Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายปั้น “โคก หนอง นา“ ผู้ว่าฯ หนุนสร้าง เศรษฐกิจพอเพียง

ผู้ว่าฯ เชียงราย เยี่ยมศูนย์เรียนรู้ “โคก หนอง นา” ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง สร้างต้นแบบการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

เชียงราย, 17 มีนาคม 2568 – นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์เรียนรู้ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา”บ้านสันธาตุ หมู่ที่ 9 ตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยมี นายญาณวุฒิ สุดพิมศรี นายอำเภอแม่จัน พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย ร่วมลงพื้นที่

แนวคิดและเป้าหมายของศูนย์เรียนรู้

ศูนย์เรียนรู้ต้นแบบฯ ดำเนินการโดย นายธนกร โชคชัดชาญพัฒนา ครัวเรือนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นผู้ที่นำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ โดยยึดหลัก โคก หนอง นา” ซึ่งเป็นแนวทางการบริหารจัดการดิน น้ำ และป่า ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพึ่งพาตนเองและพัฒนาชุมชน โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรสามารถ จัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีแหล่งอาหารที่ยั่งยืน และสร้างอาชีพในพื้นที่

กลุ่มอาชีพที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของศูนย์ ได้แก่:

  • กลุ่มข้าวอินทรีย์ – ผลิตข้าวที่ปลอดสารเคมีเพื่อการบริโภคและส่งออก
  • กลุ่มผักผลไม้อินทรีย์ – ส่งเสริมการปลูกพืชปลอดสารเคมี และจัดจำหน่ายให้กับตลาดชุมชนและเมืองใหญ่
  • กลุ่มกล้วยตาก – เพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรด้วยการแปรรูป
  • กลุ่มพริกลาบ – สร้างผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบท้องถิ่น ส่งออกสู่ตลาดทั้งในและต่างจังหวัด

ข้อเสนอแนะจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

นายชรินทร์ ทองสุข ได้ให้แนวทางเพิ่มเติมในการพัฒนา ศูนย์เรียนรู้ “โคก หนอง นา” ให้สามารถขยายผลสู่ชุมชนอื่น ๆ ได้ โดยเน้นเรื่อง การบริหารจัดการน้ำ การจัดการขยะ และการสร้างเครือข่ายเกษตรกร

  1. การบริหารจัดการน้ำ
  • ส่งเสริมการขุดหนองน้ำและทำธนาคารน้ำใต้ดิน เพื่อให้เกษตรกรมีแหล่งน้ำสำรองในฤดูแล้ง
  • สร้างระบบคลองไส้ไก่และหลุมขนมครก เพื่อช่วยกระจายน้ำไปทั่วพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
  1. การจัดการขยะและการเพิ่มมูลค่าทรัพยากร
  • ใช้ขยะเปียกเป็นอาหารสัตว์หรือปุ๋ยหมัก ลดปริมาณขยะในชุมชน
  • ส่งเสริมการรีไซเคิลและแปรรูปขยะ ให้กลายเป็นวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์และสร้างรายได้
  1. การสร้างเครือข่ายเกษตรกรและตลาดรองรับผลผลิต
  • สร้างเครือข่ายเกษตรกรเพื่อกำหนดราคาผลผลิตได้อย่างเป็นธรรม
  • ส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชนและตลาดกลาง เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม

ศูนย์เรียนรู้ “โคก หนอง นา” เป็นต้นแบบการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ เป็นต้นแบบของการจัดการพื้นที่การเกษตรแบบยั่งยืน โดยเน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า เช่น การขุดหนองน้ำ 4 บ่อ ระบบคลองไส้ไก่ และการทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งทำให้สามารถ เชื่อมโยงผลผลิตเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างจังหวัด รวมถึงการเป็น คู่ค้ากับบริษัทรายใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่สามารถนำไปขยายผลในพื้นที่อื่น ๆ

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • จำนวนศูนย์เรียนรู้ “โคก หนอง นา” ในประเทศไทย: กว่า 3,500 แห่ง (ข้อมูลจากกรมพัฒนาชุมชน ปี 2568)
  • งบประมาณสนับสนุนการพัฒนาโครงการ: 2,500 ล้านบาท (ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2568)
  • พื้นที่ที่มีการนำหลักการ “โคก หนอง นา” ไปใช้ในเชียงราย: มากกว่า 2,000 ไร่ (ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย ปี 2568)
  • อัตราการเติบโตของเกษตรอินทรีย์ในเชียงราย: เพิ่มขึ้น 18% ต่อปี (ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย ปี 2568)

สรุป

ศูนย์เรียนรู้ โคก หนอง นา” เป็นหนึ่งในโครงการที่ส่งเสริมแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง และ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะ การจัดการน้ำและขยะในชุมชน ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองและพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม การนำหลักการนี้ไปขยายผลในพื้นที่อื่น ๆ ยังต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐในการจัดสรรเงินทุนและการอบรมความรู้เพิ่มเติม เพื่อให้เกษตรกรสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากโครงการได้อย่างเต็มที่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมพัฒนาชุมชน (ปี 2568) / กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ปี 2568) / สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย (ปี 2568) / สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย (ปี 2568)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

‘แม่จัน’ ลุยไถกลบ ลดเผาแก้ฝุ่น PM 2.5 วิกฤต

เชียงรายเปิดโครงการ “Kick Off ชิงไถ ลดการเผา” ลดปัญหาหมอกควันและ PM2.5

เชียงราย, 17 มีนาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายร่วมกับอำเภอแม่จัน เปิดโครงการ “Kick Off ชิงไถ ลดการเผา” เพื่อรณรงค์ลดการเผาในพื้นที่การเกษตรซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัด ณ แปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ บ้านผาเรือ หมู่ที่ 11 ตำบลท่าข้าวเปลือก อำเภอแม่จัน โดยมี นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ พร้อมด้วย นายญาณวุฒิ สุดพิมศรี นายอำเภอแม่จัน หัวหน้าส่วนราชการ เกษตรกร และภาคเอกชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

การจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ลดมลพิษทางอากาศ

นายญาณวุฒิ สุดพิมศรี นายอำเภอแม่จัน เปิดเผยว่า อำเภอแม่จันมีพื้นที่การเกษตรรวม 146,524 ไร่ และมีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรประมาณ 44,000 ตัน ซึ่งหากบริหารจัดการอย่างถูกวิธีจะช่วยลดปัญหาการเผา ลดมลพิษทางอากาศ และเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้แทนการปล่อยให้เป็นควันพิษ โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย:

  • นิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับ การทำเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • การสาธิต วิธีการจัดการวัสดุเหลือใช้โดยไม่ต้องเผา
  • การให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ผลกระทบของฝุ่น PM2.5 และแนวทางรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะช่วงเดือน พฤศจิกายนถึงเมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมากที่สุด โครงการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางเชิงรุกที่ภาครัฐให้ความสำคัญ ภายใต้นโยบายส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันให้เกษตรกรใช้แนวทางอื่นแทนการเผา เช่น:

  • การไถกลบตอซังข้าวโพด
  • การปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น ปอเทือง
  • การใช้เศษพืชทำปุ๋ยหมักและเชื้อเพลิงชีวมวล

ภายในงานยังมีกิจกรรม สาธิตการไถกลบตอซังข้าวโพด โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายอำเภอแม่จัน ได้ขับรถไถสาธิตด้วยตนเอง จากนั้นได้ร่วมกัน หว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทือง เพื่อสร้างปุ๋ยพืชสด โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผาในพื้นที่อำเภอแม่จัน

เสียงสะท้อนจากประชาชนและเกษตรกร

ฝ่ายที่สนับสนุนโครงการ

  • เกษตรกรบางส่วนเห็นว่า การไถกลบตอซังแทนการเผาสามารถเพิ่มอินทรียวัตถุให้ดิน และช่วยลดต้นทุนปุ๋ยเคมี
  • นักอนามัยสิ่งแวดล้อมสนับสนุนว่า การลดการเผาจะช่วยลดฝุ่น PM2.5 และปัญหาสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

ฝ่ายที่มีข้อกังวล

  • เกษตรกรบางรายมองว่า การไถกลบอาจต้องใช้ต้นทุนเพิ่มขึ้น เช่น ค่าแรงและค่าการใช้เครื่องจักร
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจบางส่วนระบุว่า หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร อาจทำให้เกษตรกรรายย่อยมีภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้น

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • พื้นที่การเกษตรในอำเภอแม่จัน: 146,524 ไร่ (ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย)
  • วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในอำเภอแม่จัน: ประมาณ 44,000 ตันต่อปี (ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร)
  • ค่าฝุ่น PM2.5 ในเชียงราย: มีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน (ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ)
  • แนวโน้มการลดลงของฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่นำร่องที่ใช้การไถกลบแทนการเผา: ลดลงเฉลี่ย 20-30% (ข้อมูลจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้)

สรุป

โครงการ “Kick Off ชิงไถ ลดการเผา” เป็นมาตรการสำคัญที่จังหวัดเชียงรายดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยมุ่งส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และลดการเผาในที่โล่งเพื่อป้องกันมลพิษทางอากาศ

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการนี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของเกษตรกร ภาครัฐ และภาคเอกชน หากสามารถหามาตรการสนับสนุนทางเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ควบคู่กับการรณรงค์ให้ความรู้ เชื่อว่าแนวทางนี้จะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

โรงรียนบ้านสันโค้งเจ๋งจริง เด็ก ป.1 สอบ RT เต็ม 100

13 เด็กเก่งโรงเรียนบ้านสันโค้ง สอบ RT ได้ 100 คะแนนเต็ม สร้างความภาคภูมิใจให้จังหวัดเชียงราย

เชียงราย, 14 มีนาคม 2568 – โรงเรียนบ้านสันโค้ง (เชียงรายจรูญราษฎร์) ได้จัดกิจกรรม เปิดบ้านวิชาการสู่โลกกว้างแห่งการเรียนรู้” (BSK Open House 2567) เพื่อแสดงศักยภาพทางวิชาการของนักเรียน โดยมี นายมรกต อนุเคราะห์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติและคณะครู นักเรียน และผู้ปกครองเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

เปิดบ้านวิชาการ เสริมสร้างการเรียนรู้สู่โลกอนาคต

กิจกรรม BSK Open House จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยมีแนวคิด “Integrate Knowledge to the New World – Think Creativity – Be aware of Technology” ซึ่งมุ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง และพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ในปีนี้มีการจัดแสดงผลงานทางวิชาการของแต่ละระดับชั้น รวมถึงนิทรรศการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา

13 นักเรียนสอบ RT ได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการประกาศผลสอบ RT (Reading Test) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ซึ่งมีนักเรียนจำนวน 13 คน สามารถทำคะแนนได้ 100 คะแนนเต็ม สร้างความภาคภูมิใจให้กับโรงเรียนและจังหวัดเชียงรายเป็นอย่างยิ่ง

การสอบ RT หรือ Reading Test เป็นการทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีการประเมิน 2 ส่วน ได้แก่:

  1. การอ่านรู้เรื่อง – นักเรียนต้องสามารถอ่านคำศัพท์ และประโยค รวมถึงเข้าใจเนื้อหาได้อย่างถูกต้อง
  2. ความสามารถด้านการจับใจความ – เป็นการทดสอบความสามารถในการทำความเข้าใจเนื้อหาที่อ่าน และตอบคำถามตามบริบทของเรื่อง

โรงเรียนมอบเกียรติบัตร เชิดชูเกียรติเด็กเก่ง

นายสุพัฒน์ เตชาติ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสันโค้ง (เชียงรายจรูญราษฎร์) ได้มอบเกียรติบัตรเพื่อแสดงความยินดีแก่ 13 นักเรียนที่ทำคะแนนเต็ม พร้อมกล่าวว่า ความสำเร็จนี้เกิดจากความตั้งใจของนักเรียน ครู และผู้ปกครอง ที่ร่วมมือกันส่งเสริมทักษะการอ่านให้กับเด็กๆ” นอกจากนี้ ยังมีการยกย่องครูผู้สอนที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้นักเรียนสามารถบรรลุเป้าหมายทางการศึกษาครั้งนี้ได้สำเร็จ

เสียงสะท้อนจากสองมุมมอง

ฝ่ายสนับสนุน

  • ผู้ปกครองและครูต่างเห็นพ้องกันว่า การสอบ RT เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ช่วยให้โรงเรียนสามารถประเมินและพัฒนาแนวทางการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสม
  • ผลการสอบที่โดดเด่นสะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบการศึกษาและความสามารถของนักเรียนที่มีคุณภาพ

ข้อกังวล

  • นักวิชาการบางส่วนให้ความเห็นว่า การทดสอบที่มุ่งเน้นเฉพาะทักษะการอ่านอาจไม่เพียงพอ ควรมีการประเมินในด้านการคิดวิเคราะห์และการใช้ภาษาเพิ่มเติม
  • มีข้อเสนอว่าควรเพิ่มวิธีการสอนแบบ Interactive Learning เพื่อให้นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะในหลากหลายมิติ

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • นักเรียนที่สอบ RT ได้คะแนนเต็ม: 13 คน จากโรงเรียนบ้านสันโค้ง (เชียงรายจรูญราษฎร์)
  • อัตราการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียนชั้น ป.1 ปี 2567: 95% (ข้อมูลจาก สพฐ.)
  • ผลสำรวจความสามารถด้านการอ่านของเด็กไทย: คะแนนเฉลี่ยระดับประเทศอยู่ที่ 85 คะแนน จาก 100 คะแนน (ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการ)
  • โรงเรียนบ้านสันโค้งเป็น 1 ใน 10 โรงเรียนของเชียงรายที่มีนักเรียนสอบ RT ได้คะแนนเต็มมากที่สุด

สรุป

การสอบ RT ปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของโรงเรียนบ้านสันโค้ง ที่สามารถผลิตนักเรียนที่มีทักษะการอ่านในระดับดีเยี่ยมถึง 13 คน ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพการศึกษาและแนวทางการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของระบบการศึกษายังต้องพัฒนาให้ครอบคลุมทักษะด้านอื่นๆ ควบคู่ไปกับการอ่าน เพื่อให้เด็กไทยสามารถเติบโตเป็นบุคคลที่มีความสามารถรอบด้านในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
SOCIETY & POLITICS

ปราบมิจฉาชีพ บัญชีม้านิติบุคคล ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้มงวด

ธปท. เร่งปราบบัญชีม้านิติบุคคล จับมือหน่วยงานรัฐป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน

มาตรการเข้มงวด ป้องกันการใช้บัญชีนิติบุคคลในอาชญากรรมออนไลน์

ประเทศไทย, 14 มีนาคม 2568 – ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการยกระดับมาตรการจัดการ บัญชีม้านิติบุคคล หลังพบแนวโน้มมิจฉาชีพใช้ช่องทางนี้เป็นเครื่องมือก่ออาชญากรรมทางการเงินมากขึ้น โดยมีการบังคับใช้มาตรการเข้มงวด ทั้งการคัดกรองนิติบุคคลที่มีความเสี่ยง การติดตามพฤติกรรมทางการเงิน และการเพิ่มโทษแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า

นางรุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงินของ ธปท. ระบุว่า หน่วยงานกำกับดูแลการเงินได้ดำเนินมาตรการหลายประการ เช่น การพัฒนา Central Fraud Registry (CFR) สำหรับแลกเปลี่ยนเส้นทางเงินและสนับสนุนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ การออก พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มอำนาจให้สถาบันการเงินสามารถระงับบัญชีม้าได้อย่างรวดเร็ว และการปรับมาตรการตรวจสอบบัญชีม้านิติบุคคลให้เข้มงวดขึ้น

“มาตรการเหล่านี้ช่วยให้การเปิดบัญชีม้าทำได้ยากขึ้น ขณะเดียวกันพบว่ามิจฉาชีพปรับเปลี่ยนไปใช้ บัญชีนิติบุคคล ในการหลอกลวงมากขึ้น จึงต้องมีการบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดกับภาคธุรกิจเช่นเดียวกับที่ทำกับบัญชีบุคคล” นางรุ่งกล่าว

แนวทางป้องกันบัญชีม้านิติบุคคล

  1. ตรวจสอบนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง
  • สถาบันการเงินจะเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณานิติบุคคลที่ขอเปิดบัญชี โดยเฉพาะกรณีที่กรรมการหรือหุ้นส่วนมีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลของ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
  • หากพบว่านิติบุคคลมีความเสี่ยงสูง สถาบันการเงินสามารถ ระงับบัญชี และ จำกัดการใช้บริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้ทันที
  1. ปรับปรุงกระบวนการจดทะเบียนนิติบุคคล
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ได้ออกคำสั่ง สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ 3/2567 ซึ่งกำหนดให้กรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชี HR-03 ของ ปปง. ต้อง แสดงตนต่อหน้านายทะเบียนก่อนการรับจดทะเบียน
  • นิติบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นบัญชีม้าจะถูก แจ้งต่อศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) เพื่อขยายผลและติดตามการกระทำความผิด
  1. การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ
  • ธปท. ได้ร่วมมือกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (บช.สอท.), ปปง., กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และ AOC เพื่อรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย
  • ข้อมูลบัญชีนิติบุคคลจะถูกนำเข้าสู่ Central Fraud Registry (CFR) เพื่อช่วยให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสามารถดำเนินการปราบปรามได้อย่างรวดเร็ว

การดำเนินคดีและสถิติที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพมีแนวโน้มใช้ บัญชีนิติบุคคล ในการหลอกลวงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะใน กลุ่มบริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย

จากการสืบสวนพบว่า บัญชีนิติบุคคลสามารถโอนเงินได้ครั้งละจำนวนมาก โดยไม่ต้องใช้การสแกนใบหน้า ทำให้กลายเป็นช่องทางหลักของเครือข่ายมิจฉาชีพ ขณะที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กำลังพิจารณากำหนดนิยามบัญชีม้านิติบุคคล HR-03-1 และ HR-03-2 เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สถิติที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้าและอาชญากรรมทางการเงิน

  • บัญชีม้าในระบบธนาคารที่ถูกระงับ: 1.4 แสนราย รวม 1.92 ล้านบัญชี
  • บัญชีม้านิติบุคคลที่ถูกตรวจสอบโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า: มากกว่า 7.8 หมื่นราย
  • คดีอาชญากรรมทางออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า (2565 – ปัจจุบัน): ประมาณ 8 แสนบัญชี มูลค่าความเสียหาย 7-8 หมื่นล้านบาท
  • การตรวจค้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า (ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา): 23 จุดทั่วประเทศ พบ บริษัทต้องสงสัย 190 บริษัท มูลค่าความเสียหาย 800 ล้านบาท เงินหมุนเวียน 5,000 ล้านบาท

ข้อคิดเห็นจากนักวิชาการและภาคธุรกิจ

นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. กล่าวว่าการจัดการบัญชีม้านิติบุคคลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้สามารถแยกแยะระหว่าง นิติบุคคลที่ทำธุรกิจจริง กับ นิติบุคคลที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อกระทำความผิด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่สุจริต

นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงกำลังเร่งดำเนินการ ใช้เทคโนโลยี AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมการเงิน และปรับปรุงกลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่าน ศูนย์ปฏิบัติการ AOC เพื่อให้สามารถป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สรุป:

  • ธปท. และหน่วยงานภาครัฐร่วมมือกันปราบปราม บัญชีม้านิติบุคคล อย่างจริงจัง
  • มาตรการใหม่เน้น การตรวจสอบนิติบุคคลที่มีความเสี่ยง, ควบคุมการเปิดบัญชี, และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานรัฐ
  • สถิติแสดงให้เห็นว่าบัญชีม้านิติบุคคลกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีมาตรการเข้มงวดกับบัญชีบุคคลธรรมดาแล้วก็ตาม
  • ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้รัฐบาลใช้ เทคโนโลยี AI และข้อมูลจากหลายแหล่ง เพื่อยกระดับการตรวจสอบและดำเนินคดีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ธนาคารแห่งประเทศไทย / กรมพัฒนาธุรกิจการค้า / สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน / กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
SOCIETY & POLITICS

เชียงรายรอเยียวยาผู้นำฝ่ายค้าน ทวงเงินรัฐ

เชียงรายเร่งรับมือน้ำท่วมปี 2568 ฝ่ายค้านลงพื้นที่ติดตามแผนฟื้นฟู-ทวงเงินเยียวยาประชาชน

ติดตามแผนรับมืออุทกภัยและฟื้นฟูพื้นที่ชายแดน

เชียงราย, 14 มีนาคม 2568 – คณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมด้วย นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์, นางสาวจุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม, นายฐากูร ยะแสง, นางสาวสิริลภัส กองตระการ, นายเจษฎา ดนตรีเสนาะ, นายปารมี ไวจงเจริญ, และนายกรุณพล เทียนสุวรรณ ลงพื้นที่ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามแผนรับมือน้ำท่วมปี 2568 และแนวทางการฟื้นฟูพื้นที่หลังเหตุการณ์อุทกภัยใหญ่ในปี 2567

แผนป้องกันน้ำท่วมแม่สายและแนวทางขุดลอกลุ่มน้ำ

นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย รายงานต่อคณะผู้แทนเกี่ยวกับแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ โดยระบุว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วมซ้ำซากมาจาก ลำน้ำตื้นเขิน, สิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำชายแดน และปริมาณฝนที่ตกหนักเกินค่าเฉลี่ย ทำให้ต้องมีการขุดลอกลำน้ำสายและลำน้ำรวกอย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือไทย-เมียนมาในการขุดลอกลำน้ำสาย

ปัจจุบัน ฝ่ายเมียนมา ได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำแผ่นดินไปแล้ว 20 จุด ส่วนไทยรื้อถอนไปแล้ว 7 จุด และอยู่ระหว่างรอการอนุมัติงบประมาณขุดลอกแม่น้ำสายจากรัฐบาลเมียนมา คาดว่าจะได้รับอนุมัติในเดือนเมษายน 2568 ขณะที่ ฝ่ายไทย ได้จัดสรรงบประมาณ 70 ล้านบาท สำหรับขุดลอกลำน้ำรวก ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการขออนุมัติจากสำนักงบประมาณ

ปัญหาเหมืองแร่และผลกระทบต่ออุทกภัย

นายชัยยนต์ ศรีสมุทร นายกเทศมนตรีตำบลแม่สาย ชี้ว่า การทำเหมืองแร่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลำน้ำตื้นเขิน เนื่องจากการขุดเหมืองส่งผลให้ตะกอนดินไหลลงสู่ลำน้ำ และทำให้ต้องมีการขุดลอกแม่น้ำทุกปีเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม หากไม่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ปัญหาน้ำท่วมก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาการเยียวยาผู้ประสบภัย: เงินยังไม่ถึงมือประชาชน

นางสาวจุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม สส. เชียงราย พรรคประชาชน ตั้งคำถามเกี่ยวกับ เงินเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งยังคงล่าช้าอยู่ในกระบวนการของรัฐบาล โดยงบประมาณการฟื้นฟูที่ เทศบาลและอำเภอเชียงรายเสนอจำนวน 134 ล้านบาท ต้องรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งทำให้การจ่ายเงินช่วยเหลือล่าช้าและประชาชนเดือดร้อน

ขณะเดียวกัน เกษตรกรในพื้นที่ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน 197 ล้านบาท สำหรับการฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูกที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ขาดระบบเตือนภัยลำน้ำกกและแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย รายงานว่าระบบเตือนภัยในพื้นที่ ยังไม่ครอบคลุม โดยแม่น้ำกกมีต้นน้ำมาจากเมียนมาและไหลผ่านเมืองเชียงราย ซึ่งปัจจุบันใช้ สถานีวัดระดับน้ำโทรมาตรเพียง 2 แห่ง ได้แก่ที่ อำเภอเมืองเชียงราย และบ้านท่าตอน ซึ่งยังไม่เพียงพอในการคาดการณ์และแจ้งเตือนภัยน้ำท่วม

ทาง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ได้วางแผน ติดตั้งสถานีวัดระดับน้ำเพิ่มเติม 4 จุด และอยู่ระหว่างขออนุมัติงบประมาณเพื่อเสริมสร้างระบบเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แผนขุดลอกลำน้ำและพัฒนาโครงสร้างป้องกันน้ำท่วม

กรมชลประทานเชียงราย รายงานว่า ได้มีการศึกษาแนวทางระบายน้ำ 2 แนวทาง เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ ได้แก่:

  1. แนวทางที่ 1 ขุดลอกแม่น้ำกกและทำทางระบายน้ำอ้อมสนามบิน ลงสู่แม่น้ำกกตอนปลาย
  2. แนวทางที่ 2 ขุดลอกแม่น้ำกกให้ไหลผ่านฝั่งขวาของเมืองเชียงรายไปยังถนนบายพาส เพื่อลดความเสี่ยงของการท่วมตัวเมือง

นอกจากนี้ อำเภอแม่สาย มีแผนขุดลอกลำน้ำความยาว 2,800 เมตร ร่วมกับกรมการทหารช่างและรัฐบาลเมียนมา เพื่อให้สามารถระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนเข้าฤดูฝน

ความท้าทายในการแก้ปัญหา: มีแผนแต่ขาดงบประมาณ

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ระบุว่า จังหวัดมีแผนรับมืออุทกภัยอย่างชัดเจนในทุกพื้นที่ แต่ปัญหาหลักคือ ขาดงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล ทำให้โครงการสำคัญหลายโครงการไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทางด้าน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่าปัญหาสำคัญคือระบบการจัดสรรงบประมาณที่ รวมศูนย์อยู่ที่รัฐบาลกลาง ซึ่งทำให้กระบวนการอนุมัติล่าช้า พรรคประชาชนจึงเสนอให้มีการกระจายอำนาจการบริหารงบประมาณไปยังจังหวัดมากขึ้น เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดและทันท่วงที

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • พื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในเชียงรายปี 2567: มากกว่า 35,000 ครัวเรือน
  • งบประมาณที่ต้องการใช้ในการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย: 134 ล้านบาท
  • จำนวนครัวเรือนที่รอรับเงินเยียวยา 9,000 บาทต่อครัวเรือน: 35,000 ครัวเรือน
  • แผนขุดลอกแม่น้ำกกและลำน้ำสายที่ต้องใช้ภายในปี 2568: กว่า 3,500 เมตร

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย / กรมชลประทาน / สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

พอ.สว.เชียงราย แพทย์เคลื่อนที่ เยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง

เชียงรายออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. ดูแลประชาชนพื้นที่ห่างไกล พร้อมเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียง

ให้บริการทางการแพทย์ทั่วถึงแก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

เชียงราย, 14 มีนาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายดำเนินโครงการ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. ครั้งที่ 11 ประจำปี 2568 เพื่อนำบริการทางการแพทย์ไปสู่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล และให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงและครอบครัวที่มีฐานะยากจน ณ โรงเรียนบ้านห้วยน้ำเย็น หมู่ที่ 11 ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม โดยมี นางสินีนาฎ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย และประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายณรงค์ ลือชา รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย และ นายปฤษฎางค์ สามัคคีนิชย์ นายอำเภอแม่สรวย ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด

มอบถุงยังชีพและสนับสนุนสวัสดิการแก่ครอบครัวรายได้น้อย

ภายในงานมีการมอบ ถุงยังชีพจากสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย และ แม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย ให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยประกอบด้วย ข้าวสารจากวัดห้วยปลากั้ง ผ้าห่มกันหนาวจากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย และพันธุ์ปลาจากสำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย นอกจากนี้ ยังมีการมอบเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมคณะ ยังได้ร่วมประชุมเสวนากับ นายอำเภอแม่สรวย หัวหน้าส่วนราชการ และผู้นำท้องที่ เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ให้เกิดความยั่งยืน โดยมีการวางแผนสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดกิจกรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงรายและคณะทำงาน ได้เดินทางไป เยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุจำนวน 5 ราย ในพื้นที่บ้านห้วยน้ำเย็น ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย เพื่อรับฟังปัญหาและให้การสนับสนุนสวัสดิการที่จำเป็น เช่น การจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ การดูแลด้านโภชนาการ และการส่งเสริมสุขภาพ

บ้านห้วยน้ำเย็น หมู่ที่ 11 ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 75 กิโลเมตร และห่างจากที่ว่าการอำเภอเวียงป่าเป้าประมาณ 30 กิโลเมตร ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างทั่วไป ซึ่งทำให้การเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขเป็นไปได้ยาก ดังนั้นการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประชาชนในพื้นที่

ส่งเสริมการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและป้องกันโรค

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการ ส่งเสริมการเข้าถึงบริการสาธารณสุขในพื้นที่ทุรกันดาร และเป็นการปฏิบัติตามพระปณิธานของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ต้องการให้ประชาชนทุกคนสามารถได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ ทางจังหวัดเชียงรายยังได้เน้นย้ำถึง มาตรการควบคุมการเผาในที่โล่ง ซึ่งมีผลบังคับใช้ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 รวม 92 วัน เพื่อควบคุมระดับฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนประชาชนที่ได้รับบริการจากหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. ครั้งที่ 11: มากกว่า 500 คน
  • จำนวนผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุที่ได้รับการเยี่ยมบ้าน: 5 ราย
  • ระยะทางจากตัวเมืองเชียงรายถึงบ้านห้วยน้ำเย็น: 75 กิโลเมตร
  • อัตราผู้สูงอายุในตำบลวาวีที่ต้องการการดูแลสุขภาพระยะยาว: ประมาณ 20% ของประชากรในพื้นที่
  • ระยะเวลาห้ามเผาในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพื่อป้องกันมลพิษทางอากาศ: 92 วัน (1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย / สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย / องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เริ่มแล้ว ‘โฮงยาใกล้บ้านพลัส’ อบรมทันตบุคลากร เชียงราย

อบจ.เชียงราย ขับเคลื่อนโครงการ “อยู่ที่ไหน ก็ใกล้หมอ” เสริมศักยภาพทันตบุคลากร รพ.สต.

พัฒนาระบบบริการสุขภาพช่องปากระดับปฐมภูมิ

เชียงราย, 14 มีนาคม 2568 – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) จัดโครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพช่องปากระดับปฐมภูมิ ภายใต้แนวคิด อยู่ที่ไหน ก็ใกล้หมอ” (โฮงยาใกล้บ้าน Plus) เพื่อเพิ่มศักยภาพทันตบุคลากรของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้สามารถดูแลสุขภาพช่องปากของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพช่องปากระดับปฐมภูมิ โดยมี นายไพรัช มหาวงศนันท์ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข หัวหน้าส่วนราชการ และผู้เข้าร่วมอบรมให้การต้อนรับ

เพิ่มประสิทธิภาพงานทันตสาธารณสุขระดับตำบล

นายไพรัช มหาวงศนันท์ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข อบจ.เชียงราย กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อ ฟื้นฟูและพัฒนาองค์ความรู้ด้านทันตสาธารณสุข สำหรับบุคลากรของ รพ.สต. ที่อยู่ในสังกัด อบจ.เชียงราย ให้สามารถให้บริการที่ได้มาตรฐานมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเกิดโรคในช่องปากและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางทันตกรรมของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

โครงการนี้ยังช่วยให้ทันตบุคลากรได้รับข้อมูลและเทคนิคใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนได้จริง เพื่อให้การดูแลสุขภาพช่องปากของประชาชนเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพมากขึ้น

ขับเคลื่อนนโยบาย “อยู่ที่ไหน ก็ใกล้หมอ”

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย กล่าวว่าการดำเนินงานด้านทันตสาธารณสุขของ รพ.สต. เป็น หัวใจสำคัญของระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ซึ่งมีบทบาทในการให้บริการตรวจรักษาและส่งเสริมสุขภาพช่องปากสำหรับประชาชนทุกกลุ่มวัย

อบจ.เชียงรายให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนโครงการ อยู่ที่ไหน ก็ใกล้หมอ” (โฮงยาใกล้บ้าน Plus) อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเดินทางไกล โดยการอบรมครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้แก่ทันตบุคลากร ให้เป็นบุคลากรต้นแบบและเป็นที่พึ่งของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลกระทบและประโยชน์ต่อประชาชน

การพัฒนาระบบบริการสุขภาพช่องปากระดับปฐมภูมิครั้งนี้ คาดว่าจะส่งผลเชิงบวกในหลายด้าน ได้แก่:

  • เพิ่มอัตราการเข้าถึงบริการทางทันตกรรมของประชาชน
  • ลดอัตราการเกิดโรคในช่องปากในกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ
  • พัฒนาศักยภาพของทันตบุคลากรให้สามารถดูแลสุขภาพช่องปากของประชาชนได้ดีขึ้น
  • ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการด้านทันตกรรมของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • อัตราผู้ป่วยโรคฟันผุในเด็กก่อนวัยเรียนในเชียงราย: 57%
  • ประชากรในพื้นที่ชนบทที่ขาดการเข้าถึงบริการทันตกรรม: ประมาณ 30%
  • จำนวน รพ.สต. ในสังกัด อบจ.เชียงรายที่ให้บริการทันตกรรม: กว่า 50 แห่ง
  • เป้าหมายลดอัตราการเกิดโรคฟันผุในเด็กอายุ 6 ปีให้ต่ำกว่า: 30% ภายในปี 2570

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย / กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ทหารเชียงราย ช่วยเก็บข้าวโพด ลดรายจ่ายให้ประชาชน

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกิจกรรมช่วยประชาชนเก็บข้าวโพด ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้

ทหารจิตอาสาเข้าช่วยเหลือเกษตรกรเชียงแสน

เชียงราย, 14 มีนาคม 2568 – มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน จัดกิจกรรม “ช่วยด้วยใจ ลดรายจ่าย สร้างรายได้” ด้วยการช่วยประชาชนเก็บข้าวโพดเพื่อใช้ทำอาหารสัตว์และเพื่อจำหน่าย ณ บ้านไร่ หมู่ 7 ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ซึ่งนำโดย ร้อยตรี ณัฐพล บุญทับ หัวหน้าชุดประสานงานสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ บ้านธารทอง พร้อมกำลังพล เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือ ลดต้นทุนแรงงาน

หนึ่งในผู้ได้รับการช่วยเหลือคือ นายเสาร์ ยาวิชัยป้อง อายุ 73 ปี เจ้าของไร่ข้าวโพดพื้นที่กว่า 20 ไร่ ซึ่งทหารเข้ามาช่วยเก็บเกี่ยวเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน และช่วยสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน กิจกรรมนี้ยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนในพื้นที่

มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 15 คน ซึ่งต่างร่วมมือกันทำงานอย่างเข้มแข็งเพื่อสนับสนุนชุมชน

รณรงค์ลดปัญหาหมอกควันและไฟป่า

นอกจากการช่วยเก็บข้าวโพดแล้ว หน่วยทหารยังได้ ประชาสัมพันธ์การแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ให้กับประชาชน โดยให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรการ “92 วัน ปลอดการเผา ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย” ซึ่งกำหนดห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิด ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 เพื่อลดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่

แนวทางการลดปัญหาหมอกควันที่เผยแพร่ให้ประชาชน ได้แก่:

  • การไม่เผาขยะ ตอซังข้าว ข้าวโพด หญ้าแห้ง วัชพืช กิ่งไม้
  • การทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง
  • การทำแนวกันไฟในพื้นที่เพื่อลดการเกิดไฟป่า

ชุมชนซาบซึ้งในความช่วยเหลือของทหาร

ครอบครัวของ นายเสาร์ ยาวิชัยป้อง และชาวบ้านในพื้นที่ได้กล่าวขอบคุณทหารที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และเป็นที่พึ่งพาในทุกโอกาส การปฏิบัติงานครั้งนี้เป็นไปอย่างเรียบร้อยและได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกฝ่าย

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • พื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวโพดในตำบลแม่เงิน: กว่า 5,000 ไร่
  • อัตราการเผาทำลายวัชพืชในเชียงรายก่อนมีมาตรการควบคุม: มากกว่า 70%
  • ค่า PM 2.5 เฉลี่ยในช่วงเดือนมีนาคม 2567: สูงถึง 150 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร
  • ค่า PM 2.5 หลังเริ่มมาตรการ “92 วัน ปลอดการเผา” ในปี 2567: ลดลงกว่า 35%

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มณฑลทหารบกที่ 37 / สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
SOCIETY & POLITICS

‘สมศักดิ์’ ชื่นชมรัฐบาล ปราบบุหรี่ไฟฟ้า หมอเตรียมแฉโทษ

รัฐบาลยืนยันนโยบายปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าเด็ดขาดภายใน 30 วัน ด้านแพทย์เตรียมเผยข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับรู้

สมศักดิ์” หนุนแนวทางรัฐบาล “แพทองธาร” จัดการบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง

ประเทศไทย, 14 มีนาคม 2568 – นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แสดงความพอใจต่อ นโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า โดยสั่งการให้ ดำเนินมาตรการกวาดล้างภายใน 30 วัน เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

ในการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568 นายสมศักดิ์ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการบูรณาการของหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะในด้านกฎหมายที่กระทรวงสาธารณสุขไม่มีอำนาจครอบคลุมทั้งหมด อย่างไรก็ตาม กระทรวงยืนยันว่าจะดำเนินมาตรการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าให้เต็มที่ตามกรอบกฎหมายที่มีอยู่

“บุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษที่อันตรายต่อร่างกาย โดยเฉพาะ กลีเซอรีนและโพรไพลีนไกลคอล ที่เกิดปฏิกิริยากลายเป็นฟอร์มาลีน หรือสารดองศพ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน” นายสมศักดิ์กล่าว

เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่รัฐบาลให้ความสำคัญและมีแนวทางที่ชัดเจน ย่อมทำให้การบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้นและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีสั่งเดินหน้าปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า เข้มงวดห้ามขายใกล้สถานศึกษา

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพการประชุมร่วมกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง โดยเน้นเป้าหมายไปที่เยาวชนและสถานศึกษา

นายกรัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบและกวาดล้างการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง โดยเฉพาะบริเวณใกล้สถานศึกษา พร้อมย้ำว่าหากพบเจ้าหน้าที่รัฐหรือข้าราชการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง จะต้องได้รับโทษทางวินัยและอาญา

“ดิฉันมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และกรมศุลกากร ปราบปรามการนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาดภายใน 30 วัน โดยเริ่มจากการสกัดกั้นการนำเข้าที่ด่านศุลกากร ปิดช่องทางการลักลอบนำเข้า และจับกุมผู้ค้าที่ลักลอบจำหน่าย” นายกรัฐมนตรีระบุ

เธอยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในการบังคับใช้กฎหมาย แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็น หน้าที่ของทุกภาคส่วนในการร่วมกันปกป้องเด็กและเยาวชน หากพบเห็นการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าให้กับเยาวชน ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อนำไปสู่การดำเนินคดีต่อไป”

ราชวิทยาลัยวิชาชีพแพทย์ แถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า

วันที่ 11 มีนาคม 2568 ราชวิทยาลัยวิชาชีพแพทย์แห่งประเทศไทย ได้จัดเสวนา หมอไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า: ข้อเท็จจริงที่ประชาชนต้องรู้” ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี ภายในงานจะมีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ อันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าต่อสมองเด็ก, บุหรี่มือหนึ่ง มือสอง และมือสาม, สารเสพติดที่อยู่ในบุหรี่ไฟฟ้า และความเสี่ยงที่นำไปสู่การเสพติดสารเสพติดชนิดอื่น

สถิติที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย

  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2567) รายงานว่าประเทศไทยมีผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 2.6% เป็น 4.8% ของประชากรกลุ่มวัยรุ่นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
  • กรมควบคุมโรค (2567) เปิดเผยว่า 80% ของเยาวชนที่เริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้า มีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปสู่การสูบบุหรี่แบบมวนในอนาคต
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าบุหรี่ไฟฟ้าอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและปอด มากกว่าบุหรี่ทั่วไปถึง 30% หากใช้ในระยะยาว

สรุป

รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ได้สั่งการให้ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาดภายใน 30 วัน โดยเน้นเป้าหมายไปที่ กลุ่มเยาวชนและพื้นที่สถานศึกษา ด้านกระทรวงสาธารณสุขยืนยันดำเนินมาตรการตามกรอบกฎหมายอย่างเข้มงวด ขณะที่ราชวิทยาลัยวิชาชีพแพทย์เตรียมเปิดเผยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน

ฝ่ายที่สนับสนุนมาตรการแบนบุหรี่ไฟฟ้ามองว่า เป็นแนวทางที่ถูกต้องเพื่อปกป้องสุขภาพของเยาวชนและประชาชนทั่วไป ในขณะที่ฝ่ายคัดค้านชี้ว่าการแบนอาจ ทำให้เกิดตลาดมืดและการลักลอบนำเข้า ซึ่งอาจเป็นอันตรายมากขึ้นจากการขาดมาตรฐานในการควบคุม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2567) / กรมควบคุมโรค / กระทรวงสาธารณสุข / องค์การอนามัยโลก (WHO)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
SOCIETY & POLITICS

4 โรคร้ายคุกคาม ผู้ป่วยมากขึ้น เร่งควบคุมโรคกระจายวัคซีน

คณะกรรมการโรคติดต่อฯ เห็นชอบแนวทางควบคุม 4 โรคสำคัญ เตรียมจัดหาวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพิ่มเป็น 6 ล้านโดส

เชียงรายเป็นหนึ่งใน 6 จังหวัดที่ได้รับการจัดสรรวัคซีนเพิ่มเติม

ประเทศไทย, 13 มีนาคม 2568 – กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เดินหน้ามาตรการควบคุมโรคติดต่อสำคัญ โดยคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติให้ ขยายแนวทางการจัดหาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพิ่มเป็น 6 ล้านโดส สำหรับประชากรกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่มหลัก พร้อมกระจายวัคซีนให้กับ 6 จังหวัดที่พบการแพร่ระบาดสูง ได้แก่ พะเยา ลำพูน เชียงราย ภูเก็ต เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร โดยแต่ละจังหวัดจะได้รับจัดสรร 10,000 โดส ขณะที่ค่ายทหารและเรือนจำได้รับเพิ่มเติม 30,000 โดส

แนวทางควบคุม 4 โรคสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568 ณ กระทรวงสาธารณสุข นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2568 พร้อมด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค โดยที่ประชุมมีมติ เห็นชอบแนวทางป้องกันและควบคุม 4 โรคสำคัญ ได้แก่:

  1. โรคไข้หวัดใหญ่
  • ปี 2568 พบผู้ป่วยสะสมแล้ว 165,333 ราย เสียชีวิต 14 ราย
  • พบการแพร่ระบาดสูงสุดในกลุ่มเด็กอายุ 5 – 9 ปี และเด็กเล็กอายุ 0 – 4 ปี
  • กระจายวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพิ่มเติมใน 6 จังหวัด และค่ายทหาร-เรือนจำ
  1. โรคไข้เลือดออก
  • แม้แนวโน้มผู้ป่วยลดลง แต่ยังมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและประชากรวัยทำงานอายุ 40 – 59 ปี
  • เตรียมเดินหน้าศึกษาวัคซีนไข้เลือดออกเพิ่มเติม โดยเริ่มทดลองฉีดในอาสาสมัคร 4 เมษายน 2568 ที่จังหวัดนครพนม
  1. โรคฝีดาษวานร (Mpox)
  • พบผู้ป่วยสะสม 873 ราย และเสียชีวิต 13 ราย โดย 12 ราย เป็นเพศชายที่ตรวจพบเชื้อ HIV
  • กระทรวงฯ ได้รับวัคซีนฝีดาษจำนวน 2,220 โดส จากสมาพันธ์อาเซียน เพื่อฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยงและบุคลากรทางการแพทย์
  1. โรคไวรัสตับอักเสบบีและซี
  • พบผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี 290,396 ราย แต่ได้รับการรักษาเพียง 13.33%
  • เร่งพัฒนาระบบ Hepatitis-BC-DDC เพื่อเฝ้าระวังและติดตามการรักษาอย่างครบวงจร

เชียงราย: จุดยุทธศาสตร์สำคัญในการกระจายวัคซีน

เชียงรายเป็นหนึ่งใน 6 จังหวัดที่พบอัตราการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สูง จากข้อมูลของ กรมควบคุมโรค พบว่า อัตราป่วยในจังหวัดเชียงรายเพิ่มขึ้น 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง พร้อมกับการสนับสนุนวัคซีนเพิ่มเติมจากกระทรวงสาธารณสุข

นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ปีนี้จังหวัดเชียงรายได้รับการจัดสรรวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นเป็น 10,000 โดส ซึ่งจะช่วยลดการแพร่ระบาดในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง”

มุมมองจาก 2 ฝ่ายต่อมาตรการควบคุมโรค

ฝ่ายสนับสนุน

นักวิชาการด้านสาธารณสุขมองว่า การจัดสรรวัคซีนเพิ่มเติมและการเฝ้าระวังการแพร่ระบาด เป็นมาตรการที่จำเป็น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอัตราการติดเชื้อสูง เช่น เชียงราย เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ นอกจากนี้ การศึกษา วัคซีนไข้เลือดออก และการขยายการฉีดวัคซีน HPV ยังเป็นการยกระดับมาตรการป้องกันโรคให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น

ฝ่ายกังวลเรื่องงบประมาณ

ขณะที่บางฝ่ายตั้งคำถามถึง งบประมาณที่ใช้ในการจัดซื้อวัคซีนและความคุ้มค่าในการกระจายวัคซีนในบางพื้นที่ รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับการศึกษา วัคซีนไข้เลือดออก ที่ยังอยู่ในช่วงทดลอง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการประเมินประสิทธิภาพก่อนนำมาใช้จริง

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • อัตราการป่วยไข้หวัดใหญ่ในปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 165,333 ราย ทั่วประเทศ (ที่มา: กรมควบคุมโรค)
  • จังหวัดเชียงรายพบอัตราป่วยเพิ่มขึ้น 2 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2567 (ที่มา: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย)
  • ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีที่ได้รับการรักษาเพียง 13.33% (ที่มา: กระทรวงสาธารณสุข)
  • โครงการฉีดวัคซีน HPV มีการฉีดสะสม 700,860 โดส จากเป้าหมาย 1 ล้านโดส (ที่มา: กรมควบคุมโรค)

สรุป

การขยายมาตรการควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะการกระจายวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพิ่มเติม สะท้อนถึงความพยายามในการลดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อสำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับงบประมาณและประสิทธิภาพของวัคซีนบางชนิด ซึ่งจำเป็นต้องมีการติดตามผลในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE