Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อปพร.แม่สลองนอก สู้ภัยงู ฝึกจับ-กันกัด-พร้อมช่วยเหลือ

โครงการฝึกอบรมสมาชิกอาสาป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) หลักสูตรจัดตั้ง เสริมความรู้เกี่ยวกับงูและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

เชียงราย, 30 มีนาคม 2568 – ผู้สื่อข่าวรายงานจากโครงการฝึกอบรมสมาชิกอาสาป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) หลักสูตรจัดตั้ง ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-28 มีนาคม 2568 ณ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างทักษะและความรู้ในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงการเรียนรู้เกี่ยวกับงูและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกงูกัด ซึ่งเป็นความรู้ที่จำเป็นต่อการทำงานของอาสาสมัครในพื้นที่

การเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับงูและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

การอบรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สลองนอก และมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ เนติพงษ์ สุรินทร์แก้ว พนักงานดับเพลิงจากงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลนครเชียงราย และประธานชมรมอสรพิษวิทยา มาให้ความรู้เกี่ยวกับงูที่มีความสำคัญทางการแพทย์ การจำแนกงูพิษและงูไม่มีพิษ รวมถึงวิธีการรับมือเมื่อพบเจองูในสถานการณ์ต่างๆ

เนื้อหาการอบรมหลัก ประกอบด้วย

  1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับงู – การแยกแยะลักษณะของงูพิษและงูไม่มีพิษ พร้อมการให้ข้อมูลเกี่ยวกับงูที่มีความสำคัญทางการแพทย์ในประเทศไทย เช่น งูเห่า งูจงอาง และงูสามเหลี่ยม
  2. วิธีปฏิบัติเมื่อพบเจองู – แนวทางการรับมืออย่างปลอดภัยเมื่อต้องเผชิญกับงูในที่อยู่อาศัยหรือในพื้นที่ชุมชน
  3. การปฐมพยาบาลเบื้องต้น – ขั้นตอนการช่วยเหลือผู้ที่ถูกงูกัดอย่างถูกต้องก่อนนำส่งโรงพยาบาล เช่น การใช้ผ้าพันแผลกดรัดบริเวณที่ถูกกัดเพื่อชะลอการแพร่กระจายของพิษงู
  4. การใช้อุปกรณ์จับงู – การใช้เครื่องมือที่มีอยู่ในบ้านเรือนและอุปกรณ์ที่ถูกต้องเพื่อจับงูโดยไม่ทำอันตรายต่อตนเองและงู
  5. การอนุรักษ์งูในระบบนิเวศ – ความสำคัญของงูต่อระบบนิเวศและการอนุรักษ์งูที่เป็นสัตว์คุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562

การปฏิบัติจริงและการสร้างความตระหนักรู้

ในช่วงการอบรม ผู้เข้าร่วมได้มีโอกาสฝึกปฏิบัติการจับงูโดยใช้อุปกรณ์อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งได้รับคำแนะนำในการหลีกเลี่ยงอันตรายจากงูพิษ และเรียนรู้วิธีการขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกรณีที่พบเจองูในชุมชน

นอกจากนี้ วิทยากรยังได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาจากเหตุการณ์จริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจถึงความเสี่ยงและวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทัศนคติและความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมอบรม

ผู้เข้าร่วมอบรมส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า การฝึกอบรมในครั้งนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับพื้นที่ชนบทที่มีโอกาสพบเจองูบ่อยครั้ง การได้รับความรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลและการจัดการสถานการณ์อย่างถูกต้องจะช่วยลดความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมาก

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านอสรพิษวิทยาได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล การทำลายงูอย่างไม่จำเป็นอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ดังนั้น การเรียนรู้เพื่อป้องกันอันตรายและการแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาจัดการอย่างถูกวิธีจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

สถิติและแหล่งอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง

จากข้อมูลของ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) พบว่าในแต่ละปีประเทศไทยมีผู้ถูกงูกัดเฉลี่ยประมาณ 3,000 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตจากการถูกงูกัดประมาณ 10-15 ราย ต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการไม่ทราบวิธีปฐมพยาบาลที่ถูกต้องและการได้รับเซรุ่มแก้พิษงูล่าช้า

ในด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า ข้อมูลจาก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า งูที่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มีจำนวน 15 ชนิด เช่น งูเหลือม งูหลาม และงูจงอาง ซึ่งการทำร้ายหรือฆ่างูเหล่านี้ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและมีโทษทางอาญา

สรุป

การจัดโครงการฝึกอบรมสมาชิกอาสาป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความรู้และทักษะให้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะในเรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการจัดการกับงูอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแจ้งเตือนและการประสานงานกับหน่วยกู้ภัยเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ประธานชมรมอสรพิษวิทยา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ถ้ำหลวงไม่กระทบแผ่นดินไหว พร้อมเปิดที่ใหม่ “เลียงผา-พญานาค

อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ยืนยันไม่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว พร้อมเตรียมเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่

เชียงราย, 30 มีนาคม 2568 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ลงพื้นที่ตรวจสอบความปลอดภัยและความพร้อมของอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (เตรียมการ) อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ริกเตอร์ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบโดยละเอียดทั้งโครงสร้างอาคาร สิ่งปลูกสร้าง และเส้นทางท่องเที่ยวภายในอุทยานฯ พบว่าไม่มีความเสียหายหรือผลกระทบใด ๆ ต่อพื้นที่ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเยี่ยมชมอุทยานฯ ได้ตามปกติ นอกจากนี้ยังมีการยืนยันจากทีมวิศวกรที่ได้ร่วมตรวจสอบแล้วว่า โครงสร้างต่าง ๆ ยังคงมีความแข็งแรงปลอดภัย

เตรียมเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ “ถ้ำเลียงผา-ถ้ำพญานาค”

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายอรรถพล ยังได้ติดตามความคืบหน้าการเตรียมเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ภายในอุทยานฯ ได้แก่ เส้นทาง “ถ้ำเลียงผา-ถ้ำพญานาค” ซึ่งเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่เชื่อมโยงกับตำนานท้องถิ่นของเจ้าแม่นางนอน โดยเส้นทางดังกล่าวได้รับการปรับปรุงให้มีความปลอดภัย พร้อมติดตั้งป้ายสื่อความหมายเพื่อให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยว

อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า การเปิดเส้นทางใหม่นี้จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย และเพิ่มทางเลือกให้แก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติและเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น

มาตรการความปลอดภัยและการเฝ้าระวังแผ่นดินไหว

แม้จะไม่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในครั้งนี้ แต่กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ถ้ำหลวงที่เคยเป็นจุดสำคัญของภารกิจกู้ภัยในอดีต นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้มีการตรวจสอบความปลอดภัยของเส้นทางท่องเที่ยวอย่างสม่ำเสมอ

เยี่ยมชมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ป้องกันไฟป่าดอยตุง

หลังจากตรวจสอบอุทยานฯ นายอรรถพล ได้เดินทางต่อไปยังสถานีควบคุมไฟป่าพื้นที่ทรงงานดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง เพื่อติดตามการปฏิบัติงานและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ โดยเน้นย้ำให้มีการลาดตระเวนและเฝ้าระวังไฟป่าอย่างเข้มข้น เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อมและเป็นพื้นที่ทรงงาน

ข้อมูลสถิติและการเฝ้าระวังแผ่นดินไหว

จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.7 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 มีศูนย์กลางที่ประเทศเมียนมา และสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย รวมถึงจังหวัดเชียงราย อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบล่าสุดยังไม่มีรายงานความเสียหายที่รุนแรงในพื้นที่ประเทศไทย

สถิติย้อนหลังระบุว่า จังหวัดเชียงรายตั้งอยู่ในเขตที่มีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหว เนื่องจากใกล้กับแนวรอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault) ของเมียนมา ซึ่งเป็นรอยเลื่อนที่มีพลังสูง การเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

ความคิดเห็นจากสองฝ่าย

  • ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่: นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการในพื้นที่เห็นว่าการเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่จะเป็นโอกาสที่ดีในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในท้องถิ่น และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน
  • ฝ่ายที่มีความกังวล: บางฝ่ายกังวลว่าการเปิดเส้นทางใหม่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุในกรณีที่มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นอีก จึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและบำรุงรักษาเส้นทางอย่างสม่ำเสมอ พร้อมติดตั้งอุปกรณ์เตือนภัยในพื้นที่เสี่ยง

สรุป

อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ โดยไม่มีความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งล่าสุด นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมได้อย่างปลอดภัย ขณะเดียวกัน การเปิดเส้นทางใหม่ “ถ้ำเลียงผา-ถ้ำพญานาค” จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักเดินทางที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมอุตุนิยมวิทยา (www.tmd.go.th)
  • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (www.dnp.go.th)
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ม.แม่ฟ้าหลวง จุดเทียนรำลึก ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว

นักศึกษาเมียนมาร์ ม.แม่ฟ้าหลวง จัดพิธีจุดเทียนรำลึกผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวเมียนมาร์-ไทย

เชียงราย, 29 มีนาคม 2568 – ชมรมนักศึกษาเมียนมาร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมกับศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติจังหวัดเชียงราย จัดพิธีจุดเทียนรำลึกเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ขนาด 7.7 ริกเตอร์ ที่เกิดขึ้นในเมียนมาร์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงก่อให้เกิดความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนในทั้งสองประเทศ

พิธีจุดเทียนรำลึก แสดงออกถึงความห่วงใยและกำลังใจ

พิธีจุดเทียนรำลึกจัดขึ้นในเวลา 18.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง ภายในมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยมีนักศึกษา คณาจารย์ ผู้บริหาร และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมแสดงความเสียใจและไว้อาลัยต่อผู้สูญเสียในเหตุการณ์ครั้งนี้

ในพิธีมีการกล่าวคำรำลึกโดย ศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ รองศาสตราจารย์ นพ.ปรีชา สุนทรานันท์ และ ดร.สืบสกุล กิจนุกร ซึ่งได้กล่าวถึงความสำคัญของการร่วมมือและการให้กำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ นอกจากนี้ยังมีการอ่านบทกวีเพื่อแสดงความอาลัย รวมถึงการร้องเพลงปลอบขวัญเพื่อส่งต่อกำลังใจแก่ผู้ประสบภัยทั้งในเมียนมาร์และไทย

นักศึกษาเมียนมาร์ร่วมไว้อาลัยและให้กำลังใจ

นักศึกษาเมียนมาร์ที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ร่วมกันจุดเทียนและยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต ขณะที่บางส่วนได้แบ่งปันเรื่องราวและความรู้สึกเกี่ยวกับครอบครัวและบ้านเกิดที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว

หนึ่งในนักศึกษากล่าวว่า

เหตุการณ์นี้สร้างความเจ็บปวดอย่างมากต่อพวกเรา ครอบครัวและเพื่อนบ้านที่อยู่ในเมียนมาร์กำลังเผชิญกับความยากลำบาก แต่การที่ทุกคนมารวมตัวกันในวันนี้ ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง”

การระดมความช่วยเหลือเพื่อผู้ประสบภัย

นอกเหนือจากการจัดพิธีจุดเทียนรำลึกแล้ว มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงยังได้จัดตั้ง ศูนย์รับบริจาค เพื่อรวบรวมสิ่งของจำเป็นและเงินบริจาคสำหรับส่งไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยมีการประสานงานกับองค์กรด้านมนุษยธรรมและหน่วยงานในพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เบื้องต้นมีการจัดเตรียมสิ่งของจำเป็น เช่น

  • อาหารแห้ง
  • น้ำดื่ม
  • ยารักษาโรค
  • เสื้อผ้า
  • ผ้าห่ม และอุปกรณ์ยังชีพ

ประชาชนที่ต้องการร่วมบริจาคสามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติจังหวัดเชียงราย หรือผ่านทางเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ความเสียหายจากแผ่นดินไหวในเมียนมาร์และไทย

จากรายงานของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) ระบุว่า แผ่นดินไหวขนาด 7.7 ริกเตอร์ครั้งนี้ มีศูนย์กลางอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองสกาย (Sagaing) ใกล้กับเมืองมัณฑะเลย์ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ของเมียนมาร์ รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

  • เมียนมาร์: มีรายงานผู้เสียชีวิตกว่า 150 ราย และบาดเจ็บหลายร้อยราย บ้านเรือนและโบราณสถานหลายแห่งได้รับความเสียหาย
  • ไทย: ในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ อาคารสูงบางแห่งได้รับความเสียหายเล็กน้อย และมีรายงานแรงสั่นสะเทือนที่รับรู้ได้ในหลายจังหวัด

ความคิดเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับการรับมือภัยพิบัติ

ในส่วนของการรับมือภัยพิบัติ มีความคิดเห็นที่หลากหลายจากทั้งนักวิชาการและประชาชน

  • ฝ่ายที่เห็นด้วย ระบุว่าการจัดงานรำลึกเช่นนี้ช่วยเสริมสร้างความสามัคคีและเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกัน การรวบรวมความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ฝ่ายที่เห็นต่าง ให้ความเห็นว่า ควรมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อลดความเสียหายและการสูญเสียในอนาคต รวมถึงการส่งเสริมการศึกษาด้านการป้องกันภัยพิบัติให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

สถิติที่เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวและแหล่งอ้างอิง

  • สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS): รายงานแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ริกเตอร์ ความลึก 16 กิโลเมตร
  • ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ: รายงานแรงสั่นสะเทือนที่รับรู้ได้ใน 57 จังหวัดของประเทศไทย
  • กระทรวงมหาดไทยเมียนมาร์: รายงานผู้เสียชีวิตกว่า 150 ราย และผู้บาดเจ็บมากกว่า 300 ราย
  • ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติจังหวัดเชียงราย: รวบรวมข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบในกลุ่มนักศึกษาเมียนมาร์ในไทย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS)
  • ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
  • กระทรวงมหาดไทยเมียนมาร์
  • ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติจังหวัดเชียงราย
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
SOCIETY & POLITICS

แผ่นดินไหวเชียงใหม่ตึกสูงเสียหาย สั่งปิดคอนโดฯ ด่วน

เชียงใหม่สั่งปิดดวงตะวันคอนโดมิเนียม ตรวจสอบความเสียหายหลังแผ่นดินไหว

เชียงใหม่,28 มีนาคม 2568 – จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 28 มีนาคม 2568 จังหวัดเชียงใหม่ได้รับแรงสั่นสะเทือน ส่งผลกระทบต่ออาคารสูงหลายแห่ง โดยเฉพาะ ดวงตะวันคอนโดมิเนียม ซึ่งได้รับความเสียหายรุนแรง จนต้องมีคำสั่งปิดอาคารโดยด่วน ขณะที่ อีก 3 แห่ง ได้แก่ ศุภาลัย มอนเต้ 1-2 และ อาคารจอดรถสวนดอกพาร์ค ได้รับความเสียหายในระดับที่ไม่กระทบต่อโครงสร้างหลัก แต่มีรอยร้าวและการหลุดร่วงของวัสดุตกแต่ง

คำสั่งปิดอาคารและการดำเนินการเบื้องต้น

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้สั่งการให้ นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์และประเมินความเสียหาย

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ดวงตะวันคอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นอาคารสูง 8 ชั้น มีห้องพักทั้งหมด 103 ห้อง และมีผู้อยู่อาศัยอยู่ 60 ห้อง ได้รับความเสียหายในเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง เสาอาคารเกิดการบิดงอ และมีปูนกะเทาะในหลายจุด เบื้องต้น สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ได้สั่งปิดอาคารทันทีและห้ามประชาชนเข้าออกโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

การดูแลผู้ได้รับผลกระทบและศูนย์พักพิงชั่วคราว

เทศบาลนครเชียงใหม่ได้จัดตั้ง ศูนย์พักพิงชั่วคราว จำนวน 2 แห่ง เพื่อรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่:

  • โรงยิมของสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่
  • บริเวณชั้น 2 ของสถานีขนส่งอาเขตเชียงใหม่

ทั้งนี้ ทางอาคารที่ได้รับความเสียหายได้มีการทำประกันภัยอาคารไว้แล้ว โดยผู้พักอาศัยสามารถย้ายไปพักยังโรงแรมหรือที่พักสำรองได้ในระหว่างที่มีการซ่อมแซมและตรวจสอบโครงสร้างเพิ่มเติม

ความเสียหายในพื้นที่อื่น ๆ

  • โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และ โรงพยาบาลลานนา ได้รับผลกระทบเล็กน้อยจากแรงสั่นสะเทือน แพทย์และพยาบาลได้อพยพผู้ป่วยลงจากอาคารชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย และปัจจุบันสามารถกลับมาให้บริการได้ตามปกติ
  • วัดสันทรายต้นกอก ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ พบรอยแตกร้าวที่องค์เจดีย์
  • วัดน้ำล้อม อำเภอสันกำแพง วิหารของวัดเกิดรอยแตกร้าวเช่นกัน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายช่างอยู่ระหว่างการสำรวจและประเมินความเสียหาย

ความคิดเห็นจากทั้งสองฝ่าย

  • ฝ่ายสนับสนุน: มีความเห็นว่าการปิดอาคารอย่างเร่งด่วนเป็นมาตรการที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยของประชาชน และการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวเป็นการดูแลผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว
  • ฝ่ายกังวล: บางฝ่ายมีความกังวลเกี่ยวกับการตรวจสอบอาคารที่ได้รับผลกระทบอย่างละเอียด และเสนอให้มีการตรวจสอบโครงสร้างอาคารสูงทั้งหมดในจังหวัดเชียงใหม่เพื่อป้องกันเหตุการณ์ในอนาคต

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

  • ขนาดแผ่นดินไหวที่มีจุดศูนย์กลางในเมียนมา: 7.7 แมกนิจูด (ที่มา: กรมอุตุนิยมวิทยา)
  • จำนวนอาคารที่ได้รับความเสียหายในจังหวัดเชียงใหม่: 4 แห่ง (ที่มา: ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดเชียงใหม่)
  • จำนวนผู้พักอาศัยที่ได้รับผลกระทบจากการปิดอาคาร: 60 ห้องพัก (ที่มา: ดวงตะวันคอนโดมิเนียม)
  • ศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับผู้ประสบภัยได้กว่า 300 คน (ที่มา: เทศบาลนครเชียงใหม่)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงใหม่

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย ปลูกจิตสำนึกเสริมคุณธรรมบุคลากร

อบจ.เชียงราย จัดโครงการปลูกจิตสำนึก เสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมในการปฏิบัติงานของบุคลากร ประจำปีงบประมาณ 2568

เชียงราย,27 มีนาคม 2568 – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ได้จัดโครงการ ปลูกจิตสำนึกเพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมในการปฏิบัติงานของบุคลากร ประจำปีงบประมาณ 2568″ โดยมี นางทรงศรี คมขำ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด ณ วัดพระธาตุผาเงา อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

การจัดโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อ เสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกในการปฏิบัติงาน ให้กับบุคลากรทุกระดับของ อบจ.เชียงราย รวมถึงส่งเสริมหลักธรรมาภิบาลในการบริหารงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการให้บริการประชาชน

เป้าหมายและรูปแบบการจัดโครงการ

โครงการนี้มีเป้าหมายให้บุคลากร อบจ.เชียงราย จำนวน 500 คน ได้รับการอบรม โดยในครั้งแรกมีผู้เข้าร่วมจำนวน 300 คน แบ่งออกเป็น 2 รุ่น รุ่นละ 150 คน การอบรมจัดขึ้นในรูปแบบของ การบรรยายธรรมะ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการทำกิจกรรมกลุ่ม เพื่อให้บุคลากรได้ซึมซับหลักคุณธรรม จริยธรรม และนำไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ

วิทยากรและกิจกรรมภายในงาน

โครงการได้รับเกียรติจาก พระครูสังฆรักษ์ไพบูลย์ เป็นประธานอาราธนาศีล พร้อมด้วย พระมหาสมบัติ ปุญญสับปัตติ และ พระมหา ดร.ศรีพยัคฆ์ สิริวิญญู เป็นพระวิทยากรในการบรรยายธรรมะ ซึ่งเน้นย้ำเรื่อง การทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต การมีจิตสาธารณะ และการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

นอกจากนี้ สิบเอกภายุภัคค์ เสนางาม หัวหน้าฝ่ายวินัยและส่งเสริมคุณธรรม กองการเจ้าหน้าที่ อบจ.เชียงราย ได้กล่าวรายงานและเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งจะช่วยให้การบริหารงานของ อบจ.เชียงรายเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของหลักธรรมาภิบาลในการปฏิบัติงาน

หลักธรรมาภิบาลเป็นแนวทางสำคัญในการบริหารงานที่ยึดหลักความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วม ซึ่งการปฏิบัติงานโดยยึดหลักธรรมาภิบาลจะช่วยให้บุคลากรสามารถ ตัดสินใจอย่างมีเหตุผล มีจริยธรรม และคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

เสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมโครงการ

  • ฝ่ายสนับสนุน: ผู้เข้าร่วมโครงการหลายคนแสดงความเห็นว่า การได้รับฟังธรรมะจากพระวิทยากรทำให้เข้าใจหลักคุณธรรมและจริยธรรมในการทำงานมากขึ้น และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ฝ่ายกังวล: อย่างไรก็ตาม บางส่วนมีความกังวลเกี่ยวกับการนำหลักธรรมาภิบาลไปใช้ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร และความกดดันจากภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

  • จำนวนบุคลากร อบจ.เชียงราย ที่เข้าร่วมโครงการครั้งนี้: 300 คน จากเป้าหมายทั้งหมด 500 คน (ที่มา: อบจ.เชียงราย)
  • ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการในปีที่ผ่านมา: มากกว่า 90% ระบุว่าได้รับความรู้และสามารถนำไปใช้ในงานจริง (ที่มา: กองการเจ้าหน้าที่ อบจ.เชียงราย)
  • จำนวนโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในหน่วยงานภาครัฐในปี 2567: กว่า 1,200 โครงการทั่วประเทศ (ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน – ก.พ.)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย ยกระดับบริการพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น

อบจ.เชียงราย จัดอบรมพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นยุคใหม่ ยกระดับการบริหารงานตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

เชียงราย,27 มีนาคม 2568 – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ได้จัดโครงการอบรมพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นยุคใหม่ เพื่อยกระดับการปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้บริหาร สมาชิกสภา และข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้สอดคล้องกับ หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย โดยมี นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด

ในโอกาสนี้ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ พร้อมด้วย นางนภาภัณฑ์ ต่วนชะเอม เลขานุการองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวรายงาน และได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ ชุ่มเมืองเย็น ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และข้าราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการอบรม

เป้าหมายของโครงการ

การจัดอบรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ให้แก่บุคลากรในระดับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย โดยเน้นย้ำให้การทำงานมีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

เนื้อหาการอบรมและวิทยากร

ในระหว่างการอบรม ผู้เข้าร่วมได้รับฟังบรรยายพิเศษจาก นายฐิติกร สุขเสาร์ หัวหน้ากลุ่มตรวจสอบทรัพย์สิน จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดเชียงราย ซึ่งได้ให้ความรู้เกี่ยวกับ หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี การป้องกันการทุจริตในองค์กร และการบริหารงานที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม

นายฐิติกร ได้เน้นย้ำถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีความซื่อสัตย์สุจริต และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า พร้อมให้ข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานตามมาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

บทบาทของ อบจ.เชียงราย ในการบริหารงานตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายมีหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะและส่งเสริมการพัฒนาท้องถิ่น โดยการปฏิบัติงานขององค์กรยึดหลัก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และ พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 รวมถึง พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ซึ่งกำหนดแนวทางในการบริหารราชการให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชนอย่างแท้จริง

หลักการสำคัญในการบริหารงาน ได้แก่:

  1. ความโปร่งใส และการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
  2. การมีส่วนร่วมของประชาชน ในการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนา
  3. การตรวจสอบและประเมินผล อย่างต่อเนื่อง
  4. การบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่า

ความเห็นจากผู้เข้าร่วมอบรม

ฝ่ายสนับสนุน: ผู้เข้าร่วมอบรมส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่าการอบรมครั้งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารงานที่โปร่งใสและเป็นธรรม อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ฝ่ายกังวล: อย่างไรก็ตาม บางส่วนยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการนำหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีไปใช้ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารงบประมาณที่ต้องมีความรัดกุมและโปร่งใสอย่างแท้จริง ซึ่งต้องอาศัยการติดตามและตรวจสอบอย่างเข้มงวด

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

  • จำนวนผู้เข้าร่วมอบรมในโครงการครั้งนี้: กว่า 150 คน (ที่มา: อบจ.เชียงราย)
  • สถิติการจัดอบรมด้านการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีในปี 2567: จัดอบรม 10 ครั้ง ครอบคลุมกว่า 1,000 คน (ที่มา: สำนักบริหารงานบุคคล อบจ.เชียงราย)
  • ระดับความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการอบรมในปีที่ผ่านมา: 90% (ที่มา: ศูนย์ประเมินผลการอบรม อบจ.เชียงราย)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ร่วมบุญ! เชียงรายคัดแยกขยะ สร้างจังหวัดสะอาด

เชียงรายเปิดโครงการ “คัดแยกขยะ ฮอมบุญ@ศาลากลางจังหวัดเชียงราย” มุ่งสู่จังหวัดสะอาด

เชียงราย,27 มีนาคม 2568 – ลานอเนกประสงค์ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดกิจกรรม Kick Off โครงการ คัดแยกขยะ ฮอมบุญ@ศาลากลางจังหวัดเชียงราย” ซึ่งจัดโดยสำนักงานท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย โดยมี นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นางสินีนาฏ ทองสุข ประธานชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

จุดมุ่งหมายของโครงการ

โครงการ คัดแยกขยะ ฮอมบุญ” เป็นส่วนหนึ่งของ แผนปฏิบัติการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชน “จังหวัดสะอาด” ประจำปี 2568 ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ประชาชนและหน่วยงานราชการมีการคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบ เพื่อลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทาง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะรีไซเคิล โดยรายได้จากการจำหน่ายขยะรีไซเคิลจะถูกนำไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เช่น การช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ และนักเรียนที่ขาดทุนการศึกษา

คำกล่าวของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า

“ปัญหาขยะมูลฝอยเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญ การคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการลดปริมาณขยะ ลดการใช้ทรัพยากร และรักษาสิ่งแวดล้อม โครงการนี้จะเป็นต้นแบบที่ช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมการจัดการขยะอย่างยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดเชียงราย”

พร้อมทั้งขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนและให้ความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการ คัดแยกขยะ ฮอมบุญ” โดยเน้นย้ำว่าความสำเร็จของโครงการนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

กิจกรรมภายในโครงการ

กิจกรรมภายใต้โครงการ คัดแยกขยะ ฮอมบุญ” จะจัดขึ้นเป็นประจำ ทุกเดือน ในวันประชุมกรมการจังหวัด ณ ลานอเนกประสงค์ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ จะนำขยะรีไซเคิลมารวบรวมเพื่อจำหน่าย และนำรายได้เข้าสู่ กองทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ในพื้นที่ต่อไป

ประเภทขยะที่รับการคัดแยก ได้แก่:

  • ขวดพลาสติกและขวดแก้ว
  • กระดาษและกระดาษลัง
  • กระป๋องอลูมิเนียม
  • โลหะและเศษเหล็ก

การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัด และยังสร้างรายได้ที่เป็นประโยชน์แก่ชุมชน

เสียงสะท้อนจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  • ฝ่ายสนับสนุนโครงการ: ประชาชนที่เข้าร่วมงานแสดงความชื่นชมต่อโครงการ โดยเห็นว่าการคัดแยกขยะเป็นการปลูกฝังวินัยและจิตสำนึกที่ดีในการรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
  • ฝ่ายกังวล: ในขณะเดียวกัน บางฝ่ายยังคงมีข้อกังวลเกี่ยวกับความต่อเนื่องของโครงการ และการจัดการขยะในระยะยาว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าจะมีการติดตามผลและพัฒนาโครงการให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

  • ปริมาณขยะมูลฝอยในจังหวัดเชียงรายในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 1,200 ตันต่อวัน (ที่มา: สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1)
  • อัตราการคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิลในจังหวัดเชียงรายเพิ่มขึ้น 25% ภายในปีที่ผ่านมา (ที่มา: กรมควบคุมมลพิษ)
  • รายได้จากการจำหน่ายขยะรีไซเคิลในโครงการนำร่องปี 2567 สูงถึง 500,000 บาท และถูกนำไปใช้ช่วยเหลือผู้สูงอายุและนักเรียนในพื้นที่ (ที่มา: สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

“กันน้ำท่วม” เชียงรายสำรวจ ขุดลอกแม่น้ำกกรับฝน

จังหวัดเชียงรายตรวจสอบโครงการขุดลอกแม่น้ำกกเพื่อป้องกันอุทกภัยในฤดูฝน

เชียงราย,26 มีนาคม 2568 – ที่จุดลงเรือท่าเรือเชียงราย เชิงสะพานแม่ฟ้าหลวง ตรงข้ามศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย และ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นำคณะเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจและตรวจสอบโครงการขุดลอกแม่น้ำกก เพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยในฤดูฝนนี้

การสำรวจครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น นายกเทศมนตรีนครเชียงราย รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงราย ผู้อำนวยการเจ้าท่าภูมิภาค สาขาเชียงราย และ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย รวมถึงเจ้าหน้าที่จากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 15 เชียงราย

แนวทางการขุดลอกแม่น้ำกกเพื่อป้องกันอุทกภัย

นายชรินทร์ ทองสุข เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการสำรวจสภาพปัจจุบันของลำน้ำกกในเชิงลึก รวมถึงการตรวจสอบแนวป้องกันตลิ่งและสภาพการตื้นเขินของแม่น้ำ การขุดลอกแม่น้ำกกเป็นส่วนหนึ่งของแผนป้องกันอุทกภัยในระยะยาว ซึ่งขณะนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก กองทัพบกและกรมชลประทาน ที่เพียงพอในการดำเนินการขุดลอกให้แล้วเสร็จก่อนฤดูฝนจะมาถึง

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงการกำจัดซากต้นไม้ที่ยังคงตกค้างอยู่ในลำน้ำ ซึ่ง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) จะสนับสนุนเครื่องจักรกลเข้ามาช่วยดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

ผลกระทบจากอุทกภัยที่ผ่านมาและการป้องกันในอนาคต

ย้อนกลับไปในเดือนกันยายน 2567 จังหวัดเชียงรายเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่ ทำให้เกิดความเสียหายในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตเทศบาลนครเชียงรายและอำเภอแม่สาย ดังนั้น การขุดลอกแม่น้ำกกจะช่วยลดปัญหาการตื้นเขินของลำน้ำ เพิ่มความสามารถในการระบายน้ำ และลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมในอนาคต

นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า โครงการขุดลอกแม่น้ำกกนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันอุทกภัย แต่ยังเสริมศักยภาพการขนส่งสินค้าทางน้ำ และกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ลุ่มน้ำกก ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในจังหวัดเชียงรายโดยรวม

ความเห็นจากทั้งสองฝ่าย

  • ฝ่ายผู้บริหารและหน่วยงานรัฐ : มองว่าการขุดลอกแม่น้ำกกเป็นมาตรการเชิงรุกที่จำเป็นต่อการป้องกันอุทกภัย พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการจะเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • ฝ่ายประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ : หลายฝ่ายสนับสนุนโครงการนี้ แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว รวมถึงต้องการให้มีการติดตามผลและประเมินความสำเร็จของโครงการอย่างใกล้ชิด

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

  • พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในเดือนกันยายน 2567: กว่า 15 ตำบล ในอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอแม่สาย (แหล่งข้อมูล: สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย)
  • ความยาวของแม่น้ำกกที่มีการวางแผนขุดลอก: 12 กิโลเมตร (แหล่งข้อมูล: กรมเจ้าท่าภูมิภาค สาขาเชียงราย)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายจ่ายแล้วเงินล้างโคลนท่วม ครัวเรือนละหมื่น

จังหวัดเชียงรายจ่ายเงินค่าล้างโคลนให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม หลังคาเรือนละ 10,000 บาท

เชียงราย – 26 มีนาคม 2568 ที่อาคารเจียงแสน ศูนย์ประชุมนครเชียงราย (GMS) นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางมาตรวจความเรียบร้อยและร่วมแจกจ่ายเงินค่าล้างโคลนจำนวนครอบครัวละ 10,000 บาท ให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในเขตเทศบาลนครเชียงราย โดยมีผู้ได้รับการช่วยเหลือทั้งสิ้น 7,483 ครัวเรือน

การสนับสนุนงบประมาณเพื่อการฟื้นฟู

จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2567 จังหวัดเชียงรายได้ยื่นขอการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งได้รับการอนุมัติเงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด วงเงินรวม 300 ล้านบาท สำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ และค่าล้างทำความสะอาดดินโคลน รวมถึงซากวัสดุในที่อยู่อาศัย

ทั้งนี้ การจัดสรรงบประมาณแบ่งเป็น 134,776,273 บาท สำหรับอำเภอแม่สาย และ 157,370,976 บาท สำหรับอำเภอเมืองเชียงราย รวมทั้งสิ้น 292,143,249 บาท โดยจะดำเนินการแจกจ่ายให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 2 เมษายน 2568

เสียงจากฝ่ายปกครองและการดำเนินการต่อเนื่อง

นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่าการช่วยเหลือครั้งนี้ถือเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น แม้ว่าจังหวัดเชียงรายจะได้รับงบประมาณช่วยเหลือก่อนหน้านี้แล้วกว่า 100 ล้านบาท แต่ยังไม่เพียงพอเนื่องจากมีจำนวนผู้ได้รับผลกระทบมาก

ด้าน นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า เทศบาลนครเชียงรายได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในหลายด้าน ทั้งการฟื้นฟูและการเยียวยาเบื้องต้น แต่เนื่องจากงบประมาณท้องถิ่นมีจำกัด การได้รับการสนับสนุนเงินจากจังหวัดครั้งนี้จะช่วยให้การฟื้นฟูดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ เทศบาลยังมีแผนการป้องกันระยะยาว โดยเตรียมโครงการก่อสร้างแนวตลิ่งตลอดแม่น้ำกก ระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมในอนาคต

ขั้นตอนการขอรับเงินค่าล้างโคลน

ประชาชนที่ได้รับสิทธิ์สามารถยื่นขอรับเงินได้โดยใช้เอกสารดังนี้:

  • บัตรประชาชนตัวจริงและสำเนาบัตรประชาชนที่รับรองสำเนาถูกต้อง
  • กรณีมอบอำนาจ ต้องมีสำเนาบัตรประชาชนของผู้มีสิทธิ์และผู้รับมอบอำนาจ พร้อมหนังสือมอบอำนาจที่ลงลายมือชื่อครบถ้วน
  • เอกสารทั้งหมดต้องยื่นต่อเจ้าหน้าที่ ณ จุดบริการที่กำหนด

ความเห็นที่เป็นกลางจากทั้งสองฝ่าย

  • ฝ่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ : ประชาชนส่วนใหญ่แสดงความขอบคุณต่อการสนับสนุนจากภาครัฐที่สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ทันเวลา อย่างไรก็ตาม หลายครัวเรือนยังคงกังวลเกี่ยวกับการฟื้นฟูในระยะยาว เนื่องจากการทำความสะอาดบ้านเรือนและการซ่อมแซมโครงสร้างยังคงต้องใช้เวลาและทรัพยากรเพิ่มเติม
  • ฝ่ายหน่วยงานรัฐ : ฝ่ายราชการยืนยันว่าพร้อมให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งด้านการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและการเตรียมโครงการป้องกันน้ำท่วมในอนาคต นอกจากนี้ ยังเตรียมการขอรับงบประมาณเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดหาเครื่องใช้ในครัวเรือนและอุปกรณ์จำเป็นให้แก่ผู้ประสบภัยต่อไป

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งข้อมูล

  • จำนวนผู้ได้รับการช่วยเหลือในเขตเทศบาลนครเชียงราย: 7,483 ครัวเรือน (สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย)
  • งบประมาณที่ใช้ในการช่วยเหลือ: 292,143,249 บาท (สำนักงบประมาณจังหวัดเชียงราย)
  • ความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอแม่สาย: มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 500 ล้านบาท (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

หอมหัวใหญ่ถูก เชียงรายหาทางออก พยุงราคาเกษตรกร

ผู้ว่าฯ เชียงรายเร่งแก้ราคาหอมหัวใหญ่ตกต่ำ จับมือพาณิชย์ดันราคาสู่ความยั่งยืน

ปัญหาหอมหัวใหญ่ราคาตกต่ำสะเทือนเกษตรกรเชียงราย

เชียงราย,วันที่ 26 มีนาคม 2568 – ห้องประชุมเวียงกาหลง ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย มีการจัดประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเกษตรกรระดับจังหวัด ครั้งที่ 1/2568 โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย นำโดย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

หนึ่งในวาระหลักของการประชุมคือ การหารือแนวทางแก้ไขปัญหาราคาหอมหัวใหญ่ตกต่ำ ซึ่งเป็นผลผลิตทางการเกษตรสำคัญของอำเภอเวียงป่าเป้า ที่กำลังเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวและออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก

แนวทางการแก้ไขปัญหาด้านราคาแบบเร่งด่วน

เกษตรกรผู้ปลูกหอมหัวใหญ่ในปีการผลิต 2567/68 ได้ร้องเรียนเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งหามาตรการช่วยเหลือ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ บริหารจัดการผลผลิตในช่วง 2 สัปดาห์แรกที่ผลผลิตออกสู่ตลาด ด้วยการกระจายผลผลิตไปยังผู้บริโภคภายในจังหวัด

โดยกำหนดราคาขายอยู่ที่ 12 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมตั้งเป้าหมายกระจายผลผลิตจำนวน 271 ตัน ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จะเข้ามารับซื้อเพิ่มอีก 500 ตัน รวมผลผลิตที่ได้รับการบริหารทั้งหมดอยู่ที่ 751 ตัน

การสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา

แผนงานดังกล่าวมุ่งหวังให้สามารถ ดึงผลผลิตออกจากระบบตลาดส่วนหนึ่ง เพื่อพยุงราคาซื้อขายของหอมหัวใหญ่ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับต้นทุนของเกษตรกร ช่วยลดแรงกดดันและป้องกันไม่ให้ราคาตกต่ำลงไปกว่านี้

ในที่ประชุมยังได้หารือการขอรับสนับสนุนงบประมาณจาก กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) โดยเสนอในโครงการเชื่อมโยงการกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่แหล่งผลิต-

ขยายแผนช่วยเหลือสินค้าเกษตรอื่น

ไม่เพียงแต่หอมหัวใหญ่เท่านั้น ที่ประชุมยังได้ติดตามความเคลื่อนไหวของสินค้าเกษตรอื่นในพื้นที่ อาทิ ลิ้นจี่ฮงฮวย สับปะรด และลำไย ซึ่งกำลังจะออกสู่ตลาดในเร็ว ๆ นี้ โดยมีมติให้เร่งเสนอแผนเพื่อรองรับสถานการณ์ราคาตกต่ำที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

โครงการกระจายผลผลิตเหล่านี้จะช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางระบายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงที่เกิดจากตลาดผันผวน

เสียงสะท้อนจากเกษตรกรในพื้นที่

ตัวแทนเกษตรกรอำเภอเวียงป่าเป้า ได้แสดงความพึงพอใจกับแผนการของจังหวัดที่มุ่งเน้นช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผลผลิตหอมหัวใหญ่เริ่มทะยอยเข้าสู่ตลาดแล้ว

ในขณะเดียวกัน เกษตรกรบางรายยังมีความกังวลเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งค่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และแรงงาน ซึ่งยังไม่ได้รับการเยียวยาโดยตรงจากโครงการนี้

ความเห็นจากฝ่ายราชการ

ฝ่ายราชการยืนยันว่าทางจังหวัดพร้อมทำงานเชิงรุก ร่วมกับหน่วยงานระดับชาติ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดต่อเกษตรกร โดยตั้งเป้าจะประเมินผลของมาตรการในช่วง 2 สัปดาห์ เพื่อวางแผนระยะกลางและยาว

นอกจากนี้ จังหวัดเชียงรายจะพัฒนาระบบข้อมูลการผลิตและการตลาดให้แม่นยำมากขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางวางแผนการผลิตในฤดูกาลถัดไป ลดความเสี่ยงจากปัญหาซ้ำซาก

สรุปภาพรวมสถานการณ์และทิศทางในอนาคต

สถานการณ์ราคาหอมหัวใหญ่ตกต่ำในปี 2568 ถือเป็น บททดสอบสำคัญ ของทั้งเกษตรกรและหน่วยงานภาครัฐในการทำงานเชิงระบบ โดยการบริหารจัดการผลผลิตในระยะสั้นร่วมกับแผนระยะยาวน่าจะเป็นคำตอบที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากได้

อย่างไรก็ตาม การสร้างเสถียรภาพให้กับภาคเกษตรต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านนโยบายการค้า การเงิน และการส่งเสริมความรู้ให้แก่เกษตรกร

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • ราคาหอมหัวใหญ่ ณ เดือนมีนาคม 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 6-8 บาท/กิโลกรัม (แหล่งข้อมูล: กรมการค้าภายใน)
  • ต้นทุนเฉลี่ยของการปลูกหอมหัวใหญ่ในภาคเหนือ อยู่ที่ประมาณ 7.50 บาท/กิโลกรัม (แหล่งข้อมูล: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร)
  • ผลผลิตหอมหัวใหญ่จังหวัดเชียงราย ปี 2567/68 คาดการณ์ไว้ที่กว่า 10,000 ตัน (แหล่งข้อมูล: สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย)

ทัศนคติที่เป็นกลางจากทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายเกษตรกร มองว่ามาตรการช่วยเหลือที่ออกมายังไม่ครอบคลุมต้นทุนที่แท้จริง แต่ก็เป็นก้าวแรกที่น่ายินดี ขณะที่ ฝ่ายภาครัฐ เห็นว่าต้องอาศัยเวลาปรับตัว และย้ำว่ารัฐบาลไม่ทอดทิ้งเกษตรกร พร้อมเดินหน้าสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้เมื่อมี การรับฟังซึ่งกันและกัน และดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE