Categories
NEWS UPDATE

กู้ภัยนานาชาติถอนกำลัง! สตง.ถล่ม แล้ว USAR คืออะไรทำไมต้องช่วยไทย

ทีมกู้ภัยนานาชาติ USAR ถอนกำลังจากเหตุตึก สตง. ถล่ม พร้อมอธิบายบทบาทและความสำคัญของ USAR

ประเทศไทย, 5 เมษายน 2568 – ทีมกู้ภัยนานาชาติจากประเทศอิสราเอล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย Urban Search and Rescue (USAR) ได้ถอนกำลังออกจากพื้นที่อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 เวลา 17:20 น. หลังจากปฏิบัติภารกิจค้นหาและกู้ชีพนานกว่า 1 สัปดาห์ ร่วมกับทีมกู้ภัยไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ออกมาระบุว่า การถอนกำลังครั้งนี้เป็นไปตามหลักสากล และไม่ส่งผลกระทบต่อภารกิจที่เหลือ พร้อมแสดงเจตนารมณ์ที่จะพัฒนาทีมกู้ภัยไทยให้ก้าวสู่ระดับ “Heavy” ในอนาคต เพื่อยกระดับศักยภาพการรับมือภัยพิบัติของประเทศไทย

ความเป็นมาของเหตุการณ์และการเข้ามาของทีม USAR

เหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่มเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 อันเป็นผลจากแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ริกเตอร์ในประเทศเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบถึงกรุงเทพมหานคร อาคารสูง 30 ชั้นแห่งนี้พังทลายลงอย่างกะทันหัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก ทีมกู้ภัยไทยจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง หน่วยทหาร และอาสาสมัคร รีบเข้าพื้นที่ทันทีเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตและให้ความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนของสถานการณ์ ด้วยโครงสร้างอาคารขนาดใหญ่และความเสียหายที่รุนแรง ทำให้กรุงเทพมหานครตัดสินใจประสานขอความช่วยเหลือจากทีมกู้ภัยนานาชาติในเครือข่าย USAR

ทีมจากอิสราเอล ซึ่งได้รับการรับรองในระดับ “Heavy” เดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 29 มีนาคม 2568 ภายใน 48 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ ถือเป็นการเคลื่อนย้ายที่รวดเร็วตามมาตรฐานสากล และเริ่มปฏิบัติภารกิจทันที โดยมีเป้าหมายหลักในการค้นหาผู้รอดชีวิตและกู้ร่างผู้เสียชีวิตจากซากอาคาร ภารกิจนี้ใช้ระยะเวลา 7 วันตามกรอบการปฏิบัติงานระยะแรก (Search and Rescue) ก่อนที่ทีมจะถอนกำลังเพื่อไปปฏิบัติภารกิจอื่น ๆ ทั่วโลก

นายชัชชาติ กล่าวในพิธีส่งทีมว่า “ทีมจากอิสราเอลเข้ามาด้วยความเชี่ยวชาญสูง ช่วยเหลือเราในช่วงเวลาวิกฤต และก่อนถอนกำลัง เขาได้มอบข้อมูลสำคัญทั้งหมดให้ทีมไทยแล้ว ผมขอขอบคุณในความทุ่มเทของพวกเขา และหวังว่าเราจะนำประสบการณ์นี้ไปพัฒนาทีมกู้ภัยของเราให้ดีขึ้น”

USAR คืออะไร ความหมายและที่มา

Urban Search and Rescue (USAR) หรือการค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง เป็นกระบวนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในอาคารถล่ม ซึ่งมักเกิดจากภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว พายุไซโคลน การระเบิด หรือเหตุการณ์ที่มนุษย์ก่อขึ้น เช่น การก่อการร้าย USAR อยู่ภายใต้การกำกับของ International Search and Rescue Advisory Group (INSARAG) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA)

INSARAG ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) หลังจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเม็กซิโกซิตี้ (2528) และอาร์เมเนีย (2531) ซึ่งเผยให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนามาตรฐานและการประสานงานสำหรับทีมกู้ภัยนานาชาติ แนวคิดนี้เริ่มต้นจากทีม USAR ระหว่างประเทศที่เข้าไปช่วยเหลือในเหตุการณ์ดังกล่าว และนำไปสู่การจัดตั้ง INSARAG เพื่อกำหนดกรอบการปฏิบัติงานที่เป็นสากล ภารกิจหลักของ USAR คือการช่วยชีวิตผู้ประสบภัยในระยะแรกหลังเกิดเหตุ (Search and Rescue) และสนับสนุนการฟื้นฟูในระยะต่อมา (Recovery) โดยทีม USAR มีบทบาทสำคัญในการลดความสูญเสียจากภัยพิบัติทั่วโลก

การดำเนินงานของ INSARAG ได้รับการรับรองจากมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ 57/150 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2545 เรื่อง “การเสริมสร้างประสิทธิผลและการประสานงานของความช่วยเหลือในการค้นหาและกู้ภัยในเมืองระหว่างประเทศ” ซึ่งเรียกร้องให้ทุกประเทศอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง อุปกรณ์ และความปลอดภัยสำหรับทีม USAR เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การแบ่งระดับของทีม USAR

ทีม USAR แบ่งออกเป็น 3 ระดับตามศักยภาพและขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน ดังนี้:

  1. Light Team (ทีมขนาดเบา)
    • เป็นทีมปฏิบัติการระดับชุมชน
    • เหมาะกับเหตุการณ์ที่มีความเสียหายไม่รุนแรง เช่น อาคารถล่มขนาดเล็กหรือโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อน
    • เน้นการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเล็กน้อยหรือผู้ที่ถูกซากทับไม่หนักมาก
    • มีข้อจำกัดในด้านบุคลากรและอุปกรณ์ ไม่สามารถรับมือกับเหตุการณ์ใหญ่ได้
  2. Medium Team (ทีมขนาดกลาง)
    • มีความสามารถในการยกและเคลื่อนย้ายวัตถุหนักทุกรูปแบบ
    • ปฏิบัติงานในพื้นที่ประสบภัย 1 แห่งได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง นานกว่า 7 วัน
    • เหมาะกับเหตุการณ์ที่มีความเสียหายปานกลาง เช่น อาคารขนาดกลางถล่ม
    • มีบุคลากรและอุปกรณ์มากกว่า Light Team แต่ยังจำกัดในแง่การทำงานหลายจุดพร้อมกัน
  3. Heavy Team (ทีมขนาดหนัก)
    • มีความสามารถในการปฏิบัติงานในหลายพื้นที่พร้อมกัน ตลอด 24 ชั่วโมง นานกว่า 10 วัน
    • สามารถเคลื่อนย้ายเข้าพื้นที่ภัยพิบัติทั่วโลกได้ภายใน 78 ชั่วโมง
    • เหมาะกับภัยพิบัติขนาดใหญ่ เช่น แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงหรือตึกสูงถล่ม
    • มีความพร้อมทั้งบุคลากร อุปกรณ์ และการประสานงานข้ามชาติ

ทีมจากอิสราเอลที่เข้ามาช่วยเหลือในเหตุตึก สตง. ถล่ม เป็นทีมระดับ Heavy ซึ่งมีเพียงไม่กี่ประเทศในโลก เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น และอิสราเอล ที่ได้รับการรับรองในระดับนี้ การรับรองนี้มาจากกระบวนการ INSARAG External Classification (IEC) ซึ่งเป็นการประเมินสมัครใจที่เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เพื่อรับรองประสิทธิภาพและมาตรฐานการปฏิบัติงาน

โครงสร้างและองค์ประกอบของทีม USAR

ทีม USAR ระดับ Medium และ Heavy ประกอบด้วย 5 หน่วยงานหลักที่ทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ:

  1. Management (การจัดการ)
    • รับผิดชอบการสั่งการและประสานงานทั้งในและนอกพื้นที่
    • วางแผนและติดตามความคืบหน้าของภารกิจ
    • มีผู้ประสานงานด้านสื่อและรายงาน เพื่อให้ข้อมูลแก่หน่วยงานท้องถิ่นและสาธารณชน
    • ประเมินสถานการณ์และวิเคราะห์ความเสี่ยง รวมถึงดูแลความปลอดภัยของทีม
  2. Search (การค้นหา)
    • ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณชีพ กล้องถ่ายภาพความร้อน และเครื่องมือฟังเสียง
    • มีการใช้สุนัขค้นหาที่ผ่านการฝึกมาเป็นพิเศษ เพื่อตรวจจับผู้รอดชีวิต
    • ประเมินวัตถุอันตรายในพื้นที่ เช่น สารเคมีหรือโครงสร้างที่อาจถล่มซ้ำ
  3. Rescue (การกู้ภัย)
    • ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่มีทักษะหลากหลาย เช่น การตัดคอนกรีต การทำลายโครงสร้าง การค้ำยัน และการใช้เชือกกู้ภัย
    • ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากซากปรักหักพังอย่างปลอดภัย
    • ต้องทำงานร่วมกับวิศวกรเพื่อป้องกันอันตรายจากโครงสร้างที่ไม่มั่นคง
  4. Medical (การแพทย์)
    • ให้การรักษาฉุกเฉินแก่ผู้ประสบภัยที่พบในซากอาคาร
    • ดูแลสุขภาพของสมาชิกทีมกู้ภัยและสุนัขค้นหา
    • ทำงานภายใต้การอนุญาตจากหน่วยงานสาธารณสุขของประเทศนั้น ๆ
  5. Logistics (การส่งกำลังบำรุง)
    • จัดการฐานปฏิบัติการ (Base of Operations – BoO) เพื่อเป็นศูนย์กลางการทำงาน
    • ดูแลการขนส่งอุปกรณ์ การสื่อสาร และการบริหารจัดการทรัพยากร
    • ประสานงานข้ามพรมแดน เช่น การผ่านด่านศุลกากรหรือการขออนุญาตใช้น่านฟ้า

