Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

เที่ยวป่าส้มแสง เชียงราย สัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตไม่ซ้ำใคร

แอ่วล้ำแอ่วเหลือ: เชียงรายชวนสัมผัส “ป่าส้มแสง” ป่าชุ่มน้ำอัตลักษณ์หนึ่งเดียวในอาเซียน

เชียงรายเปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่าน สู่ “ป่าส้มแสง” บ้านป่าข่า ตำบลป่าตาล อำเภอขุนตาล แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่โดดเด่นและไม่เหมือนใครในภูมิภาคอาเซียน ด้วยความพิเศษของระบบนิเวศป่าชุ่มน้ำตามฤดูกาล (Seasonal Wetland) ที่ผสมผสานความสวยงามของธรรมชาติและวิถีชีวิตชาวบ้านได้อย่างลงตัว

เสน่ห์ของป่าส้มแสง: อัตลักษณ์แห่งธรรมชาติ

ป่าส้มแสงมีพื้นที่ประมาณ 85 ไร่ เป็นส่วนหนึ่งของป่าลุ่มน้ำอิง อุดมไปด้วยต้นส้มแสง หรือชุมแสง ซึ่งมีอายุมากกว่า 300 ปี ระบบนิเวศของป่าส้มแสงมีความพิเศษ คือ ต้องแช่น้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก 4-5 เดือนต่อปี โดยระดับน้ำสามารถสูงถึง 4-6 เมตร เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำจากแม่น้ำอิงและแม่น้ำโขง ในช่วงน้ำลด ป่าส้มแสงจะเปลี่ยนเป็นพื้นที่สีเขียวอันร่มรื่น เป็นบ้านของสัตว์ป่า เช่น นก ไก่ป่า กระรอก และสัตว์ท้องถิ่นอื่น ๆ

ชุมชนบ้านป่าข่าได้พัฒนาป่าส้มแสงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยสร้างสะพานทางเดินชมธรรมชาติ (สกายวอร์ค) ยาว 378 เมตร ให้ผู้มาเยือนสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดกิจกรรมที่สะท้อนวิถีชีวิตพื้นบ้านเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และดื่มด่ำกับความงามของพื้นที่

กิจกรรมแนะนำ: ใกล้ชิดธรรมชาติและวิถีชีวิตชาวบ้าน

  1. เดินสกายวอร์ค ชมป่าส้มแสง เพลิดเพลินกับการเดินชมป่าส้มแสงผ่านสะพานไม้ยาว ที่เปิดให้เห็นวิวธรรมชาติรอบด้านทั้งในช่วงน้ำหลากและน้ำลด

  2. เรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้าน ร่วมสัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้าน เช่น การหาปลาด้วยแหและอวน การทำอาหารพื้นบ้านอย่างลาบปลา ต้มปลา และปลาเผาสดจากแม่น้ำอิง

  3. พายเรือในหนองมน สนุกกับการพายเรือในหนองมน แหล่งน้ำที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์ของหมู่บ้าน พร้อมชมธรรมชาติที่เงียบสงบ

  4. จุดกางเต็นท์ริมแม่น้ำอิง สัมผัสบรรยากาศแคมปิ้งริมน้ำ ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามในยามเช้าและค่ำคืน

  5. ไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคล นมัสการพระครูวรกิติวิมล เจ้าอาวาสวัดบ้านป่าข่า และเดินชมทิวทัศน์รอบวัดที่เงียบสงบ

นโยบายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน

ชุมชนบ้านป่าข่าได้รวมตัวกันตั้งคณะกรรมการดูแลพื้นที่และจัดการท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืน โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการท่องเที่ยวจะถูกนำไปพัฒนาชุมชน เช่น การปรับปรุงเส้นทาง การจัดหาเครื่องจักรสำหรับแก้ปัญหาไฟป่าและ PM2.5 และการสร้างธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเส้นทางคมนาคมเพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาได้สะดวกมากขึ้น ด้วยถนนเชื่อมสายใหม่จากทางหลวง R3A ระยะทางเพียง 1,200 เมตร นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ง่ายดายและปลอดภัย

แพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้ม

  • เที่ยวป่าส้มแสงแบบ 1 วัน: ราคา 200 บาท/คน รวมมัคคุเทศก์นำเที่ยว
  • เที่ยวเชิงวิถีชีวิต 1 วัน 1 คืน: ราคา 1,200 บาท/คน รวมอาหารจากชุมชนและกิจกรรมทั้งหมด (รองรับได้สูงสุด 20 คนต่อทริป)

มุมมองอันล้ำค่า: เชียงราย เมืองแห่งความหลากหลายทางธรรมชาติ

เชียงรายเป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลาย การเที่ยวชมป่าส้มแสงไม่เพียงแต่เป็นการพักผ่อนหย่อนใจ แต่ยังเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจในชุมชน และช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติให้อยู่คู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน

“เชียงรายจะไม่หยุดอยู่แค่จุดหมายปลายทาง แต่จะเป็นที่ที่ผู้คนสามารถกลับมาเติมเต็มความสุขและแรงบันดาลใจได้เสมอ” ชาวบ้านป่าข่ากล่าวด้วยรอยยิ้ม

มาเป็นส่วนหนึ่งของการสัมผัสธรรมชาติและสร้างความทรงจำดี ๆ ที่ป่าส้มแสง จังหวัดเชียงราย พร้อมสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นไปพร้อมกัน!

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
HEALTH

เฝ้าระวังอหิวาตกโรค ไทยย้ำสุขอนามัยรับปีใหม่

อหิวาตกโรคยังน่าห่วง! วช. เฝ้าระวังเข้มช่วงปีใหม่ ป้องกันการแพร่ระบาด

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 2 เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การระบาดของอหิวาตกโรคเป็น ‘ภาวะฉุกเฉินครั้งใหญ่’ เนื่องจากพบผู้ป่วยจำนวนมากและการระบาดขยายวงกว้างในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นประกาศภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศเช่นเดียวกับโควิด-19

ในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขได้เฝ้าระวังอหิวาตกโรคอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็น 1 ใน 57 โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังตามกฎหมาย โดยหลังการระบาดในพื้นที่ชเวโก๊กโก่ ประเทศเมียนมา ซึ่งติดกับชายแดนจังหวัดตาก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตากได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรค พบผู้ป่วยสะสม 4 ราย แบ่งเป็นชาวต่างชาติ 2 ราย และคนไทย 2 ราย นอกจากนี้ยังพบผู้ติดเชื้อไม่มีอาการอีก 3 ราย ทุกคนได้รับการรักษาจนหายดีแล้วและไม่มีผู้เสียชีวิต

มาตรการป้องกันโรคเข้มข้นในช่วงเทศกาลปีใหม่

นพ.สุภโชค กล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่มีกิจกรรมเลี้ยงสังสรรค์ ซึ่งเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ จึงได้กำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมโรค ดังนี้

  1. สุขาภิบาลตลาดและร้านอาหาร
    เจ้าของตลาดทุกแห่งต้องล้างตลาดและฆ่าเชื้อทุกวัน รวมถึงร้านอาหารและแผงลอยต้องปฏิบัติตามหลักสุขาภิบาลอาหาร

  2. ทำความสะอาดห้องสุขาสาธารณะ
    หน่วยงานราชการ โรงเรียน และองค์กรเอกชนต้องล้างและฆ่าเชื้อห้องสุขาสาธารณะทุกวัน

  3. ควบคุมคุณภาพน้ำประปา
    ผู้รับผิดชอบระบบประปาต้องปรับปรุงคุณภาพน้ำให้มีค่าคลอรีนอิสระตามมาตรฐาน

  4. ตรวจคัดกรองผู้สงสัยติดเชื้อ
    ผู้ที่มีอาการหรือสงสัยว่าติดเชื้ออหิวาตกโรคต้องเข้ารับการตรวจคัดกรองและรักษา

  5. ความร่วมมือจากสถานประกอบการ
    ร้านอาหาร สถานที่ผลิตน้ำดื่ม/น้ำแข็ง ต้องให้ความร่วมมือในการกำจัดหรือทำลายเชื้อ

  6. สื่อสารข้อมูลป้องกันโรค
    ขอความร่วมมือผู้นำชุมชนและเครือข่ายภาคประชาชนช่วยประชาสัมพันธ์ข้อมูลความรู้การป้องกันโรคผ่านทุกช่องทาง

การเฝ้าระวังโรคและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ศ.ดร.จักรพันธ์ สุทธิรัตน์ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า การจัดการกับอหิวาตกโรคจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน รวมถึงการพัฒนาระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด

ในปี 2568 วช. ยังเตรียมพัฒนาระบบการส่งข้อความเตือนภัยผ่านโทรศัพท์มือถือให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมและป้องกันโรค

เน้นย้ำการป้องกันส่วนบุคคล

นพ.สุภโชคเน้นย้ำถึงความสำคัญของสุขอนามัยส่วนบุคคล โดยเฉพาะการกินร้อน ใช้ช้อนกลาง และล้างมือ รวมถึงการเลือกบริโภคน้ำและอาหารที่สะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อและแพร่กระจายของโรค

สรุป

กระทรวงสาธารณสุขยังคงเฝ้าระวังและดำเนินมาตรการป้องกันอหิวาตกโรคอย่างเข้มงวด พร้อมเรียกร้องความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการรักษาสุขอนามัยและปฏิบัติตามมาตรการเพื่อความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ENVIRONMENT

ววน. เปิดแผนเตือนภัยสึนามิ ยกระดับความปลอดภัยไทย

นวัตกรรมสู่ทางรอดภัยสึนามิ ววน. เร่งลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ เปิดเวทีเสวนาวิชาการ “จากงานวิจัยและนวัตกรรม…สู่ทางรอดภัยสึนามิ” ณ จังหวัดพังงา ในงานรำลึกครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์สึนามิในมหาสมุทรอินเดีย เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เป้าหมายเพื่อการป้องกันและลดผลกระทบจากสึนามิ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. เน้นย้ำถึงความสำคัญของการวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม ตั้งแต่การพัฒนาระบบเตือนภัยที่ทันสมัย การวางแผนการอพยพที่มีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในระดับชุมชนและระดับนโยบาย

วช. ยังเปิดเผยว่าการพัฒนาศูนย์เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวและการทำงานร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการป้องกันภัยพิบัติและลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยุทธศาสตร์ ววน. สู่ความยั่งยืนในอนาคต

ศ.ดร.จักรพันธ์ สุทธิรัตน์ รองผู้อำนวยการ สกสว. เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์การวิจัยของ ววน. ปี 2566-2570 มุ่งพัฒนาแนวทางลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยมีงบประมาณวิจัยรวมกว่า 17.528 ล้านบาทในช่วงปี 2563-2567 เพื่อสนับสนุนงานวิจัยด้านการป้องกันสึนามิ อย่างไรก็ตาม ยังต้องการงานวิจัยเพิ่มเติมในด้านการฟื้นฟูเยียวยาหลังเกิดภัยพิบัติ

“การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนตั้งแต่การคิดโจทย์วิจัยจนถึงการนำไปใช้จริง จะช่วยให้ชุมชนสามารถปรับตัวและลดความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น” ศ.ดร.จักรพันธ์ กล่าว

ระบบเตือนภัยและการอพยพที่มีประสิทธิภาพ

ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ เน้นถึงความสำคัญของระบบเตือนภัยสึนามิที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องและฝึกซ้อมแผนอพยพภายใต้สถานการณ์จำลองที่เหมาะสม ขณะที่ ผศ.ดร.ปานนท์ ลาชโรจน์ ระบุว่าควรมีการปรับปรุงกระบวนการอพยพในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการบำรุงรักษาอาคารหลบภัย เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในกรณีเกิดคลื่นสึนามิสูง

สร้างความรู้และเตรียมพร้อมในชุมชน

ผศ.ปัญจพาณ์ สุขโข แกนนำนักศึกษาพยาบาลจิตอาสา เผยว่าโครงการพัฒนาการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหวเชิงรุก เน้นการพัฒนาศักยภาพแกนนำชุมชน การสร้างหลักสูตรเอาตัวรอด และการให้ความรู้แก่ครูและนักเรียนในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อสร้างทักษะการรับมือและการช่วยเหลือตนเอง

รำลึก 20 ปี เหตุการณ์สึนามิที่พังงา

งานรำลึกจัดขึ้นโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ สวนอนุสรณ์สึนามิบ้านน้ำเค็ม จังหวัดพังงา นอกจากพิธีรำลึกถึงผู้สูญเสีย ยังมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างชุมชนและหน่วยงาน พร้อมเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สึนามิบ้านน้ำเค็ม

ความร่วมมือเพื่ออนาคตที่มั่นคง

การเสวนาและกิจกรรมในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาความพร้อมของประเทศไทยต่อภัยพิบัติ โดยมีเป้าหมายลดความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมสร้างความตระหนักรู้และความร่วมมือในทุกระดับ เพื่อความมั่นคงและความปลอดภัยในอนาคต

การป้องกันภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือของทุกคนในสังคม ที่จะช่วยสร้างอนาคตที่ปลอดภัยและยั่งยืนร่วมกัน.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

“พุทธรักษ์ ดาษดา” เปิดแลนด์มาร์ก ศิลปะธรรมชาติ ที่ 7-Eleven หอนาฬิกา

พุทธรักษ์ ดาษดา: ศิลปินเชียงรายผู้สร้างสรรค์งานศิลปะจากธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2567 ชื่อของ อิ๋ม พุทธรักษ์ ดาษดา ศิลปินอิสระชาวอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ยังคงก้องในวงการศิลปะอย่างต่อเนื่อง เธอสำเร็จการศึกษาจากคณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย สาขาทัศนศิลป์ และในรอบสิบปีที่ผ่านมา พุทธรักษ์ได้สร้างชื่อเสียงจากผลงานที่โดดเด่น โดยเฉพาะการนำธรรมชาติที่อยู่รอบตัวมาเป็นแรงบันดาลใจหลักในการสร้างสรรค์ผลงาน

เอกลักษณ์งานศิลปะที่สะท้อนธรรมชาติและวิถีชีวิต

งานของพุทธรักษ์มีเอกลักษณ์ที่ผสมผสานความงดงามของธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนในเชียงราย เธอเคยจัดนิทรรศการเดี่ยวหลายครั้ง และแสดงผลงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น นิทรรศการ The Magical Land ที่ถ่ายทอดความมหัศจรรย์ของวิถีชีวิต ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ และความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรม โดยมีสัญลักษณ์เด่นคือ:

  • ดอกกาสะลอง: สัญลักษณ์ประจำจังหวัดเชียงราย
  • ชาและกาแฟ: แทนผลผลิตเกษตรสำคัญของชุมชน
  • โต: สัตว์เลี้ยงมงคลตามความเชื่อของชาวไทยใหญ่ สื่อถึงความศรัทธาและความรุ่งเรือง
  • หญิงสาวดอกบัวดอง: แทนวิถีชีวิตของผู้คนที่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืน

จุดเริ่มต้นของศิลปินเชียงราย

พุทธรักษ์เล่าว่า การเติบโตในอำเภอแม่จัน ซึ่งมีธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์และวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างสรรค์งานของเธอ ความรักในศิลปะของเธอเริ่มจากการเฝ้ามองพี่สาวที่ชื่นชอบการเขียนหนังสือและวาดรูป จนกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เธอหลงใหลในงานศิลปะตั้งแต่วัยเด็ก

“พี่สาวเขาเขียนหนังสือสวยมาก ฉันชอบแอบดูและเขียนตาม พอถามพี่สาวว่าทำไมถึงชอบเขียน ก็ได้คำตอบว่ามันคือความสุข จากนั้นฉันก็เริ่มวาดและเขียนเรื่อยมา” พุทธรักษ์กล่าว

แรงบันดาลใจจากธรรมชาติและชุมชน

เมื่อถูกถามถึงแรงบันดาลใจในการสร้างผลงาน พุทธรักษ์กล่าวว่า ธรรมชาติที่อยู่รอบตัว รวมถึงวัฒนธรรมและการเกษตรในเชียงรายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เธอนำพืชพันธุ์ ดอกไม้ สัตว์ และเรื่องราวในชุมชนมารังสรรค์เป็นผลงานศิลปะที่สะท้อนถึงความงามและเอกลักษณ์ของพื้นที่

“เชียงรายมีทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และชา-กาแฟที่คนรู้จัก ฉันจึงนำองค์ประกอบเหล่านี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างผลงาน” เธอกล่าว

จุดเช็กอินใหม่ใจกลางเชียงราย

ล่าสุด พุทธรักษ์ได้สร้างแลนด์มาร์กศิลปะแห่งใหม่ที่ 7-Eleven สาขาหอนาฬิกา เชียงราย ผลงานชิ้นนี้สะท้อนถึงความงามของเชียงรายในมิติที่หลากหลาย พร้อมเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจมาเยี่ยมชมและถ่ายรูปกับผลงานที่เป็นจุดเช็กอินใหม่ของเชียงราย

พุทธรักษ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า งานศิลปะที่เธอสร้างขึ้นไม่ใช่เพียงเพื่อการชื่นชม แต่ยังต้องการส่งต่อความรักในถิ่นฐานบ้านเกิด และปลุกจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและวัฒนธรรมที่มีคุณค่า

สนับสนุนศิลปะท้องถิ่น

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมและถ่ายรูปกับผลงานของเธอได้ที่ 7-Eleven สาขาหอนาฬิกา เชียงราย ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ง่าย พร้อมเปิดให้ชมฟรี โดยสามารถค้นหาตำแหน่งได้ผ่าน Google Maps: คลิกที่นี่

เชียงรายไม่เพียงแต่เป็นดินแดนแห่งธรรมชาติและวัฒนธรรม แต่ยังเป็นบ้านของศิลปินที่สร้างแรงบันดาลใจผ่านงานศิลปะที่งดงามและทรงคุณค่าอย่างพุทธรักษ์ ดาษดา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ENVIRONMENT

กนภ. เห็นชอบร่าง พรบ.ภูมิอากาศ หนุนไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

กนภ. เห็นชอบร่าง พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลักดันไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (กนภ.) ครั้งที่ 4/2567 โดยมี ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่รองประธานกรรมการ และ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่กรรมการและเลขานุการ พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การประชุม กนภ. ครั้งนี้ มีมติเห็นชอบในหลักการของ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดนโยบายและกลไกส่งเสริมการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ โดยเน้นการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อผลกระทบ และการสนับสนุนกลไกทางการเงินสำหรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ:

  • ส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจก: กำหนดเป้าหมายการลดการปลดปล่อยคาร์บอน
  • กลไกการเงินคาร์บอนต่ำ: สร้างกลไกสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ปรับตัวต่อผลกระทบ: สนับสนุนทุกภาคส่วนให้พร้อมเผชิญกับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ

รายงานความโปร่งใสรายสองปี (BTR1)

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบต่อ ร่างรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 1 (First Biennial Transparency Report: BTR1) เพื่อให้ประเทศไทยส่งรายงานนี้ไปยังสำนักเลขาธิการ UNFCCC ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ตามพันธกรณีในเวทีระหว่างประเทศ

ขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

นายประเสริฐได้มอบนโยบายแก่คณะกรรมการฯ โดยเน้นให้ทุกภาคส่วนคำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ของประเทศในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

แผนปฏิบัติการในอนาคต

  • เร่งนำเสนอร่างพระราชบัญญัติฯ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
  • เสริมสร้างศักยภาพทุกภาคส่วนในประเทศไทย ให้พร้อมรับมือกับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาแนวทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเผชิญหน้ากับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเดินหน้าสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
HEALTH

รู้ทันโรคหัวใจวายเฉียบพลัน กับบทเรียนชีวิตโจนัส แอนเดอร์สัน

รู้จักโรคหัวใจวายเฉียบพลัน กับชีวิตเฉียดตายของ โจนัส แอนเดอร์สัน” บนเวที Thailand Friendly Design Expo 2024

15 ธันวาคม 2567 – ที่งาน Thailand Friendly Design Expo 2024 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร นายแพทย์ลิขิต กำธรวิจิตรกุล แพทย์อายุรศาสตร์หัวใจจากโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ได้รับเกียรติร่วมเสวนาในหัวข้อ รู้จักโรคหัวใจวายเฉียบพลัน กับชีวิตเฉียดความตายของ โจนัส แอนเดอร์สัน”

กิจกรรมดังกล่าวมี คุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้บริหารสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมี โจนัส แอนเดอร์สัน ศิลปินลูกทุ่งชื่อดังร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรงจากการต่อสู้กับโรคหัวใจวายเฉียบพลัน ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

โรคหัวใจวายเฉียบพลันคืออะไร

ภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน หรือ หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute Heart Failure) เป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ ส่งผลให้เกิดการคั่งของเลือดในปอดและอวัยวะต่าง ๆ อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

สาเหตุของภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน:

  • โรคหัวใจขาดเลือด
  • โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไทรอยด์เป็นพิษ
  • การติดเชื้อที่ส่งผลต่อหัวใจ
  • การใช้ยาหรือสารเสพติด

อาการสำคัญที่ต้องระวัง

อาการของภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ได้แก่:

  • เหนื่อยหอบ หายใจลำบาก
  • แน่นหน้าอก
  • ตัวบวม ขาบวม
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • ไอปนฟองสีขาวหรือชมพู

อาการที่ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล:

  • เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง
  • หายใจไม่อิ่มหรือมีอาการหอบเฉียบพลัน
  • หมดสติ

ประสบการณ์เฉียดตายของโจนัส แอนเดอร์สัน

โจนัส แอนเดอร์สัน เล่าว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างที่เขากำลังออกกำลังกาย เขารู้สึกเจ็บแน่นหน้าอก ปวดร้าวไปที่แขนซ้ายและคอ ร่วมกับมีอาการเหงื่อออกมากผิดปกติ

“ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่ท้องอืด แต่พออาการไม่ดีขึ้น ผมตัดสินใจไปโรงพยาบาลทันที โชคดีที่แพทย์ตรวจพบอาการหัวใจวายและทำการรักษาได้ทันเวลา” โจนัสกล่าว

ทีมแพทย์ได้ทำการฉีดสีและรักษาด้วยการขยายหลอดเลือด ซึ่งช่วยชีวิตเขาไว้ได้

 

เหตุเกิดก็คือเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว (4 มี.ค.) ผมก็ออกกำลังกายตามปกติที่หมู่บ้าน เช้าๆ จะเงียบมาก ไม่มีใคร ผมก็อยู่คนเดียว ออกกำลังกายไป แล้วอยู่ดีๆ ผมก็รู้สึกเจ็บแน่นหน้าอกมากๆ เป็นช่วงบริเวณหน้าท้องกับหน้าอกทั้งหมดที่ปวด และปวดชาลงมาถึงแขนซ้ายด้วย แล้วก็ขึ้นมาที่คอด้วย

ตอนแรกผมคิดว่าท้องอืด เพราะอาการไม่ต่างกับโรคหัวใจมาก แต่สิ่งที่มาคู่กันคือรู้สึกเหมือนจะเวียนหัวเบาๆ ก็คิดว่าจะลองฝืนดู ถ้าท้องอืดพอออกกำลังกายก็คงจะหายเอง แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้น ก็ลองหยุดแล้วกลับบ้าน

แล้วอาการก็รุนแรงขึ้น เหงื่อท่วมอาบเลย ข้างในมันรู้สึกกระวนกระวายยังไงบอกไม่ถูก ผมก็เลยรีบมาที่โรงพยาบาล เพราะเริ่มรู้สึกได้ว่ามันน่าเป็นห่วง พอมาถึงอาการก็รุนแรงขึ้น แต่พอมาถึงทีมแพทย์พยาบาลก็มาดูอาการอย่างเร็วเลย ตอนนั้นก็ได้อัลตราซาวนด์ ก็ตกใจ เพราะเห็นว่ากล้ามเนื้อหัวใจไม่ทำงานอยู่จุดนึง

 

วิธีป้องกันภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารเค็มและไขมันสูง
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
  • ตรวจสุขภาพประจำปี

คำแนะนำจากแพทย์:

“ผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีประวัติในครอบครัวควรตรวจสุขภาพหัวใจ และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อป้องกันการเกิดโรค” นพ.ลิขิต กล่าว

กิจกรรมเสริมสุขภาพในงาน Friendly Design Expo 2024

นอกจากการเสวนาแล้ว โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ยังจัดบูธให้บริการตรวจสุขภาพและคลายกล้ามเนื้อด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ฟรี พร้อมกิจกรรมแจกของรางวัล

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลในการส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่ประชาชน และการสร้างความตระหนักถึงโรคหัวใจในสังคม

ความสำคัญของการตระหนักถึงสุขภาพหัวใจ

งานเสวนาครั้งนี้ไม่ได้เพียงแค่ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจวายเฉียบพลันเท่านั้น แต่ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันและดูแลสุขภาพหัวใจในชีวิตประจำวัน

ข้อคิดจากโจนัส แอนเดอร์สัน

“ชีวิตเป็นสิ่งที่ล้ำค่า อย่ามองข้ามสัญญาณเตือนจากร่างกาย และอย่าฝืนตัวเอง เพราะสุขภาพที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด” โจนัสกล่าวปิดท้าย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Thailand Friendly Design Expo

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
LIFESTYLE

คนไทย 1 ใน 4 น้ำหนักเกิน Mintel ชี้โอกาสแบรนด์สุขภาพ

Mintel เผย คนไทย 1 ใน 4 น้ำหนักเกิน แนะโอกาสพัฒนาสุขภาพด้วยโภชนาการองค์รวม

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567 Mintel บริษัทวิจัยตลาดชั้นนำ เผยผลสำรวจในรายงาน Weight Management Diets – Thai Consumer 2024 ชี้ให้เห็นว่า คนไทย 1 ใน 4 หรือ 25% มีน้ำหนักเกินหรือเข้าข่ายอ้วน และ 74% ของคนไทยมีความตั้งใจที่จะควบคุมน้ำหนักเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

สถานการณ์น้ำหนักเกินในไทยและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขในปี 2566 ระบุว่าคนไทยเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรประสบปัญหาน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน แนวโน้มดังกล่าวส่งผลกระทบต่อ GDP ของประเทศ คาดว่าความสูญเสียอาจสูงถึง 4.9% ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการจัดการน้ำหนักที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาสุขภาพและเศรษฐกิจในระยะยาว

ความสนใจควบคุมน้ำหนัก: รูปลักษณ์สำคัญกว่าสุขภาพ?

ผลสำรวจเผยว่า คนไทย 69% ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกเมื่อควบคุมน้ำหนัก ขณะที่ 65% คำนึงถึงสุขภาพโดยรวม อย่างไรก็ตาม กลุ่มเจน X กว่า 76% เริ่มเปลี่ยนแนวคิด โดยให้ความสำคัญกับการมีอายุยืนและสุขภาพที่ดีมากกว่าความสวยงามเพียงอย่างเดียว

อุปสรรคสำคัญต่อการควบคุมน้ำหนัก

แม้ว่าคนไทยจำนวนมากต้องการลดน้ำหนัก แต่ยังประสบปัญหา เช่น

  • การออกกำลังกายไม่เพียงพอ (59%)
  • การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง ขนมหวาน และเครื่องดื่ม

Mintel ชี้ว่านี่เป็นโอกาสสำหรับแบรนด์ต่าง ๆ ในการส่งเสริมโภชนาการที่สมดุล พร้อมสนับสนุนกิจกรรมการออกกำลังกาย เช่น การจัดแคมเปญหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้

กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายหลัก

รายงานได้ระบุผู้บริโภค 2 กลุ่มสำคัญสำหรับผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนัก:

  1. ผู้ที่ออกกำลังกาย:
    เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงในตลาดอาหารเสริม
  2. ผู้ที่อยากออกกำลังกาย:
    มีแนวโน้มสนใจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

เครื่องดื่มร้อน: แนวโน้มใหม่ในตลาดควบคุมน้ำหนัก

ชาและเครื่องดื่มร้อน ครองส่วนแบ่งตลาดผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนักทั่วโลกถึง 12% โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ได้รับความนิยม Mintel เสนอว่าส่วนผสมเช่น สตีเวีย โปรตีนถั่ว และโครเมียม สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและช่วยควบคุมน้ำหนัก

Phurisa (Ploy) Phagudom นักวิเคราะห์จาก Mintel ระบุว่า เครื่องดื่มทดแทนมื้ออาหาร” อาจเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับแบรนด์ต่าง ๆ เนื่องจากสะดวกสบายและมีคุณค่าทางโภชนาการ

โภชนาการแบบองค์รวม: เทรนด์ที่ตอบโจทย์คนไทย

ผู้บริโภคไทยมากกว่าครึ่งหนึ่งเลือกอาหารที่มีลักษณะดังนี้:

  • แคลอรี่ต่ำ
  • โปรตีนสูง
  • สารอาหารจากพืช
  • ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด

Mintel ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของร่างกาย เช่น การเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ หรือการลดระดับน้ำตาลในเลือด มีความสำคัญมากกว่าการลดน้ำหนักเพื่อความผอมเพรียว

แบรนด์ควรปรับตัวอย่างไร

Mintel แนะนำให้แบรนด์ต่าง ๆ เน้นการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ที่ช่วยย่อยอาหาร เพิ่มความอิ่ม และเหมาะสมกับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย เช่น

  • สร้างสรรค์รสชาติใหม่ เช่น ผลไม้เมืองร้อน
  • เน้นโภชนาการที่ครบถ้วนและสะดวกสำหรับผู้บริโภค

ข้อสรุป

รายงานของ Mintel สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายและโอกาสในการจัดการน้ำหนักของคนไทย แบรนด์ต่าง ๆ สามารถใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงส่งเสริมสุขภาพที่ยั่งยืนผ่านโภชนาการและการออกกำลังกาย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Mintel

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
CULTURE TRAVEL

เทศกาลชิมชา วัฒนธรรมชนเผ่า และของดีดอยแม่สลอง ครั้งที่ 27

สัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมชนเผ่าและชาเลิศรสในงาน “เทศกาลชิมชา วัฒนธรรมชนเผ่า และของดีดอยแม่สลอง ครั้งที่ 27”

องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สลองนอก จังหวัดเชียงราย เชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสความงดงามของศิลปะและวัฒนธรรมชนเผ่าในงาน “เทศกาลชิมชา วัฒนธรรมชนเผ่า และของดีดอยแม่สลอง ครั้งที่ 27” ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2567 – 2 มกราคม 2568 ณ พิพิธภัณฑ์วีรชนอดีตทหารจีนคณะชาติภาคเหนือ ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

ดอยแม่สลอง: เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมชนเผ่าและธรรมชาติ

ดอยแม่สลองถือเป็นพื้นที่สำคัญที่สะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและธรรมชาติอันงดงาม ภูมิประเทศบนยอดเขาสูงที่มีถึง 5 ยอด และระดับความสูงเฉลี่ย 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มอบวิวทิวทัศน์ที่สวยงามตลอดปี พื้นที่รวมกว่า 115.26 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 72,045 ไร่

ในช่วงฤดูหนาว อากาศจะเย็นสบายเป็นพิเศษ โดยอุณหภูมิต่ำสุดอาจลดลงถึง 3 องศาเซลเซียส ซึ่งเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวและเพลิดเพลินกับกิจกรรมภายในงาน

กิจกรรมภายในงานที่ไม่ควรพลาด

  1. การประกวดชาคุณภาพของดอยแม่สลอง
    งานนี้เปิดโอกาสให้ผู้ปลูกชาและผู้ผลิตชาคุณภาพในพื้นที่ได้แสดงศักยภาพผ่านการประกวดชาชั้นนำ
  2. การประกวดธิดาชา
    สาวงามผู้มีความรู้และความสามารถเกี่ยวกับชาและวัฒนธรรมชนเผ่าจะแข่งขันกันในงานนี้
  3. การแข่งขันทำอาหารชนเผ่า
    พบกับอาหารพื้นเมืองที่สะท้อนเอกลักษณ์ของชนเผ่าดอยแม่สลอง
  4. การแสดงชาติพันธุ์ชนเผ่า
    เพลิดเพลินกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากชนเผ่าต่าง ๆ ทั้งการแต่งกาย เสียงเพลง และท่าทางที่เป็นเอกลักษณ์
  5. การประกวดขบวนชาติพันธุ์ชุมชนดอยแม่สลอง
    ชมขบวนแห่ที่สื่อถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันหลากหลาย
  6. นิทรรศการมากมาย
    เรียนรู้ประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาชุมชนผ่านนิทรรศการที่จัดแสดงอย่างสร้างสรรค์

เชียงราย: เมืองสร้างสรรค์ระดับโลก

เชียงรายได้รับการยอมรับในระดับสากลในฐานะเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยได้รับการผลักดันจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ที่มองเห็นศักยภาพในอดีตและอนาคตของพื้นที่นี้

ในปี 2566 เชียงรายต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 6.14 ล้านคน และสร้างรายได้กว่า 46,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ถึงร้อยละ 20-30 และในปี 2567 ตัวเลขนักท่องเที่ยวยังคงเพิ่มขึ้น โดยในเดือนตุลาคมเพียงเดือนเดียวมีผู้เยี่ยมชมแล้วกว่า 4.9 ล้านคน

ปิดท้ายด้วยการสนับสนุนการพัฒนาท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ร่วมมือกับชุมชนในพื้นที่เพื่อส่งเสริมเชียงรายในฐานะอุทยานธรณีโลกที่เน้นการอนุรักษ์ธรรมชาติและวัฒนธรรมไปพร้อมกัน

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • สถานที่จัดงาน: พิพิธภัณฑ์วีรชนอดีตทหารจีนคณะชาติภาคเหนือ ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย
  • วันที่: 28 ธันวาคม 2567 – 2 มกราคม 2568
  • ติดต่อสอบถาม: องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สลองนอก โทร. 053-765129

ร่วมสนุกและสัมผัสวัฒนธรรมอันงดงามได้ในงานนี้!

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ENVIRONMENT

โกโก้ราคาพุ่งทุบสถิติใหม่ ช็อกโกแลตแพง ผู้บริโภครับผลกระทบ

ราคาสูง! โกโก้พุ่งทำสถิติใหม่ ช็อกโกแลตแพงกระทบผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 สื่อบลูมเบิร์กรายงานว่า ราคาสัญญาซื้อขายโกโก้ล่วงหน้า ในตลาดนิวยอร์กพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้นถึง 5.5% แตะที่ 11,925 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน ทุบสถิติเก่าที่ 11,722 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ราคาที่เพิ่มสูงขึ้นเกือบสามเท่าในปีนี้ ส่งผลให้ผู้ผลิตช็อกโกแลตอย่าง Hershey Co. ต้องปรับราคาขึ้น ผู้บริโภคทั่วโลกจึงได้รับผลกระทบจากราคาช็อกโกแลตที่สูงขึ้น

ปัญหาผลผลิตโกโก้จากแอฟริกาตะวันตก

ราคาที่เพิ่มขึ้นเกิดจากปัญหาการเก็บเกี่ยวใน แอฟริกาตะวันตก ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ผลิตโกโก้มากที่สุดในโลก สภาพอากาศที่แปรปรวน เช่น ฝนตกหนักจนท่วมไร่โกโก้ และลมประจำฤดูกาลฮาร์มัตตัน (Harmattan) ที่ทำให้ดินแห้ง ส่งผลให้ผลผลิตโกโก้ลดลงอย่างมาก

ถึงแม้ว่าผลผลิตครอปหลักในฤดูกาลนี้จะค่อนข้างดี แต่การเก็บเกี่ยวครอปกลางซึ่งเริ่มในเดือนเมษายนกลับน่ากังวล นิคโก เดเบนแฮม ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน กล่าวว่า การพยากรณ์ฤดูกาลฮาร์มัตตันและผลกระทบจากสภาพอากาศในประเทศ ไอวอรีโคสต์ และ กาน่า จะทำให้ฤดูกาลปัจจุบันนี้เกิดภาวะอุปทานไม่เพียงพอทั่วโลก

ตลาดโกโก้สั่นคลอน

นักวิเคราะห์จาก ADM Investor Services ระบุว่า การส่งออกโกโก้จากไอวอรีโคสต์แม้ยังดีกว่าปีก่อน แต่เริ่มชะลอตัวในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์นี้สร้างความกังวลเกี่ยวกับการผลิตปีนี้ ที่อาจไม่พอเพียงต่อความต้องการใช้

ผลกระทบยังขยายไปถึงตลาดแลกเปลี่ยนในสหรัฐฯ ซึ่งปริมาณสต็อกโกโก้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดโกโก้ในนิวยอร์กและลอนดอน ราคาที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ยังดึงดูดการปิดสถานะการลงทุนในตลาด เนื่องจากต้นทุนการดำเนินการเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณความสนใจรวม (Open Interest) ในตลาดลดต่ำสุดในรอบ 10 ปี

ผลกระทบต่อผู้บริโภค

ราคาช็อกโกแลตที่สูงขึ้นในปีนี้เริ่มส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภค โดยผู้บริโภคจำนวนมากลดการซื้อช็อกโกแลตเพื่อลดค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ บลูมเบิร์กนิวเอเนอร์จีไฟแนนซ์ (BloombergNEF) รายงานว่า แม้จะเผชิญอุปสรรคด้านราคาสูง แต่ในระยะยาว ความต้องการช็อกโกแลตทั่วโลกจะยังคงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ความคาดหวังในอนาคต

ธนาคารราโบแบงก์คาดการณ์ว่าราคาโกโก้จะเริ่มลดลงในปี 2025 เนื่องจากราคาที่สูงกระตุ้นการผลิตเพิ่มขึ้น และทำให้การบริโภคลดลงในบางกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ความท้าทายด้านการผลิต เช่น โรคพืช และ ค่าจ้างเกษตรกรที่ต่ำ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

การผลิตต้นโกโก้ใหม่ยังต้องใช้เวลา 3-5 ปีเพื่อให้ได้ผลผลิต การปรับตัวของเกษตรกรและนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่นในแอฟริกาตะวันตกจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน

ความยั่งยืนในอุตสาหกรรม

ราคาสูงของโกโก้ในปีนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาความยั่งยืนในอุตสาหกรรมช็อกโกแลต ไม่เพียงแค่ลดผลกระทบจากสภาพอากาศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ให้มีรายได้ที่มั่นคง และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

โอกาสการเติบโตในตลาดโกโก้ยังคงมีอยู่ แต่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : bloomberg

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AUTOMOTIVE

ฮอนด้า-นิสสัน หารือควบรวม ดันยานยนต์ญี่ปุ่นลุยตลาดโลก

ฮอนด้า-นิสสัน หารือการควบรวม หวังฟื้นตัวจากวิกฤต

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 มีรายงานว่าบริษัท ฮอนด้า และ นิสสัน กำลังอยู่ระหว่างการหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการควบรวมกิจการ เพื่อรวมพลังกันฟื้นตัวจากความท้าทายที่ทั้งสองบริษัทกำลังเผชิญอยู่ในตลาดยานยนต์โลกในปัจจุบัน ข้อมูลนี้ได้รับการเปิดเผยโดย Nikkei ซึ่งระบุว่าทั้งสองบริษัทกำลังพิจารณารูปแบบความร่วมมือในอนาคต แต่ยังไม่มีการระบุรายละเอียดหรือกำหนดเวลาที่ชัดเจนสำหรับการตัดสินใจ

ความร่วมมือที่กำลังพัฒนา

ฮอนด้าและนิสสันได้ออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า “เรากำลังสำรวจความเป็นไปได้หลากหลายรูปแบบในการร่วมมือกันในอนาคต โดยใช้จุดแข็งของทั้งสองบริษัท” หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม เราจะประกาศให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทราบในเวลาที่เหมาะสม

รายงานยังชี้ว่า มิตซูบิชิ ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อีกรายหนึ่งของญี่ปุ่น ก็เข้าร่วมอยู่ในวงหารือเบื้องต้นด้วย แม้ว่าจะยังไม่มีการตอบกลับข้อซักถามเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมนี้

ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ฮอนด้าและนิสสันได้ประกาศความร่วมมือด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และในเดือนสิงหาคม ทั้งสองบริษัทได้ประกาศว่าจะร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ แต่การหารือในครั้งนี้อาจขยายความร่วมมือให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับปัญหาที่ทั้งสองบริษัทเผชิญ

ความท้าทายในตลาดจีนและระดับโลก

ตลาดจีนซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นตลาดสำคัญสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติ กำลังกลายเป็นอุปสรรคสำหรับทั้งฮอนด้าและนิสสัน เนื่องจากผู้บริโภคชาวจีนหันไปสนับสนุนแบรนด์ในประเทศที่มีความคุ้มค่ามากกว่า นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริดด้วยมาตรการจูงใจต่าง ๆ

แม้ว่าทั้งฮอนด้าและนิสสันจะมีผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้า แต่ก็ยังตามหลังแบรนด์จีนอย่าง BYD ซึ่งมีเทคโนโลยีล้ำหน้ากว่าและราคาถูกกว่า

ปัญหาภายในของนิสสัน

นิสสันยังคงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่อดีตซีอีโอ คาร์ลอส กอส์น หลบหนีข้อหาการทุจริตทางการเงินในปี 2018 ส่งผลให้พันธมิตรระหว่างนิสสัน เรโนลต์ และมิตซูบิชิ สั่นคลอนลง และในปีล่าสุด เรโนลต์ได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นในนิสสันลงอย่างมาก ทำให้นิสสันต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น

ในช่วงเดือนมีนาคมถึงกันยายนของปีนี้ นิสสันรายงานว่ารายได้จากการดำเนินงานลดลงถึง 90% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ความท้าทายของฮอนด้า

ในขณะเดียวกัน ฮอนด้า ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่านิสสันถึง 5 เท่า ก็เผชิญกับปัญหาในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตรถยนต์ปลอดการปล่อยมลพิษในตลาดใหญ่ภายในปี 2040 แม้ว่าบริษัทจะตั้งเป้าหมายนี้ไว้ แต่ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ และยุโรปยังคงต่ำเนื่องจากราคาน้ำมันยังค่อนข้างต่ำ โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จยังไม่เพียงพอ และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น

แนวทางการรวมพลัง

ความร่วมมือระหว่างฮอนด้า นิสสัน และอาจรวมถึงมิตซูบิชิ มีแนวโน้มช่วยให้บริษัทเหล่านี้รับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในปัจจุบัน ความเป็นไปได้ของการรวมตัวกันนี้อาจนำไปสู่การพัฒนารถยนต์ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

โครงการความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทสำคัญของญี่ปุ่นในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ซึ่งความคืบหน้าในครั้งนี้น่าจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ญี่ปุ่นในตลาดโลก

การหารือดังกล่าวยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น และต้องรอติดตามความคืบหน้าจากทั้งสามบริษัทเกี่ยวกับทิศทางในอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : cnn

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE