถิ่นรับโอกาสจากอุปสงค์ใหม่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงกีฬาเติบโตต่อเนื่อง เมืองจึงได้ทั้งชื่อเสียงและรายได้ยั่งยืน

จาก “สนามภาคเหนือ” สู่ “เจ้าภาพโลก”

ไทยเริ่มสะสมประสบการณ์จากหลายเมืองหัวหินสร้างความเชื่อมั่นด้านออแกไนซ์ เขาใหญ่เพิ่มมิติสนามภูเขาอย่างเข้มข้น. เชียงใหม่เตรียมจัด Trifecta ปลายปี 2568 ภาคเหนือจึงถูกจับตาในฐานะภูมิภาคศักยภาพ

เชียงรายก้าวตามด้วยแผนเสนอสิทธิ์หลายปีทีมจังหวัดทำการบ้านตามกรอบสากลใช้วิธีประเมินพื้นที่และโครงสร้างรองรับวางผังสนามท้าทายแต่ปลอดภัยตามมาตรฐาน ร่วมมือเอกชนและชุมชนอย่างเป็นระบบ

สตอรี่จึงค่อยๆ พาไปสู่แกนหลักเมืองพร้อมทั้ง “สถานที่จริง” และ “ทีมงานจริง”เป้าคือมาตรฐานระดับโลกที่ตรวจสอบได้เมืองต้องผ่านเงื่อนไขด้านความปลอดภัยเข้มงวดและต้องบริหารประสบการณ์ผู้ชมได้ราบรื่น

ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

กำหนดการชิงแชมป์โลกปี 2026–2028. Spartan มีสิทธิ์ปรับประเภทและปลายทางผู้เกี่ยวข้องต้องอ้างอิงประกาศบนเว็บไซต์หลักสื่อโซเชียลอาจเป็นเพียงการสื่อสารเบื้องต้น การตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่ Spartan Globalกระบวนการเสนอสิทธิ์ของเชียงรายจังหวัดเผยภาพรวมการประชุมเตรียมพร้อมแล้ว ต้องจัดทำข้อเสนอด้านความปลอดภัยและโลจิสติกส์. ต้องมีแผนบริหารสิ่งแวดล้อมและมรดกท้องถิ่น และต้องสะท้อนผลประโยชน์สู่ชุมชนตัวชี้วัดผลกระทบทางเศรษฐกิจไทยมีกรอบประเมินของหน่วยงานไมซ์อยู่แล้วข้อมูลการออดิทช่วยยืนยันความคุ้มค่า เมืองควรตั้ง KPI ด้านรายได้และการจ้างงานรวมถึงความพึงพอใจของนักกีฬาและผู้ชม

ข้อเสนอเชิงนโยบายและปฏิบัติการ

เชื่อมแบรนด์เมืองกับแบรนด์รายการ สร้างธีม “Chiang Rai Sport Destination” ผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นกับดีไซน์สนามสร้างเอกลักษณ์ที่จดจำได้ในทันที.

บริหารฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างชาญฉลาดวางวันแข่งให้สอดรับฤดูกาลกระจายกิจกรรมสู่ชุมชนโดยรอบทำแพ็กเกจท่องเที่ยวที่เชื่อมหลายอำเภอ

ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอัพเดตโปรโตคอลด้านการแพทย์และกู้ภัยซ้อมแผนร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง ใช้เทคโนโลยีติดตามนักกีฬาที่โปร่งใส.

สร้างคนและอาสาสมัครท้องถิ่นเปิดคอร์สอบรมตามมาตรฐานผู้จัดระดับโลกพัฒนาเส้นทางอาชีพด้านอีเวนต์กีฬา. ต่อท่อบุคลากรสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว

สื่อสารเชิงข้อมูลแบบเรียลไทม์ตั้งศูนย์ข้อมูลสาธารณะหลายภาษาอัปเดตเส้นทางจราจรและบริการขนส่ง เปิดแดชบอร์ดสถิติผู้ร่วมงานแบบโปร่งใส

บทสรุป

เชียงรายกำลัง “สตาร์ตเครื่อง” สู่เจ้าภาพโลก. เมืองแสดงความพร้อมทั้งภูมิประเทศและระบบรองรับ. การประชุมล่าสุดยืนยันความตั้งใจของจังหวัดแต่การได้สิทธิ์ยังรอประกาศทางการของ Spartan ดังนั้น การสื่อสารต้องเที่ยงตรงและตรวจสอบได้

หากเชียงรายได้สิทธิ์สามปีจริงเมืองจะยกระดับสู่ปลายทางกีฬาในเอเชีย เศรษฐกิจท้องถิ่นจะได้รับผลเชิงบวกชัดเจน. ชุมชนจะได้ส่วนแบ่งโอกาสจากนักท่องเที่ยวคุณภาพ. และประเทศไทยจะเด่นชัดในแผนที่กีฬาโลก.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. ข่าวเปิดตัว Spartan Race Thailand 2025. Royal Thai Government
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

อนาคตเชียงราย 472 ความเห็นชี้ทางเทศกาลปลายปี ต้องดุลยภาพระหว่างเมืองและท่องเที่ยว

เทศกาลปลายปีเชียงราย” จะไปต่อแบบไหน? ถอดบทเรียนจากเสียงประชาชน 472 ความเห็นเชื่อมข้อมูลท่องเที่ยวและความปลอดภัย สู่ทางเลือกที่ยั่งยืน

เชียงราย, 13 สิงหาคม 2568 — “ถ้าปลายปีเชียงรายไม่จัด ‘เทศกาลดอกไม้’ ควรเปลี่ยนเป็นเทศกาลอะไรดี?” คำถามปลายเปิดจากเพจ นครเชียงรายนิวส์ โพสต์เมื่อ 10 สิงหาคม กลายเป็นจุดสตาร์ทย่อยๆ ที่ปลุกให้คนเมืองและชาวเชียงรายบางส่วนได้ออกมาแสดงความเห็นแบบหลากหลายทั้งสนับสนุนให้จัดต่อ ปรับรูปแบบ หรือเปลี่ยนใหม่ไปเลย สะท้อนความคาดหวังต่ออนาคตเศรษฐกิจท่องเที่ยวท้องถิ่นในฤดูไฮซีซันปลายปี

เพียงไม่กี่ชั่วโมง โพสต์ดังกล่าวมียอดแสดงความเห็นรวม 472 คอมเมนต์ พร้อมปฏิกิริยาและการแชร์อีกจำนวนมาก แม้จะเป็น “แบบสำรวจไม่เป็นทางการ” แต่ปริมาณการมีส่วนร่วมที่สูงพอสะท้อนพลังการถกเถียงที่กว้างขวางและสำคัญยิ่งสำหรับหน่วยงานที่กำลังคลิกเครื่องวางแผนงบประมาณ และโปรแกรมกิจกรรมฤดูท่องเที่ยวปลายปีของจังหวัด

จาก 472 ความเห็น 5 เส้นเรื่องใหญ่

เมื่อนำสาระจากคอมเมนต์ทั้งหมดมาคลี่เป็นประเด็น จะพบ “5 เส้นเรื่อง” ที่ประชาชนพูดถึงมากที่สุด เรียงจากมากไปน้อย ดังนี้

  1. โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค — กลุ่มนี้เสนอให้ “หยุด-พัก” งบเทศกาล แล้วหันไปอุด “คอขวดเมือง” แทน ตั้งแต่ถนน หลุมบ่อ ฟุตพาท ระบบระบายน้ำป้องกันน้ำท่วม ไฟส่องสว่าง และกล้องวงจรปิดในจุดเสี่ยง โดยมีเสียงย้ำเรื่อง “ปลอดภัย เดินง่าย ใช้ได้จริง” เป็นธงนำ
  2. เทศกาลรูปแบบใหม่ — แนวคิดแตกแขนงหลากหลาย ตั้งแต่งานดนตรีริมโขง คอนเสิร์ต K-pop/T-pop เทศกาลศิลปะร่วมสมัย สตรีทอาร์ต เทศกาลอาหารชากาแฟ จนถึงมหกรรมกีฬา สะท้อนภาพจำ “เมืองศิลปะธรรมชาติกาแฟ” ที่เชียงรายสั่งสมมานาน
  3. จัด “เทศกาลดอกไม้” ต่อ แต่ปรับปรุง — เหตุผลหลักคือ “เป็นแบรนด์ของเมืองแล้ว” ข้อเสนอเชิงรูปธรรม เช่น รวมจัด “ที่เดียว-ให้ยิ่งใหญ่” เพิ่มกิจกรรมวัฒนธรรม จุดพลุ แผนการเดินทางจราจรที่จอดรถ และปรับการสื่อสารการตลาดให้ทันสมัยขึ้น
  4. กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว — เน้นว่าช่วงปลายปีคือ “โอกาสทอง” ของผู้ประกอบการ ต้องมี “กิจกรรมแม่เหล็ก” ดึงคนเข้าเมือง พร้อมเสียงเรียกร้อง “โควตาพื้นที่ขายให้คนท้องถิ่นก่อน” เพื่อให้รายได้กระจายจริง
  5. อนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น — เสนอเทศกาลชาติพันธุ์ล้านนาชนเผ่า ประเพณียี่เป็ง รำวงพื้นบ้าน และการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์เมือง เพื่อ “ยึดโยงอัตลักษณ์” ควบคู่การท่องเที่ยว

คำถามชวนคิด: เมื่อเสียงส่วนหนึ่งเรียกร้องให้โยกงบเทศกาลไปแก้ “พื้นฐานเมือง” และอีกส่วนอยากได้ “งานแม่เหล็ก” เพื่อรายได้ช่วงไฮซีซันเชียงรายจะสร้าง “ดุลยภาพ” ระหว่าง คุณภาพชีวิตคนเมือง กับ ภาพจำปลายปี ได้อย่างไร?

ภูมิทัศน์ท่องเที่ยวตัวเลขบอกอะไรเรา

ระดับประเทศ. ปี 2567 (ค.ศ.2024) ไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 35.54 ล้านคน รายได้รวมจากการท่องเที่ยว (ต่างชาติ + ไทยเที่ยวไทย) ประมาณ 2.62 ล้านล้านบาท สัญญาณฟื้นตัวชัดเจนเมื่อเทียบปีก่อน แม้ยังต่ำกว่าเป้าหมายบางหน่วยงาน แต่สะท้อนอุปสงค์กลับมาเด่นชัดและฐานเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยยังแข็งแรงในภาพรวม

ระดับจังหวัด. ฝั่งเชียงรายเอง ข้อมูลอัปเดตจากภาครัฐระบุว่า รายได้จากการท่องเที่ยวปี 2567 ติดท็อป 10 ของประเทศ อยู่ที่ประมาณ 49,420 ล้านบาท (อันดับ 9) แสดงศักยภาพของเมืองที่ไม่ได้พึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเดียว แต่ยืนบนฐานนักท่องเที่ยวไทยและเส้นทาง-ประสบการณ์หลากหลายที่กระจายทั่วทั้งจังหวัด

สัญญาณอื่นๆ ที่นักท่องเที่ยวสนใจเชียงราย. เมืองยังมี “สินทรัพย์วัฒนธรรม-ธรรมชาติ-งานศิลป์” เป็นแม่เหล็ก ทั้ง วัดร่องขุ่น และ พิพิธภัณฑ์บ้านดำ ที่ยืนยันภาพ “เมืองศิลปะร่วมสมัย” ควบคู่กับแลนด์สเคปภูเขา ไร่ชา และวิถีชนเผ่า

ปฏิทินเทศกาลจาก “ดอกไม้ปลายปี” สู่พหุเทศกาล

เพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย ควรเห็นภาพ “แพลตฟอร์มเทศกาล” ทั้งปีโดยเฉพาะ ครึ่งหลังของปี ที่เป็นหน้าหนาวและท่องเที่ยวคึกคัก

  • มหกรรมไม้ดอกอาเซียน เชียงราย: งานดอกไม้เชิงพฤกษศาสตร์ช่วง ธ.ค.–ม.ค. ที่ “สวนไม้งามริมกก” เพิ่มน้ำหนักด้านการเรียนรู้และเครือข่ายอาเซียน มากกว่าเชิงตกแต่งล้วนๆ
  • งานเชียงรายดอกไม้งาม: เทศกาลดอกไม้ “แบรนด์เมือง” ที่คนจดจำ จัดช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงก.พ. เป็นสินทรัพย์ทางการตลาดที่มีมูลค่าทางอารมณ์สูง หากปรับวิธีบริหารจัดการให้ยั่งยืน จะยิ่งทวีคูณผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์

แกนคิดสำคัญ การบริหารพอร์ตอีเวนต์ที่ ไม่ทับซ้อนกัน และ ไม่กินงบกันเอง จึงสำคัญกว่าการถกเถียงแบบ “เอา-ไม่เอา” งานใดงานหนึ่ง

มิติความปลอดภัย เหตุผลที่ “เชียงราย” น่าสนใจในสายตาโลก

ปัจจัยความปลอดภัย โดยเฉพาะ ความปลอดภัยเชิงเพศสภาพ กำลังกลายเป็นตัวชี้ขาดเส้นทางการท่องเที่ยวและการอยู่นานของดิจิทัลโนแมด งานศึกษาของ Holidu (แพลตฟอร์มท่องเที่ยวในยุโรป) จัดทำ ดัชนีเมืองที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวดิจิทัลโนแมดหญิง จากหลายปัจจัย เช่น ความปลอดภัยเวลาเดินคนเดียวกลางคืน ความเป็นมิตรต่อผู้หญิง/ชาวต่างชาติ อัตราส่วนเพศในชุมชนโนแมด และกฎหมายคุ้มครองจากการคุกคามในที่ทำงาน—โดยผลลัพธ์หนึ่งระบุว่า เชียงรายติดอันดับ 2 ของโลก รองจากไทเป ในปีล่าสุดที่มีการเผยแพร่ ซึ่งเป็น “ตราประทับ” ด้านภาพลักษณ์ความปลอดภัยที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการตลาดเมืองในยุคโนแมดกำลังเติบโต

นอกจากภาพลักษณ์ระดับโลก สิ่งที่หน่วยงานท้องถิ่นทำได้ทันที คือการ ย้ำมาตรการความปลอดภัยผ่านบริการที่จับต้องได้ เช่น ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (Tourist Assistance Center) และงานตำรวจท่องเที่ยวเชิงรุกในย่านท่องเที่ยว/งานเทศกาล ตลอดจนการสื่อสารหลายภาษาเพื่อแปลง “อันดับ” ให้เป็น “ประสบการณ์จริง” ของผู้มาเยือน

ข้อเสนอทางปฏิบัติ (เชิงความปลอดภัยงานเทศกาล)

  • จัดทำ เส้นทางปลอดภัย (Safe Walk) และจุด SOS ในลานกิจกรรม
  • เพิ่มไฟส่องสว่าง-กล้องวงจรปิดในจุดมืด พร้อมจุดสังเกตง่าย
  • จัดเวรยามอาสาสมัครชุมชนและทีมแพทย์สนาม
  • เปิดข้อมูลเหตุการณ์-การตอบสนองแบบเรียลไทม์ให้ประชาชนรับรู้ (“Open Safety Dashboard”) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นล่วงหน้า

ทางเลือกเชิงนโยบายเมื่อ “เทศกาล” คือเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย

1) โมเดล “เทศกาลหลัก 1 + ดาวเทียมหลายจุด”
แทนที่จะจัดหลายเทศกาลใหญ่ทับซ้อนในเมืองเดียว เสนอให้ยกระดับ “งานดอกไม้” เป็น Flagship ที่เดียว ยกระดับคุณภาพการจัด-ระบบจราจร-การเข้าถึง-ศิลปกรรมร่วมสมัยและใช้ “งานดาวเทียม” กระจายรอบจังหวัดเชื่อม ชุมชนกาแฟ-ศิลปะ-ชาติพันธุ์ ให้เกิด เส้นทางท่องเที่ยว ที่คนใช้เวลาในจังหวัดได้นานขึ้น และกระจายรายได้ดีขึ้นพร้อมขนส่งสาธารณะเฉพาะกิจช่วงพีกที่เชื่อมตัวเมืองกับจุดกระจาย

2) จัดสรรงบ “เทศกาล 70: เมือง 30”
ตอบโจทย์สองฝ่ายด้วยการกันงบ 30% เพื่อโครงสร้างพื้นฐานด่วน ในย่านท่องเที่ยวที่ชาวบ้านใช้งานจริง ฟุตพาท ทางข้ามคนเดินเท้า ไฟส่องสว่าง กล้องฯ และระบายน้ำ โดยสื่อสารให้สังคมเห็น “ผลงานจับต้องได้” ควบคู่แผนงานเทศกาลจะช่วยลดแรงเสียดทานทางสังคมและสร้างทุนทางความไว้วางใจ

3) เทศกาลเนื้อหา (Content Festival) แทนงานก่อสร้างหนาแน่น
ลดการใช้ดอกไม้สดจำนวนมาก เพื่อความยั่งยืนและต้นทุนหันไปเน้น คอนเทนต์ศิลปะเทคโนโลยีแสงเสียงเรื่องเล่าเมือง และ อีเวนต์เชิงความรู้ เช่น เสวนา “เมืองศิลปะและท่องเที่ยวยั่งยืน” เวิร์กช็อปศิลปะร่วมสมัย เวทีโชว์งานคราฟต์ชาติพันธุ์สิ่งเหล่านี้ใช้ทรัพยากรน้อยกว่าการตกแต่งมวลดอกไม้ แต่ให้ “คุณค่าจดจำ” สูงกว่าและยืดอายุการใช้งานเนื้อหาออนไลน์

4) การตลาดเชิงหัวข้อใหม่ (New Angles)
ต่อยอดความปลอดภัยและภาพลักษณ์ “เมืองทำงานได้เที่ยวง่าย” ด้วยแพ็กเกจ Workation/Remote Year สำหรับกลุ่มดิจิทัลโนแมดหญิงและครอบครัว โรงเรียนระยะสั้น ค่ายเด็ก กิจกรรมธรรมชาติควบคู่การสื่อสาร “Safety First City”—ให้เชียงรายเป็น จุดหมายปลายทางที่รู้สึกปลอดภัย ตั้งแต่วินาทีที่วางแผนจนกลับบ้าน

ประชาชนได้อะไร ถ้าตัดสินใจ “ถูกแกน” ตั้งแต่วันนี้

เมืองเดินได้-อยู่ดีขึ้น งบเทศกาลที่ออกแบบควบคู่การซ่อมเมือง จะทำให้ฟุตพาท ทางข้าม และไฟส่องสว่างดีขึ้นถาวรประชาชนใช้ได้ทุกวัน มิใช่เฉพาะช่วงอีเวนต์ รายได้กระจายไป “รอบนอก” เมื่อเทศกาลหลักโยงเส้นทางนอกเมือง ไร่ชา ดอย ชุมชนกาแฟ ชาติพันธุ์ ร้านเล็กๆ โฮมสเตย์ และบริการขนาดย่อมจะมีลูกค้าเพิ่มเงินกระจายกว้างขึ้น ลดการกระจุกตัว ภาพจำจังหวัดชัดขึ้น เชียงรายไม่เพียง “สวยเพราะดอกไม้” แต่ “สวยเพราะเรื่องเล่าศิลปะวัฒนธรรมปลอดภัย” ซึ่งแปลงเป็นข้อได้เปรียบระยะยาว ดึงคนคุณภาพและกลุ่มครอบครัวกลับมาเยือนซ้ำต้นทุนสิ่งแวดล้อมลดลง การย้ายจาก “มหกรรมดอกไม้สดมวลมาก” ไปสู่ “คอนเทนต์เทคโนโลยีศิลปะร่วมสมัย” ช่วยลดขยะ ลดการใช้น้ำ ลดพลังงาน และทำให้งาน “สเกลได้” โดยไม่ขยายภาระ

มอนิเตอร์ภาพลักษณ์ออนไลน์

โพสต์ถามใจคนเชียงรายเพียงหนึ่งโพสต์จุดกระแสให้เห็น “เส้นเลือดใหญ่ของเมือง” ที่วิ่งควบคู่กันอยู่เสมอ คือ เศรษฐกิจ-วัฒนธรรม-คุณภาพชีวิต ถ้าต้องเลือกระหว่าง “จัดไม่จัด” เทศกาลคำตอบอาจเป็น “จัดให้ตรงแกน” มากกว่าจัดแบบพอเหมาะ พอเพียง สื่อสารเรื่องเล่าของเมืองอย่างมีสไตล์ เชื่อมเส้นทางเที่ยวทั้งจังหวัด เกลี่ยงบไปซ่อมเมืองที่คนใช้จริง และตอกย้ำมาตรการความปลอดภัย เพื่อให้ “ประสบการณ์จริง” สอดคล้องกับ “ภาพลักษณ์โลก” ที่เชียงรายได้บนเวทีสากล

ท้ายที่สุด เทศกาลคือ เครื่องมือ ไม่ใช่ เป้าหมายเครื่องมือที่ดีต้องทำให้คนอยู่ดีขึ้น เมืองยั่งยืนขึ้น และเศรษฐกิจกระจายกว้างขึ้น หากเชียงรายจัดสมดุลสามขานี้ได้ตั้งแต่ปลายปีนี้ เมืองก็มีสิทธิ์กลายเป็น ต้นแบบการจัดเทศกาลเชิงคุณภาพ ของภาคเหนือได้อย่างเต็มภาคภูมิ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สถิติการท่องเที่ยวไทย ปี 2567: “ภาพรวมรายได้จากการท่องเที่ยว 2.62 ล้านล้านบาท นักท่องเที่ยวต่างชาติ 35.54 ล้านคน” โดย ฐานเศรษฐกิจ สรุปจากข้อมูลหน่วยงานด้านท่องเที่ยว (เข้าถึง ส.ค. 2568)
  • ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2024: รายการสถิติ “Tourism in Thailand” (อัปเดตปี 2025) รวมตัวเลขสิ้นปี 2024 เพื่อการอ้างอิงสากล (ใช้ตรวจทานข้ามแหล่ง)
  • รายได้ท่องเที่ยวจังหวัด ปี 2567 (Top 10): ประกาศอ้างอิงข้อมูลกรมการท่องเที่ยว ระบุ “เชียงราย 49,420.04 ล้านบาท” (อันดับ 9) เผยแพร่ มี.ค. 2568
  • Holidu Magazine ว่าด้วย “เมืองที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวดิจิทัลโนแมดหญิง” ระบุไทเปอันดับ 1 และเชียงรายอันดับ 2 (อ้างอิงชุดข้อมูลจากแพลตฟอร์มโนแมด)
  • โพสต์จากสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ วันที่ 10 สิงหาคม 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ไร่เชิญตะวันหมุดหมายใหม่! ขึ้นสถานะวัดอย่างเป็นทางการ ชูบทบาทศูนย์กลางธรรมะสู่สังคม

วัดไร่เชิญตะวัน” ขึ้นสถานะเป็นวัดอย่างเป็นทางการ หมุดหมายใหม่ของศาสนสถานร่วมสมัย สะท้อนพลังศรัทธา การบริหารจัดการที่โปร่งใส ขับเคลื่อนบทบาทศูนย์กลางธรรมะสู่สาธารณะ

เชียงราย, 12 สิงหาคม 2568“วิหารดิน” วิปัสสนาคารนานาชาติ อันเป็นหัวใจของ “ไร่เชิญตะวัน” ที่ผู้คนคุ้นในฐานะศูนย์วิปัสสนาสากลก่อตั้งโดยพระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) วันนี้บรรยากาศเคร่งขรึมกว่าทุกคราว เมื่อ “ตราตั้งวัด” ถูกส่งมอบอย่างเป็นทางการต่อหน้าคณะสงฆ์ ข้าราชการฝ่ายบ้านเมือง และพุทธศาสนิกชนที่ร่วมเป็นสักขีพยานจารึกอีกหน้าประวัติศาสตร์ของศาสนสถานร่วมสมัยในภาคเหนือ

ตามข้อมูลจากหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของจังหวัด ระบุว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานมอบ “ใบตราตั้งวัด” แก่ “วัดไร่เชิญตะวัน” เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 12 สิงหาคม 2568 การมอบตราตั้งมีความหมายเชิงนิติกรรมทางศาสนาและกฎหมาย เพราะคือขั้นตอนยืนยันว่า “ศูนย์ปฏิบัติธรรม” ที่ทำงานสาธารณะมาเนิ่นนาน ได้รับการรับรองเป็น “วัดในพระพุทธศาสนา” สมบูรณ์พร้อมด้วยสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบตามพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลคือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และคณะสงฆ์ในพื้นที่กำกับติดตามด้านการปกครองคณะสงฆ์ต่อไป

จุดเปลี่ยนจาก “ศูนย์วิปัสสนา” สู่ “วัด”  นัยสำคัญต่อสังคมและการบริหารจัดการ

ทำไม “การเป็นวัดอย่างเป็นทางการ” จึงสำคัญ? ในทางปฏิบัติ การได้รับตราตั้งวัดคือการรับรองสถานะตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทำให้ศาสนสถานมีกรอบอำนาจหน้าที่ชัดเจนในการจัดการศาสนสมบัติ การแต่งตั้งภิกษุผู้ปกครองวัด การอนุญาตก่อสร้างซ่อมแซมถาวรวัตถุ ไปจนถึงการจัดระเบียบกิจกรรมทางศาสนาและงานเผยแผ่ธรรมะให้สอดคล้องกับกฎหมายและธรรมวินัย ซึ่งทั้งหมดพ่วงมากับ “ความโปร่งใสตรวจสอบได้” ที่ภาครัฐและสาธารณะคาดหวัง  

 “ไร่เชิญตะวัน” โดดเด่นบนสองเสาหลักงานจิตภาวนาและงานศิลปวัฒนธรรมที่ถูกออกแบบให้เข้าถึงผู้คนยุคใหม่ ผ่านสถาปัตยกรรมร่วมสมัย การจัดค่ายเยาวชน นิทรรศการศิลปะ และเวทีสาธารณะว่าด้วยพุทธปัญญาสันติภาพ อันเป็นลายเซ็นทางความคิดของพระเมธีวชิโรดมตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อตั้งเมื่อกว่าทศวรรษก่อน

จากการจัดสรรที่ดินเขตวัด สู่ความพร้อมด้านกายภาพ

ก่อนมาถึงวันนี้ มี “งานหลังบ้าน” จำนวนมากที่ต้องเดินบนกติกา เช่น การจัดสรรพื้นที่เป็น “เขตสังฆาวาส–เสนาสนะ” และการกำหนดขอบเขตวัดภายใต้การเห็นชอบของหน่วยงานรัฐระดับจังหวัดและส่วนกลาง โดยในปี 2567 มีข่าวความคืบหน้าสำคัญว่าหน่วยงานเกี่ยวข้องผลักดันการกำหนดเขตวัดและพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมของไร่เชิญตะวัน เพื่อเตรียมความพร้อมต่อการเป็น “วัด” ในอนาคต ซึ่งเป็นไปตามครรลองงานศาสนสถานรัฐสงฆ์ร่วมกำกับ

การมีเขตวัดชัดเจนไม่เพียงช่วยให้การสร้างซ่อมแซมอาคารเสนาสนะเป็นระบบ แต่ยังเอื้อต่อการวางแผนผังพื้นที่รองรับกิจกรรมสาธารณะ การดูแลทรัพย์สินของวัดอย่างถูกต้อง และการเชื่อมต่อบริการสาธารณูปโภคของรัฐในฐานะ “สถานที่ราชการทางศาสนา” ที่ได้รับการรับรอง

มองผ่านมุมประชาชน ได้อะไรเมื่อวัดมี “สถานะครบ”

  1. ความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของผู้ใช้บริการสาธารณะ  ผู้มาปฏิบัติธรรมร่วมกิจกรรมย่อมมั่นใจในมาตรฐานการจัดการและการกำกับดูแลของวัด ทั้งด้านความปลอดภัย กฎระเบียบ และจริยธรรมของบุคลากรในวัด
  2. ความโปร่งใสทางการเงินและทรัพย์สิน  โครงสร้างบัญชีทรัพย์สินของวัดต้องอยู่ภายใต้กติกาและการตรวจติดตามของหน่วยงานรัฐและคณะสงฆ์ ลดช่องว่างความคลุมเครือ
  3. การพัฒนาพื้นที่และเศรษฐกิจชุมชน  วัดที่เป็นจุดหมายทางศาสนาวัฒนธรรมมีอานิสงส์ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสุขภาวะ ส่งเสริมผู้ประกอบการท้องถิ่น โรงแรมโฮมสเตย์สินค้าโอทอป ฯลฯ
  4. บทบาทด้านการศึกษาเยาวชน การมีสถานะวัดช่วยจัดหลักสูตรกิจกรรมเยาวชนได้เป็นระบบ เช่น ค่ายพุทธบุตร การเรียนรู้ศิลปะพุทธศิลป์ ภายใต้กรอบความร่วมมือกับโรงเรียนและหน่วยงานรัฐในพื้นที่
  5. ความเชื่อมโยงเครือข่ายศาสนาวัฒนธรรม  วัดสามารถทำเอ็มโอยูกับสถาบันการศึกษาวัฒนธรรมในต่างประเทศได้คล่องตัวขึ้น ดึงทุนความรู้ใหม่ ๆ มาช่วยออกแบบกิจกรรมสาธารณะ

สองความคาดหวังใหญ่หลัง “ได้ตราตั้ง”

ยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลวัด
ปัจจุบัน ประเทศไทยเผชิญโจทย์ “วัดร้างวัดขาดคนดูแล” และการบริหารทรัพย์สินวัดที่ต้องเพิ่มความโปร่งใส ข้อมูลภาครัฐระบุว่ามี “วัดร้าง” หลายพันแห่งทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนความท้าทายด้านทรัพยากรบุคคลของคณะสงฆ์และชุมชนในบางพื้นที่ การที่วัดไร่เชิญตะวันลุกขึ้นมาเป็น “วัดร่วมสมัยที่มีระบบจัดการเข้ม” จะเป็นต้นแบบวัดที่เข้มแข็งและทำงานเชิงรุกกับสังคมได้

ใช้ทุนทางศิลปะสื่อสารสาธารณะขยายความหมายของพุทธปัญญา

ไร่เชิญตะวันก่อรูปแบรนด์ “ธรรมะร่วมสมัย” ผ่านสื่อนิทรรศการกิจกรรมสาธารณะมาโดยตลอด เมื่อขึ้นสถานะเป็นวัด ความร่วมมือด้านวิชาการ ศิลปะ และนวัตกรรมเพื่อสังคมสามารถขยายผลในนาม “วัด” ที่มีภารกิจชัดเจน มีระบบกำกับดูแล และเชื่อมโยงเครือข่ายในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

บทเรียนความโปร่งใสเดินบนข้อเท็จจริงและกติกาเดียวกัน

ปีที่ผ่านมา พื้นที่สาธารณะถกเถียงประเด็นวัดร่วมสมัยที่ดินการก่อสร้างอาคารเสนาสนะในหลายกรณี สะท้อนความคาดหวังของสังคมต่อ “วัดแบบใหม่” ที่ต้องยึดความโปร่งใสทั้งในชั้นเอกสาร ระเบียบกฎหมาย และการสื่อสารชี้แจงต่อสาธารณะ การเดินหน้าด้วยข้อมูลและกรอบกฎหมายเดียวกันของรัฐ–สงฆ์–ประชาชนจึงเป็นคำตอบสำคัญ การมีตราตั้งวัดทำให้ “กลไกตรวจสอบกำกับดูแล” ทำงานได้จริงยิ่งขึ้น และลดความคลุมเครือเชิงสถานะ

จาก “ความศรัทธา” สู่ “สาธารณประโยชน์ที่จับต้องได้”

“ตราตั้งวัด” ของวัดไร่เชิญตะวันคือสัญญะของสมการใหม่ “ศรัทธา + ธรรมาภิบาล” การก้าวสู่สถานะวัดอย่างเป็นทางการช่วยยกระดับความโปร่งใสและความเชื่อมั่น ขณะที่ทุนทางความคิดศิลปะการสื่อสารของวัดสามารถขยายผลสาธารณะได้ไกลขึ้น หากหลังจากนี้ วัดสามารถวางระบบข้อมูลเปิด การมีส่วนร่วม และความร่วมมือกับภาครัฐ–ท้องถิ่น–วิชาการอย่างจริงจัง ย่อมทำให้ “วัดร่วมสมัย” แห่งเชียงรายนี้ กลายเป็นกรณีศึกษาเชิงบวกของศาสนสถานไทยในศตวรรษที่ 21ที่ไม่เพียงพึ่งศรัทธา แต่ยืนอยู่บนหลักฐาน กติกา และผลลัพธ์ที่จับต้องได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • วัดไร่เชิญตะวัน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
CULTURE

ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติผู้ไม่เคยหลับใหล เมื่อผลงานประมูล 25.5 ล้านบาท สะท้อนพลังตลาดศิลปะไทย

ถวัลย์ ดัชนี” ศิลปินแห่งชาติผู้ไม่เคยหลับใหล: เมื่อผลงานประมูล 25.5 ล้านบาท สะท้อนพลังตลาดศิลปะไทยที่สวนกระแสโลก

เชียงราย, 10 สิงหาคม 2568 – “บ้านดำ” พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่สร้างโดยถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติผู้ล่วงลับ เขาเป็นหนึ่งในชาวบ้านที่เติบโตมากับเรื่องราวของศิลปินผู้นี้ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมล้านนา แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ชุมชนรอบๆ สร้างสรรค์งานหัตถกรรมและศิลปะเพื่อขายให้นักท่องเที่ยว  ผลงานของถวัลย์ ดัชนี ถูกประมูลไปในราคา 25.5 ล้านบาท สร้างสถิติใหม่ให้วงการศิลปะไทย ในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัวและตลาดศิลปะสากลหดตัวลงอย่างหนัก ทำไมตลาดศิลปะไทย โดยเฉพาะผลงานจากศิลปินเชียงรายอย่างถวัลย์ ดัชนี ถึงยังคงผงาดขึ้นได้

การประมูลที่สร้างสถิติและปัจจัยขับเคลื่อนตลาดศิลปะไทย

การประมูลที่สร้างความฮือฮาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566 ที่ The Art Auction Center ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในบ้านประมูลชั้นนำของไทย ผลงานภาพวาด “Vitruvian Man” โดยถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ผู้เกิดและเติบโตในเชียงราย ได้ถูกประมูลไปในราคา 25.531 ล้านบาท (รวมค่าธรรมเนียม) ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดสำหรับการประมูลศิลปะไทยที่ไม่ใช่งานการกุศล ภาพนี้เป็นจิตรกรรมสีน้ำมันบนผ้าใบขนาดใหญ่ 203 x 247.5 เซนติเมตร สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2511 ช่วงที่ถวัลย์เพิ่งกลับจากศึกษาต่อที่ Royal Academy of Art ในเนเธอร์แลนด์

ตามรายงานจาก The Art Auction Center ภาพนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก “Vitruvian Man” ของ Leonardo da Vinci แต่ถวัลย์ได้ผสมผสานสัญลักษณ์ไทยอย่างรูปควายสามตัว ซึ่งตีความได้ว่าเป็นการสะท้อนถึงรากเหง้าของตัวเองและวัฒนธรรมไทย แม้จะได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ภาพนี้ถูกเก็บรักษาโดยครอบครัวชาวอเมริกันมานานกว่า 50 ปี ก่อนนำออกประมูล ทำให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ราวกับแคปซูลเวลา การประมูลครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก โดยราคาเริ่มต้นที่ 15 ล้านบาท และพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงจุดสูงสุด

นอกจากนี้ ผลงานอื่นของถวัลย์ยังสร้างสถิติในเวทีสากล เช่น ภาพ “Scream of Sorrowful” ที่ประมูลได้ 775,644 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 27.6 ล้านบาท) ที่ Christie’s Hong Kong ในปีเดียวกัน สถิติเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนถึงตลาดศิลปะไทยที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้ตลาดโลกจะหดตัว ตามรายงาน The Art Market Report 2025 โดย Art Basel และ UBS Global Wealth Management ตลาดศิลปะโลกในปี 2024 หดตัวลง 12% เหลือมูลค่า 57.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวและความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ในเอเชีย โดยเฉพาะไทย ตลาดศิลปะกลับเติบโต ตามข้อมูลจาก Knight Frank Luxury Investment Index (KFLII) ซึ่งระบุว่าดัชนีการลงทุนหรูหราโลกติดลบ 3.3% ในปี 2024 โดยหมวดศิลปะหดตัวมากถึง 16-18% แต่ตลาดไทยได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากราคายังเข้าถึงได้และมีนักสะสมในประเทศหนุนหลัง

ถวัลย์ ดัชนี “Batter of Mara / มารผจญ” (พ.ศ.2537) สีน้ำมันและทองคำเปลวบนผ้าใบ “ถวัลย์ได้พัฒนากระบวนการสร้างสรรค์ผลงานไปสู่การถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสัญลักษณ์ของสัตว์และมนุษย์ การตีความเรื่องราวความเชื่อทางศาสนาเป็นโครงสร้างหลัก แล้วสื่อสารโดยใช้กระบวนการทางจิตรกรรมเป็นภาษาภาพ ด้วยรูปทรงสัญลักษณ์และตัวละครในรูปแบบเฉพาะตัวของศิลปิน เป็นหนึ่งในรูปแบบศิลปะประเพณีใหม่ที่สร้างชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ผลงาน “มารผจญ” แสดงให้เห็นถึงแนวทางดังกล่าว ด้วยภาพพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าตามแบบพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยอันเป็นประธานของภาพ สื่อถึงความนิ่งสงบไม่หวั่นเกรงต่อเหล่าสัตว์ร้ายที่ก่อกวนอยู่รายรอบ”

ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดศิลปะไทยเติบโตสวนกระแส

นักวิเคราะห์อย่าง พิริยะ วัชจิตพันธ์ ผู้ก่อตั้ง The Art Auction Center ได้เปิดเผยในบทความของ Forbes Thailand ถึง 7 ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดศิลปะไทยเติบโตสวนกระแส ซึ่งผมจะสรุปจากข้อมูลจริงดังนี้:

  1. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนักสะสมโลก: ตลาดโลกหดตัวเพราะผลงานราคาสูงเกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐลดลง แต่หันมานิยมศิลปะร่วมสมัยราคาย่อมเยา ศิลปะไทยส่วนใหญ่ยังราคาไม่ถึงหลักล้านดอลลาร์ จึงได้รับประโยชน์ ตามรายงาน Artprice ซึ่งชี้ว่าการขายออนไลน์ศิลปะเอเชียเพิ่มขึ้น 20% ในปี 2024
  2. กระแส Quiet Luxury: นักสะสมหันมาสนใจสิ่งที่สะท้อนรสนิยมลึกซึ้ง ไม่ใช่แบรนด์เนมทั่วไป งานศิลปะไทยตอบโจทย์นี้ โดยเฉพาะผลงานที่มีเรื่องราววัฒนธรรมอย่างของถวัลย์
  3. การลงทุนที่ผสมผสาน passion: ชาวไทยมองศิลปะเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ตัวอย่างเช่น ผลงานถวัลย์เพิ่มมูลค่าเฉลี่ย 15-20% ต่อปี ตามข้อมูลจาก MutualArt
  4. ราคาที่มีศักยภาพเติบโต: เมื่อเทียบกับเวียดนามหรือสิงคโปร์ ศิลปะไทยยังราคาต่ำกว่า 2-3 เท่า ทำให้มีโอกาสขึ้นราคาได้อีกมาก
  5. นักสะสมรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น: จากเดิมจำกัดกลุ่มนักธุรกิจ ตอนนี้ขยายสู่คนรุ่น millennials และ Gen Z โดย 40% ของนักสะสมใหม่ในไทยอายุต่ำกว่า 40 ปี ตามสำรวจของ Bangkok Art Auction Center
  6. พลังจากภาคเอกชน: แม้รัฐบาลจะสนับสนุนน้อย แต่เอกชนอย่าง The Art Auction Center และ Nova Contemporary Gallery ที่เพิ่งขยายในปี 2025 ได้จัดงานอีเวนต์มากขึ้น สร้างดีมานด์
  7. ชาตินิยมในนักสะสมไทย: นักสะสมไทยกว่า 80% เลือกซื้อผลงานศิลปินไทย และมักชนะประมูลผลงานที่ออกนอกประเทศ สร้าง ecosystem ที่แข็งแกร่ง ตามรายงานจาก ISEAS-Yusof Ishak Institute

ข้อมูลเหล่านี้มาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ โดยในปี 2025 ตลาดศิลปะไทยคาดเติบโต 7-10% ตาม Thailand Art and Sculpture Market Report โดย 6Wresearch ซึ่งคาดการณ์ CAGR 7.3% จนถึงปี 2031

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชนและประชาชนในเชียงราย

หากตลาดศิลปะไทยเติบโตสวนกระแสเช่นนี้ ชาวบ้านที่บ้านดำหรือหมู่บ้านศิลปินใกล้เคียงจะได้รับส่วนแบ่งอย่างไรหรือจะเป็นแค่ประโยชน์ของนักสะสมรวยๆ เท่านั้น การสร้างสถิติของถวัลย์ ดัชนี ซึ่งมีฐานที่มั่นในเชียงรายผ่าน “บ้านดำ” (Baan Dam Museum) อาจกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงศิลปะให้เพิ่มขึ้น ตามสถิติจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ในปี 2024 เชียงรายมีนักท่องเที่ยวกว่า 6 ล้านคน สร้างรายได้ 60,000 ล้านบาท โดย 25% มาจากการท่องเที่ยววัฒนธรรมและศิลปะ 

การเยี่ยมชมบ้านดำซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว 500,000 คนต่อปี หากข่าวการประมูลนี้แพร่กระจายในปี 2025 อาจเพิ่มนักท่องเที่ยวอีก 15-20% ตามแบบจำลองของ World Travel & Tourism Council (WTTC) ซึ่งคาดว่าการท่องเที่ยวศิลปะในเอเชียจะเติบโต 8% ต่อปี 

เมืองท่องเที่ยวกับชนบทในภาคเหนือเพิ่มขึ้น 15% หลังโควิด

ความเสี่ยงหากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นโดยไม่มีการจัดการ อาจนำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น การจราจรติดขัดในพื้นที่ดอยหรือการบุกรุกชุมชน จากรายงานของ Bank of Thailand ปี 2024 ช่องว่างรายได้ระหว่างเมืองท่องเที่ยวกับชนบทในภาคเหนือเพิ่มขึ้น 15% หลังโควิด ดังนั้น รัฐบาลท้องถิ่นควรใช้โอกาสนี้ในการกระจายรายได้ เช่น จัด workshop ศิลปะให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้ประโยชน์จริง ไม่ใช่แค่เจ้าของแกลเลอรีใหญ่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคตาม The Art Market Report 2025 ตลาดศิลปะไทยมีส่วนช่วย GDP ราว 0.5-1% ผ่านการส่งออกและการท่องเที่ยว หากตลาดเติบโตต่อเนื่อง อาจสร้างงานใหม่กว่า 50,000 ตำแหน่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ภายในปี 2030 โดยเฉพาะในภาคเหนือซึ่งมีศิลปินท้องถิ่นจำนวนมาก 

สำหรับชาวเชียงราย การวิเคราะห์จาก Forbes Thailand ชี้ว่า การประมูลสูงเช่นนี้จะยกมูลค่างานศิลปะท้องถิ่นให้สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น งานหัตถกรรมจากหมู่บ้านแม่จันอาจขายได้ราคาดีขึ้น 20-30% หากโปรโมทว่าได้รับแรงบันดาลใจจากถวัลย์ นายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์ในปี 2024 ว่า “ศิลปะไทยเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ช่วยยกประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย THACCA ที่มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

หากเชียงรายใช้ชื่อเสียงของถวัลย์เป็นจุดขาย

การแข่งขันในเวทีโลกผลงานถวัลย์ที่ขายดีใน Christie’s แสดงว่าศิลปะไทยมีศักยภาพสากล แต่ต้องระวังการแข่งขันจากเวียดนามซึ่งตลาดเติบโต 15% ในปี 2024 หากเชียงรายใช้ชื่อเสียงของถวัลย์เป็นจุดขาย เช่น จัดเทศกาลศิลปะประจำปี อาจดึงนักลงทุนต่างชาติ สร้างงานในอุตสาหกรรมเนื้อหาดิจิทัลเกี่ยวกับศิลปะล้านนา โดยสรุปการวิเคราะห์ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจ แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน หากจัดการดี ประชาชนในเชียงรายจะได้รับประโยชน์จากรายได้เพิ่ม การพัฒนาทักษะ และชุมชนที่เข้มแข็ง

จากมรดกศิลปะสู่โอกาสชีวิตจริง

เรื่องราวของถวัลย์ ดัชนี เริ่มจากภาพวาดที่สร้างสถิติ และคลี่คลายสู่การเติบโตของตลาดศิลปะไทยที่สวนกระแสโลก สำหรับชาวเชียงราย โอกาสนี้หมายถึงการยกระดับชีวิตผ่านการท่องเที่ยวและธุรกิจสร้างสรรค์ หากทุกฝ่ายร่วมมือ มรดกนี้จะไม่ใช่แค่ของนักสะสม แต่เป็นของชุมชนทั้งหมด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บทความของ พิริยะ วัชจิตพันธ์ ผู้ก่อตั้ง The Art Auction Center ใน Forbes Thailand
  • Nation Thailand, บทความเกี่ยวกับการประมูล Vitruvian Man (เครดิต: Nation Thailand)
  • Art Basel & UBS, The Art Market Report 2025 (เครดิต: Art Basel & UBS)
  • Knight Frank, Luxury Investment Index 2024-2025 (เครดิต: Knight Frank)
  • Christie’s, รายงานการประมูล Scream of Sorrowful (เครดิต: Christie’s)
  • 6Wresearch, Thailand Art and Sculpture Market Report (เครดิต: 6Wresearch)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
CULTURE

ไทยผงาด! มรดกวัฒนธรรมอันดับ 1 เอเชีย: โอกาสของซอฟต์พาวเวอร์ในเชียงราย

ซอฟต์พาวเวอร์พลิกโฉม! ไทยมรดกวัฒนธรรมอันดับ 1 โลก ยกระดับชีวิตคนเชียงราย

เชียงราย, 10 สิงหาคม 2568 – ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีมรดกทางวัฒนธรรมร่ำรวยที่สุดในเอเชีย จากรายงานของ U.S. News & World Report ประจำปี 2024 การประกาศนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตของชาวเชียงรายและชุมชนใกล้เคียงให้ดีขึ้นได้อย่างไร? ในขณะที่โลกกำลังมองหา “ซอฟต์พาวเวอร์” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่อย่างเชียงรายที่อุดมไปด้วยวัฒนธรรมชนเผ่า วัดวาอารามโบราณ และธรรมชาติอันงดงาม กำลังยืนอยู่บนเวทีที่พร้อมจะผงาดขึ้น แต่คำถามที่ชวนสงสัยคือ โอกาสนี้จะนำพาประโยชน์อะไรมาสู่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะคนในพื้นที่ภาคเหนือที่กำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจจากความผันผวนของการท่องเที่ยวและการเกษตร

การจัดอันดับและนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของไทย

ก่อนอื่น เรามาดูข้อเท็จจริงที่เป็นพื้นฐานของเรื่องนี้กัน รายงาน Best Countries Rankings ประจำปี 2024 จาก U.S. News & World Report ซึ่งเป็นองค์กรสื่อชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ได้จัดอันดับประเทศไทยเป็นประเทศที่มีมรดกทางวัฒนธรรมร่ำรวยที่สุดอันดับ 1 ในเอเชีย และอันดับ 8 ของโลก จากทั้งหมด 89 ประเทศที่ได้รับการประเมิน การจัดอันดับนี้มาจากการสำรวจความคิดเห็นจากผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 17,000 คนทั่วโลก โดยใช้เกณฑ์ 5 ประการที่ถ่วงน้ำหนักเท่ากัน ได้แก่ การเข้าถึงวัฒนธรรม (culturally accessible), ประวัติศาสตร์อันรุ่งเรือง (has a rich history), อาหารยอดเยี่ยม (has great food), สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมากมาย (many cultural attractions) และความน่าดึงดูดทางภูมิศาสตร์ (many geographic attractions)

จากรายงาน ประเทศไทยทำคะแนนโดดเด่นในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านอาหารและสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ซึ่งรวมถึงวัดวาอาราม โบราณสถาน และเทศกาลประเพณีที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น การนวดแผนไทย อาหารไทยที่ได้รับการยอมรับระดับโลก และหาดทรายขาวกับภูเขาที่งดงาม ทำให้ไทยแซงหน้าประเทศอย่างอินเดีย (อันดับ 2 ในเอเชีย), ญี่ปุ่น (อันดับ 3), จีน (อันดับ 4), อินโดนีเซีย (อันดับ 5), เวียดนาม (อันดับ 6), มาเลเซีย (อันดับ 7), เกาหลีใต้ (อันดับ 8), สิงคโปร์ (อันดับ 9) และฟิลิปปินส์ (อันดับ 10) ในภูมิภาคเอเชีย

รายงานยังระบุว่า แม้รายได้จากภาคการท่องเที่ยวของไทยจะคิดเป็นเพียง 7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2024 แต่ไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลก โดยในปี 2024 มีนักท่องเที่ยวกว่า 35 ล้านคน เพิ่มขึ้น 43.8% จากปีก่อนหน้า และสร้างรายได้กว่า 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท) ตามข้อมูลจาก World Travel & Tourism Council (WTTC) และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทย ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมไทยไม่เพียงแต่เป็นมรดก แต่ยังเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิด-19

ยุทธศาสตร์ 3 ด้านหลัก ขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ THACCA

ในส่วนของนโยบายภาครัฐ รัฐบาลไทยได้ตอบสนองต่อการจัดอันดับนี้อย่างรวดเร็ว โดยผ่านหน่วยงานหลักอย่าง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Thailand Creative Culture Agency หรือ THACCA) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2023 เพื่อขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ THACCA ทำงานร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ โดยมุ่งเน้นยุทธศาสตร์ 3 ด้านหลัก ได้แก่

  1. ต้นน้ำ: การพัฒนาทักษะคนไทย – นโยบาย “หนึ่งครอบครัว หนึ่งซอฟต์พาวเวอร์ (OFOS)” มุ่งสกิล (up-skill) และรีสกิล (re-skill) คนไทย โดยใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การอบรมช่างฝีมือท้องถิ่นในเชียงรายให้ใช้ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งขายผลิตภัณฑ์หัตถกรรมออนไลน์ ในปี 2024 มีการจัดอบรมกว่า 100,000 คนทั่วประเทศ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 คนในปี 2025
  2. กลางน้ำ: การพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ – รัฐบาลมุ่งแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคและออกกฎหมายใหม่เพื่อสนับสนุน 14 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อาหาร ภาพยนตร์ ดนตรี มวยไทย และการท่องเที่ยว โดย THACCA ได้จัดงาน THACCA SPLASH – Soft Power Forum 2024 ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งรวบรวมผู้ประกอบการจาก 11 อุตสาหกรรม เพื่อแสดงศักยภาพวัฒนธรรมไทย และวางแผนขยายไปยังงานใหญ่ในปี 2025 ที่จะจัดระหว่าง 8-11 กรกฎาคม
  3. ปลายน้ำ: การผลักดันสู่เวทีโลก – ใช้ “การทูตทางวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (Creative Cultural Diplomacy)” เพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ เช่น การส่งออกภาพยนตร์ไทย ซีรีส์ และอาหารไปยังตลาดเอเชียและยุโรป ในปี 2024 THACCA ได้ลงทุนกว่า 6.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 240 ล้านบาท) ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ สารคดี และแอนิเมชัน เพื่อส่งเสริมการส่งออก

นอกจากนี้ รัฐบาลยังตั้งเป้าหมายให้ซอฟต์พาวเวอร์ช่วยเพิ่ม GDP จากภาคสร้างสรรค์ให้ถึง 15% ภายในปี 2030 จากปัจจุบันที่อยู่ราว 7-8% ตามข้อมูลจาก Brand Finance’s Global Soft Power Index 2024 ซึ่งจัดอันดับไทยเป็นอันดับ 1 ในเอเชียด้านวัฒนธรรมเช่นกัน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชน โดยเฉพาะในเชียงราย

นโยบายซอฟต์พาวเวอร์จะส่งผลกระทบอย่างไร โดยเน้นผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะชาวเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียงที่อาศัยพึ่งพาการเกษตร การท่องเที่ยว และหัตถกรรมการครองอันดับ 1 ในเอเชียด้านมรดกวัฒนธรรมอาจกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คำถามชวนคิดคือ หากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 20-30% ในปี 2025 ตามที่ WTTC คาดการณ์ ชุมชนในเชียงรายจะได้รับประโยชน์อย่างไร? จากสถิติของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในปี 2024 เชียงรายมีนักท่องเที่ยวกว่า 5 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 50,000 ล้านบาท โดย 40% มาจากการท่องเที่ยววัฒนธรรม เช่น การเยี่ยมชมวัดร่องขุ่น ดอยตุง และหมู่บ้านชนเผ่า การผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ผ่าน THACCA อาจทำให้รายได้จากภาคนี้เพิ่มขึ้น 15-20% ต่อปี โดยเฉพาะหากรัฐบาลขยายโครงการ OFOS มาสู่พื้นที่ภาคเหนือ ที่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรและช่างฝีมือ สามารถขายผลิตภัณฑ์อย่างผ้าทอหรือชาโออิ้งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ สร้างรายได้เสริมเฉลี่ย 5,000-10,000 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ามีความเสี่ยง หากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นโดยไม่มีการจัดการที่ดี อาจนำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น การบุกรุกพื้นที่ป่าดอยในเชียงราย หรือการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดหัตถกรรม จากข้อมูลของ ISEAS-Yusof Ishak Institute ในปี 2025 ชี้ว่า นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ที่เน้น (bureaucratic) อาจจำกัดความคิดสร้างสรรค์ระดับ grassroots ในพื้นที่อย่างเชียงใหม่และเชียงราย ดังนั้น รัฐบาลควรให้ชุมชนมีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อให้ประโยชน์ตกถึงประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่

ซอฟต์พาวเวอร์จะเป็นเครื่องมือยกไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลาง

ประการที่สอง ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาค จากรายงานของ World Bank ปี 2024 เศรษฐกิจไทยเติบโต 2.5% โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกและการท่องเที่ยว หากซอฟต์พาวเวอร์ช่วยเพิ่มมูลค่าส่งออกวัฒนธรรม เช่น อาหารและภาพยนตร์ ให้ถึง 10% ของ GDP ภายใน 5 ปี ประชาชนทั่วไปจะได้รับประโยชน์จากงานใหม่ๆ กว่า 1 ล้านตำแหน่ง ตามที่นายกรัฐมนตรีสฤษฎ์ฐา ทวีสินเคยให้สัมภาษณ์ในงาน THACCA SPLASH 2024 ว่า “ซอฟต์พาวเวอร์จะเป็นเครื่องมือยกไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลาง” โดยเฉพาะในเชียงราย ซึ่งมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวชุมชน (community-based tourism) ที่คิดเป็น 8% ของรายได้การท่องเที่ยวไทย ตามรายงาน Tourism Analytics 2024 การพัฒนานี้จะช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้มั่นคงขึ้น ลดการย้ายถิ่นฐานไปเมืองใหญ่ และเสริมสร้างชุมชนที่ยั่งยืน

แต่ในมุมวิเคราะห์เชิงลึก เราต้องถามว่า ประชาชนจะได้ประโยชน์จริงหรือไม่ หากไม่มีการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียม? จากตัวเลขของ Bank of Thailand การท่องเที่ยวสร้างรายได้หลักให้กับ 11% ของ GDP ในปี 2019 แต่หลังโควิด ช่องว่างระหว่างเมืองใหญ่กับชนบทเพิ่มขึ้น 20% ดังนั้น THACCA ควรเน้นโครงการที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมล้านนาในเชียงรายเข้ากับตลาดโลก เช่น การส่งเสริมเทศกาลสงกรานต์หรือประเพณียี่เป็งให้เป็นแบรนด์ระดับสากล ซึ่งอาจเพิ่มรายได้ชุมชน 30% ตามแบบจำลองของ WTTC

ต้องระวังการแข่งขันจากจีนและเกาหลีใต้ ซึ่งมีซอฟต์พาวเวอร์แข็งแกร่ง

ประการสุดท้าย การผลักดันสู่เวทีโลกผ่านการทูตวัฒนธรรมอาจเสริมอิทธิพลของไทยในเอเชีย แต่ต้องระวังการแข่งขันจากจีนและเกาหลีใต้ ซึ่งมีซอฟต์พาวเวอร์แข็งแกร่ง จากข้อมูล Global Soft Power Index 2024 ไทยอยู่อันดับ 1 เอเชียด้านวัฒนธรรม แต่จีนนำด้านเศรษฐกิจ หากรัฐบาลใช้โอกาสนี้ดี ประชาชนในเชียงรายจะได้รับประโยชน์จากนักลงทุนต่างชาติที่สนใจวัฒนธรรมชนเผ่า สร้างงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น การผลิตเนื้อหาดิจิทัลเกี่ยวกับประเพณีท้องถิ่น

โดยสรุป การวิเคราะห์ชี้ว่า ซอฟต์พาวเวอร์ไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจ แต่เป็นโอกาสสร้างเศรษฐกิจยั่งยืน หากรัฐบาลและชุมชนร่วมมือกัน ประชาชนอายุ 30-55 ปีในเชียงรายจะสามารถใช้ข้อมูลนี้ในการตัดสินใจ เช่น การเข้าร่วมโครงการ OFOS เพื่อพัฒนาทักษะ หรือการลงทุนในธุรกิจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งจะนำไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นและชุมชนที่เข้มแข็ง

จากมรดกสู่โอกาสที่ยั่งยืน

เรื่องราวของซอฟต์พาวเวอร์ไทยเริ่มจากความภาคภูมิใจในมรดกวัฒนธรรม และคลี่คลายสู่โอกาสทางเศรษฐกิจที่มหาศาล โดยเฉพาะสำหรับชาวเชียงรายที่สามารถใช้ประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ในการยกระดับชีวิต หากทุกฝ่ายร่วมมือ โอกาสนี้จะไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงจริงที่สัมผัสได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • U.S. News & World Report, Best Countries Rankings 2024 (เครดิต: U.S. News & World Report)
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (THACCA), รายงานยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ 2024-2025 (เครดิต: THACCA และรัฐบาลไทย)
  • World Travel & Tourism Council (WTTC), Economic Impact Research 2024 (เครดิต: WTTC)
  • ISEAS-Yusof Ishak Institute, Perspective 2025/44 (เครดิต: ISEAS)
  • Brand Finance, Global Soft Power Index 2024 (เครดิต: Brand Finance)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE LIFESTYLE

จากของเก่าสู่ของใหม่! “รชรินทร์” ชู “ธนาลัย กู๊ดกู้ดส์” ปลุกย่านเก่าธนาลัยด้วยงานดีไซน์

 “BACK TO THE FUTURE” จากอดีตสู่โอกาส นิทรรศการ จุดประกายศักยภาพย่านธนาลัยในเวียงเชียงราย สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งอนาคต

เชียงราย, 9 สิงหาคม 2568 – ย่านธนาลัยและในเวียง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวทางศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์อันยาวนานของจังหวัดเชียงราย กำลังได้รับการพลิกโฉมสู่ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวา ผ่านการขับเคลื่อนของโครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ โดยมีจุดศูนย์กลางคือนิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” ที่ได้ฤกษ์เปิดม่านขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย งานนี้ไม่เพียงเป็นเพียงการจัดแสดงผลงาน แต่ยังเป็นเสมือนสะพานเชื่อมโยงอดีตอันรุ่งเรืองของย่านการค้าเก่าแก่แห่งนี้เข้ากับโอกาสใหม่ ๆ ในอนาคต เพื่อสร้างคุณค่าและแรงบันดาลใจให้กับชุมชนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่รวบรวมพลังสร้างสรรค์จากหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ชุมชน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของจังหวัดเชียงราย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่ การรวมตัวกันของพันธมิตรเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการพัฒนาและต่อยอดแบรนด์กิจการดั้งเดิมของย่านธนาลัย ให้ก้าวสู่การเป็นธุรกิจสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ โดยยังคงรักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์และความเป็นพหุวัฒนธรรมอันเป็นเสน่ห์ของเมืองเชียงราย

แนวคิด (Re)made in Thanalai หรือ (รี)เมดอิน ธนาลัย

หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นและเป็นรูปธรรมที่สะท้อนนวคิด (Re)made in Thanalai หรือ (รี)เมดอิน ธนาลัย ส่วนชื่อคอลเลชั่นผลงานคือ Thanalai Good Goods หรือ ธนาลัย กู๊ดกู้ดส์ สิ่งที่มีอยู่ในย่านธนาลัยให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง คือผลงานของ คุณรชรินทร์ อินธุระ หนึ่งในนักสร้างสรรค์ที่เข้าร่วมจัดแสดง คุณรชรินทร์ได้นำเสนอผลงานภายใต้แนวคิด “ธนาลัย กู๊ดกู้ดส์ ” หรือ “ของดีธนาลัย” ซึ่งเป็นการโฟกัสไปที่ “การยกระดับสินค้า” เพื่อให้ย่านธนาลัยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เขาได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์จัดองค์ประกอบของสิ่งของที่หาได้จากร้านค้าต่าง ๆ ในธนาลัย ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟตั้งโต๊ะ โคมไฟตั้งพื้น ชั้นวางของ โต๊ะเล่นกระดานหมากรุก หรือแม้กระทั่งพัด ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าสนใจและมีมูลค่าเพิ่ม แนวคิดนี้เป็นการนำเสนอ “ความเป็นไปได้ที่หลากหลายและความสนุกในการเอาไอเดียมาจับใช้” ในการเดินช้อปปิ้งและเดินเล่นในย่านธนาลัยจากมุมมองที่แตกต่าง

ผลงานของคุณรชรินทร์และนักสร้างสรรค์ท่านอื่น ๆ อาทิ เอกพงษ์ ใจบุญ, พุทธรักษ์ ดาษดา, สิริฉาย เอาฬาร และกลุ่มศิลปินไส้ติ่ง : โซไซตี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาดั้งเดิม มาผสานกับแนวคิดการออกแบบสมัยใหม่ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการตอบรับต่อเป้าหมายของโครงการในการส่งเสริมศักยภาพของนักสร้างสรรค์และสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับสินค้าและบริการในพื้นที่ แต่ยังช่วยต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่และเป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น

 

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม – 8 กันยายน 2568 เวลา 10.00 – 16.00 น. (หยุดวันจันทร์) ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย นับเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของย่านธนาลัย และร่วมเป็นประจักษ์พยานถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่สามารถพลิกโฉมอดีตให้กลายเป็นโอกาสอันสดใสในอนาคต ทำให้เชียงรายยังคงเป็นเมืองแห่งศิลปะ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

รชรินทร์ อินธุระ” เผยแนวคิดพลิกโฉม “ธนาลัย” สู่ยุคใหม่ในนิทรรศการ “Back to the Future”

จุดประสงค์หลักของการนำเสนอผลงานเหล่านี้คือ เพื่อแสดงให้เห็นถึง “ความเป็นไปได้ที่หลากหลาย” และ “ความสนุก” ในการนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ เพื่อประยุกต์ใช้ในการเดินช้อปปิ้งหรือเดินเล่นในธนาลัยจากอีกมุมมองหนึ่ง. คุณรชรินทร์หวังว่าแนวทางนี้จะ ก่อให้เกิดทิศทางที่น่าสนใจในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลให้ นักออกแบบหรือผู้คนในพื้นที่ได้ร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ. แม้ว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในอนาคตอาจไม่ได้มีรูปลักษณ์ตรงตามตัวอย่างที่จัดแสดง แต่ความตั้งใจสูงสุดคือการ สร้างความ “คึกคัก” ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ธนาลัยอย่างต่อเนื่อง

นายรชรินทร์ อินธุระ ศิลปินอีกท่านหนึ่ง ได้นำเสนอแนวคิดในการ "ยกระดับสินค้า" ของย่านธนาลัยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จังหวัดเชียงราย
  • มูลนิธิมดชนะภัย
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่
  • กลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ชุมชน และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จังหวัดเชียงราย
  • นักสร้างสรรค์ผู้เข้าร่วมแสดงผลงาน (เอกพงษ์ ใจบุญ, พุทธรักษ์ ดาษดา, สิริฉาย เอาฬาร, กลุ่มศิลปิน ไส้ติ่ง : โซไซตี้, รชรินทร์ อินธุระ)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE LIFESTYLE

เชียงรายปลุกประวัติศาสตร์! ไส้ติ่ง โซไซตี้ นำเสนอ “ภาชนะทางความคิด” ในนิทรรศการ “ธนาลัย”

จังหวัดเชียงรายได้พลิกโฉมอดีตอันรุ่งโรจน์ของย่านการค้าเก่าแก่ “ธนาลัย” ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ผ่านการเปิดตัวนิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย”

เชียงราย, 9 สิงหาคม 2568 –  ภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย. นิทรรศการนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่เชื่อมโยงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ เข้ากับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ เพื่อขับเคลื่อนย่านธนาลัยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวา.

จุดกำเนิดของ “ธนาลัย”  มรดกการค้าพหุวัฒนธรรม

ย่านถนนธนาลัยในจังหวัดเชียงรายมิได้เป็นเพียงแค่เส้นทางสัญจร แต่เป็นพื้นที่ที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวและแรงบันดาลใจ. นับตั้งแต่อดีต ถนนสายนี้เป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่สะท้อนถึงความเป็นพหุวัฒนธรรมอันหลากหลายของเมืองเชียงรายได้อย่างชัดเจน. ที่นี่เป็นจุดบรรจบของเรื่องราวมากมาย ทั้งในมิติของชาติพันธุ์ ศาสนา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ประวัติศาสตร์การค้า” ที่ฝังแน่นอยู่ในอาคาร ร้านค้า และวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ ซึ่งยังคงดำรงอยู่และเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับกาลเวลา. การพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคม ศิลปะ วัฒนธรรม ตลอดจนการเติบโตของร้านค้าเก่าแก่ที่ส่งต่อมายังธุรกิจคนรุ่นใหม่ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมให้ธนาลัยเป็นย่านที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น.

เบื้องหลังแนวคิด ปลุกประวัติศาสตร์ให้ “มีชีวิต”

หัวใจสำคัญของการจัดนิทรรศการครั้งนี้คือแนวคิดในการมองเห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และพยายามแปลงสารเหล่านั้นให้กลับมา “มีชีวิต” อีกครั้งในโลกปัจจุบัน. แนวคิดนี้ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ชุมชน รวมถึงหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนของจังหวัดเชียงราย. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มศิลปิน ไส้ติ่ง โซไซตี้ (SIDETHINK SOCIETY) ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับพื้นที่ของประวัติศาสตร์ ซึ่งหมายถึงเรื่องเล่าที่ไม่ถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ แต่ถูกถ่ายทอดจากผู้คนผ่านสิ่งของ สถานที่ และวัฒนธรรมการใช้ชีวิตในแต่ละช่วงเวลา. พวกเขาเชื่อมั่นว่าการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์เข้ากับพหุวัฒนธรรมของย่านธนาลัยจะนำไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งว่า การค้าในแต่ละยุคสมัยนั้นมิได้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนสินค้า แต่คือการแลกเปลี่ยนคุณค่า ความเชื่อ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน

ภาชนะทางความคิด”  การเดินทางสู่รากฐานแห่งความสัมพันธ์

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” ไม่ใช่เพียงการจัดแสดงผลงานทั่วไป แต่เป็นพื้นที่ที่ชวนให้ผู้เข้าชมได้ร่วมสำรวจและทำความเข้าใจแก่นแท้ของย่านธนาลัยผ่านมุมมองที่หลากหลาย. นอกเหนือจากการนำเสนอผลงานการออกแบบสร้างสรรค์จากแรงบันดาลใจในย่านธนาลัย ยังมีการจัดกิจกรรมในรูปแบบของการเสวนาแลกเปลี่ยนที่นำเสนอเรื่องราวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งตั้งคำถามกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น.

หัวใจสำคัญของนิทรรศการคือ “ภาชนะทางความคิด” (ตามความหมายที่สื่อถึงการบรรจุความสัมพันธ์) ซึ่งเปรียบเสมือนพื้นที่แห่งการเก็บรวบรวมความทรงจำ วัตถุ สัญลักษณ์ และเรื่องราวของผู้คนในย่านธนาลัยไว้อย่างประณีต. กลุ่มศิลปิน ไส้ติ่ง โซไซตี้ ได้รวบรวมของเก่าและผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่จริงในย่านธนาลัยมาจัดแสดง เพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสและเชื่อมโยงกับเรื่องราวในอดีต. นิทรรศการนี้จึงเป็นมากกว่าการจัดแสดงวัตถุ แต่เป็น “พื้นที่ของการฟัง พื้นที่ของการมองย้อน และพื้นที่ของการพูดคุย” เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจอันลึกซึ้งว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการร้อยเรียงอดีตเข้ากับปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง ผ่านมุมมองที่เคารพต่อความหลากหลาย และเปิดโอกาสให้เรื่องเล่าเก่าๆ ได้กลับมามีความหมายใหม่อีกครั้ง.

ผลลัพธ์และประโยชน์ต่อประชาชน  จากอดีตสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิต

การจัดนิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของจังหวัดเชียงรายในการพัฒนาต่อยอดพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ให้เป็นย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวา. ประโยชน์ที่ประชาชนทั่วไปจะได้รับจาก นิทรรศการนี้ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาเรื่องราวและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของย่านธนาลัย. ผู้คนทั่วไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ จะได้เรียนรู้และเข้าใจรากฐานของเมืองเชียงราย รวมถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมพื้นที่นี้ ความภาคภูมิใจและอัตลักษณ์ชุมชนเมื่อประวัติศาสตร์ถูกนำมาเล่าใหม่ในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและน่าสนใจ จะช่วยให้คนในพื้นที่เกิดความผูกพันและภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิดของตนเองมากขึ้น. นี่คือการสร้างอัตลักษณ์ชุมชนที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม ถึง 8 กันยายน พ.ศ. 2568 เวลา 10.00 – 16.00 น. (หยุดวันจันทร์). นับเป็นโอกาสสำคัญที่ชาวเชียงรายและผู้มาเยือนจะได้สัมผัสกับมิติใหม่ของย่านธนาลัย ที่ซึ่งอดีตและปัจจุบันหลอมรวมกันเพื่อสร้างสรรค์อนาคตอันสดใส.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จังหวัดเชียงราย
  • กลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ชุมชน
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่
  • บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย
  • กลุ่มศิลปิน ไส้ติ่ง โซไซตี้ (SIDETHINK SOCIETY)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE LIFESTYLE

“วาดอดีต สู่อนาคต” ศิลปินสิริฉาย เอาฬาร ใช้ศิลปะปลุกชีวิตย่านเก่าเชียงราย

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” เปิดมิติใหม่ เชื่อมโยงรากเหง้าวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ย่านเมืองเก่าเชียงราย สร้างอนาคตที่ยั่งยืนผ่านพลังงานศิลปะและความร่วมมือชุมชน

เชียงราย, 9 สิงหาคม 2568 – ท่ามกลางกระแสการพัฒนาที่มุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง จังหวัดเชียงรายได้ริเริ่มโครงการอันทรงคุณค่าที่หวนคืนสู่รากเหง้าและเรื่องราวในอดีต เพื่อนำมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืน นั่นคือนิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” ซึ่งได้ฤกษ์เปิดฉากอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 น. ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของย่านธนาลัย ในฐานะย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวา

จากอดีตสู่ปัจจุบันการผลิบานของย่านธนาลัย

ย่านธนาลัยเป็นเสมือนหัวใจประวัติศาสตร์และศูนย์กลางการค้าเก่าแก่ของเมืองเชียงรายที่หลอมรวมความเป็นพหุวัฒนธรรมไว้อย่างกลมกลืน ตลอดเส้นทางนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวของศิลปะ วัฒนธรรม ร้านค้าเก่าแก่ที่ยืนหยัดมานานนับทศวรรษ รวมถึงธุรกิจคนรุ่นใหม่ที่ก้าวเข้ามาต่อยอดและพัฒนาแบรนด์กิจการดั้งเดิมสู่รูปแบบสร้างสรรค์ใหม่ๆ โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้เรื่องราวอันทรงคุณค่าเหล่านี้ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา แต่กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจและโอกาสใหม่ในการพัฒนาต่อยอดไปสู่ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิต

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” จึงถือกำเนิดขึ้นภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ในย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จังหวัดเชียงราย เป็นการรวมตัวของกลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ชุมชน รวมถึงหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในจังหวัดเชียงราย ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่ เพื่อร่วมกันบอกเล่าเรื่องราว แรงบันดาลใจ และถ่ายทอดประสบการณ์ ความทรงจำ รวมถึงข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าผ่านผลงานการออกแบบสร้างสรรค์ ที่สะท้อนถึงพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของย่านนี้

วาดอดีต สู่อนาคต”ศิลปะเชื่อมโยงหัวใจแห่งชุมชน

หัวใจหลักของการนำเสนอเรื่องราวในนิทรรศการนี้คือแนวคิด “Sketch the past, Draw the future” หรือ วาดอดีต สู่อนาคต” ซึ่งเป็นแนวคิดแกนหลักของ นางสาวสิริฉาย เอาฬาร ศิลปินหญิงผู้เปี่ยมด้วยความสนใจในการทำงานร่วมกับชุมชน เธอเชื่อว่าในโลกที่หมุนเร็ว ผู้คนต่างมุ่งไปข้างหน้า การหันกลับมามอง “ราก” ของผู้คนในย่านเก่าแก่ผ่านสายตาอันละเมียดละไมของศิลปะ จะสามารถสร้างความเชื่อมโยงและความเข้าใจระหว่างรุ่นได้อย่างลึกซึ้ง

หนึ่งในกิจกรรมเด่นที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรมคือ โครงการ Food Sketch Tour ซึ่งเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่เข้ากับผู้ประกอบการรุ่นอาวุโส โดยเฉพาะเจ้าของร้านอาหารท้องถิ่นเก่าแก่ที่มีเรื่องราวอันทรงคุณค่า แต่ยังขาดการบันทึกอย่างเป็นระบบ โครงการนี้เชื้อเชิญเยาวชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการ วาด” ภาพอาหารจากร้านเก่าแก่ และ ฟัง” เรื่องเล่าจากเจ้าของร้านผู้ผ่านประสบการณ์ชีวิตยาวนาน

นางสาวสิริฉาย เอาฬาร เลือกที่จะหันกลับมามอง "ราก" ของผู้คนในย่านธนาลัยผ่านแนวคิด "Sketch the past, Draw the future" หรือ "วาดอดีต สู่ อนาคต". โครงการ "Food Sketch Tour"

ผ่านกิจกรรมนี้ เรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประวัติความเป็นมาของร้าน การเปลี่ยนแปลงของประเภทอาหารตามยุคสมัย หรือการปรับตัวของผู้ประกอบการจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นภาพวาดอาหาร ภาพเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสวยงามทางศิลปะ แต่ยังอัดแน่นไปด้วยความทรงจำและความหมายที่ลึกซึ้ง สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นคือบทสนทนาระหว่างรุ่นที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและความอบอุ่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นิทรรศการที่ “ชวนชิม” เรื่องราวประสบการณ์ที่เข้าถึงได้ด้วยทุกประสาทสัมผัส

ความโดดเด่นของนิทรรศการนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เนื้อหา แต่ยังรวมถึงรูปแบบการจัดแสดงผลงานที่สร้างสรรค์และไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะในส่วนของ นางสาวสิริฉาย เอาฬาร ภาพวาดจากศิลปินผู้เข้าร่วมกิจกรรม Food Sketch Tour ทั้งหมดจะถูกจัดวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะอาหารจริง ในบรรยากาศของ มื้อสร้างสรรค์” ซึ่งเชิญชวนให้ผู้ชมได้ ลิ้มรสเรื่องราว” ผ่านทั้งสายตาและการมีส่วนร่วมในประสบการณ์การกิน

นี่คือการนำเสนอศิลปะที่ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อมอง แต่เพื่อ “มีส่วนร่วม” และ “รู้สึก” เป็นการเปิดพื้นที่ให้ศิลปะเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนความเข้าใจและความสัมพันธ์ในสังคมอย่างแท้จริง แนวคิด “Sketch the past, Draw the future” จึงมิได้เป็นเพียงชื่อโครงการ หากแต่เป็นทัศนคติที่ใช้ศิลปะเชื่อมร้อยอดีตกับอนาคต ผ่านบทสนทนาเล็กๆ บนโต๊ะอาหาร ที่เต็มไปด้วยความหมาย ความทรงจำ และความหวัง

ประโยชน์ที่ประชาชนทั่วไปจะได้รับ การลงทุนในอนาคตของชุมชน

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” ไม่ได้เป็นเพียงการจัดแสดงงานศิลปะ แต่เป็นโครงการที่ส่งมอบคุณค่าและประโยชน์ที่จับต้องได้แก่ประชาชนในวงกว้างอย่างแท้จริง:

  • สำหรับชุมชนและผู้ประกอบการ: การจัดแสดงผลงานในครั้งนี้ช่วยยกระดับและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงเรื่องราวอันทรงคุณค่าของร้านค้าเก่าแก่ ซึ่งหลายครั้งอาจถูกมองข้าม นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมให้ธุรกิจดั้งเดิมได้ต่อยอดสู่ธุรกิจสร้างสรรค์ใหม่ๆ สร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน ทำให้ย่านธนาลัยเป็นย่านที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและเติบโตอย่างยั่งยืน
  • สำหรับเยาวชนและคนรุ่นใหม่: โครงการนี้เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาจากผู้สูงอายุโดยตรง ผ่านกิจกรรมที่สร้างสรรค์และน่าสนใจ เป็นการบ่มเพาะความสัมพันธ์และความเข้าใจระหว่างช่วงวัย พร้อมทั้งเสริมสร้างทักษะด้านศิลปะและการทำงานร่วมกับชุมชน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาในอนาคต
  • สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือน: นิทรรศการนำเสนอการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในรูปแบบใหม่ ที่ไม่เพียงแต่ได้ชม แต่ยังได้สัมผัสและมีส่วนร่วม ผู้มาเยือนจะได้เข้าถึงเรื่องราวและจิตวิญญาณของย่านธนาลัยอย่างลึกซึ้งผ่านศิลปะ อาหาร และประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป สร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงความรู้สึกกับท้องถิ่น
  • สำหรับจังหวัดเชียงราย: โครงการนี้เป็นการขับเคลื่อนให้เชียงรายก้าวสู่การเป็นเมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม การผนวกศิลปะเข้ากับการพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจ ช่วยสร้างเอกลักษณ์และความน่าสนใจให้กับเมือง ดึงดูดทั้งนักลงทุน นักสร้างสรรค์ และนักท่องเที่ยว ก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” จึงไม่ใช่เพียงอดีตที่หวนคืนมา หากแต่เป็นบทเริ่มต้นของการสร้างสรรค์อนาคตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนสำหรับย่านธนาลัยและจังหวัดเชียงราย ด้วยพลังแห่งศิลปะและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม – 8 กันยายน 2568 เวลา 10.00 – 16.00 น. (หยุดวันจันทร์) ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จังหวัดเชียงราย
  • กลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ชุมชน
  • บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News