Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เรือนจำเชียงราย เปิดศูนย์ “หับเผยคาร์แคร์ 2 by กลางเวียง”

เรือนจำกลางเชียงรายเปิด “ศูนย์แคร์” และ “หับเผยคาร์แคร์ 2” ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังสู่การคืนคนดีสู่สังคม

ส่งเสริมโอกาสแห่งชีวิตใหม่แก่ผู้ต้องขังผ่านการฝึกอาชีพและมีงานทำ

เชียงราย – วันที่ 6 เมษายน 2568 ณ เรือนจำกลางเชียงราย นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดป้ายอาคารอเนกประสงค์ “ศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ” (CARE) และพิธีเปิด “หับเผยคาร์แคร์ 2 by กลางเวียง” โดยมีผู้บริหารหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน ผู้แทนองค์กรชุมชน และสื่อมวลชนเข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พิธีเปิดดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของเรือนจำกลางเชียงรายในการยกระดับมาตรการฟื้นฟูผู้ต้องขังผ่านการพัฒนาศักยภาพในด้านอาชีพ และเตรียมความพร้อมก่อนการปล่อยตัวกลับคืนสู่สังคม

เสริมศักยภาพด้วยอาชีพ เพิ่มความหวังในการเริ่มต้นใหม่

นายพัศพงศ์ ใจคล่องแคล่ว ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงราย กล่าวว่า เรือนจำมีบทบาทในการควบคุมผู้ต้องขังควบคู่กับการ “แก้ไขฟื้นฟูพฤตินิสัย” โดยเฉพาะการฝึกวิชาชีพที่สามารถต่อยอดเป็นอาชีพได้จริงภายหลังพ้นโทษ ซึ่งตอบสนองต่อนโยบายของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม และสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2566–2570

ภายใต้แนวทางดังกล่าว เรือนจำกลางเชียงรายจึงได้จัดตั้งศูนย์ “CARE” เพื่อทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงและให้ความช่วยเหลือด้านอาชีพแก่ผู้พ้นโทษ เช่น การจัดหางาน การให้ทุนประกอบอาชีพ การแนะแนว และการประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน

หับเผยคาร์แคร์ 2 by กลางเวียง” พื้นที่จริงเพื่อฝึกอาชีพในโลกจริง

หนึ่งในกิจกรรมที่โดดเด่นคือการเปิด “หับเผยคาร์แคร์ 2 by กลางเวียง” ซึ่งเป็นสถานที่ให้บริการล้างรถโดยทีมผู้ต้องขังที่ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ พร้อมรับการรับรองมาตรฐานด้านการให้บริการ การดูแลลูกค้า และการใช้เครื่องมืออย่างถูกต้อง

คาร์แคร์ดังกล่าวเปิดให้บริการแก่บุคคลภายนอก และเป็นสถานที่ฝึกจริงเพื่อเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังให้สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพภายนอกได้ทันทีภายหลังการปล่อยตัว นับเป็นโมเดลการฝึกอาชีพที่ยึด “หลักเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง” (Learning by Doing) อย่างแท้จริง

ศูนย์แคร์ เชื่อมต่อ “ชีวิตหลังกรง” กับโอกาสใหม่ในสังคม

“ศูนย์แคร์” ไม่เพียงทำหน้าที่ฝึกอาชีพ แต่ยังเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลการเปลี่ยนผ่านของผู้ต้องขังจากการอยู่ในระบบควบคุมสู่การใช้ชีวิตในสังคมอย่างปกติสุข พร้อมทั้งเป็นศูนย์กลางประสานกับหน่วยงานจัดหางาน สำนักงานพัฒนาสังคมฯ และองค์กรเอกชนในการสร้างโอกาสการมีงานทำอย่างต่อเนื่อง

ผู้พ้นโทษที่ยังขาดแคลนทุนทรัพย์สามารถติดต่อเพื่อขอรับทุนประกอบอาชีพเบื้องต้น หรือเข้าร่วมกิจกรรมเสริมพัฒนาทักษะผ่านการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องได้

บทสะท้อนสองมุมมองต่อโครงการพัฒนาชีวิตผู้พ้นโทษ

ฝ่ายสนับสนุน เห็นว่า การฝึกอาชีพและให้โอกาสแก่ผู้พ้นโทษเป็นแนวทางที่ถูกต้องและมีมนุษยธรรม ช่วยลดโอกาสในการหวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ และยังเป็นการคืนคนดีสู่สังคมอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ประเทศไทยยังมีอัตราการกระทำผิดซ้ำสูง การดำเนินการเชิงรุกเช่นนี้นับว่าเป็นความหวังใหม่ของระบบยุติธรรมไทย

ขณะที่ฝ่ายกังวล มองว่า แม้โครงการจะมีเจตนาดี แต่ยังมีอุปสรรคเรื่องการยอมรับจากสังคมภายนอก โดยเฉพาะผู้ประกอบการบางรายที่ยังลังเลในการจ้างผู้พ้นโทษ นอกจากนี้ยังขาดระบบติดตามผลในระยะยาวว่าผู้ที่ได้รับการฝึกฝนสามารถตั้งตัวได้จริงหรือไม่ และโอกาสเข้าถึงทุนสำหรับประกอบอาชีพก็ยังไม่ทั่วถึง

แนวทางต่อไป: การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนคือหัวใจ

ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนเสนอว่า การขับเคลื่อนงานคืนคนดีสู่สังคม ต้องอาศัย “ภาคประชาชน” และ “ภาคเอกชน” ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ทั้งในด้านการรับผู้พ้นโทษเข้าทำงาน การสนับสนุนทุน หรือแม้แต่การเปิดพื้นที่ให้ผู้พ้นโทษได้แสดงศักยภาพ โดยไม่ตีตราหรือปิดกั้นโอกาสตั้งแต่ต้น

สถิติที่เกี่ยวข้องกับผู้พ้นโทษและการกลับเข้าสู่สังคม

  • ประเทศไทยมีผู้ต้องขังในเรือนจำทั้งหมดประมาณ 278,000 คน (ข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์, ก.พ. 2567)
  • ผู้พ้นโทษกลับกระทำผิดซ้ำ (Recidivism rate) อยู่ที่ประมาณ 18% ภายใน 3 ปี (ที่มา: สำนักงานกิจการยุติธรรม, 2566)
  • มีผู้พ้นโทษที่ต้องการมีอาชีพอย่างเป็นระบบมากกว่า 70% แต่เข้าถึงทุนเพียง 38% (ข้อมูลจากโครงการเรือนจำแห่งการเรียนรู้)
  • กรมราชทัณฑ์มีแผนพัฒนาทักษะวิชาชีพในเรือนจำ 131 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมกว่า 40 สาขาอาชีพ เช่น ช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า ทำอาหาร เสริมสวย ฯลฯ (ที่มา: กรมราชทัณฑ์)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมราชทัณฑ์
  • กระทรวงยุติธรรม
  • สำนักงานกิจการยุติธรรม
  • แผนพัฒนาจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2566–2570
  • สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย
  • สถิติเรือนจำทั่วประเทศ, สำนักวิจัยระบบยุติธรรม
  • โครงการเรือนจำแห่งการเรียนรู้, มูลนิธิพัฒนาศักยภาพผู้ต้องขัง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ส่งมอบหน้าที่ มทบ.37 ‘พล.ต.บุญญฤทธิ์’ ส่งต่อ ‘พล.ต.จักรวีร์’

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บัญชาการ ย้ำความต่อเนื่องของภารกิจเพื่อประชาชนและความมั่นคงของชาติ

พิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

เชียงราย – วันที่ 4 เมษายน 2568 ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) ได้จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บัญชาการระหว่าง พลตรี บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ซึ่งพ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 และพลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการคนใหม่ โดยมีพิธีการครบถ้วนตามแบบธรรมเนียมทหาร

พิธีเริ่มต้นด้วยการประกอบพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหน่วย ได้แก่ พระมหาจักรพรรดิธรรมราชา พระพุทธมารวิชัยไตรรัตนาธิคุณ และพระบรมราชานุสาวรีย์พญามังรายมหาราช ณ ลานหน้าบก.มทบ.37 รวมถึงศาลพระภูมิเจ้าที่ ณ ดอยเจดีย์ เพื่อความเป็นสิริมงคล

พิธีมอบการบังคับบัญชาอย่างสมเกียรติ

ภายหลังพิธีสักการะ เป็นพิธีลงนามเอกสารรับ-ส่งหน้าที่ ณ ห้องประชุมพญามังราย และพิธีมอบการบังคับบัญชาที่ลานหน้ากองบัญชาการ โดยมีนายทหารระดับสูง ข้าราชการ ลูกจ้าง และกำลังพลในสังกัดเข้าร่วมเป็นสักขีพยานจำนวนมาก บรรยากาศเป็นไปอย่างสง่างาม แสดงถึงระเบียบวินัย ความสามัคคี และการเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่นของหน่วยทหาร

คำกล่าวอำลาอย่างอบอุ่นของผู้บัญชาการคนเดิม

พลตรี บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ได้กล่าวแสดงความรู้สึกในการอำลาตำแหน่งว่า “เป็นเกียรติสูงสุดที่ได้มีโอกาสรับราชการในมณฑลทหารบกที่ 37 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างเต็มกำลัง ทั้งกายและใจ เพื่อให้หน่วยมีศักยภาพสูงสุดในการปฏิบัติภารกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคง การสนับสนุนพัฒนาประเทศ หรือการเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส ผมเชื่อมั่นว่าผู้บัญชาการคนใหม่จะนำพาหน่วยไปสู่ความก้าวหน้าที่ยิ่งกว่าเดิม”

ผบ.มทบ.37 คนใหม่มุ่งพัฒนาและรับมือบริบทความมั่นคงยุคใหม่

พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการคนใหม่ ได้แสดงเจตนารมณ์ในการรับหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น โดยระบุว่า จะสานต่อภารกิจของมณฑลทหารบกที่ 37 อย่างเต็มกำลัง พร้อมปรับบทบาทของหน่วยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของบริบทด้านความมั่นคง และเน้นการพัฒนาศักยภาพกำลังพลทุกระดับ ให้สามารถปฏิบัติภารกิจทั้งในภาวะปกติและวิกฤตได้อย่างเข้มแข็ง มีความพร้อมในทุกด้าน

มณฑลทหารบกที่ 37 กับบทบาทสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือ

มทบ.37 เป็นหน่วยทหารในสังกัดกองทัพบก ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบในเขตจังหวัดเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง โดยมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อย การสนับสนุนการปฏิบัติการร่วมกับตำรวจ ฝ่ายปกครอง และองค์กรภาคประชาชน รวมถึงการเข้าช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดภัยธรรมชาติและสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ

ที่ผ่านมา มทบ.37 มีภารกิจสนับสนุนด้านการแพทย์ฉุกเฉิน การอพยพผู้ประสบภัยน้ำท่วม รวมถึงการช่วยเหลือในสถานการณ์หมอกควันไฟป่าในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นปัญหาซ้ำซากในช่วงต้นปีของทุกปี

ความเห็นจากทั้งสองมุมมอง สะท้อนความคาดหวังที่แตกต่าง

จากฝั่ง ผู้สนับสนุนภารกิจทหาร เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้บัญชาการเป็นสิ่งจำเป็นตามวาระ และควรมองเป็นโอกาสในการปรับปรุงแนวทางปฏิบัติงานให้ทันยุคทันเหตุการณ์ โดยเฉพาะในยุคที่ภัยคุกคามมีความหลากหลายทั้งรูปแบบและเทคโนโลยี พร้อมทั้งเสนอให้ มทบ.37 เพิ่มความร่วมมือกับชุมชนในการแก้ไขปัญหาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ขณะที่ ฝั่งภาคประชาชนบางส่วน มองว่า ควรมีการเปิดเผยแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเข้าใจบทบาทของทหารในยุคสมัยใหม่มากขึ้น และแนะนำให้หน่วยงานของกองทัพมีส่วนร่วมในการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก เช่น การฝึกอาชีพให้กับประชาชน และการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ขาดแคลน

ข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่มบทบาทและความสัมพันธ์กับประชาชน

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเสนอว่า มณฑลทหารบกที่ 37 ควรขยายบทบาทสู่การเป็น “หน่วยทหารของประชาชนอย่างแท้จริง” โดยเน้นการพัฒนาเชิงรุก สร้างพันธมิตรกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เพื่อเสริมความมั่นคงทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

การจัดอบรมเยาวชนเพื่อเสริมสร้างคุณธรรม ความมีวินัย และการปลูกฝังจิตสำนึกรักชาติควรได้รับการสนับสนุนต่อเนื่อง ซึ่งไม่เพียงช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยงในกลุ่มเยาวชน แต่ยังเสริมสร้าง “กำลังสำรอง” ทางสังคมให้กับประเทศในระยะยาว

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ข้อมูลจากกองทัพบก ระบุว่า มีการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับนายพลประจำปี เฉลี่ย 500 ตำแหน่งต่อปี
  • จังหวัดเชียงราย มีหน่วยงานทหารประจำการ 7 หน่วยหลัก ซึ่งรวมถึง มณฑลทหารบกที่ 37 (ที่มา: ศูนย์ข้อมูลภูมิภาค กองทัพบก)
  • ผลสำรวจโดยสถาบันพระปกเกล้า ปี 2567 พบว่า ร้อยละ 76.2 ของประชาชน เห็นว่าทหารมีบทบาทในการพัฒนาชุมชนที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
  • อัตราความพึงพอใจต่อการปฏิบัติงานของทหารในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน สูงถึง ร้อยละ 82.5 (ที่มา: ศูนย์วิจัยความคิดเห็นสาธารณะ ม.เชียงใหม่)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กองทัพบก
  • ศูนย์ข้อมูลภูมิภาค กองทัพบก
  • สถาบันพระปกเกล้า
  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • มณฑลทหารบกที่ 37 จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รับมืออุบัติเหตุ เชียงรายจัดซ้อมแผน 2 โรงพยาบาล เตรียมพร้อมช่วงเทศกาล

โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ และโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค ซ้อมแผนอุบัติเหตุหมู่ เตรียมพร้อมรับมือช่วงเทศกาล

ซ้อมแผนอุบัติเหตุหมู่ประจำปี 2568 สร้างความพร้อมระบบสาธารณสุขรับมือภัยพิบัติ

เชียงราย – วันที่ 4 เมษายน 2568 โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โดยกลุ่มงานเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ได้จัดกิจกรรมฝึกปฏิบัติการซ้อมแผนอุบัติเหตุหมู่ประจำปี 2568 ณ หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 37 และโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ หน่วยงานด้านความมั่นคง และองค์กรกู้ภัยในจังหวัดเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ในวันเดียวกัน โรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงราย ด้านการจราจร สมาคมศิริกรณ์เชียงรายบรรเทาสาธารณภัย และสมาคมแสงธรรมสาธารณกุศล เชียงราย ก็ได้จัดการฝึกซ้อมอุบัติเหตุหมู่ ณ บริเวณโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นช่วงเทศกาลท่องเที่ยว ซึ่งมีการเดินทางจำนวนมาก และมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุหมู่สูงกว่าช่วงปกติ

เน้นซ้อมสถานการณ์จริง ให้บุคลากรเข้าใจบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน

กิจกรรมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรทุกฝ่าย ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามมาตรฐานวิชาชีพ และสามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

โดยแบบจำลองเหตุการณ์ที่ใช้ในการฝึกซ้อมเป็นสถานการณ์จำลองอุบัติเหตุรถชนจำนวนหลายคัน มีผู้บาดเจ็บจำนวนมากและต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนจริง ตั้งแต่การแจ้งเหตุ ประสานหน่วยสนับสนุน การเข้าถึงผู้ป่วย การลำเลียง และการรักษาเบื้องต้น ไปจนถึงการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพ

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

การฝึกซ้อมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลากหลายหน่วยงาน ได้แก่ โรงพยาบาลเอกชนในพื้นที่ ทีม ALS กู้ภัยจากเทศบาลนครเชียงราย ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 37 และตำรวจจราจรจาก สภ.เมืองเชียงราย นอกจากนี้ ยังมีการร่วมซ้อมของสมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกับระบบการจัดการอุบัติเหตุหมู่ในระดับจังหวัด

สร้างความมั่นใจในการให้บริการประชาชนช่วงเทศกาล

ในช่วงเทศกาล เช่น สงกรานต์ ซึ่งประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนา หรือท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุบนท้องถนนจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การเตรียมความพร้อมในการรับมืออุบัติเหตุหมู่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเป็นไปอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

แนวคิด “หนึ่งทีม หนึ่งระบบ” สู่การพัฒนาระบบสาธารณสุขเชิงรุก

การฝึกซ้อมครั้งนี้สะท้อนถึงแนวคิด “หนึ่งทีม หนึ่งระบบ” ที่เน้นให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประสานงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มศักยภาพในการตัดสินใจอย่างเร่งด่วน ณ จุดเกิดเหตุ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขในการส่งเสริมระบบการแพทย์ฉุกเฉินในระดับจังหวัด

ความเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง: ภาครัฐ-ภาคประชาชน

ฝ่ายภาครัฐ เห็นว่าการฝึกซ้อมดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคที่ภัยพิบัติและอุบัติเหตุมีความซับซ้อนมากขึ้น และต้องใช้การประสานงานข้ามหน่วยงาน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวว่า จังหวัดพร้อมสนับสนุนทรัพยากรและงบประมาณเพื่อให้การรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินมีความรวดเร็วและแม่นยำ

ขณะเดียวกัน จากมุมมองของประชาชนบางกลุ่ม ยังมีความกังวลเรื่องความต่อเนื่องของการฝึกซ้อมในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะในอำเภอห่างไกลที่อาจไม่ได้รับการฝึกอบรมในระดับเดียวกับตัวเมืองเชียงราย และมีข้อเสนอให้กระจายโอกาสการซ้อมและฝึกปฏิบัติไปยังโรงพยาบาลชุมชนมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนทุกพื้นที่ได้รับบริการที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน

ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาระบบรับมืออุบัติเหตุหมู่ในอนาคต

การฝึกซ้อมอุบัติเหตุหมู่ควรได้รับการจัดอย่างต่อเนื่องปีละหลายครั้ง และควรมีการประเมินผลหลังฝึกซ้อมทุกครั้ง เพื่อพัฒนาแนวทางการดำเนินงาน และแก้ไขข้อบกพร่องที่พบเจอ อีกทั้ง ควรมีการฝึกในรูปแบบข้ามจังหวัด เพื่อรองรับกรณีที่อุบัติเหตุเกิดขึ้นในพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัด

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ในปี 2566 ประเทศไทยเกิดอุบัติเหตุทางถนนมากกว่า 19,000 ครั้ง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์เพียงช่วงเดียว
  • จังหวัดเชียงรายเกิดอุบัติเหตุรวม 479 ครั้ง ในปี 2566 โดยมีผู้เสียชีวิต 56 ราย และบาดเจ็บ 562 ราย (ที่มา: ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน, กระทรวงคมนาคม)
  • อัตราการรอดชีวิตของผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุหมู่จะเพิ่มขึ้น มากกว่า 50% หากได้รับการช่วยเหลือในช่วง ทองคำ” 1 ชั่วโมงแรก (Golden Hour) (ที่มา: กรมการแพทย์ฉุกเฉิน, กระทรวงสาธารณสุข)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน กระทรวงคมนาคม
  • กรมการแพทย์ฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุข
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  • โรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายลุยป้องกันปี๋ใหม่เมือง ปลอดโรค ปลอดภัย

เชียงรายประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อ ยกระดับมาตรการรับมือโรคระบาดปี 2568

สาธารณสุขจังหวัดเชียงรายจัดประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เตรียมความพร้อมรับมือโรคติดต่อสำคัญ

เชียงราย – วันที่ 4 เมษายน 2568 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ได้จัดการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยนายแพทย์คงศักดิ์ ชัยชนะ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ในปี 2568 พบการระบาดเร็วและกระจายกว้าง

ในการประชุม มีการรายงานสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งพบแนวโน้มการแพร่ระบาดเร็วกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กอายุ 0–9 ปี ที่พบอัตราป่วยสูงที่สุดในพื้นที่โรงเรียน ค่ายทหาร และเรือนจำ โดยมีการระบาดเป็นกลุ่มก้อน และมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปี 2567

ทั้งนี้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้จัดหาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ครอบคลุมจำนวนกว่า 12 ล้านคนทั่วประเทศ โดยในปีที่ผ่านมา มีอัตราครอบคลุมการฉีดวัคซีนมากกว่าร้อยละ 95 สำหรับในจังหวัดเชียงราย ยังมีการเสนอแนวทางให้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสนับสนุนวัคซีนเพิ่มเติมกรณีที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนในกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่ม เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว เป็นต้น

สถานการณ์ไข้เลือดออกยังต้องเฝ้าระวัง แม้แนวโน้มลดลง

รายงานจากฝ่ายระบาดวิทยาระบุว่า แม้ในระดับประเทศแนวโน้มของโรคไข้เลือดออกจะลดลง แต่ในระดับจังหวัดยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด กลุ่มอายุ 10–14 ปี เป็นกลุ่มที่มีอัตราป่วยสูงสุด ขณะที่กลุ่มอายุ 40–59 ปี มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุด โดยสายพันธุ์ DENV-1 เป็นสายพันธุ์ที่พบมากที่สุด ขณะที่ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ติดเชื้อสายพันธุ์ DENV-2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรง

จังหวัดเชียงรายได้ดำเนินมาตรการเชิงรุก โดยการสำรวจและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย การรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันโรค และมีการติดตามการทดลองวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกในโครงการนำร่อง ที่จะเริ่มต้นในจังหวัดนครพนมในวันที่ 4 เมษายน 2568

โรคพิษสุนัขบ้ายังคงเป็นประเด็นสำคัญในพื้นที่

ด้านสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย ได้รายงานความคืบหน้าการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในปีงบประมาณ 2568 โดยจะดำเนินการฉีดวัคซีนในสุนัขและแมวทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 สิงหาคม 2568 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันโรคในสัตว์เลี้ยง และลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อสู่คน

พิจารณาแต่งตั้งคณะทำงานควบคุมโรค ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ

ที่ประชุมยังได้หารือเรื่องการแต่งตั้งคณะทำงานประจำด่านพรมแดนสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านสบรวก อำเภอเชียงแสน เป็นด่านผ่านแดนถาวรตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย โดยมีผู้เดินทางเข้า-ออกเฉลี่ยวันละ 900–1,000 คน รวมถึงนักเดินทางจากประเทศที่อยู่ในเขตติดโรคไข้เหลืองเฉลี่ยวันละ 800 คน จึงมีมติให้จัดตั้งด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านสาธารณสุข

พร้อมกันนี้ ได้มีการเสนอปรับปรุงคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานประจำด่านควบคุมโรคติดต่อ ณ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการประเมินสมรรถนะตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR-JEE)

ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา HIV/AIDS อย่างยั่งยืนในระดับจังหวัด

การประชุมยังมีการทบทวนคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์จังหวัดเชียงราย และเสนอให้บรรจุประเด็น HIV/AIDS ไว้ในวาระของคณะกรรมการฯ เพื่อผลักดันให้การดำเนินงานระดับจังหวัดมีความต่อเนื่อง และบรรลุเป้าหมายการยุติปัญหาเอดส์ในระยะยาว โดยเฉพาะการรณรงค์การเข้าถึงการตรวจคัดกรองในกลุ่มเป้าหมาย และการป้องกันการตีตราผู้ติดเชื้อในสังคม

Kick Off แคมเปญปีใหม่เมืองเพื่อสุขภาพคนเชียงราย

จังหวัดเชียงรายเตรียมจัดกิจกรรม Kick Off “ปี๋ใหม่เมือง เพี้ยวบ้านเพี้ยวจอง ปลอดฝุ่น ปลอดยุง ปลอดภัย จาวเจียงฮายสุขภาพดี” ในวันศุกร์ที่ 11 เมษายน 2568 ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 (ศาลากลางหลังเก่า) เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อม ลดฝุ่น PM 2.5 ป้องกันยุงลาย และสร้างความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์

กิจกรรมประกอบด้วยการแสดงวัฒนธรรมล้านนา นิทรรศการให้ความรู้ด้านสุขภาพ บูธบริการฉีดวัคซีน การแจกหน้ากากอนามัย รวมถึงการสาธิตการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ซึ่งถือเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน

มุมมองจากภาครัฐและภาคประชาชนต่อมาตรการควบคุมโรค

จากฝ่ายผู้มีหน้าที่กำหนดนโยบาย เห็นว่าการยกระดับมาตรการควบคุมโรคเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง เพื่อรักษาความมั่นคงทางสาธารณสุขและความเชื่อมั่นของประชาชน ทั้งในและต่างประเทศ

ขณะที่ภาคประชาชนบางส่วนแสดงความห่วงใยต่อภาระของการเข้ารับบริการสาธารณสุข โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล และยังมีข้อเสนอให้ภาครัฐส่งเสริมระบบสุขภาพปฐมภูมิอย่างจริงจัง รวมถึงเร่งรัดการจัดสรรวัคซีนให้ทั่วถึงทุกพื้นที่

สรุปและข้อเสนอแนะ

การประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงรายในครั้งนี้ ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับความพร้อมในการรับมือโรคติดต่อที่สำคัญ และสร้างแนวทางป้องกันอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งมักเป็นช่วงระบาดของไข้เลือดออกและโรคทางเดินหายใจ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวควรคำนึงถึงความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการของประชาชน และสร้างกลไกการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันโรคอย่างยั่งยืน

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • อัตราป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ในไทย ปี 2567: 162.9 ต่อประชากรแสนคน
  • จำนวนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ สปสช. จัดสรร ปี 2567: 4.5 ล้านโดส (ครอบคลุมร้อยละ 95)
  • จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออก ปี 2567: 136,655 ราย ทั่วประเทศ (กรมควบคุมโรค)
  • สุนัขและแมวที่ได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้า ปี 2566: กว่า 7 ล้านตัว (กรมปศุสัตว์)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
  • กรมปศุสัตว์
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สนามบินเชียงราย รวดเร็วบริการ มุ่งหน้าเตรียมพร้อมสำหรับฤดูฝน

พัฒนา “ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย” สู่สนามบินกะทัดรัดและสะดวกสบาย

มุ่งสู่สนามบินยุคใหม่: Compact and Convenient Airport

เชียงราย, 3 เมษายน 2568 – นาวาอากาศตรีสมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เปิดเผยแผนพัฒนาเชิงรุกของท่าอากาศยานฯ โดยมุ่งเน้นสู่การเป็น “สนามบินกะทัดรัดและสะดวกสบาย” (Compact and Convenient Airport) เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสารทั้งในด้านความเร็ว ความปลอดภัย และความพึงพอใจสูงสุด

ยกระดับประสบการณ์ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ

หนึ่งในแผนสำคัญคือการนำระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลด้วยเทคโนโลยี Facial Recognition มาใช้ในกระบวนการระบุตัวตน ช่วยลดระยะเวลาในการตรวจสอบ เพิ่มความคล่องตัว และลดความแออัดภายในสนามบินอย่างเห็นได้ชัด

บริการครบครัน สะดวกสบายทุกการเดินทาง

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น จุดชาร์จแบตเตอรี่, ฟรี Wi-Fi, มุมพักผ่อนและพื้นที่ทำงาน (Work Station) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารในยุคดิจิทัล

การจัดการน้ำท่วม: ความพร้อมรับมือภัยธรรมชาติ

ในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง ท่าอากาศยานฯ ได้วางแผนล่วงหน้าในการขุดลอกคลองรอบพื้นที่เขตการบินอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดความเสี่ยงน้ำท่วมสนามบิน โดยการดำเนินการนี้ได้เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำงานโดยไม่มีฝนตกเป็นอุปสรรค

คลองระบายน้ำ: เส้นเลือดหลักของการป้องกัน

เมื่อการขุดลอกเสร็จสิ้น ระบบระบายน้ำรอบสนามบินจะสามารถรองรับปริมาณน้ำจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุม ซึ่งมีโอกาสเกิดน้ำหลากหรืออุทกภัยสูง

จากภาพแสดงให้เห็นว่า ถนนด้านขวาทำหน้าที่เสมือน “เขื่อน” ป้องกันน้ำ ขณะที่คลองด้านซ้ายมีหน้าที่ระบายน้ำออกจากพื้นที่ หากทั้งสองระบบทำงานอย่างสมบูรณ์ จะสามารถป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้าสู่เขตการบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทเรียนจากเหตุการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา

จากเหตุการณ์น้ำหลากครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2567 ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ ระบบระบายน้ำที่เตรียมล่วงหน้าไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน ปีเดียวกัน ช่วยป้องกันไม่ให้น้ำทะลักเข้าสู่เขตการบิน แม้ระดับน้ำแม่น้ำกกจะพุ่งสูงสุดก็ตาม

แม้บ้านพักพนักงานจะได้รับผลกระทบบางส่วน แต่เขตการบินกลับปลอดภัย และยังมีแผนสำรองพร้อมรองรับ เช่น การนำน้ำเข้าสู่ทะเลสาบ 200 ไร่ ด้านทิศใต้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ในครั้งนั้น แสดงถึงความพร้อมและความยืดหยุ่นของระบบอย่างชัดเจน

บริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ

นาวาอากาศตรีสมชนก เน้นย้ำว่า Risk Management เป็นหัวใจสำคัญในการรับมือภัยธรรมชาติ ตั้งแต่การประเมินสถานการณ์ การเตรียมแผนล่วงหน้า การประเมินความเสี่ยง (Worst Case Scenario) ตลอดจนการสื่อสารกับชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันว่า สนามบินตั้งอยู่ในพื้นที่สูง มีระบบระบายน้ำดี จึงไม่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่ผ่านมา

แนวทางพัฒนาอย่างยั่งยืนและใส่ใจชุมชน

การขุดลอกคลองไม่ได้เป็นเพียงการป้องกันน้ำท่วม แต่ยังเป็นหนึ่งในแผนพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างความร่วมมือกับชุมชน

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันระหว่างสนามบินกับชุมชนโดยรอบ

บทสรุปและมุมมองอย่างเป็นกลาง

การพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ไม่เพียงยกระดับสนามบินให้ทันสมัย แต่ยังสะท้อนถึงการบริหารจัดการเชิงรุกที่มุ่งมั่นเพื่อความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ฝ่ายสนับสนุน มองว่า การปรับปรุงสนามบินทั้งด้านโครงสร้างและระบบต่าง ๆ เป็นสิ่งจำเป็นต่อการรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ฝ่ายห่วงใยสิ่งแวดล้อม ให้ความเห็นว่า ควรมีการติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขุดลอกคลองซึ่งอาจกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ปริมาณผู้โดยสารที่ใช้บริการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ปี 2567: กว่า 1.3 ล้านคน (ที่มา: กรมท่าอากาศยาน)
  • ความสามารถในการระบายน้ำสูงสุดของระบบรอบสนามบิน: ประมาณ 5,000 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง
  • ระดับน้ำสูงสุดจากแม่น้ำกกเมื่อ 11 ก.ย. 2567: เพิ่มขึ้นจากค่าปกติกว่า 2.3 เมตร (ข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมท่าอากาศยาน, www.airports.go.th
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ต่อชีวิต! บริจาคโลหิต ดวงตา อวัยวะ ถวายความจงรักภักดี

กาชาดจังหวัดเชียงรายจัดกิจกรรมบริจาคโลหิต ดวงตา อวัยวะ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ครบ 70 พรรษา

เชียงราย, 2 เมษายน 2568 — เหล่ากาชาดจังหวัดเชียงรายจัดกิจกรรมบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 70 พรรษา ของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ GMS อำเภอเมืองเชียงราย

โดยกิจกรรมจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย สมพระเกียรติ มีประชาชน ข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา และจิตอาสา เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด

พิธีเปิดอย่างสมพระเกียรติ ผนึกพลังภาครัฐ-ประชาชน

เวลา 09.00 น. นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ เดินทางเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนผู้ร่วมบริจาคโลหิต และหน่วยบริการจาก โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ สำนักงานเหล่ากาชาดเชียงราย และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย

นางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย เป็นผู้นำเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยรองนายกเหล่ากาชาด เจ้าหน้าที่ และสมาชิกจากหลายภาคส่วน อาทิ หน่วยงานการศึกษา ภาคเอกชน และกลุ่มอาสาสมัครต่าง ๆ

บรรยากาศภายในงานอบอวลด้วยน้ำใจและความเสียสละ โดยเปิดรับบริจาคตั้งแต่เวลา 09.00 – 12.00 น. พร้อมทั้งมีการมอบของที่ระลึก ใบประกาศเกียรติคุณ และรางวัลพิเศษเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ร่วมบริจาค

เลือดคือชีวิต บริจาคหนึ่งครั้ง ช่วยได้มากกว่าสามชีวิต

การบริจาคโลหิตมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดที่จะผลิตโลหิตทดแทนได้โดยสมบูรณ์ การบริจาคเพียงหนึ่งครั้ง สามารถนำไปแยกส่วนประกอบของเลือด ได้แก่

  • เกล็ดเลือด ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว ไข้เลือดออก
  • เม็ดเลือดแดง รักษาผู้ป่วยโรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย ไขกระดูกฝ่อ
  • พลาสมา ใช้รักษาผู้มีอาการช็อกจากการขาดน้ำ หรือภาวะเลือดออกมาก ตลอดจนสามารถนำไปผลิตเซรุ่มป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ บี และโรคพิษสุนัขบ้า

ด้วยเหตุนี้ การบริจาคเพียงครั้งเดียวสามารถ “ต่อชีวิต” ให้ผู้ป่วยได้ถึง 3 คน อย่างแท้จริง

การบริจาคดวงตาและอวัยวะคือการให้ที่ไม่สิ้นสุด

นอกจากโลหิตแล้ว ยังมีผู้ร่วมบริจาค ดวงตา และ อวัยวะ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ โดยการบริจาคอวัยวะ เช่น ไต หัวใจ ตับ ปอด หรือกระดูก สามารถช่วยรักษาชีวิตของผู้ป่วยเรื้อรังที่รอคอยความหวังจากการปลูกถ่าย

ในส่วนของดวงตา การบริจาคช่วยคืนแสงสว่างให้แก่ผู้พิการทางสายตา และช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติได้อีกครั้ง

เสียงสะท้อนจากผู้บริจาค

นายณัฐวุฒิ สุขสม นักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง หนึ่งในผู้บริจาคโลหิตวันนี้ ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมมาบริจาคครั้งแรกครับ เพราะรู้ว่าการบริจาคสามารถช่วยชีวิตคนได้จริง และครั้งนี้ยิ่งมีความหมายมาก เพราะได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ ด้วยครับ”

ขณะเดียวกัน นางจันทร์เพ็ญ อินทรีย์ อายุ 58 ปี แม่บ้านจากอำเภอแม่จัน กล่าวว่า “ดิฉันตั้งใจมาบริจาคทุกปีค่ะ โดยเฉพาะในวันสำคัญแบบนี้ รู้สึกปลาบปลื้มที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการถวายความจงรักภักดี”

สถิติบริจาคโลหิตประเทศไทย ปี 2566

จากรายงานของ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย พบว่า:

  • ปี 2566 มีผู้บริจาคโลหิตทั่วประเทศรวม 1,748,002 ราย
  • สามารถผลิตโลหิตได้รวมกว่า 2.2 ล้านยูนิต
  • กรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ยังคงมีอัตราบริจาคสูงสุด
  • จังหวัดเชียงรายอยู่ในอันดับกลาง โดยมีผู้บริจาคเฉลี่ย 45,000 ยูนิตต่อปี
  • ปริมาณความต้องการโลหิตเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 6,500 ยูนิต/วัน
  • แต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ทำให้การบริจาคลดลงต่ำกว่าความต้องการถึง 30%

(ที่มา: ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย, รายงานปี 2566)

มุมมองสองด้านต่อการรณรงค์บริจาค

ฝ่ายสนับสนุน มองว่า การจัดกิจกรรมบริจาคในวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ช่วยเพิ่มความตระหนักรู้ และเชื่อมโยงความจงรักภักดีกับการให้เพื่อเพื่อนมนุษย์ เป็นวิธีรณรงค์ที่สร้างแรงจูงใจ และควรจัดต่อเนื่องอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งในระดับจังหวัด

อีกฝ่ายหนึ่ง เสนอว่า แม้กิจกรรมในวันสำคัญจะดี แต่ควรสร้างระบบบริจาคอย่างต่อเนื่อง เช่น ตั้งศูนย์เคลื่อนที่ในโรงเรียน สถานศึกษา หรือสถานที่ราชการ และควรมีการประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น พร้อมเสนอให้เพิ่มความรู้เรื่องการบริจาคในหลักสูตรสุขศึกษา

สรุปการให้ที่ไม่สิ้นสุดเพื่อมนุษยชาติ

กิจกรรมบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะในวันนี้ นับเป็นอีกหนึ่งการรวมพลังของชาวเชียงรายในการแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ในขณะเดียวกัน การบริจาคยังเป็นการ “ให้” ที่ทรงพลังที่สุด เพราะสามารถช่วยชีวิตผู้อื่นอย่างเป็นรูปธรรม และสะท้อนถึงหัวใจของความเป็นมนุษย์ที่มีต่อกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ตรวจเข้มโลหะหนักตะกอนดิน ห่วงน้ำใช้เกษตรแม่น้ำกก

เชียงรายเก็บตัวอย่างตะกอนดินแม่น้ำกก ตรวจสอบโลหะหนัก-ไซยาไนด์ หวังสร้างความมั่นใจประชาชน

สำนักงานสิ่งแวดล้อมฯ ลงพื้นที่ตรวจตะกอนดิน 3 จุดในแม่น้ำกก

เชียงราย,วันที่ 1 เมษายน 2568 –  เวลา 13.00 น. นางสาวปิยนุช ทรวงคำ ผู้อำนวยการส่วนการจัดการคุณภาพน้ำ อากาศ และเสียง สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ พร้อมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานเดียวกัน รวมถึงเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย ได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บตัวอย่างตะกอนดินจากแม่น้ำกกในจังหวัดเชียงราย เพื่อดำเนินการตรวจสอบการปนเปื้อนของโลหะหนักและสารไซยาไนด์ ซึ่งเป็นสารอันตรายที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

จุดที่มีการเก็บตัวอย่างประกอบด้วย 3 จุดหลัก ได้แก่

  1. บริเวณสะพานแม่ฟ้าหลวง หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย
  2. บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำกก ตำบลดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย
  3. พื้นที่บ้านโป่งนาคำ ตำบลดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย

ตรวจสอบโลหะหนักและสารไซยาไนด์ในตะกอนดิน

การตรวจสอบในครั้งนี้ครอบคลุมทั้งค่าพารามิเตอร์พื้นฐานของคุณภาพน้ำ เช่น ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH), ค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO), ค่าอุณหภูมิ และค่าความขุ่น ตลอดจนการตรวจสอบค่าปนเปื้อนของโลหะหนัก ได้แก่ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และสารไซยาไนด์ในตะกอนดิน โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 จะส่งตัวอย่างไปตรวจในห้องปฏิบัติการของกรมควบคุมมลพิษ เพื่อวิเคราะห์ค่าโลหะหนักและไซยาไนด์โดยเฉพาะ

นางสาวปิยนุช ระบุว่า “การตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำกกเป็นภารกิจประจำของสำนักงาน ซึ่งจะดำเนินการปีละ 3 ครั้ง โดยมุ่งเน้นเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้ใช้น้ำในพื้นที่”

ใช้เวลาตรวจสอบ 2 สัปดาห์ รู้ผลแน่ชัด

สำหรับการเก็บตัวอย่างน้ำผิวดินและตะกอนดินจากแม่น้ำกกในครั้งนี้ คาดว่าจะใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 14 วัน หรือราว 2 สัปดาห์ ก่อนจะได้ผลวิเคราะห์อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการเปิดเผยผลตรวจอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทั่วถึง

ตรวจน้ำแม่น้ำกกที่เชียงใหม่ พบค่าปกติ

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำผิวดินในแม่น้ำกก พื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 3 จุด โดยผลการตรวจวิเคราะห์เบื้องต้น พบว่าค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO) และค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกต่อคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำกกโดยรวม

ประชาชนหวังผลตรวจชัดเจน – นักสิ่งแวดล้อมเสนอแนะควบคุมต้นเหตุ

เสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำกก หลายรายระบุว่า ยินดีที่มีการตรวจสอบเชิงลึกในครั้งนี้ เพราะที่ผ่านมาเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนไปในบางฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนักหรือน้ำหลาก ซึ่งอาจพาสิ่งปนเปื้อนจากพื้นที่เกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรมเข้าสู่แม่น้ำ

ขณะเดียวกัน นักสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เสนอว่า นอกจากการตรวจสอบแล้ว ควรมีการติดตามและควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ เช่น ฟาร์มเกษตรขนาดใหญ่ โรงงานอุตสาหกรรม หรือการใช้สารเคมีในพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ใกล้แม่น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมแนะนำให้มีมาตรการป้องกันการชะล้างหน้าดินเข้าสู่แหล่งน้ำสาธารณะในช่วงหน้าฝนด้วย

บทบาทของหน่วยงานรัฐในการสร้างความมั่นใจ

ภาครัฐโดยเฉพาะสำนักงานสิ่งแวดล้อมฯ ได้เน้นย้ำถึงความโปร่งใสและความถี่ในการตรวจสอบ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำในแม่น้ำกกยังสามารถนำไปใช้ในการอุปโภค บริโภค และเกษตรกรรมได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังพึ่งพาแม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำหลัก เช่น พื้นที่ชุมชนดอยฮางและบ้านโป่งนาคำ

นอกจากนี้ ยังมีแผนในการจัดทำรายงานผลวิเคราะห์และประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณชนผ่านเว็บไซต์และช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้ข้อมูลเผยแพร่สู่สาธารณะได้อย่างเปิดเผย

ข้อมูลสถิติคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก

จากข้อมูลรายงานสถานการณ์คุณภาพน้ำของกรมควบคุมมลพิษ (รายงานประจำปี 2566) ระบุว่า

  • แม่น้ำกกอยู่ในกลุ่มลุ่มน้ำที่มีคุณภาพน้ำในระดับ “พอใช้” ถึง “ดี”
  • พื้นที่ตอนบน (จังหวัดเชียงใหม่) พบว่าค่า DO เฉลี่ยอยู่ที่ 6.3 mg/L อยู่ในเกณฑ์ดี
  • พื้นที่ตอนล่าง (เชียงราย) มีแนวโน้มค่า BOD เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในฤดูฝน
  • สารโลหะหนักในน้ำไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2560
  • ไม่พบค่าซีเอนสูงผิดปกติใน 5 ปีที่ผ่านมา

สรุปภาพรวมและทัศนคติแบบเป็นกลาง

การเก็บตัวอย่างตะกอนดินเพื่อวิเคราะห์โลหะหนักและสารพิษในแม่น้ำกก ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของการเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในพื้นที่เชียงราย จากมุมมองภาครัฐและหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินและป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า ซึ่งสามารถส่งเสริมความมั่นใจให้กับประชาชนในการใช้ทรัพยากรน้ำได้อย่างปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของภาคประชาชนและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ยังคงมีความกังวลต่อแหล่งต้นตอของมลพิษ และต้องการให้มีการควบคุมที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง ทั้งในเชิงนโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย

ความสมดุลระหว่างการตรวจสอบ การสื่อสารข้อมูล และการจัดการต้นเหตุของมลพิษ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างระบบนิเวศน้ำที่ยั่งยืนในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมควบคุมมลพิษ, รายงานสถานการณ์คุณภาพน้ำประเทศไทย ปี 2566
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำประเภทต่าง ๆ พ.ศ. 2560
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

แม่จันพ้นน้ำท่วม กรมโยธาฯ เร่งสร้างระบบระบายน้ำ

โครงการป้องกันน้ำท่วมแม่จัน เดินหน้าออกแบบระบบระบายน้ำระยะยาว

ประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการระบบป้องกันน้ำท่วมแม่จัน

วันที่ 1 เมษายน 2568 เวลา 9.30 น. กรมโยธาธิการและผังเมืองจัดประชุมชี้แจงรายละเอียดโครงการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบระบบป้องกันน้ำท่วม ณ ห้องประชุมสำนักงานเทศบาลตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

ในการประชุมครั้งนี้ นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมตัวแทนหน่วยงานราชการ ผู้นำท้องถิ่น บริษัทที่ปรึกษา และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมรับฟัง และแสดงความเห็นอย่างคับคั่ง

แม่จันยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

แม่จัน จังหวัดเชียงราย เป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน การดำรงชีวิต และระบบสาธารณูปโภคของประชาชน รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการวางแผนระยะยาวอย่างเป็นระบบ

รายละเอียดโครงการระยะที่ 5 เฟส 2

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาระบบป้องกันน้ำท่วมลุ่มน้ำภาคเหนือ ระยะที่ 5 โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนแม่จันและพื้นที่ต่อเนื่องในเฟสที่ 2 โดยเน้นการออกแบบที่สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ และการใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบัน

บริษัทโปรเกรส เทคโนโลยี คอนซัลแท็นส์ จำกัด ได้รับมอบหมายให้ศึกษาความเหมาะสมและออกแบบระบบต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย คันป้องกันน้ำท่วม ท่อระบายน้ำ คลองระบายน้ำ ถนน อาคารชลศาสตร์ รวมถึงสถานีสูบน้ำและประตูน้ำ

เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน

การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่ชี้แจงโครงการ แต่ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกในการอภิปราย ได้แก่ ความกังวลเรื่องการเวนคืนพื้นที่ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และความเหมาะสมของแบบก่อสร้างในแต่ละจุด

เจ้าหน้าที่กรมโยธาธิการฯ ยืนยันว่า โครงการจะพยายามลดผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด และเปิดรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อปรับแผนให้เหมาะสมกับชุมชนในทุกขั้นตอน

เป้าหมายหลักของโครงการ

  1. ลดความเสียหายจากอุทกภัยในพื้นที่ซ้ำซาก
  2. ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนแม่จันและพื้นที่ใกล้เคียง
  3. สนับสนุนการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน
  4. เสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำในระยะยาว

การบริหารจัดการอย่างบูรณาการ

โครงการนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้หลักการบูรณาการจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการในระยะยาว

ความเห็นจากสองมุมมองของภาคประชาชน

ในเวทีประชาคม มีเสียงสะท้อนหลากหลายจากประชาชนในพื้นที่ บางส่วนเห็นว่าโครงการนี้จำเป็นและควรเร่งดำเนินการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นมายาวนาน

ในขณะเดียวกัน ประชาชนอีกกลุ่มแสดงความกังวลเรื่องการเวนคืนที่ดิน และผลกระทบต่อวิถีชีวิตเดิมของชุมชน ซึ่งทางผู้รับผิดชอบโครงการให้คำมั่นว่าจะมีมาตรการรองรับและเยียวยาอย่างเป็นธรรม

ข้อมูลสถิติและแหล่งอ้างอิง

จากรายงานของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ปี 2567 ระบุว่า พื้นที่อำเภอแม่จันเกิดน้ำท่วมซ้ำซากเฉลี่ยปีละ 2-3 ครั้ง โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีความเสียหายรวมกว่า 420 ล้านบาท และมีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 3,500 ครัวเรือน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยังระบุว่า จังหวัดเชียงรายเป็นหนึ่งใน 10 จังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วมมากที่สุดในประเทศไทย

สรุปภาพรวมเชิงนโยบาย

โครงการระบบป้องกันน้ำท่วมแม่จัน เป็นหนึ่งในโครงการที่รัฐบาลให้ความสำคัญในยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ เน้นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และออกแบบอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนหากสามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบและโปร่งใส

ทิศทางต่อไป

หลังการประชุมชี้แจง กรมโยธาธิการและผังเมืองจะสรุปความคิดเห็นและข้อเสนอแนะทั้งหมด เพื่อนำไปปรับปรุงแผนโครงการให้เหมาะสม ก่อนเข้าสู่กระบวนการวางงบประมาณและเตรียมการดำเนินการก่อสร้างในระยะถัดไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายพร้อม ตรวจเขื่อน รับมือแล้ง-ฝน-เตือนภัยน้ำท่วม

เชียงรายตรวจเข้มเขื่อน! รับมือแล้ง-ฝน, ติดตั้งระบบเตือนภัยน้ำท่วม

เชียงราย, 31 มีนาคม 2568 – ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเขื่อนเชียงราย เพื่อติดตามความพร้อมในการรับมือภัยแล้งและฤดูฝนปี 2568 พร้อมเน้นย้ำมาตรการป้องกันน้ำท่วมและการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

การตรวจเยี่ยมเขื่อนเชียงราย

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากโครงการชลประทานเชียงราย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเขื่อนเชียงราย ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 โครงการชลประทานเชียงราย ซึ่งเป็นเขื่อนสำคัญของจังหวัดเชียงราย โดยมีนายสมชาย บุญอนันต์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงราย และเจ้าหน้าที่ชลประทานให้การต้อนรับ พร้อมนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำและสถานะความมั่นคงของเขื่อน

เขื่อนเชียงรายทำหน้าที่กักเก็บน้ำจากแม่น้ำกก เพื่อใช้ในการเกษตรในพื้นที่ชลประทานกว่า 50,000 ไร่ รวมถึงเป็นแหล่งน้ำดิบหลักในการผลิตน้ำประปาสำหรับประชาชนในเขตเทศบาลนครเชียงราย นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน และเสริมความมั่นคงทางน้ำให้กับพื้นที่โดยรอบ

การตรวจสอบความมั่นคงของเขื่อน

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อน หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 8.2 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ รวมถึงจังหวัดเชียงราย อย่างไรก็ตาม นายสมชาย บุญอนันต์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงราย ได้รายงานว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ พบว่าเขื่อนเชียงรายยังคงมีความมั่นคงแข็งแรง ไม่มีรอยร้าวหรือความเสียหายที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างหลัก

การบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือภัยแล้ง

นอกจากการตรวจสอบความมั่นคงของเขื่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายยังได้รับฟังรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำในเขื่อนเชียงราย โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 ระบุว่า ปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ 65% ของความจุอ่าง ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ปกติและเพียงพอสำหรับการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง

นายชรินทร์ ทองสุข ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนการใช้น้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ พร้อมกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง รวมถึงส่งเสริมการใช้น้ำอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ

การเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝน

สำหรับการรับมือกับฤดูฝนปี 2568 ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้สั่งการให้โครงการชลประทานเชียงรายดำเนินการขุดลอกและซ่อมแซมแนวกั้นน้ำในพื้นที่เสี่ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ และลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม นอกจากนี้ยังได้กำชับให้มีการติดตั้งเครื่องวัดระดับน้ำและระบบเตือนภัยในพื้นที่เสี่ยงริมแม่น้ำกก และแม่น้ำสาย-รวก เพื่อให้ประชาชนสามารถรับทราบข้อมูลสถานการณ์น้ำได้อย่างรวดเร็วและเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที

การมีส่วนร่วมของชุมชน

นอกจากการดำเนินมาตรการด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากประชาชนในพื้นที่ โดยขอความร่วมมือจากผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการให้ข้อมูลและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการดูแลรักษาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

สถิติและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

  • ความจุของเขื่อนเชียงราย: 120 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • พื้นที่ชลประทานที่ได้รับประโยชน์: กว่า 50,000 ไร่
  • จำนวนประชาชนที่ได้รับน้ำประปา: มากกว่า 80,000 คนในเขตเทศบาลนครเชียงราย
  • สถิติการเกิดแผ่นดินไหว: แผ่นดินไหวขนาด 8.2 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคเหนือ
  • ระบบเตือนภัยน้ำท่วม: มีการติดตั้งเครื่องวัดระดับน้ำอัตโนมัติใน 10 จุดเสี่ยงภัยตามลำน้ำกก และแม่น้ำสาย-รวก

ความเห็น

จากการตรวจสอบและการรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าเขื่อนเชียงรายยังคงมีความมั่นคงแข็งแรง และมีการวางแผนจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตยังคงเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งในด้านการซ่อมบำรุงโครงสร้างพื้นฐาน การติดตั้งระบบเตือนภัย และการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อการจัดการน้ำที่ยั่งยืน

การติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมถึงการใช้ข้อมูลจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ จะช่วยให้ประชาชนสามารถรับมือกับภัยแล้งและน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมชลประทาน, โครงการชลประทานเชียงราย
  • กรมอุตุนิยมวิทยา, รายงานสถานการณ์แผ่นดินไหว
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, รายงานสถานการณ์น้ำ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ไฟป่าเชียงรายวิกฤต 199 จุด เร่งดับ-สร้างป่าชุมชน

ทสจ.เชียงราย ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์ไฟป่าและแนวโน้มการเกิดไฟป่ารุนแรง

เชียงราย, 31 มีนาคม 2568 – นายบุญเกิด ร่องแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย (ทสจ.เชียงราย) เป็นประธานการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และวางแนวทางแก้ไขปัญหาที่มีแนวโน้มรุนแรง โดยการประชุมจัดขึ้นที่ห้องประชุมสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย

สถานการณ์ไฟป่าล่าสุด

นายบุญเกิดเปิดเผยว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 25-31 มีนาคม 2568 พบจุดความร้อน (Hotspot) ในจังหวัดเชียงรายมากกว่า 199 จุด โดยเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568 เพียงวันเดียว ตรวจพบจุดความร้อน 67 จุด ซึ่งแบ่งเป็น

  • พื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 44 จุด
  • พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 23 จุด

การเพิ่มขึ้นของจุดความร้อนดังกล่าวเกิดจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งและลมแรง รวมถึงพฤติกรรมการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ทางการเกษตรที่ยังคงมีอยู่ในบางพื้นที่ ทำให้เกิดไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็ว

การดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในการประชุมครั้งนี้ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่

  • สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย)
  • สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย)
  • หน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย
  • เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
  • องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาลในพื้นที่

หน่วยงานเหล่านี้ได้นำเสนอรายงานสถานการณ์ไฟป่าล่าสุด รวมถึงแนวทางการป้องกันและการดับไฟป่า โดยมีการจัดทีมลาดตระเวน และใช้เทคโนโลยีการตรวจจับจุดความร้อนจากดาวเทียม เพื่อเฝ้าระวังและตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างทันท่วงที

มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า

นายบุญเกิด ร่องแก้ว ได้เน้นย้ำถึงมาตรการสำคัญที่ต้องดำเนินการ ดังนี้

  1. การลาดตระเวนและเฝ้าระวัง – จัดตั้งทีมลาดตระเวนร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่อุทยาน และชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดไฟป่า
  2. การจัดการเชื้อเพลิง – ดำเนินการสร้างแนวกันไฟ รวมถึงการเก็บกวาดเชื้อเพลิงในป่า และใช้วิธีการควบคุมการเผาในพื้นที่ที่จำเป็นอย่างเคร่งครัด
  3. การบังคับใช้กฎหมาย – ดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดที่ลักลอบเผาป่า รวมถึงการเผาเพื่อการเกษตรที่ไม่ได้รับอนุญาต
  4. การประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ – รณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบจากไฟป่า และให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันไฟป่าในชุมชน

โครงการจัดการป่าชุมชนเพื่อลด PM 2.5

ทสจ.เชียงราย ยังได้เสนอแผน โครงการจัดการป่าชุมชนเพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5″ ซึ่งเป็นแนวทางการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลป่า โดยมีการฝึกอบรมชาวบ้านให้มีความรู้ในการจัดการเชื้อเพลิงในป่า และใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้ในเชิงเศรษฐกิจ แทนการเผาทำลาย

นายบุญเกิดกล่าวว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันไฟป่าอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และลดมลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน”

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • ข้อมูลจาก GISTDA (สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ) ระบุว่าภาพถ่ายจากดาวเทียมสามารถตรวจจับจุดความร้อนในพื้นที่จังหวัดเชียงรายได้อย่างแม่นยำ และมีการรายงานผ่านแอปพลิเคชัน FireD
  • จากสถิติของ กรมควบคุมมลพิษ พบว่าค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ในภาคเหนือเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปี โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เกิดไฟป่าบ่อยครั้ง
  • ข้อมูลจาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่า ในปี 2567 จังหวัดเชียงรายเกิดไฟป่ามากกว่า 300 ครั้ง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย (ทสจ.เชียงราย)
  • GISTDA (สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ)
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE