Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ตรวจเข้มกำแพง “เมียนมา” ‘อ.แม่สาย’ ป้องกันล้ำเขตแดน

ตรวจสอบการก่อสร้างกำแพงกันตลิ่งแม่น้ำสาย ป้องกันปัญหาการกัดเซาะและแนวเขตแดน

การลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการก่อสร้างกำแพงกันตลิ่ง

เชียงราย, 10 มีนาคม 2568 – เมื่อวันจันทร์ที่ 10 มีนาคม 2568 เวลา 13.30 น. นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย มอบหมายให้นายธีรศักดิ์ พุทธรักษา ปลัดอำเภอกลุ่มงานความมั่นคง พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการก่อสร้างกำแพงหินคอนกรีตป้องกันตลิ่งแม่น้ำสาย ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา การดำเนินการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานไทยและเมียนมา เพื่อกำหนดตำแหน่งค่าพิกัดที่ชัดเจน ป้องกันปัญหาการล้ำเขตแดน และลดความเสี่ยงจากการกัดเซาะของแม่น้ำสาย

พื้นที่ดำเนินโครงการก่อสร้างกำแพงกันตลิ่ง

โครงการก่อสร้างกำแพงกันตลิ่งในเมียนมาครอบคลุมพื้นที่ 3 จุดสำคัญ ได้แก่:

  1. จุดก่อสร้างตรงข้ามสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1
  2. จุดก่อสร้างใต้สะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1
  3. จุดก่อสร้างบริเวณหลังโรงแรมอารัว

พื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะของแม่น้ำสาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อที่ดินและแนวเขตแดนระหว่างสองประเทศ การก่อสร้างกำแพงหินคอนกรีตจึงเป็นแนวทางในการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

วัตถุประสงค์ของการตรวจสอบพื้นที่

การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ:

  • ตรวจสอบตำแหน่งค่าพิกัดของพื้นที่ก่อสร้างให้ถูกต้อง
  • กำหนดหลักเขตแดนให้ชัดเจนเพื่อป้องกันปัญหาล้ำแดน
  • ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ

ติดตามความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างและตรวจสอบมาตรฐานการดำเนินงาน

หน่วยงานที่เข้าร่วมตรวจสอบพื้นที่

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงาน ได้แก่:

  • โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงราย
  • หน่วยประสานงานชายแดนไทย-เมียนมา ประจำพื้นที่ 1 (TBC)
  • กรมแผนที่ทหาร
  • ฝ่ายปกครองอำเภอแม่สาย

ผลกระทบและแนวทางการแก้ไขปัญหากัดเซาะตลิ่ง

พื้นที่ริมแม่น้ำสายเป็นพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของกระแสน้ำ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการพังทลายของตลิ่งและการเปลี่ยนแปลงแนวแม่น้ำ หากไม่มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่อยู่อาศัย การเกษตร และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ โดยเฉพาะแนวเขตแดนที่ต้องกำหนดให้ชัดเจนเพื่อลดข้อพิพาทระหว่างประเทศ

การสร้างกำแพงกันตลิ่งจึงเป็นมาตรการที่สำคัญในการลดความเสี่ยงจากการพังทลายของที่ดินริมแม่น้ำ และยังช่วยให้สามารถใช้พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำสายได้อย่างปลอดภัยและมั่นคงยิ่งขึ้น

สถิติที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการกัดเซาะตลิ่งและการก่อสร้างกำแพงป้องกัน

  • จากรายงานของกรมโยธาธิการและผังเมือง พบว่าแม่น้ำสายเป็นหนึ่งในแม่น้ำที่มีอัตราการกัดเซาะสูง โดยเฉลี่ย 1.2 เมตรต่อปี
  • สถิติจากกรมทรัพยากรน้ำระบุว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีพื้นที่ริมแม่น้ำที่ถูกกัดเซาะและสูญเสียไปมากกว่า 500 ไร่
  • โครงการกำแพงป้องกันตลิ่งที่ผ่านการก่อสร้างในพื้นที่ชายแดนสามารถลดอัตราการพังทลายของตลิ่งได้มากถึง 80%
  • ความร่วมมือด้านการบริหารจัดการแม่น้ำระหว่างไทย-เมียนมาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีโครงการป้องกันตลิ่งมากกว่า 15 โครงการ ทั่วแนวชายแดน

ข้อคิดเห็นจากทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายสนับสนุน

ฝ่ายที่สนับสนุนการก่อสร้างกำแพงกันตลิ่งให้เหตุผลว่าโครงการนี้จะช่วยป้องกันปัญหาดินพังทลาย ลดความเสี่ยงจากน้ำหลาก และป้องกันข้อพิพาทเรื่องแนวเขตแดน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับชุมชนริมแม่น้ำและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่

ฝ่ายที่กังวล

ในขณะที่บางฝ่ายกังวลว่าโครงการก่อสร้างอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแม่น้ำ เช่น การเปลี่ยนแปลงการไหลของน้ำ การกัดเซาะฝั่งตรงข้าม หรือผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำสายในการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องมีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบคอบก่อนดำเนินโครงการ

สรุปภาพรวมโครงการ

การตรวจสอบการก่อสร้างกำแพงกันตลิ่งในพื้นที่แม่น้ำสาย จังหวัดท่าขี้เหล็ก เมียนมา เป็นความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมาเพื่อป้องกันการกัดเซาะของตลิ่ง ลดข้อพิพาทเรื่องแนวเขตแดน และเสริมสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนริมแม่น้ำ อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการยังต้องมีการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ทหารสร้างฝายชะลอน้ำ เชียงรายยั่งยืน ตามรอยพ่อหลวง

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพลสร้างฝายชะลอน้ำ เสริมความยั่งยืนให้ชุมชน

โครงการสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ

เชียงราย, 10 มีนาคม 2568 – มณฑลทหารบกที่ 37 นำกำลังพลลงพื้นที่สร้างฝายชะลอน้ำแบบกึ่งถาวร ณ สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านธารทอง ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยมีเป้าหมายเพื่อบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชนและเสริมสร้างความสมดุลทางธรรมชาติ

ปฏิบัติการ “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ภายใต้แนวคิด “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” กำลังพลของมณฑลทหารบกที่ 37 นำโดย ร้อยตรี ณัฐพล บุญทับ หัวหน้าชุดประสานงานสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านธารทอง ได้ร่วมแรงร่วมใจทำงานร่วมกับหัวหน้าสถานีพัฒนาการเกษตร เจ้าหน้าที่ และคนงานในพื้นที่ รวมถึงเจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเชียงราย โดยการสร้างฝายดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและป่าไม้

ลักษณะของฝายชะลอน้ำแบบกึ่งถาวร

ฝายชะลอน้ำแบบกึ่งถาวรที่จัดสร้างในครั้งนี้เป็นการผสมผสานระหว่างวัสดุตามธรรมชาติและวัสดุก่อสร้าง เพื่อให้มีความคงทน แข็งแรง และสามารถดูแลรักษาได้ง่าย เหมาะสมกับพื้นที่ต้นน้ำที่มีลักษณะคดเคี้ยวและลาดชันสูง โดยฝายจะช่วยชะลอการไหลของน้ำ ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน และกักเก็บน้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับชุมชนตลอดทั้งปี

ประโยชน์ของฝายชะลอน้ำ

  • ชะลอความเร็วของน้ำ ลดความรุนแรงของน้ำหลากในฤดูฝน
  • แก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง โดยช่วยกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง
  • ดักตะกอนหน้าดิน ลดการชะล้างดินจากต้นน้ำ
  • เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับป่าไม้ ช่วยให้ระบบนิเวศฟื้นตัวอย่างยั่งยืน
  • เสริมสร้างความมั่นคงทางน้ำ ให้กับเกษตรกรและชุมชนโดยรอบ

ปฏิบัติการเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

การดำเนินโครงการนี้ยังเป็นการถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี แสดงถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน

สถิติที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำและฝายชะลอน้ำ

  • จากข้อมูลของกรมทรัพยากรน้ำ พบว่าประเทศไทยมีการสร้างฝายชะลอน้ำไปแล้วกว่า 100,000 ฝาย ทั่วประเทศ
  • ฝายชะลอน้ำสามารถช่วยกักเก็บน้ำได้เฉลี่ย 50-100 ลูกบาศก์เมตร ต่อฝาย ขึ้นอยู่กับขนาดและพื้นที่
  • การสร้างฝายในพื้นที่ป่าต้นน้ำช่วยลดความเร็วของน้ำไหลลงได้ถึง 30-50% เมื่อเทียบกับพื้นที่ไม่มีฝาย
  • ชุมชนที่มีฝายชะลอน้ำสามารถลดปัญหาภัยแล้งได้มากถึง 40% จากสถิติของกรมชลประทาน

สรุปภาพรวมโครงการ

โครงการสร้างฝายชะลอน้ำของมณฑลทหารบกที่ 37 เป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ช่วยบริหารจัดการน้ำ เพิ่มความมั่นคงทางน้ำ และส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไป นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชนที่มุ่งสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เปิดอาชีพผู้ต้องขัง ‘ราชทัณฑ์’ ปันสุขฯ คืนคนดีสู่สังคม

กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ฯ ติดตามโครงการราชทัณฑ์ปันสุข สร้างอาชีพ คืนคนดีสู่สังคม

ติดตามการดำเนินโครงการพัฒนาและฝึกอาชีพผู้ต้องขัง

เชียงราย,วันที่ 7 มีนาคม 2568 – พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ 908 กรรมการมูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และรองประธานกรรมการกองทุนกำลังใจฯ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามโครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ณ เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย

ในโอกาสนี้ ได้เป็นประธานเปิด อาคารแสดงผลิตภัณฑ์ฝีมือผู้ต้องราชทัณฑ์ ภายใต้แนวคิด “สร้างคน สร้างโอกาส สร้างอาชีพ คืนคนดีสู่สังคม” โดยมี นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ

เยี่ยมชมกิจกรรมฝึกอาชีพผู้ต้องขังเพื่อคืนสู่สังคม

ภายในงาน พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง และคณะ ได้เยี่ยมชมฐานฝึกอาชีพต่าง ๆ อาทิ การนวดแผนไทย การเลี้ยงสัตว์ การเพาะปลูกสมุนไพร การผลิตปุ๋ยจากมูลไส้เดือน รวมถึงการแสดงผลิตภัณฑ์จากโครงการกำลังใจ และกิจกรรมราชทัณฑ์ปันโอกาส สร้างอาชีพ เช่น ร้านกาแฟและร้านอาหารที่ดำเนินการโดยผู้ต้องขัง

โครงการกำลังใจฯ ตามแนวพระราชดำริ สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ต้องขัง

เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ดำเนินการภายใต้โครงการกำลังใจในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ซึ่งได้น้อมนำหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถพึ่งพาตนเองได้เมื่อพ้นโทษ ทั้งนี้การฝึกอาชีพ เช่น งานช่างไม้ งานเกษตร และงานฝีมือ ช่วยเพิ่มโอกาสการประกอบอาชีพและลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ

นโยบาย 8 มิติ ยกกำลัง 2 สร้างคนดีคืนสังคม

ปัจจุบันเรือนจำกลางเชียงราย ดำเนินโครงการ “รวมพลังขับเคลื่อน 8 มิติ ยกกำลัง 2 สร้างคนดีคืนสังคม” อย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นให้ ผู้ต้องขังมีทักษะอาชีพที่สามารถนำไปใช้หลังพ้นโทษ เช่น การฝึกช่างไม้ ที่มีการผลิตเครื่องเรือนจำหน่าย ทั้ง โต๊ะรับแขก โต๊ะอาหาร โต๊ะกาแฟ และจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์

ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

ในช่วงบ่าย พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง ได้เดินทางไปยัง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เพื่อติดตามความร่วมมือระหว่างเรือนจำและมหาวิทยาลัยฯ ในการสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาอาชีพผู้ต้องขัง จากนั้นได้เดินทางต่อไปยัง อำเภอเวียงเชียงรุ้ง เพื่อติดตามความก้าวหน้าของ นายสุรพล ดอนเลย ผู้ต้องขังที่พ้นโทษแล้วสามารถประกอบอาชีพทำสวนพริกส่งออกต่างประเทศได้อย่างประสบความสำเร็จ

สถิติโครงการราชทัณฑ์ปันสุข และผลกระทบทางสังคม

จากข้อมูลของ กรมราชทัณฑ์ (2567) พบว่า

  • อัตราการกระทำผิดซ้ำของผู้ที่ผ่านโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ลดลง กว่า 45%
  • ผู้ต้องขังที่ผ่านการฝึกอาชีพมีโอกาสได้งานทำหลังพ้นโทษมากขึ้น 70%
  • มีผู้ต้องขังเข้าร่วมโครงการฝึกอาชีพในเรือนจำกลางเชียงราย มากกว่า 1,500 คนต่อปี
  • รายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของผู้ต้องขังมีมูลค่ากว่า 5 ล้านบาทต่อปี

บทสรุป: ก้าวต่อไปของโครงการราชทัณฑ์ปันสุข

โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ถือเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาผู้ต้องขังให้สามารถคืนสู่สังคมได้อย่างยั่งยืน การฝึกอาชีพและการสร้างโอกาสทำงานเป็นปัจจัยที่ช่วยลดปัญหาอาชญากรรมและการกระทำผิดซ้ำ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโครงการในระยะยาวต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ต้องขังที่พ้นโทษไปแล้วสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงและไม่หวนกลับไปกระทำผิดอีก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เทศบาลนครเชียงรายพ่นละอองน้ำ ดักฝุ่นหลังน้ำท่วม สู้ PM2.5

เทศบาลนครเชียงรายเร่งสร้างละอองน้ำลดฝุ่น PM2.5 และฟื้นฟูหลังอุทกภัย

มาตรการเร่งด่วนเพื่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมในเขตเทศบาล

เชียงราย, 7 มีนาคม 2568 – เทศบาลนครเชียงราย นำโดย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย และ นายธเนศ โกมลธง รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วยข้าราชการ เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ภาคีเครือข่าย และโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค นำโดย นายแพทย์ณัฐชัย เครือจักร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค ได้ร่วมกันดำเนินมาตรการ พ่นละอองน้ำในเขตเทศบาลนครเชียงราย เพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมหลังอุทกภัยที่เพิ่งผ่านพ้นไป

แนวทางปฏิบัติและพื้นที่ดำเนินการ

มาตรการพ่นละอองน้ำของเทศบาลนครเชียงรายครอบคลุมพื้นที่ที่มีปัญหาฝุ่นละอองและได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยในช่วงเช้าได้มีการ ล้างถนนและดูดโคลนเลน ตามถนนสายหลักในเขตเมืองเชียงราย จากนั้นได้ดำเนินการพ่นละอองน้ำในจุดสำคัญ ได้แก่:

  • ถนนสิงหไคล (หน้ารพ.โอเวอร์บรุ๊ค)
  • บริเวณอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช
  • สวนตุงและโคมนครเชียงราย

นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายพื้นที่การพ่นละอองน้ำไปยังจุดที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น และจุดที่มีค่าฝุ่นละออง PM2.5 สูง เพื่อให้มาตรการนี้สามารถช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วัตถุประสงค์ของโครงการพ่นละอองน้ำ

นายแพทย์ณัฐชัย เครือจักร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นการส่งเสริมสุขภาพของประชาชนโดยตรง เพราะฝุ่น PM2.5 เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจ อีกทั้งยังสามารถแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในระยะสั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นอกจากประโยชน์ด้านสุขภาพแล้ว มาตรการพ่นละอองน้ำยังช่วย บรรเทาความร้อนในช่วงฤดูร้อน ทำให้ประชาชนรู้สึกสบายขึ้น และช่วยลดอุณหภูมิในเขตเมืองเชียงราย ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน

การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า: ถังน้ำจากภารกิจช่วยเหลืออุทกภัย

หนึ่งในแนวทางที่เทศบาลนครเชียงรายนำมาใช้คือการ ปรับใช้ถังน้ำขนาดใหญ่ที่เคยนำไปช่วยเหลือประชาชนในช่วงประสบอุทกภัย โดยนำกลับมาบรรจุน้ำสะอาดเพื่อใช้ในการพ่นละอองน้ำ ซึ่งช่วยลดการสิ้นเปลืองทรัพยากรและเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงาน

สถิติและข้อมูลเกี่ยวกับฝุ่น PM2.5 และผลกระทบต่อสุขภาพ

จากรายงานของ กรมควบคุมมลพิษ พบว่า จังหวัดเชียงรายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่น PM2.5 สูงสุดในภาคเหนือ โดยในช่วงเดือนมีนาคม ค่าฝุ่น PM2.5 มีค่าเฉลี่ยสูงกว่า 80 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ที่ 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

จากสถิติของ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ระบุว่า จำนวนผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นกว่า 35% ในช่วงเดือนที่มีค่าฝุ่น PM2.5 สูง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)

เสียงสะท้อนจากประชาชนต่อมาตรการพ่นละอองน้ำ

ฝ่ายสนับสนุนมาตรการ: ชาวเชียงรายหลายคนเห็นด้วยกับมาตรการพ่นละอองน้ำ โดยให้ความเห็นว่าเป็นแนวทางที่สามารถช่วยลดฝุ่นได้ในระยะสั้น และช่วยให้สภาพอากาศดีขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีผู้สัญจรและชุมชนหนาแน่น

นายสมพงษ์ ชาวเชียงราย ให้ความเห็นว่า พ่นละอองน้ำช่วยให้หายใจโล่งขึ้น ลดฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ รู้สึกดีขึ้นเวลาขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านจุดที่มีการพ่นน้ำ”

ฝ่ายที่มีข้อกังวล: บางกลุ่มมองว่ามาตรการพ่นละอองน้ำเป็นเพียงการแก้ปัญหาชั่วคราวและไม่สามารถแก้ไขต้นเหตุของปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างถาวร โดยเฉพาะปัญหาหมอกควันจากการเผาป่าและการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศหลักของภาคเหนือ

นางสาวปรียานุช นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การพ่นละอองน้ำช่วยลดฝุ่นได้ชั่วคราว แต่ต้นเหตุของปัญหามาจากการเผาป่าและการเผาเศษวัสดุการเกษตร หากไม่แก้ไขที่ต้นตอ ปัญหาฝุ่น PM2.5 ก็จะกลับมาเหมือนเดิม”

แนวทางเพิ่มเติมในการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5

นักวิชาการและหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมเสนอว่า ควรมี มาตรการควบคุมการเผาในที่โล่ง และ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีลดควันในการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การติดตั้ง เครื่องฟอกอากาศขนาดใหญ่ในพื้นที่สาธารณะ และ การใช้รถบรรทุกน้ำฉีดพ่นถนนในพื้นที่ที่มีฝุ่นสะสมสูง ก็เป็นอีกทางเลือกที่ควรได้รับการพิจารณา

สรุป

มาตรการพ่นละอองน้ำของเทศบาลนครเชียงรายถือเป็นแนวทางเร่งด่วนที่สามารถช่วย ลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ ได้ในระยะสั้น และช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมหลังอุทกภัย อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของมาตรการดังกล่าว และความจำเป็นในการจัดการต้นตอของปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง

ในระยะยาว การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อสร้างแนวทางที่สามารถลดฝุ่น PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

“อ.แม่สรวย” ติดไฟ 133 ต้น อบต.ป่าแดด แก้ปัญหาจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ

อบต.ป่าแดด เดินหน้าติดตั้งไฟส่องสว่าง 133 ต้น เพิ่มความปลอดภัยบนถนนสายแม่สรวย-ฝาง

ลดอุบัติเหตุ เพิ่มแสงสว่างให้ชุมชน คาดแล้วเสร็จเมษายน 2568

เชียงราย, 7 มีนาคม 2568 – นายชัยธวัช สิทธิสม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าแดด ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างสาธารณะ บนถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 109 สายแม่สรวย-ฝาง จังหวัดเชียงราย โดยมีการดำเนินงานติดตั้งเสาไฟฟ้าส่องสว่างจำนวน 133 ต้น เริ่มต้นจากหมู่ที่ 1 บ้านดงน้ำใส ไปจนถึงบริเวณใกล้เขื่อนแม่ตาช้าง คาดว่าการติดตั้งจะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2568

ปัญหาความมืดและอุบัติเหตุบ่อยครั้งเป็นเหตุผลหลักในการดำเนินโครงการ

เส้นทางดังกล่าวเป็นทางหลวงสายหลักที่เชื่อมต่อระหว่างอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งผ่านหลายหมู่บ้าน ได้แก่ บ้านห้วยอ้อ (หมู่ 1), บ้านสันโค้ง (หมู่ 16), บ้านทุ่งรวงทอง (หมู่ 15), และบ้านใหม่เจริญ (หมู่ 14) โดยมีจุดเชื่อมต่อทางเข้าหมู่บ้านหลายแห่ง อีกทั้งรถยนต์ที่สัญจรผ่านมีความเร็วสูง แต่กลับไม่มีไฟฟ้าส่องสว่างในช่วงเวลากลางคืน ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่

องค์การบริหารส่วนตำบลป่าแดดได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว และได้ทำเรื่องขอความอนุเคราะห์จาก แขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2567 เพื่อให้ดำเนินการติดตั้งไฟส่องสว่าง ซึ่งได้รับการอนุมัติให้ดำเนินโครงการ และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการติดตั้ง

เส้นทางแม่สรวย-ฝาง: ถนนสายหลักที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน

ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 109 สายแม่สรวย-ฝาง มีระยะทาง 61.133 กิโลเมตร เป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมต่อระหว่าง อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย และอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ไปยัง อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เดิมเส้นทางนี้เป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 ที่เริ่มต้นจากบ้านป่าสัก อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ผ่าน อำเภอแม่ลาว อำเภอแม่สรวย และไปบรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 107 ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

ในปี 2513 ได้มีการสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1019 (แม่สรวย-เวียงป่าเป้า-ดอยสะเก็ด) ซึ่งส่งผลให้ช่วง บ้านป่าสัก-แม่สรวย ถูกปรับรวมเข้ากับเส้นทางดังกล่าว และภายหลังในปี 2537 ได้กำหนดให้เป็นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 118 ปัจจุบันถนนสายแม่สรวย-ฝางจึงเหลือเฉพาะเส้นทางจาก แม่สรวยไปฝางเท่านั้น

เส้นทางที่เคยรับเสด็จในอดีต

ถนนเส้นนี้ยังมีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ เนื่องจากเมื่อปี 2501 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ถิ่นทุรกันดารภาคเหนือ และได้เสด็จผ่านถนนเส้นนี้ซึ่งขณะนั้นเพิ่งตัดใหม่ ทำให้เส้นทางนี้เป็นที่จดจำในฐานะเส้นทางพระราชดำเนินอีกสายหนึ่งของประเทศไทย

สรุป

โครงการติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างสาธารณะบนถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 109 สายแม่สรวย-ฝาง ถือเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน โดยได้รับการสนับสนุนจาก อบต.ป่าแดด และแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดอุบัติเหตุและเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

แม้ว่าจะได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังคงมีข้อเสนอให้มีมาตรการเพิ่มเติม เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิดและป้ายแจ้งเตือน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน เดือนเมษายน 2568 และจะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ช่วยส่งเสริมความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : องค์การบริหารส่วนตำบลป่าแดด

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ติดตามการดำเนินงานตามโครงการราชทัณฑ์ปันสุขฯ ที่จังหวัดเชียงราย

กรมวังผู้ใหญ่ฯ ติดตามโครงการราชทัณฑ์ปันสุขที่เชียงราย

ลงพื้นที่เรือนจำกลางเชียงราย ติดตามการดำเนินงานโครงการกำลังใจฯ

เชียงราย, 6 มีนาคม 2568 – พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ 908 กรรมการมูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และรองประธานกรรมการกองทุนกำลังใจฯ ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานตามโครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ณ เรือนจำกลางเชียงราย จังหวัดเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ ส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและเข้าร่วมประชุมเพื่อรายงานผลการดำเนินงานของโครงการต่าง ๆ ที่ดำเนินการภายในเรือนจำกลางเชียงราย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังและเสริมสร้างโอกาสให้แก่พวกเขา

ตรวจเยี่ยมสถานพยาบาลและโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต

พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง และคณะ ได้ตรวจเยี่ยมภายในเรือนจำกลางเชียงราย โดยมีการตรวจสอบการให้บริการทางการแพทย์ผ่านระบบ Telemedicine การทำงานของห้องปฏิบัติการระบบ JHCIS ห้องจ่ายยา และห้องทัณตกรรม นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเยี่ยมห้องแม่และเด็กภายในเรือนจำ พร้อมมอบของเยี่ยมให้แก่ผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์และมารดาที่มีเด็กติดผู้ต้องขัง รวมถึงผู้ต้องขังสูงอายุจำนวน 10 ราย ซึ่งเป็นการแสดงถึงความห่วงใยและสนับสนุนด้านสุขภาพของผู้ต้องขังในเรือนจำ

เยี่ยมชมโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ สนับสนุนการทำงานบุคลากรทางการแพทย์

ในช่วงบ่าย พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง และคณะ ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงาน โดยได้รับการต้อนรับจากนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย แพทย์หญิงอัจฉรา ละอองนวลพานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และทีมผู้บริหารโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ครอบคลุมหลายส่วนงานสำคัญ ได้แก่ ห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ศูนย์นเรนทร ระบบ AOC (Ambulance Operation Center) อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน หอผู้ป่วยรักษ์ใจ กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด และการให้บริการ Telemedicine ในห้องตรวจผิวหนัง อาคารผู้ป่วยนอก 50 ปีอนุสรณ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบสาธารณสุขในจังหวัดเชียงราย

สถิติและแนวโน้มที่เกี่ยวข้องกับโครงการราชทัณฑ์ปันสุข

ตามข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ ประเทศไทยมีผู้ต้องขังรวมกว่า 250,000 คน ซึ่งในปี 2567 พบว่ามากกว่า 60% เป็นผู้ต้องขังในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ทำให้มีความจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือด้านการฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตภายในเรือนจำ โดยโครงการราชทัณฑ์ปันสุขฯ ได้ช่วยให้ผู้ต้องขังมีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาล การศึกษา และการพัฒนาทักษะอาชีพมากขึ้น

โครงการนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการแพทย์และฟื้นฟูจิตใจของผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ การดำเนินงานของโครงการราชทัณฑ์ปันสุขฯ จึงเป็นตัวอย่างของการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังให้กลับคืนสู่สังคมได้อย่างยั่งยื

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายสู้ภัยแล้ง! ทหารนำทีมช่วย ประชาชนขาดน้ำ

มทบ.37 เปิดโครงการ “ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง” ปี 2568

บูรณาการช่วยเหลือประชาชน แก้ปัญหาภัยแล้งอย่างเป็นระบบ

เชียงราย, 6 มีนาคม 2568 – ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 37 (ศบภ.มทบ.37) เปิดโครงการ “ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง” ประจำปี 2568 โดยมี พันเอก ไพโรจน์ ยะวิญชาญ รอง ผอ.ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37/รอง ผบ.ศบภ.มทบ.37 เป็นประธานในพิธี ณ สนามหน้าร้อย มทบ.37 ค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย

ระดมกำลังหลายภาคส่วน รับมือภัยแล้งปีนี้

การดำเนินโครงการในครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลนครเชียงราย หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 35 การประปาส่วนภูมิภาค สาขาเชียงราย ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 15 เชียงราย และท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น

ผลกระทบจากภัยแล้งและแนวทางช่วยเหลือ

พันเอก ไพโรจน์ ยะวิญชาญ ระบุว่า สถานการณ์ภัยแล้งปีนี้มีความรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนและปริมาณน้ำฝนลดลง ส่งผลให้หลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงรายขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลเขตชลประทานและพื้นที่สูง การดำเนินโครงการในปีนี้จึงมีมาตรการเร่งด่วน ได้แก่:

  • การแจกจ่ายน้ำ ให้แก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
  • การจัดตั้งจุดจ่ายน้ำ ในพื้นที่ที่ขาดแคลน
  • การสนับสนุนยานพาหนะและยุทโธปกรณ์ เพื่อขนส่งน้ำไปยังพื้นที่ทุรกันดาร

ดำเนินการต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือประชาชน

จากข้อมูลของ ศบภ.มทบ.37 ในปี 2567 ที่ผ่านมา ได้มีการแจกจ่ายน้ำให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งไปแล้วกว่า 95,000 ลิตร ซึ่งช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในหลายพื้นที่ โครงการในปี 2568 จะยังคงเน้นการช่วยเหลือที่รวดเร็วและทั่วถึง พร้อมกับการวางแผนระยะยาวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับมือกับภัยแล้งในอนาคต

สถิติภัยแล้งในประเทศไทยและแนวโน้มอนาคต

ตามรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา ประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้งต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2567 ปริมาณน้ำฝนลดลงจากค่าเฉลี่ยถึง 20% ส่งผลให้หลายพื้นที่มีระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำต่ำกว่าค่ามาตรฐาน การคาดการณ์ในปี 2568 ชี้ว่า ภัยแล้งอาจทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้าง

โครงการ “ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง” จึงเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่ช่วยบรรเทาผลกระทบและสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ประชาชนสามารถรับมือกับภัยแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

แม่สายรื้อร้านค้า ไทย-เมียนมาขุดลอก น้ำสายป้องกันท่วม

ไทย-เมียนมาร่วมมือแก้ปัญหาน้ำท่วมแม่สาย รื้อถอนอาคารริมน้ำสายกว่า 800 หลัง ขุดลอกลำน้ำ-สร้างพนังกั้นน้ำ

เชียงราย, 6 มีนาคม 2568 – การแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และ จังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา กำลังเดินหน้าตามข้อตกลงระหว่างสองประเทศ โดยขณะนี้ เมียนมาเริ่มดำเนินการขุดลอกและทำลายสิ่งกีดขวางในแม่น้ำสาย เพื่อคืนพื้นที่ให้กับลำน้ำ พร้อมก่อสร้างพนังกั้นน้ำความสูง 17.6 ฟุต (ประมาณ 2 เมตร) เพื่อป้องกันอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศกำลังเร่งศึกษาวิธีป้องกันน้ำท่วม คาดว่าจำเป็นต้องรื้อถอนอาคารริมน้ำสายมากกว่า 800 หลังคาเรือน เพื่อเพิ่มพื้นที่การไหลของน้ำ รวมถึงการขุดลอกแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกให้สามารถระบายน้ำได้ดีขึ้น

เมียนมาเริ่มขุดลอกและสร้างพนังกั้นน้ำ ป้องกันน้ำท่วม

นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ทางการเมียนมาได้เริ่มดำเนินการขุดลอกและทำลายสิ่งกีดขวางในแม่น้ำสาย ฝั่งท่าขี้เหล็ก ติดกับสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 1 เพื่อป้องกันน้ำท่วมตามข้อตกลงไทย-เมียนมา โดยการดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 จุดหลัก ได้แก่

  • จุดที่ 1 ใต้สะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 ความยาว 60 ฟุต x 2 ฟุต x 17.6 ฟุต
  • จุดที่ 2 ใต้สะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 (จุดที่ 2) ความยาว 140 ฟุต x 2 ฟุต x 17.6 ฟุต
  • จุดที่ 3 บริเวณหลังโรงแรมอารัว ความยาว 180 ฟุต x 2 ฟุต x 17.6 ฟุต

แม้ว่าทางการเมียนมาจะยังไม่ได้ดำเนินการขุดลอกแม่น้ำสายทั้งหมดตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ระยะทาง 14.45 กิโลเมตร แต่ได้มีการแบ่งโซนพื้นที่ขุดลอกออกเป็น

  • โซนที่ 1 ระยะทาง 12.39 กิโลเมตร
  • โซนที่ 2 ระยะทาง 2.06 กิโลเมตร

ส่วน แนวการสร้างพนังกั้นน้ำ มีระยะทาง 3.960 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีแผนขุดลอกแม่น้ำรวกเพิ่มเติมอีก 30.89 กิโลเมตร ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน พฤษภาคม 2568 โดยใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท

ไทยเร่งศึกษาแนวทางป้องกันน้ำท่วม รื้อถอนอาคารริมน้ำสาย

ด้านหน่วยงานของไทย นำโดย กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ อำเภอแม่สาย โดยมีการวางแผนรื้อถอนอาคารริมน้ำสายที่อยู่ในแนวการก่อสร้างพนังกั้นน้ำและพื้นที่รับน้ำหลาก กว่า 800 หลังคาเรือน

การก่อสร้างพนังกั้นน้ำมี 2 แนวทาง คือ

  1. พนังกั้นน้ำแบบถาวร ต้องเวนคืนพื้นที่ 40 เมตร จากริมฝั่งแม่น้ำสาย ครอบคลุมพื้นที่ 800 ครัวเรือน ใช้งบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2572
  2. พนังกั้นน้ำแบบกึ่งถาวร ซึ่งสามารถดำเนินการได้เร็วกว่า และจะแล้วเสร็จภายใน มิถุนายน 2568 เพื่อให้ทันก่อนฤดูน้ำหลาก

นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เปิดเผยว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่นำเสนอ คือ การสร้างคันปิดล้อมพื้นที่ชุมชนแม่สาย เพื่อป้องกันน้ำเข้าท่วม โดยจะมีการก่อสร้างคันดินสูง 3 เมตร ความยาวรวม 3,960 เมตร ซึ่งจะช่วยป้องกันน้ำไหลเข้าพื้นที่ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พื้นที่ได้รับประโยชน์จากแนวคันปิดล้อมจะครอบคลุม 10.7 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 6,700 ไร่ มีบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการรื้อถอน 843 หลังคาเรือน แบ่งเป็น

  • อาคารที่มีกรรมสิทธิ์ 178 หลัง
  • อาคารที่ตั้งอยู่บนที่ดินของกรมธนารักษ์ 112 หลัง
  • อาคารที่รุกล้ำที่สาธารณะ 503 หลัง

แนวทางขุดลอกและป้องกันการเปลี่ยนแปลงของลำน้ำ

พล.ต.สิรภพ สุวานิช เจ้ากรมการทหารช่าง รายงานว่าแนวทางการขุดลอกแม่น้ำสายแบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่

  1. โซนเขตเมือง ระยะทาง 2.8 กิโลเมตร ความกว้าง 30 เมตร ความลึก 2.5 เมตร
  2. โซนนอกเมือง ความกว้างสูงสุด 50 เมตร ความลึกเฉลี่ย 2.5 เมตร
  3. โซนแม่น้ำรวก-สามเหลี่ยมทองคำ ความกว้าง 25-70 เมตร (ไม่ต้องขุดลอกเพิ่มเติม)

แนวทางการขุดร่องน้ำลึกมีเป้าหมาย ไม่ให้ชิดฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากเกินไป เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงของลำน้ำและลดความเสี่ยงจากการกัดเซาะตลิ่ง

ความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ

กลุ่มที่เห็นด้วยกับโครงการ

  • หน่วยงานรัฐ เห็นว่าแนวทางขุดลอกแม่น้ำสายและสร้างพนังกั้นน้ำจะช่วยป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของแม่น้ำให้สมดุล
  • ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม สนับสนุนโครงการนี้ เนื่องจากจะช่วยป้องกันภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
  • ภาคธุรกิจในพื้นที่แม่สาย มองว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำจะช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

 กลุ่มที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับโครงการ

  • ประชาชนที่ต้องถูกเวนคืนที่ดิน กังวลเกี่ยวกับกระบวนการเยียวยาและค่าชดเชยที่อาจไม่ได้รับความเป็นธรรม
  • นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เตือนว่าการขุดลอกแม่น้ำอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และอาจทำให้บางพื้นที่เกิดการพังทลายของตลิ่ง
  • ผู้ค้าริมน้ำสาย หลายคนกังวลเกี่ยวกับการรื้อถอนอาคารซึ่งอาจกระทบต่อการประกอบอาชีพของพวกเขา

บทสรุป

การขุดลอกแม่น้ำสายและสร้างพนังกั้นน้ำถือเป็นโครงการสำคัญที่มีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ อำเภอแม่สาย และ จังหวัดท่าขี้เหล็ก อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องถูกเวนคืนที่ดิน รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ และสามารถลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติในอนาคตได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงนิวส์ / เพจฮักแม่สาย /แม่สาย ปิงปิง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายคุยเมียนมา พัฒนาสาธารณสุข พื้นที่ชายแดน

ไทย-เมียนมา จับมือพัฒนาสาธารณสุขชายแดน คณะกระทรวงการต่างประเทศลงพื้นที่เชียงราย หารือแนวทางความร่วมมือ

เชียงราย, 4 มีนาคม 2568 – รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อหารือความร่วมมือด้านสาธารณสุข ไทย-เมียนมา โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน มุ่งส่งเสริมการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข การควบคุมโรคติดต่อ และการสนับสนุนด้านการศึกษาแก่ชาวเมียนมา พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

หารือแนวทางพัฒนาสาธารณสุขชายแดน

นายไพศาล หรูพาณิชย์กิจ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย นายจุลวัจน์ นรินทรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ และคณะ ได้ลงพื้นที่ จังหวัดเชียงราย เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการพัฒนาสาธารณสุขระหว่างไทยและเมียนมา โดยได้รับการต้อนรับจาก นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องรับรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ศาลากลางจังหวัดเชียงราย

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการสนับสนุนความร่วมมือด้านสาธารณสุขแก่เมียนมาตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาความร่วมมือไทย-เมียนมา ที่ดำเนินการระหว่างวันที่ 3-5 มีนาคม 2568 ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข การควบคุมโรคติดต่อ และการเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ชายแดน

แนวทางขับเคลื่อนความร่วมมือ ไทย-เมียนมา

ภายหลังการประชุมหารือ นายไพศาล หรูพาณิชย์กิจ และคณะ ได้ร่วมประชุมกับหัวหน้าหน่วยงานราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมพญาพิภักดิ์ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย เพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนาความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมา โดยมีประเด็นหารือสำคัญ ดังนี้

  1. แนวทางการพัฒนาสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดน
    • การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์และยารักษาโรคแก่โรงพยาบาลชายแดน
    • การฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่เพื่อเสริมศักยภาพการให้บริการด้านสุขภาพ
    • การสร้างความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลชายแดนของไทยและเมียนมา เพื่อให้สามารถรับส่งต่อผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. การควบคุมและป้องกันโรคติดต่อระหว่างประเทศ
    • การติดตั้งระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนโรคติดต่อที่อาจแพร่ระบาดในพื้นที่ชายแดน
    • การบูรณาการข้อมูลด้านสุขภาพของไทยและเมียนมา เพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • การรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับโรคติดต่อที่พบบ่อย และแนวทางการป้องกัน
  3. ความร่วมมือด้านการศึกษาแก่ชาวเมียนมา
    • การส่งเสริมการศึกษาสำหรับเด็กชาวเมียนมาในพื้นที่ชายแดน
    • การสนับสนุนหลักสูตรภาษาไทยให้แก่แรงงานข้ามชาติ เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงานอย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย
    • การขยายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาไทยและเมียนมา เพื่อยกระดับการศึกษาของเยาวชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับอุปสรรคในการดำเนินงานที่ผ่านมา รวมถึงแนวทางแก้ไขและข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ลงพื้นที่เยี่ยมชมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ภายหลังการประชุมหารือ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และคณะ ได้เดินทางไปยัง อำเภอแม่สาย เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขชายแดน ได้แก่

  • โรงพยาบาลแม่สาย ซึ่งเป็นโรงพยาบาลหลักในการให้บริการด้านสาธารณสุขแก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดน และรับส่งต่อผู้ป่วยจากฝั่งเมียนมา
  • ด่านศุลกากรแม่สาย เพื่อตรวจสอบมาตรการควบคุมและป้องกันโรคติดต่อที่อาจแพร่ระบาดจากการเดินทางข้ามแดน
  • ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเฝ้าระวังและป้องกันโรคติดต่อที่อาจแพร่ระบาดจากการเดินทางระหว่างประเทศ
  • ด่านพรมแดนแม่สายแห่งที่ 2 ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนสำคัญระหว่างไทยและเมียนมา ที่มีการเดินทางของแรงงานข้ามชาติและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

สถิติที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุขชายแดนไทย-เมียนมา

  • จำนวนผู้ป่วยชาวเมียนมาที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลไทย (ปี 2567) – มากกว่า 30,000 ราย
  • จำนวนแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงราย – ประมาณ 50,000 คน
  • สัดส่วนโรคติดต่อที่พบมากในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา (ปี 2567)
    • วัณโรค 35%
    • ไข้มาลาเรีย 25%
    • โรคติดต่อทางเดินอาหาร 20%
    • โรคระบบทางเดินหายใจ 15%
  • งบประมาณที่ไทยให้การสนับสนุนด้านสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดนเมียนมา (ปี 2567) – มากกว่า 200 ล้านบาท

ความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ

กลุ่มที่สนับสนุนความร่วมมือไทย-เมียนมา

  • บุคลากรทางการแพทย์ เห็นว่าการพัฒนาระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดนจะช่วยลดภาระของโรงพยาบาลในประเทศไทย และช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ
  • ภาคธุรกิจในพื้นที่ชายแดน มองว่าการปรับปรุงมาตรฐานสุขอนามัยจะช่วยส่งเสริมการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ
  • องค์กรระหว่างประเทศและ NGOs สนับสนุนให้มีการบูรณาการข้อมูลด้านสุขภาพระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อให้สามารถควบคุมโรคติดต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กลุ่มที่กังวลเกี่ยวกับผลกระทบของความร่วมมือ

  • ประชาชนในพื้นที่ กังวลว่าการเปิดรับแรงงานข้ามชาติและการให้บริการทางการแพทย์แก่ชาวเมียนมา อาจทำให้ทรัพยากรด้านสาธารณสุขของไทยตึงตัว
  • กลุ่มนักวิชาการด้านสาธารณสุข ระบุว่าจำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ความช่วยเหลือสามารถดำเนินไปได้โดยไม่กระทบต่อบริการสาธารณสุขของคนไทย

บทสรุป

การหารือความร่วมมือด้านสาธารณสุขไทย-เมียนมาในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพในพื้นที่ชายแดน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง และลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยจำเป็นต้องหาสมดุลระหว่างการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับการรักษาทรัพยากรสาธารณสุขให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
SOCIETY & POLITICS

รมว.พาณิชย์แก้ราคาข้าว ชดเชยไร่ละพัน เร่งส่งออกข้าว

รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ พร้อมวางแนวทางยกระดับรายได้เกษตรกร

เชียงราย, 4 มีนาคม 2568 – นายพิชัย นริททะพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ โดยยืนยันว่ารัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และตระหนักถึงความเดือดร้อนของชาวนา โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

รมว.พาณิชย์ระบุว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกลดลงเกิดจาก ประเทศอินเดียกลับมาส่งออกข้าวอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ระงับการส่งออกบางส่วน ส่งผลให้ปริมาณข้าวในตลาดโลกล้นเกินและกดดันราคาข้าวไทย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้มีมาตรการรองรับโดยการผลักดันการส่งออกข้าวไทยไปยังตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพ

แนวทางเร่งด่วนในการช่วยเหลือชาวนา

  1. ผลักดันการส่งออกข้าวไทย
    กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งขยายตลาดส่งออก โดยขณะนี้ได้มีการ เจรจาขายข้าวปริมาณ 280,000 ตันให้กับจีน และอีก 370,000 ตันให้กับตลาดแอฟริกา ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการส่งออกและลดผลกระทบจากราคาข้าวที่ตกต่ำ
  2. มาตรการชดเชยรายได้ชาวนา
    รัฐบาลได้อนุมัติ มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรโดยการจ่ายเงินชดเชยไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ซึ่งมาตรการดังกล่าวถือเป็นการช่วยเหลือในระยะสั้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

แนวทางระยะยาวเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาวนา

รมว.พาณิชย์กล่าวว่า รัฐบาลไม่ต้องการให้เกษตรกรพึ่งพาเพียงมาตรการชดเชยระยะสั้นเท่านั้น แต่ต้องการให้ ชาวนามีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ข้าวและการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ข้าวไทย โดยมีแนวทางดังนี้

  • พัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพสูง เพื่อให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดียิ่งขึ้น
  • ส่งเสริมการแปรรูปข้าว เช่น การผลิตข้าวออร์แกนิก ข้าวเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์จากข้าวที่มีมูลค่าสูง
  • กระจายตลาดส่งออกข้าวไทยไปยังประเทศใหม่ๆ โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพสูง เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร เช่น ระบบชลประทาน การเก็บรักษาข้าว และระบบโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุนการผลิต

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยและแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

รมว.พาณิชย์กล่าวเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงขยายตัว โดยปี 2567 ที่ผ่านมา การส่งออกของไทยเติบโต 5.4% และในเดือนมกราคม 2568 การส่งออกขยายตัวขึ้นอีก 13.6% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการค้าระหว่างประเทศยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย

นอกจากนี้ การลงทุนจากต่างประเทศและการท่องเที่ยวก็มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ปัญหาหลักที่ยังต้องเร่งแก้ไขคือ ภาวะหนี้สินในประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจลดลง

แนวทางแก้ปัญหาหนี้สินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

รมว.พาณิชย์เสนอว่า การแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลมีแนวทางในการช่วยเหลือ เช่น

  • มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ โดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาขยายระยะเวลาการชำระหนี้สำหรับประชาชนที่มีภาระหนี้สูง
  • กระตุ้นเงินลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อนำเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย
  • สนับสนุนธุรกิจ SME และเศรษฐกิจฐานราก ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและปรับตัวรับการแข่งขันในตลาด

รมว.พาณิชย์ระบุว่า หากสามารถดำเนินมาตรการเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโตในระดับ 4-5% ต่อปี

ความคิดเห็นจากสองมุมมอง

ฝ่ายที่สนับสนุน
กลุ่มที่เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาลมองว่า การช่วยเหลือเกษตรกรผ่านการชดเชยรายได้เป็นมาตรการที่เหมาะสมในระยะสั้น ขณะที่การพัฒนาสายพันธุ์ข้าวและกระจายตลาดส่งออกในระยะยาว จะช่วยให้ชาวนามีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น

ฝ่ายที่เห็นต่าง
บางฝ่ายมองว่า มาตรการชดเชยไร่ละ 1,000 บาท เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และอาจไม่สามารถช่วยให้เกษตรกรพ้นจากปัญหาราคาข้าวตกต่ำได้ในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลว่ามาตรการส่งออกข้าวไปยังประเทศจีนและแอฟริกา อาจไม่สามารถชดเชยความต้องการที่ลดลงของตลาดโลกได้ทั้งหมด

สถิติที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ข้าวไทย

  • ปริมาณการส่งออกข้าวไทย ปี 2567 – ประมาณ 5 ล้านตัน
  • ราคาข้าวขาว 5% ของไทย (ก.พ. 2568) – ประมาณ 560 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
  • ราคาข้าวอินเดีย (ก.พ. 2568) – ประมาณ 520 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
  • การชดเชยรายได้เกษตรกร – ไร่ละ 1,000 บาท (ไม่เกิน 10 ไร่)
  • อัตราการเติบโตของการส่งออกข้าวไทย6% ในเดือนมกราคม 2568

บทสรุป

รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำผ่านมาตรการเร่งด่วน เช่น การชดเชยรายได้และการผลักดันส่งออกข้าว ขณะเดียวกันก็วางแนวทางระยะยาวเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวไทยให้มีความสามารถแข่งขันสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อท้าทายหลายประการที่ต้องเผชิญ ทั้งในแง่ของปัจจัยตลาดโลกที่ไทยควบคุมไม่ได้ และปัญหาโครงสร้างหนี้ภายในประเทศที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยรวม

ดังนั้น ความสำเร็จของมาตรการต่างๆ จะขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายที่มีประสิทธิภาพ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถยืนหยัดอยู่ได้ในระยะยาว

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงพาณิชย์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE