Categories
NEWS UPDATE

นักท่องเที่ยวจ่ายง่าย TAGTHAi Easy Pay สแกน QR ไทย

ททท. หนุน TAGTHAi – กสิกรไทย เปิดบริการ Tourist E-Wallet ยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวไทย

ประเทศไทย, 17 มีนาคม 2568 – การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ ธนาคารกสิกรไทย และบริษัท ไทย ดิจิทัล แพลตฟอร์ม วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด เปิดตัว TAGTHAi Easy Pay ระบบอีวอลเล็ตสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ใช้งานควบคู่กับ บัตร Prepaid PAY&TOUR ของธนาคารกสิกรไทย เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้จ่ายภายในประเทศไทย ลดความยุ่งยากในการแลกเปลี่ยนเงินตรา และช่วยลดภาระการพกเงินสดจำนวนมาก นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้สอดรับกับพฤติกรรมนักเดินทางยุคดิจิทัล

ระบบชำระเงินที่สะดวกและปลอดภัย สู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า TAGTHAi Easy Pay เป็นส่วนหนึ่งของ โครงการ “Amazing Thailand Grand Tourism & Sports Year 2025” ที่ ททท. ขับเคลื่อนตลอดทั้งปี เพื่อกระตุ้นการเดินทาง ส่งเสริมกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและกีฬาระดับนานาชาติ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ คาดว่าจะช่วยผลักดันรายได้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้ถึงเป้าหมาย 3 ล้านล้านบาทในปี 2568

นายกลินท์ สารสิน ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แอปพลิเคชัน TAGTHAi มีจำนวนนักท่องเที่ยวดาวน์โหลดแล้วกว่า 2 ล้านรายในปี 2567 เติบโตขึ้นถึง 105% และมียอดขายเพิ่มขึ้น 183% สะท้อนถึงพฤติกรรมของนักเดินทางยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ แพลตฟอร์มดิจิทัล ในการสืบค้นข้อมูล ซื้อสินค้า และชำระเงิน

การเปิดตัว TAGTHAi Easy Pay จึงเป็น กลไกสำคัญที่ช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในทุกพื้นที่ ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง เพิ่มโอกาสให้พ่อค้าแม่ค้าในภาคการท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวได้โดยตรง

แนวทางของธนาคารกสิกรไทย มุ่งสู่ระบบการเงินไร้เงินสดเต็มรูปแบบ

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าในปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้น 5.6% จากปีที่ผ่านมา ธนาคารจึงมุ่งพัฒนา ระบบชำระเงินไร้รอยต่อ (Seamless Payment) เพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยว

บัตร Prepaid PAY&TOUR ของธนาคารกสิกรไทย เป็น บัตรเติมเงินที่เชื่อมต่อกับอีวอลเล็ต TAGTHAi Easy Pay ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถ สแกนจ่ายผ่าน Thai QR Payment ได้ทั่วประเทศ โดยเริ่มทดลองให้บริการตั้งแต่ปี 2567 ผ่าน บูธแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเตรียมขยายจุดให้บริการไปยัง สาขาธนาคารกว่า 100 แห่งทั่วประเทศในปี 2568

ข้อดีของ TAGTHAi Easy Pay และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

ข้อดีของระบบ

  • สะดวกและปลอดภัย: ลดปัญหาการพกเงินสดจำนวนมาก ลดความเสี่ยงจากอาชญากรรม
  • รองรับการใช้งานทั่วประเทศ: ใช้จ่ายได้กับทุกธุรกิจที่รองรับ Thai QR Payment
  • ช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น: พ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการท่องเที่ยวขนาดเล็กสามารถรับชำระเงินได้ง่ายขึ้น

เสียงสะท้อนจากทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายที่สนับสนุน

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติมองว่าระบบนี้ช่วยลดความยุ่งยากในการแลกเปลี่ยนเงินตรา และทำให้การใช้จ่ายในไทยสะดวกขึ้น
  • ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในเมืองรองมองว่าการใช้จ่ายผ่านดิจิทัลช่วยให้เข้าถึงลูกค้าต่างชาติได้ง่ายขึ้น และลดปัญหาการใช้เงินสด

ฝ่ายที่มีข้อกังวล

  • บางภาคส่วนมองว่าระบบการชำระเงินดิจิทัลอาจยังไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่อินเทอร์เน็ตยังไม่ครอบคลุม
  • ผู้ประกอบการบางรายกังวลเรื่องค่าธรรมเนียมจากการทำธุรกรรมผ่าน QR Payment ซึ่งอาจเป็นภาระเพิ่มเติม

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • จำนวนดาวน์โหลดแอป TAGTHAi: 2 ล้านครั้ง (ข้อมูลจาก TAGTHAi ปี 2567)
  • อัตราการเติบโตของแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว: 105% (ข้อมูลจากบริษัท ไทย ดิจิทัล แพลตฟอร์ม ปี 2567)
  • ยอดขายผ่าน TAGTHAi: เพิ่มขึ้น 183% (ข้อมูลจาก TAGTHAi ปี 2567)
  • คาดการณ์นักท่องเที่ยวปี 2568: เพิ่มขึ้น 5.6% (ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปี 2568)
  • เป้าหมายรายได้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 2568: 3 ล้านล้านบาท (ข้อมูลจาก ททท. ปี 2568)

สรุป

TAGTHAi Easy Pay เป็นก้าวสำคัญของ การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถ สแกนจ่ายได้ง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น และสามารถใช้จ่ายเหมือนคนไทย ซึ่งช่วยกระจายรายได้ไปยังธุรกิจในทุกระดับ

อย่างไรก็ตาม แม้ระบบจะได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง แต่ก็ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับ ความสามารถในการเข้าถึงของธุรกิจขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท และค่าธรรมเนียมของระบบชำระเงิน ซึ่งอาจต้องมีการพิจารณานโยบายเพิ่มเติมเพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างทั่วถึง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) / ธนาคารกสิกรไทย / บริษัท ไทย ดิจิทัล แพลตฟอร์ม วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด / ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

ผลโพลล่าสุด ปชช. พอใจรัฐบาล 6 เดือน “โอกาสไทยทำได้จริง”

นายกฯ ขอบคุณประชาชน พอใจผลงานรัฐบาล 6 เดือนแรก มั่นใจ “2568 โอกาสไทยทำได้จริง”

ประเทศไทย, 16 มีนาคม 2568 – นายกรัฐมนตรีขอบคุณผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งระบุว่าคนส่วนใหญ่พอใจต่อผลงานการบริหารประเทศในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้แคมเปญ “2568 โอกาสไทยทำได้จริง” พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจะทำงานหนักขึ้นเพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้น และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้

ผลสำรวจระบุประชาชนพึงพอใจรัฐบาล 52.7%

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนในหัวข้อ ประเมินผลงานรัฐบาล แพทองธาร รอบ 6 เดือน” โดย นอร์ทกรุงเทพโพล มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ พบว่า ประชาชน 52.7% มีความพึงพอใจต่อผลงานของรัฐบาล โดยแบ่งเป็น พอใจมาก 21.2% และพอใจ 31.5% ในขณะที่ ไม่พอใจ 29.8% และไม่พอใจมาก 11.5%

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทุกความคิดเห็น พร้อมย้ำว่า “2568 โอกาสไทยทำได้จริง” ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่เป็นเป้าหมายที่รัฐบาลมุ่งมั่นเพื่อให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์และได้รับประโยชน์โดยตรง”

โครงการที่ประชาชนพอใจมากที่สุด

ผลสำรวจยังสอบถามถึง โครงการของรัฐบาลที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด โดยผลลัพธ์เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่:

  1. โครงการดิจิทัลวอลเล็ต – 25.2%
  2. การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ – 22.4%
  3. การปราบปรามยาเสพติด – 10.6%
  4. การจัดการปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง – 10.6%
  5. โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ – 9.7%
  6. นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย – 8.8%
  7. มาตรการลดหมอกควัน PM 2.5 – 3.2%
  8. การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน – 2.7%
  9. การปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า – 2.2%
  10. โครงการอื่น ๆ – 4.6%

นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ และจะนำไปปรับปรุงการบริหารประเทศให้ตอบโจทย์ประชาชนได้มากที่สุด

กระทรวงที่มีผลงานโดดเด่นมากที่สุด

จากผลสำรวจ ประชาชนมองว่า 5 กระทรวงที่มีผลงานโดดเด่นมากที่สุด ได้แก่:

  1. กระทรวงคมนาคม – 16.2%
  2. กระทรวงกลาโหม – 12.6%
  3. กระทรวงการคลัง – 9.6%
  4. กระทรวงมหาดไทย – 9.4%
  5. กระทรวงศึกษาธิการ – 8.1%

ในขณะที่กระทรวงอื่น ๆ ก็มีผลงานที่ได้รับความสนใจจากประชาชน เช่น กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เสียงสะท้อนจากประชาชน – มุมมองที่แตกต่าง

ฝ่ายสนับสนุน

  • ประชาชนที่พอใจมองว่า รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ดิจิทัลวอลเล็ต และ การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์
  • มีความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการปัญหาเร่งด่วน เช่น การลดภาระค่าครองชีพ และการพัฒนาระบบสาธารณสุข

ฝ่ายที่มีข้อกังวล

  • บางส่วนเห็นว่า ยังมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไข
  • มีกลุ่มที่มองว่า มาตรการบางอย่าง เช่น ดิจิทัลวอลเล็ต ควรมีรายละเอียดที่ชัดเจนและโปร่งใสกว่านี้

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • แหล่งที่มาของผลสำรวจ: นอร์ทกรุงเทพโพล มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ (สำรวจวันที่ 15 มีนาคม 2568)
  • จำนวนกลุ่มตัวอย่าง: 1,500 ราย จากทั่วประเทศ
  • อัตราความพึงพอใจของประชาชนต่อรัฐบาล: 52.7% พอใจ, 29.8% ไม่พอใจ, 11.5% ไม่พอใจมาก
  • โครงการรัฐบาลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด: ดิจิทัลวอลเล็ต (25.2%)
  • กระทรวงที่ประชาชนมองว่ามีผลงานโดดเด่นมากที่สุด: กระทรวงคมนาคม (16.2%)

สรุป

รัฐบาลภายใต้การนำของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้ดำเนินนโยบายสำคัญและเห็นผลเป็นรูปธรรมในช่วง 6 เดือนแรก ซึ่งสะท้อนจากผลสำรวจประชาชนที่พึงพอใจถึง 52.7% อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนบางส่วนที่มองว่า ยังต้องมีการพัฒนาในบางจุด โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลจะมุ่งมั่นพัฒนาประเทศต่อไป เพื่อให้ “2568 โอกาสไทยทำได้จริง” เป็นปีที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเศรษฐกิจไทยก้าวหน้าอย่างมั่นคง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : นอร์ทกรุงเทพโพล มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

‘อนุทิน’ สั่งรับพายุ เตือนผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด

รัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อน 2568 ทั่วประเทศ กำชับช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน

กระทรวงมหาดไทยสั่งการทุกจังหวัดเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และเร่งฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย

ประเทศไทย, 15 มีนาคม 2568 – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อน 2568 ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม โดยกำหนดมาตรการป้องกันและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

สถิติความเสียหายจากพายุฤดูร้อนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและโฆษกกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากข้อมูลของกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) พบว่า ในช่วงปี 2565 – 2567 มีผู้เสียชีวิตจากพายุฤดูร้อนรวม 44 ราย บ้านเรือนเสียหาย 217,639 หลัง และมีประชาชนได้รับผลกระทบมากถึง 210,186 ครัวเรือน

“พายุฤดูร้อนเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นซ้ำทุกปี ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงผลผลิตทางการเกษตร แม้ว่าจะไม่สามารถควบคุมธรรมชาติได้ แต่รัฐบาลสามารถ เตรียมความพร้อมเพื่อลดความเสียหายและดูแลประชาชนให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว” นางสาวไตรศุลีกล่าว

มาตรการเตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อน 2568

  1. การเฝ้าระวังและแจ้งเตือนประชาชน
  • ติดตาม พยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา อย่างใกล้ชิด และแจ้งเตือนประชาชนผ่านทุกช่องทางที่มีประสิทธิภาพ
  • กำชับให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพลังงาน ประสานงานและเผยแพร่แนวทางปฏิบัติตัวให้ปลอดภัย เช่น การป้องกันฟ้าผ่าและวิธีขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ
  1. การตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างและพื้นที่เสี่ยงภัย
  • ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของ อาคาร สิ่งก่อสร้าง ป้ายโฆษณา และต้นไม้ขนาดใหญ่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพังถล่ม
  • จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องมือให้พร้อมปฏิบัติงาน เช่น เครื่องจักรกลสาธารณภัย ไฟฉาย เรือท้องแบน และอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉิน
  1. มาตรการช่วยเหลือหลังพายุสงบ
  • สำรวจความเสียหาย ของบ้านเรือนประชาชน และดำเนินการซ่อมแซมโดยเร็ว
  • เร่งคืนสภาพโครงสร้างพื้นฐาน ที่ได้รับผลกระทบ เช่น ระบบไฟฟ้า ถนน และสะพาน โดยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสำรวจความเสียหาย และให้การช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

แนวทางปฏิบัติกรณีเกิดพายุฤดูร้อน

เมื่อเกิดพายุฤดูร้อนขึ้นในพื้นที่ใด ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที ดังนี้:

  1. หากมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ให้หน่วยแพทย์และเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าช่วยเหลือทันที พร้อมเร่งเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บไปยังโรงพยาบาล
  2. กรณีบ้านเรือนได้รับความเสียหาย ให้กำหนดพื้นที่รับผิดชอบแต่ละหน่วยงาน และส่งทีมปฏิบัติการเข้าไปซ่อมแซมโดยเร็ว
  3. หากโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหาย ให้ประสาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งดำเนินการแก้ไข
  4. กรณีผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย ให้หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ร่วมมือกันสำรวจความเสียหาย และให้ความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ความคิดเห็นจากนักวิชาการและประชาชน

ศาสตราจารย์ ดร.วรพจน์ อินทรฉัตร นักวิชาการด้านอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า “การแจ้งเตือนล่วงหน้าและการเตรียมพร้อมในระดับชุมชนเป็นปัจจัยสำคัญในการลดผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ซึ่งภาครัฐควรเน้นการ ใช้เทคโนโลยี AI และข้อมูลจากดาวเทียม เพื่อพยากรณ์ล่วงหน้าที่แม่นยำขึ้น”

ขณะที่ นายสุพจน์ วัฒนาชัย เกษตรกรจากจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า “ที่ผ่านมา เกษตรกรได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อนบ่อยครั้ง หลายพื้นที่ยังขาดการช่วยเหลือที่รวดเร็ว แม้มีมาตรการจากรัฐ แต่ก็ต้องเร่งปรับปรุงขั้นตอนการเยียวยาให้เข้าถึงประชาชนโดยตรงมากขึ้น”

สถิติที่เกี่ยวข้องกับพายุฤดูร้อนในประเทศไทย

  • จำนวนผู้เสียชีวิตจากพายุฤดูร้อน (2565 – 2567): 44 ราย
  • จำนวนบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย: 217,639 หลัง
  • จำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ: 210,186 ครัวเรือน
  • ช่วงเวลาที่พายุฤดูร้อนเกิดขึ้นบ่อย: มีนาคม – พฤษภาคม
  • พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในรอบ 3 ปี: ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ

สรุป:

  • รัฐบาลไทยโดยกระทรวงมหาดไทย ได้กำหนดมาตรการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และช่วยเหลือประชาชนในช่วงพายุฤดูร้อน 2568
  • มาตรการหลัก ได้แก่ การแจ้งเตือนล่วงหน้า, ตรวจสอบสิ่งปลูกสร้าง, จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ และช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็ว
  • นักวิชาการแนะนำให้พัฒนาเทคโนโลยีการพยากรณ์ ขณะที่ประชาชนเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งปรับปรุงกระบวนการเยียวยาให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงมหาดไทย / กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ / กรมอุตุนิยมวิทยา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

ยังเจอบุหรี่ไฟฟ้าเกลื่อนเมือง แม้รัฐสั่งกวาดล้าง เข้มงวด 30 วัน

รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชน คุมเข้มสถานศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา

ประกาศมาตรการเข้มงวด พร้อมลงโทษทันทีหากพบครูหรือบุคลากรเกี่ยวข้อง

ประเทศไทย, 15 มีนาคม 2568 – รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินหน้าจัดการปัญหาการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนอย่างจริงจัง โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเพื่อให้เห็นผลภายใน 30 วัน พร้อมติดตาม แผนปฏิบัติการ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว เพื่อควบคุมการใช้บุหรี่ไฟฟ้าให้ครอบคลุมทุกพื้นที่

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568 เพื่อยกระดับมาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาและสถานที่ทำงาน โดยมาตรการที่กำหนดไว้มีดังนี้:

  1. สร้างความตระหนักรู้ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้บริหารทุกระดับ ผ่านกิจกรรม สื่อประชาสัมพันธ์ และการบรรจุเนื้อหาในหลักสูตรการศึกษาเกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า
  2. กำหนดเขตปลอดบุหรี่ไฟฟ้า ในสถานศึกษาและสถานที่ทำงาน ให้มีเครื่องหมายชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ห้ามสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า
  3. เข้มงวดในการตรวจสอบ โดยผู้บริหารและผู้บังคับบัญชาต้องสอดส่องและป้องกันไม่ให้นักเรียน นักศึกษา หรือบุคลากรมีส่วนเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการสูบ การจำหน่าย หรือการมีไว้ในครอบครอง
  4. ดำเนินการทางวินัยทันที หากพบว่าครูหรือบุคลากรทางการศึกษามีส่วนเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า

เสริมมาตรการเชิงรุก ขยายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ

มาตรการของกระทรวงศึกษาธิการยังสอดคล้องกับประกาศของ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งห้าม นำเข้าและครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าในราชอาณาจักรไทย ตาม พระราชบัญญัติศุลกากร และ พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดให้ สถานที่สาธารณะและยานพาหนะ เป็นเขตปลอดบุหรี่โดยเด็ดขาด

ข้อมูลจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ – 12 มีนาคม 2568 สามารถจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าได้แล้ว 1,078 คดี ผู้ต้องหา 1,104 คน และยึดของกลางได้กว่า 900,444 ชิ้น คิดเป็นมูลค่ากว่า 118.95 ล้านบาท

มุมมองจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย

นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ได้แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายแบนบุหรี่ไฟฟ้า แต่ในทางปฏิบัติกลับยังพบว่ามีการใช้และจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแพร่หลายอย่างมาก

“หากกฎหมายมีผลบังคับใช้จริง เราจะไม่เห็นบุหรี่ไฟฟ้าในท้องตลาด ไม่มีการขาย ไม่มีการนำเข้า ไม่มีการสูบในที่สาธารณะ แต่ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม” นพ.เอกภพกล่าว

เขาตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหานี้อาจไม่ได้เกิดจาก การไม่บังคับใช้กฎหมาย แต่เป็นเพราะ กฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอาจไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง ซึ่งเป็นประเด็นที่คณะกรรมาธิการศึกษามาเป็นเวลากว่าหนึ่งปี และพบว่าจำเป็นต้องมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ นพ.เอกภพ ยังตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวทางควบคุมยาสูบของประเทศไทยว่า การเน้นแค่การกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด โดยเสนอให้ภาครัฐพิจารณานโยบายที่ครอบคลุมมากขึ้น เช่น

  • ลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ในประเทศจากปัจจุบัน 9-10 ล้านคน
  • ป้องกันเยาวชนจากการเริ่มต้นสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่มวนหรือบุหรี่ไฟฟ้า
  • ดูแลชาวไร่ยาสูบและการส่งออกยาสูบไทย
  • เพิ่มการกำกับดูแลตลาดบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าที่ลักลอบนำเข้า

ข้อท้าทายของการกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าใน 30 วัน

แม้รัฐบาลจะประกาศดำเนินมาตรการอย่างเข้มข้น และมีการแถลงข่าวจับกุมเกือบทุกวัน แต่ยังมีคำถามว่า หากครบ 30 วันแล้ว บุหรี่ไฟฟ้าจะหมดไปจากประเทศไทยจริงหรือไม่?

นพ.เอกภพ ตั้งข้อสังเกตว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าถูกกฎหมายในหลายประเทศ และมีการส่งออกจากจีนมาไทยหลายพันล้านบาทต่อปี ดังนั้น การดำเนินนโยบายเพียงการกวาดล้างโดยไม่มีแผนรองรับระยะยาว อาจไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน

สถิติที่เกี่ยวข้องกับปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย

  • จำนวนคดีเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าที่ดำเนินการจับกุม 1,078 คดี (26 ก.พ. – 12 มี.ค. 2568)
  • จำนวนผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม 1,104 คน
  • ของกลางที่ยึดได้ 900,444 ชิ้น
  • มูลค่าของกลางที่ยึด 118.95 ล้านบาท
  • จำนวนผู้สูบบุหรี่ในประเทศไทย ประมาณ 9-10 ล้านคน
  • มูลค่าการนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าแบบลักลอบเข้าสู่ประเทศไทย หลายพันล้านบาทต่อปี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักนายกรัฐมนตรี /กระทรวงศึกษาธิการ/ กระทรวงพาณิชย์ / กระทรวงสาธารณสุข / คณะกรรมาธิการศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทอดพระเนตรผ้าไทย เชียงใหม่

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการ และการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทย และงานหัตถกรรมชุมชน ภาคเหนือ

เชียงใหม่, 14 มีนาคม 2568 – สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการ และการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ ณ หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

พระราชกรณียกิจสำคัญด้านการส่งเสริมผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชน

วันที่ 13 มีนาคม 2568 เวลา 13.42 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการและการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ ซึ่งจัดโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ณ หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

โอกาสนี้ พระองค์ทรงพระดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการและการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนจาก 22 กลุ่มงานสำคัญ อาทิ กลุ่มเตาหลวงสตูดิโอ จ.เชียงใหม่ กลุ่มเชียงใหม่ศิลาดล ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ วิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์ใยกัญชงทรายทอง จ.เชียงใหม่ กลุ่มเครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง จ.เชียงราย และวิสาหกิจชุมชนงานเครื่องปั้นเครื่องเคลือบเวียงกาหลง จ.เชียงราย เป็นต้น

การพัฒนาและส่งเสริมผ้าไทยภาคเหนือ

จากนั้น พระองค์ทรงพระดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทยจากเส้นใยธรรมชาติเพื่อความยั่งยืน โดยเฉพาะ “โครงการหลวงเลอตอ” ซึ่งเป็นโครงการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยเฉพาะด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวไทยภูเขา ลดการปลูกฝิ่น และฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร

นิทรรศการที่น้อมนำแนวคิดแฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion) มานำเสนอ ประกอบด้วย หัตถอุตสาหกรรมกัญชง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำมาต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ในรูปแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งสามารถสร้างรายได้สูงกว่าพืชเชิงเดี่ยวบนพื้นที่สูง 9,000 – 14,000 บาทต่อไร่ อีกทั้งยังมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ อาทิ ผ้าปักชนเผ่าต่าง ๆ เช่น อาข่า ม้ง กะเหรี่ยง เมี่ยน และลีซู เป็นต้น

เชียงใหม่: ศูนย์กลางงานหัตถกรรมและอัตลักษณ์ล้านนา

สำหรับจังหวัดเชียงรายนั้น ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางงานหัตถกรรมและอัตลักษณ์ล้านนา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซรามิกและเครื่องเคลือบดินเผา ซึ่งเวียงกาหลงเป็นแหล่งผลิตสำคัญที่มีชื่อเสียงมายาวนาน ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ของเวียงกาหลง ได้แก่ เครื่องปั้นดินเผาเคลือบเซรามิกที่ได้รับอิทธิพลจากยุคสุโขทัยและล้านนา รวมถึงผ้าทอพื้นเมืองที่มีลวดลายเฉพาะตัว อาทิ ผ้ายกดอกลำพูน ผ้าฝ้ายทอมือ และผ้าขิดจากชุมชนต่าง ๆ ซึ่งมีการพัฒนาและออกแบบให้ทันสมัยมากขึ้น

จากการสำรวจของ Google Maps และรีวิวจากนักท่องเที่ยว พบว่าจังหวัดเชียงรายมีสถานที่ที่ได้รับการรีวิวสูงสุดเกี่ยวกับงานหัตถกรรมและวัฒนธรรมล้านนา ได้แก่

  1. พิพิธภัณฑ์บ้านดำ (Black House Museum) – มีรีวิวกว่า 12,298 รีวิว
  2. วัดร่องขุ่น – มีรีวิวกว่า 21,753 รีวิว
  3. วัดร่องเสือเต้น – มีรีวิวกว่า 22,374 รีวิว
  4. ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมล้านนาเชียงราย – ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา
  5. กลุ่มหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง – ได้รับการยกย่องจากนักท่องเที่ยวว่าเป็นหนึ่งในแหล่งเรียนรู้หัตถกรรมที่ดีที่สุดของภาคเหนือ

บทสรุปและแหล่งอ้างอิง

พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในครั้งนี้ เป็นการสืบสาน รักษา และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและหัตถกรรมท้องถิ่นของภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา นิทรรศการและโครงการต่าง ๆ ที่จัดขึ้นจะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมท้องถิ่นให้เติบโตต่อไปในอนาคต พร้อมกับยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย / มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ / Google Maps / ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมล้านนาเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

ตั๋วเครื่องบินสงกรานต์ถูกลง สุริยะจัด 124 เที่ยวบิน ลด 30%

สุริยะ สั่งเพิ่มเที่ยวบิน 124 เที่ยว พร้อมลดค่าตั๋ว 30% แก้ปัญหาราคาตั๋วเครื่องบินแพงช่วงสงกรานต์

คมนาคมเร่งอำนวยความสะดวกประชาชน เตรียมระบบขนส่งรองรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2568

ประเทศไทย, 13 มีนาคม 2568 – นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้มีการประชุมร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนในช่วง เทศกาลสงกรานต์ วันที่ 11-17 เมษายน 2568 โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาตั๋วเครื่องบินราคาสูงในช่วงที่มีความต้องการเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างมาก

สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาตั๋วโดยสารแพง กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ลงพื้นที่ตรวจสอบราคาและหารือกับ 6 สายการบินหลักของไทย ได้แก่ การบินไทย, บางกอกแอร์เวย์ส, ไทยแอร์เอเชีย, นกแอร์, ไทยไลอ้อนแอร์ และไทยเวียตเจ็ท เพื่อเพิ่มเที่ยวบินพิเศษ 124 เที่ยวบิน และเพิ่มที่นั่งรวม 25,000 ที่นั่ง พร้อมทั้งกำหนด ลดราคาตั๋วเครื่องบินลง 30% จากราคาเพดาน สำหรับเที่ยวบินในประเทศที่ได้รับความนิยม

รายละเอียดเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นและมาตรการลดราคาค่าโดยสาร

เส้นทางบินที่มีการเพิ่มเที่ยวบินพิเศษและลดราคาค่าโดยสาร ได้แก่:

  • กรุงเทพฯ – เชียงใหม่
  • กรุงเทพฯ – เชียงราย
  • กรุงเทพฯ – ภูเก็ต
  • กรุงเทพฯ – กระบี่
  • กรุงเทพฯ – สมุย
  • กรุงเทพฯ – นครพนม
  • กรุงเทพฯ – อุดรธานี
  • กรุงเทพฯ – อุบลราชธานี
  • กรุงเทพฯ – ขอนแก่น
  • กรุงเทพฯ – หาดใหญ่
  • กรุงเทพฯ – นครศรีธรรมราช

ทั้งนี้ การจำหน่ายตั๋วเครื่องบินตามมาตรการดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่ วันที่ 11-20 มีนาคม 2568 ผ่านช่องทางจำหน่ายของแต่ละสายการบินโดยตรง เช่น เว็บไซต์, Call Center และเคาน์เตอร์ขายตั๋วที่สนามบิน

ไทยแอร์เอเชีย ขานรับมาตรการรัฐ ลดค่าตั๋ว 30% จองได้ 11-20 มีนาคม

นายสันติสุข คล่องใช้ยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย เปิดเผยว่า ทางสายการบินได้เพิ่มเที่ยวบินพิเศษใน 5 เส้นทางหลัก ได้แก่ ดอนเมือง – เชียงใหม่, ดอนเมือง – เชียงราย, ดอนเมือง – นครพนม, ดอนเมือง – อุดรธานี และดอนเมือง – อุบลราชธานี

“เพื่อรองรับความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้น ไทยแอร์เอเชียได้เพิ่มเที่ยวบินในบางเส้นทาง เช่น ดอนเมือง – เชียงใหม่ จาก 17 เป็น 18 เที่ยวบินต่อวัน และดอนเมือง – อุดรธานี จาก 5 เป็น 6 เที่ยวบินต่อวัน พร้อมทั้งลดราคาตั๋วเครื่องบิน 30% จากราคาเพดาน โดยสามารถจองตั๋วได้ตั้งแต่ วันที่ 11-20 มีนาคม 2568 ผ่านเว็บไซต์ www.airasia.com, แอปพลิเคชัน AirAsia MOVE และเคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรโดยสารที่สนามบินทั่วประเทศ

มาตรการรองรับการเดินทางช่วงสงกรานต์ 2568

  1. การเพิ่มเที่ยวรถไฟและรถโดยสาร
  • การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพิ่มขบวนรถพิเศษเสริม 5 เส้นทาง รวม 26 ขบวน ไป-กลับ ได้แก่ กรุงเทพอภิวัฒน์ – เชียงใหม่, อุบลราชธานี, อุดรธานี, ศิลาอาสน์ และยะลา คาดว่าจะรองรับผู้โดยสารได้ 758,024 คน-เที่ยว
  • บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เสริมรถโดยสารไม่ประจำทางอีก 1,000 คัน รองรับผู้โดยสารได้เพิ่มอีก 100,000 คน
  1. การเปิดทดลองใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ฟรี
  • M6 (บางปะอิน – นครราชสีมา) ช่วงหินกอง – เลี่ยงเมืองนครราชสีมา ระยะทาง 167 กิโลเมตร
  • M81 (บางใหญ่ – นครปฐม – กาญจนบุรี) ระยะทาง 96.41 กิโลเมตร
  1. การยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ
  • ทางพิเศษบูรพาวิถีและกาญจนาภิเษก (บางพลี – สุขสวัสดิ์) ยกเว้นค่าผ่านทางวันที่ 11 – 17 เมษายน
  • ทางพิเศษศรีรัช เฉลิมมหานคร และอุดรรัถยา ยกเว้นค่าผ่านทางวันที่ 11 – 15 เมษายน
  • มอเตอร์เวย์ M7 (กรุงเทพฯ– บ้านฉาง) และ M9 (วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ) ยกเว้นค่าผ่านทางวันที่ 11 – 17 เมษายน
  1. มาตรการเพื่อความปลอดภัยการเดินทาง
  • กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กำหนดว่า รถโดยสารไม่ประจำทางที่เดินทางเกิน 400 กิโลเมตร ต้องมีพนักงานขับรถ 2 คน หรือหยุดพักอย่างน้อย 30 นาทีทุก 4 ชั่วโมง
  • ห้ามรถบรรทุกขนส่งสินค้าเดินทางบนถนนบางสาย ระหว่างวันที่ 11 – 13 เมษายน และ 15 – 17 เมษายน
  • GPS ติดตามรถบรรทุก เพื่อลดความเร็วเกินกำหนดและป้องกันอุบัติเหตุ

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • กระทรวงคมนาคม คาดการณ์ว่าช่วงสงกรานต์ มีประชาชนเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะมากกว่า 1.2 ล้านคนต่อวัน
  • สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (2567) รายงานว่า ช่วงสงกรานต์ปีที่แล้ว ราคาเฉลี่ยตั๋วเครื่องบินเพิ่มขึ้นกว่า 40% ส่งผลให้ประชาชนร้องเรียนเป็นจำนวนมาก
  • กรมทางหลวง คาดว่าปริมาณจราจรในช่วงสงกรานต์ปีนี้จะเพิ่มขึ้น 15% จากปีที่แล้ว โดยเฉพาะเส้นทางสายหลักกรุงเทพฯ – ภาคเหนือ และกรุงเทพฯ – ภาคอีสาน

สรุป

กระทรวงคมนาคมได้เร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2568 ด้วยการเพิ่มเที่ยวบิน 124 เที่ยว พร้อมลดค่าตั๋วเครื่องบิน 30% รวมถึงเสริมระบบขนส่งสาธารณะด้านรถไฟและรถโดยสาร ทั้งนี้ การเปิดให้ทดลองใช้มอเตอร์เวย์ฟรีและมาตรการควบคุมความปลอดภัยในการเดินทางคาดว่าจะช่วยลดปัญหาจราจรติดขัด และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงคมนาคม / สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย / การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) / กรมทางหลวง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ครม.ทุ่ม 22.2 ล้าน ให้ผู้ว่าฯ เชียงราย ขุดลอก “แม่น้ำกก” แก้ปัญหาน้ำท่วม

ครม. เห็นชอบแผนแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน แม่น้ำปิง-แม่น้ำกก วงเงิน 213 ล้านบาท

เตรียมรับมือฤดูฝน ขุดลอกแม่น้ำ ปรับปรุงร่องน้ำ รื้อถอนสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำ

กรุงเทพฯ, 11 มีนาคม 2568 – คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 เห็นชอบแผนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานของแม่น้ำปิงและแม่น้ำกก ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ภายใต้วงเงินงบประมาณรวม 213 ล้านบาท (ค่างานโยธา 193.6 ล้านบาท และค่าเผื่อเหลือเผื่อขาด 19.4 ล้านบาท) ตามข้อเสนอของกระทรวงคมนาคม (คค.) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือฤดูฝนและป้องกันปัญหาน้ำท่วมในอนาคต

ที่มาของโครงการ

โครงการนี้เป็นผลมาจากการประชุมศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานที่ประชุม ที่ประชุมได้เห็นชอบแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและดินโคลนถล่มในภาคเหนือ โดยเน้นการขุดลอกลำน้ำและการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่ขวางการไหลของน้ำในลำน้ำปิงและแม่น้ำกก

รายละเอียดโครงการแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน

  1. แผนแก้ไขปัญหาแม่น้ำปิง
  • โครงการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำแม่น้ำปิง ปริมาณดินขุดลอก 752 ล้านลูกบาศก์เมตร วงเงิน 157.6 ล้านบาท
  • โครงการรื้อถอนฝายเก่า 3 แห่ง ได้แก่ ฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง และฝายท่าวังตาล วงเงิน 8 ล้านบาท
  1. แผนแก้ไขปัญหาแม่น้ำกก
  • โครงการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำแม่น้ำกก ปริมาณดินขุดลอก 337,812.5 ลูกบาศก์เมตร วงเงิน 22.2 ล้านบาท
  • กรมเจ้าท่า สำรวจออกแบบ ประเมินปริมาณงาน
  • หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาดำเนินงานขุดลอก กม.85+000 – 88+500 ปริมาณ 189,108 ลูกบาศก์เมตร วงเงิน 12.1 ล้านบาท
  • กรมชลประทาน กม.72+000 – 72+950 บริเวณสถานีสูบน้ำบ้านฟาร์ม  ปริมาณ 148,704.5 ลูกบาศก์เมตร วงเงิน 10.1 ล้านบาท
  • ค่าเผื่อเหลือเผื่อขาด วงเงิน 2.2 ล้านบาท

 

แนวทางการดำเนินงาน

เพื่อให้โครงการสำเร็จภายในกรอบเวลาที่กำหนด รัฐบาลได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับผิดชอบในแต่ละด้าน ดังนี้:

  1. กรมเจ้าท่า (คค.) – รับผิดชอบงานด้านวิศวกรรมและการตรวจสอบโครงการ
  2. หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย (กห.) – รับผิดชอบดำเนินงานขุดลอกแม่น้ำ เนื่องจากมีความพร้อมด้านกำลังพลและเครื่องจักร
  3. ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย รวมถึงกรมชลประทาน (กษ.) – ดูแลการจัดหาพื้นที่ทิ้งดินจากการขุดลอกและบริหารจัดการมวลชน

โครงการทั้งหมดต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน เดือนพฤษภาคม 2568 เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนที่จะมาถึง

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

ด้านสิ่งแวดล้อมและป้องกันภัยพิบัติ

  • ลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมและการกัดเซาะตลิ่งในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำปิงและแม่น้ำกก
  • ปรับปรุงโครงสร้างลำน้ำให้สามารถรองรับปริมาณน้ำฝนในฤดูฝนได้ดีขึ้น
  • ลดปัญหาการตื้นเขินของแม่น้ำที่ส่งผลต่อการระบายน้ำ

ด้านเศรษฐกิจและชุมชน

  • กระตุ้นเศรษฐกิจจากการจ้างงานภายในโครงการ
  • เพิ่มศักยภาพด้านการขนส่งสินค้าทางน้ำให้สะดวกขึ้น
  • สนับสนุนการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำ

ข้อกังวลจากภาคประชาชนและนักวิชาการ

แม้ว่าโครงการนี้จะเป็นแนวทางที่สำคัญในการแก้ปัญหาน้ำท่วมในภาคเหนือ แต่บางฝ่ายแสดงความกังวลในประเด็นต่างๆ ได้แก่:

  1. ผลกระทบต่อระบบนิเวศ – การขุดลอกแม่น้ำอาจส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำและพืชพรรณธรรมชาติในบริเวณดังกล่าว หากไม่มีมาตรการฟื้นฟูที่เพียงพอ
  2. งบประมาณที่ใช้ – มีคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าของงบประมาณในการรื้อถอนฝายเก่า ซึ่งบางส่วนอาจยังสามารถใช้ประโยชน์ได้
  3. การมีส่วนร่วมของประชาชน – ภาคประชาชนบางส่วนต้องการให้มีการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมก่อนดำเนินการรื้อถอนโครงสร้างในแม่น้ำ

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • กรมอุตุนิยมวิทยา (2567) คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำฝนในภาคเหนือปี 2568 จะเพิ่มขึ้น 8% จากค่าเฉลี่ยปกติ อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (2567) รายงานว่า แม่น้ำปิงและแม่น้ำกกมีปัญหาตื้นเขินสะสมมานานกว่า 10 ปี โดยอัตราการตะกอนสะสมเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 2-5%
  • ข้อมูลจากกรมเจ้าท่า (2567) ระบุว่าการขุดลอกแม่น้ำในภาคเหนือสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำได้ 30-50% และลดโอกาสเกิดน้ำท่วมซ้ำซากในเขตเมือง

สรุป

แผนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานของแม่น้ำปิงและแม่น้ำกก ถือเป็นโครงการที่มีความสำคัญในการลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมและพัฒนาโครงสร้างลำน้ำให้สามารถรองรับปริมาณน้ำได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องมีมาตรการเสริมเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากขึ้น เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมอุตุนิยมวิทยา (2567) / สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (2567) / กรมเจ้าท่า (2567)/ รายงานการประชุมคณะรัฐมนตรี (11 มีนาคม 2568)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

แองเจิลเชียงรายคืนสนามบิน ต้อนรับนักท่องเที่ยว หลังดราม่าหนัก

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายต้อนรับ “Angel Of Chiang Rai” อย่างเป็นทางการ

ฟื้นคืนแลนด์มาร์กศิลปะเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม

[ประเทศไทย, 7 มีนาคม 2568] – ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จัดกิจกรรมต้อนรับ “Angel Of Chiang Rai” ณ อาคารผู้โดยสาร โดยมี นางแสงเดือน อ้องแสนคำ รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ด้านสนับสนุนธุรกิจ) และ ดร.สิทธิปัฐพ์ มงคลอภิบาลกุล รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ด้านปฏิบัติการและบำรุงรักษา) ร่วมมอบของที่ระลึกตราสัญลักษณ์ AOT ให้แก่ผู้โดยสาร พร้อมกิจกรรมถ่ายภาพร่วมกับผลงานศิลปะอันโดดเด่นนี้

“Angel Of Chiang Rai” เป็นผลงานของ อาจารย์ไกรวุฒิ ดอนจักร ศิลปินจากสมาคมขัวศิลปะเชียงราย ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากการรวม 10 ชาติพันธุ์ในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประติมากรรมนี้เคยถูกจัดแสดงที่ด่านพรมแดนไทย-เมียนมาแห่งที่ 1 ก่อนที่จะถูกย้ายไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย (CCAM) และได้รับการบูรณะซ่อมแซมก่อนที่จะกลับมาตั้ง ณ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงรายในเดือนมีนาคม 2568

กระแสดราม่าจากอดีตสู่ปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ ประติมากรรม “Angel Of Chiang Rai” เคยตกเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ หลังเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ทำให้ชาวบ้านบางส่วนเชื่อมโยงเหตุการณ์น้ำท่วมกับการติดตั้งรูปปั้นดังกล่าว ณ ด่านพรมแดนไทย-เมียนมาแห่งที่ 1 โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า แม้น้ำจะท่วมสูง แต่รูปปั้นกลับไม่ได้รับความเสียหาย ส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป

ในขณะเดียวกัน อาจารย์ไกรวุฒิ ดอนจักร ศิลปินเจ้าของผลงาน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่า ศิลปะไม่มีอำนาจในการก่อภัยพิบัติ” และขอให้ผู้ที่เชื่อมโยงงานศิลปะกับภัยธรรมชาติ ใช้เหตุผลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในการอธิบายมากกว่าความเชื่อส่วนบุคคล นอกจากนี้ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ ยังได้ออกมาปกป้องงานศิลปะดังกล่าว โดยกล่าวว่า เป็นเรื่องไร้สาระที่จะโทษรูปปั้นว่าเป็นต้นเหตุของน้ำท่วม” และเสนอให้ย้ายรูปปั้นไปยังพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเชียงรายเพื่อป้องกันกระแสต่อต้านที่อาจเกิดขึ้น

“Angel Of Chiang Rai” กับบทบาทใหม่ที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

การนำ “Angel Of Chiang Rai” กลับมาติดตั้งที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงการคืนแลนด์มาร์กศิลปะให้กับจังหวัดเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาคุณภาพการให้บริการผู้โดยสารของท่าอากาศยาน โดยมุ่งเน้นการสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นมิตรต่อผู้เดินทาง รวมถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ การนำงานศิลปะกลับมาติดตั้งยังสอดคล้องกับแนวทางขององค์การยูเนสโก ที่ประกาศให้เชียงรายเป็น เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ” (City of Design) ซึ่งเป็นโอกาสในการต่อยอดด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของจังหวัด

ความคิดเห็นของประชาชนต่อ “Angel Of Chiang Rai”

แม้ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับรูปปั้นในอดีต แต่ปัจจุบัน “Angel Of Chiang Rai” ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้โดยสารที่เดินทางมายังท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย หลายคนเห็นว่างานศิลปะชิ้นนี้เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในเชียงราย และสมควรได้รับการอนุรักษ์และเผยแพร่ในฐานะส่วนหนึ่งของมรดกศิลปะร่วมสมัย

อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการนำรูปปั้นกลับมาติดตั้ง โดยให้เหตุผลว่าความเชื่อทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ควรเคารพ และหากประชาชนบางส่วนยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับฮวงจุ้ยหรืออาถรรพ์ ก็ควรหาสถานที่ที่เหมาะสมมากกว่าสำหรับการจัดแสดง

สถิติที่เกี่ยวข้องกับศิลปะและการท่องเที่ยวในเชียงราย

จากข้อมูลของสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่า เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับความนิยมด้านการท่องเที่ยวเชิงศิลปะและวัฒนธรรม โดยในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนจังหวัดเชียงรายกว่า 2.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ประมาณ 15% นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเชียงราย (CCAM) มีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นกว่า 30% หลังจากมีการจัดแสดงผลงานศิลปะที่หลากหลาย รวมถึงการนำ “Angel Of Chiang Rai” กลับมาติดตั้งอีกครั้ง

นักวิชาการด้านศิลปะและวัฒนธรรมให้ความเห็นว่า การใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นแนวทางที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงรายที่มีความโดดเด่นด้านศิลปะร่วมสมัยและวัฒนธรรมชาติพันธุ์ หากมีการบริหารจัดการและประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสม อาจทำให้เชียงรายก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางศิลปะระดับนานาชาติได้ในอนาคต

บทสรุป

การกลับมาของ “Angel Of Chiang Rai” ที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ไม่เพียงแต่เป็นการคืนแลนด์มาร์กให้กับจังหวัด แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการพัฒนาเมืองผ่านศิลปะ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เคยเป็นกระแสดราม่าในอดีตสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างทางความเชื่อในสังคมไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรได้รับการพูดคุยและทำความเข้าใจร่วมกัน

ในขณะที่เชียงรายยังคงเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางในการสร้างการรับรู้และเชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวอาจเป็นแนวทางที่ช่วยให้เมืองนี้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Mae Fah Luang Chiang Rai International Airport – CEI

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

ศธ.เข้ม! ฟันวินัยครูยุ่งบุหรี่ไฟฟ้า สร้างโรงเรียนปลอดภัย

ศธ. เดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา

ประกาศใช้มาตรการเข้มงวด ป้องกันและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา

เชียงราย, 6 มีนาคม 2568 – พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศใช้มาตรการเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา โดยระบุว่า ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติดเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพและพฤติกรรมของนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม การเรียน และอนาคตของเยาวชนไทย กระทรวงศึกษาธิการจึงได้วางแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะสั้น

มาตรการในระยะสั้นมุ่งเน้นการป้องกันและลดการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา โดยดำเนินการดังนี้:

  • กำหนดเขตปลอดบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • บูรณาการการเรียนการสอนเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า
  • ปรับปรุงกฎระเบียบเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเรียนให้รัดกุมขึ้น
  • ประชาสัมพันธ์ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างการรับรู้
  • พัฒนาบุคลากรให้สามารถป้องกันและให้คำแนะนำเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าได้
  • ร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกในการควบคุมและเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

มาตรการระยะกลางเพื่อเสริมสร้างเครือข่ายเยาวชน

ในระยะกลาง กระทรวงศึกษาธิการจะขยายผลแนวทางป้องกันและเฝ้าระวัง โดยใช้เทคนิค “เพื่อนเตือนเพื่อน” ผ่านกิจกรรมของสภานักเรียน พร้อมกับสร้างแกนนำเยาวชนในการต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังมีการ:

  • ประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อจัดสัมมนาและกิจกรรมรณรงค์
  • ปรับปรุงหลักสูตรอบรมบุคลากรให้มีเนื้อหาครอบคลุมการป้องกันบุหรี่ไฟฟ้า
  • บูรณาการมาตรการร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว

มาตรการระยะยาวเพื่อปลูกฝังพฤติกรรมเยาวชน

มาตรการในระยะยาวจะเน้นการปลูกฝังความเข้าใจเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งด้านกฎหมายและสุขภาพ รวมถึง:

  • เสริมบทบาทของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤติในการเฝ้าระวัง
  • ให้ความรู้แก่ผู้ปกครองและชุมชนเกี่ยวกับผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้า
  • ปรับปรุงกฎหมายให้ข้าราชการมีอำนาจในการตรวจค้นและทำลายบุหรี่ไฟฟ้า
  • คาดโทษทางวินัยบุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า

บทลงโทษสำหรับบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า

เพื่อให้บุคลากรในสังกัดเป็นแบบอย่างที่ดี กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดบทลงโทษทางวินัยสำหรับผู้ที่ยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า โดยย้ำว่า ข้าราชการครูและบุคลากรทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด และต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่นักเรียน

สถิติการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชนไทย

จากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2567 พบว่า จำนวนเยาวชนไทยที่เคยทดลองใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วนสูงถึง 15% ของกลุ่มอายุ 15-24 ปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีเพียง 12% นอกจากนี้ การสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับอุดมศึกษามีแนวโน้มใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่

จากข้อมูลข้างต้น ทำให้กระทรวงศึกษาธิการต้องดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา ซึ่งนอกจากจะเป็นการปกป้องสุขภาพของเยาวชนแล้ว ยังเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเหมาะสมต่อการเรียนรู้ในระยะยาว

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงศึกษาธิการ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

แม่สายรื้อบ้านรุกล้ำ ไทย-เมียนมา ขุดลอก น้ำสาย-น้ำรวก

ไทย-เมียนมา เดินหน้าขุดลอกลำน้ำแม่สาย-น้ำรวก แก้ปัญหาการรุกล้ำเขตแดน

เร่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ร่วมมือขุดลอกแม่น้ำเพื่อความชัดเจนของแนวเขตแดน

เชียงราย, 6 มีนาคม 2568 – นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย เปิดเผยถึงความคืบหน้าการขุดลอกลำน้ำแม่สายและลำน้ำรวก ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศไทยและเมียนมา ว่าหลังจากการประชุมคณะกรรมการร่วมไทย-เมียนมา (JCR) เมื่อวันที่ 16-17 มกราคม 2568 ที่จังหวัดเชียงราย มีข้อตกลงให้ทั้งสองประเทศรับผิดชอบการขุดลอกลำน้ำในพื้นที่ของตนเอง

ฝ่ายเมียนมาจะดำเนินการขุดลอกแม่น้ำสายเป็นระยะทาง 13 กิโลเมตร ตั้งแต่ชุมชนบ้านถ้ำผาจม หมู่ 1 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ไปจนถึงเขตติดต่อตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย ขณะที่ฝ่ายไทย มีกองทหารช่างเป็นผู้รับผิดชอบขุดลอกลำน้ำรวก ระยะทาง 33 กิโลเมตร จากตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย ไปจนถึงบ้านสบรวก สามเหลี่ยมทองคำ ในเขตอำเภอเชียงแสน และไหลออกสู่แม่น้ำโขง

การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำแนวเขตแดน

นายวรายุทธ ค่อมบุญ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบพบว่าฝ่ายเมียนมามีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในเขตประเทศไทย 33 จุด ขณะที่ฝ่ายไทยมีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในเขตเมียนมา 45 จุด ล่าสุด ทางการเมียนมาได้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำไปแล้ว 20 จุด และอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการรื้อถอนที่เหลือให้เสร็จโดยเร็ว ส่วนฝ่ายไทยได้เริ่มกระบวนการรื้อถอนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และสามารถดำเนินการไปแล้ว 7 จุด โดยจะเร่งให้แล้วเสร็จตามข้อตกลงระหว่างสองประเทศ

ในวันที่ 10 มีนาคม 2568 คณะเจ้าหน้าที่ไทย นำโดยนายประสงค์ หล้าอ่อน จะเดินทางไปยังจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา เพื่อร่วมลงนามข้อตกลงในการขุดลอกลำน้ำสาย-น้ำรวก ตามสนธิสัญญาที่กำหนดไว้ หลังการลงนามอย่างเป็นทางการ ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มกระบวนการขุดลอกทันที

ผลกระทบต่อประชาชนริมฝั่งแม่น้ำ

ปัญหาหนึ่งที่ยังต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือบ้านเรือนประชาชนที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก โดยเฉพาะที่บ้านเกาะทราย ซึ่งบางหลังอยู่ในเขตเมียนมา และอาจต้องถูกรื้อถอนตามข้อตกลงของทั้งสองประเทศ นางขันแก้ว อายุ 54 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่าตนเองและครอบครัวอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวมาหลายชั่วอายุคน โดยไม่ทราบแน่ชัดว่าแนวเขตแดนอยู่ที่ใด หากต้องรื้อถอนที่อยู่อาศัยจริงก็อยากได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐในเรื่องที่ดินหรือที่อยู่ใหม่ เพราะประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่กันมานานและไม่มีทรัพย์สินเพียงพอในการหาที่อยู่ใหม่ด้วยตัวเอง

ในส่วนของการรื้อถอนฝั่งเมียนมา มีรายงานว่า ตั้งแต่ใต้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 เจ้าหน้าที่เมียนมาได้เริ่มดำเนินการรื้อถอนกำแพงและสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในลำน้ำสาย รวมถึงมีการขุดลอกบางจุดเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการก่อสร้างกำแพงกันน้ำใหม่ ซึ่งในบางกรณี ประชาชนที่มีฐานะดีในเมียนมาได้รับอนุญาตให้สร้างแนวกันน้ำได้โดยมีเจ้าหน้าที่เมียนมาคอยกำกับดูแล

สถิติและแนวโน้มการขุดลอกลำน้ำชายแดนไทย-เมียนมา

ตามข้อมูลจากกรมโยธาธิการและผังเมือง การขุดลอกลำน้ำชายแดนไทย-เมียนมา มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโครงการขุดลอกแม่น้ำชายแดนไทย-เมียนมา แล้วกว่า 120 กิโลเมตร ซึ่งช่วยลดปัญหาการกัดเซาะพื้นที่ การรุกล้ำแนวเขตแดน และลดความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่ชายแดน

อย่างไรก็ตาม การขุดลอกลำน้ำครั้งใหม่นี้มีความท้าทายเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องดำเนินการร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจมีความล่าช้าในเรื่องของขั้นตอนทางกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ การดำเนินโครงการนี้จึงต้องมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามหลักสากล และป้องกันปัญหาข้อพิพาทในอนาคต

แม้ว่าการขุดลอกลำน้ำสาย-น้ำรวกครั้งนี้จะช่วยทำให้แนวเขตแดนมีความชัดเจนขึ้น แต่ก็ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการเยียวยาและการช่วยเหลืออย่างเหมาะสมจากภาครัฐ ทั้งของไทยและเมียนมา เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวและดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE