
เชียงรายจัดการประชุมเตรียมจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด 5 ปี (พ.ศ. 2571-2575)
มีผู้เข้าร่วมกว่า 350 คนจากทุกภาคส่วนเพื่อบูรณาการความร่วมมือร่วมกัน
เป้าหมายหลักคือการรับมือเศรษฐกิจใหม่ ภัยแล้ง และความท้าทายในพื้นที่
มุ่งเน้นยุทธศาสตร์เมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์ เกษตรมูลค่าสูง และการจัดการสิ่งแวดล้อม
เน้นการแปลงแผนสู่การปฏิบัติจริง เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตประชาชน
เชียงราย,19 พฤษภาคม 2569 – สัมมนาเตรียมพร้อมจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดและแผนปฏิบัติราชการปี 2571 ดึงกว่า 350 คนจากทุกภาคส่วนร่วมวางทิศทาง 5 ปีข้างหน้า ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่โตชะลอ ความเสี่ยงภัยแล้ง ต้นทุนพลังงาน และการแข่งขันใหม่ของภูมิภาค
แผน 5 ปีที่ต้องตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนเชียงราย
จังหวัดเชียงรายจัดประชุมสัมมนา “การเตรียมความพร้อมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดและแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณของจังหวัดเชียงราย” ณ โรงแรมเอ็มบูทีค รีสอร์ท อำเภอเมืองเชียงราย โดยนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดการประชุม เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมให้หน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายสามารถจัดทำแผนงานและโครงการได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนด
การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แจ้งมติคณะกรรมการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ หรือ ก.น.บ. ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ซึ่งเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำแผนของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ประจำปีงบประมาณ 2571 ถึง 2575 เพื่อให้ทุกจังหวัดใช้เป็นแนวทางเดียวกัน
สำหรับเชียงราย การจัดทำแผนรอบใหม่นี้มีความหมายมากกว่าการเรียงลำดับโครงการเพื่อของบประมาณ เพราะจังหวัดกำลังเผชิญโจทย์พร้อมกันหลายด้าน ทั้งการฟื้นเศรษฐกิจ การยกระดับท่องเที่ยวสร้างสรรค์ การแก้ปัญหายาเสพติด การพัฒนาน้ำดื่มสะอาด การเพิ่มรายได้ประชาชน การจัดระเบียบสังคม และการรับมือผลกระทบจากภูมิอากาศที่แปรปรวนมากขึ้น
จากเป้าหมายเดิมสู่แผนรอบใหม่
ข้อมูลที่ใช้ในการประชุมระบุว่า วิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดเชียงรายช่วงปี 2566 ถึง 2570 กำหนดเป้าหมายไว้ว่า “เชียงรายเมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์ วิถีถิ่นร่วมสมัย สิ่งแวดล้อมสมดุล เกษตรกรรมมูลค่าสูง มุ่งสู่ความยั่งยืน” โดยมี 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก การส่งเสริมสุขภาวะที่ดี การเป็นประตูเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง การพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
วิสัยทัศน์ดังกล่าวเป็นฐานสำคัญของการจัดทำแผนใหม่ เพราะเชียงรายมีตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ที่แตกต่างจากหลายจังหวัด ทั้งการเป็นเมืองชายแดน การเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การเป็นเมืองศิลปะและเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก การมีทรัพยากรธรรมชาติและชาติพันธุ์หลากหลาย รวมถึงการมีฐานเกษตรและท่องเที่ยวที่สามารถต่อยอดได้ แต่แผนรอบใหม่ต้องแปลจุดแข็งเหล่านี้ให้เป็นโครงการที่วัดผลได้ ไม่ใช่เป็นเพียงถ้อยคำเชิงนโยบาย
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเน้นให้ทุกหน่วยงานบูรณาการตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง โดยคำนึงถึงความต้องการของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ พร้อมติดตามและประเมินผลโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม คำย้ำนี้เป็นหัวใจของการวางแผนจังหวัดยุคใหม่ เพราะโครงการที่ดีต้องไม่จบแค่การอนุมัติงบประมาณ แต่ต้องตอบให้ได้ว่าประชาชนได้รับอะไร เปลี่ยนแปลงอะไร และลดปัญหาในพื้นที่ได้จริงหรือไม่
เศรษฐกิจไทยโต แต่ยังมีสัญญาณเตือน
บรรยากาศการจัดทำแผนจังหวัดรอบใหม่เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังมีทั้งแรงหนุนและความเสี่ยง สภาพัฒน์รายงานว่า GDP ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนจากการลงทุนรวมที่ขยายตัว 9.9% และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว 10.1% จากหมวดเครื่องจักร เครื่องมือ และยานพาหนะ
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมยังไม่ใช่เศรษฐกิจที่ปลอดความเสี่ยง เพราะการนำเข้าเพิ่มขึ้นสูงจนทำให้ดุลการค้ากลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส ขณะเดียวกันรายได้เกษตรกรโดยรวมลดลง 6.3% แม้ภาคเกษตรขยายตัว 1.2% จากผลผลิตบางชนิดที่เพิ่มขึ้น เช่น ทุเรียน มังคุด และปาล์มน้ำมัน
ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายต่อเชียงรายโดยตรง เพราะเชียงรายเป็นจังหวัดที่พึ่งพาเศรษฐกิจฐานราก เกษตรกรรม การท่องเที่ยว บริการ และการค้าชายแดน หากรายได้เกษตรกรลดลง กำลังซื้อในชุมชนย่อมอ่อนตัว หากต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ร้านอาหาร โลจิสติกส์ และเกษตรกรย่อมรับแรงกดดันพร้อมกัน ดังนั้น แผนพัฒนาจังหวัดรอบใหม่จึงต้องมีความละเอียดพอที่จะรับมือกับเศรษฐกิจที่เติบโตแต่เปราะบาง
น้ำ เกษตร และภัยแล้งคือโจทย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
หนึ่งในประเด็นที่เชื่อมโยงระดับประเทศกับพื้นที่เชียงรายคือเรื่องน้ำและภัยแล้ง สภาพัฒน์เสนอให้รัฐดูแลภาคเกษตรและรับมือภัยแล้ง รวมถึงบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากเวที “The Listening Forum” ที่รัฐบาลจัดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ระบุว่าภาคเอกชนเสนอให้เร่งลงทุนทรัพยากรน้ำรองรับภาคเกษตรและวิกฤติเอลนีโญ รวมถึงเร่งลงทุนพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่
สำหรับเชียงราย เรื่องน้ำไม่ใช่ประเด็นไกลตัว จังหวัดมีทั้งพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก เช่น แม่สาย และพื้นที่เกษตรที่ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันยังมีแหล่งน้ำสำคัญอย่างหนองหลวง หนองแรด ลุ่มน้ำกก และระบบชลประทานในหลายอำเภอ หากแผนพัฒนาจังหวัดรอบ 2571 ถึง 2575 ต้องการตอบโจทย์ความยั่งยืนจริง การจัดการน้ำต้องอยู่ในลำดับความสำคัญ ไม่ใช่โครงการเสริมหลังจากจัดการเรื่องอื่นเสร็จแล้ว
ประเด็นนี้ยังสัมพันธ์กับเกษตรมูลค่าสูงและเกษตรอัจฉริยะ เพราะเกษตรที่มีคุณภาพต้องพึ่งพาน้ำ ดิน อากาศ และระบบตลาดที่ดี หากน้ำไม่มั่นคง การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรจะทำได้ยาก และหากเกษตรกรยังแบกรับความเสี่ยงลำพัง แผนพัฒนาจะไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ได้จริง
ฟังทุกภาคส่วนเพื่อให้โครงการไม่หลุดจากปัญหาจริง
การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 350 คน ประกอบด้วยหน่วยงานราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค รัฐวิสาหกิจ อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคการศึกษา โดยมีผู้แทนกระทรวงมหาดไทย สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคเหนือ และสำนักงบประมาณเขตพื้นที่ 17 ร่วมบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการจัดทำแผนและการเขียนโครงการที่มีคุณภาพ
จำนวนผู้เข้าร่วมที่ครอบคลุมหลายภาคส่วนสะท้อนว่าการวางแผนจังหวัดไม่สามารถทำจากโต๊ะทำงานฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้อีกต่อไป เพราะปัญหาจังหวัดมีหลายมิติ เช่น ภาคเอกชนเห็นคอขวดด้านการลงทุนและตลาด ชุมชนเห็นปัญหาน้ำ ถนน ยาเสพติด และอาชีพ อำเภอเห็นปัญหาเฉพาะพื้นที่ ส่วนภาคการศึกษาเห็นช่องว่างด้านทักษะและกำลังคน หากนำเสียงเหล่านี้มารวมกันอย่างเป็นระบบ แผนจังหวัดจะมีโอกาสตรงกับความต้องการจริงมากขึ้น
สิ่งที่ต้องระวังคือ การมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากไม่เท่ากับการมีส่วนร่วมที่มีคุณภาพเสมอไป จังหวัดจึงต้องมีกระบวนการคัดกรองปัญหา จัดลำดับความสำคัญ และแปลงข้อเสนอเป็นโครงการที่มีเจ้าภาพ งบประมาณ ตัวชี้วัด และแผนติดตามชัดเจน มิฉะนั้น เวทีรับฟังอาจจบลงเพียงเอกสารสรุป แต่ไม่สามารถเปลี่ยนชีวิตประชาชนได้จริง
แผนจังหวัดต้องเชื่อมกับเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
ข้อมูลจากเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ระบุว่ารัฐบาลรับข้อเสนอภาคเอกชน 6 ประเด็น เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด การลงทุนในคนผ่าน AI และดิจิทัล การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ การปลดล็อกอุปสรรคการลงทุน การปราบคอร์รัปชัน และการดูแลเงินเฟ้อกับ SMEs
ประเด็นเหล่านี้สอดคล้องกับทิศทางที่เชียงรายควรวางในแผน 5 ปี เพราะเชียงรายมีโอกาสสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จากฐานของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เมืองสร้างสรรค์ เกษตรมูลค่าสูง โลจิสติกส์ชายแดน พลังงานสะอาดระดับชุมชน และเศรษฐกิจวัฒนธรรม แต่การไปถึงจุดนั้นต้องมีโครงการที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่กิจกรรมแยกส่วน
ตัวอย่างเช่น หากเชียงรายต้องการเป็นเมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์ระดับโลก แผนจังหวัดต้องลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการ เส้นทางท่องเที่ยว ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และทักษะผู้ประกอบการ หากต้องการเกษตรอัจฉริยะ ต้องมีระบบน้ำ ข้อมูล ดิจิทัล มาตรฐานสินค้า และตลาดรองรับ หากต้องการเป็นประตูสู่ลุ่มน้ำโขง ต้องพัฒนาโลจิสติกส์ จุดผ่านแดน การค้าชายแดน และความร่วมมือระหว่างประเทศ
จากแผนบนกระดาษสู่ผลลัพธ์ที่ประชาชนต้องเห็น
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเน้นย้ำการนำนโยบายรัฐบาลสู่การปฏิบัติในพื้นที่ เช่น การจัดระเบียบสังคม การแก้ไขปัญหายาเสพติด การสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน การพัฒนาน้ำดื่มสะอาด และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง และควรเป็นตัวชี้วัดสำคัญของแผนจังหวัดรอบใหม่
ความท้าทายคือ โครงการจำนวนมากในระบบราชการมักถูกออกแบบตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน แต่ปัญหาจริงของประชาชนไม่ได้แยกเป็นกรมหรือกระทรวง เช่น ปัญหายาเสพติดเกี่ยวข้องกับครอบครัว โรงเรียน ตำรวจ ชุมชน สุขภาพจิต และอาชีพ ปัญหารายได้เกษตรกรเกี่ยวข้องกับน้ำ ดิน ตลาด หนี้สิน เทคโนโลยี และโลจิสติกส์ ดังนั้น การบูรณาการตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางที่ผู้ว่าฯ ย้ำ จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญ
หากแผนจังหวัดรอบใหม่สามารถเปลี่ยนจาก “โครงการรายหน่วยงาน” ไปสู่ “ชุดโครงการที่แก้ปัญหาเดียวกันร่วมกัน” เชียงรายจะมีโอกาสเห็นผลลัพธ์ชัดเจนขึ้น เช่น ลดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม เพิ่มรายได้ชุมชนท่องเที่ยว เพิ่มพื้นที่เกษตรมูลค่าสูง เพิ่มการเข้าถึงน้ำสะอาด ลดปัญหายาเสพติด และทำให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสทำงานในพื้นที่บ้านเกิดมากขึ้น
บทสรุปของเชียงรายในรอบแผนใหม่
การประชุมวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 จึงเป็นมากกว่ากิจกรรมเตรียมความพร้อมเชิงเอกสาร แต่เป็นจุดตั้งต้นของการกำหนดอนาคตเชียงรายในช่วงปี 2571 ถึง 2575 ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความไม่แน่นอนจากต้นทุนพลังงาน การค้าระหว่างประเทศ ภัยแล้ง หนี้ครัวเรือน และการแข่งขันด้านการลงทุน
เชียงรายมีทุนเดิมจำนวนมาก ทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม ชายแดน เมืองสร้างสรรค์ เกษตรพื้นที่สูง ศิลปะ และชุมชนชาติพันธุ์ แต่ทุนเหล่านี้จะสร้างผลลัพธ์ได้ก็ต่อเมื่อถูกจัดวางในแผนพัฒนาที่มีลำดับความสำคัญ มีเจ้าภาพชัด มีงบประมาณรองรับ และมีการติดตามผลจริง
หัวใจของแผนรอบใหม่จึงไม่ใช่การเขียนให้สวยงาม แต่คือการตอบคำถามว่า อีก 5 ปีข้างหน้า คนเชียงรายจะมีรายได้ดีขึ้นหรือไม่ เดินทางปลอดภัยขึ้นหรือไม่ มีน้ำใช้มั่นคงขึ้นหรือไม่ เกษตรกรขายสินค้าได้มูลค่าสูงขึ้นหรือไม่ เมืองท่องเที่ยวสร้างรายได้กระจายถึงชุมชนหรือไม่ และเยาวชนจะเห็นอนาคตของตัวเองในจังหวัดนี้มากขึ้นเพียงใด หากแผนตอบคำถามเหล่านี้ได้ การประชุมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่มีความหมายต่ออนาคตของเชียงรายอย่างแท้จริง
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)