Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายสั่งเร่งแก้ไฟป่า PM2.5 เปิดคลินิกมลพิษออนไลน์

รองผู้ว่าฯ เชียงรายเร่งแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ย้ำตรวจสอบจุดความร้อน พร้อมหามาตรการแก้ไข

เชียงราย, 26 กุมภาพันธ์ 2568 – รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเผยว่าผู้ว่าราชการจังหวัดได้เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งตรวจสอบจุดความร้อนที่เกิดขึ้นเพื่อหาสาเหตุและแนวทางแก้ไข

ศูนย์ปฏิบัติการฯ เร่งหารือแนวทางแก้ปัญหา

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ศูนย์ปฏิบัติการหมอกควันไฟป่าและ PM2.5 จังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามและรายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมา

มาตรการเร่งด่วน 4 ข้อ แก้ไขปัญหาหมอกควัน

รองผู้ว่าฯ เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงรายได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการหมอกควันไฟป่าและ PM2.5 ไปเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้มอบหมายมาตรการเร่งด่วน 4 ข้อ ได้แก่

  1. ประชาสัมพันธ์กฎหมายห้ามเผาในที่โล่ง – แจ้งโทษและข้อกฎหมายให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง
  2. ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง – บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหารือแนวทางแก้ไขปัญหา
  3. เพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ – หากค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ให้ฉีดพ่นละอองน้ำและดำเนินมาตรการอื่น โดยเฉพาะใน อำเภอแม่สาย
  4. ตรวจสอบจุดความร้อน – หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเข้าตรวจสอบจุดที่เกิดไฟป่า ค้นหาตัวผู้กระทำผิด และดำเนินคดีทางกฎหมาย

คลินิกมลพิษอำนวยความสะดวกประชาชน

ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ขยายบริการ คลินิกมลพิษทางอากาศ ผ่านระบบ หมอพร้อม” โดยประชาชนสามารถนัดหมายออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันหรือ Line OA ของหมอพร้อม เพื่อเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป 106 แห่งทั่วประเทศ รวมถึง โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ และโรงพยาบาลแม่สาย

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จุดความร้อนสะสม (Hotspot) ในจังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 25 กุมภาพันธ์ 2568 อยู่ที่ 320 จุด (ข้อมูลจาก GISTDA)
  • คุณภาพอากาศ (AQI) เฉลี่ยในเชียงราย วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 อยู่ที่ 162 (ระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ) (ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ)
  • อัตราผู้ป่วยจากปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เข้ารับบริการคลินิกมลพิษที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เดือนกุมภาพันธ์ 2568 มี เพิ่มขึ้น 35% เทียบกับเดือนก่อนหน้า

ประชาชนที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ PM2.5 สามารถติดต่อ สายด่วนกรมอนามัย 1478 และ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง

FAQs คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาหมอกควันและไฟป่า

  1. ทำไมภาคเหนือถึงเกิดไฟป่าและหมอกควันบ่อยในช่วงต้นปี?
    • สาเหตุหลักมาจาก การเผาป่าเพื่อหาของป่าและทำเกษตร รวมถึงลักษณะภูมิอากาศที่เอื้อต่อการสะสมของฝุ่น
  2. การเผาป่าในเชียงรายผิดกฎหมายหรือไม่?
    • ผิดกฎหมาย โดยผู้ฝ่าฝืนอาจถูก จำคุกสูงสุด 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท
  3. ค่าฝุ่น PM2.5 ที่อันตรายต่อสุขภาพคือระดับใด?
    • หากเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถือว่าเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
  4. มีวิธีป้องกันฝุ่น PM2.5 อย่างไรบ้าง?
    • สวมหน้ากาก N95, หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง และเปิดเครื่องฟอกอากาศในบ้าน
  5. จะตรวจสอบคุณภาพอากาศในเชียงรายได้จากที่ไหน?
    • สามารถติดตามได้ที่ แอป Air4Thai, เว็บไซต์กรมควบคุมมลพิษ, และ GISTDA

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

กองทัพภาค 3 พัฒนาแหล่งน้ำ! แก้ภัยแล้ง-น้ำท่วม ป่าแดด

แม่ทัพภาค 3 ลุยป่าแดด! แก้ภัยแล้ง-น้ำท่วม สร้างความมั่นคง

เชียงราย, 25 กุมภาพันธ์ 2568 – แม่ทัพภาคที่ 3 ลงพื้นที่ติดตามโครงการปรับปรุงแหล่งน้ำใน อ.ป่าแดด

พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามความคืบหน้า “โครงการปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำ” ณ พื้นที่สาธารณะประโยชน์ หลงช้างตาย อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างกองทัพบกและมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมุ่งแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนตามแนวคิดที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วม โดยคำนึงถึงลักษณะภูมิสังคมและความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในพื้นที่

ประชาชนมีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตร

โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2559 และได้แสดงผลสำเร็จที่ชัดเจนในการลดปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือของไทย ซึ่งในอดีตเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง การดำเนินงานเน้นการพัฒนาระบบน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนมีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตร โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่มักสร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร

ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำ

สำหรับปีงบประมาณ 2567 กองทัพภาคที่ 3 ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการปรับปรุงแหล่งน้ำใน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย 9 โครงการ, จังหวัดพะเยา 4 โครงการ, จังหวัดลำพูน 2 โครงการ, จังหวัดขอนแก่น 6 โครงการ และจังหวัดชัยภูมิ 10 โครงการ รวมทั้งสิ้น 31 โครงการ การดำเนินงานเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 และมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2568 โดยมีการขุดดินทั้งหมด 3,058,018 ลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้ประชาชน 18,436 ครัวเรือน และพื้นที่เกษตรกรรม 1,507,515 ไร่ ได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โครงการนี้ไม่เพียงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำ แต่ยังเพิ่มความมั่นคงในชีวิตและรายได้ให้แก่ชุมชนเกษตรกรในระยะยาว

หน่วยทหารช่าง

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้ตรวจสอบการทำงานของหน่วยทหารช่าง ซึ่งกองทัพภาคที่ 3 ได้มอบหมายให้หน่วยต่าง ๆ เข้าร่วมปฏิบัติงาน ประกอบด้วย กองพลพัฒนาที่ 3, กรมทหารช่างที่ 3, กองพันทหารช่างที่ 302 กรมทหารช่างที่ 3, กองพันทหารช่างที่ 4 กองพลทหารราบที่ 4 และกองพันทหารช่างที่ 8 กองพลทหารม้าที่ 1 หน่วยเหล่านี้ได้จัดกำลังพลและยุทโธปกรณ์เข้าปรับปรุงแหล่งน้ำอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้โครงการแล้วเสร็จตามกำหนดและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

การตอบรับอย่างดีจากชุมชน

นอกจากการติดตามความคืบหน้าโครงการแล้ว พลโท กิตติพงษ์ ยังได้มอบถุงยังชีพที่มีเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน พร้อมมอบอุปกรณ์กีฬาให้กับโรงเรียนในชุมชน เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนในท้องถิ่น อีกทั้งยังได้เยี่ยมชมและให้กำลังใจแก่กำลังพลจากหน่วยทหารที่จัดตั้งจุดบริการเคลื่อนที่ในพื้นที่ โดยมีทั้งการซ่อมรถยนต์, เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง, บริการตัดผม และการให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชน ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากชุมชน


ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต

อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญปัญหาการจัดการน้ำมาอย่างยาวนาน เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มสลับกับเนินเขา และมีแม่น้ำพุงไหลผ่าน ซึ่งในอดีตมักเกิดน้ำท่วมในฤดูฝนและขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง โครงการปรับปรุงแหล่งน้ำในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาน้ำในการเพาะปลูกพืชผล เช่น ข้าว, ข้าวโพด, ถั่วลิสง และลำไย ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของพื้นที่


มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงด้านน้ำและเศรษฐกิจฐานราก

การดำเนินงานของกองทัพภาคที่ 3 และมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ถือเป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและชุมชนในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงด้านน้ำและเศรษฐกิจฐานรากให้แก่ประชาชนในเขตชนบท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาท้องถิ่นและการเกษตรอย่างทั่วถึง

ในระหว่างการลงพื้นที่ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลและรักษาแหล่งน้ำที่ได้รับการปรับปรุง เพื่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว พร้อมทั้งยืนยันว่ากองทัพบกจะยังคงเดินหน้าสนับสนุนโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่มักถูกละเลยจากการพัฒนาในอดีต

โครงการนี้ยังสะท้อนถึงความพยายามในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำฝนและความถี่ของภัยพิบัติในประเทศไทย โดยการฟื้นฟูแหล่งน้ำจะช่วยเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝน และกระจายน้ำไปยังพื้นที่เกษตรในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต

สถิติที่เกี่ยวข้อง:

  • จากรายงานของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ปี 2567 พบว่า พื้นที่เกษตรกรรมในจังหวัดเชียงรายได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเฉลี่ย 20-30% ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในอำเภอป่าแดดที่มีประชากรราว 6,494 คน (ข้อมูลจากเทศบาลตำบลป่าแดด ปี 2561) และพึ่งพาการเกษตรเป็นหลัก
  • ข้อมูลจากมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ระบุว่า โครงการปรับปรุงแหล่งน้ำตั้งแต่ปี 2559 ได้ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บทั่วประเทศกว่า 150 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลดีต่อครัวเรือนกว่า 500,000 ครัวเรือน (ที่มา: รายงานประจำปี 2566 มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายคุมเข้ม สั่งทุกภาคส่วน “หยุดเผา” ป้องกันฝุ่น PM2.5

เชียงรายเดินหน้าป้องกันไฟป่าและหมอกควัน เน้นย้ำมาตรการ ‘หยุดเผา เพื่อคุณ เพื่อเรา’

ประเทศไทย, 24 กุมภาพันธ์ 2568 – นายบุญส่ง ตินารี นายอำเภอเมืองเชียงราย กำชับให้ทุกภาคส่วนในพื้นที่ดำเนินการตามข้อสั่งการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของการเผาป่าและการเผาในที่โล่ง ภายใต้แคมเปญ ‘หยุดเผา เพื่อคุณ เพื่อเรา’

มาตรการป้องกันและแนวทางปฏิบัติ

นายอำเภอเมืองเชียงรายได้สั่งการให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติตามแนวทางของจังหวัดเชียงราย อย่างเคร่งครัด โดยมุ่งเน้นมาตรการเชิงรุกในทุกตำบลเพื่อป้องกันการเกิดไฟป่าและหมอกควัน

ผลการดำเนินงานในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย

  1. การสร้างแนวกันไฟป่าในหมู่บ้านชุมชน
  • บ้านห้วยทรายขาว และบ้านศิริราษฎร์ ตำบลแม่ยาว – ผู้ใหญ่บ้านและประชาชนร่วมกันจัดทำแนวกันไฟภายในป่าชุมชน เพื่อป้องกันการเกิดไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง
  • บ้านปางกอก ตำบลแม่กรณ์ – หน่วยจัดการต้นน้ำแม่ส้าน หน่วยควบคุมไฟป่าลำน้ำกก และเจ้าหน้าที่ป้องกันอุทยานฯ ร่วมกันสร้างแนวกันไฟระยะทาง 6 กิโลเมตร
  • บ้านใหม่ ตำบลแม่กรณ์ – คณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ร่วมกับประชาชนและเจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าลำน้ำกกเชียงราย พัฒนาแนวกันไฟบริเวณ หนองช้างคตฝั่งตะวันออก
  • บ้านหัวดอย ตำบลท่าสาย – ประชาชนและเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ร่วมทำแนวกันไฟ ในป่าชุมชนและพื้นที่ดอยปุย เพื่อป้องกันไฟป่าลุกลาม

การรณรงค์เชิงรุกและมาตรการเสริม

อำเภอเมืองเชียงรายมีแผนดำเนินการ รณรงค์และประชาสัมพันธ์มาตรการห้ามเผาอย่างเข้มงวด โดยออกคำสั่งห้ามเผาในที่โล่ง เป็นเวลา 92 วัน (1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568) พร้อมเน้นย้ำบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน

  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามและเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย
  • ตั้งจุดตรวจและเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง
  • กระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแจ้งเบาะแส

สถิติที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ไฟป่าเชียงราย

  • พื้นที่ไฟป่าในเชียงรายปี 2567: มากกว่า 5,800 ไร่ (ที่มา: กรมป่าไม้)
  • จุดความร้อน (Hotspot) ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568: ตรวจพบ กว่า 150 จุด (ที่มา: GISTDA)
  • ค่า PM2.5 เฉลี่ยในเชียงรายปี 2567: สูงสุดที่ 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินค่ามาตรฐาน WHO (ที่มา: กรมควบคุมมลพิษ)
  • การดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืนมาตรการห้ามเผาในปี 2567: มากกว่า 250 ราย ถูกดำเนินคดี (ที่มา: สำนักงานตำรวจแห่งชาติ)
  • ระยะเวลาห้ามเผาในที่โล่ง: 92 วัน (1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568) (ที่มา: จังหวัดเชียงราย)

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

  1. ทำไมต้องห้ามเผาในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม?
    ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นฤดูแล้งที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดไฟป่าและหมอกควัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม
  2. หากพบเห็นการเผาป่าหรือการเผาในที่โล่งต้องแจ้งที่ไหน?
    สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย หรือสายด่วน 1784
  3. บทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเผาคืออะไร?
    ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกปรับสูงสุด 50,000 บาท หรือจำคุก ไม่เกิน 1 ปี ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันไฟป่า
  4. การทำแนวกันไฟช่วยลดปัญหาไฟป่าได้อย่างไร?
    แนวกันไฟช่วยป้องกันไม่ให้ไฟป่าลุกลามไปยังพื้นที่อื่น และช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมไฟป่าได้ง่ายขึ้น
  5. ประชาชนสามารถช่วยลดปัญหาหมอกควันได้อย่างไร?
    สามารถมีส่วนร่วมโดย ไม่เผาขยะหรือเศษวัสดุทางการเกษตร และสนับสนุนการใช้วิธีการกำจัดเศษวัสดุทางเลือก เช่น การทำปุ๋ยหมัก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเมืองสุขภาพ! ม.แม่ฟ้าหลวงร่วมพัฒนา สู่ต้นแบบแม่กำปอง

พช.เชียงราย ผนึกกำลังมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เดินหน้าโครงการ Chiang Rai Wellness City ผลักดันเชียงรายสู่เมืองแห่งสุขภาพ

เชียงราย, 22 กุมภาพันธ์ 2568 – มุ่งส่งเสริมสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างต้นแบบชุมชนสุขภาวะยั่งยืน

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2568 สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย (พช.เชียงราย) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จัดกิจกรรมภายใต้โครงการ พัฒนาเชียงรายให้เป็นเมืองแห่งสุขภาพ (Chiang Rai Wellness City)บ้านไร่กองขิง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นางอำไพ บัวระดก พัฒนาการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ทีมวิทยากรจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และผู้นำชุมชนจากอำเภอเมืองเชียงราย เข้าร่วม

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อ พัฒนาเชียงรายให้เป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะ โดยนำแนวทางของ บ้านแม่กำปอง ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ประสบความสำเร็จมาเป็นแนวทางในการพัฒนาเชียงราย ให้เป็นเมืองที่มีความสมดุลระหว่างวิถีชีวิตชุมชน วัฒนธรรม และการดูแลสุขภาพ

กิจกรรมสร้างสรรค์เชิงสุขภาพและวัฒนธรรม มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน

ภายในงาน มีกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับสุขภาพและวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ ประชาชนบ้านป่าอ้อ หมู่ที่ 11 ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมืองเชียงราย และประชาชนบ้านถ้ำผาตอง หมู่ที่ 6 ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ได้แก่

กิจกรรมเพ้นท์แก้วดินเผาโบราณ

  • สร้างสรรค์งานศิลปะบนเครื่องปั้นดินเผาตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ส่งเสริมให้ชุมชนสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว
  • กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

กิจกรรมทำลูกประคบสมุนไพร

  • ถ่ายทอดความรู้เรื่องสรรพคุณของสมุนไพรไทยในการบำบัดรักษาสุขภาพ
  • ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • สร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับชุมชนผ่านการแปรรูปสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ

กิจกรรมเชิงสุขภาพและวัฒนธรรมสำหรับนักท่องเที่ยว

  • สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแบบองค์รวม เช่น การนวดแผนไทย อาหารพื้นเมืองเพื่อสุขภาพ และโยคะสมาธิ
  • ผสมผสานวิถีชุมชนเข้ากับกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาวะ เพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่มีคุณค่าแก่ผู้มาเยือน
  • ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มองหาการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

Chiang Rai Wellness City แนวคิดสู่การพัฒนาเมืองแห่งสุขภาพแบบยั่งยืน

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “Chiang Rai Wellness City” ซึ่งมุ่งเน้นให้เชียงรายเป็น เมืองแห่งสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ โดยอาศัยจุดแข็งของพื้นที่ ได้แก่

  • ภูมิประเทศที่มีธรรมชาติสมบูรณ์
  • วัฒนธรรมล้านนาที่เป็นเอกลักษณ์
  • วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและเหมาะกับการพักผ่อนฟื้นฟูสุขภาพ
  • ทรัพยากรสมุนไพรที่หลากหลาย สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

นางอำไพ บัวระดก พัฒนาการจังหวัดเชียงราย กล่าวถึงแนวทางในการขับเคลื่อนโครงการนี้ว่า

การพัฒนาเชียงรายให้เป็นเมืองแห่งสุขภาพไม่ใช่เพียงแค่การส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่คือการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อให้คนในพื้นที่ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราต้องการให้ประชาชนเข้าถึงการดูแลสุขภาพในรูปแบบที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตล้านนา ควบคู่ไปกับการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตผ่านแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ”

เชียงรายมุ่งสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับนานาชาติ

เชียงรายถือเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงในการเป็น ศูนย์กลางด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะในระดับนานาชาติ เนื่องจาก

  • เป็นเมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบจาก UNESCO
  • มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะแก่การฟื้นฟูสุขภาพ เช่น บ่อน้ำพุร้อน เชียงราย เทอราพี รีสอร์ท และเส้นทางท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ
  • เป็นศูนย์กลางการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรล้านนา
  • มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพและสมุนไพร

ทั้งนี้ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีแผนผลักดันเชียงรายให้เข้าสู่เครือข่ายเมืองสุขภาพระดับโลก (Global Wellness Cities) ในอนาคต

สรุปผลสำเร็จของโครงการ และแนวทางในอนาคต

  • กิจกรรมภายใต้โครงการ Chiang Rai Wellness City ได้รับความสนใจจากประชาชนและผู้นำชุมชนอย่างกว้างขวาง
  • การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนผ่านผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจะเป็นศูนย์กลางในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสมุนไพรท้องถิ่น
  • มีแผนต่อยอดความร่วมมือกับภาคเอกชนในการส่งเสริมสินค้าสุขภาพจากเชียงรายไปสู่ตลาดต่างประเทศ

โครงการนี้ถือเป็น จุดเริ่มต้นที่สำคัญ ในการทำให้เชียงรายกลายเป็น เมืองแห่งสุขภาพที่สมบูรณ์แบบ” ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเชียงราย และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

พายุพัดถล่ม เวียงเชียงรุ้ง บ้านเรือนเสียหาย 130 หลัง

อำเภอเวียงเชียงรุ้ง เร่งสำรวจความเสียหายและช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัย หลังพายุฝนถล่มกว่า 130 หลังคาเรือน

เชียงราย, 22 กุมภาพันธ์ 2568 – เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน เร่งฟื้นฟูความเสียหาย

วันนี้ (22 กุมภาพันธ์ 2568) เวลา 08.30 น. นางสาวมินทิรา ภดาประสงค์ นายอำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย นำทีมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายจากพายุฝนที่พัดถล่มเมื่อคืนวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนประชาชนในหลายพื้นที่ของอำเภอเวียงเชียงรุ้ง โดยเฉพาะ ตำบลป่าซางและตำบลทุ่งก่อ

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ มี ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน (อส.) นายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าซาง เจ้าหน้าที่กองช่าง สมาชิกสภาจังหวัดเชียงรายในพื้นที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขตเชียงของ ร่วมลงพื้นที่เพื่อสำรวจและประเมินความเสียหาย รวมถึงให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด

จากรายงานเบื้องต้น พบว่ามีบ้านเรือนได้รับความเสียหายรวมกว่า 130 หลังคาเรือน แบ่งเป็น

  • ตำบลทุ่งก่อ
    • หมู่ที่ 2 จำนวน 6 หลัง
    • หมู่ที่ 3 จำนวน 1 หลัง
  • ตำบลป่าซาง
    • หมู่ที่ 8 จำนวน 112 หลัง
    • หมู่ที่ 12 จำนวน 4 หลัง
    • หมู่ที่ 13 จำนวน 3 หลัง
    • หมู่ที่ 14 จำนวน 4 หลัง

เร่งฟื้นฟูบ้านเรือนประชาชน แจกจ่ายวัสดุก่อสร้างช่วยเหลือผู้เดือดร้อน

ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน เวลา 17.00 น. นางสาวมินทิรา ภดาประสงค์ มอบหมายให้นายพัฒนเศรษฐ์ เหมืองหม้อ ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง ประสานความร่วมมือกับ องค์การบริหารส่วนตำบลป่าซาง กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ดำเนินการ แจกจ่ายกระเบื้องมุงหลังคาให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากพายุในพื้นที่หมู่ที่ 5 หมู่ที่ 8 และหมู่ที่ 14 ตำบลป่าซาง รวมทั้งสิ้น 140 หลังคาเรือน

นายพัฒนเศรษฐ์ เปิดเผยว่า การให้ความช่วยเหลือครั้งนี้เป็นการดำเนินการเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนสามารถซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกัน ทางอำเภอเวียงเชียงรุ้งกำลังประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์เพิ่มเติม รวมถึงเตรียมจัดกำลังเจ้าหน้าที่และจิตอาสาเข้าช่วยเหลือการซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

“ตอนนี้เราได้ลงพื้นที่สำรวจครบถ้วนแล้ว และกำลังดำเนินการแจกจ่ายวัสดุซ่อมแซมบ้านเรือนให้แก่ผู้ประสบภัย ในส่วนของบ้านที่เสียหายหนัก จะมีการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าช่วยเหลือในระยะยาว” นายพัฒนเศรษฐ์ กล่าว

สภาพอากาศยังน่ากังวล ทางการเตือนประชาชนเฝ้าระวังพายุรอบใหม่

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย รายงานว่า พื้นที่ภาคเหนือตอนบน รวมถึงจังหวัดเชียงราย ยังคงมีแนวโน้มเผชิญพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อบ้านเรือนประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานของชุมชนในพื้นที่สูง

ทางด้าน กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่า ตั้งแต่วันที่ 25-28 กุมภาพันธ์ 2568 จะมีแนวปะทะของมวลอากาศเย็นจากประเทศจีน เคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศไทยตอนบน ส่งผลให้มีฝนตกหนักบางพื้นที่ และอาจเกิดลมกระโชกแรง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน

ทางจังหวัดเชียงราย ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับพายุฤดูร้อนที่อาจเกิดขึ้นได้อีก

แผนช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระยะยาว

นางสาวมินทิรา ภดาประสงค์ นายอำเภอเวียงเชียงรุ้ง เปิดเผยว่า อำเภอมีแผนช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระยะยาว โดยประสานกับหน่วยงานต่างๆ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และภาคเอกชน เพื่อระดมทรัพยากรในการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

มาตรการหลักที่กำลังดำเนินการ ได้แก่

  • การสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม เพื่อประเมินจำนวนครัวเรือนที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน
  • การแจกจ่ายวัสดุก่อสร้างเพิ่มเติม เช่น ไม้ฝา กระเบื้องมุงหลังคา และอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้าน
  • การสนับสนุนด้านการเงินแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ผ่านกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย
  • การจัดเตรียมแผนรับมือภัยพิบัติในอนาคต โดยร่วมมือกับหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยา และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

พายุผ่านไป แต่กำลังใจยังอยู่” – ชาวเวียงเชียงรุ้งร่วมมือฟื้นฟูบ้านเรือน

แม้ว่าพายุจะสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนกว่า 130 หลังคาเรือน แต่ประชาชนในพื้นที่ยังคงมีกำลังใจดี และพร้อมที่จะร่วมมือกับภาครัฐในการฟื้นฟูบ้านเรือนของตนเอง

นายมนตรี แซ่ลิ้ม ชาวบ้านตำบลป่าซาง หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากพายุ กล่าวว่า แม้บ้านของตนจะได้รับความเสียหายบางส่วน แต่ยังรู้สึกดีใจที่ได้รับความช่วยเหลือจากทางอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรวดเร็ว

“เมื่อคืนพายุแรงมากครับ หลังคาบ้านปลิวไปเกือบครึ่ง แต่วันนี้ทางเจ้าหน้าที่ก็รีบเข้ามาสำรวจและเอากระเบื้องมาให้ ช่วยกันคนละไม้ละมือ ซ่อมแซมกันไป ก็คงจะกลับมาอยู่ได้ในเร็วๆ นี้” นายมนตรี กล่าว

สรุปสถานการณ์โดยรวม

  • บ้านเรือนเสียหายกว่า 130 หลังคาเรือน ในตำบลป่าซางและตำบลทุ่งก่อ
  • เจ้าหน้าที่เร่งแจกจ่ายวัสดุก่อสร้างให้ผู้ได้รับผลกระทบ
  • เตือนประชาชนเฝ้าระวังพายุรอบใหม่ ในช่วง 25-28 กุมภาพันธ์
  • แผนช่วยเหลือในระยะยาวมุ่งเน้นการฟื้นฟูบ้านเรือน และสนับสนุนกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย

เจ้าหน้าที่จะยังคงเดินหน้าฟื้นฟูและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่า ชุมชนในอำเภอเวียงเชียงรุ้งจะกลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็วที่สุด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเปิดแล้ว ศูนย์สินค้า TRADER CHIANGRAI ดันสินค้าท้องถิ่นสู่สากล

เชียงรายเปิดศูนย์ TRADER CHIANGRAI ดันสินค้าโลคอลสู่ตลาดสากล

เชียงราย, 21 กุมภาพันธ์ 2568 – จังหวัดเชียงรายเปิดศูนย์ TRADER CHIANGRAI อย่างเป็นทางการ ณ Welcome to Chiang Rai Shop อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมและจำหน่ายสินค้า พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการท้องถิ่นขยายตลาดสู่ระดับสากล

พิธีเปิดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมี นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้แทนจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย บริษัท เวลคัม ทู เชียงราย จำกัด หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการสินค้าท้องถิ่น เข้าร่วมงานเพื่อแสดงศักยภาพของสินค้าเชียงรายในตลาดระดับประเทศและต่างประเทศ

ศูนย์ TRADER CHIANGRAI ตั้งอยู่ในอาคารพาณิชย์ ฝั่งตรงข้ามปั๊ม ปตท. อำเภอเชียงแสน มีเป้าหมายเป็นศูนย์กลางรวบรวมและกระจายสินค้าท้องถิ่นจากผู้ประกอบการรายย่อยที่มีคุณภาพแต่ขาดโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหญ่ โดยจะเป็นช่องทางเชื่อมโยงให้สินค้าเชียงรายสามารถเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ และเพิ่มโอกาสให้กับสินค้าท้องถิ่นให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล

เชียงราย: ศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสินค้าเกษตรคุณภาพ

จังหวัดเชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ประเพณี และทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางของสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพสูง และเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยสินค้าสำคัญของเชียงรายที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) ได้แก่:

  • กาแฟดอยช้าง และกาแฟดอยตุง – กาแฟคุณภาพระดับพรีเมียมที่ปลูกในพื้นที่สูงของเชียงราย ได้รับการยอมรับในระดับโลก
  • สับปะรดนางแล – ผลไม้ที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ของเชียงราย
  • ข้าวก่ำล้านนา – ข้าวเหนียวดำที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง
  • ชาเชียงราย – ชาคุณภาพเยี่ยมจากไร่ชาเชียงรายที่ส่งออกไปหลายประเทศ

นอกจากนี้ เชียงรายยังมีสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากการเกษตร งานหัตถกรรม และของที่ระลึกที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมล้านนาและเอกลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

TRADER CHIANGRAI: ศูนย์กลางเชื่อมโยงสินค้าโลคอลสู่ตลาดโลก

การเปิดศูนย์ TRADER CHIANGRAI ถือเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่ช่วยให้สินค้าจากท้องถิ่นเข้าถึงตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ ได้แก่:

  1. เพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายย่อย – สนับสนุนให้สินค้าท้องถิ่นสามารถเข้าสู่ระบบตลาดที่กว้างขึ้น
  2. สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงการค้า – ทำงานร่วมกับตัวแทนจำหน่าย ร้านค้า และห้างสรรพสินค้าในต่างประเทศ เพื่อขยายตลาดให้กับสินค้าเชียงราย
  3. ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน – กระตุ้นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ผลิตในจังหวัดเชียงราย

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย และ บริษัท เวลคัม ทู เชียงราย จำกัด ซึ่งได้ร่วมมือกันผลักดันการดำเนินการให้เกิดเป็นศูนย์กลางรวบรวมสินค้าอย่างเป็นระบบ และขยายโอกาสให้ผู้ผลิตในท้องถิ่นสามารถส่งออกสินค้าสู่ตลาดต่างประเทศได้โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง

กลยุทธ์ขยายตลาดผ่านเครือข่ายพันธมิตรระหว่างประเทศ

นอกจากการเป็นศูนย์กระจายสินค้าในประเทศแล้ว TRADER CHIANGRAI ยังมุ่งเน้นไปที่การสร้างเครือข่ายพันธมิตรในระดับนานาชาติ โดยจะเชื่อมโยงกับ:

  • ผู้จัดจำหน่ายในต่างประเทศ เพื่อส่งออกสินค้าเชียงรายสู่ตลาดที่มีศักยภาพ เช่น จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป
  • แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น Alibaba, Shopee, Lazada, Amazon เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเชียงรายให้เข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลก
  • ร้านค้าปลอดภาษี (Duty-Free) และร้านค้าสินค้าพรีเมียม ในสนามบินและแหล่งท่องเที่ยวหลักของประเทศ

แนวทางนี้จะช่วยให้สินค้าจากจังหวัดเชียงรายได้รับการโปรโมตและเป็นที่รู้จักในระดับสากล พร้อมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น

โอกาสทางเศรษฐกิจจากการพัฒนาเชียงรายเป็นศูนย์กลางการค้า

การพัฒนา TRADER CHIANGRAI เกิดขึ้นในช่วงที่เชียงรายกำลังได้รับการผลักดันให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคเหนือ โดยเฉพาะการเป็น ศูนย์กลางการค้าในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ซึ่งมีศักยภาพสูงในการเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เมียนมา และจีน

เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีทำเลเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เป็นจุดผ่านแดนสำคัญที่สามารถใช้เป็นเส้นทางโลจิสติกส์สำหรับการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางจากเชียงรายไปยัง สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีความต้องการสินค้าคุณภาพสูงจากไทย

เชียงรายก้าวสู่อนาคตด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ศูนย์ TRADER CHIANGRAI เป็นโครงการที่สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของจังหวัดเชียงรายในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยใช้ทรัพยากรท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมกับการพัฒนาเครือข่ายการค้าและการตลาดที่เข้มแข็ง

การเปิดตัวศูนย์ฯ ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมสินค้าเชียงรายให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก พร้อมกับสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในระยะยาว

สรุป

  • TRADER CHIANGRAI เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ Welcome to Chiang Rai Shop อำเภอเชียงแสน
  • มีเป้าหมายเป็นศูนย์กลางรวบรวมและกระจายสินค้าเชียงรายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  • สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย และเชื่อมโยงกับเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายระดับสากล
  • ใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซและพันธมิตรด้านการค้าเพื่อส่งออกสินค้าเชียงรายสู่ตลาดโลก
  • เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเชียงรายให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการค้าชายแดนที่สำคัญของไทย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
SOCIETY & POLITICS

ไทย-ลาว จับมือแน่น ปราบแก๊งคอลฯ-ยาเสพติด

ไทย-ลาวกระชับความร่วมมือ ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ยาเสพติด พร้อมขยายการค้าสู่ 11,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2027

เชียงราย, 20 กุมภาพันธ์ 2568 – นายกรัฐมนตรีไทยและลาวเห็นพ้องขยายความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมในโอกาสเฉลิมฉลอง 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต พร้อมตั้งเป้าขยายการค้าทวิภาคีแตะ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2027

ผู้นำไทย-ลาวหารือ ย้ำกระชับความสัมพันธ์ในทุกมิติ

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์ 2568) เวลา 10.15 น. ณ สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย ให้การต้อนรับนายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

ภายหลังตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ นายกรัฐมนตรีทั้งสองเดินเข้าสู่ตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อหารือเบื้องต้นและลงนามในสมุดเยี่ยม ก่อนเข้าหารืออย่างเป็นทางการ ณ ตึกภักดีบดินทร์ โดยมีคณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศเข้าร่วม

ความมั่นคงชายแดน: จับมือสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ

หนึ่งในประเด็นหลักของการหารือคือความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์

ปราบปรามยาเสพติดร่วมกัน

ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องว่าจำเป็นต้องเร่งปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดบริเวณชายแดน โดยไทยเสนอแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การขยายผลการสืบสวน และการสนับสนุนโครงการชุมชนปลอดยาเสพติดผ่านการปลูกพืชทดแทน

กวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ไทยและลาวต่างให้ความสำคัญกับการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ โดยไทยเสนอให้ลาวแต่งตั้งหน่วยงานหลักเพื่อทำงานร่วมกับศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายกรัฐมนตรีไทยชื่นชมปฏิบัติการของทางการลาวในการกวาดล้างขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ในแขวงบ่อแก้วเมื่อปีที่ผ่านมา และเสนอแนวทางการป้องกันการใช้ทรัพยากรของทั้งสองประเทศในทางที่ผิด

ปัญหาหมอกควันข้ามแดน: เร่งขยายความร่วมมือแก้ไขไฟป่า

ผู้นำไทย-ลาวเห็นพ้องว่าปัญหาหมอกควันข้ามแดนต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยนายกรัฐมนตรีลาวชื่นชมไทยที่สนับสนุนอุปกรณ์ตรวจสอบจุดความร้อน ส่งผลให้จำนวนจุดความร้อนและระดับหมอกควันในพื้นที่ลดลง

ไทยเสนอให้มีการตั้งห้องปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันร่วมกัน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีจาก GISTDA ของไทยในการตรวจวัดคุณภาพอากาศและแจ้งเตือนล่วงหน้า

เป้าหมายการค้าทวิภาคี 11,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2027

ขยายโอกาสทางการค้าและโลจิสติกส์

ไทยและลาวตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันจาก 8,000 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบันเป็น 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2027 โดยเน้นย้ำการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและลดอุปสรรคทางการค้า

นายกรัฐมนตรีไทยขอบคุณลาวที่ช่วยแก้ปัญหาการขนส่งสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ขณะที่นายกรัฐมนตรีลาวย้ำความร่วมมือในการลดปัญหาการเผาในภาคเกษตรที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม

โลจิสติกส์: เชื่อมไทย-ลาว-จีน เสริมเศรษฐกิจภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีลาวยินดีกับความคืบหน้าการก่อสร้าง สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) ซึ่งจะมีการเชื่อมกึ่งกลางสะพานเร็ว ๆ นี้ และคาดว่าจะเปิดใช้งานปลายปีนี้

ไทยยังเสนอแนวทางพัฒนาเส้นทางโลจิสติกส์สู่จีน โดยสนับสนุนการสร้างสะพานรถไฟแห่งใหม่ที่ หนองคาย-เวียงจันทน์ เพื่อรองรับปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้น

ความร่วมมือด้านประชาชนและการศึกษา

ไทยและลาวร่วมเปิดตัวตราสัญลักษณ์เฉลิมฉลอง 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต และประกาศโครงการมอบ ทุนการศึกษา 75 ทุน ให้กับนักศึกษา สปป.ลาว เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของทั้งสองประเทศ

ความร่วมมือในระดับภูมิภาค

ไทยยินดีที่ลาวประสบความสำเร็จในการดำรงตำแหน่ง ประธานอาเซียน เมื่อปีที่แล้ว และเชิญนายกรัฐมนตรีลาวเข้าร่วม ประชุมสุดยอดความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (MLC Summit) ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพปลายปีนี้

สรุป: ไทย-ลาวเดินหน้าความร่วมมือระยะยาว

การหารือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ไทย-ลาว ทั้งในด้านความมั่นคง การค้า สิ่งแวดล้อม และการศึกษา เพื่อให้ประชาชนทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์สูงสุด และร่วมกันก้าวไปสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายสร้างโอกาสเปิดหอพัก สนับสนุนเด็กดีแต่ยากจน

นายกเทศมนตรีนครเชียงรายเดินหน้าพัฒนาการศึกษา เปิด “หอพักเพชรกตัญญู” สานต่อโอกาสให้เยาวชน

เชียงราย, 19 กุมภาพันธ์ 2568 – นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ตอกย้ำแนวคิด “การศึกษาพัฒนาคน คนพัฒนาเมือง เมืองพัฒนาคน” เดินหน้าสนับสนุนการศึกษาให้กับเยาวชนในพื้นที่ ล่าสุดเปิด “หอพักเพชรกตัญญู” เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

ขับเคลื่อนการศึกษากว่า 20 ปี สร้างโอกาสให้เยาวชนเชียงราย

ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา นายวันชัย จงสุทธานามณี ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองเชียงรายผ่านการศึกษา โดยมีเป้าหมายหลักในการพัฒนาเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นแนวทางที่พิสูจน์ผลลัพธ์ได้จากจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นทุกปี รวมถึงรางวัลมากมายที่โรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครเชียงรายได้รับ

โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 โดยใช้งบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ภายใต้การผลักดันของนางรัตนา จงสุทธานามณี ขณะดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย โรงเรียนแห่งนี้มีเป้าหมายชัดเจนในการเป็น “โรงเรียนคุณธรรม” ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทั้งด้านวิชาการและคุณธรรม

รางวัลแห่งความสำเร็จ ครองแชมป์มหกรรมการศึกษาระดับประเทศ 3 สมัย

ความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้กับเยาวชนเชียงรายสะท้อนผ่านความสำเร็จที่โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงรายได้รับ โดยสามารถคว้าแชมป์ที่ 1 ในการแข่งขันมหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่นระดับประเทศได้ถึง 3 ครั้งในปี พ.ศ. 2561, 2562 และ 2567 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของระบบการศึกษาและการสนับสนุนจากเทศบาลนครเชียงราย

โครงการ “เพชรล้านนา” หนุนศักยภาพเยาวชนภาคเหนือ

อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ช่วยสนับสนุนศักยภาพของนักเรียนในพื้นที่ภาคเหนือคือ “โครงการเพชรล้านนา” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพระภาวนารัตนญาณ วิ. หรือครูบาอริยชาติ อริยจิตโต เจ้าอาวาสวัดแสงแก้วโพธิญาณ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล

โครงการนี้เปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนได้รับทุนการศึกษา เพื่อให้พวกเขามีโอกาสพัฒนาตนเองต่อไปในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะเด็กที่มีผลการเรียนดี มีคุณธรรม แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

เปิด “หอพักเพชรกตัญญู” สนับสนุนที่พักสำหรับนักเรียนขาดแคลน

หนึ่งในโครงการสำคัญที่ต่อยอดจากแนวคิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนคือ “หอพักเพชรกตัญญู” ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับนักเรียนที่มีศักยภาพสูงแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยมีพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารหอพักนี้เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2565 และได้ดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ

ในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ พระภาวนารัตนญาณ วิ. หรือครูบาอริยชาติ อริยจิตโต เจ้าอาวาสวัดแสงแก้วโพธิญาณ ได้รับเกียรติเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมด้วยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาส คณะผู้บริหารเทศบาล คณะครู นักเรียน และประชาชนในพื้นที่

เป้าหมายของ “หอพักเพชรกตัญญู”

หอพักแห่งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนนักเรียนที่มีผลการเรียนดี มีคุณธรรม และขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาคุณภาพโดยไม่ต้องกังวลเรื่องที่พักอาศัย การจัดตั้งหอพักนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาของเทศบาลนครเชียงราย

นายวันชัย จงสุทธานามณี กล่าวว่า “การศึกษาคือรากฐานของการพัฒนาเมือง เราต้องการให้เด็กทุกคนมีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะมาจากครอบครัวที่มีฐานะอย่างไร หอพักแห่งนี้จะเป็นบ้านหลังที่สองของนักเรียนที่มีความมุ่งมั่นแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์”

บทสรุป: การศึกษาคืออนาคตของเมืองเชียงราย

เทศบาลนครเชียงรายยังคงเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาผ่านโครงการต่างๆ ที่ช่วยให้เยาวชนสามารถเข้าถึงโอกาสที่ดีขึ้น ทั้งโครงการเพชรล้านนา การพัฒนาโรงเรียนเทศบาล 6 และการก่อสร้างหอพักเพชรกตัญญู

ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนของนายวันชัย จงสุทธานามณี เชียงรายจึงกลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาเมืองผ่านการศึกษา และยืนยันว่าการศึกษาจะยังคงเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของจังหวัดต่อไป

FAQs คำถามที่พบบ่อย

  1. หอพักเพชรกตัญญู” รองรับนักเรียนประเภทใด?
    – หอพักนี้รองรับนักเรียนที่มีผลการเรียนดี มีคุณธรรม แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้มีที่พักอาศัยใกล้สถานศึกษา
  2. โครงการเพชรล้านนาคืออะไร?
    – เป็นโครงการที่สนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักเรียนในพื้นที่ภาคเหนือ โดยได้รับการสนับสนุนจากพระภาวนารัตนญาณ วิ. หรือครูบาอริยชาติ อริยจิตโต
  3. โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงรายมีรางวัลอะไรบ้าง?
    – โรงเรียนเทศบาล 6 คว้าแชมป์อันดับ 1 ในมหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่นระดับประเทศ 3 ปีซ้อน ในปี 2561, 2562 และ 2567
  4. การพัฒนาการศึกษาของเทศบาลนครเชียงรายส่งผลอย่างไรต่อเมือง?
    – ช่วยให้เยาวชนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาคุณภาพ สร้างบุคลากรที่มีศักยภาพ และส่งผลให้เมืองเชียงรายพัฒนาอย่างยั่งยืน
  5. อนาคตของการศึกษาในเทศบาลนครเชียงรายเป็นอย่างไร?
    – เทศบาลยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาการศึกษาให้เท่าเทียมและมีคุณภาพ พร้อมสร้างโอกาสให้กับเยาวชนอย่างต่อเนื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
SOCIETY & POLITICS

PM2.5 วาระแห่งชาติ นายกฯ เร่งทุกฝ่ายแก้ปัญหา

นายกรัฐมนตรีติดตามมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ย้ำบูรณาการทุกหน่วยงาน คุมเข้มการเผา พร้อมสั่งเตรียมแผนงานรองรับปีหน้า

กรุงเทพฯ, 19 กุมภาพันธ์ 2568 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ตลอดจนปลัดกระทรวง อธิบดีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมประชุม

นายกฯ สั่งเข้มมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ทุกระดับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้รับฟังรายงานจากนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการเพื่อการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ โดยระบุว่า รัฐบาลได้เร่งแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ผ่านมาตรการบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้สถานการณ์ฝุ่นละอองในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องเฝ้าระวังการลักลอบเผาป่า ซึ่งอาจทำให้ปัญหากลับมารุนแรงขึ้น โดยต้องมีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานภาครัฐและระดับพื้นที่

นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมแผนงานเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฝุ่นละอองในปีหน้า รวมถึงต้องขับเคลื่อนการบังคับใช้มาตรการอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่สำคัญ

สั่งคุมเข้มการเผาในพื้นที่เกษตร – ดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืนอย่างจริงจัง

นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศให้เร่งควบคุมการลักลอบเผาในพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบจุดความร้อน (Hotspot) มากที่สุด พร้อมสั่งให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้กระทำผิด

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ติดตามสถานการณ์และรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ พร้อมให้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งประสานงานกับกองทัพบกและกองทัพอากาศ เพื่อสนับสนุนเครื่องมืออากาศยานในการดับไฟป่าและเฝ้าระวังการลักลอบเผา

ในส่วนของการป้องกันปัญหาฝุ่นจากภาคอุตสาหกรรม นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ กระทรวงอุตสาหกรรม ควบคุมมลพิษจากโรงงาน พร้อมกำชับให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รณรงค์ลดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและส่งเสริมให้เกษตรกรใช้วิธีการไถกลบแทน

รัฐบาลพร้อมสนับสนุนเครื่องมือและมาตรการเพิ่มเติมในปีหน้า

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลจะพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองในปีหน้า โดยขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมข้อมูลและเสนอแผนงานที่จำเป็น เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ปีนี้เราอาจมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่ปีหน้าเราจะต้องทำให้ดีขึ้น เพื่อให้สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ลดความรุนแรงลง และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า รัฐบาลมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหา” นายกรัฐมนตรีกล่าว

มอบหมายกระทรวงการต่างประเทศหารือเพื่อนบ้าน ร่วมแก้ปัญหาฝุ่นข้ามแดน

เนื่องจากปัญหาฝุ่น PM2.5 มีสาเหตุจากไฟป่าและการเผาในประเทศเพื่อนบ้านด้วย นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้ กระทรวงการต่างประเทศ ประสานงานกับรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว และกัมพูชา เพื่อหารือแนวทางป้องกันการเผาข้ามแดน รวมถึงจัดทำข้อตกลงร่วมกันในการลดปัญหาฝุ่นละอองในระดับภูมิภาค

นายกฯ รับข้อเสนอ กทม. เสริมมาตรการลดฝุ่นในเมือง

สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางของปัญหาฝุ่นละอองจากภาคขนส่งและอุตสาหกรรม นายกรัฐมนตรีได้รับข้อเสนอจาก ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งรวมถึงการเพิ่มจุดตรวจวัดค่าฝุ่น การปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง และการเข้มงวดการตรวจสอบรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเกินค่ามาตรฐาน โดยนายกรัฐมนตรีระบุว่าจะนำข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณาและหารือเพิ่มเติมในการประชุมครั้งต่อไป

สรุปแนวทางปฏิบัติและข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี

  1. ควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างจริงจัง บังคับใช้กฎหมายกับผู้ฝ่าฝืน
  2. ประสานความร่วมมือกับกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการควบคุมไฟป่า
  3. ควบคุมการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมและขนส่ง
  4. สนับสนุนเครื่องมือและงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาในปีหน้า
  5. ประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อป้องกันปัญหาฝุ่นข้ามแดน
  6. รับข้อเสนอจากกรุงเทพมหานครเพื่อเสริมมาตรการลดฝุ่นในเขตเมือง

การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของมาตรการระยะยาวที่รัฐบาลจะดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการตามแผนที่วางไว้ เพื่อให้ประชาชนได้รับอากาศที่สะอาดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ทุกหน่วยงานต้องทำงานเชิงรุก อย่ารอให้ปัญหารุนแรงแล้วค่อยแก้ไข เราต้องเตรียมการล่วงหน้า และป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ” นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้าย

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ไถกลบแทนเผา เชียงรายรณรงค์ลดฝุ่น PM2.5 เกษตรกรร่วมใจ

เชียงรายเปิดปฏิบัติการ ไถกลบ ลดเผา สกัดฝุ่น PM2.5

เชียงราย, 19 กุมภาพันธ์ 2568 – จังหวัดเชียงรายเปิดโครงการ “Kick Off ชิงไถ ลดการเผา ลดฝุ่น PM2.5” ในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น มุ่งแก้ปัญหาหมอกควันไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในกิจกรรม “Kick Off ชิงไถ ลดการเผา ลดฝุ่น PM2.5” ที่จัดขึ้นในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย โดยมีนายสุพจน์ ลังกาวีระนันท์ นายอำเภอเวียงแก่น, นายอดิศร จันทรประภาเลิศ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย, นายเสน่ห์ แสงคำ เกษตรจังหวัดเชียงราย ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม

มุ่งลดการเผาในที่โล่ง เสริมสร้างความรู้ให้เกษตรกร

กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อรณรงค์และส่งเสริมให้เกษตรกรหยุดการเผาในพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งที่มีการเผาซากพืชจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงราย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเน้นย้ำว่า การเผาในที่โล่งไม่เพียงแต่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพอากาศและการท่องเที่ยวของจังหวัด

“เชียงรายให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 มาโดยตลอด เราไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้เพียงลำพัง แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การชิงไถและไถกลบแทนการเผา” นายประเสริฐกล่าว

กิจกรรมชิงไถและไถกลบเศษพืช ลดการเผาอย่างเป็นรูปธรรม

ในกิจกรรมครั้งนี้ มีการนำเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ไถกลบตอซังและเศษพืชเหลือใช้ เพื่อลดปริมาณเชื้อเพลิงที่อาจถูกเผาทำลาย รวมถึงการหว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทืองเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด เนื่องจากปอเทืองเป็นพืชตระกูลถั่วที่มีไนโตรเจนสูง ช่วยบำรุงดินและสามารถนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ เช่น การเลี้ยงโค กระบือ และหมู อีกทั้งยังช่วยลดการพังทลายของหน้าดิน และรักษาความชื้นในดินได้เป็นอย่างดี

“การไถกลบแทนการเผาไม่เพียงช่วยลดมลพิษในอากาศ แต่ยังช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินมีคุณภาพดีขึ้น ส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว” นายอดิศร จันทรประภาเลิศ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย กล่าว

มาตรการ “เชียงรายฟ้าใส” คุมเข้มการเผาในพื้นที่

จังหวัดเชียงรายได้ออกมาตรการ “เชียงรายฟ้าใส 3 พื้นที่ 3 ช่วงเวลา” เพื่อควบคุมการเผาในพื้นที่ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ช่วงห้ามเผาในที่โล่ง ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 โดยการบริหารจัดการเชื้อเพลิงจะดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น

ช่วงเข้มงวดการห้ามเผาอย่างเด็ดขาด ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 ซึ่งหากพบว่ามีการฝ่าฝืน จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นสูงสุด

การบังคับใช้กฎหมายกับผู้ฝ่าฝืน

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรการห้ามเผาจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีบทลงโทษที่เข้มงวด รวมถึงอาจถูกตัดสิทธิ์การสนับสนุนจากภาครัฐในด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนร่วมมือในการลดการเผา

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นกุญแจสำคัญ

การดำเนินงานภายใต้โครงการ “Kick Off ชิงไถ ลดการเผา ลดฝุ่น PM2.5” ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนพฤติกรรม ลดการเผา และใช้แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สรุป

กิจกรรม “Kick Off ชิงไถ ลดการเผา ลดฝุ่น PM2.5” ในอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 ที่เกิดจากการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งจะช่วยลดมลพิษทางอากาศและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นให้กับประชาชนในจังหวัดเชียงราย

จังหวัดเชียงรายจะดำเนินมาตรการควบคุมการเผาอย่างเข้มข้นในช่วงฤดูแล้ง โดยมีเป้าหมายลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) และปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ให้น้อยที่สุด พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของการเผา และร่วมมือกันในการป้องกันปัญหาหมอกควันอย่างจริงจัง

สำหรับประชาชนที่พบเห็นการเผาในที่โล่ง สามารถแจ้งเหตุได้ที่ สายด่วน 053-602547 เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบและดำเนินมาตรการควบคุมทันที

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE