Summary
เดือนเมษายน 2569 ด่านเชียงของมียอดค้าชายแดนทะลุ 10,119 ล้านบาท
ไทยได้ดุลการค้ากว่า 7,752 ล้านบาท โดยผลไม้สดเป็นสินค้าส่งออกหลัก
ยอดส่งออกผลไม้สดมีมูลค่าถึง 8,399 ล้านบาท สู่ตลาดจีนและ สปป.ลาว
จังหวัดเชียงรายเร่งตรวจสอบนิติบุคคลเสี่ยงเป็นธุรกิจนอมินีจำนวน 136 ราย
ภาครัฐมุ่งจัดระเบียบการค้าให้โปร่งใส เพื่อปกป้องผลประโยชน์ผู้ประกอบการไทย
ด่านเชียงของค้าชายแดนทะลุหมื่นล้าน ส่งออกผลไม้พุ่ง รัฐเร่งคุมเสี่ยงนอมินีเชียงราย
เชียงราย,24 พฤษภาคม 2569 – ด่านศุลกากรเชียงของทำยอดค้าชายแดนและผ่านแดนเดือนเมษายน 2569 รวมกว่า 10,119 ล้านบาท ไทยได้ดุลการค้ากว่า 7,752 ล้านบาท โดยผลไม้สดครองสัดส่วนเกือบทั้งหมดของยอดส่งออก สะท้อนบทบาทเชียงรายในฐานะประตูโลจิสติกส์สู่จีนและลาว ขณะเดียวกัน จังหวัดเดินหน้าตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง 136 ราย เพื่อป้องกันปัญหานอมินีและรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยในพื้นที่ชายแดน
เชียงของในเช้าวันที่รถผลไม้เดินทางข้ามพรมแดน
เส้นทางสายหลักที่มุ่งหน้าไปยังด่านศุลกากรเชียงของยังคงมีรถบรรทุกสินค้าเคลื่อนตัวต่อเนื่อง ภายในตู้บรรทุกจำนวนหนึ่งคือผลไม้สดจากประเทศไทยที่กำลังเดินทางผ่าน สปป.ลาว ไปยังตลาดจีน ผ่านเส้นทางโลจิสติกส์ซึ่งเชื่อมเกษตรกร ผู้รวบรวมสินค้า ผู้ประกอบการขนส่ง และผู้บริโภคต่างประเทศเข้าไว้ด้วยกัน ตัวเลขการค้าในเดือนเมษายน 2569 ทำให้ภาพการเดินทางของรถแต่ละคันมีความหมายชัดขึ้น เพราะด่านเชียงของไม่ได้เป็นเพียงจุดผ่านแดนริมแม่น้ำโขง แต่กำลังทำหน้าที่เป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญของเชียงรายและภาคเหนือ
จากข้อมูลที่ระบุแหล่งที่มาว่าเป็นด่านศุลกากรเชียงของ ยอดค้าชายแดนและผ่านแดนเดือนเมษายน 2569 มีมูลค่ารวม 10,119.76 ล้านบาท โดยเป็นการส่งออก 8,936.30 ล้านบาท และนำเข้า 1,183.46 ล้านบาท ทำให้มูลค่าการส่งออกสูงกว่าการนำเข้าถึงประมาณ 7,752.84 ล้านบาท หรือกล่าวอีกทางหนึ่ง มูลค่าส่งออกคิดเป็นร้อยละ 88.31 ของการค้ารวมในเดือนดังกล่าว ขณะที่มูลค่านำเข้าคิดเป็นร้อยละ 11.69 เท่านั้น
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า การค้าชายแดนเชียงราย และ ด่านเชียงของ ยังมีศักยภาพสูงในฐานะช่องทางส่งสินค้าไทยออกสู่ประเทศเพื่อนบ้านและจีนตอนใต้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูผลไม้ที่ความเร็วของการขนส่งมีผลโดยตรงต่อคุณภาพสินค้า ราคา และรายได้ของเกษตรกร
ผลไม้สดสร้างรายได้ส่งออกกว่า 8,399 ล้านบาท
สินค้าที่มีบทบาทเด่นที่สุดในยอดส่งออกเดือนเมษายนคือ ผลไม้สด ซึ่งมีมูลค่าถึง 8,399.01 ล้านบาท จากปริมาณ 67.62 ล้านกิโลกรัม ปลายทางสำคัญระบุไว้ทั้งจีนและ สปป.ลาว เมื่อนำมาคำนวณเทียบกับยอดส่งออกทั้งหมด ผลไม้สดมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 93.99 ของมูลค่าส่งออกผ่านด่านเชียงของ และคิดเป็นประมาณร้อยละ 83 ของมูลค่าการค้ารวมทั้งส่งออกและนำเข้าในเดือนเดียวกัน
รองลงมาคือน้ำมันเบนซินและดีเซล มูลค่า 228.81 ล้านบาท เครื่องอุปโภคมูลค่า 114.93 ล้านบาท วัสดุก่อสร้างมูลค่า 36.28 ล้านบาท ปูนซีเมนต์มูลค่า 25.04 ล้านบาท รถยนต์มูลค่า 20.55 ล้านบาท รวมถึงดอกไม้แห้งหรือดอกกล้วยไม้ ถั่วลิสง ปุ๋ยเคมี และสินค้าอื่น ๆ แม้มูลค่ารายการเหล่านี้จะห่างจากผลไม้สดอย่างชัดเจน แต่ก็แสดงให้เห็นว่าด่านเชียงของรองรับทั้งสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภค และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน
ภาพนี้คล้ายกับแนวโน้มระดับประเทศที่กรมการค้าต่างประเทศรายงานว่า ในปี 2568 สินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญของไทยมี ทุเรียนสด เป็นรายการอันดับต้น ด้วยมูลค่า 109,974 ล้านบาท ขณะที่การค้าผ่านแดนไปจีนมีมูลค่าสูงที่สุดในกลุ่มประเทศปลายทาง จำนวน 608,165 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
สำหรับเชียงราย ตัวเลขผลไม้สดกว่า 8,399 ล้านบาทในเดือนเดียวจึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของการขนส่ง แต่เกี่ยวข้องกับรายได้ของเกษตรกร ล้งไทย ผู้ประกอบการบรรจุภัณฑ์ คนขับรถ ธุรกิจบริการ และชุมชนที่อยู่บนเส้นทางโลจิสติกส์ หากระบบขนส่งมีความรวดเร็ว โปร่งใส และต้นทุนเหมาะสม มูลค่าการค้าย่อมมีโอกาสกระจายกลับสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นมากขึ้น
นำเข้ากว่า 1,183 ล้านบาท สะท้อนการเชื่อมโยงตลาดเพื่อนบ้าน
ด้านสินค้านำเข้า มีมูลค่ารวม 1,183.46 ล้านบาท โดยผลไม้สดเป็นรายการนำเข้าสูงสุด มูลค่า 551.54 ล้านบาท จากปริมาณ 17.76 ล้านกิโลกรัม มีต้นทางจากจีน รองลงมาคือผักสด มูลค่า 468.57 ล้านบาท จากจีนและ สปป.ลาว ตามด้วยดอกไม้สด แก๊สอาร์กอน พืชประเภทหัว หน่อ และแขนง กระดาษและของทำจากกระดาษ เหล็ก หินปูนบด ข้าวโพดอาหารสัตว์ มันสำปะหลังเส้น และสินค้าอื่น ๆ
ข้อมูลนำเข้านี้ทำให้เห็นอีกด้านของด่านเชียงของว่า เส้นทางดังกล่าวไม่ได้ทำหน้าที่ส่งผลผลิตไทยออกไปเพียงทางเดียว แต่ยังนำสินค้าเกษตรและวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ระบบตลาดไทยด้วย เมื่อผักสดและผลไม้สดนำเข้ารวมกันมีมูลค่ากว่า 1,020 ล้านบาท ผู้ประกอบการและเกษตรกรในประเทศจึงต้องติดตามทั้งโอกาสทางการส่งออกและแรงแข่งขันจากสินค้านำเข้าอย่างใกล้ชิด
การค้าในพื้นที่ชายแดนจึงมีสองด้านเสมอ ด้านหนึ่งคือการเปิดตลาดให้ผลผลิตไทยเดินทางได้เร็วขึ้น อีกด้านหนึ่งคือการเปิดพื้นที่ให้สินค้าจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันในตลาดเดียวกัน ภารกิจของภาครัฐจึงไม่ใช่เพียงเพิ่มมูลค่าการค้า แต่ต้องดูแลมาตรฐานสินค้า ความปลอดภัยอาหาร ความเป็นธรรมของราคา และความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในท้องถิ่นไปพร้อมกัน
ถนนและระบบขนส่งคือเงื่อนไขของมูลค่าในอนาคต
เว็บไซต์ทางการของด่านศุลกากรเชียงของเผยแพร่หมวดสถิติสินค้านำเข้า ส่งออก และสินค้าผ่านแดน ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยข้อมูลในระบบได้รับการปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 การมีฐานข้อมูลที่ต่อเนื่องทำให้ผู้ประกอบการและหน่วยงานภาครัฐสามารถติดตามแนวโน้มการค้าของพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
แต่ตัวเลขมากกว่า 10,000 ล้านบาทในเดือนเดียว ยังชี้ไปถึงคำถามสำคัญเรื่องความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน เพราะสินค้าหลักอย่างผลไม้สดมีข้อจำกัดด้านเวลาและคุณภาพ หากถนนเชื่อมต่อเกิดความล่าช้า จุดตรวจไม่คล่องตัว หรือระบบโลจิสติกส์ยังมีต้นทุนสูง ความเสียหายย่อมเกิดขึ้นเร็วกว่าในสินค้าทั่วไป การพัฒนาถนน คลังคัดบรรจุ ระบบควบคุมอุณหภูมิ ด่านตรวจ และการเชื่อมโยงระบบรางในอนาคต จึงเป็นปัจจัยที่จะกำหนดว่าการค้าผ่านด่านเชียงของจะเพิ่มมูลค่าให้คนในพื้นที่ได้มากเพียงใด
ในระดับประเทศ กรมการค้าต่างประเทศระบุว่า ปี 2568 การค้าผ่านแดนของไทยมีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 1.04 ล้านล้านบาท และคาดว่าในปี 2569 การค้าผ่านแดนจะยังเป็นแรงขับสำคัญของการค้าระหว่างประเทศ แม้ยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ชายแดนและมาตรการทางการค้าของประเทศเพื่อนบ้าน
เชียงของจึงอยู่ในตำแหน่งที่มีทั้งโอกาสและความรับผิดชอบ หากโครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ประตูแห่งนี้อาจรองรับผลผลิตเกษตรและสินค้าแปรรูปได้มากขึ้น แต่หากระบบเศรษฐกิจรอบด่านขาดการกำกับที่โปร่งใส มูลค่าการค้าที่เพิ่มขึ้นก็อาจไม่กระจายประโยชน์กลับสู่ผู้ประกอบการไทยและชุมชนได้เต็มที่
การค้าคึกคักมาพร้อมโจทย์นอมินี
ในช่วงที่เม็ดเงินการค้าชายแดนขยายตัว จังหวัดเชียงรายกำลังเดินหน้าตรวจสอบความเสี่ยงด้าน ธุรกิจนอมินี หรือการใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนคนต่างชาติ เพื่อประกอบธุรกิจหรือถือครองผลประโยชน์ในลักษณะที่อาจฝ่าฝืนกฎหมาย
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 โดยที่ประชุมมอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงรายคัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยง เพื่อกำหนดแนวทางตรวจสอบภาคสนามต่อไป
ต่อมา รายงานผลการดำเนินงานในระบบกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า เป้าหมายการดำเนินงานในเชียงรายมีจำนวน 136 ราย หลังตรวจสอบข้อมูลพบ นิติบุคคลที่อาจมีลักษณะเป็นนอมินีจำนวน 36 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างลงพื้นที่ตรวจสอบ ณ สถานประกอบการจริง และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2569
ถ้อยคำว่า “อาจมีลักษณะเป็นนอมินี” มีความสำคัญต่อความเป็นธรรมของทุกฝ่าย เพราะนิติบุคคลกลุ่มดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ยังไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นผู้กระทำผิด การบังคับใช้กฎหมายจึงต้องเดินควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการชี้แจงเอกสาร โครงสร้างทุน การลงทุนจริง และการดำเนินธุรกิจอย่างครบถ้วน
จากคดีเก่าในเวียงแก่น สู่บทเรียนการคุ้มครองเศรษฐกิจชายแดน
ความกังวลเรื่องนอมินีในเชียงรายไม่ได้เกิดขึ้นโดยไร้ภูมิหลัง เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 กรมสอบสวนคดีพิเศษรายงานผลการบูรณาการร่วมกับกรมการปกครองและจังหวัดเชียงราย ตรวจสอบกรณีคนต่างด้าวสวมสิทธิสัญชาติไทยโดยมิชอบในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น โดยพบรายชื่อที่ต้องตรวจสอบจำนวน 255 รายชื่อ และเมื่อนำข้อมูลไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบ 15 รายเกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนธุรกิจต้องห้ามของคนต่างด้าว รวม 19 บริษัท โดยมีกรณีหนึ่งเกี่ยวข้องกับนิติบุคคล 3 บริษัท ที่มีทุนจดทะเบียนรวมไม่น้อยกว่า 3,600 ล้านบาท
คดีดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ในปี 2563 และไม่ควรถูกนำมาสรุปรวมกับนิติบุคคล 36 รายที่กำลังถูกตรวจสอบในปี 2569 โดยตรง แต่เป็นตัวอย่างว่าพื้นที่ชายแดนซึ่งมีการค้าและการลงทุนเติบโตเร็ว อาจเผชิญรูปแบบการใช้สิทธิหรือโครงสร้างธุรกิจที่ซับซ้อนจนต้องอาศัยการตรวจสอบร่วมกันหลายหน่วยงาน
ขณะเดียวกัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ออกมาตรการใหม่เพื่อสกัดกั้นนอมินีตั้งแต่ขั้นตอนจดทะเบียน โดยคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ 1 ประจำปี 2569 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 กำหนดให้กรณีที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวต้องมีหนังสือยืนยันการลงทุนตามหลักเกณฑ์ใหม่ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการพิสูจน์ว่าผู้ร่วมลงทุนชำระค่าหุ้นจริงและไม่ได้ถือหุ้นแทนผู้อื่นในลักษณะฝ่าฝืนกฎหมาย
ผลไม้ไทยต้องเดินทางไปพร้อมความโปร่งใส
ยอดส่งออกผลไม้สด 8,399.01 ล้านบาทผ่านด่านเชียงของในเดือนเมษายน 2569 เป็นตัวเลขที่สร้างความหวังให้เศรษฐกิจเชียงราย เพราะหมายถึงสินค้าไทยสามารถเดินทางเข้าสู่ตลาดต่างประเทศในช่วงที่ความต้องการสูง แต่ตัวเลขเดียวกันก็ย้ำว่า ระบบการค้าเกษตรต้องได้รับการคุ้มครองอย่างจริงจัง
หากตลาดส่งออกผลไม้มีผู้ประกอบการที่แข่งขันตามกติกา เกษตรกรย่อมมีโอกาสได้รับราคาที่เป็นธรรม ล้งไทยมีโอกาสเติบโต ผู้ประกอบการขนส่งมีรายได้ และรายได้หมุนเวียนอยู่ในพื้นที่มากขึ้น แต่หากเกิดโครงสร้างธุรกิจอำพรางหรือการครอบงำตลาดที่ไม่โปร่งใส ผลประโยชน์จากยอดส่งออกสูงอาจไหลออกจากท้องถิ่นโดยประชาชนไม่ได้รับส่วนแบ่งอย่างเหมาะสม
การตรวจสอบธุรกิจนอมินีจึงไม่ควรถูกมองเป็นการปิดกั้นการลงทุนต่างชาติ เพราะเชียงรายยังต้องการการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และตลาดต่างประเทศเพื่อยกระดับรายได้ สิ่งที่รัฐต้องรักษาคือการลงทุนที่ถูกกฎหมาย โปร่งใส เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการไทย และไม่ทำให้ทรัพยากรหรือห่วงโซ่อุปทานของพื้นที่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมที่ตรวจสอบไม่ได้
ด่านเชียงของกำลังบอกอนาคตเศรษฐกิจเชียงราย
ยอดค้าชายแดนและผ่านแดนกว่า 10,119 ล้านบาทในเดือนเมษายน 2569 ทำให้เห็นชัดว่า ด่านเชียงของ เป็นหนึ่งในกลไกเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดเชียงราย โดยมีผลไม้สดเป็นหัวรถจักรหลักของการส่งออก ขณะที่การนำเข้าผักและผลไม้สะท้อนการเชื่อมโยงทางตลาดที่เข้มข้นกับจีนและ สปป.ลาว
แต่ความสำเร็จของการค้าชายแดนไม่ควรถูกวัดด้วยยอดเงินเพียงอย่างเดียว คำถามสำคัญคือ เกษตรกรเชียงรายได้ประโยชน์จากยอดส่งออกมากเพียงใด ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันบนกติกาที่เป็นธรรมหรือไม่ ระบบขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับการเติบโตหรือยัง และหน่วยงานรัฐสามารถสกัดกั้นธุรกิจที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางผลประโยชน์ต่างชาติได้เพียงใด
ในวันที่รถบรรทุกผลไม้ยังเคลื่อนผ่านเชียงของอย่างต่อเนื่อง ตัวเลข 10,120 ล้านบาทจึงเป็นทั้งสัญญาณโอกาสและสัญญาณเตือน โอกาสคือเชียงรายมีศักยภาพเป็นประตูการค้าระหว่างไทย ลาว และจีนอย่างเด่นชัด ส่วนสัญญาณเตือนคือ ยิ่งการค้าเติบโตมากเท่าใด ระบบตรวจสอบ ความโปร่งใส และการคุ้มครองเศรษฐกิจฐานรากยิ่งต้องแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น
สถิติและข้อมูลสำคัญประกอบข่าว
ข้อมูลสถิติเดือนเมษายน 2569 ระบุว่า ด่านศุลกากรเชียงของมีมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนรวม 10,119.76 ล้านบาท แบ่งเป็นส่งออก 8,936.30 ล้านบาท นำเข้า 1,183.46 ล้านบาท ไทยได้ดุลการค้าประมาณ 7,752.84 ล้านบาท
ผลไม้สดเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่ง มูลค่า 8,399.01 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 93.99 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด รองลงมาคือน้ำมันเบนซินและดีเซล 228.81 ล้านบาท และเครื่องอุปโภค 114.93 ล้านบาท
สินค้านำเข้าอันดับหนึ่งคือผลไม้สด มูลค่า 551.54 ล้านบาท รองลงมาคือผักสด 468.57 ล้านบาท และดอกไม้สด 77.74 ล้านบาท
เว็บไซต์ด่านศุลกากรเชียงของระบุว่ารายการข้อมูลสถิติสินค้านำเข้า ส่งออก และสินค้าผ่านแดนประจำปีงบประมาณ 2569 ได้รับการปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569
จังหวัดเชียงรายมีการคัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่อาจฝ่าฝืนกฎหมายจำนวน 136 ราย และรายงานติดตามผลระบุว่ามี 36 รายอยู่ระหว่างลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก โดยยังต้องรอผลตรวจสอบก่อนสรุปความผิด
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- ข้อมูลยอดค้าชายแดนและผ่านแดนเดือนเมษายน 2569 จากภาพสถิติด่านศุลกากรเชียงของที่ผู้ใช้จัดเตรียม
- ข้อมูลเผยแพร่ของด่านศุลกากรเชียงของ สำนักงานศุลกากรภาคที่ 3 ปรับปรุงล่าสุดวันที่ 9 พฤษภาคม 2569
- ข้อมูลภาพรวมการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนไทย ปี 2568 จากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เผยแพร่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569
- ข้อมูลการประชุมขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการปราบปรามธุรกิจนอมินีจังหวัดเชียงราย จากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย เผยแพร่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569
- ข้อมูลผลการตรวจสอบกลุ่มเป้าหมายนิติบุคคล 136 ราย และกลุ่มที่อาจมีลักษณะเป็นนอมินี 36 ราย จากรายงานติดตามผลการดำเนินงานของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย ในระบบกระทรวงพาณิชย์ เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน 2569
- ข้อมูลมาตรการคัดกรองนอมินีและคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ 1 ประจำปี 2569 จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569
- ข้อมูลคดีสวมสิทธิสัญชาติไทยในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม เผยแพร่วันที่ 26 พฤษภาคม 2563



