ในกรณีของทีม Heavy เช่น ทีมจากอิสราเอล ยังมีวิศวกรโครงสร้างและทีมกฎหมายร่วมด้วย เพื่อวิเคราะห์ความมั่นคงของอาคารและประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นในด้านข้อกฎหมายและการบริหารจัดการ

ขั้นตอนการปฏิบัติงานของ USAR

ตามแนวทางของ INSARAG การปฏิบัติงานของทีม USAR แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนที่ชัดเจน:

  1. Preparedness (การเตรียมความพร้อม)
    • เป็นช่วงก่อนเกิดภัยพิบัติ โดยทีมจะทบทวนบทเรียนจากภารกิจที่ผ่านมา
    • พัฒนาขั้นตอนการปฏิบัติ ฝึกอบรมบุคลากร และวางแผนรับมือภัยพิบัติในอนาคต
    • รวมถึงการเตรียมอุปกรณ์และทรัพยากรให้พร้อมตลอดเวลา
  2. Mobilisation (การเตรียมตัวออกปฏิบัติงาน)
    • เริ่มทันทีหลังเกิดภัยพิบัติ โดยทีมจะเตรียมบุคลากรและอุปกรณ์เพื่อเคลื่อนย้ายสู่พื้นที่
    • ทีม Heavy ต้องถึงจุดเกิดเหตุภายใน 78 ชั่วโมง ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล
  3. Operations (การปฏิบัติงาน)
    • ปฏิบัติในพื้นที่จริง ตั้งแต่การรายงานตัวต่อหน่วยงานท้องถิ่น การค้นหา และการช่วยเหลือ
    • ทีมจะทำงานตามคำสั่งของผู้อำนวยการท้องถิ่น และหยุดเมื่อภารกิจระยะแรกเสร็จสิ้น
  4. Demobilisation (การถอนกำลัง)
    • ถอนกำลังออกจากพื้นที่เมื่อภารกิจเสร็จสิ้นหรือได้รับคำสั่งให้ยุติ
    • ในกรณีตึก สตง. ถล่ม ทีมอิสราเอลถอนกำลังหลังครบ 7 วันตามกรอบระยะแรก
  5. Post-Mission (การรายงานผล)
    • จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงาน และจัดประชุมถอดบทเรียน
    • นำข้อมูลไปพัฒนาการปฏิบัติในอนาคต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

ขั้นตอนเหล่านี้ช่วยให้การปฏิบัติงานเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ โดยทีม Heavy อย่างอิสราเอลสามารถดำเนินการได้ครบทุกขั้นตอนอย่างมืออาชีพ

ระบบเครื่องหมาย INSARAG

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ทีม USAR ใช้คือระบบเครื่องหมาย INSARAG (INSARAG Marking System) ซึ่งเป็นวิธีการสื่อสารข้อมูลระหว่างทีมกู้ภัย โดยไม่ต้องพูดคุยกันโดยตรง ระบบนี้ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก:

  1. Worksite Marking (การทำเครื่องหมายพื้นที่ปฏิบัติงาน)
    • ใช้ระบุขอบเขตและสถานะของพื้นที่ เช่น ยังค้นหาอยู่ เสร็จสิ้นแล้ว หรือมีอันตราย
    • ช่วยให้ทีมอื่น ๆ เข้าใจสถานการณ์และวางแผนการทำงานต่อ
  2. Victim Marking (การทำเครื่องหมายผู้ประสบภัย)
    • ระบุตำแหน่งและสภาพของผู้ประสบภัย เช่น รอดชีวิต รอการช่วยเหลือ หรือเสียชีวิต
    • ใช้สัญลักษณ์ที่เข้าใจง่าย เช่น วงกลมหรือกากบาท เพื่อบ่งบอกสถานะ
  3. Rapid Clearance Marking และ Cordon Markings
    • Rapid Clearance Marking ใช้สำหรับแจ้งว่าได้เคลียร์พื้นที่แล้ว
    • Cordon Markings เป็นการกั้นเขตอันตราย เพื่อป้องกันบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป

ระบบเครื่องหมายนี้ถูกนำมาใช้ในเหตุตึก สตง. ถล่ม โดยทีมอิสราเอลใช้สัญลักษณ์ตามมาตรฐาน INSARAG 2015 เพื่อส่งต่อข้อมูลให้ทีมไทย ทำให้การทำงานต่อเนื่องไม่มีสะดุด

บทบาทของ USAR ในเหตุตึก สตง. ถล่ม

ทีมจากอิสราเอลเข้ามาด้วยความเชี่ยวชาญในการกู้ภัยใต้ซากตึกถล่ม ซึ่งนายชัชชาติระบุว่า “เหตุนี้ซับซ้อนมาก เขาบอกว่าไม่เคยเจอตึกสูง 30 ชั้นถล่มแบบนี้มาก่อน” เมื่อมาถึงวันแรก ทีมสามารถระบุจุดพิกัดสัญญาณชีพได้ทันที ด้วยการวิเคราะห์พฤติกรรมและโครงสร้างอาคาร รวมถึงแนะนำการใช้เครื่องจักรหนักอย่างระมัดระวัง โดยต้องมีวิศวกรควบคุมเพื่อป้องกันการถล่มซ้ำ

ตลอด 7 วัน ทีมอิสราเอลทำงานร่วมกับทีมไทยอย่างใกล้ชิด โดยมีการประชุมทุกคืนเพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนการทำงานในวันถัดไป ก่อนถอนกำลัง ทีมได้ถ่ายทอดข้อมูลสำคัญ เช่น จุดที่ยังต้องสำรวจ และเทคนิคการปฏิบัติงานให้ทีมไทย เพื่อให้การดำเนินการต่อไปเป็นไปอย่างราบรื่น

นายชัชชาติกล่าวว่า “ทุกคืนเราคุยกัน เขาบอกทุกวันว่าจะทำอะไร บริเวณไหน ยังไง การถอนกำลังครั้งนี้ไม่กระทบแน่นอน เพราะเรามีข้อมูลครบแล้ว”

การถอนกำลังและแผนงานต่อไป

การถอนกำลังของทีมอิสราเอลเกิดขึ้นหลังครบ 7 วัน ซึ่งเป็นกรอบเวลามาตรฐานสำหรับภารกิจระยะแรกของทีม Heavy ตามหลัก INSARAG ที่มุ่งเน้นการช่วยชีวิตในช่วงวิกฤต หลังจากนี้ ทีมไทยจะเข้าสู่ระยะฟื้นฟู (Recovery) โดยใช้เครื่องจักรหนัก เช่น รถเครนและเครื่องตัดคอนกรีต ร่วมกับบุคลากร เพื่อเคลียร์ซากอาคารและกู้ร่างผู้เสียชีวิตที่ยังติดค้างอยู่

นายชัชชาติยืนยันว่า “หลังจากนี้เราจะลุยเต็มที่ ใช้เครื่องจักรหนักสลับกับคน เพื่อเร่งเคลียร์พื้นที่ให้เร็วที่สุด โดยมีวิศวกรดูแลความปลอดภัยตลอด”

แผนพัฒนาทีมกู้ภัยไทย

นายชัชชาติแสดงความหวังว่า เหตุการณ์นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการยกระดับทีมกู้ภัยไทยสู่ระดับ Heavy โดยทีมอิสราเอลให้คำแนะนำว่า ไทยมีพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว แต่ต้องพัฒนาด้านการฝึกอบรม การใช้เครื่องมือหนัก และการประสานงานกับวิศวกรโครงสร้างให้เข้มข้นขึ้น

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีทีม USAR ที่ได้รับการรับรองในระดับ Medium เช่น ทีมจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและหน่วยงานทหาร แต่ยังไม่มีทีมในระดับ Heavy การก้าวสู่ระดับสูงสุดต้องมีการลงทุนในอุปกรณ์ เช่น เครื่องตรวจจับสัญญาณชีพและเครื่องตัดไฮดรอลิก รวมถึงการฝึกบุคลากรตามมาตรฐาน INSARAG

“ทีมนานาชาติชื่นชมว่าเรามาถูกทาง ถ้าเราพัฒนาต่อไปได้ วันหนึ่งทีมไทยก็จะไปช่วยประเทศอื่นได้เหมือนกัน” นายชัชชาติกล่าว

USAR กับการรับมือภัยพิบัติในอนาคต

การเข้ามาของทีม USAR ในเหตุตึก สตง. ถล่ม แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีทีมกู้ภัยที่ได้มาตรฐานสากลในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงจากภัยพิบัติทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วม และพายุ การพัฒนาทีม Heavy จะช่วยลดการพึ่งพาทีมนานาชาติ และเพิ่มขีดความสามารถในการช่วยเหลือทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากนี้ การถ่ายทอดความรู้จากทีมอิสราเอล เช่น การใช้ระบบเครื่องหมาย INSARAG และเทคนิคการกู้ภัย จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างทีม USAR ที่แข็งแกร่งของไทยในอนาคต

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  1. ทีม USAR ทั่วโลก: INSARAG รายงานว่า ปัจจุบันมีทีม USAR ที่ได้รับการรับรอง 58 ทีมทั่วโลก โดย 16 ทีมอยู่ในระดับ Heavy (ที่มา: INSARAG Annual Report, 2023)
  2. เหตุอาคารถล่มในไทย: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุว่า ในรอบ 10 ปี (2558-2567) ไทยมีเหตุอาคารถล่มจากภัยธรรมชาติและมนุษย์สร้าง 42 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 178 ราย (ที่มา: รายงานภัยพิบัติประจำปี, ปภ., 2567)
  3. แผ่นดินไหวที่กระทบไทย: กรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า ในรอบ 5 ปี (2563-2567) ไทยได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในประเทศเพื่อนบ้าน 8 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเมื่อ 28 มีนาคม 2568 รุนแรงที่สุด (ที่มา: รายงานธรณีพิบัติภัย, 2567)
  4. การฝึกอบรมกู้ภัยในไทย: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุว่า ในปี 2567 มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐานสากล 2,500 คน แต่ยังไม่ครอบคลุมระดับ Heavy (ที่มา: รายงานการพัฒนาบุคลากร, ปภ., 2567)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรุงเทพมหานคร
  • INSARAG
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

มติที่ประชุมปิดล่องแพ 30 เมษาฯ แม่สรวยน้ำน้อย แต่นั่งซุ้มต่อได้

ประกาศปิดล่องแพแม่สรวย 30 เม.ย. 68 – เพื่อสำรองน้ำเกษตร ชี้จำเป็นตามมติคณะกรรมการฯ ร่วมมือบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วม

เชียงราย, 3 เมษายน 2568 — ตามที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ได้ประกาศ ยุติการล่องแพเปียกในอ่างเก็บน้ำแม่สรวยภายในวันที่ 30 เมษายน 2568 เนื่องจากระดับน้ำในเขื่อนลดลงอย่างต่อเนื่อง และจำเป็นต้องเก็บกักน้ำไว้เพื่อการเกษตรในฤดูแล้ง ภายใต้นโยบายการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน โดยเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรผู้ใช้น้ำ

การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นตามมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 ภายใต้กรอบ ข้อตกลงความร่วมมือบริหารจัดการชลประทานแบบมีส่วนร่วม (MOU for JMC) ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้องประชุมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว ตำบลดงมะดะ อำเภอแม่ลาว โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบกิจการแพเปียก และตัวแทนเกษตรกรผู้ใช้น้ำเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

จำเป็นต้องสำรองน้ำ – ล่องแพได้ถึง 30 เม.ย. ก่อนลดปริมาณการปล่อยน้ำเหลือเพียง 1Q

นายวรวิทย์ สุวรรณจักร หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันได้มีการปล่อยน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่สรวยอยู่ที่ 5–6 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (Q) เพื่อให้สามารถล่องแพได้อย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยจะสิ้นสุดกิจกรรมล่องแพในวันที่ 30 เมษายน 2568 หลังจากนั้นจะลดการปล่อยน้ำเหลือเพียง 1Q เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง

ถึงแม้จะมีคำถามจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ว่า หากมีฝนตกหรือพายุฤดูร้อนในเดือนเมษายนจะสามารถขยายเวลาได้หรือไม่ ทางชลประทานยังไม่ได้รับรายงานพยากรณ์อากาศที่ชัดเจนจากกรมอุตุนิยมวิทยา จึงยังคงยึดตามมติที่ประชุมไว้ก่อน

ยังเปิดให้นั่งซุ้มริมเขื่อน ชิมอาหารท้องถิ่นได้ถึง 15 พ.ค.

แม้ว่าจะไม่สามารถล่องแพได้หลังวันที่ 30 เมษายน แต่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อนุญาตให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ยังคงเปิดบริการ “ซุ้มริมน้ำ” สำหรับรับประทานอาหารและพักผ่อนริมอ่างเก็บน้ำต่อได้ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวชมในช่วงปลายฤดูร้อน

ข้อตกลง MOU for JMC – โมเดลบริหารน้ำโดยชุมชนมีส่วนร่วม

การดำเนินการครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของกรมชลประทาน ที่ส่งเสริมรูปแบบการบริหารจัดการน้ำ Participatory Irrigation Management (PIM) โดยให้เกษตรกร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานปกครอง และผู้ใช้น้ำ มีส่วนร่วมในการกำหนดแผนบริหารและจัดสรรน้ำผ่าน คณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC)

พื้นที่ในลุ่มน้ำแม่ลาวตอนที่ 2 ประกอบด้วย

  • อ่างเก็บน้ำแม่สรวย
  • ฝายเจ้าวรการบัญชา
  • ฝายถ้ำวอก
  • ฝายสมบัติ

โดยแต่ละแห่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับเกษตรกรในอำเภอแม่สรวยและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งต้องอาศัยการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงฤดูแล้งของปี 2567/68 นี้

เสียงสะท้อนจากภาคเกษตรและการท่องเที่ยว

ฝ่ายเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ระบุว่า เห็นด้วยกับมาตรการเก็บกักน้ำ เนื่องจากพื้นที่การเกษตรหลายแห่งในลุ่มน้ำแม่ลาว กำลังเข้าสู่ฤดูแล้ง และปริมาณน้ำในเขื่อนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปีที่ผ่านมา หากไม่มีการบริหารน้ำอย่างเป็นระบบ จะส่งผลกระทบต่อพืชผลทางเศรษฐกิจ เช่น ข้าวโพด ข้าวนา และพืชผักสวนครัว ซึ่งเป็นรายได้หลักของชุมชน

ในขณะที่ผู้ประกอบการล่องแพและร้านอาหารริมเขื่อน ได้แสดงความกังวลว่า การปิดให้บริการล่องแพก่อนฤดูท่องเที่ยวจะสิ้นสุด ส่งผลกระทบต่อรายได้และแรงงานในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ถือเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญของแม่สรวย

ข้อมูลสถานการณ์น้ำล่าสุดในภาคเหนือ

จากรายงานของ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกรมชลประทาน ประจำวันที่ 3 เมษายน 2568 พบว่า

  • อ่างเก็บน้ำแม่สรวยมี ปริมาณน้ำในอ่าง : 47.704 (65.350%) ของความจุ  73.000 ล้าน ลบ.ม.
  • คาดการณ์ว่าในช่วงเดือนเมษายนจะไม่มีฝนตกชุก
  • ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำแม่ลาวรวมลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วกว่า 15%
  • ความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้นกว่า 10% เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น
  • พื้นที่การเกษตรในอำเภอแม่สรวยและแม่ลาวกว่า 6,200 ไร่ ต้องพึ่งพาน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่สรวยเป็นหลัก

(ที่มา: สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, กรมชลประทาน, รายงานสถานการณ์น้ำประเทศไทย ประจำเดือนเมษายน 2568)

แนวทางและข้อเสนอแนะต่อการจัดการน้ำแบบสมดุล

ฝ่ายสนับสนุนมาตรการปิดล่องแพ เห็นว่าเป็นการดำเนินการที่จำเป็นและสมเหตุสมผล ภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากรน้ำที่มีอยู่ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของแนวทาง PIM ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการบริหารทรัพยากรสาธารณะอย่างยั่งยืน

อีกมุมหนึ่ง ของผู้ประกอบการท่องเที่ยวเสนอว่า รัฐควรมีมาตรการเยียวยา หรือจัดกิจกรรมท่องเที่ยวทางเลือกในพื้นที่แทน เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป พร้อมทั้งเสนอให้ปรับเปลี่ยนกำหนดการเปิด–ปิดล่องแพตามสถานการณ์น้ำจริงรายสัปดาห์ โดยใช้เทคโนโลยีพยากรณ์น้ำมาเป็นตัวกำหนด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายทำบุญ ถวายพระราชกุศล วันคล้ายวันพระราชสมภพ

เชียงรายจัดพิธีถวายพระราชกุศล และกิจกรรมวันรักการอ่าน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2568

เชียงราย – วันที่ 2 เมษายน 2568 จังหวัดเชียงรายจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตร พร้อมทั้งกิจกรรมวันรักการอ่าน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเฉลิมพระเกียรติแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน

พิธีทางศาสนาเพื่อถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

เมื่อเวลา 07.30 น. ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ GMS อำเภอเมืองเชียงราย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้นำคณะผู้บริหาร หน่วยงานราชการ ทหาร ตำรวจ ตุลาการ ข้าราชการพลเรือน และประชาชนทุกหมู่เหล่าในจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลอย่างพร้อมเพรียง

พระราชวชิรคณี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมพระสงฆ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ และรับบิณฑบาตจากประชาชน โดยมีพระภิกษุและสามเณรเข้าร่วมรับบิณฑบาตรวม 70 รูป บรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความสงบงาม สมพระเกียรติ

พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่า

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 2 เมษายน พุทธศักราช 2498 เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงได้รับการสถาปนาเป็น “สยามบรมราชกุมารี” และทรงดำรงตำแหน่งสำคัญในหลายองค์กร อาทิ

  • นายกสภาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
  • นายกสภาสถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย
  • ประธานมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย
  • นายกกิตติมศักดิ์มูลนิธิชัยพัฒนา
  • องค์อุปถัมภ์มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน

พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านอักษรศาสตร์และดนตรีไทย ทรงอุทิศพระวรกายอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยอย่างไม่หยุดยั้ง จนได้รับการถวายพระสมัญญา เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย” และ วิศิษฏศิลปิน”

กิจกรรม “วันรักการอ่าน” สืบสานพระราชปณิธาน ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ในเวลาเดียวกัน ที่บริเวณลานธรรม ลานศิลป์ ถิ่นพญามังราย ศาลากลางจังหวัดเชียงรายหลังเก่า นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดกิจกรรม “2 เมษายน วันรักการอ่าน” ประจำปี 2568 ซึ่งจัดโดย สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยหน่วยงานการศึกษาในพื้นที่

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ผู้ทรงให้ความสำคัญต่อการศึกษาและการอ่านในทุกระดับ โดยเน้นส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านในประชาชนทุกช่วงวัย

ภายในงานมีการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ กิจกรรมการเรียนรู้ การแข่งขัน และการแสดงจากกลุ่มเยาวชน เช่น

  • การประกวดร้องเพลง
  • การแข่งขันส้มตำลีลา
  • การออกร้านผลิตภัณฑ์ชุมชน
  • การสาธิตวิชาชีพและอาชีพพื้นฐาน
  • นิทรรศการกลุ่มศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ 4 กลุ่มระดับอำเภอ

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 4 เมษายน 2568 และได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

เสียงสะท้อนจากประชาชนและภาคการศึกษา

ประชาชนในจังหวัดเชียงรายต่างแสดงความปลื้มปีติในการร่วมพิธีทำบุญและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติครั้งนี้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมวันรักการอ่าน หลายคนกล่าวว่า กิจกรรมเช่นนี้ช่วยสร้างแรงบันดาลใจและปลูกฝังความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงอุทิศพระองค์แก่การศึกษาและพัฒนาสังคม

ในอีกมุมหนึ่ง นักวิชาการด้านการศึกษาและผู้บริหารโรงเรียนในพื้นที่เสนอว่า รัฐควรต่อยอดกิจกรรมดังกล่าวให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายถาวร เช่น การรณรงค์ส่งเสริมการอ่านอย่างสม่ำเสมอในโรงเรียน และจัดให้มีแหล่งเรียนรู้ในชุมชนอย่างทั่วถึง เพื่อให้ผลของกิจกรรมไม่เพียงอยู่แค่ในวันสำคัญเท่านั้น

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง

จากรายงาน “ดัชนีการอ่านของคนไทย” โดยสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ปี 2566 พบว่า

  • คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ย 18 เล่มต่อปี เพิ่มขึ้นจาก 16 เล่มในปี 2565
  • เด็กและเยาวชนช่วงอายุ 10 – 14 ปี อ่านมากที่สุด เฉลี่ย 22.1 เล่ม/ปี
  • ปัจจัยที่ส่งผลให้การอ่านลดลงคือ การใช้สื่อออนไลน์ในปริมาณสูงและขาดแหล่งหนังสือใกล้บ้าน
  • จังหวัดที่มีโครงการส่งเสริมการอ่านต่อเนื่อง เช่น เชียงราย อุบลราชธานี เชียงใหม่ พบว่าระดับความสามารถด้านการอ่านของเด็กดีขึ้นร้อยละ 17 ภายใน 3 ปี

บทสรุปทัศนคติแบบเป็นกลาง

การจัดพิธีและกิจกรรมในวันที่ 2 เมษายน 2568 ที่จังหวัดเชียงราย แสดงถึงความพร้อมและความตั้งใจของภาครัฐและประชาชนในการร่วมกันเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ในรูปแบบที่ครบถ้วนทั้งด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และการศึกษา

ในมุมมองของประชาชนส่วนใหญ่ ถือว่าเป็นโอกาสอันสำคัญที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ในชุมชนและปลูกฝังความรักในสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงการเรียนรู้และการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

ในขณะเดียวกัน นักวิชาการบางส่วนเสนอแนะให้มีการออกแบบกิจกรรมที่ยั่งยืนมากขึ้น เช่น การประเมินผลลัพธ์เชิงพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมกิจกรรม การสนับสนุนงบประมาณต่อเนื่อง และการส่งเสริมการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างทางการศึกษา

ดังนั้น การผสานความเคารพในพระมหากรุณาธิคุณควบคู่กับการดำเนินกิจกรรมเพื่อประโยชน์เชิงรูปธรรมต่อประชาชน จึงเป็นแนวทางที่ควรดำเนินต่อไปอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ TK Park, รายงานประจำปี 2566
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สงกรานต์เชียงราย 2025 มรดกโลก จัดเต็มทั้งเดือน

เชียงรายจัดใหญ่ “สงกรานต์ ปี๋ใหม่เมือง 2568” ดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลก หลังยูเนสโกขึ้นทะเบียนมรดกโลก

ททท. เดินหน้ายกระดับ “สงกรานต์” สู่ Soft Power สากล

เชียงราย,วันที่ 1 เมษายน 2568-การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าสนองนโยบายรัฐบาล ในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ภายใต้แคมเปญ “Amazing Thailand Grand Tourism & Sports Year 2025” โดยในช่วงเดือนเมษายน 2568 ซึ่งตรงกับเทศกาลสงกรานต์ หรือ “ปี๋ใหม่เมือง” ของภาคเหนือ ททท. ได้ผนึกกำลังกับภาครัฐและเอกชน จัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงราย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมสู่สายตานานาชาติ

ยูเนสโกยกย่อง ‘สงกรานต์ไทย’ มรดกโลกวัฒนธรรม

การจัดงานในปีนี้มีความพิเศษยิ่งขึ้น หลังจากที่องค์การยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ในประเทศไทย” เป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ เมื่อเดือนธันวาคม 2566 ซึ่งนับเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลและ ททท. เร่งพัฒนาเทศกาลนี้สู่ระดับสากล โดยใช้ Soft Power ด้านวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการดึงดูดนักท่องเที่ยว

กิจกรรมหลากหลายทั่วจังหวัด สะท้อนอัตลักษณ์ล้านนา

นายวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงรายได้จัดกิจกรรมมากมายตลอดเดือนเมษายน – พฤษภาคม เพื่อเฉลิมฉลองประเพณีสงกรานต์และขยายผลสู่เทศกาลวัฒนธรรมอื่นๆ ได้แก่:

  • สงกรานต์ตานตุง กลางเวียงเชียงราย (1–30 เม.ย. 2568) ณ วัดกลางเวียง อ.เมือง
    • สรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า
    • สรงน้ำเสาสะดือเมือง
    • ปักตุงทราย 12 นักษัตร
    • ทำบุญไหว้พระ สักการะเสาหลักเมือง
  • ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง (12–16 เม.ย.) ณ ถนนคนม่วน เทศบาลนครเชียงราย
  • สงกรานต์ถนนสันโค้งคนเล่นน้ำ ณ ถนนสันโค้งน้อย
  • Chiangrai Songkran Festival 2025 (13–15 และ 19 เม.ย.) ณ ลานกาสะลอง เซ็นทรัลพลาซ่า เชียงราย
  • มหาสงกรานต์อำเภอเชียงของ (13 เม.ย.) ณ ลานข่วงวัฒนธรรมเมืองเชียงของ
  • สงกรานต์เมืองเชียงแสน (12, 16–18 เม.ย.) ณ หน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน
  • ปี๋ใหม่เมืองตำบลโฮงจ้าง (19–20 เม.ย.) ณ บ้านโป่งศรีนคร อ.ป่าแดด
  • PANGKHON-ROMYEN TO DOICHANG TRAIL (3–4 พ.ค.) ณ บ้านปางขอน
  • เดือน 8 เช้า เดือน 9 ออก (23–29 พ.ค.) ณ วัดกลางเวียง

ความพร้อมรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ททท. ระบุว่า การจัดกิจกรรมเช่นนี้ นอกจากจะเป็นการสืบสานประเพณีไทย ยังเป็นการแสดงศักยภาพของจังหวัดเชียงราย ในการรองรับนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศ โดยมีการประเมินว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติหลั่งไหลเข้าร่วมกิจกรรมสงกรานต์ในเชียงรายไม่น้อยกว่า 60,000 คน ตลอดเดือนเมษายน – พฤษภาคม ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการค้าท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ

เสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและเอกชน

ประชาชนในพื้นที่และผู้ประกอบการส่วนใหญ่แสดงความยินดีและสนับสนุนการจัดกิจกรรมอย่างเต็มที่ เพราะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 โดยเฉพาะในหมู่บ้านท่องเที่ยวและชุมชนเมืองเก่าที่ได้ประโยชน์จากการเดินทางของนักท่องเที่ยวโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงจากภาคประชาสังคมที่เสนอข้อห่วงใยเกี่ยวกับปริมาณขยะและมลภาวะทางเสียงจากการจัดกิจกรรม ซึ่งอาจกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชน โดยเรียกร้องให้มีแนวทางควบคุมและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม

การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนคือเป้าหมายหลัก

นายวิสูตร เน้นย้ำว่า ททท. ตระหนักถึงความสำคัญของ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism) โดยจะดำเนินกิจกรรมตามหลักความรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น และใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า

การส่งเสริม ‘ปี๋ใหม่เมือง’ เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติ

การจัดงานสงกรานต์ปี 2568 เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ที่เน้นการใช้วัฒนธรรมเป็นฐานเศรษฐกิจผ่าน “Soft Power” โดยรัฐบาลไทยมีเป้าหมายให้รายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกระจายไปยังภูมิภาค โดยเฉพาะภาคเหนือที่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมเข้มแข็ง

ข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย

จากรายงานของสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย ปี 2566 ระบุว่า:

  • เชียงรายมีนักท่องเที่ยวรวม 2.9 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ร้อยละ 28
  • รายได้รวมจากการท่องเที่ยวประมาณ 13,200 ล้านบาท
  • นักท่องเที่ยวต่างชาติคิดเป็นร้อยละ 17 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด
  • อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมอยู่ที่ร้อยละ 52 ตลอดปี
  • งานเทศกาลสงกรานต์มีนักท่องเที่ยวเฉพาะเดือนเมษายนกว่า 58,000 คน

สรุปมุมมองเชิงนโยบายแบบเป็นกลาง

จากมุมมองของผู้สนับสนุน กิจกรรม “ปี๋ใหม่เมืองเชียงราย” เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับวัฒนธรรมไทยสู่ระดับนานาชาติ โดยสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น

ในขณะที่อีกมุมมองหนึ่งของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและชุมชนเมืองเก่า เห็นว่าการจัดกิจกรรมในบางจุดอาจต้องพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อให้การส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่กลายเป็นภาระของชุมชน

ดังนั้น ความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น จึงเป็นหัวใจของการจัดงานสงกรานต์ในยุคใหม่ ที่ต้องใส่ใจทั้งภาพลักษณ์และความยั่งยืนอย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย, รายงานประจำปี 2566
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
  • UNESCO, Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity (2023)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

ปภ.รายงานผลกระทบแผ่นดินไหว เร่งช่วยเหลือทั่วประเทศ

ปภ. รายงานความคืบหน้าสถานการณ์แผ่นดินไหวและการให้ความช่วยเหลือประชาชน ย้ำทุกหน่วยงานร่วมเป็นกลไกการทำงานภายใต้ บกปภ.ช. เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนในทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ประเทศไทย, 29 มีนาคม 2568 – กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานความคืบหน้าสถานการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยมีศูนย์กลางที่ประเทศเมียนมา ขนาด 8.2 แมกนิจูด ลึก 10 กิโลเมตร ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ประชาชนใน 57 จังหวัดสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้ และเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายครั้ง

สรุปสถานการณ์และพื้นที่ได้รับผลกระทบ

นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า แผ่นดินไหวดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย ผู้บาดเจ็บ 9 ราย และผู้สูญหาย 101 ราย โดยในปัจจุบันได้มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในจังหวัดปทุมธานี แพร่ และกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

ในส่วนของอาคารและสิ่งปลูกสร้างได้รับความเสียหายในหลายพื้นที่ เช่น

  • เชียงใหม่: อาคารคอนโดมิเนียม ศุภาลัย มอนเต้ 1 และ 2 และดวงตะวันคอนโดมิเนียมได้รับความเสียหายอย่างหนัก วัดสันทรายต้นกอกและวัดน้ำล้อมเกิดรอยร้าวในโครงสร้างเจดีย์และวิหาร
  • เชียงราย: หลังคาอาคารวัฒนธรรมวัดท่าข้ามศรีดอนชัยพังถล่ม และมีเหตุคานถล่มในจุดก่อสร้างทางรถไฟที่อำเภอป่าแดด
  • กรุงเทพมหานคร: อาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในเขตจตุจักรถล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายหลายราย
  • ลำพูน: ซุ้มประตูวัดพาณิชน์สิทธิการามและหอระฆังวัดดอนตองได้รับความเสียหาย รวมถึงบ้านเรือนประชาชนในหลายพื้นที่

การให้ความช่วยเหลือและมาตรการเร่งด่วน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน โดยมีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่ออำนวยการในการค้นหาและช่วยเหลือผู้สูญหาย รวมถึงให้การเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านที่อยู่อาศัย

นอกจากนี้ ปภ. ได้ส่งทีมค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง (USAR) พร้อมอุปกรณ์ค้นหาสัญญาณชีพเข้าพื้นที่กรุงเทพมหานคร และร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นในการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ความคิดเห็นจากฝ่ายต่าง ๆ

ฝ่ายรัฐบาลและภาคประชาชนได้แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ดังกล่าวอย่างหลากหลาย

  • ฝ่ายสนับสนุน: เห็นว่าการตอบสนองของหน่วยงานภาครัฐเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ มีการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างทันท่วงที
  • ฝ่ายกังวล: มีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาคารเก่าและโครงสร้างพื้นฐานที่อาจไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดก่อนเกิดเหตุ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบและซ่อมแซมอาคารที่ได้รับความเสียหายโดยเร็ว

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า แผ่นดินไหวที่มีขนาด 8.2 แมกนิจูดครั้งนี้ ถือเป็นแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงสูงสุดในรอบ 100 ปีของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • มีรายงานอาฟเตอร์ช็อกมากกว่า 56 ครั้งในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังแผ่นดินไหว
  • กรุงเทพมหานครได้รับแรงสั่นสะเทือนถึงระดับ 4 ตามมาตราริกเตอร์ ทำให้เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรงในหลายอาคารสูง

ประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสายด่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โทร. 1784 หรือแจ้งผ่านไลน์ไอดี @1784DDPM ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • สำนักข่าวรอยเตอร์
  • สำนักข่าวบลูมเบิร์ก
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ผู้ว่าฯ เชียงรายให้กำลังใจ เยาวชน TO BE NUMBER ONE IDOL

ผู้ว่าฯ เชียงราย กล่าวอวยพรและมอบของที่ระลึกแก่ตัวแทนเยาวชน TO BE NUMBER ONE IDOL ระดับประเทศ

เชียงราย,26 มีนาคม 2568นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวอวยพรและมอบของที่ระลึกให้แก่ ตัวแทนเยาวชนจังหวัดเชียงราย ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมการแข่งขัน TO BE NUMBER ONE IDOL ระดับประเทศ รุ่นที่ 15 ประจำปี 2568ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีผู้บริหารและคณะครูจากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ พร้อมด้วยผู้แทนจากโครงการ TO BE NUMBER ONE จังหวัดเชียงรายเข้าร่วมในพิธี

เยาวชนต้นแบบเก่งและดี ตัวแทนจากเชียงราย

ในปีนี้ จังหวัดเชียงรายส่งตัวแทนเยาวชนที่มีความสามารถโดดเด่นเข้าร่วมแข่งขันในระดับประเทศ ได้แก่ นายกวิรัช เรือนคำจันทร์ (น้องต้าร์) และ นางสาวนาตาลี เชลโฟ (น้องนาตาลี) นักเรียนจากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็น เยาวชนต้นแบบเก่งและดี TO BE NUMBER ONE IDOL ผ่านเข้าสู่รอบ 40 คนสุดท้าย ของการประกวดในระดับประเทศ

การเดินทางเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันและเก็บตัวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มีนาคม 2568 – 4 พฤษภาคม 2568 โดยเยาวชนทั้งสองคนจะได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพในด้านต่าง ๆ และร่วมทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อแสดงความสามารถในเวทีระดับประเทศ

คำกล่าวอวยพรจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวอวยพรแก่เยาวชนทั้งสองคนว่า

“ขอแสดงความยินดีและชื่นชมในความมุ่งมั่นตั้งใจของเยาวชนที่ได้ผ่านการคัดเลือกมาเป็นตัวแทนของจังหวัดเชียงราย การที่เยาวชนสามารถก้าวสู่เวทีระดับประเทศได้นั้น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพยายามอย่างแท้จริง ขอให้ทั้งสองคนใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งนำชื่อเสียงและความภาคภูมิใจกลับมาสู่จังหวัดเชียงราย”

การสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การส่งเสริมและสนับสนุนเยาวชนในโครงการ TO BE NUMBER ONE IDOL ครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน รวมถึง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ และ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 36 ที่ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้เยาวชนสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ในเวทีระดับประเทศ

นางสุวาภรณ์ จิตต์พลีชีพ ผู้ช่วยเลขานุการโครงการ TO BE NUMBER ONE จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า

“การที่เยาวชนของเราสามารถเข้าร่วมในเวทีระดับประเทศได้นั้น เป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถและศักยภาพของเยาวชนในจังหวัดเชียงราย เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและผลักดันให้พวกเขาประสบความสำเร็จ”

ความคิดเห็นจากทั้งสองฝ่าย

  • ฝ่ายสนับสนุน: หลายฝ่ายเห็นว่าการเข้าร่วมการแข่งขันในเวทีระดับประเทศเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะและความมั่นใจในการแสดงออก อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนในจังหวัดเชียงรายให้หันมาพัฒนาตนเองอย่างสร้างสรรค์
  • ฝ่ายกังวล: อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายยังคงมีข้อกังวลเกี่ยวกับความกดดันที่เยาวชนอาจต้องเผชิญในการแข่งขันระดับประเทศ รวมถึงการรักษาสมดุลระหว่างการเรียนและการทำกิจกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องมีการดูแลและสนับสนุนอย่างใกล้ชิด

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

  • จำนวนนักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขัน TO BE NUMBER ONE IDOL ระดับประเทศในปี 2568: กว่า 1,000 คน (ที่มา: โครงการ TO BE NUMBER ONE)
  • จังหวัดเชียงรายเคยมีเยาวชนได้รับรางวัลในโครงการ TO BE NUMBER ONE IDOL ระดับประเทศในปี 2567: 2 คน (ที่มา: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย)
  • อัตราการมีส่วนร่วมของเยาวชนในโครงการ TO BE NUMBER ONE ในจังหวัดเชียงราย: 85% ของโรงเรียนมัธยมทั้งหมด (ที่มา: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 36)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายรับมือ PM2.5 คุมเผา-แล้งเข้ม สั่งปิดป่าบางพื้นที่

เชียงรายประชุมคณะกรรมการป้องกันภัย ยกระดับมาตรการรับมือฝุ่น PM 2.5 และภัยแล้ง เตรียมการเชิงรุกปกป้องสุขภาพประชาชน

เชียงราย, 25 มีนาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายจัดประชุมคณะกรรมการกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ครั้งที่ 1/2568 เพื่อยกระดับมาตรการรับมือสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และภัยแล้งที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

มาตรการป้องกันและเฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 แบบเข้มข้น

การประชุมได้เน้นย้ำแผนการป้องกันไฟป่าและฝุ่นละออง โดยมีมาตรการเพิ่มความถี่ในการลาดตระเวนพื้นที่เสี่ยง จัดชุดเฝ้าระวัง และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเผาในที่โล่ง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร หรือชุมชนเมือง รวมถึงการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ เช่น โรงงาน เตาเผาถ่าน และเตาเผาขยะ พร้อมตั้งจุดตรวจวัดมลพิษจากยานพาหนะในจุดเสี่ยงสำคัญ

ดูแลสุขภาพประชาชนกลุ่มเสี่ยง – แจกหน้ากาก N95 ครอบคลุม

ในด้านสุขภาพประชาชน จังหวัดได้ดำเนินมาตรการแจกจ่ายหน้ากากอนามัย N95 และยาขยายหลอดลมให้กลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ และเด็กในสถานศึกษา พร้อมทั้งจัดบริการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และจัดระบบส่งยาถึงบ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการเดินทาง

หากค่าฝุ่น PM 2.5 เกินระดับ 75.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อเนื่อง 2 วัน จะมีการพิจารณาปรับรูปแบบการเรียนการสอน หรือปิดสถานศึกษาชั่วคราว พร้อมสนับสนุนให้ประชาชนปฏิบัติงานที่บ้าน (Work from Home) และลดกิจกรรมกลางแจ้งในพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ ยังมีการจัดทีมแพทย์ 3 หมอ และ อสม. เคลื่อนที่เร็ว ออกตรวจเยี่ยมบ้านประชาชน พร้อมแจกหน้ากากและมุ้งสู้ฝุ่นให้ครอบคลุม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยติดเตียง

การประชาสัมพันธ์สถานการณ์ฝุ่นและภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง

หน่วยงานด้านประชาสัมพันธ์จังหวัด ได้รับมอบหมายให้เร่งกระจายข่าวสารผ่านทุกช่องทาง โดยเฉพาะหอกระจายข่าวในหมู่บ้าน เพื่อแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 และแนวทางการปฏิบัติตัวให้ปลอดภัย พร้อมรณรงค์สร้างความเข้าใจเรื่องผลกระทบจากการเผาในที่โล่งที่ยังเป็นปัจจัยสำคัญของปัญหาฝุ่นในภาคเหนือ

ปิดป่า คุมเข้มบุคคลเข้าออก พร้อมวิจัยทางเลือกการเกษตร

เพื่อควบคุมการเผาในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จังหวัดมีนโยบาย “ปิดป่า” ชั่วคราว ยกเว้นแหล่งท่องเที่ยว โดยพื้นที่ป่าสงวนจะมีการควบคุมบุคคลเข้าออกอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันมีการประสานมหาวิทยาลัยในพื้นที่เพื่อคิดค้นสารอินทรีย์ย่อยสลายเศษวัสดุทางการเกษตร ใช้แทนการเผาในพื้นที่สูง

ด้านการส่งเสริมอาชีพเกษตรกร มีการผลักดันให้เปลี่ยนจากพืชเชิงเดี่ยวเป็นการทำเกษตรผสมผสานหรือเกษตรมูลค่าสูง เพื่อลดการเผาเศษพืชที่ก่อฝุ่นอย่างยั่งยืน

รับมือภัยแล้ง – จัดการน้ำ บูรณาการข้อมูลภาคเกษตร

โครงการชลประทานเชียงรายและการประปาส่วนภูมิภาค ได้รับมอบหมายให้ติดตามระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างใกล้ชิด หากพบว่าน้ำมีแนวโน้มต่ำกว่า 50% ต้องแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าและจัดแผนสำรองน้ำให้เพียงพอ

สำนักงานเกษตรจังหวัดร่วมสำรวจพื้นที่เพาะปลูก แยกตามการใช้น้ำฝนและน้ำชลประทาน เพื่อใช้ในการวางแผนส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อย พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรหลีกเลี่ยงการปลูกข้าวนาปรังในฤดูแล้ง

สำหรับแหล่งน้ำที่ตื้นเขิน มีการเตรียมแผนขุดลอกเร่งด่วน ได้แก่

  • หนองฮ่าง ตำบลทานตะวัน
  • อ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว อำเภอพาน
  • ท้ายอ่างเก็บน้ำแม่ฉางข้าว อำเภอเวียงป่าเป้า

สร้างแรงจูงใจชุมชนต้นแบบ – ให้รางวัลหมู่บ้านไร้หมอกควัน

เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ปัญหาหมอกควัน ผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอแนวทาง “หมู่บ้านต้นแบบไร้หมอกควัน” โดยให้รางวัลกับหมู่บ้านที่สามารถจัดการปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ได้สำเร็จ สร้างแรงจูงใจและต้นแบบให้กับชุมชนอื่นในพื้นที่

ความร่วมมือภาครัฐและเอกชน – เส้นทางสู่การจัดการภัยพิบัติอย่างยั่งยืน

นอกจากการประสานภายในจังหวัด เชียงรายยังดำเนินการเชื่อมโยงกับภาคเอกชนและหน่วยงานระดับประเทศ เพื่อร่วมกันสนับสนุนการเพาะปลูก การจัดหาแหล่งน้ำสำรอง และส่งเสริมเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการเตรียมความพร้อมระยะยาวในการบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ความคิดเห็นจากสองฝ่าย

ฝ่ายสนับสนุนมาตรการ
มองว่าการยกระดับมาตรการของจังหวัดเชียงรายในครั้งนี้ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่สาธารณสุข เกษตร ไปจนถึงงานชลประทาน ซึ่งเป็นพื้นฐานของการจัดการวิกฤติอย่างรอบด้าน การแจกจ่ายหน้ากากและบริการแพทย์ทางไกลยังแสดงให้เห็นถึงการคำนึงถึงคุณภาพชีวิตประชาชนเป็นหลัก

ฝ่ายที่ตั้งข้อสังเกต
ชี้ว่ามาตรการเหล่านี้ แม้จะมีความรัดกุม แต่หากขาดการบังคับใช้อย่างจริงจังโดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลหรือเขตภูเขา จะไม่สามารถลดปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องงบประมาณสนับสนุนที่อาจไม่เพียงพอต่อการดำเนินการอย่างครอบคลุมทุกกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียงในชนบท

สถิติที่เกี่ยวข้อง (อัปเดต 25 มีนาคม 2568)

  • ค่าฝุ่น PM 2.5 เฉลี่ยรายวัน (พื้นที่เมืองเชียงราย): 78–92 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำค่ามาตรฐาน PM 2.5: ไม่เกิน 15 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร
  • พื้นที่ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงไฟป่าและฝุ่นละออง: อำเภอแม่สรวย, เวียงป่าเป้า, แม่ฟ้าหลวง
  • จำนวนอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในระดับน้ำต่ำกว่า 50%: 3 แห่ง (ข้อมูลจากโครงการชลประทานเชียงราย)
  • จำนวนหมู่บ้านเป้าหมายในการแจกมุ้งสู้ฝุ่นและหน้ากาก N95: 67 หมู่บ้าน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • ศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่า จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศกรมควบคุมมลพิษ
  • รายงานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 1/2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เร่งฟื้นฟูสะพานแม่สาย ไทย-เมียนมาขุดลอก รับมือน้ำท่วม

กรมทางหลวงเร่งบูรณะสะพานมิตรภาพแม่สาย หนุนเศรษฐกิจและความมั่นคงชายแดน

เชียงรายเดินหน้าฟื้นฟูหลังน้ำท่วมใหญ่ ปี 2567

เชียงราย, 23 มีนาคม 2568 – หลังเหตุการณ์อุทกภัยรุนแรงเมื่อเดือนกันยายน 2567 ที่สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา โดยเฉพาะสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย กรมทางหลวงโดยแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 ได้เร่งดำเนินการฟื้นฟูและซ่อมแซมอย่างต่อเนื่อง

นายอลงกรณ์ กัวตระกูล ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 เปิดเผยว่า ขณะนี้การดำเนินงานมีความคืบหน้าอย่างมาก โดยแบ่งภารกิจหลักออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ดังนี้

ซ่อมแซมทางหลวงที่เสียหายจากอุทกภัย

กรมทางหลวงได้ดำเนินการบูรณะถนนที่ได้รับผลกระทบจำนวน 28 แห่ง โดยซ่อมแซมเสร็จสิ้นแล้ว 25 แห่ง คงเหลืออีก 3 แห่งที่อยู่ระหว่างดำเนินการ การฟื้นฟูดังกล่าวช่วยให้ประชาชนสามารถสัญจรได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

จัดระเบียบพื้นที่บริเวณด่านชายแดนแม่สาย

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญ คือ การรื้อถอนร้านค้าและสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำแนวเขตบริเวณด่านพรมแดนแม่สาย โดยดำเนินการเสร็จเรียบร้อยตามมติศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อุทกภัย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเปิดพื้นที่ให้กับการพัฒนาระบบคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานใหม่

เสริมกำลังโครงสร้างสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา

กรมทางหลวงได้ดำเนินโครงการเสริมความแข็งแรงของสะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 ด้วยงบประมาณ 15 ล้านบาท เริ่มสัญญาตั้งแต่มีนาคม 2568 และจะแล้วเสร็จภายในตุลาคม 2568 รวมระยะเวลาดำเนินงาน 210 วัน เพื่อยกระดับความปลอดภัยและรองรับการจราจรในอนาคต

ผลกระทบและการปรับตัวของประชาชนในพื้นที่

พ่อค้าแม่ค้าในตลาดดอยเวาบางส่วน ระบุว่า แม้ร้านค้าจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงเพราะตั้งอยู่บนที่สูง แต่บ้านพักในชุมชนเหมืองแดงซึ่งเป็นที่ลุ่มกลับได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะดินโคลนที่ไหลเข้าบ้านจำนวนมาก จำเป็นต้องใช้แรงงานในการล้างทำความสะอาดซึ่งมีค่าใช้จ่ายวันละ 400–1,000 บาทต่อคน

แม้จะได้รับเงินเยียวยาเบื้องต้นครอบครัวละ 9,000 บาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย จนล่าสุดรัฐบาลได้อนุมัติเงินค่าล้างโคลนครอบครัวละ 10,000 บาทเพิ่มเติม

รัฐบาลเร่งอนุมัติงบฟื้นฟูคุณภาพชีวิต

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.เชียงราย รายงานว่า จังหวัดได้อนุมัติจัดสรรงบประมาณทดรองราชการจำนวน 292,143,249 บาท แบ่งเป็น อ.แม่สาย 134,776,273 บาท และ อ.เมืองเชียงราย 157,370,976 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนในด้านการดำรงชีพและค่าล้างทำความสะอาดดินโคลน

ไทย-เมียนมา ร่วมขุดลอกแม่น้ำสาย ป้องกันน้ำท่วมซ้ำ

ทั้งสองประเทศเร่งจัดการพื้นที่ริมแม่น้ำสาย โดยดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำและขุดลอกแม่น้ำเพื่อทำแนวพนังกันน้ำ หนึ่งใน 45 จุดที่ต้องรื้อถอนในฝั่งไทยคือบริเวณวัดเกาะทราย ขณะเดียวกันฝั่งเมียนมาก็ได้เร่งเสริมแนวกั้นดินและสร้างกำแพงป้องกันน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง

ความเห็นของนักวิชาการต่อสถานการณ์แม่น้ำสาย

นายธนพล พิมาน หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านบริหารจัดการน้ำ จากสถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม ประจำเอเชีย ให้ความเห็นว่า การเกิดน้ำท่วมโคลนในแม่สายเมื่อปี 2567 ส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทำเหมืองต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งทำให้ตะกอนในน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หากไม่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ปี 2568 อาจเกิดโคลนถล่มอีกครั้ง เพราะต้นน้ำเสื่อมโทรมและยังไม่มีหน่วยงานใดลงพื้นที่ตรวจสอบผลกระทบโดยตรง

ความท้าทายของการพัฒนาระหว่างประเทศ

การดำเนินโครงการฟื้นฟูและป้องกันน้ำท่วมระหว่างไทย-เมียนมา ต้องอาศัยความร่วมมือและการตกลงร่วมกันในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ โดยเฉพาะการขุดลอกแม่น้ำสายซึ่งต้องมีการรื้อถอนสิ่งกีดขวางในทุกจุดที่ระบุไว้ หากสามารถดำเนินการแล้วเสร็จทันปลายเดือนมีนาคมหรืออย่างช้าต้นเดือนเมษายน จะช่วยลดความเสี่ยงก่อนฤดูฝนมาถึง

สถิติและแหล่งอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนจุดที่ต้องรื้อถอนฝั่งไทย: 45 จุด (ข้อมูลจากแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1)
  • งบประมาณซ่อมสะพาน: 15 ล้านบาท (กรมทางหลวง)
  • งบประมาณช่วยเหลือประชาชน: 292.14 ล้านบาท (สำนักงาน ปภ.จังหวัดเชียงราย)
  • ความเสียหายเบื้องต้นจากน้ำท่วม: บ้านเรือนกว่า 100 หลัง, ร้านค้าหลายสิบแห่ง (สำรวจโดยอำเภอแม่สาย)
  • ข้อมูลนักวิชาการจากสถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม: ผลกระทบจากเหมืองต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา

ความคิดเห็นอย่างเป็นกลาง

ฝ่ายไทยมุ่งเน้นการพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่เพื่อความปลอดภัยและเศรษฐกิจ ขณะที่ฝ่ายเมียนมาเน้นการจัดการระบบป้องกันตลิ่งและรุกขุดลอกแม่น้ำตามแผนป้องกันของตน ทั้งสองฝ่ายต่างมีบทบาทสำคัญในการจัดการน้ำและความร่วมมือข้ามพรมแดน ซึ่งหากประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยป้องกันภัยพิบัติในอนาคตและสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมทางหลวงโดยแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

ผลตรวจ ‘แม่น้ำกก’ อ.แม่อาย เบื้องต้นอยู่ในเกณฑ์ดี

ผลตรวจคุณภาพน้ำเบื้องต้นแม่น้ำกกเผยอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ต้องรอผลวิเคราะห์สารปนเปื้อนจากเหมืองทอง

เชียงใหม่, 20 มีนาคม 2568 – เจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ร่วมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่สำรวจและเก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำกก บริเวณตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำ หลังจากที่ชาวบ้านในพื้นที่ร้องเรียนถึงความผิดปกติของแม่น้ำกกที่มีสีขุ่นข้นและเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นในภาคสนามพบว่าคุณภาพน้ำยังอยู่ในเกณฑ์ดีตามมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดิน แต่ยังต้องรอผลการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำในห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันว่ามีการปนเปื้อนจากสารเคมีหรือโลหะหนักที่อาจเกี่ยวข้องกับการทำเหมืองทองในเขตต้นน้ำหรือไม่

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประชาชนในชุมชนท้องถิ่น รวมถึงผู้นำชุมชน ได้เรียกร้องให้หน่วยงานราชการเข้ามาตรวจสอบ เนื่องจากแม่น้ำกก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ไหลมาจากเขตรัฐฉาน ประเทศเมียนมา เข้าสู่เขตอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ มีลักษณะขุ่นมัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 โดยชาวบ้านเริ่มมีความกังวลถึงความปลอดภัยในการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค รวมถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศและการท่องเที่ยวในพื้นที่

การตรวจสอบคุณภาพน้ำและผลเบื้องต้น

เจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำจาก 3 จุดหลัก ได้แก่

  1. จุดที่ 1: บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา ฐานริมกก หมู่ที่ 3 ตำบลท่าตอน
  2. จุดที่ 2: สะพานมิตรภาพแม่นาวาง-ท่าตอน เชื่อมระหว่างหมู่ 5 ตำบลท่าตอน และหมู่ 14 หย่อมบ้านป๊อกป่ายาง ตำบลแม่นาวาง
  3. จุดที่ 3: บริเวณหมู่ 12 บ้านผาใต้ ตำบลท่าตอน

การตรวจสอบในภาคสนามมุ่งเน้นไปที่พารามิเตอร์พื้นฐานตามมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งรวมถึงค่าออกซิเจนละลายน้ำ (Dissolved Oxygen: DO) และค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ผลการตรวจพบว่า

  • ค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO): อยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนถึงความสามารถในการรองรับสิ่งมีชีวิตในน้ำที่ยังอยู่ในระดับปกติ
  • ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH): อยู่ในช่วง 7-9 ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมตามมาตรฐาน และไม่พบความเป็นกรดหรือด่างที่อาจส่งผลกระทบต่อการสัมผัสหรือการใช้งาน
  • ค่าการนำไฟฟ้า (Electrical Conductivity): ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างจุดตรวจทั้ง 3 แห่ง ซึ่งบ่งชี้ว่าในเบื้องต้นยังไม่มีจุดใดที่มีการปนเปื้อนในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่า การตรวจสอบในภาคสนามเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสรุปได้ว่าน้ำในแม่น้ำกกมีการปนเปื้อนจากสารเคมีหรือโลหะหนักหรือไม่ เนื่องจากลักษณะทางกายภาพที่พบ เช่น ความขุ่นของน้ำ อาจเกิดจากตะกอนธรรมชาติหรือสารปนเปื้อนจากกิจกรรมมนุษย์ เช่น การทำเหมืองทองในเขตต้นน้ำ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ตัวอย่างน้ำที่เก็บจากทั้ง 3 จุดได้ถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการของกรมควบคุมมลพิษ เพื่อวิเคราะห์หาสารปนเปื้อนเพิ่มเติม โดยเฉพาะโลหะหนัก เช่น ปรอท (Mercury) และสารไซยาไนด์ (Cyanide) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของการทำเหมืองทอง

ความกังวลของชุมชนและบริบทของปัญหา

นางธีระพันธุ์ กันธิยาใจ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านร่มไท หมู่ที่ 14 ตำบลท่าตอน เปิดเผยว่า ชาวบ้านในพื้นที่มีความตื่นตระหนกตั้งแต่สังเกตเห็นสีของน้ำในแม่น้ำกกเปลี่ยนไปเป็นสีขุ่น ซึ่งในช่วงแรกเชื่อว่าเป็นผลจากน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2567 ที่พัดพาตะกอนดินโคลนลงมา อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไปหลายเดือน สภาพน้ำยังไม่กลับมาใสเหมือนเดิม ทำให้เกิดความสงสัยว่าอาจมีสาเหตุอื่น โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานว่าที่บ้านฮุง เขตปกครองพิเศษที่ 2 สหรัฐว้า รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 36 กิโลเมตร มีการอนุญาตให้กลุ่มทุนจีนดำเนินการทำเหมืองแร่ โดยเฉพาะเหมืองทองคำมากกว่า 23 บริษัท

“เดิมทีชาวบ้านใช้แม่น้ำกกเพื่อการอุปโภคบริโภค อาบน้ำ ล้างจาน หรือแม้แต่จับปลามากิน แต่ตอนนี้ไม่มีใครกล้าใช้น้ำจากแม่น้ำแล้ว เพราะกลัวว่ามีสารเคมีปนเปื้อน” นางธีระพันธุ์กล่าว พร้อมระบุว่าปลาในแม่น้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านที่พึ่งพาแหล่งน้ำแห่งนี้

ด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากแม่น้ำกกเป็นหนึ่งในจุดเด่นของตำบลท่าตอนที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมธรรมชาติและล่องเรือ แต่เมื่อน้ำเปลี่ยนสีและมีข่าวลือถึงมลพิษ ทำให้ชาวบ้านเกรงว่านักท่องเที่ยวจะลดลง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

การดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 นางสลีลญา คำภาแก้ว นายอำเภอแม่อาย ได้มอบหมายให้ปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่, สำนักงานสาธารณสุขอำเภอแม่อาย, กองบังคับการควบคุมทหารพราน, และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ลงพื้นที่สำรวจและเก็บตัวอย่างน้ำเพิ่มเติม โดยเจ้าหน้าที่ได้นั่งเรือจากบ้านแก่งทราย หมู่ที่ 14 ไปยังจุดรอยต่อชายแดนไทย-เมียนมา เพื่อตรวจสอบแหล่งน้ำต้นทางที่อาจได้รับผลกระทบจากเหมืองทอง

การวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำในห้องปฏิบัติการคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 15-30 วัน โดยจะเน้นตรวจหาโลหะหนัก เช่น ปรอท, สารหนู (Arsenic), และตะกั่ว (Lead) รวมถึงสารไซยาไนด์ ซึ่งเป็นสารเคมีที่มักใช้ในกระบวนการสกัดทองคำ หากพบว่ามีสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน จะมีการประสานงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นตอในเขตเมียนมา

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและการรอผลวิเคราะห์

หากผลการวิเคราะห์ยืนยันว่ามีสารปนเปื้อนจากเหมืองทองจริง อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงระบบนิเวศของแม่น้ำกก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงในที่สุด การปนเปื้อนของไซยาไนด์และโลหะหนักสามารถสะสมในสิ่งมีชีวิตในน้ำ เช่น ปลา และเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ได้ ขณะเดียวกัน ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวอาจทำให้รายได้ของชุมชนลดลงอย่างมาก

ในทางกลับกัน หากผลการตรวจไม่พบสารปนเปื้อนในระดับที่เป็นอันตราย ชาวบ้านอาจกลับมาไว้วางใจและใช้น้ำจากแม่น้ำกกได้ตามปกติ แต่ก็ยังต้องมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกิจกรรมเหมืองทองในเขตต้นน้ำยังคงดำเนินการอยู่อย่างไม่หยุดนิ่ง

สถิติที่เกี่ยวข้อง

จากข้อมูลที่ผ่านมาเกี่ยวกับผลกระทบของการทำเหมืองทองต่อแหล่งน้ำ:

  • ปี 2566: รายงานจากกรมทรัพยากรน้ำระบุว่า แหล่งน้ำผิวดินในประเทศไทยกว่า 30% ได้รับผลกระทบจากมลพิษ โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้เขตชายแดนที่มีกิจกรรมเหมืองแร่จากประเทศเพื่อนบ้าน (ที่มา: กรมทรัพยากรน้ำ)
  • ปี 2565: องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การปนเปื้อนของไซยาไนด์ในน้ำดื่มที่เกิน 0.07 มิลลิกรัมต่อลิตร สามารถก่อให้เกิดพิษเฉียบพลันต่อร่างกาย เช่น อาการคลื่นไส้และหายใจลำบาก (ที่มา: WHO Drinking Water Guidelines)
  • ปี 2567: สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่รายงานว่า ปลาในแม่น้ำกกบริเวณอำเภอแม่อายลดลง 70% จากภาวะน้ำขุ่นในช่วงน้ำท่วมใหญ่ (ที่มา: สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่)

ทัศนคติเป็นกลาง: มุมมองทั้งสองฝั่ง

จากมุมมองของชาวบ้านและผู้ที่กังวลถึงผลกระทบจากเหมืองทอง การเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำกกเป็นสัญญาณที่น่ากลัว การที่น้ำขุ่นต่อเนื่องหลายเดือนและมีรายงานการทำเหมืองในเขตต้นน้ำ ทำให้เกิดความสงสัยว่าสารเคมีอาจรั่วไหลลงสู่แม่น้ำ ซึ่งหากเป็นจริงจะเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพและวิถีชีวิต การเรียกร้องให้ตรวจสอบและแก้ไขอย่างเร่งด่วนจึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล เพื่อปกป้องชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ในทางกลับกัน การทำเหมืองทองในเขตเมียนมาถือเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นในรัฐฉาน หากไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามลพิษมาจากเหมือง การกล่าวหาอาจสร้างความตึงเครียดระหว่างประเทศโดยไม่จำเป็น ผลการตรวจในภาคสนามที่ระบุว่าน้ำยังอยู่ในเกณฑ์ดี อาจบ่งชี้ว่าความขุ่นเกิดจากตะกอนธรรมชาติมากกว่าสารเคมี ซึ่งต้องรอผลวิเคราะห์ที่แน่นอนเพื่อตัดสิน

ทั้งสองฝั่งมีเหตุผลที่น่าเห็นใจ การรอผลการตรวจอย่างละเอียดจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นกลางและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม โดยไม่รีบด่วนตัดสินจากอารมณ์หรือข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์

การติดตามผลการวิเคราะห์ในครั้งนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา และสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนในพื้นที่ต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมควบคุมมลพิษ
  • สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่)
  • อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่
  • องค์การอนามัยโลก (WHO)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

ไทยร่วง ความสุขโลกอันดับ 49 ฟินแลนด์แชมป์ 8 ปีซ้อน

ฟินแลนด์ครองแชมป์ประเทศมีความสุขที่สุดในโลก ไทยรั้งอันดับ 49 ในดัชนีความสุขโลก 2568

ประเทศไทย, 20 มีนาคม 2568 – รายงานดัชนีความสุขโลก (World Happiness Report) ประจำปี 2568 ซึ่งเผยแพร่ในวันที่ 20 มีนาคม เนื่องในวันความสุขสากลขององค์การสหประชาชาติ (United Nations International Day of Happiness) ระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 49 ซึ่งแม้จะเป็นการขยับขึ้นจากอันดับ 54 ของปีก่อนหน้า แต่ยังคงตามหลังประเทศในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ (อันดับ 34) และเวียดนาม (อันดับ 46) ทำให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตโดยรวมของประชากรไทย

ขณะที่ ฟินแลนด์ ยังคงรักษาตำแหน่ง ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน ตามมาด้วย เดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ สวีเดน และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศในกลุ่มนอร์ดิกที่ขึ้นชื่อด้านรัฐสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดีเยี่ยม ส่วนประเทศที่ติด 10 อันดับแรกที่น่าสนใจ ได้แก่ คอสตาริกา (อันดับ 6) และเม็กซิโก (อันดับ 10) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเทศจากละตินอเมริกาสามารถติดอันดับต้น ๆ ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่าง สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร กลับมีคะแนนความสุขลดลง โดยสหรัฐฯ ตกลงมาอยู่ที่อันดับ 24 ซึ่งเป็นอันดับต่ำสุดเท่าที่เคยมีมา ขณะที่สหราชอาณาจักรอยู่ที่ อันดับ 23 โดยแนวโน้มที่ลดลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสังคมและความเชื่อมั่นที่ลดลงของประชาชนในประเทศเหล่านี้

การจัดอันดับดัชนีความสุขโลก และปัจจัยที่ใช้ประเมิน

รายงานนี้จัดทำโดยความร่วมมือระหว่าง Gallup, Oxford Wellbeing Research Centre, เครือข่ายการแก้ปัญหาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Solutions Network – SDSN) และคณะบรรณาธิการ World Happiness Report โดยอ้างอิงข้อมูลจากแบบสำรวจ Gallup World Poll ซึ่งเก็บข้อมูลจากประชาชนในกว่า 140 ประเทศทั่วโลก และใช้หลักเกณฑ์ 6 ประการเป็นตัวชี้วัด ได้แก่

  1. ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (GDP per capita)
  2. การสนับสนุนทางสังคม (Social support)
  3. อายุขัยที่แข็งแรง (Healthy life expectancy)
  4. เสรีภาพในการใช้ชีวิต (Freedom to make life choices)
  5. ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (Generosity)
  6. การรับรู้ถึงการทุจริต (Perceptions of corruption)

ข้อมูลที่ได้จะถูกนำมาคำนวณเป็นคะแนนเฉลี่ยของแต่ละประเทศในช่วง ปี 2565 – 2567 และนำมาจัดอันดับ

ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลง

ในการจัดอันดับครั้งนี้ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด ได้แก่ สิงคโปร์ (อันดับ 34) เวียดนาม (อันดับ 46) และไทย (อันดับ 49) โดยเวียดนามมีพัฒนาการที่โดดเด่นโดยขยับขึ้นมาหลายอันดับจากปีที่ผ่านมา ขณะที่ไทยยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลต่อคะแนนความสุขของประชากร

ในขณะที่ประเทศไทยมีคะแนนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า แต่ยังคงเผชิญกับ ความท้าทายสำคัญ เช่น ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ปัญหาคอร์รัปชัน และระบบสวัสดิการสังคมที่ยังมีข้อจำกัด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความสุขของประชาชนโดยรวม

บทเรียนจากประเทศนอร์ดิก และแนวทางปรับปรุงคุณภาพชีวิตในไทย

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ฟินแลนด์และประเทศในกลุ่มนอร์ดิก สามารถรักษาระดับความสุขสูงได้อย่างต่อเนื่องคือ ระบบรัฐสวัสดิการที่มีคุณภาพสูง ซึ่งรวมถึง ระบบการศึกษา การดูแลสุขภาพ และการสนับสนุนทางสังคม ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มประชากร ทำให้ประชาชนมี ความเชื่อมั่นในระบบของประเทศ และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว

อิลานา รอน-เลวีย์ กรรมการผู้จัดการของ Gallup กล่าวว่าประเทศเหล่านี้มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมต่ำ มีระบบดูแลสุขภาพและการศึกษาที่เข้าถึงได้ง่าย และมีสภาพแวดล้อมทางสังคมที่สนับสนุนให้ประชาชนมีปฏิสัมพันธ์และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตโดยรวม

สำหรับประเทศไทย แนวทางในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเพิ่มระดับความสุขของประเทศ อาจต้องให้ความสำคัญกับ การลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การปรับปรุงระบบสวัสดิการ การสร้างความเชื่อมั่นในรัฐบาล และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น

มุมมองของผู้เชี่ยวชาญ และแนวโน้มในอนาคต

จอห์น เฮลลิเวลล์ หนึ่งในบรรณาธิการผู้ก่อตั้งรายงานความสุขโลก ให้ความเห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศหนึ่งมีความสุข ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความมั่งคั่งเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นในเพื่อนมนุษย์ และระดับความไว้เนื้อเชื่อใจที่ประชาชนมีต่อกัน” ซึ่งหมายความว่าการสร้างสังคมที่มีความสามัคคีและเชื่อถือซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ในขณะเดียวกัน รายงานยังระบุว่า คนหนุ่มสาวทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาความเครียดที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศตะวันตกอย่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ซึ่งมีแนวโน้มความสุขลดลง เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนในอนาคต

สำหรับประเทศไทย การสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง การลดความขัดแย้งทางการเมือง และการส่งเสริมสังคมที่มีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน อาจเป็นแนวทางที่ช่วยส่งเสริมระดับความสุขของประชาชนให้สูงขึ้นในอนาคต

สถิติที่เกี่ยวข้องกับระดับความสุขของประชากรโลก

  • 10 ประเทศที่มีความสุขที่สุดในปี 2568
    1. ฟินแลนด์
    2. เดนมาร์ก
    3. ไอซ์แลนด์
    4. สวีเดน
    5. เนเธอร์แลนด์
    6. คอสตาริกา
    7. นอร์เวย์
    8. อิสราเอล
    9. ลักเซมเบิร์ก
    10. เม็กซิโก
  • 5 ประเทศที่มีความสุขน้อยที่สุดในปี 2568
    1. อัฟกานิสถาน (อันดับ 147)
    2. เซียร์ราลีโอน (อันดับ 146)
    3. เลบานอน (อันดับ 145)
    4. มาลาวี (อันดับ 144)
    5. ซิมบับเว (อันดับ 143)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Gallup World Poll (2568) / Oxford Wellbeing Research Centre (2568) / Sustainable Development Solutions Network (SDSN, 2568) / รายงานดัชนีความสุขโลก (World Happiness Report, 2568) / CNN

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE