Summary
  • อบจ.เชียงราย เปิดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ประจำปี 2569 ณ ตำบลสันทรายงาม อำเภอเทิง

  • สนับสนุนงบประมาณ 200,000 บาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

  • เป็นการสืบสาน “ฮีตเดือนหก” ของชาวอีสานที่อพยพมาตั้งรกรากในผืนแผ่นดินล้านนา

  • ขบวนแห่สะท้อนความหลากหลายทางชาติพันธุ์และการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่งดงาม

  • จังหวัดมุ่งมั่นดันงานประเพณีให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับสากล

ม่วนคัก ม่วนหลาย! นายก อบจ.เชียงราย เปิดบุญบั้งไฟสันทรายงาม ปลุกฮีตอีสานกลางผืนล้านนา หนุนงบฯ 2 แสน ฟื้นเศรษฐกิจชุมชน

เชียงราย, 18 พฤษภาคม 2569 — เสียงโห่ร้อง “โย้ ฮิ้ว!” ดังก้องไปทั่วผืนนาตำบลสันทรายงาม อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เมื่อขบวนแห่บั้งไฟอันยิ่งใหญ่เคลื่อนผ่านท้องถนน ความสนุกของชาวอีสานที่อพยพมาตั้งรกรากในดินแดนล้านนาเมื่อหลายสิบปีก่อน ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมพลังของการรวมตัวที่หลอมรวมสองวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน

นายกนกเปิดงานบุญบั้งไฟ ปักหมุดอนุรักษ์ฮีตอีสานในเชียงราย

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ประจำปี 2569 ณ โรงเรียนบ้านสันทรายงาม (เดิม) ตำบลสันทรายงาม อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย โดยมีนายเอนก ปันทะยม นายอำเภอเทิง นายชัยสิทธิ์ ชัยเนตร เลขานุการนายก อบจ.เชียงราย นายสุชัด เสนคำ สมาชิกสภา อบจ.เชียงราย อำเภอเทิง เขต 2 ตลอดจนคณะผู้บริหาร ผู้นำชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชน และนักท่องเที่ยว เข้าร่วมงานคับคั่ง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสนุกสนานและความสามัคคีของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

นางอทิตาธร หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า “นายกนก” ขึ้นดำรงตำแหน่งนายก อบจ.เชียงราย เป็นสมัยที่ 2 หลังเอาชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ด้วยคะแนน 249,845 เสียง ในนามผู้สมัครอิสระ ทิ้งห่างคู่แข่งจากพรรคใหญ่ไปเกือบ 20,000 คะแนน ตามที่สื่อหลายสำนักรายงานไว้ ทำให้การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนภาพการเชื่อมต่อระหว่างผู้นำท้องถิ่นกับฐานเสียงในระดับตำบลที่ชัดเจน

อบจ.เชียงรายอัดงบหนุน 200,000 บาท ปลุกเศรษฐกิจชุมชน

ในการจัดงานครั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้สนับสนุนงบประมาณรวม 200,000 บาท เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนเป็นแรงผลักดันให้กิจกรรมในชุมชนสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ดึงเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเข้าสู่พื้นที่ ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายจังหวัดทั่วประเทศใช้เป็นกลยุทธ์เสริมรายได้ให้คนในท้องถิ่น

วัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้ ไม่เพียงเป็นเรื่องของการจัดงานรื่นเริง แต่ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงคุณค่าของประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงาม เพื่อให้คงอยู่คู่ตำบลสันทรายงามสืบไป พร้อมเสริมความรักความสามัคคีของพี่น้องประชาชนทุกหมู่บ้านในชุมชนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

บั้งไฟ คือคำขอฝนของบรรพชน ผูกโยงตำนานพญาแถนนับร้อยปี

หลายคนอาจมองว่า “บุญบั้งไฟ” คือเทศกาลแห่งความรื่นเริง แต่แท้จริงแล้วประเพณีนี้คือ “ฮีตเดือนหก” ในจารีตฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ ของชาวอีสาน ที่ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ ข้อมูลจากศูนย์สารนิเทศอีสานสิรินธร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า บุญบั้งไฟเป็นมากกว่าเทศกาล แต่คือวิถีแห่งศรัทธา ความหวัง และความผูกพันกับธรรมชาติของชาวอีสาน

แก่นแท้ของประเพณีนี้คือ การจุดบั้งไฟส่งสัญญาณถึง “พญาแถน” เทพแห่งฟ้าฝนตามความเชื่อโบราณ เพื่อขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เกษตรกรรมรุ่งเรือง พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ได้บันทึกไว้ว่า ในชุมชนชาวอีสานที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดเชียงราย เช่นที่ตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน ก็ยังคงรักษาประเพณีบุญบั้งไฟไว้ในฐานะมรดกอันมีคุณค่า ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

กรณีของตำบลสันทรายงามจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะข้อมูลจากวิกิชุมชน ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ระบุว่าผู้ใหญ่บ้านและประชากรส่วนใหญ่เป็น “คนอีสาน” ที่กำเนิดและเติบโตในพื้นที่นี้ ซึ่งเดิมเป็นชุมชนที่อพยพมาตั้งรกรากจนกลายเป็นหมู่บ้านสันทรายงาม โดยรอบมีแม่น้ำอิงและคลองคั๊วะหล่อเลี้ยงการเกษตร เกิดเป็นวิถีชีวิตที่ยังคงผูกพันกับการทำนาทำไร่ ซึ่งสอดคล้องกับรากฐานของบุญบั้งไฟอย่างยิ่ง

ขบวนแห่หลากสีสัน สะท้อนพลังอัตลักษณ์ “อีสานในล้านนา”

บรรยากาศภายในงานคึกคักไปด้วยขบวนแห่บั้งไฟที่ตกแต่งอย่างวิจิตร การแต่งกายพื้นเมืองที่ผสมผสานระหว่างผ้าฝ้ายอีสานและผ้าซิ่นล้านนา การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากกลุ่มเยาวชน รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกหมู่บ้าน สะท้อนถึงพลังของชุมชนที่ภาคภูมิใจในรากเหง้าของตน แม้จะอยู่ห่างจากผืนแผ่นดินอีสานหลายร้อยกิโลเมตร

หากเปรียบเทียบกับงานบุญบั้งไฟยโสธร ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นต้นแบบของฮีตเดือนหกระดับประเทศ ความน่าสนใจของสันทรายงามอยู่ตรงที่การปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรม คล้ายกับกรณีตำบลโยนกที่อำเภอเชียงแสน ซึ่งชาวอีสานพาประเพณีของบ้านเกิดมาเชื่อมโยงกับวิถีล้านนา จนกลายเป็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่หาดูได้ยาก

เม็ดเงินสะพัด การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานราก

ปรากฏการณ์ที่ อบจ.เชียงราย ทุ่มงบฯ สนับสนุนประเพณีท้องถิ่นปีละหลายแสนบาทในแต่ละพื้นที่ สอดคล้องกับเทรนด์ทั่วโลกที่หันมาให้ความสำคัญกับ “การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์” และ “Slow Travel” หรือการท่องเที่ยวแบบไม่เร่งรีบ ผู้คนอยากรู้สึกเชื่อมโยงกับสถานที่ มากกว่าการแวะถ่ายรูปเช็กอินเพียงผิวเผิน

ในมุมของเศรษฐกิจ การจัดงานประเพณีระดับชุมชนสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้จริง ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากผู้ค้าหาบเร่ ร้านอาหารพื้นถิ่น ที่พักโฮมสเตย์ ไปจนถึงสินค้าหัตถกรรมจากกลุ่มแม่บ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจมากที่สุด การมีงานประเพณีจึงเปรียบเสมือนวาล์วระบายความตึงตัวทางการเงินให้ครัวเรือนในพื้นที่

ฟื้นฟูเชียงรายหลังวิกฤต อบจ. เดินหน้าทำงานเชิงรุก

ภาพการลงพื้นที่ของนางอทิตาธรในวันนั้น สะท้อนแนวทางการบริหารที่นายกนกเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในพิธีรับพระราชทานปริญญารัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เมื่อปี 2567 ที่ระบุว่า บทบาทของนายก อบจ. คือการบริหารงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ผ่านการลงพื้นที่ รับฟังปัญหา และพัฒนาศักยภาพชุมชน

อำเภอเทิง เป็นหนึ่งในพื้นที่ของจังหวัดเชียงรายที่ผ่านมรสุมหลายระลอกในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอุทกภัยปี 2567 ที่ทำให้หลายตำบลในพื้นที่ได้รับความเสียหาย การกลับมาจัดงานบุญบั้งไฟอย่างยิ่งใหญ่ในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการสืบสานประเพณี แต่ยังเป็นสัญญาณของการฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และจิตวิญญาณของชุมชน

บั้งไฟ “ผูกใจ” หลายชาติพันธุ์ในเชียงราย

เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง ทั้งกลุ่มชาวไทยล้านนาดั้งเดิม ชาวไทใหญ่ ชาวไทลื้อ กลุ่มชาติพันธุ์บนภูเขา และชาวอีสานที่อพยพมาตั้งถิ่นฐาน ปรากฏการณ์ที่ชาวอีสานกลุ่มเล็ก ๆ ในตำบลสันทรายงามจัดประเพณีบุญบั้งไฟอย่างต่อเนื่อง พร้อมการสนับสนุนจาก อบจ.เชียงราย จึงเป็นภาพสะท้อนของการอยู่ร่วมกันที่ “ให้พื้นที่” ทุกวัฒนธรรมได้แสดงตัวตน

ในมุมของผู้บริหารท้องถิ่น การจัดสรรงบประมาณเพื่อกิจกรรมเช่นนี้ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม (sense of belonging) ของประชาชนในพื้นที่ ป้องกันความเหลื่อมล้ำทางวัฒนธรรม และเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อรักษามรดกทางภูมิปัญญาให้คนรุ่นหลัง

ก้าวต่อไปของบุญบั้งไฟสันทรายงาม จากงานชุมชนสู่จุดหมายปลายทางวัฒนธรรม

ความท้าทายต่อไปของชุมชนสันทรายงาม คือการต่อยอดบุญบั้งไฟให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรม (Cultural Destination) ที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสามารถเดินทางมาสัมผัสได้ทุกปี เช่นเดียวกับกรณีของงานบุญบั้งไฟยโสธรที่กลายเป็นปฏิทินสำคัญของชาวต่างชาติที่หลงใหลในวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การมีสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ การสร้างเรื่องราว (storytelling) ที่เชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์ของการอพยพ ตำนานพญาแถน และวิถีชีวิตของชาวบ้าน ล้วนเป็นเครื่องมือที่จะทำให้บั้งไฟสันทรายงามกลายเป็นมากกว่า “งานท้องถิ่น” แต่ก้าวขึ้นไปเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของปฏิทินท่องเที่ยวเชียงราย เคียงข้างเทศกาลดอกไม้งามและไหว้พระธาตุดอยตุง

ในวันที่ควันบั้งไฟยังคงลอยคลุ้งเหนือผืนนาสันทรายงาม เสียงโห่ร้องของชาวบ้านดังก้องไปไกล สะท้อนพลังของชุมชนเล็ก ๆ ที่กล้าฝัน กล้ารักษารากเหง้า และกล้าก้าวไปข้างหน้า แม้บ้านเกิดอยู่ไกลถึงลุ่มน้ำโขงในอีสาน แต่ใจของพวกเขายังคงเต้นเป็นจังหวะเดียวกับเสียงกลองหมอลำ บนผืนแผ่นดินล้านนาที่กลายเป็นบ้านใหม่อย่างสมบูรณ์

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • ศูนย์สารนิเทศอีสานสิรินธร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)
  • nikkei
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
ติดตาม นครเชียงรายนิวส์ บน Google News
ไม่พลาดทุกข่าวด่วน สถานการณ์สำคัญ และรายงานเจาะลึกในภาคเหนือ ส่งตรงถึงมือคุณทุกวัน
Add as preferred source on Google