Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

PM 2.5 เชียงราย เทศบาลจับมือสู้ ลงนามความร่วมมือ

เชียงรายเตรียมรับมือฝุ่น PM2.5 เทศบาลนครเชียงรายลงนาม MOU ร่วมกับเทศบาลนครปากเกร็ดและภาคีเครือข่าย

เชียงราย, 4 มีนาคม 2568 – เทศบาลนครเชียงรายเร่งรับมือปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่นครเชียงราย โดยล่าสุดได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับเทศบาลนครปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมแนวทางป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย และนายวิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด เป็นตัวแทนของทั้งสองเทศบาลในการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านความปลอดภัยจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) มหาวิทยาลัยเชียงราย สภาเยาวชน อบจ.เชียงราย และบริษัท นิ่มซี่เส็งขนส่ง 1988 จำกัด โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับฝุ่น PM2.5

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเชียงราย และความจำเป็นในการแก้ไข

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงในจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายนของทุกปี ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ การเผาพื้นที่การเกษตร การจราจรที่หนาแน่น และมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม โดยจากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษพบว่า ในช่วงต้นปี 2568 ค่าเฉลี่ยของฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่เชียงรายสูงเกินมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนด ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหาทางสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจ

ด้วยเหตุนี้ เทศบาลนครเชียงรายจึงเห็นความจำเป็นในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

เนื้อหาสำคัญของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือที่ลงนามในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในหลายมิติ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้:

  1. การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี
    • มหาวิทยาลัยเชียงรายจะเป็นศูนย์กลางด้านวิชาการในการพัฒนาระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศและแจ้งเตือนประชาชนแบบเรียลไทม์
    • เทศบาลนครเชียงรายจะร่วมมือกับเทศบาลนครปากเกร็ดในการใช้โมเดลการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร
  2. การลดมลพิษจากแหล่งกำเนิด
    • รณรงค์ให้เกษตรกรลดการเผาในที่โล่งและหันมาใช้วิธีการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    • ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งสาธารณะและอุตสาหกรรม
  3. การพัฒนาระบบเตือนภัยคุณภาพอากาศ
    • ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่เสี่ยง
    • ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และแอปพลิเคชันแจ้งเตือนคุณภาพอากาศให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก
  4. การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
    • ส่งเสริมโครงการ “เชียงรายเมืองปลอดฝุ่น” โดยสนับสนุนให้ประชาชนปลูกต้นไม้และเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง
    • จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป
  5. การสนับสนุนด้านงบประมาณและทรัพยากร
    • บริษัท นิ่มซี่เส็งขนส่ง 1988 จำกัด ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณในการจัดหาหน้ากากกันฝุ่น PM2.5 ให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยง
    • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) สนับสนุนการจัดหารถพ่นละอองน้ำเพื่อช่วยลดฝุ่นละอองในอากาศ

ความคิดเห็นจากทั้งสองฝั่ง

ฝ่ายที่สนับสนุนมาตรการนี้ มองว่าการลงนาม MOU เป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม การบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาจะช่วยให้เกิดการพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนและภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของเชียงราย

ฝ่ายที่มองว่ายังมีข้อจำกัด ชี้ว่า แม้ว่าการลงนาม MOU จะเป็นก้าวที่ดี แต่ยังคงมีข้อจำกัดในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเผาพื้นที่การเกษตร รวมถึงปัญหาทรัพยากรบุคคลและงบประมาณที่อาจไม่เพียงพอในการดำเนินโครงการในระยะยาว นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาถึงการให้ความรู้และสร้างจิตสำนึกแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างยั่งยืน

สถิติที่เกี่ยวข้องกับปัญหาฝุ่น PM2.5

  • จากรายงานของ กรมควบคุมมลพิษ ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 พบว่า ค่าเฉลี่ย PM2.5 ในพื้นที่เชียงรายสูงถึง 75-100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานของไทยที่กำหนดไว้ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และสูงกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่กำหนดไว้ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • สาเหตุหลักของฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ มาจากการเผาพื้นที่เกษตรกรรมเป็นสัดส่วนสูงถึง 55% รองลงมาคือการจราจรและอุตสาหกรรม 25% และสาเหตุอื่น ๆ เช่น การก่อสร้างและการเผาขยะ 20%
  • ผลกระทบต่อสุขภาพ ศูนย์วิจัยด้านสุขภาพของมหาวิทยาลัยเชียงราย รายงานว่า อัตราผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจในเชียงรายเพิ่มขึ้น 18% ในช่วงที่ค่าฝุ่น PM2.5 สูงขึ้น โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้สูงอายุ

บทสรุป

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างเทศบาลนครเชียงรายและเทศบาลนครปากเกร็ด พร้อมภาคีเครือข่าย ถือเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการป้องกันและลดปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการติดตามและปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพื่อให้เชียงรายสามารถก้าวสู่การเป็นเมืองที่มีคุณภาพอากาศดีขึ้นในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ทหาร-ป่าไม้เชียงราย ร่วมทำแนวกันไฟ ลด PM 2.5

มณฑลทหารบกที่ 37 บูรณาการร่วมทุกภาคส่วน ทำแนวกันไฟป้องกันไฟป่าในพื้นที่เชียงราย

ปฏิบัติการเชิงรุก ลดปัญหาหมอกควันและไฟป่า

เชียงราย, 3 มีนาคม 2568 – มณฑลทหารบกที่ 37 ร่วมมือกับ เจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเชียงราย จัดกำลังพลดำเนินโครงการ ทำแนวกันไฟ ป้องกันไฟป่า” ณ สถานีพัฒนาการเกษตรพื้นที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านธารทอง ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เพื่อป้องกันไฟป่า ลดหมอกควัน และแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เป็นปัญหาสำคัญในช่วงฤดูแล้ง

ประกาศมาตรการเข้มงวด ห้ามเผา 92 วัน ลดปัญหาหมอกควัน

จังหวัดเชียงรายได้ออกมาตรการ ห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิดโดยเด็ดขาด” เป็นเวลา 92 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 เพื่อควบคุมการเกิดไฟป่าและลดปัญหาหมอกควันในพื้นที่ โดยกำหนดให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันสร้างแนวป้องกันไฟป่า และรณรงค์ให้ประชาชนงดเว้นการเผาในที่โล่งทุกประเภท

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและภาคประชาชน

การดำเนินโครงการในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ประกอบด้วย:

  • มณฑลทหารบกที่ 37 โดยมี ร้อยตรี ณัฐพล บุญทับ หัวหน้าชุดปฏิบัติงานประสานการคุ้มครองป้องกันชุมชน สถานีพัฒนาการเกษตรพื้นที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านธารทอง นำกำลังพลจิตอาสาเข้าร่วม
  • สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเชียงราย
  • ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนที่ 313 กองกำลังผาเมือง
  • ศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่าเชียงราย
  • เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลแม่เงิน
  • ปลัดอำเภอ หัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคง อำเภอเชียงแสน
  • ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนบ้านธารทอง หมู่ 11

แนวป้องกันไฟป่าและมาตรการเพิ่มเติม

ในครั้งนี้ ทีมปฏิบัติการได้ร่วมกันสร้างแนวป้องกันไฟป่าขนาด 4 – 6 เมตร ความยาว ประมาณ 3 – 4 กิโลเมตร บริเวณพื้นที่ป่าทึบที่มีภูเขาสูงชัน และพื้นที่แนวเขตชายป่าที่ติดกับพื้นที่เกษตรของประชาชน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากการลักลอบเผาป่าเพื่อการเกษตร หรือการเผาเพื่อหาของป่าและล่าสัตว์

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการ ประชาสัมพันธ์และรณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่งดเผาทุกชนิด พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารจัดการวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงอย่างถูกวิธี เช่น การทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง แทนการเผา การแยกขยะ และ การเก็บกิ่งไม้ใบไม้เพื่อใช้ประโยชน์แทนการเผา เพื่อช่วยลดการเกิดไฟป่าในระยะยาว

ความสำคัญของแนวกันไฟในการป้องกันปัญหาหมอกควัน

แนวกันไฟเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันไฟป่าที่อาจลุกลามจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง ช่วยลดความเสียหายต่อ ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และสุขภาพของประชาชน จากปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศ PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคเหนือของไทยในทุกปี

ข้อคิดเห็นจากสองมุมมอง

ฝ่ายที่เห็นด้วยกับมาตรการห้ามเผาและทำแนวกันไฟ

  • เห็นว่าการดำเนินมาตรการห้ามเผาและการทำแนวกันไฟเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดปัญหาหมอกควันและป้องกันการเกิดไฟป่า
  • การเข้มงวดเรื่องการเผาเป็นแนวทางที่ช่วยลดฝุ่น PM 2.5 และช่วยปกป้องสุขภาพของประชาชนในพื้นที่
  • การบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ และการมีส่วนร่วมของประชาชนจะช่วยทำให้มาตรการเหล่านี้ประสบความสำเร็จ

ฝ่ายที่กังวลเกี่ยวกับมาตรการห้ามเผา

  • กังวลว่าการห้ามเผาโดยไม่มีมาตรการสนับสนุนทางเลือกที่เพียงพอ อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่การเกษตร
  • การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเกินไป อาจส่งผลให้ประชาชนบางส่วนไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างสะดวก
  • มาตรการเหล่านี้ต้องควบคู่ไปกับการให้ความรู้และการสนับสนุนทางเลือกที่เหมาะสมให้กับประชาชน

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

จากข้อมูลของ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม:

  • จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ป่ารวมกว่า 4.7 ล้านไร่ คิดเป็น 67.4% ของพื้นที่จังหวัด ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องได้รับการปกป้องจากไฟป่า
  • อัตราการเกิดไฟป่าในภาคเหนือในช่วงฤดูแล้งสูงขึ้นทุกปี โดยในปี 2567 มี จุดความร้อน (Hotspots) กว่า 5,000 จุดทั่วภาคเหนือ โดย เชียงรายติดอันดับ 1 ใน 5 จังหวัดที่มีจุดความร้อนมากที่สุด
  • ค่า PM 2.5 ในภาคเหนือของไทยในช่วงฤดูแล้งมักเกินค่ามาตรฐานของ WHO ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
  • มาตรการห้ามเผา 92 วันของจังหวัดเชียงราย เป็นส่วนหนึ่งของแผนลดปัญหาหมอกควันและไฟป่าของรัฐบาล ที่มีการดำเนินการต่อเนื่องมาแล้วหลายปี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช / กรมควบคุมมลพิษ/ กรมอุตุนิยมวิทยา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
SOCIETY & POLITICS

ข้าวเหนียวมะม่วงดัง! ดันส่งออกมะม่วงไทย เกาหลีใต้อันดับ 1

Soft Power ไทยดันมะม่วงไทยครองตลาดเกาหลีใต้ ส่งออกพุ่งกว่า 132%

ซอฟต์พาวเวอร์ไทยผลักดันมะม่วงขึ้นแท่นสินค้าส่งออกยอดนิยม

ประทเศไทย, 2 มีนาคม 2568 – มะม่วงไทยกำลังกลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดเกาหลีใต้ซึ่งได้ก้าวขึ้นเป็น ตลาดนำเข้ามะม่วงสดไทยอันดับ 1 จากกระแส Soft Power ไทย ที่แพร่กระจายไปทั่วโลกผ่านโซเชียลมีเดียและวัฒนธรรมอาหาร เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง

มูลค่าการส่งออกมะม่วงไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในปี 2567 การส่งออกมะม่วงสดของไทยมีมูลค่ารวม 4,716 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.68% โดย 5 ประเทศนำเข้าหลัก ได้แก่:

  1. เกาหลีใต้ มูลค่า 2,931 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 132.7% (คิดเป็น 62.2% ของการส่งออกมะม่วงทั้งหมด)
  2. มาเลเซีย มูลค่า 1,191 ล้านบาท ลดลง 12.8%
  3. ญี่ปุ่น มูลค่า 139 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.8%
  4. เวียดนาม มูลค่า 131 ล้านบาท ลดลง 15.7%
  5. สปป.ลาว มูลค่า 38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.3%

Soft Power ไทยผลักดันมะม่วงเข้าสู่กระแสหลักในต่างประเทศ

นายอนุกูล ระบุว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้มะม่วงไทยเป็นที่นิยมใน เกาหลีใต้ คือกระแส Soft Power โดยเฉพาะ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ที่ได้รับความนิยมจากการแพร่กระจายผ่านโซเชียลมีเดียและรายการบันเทิงไทย นอกจากนี้ พฤติกรรมการบริโภคของชาวเกาหลีใต้ที่นิยมรับประทานผลไม้สดหลังอาหาร รวมถึงการบริโภคเป็นอาหารว่าง ทำให้มะม่วงกลายเป็นสินค้าขายดี

อีกปัจจัยที่ส่งผลให้เกาหลีใต้กลายเป็นผู้นำเข้ามะม่วงอันดับหนึ่ง คือ มาตรการลดภาษีของรัฐบาลเกาหลีใต้ ที่ปรับอัตราภาษีนำเข้ามะม่วงจากไทยเหลือ 0% จากเดิม 30% ทำให้ต้นทุนการนำเข้าลดลงและช่วยเพิ่มปริมาณการนำเข้าอย่างมาก

ตลาดต่างประเทศกับแนวโน้มการบริโภคมะม่วงไทย

  • มาเลเซีย: แม้การส่งออกจะลดลง แต่ยังเป็นตลาดสำคัญ โดยนิยมบริโภคผลไม้สดและนำไปทำเครื่องดื่ม เช่น Mango Shake
  • ญี่ปุ่น: มีความต้องการมะม่วงสดเพิ่มขึ้น เนื่องจากกระแสรักสุขภาพและการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมขนมหวาน
  • เวียดนาม และ สปป.ลาว: ยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพ แม้จะมีความผันผวนของปริมาณการนำเข้า

ผลไม้ไทยที่ได้รับอนุญาตนำเข้าจากเกาหลีใต้

ปัจจุบันเกาหลีใต้อนุญาตให้มีการนำเข้าผลไม้จากไทยเพียง 6 ชนิด ได้แก่ มะม่วง, มังคุด, ทุเรียน, กล้วย, มะพร้าว และสับปะรด โดยผลไม้เหล่านี้ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคเกาหลีใต้ เนื่องจากมีรสชาติหวานอร่อย และได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพสูง

มะม่วงไทยที่ขึ้นทะเบียน GI สร้างจุดขายในตลาดโลก

ขณะนี้ ประเทศไทยมีมะม่วง 12 ชนิดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือในตลาดส่งออก ได้แก่:

  • มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก
  • มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า
  • มะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกระเจ้า
  • มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว
  • มะม่วงเบาสงขลา
  • มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านโหล๋น
  • มะม่วงยายกล่ำนนทบุรี
  • มะม่วงน้ำดอกไม้สมุทรปราการ
  • มะม่วงมันหนองแซงสระบุรี
  • มะม่วงเขียวเสวยแปดริ้ว
  • มะม่วงขายตึกแปดริ้ว
  • มะม่วงแรดแปดริ้ว

แนวทางส่งเสริมการส่งออกผลไม้ไทย

รัฐบาลไทยกำลังเร่งผลักดัน ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Economic Partnership Agreement – EPA) กับเกาหลีใต้ เพื่อขยายโอกาสทางการค้า หากมีการลดภาษีเพิ่มเติม จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ในตลาดเอเชีย

นายอนุกูล กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับมาตรฐานคุณภาพผลไม้ไทย โดยเน้น

  • การควบคุมคุณภาพสินค้า ให้ได้มาตรฐานส่งออก
  • การสนับสนุนเกษตรกร ในการเพิ่มผลผลิตให้ตรงตามความต้องการของตลาดโลก
  • การพัฒนาบรรจุภัณฑ์และโลจิสติกส์ เพื่อคงความสดใหม่ของผลไม้ไทย

ข้อคิดเห็นจากสองมุมมอง

  • ฝ่ายที่สนับสนุน: มองว่าการที่มะม่วงไทยเป็นที่นิยมในตลาดโลก เป็นผลจากนโยบายส่งเสริมการส่งออกของรัฐบาลไทย และ Soft Power ของวัฒนธรรมอาหารไทยที่แพร่กระจายผ่านสื่อดิจิทัล ทำให้เกษตรกรไทยได้รับประโยชน์โดยตรง
  • ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์: มีข้อกังวลว่า ภาครัฐควรส่งเสริมเกษตรกรให้สามารถผลิตสินค้าได้อย่างยั่งยืน และควบคุมมาตรฐานคุณภาพให้คงที่ รวมถึงพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้รองรับปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

จากข้อมูลของ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า:

  • ปี 2567 การส่งออกมะม่วงไทยมีมูลค่า 4,716 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.68%
  • เกาหลีใต้เพิ่มปริมาณนำเข้ามะม่วงจากไทยกว่า 132.7% ภายใน 1 ปี
  • ปัจจุบันผลไม้ไทย 6 ชนิดได้รับอนุญาตนำเข้าในเกาหลีใต้
  • การบริโภคผลไม้ไทยในตลาดเอเชียมีแนวโน้มเติบโตขึ้นต่อเนื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

กระทรวงพาณิชย์ / กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ / สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงราย-ฮิโรชิมา จับมือ! แลกเปลี่ยนพัฒนาเมือง ยกระดับคุณภาพชีวิต

เชียงรายจับมือฮิโรชิมา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

พัฒนาเมืองแบบยั่งยืน สานต่อความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น

เชียงราย, 1 มีนาคม 2568 – คณะผู้แทนจากสมาคมมิตรภาพไทย-ฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับเทศบาลนครเชียงราย จัดประชุมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเมือง การศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อส่งเสริมแนวทางการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นเพื่อการพัฒนาเมือง

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2568 เทศบาลนครเชียงราย นำโดย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ผู้อำนวยการโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครเชียงราย ได้ร่วมต้อนรับคณะผู้แทนจากสมาคมมิตรภาพไทย-ฮิโรชิมา นำโดย นายอะคึซึมิ ซูซูกิ นายกสมาคมมิตรภาพไทย-ฮิโรชิมา พร้อมด้วยคณะนักวิชาการจาก สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมี รองศาสตราจารย์ ดร.อนุชาติ ศรีศิริวัฒน์ รองเลขาธิการ และ คุณจุไร ชำนาญ ประธานกรรมการประสานงานส่วนภูมิภาคภาค 9 เข้าร่วมประชุม

แนวทางความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเมืองเชียงราย

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับแนวทางพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน โดยมีหัวข้อหลักที่ให้ความสำคัญ ได้แก่:

  1. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมืองอย่างยั่งยืน
    • การปรับปรุงระบบขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพ
    • การพัฒนาพื้นที่สีเขียวและการบริหารจัดการขยะ
    • แนวทางลดมลพิษและส่งเสริมพลังงานสะอาด
  2. การยกระดับคุณภาพการศึกษา
    • การพัฒนาหลักสูตรที่เน้นทักษะอนาคต
    • การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน
    • ความร่วมมือระหว่างโรงเรียนไทยและญี่ปุ่นในการแลกเปลี่ยนครูและนักเรียน
  3. การพัฒนาเศรษฐกิจและส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชน
    • ส่งเสริมธุรกิจท้องถิ่นและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
    • การฝึกอบรมแรงงานให้มีทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาด
    • การส่งเสริมผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในเชียงรายให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล
  4. การบริหารจัดการเมืองโดยใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart City)
    • การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาบริหารจัดการเมือง
    • ระบบข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
    • แนวทางป้องกันภัยพิบัติและการจัดการภาวะฉุกเฉิน

ผลกระทบและความคาดหวังจากความร่วมมือครั้งนี้

ความร่วมมือระหว่างเทศบาลนครเชียงรายและสมาคมมิตรภาพไทย-ฮิโรชิมา ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำแนวปฏิบัติที่ดีจากประเทศญี่ปุ่นมาปรับใช้ในการพัฒนาเมืองเชียงราย โดยคาดหวังว่าการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในครั้งนี้จะเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่น ๆ ในประเทศไทย

ข้อคิดเห็นจากสองมุมมอง

  • ฝ่ายที่สนับสนุน: มองว่าความร่วมมือนี้เป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้แนวทางพัฒนาเมืองจากประเทศที่มีประสบการณ์อย่างญี่ปุ่น ซึ่งจะช่วยให้เชียงรายสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจของเมืองได้อย่างยั่งยืน
  • ฝ่ายที่กังวล: มีความเห็นว่าการนำแนวทางจากต่างประเทศมาปรับใช้อาจต้องพิจารณาความเหมาะสมกับบริบทของท้องถิ่น และต้องมีการศึกษาให้รอบคอบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนในพื้นที่

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

จากข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ และ กระทรวงมหาดไทย พบว่า:

  • เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดอันดับ 5 ของภาคเหนือในปี 2567
  • อัตราการพัฒนาทางการศึกษาในเขตเทศบาลนครเชียงรายเพิ่มขึ้น 12% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
  • ประชาชนในเขตเมืองเชียงรายมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น โดย 78% ของประชากรมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูงขึ้นจากปีก่อน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานสถิติแห่งชาติ / กระทรวงมหาดไทย / สมาคมมิตรภาพไทย-ฮิโรชิมา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงราย นำชิงไถลดการเผา อากาศเป็นของทุกคน

ผู้ว่าฯ เชียงราย นำประชาชนร่วมกิจกรรม “ชิงไถ ลดการเผา” สร้างอากาศบริสุทธิ์

อากาศเป็นของทุกคน เราต้องช่วยกันดูแลรักษา”

เชียงราย, 28 กุมภาพันธ์ 2568 – นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นำประชาชนบ้านหนองเขียว อ.เวียงป่าเป้า ร่วมกิจกรรม ชิงไถ ลดการเผา” ณ บ้านหนองเขียว (หย่อมบ้านแม่ฉางข้าว) หมู่ 10 ตำบลป่างิ้ว อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย โดยมี นางสินีนาฎ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย นายพงศ์ศักดิ์ เพชรคงแก้ว นายอำเภอเวียงป่าเป้า หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ส่งเสริมแนวทางไถกลบ ลดปัญหาการเผา

หลังจากกิจกรรมไถกลบ ผู้ว่าฯ เชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกัน หว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทือง เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ช่วยเพิ่มไนโตรเจนและสารอาหารในดิน ป้องกันหน้าดินพังทลาย และสามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงโค กระบือ หมู และสัตว์ชนิดอื่น ๆ ได้อีกด้วย

สร้างฝายชะลอน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ต้นน้ำ

นอกจากนี้ คณะทำงานยังร่วมกัน สร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อลดความรุนแรงของกระแสน้ำ ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน และกักเก็บน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ด้านอุปโภคบริโภคแก่ชุมชน รวมถึงสนับสนุนการเกษตรกรรมและปศุสัตว์บนพื้นที่ต้นน้ำ

ลงพื้นที่ให้กำลังใจประชาชนที่ทำแนวกันไฟ

ผู้ว่าฯ เชียงรายยังได้ลงพื้นที่ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และประชาชนที่ร่วมกัน ทำแนวกันไฟ ในตำบลป่างิ้ว อำเภอเวียงป่าเป้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันไฟป่าในจังหวัดเชียงราย

เชียงรายฟ้าใส” 3 พื้นที่ 3 ช่วงเวลา

จังหวัดเชียงรายได้ออกประกาศมาตรการ เชียงรายฟ้าใส” ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้:

  1. ช่วงห้ามเผาในที่โล่ง: ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568 การบริหารจัดการเชื้อเพลิงจะดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น
  2. ช่วงบังคับใช้มาตรการห้ามเผาเด็ดขาด: ตั้งแต่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 โดยผู้ฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นสูงสุด
  3. ช่วงฟื้นฟูพื้นที่และเฝ้าระวัง: ดำเนินการหลังจากมาตรการห้ามเผาสิ้นสุดลง เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความตระหนักแก่ประชาชน

สถิติไฟป่าและผลกระทบด้านมลพิษทางอากาศ

จากข้อมูลของ กรมควบคุมมลพิษ พบว่าในปี 2567 จังหวัดเชียงรายมี จุดความร้อน (Hotspot) กว่า 2,800 จุด ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 ในบางพื้นที่สูงเกิน 100 µg/m³ ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 50 µg/m³ และก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายรณรงค์ งดเผาป่า-ลด PM2.5 ห้ามเผา 1 มีนาคม

เชียงรายเดินหน้ารณรงค์ “วันปลอดควันพิษจากไฟป่า” ลดเผา สู้วิกฤต PM2.5

สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เร่งเครื่องรณรงค์แก้ปัญหาไฟป่า

เชียงราย,28 กุมภาพันธ์ 2568 – สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย) จัดกิจกรรม “24 กุมภาพันธ์ วันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไฟป่า” โดยมี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมขับเคลื่อนมาตรการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่

เป้าหมายหลัก: ลด ละ เลิก การเผาในที่โล่ง

กิจกรรมนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อ รณรงค์ให้ประชาชนลด ละ เลิก การเผาป่าและการเผาในที่โล่งทุกชนิด โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีอัตราการเกิดไฟป่าสูงสุด โดยมี นายเจษฎา เงินทอง ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย) หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ และเครือข่ายแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันจากเชียงรายและพะเยาเข้าร่วมงาน

เดินหน้าประชาสัมพันธ์ต่อเนื่อง

เพื่อให้การรณรงค์เกิดผล ขบวนรถประชาสัมพันธ์กว่า 22 คัน ถูกส่งออกไปกระจายข่าวสารและสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงฤดูไฟป่า

24 กุมภาพันธ์: วันสำคัญในการลดหมอกควันไฟป่า

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 กำหนดให้ 24 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไฟป่า โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการป้องกันและแก้ไขปัญหานี้

เชียงรายในกลุ่มเสี่ยงสูง: เผาป่าทำให้ PM2.5 พุ่งสูง

เชียงรายเป็น 1 ใน 9 จังหวัดภาคเหนือที่เผชิญปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 จากปัจจัยหลักดังนี้:

  • การเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก
  • การลักลอบเผาป่าเพื่อใช้ประโยชน์จากที่ดิน
  • หมอกควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน

ภาวะแห้งแล้งในช่วงต้นปีเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้มลพิษทางอากาศเพิ่มขึ้น กระทบต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

มาตรการเข้ม: ห้ามเผาเด็ดขาด 1 มี.ค. – 31 พ.ค. 2568

จังหวัดเชียงรายได้ออกประกาศห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิด ตั้งแต่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 โดยมีการกำหนดมาตรการควบคุมดังนี้:

  • บทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน
  • ช่องทางแจ้งเหตุเมื่อพบการเผา
  • มาตรการเฝ้าระวังและควบคุมพื้นที่เสี่ยง

เป้าหมายคือการแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างยั่งยืนและลดผลกระทบจากหมอกควันในระยะยาว

สถิติไฟป่าและผลกระทบต่อ PM2.5

จากข้อมูลกรมควบคุมมลพิษ พบว่าในปี 2567 เชียงรายมีจุดความร้อน (Hotspot) กว่า 3,500 จุด และค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยในช่วงเดือนมีนาคมแตะระดับ 150 µg/m³ ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนด (50 µg/m³) หลายเท่าตัว

ที่มา: สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15, กรมควบคุมมลพิษ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ทหารพันธุ์ดี มทบ.37 ขยายผลสู่เยาวชน ปลูกฝังศาสตร์พระราชา

โครงการทหารพันธุ์ดี มทบ.37 ขยายผลสู่สถานศึกษา สร้างการเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชา

เชียงราย, 28 กุมภาพันธ์ 2568สำนักงานโครงการทหารพันธุ์ดี มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) ได้ดำเนินโครงการขยายผลการเรียนรู้ ศาสตร์พระราชา สู่สถานศึกษา โดยให้การต้อนรับคณะครูและนักเรียนจาก โรงเรียนเกษมสาสน์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ที่เดินทางมาเข้าศึกษาดูงาน โครงการทหารพันธุ์ดี มทบ.37 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ เพื่อให้เยาวชนเข้าใจหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านรูปแบบเกษตรผสมผสาน

การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมและการลงมือปฏิบัติจริง

โครงการครั้งนี้เปิดโอกาสให้นักเรียนระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 1-3 จำนวน 32 คน พร้อมครูผู้ควบคุม 4 ท่าน ได้เข้าเยี่ยมชมและศึกษาแนวทางการดำเนินโครงการพัฒนาตามแนวทาง ศาสตร์พระราชา โดยมีเนื้อหาการเรียนรู้ที่หลากหลาย ได้แก่

  • การปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติและประวัติศาสตร์เชียงราย
  • เยี่ยมชมโครงการทหารพันธุ์ดี และการนำแนวคิด ศาสตร์พระราชา มาประยุกต์ใช้
  • โครงการแพะเพื่อนแกะ ศึกษาการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้
  • มินิซู (สวนสัตว์เล็ก) เรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศและการดูแลสัตว์
  • โครงการเกาะสมุนไพร การใช้สมุนไพรไทยในการดูแลสุขภาพ
  • โครงการเกษตรปลอดภัย ฝึกการปลูกพืชผักปลอดสารพิษ
  • การผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ เพื่อลดการเผาวัสดุทางการเกษตร ลดปัญหาหมอกควัน
  • โครงการน้ำส้มควันไม้ เทคนิคการผลิตน้ำส้มควันไม้เพื่อใช้ในการเกษตรและปศุสัตว์

นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้และลงมือทำจริง ทำให้เกิดความเข้าใจและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

ผลตอบรับจากครูและนักเรียน

หลังจากจบกิจกรรม นักเรียนต่างมีความสุข สนุกสนาน และได้รับ ความรู้แปลกใหม่จากการสัมผัสของจริง ซึ่งช่วยให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับ การเกษตรเชิงยั่งยืน และ การดูแลสิ่งแวดล้อม ได้ดียิ่งขึ้น

คณะครูที่ร่วมสังเกตการณ์ต่างให้ความเห็นว่า รูปแบบการเรียนรู้นี้เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน และช่วยให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นแนวทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพและตรงตามวัตถุประสงค์ของการศึกษานอกห้องเรียน

การขยายผลโครงการทหารพันธุ์ดีสู่เยาวชน

โครงการทหารพันธุ์ดี มทบ.37 ได้ดำเนินการขยายผลการเรียนรู้นี้ไปยังสถานศึกษาหลายแห่งในจังหวัดเชียงราย โดยมีเป้าหมายในการปลูกฝังแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง” และ การพัฒนาที่ยั่งยืน ให้แก่เยาวชน ซึ่งจะช่วยให้เด็ก ๆ มีความรู้ด้านการเกษตรและการดูแลสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ระดับเยาวชน

ในอนาคต โครงการนี้จะขยายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้รับการศึกษาเชิงปฏิบัติ และสามารถนำแนวคิด พึ่งพาตนเอง” ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

สถิติที่เกี่ยวข้องกับโครงการและแหล่งอ้างอิง

  • จำนวนนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการทหารพันธุ์ดี มทบ.37 ปี 2567: กว่า 2,000 คน (ที่มา: มณฑลทหารบกที่ 37)
  • จำนวนโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการในจังหวัดเชียงราย: 20 โรงเรียน (ที่มา: กองบัญชาการทหารบก)
  • สัดส่วนพื้นที่เกษตรกรรมที่นำแนวคิดศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้: 65% ของพื้นที่เกษตรในจังหวัดเชียงราย (ที่มา: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
  • โครงการเกษตรปลอดภัยในภาคเหนือ: มีการผลิตพืชผักปลอดสารพิษมากกว่า 10,000 ไร่ (ที่มา: กรมวิชาการเกษตร)

สรุป

โครงการทหารพันธุ์ดี มทบ.37 เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ช่วยพัฒนา การเรียนรู้นอกห้องเรียน ให้แก่เยาวชนในจังหวัดเชียงราย โดยการน้อมนำ ศาสตร์พระราชา มาเป็นแนวทางในการพัฒนาและขยายผลสู่สถานศึกษา เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ทั้งด้าน ประวัติศาสตร์, การเกษตร, การดูแลสิ่งแวดล้อม และการพึ่งพาตนเอง ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ในอนาคต

นักเรียน ครู และประชาชนที่สนใจสามารถติดต่อโครงการทหารพันธุ์ดี มทบ.37 เพื่อขอเข้าศึกษาดูงานและเรียนรู้ศาสตร์พระราชาได้ตลอดทั้งปี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ทหารเชียงรายจิตอาสา บริจาคโลหิต 70 ล้านซีซี

มณฑลทหารบกที่ 37 นำกำลังพลจิตอาสาร่วมบริจาคโลหิต ในโครงการ “70 พรรษา 70 ล้านซีซี” เฉลิมพระเกียรติฯ

เชียงราย, 27 กุมภาพันธ์ 2568 – มณฑลทหารบกที่ 37 นำกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน ร่วมกิจกรรมบริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ในโครงการ “70 พรรษา 70 ล้านซีซี เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ ครบ 70 พรรษา 2 เมษายน 2568 โดยมีประชาชนและเจ้าหน้าที่ร่วมบริจาคโลหิตเป็นจำนวนมาก ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

จิตอาสาทหารบก ร่วมบรรเทาวิกฤตขาดแคลนโลหิต

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือของมณฑลทหารบกที่ 37 นำโดย ร้อยตรี ณัฐพล บุญทับ หัวหน้าชุดประสานงานสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านธารทอง พร้อมกำลังพลจิตอาสา “เราทำความดีด้วยหัวใจ” ซึ่งได้ร่วมมือกับ กิ่งกาชาดอำเภอเชียงแสน จัดกิจกรรมนี้ขึ้นเพื่อส่งเสริมการบริจาคโลหิต และสนับสนุนคลังโลหิตให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ เช่น อุบัติเหตุ การผ่าตัด และผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องใช้โลหิตอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลของ สภากาชาดไทย ปัจจุบันประเทศไทยยังคงประสบปัญหาการขาดแคลนโลหิต โดยเฉพาะกลุ่ม หมู่เลือดหายาก ซึ่งมีความจำเป็นต่อการรักษาผู้ป่วยหนัก การบริจาคโลหิตในโครงการนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อรวบรวมโลหิตให้ได้ 70 ล้านซีซี ทั่วประเทศ ตลอดปี 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ฯ และสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของการบริจาคโลหิต

โลหิตถือเป็น ของขวัญแห่งชีวิต” ที่ไม่สามารถผลิตขึ้นเองได้ และจำเป็นต้องรับบริจาคจากประชาชนเท่านั้น โดยเฉลี่ยร่างกายมนุษย์มีโลหิตประมาณ 4.5-6 ลิตร และสามารถบริจาคได้ทุก 3 เดือน โดยที่ร่างกายสามารถสร้างโลหิตใหม่มาทดแทนได้ภายในเวลาไม่กี่วัน

การบริจาคโลหิตช่วยให้ร่างกายได้สร้างเซลล์โลหิตใหม่ ส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้บริจาค และยังเป็นการช่วยเหลือชีวิตผู้อื่นอีกด้วย ทั้งนี้ การบริจาคโลหิตในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ช่วยสร้างคลังโลหิตสำรองให้กับ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โรงพยาบาลอำเภอเชียงแสน และโรงพยาบาลอื่นๆ ในพื้นที่ภาคเหนือ ที่มีความต้องการใช้โลหิตอย่างต่อเนื่อง

ประชาชนตอบรับเข้าร่วมบริจาคอย่างคับคั่ง

บรรยากาศการบริจาคโลหิตเป็นไปอย่างคึกคัก มีเจ้าหน้าที่จาก โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ และทีมแพทย์จากสภากาชาดไทยให้คำแนะนำและดูแลประชาชนที่มาร่วมบริจาคอย่างใกล้ชิด โดยมีประชาชนเข้าร่วมบริจาคโลหิต กว่า 250 คน ซึ่งสามารถรวบรวมโลหิตได้มากกว่า 120,000 ซีซี ในวันเดียว

หนึ่งในผู้บริจาคโลหิต นางสาววิภาดา ชุ่มเย็น อายุ 32 ปี ชาวเชียงแสน กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้ว่า
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้บริจาคโลหิต และรู้สึกภูมิใจมากที่ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องการเลือด ฉันหวังว่าโลหิตที่ฉันบริจาคไปจะสามารถช่วยต่อชีวิตให้ใครสักคนได้”

ขณะที่ พันตรีสุชาติ นามวงศ์ หนึ่งในกำลังพลจิตอาสาที่เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวว่า
ในฐานะทหาร เรามีหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนทุกด้าน การบริจาคโลหิตก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่เราสามารถทำเพื่อสังคมได้ ผมขอเชิญชวนทุกคนให้มาร่วมบริจาคโลหิต เพราะแค่ 1 ถุงเลือด ก็อาจช่วยชีวิตคนได้ถึง 3 คน”

แนวทางขยายโครงการบริจาคโลหิตต่อเนื่อง

หลังจากกิจกรรมในครั้งนี้ มณฑลทหารบกที่ 37 มีแผนที่จะร่วมมือกับ สภากาชาดไทย และ โรงพยาบาลในเครือข่าย เพื่อจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตในพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรณรงค์ให้ประชาชนบริจาคโลหิตเป็นประจำ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนโลหิตในโรงพยาบาล โดยมีเป้าหมายให้สามารถจัดหาปริมาณโลหิตให้เพียงพอสำหรับการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ

สถิติที่เกี่ยวข้องกับการบริจาคโลหิต

  • ประเทศไทย ต้องการโลหิตประมาณ 2.1 ล้านยูนิตต่อปี แต่มีปริมาณโลหิตที่ได้รับบริจาคเพียง 1.6 ล้านยูนิตต่อปี ทำให้ขาดแคลนอยู่ประมาณ 500,000 ยูนิตต่อปี
  • สภากาชาดไทยระบุว่า ประชาชนที่บริจาคโลหิตประจำมีเพียง 1.5% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่องค์การอนามัยโลกแนะนำที่ 3-5%
  • ในปี 2567 การบริจาคโลหิตทั่วประเทศลดลง ประมาณ 10% เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพของประชาชนและสถานการณ์โรคระบาด
  • ผู้ที่สามารถบริจาคโลหิตได้ต้องมีอายุระหว่าง 17-70 ปี น้ำหนักตัวมากกว่า 45 กิโลกรัม และมีสุขภาพแข็งแรง

สรุป

กิจกรรมบริจาคโลหิตในครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่ช่วยเพิ่มปริมาณโลหิตสำรองให้กับโรงพยาบาลและช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องการเลือดฉุกเฉิน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งกำลังพลจิตอาสา หน่วยงานราชการ ประชาชน และภาคเอกชน เป็นตัวอย่างของการทำความดีเพื่อสังคมอย่างแท้จริง

มณฑลทหารบกที่ 37 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคโลหิตเพื่อเป็น ผู้ให้แห่งชีวิต” และสร้างบุญกุศลร่วมกัน โดยสามารถบริจาคโลหิตได้ที่ โรงพยาบาลสภากาชาดไทย หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัดทั่วประเทศ

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร. 1664 หรือเว็บไซต์ www.redcross.or.th

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
SOCIETY & POLITICS

‘สมศักดิ์’ โต้ 9 หมื่นล้าน ค่ารักษาต่างด้าว ตัวเลขคลาดเคลื่อน

สภาพัฒน์เผย ไทยจ่ายค่ารักษาพยาบาลคนต่างด้าว 9.2 หมื่นล้านบาท กระทบหนักพื้นที่ชายแดน

ค่าใช้จ่ายพุ่งสูง แพทย์ชายแดนรับภาระหนัก

ตาก, 26 กุมภาพันธ์ 2568 – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 และภาพรวมปี 2567 พบว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เรียกเก็บไม่ได้จากคนต่างด้าวสูงถึง 9.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ถึง 8.2 เท่า โดยกว่าร้อยละ 81.1 มาจากพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา โดยเฉพาะจังหวัดตาก

เหตุผลที่ไทยต้องแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาล

จากข้อมูลเชิงลึกของหน่วยบริการสาธารณสุขในจังหวัดตาก พบปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนต่างด้าวเข้ามารับการรักษาในไทย ได้แก่:

  1. ขาดแคลนสถานพยาบาลในเมียนมา ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องข้ามแดนเข้ามารับการรักษา โดยส่วนใหญ่มักมีอาการป่วยหนักและไม่สามารถชำระค่ารักษาได้
  2. กลุ่มคนไร้สัญชาติที่เกิดในไทย แต่ไม่ได้รับสิทธิรักษาภายใต้กองทุน ท.99 ทำให้ต้องพึ่งพาสาธารณสุขของไทย
  3. โรงพยาบาลชายแดนต้องรับมือกับโรคติดต่อร้ายแรง แพทย์ชายแดนต้องให้บริการตรวจรักษาในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดในไทย

ผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขไทย

  • บุคลากรทางการแพทย์ขาดแคลน ทำให้การให้บริการล่าช้าและมีภาระงานหนักขึ้น
  • งบประมาณโรงพยาบาลตึงตัว ต้องรองรับภาระค่าใช้จ่ายโดยไม่ได้รับการชดเชยเต็มจำนวน
  • การแพร่ระบาดของโรคติดต่อในพื้นที่ชายแดน สร้างความกังวลด้านสาธารณสุข

รัฐมนตรีสาธารณสุขแจงตัวเลข สศช. คลาดเคลื่อน

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 ที่กระทรวงสาธารณสุข นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงว่าตัวเลขค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลคนต่างด้าวที่ สศช. รายงานว่า 9.2 หมื่นล้านบาท เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง โดยงบประมาณหลักประกันสุขภาพรวมต่อปีอยู่ที่ประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ดังนั้นการที่ค่ารักษาคนต่างด้าวจะสูงถึง 9 หมื่นล้านบาทเป็นไปไม่ได้

“ตัวเลขที่แท้จริงอยู่ที่ประมาณ 2,050 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีก่อนประมาณ 500 ล้านบาท โดยตัวเลขดังกล่าวยังต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม” นายสมศักดิ์กล่าว

แนวทางแก้ไขปัญหาสาธารณสุขชายแดน

  1. การจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสม เพื่อให้โรงพยาบาลชายแดนสามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. ยกระดับมาตรฐานการสาธารณสุขชายแดน โดยประสานงานกับหน่วยงานในประเทศและองค์กรต่างชาติ
  3. เร่งพิสูจน์สิทธิของบุคคลไร้สถานะ เพื่อลดภาระของโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดน

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของคนต่างด้าวที่เรียกเก็บไม่ได้ปี 2567 อยู่ที่ 2,050 ล้านบาท
  • งบประมาณที่ใช้รองรับคนต่างด้าวในโรงพยาบาลชายแดนลดลง 500 ล้านบาทจากปีก่อน
  • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการรักษาคนต่างด้าวต่อคนต่ำกว่า 2,000 บาท
  • 81.1% ของค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวเลข 9.2 หมื่นล้านบาทที่เผยแพร่โดย สศช. ยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ และอาจเกิดจากข้อผิดพลาดด้านการบันทึกข้อมูล เช่น การบันทึกค่ารักษาซ้ำซ้อนหรือคำนวณผิดพลาด

กระทรวงสาธารณสุขเตรียมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมเสนอแนวทางบริหารจัดการงบประมาณด้านสุขภาพให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายห่วงใย! ผู้ว่าฯ เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวไฟไหม้บ้าน

ผู้ว่าฯ เชียงราย เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวผู้ประสบภัยไฟไหม้บ้านทั้งหลัง มูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท

เชียงราย, 26 กุมภาพันธ์ 2568 (Reuters) – นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย และประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ให้กำลังใจครอบครัวผู้ประสบเหตุไฟไหม้บ้านทั้งหลังในเขตเทศบาลนครเชียงราย โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้บ้านและทรัพย์สินได้รับความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท

เหตุการณ์ไฟไหม้และผลกระทบต่อครอบครัวผู้ประสบภัย

ไฟไหม้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ชุมชนสันโค้งหลวง ซอย 5 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย โดยต้นเพลิงมาจากบ้านของ ส.อ.บุญศรี อายุ 88 ปี ซึ่งถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหลัง ส่งผลให้ทรัพย์สินภายในบ้านมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ถูกเผาทำลายทั้งหมด

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลนครเชียงรายได้รับแจ้งเหตุและระดมกำลังเข้าควบคุมเพลิงโดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง จึงสามารถดับไฟได้สำเร็จ เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เจ้าของบ้านและครอบครัวต้องสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมด

ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่ให้กำลังใจและมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย เดินทางลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้ประสบภัย พร้อมทั้งนำสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นมอบให้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

ผู้ว่าฯ เชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายและทุกภาคส่วน พร้อมให้ความช่วยเหลือ และฟื้นฟูจิตใจของผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือของชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือครอบครัว ส.อ.บุญศรี ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้โดยเร็ว

“นี่เป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้า แต่สิ่งที่เราทำได้คือร่วมมือกันเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และทำให้ครอบครัวของ ส.อ.บุญศรี ได้รับการฟื้นฟูทั้งทางกายและใจ” นายชรินทร์กล่าว

เทศบาลนครเชียงรายเร่งประสานความช่วยเหลือเพิ่มเติม

ด้าน เทศบาลนครเชียงราย ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่าง การประเมินความเสียหาย และเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การช่วยเหลือเพิ่มเติม เบื้องต้นได้จัดหาสถานที่พักชั่วคราวสำหรับครอบครัว ส.อ.บุญศรี และกำลังพิจารณาแนวทางการสนับสนุนเงินเยียวยา

นอกจากนี้ หน่วยงานภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป สามารถร่วมบริจาคช่วยเหลือครอบครัวผู้ประสบภัย ผ่านกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยของจังหวัดเชียงราย ซึ่งจะนำเงินไปใช้ในการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัย

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • สถิติไฟไหม้ในจังหวัดเชียงราย ปี 2567: เกิดเหตุไฟไหม้ทั้งสิ้น 58 ครั้ง (ที่มา: สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเชียงราย)
  • มูลค่าความเสียหายจากเหตุไฟไหม้เฉลี่ยต่อปีในจังหวัดเชียงราย: ประมาณ 120 ล้านบาท (ที่มา: เทศบาลนครเชียงราย)
  • ระยะเวลาเฉลี่ยในการควบคุมเพลิงของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงในพื้นที่เชียงราย: 90-120 นาที (ที่มา: หน่วยกู้ภัยเชียงราย)
  • จำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากไฟไหม้ในเชียงราย ปี 2567: 85 ครัวเรือน (ที่มา: สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเชียงราย)

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเชียงราย ขอให้ประชาชน เพิ่มความระมัดระวังในการใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าในช่วงฤดูแล้ง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ และหากพบเห็นเหตุการณ์ไฟไหม้สามารถแจ้งเหตุได้ที่ สายด่วน 199 ตลอด 24 ชั่วโมง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE