Categories
NEWS UPDATE

เปิดสถิติงานครู 2569 หัวหน้าระดับแบกงานบริหาร 874 ชม.ต่อเทอม จี้รัฐคืนเวลาคุณภาพให้ห้องเรียน

วิกฤต “ครูไทย” ภาระงานสอนเกินมาตรฐาน 37.6% งานบริหารนับพันชั่วโมงต่อภาคเรียน—กสศ.ชี้ต้อง “คืนครูสู่ห้องเรียน” ด้วยการปฏิรูปโครงสร้างและแยกงานสนับสนุนออกจากงานสอน

เชียงราย, 18 มกราคม 2569 — เช้าวันเรียนของโรงเรียนขนาดเล็กในต่างจังหวัดมักเริ่มต้นเหมือนกันแทบทุกวัน ครูคนหนึ่งยืนหน้าชั้น พร้อมกระดานและหนังสือเรียน แต่เบื้องหลังภาพที่ดูเป็น “งานสอน” กลับซ่อนงานอีกกองใหญ่ที่ไม่ถูกนับในสายตาสังคม—งานเอกสาร งานโครงการ งานประกันคุณภาพ งานประชาสัมพันธ์ และงานธุรการสารพัด ที่ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า วันนี้ครูไทยยังมีเวลา “เป็นครู” มากพอหรือไม่

คำถามนี้ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกส่วนตัวล้วน ๆ เมื่อ สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ภายใต้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยผลสำรวจภาระงานครูจากกลุ่มตัวอย่างครูหลายสังกัด ทั้ง สพฐ. ท้องถิ่น เอกชน และ กทม. โดย ผศ.ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ ผู้อำนวยการสถาบันฯ ชี้ให้เห็นภาพรวมที่สะเทือนระบบการศึกษาไทย ครู โดยเฉพาะใน โรงเรียนขนาดเล็ก แบกภาระงานสอนสูงผิดปกติ ขณะเดียวกันภาระงานนอกเหนือการสอนกลับกินเวลา “เป็นร้อย–พันชั่วโมง” ต่อภาคเรียน

วงจรโรงเรียนเล็ก “ทรัพยากรน้อยที่สุด แต่ภาระมากที่สุด”

หากมองผิวเผิน โรงเรียนขนาดเล็กอาจถูกเข้าใจว่าเป็นโรงเรียนที่ “ภาระน้อย” เพราะมีนักเรียนไม่มาก แต่รายงานของกสศ.กลับสะท้อนความจริงอีกด้านว่า โรงเรียนกลุ่มนี้คือจุดที่ภาระงานของครู “หนาแน่นที่สุด” ทั้งจากข้อจำกัดด้านกำลังคนและโครงสร้างงานที่ครูต้องทำแทบทุกบทบาทในโรงเรียนเดียว

ข้อมูลสำคัญในรายงานระบุว่า ครูในโรงเรียนขนาดเล็กมีชั่วโมงสอนเฉลี่ย 27.31 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์อ้างอิงในงานวิจัยจนคิดเป็น มากกว่า 37.6% ในทางปฏิบัติหมายถึงครูหนึ่งคนต้องสอนหลายวิชา หลายระดับชั้น และต้องสลับบทบาทตั้งแต่ครูประจำชั้น ครูวิชาการ ไปจนถึงผู้ประสานงานโครงการ

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าชั่วโมงสอน คือ “โครงสร้างการกระจายงาน” ที่รายงานระบุว่า ครูรุ่นใหม่มักได้รับมอบหมายงานสอนมากกว่าครูอาวุโส ทำให้คนที่ยังต้องสร้างทักษะการสอนและพัฒนาอาชีพกลับต้องแบกภาระหนักที่สุด ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มในต่างประเทศที่พบว่าครูอายุน้อยเผชิญความเสี่ยงต่อความเครียดและภาวะหมดไฟสูงกว่า จากการถูกจัดสรรไปอยู่ในงาน/ห้องเรียนที่ “หนัก” อย่างไม่สมส่วน

ไม่ได้หนักแค่งานสอน 5 งานนอกตารางที่ “กัดกินเวลา” ครู

รายงานกสศ.ทำให้คำว่า “งานครู” ถูกแยกออกเป็นสองโลกอย่างชัดเจน งานสอนที่เป็นภารกิจหลัก และงานนอกเหนือการสอนที่กลายเป็นภารกิจประจำวันแบบเลี่ยงไม่ได้ โดย 5 อันดับงานนอกเหนือการสอนที่ใช้เวลามากที่สุดต่อภาคเรียน ได้แก่

  1. หัวหน้าสายชั้น/หัวหน้าระดับ: 874 ชั่วโมงต่อภาคเรียน
  2. งานสำนักวิชาการ: 777 ชั่วโมงต่อภาคเรียน
  3. งานประชาสัมพันธ์: 468 ชั่วโมงต่อภาคเรียน
  4. งานประกันคุณภาพ: 438 ชั่วโมงต่อภาคเรียน
  5. งานบุคคล: 414 ชั่วโมงต่อภาคเรียน

ในรายงานยังอธิบายมิติ “เวลาเฉลี่ยต่อครั้ง” ของบางบทบาท เช่น งานหัวหน้าระดับที่กินเวลาเฉลี่ยต่อการทำงานแต่ละครั้งเกือบเต็มวันทำงาน ซึ่งสะท้อนว่า ภาระงานไม่ได้เป็นเพียง “งานยิบย่อย” แต่เป็นงานบริหารที่มีขั้นตอน มีความรับผิดชอบ และมักผูกกับระเบียบ/การตรวจสอบ

เมื่อครูต้องแบกงานลักษณะนี้โดยไม่มีบุคลากรสนับสนุนเพียงพอ โรงเรียนจึงเกิดภาวะ “ครูทำทุกอย่าง” ตั้งแต่การสื่อสารองค์กร การซ่อมบำรุง ไปจนถึงการเงินและพัสดุ—งานที่ต้องใช้ความชำนาญเฉพาะด้านและเกี่ยวข้องกับระเบียบกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบต่อเด็ก คุณภาพการสอนถูกบีบในห้องเรียนที่ควร “ได้รับมากที่สุด”

ภาระงานที่ล้นมือไม่ได้กระทบเฉพาะครู แต่กระทบ “ผู้เรียน” โดยตรง รายงานระบุว่า ครู 47.7% ยอมรับว่าภาระงานมากเกินไปส่งผลต่อคุณภาพการสอน และมีเพียง 29.7% ที่รู้สึกว่ามีเวลาเตรียมบทเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวางตัวเลขนี้ลงในบริบทโรงเรียนขนาดเล็ก—ซึ่งมักมีเด็กยากจน เด็กพื้นที่ห่างไกล หรือเด็กที่ต้องการการดูแลเชิงรายบุคคลมากเป็นพิเศษ—ภาระงานครูจึงกลายเป็น “วงจรความเหลื่อมล้ำ” ตามที่รายงานตั้งข้อสังเกตไว้ โรงเรียนที่ทรัพยากรน้อยที่สุด กลับเป็นโรงเรียนที่ครูต้องแบกภาระมากที่สุด และท้ายที่สุดเด็กในโรงเรียนเหล่านี้อาจได้รับเวลาคุณภาพจากครูน้อยที่สุด

ในทางการศึกษาศาสตร์ นี่คือการลดทอน “เวลาการสอนเชิงคุณภาพ” (quality instructional time) ลงอย่างเงียบ ๆ เพราะแม้ครูยังอยู่หน้าชั้น แต่เวลาที่ควรถูกใช้ในการออกแบบบทเรียน สร้างสื่อการสอน วิเคราะห์ผู้เรียน และสะท้อนผลการสอน ถูกดึงไปชดใช้กับงานเอกสารและงานรายงานจำนวนมาก

สัญญาณเตือนสุขภาพจิตครู Work–Life Balance พัง และความเสี่ยงหมดไฟที่เพิ่มขึ้น

อีกตัวเลขที่ถูกจับตาในรายงานคือ ครู 63% ระบุว่าไม่สามารถสร้างสมดุลชีวิตและการทำงาน (Work–Life Balance) ได้ แม้ตัวเลขนี้เป็นการรายงานตนเองและไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ แต่ในเชิงนโยบายสาธารณะถือเป็น “สัญญาณเตือน” เพราะสะท้อนความเสี่ยงต่อความเครียดสะสมและภาวะหมดไฟ (burnout) ที่อาจลุกลามไปสู่ปัญหาการลาออก การขาดงาน และคุณภาพการสอนในระยะยาว

ในระดับนานาชาติ ข้อมูลจากเครือข่ายวิชาชีพครูและชุดข้อมูล TALIS ถูกใช้ชี้ให้เห็นแนวโน้มคล้ายกันว่า “งานธุรการ/งานเอกสาร” เป็นแหล่งความเครียดสำคัญของครูจำนวนมาก จึงทำให้คำถามไม่ได้อยู่ที่ “ครูไทยบ่นมากไปหรือไม่” แต่อยู่ที่ “โครงสร้างงานครูถูกออกแบบให้เสี่ยงต่อความเครียดเรื้อรังหรือไม่”

ปมเชิงโครงสร้าง ทำไมงานนอกเหนือการสอนจึงโตไม่หยุด

คำอธิบายที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ ระบบการศึกษาในปัจจุบันต้องการ “หลักฐาน” เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ—หลักฐานของการใช้งบประมาณ หลักฐานของคุณภาพ หลักฐานของผลลัพธ์ และหลักฐานของการดำเนินโครงการ แต่เมื่อหลักฐานถูกออกแบบให้ผลิตผ่าน “คนเดิม” นั่นคือครู ภาระจึงไหลกลับมาที่ห้องเรียน

อีกด้านหนึ่ง โรงเรียนขนาดเล็กมักไม่มีตำแหน่งสนับสนุนครบตามความจำเป็น ทั้งงานธุรการ งานการเงิน/พัสดุ งานช่างเทคนิค หรือเจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กร รายงานกสศ.จึงเสนอชัดว่ามีอย่างน้อย 3 ตำแหน่งที่ควรมีบุคลากรเฉพาะทางมารับผิดชอบแทนครู ได้แก่ นักประชาสัมพันธ์, ช่างเทคนิคซ่อมบำรุง, และธุรการ/การเงิน/พัสดุ

อย่างไรก็ตาม ในมุมผู้บริหารสถานศึกษา บางงานไม่สามารถ “ตัดทิ้ง” ได้ทันที เพราะผูกกับการตรวจสอบและการกำกับดูแลตามระเบียบ โดยเฉพาะเมื่อโรงเรียนเป็นหน่วยรับงบประมาณและต้องรับผิดชอบต่อความโปร่งใส นี่จึงเป็นสมการยาก หากไม่ทำเอกสารเสี่ยงผิดระเบียบ แต่หากทำเอกสารมากเกินไปก็เสี่ยงทำลายคุณภาพการสอน

รัฐรับรู้ปัญหา นโยบาย “ลดภาระครู” มีอยู่ แต่โจทย์คือทำให้ถึงโรงเรียนจริง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐและ สพฐ.มีการประกาศ/สื่อสารนโยบายลดภาระงานครูในหลายวาระ เช่น แนวทางลดภาระการรายงานของสถานศึกษาและการลดการใช้เอกสารซ้ำซ้อนผ่านระบบดิจิทัล รวมถึงการสื่อสารเชิงนโยบายของ สพฐ.และ ก.ค.ศ.ที่มุ่งลดภาระงานที่ไม่จำเป็นและยกระดับคุณภาพชีวิตครู

ขณะเดียวกัน เอกสารติดตาม/ตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการในบางพื้นที่ก็ระบุ “นโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา” เป็นหัวข้อชัดเจน สะท้อนว่าปัญหานี้ถูกยอมรับในระดับนโยบายแล้ว

แต่สิ่งที่รายงานกสศ.กำลังชี้ คือ “การปฏิบัติจริง” ยังต้องการการปฏิรูปเชิงโครงสร้างมากกว่าคำประกาศ—เพราะต่อให้ประกาศลดภาระ หากโรงเรียนยังไม่มีคนสนับสนุน ระบบรายงานยังซ้ำซ้อน และครูยังต้องเป็นผู้ผลิตหลักฐานทุกชิ้น ภาระก็จะย้อนกลับมาเหมือนเดิม

ทางรอดที่กสศ.เสนอ คืนครูสู่ห้องเรียนด้วย 3 ระยะปฏิรูป (และทำให้วัดผลได้)

รายงานและข้อเสนอของกสศ.วางแนวทางเป็นลำดับขั้น ซึ่งสามารถแปลงเป็น “โรดแมปเชิงปฏิบัติ” ได้ดังนี้

1) ระยะสั้น ตัดงานซ้ำซ้อน–หยุดโยนโครงการใส่ครูคนเดิม

  • ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะเอกสารซ้ำซ้อน และปรับลำดับความสำคัญให้งานสอนเป็นภารกิจอันดับหนึ่ง
  • กระจายงานอย่างเป็นธรรม ไม่มอบหลายโครงการให้ครูคนเดียวหรือกลุ่มเดียว
  • เริ่ม “แยกงานสนับสนุนออกจากงานครู” ด้วยการจ้าง/จัดคนเฉพาะทางในงานธุรการ การเงิน พัสดุ ตามความจำเป็นของพื้นที่

2) ระยะกลาง (6–12 เดือน): เพิ่มเวลาคุณภาพให้การสอน และดูแลสุขภาพจิตครู

  • เพิ่มเวลาเตรียมสอน ผ่านการจัดคาบว่างเพื่อเตรียมการสอน ลดชั่วโมงสอน หรือออกแบบตารางสอนใหม่ให้มีพื้นที่หายใจ
  • จัดระบบดูแลสุขภาพจิต/ช่องทางปรึกษา ลดความเสี่ยงความเครียดสะสม
  • สร้างกติกาองค์กรเรื่องการติดต่องานนอกเวลาราชการอย่างจริงจัง เพื่อให้ Work–Life Balance กลับมาเป็นไปได้

3) ระยะยาว (1–2 ปี) รื้อระบบกระดาษ และทำให้ “หลักฐาน” เกิดจากข้อมูลครั้งเดียวใช้ได้ทั้งระบบ

  • ปฏิรูประบบราชการและโครงสร้างงาน นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาทดแทนงานเอกสาร
  • สร้างระบบพี่เลี้ยง (mentoring) สำหรับครูใหม่ ลดการช็อกกับภาระงานและเพิ่มคุณภาพการสอน
  • สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพวิชาชีพครู ให้ครูมีส่วนร่วมตัดสินใจในเรื่องที่กระทบชั้นเรียน

หัวใจสำคัญของทุกข้อ คือทำให้ “เวลาของครู” กลับไปอยู่ในกิจกรรมที่สร้างผลลัพธ์ต่อผู้เรียนมากที่สุด คล้ายกับข้อค้นพบเชิงนโยบายในต่างประเทศที่ชี้ว่า การบริหารเวลาครูและการลดงานที่เบียดบังการสอน เป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพระบบการศึกษา

มุมมองเชิงนโยบาย ถ้าไม่แก้ “ภาระงานครู” ประเทศจะเสียอะไร

ความเสียหายจากภาระงานครูที่ล้นมือ ไม่ได้เกิดขึ้นในรูป “งบประมาณรั่วไหล” แบบจับต้องง่าย แต่มาในรูป “โอกาสที่หายไป” ของเด็กและชุมชน

  • เด็กในโรงเรียนเล็กอาจสูญเสียเวลาเรียนรู้เชิงคุณภาพ ทั้งที่เป็นกลุ่มที่ควรได้รับการดูแลมากที่สุด
  • ครูรุ่นใหม่เสี่ยงหมดไฟก่อนเติบโตเป็นกำลังหลักของระบบ
  • ความพยายามลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอาจสะดุด เพราะเครื่องมือหลักคือ “ครู” ถูกใช้ไปกับงานที่ไม่ใช่การสอน

จึงไม่แปลกที่รายงานกสศ.ถูกอ่านเป็น “เสียงเตือน” ถึงผู้กำหนดนโยบายว่า หากยังไม่คืนครูสู่ห้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ระบบการศึกษาไทยอาจติดอยู่ในวงจรเดิม—โรงเรียนเล็กยิ่งเหนื่อย เด็กยิ่งเสียโอกาส และครูยิ่งหมดแรง

คืนครูสู่ห้องเรียนไม่ใช่สโลแกน—แต่คือการออกแบบคนและระบบใหม่

รายงานภาระงานครูของกสศ.ทำให้ภาพ “ครูเหนื่อย” ถูกยกระดับเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ด้วยตัวเลขที่ตรวจสอบได้ ชั่วโมงสอนเฉลี่ยที่สูงผิดปกติ งานบริหารที่กินเวลาเป็นร้อย–พันชั่วโมง และสัดส่วนครูจำนวนมากที่ยอมรับว่าคุณภาพการสอนและสมดุลชีวิตกำลังถูกบั่นทอน

ในวันที่สังคมต้องการให้การศึกษาเป็นบันไดลดความเหลื่อมล้ำ คำตอบอาจไม่ใช่การเพิ่มโครงการใหม่เข้าไปในโรงเรียน แต่เป็นการทำสิ่งพื้นฐานให้สำเร็จ ทำให้ครูมีเวลาเตรียมสอน มีพลังสอน และมีชีวิตที่สมดุลพอจะอยู่ในอาชีพนี้ได้ยาวนาน เพราะท้ายที่สุด “คุณภาพเด็ก” ไม่ได้เกิดจากเอกสารที่สวยงาม แต่เกิดจากเวลาจริงในห้องเรียน—เวลาที่ระบบต้องช่วยกัน “ทวงคืน” ให้ครู

สถิติสำคัญจากรายงาน (เพื่อการอ้างอิงเชิงนโยบาย)

  • ชั่วโมงสอนเฉลี่ยครูโรงเรียนขนาดเล็ก: 27.31 ชม./สัปดาห์ (สูงกว่าเกณฑ์อ้างอิง 37.6%)
  • งานนอกเหนือการสอน (ต่อภาคเรียน): หัวหน้าสายชั้น/ระดับ 874 ชม., วิชาการ 777 ชม., ประชาสัมพันธ์ 468 ชม., ประกันคุณภาพ 438 ชม., งานบุคคล 414 ชม.
  • ครูที่ระบุว่าภาระงานกระทบคุณภาพการสอน: 47.7%
  • ครูที่รู้สึกว่ามีเวลาเตรียมสอนเพียงพอ: 29.7%
  • ครูที่ระบุว่าไม่สามารถทำ Work–Life Balance ได้: 63%
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) / สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
  • สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
  • OECD: รายงานเกี่ยวกับการใช้เวลาของครูและภาระงานจากข้อมูล TALIS
  • Education International: บทสรุปเชิงข้อมูลจาก TALIS เกี่ยวกับภาระงานธุรการเป็นแหล่งความเครียดของครู  
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

มช.-จุฬาฯ ค้นพบ “ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง” ชนิดใหม่ของโลกริมฝั่งโขงเชียงราย หมุดหมายใหม่วิทยาศาสตร์ไทย

ค้นพบ “ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง” ชนิดใหม่ของโลก ริมโขงเชียงราย หมุดหมายใหม่ของวิทยาศาสตร์ไทย และสัญญาณเตือนอนาคตลุ่มน้ำชายแดนเหนือ

เชียงราย, 8 มกราคม 2569 – ท่ามกลางกระแสข่าววิกฤตสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขง–ลุ่มน้ำกกที่ถูกจับตามองจากสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ประเด็นการปนเปื้อนโลหะหนักและผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารกำลังสร้างความกังวลในหลายจังหวัดชายแดนเหนือ ทว่าล่าสุด จังหวัดเชียงรายได้จารึกอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์เชิงบวก เมื่อทีมนักวิจัยไทยสามารถค้นพบ “ไส้เดือนชนิดใหม่ของโลก” บริเวณริมแม่น้ำโขง อำเภอเวียงแก่น และได้รับ “นามพระราชทาน” อันทรงคุณค่าในพระนามของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

การค้นพบ “ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง” ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัยไทยอย่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หากยังเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าพื้นที่ชายแดนลุ่มน้ำโขงในจังหวัดเชียงรายยังคงเป็น “ขุมทรัพย์ความหลากหลายทางชีวภาพ” ที่ควรค่าแก่การปกป้องอย่างจริงจัง ในขณะที่ระบบนิเวศก็กำลังเผชิญแรงกดดันจากการพัฒนาและมลพิษรอบด้าน

จากริมโขงเวียงแก่นสู่เวทีวิทยาศาสตร์โลก รายละเอียดการค้นพบ

ข้อมูลจากศูนย์สื่อสารองค์กรและนักศึกษาเก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐวดี นันตรัตน์ ภาควิชาชีววิทยา พร้อมทีมวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเครือข่าย ได้ประกาศความสำเร็จในการค้นพบ “ไส้เดือนชนิดใหม่ของโลก” จากการลงพื้นที่ศึกษาในเขตลุ่มน้ำโขง บริเวณอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย

ไส้เดือนชนิดนี้ได้รับการกำหนดชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amynthas sirindhornae และได้รับพระราชทานชื่อสามัญว่า ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง” ซึ่งไม่เพียงเป็นเกียรติสูงสุดในวงการอนุกรมวิธานเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงกับพระราชกรณียกิจด้านการศึกษาและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ อย่างลึกซึ้ง

การศึกษาวิจัยไส้เดือนชนิดนี้ใช้กระบวนการ “อนุกรมวิธานร่วมกับการวิเคราะห์พันธุกรรม” เพื่อยืนยันว่าเป็น สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลก (New Species) อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงชนิดแปรหรือสายพันธุ์ย่อยของไส้เดือนที่มีการรายงานมาก่อนหน้า ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มจำนวนชนิดพันธุ์ที่มีการบันทึกในฐานข้อมูลโลก แต่ยังสะท้อนว่าระบบนิเวศริมน้ำโขงของเชียงรายยังมีความสมบูรณ์ในเชิงชีวภาพในระดับที่นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังสำรวจไม่หมด

ในเชิงนิเวศวิทยา ไส้เดือนถือเป็น “วิศวกรดิน” (Ecosystem Engineer) ตัวสำคัญ มีบทบาทในการย่อยสลายอินทรียวัตถุ ฟื้นฟูโครงสร้างดิน เพิ่มช่องอากาศและการซึมผ่านของน้ำในดิน และช่วยหมุนเวียนธาตุอาหาร หากในดินยังมีไส้เดือนสายพันธุ์เฉพาะถิ่นที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพสิ่งแวดล้อมยังคงดำรงอยู่ นั่นหมายความว่าพื้นที่ดังกล่าวยังมีศักยภาพด้านความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระดับที่ต้องให้ความสำคัญ

“43 สิ่งมีชีวิตใหม่ของโลก” บริบทระดับชาติที่ไส้เดือนเทพรัตน์ฯ เป็นส่วนหนึ่ง

การค้นพบไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นส่วนหนึ่งของผลงานวิจัยชุดใหญ่ที่ถูกนำเสนอในงาน Chula the Impact ครั้งที่ 36 หัวข้อ “43 สิ่งมีชีวิตใหม่ของโลก” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาฯ ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์และภาคีเครือข่ายนักวิจัยด้านอนุกรมวิธานและความหลากหลายทางชีวภาพ

ในงานดังกล่าว มีการแถลงข่าวการค้นพบ สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกจำนวน 43 ชนิด ที่ค้นพบในประเทศไทย และ “ทั้งหมด” ได้รับพระราชทานชื่อวิทยาศาสตร์ภายใต้พระนามของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมายุ 70 พรรษา พุทธศักราช 2568 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญเชิงประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์และเชิงสัญลักษณ์ทางสังคมของไทย

ในบรรดา 43 ชนิด มีการแบ่งประเภทอย่างชัดเจน ได้แก่

  • สกุลใหม่ของโลก 2 สกุล
    • สกุลผีเสื้อกลางคืนเทพรัตน์
    • สกุลเห็ดก้อนอำพันเจ้าฟ้า
  • พืชชนิดใหม่ของโลก 3 ชนิด
    • กระเจียวชมพูสิรินธร
    • ต่างหูสิรินธร
    • ฮ่อมสิรินธร
  • สัตว์ชนิดใหม่ของโลก 33 ชนิด (ที่โดดเด่น เช่น)
    • ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง
    • ไส้เดือนริมโขงบึงกาฬ
    • ไส้เดือนภักดีแม่น้ำโขง
    • กุ้งเทพรัตน์
    • แมลงปอเข็มท้องยาวเทพรัตน์
    • มดตะนอยเทพรัตน์
    • กิ้งกือมังกรสิรินธร
    • กบเขาหินทรายเจ้าฟ้า
  • เห็ดและยีสต์ชนิดใหม่ของโลก 5 ชนิด
    • ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง
    • ยีสต์สิรินธร
    • ยีสต์น้ำหวานดอกตาลโตนดเจ้าฟ้าหญิง
    • ยีสต์น้ำหวานดอกตาลโตนดสิรินธร
    • เห็ดโกงกางจิ๋วสิรินธร

จากภาพรวมดังกล่าว ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขงจึงไม่ได้เป็นเพียง “ชนิดใหม่ของโลก” หนึ่งในหลายสิบชนิด แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “ชุดข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ” ที่มีนัยสำคัญทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์ เชิงสังคม และเชิงสัญลักษณ์ต่อสถาบันหลักของชาติ

ไส้เดือนเล็ก ๆ กับคำถามใหญ่เรื่องอนาคตลุ่มน้ำโขง–เชียงราย

แม้การค้นพบนี้จะถูกนำเสนอในเชิงความสำเร็จด้านวิทยาศาสตร์เป็นหลัก แต่เมื่อมองผ่านบริบทจังหวัดเชียงรายและลุ่มน้ำโขง คำถามที่ตามมาคือ “เราจะรักษาระบบนิเวศที่เปราะบางและมีคุณค่าชุดนี้ไว้ได้อย่างไร”

พื้นที่อำเภอเวียงแก่นตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ชายแดนที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า การคมนาคม และวิถีชีวิตของชุมชนมาอย่างยาวนาน ดินริมตลิ่งที่เป็นพื้นที่เกษตร พื้นที่ป่า และพื้นที่ชุมชน คือแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก ตั้งแต่จุลินทรีย์ ไส้เดือน แมลง ไปจนถึงพืชและสัตว์ขนาดใหญ่

ในเชิงนิเวศ ไส้เดือนสามารถทำหน้าที่เป็น “ดัชนีชี้วัดคุณภาพดิน” ได้อย่างมีนัยสำคัญ หากพื้นที่ใดเริ่มมีมลพิษจากสารเคมีทางการเกษตร โลหะหนัก หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างดินอย่างรุนแรง จำนวนและความหลากหลายของไส้เดือนมักลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของดินและความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว

การค้นพบไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขงในพื้นที่เวียงแก่น จึงเป็น “หลักฐานทางวิทยาศาสตร์” ว่าพื้นที่ริมน้ำโขงของเชียงรายยังมีความสำคัญเชิงความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันก็เป็น “เครื่องเตือนใจ” ว่า หากการปนเปื้อนสารพิษในลุ่มน้ำโขง–ลุ่มน้ำกก–ลุ่มน้ำสาขาอื่น ๆ รุนแรงขึ้นโดยไม่มีมาตรการรองรับ สิ่งมีชีวิตหายากอย่างไส้เดือนชนิดนี้อาจตกอยู่ในความเสี่ยงโดยตรง

ความร่วมมือวิชาการไทย จากห้องปฏิบัติการสู่การอนุรักษ์เชิงพื้นที่

ผลงานครั้งนี้สะท้อนภาพของ “เครือข่ายวิจัยไทย” ที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาหลักด้านชีววิทยาและความหลากหลายทางชีวภาพของภาคเหนือ ผนึกกำลังกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นแกนกลางด้านงานอนุกรมวิธานระดับประเทศ

การใช้เครื่องมือทางพันธุกรรมควบคู่กับการสำรวจภาคสนาม ทำให้การจำแนกชนิดพันธุ์มีความแม่นยำมากขึ้น ลดความคลาดเคลื่อนจากลักษณะภายนอกที่อาจใกล้เคียงกัน แต่มีความแตกต่างในระดับยีนอย่างมีนัยสำคัญ แนวโน้มเช่นนี้กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของงานด้านอนุกรมวิธานและอนุรักษ์ในศตวรรษที่ 21

ในอีกด้านหนึ่ง การเผยแพร่ข้อมูลผ่านงาน Chula the Impact ไม่เพียงทำให้สาธารณชนได้เห็น “หน้าตา” ของสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่เหล่านี้ แต่ยังยกระดับการรับรู้สาธารณะต่อประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมักจะถูกกลบด้วยข่าวการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่หรือปัญหาสิ่งแวดล้อมเฉพาะหน้า

ความสำเร็จของโครงการนี้จึงไม่ใช่เพียง “งานวิจัยบนกระดาษ” แต่เป็นฐานข้อมูลและเครื่องมือสำหรับการกำหนดนโยบายอนุรักษ์ในระดับพื้นที่และระดับลุ่มน้ำต่อไป โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบางอย่างชายแดนภาคเหนือ ซึ่งอยู่ท่ามกลางทั้งโอกาสการพัฒนาและความเสี่ยงด้านมลพิษในเวลาเดียวกัน

เชียงรายในฐานะ “ห้องทดลองธรรมชาติ” เมืองสะอาด เมืองปลอดภัย เริ่มต้นที่ดินและดินแดน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายถูกพูดถึงบนเวทีสาธารณะทั้งในมิติการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การกีฬาเชิงนานาชาติ และการเป็นจุดเชื่อมเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ขณะเดียวกัน ก็นำเสนอวิสัยทัศน์เรื่อง “เชียงรายเมืองสะอาดและปลอดภัย” ในหลายเวทีนโยบาย

การค้นพบไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง ทำให้วิสัยทัศน์ดังกล่าวมี “มิติทางวิทยาศาสตร์” ที่จับต้องได้มากขึ้น เพราะสะท้อนว่า เชียงรายไม่ได้เป็นเพียงทางผ่านหรือพื้นที่ชายแดน แต่เป็น “ห้องทดลองธรรมชาติ” ที่มีทรัพยากรชีวภาพอันละเอียดอ่อนอยู่ในดิน ใต้น้ำ และในป่า

หากสามารถใช้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ เช่น การกระจายของไส้เดือนชนิดนี้ และชนิดอื่น ๆ ในลุ่มน้ำโขง เป็นตัวชี้วัดประกอบกับข้อมูลมลพิษในดิน–น้ำ ก็จะช่วยให้จังหวัดและหน่วยงานกลางสามารถออกแบบมาตรการป้องกันและฟื้นฟูได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น เช่น

  • การระบุ “โซนอนุรักษ์ดินและตลิ่งแม่น้ำ” ที่มีความสำคัญเชิงพันธุกรรม
  • การติดตามผลกระทบจากมลพิษหรือโครงการพัฒนา ผ่านการเปลี่ยนแปลงของประชากรไส้เดือนและสัตว์หน้าดินอื่น ๆ
  • การใช้สิ่งมีชีวิตบางชนิดเป็น “ตัวชี้วัดมลพิษ” (Bioindicator) ในการเฝ้าระวังเชิงรุก

ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับทิศทางที่ระบุไว้ในข้อมูลเบื้องต้นว่า ความสำเร็จในการค้นพบไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง จะถูกต่อยอดสู่การศึกษาบทบาทของไส้เดือนชนิดนี้ใน “การบำบัดดิน” หรือ “การเป็นตัวชี้วัดมลพิษ” ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งหากดำเนินการอย่างจริงจัง จะช่วยหนุนเสริมเป้าหมาย “เชียงรายเมืองสะอาดและปลอดภัย” จากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่

จากชื่อวิทยาศาสตร์สู่ความภาคภูมิใจร่วมกันของสังคมไทย

นอกจากความสำคัญเชิงนิเวศและเชิงวิทยาศาสตร์แล้ว “นามพระราชทาน” Amynthas sirindhornae หรือไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง ยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้งต่อสังคมไทย

การที่สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลก 43 ชนิด ซึ่งรวมถึงไส้เดือนจากริมน้ำโขงเชียงราย ได้รับพระราชทานชื่อวิทยาศาสตร์ภายใต้พระนามของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมายุ 70 พรรษา ไม่เพียงสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณเท่านั้น หากยังทำให้ “งานวิจัย” ซึ่งมักถูกมองว่าอยู่ไกลจากชีวิตประจำวันของประชาชน กลับเข้าใกล้หัวใจของสังคมมากยิ่งขึ้น

ในอีกมุมหนึ่ง การค้นพบนี้ยังช่วยย้ำว่า ประเทศไทยยังมี “ทุนทางธรรมชาติ” ที่ซ่อนอยู่ในผืนดิน ผืนน้ำ และผืนป่า อีกมากมาย ซึ่งหากได้รับการสำรวจ ศึกษา และดูแลอย่างเหมาะสม ก็จะกลายเป็นทั้งฐานความรู้ ฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และฐานความภาคภูมิใจร่วมกันของคนไทยทั้งประเทศ

สำหรับชุมชนริมน้ำโขงอย่างเวียงแก่น การที่พื้นที่ของตนถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ระดับโลกในฐานะแหล่งค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ ยิ่งช่วยเพิ่ม “น้ำหนักเชิงเหตุผล” ให้แก่ข้อเรียกร้องด้านการอนุรักษ์ลุ่มน้ำและการจัดการมลพิษอย่างยั่งยืนในอนาคต

ไส้เดือนตัวเล็กกับคำถามใหญ่ของลุ่มน้ำโขง

ในวันที่ข่าวคราวเกี่ยวกับมลพิษในแม่น้ำลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำกก และลุ่มน้ำสาละวิน ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์อย่างต่อเนื่อง การค้นพบ “ไส้เดือนเทพรัตน์แม่น้ำโขง” จากดินริมฝั่งโขงที่เวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ได้ส่งสัญญาณเชิงบวกให้สังคมไทยได้ทบทวนว่า ท่ามกลางวิกฤต เรายังมี “โอกาส” ในการฟื้นฟู ปกป้อง และต่อยอดองค์ความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติของเราเอง

ไส้เดือนตัวเล็ก ๆ ที่ถูกบันทึกชื่อในภาษาวิทยาศาสตร์และได้รับพระราชทานนาม อาจไม่ได้เป็นข่าวใหญ่ในเชิงเศรษฐกิจหรือการเมืองในวันนี้ แต่ในระยะยาว การมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ คืออาวุธสำคัญในการปกป้องความมั่นคงทางอาหาร ระบบนิเวศ และคุณภาพชีวิตของผู้คนทั้งลุ่มน้ำโขงและจังหวัดเชียงราย

สำหรับนักวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่าย ความสำเร็จในครั้งนี้ยืนยันว่า การทำงานอย่างต่อเนื่องในภาคสนามและห้องปฏิบัติการ สามารถผลักดันให้งานวิจัยของไทยยืนอยู่แถวหน้าบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม
สำหรับเชียงราย การค้นพบนี้ตอกย้ำว่าจังหวัดเล็ก ๆ ริมชายแดน ไม่ได้มีเพียงบทบาทด้านการค้าและการท่องเที่ยว หากยังเป็น “พื้นที่สำคัญของวิทยาศาสตร์โลก” ที่บอกเล่าเรื่องราวของดิน น้ำ ป่า และชีวิตเล็ก ๆ ใต้ผิวดินที่เชื่อมโยงกับอนาคตของผู้คนทั้งลุ่มน้ำ

คำถามที่เหลืออยู่จึงไม่ใช่เพียงว่า เราค้นพบสิ่งมีชีวิตใหม่ได้อีกกี่ชนิด แต่คือ “เราจะดูแลสิ่งมีชีวิตที่ค้นพบแล้ว และระบบนิเวศที่โอบอุ้มพวกมันอย่างไร” เพื่อให้ลุ่มน้ำโขง–เชียงรายยังคงเป็นบ้านของทั้งมนุษย์และสรรพชีวิตอย่างสมดุลต่อไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์สื่อสารองค์กรและนักศึกษาเก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • รายงานสรุปรายชื่อสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกจำนวน 43 ชนิด
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เปิดเบื้องหลังความสำเร็จทีม Fighting Frost อาชีวเชียงราย ฝ่าพายุหิมะคว้ารางวัลชนะเลิศระดับโลกที่ฮาร์บิน

อาชีวศึกษาเชียงรายผงาดเวทีหิมะโลก “ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ” คว้าแชมป์ ICSSC 2026 เผยพลัง Soft Power ไทยจากห้องเรียนสู่ฮาร์บิน

เชียงราย – ฮาร์บิน, 7 มกราคม 2569 – ท่ามกลางอากาศติดลบและพื้นหิมะสีขาวโพลนที่เมืองฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการอาชีวศึกษาไทยถูกบันทึกอย่างเป็นทางการ เมื่อทีมนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ในนามทีม “Fighting Frost TH” ผนึกกำลังกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันแกะสลักหิมะระดับนานาชาติ 18th International Collegiate Snow Sculpture Contest (ICSSC 2026) เหนือคู่แข่งจาก 9 ประเทศ รวม 46 ทีม

เบื้องหลังผลงาน “ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ” (Betta Blossoms in the Snowfields) ไม่ได้เป็นเพียงชิ้นงานศิลปะบนเวทีแข่งขัน หากยังเป็นภาพแทนการเดินทางของเด็กอาชีวะจากเมืองเหนือที่ใช้ทักษะวิชาชีพและอัตลักษณ์ไทย ก้าวออกจากรั้ววิทยาลัยไปสู่สายตาชาวโลก

เวทีหิมะระดับโลก: จากเชียงรายสู่ฮาร์บิน

การแข่งขัน ICSSC 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–7 มกราคม 2569 ณ Harbin Engineering University (HEU) เมืองฮาร์บิน โดยมี China-Harbin International Ice and Snow Festival เป็นเจ้าภาพร่วม สนามแข่งขันปีนี้มีทีมนักศึกษาจาก 9 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ จีน อังกฤษ ไทย โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ มาเก๊า ฮ่องกง มาเลเซีย และยูเครน รวมทั้งสิ้น 46 ทีม

ประเทศไทยส่งทีมเข้าร่วม 4 ทีมจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาชั้นนำ คือ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า การเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ผลักดันศักยภาพนักศึกษาไทยสู่เวทีนานาชาติ ทั้งด้านศิลปะ การออกแบบ และการทำงานเป็นทีมในสภาพแวดล้อมจริงที่ท้าทาย “ปีนี้ถือเป็นปีที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะทั้ง 4 ทีมอาชีวศึกษาไทยสามารถคว้ารางวัลกลับมาได้ครบทุกทีม นับเป็นเครื่องยืนยันว่ามาตรฐานทักษะวิชาชีพของอาชีวศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” เลขาธิการ สอศ. ระบุ

ผลการแข่งขันสะท้อนความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายและวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา คว้ารางวัลชนะเลิศร่วมกัน ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรีได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 พร้อมรับถ้วยรางวัลและประกาศนียบัตรจากคณะกรรมการจัดงาน

จากเมืองหนาวเชียงรายสู่เมืองน้ำแข็ง: เส้นทางคัดเลือกที่ไม่ธรรมดา

สำหรับทีม Fighting Frost TH เส้นทางสู่เวทีหิมะโลกเริ่มต้นตั้งแต่ในห้องเรียนที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย นักศึกษาชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 3 สาขาวิชาวิจิตรศิลป์ 4 คน ได้แก่ นางสาวจิรปรียา ยานะนวล นางสาวกัลยาภรณ์ ไชยชมพล นางสาวมริสา แบแจกู่ และนางสาวฐิรกาญจน์ สิริพิบูลธรรม ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนวิทยาลัย ภายใต้การควบคุมทีมของนายพงษ์พิสิฐ ขันจันทร์แสง ครูแผนกวิชาวิจิตรศิลป์ และนางสาวศุภรัตน์ หาญศึก ครูแผนกวิชาการออกแบบ โดยมีดร.อรพิน ดวงแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย เป็นผู้สนับสนุนหลักในภาพรวม

ขั้นตอนการคัดเลือกตัวแทนจากประเทศไทยอยู่ภายใต้การดูแลของ สอศ. ทีมที่ต้องการเข้าร่วมต้องจัดทำโมเดลจำลองผลงานและอัดวิดีโอการปั้นตั้งแต่ต้นจนจบ รวมทั้งจัดทำวิดีโอพรีเซนต์แนวคิดความยาวไม่เกิน 2 นาที ส่งให้คณะกรรมการพิจารณาในช่วงเวลาที่กำหนด

ทีมอาชีวเชียงราย เล่าถึงกระบวนการนี้ว่า “เราเริ่มจากการปั้นโมเดลขนาดย่อส่วนในห้องเรียน เพื่อพิสูจน์ให้คณะกรรมการเห็นว่าเด็ก ๆ เข้าใจรูปทรง รายละเอียด และอารมณ์ของงานจริง จากนั้นจึงจัดทำคลิปวิดีโอส่งไปยัง สอศ. เมื่อได้รับแจ้งผลว่าเราได้สิทธิ์เป็นตัวแทน ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมความพร้อมทุกมิติ ทั้งด้านทักษะวิชาชีพและด้านร่างกาย”

แม้เชียงรายจะเป็นจังหวัดที่มีอากาศหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาว แต่ก็ไม่เคยเผชิญกับอากาศติดลบหลายองศาเหมือนเมืองฮาร์บิน การเตรียมตัวจึงต้องละเอียดเป็นพิเศษ ทั้งการซ้อมแกะสลักด้วยวัสดุใกล้เคียง การฝึกกำลังกล้ามเนื้อ และการจัดเตรียมอุปกรณ์กันหนาวสำหรับการทำงานกลางแจ้งนานหลายชั่วโมง

เมืองสร้างสรรค์ผลักดันเด็กอาชีวะ: พลังเบื้องหลังจากเชียงราย

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมจากเชียงรายเชื่อมั่นว่าจะสามารถยืนหยัดในเวทีนานาชาติได้ คือบริบทของ “เมืองสร้างสรรค์และเมืองแห่งศิลปะ” ของจังหวัดเชียงรายเอง

นายพงษ์พิสิฐอธิบายว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายได้รับการสนับสนุนจากศิลปินระดับชาติหลายท่านอย่างต่อเนื่อง ทั้งอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ อาจารย์สุวิทย์ ไตรป้อม และอาจารย์กมล ทัศนาญชลี ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าไปฝึกงาน เรียนรู้กระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะจริงในสตูดิโอของศิลปิน

“เรามองว่าศักยภาพของเด็กอาชีวะเชียงรายไม่ได้เกิดจากการเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่เขาได้สัมผัสงานศิลปะระดับชาติอยู่รอบตัว ทั้งจากวัดร่องขุ่น แกลเลอรี และชุมชนศิลปินในจังหวัด นั่นทำให้เรากล้าตัดสินใจส่งเด็กเข้าร่วมเวทีระดับโลก เพราะเชื่อว่าพื้นฐานที่เขาสะสมมาจะช่วยให้เขารับมือกับโจทย์ยากได้” ครูผู้ควบคุมทีมกล่าว

การที่นักศึกษาจากจังหวัดชายขอบภาคเหนือสามารถก้าวขึ้นสู่เวทีโลก จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของทีมหนึ่งทีม หากยังสะท้อนศักยภาพของระบบนิเวศทางศิลปะของเชียงรายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีส่วนสำคัญในการผลักดันเยาวชนเข้าสู่อาชีพสร้างสรรค์ในอนาคต

ฝึกซ้อมบนโฟมและน้ำแข็ง เตรียมรับมือกับ “หิมะจริง” ที่ไม่เคยเจอ

แม้การแข่งขันจริงจะใช้หิมะเป็นวัสดุหลัก แต่การเตรียมตัวในประเทศไทยจำเป็นต้องใช้วัสดุทดแทน ทีม Fighting Frost TH เริ่มจากการใช้โฟมอัดเป็นก้อนขนาดใหญ่ ฝึกการขุด เจาะ และเกลาให้ได้รูปทรงปลากัด 4 ตัว ดอกบัว และลูกโลกตามแบบจำลอง

ต่อมา ทีมได้รับโอกาสฝึกซ้อมกับก้อนน้ำแข็งจริง เพื่อสร้างความคุ้นชินกับน้ำหนักและผิวสัมผัสของวัสดุที่มีความแข็งและลื่นกว่าโฟม การซ้อมลักษณะนี้ช่วยให้เด็กเข้าใจแรงกดของมือ การใช้สิ่วและเลื่อย และการรักษาสมดุลของชิ้นงานไม่ให้แตกร้าว

อุปกรณ์แกะสลักหิมะเป็นอุปกรณ์เฉพาะทางที่ไม่มีขายทั่วไปในไทย สอศ.จึงจัดส่งผู้เชี่ยวชาญ อาทิ คุณศิววุฒิ และคุณสุพัฒน์ เข้ามาเทรนนิ่งและจัดเวิร์กช็อปการใช้อุปกรณ์ให้กับทีมเชียงรายอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การเลือกรูปทรงของสิ่ว การจัดเตรียม และวิธีแพ็กอุปกรณ์เพื่อโหลดขึ้นเครื่องบินเดินทางข้ามประเทศ

“ความต่างระหว่างน้ำแข็งกับหิมะคือ หิมะถูกอัดแน่นแต่ยังมีความพรุนอยู่ในตัว การแกะต้องระวังไม่ให้โครงสร้างหลักเสียศูนย์ เราจึงต้องเน้นให้เด็กเข้าใจโครงสร้างภายในของงาน ว่าตรงไหนเป็นจุดรับน้ำหนัก ตรงไหนเป็นส่วนที่เสี่ยงต่อการหัก” ทีมอาชีวเชียงรายระบุ

นอกจากทักษะฝีมือ ทีมยังต้องวางแผนรับมือกับอากาศติดลบ โดยเฉพาะการทำงานกลางแจ้งตั้งแต่ 08.00–20.00 น. ต่อเนื่อง 3 วันเต็ม ทีมครูและนักศึกษาร่วมกันหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตและสอบถามจากทีมอาชีวะที่เคยร่วมแข่งขันมาก่อน เพื่อจัดเตรียมเสื้อผ้า เครื่องกันหนาว ถุงมือเฉพาะสำหรับจับอุปกรณ์ รวมถึงการบริหารเวลาพักดื่มน้ำและรับประทานอาหารให้เพียงพอ

วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีและวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ซึ่งเป็นสองทีมไทยที่มีประสบการณ์มาก่อน ยังเข้ามาช่วยให้คำแนะนำด้านการเตรียมตัว ทำให้ทีมเชียงราย–ซึ่งถือเป็น “น้องใหม่” ของเวทีนี้–สามารถลดความเสี่ยงจากอากาศหนาวจัดได้มาก

แก่นแนวคิด “ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ”: จากบัวสี่เหล่าถึงการเรียนรู้ของเด็กอาชีวะ

ภายใต้โจทย์การแข่งขัน “Shaping dreams with snow, igniting the future with wisdom” ทีมเชียงรายเลือกตีความผ่านสัญลักษณ์ไทยที่คุ้นตาคนทั่วโลก นั่นคือ “ปลากัดไทย” หรือ Thai Betta ซึ่งได้รับการยอมรับทั้งด้านความงดงามและความแกร่ง

ผลงานออกแบบให้ปลากัดจำนวน 4 ตัวว่ายวนรอบลูกโลก โดยมีดอกบัวเป็นองค์ประกอบเชื่อมโยง เพื่อสื่อถึงแนวคิด “บัวสี่เหล่า” ในพระพุทธศาสนา และกระบวนการเติบโตทางปัญญาของมนุษย์

  • ปลากัดตัวแรก เปรียบเหมือน “บัวใต้น้ำ” สะท้อนผู้เรียนที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อค้นหาตัวเอง
  • ปลากัดตัวที่สอง คือ “บัวปริ่มน้ำ” แทนผู้ที่เริ่มเปิดรับโอกาส เห็นแสงสว่างของความรู้ และเข้าใจเส้นทางที่ต้องเดิน
  • ปลากัดตัวที่สาม สื่อถึง “บัวพ้นน้ำ” ผู้ที่มีพื้นฐานความรู้มั่นคง มองเห็นเป้าหมายชีวิตชัดเจน และพร้อมก้าวสู่การสร้างสรรค์
  • ปลากัดตัวที่สี่ แทน “บัวที่จะบานในวันรุ่งขึ้น” คือผู้เรียนที่พร้อมเบ่งบานออกดอกอย่างเต็มศักยภาพ ก้าวไปสู่เวทีโลกด้วยความมั่นใจ

ลูกโลกด้านหลังสื่อถึงเป้าหมายของการพาผู้เรียนอาชีวศึกษาไทยไปสู่สากล ส่วนก้อนหิมะที่โอบล้อมทั้งหมดหมายถึงสภาพแวดล้อมที่ท้าทายและแตกต่างจากบ้านเกิด แต่ก็เป็นพื้นที่ที่เด็กอาชีวะสามารถ “เบ่งบาน” ได้ หากได้รับการฝึกฝนและเตรียมพร้อมอย่างเหมาะสม

“เราตีความว่าหิมะไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นเวทีใหม่ของการเติบโต ต่อให้สภาพแวดล้อมจะยากลำบากแค่ไหน ถ้าเด็กมีความพร้อมและจิตใจที่เข้มแข็ง เขาก็พร้อมจะเบ่งบานเหมือนปลากัดที่ว่ายอยู่ท่ามกลางทุ่งหิมะ” ทีมอาชีวเชียงรายอธิบายถึงแก่นแนวคิดของผลงาน

สายลมติดลบและชั่วโมงทำงาน 12 ชั่วโมง: สนามจริงที่สอนมากกว่าตำรา

ในสนามแข่งขันจริง นักศึกษาทีม Fighting Frost TH ต้องทำงานกับก้อนหิมะขนาดใหญ่ ภายใต้อุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็งตลอดวัน การยืนทำงานต่อเนื่อง 10–12 ชั่วโมงเป็นเวลาสามวันเต็ม ทำให้ทั้งครูและนักศึกษาต้องใช้พลังทั้งร่างกายและจิตใจอย่างเต็มที่

แม้จะมีแรงกดดันจากเวลา จากความหนาว และจากสายตาของผู้ชมและคณะกรรมการ แต่ทีมไทยไม่ปล่อยให้สถานการณ์กลายเป็นอุปสรรค นายพงษ์พิสิฐเล่าว่า ทีมตั้งกติการ่วมกันว่า “ห้ามพูดคำว่าเหนื่อยบนสนามแข่งขัน” เพื่อรักษาขวัญกำลังใจของทุกคน และเป็นการเตือนตัวเองว่ามาไกลเกินกว่าจะถอย

ในช่วงพัก ทีมต้องปรับตัวกับอาหารท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยเจ้าภาพ Harbin Engineering University ซึ่งจัดสรรบัตรอาหารและอาสาสมัครคอยดูแลอย่างดี โรงอาหารของมหาวิทยาลัยมีถึง 4 ชั้น กลายเป็น “สนามชนักใหม่” ของทีมไทยที่ตั้งเป้าจะลองชิมให้ครบทั้งสี่ชั้นตลอด 5 วันของการพำนัก

อย่างไรก็ตาม แม้จะได้ลิ้มลองอาหารหลากหลายเมนู เด็ก ๆ ก็ยังพูดถึงเมนูที่คิดถึงมากที่สุดทุกวันคือ “ส้มตำ ลาบ และไก่ย่าง” ที่บ้านเกิดเชียงราย สะท้อนความผูกพันกับรสชาติอาหารไทย และความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ระดับโลกกับรากเหง้าท้องถิ่นอย่างกลมกลืน

คู่แข่งที่น่าเกรงขาม และความเคารพบนเวทีเดียวกัน

บนสนามแข่งขันระดับนานาชาติ ทีมจากหลายประเทศต่างนำเสนอผลงานที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง ทำให้การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการช่วงชิงรางวัล แต่ยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดและวิธีทำงาน

ทีมจาก Beijing Institute of Technology ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามทีมไทย กลายเป็นหนึ่งในคู่แข่งที่น่าจับตามอง ด้วยผลงานในแนวคิด “Hearring” ที่โดดเด่นทั้งด้านรูปร่างและการนำเสนอ ทีมดังกล่าวยังสร้างสีสันด้วยชุดเครื่องแต่งกายที่สะดุดตา จนดึงดูดสายตาผู้ชมให้หยุดมองอยู่ตลอดเวลา และในที่สุดก็ได้รับรางวัล Grand Prize จากคณะกรรมการ

สำหรับทีม Fighting Frost TH การได้เห็นผลงานของเพื่อนต่างชาติและต่างสถาบัน ถือเป็นประสบการณ์สำคัญที่เปิดโลกทัศน์ให้เด็กอาชีวะเชียงรายได้เห็นมาตรฐานใหม่ ๆ และเรียนรู้ว่าการแข่งขันบนเวทีโลกต้องอาศัยทั้งทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ การนำเสนอ และความเป็นทีมที่สมดุล

“แน่นอนว่าเราอยากได้รางวัล แต่เราไม่เคยมองว่าเราเหนือกว่าใคร ในสนามนี้ทุกทีมมีจุดแข็งของตัวเอง และทุกชิ้นงานก็สะท้อนวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ เราจึงตั้งใจทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด และเคารพความพยายามของทุกทีม” ครูผู้ควบคุมทีมกล่าว

4 ทีมอาชีวะไทยคว้ารางวัลครบ: ภาพรวมความสำเร็จของประเทศ

นอกจากทีมเชียงรายแล้ว อีก 3 ทีมจากอาชีวศึกษาไทยต่างนำเสนอผลงานที่สะท้อนอัตลักษณ์และปรัชญาลึกซึ้งไม่แพ้กัน

  • ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศร่วม นำเสนอผลงาน “เทพีแห่งชีวิต – ผู้ประทานน้ำ” ถ่ายทอดบทบาทของ “น้ำ” ในฐานะต้นธารของชีวิต ผ่านภาพสตรีผู้เป็นมารดาที่กำลังบีบน้ำจากเส้นผมลงสู่ผืนแผ่นดิน แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และการให้กำเนิดชีวิตอย่างต่อเนื่อง
  • ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ผู้คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 นำเสนอผลงาน “มรดกแห่งบรรพการ: จุดประกายฝันใต้เงาหิมะ” ผสานสัญลักษณ์พระแม่โพสพ กวนอู ปลากัดไทย–จีน รวงข้าว และหางนกยูง สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ที่ตั้งอยู่บนรากฐานของมรดกทางวัฒนธรรม
  • ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 นำเสนอผลงาน “เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต” ผ่านภาพเด็กกำลังเปิดหนังสือ เปรียบการศึกษาเป็นเมล็ดพันธุ์ที่จุดประกายเส้นทางชีวิตและการเติบโตทางปัญญา

การที่ทั้ง 4 ทีมจากประเทศไทยต่างได้รับรางวัลสะท้อนมาตรฐานการจัดการเรียนการสอนด้านศิลปะและการออกแบบของอาชีวศึกษาไทยในภาพรวม ที่สามารถต่อยอดทักษะของผู้เรียนให้พร้อมแข่งขันระดับโลก ขณะเดียวกันก็ยืนยันบทบาทของไทยบนเวทีศิลปะหิมะนานาชาติอย่างชัดเจน

ผลกระทบต่อเชียงรายและวงการอาชีวศึกษาไทย

ความสำเร็จของทีม Fighting Frost TH ไม่ได้หยุดอยู่ที่ถ้วยรางวัล หากยังส่งผลในเชิงสัญลักษณ์และเชิงโครงสร้างต่อจังหวัดเชียงรายและวงการอาชีวศึกษาในหลายมิติ

  1. ยกระดับภาพลักษณ์เชียงรายในฐานะเมืองสร้างสรรค์
    การที่เยาวชนจากเชียงรายสามารถคว้าแชมป์โลกในเวทีศิลปะหิมะตอกย้ำภาพลักษณ์จังหวัดในฐานะเมืองศิลปะและเมืองสร้างสรรค์ ที่ไม่ได้มีเพียงแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างวัดร่องขุ่นหรืองานศิลป์ร่วมสมัยเท่านั้น แต่ยังผลิตบุคลากรสายอาชีพที่สามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลกได้จริง
  2. สร้างต้นแบบ “Soft Power แบบอาชีวะ”
    ผลงานที่หยิบ “ปลากัดไทย” และแนวคิด “บัวสี่เหล่า” มาผสมผสานกับเทคนิคแกะสลักหิมะบนเวทีนานาชาติ แสดงให้เห็นว่าพลัง Soft Power ของไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ดนตรี อาหาร หรือภาพยนตร์ แต่ยังรวมถึงงานศิลปะและหัตถกรรมที่เด็กอาชีวะสามารถใช้ต่อยอดอาชีพได้
  3. เพิ่มแรงบันดาลใจและความภาคภูมิใจให้เด็กอาชีวะทั่วประเทศ
    การที่นักศึกษาระดับ ปวช. จากจังหวัดเหนือสุดของประเทศสามารถคว้ารางวัลระดับโลก เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการศึกษาสายอาชีพไม่ใช่ทางเลือกที่ด้อยกว่าการศึกษาสายสามัญ หากผู้เรียนได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง ทั้งด้านทักษะ การฝึกงาน และโอกาสแสดงผลงาน
  4. ต่อยอดสู่เครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบัน
    ความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย อุบลราชธานี สระบุรี และเสาวภา รวมถึงการสนับสนุนจาก สอศ. แสดงให้เห็นรูปแบบการทำงานเชิงเครือข่ายที่ช่วยเสริมจุดแข็งของแต่ละสถาบัน ทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และประสบการณ์จากการแข่งขันนานาชาติ

ในภาพรวม ความสำเร็จครั้งนี้จึงเป็นทั้ง “ปลายทาง” ของการเตรียมตัวอย่างหนัก และ “จุดเริ่มต้น” ของการพัฒนาใหม่ ๆ ที่จะตามมา ทั้งในระดับจังหวัด ระดับสถาบัน และระดับนโยบายการอาชีวศึกษาไทยในอนาคต

เสียงจากสนาม และความฝันที่ยังเดินต่อ

หลังพิธีประกาศผล ทีม Fighting Frost TH ยอมรับว่า ก่อนรู้ผลยังไม่กล้าฟันธงว่าตัวเองจะชนะ แม้จะทำผลงานได้ตามแผนที่วางไว้ “เราเห็นงานของหลายทีมแล้วรู้เลยว่าแต่ละที่ก็เก่งมาก มีแนวคิดและเทคนิคที่แตกต่างกันไป เราจึงตั้งใจเพียงทำให้ดีที่สุด และเคารพความสามารถของทุกทีมในสนามเดียวกัน” ครูผู้ควบคุมทีมกล่าว

ประสบการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงสร้างชื่อเสียงให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย แต่ยังสร้างมุมมองใหม่ให้กับนักศึกษาที่ร่วมทีม ซึ่งจะกลับไปถ่ายทอดประสบการณ์ให้เพื่อนร่วมสถาบัน รุ่นน้อง และชุมชนเชียงรายได้เห็นว่า “เด็กอาชีวะจากเมืองเหนือ” สามารถยืนบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม

หลังเสร็จสิ้นภารกิจ ทีมมีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 8 มกราคม 2569 เที่ยวบิน MU 8607 และถึงไทยวันที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 01.55 น. พร้อมนำถ้วยรางวัล ความทรงจำ และบทเรียนจากเมืองน้ำแข็งกลับสู่บ้านเกิด เพื่อเดินหน้าพัฒนางานศิลปะและทักษะวิชาชีพให้เติบโตต่อไป

ดอกบัวและปลากัดที่เบ่งบานบนเวทีโลก

เรื่องราวของทีม Fighting Frost TH สะท้อนภาพของ “ดอกบัว” ที่ค่อย ๆ ขึ้นจากโคลนตมใต้น้ำสู่การเบ่งบานกลางแสงสว่าง เปรียบเหมือนนักเรียนอาชีวะที่เริ่มจากพื้นฐานเรียบง่ายในจังหวัดเชียงราย ก่อนจะได้รับการขัดเกลา ฝึกฝน และได้รับโอกาสจนสามารถแสดงศักยภาพเต็มที่บนเวทีโลก

ผลงาน “ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ” จึงไม่ได้เป็นเพียงรูปปั้นหิมะที่สลักอย่างงดงาม หากเป็นสัญลักษณ์ของกระบวนการเรียนรู้แบบอาชีวะไทยที่เน้นการลงมือทำจริง การฝึกฝนต่อเนื่อง และการเชื่อมโยงกับบริบทวัฒนธรรมและชุมชนของตนเอง

เมื่อปลากัดไทยว่ายวนรอบลูกโลกและดอกบัวเบ่งบานกลางหิมะที่ฮาร์บิน ก็เปรียบเสมือนการประกาศให้โลกเห็นว่า เยาวชนไทยจากจังหวัดเหนือสุดของประเทศ พร้อมแล้วที่จะใช้ทักษะและอัตลักษณ์ของตนเอง สร้างพื้นที่ยืนบนเวทีนานาชาติอย่างภาคภูมิ และส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อไปในทุกภูมิภาคของไทย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
  • วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย
  • Harbin Engineering University (HEU)
  • China-Harbin International Ice and Snow Festival บุคคลสำคัญที่ให้ข้อมูล
  • ดร.อรพิน ดวงแก้ว – ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย
  • นายพงษ์พิสิฐ ขันจันทร์แสง – ครูแผนกวิชาวิจิตรศิลป์ ครูผู้ควบคุมทีม
  • นางสาวศุภรัตน์ หาญศึก – ครูแผนกวิชาการออกแบบ ครูผู้ควบคุมทีม
  • นายยศพล เวณุโกเศศ – เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ศิลปินที่ให้การสนับสนุน:

  • อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
  • อาจารย์สุวิทย์ ไตรป้อม
  • อาจารย์กมล ทัศนาญชลี
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สรุปยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 เมื่อคนรุ่นใหม่คืนถิ่น ปั้น “อาราบิก้า” ผลผลิตอันดับ 1 ของประเทศ

ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 “อาราบิก้าครองเมือง” ท่ามกลางมรสุมภาษีทรัมป์และวิกฤตซัพพลายเชนโลก

เชียงราย, 6 มกราคม 2569 – เมื่อสายหมอกยามเช้าคลี่ตัวคลุมแนวยอดดอยเชียงราย กลิ่นดอกกาแฟที่เริ่มบานแทรกตัวท่ามกลางอากาศเย็นจัด ไม่ได้เป็นเพียงภาพวิถีเกษตรกรรมของชุมชนบนพื้นที่สูง หากแต่กำลังสะท้อนสมรภูมิเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัด ที่วันนี้กาแฟอาราบิก้าไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะ “พืชเศรษฐกิจตัวเลือก” แต่เป็น “ยุทธศาสตร์จังหวัด” ที่ผูกอนาคตของเกษตรกร ชุมชน และการยืนหยัดของกาแฟไทยบนเวทีโลก

ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญภาวะ “ผลิตไม่พอใช้” ความเปราะบางของภูมิอากาศ และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น เชียงรายกลับยืนอยู่ในจุดที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน จุดที่ตัวเลขสถิติยืนยันว่าเป็น “ป้อมปราการหมายเลขหนึ่งของกาแฟไทย”

เชียงราย แชมป์กาแฟไทยด้วยผลผลิต 4,850 ตัน  อาราบิก้ากว่า 99% ของจังหวัด

ข้อมูลปีเพาะปลูก 2568 จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุชัดว่า เชียงรายครองตำแหน่งจังหวัดที่มีผลผลิตกาแฟมากที่สุดในประเทศไทย ด้วยผลผลิตรวม 4,850 ตัน จากเนื้อที่ยืนต้น 55,415 ไร่ และเนื้อที่ให้ผลผลิต 53,954 ไร่  หากเปรียบเทียบกับตัวเลขรวมทั้งประเทศที่มีผลผลิตกาแฟ 16,020 ตัน จะพบว่า กาแฟจากเชียงรายคิดเป็นสัดส่วนราวหนึ่งในสามของผลผลิตไทยทั้งหมด ขณะที่ทั้งภาคเหนือมีผลผลิตรวม 11,390 ตัน หรือมากกว่าร้อยละ 70 ของทั้งประเทศ โดยมีเชียงใหม่ (3,203 ตัน) น่าน (936 ตัน) แม่ฮ่องสอน (921 ตัน) ลำปาง (517 ตัน) และตาก (396 ตัน) ติดอยู่ใน 10 อันดับจังหวัดผู้ผลิตกาแฟสูงสุดของประเทศร่วมกัน

สิ่งที่ทำให้เชียงรายแตกต่างไปจากหลายพื้นที่ในประเทศ คือ “ความเป็นอาราบิก้าล้วน” เกือบทั้งจังหวัด ข้อมูลสถิติเดียวกันระบุว่า ในผลผลิตทั้งหมด 4,850 ตันของเชียงราย เป็นกาแฟพันธุ์อาราบิก้าถึง 4,822 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99.25 ขณะที่โรบัสต้า (ซึ่งนิยมปลูกในภาคใต้) มีเพียง 28 ตัน เท่านั้น

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เชียงรายไม่ใช่แค่ “ผู้ผลิตรายใหญ่” แต่คือ “เมืองหลวงอาราบิก้า” ของประเทศไทยอย่างแท้จริง เป็นฐานวัตถุดิบหลักให้กับโรงคั่วกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) แบรนด์ไทยจำนวนมาก และกำลังเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวสายกาแฟจากทั่วประเทศให้เดินทางขึ้นดอยเพื่อ “ดื่มจากต้นทาง”

ครัวเรือนผู้ปลูกเพิ่มสวนกระแสประเทศ กาแฟในฐานะ “พืชแห่งความหวัง”

ต่างจากภาพรวมของประเทศไทยที่จำนวนครัวเรือนผู้ปลูกกาแฟลดลงต่อเนื่อง จาก 29,761 ครัวเรือนในปี 2563 เหลือเพียง 24,949 ครัวเรือนในปี 2568 แต่เชียงรายกลับเดินคนละทิศทางอย่างเด่นชัด โดยจำนวนครัวเรือนผู้ปลูกกาแฟเพิ่มจาก 3,147 ครัวเรือนในปี 2563 เป็น 3,921 ครัวเรือนในปี 2568

ในระดับภูมิภาค ภาคเหนือโดยรวมก็ยังเติบโตจาก 13,067 ครัวเรือน เป็น 15,685 ครัวเรือนในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งสะท้อนว่า “พื้นที่สูงภาคเหนือ” ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของกาแฟอาราบิก้า ในขณะที่หลายพื้นที่ในภาคใต้หันไปปลูกพืชชนิดอื่นหรือออกจากระบบการผลิตกาแฟ

สำหรับเชียงราย การเพิ่มขึ้นของครัวเรือนผู้ปลูกไม่ได้สะท้อนแค่จำนวน แต่สะท้อน “โครงสร้างใหม่ของชุมชน” ด้วย เพราะในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา มีทั้งเกษตรกรรุ่นใหม่ที่กลับบ้านจากเมืองใหญ่มาลงทุนทำสวนกาแฟและโฮมสเตย์ รวมถึงเกษตรกรเดิมที่ปรับตัวจากพืชเชิงเดี่ยวสู่ระบบเกษตรผสมผสานบนดอย เช่น กาแฟใต้ร่มไม้ร่วมกับแมคคาเดเมีย อโวคาโด หรือแม้แต่พืชสมุนไพร เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา

การที่ครัวเรือนผู้ปลูกในเชียงรายเพิ่มขึ้น ในขณะที่ตัวเลขระดับประเทศลดลง จึงสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กาแฟในเชียงรายกำลังถูกมองในฐานะ “พืชแห่งความหวัง” ที่ผูกโยงอนาคตของครัวเรือนบนดอย ทั้งด้านรายได้ ความมั่นคงทางอาหาร และการรักษาป่าต้นน้ำไปพร้อมกัน

ภาคเหนือ เส้นเลือดใหญ่ของกาแฟไทย และบทบาทของจังหวัดรอบข้าง

เมื่อขยับภาพออกจากเชียงรายไปสู่ระดับภูมิภาค ข้อมูลสถิติบ่งชี้ว่าภาคเหนือคือหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมกาแฟไทย ด้วยเนื้อที่ยืนต้น 138,574 ไร่ ผลผลิต 11,390 ตัน และมีสัดส่วนอาราบิก้าสูงถึง 10,705 ตัน จากผลผลิตรวมทั้งหมด 11,390 ตัน หรือกว่า 93% ของภาค

เชียงใหม่และน่านทำหน้าที่เป็น “เสาหลักร่วม” เคียงข้างเชียงราย – เชียงใหม่มีผลผลิต 3,203 ตันบนพื้นที่ 35,615 ไร่ ขณะที่น่านมีผลผลิต 936 ตัน จาก 12,677 ไร่ แม้พื้นที่อย่างแม่ฮ่องสอนและลำปางจะมีปริมาณผลผลิตรองลงมา แต่กำลังกลายเป็น “ดาวรุ่ง” ของกาแฟพิเศษ ด้วยภูมิประเทศสูงชัน ดินลึก และอากาศเย็นจัดที่เหมาะกับสายพันธุ์อาราบิก้าคุณภาพสูง

หากมองทั้งภาคเหนือเป็นห่วงโซ่เดียวกัน เชียงรายอยู่ในฐานะ “ประตูการค้าและการท่องเที่ยว” เชื่อมกาแฟจากดอยสู่เมือง ผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และชายแดนแม่สาย–เชียงของ ที่สามารถต่อยอดไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนตอนใต้และลาว ซึ่งกำลังเป็นตลาดเป้าหมายใหม่ของกาแฟไทย

ไทย ภาพใหญ่ของประเทศที่ “ผลิตไม่พอใช้”

แม้เชียงรายและภาคเหนือจะมีตัวเลขผลผลิตน่าประทับใจ แต่ภาพรวมระดับประเทศยังสะท้อนภาวะ “คอขวดเชิงการผลิต” อย่างชัดเจน

ปัจจุบัน ไทยมีผลผลิตกาแฟรวม 16,020 ตันต่อปี ขณะที่ความต้องการบริโภคในประเทศสูงถึงราว 90,000 ตันต่อปี ทำให้ไทยสามารถผลิตได้เพียงประมาณ 17% ของความต้องการ ส่วนช่องว่างอีกกว่า 80% ต้องอาศัยการนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบและผลิตภัณฑ์กาแฟจากต่างประเทศ โดยในช่วงต้นปี 2568 มูลค่าการนำเข้ากาแฟของไทยสูงถึง 8,387.30 ล้านบาท ตามข้อมูลจากหน่วยงานด้านการค้าระหว่างประเทศ

หากเทียบกับอดีตเมื่อปี 2544 ซึ่งไทยเคยผลิตกาแฟได้สูงถึง 86,000 ตัน จะเห็นได้ว่าฐานการผลิตกาแฟของประเทศหดตัวลงอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้พื้นที่ปลูกอาราบิก้าบางส่วนเสื่อมศักยภาพลง และการตัดสินใจเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนเร็วกว่า เช่น ทุเรียน หรือพืชไร่บางชนิด

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่หลายจังหวัดลดพื้นที่ปลูกกาแฟลง เชียงรายกลับเดินหน้าเพิ่มทั้งพื้นที่และจำนวนครัวเรือนผู้ปลูก ดังที่ตัวเลขสถิติได้สะท้อนไว้ นั่นหมายความว่า “อนาคตของกาแฟไทย” จำนวนไม่น้อยกำลังผูกอยู่กับความสามารถในการรักษาและยกระดับห่วงโซ่กาแฟของเชียงรายและภาคเหนือให้ยั่งยืน

โลกเปลี่ยน อุปทานตึงตัว ราคาผันผวน และเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น

บนเวทีโลก ปีการผลิต 2568/26 ถูกบันทึกว่าเป็นหนึ่งในปีที่อุตสาหกรรมกาแฟเผชิญ “ภาวะย้อนแย้งแห่งการเติบโต” อย่างชัดเจน ตัวเลขคาดการณ์จากองค์การกาแฟระหว่างประเทศ (ICO) และกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ชี้ว่า ผลผลิตกาแฟโลกอยู่ที่ราว 178–179 ล้านถุง (ถุงละ 60 กิโลกรัม) ขณะที่การบริโภคพุ่งแตะระดับประมาณ 180 ล้านถุง ส่งผลให้ปริมาณสำรองปลายปี (Ending Stocks) ลดลงเหลือราว 20 ล้านถุง ลดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5

ความตึงตัวของอุปทานทำให้ดัชนีราคากาแฟโลกทะยานขึ้นเกือบสามเท่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา ขณะที่ความผันผวนของภูมิอากาศ  จากภัยแล้งในบราซิล ไปจนถึงฝนผิดฤดูกาลในเอเชีย  ทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับพอร์ตการปลูกจากอาราบิก้าสู่โรบัสต้ามากขึ้น

ด้านนโยบายการค้า สหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยใช้มาตรการภาษีศุลกากรที่ส่งผลให้ราคากาแฟคั่วบดในตลาดสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 30% แม้ภายหลังจะมีการยกเลิกภาษีกาแฟจากบราซิลแล้ว แต่แรงกระแทกด้านราคาและต้นทุนยังคงส่งผลต่อห่วงโซ่กาแฟทั่วโลก และต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึงไตรมาส 3 ปี 2569 กว่าตลาดจะเริ่มปรับตัวเข้าสู่ระดับสมดุลใหม่

ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปกำลังเดินหน้าบังคับใช้กฎระเบียบ EUDR ว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งรวมถึงกาแฟด้วย แม้จะเลื่อนการบังคับใช้เต็มรูปแบบสำหรับบริษัทรายใหญ่ไปเป็นเดือนธันวาคม 2569 แต่ก็เป็น “สัญญาณเตือน” ให้ผู้ผลิตทุกประเทศ รวมถึงไทย ต้องเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและการระบุพิกัดแปลงปลูกให้ได้มาตรฐาน หากต้องการรักษาสถานะผู้ส่งออกสู่ตลาดคุณภาพสูงในยุโรป

สำหรับเชียงราย เงื่อนไขเหล่านี้อาจกลายเป็นดาบสองคม  หากไม่เตรียมตัว อาจถูกกีดกันออกจากตลาดพรีเมียม แต่หากสามารถยกระดับระบบข้อมูลและการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ก่อน ก็จะกลายเป็น “แต้มต่อเชิงยุทธศาสตร์” ที่ยกระดับมูลค่ากาแฟได้ในระยะยาว

ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 ทางรอดในโลกที่กาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม

เมื่อเชื่อมโยงตัวเลขระดับจังหวัด ประเทศ และโลก จะเห็นว่า เชียงรายกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมกาแฟไทย ในเชิงยุทธศาสตร์ แนวทางที่ภาคส่วนต่าง ๆ ในเชียงรายพูดถึงและเริ่มขับเคลื่อน สามารถสังเคราะห์ได้เป็น 4 แกนหลัก ดังนี้

จาก “ขายปริมาณ” สู่ “ขายคุณค่า” ผ่านกาแฟพิเศษและ GI

ด้วยจุดแข็งด้านภูมิอากาศและความสูงของพื้นที่ปลูก เชียงรายมีศักยภาพสูงในการผลิตกาแฟอาราบิก้าคุณภาพดีที่ให้กลิ่นรสฟรุตตี้และฟลอรัล ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดกาแฟพิเศษทั่วโลก การเร่งจัดทำและผลักดันกาแฟที่มีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ครอบคลุมทั้งดอยตุง ดอยช้าง ดอยแม่สลอง และพื้นที่อื่น ๆ จะช่วยสร้าง “แบรนด์ภูมิภาค” ให้เข้มแข็ง

ตลาดกาแฟพิเศษทั่วโลกในปี 2568 ถูกประเมินมูลค่ากว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละราว 10% ไปจนถึงปี 2575 โดยมีผู้บริโภควัย 18–24 ปี เป็นกลุ่มหลักที่ให้ความสำคัญกับการจัดหาที่มีจริยธรรม (Ethical Sourcing) เรื่องราวของชุมชน และรสชาติที่ซับซ้อนมากกว่าความเข้มเพียงอย่างเดียว

สำหรับเชียงราย การเล่า “เรื่องราวจากต้นน้ำ” ตั้งแต่เกษตรกรรมใต้ร่มเงาป่า การจ้างงานคนรุ่นใหม่บนดอย ไปจนถึงการดูแลดินและแหล่งน้ำ  จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมประชาสัมพันธ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การตลาดที่จะทำให้กาแฟจากดอยแต่ละแห่งมี “มูลค่าเพิ่ม” เมื่อไปถึงมือผู้บริโภคในเมืองและต่างประเทศ

เชื่อมกาแฟกับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experiential Tourism)

เชียงรายกำลังถูกผลักดันให้เป็น “เมืองกาแฟและเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ควบคู่กัน การพัฒนาเส้นทาง “ดื่มกาแฟจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ” ที่เริ่มต้นจากการเดินชมแปลงกาแฟ ชิมเชอร์รี่บนต้น เรียนรู้การแปรรูปแบบเปียก–แบบแห้ง ไปจนถึงการคั่วและชงในคาเฟ่บนดอย กำลังกลายเป็นจุดขายใหม่ของจังหวัด

เมื่อเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวภาพใหญ่ของ ททท. สำนักงานเชียงราย ที่มุ่งเปลี่ยนจังหวัดจาก “เมืองทางผ่าน” สู่ “เมืองที่ต้องมาสัมผัส” แนวทางกาแฟเชิงประสบการณ์จึงมีบทบาทเป็น “ผลิตภัณฑ์หลัก” ที่ทั้งสร้างรายได้ เพิ่มระยะเวลาพำนัก และกระจายเม็ดเงินไปสู่ชุมชนบนดอย

เกษตรฟื้นฟู BCG รักษาป่าและเพิ่มรายได้ไปพร้อมกัน

บนพื้นที่สูงอย่างเชียงราย กาแฟไม่ใช่แค่พืชเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวพันกับระบบนิเวศของป่าต้นน้ำโดยตรง แนวคิดเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ที่เน้นการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ การคลุมดิน การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในสวน และการลดการใช้สารเคมี กำลังถูกยกขึ้นมาเป็นแนวทางหลัก

ตัวอย่างจากโครงการระดับประเทศอย่าง Coffee++ และ Nescafé Plan 2030 แสดงให้เห็นว่า เมื่อเกษตรกรปรับระบบปลูกสู่เกษตรฟื้นฟู สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงราว 40% พร้อมเพิ่มรายได้จากพืชร่วมแปลง ในบริบทเชียงราย แนวทางเดียวกันนี้จะช่วยทั้งรักษาป่าต้นน้ำ สร้างภาพลักษณ์กาแฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับข้อกำหนด EUDR ในอนาคต

ข้อมูล–เทคโนโลยี–ความร่วมมื เสาหลักสู่การเป็น “จังหวัดต้นแบบกาแฟยั่งยืน”

สุดท้าย ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 จะเดินหน้าไม่ได้หากขาด “ข้อมูลและการบูรณาการ” ระหว่างหน่วยงาน ตั้งแต่กรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ไปจนถึงเอกชน โรงคั่ว และผู้ประกอบการท่องเที่ยว

การสร้างฐานข้อมูลแปลงปลูกระดับพิกัดภูมิศาสตร์ (Geolocation) การเชื่อมระบบตรวจสอบย้อนกลับกับมาตรฐานสากล การใช้เซ็นเซอร์และเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) เพื่อจัดการน้ำและปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินและประกันภัยที่เหมาะกับเกษตรกรกาแฟบนดอย ล้วนเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เชียงรายก้าวสู่การเป็น “จังหวัดต้นแบบกาแฟยั่งยืน” ของประเทศ

ถ้วยกาแฟจากดอยเชียงรายในสมการเศรษฐกิจใหม่

เมื่อเชื่อมทุกชั้นข้อมูลเข้าด้วยกัน   ตั้งแต่ตัวเลขผลผลิต 4,850 ตันของเชียงรายที่คิดเป็นหนึ่งในสามของกาแฟไทยทั้งหมด ครัวเรือนผู้ปลูกที่เพิ่มขึ้นสวนกระแสประเทศ ไปจนถึงภาพใหญ่ของโลกที่กำลังเผชิญภาวะอุปทานตึงตัวและกฎเกณฑ์สิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น   จะเห็นชัดว่า กาแฟเชียงรายไม่ได้อยู่เพียง “ชายขอบ” ของอุตสาหกรรมอีกต่อไป

กาแฟทุกแก้วที่ถูกเสิร์ฟในคาเฟ่กลางเมืองเชียงราย หรือในร้านกาแฟระดับพรีเมียมในกรุงเทพฯ และต่างประเทศ จึงไม่ใช่แค่เครื่องดื่มสร้างความตื่นตัวในยามเช้า หากแต่คือ “ภาชนะที่บรรจุอนาคต” ของชุมชนบนดอย เศรษฐกิจภาคเหนือ และความสามารถของประเทศไทยในการปรับตัวสู่ระบบเศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า ความยั่งยืน และคุณภาพชีวิตของผู้คนต้นน้ำอย่างแท้จริง

โจทย์ต่อจากนี้ คือการทำให้ยุทธศาสตร์กาแฟเชียงราย 2026 ไม่ใช่เพียงคำประกาศบนกระดาษ แต่กลายเป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านจริงในไร่กาแฟทุกผืน จากดอยตุง ดอยช้าง ดอยแม่สลอง ไปจนถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมโขง   เพราะในโลกที่กาแฟกำลังเผชิญทั้งวิกฤตอุปทานและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม จังหวัดที่มองเห็น “โอกาสในวิกฤต” ก่อน ย่อมมีโอกาสยืนหยัดในฐานะผู้นำสมรภูมิกาแฟยุคใหม่ได้อย่างมั่นคงที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • ข้อมูลวิเคราะห์สถานการณ์อุตสาหกรรมกาแฟไทยและตลาดกาแฟโลก ปี 2568–2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายเร่งเครื่องยุทธศาสตร์เมืองขุนเขาศิลปะ หลังอโกด้าเผยยอดค้นหาที่พักเดินป่าพุ่งแต่ไร้ชื่อเชียงราย

เชียงรายเร่งเครื่องชูศักยภาพ “เมืองแห่งขุนเขา” หลังอโกด้าชี้เทรนด์เดินป่าพุ่ง แต่ไร้ชื่อติดโผจังหวัดยอดนิยม

เชียงราย, 27 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางลมหนาวที่พัดพาให้นักท่องเที่ยวทั่วประเทศมุ่งหน้าขึ้นภูเขาและเข้าป่า ตามกระแส “ฤดูเดินป่าเมืองไทย” ที่กำลังมาแรงในช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องสู่ต้นปี 2569 ข้อมูลจากแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลก “อโกด้า (Agoda)” กลับสร้างคำถามสำคัญให้กับจังหวัดเชียงราย เมื่อสถิติการค้นหาที่พักเพื่อการเดินป่าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในหลายจังหวัด แต่ “เชียงราย” ซึ่งมีภูมิประเทศภูเขารายล้อมและชื่อเสียงด้านศิลปวัฒนธรรม กลับไม่ติดรายชื่อจังหวัดที่ได้รับการค้นหามากที่สุดในช่วงไฮซีซันดังกล่าว

ในขณะที่เชียงใหม่ ตาก เลย และกาญจนบุรี กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินป่าในสายตาผู้ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล เชียงรายจึงจำเป็นต้อง “เร่งโชว์ว่ามีเขา” และเร่งสื่อสารจุดแข็งของตนเองให้ชัดเจนมากขึ้น ทั้งในฐานะเมืองศิลปะ เมืองชายแดนสามเหลี่ยมทองคำ และเมืองขุนเขาที่มีอัตลักษณ์ชาติพันธุ์หลากหลาย เพื่อไม่ให้ถูกมองข้ามในแผนการเดินทางของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่มองหาประสบการณ์เชิงลึกและยั่งยืน

เทรนด์เดินป่าพุ่งกว่า 200% แต่เชียงราย “ไม่ติดโผ”

ข้อมูลจากอโกด้าในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ระบุว่า การค้นหาที่พักสำหรับการเดินป่าในประเทศไทยเพื่อเข้าพักระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับช่วงฤดูร้อนก่อนหน้า โดยจังหวัดเชียงใหม่มียอดการค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 254% รองลงมาคือจังหวัดตาก 230% จังหวัดเลย 190% และจังหวัดกาญจนบุรี 95%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ฤดูหนาวปีนี้ไม่ใช่เพียง “ฤดูหนาวธรรมดา” แต่เป็นฤดูกาลที่นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติแสวงหาประสบการณ์ใกล้ชิดธรรมชาติ เดินป่า ศึกษาเส้นทางธรรมชาติ และสัมผัสภูมิประเทศเชิงเขาในรูปแบบลึกซึ้งมากขึ้น

ในรายงาน Travel Outlook Report ของอโกด้า ยังชี้ให้เห็นแนวโน้มที่สำคัญว่า ชาวเอเชียมากกว่าหนึ่งในสาม หรือราว 35% วางแผนท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น จากเดิมเพียง 15% ในปีก่อนหน้า โดยให้เหตุผลสำคัญสองประการ คือ

  1. ค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้
  2. ความต้องการค้นหาจุดหมายปลายทางใหม่ที่มีเสน่ห์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตเฉพาะถิ่น

ซึ่งหากพิจารณาในมุมศักยภาพ จังหวัดเชียงรายถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ “ตอบโจทย์ทั้งสองข้อ” อย่างครบถ้วน ทั้งด้านภูมิประเทศภูเขาสลับซับซ้อน พื้นที่ป่าต้นน้ำ บทบาทเมืองศิลปะ และความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ แต่การที่เชียงรายยังไม่ปรากฏชื่ออยู่ในกลุ่มจังหวัดที่ถูกค้นหามากที่สุดบนแพลตฟอร์มระดับโลก ย่อมสะท้อนโจทย์ใหญ่ด้าน “การสื่อสารและการตลาดเชิงภาพลักษณ์” ของจังหวัดในเวทีดิจิทัล

ถอดบทเรียนจาก 4 เส้นทางเดินป่าดาวเด่น โจทย์ท้าทายของ “เมืองขุนเขาเชียงราย”

อโกด้าได้หยิบยก 4 เส้นทางเดินป่าในประเทศไทยขึ้นมาแนะนำในฐานะจุดหมายที่ตอบโจทย์นักเดินป่ายุคใหม่ ได้แก่

  • กิ่วแม่ปาน จังหวัดเชียงใหม่ – เส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะประมาณ 3.2 กิโลเมตร โดดเด่นด้วยป่ามอส ทุ่งหญ้าริมสันเขา และจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลหมอก เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและครอบครัว
  • ดอยทูเล จังหวัดตาก – ยอดดอยสูงราว 1,350 เมตร ต้องอาศัยทักษะการเดินป่า ผ่านทั้งป่าทึบและสันเขาคดโค้ง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทดสอบขีดจำกัดของตนเอง
  • ภูกระดึง จังหวัดเลย – ภูเขายอดตัดที่เป็น “หมุดหมายในฝัน” ของใครหลายคน ด้วยเส้นทางที่ค่อนข้างชันและใช้พลัง แต่ตอบแทนด้วยภาพป่ากว้างสุดสายตาและหน้าผาชมพระอาทิตย์ขึ้น–ตก
  • เขาช้างเผือก จังหวัดกาญจนบุรี – จุดเด่นอยู่ที่ “สันคมมีด” เส้นทางสันเขาแคบที่ต้องใช้สติและความระมัดระวังสูง แลกกับวิว 360 องศาบนยอดสูงกว่า 1,200 เมตร

เส้นทางเหล่านี้มีจุดร่วมสำคัญคือ “ภาพจำที่ชัดเจน” ในมุมมองของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นทะเลหมอกแนวสันเขา สันคมมีดที่ท้าทาย หรือยอดภูยอดตัดที่กลายเป็นสัญลักษณ์ การตอกย้ำภาพจำผ่านการสื่อสารออนไลน์และรีวิว ทำให้ชื่อของเส้นทางเหล่านี้ติดตลาดและถูกค้นหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในทางกลับกัน แม้เชียงรายจะมีภูมิประเทศและทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถพัฒนาเส้นทางเดินป่าคุณภาพสูงได้เช่นกัน ทั้งพื้นที่ดอยสูงชายแดน วิถีชีวิตชาติพันธุ์บนแนวสันเขา และป่าต้นน้ำ แต่การขาด “แบรนดิ้งเส้นทางเดินป่า” ที่ชัดเจนและการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้จังหวัดยังไม่สามารถก้าวเข้าสู่ความรับรู้ในระดับเดียวกับจังหวัดคู่แข่งเหล่านี้บนแพลตฟอร์มดิจิทัล

เชียงรายรุกกลับ ผสานศิลปะ–วัฒนธรรม–ขุนเขา สร้างภาพจำเมืองสร้างสรรค์

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว จังหวัดเชียงรายไม่ได้เลือกเพียงการโปรโมต “ภูเขาและป่าไม้” แบบตรงไปตรงมาเท่านั้น แต่เลือกเดินเกมในแนวทางที่ต่างออกไป คือการผสาน “ศิลปะ แสงสี วัฒนธรรม และวิถีชุมชนบนดอย” ให้กลายเป็นภาพจำใหม่ของเมืองที่เชื่อมโยงทั้งกลางวันและกลางคืน

ตลอดช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 จังหวัดเชียงรายขับเคลื่อนชุดกิจกรรมทางการท่องเที่ยวและการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง อาทิ

  1. งาน “หลงแสง เวียงเจียงฮาย Light Festival 2568”
    จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 – 24 มกราคม 2569 เปลี่ยนโฉมเขตเทศบาลนครเชียงรายให้กลายเป็น “เมืองศิลปะยามค่ำคืน” ภายใต้แนวคิด Heart Art Light ผ่านการออกแบบเส้นทาง “ออกเดินทางตามแสงศิลป์” ครอบคลุม 7 จุดสำคัญ ทั้งย่านขนส่งใจกลางเมือง ถนนบรรพปราการ วัดมิ่งเมือง ประตูเชียงใหม่ อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช ถนนสิงหไคล และสวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติฯ

ภายในงานยังมีกิจกรรม “นักเดินทางแห่งแสง (Light Traveler)” เชิญชวนนักท่องเที่ยวสะสมตราประทับครบทั้ง 7 จุด เพื่อนำไปแลกรับของที่ระลึก สร้างแรงจูงใจให้ผู้มาเยือนใช้เวลาเดินเท้า สัมผัสเมืองในมุมมองใหม่ และเชื่อมโยงเส้นทางศิลปะเข้ากับย่านธุรกิจ ร้านอาหาร และที่พักในตัวเมืองโดยตรง

  1. กิจกรรม “Learning Space” เมืองแห่งการเรียนรู้
    วันที่ 24–29 ธันวาคม 2568 จังหวัดเชียงรายจัดกิจกรรม Learning Space ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงราย แห่งที่ 1 เพื่อเชื่อมโยงแนวคิด “เมืองแห่งการเรียนรู้” ขององค์การยูเนสโก เข้ากับการท่องเที่ยว โดยคัดเลือกแหล่งเรียนรู้ 30 แห่งในจังหวัด แบ่งเป็น 6 ด้าน อาทิ ศิลปะและสถาปัตยกรรม อาหาร ชา กาแฟ ธรรมชาติและการเกษตร ศาสนา วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ วิถีผ้าล้านนาและชาติพันธุ์ ไปจนถึงกีฬาและสุขภาพ

กิจกรรมดังกล่าวทำให้ภาพของเชียงรายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “เมืองผ่าน” หรือ “เมืองปลายทางริมชายแดน” แต่กลายเป็นพื้นที่ที่นักเดินทางสามารถมาเรียนรู้ ทดลอง ลงมือทำ และซึมซับองค์ความรู้จากชุมชนท้องถิ่นได้อย่างเป็นระบบ

  1. ท่องเที่ยวเชิงชาติพันธุ์ที่บ้านผาหมี – “ตามหารากชู ชูรสชาติแห่งดอย”
    ในฝั่งภูเขาชายแดน อพท.เชียงรายและภาคีท้องถิ่นได้พัฒนาโมเดลการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในหมู่บ้านอาข่าบนดอย อำเภอแม่สาย ผ่านกิจกรรมเรียนรู้ “น้ำพริกรากชู” สมุนไพรหายากที่เป็นหัวใจของรสชาติอาหารอาข่า เชื่อมโยงเรื่องราวอาหาร วิถีเกษตรบนพื้นที่สูง และภูมิปัญญาการอยู่ร่วมกับป่าต้นน้ำ

ประสบการณ์เหล่านี้สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงลึกที่นักเดินทางสนใจมากขึ้น คือไม่ได้ต้องการเพียงภาพสวย ๆ จากยอดดอย แต่ต้องการ “เข้าใจชีวิตผู้คนบนภูเขา” ผ่านอาหาร ภาษา และความเชื่อ ซึ่งเชียงรายมีต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่เข้มแข็งอยู่แล้ว

  1. มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ณ หนองหลวง
    ในมิติของธรรมชาติระดับพื้นราบ จังหวัดเชียงรายยังจัดงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569 ณ หนองหลวง อำเภอเวียงชัย แหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ของจังหวัด ภายใต้แนวคิดเชื่อมโยง “นทีแห่งศรัทธา” เข้ากับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการพักผ่อน

การใช้หนองหลวงเป็นเวทีนำเสนอทั้งไม้ดอกศิลปะจัดสวน กิจกรรมทางวัฒนธรรม และตลาดชุมชน เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการผสาน “ทรัพยากรน้ำ–ธรรมชาติ–เศรษฐกิจฐานราก” เข้าด้วยกัน เพื่อขยายการท่องเที่ยวออกจากตัวเมืองไปสู่พื้นที่รอบนอกอย่างเป็นระบบ

จากตัวเลขออนไลน์สู่ชีวิตจริง เมื่อ “การมองไม่เห็นในหน้าจอ” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีอยู่จริง”

แม้ตัวเลขจากแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างอโกด้าจะแสดงให้เห็นว่าเชียงรายยังไม่ถูกค้นหาเทียบเท่าจังหวัดอื่น ๆ ในฐานะจุดหมายเดินป่า แต่ในเชิงพื้นที่จริง จังหวัดกลับมีการขยับตัวอย่างต่อเนื่องในหลากหลายมิติ ทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้

ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการ “สร้างสินค้าท่องเที่ยวใหม่” แต่คือการเชื่อมโยงสินค้าที่มีอยู่เดิมให้กลายเป็น “ภาพจำเดียวกัน” ในน้ำหนักเดียวกับที่คนจดจำกิ่วแม่ปาน ดอยทูเล ภูกระดึง หรือเขาช้างเผือก

หากเชียงรายสามารถเล่าเรื่อง “เมืองแห่งขุนเขาศิลปะและชาติพันธุ์” ให้ชัดเจนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ จัดทำเส้นทางเดินป่าเชื่อมโยงหมู่บ้านชาติพันธุ์ แหล่งเรียนรู้ และงานเทศกาลแสงสี–ไม้ดอกเข้าด้วยกันอย่างมีโครงสร้าง จะช่วยให้จังหวัดก้าวเข้าสู่กลุ่ม “จุดหมายเดินป่าที่ต้องมาเยือนอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต” ได้ไม่ยากนัก

เสียงจากภาคการท่องเที่ยว ยุคของการเดินทางที่ต้องมี “ความหมาย”

อรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า เคยกล่าวสะท้อนมุมมองนักเดินทางยุคใหม่ว่า ฤดูเดินป่าในประเทศไทยเป็นช่วงเวลาพิเศษที่ผู้คนต้องการกลับไปใกล้ชิดธรรมชาติ และแพลตฟอร์มท่องเที่ยวมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้การวางแผนเดินทางเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางสำหรับครอบครัวหรือเส้นทางท้าทายสำหรับผู้มีประสบการณ์

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บริหารท้องถิ่นเชียงราย ทั้งจากจังหวัด เทศบาลนครเชียงราย และหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ได้ย้ำอย่างต่อเนื่องว่า แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของเชียงรายในวันนี้ ไม่ได้มองเพียง “จำนวนนักท่องเที่ยว” แต่ให้ความสำคัญกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์ เมืองแห่งการเรียนรู้ และเมืองที่การท่องเที่ยวช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างแท้จริง

เมื่อภาพจากฝ่ายเอกชนระดับโลกและฝ่ายท้องถิ่นมาตัดกัน จุดร่วมที่ชัดคือ “การเดินทางที่มีความหมาย” – ซึ่งหากเชียงรายสามารถสื่อสารได้ว่า การขึ้นมาบนภูเขาเชียงรายไม่ใช่เพียงการชมวิว แต่คือการเรียนรู้ชีวิตผู้คน การชิมอาหารจากสมุนไพรบนดอย การฟังเรื่องเล่าจากผู้เฒ่าชาติพันธุ์ และการเดินตามเส้นแสงศิลปะในตัวเมืองยามค่ำคืน เมืองแห่งขุนเขาแห่งนี้ย่อมมีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวขึ้นไปอยู่ในความสนใจของนักเดินป่าในอนาคตอันใกล้

จาก “เมืองถูกมองข้ามบนหน้าจอ” สู่ “เมืองที่ต้องมองเห็นด้วยสองเท้า”

กรณีที่ชื่อของเชียงรายไม่ติดอันดับต้น ๆ ในสถิติการค้นหาที่พักสำหรับเดินป่าบนแพลตฟอร์มอโกด้าอาจสะท้อนข้อจำกัดด้านการสื่อสารเชิงการตลาดและการสร้างภาพจำในโลกออนไลน์ แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่อาจเป็น “สัญญาณเตือนเชิงบวก” ให้จังหวัดหันมาทบทวนและเร่งวางยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงขุนเขาอย่างจริงจังมากขึ้น

เชียงรายในวันนี้มีเครื่องมืออยู่ในมือครบถ้วน ทั้งต้นทุนภูเขาและป่าต้นน้ำ ความหลากหลายของชาติพันธุ์ จิตวิญญาณของเมืองศิลปะ เทศกาลแสงสี–ไม้ดอก ไปจนถึงพื้นที่เรียนรู้ของคนทุกวัย หากสามารถนำทั้งหมดมาเรียงร้อยเป็นเส้นทางเดียวกันภายใต้ภาพลักษณ์ “เมืองขุนเขาสร้างสรรค์แห่งล้านนาเหนือ” และขยายเรื่องราวเหล่านี้ให้ไปปรากฏบนจอมือถือของนักเดินทางในภูมิภาคเอเชียได้อย่างต่อเนื่อง เชียงรายก็มีโอกาสอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนจาก “เมืองที่ไม่ติดโผค้นหา” ให้กลายเป็น “เมืองที่ต้องไปให้เห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง”

ท้ายที่สุด การเดินป่าที่มีความหมายอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการพิมพ์คำว่า “เดินป่าที่ไหนดี” ลงในช่องค้นหาเท่านั้น แต่อาจเริ่มต้นจากการที่เมืองหนึ่งลุกขึ้นมาเชื่อมั่นในตัวเอง เล่าเรื่องของตนให้ชัด และยืนหยัดว่าบนขุนเขาเชียงราย ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่รอให้ผู้คนก้าวเท้าเข้าไปค้นพบ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Travel Outlook Report – แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวอโกด้า (Agoda)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ยุทธศาสตร์ดอยหลวง 2569 ป้องกันไฟป่าเชิงรุก 875 กม. ยกระดับท่องเที่ยวสกายวอล์กและคุณภาพชีวิตชุมชน

ดอยหลวง” ผนึกกำลัง 3 จังหวัดสู้ไฟป่ากางแผนแนวกันไฟ 875 กม. หนุนบิ๊กโปรเจกต์สกายวอล์ก–ถ้ำผาโขง ยกระดับการท่องเที่ยวควบคู่การอนุรักษ์ผืนป่าอย่างยั่งยืน

เชียงราย, 25 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางสัญญาณเตือนเรื่องวิกฤตหมอกควันและไฟป่าที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในภาคเหนือ อุทยานแห่งชาติดอยหลวงซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ เชียงราย พะเยา และลำปาง กำลังเดินหน้าแผนปฏิบัติการเชิงรุกครั้งสำคัญ ทั้งในมิติการป้องกันไฟป่า การพัฒนาสาธารณูปโภคในชุมชนรอบผืนป่า และการยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ใหม่อย่าง “สกายวอล์กกว๊านพะเยา” และ “ถ้ำผาโขง” เพื่อพิสูจน์ว่าการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสามารถเดินไปด้วยกันได้ หากมีการวางแผนอย่างเป็นระบบและให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

แผนรับมือหมอกควัน–ไฟป่า จาก “ดับไฟ” สู่ “สร้างภูมิคุ้มกัน” ให้ผืนป่า 3 จังหวัด

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมปูแกง ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยหลวง ตำบลแม่เย็น อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติดอยหลวง (Protected Area Committee – PAC) ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายอุดม ปกป้องบวรกุล นายอำเภอพาน ทำหน้าที่ประธานการประชุม

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “ฤดูกาลรับมือไฟป่าปี 2569” อย่างเป็นทางการ เพราะนอกจากจะมีการรายงานผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2568 และแผนงานปีงบประมาณ 2569 แล้ว ยังเน้นย้ำการตั้งรับสถานการณ์หมอกควันและไฟป่าที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึงด้วยมาตรการแบบบูรณาการ

ในที่ประชุมมีผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ

  • นายปัณณวิชญ์ ภูริรักษ์พิติกร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยหลวง
  • นายรัชพล งามกระบวน ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงราย
  • ร้อยตำรวจเอกนภสินธุ์ สอนใจ รองผู้บังคับกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 323
    พร้อมคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 3 จังหวัด เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและวางกรอบความร่วมมือ

แกนกลางของแผนคือการปฏิบัติงานภายใต้ “ศูนย์สั่งการและติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน พื้นที่บูรณาการเชิงพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยหลวง” ซึ่งมีภารกิจหลักในการบริหารจัดการเชื้อเพลิงและลดความเสี่ยงไฟป่าอย่างเป็นระบบ

ตัวเลขสำคัญที่สะท้อนขนาดของภารกิจ ได้แก่

  • แนวกันไฟระยะทางรวม 875 กิโลเมตร – ถือเป็นแนวกันไฟขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงทั้ง 3 จังหวัด มีเป้าหมายเพื่อลดโอกาสการลุกลามของไฟจากพื้นที่ป่าเข้าสู่ชุมชน และจากพื้นที่เกษตรเข้าป่าอนุรักษ์
  • กำลังพล 525 คน – จัดตั้งเป็นชุดปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมสถานการณ์ตามจุดเสี่ยงต่าง ๆ ทั่วพื้นที่อุทยานฯ
  • จุดจอดอากาศยาน 6 จุด และแหล่งน้ำดับไฟป่า 21 จุด – ถูกจัดเตรียมเพื่อรองรับการสนับสนุนทางอากาศในกรณีที่เกิดไฟป่าขนาดใหญ่ รวมทั้งเพิ่มความคล่องตัวในการลำเลียงกำลังพลและอุปกรณ์ดับไฟเข้าพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที
  • ระบบสื่อสารออนไลน์แบบ Real-time – ใช้สำหรับรายงานสถานการณ์และรับคำสั่งจากศูนย์สั่งการเพื่อลดระยะเวลาการตอบสนองในช่วงนาทีวิกฤต

การกำหนดแนวกันไฟระยะทางกว่า 875 กิโลเมตร บ่งชี้ชัดถึงระดับความรุนแรงของความเสี่ยงที่หน่วยงานในพื้นที่ประเมินไว้ เพราะในอดีต ไฟป่าจำนวนไม่น้อยเริ่มจากการเผาเศษวัสดุการเกษตรหรือการหาของป่าแล้วลุกลามเข้าเขตอุทยานฯ จนกลายเป็นปัญหาหมอกควันข้ามอำเภอและข้ามจังหวัด การวางแนวกันไฟจึงเป็นเสมือน “กำแพงป้องกันชั้นแรก” ที่ต้องทำให้ครบถ้วนก่อนฤดูไฟป่าจะมาถึง

พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ สกายวอล์กกว๊านพะเยา–ถ้ำผาโขง แลนด์มาร์กใหม่ของภาคเหนือ

คู่ขนานกับการเตรียมรับมือไฟป่า คณะกรรมการ PAC ยังใช้เวทีเดียวกันนี้ในการติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชนรอบอุทยานแห่งชาติดอยหลวง โดยเฉพาะโครงการด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ได้แก่

สกายวอล์กกว๊านพะเยา เปิดมุมมองใหม่ให้ “ทะเลสาบเมืองเหนือ”

ที่ประชุมได้รับทราบผลการพิจารณาโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว จุดชมวิวกว๊านพะเยา ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดพะเยา แนวคิดหลักคือการก่อสร้าง ทางเดินชมธรรมชาติยกระดับ หรือ Skywalk เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นทัศนียภาพของกว๊านพะเยาในมุมสูง เชื่อมต่อทิวเขาและผืนน้ำเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

หากโครงการดังกล่าวเดินหน้าได้ตามแผน กว๊านพะเยามีโอกาสก้าวจากการเป็น “จุดแวะพัก” ระหว่างการเดินทางของนักท่องเที่ยว ให้กลายเป็น “จุดหมายปลายทางหลัก” ที่นักเดินทางตั้งใจมาเยือนโดยเฉพาะ อันจะช่วยเพิ่มระยะเวลาการพักค้าง (Length of Stay) และเม็ดเงินใช้จ่ายในพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ถ้ำผาโขง แลนด์มาร์กพันปีบนผืนป่าดอยหลวง

อีกหนึ่งโครงการที่ได้รับความสนใจจากที่ประชุมคือ แนวทางการพัฒนา ถ้ำผาโขง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยหลวง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำโบราณอายุกว่าพันปี ภายในมีหินงอกหินย้อยรูปร่างสวยงามและมีลำน้ำไหลผ่าน สร้างบรรยากาศเฉพาะตัวที่แตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นในพื้นที่

PAC ได้หารือแนวทางในการพัฒนาให้ถ้ำผาโขงเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของอำเภอพาน โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวที่คำนึงถึงความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และไม่กระทบต่อระบบนิเวศภายในถ้ำ พร้อมสร้างกิจกรรมเชื่อมโยงกับชุมชน เช่น การท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-based Tourism) ร้านค้าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการฝึกอบรมมัคคุเทศก์ท้องถิ่น

แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในลักษณะนี้สะท้อนแนวทาง “ใช้การท่องเที่ยวเป็นแรงจูงใจในการอนุรักษ์” เพราะเมื่อชุมชนเห็นว่าทรัพยากรธรรมชาตินำมาซึ่งรายได้ที่มั่นคง ก็จะยิ่งตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาป่าและถ้ำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

สาธารณูปโภคพื้นฐาน เสริมคุณภาพชีวิตชุมชนรอบอุทยานฯ เพื่อลดแรงกดดันต่อป่า

นอกจากโครงการท่องเที่ยว ที่ประชุม PAC ยังได้ร่วมพิจารณาโครงการพัฒนาพื้นที่และสาธารณูปโภคในชุมชนรอบอุทยานฯ หลายโครงการ ซึ่งล้วนมุ่งเป้าไปที่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และลดแรงจูงใจในการบุกรุกหรือใช้ป่าอย่างไม่เหมาะสม

โครงการสำคัญประกอบด้วย

  1. โครงการก่อสร้างถังเก็บน้ำและลานคอนกรีตเสริมเหล็กในพื้นที่ตำบลสันกลาง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
    – เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ลดความจำเป็นของชุมชนในการขยายพื้นที่ปลูกพืชเข้าไปในเขตป่าเพื่อแสวงหาแหล่งน้ำใหม่
  2. โครงการจัดซื้อโคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนนและอาคารอเนกประสงค์ในตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
    – โคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางในเวลากลางคืน ลดอุบัติเหตุ และส่งเสริมกิจกรรมเศรษฐกิจยามค่ำคืนในชุมชน ขณะที่การปรับปรุงถนนช่วยให้การเข้าถึงบริการของรัฐและตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  3. โครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กในตำบลวังทอง อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง
    – ถนนที่ดีช่วยลดต้นทุนขนส่งสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อหาทรัพยากรเสริม
  4. โครงการฝายพร้อมระบบส่งน้ำในตำบลบ้านสาง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา
    – เป็นการจัดการน้ำในระดับลุ่มน้ำย่อย ช่วยชะลอน้ำและลดการพังทลายของหน้าดิน พร้อมเติมน้ำใต้ดินให้ระบบนิเวศป่าไม้ใกล้เคียง

แม้โครงการเหล่านี้จะดูเป็นงานก่อสร้างพื้นฐานทั่วไป แต่ในมุมของการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ การมีระบบน้ำ ถนน และไฟฟ้าที่เพียงพอในชุมชนรอบป่า คือ “เงื่อนไขสำคัญ” ที่ทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาป่าในรูปแบบที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟหรือความเสียหายทางระบบนิเวศ

กล่าวได้ว่า แนวคิด “ป่าอยู่ได้ คนอยู่ดี” ถูกนำมาปฏิบัติในรูปธรรมผ่านการลงทุนด้านสาธารณูปโภคเช่นนี้เอง

ข้อสังเกตเชิงนโยบาย โมเดลการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองข้ามจังหวัด

จากภาพรวมการประชุม PAC ครั้งที่ 1/2569 จะเห็นได้ว่า อุทยานแห่งชาติดอยหลวงกำลังทดสอบโมเดลการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีลักษณะ “ข้ามจังหวัด” อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในเชิงการป้องกันไฟป่า การพัฒนาการท่องเที่ยว และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่รอบผืนป่า

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจมีอย่างน้อย 3 ด้าน คือ

  1. การมีเวทีร่วมระหว่างภาครัฐส่วนกลาง–ส่วนภูมิภาค–ท้องถิ่น
    หัวหน้าอุทยานฯ นายอำเภอ ผู้แทน ตชด. สื่อมวลชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มานั่งโต๊ะเดียวกันเพื่อตรวจสอบแผนงานและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอย่างเป็นระบบ ทำให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกันเกี่ยวกับความเสี่ยงและแนวทางตอบสนองต่อสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน
  2. การเชื่อมโยงงานอนุรักษ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
    โครงการสกายวอล์กกว๊านพะเยาและถ้ำผาโขง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานในตำบลต่าง ๆ ยืนยันว่า การอนุรักษ์ไม่ได้แยกขาดจากการสร้างรายได้ให้ชุมชน หากแต่ถูกออกแบบให้เกื้อกูลกัน – เมื่อคนมีรายได้จากการท่องเที่ยวและเกษตรกรรมที่พึ่งพาทรัพยากรอย่างยั่งยืน ก็จะมีแรงจูงใจในการช่วยดูแลป่าไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่
  3. การบริหารจัดการเชื้อเพลิงอย่างเป็นระบบ
    ตัวเลขแนวกันไฟ 875 กิโลเมตร ชุดปฏิบัติการ 525 คน และจุดสนับสนุนดับไฟป่าหลายสิบจุด แสดงให้เห็นว่าหน่วยงานในพื้นที่ไม่ได้เตรียมพร้อมเพียงในระดับ “โครงการระยะสั้น” แต่กำลังสร้างโครงสร้างถาวรสำหรับการรับมือไฟป่าที่อาจเกิดซ้ำทุกปี ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแนวคิดการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

หากแผนเหล่านี้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง อุทยานแห่งชาติดอยหลวงอาจกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของการบริหารจัดการพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เชื่อมโยงกับหลายจังหวัด และใช้กลไกคณะกรรมการที่ปรึกษาเป็นเครื่องมือหลักในการประสานผลประโยชน์ของทุกฝ่าย

 “ดอยหลวง” บทพิสูจน์ว่าการอนุรักษ์และการท่องเที่ยวไปด้วยกันได้

การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติดอยหลวง ครั้งที่ 1/2569 ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงพิธีกรรมเชิงเอกสาร หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของ ยุทธศาสตร์ “ผืนป่าปลอดไฟ ชุมชนอยู่ดี การท่องเที่ยวเติบโตอย่างสมดุล”

บนแนวกันไฟยาว 875 กิโลเมตร มีกำลังพล 525 ชีวิตที่เตรียมพร้อมสละแรงกายแรงใจเพื่อปกป้องป่าต้นน้ำของ 3 จังหวัด ในขณะเดียวกัน บนเส้นทางสกายวอล์กกว๊านพะเยาและภายในถ้ำผาโขงแห่งอนาคต ก็กำลังรอนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาสัมผัสความงดงามของธรรมชาติและเรียนรู้คุณค่าของผืนป่าดอยหลวงผ่านมุมมองใหม่ ๆ

คำถามสำคัญที่สังคมต้องร่วมกันตอบ คือ เราจะช่วยเสริมพลังให้โมเดล “ป่าอยู่ได้ คนอยู่ดี” นี้เติบโตต่อไปได้อย่างไร ไม่ว่าจะผ่านการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ การสนับสนุนสินค้าชุมชน หรือการร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังไฟป่าในฐานะพลเมือง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของอุทยานแห่งชาติดอยหลวงไม่ได้วัดจากจำนวนโครงการที่ได้รับอนุมัติเท่านั้น แต่จะวัดจากจำนวนวันในแต่ละปีที่ผืนป่าปลอดควันไฟ และจำนวนรอยยิ้มของประชาชนที่สามารถอยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างภาคภูมิและยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • อุทยานแห่งชาติดอยหลวง
  • สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงราย (สวท.เชียงราย)
  • กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 323
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เจาะลึกแผนท่องเที่ยวอาเซียน 2569-2573 ผ่านมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ณ หนองหลวง เวียงชัย

ร้อยเอกธรรมนัส เปิดงานไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ชู “นทีศรัทธา” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

เชียงราย, 20 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางกระแสการยกระดับการท่องเที่ยวอาเซียนสู่เวทีโลก แผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวอาเซียนฉบับใหม่ พ.ศ. 2569–2573 กำลังจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปีหน้า ขณะเดียวกัน จังหวัดเชียงรายกำลังก้าวสู่บทบาท “ห้องทดลองเชิงพื้นที่” ผ่านการจัดงาน “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 โซนอำเภอเวียงชัย” บริเวณหนองหลวง แหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัด ภายใต้แนวคิด “นทีศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” เปลี่ยนพื้นที่ชุมชนริมหนองน้ำให้กลายเป็นเวทีเชื่อมโยงนโยบายระดับภูมิภาคกับเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

งานมหกรรมฯ ที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 และจะจัดต่อเนื่องถึงวันที่ 7 มกราคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลชมไม้ดอกเมืองหนาว หากแต่สะท้อน “เชียงรายโมเดล” ที่นำเป้าหมายการท่องเที่ยวอาเซียนมาปรับใช้ในระดับจังหวัด ผ่านการออกแบบภูมิทัศน์ กิจกรรมทางวัฒนธรรม และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนในพื้นที่หนองหลวง ซึ่งครอบคลุม 3 ตำบล ใน 2 อำเภอ และเป็นบ้านของชุมชนจำนวนมากที่พึ่งพาระบบนิเวศแห่งนี้มาหลายชั่วอายุคน

อาเซียนขยับเกมท่องเที่ยว แผนใหม่ 2569–2573 กับเป้าหมาย “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวโลก”

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 กรมการท่องเที่ยว (Department of Tourism) เผยแพร่ข้อมูลสำคัญผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ ระบุว่า ประเทศไทยในฐานะสมาชิกประชาคมอาเซียนกำลังก้าวเดินตาม “แผนรายสาขาด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ฉบับใหม่ พ.ศ. 2569–2573” ซึ่งจะเป็นกรอบทิศทางร่วมของทั้งภูมิภาคในอีก 5 ปีข้างหน้า

เป้าหมายหลักของแผนฉบับนี้สอดคล้องกับ AEC Goals และวิสัยทัศน์อาเซียน 2588 โดยมุ่งผลักดันให้อาเซียน

  1. เป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวคุณภาพสูง มีมาตรฐานและมูลค่าสูง
  2. ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดี
  3. สร้างงานและรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาคมอาเซียน ซึ่งมีประชากรมากกว่า 660 ล้านคน

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว แผนท่องเที่ยวอาเซียนฉบับใหม่ได้วาง แนวทางการดำเนินงานสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

  • การท่องเที่ยวที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ (Resilient & Sustainable Tourism)
  • การเดินทางที่เข้าถึงได้และไร้รอยต่อ (Seamless Connectivity)
  • การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการท่องเที่ยวและบริการ
  • การยกระดับสินค้าและบริการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพสูงและมีอัตลักษณ์ชัดเจน
  • การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรม

กรมการท่องเที่ยวระบุว่า แผนฉบับเต็มจะเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ทางการของอาเซียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่วงเดือนมกราคม 2569 เพื่อใช้เป็น “เข็มทิศร่วม” ของทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่นในการออกแบบผลิตภัณฑ์และเส้นทางท่องเที่ยวในระยะต่อไป

จากแผนระดับภูมิภาค สู่เวทีจริงที่หนองหลวง เวียงชัย

บนแผนที่ยุทธศาสตร์ของอาเซียน จังหวัดเชียงรายอาจเป็นเพียงหนึ่งในเมืองชายแดนตอนเหนือของไทย แต่ในทางปฏิบัติ จังหวัดแห่งนี้ถูกจับตามองอย่างต่อเนื่องในฐานะ “เมืองท่องเที่ยวศักยภาพสูง” ที่เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจชายแดน วัฒนธรรมล้านนา และความหลากหลายทางชาติพันธุ์

ในวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 ภาพของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินเคียงข้างนักท่องเที่ยวและชาวบ้านริมหนองหลวง ในพิธีเปิด มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 โซนอำเภอเวียงชัย” จึงมีความหมายมากกว่าพิธีเชิงสัญลักษณ์ หากแต่แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการระหว่างนโยบายเกษตร ทรัพยากรน้ำ และการท่องเที่ยวในพื้นที่เดียวกัน

ภายในงานเปิดมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ

  • นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่–ท้องถิ่น และภาคประชาชน

บรรยากาศในวันเปิดงานสะท้อนให้เห็นความคึกคักของผู้คนในพื้นที่ที่มาร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ท่ามกลางทุ่งดอกไม้เมืองหนาวที่ได้รับการจัดแต่งภูมิทัศน์อย่างประณีต ริมผืนน้ำของหนองหลวงที่สะท้อนแสงไฟและการแสดงน้ำพุดนตรีในยามค่ำคืนอย่างงดงาม

หนองหลวง” จากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่แลนด์มาร์กใหม่ของเชียงราย

หัวใจสำคัญของเวทีงานครั้งนี้คือ หนองหลวง” แหล่งน้ำธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบล ใน 2 อำเภอ เป็นทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญ แหล่งทำกินของชุมชน และพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนในท้องถิ่น

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) อธิบายถึงทิศทางการพัฒนาอย่างชัดเจนว่า การจัดงานมหกรรมไม้ดอกในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการจัดเทศกาลชั่วคราว หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การฟื้นฟูและพลิกโฉมหนองหลวงให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมที่มีศักยภาพในระยะยาว

ที่ผ่านมา อบจ.เชียงรายได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งด้านการจัดการน้ำ การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการพัฒนาภูมิทัศน์ จนพื้นที่หนองหลวงกลับมามีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น สภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ทั้งด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ได้รับความสนใจจากผู้มาเยือน คือ ประติมากรรม “แม่หม้าย” ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ถ่ายทอดตำนานและเรื่องเล่าท้องถิ่นเกี่ยวกับหนองหลวง เชื่อมโยง “ศรัทธา–ธรรมชาติ–ประวัติศาสตร์” เข้าด้วยกันอย่างมีมิติ ช่วยให้การท่องเที่ยวไม่จำกัดแค่การถ่ายภาพกับดอกไม้ แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เรียนรู้รากเหง้าและอัตลักษณ์ของชุมชนริมหนองน้ำแห่งนี้ด้วย

ไฮไลต์มหกรรมไม้ดอก ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เชื่อมอารมณ์–เศรษฐกิจ–สิ่งแวดล้อม

งานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 โซนอำเภอเวียงชัย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569 รวมระยะเวลายาวกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อรองรับทั้งนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่และผู้มาเยือนจากประเทศเพื่อนบ้าน

กิจกรรมสำคัญที่ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งการท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนและการสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้แก่

  1. การจัดแสดงไม้ดอกเมืองหนาวและภูมิทัศน์ริมหนองน้ำ
    แปลงดอกไม้ถูกออกแบบให้เป็นลานชมวิวต่อเนื่องริมหนองหลวง พร้อมจุดถ่ายภาพที่เชื่อมฉากหลังระหว่างดอกไม้–ผืนน้ำ–ทิวเขา นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ตลอดแนว เสริมด้วยงานศิลปะจัดวางและโคมไฟยามค่ำคืน เพื่อให้พื้นที่มีชีวิตทั้งกลางวันและกลางคืน
  2. การแสดงน้ำพุดนตรีประกอบบทเพลงพระราชนิพนธ์
    การนำบทเพลงพระราชนิพนธ์มาใช้ประกอบการแสดงน้ำพุดนตรี ไม่เพียงเพิ่มอรรถรสด้านบันเทิง แต่ยังเชื่อมโยงมิติทางวัฒนธรรมและความจงรักภักดีให้เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะอย่างสง่างาม
  3. กิจกรรมล่องเรือชมธรรมชาติและวิถีชีวิตริมน้ำ
    นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือชมทัศนียภาพรอบหนองหลวง สัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านริมฝั่ง และเรียนรู้เรื่องราวระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรสำคัญด้านประมงพื้นบ้านและการเกษตร โดยกิจกรรมดังกล่าวช่วยสร้างรายได้ทางตรงให้กับผู้ประกอบการเรือท้องถิ่นและชุมชนรอบหนองหลวง
  4. การแสดงศิลปวัฒนธรรมและประติมากรรม “แม่หม้าย”
    ลานกิจกรรมถูกใช้เป็นเวทีหมุนเวียนสำหรับการแสดงฟ้อนเมือง ดนตรีพื้นบ้าน และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์หนองหลวง ผ่านทั้งการเล่าเรื่องสดและนิทรรศการภาพ–สื่อผสม ทำให้ผู้มาเยือนได้รับทั้งความบันเทิงและความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับชุมชน

งานทั้งหมดถูกจัดวางให้สอดคล้องกับนโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ของจังหวัดเชียงราย ที่ต้องการกระจายโอกาสทางการท่องเที่ยวจากตัวเมืองไปยังอำเภอต่าง ๆ อย่างทั่วถึง

เชียงรายโมเดล กับการต่อยอดแผนท่องเที่ยวอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม

หากเปรียบแผนท่องเที่ยวอาเซียน พ.ศ. 2569–2573 เป็น “แผนที่ระดับภูมิภาค” การจัดงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ที่เวียงชัยก็คือ “แผนที่ระดับชุมชน” ที่ถูกขยายจากแผนใหญ่สู่การปฏิบัติจริง

ในมิติของ การท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน หนองหลวงเป็นตัวอย่างของการนำพื้นที่ชุ่มน้ำที่เคยประสบปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อม มาฟื้นฟูให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านการจัดการน้ำ การอนุรักษ์พันธุ์ปลา และการจัดภูมิทัศน์ที่เคารพต่อระบบนิเวศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของอาเซียนที่เน้นการท่องเที่ยวไม่ทำลายทรัพยากร

ด้าน การสร้างรายได้และการจ้างงาน งานมหกรรมไม้ดอกฯ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารพื้นเมือง ผู้ให้บริการเรือ ร้านจำหน่ายสินค้า OTOP และงานหัตถกรรมท้องถิ่น ได้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าและบริการในช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น โดยรายได้จะหมุนเวียนอยู่ในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

ในมิติของ การยกระดับสินค้าและบริการท่องเที่ยว เชียงรายใช้จุดแข็งด้านวัฒนธรรมและภูมิประเทศ ผสมผสานกับประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เช่น การชมดอกไม้เมืองหนาวริมหนองน้ำ การล่องเรือชมธรรมชาติยามเย็น และการชมการแสดงน้ำพุดนตรี ซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับพื้นที่หนองหลวงมากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่สาธารณะธรรมดา

ที่สำคัญ เชียงรายยังมีศักยภาพเชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและประเทศเพื่อนบ้าน การยกระดับหนองหลวงและอำเภอเวียงชัยให้เป็นหนึ่งในจุดหมายเชื่อมโยงของนักท่องเที่ยวต่างชาติในอนาคต จึงสามารถต่อยอดสู่เป้าหมายของอาเซียนที่ต้องการเป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวคุณภาพสูงของโลก” ได้อย่างชัดเจน

ผลกระทบต่อชุมชน จากดอกไม้สู่ความหวังระยะยาว

แม้ยังไม่มีตัวเลขสถิติรายได้จากการจัดงานครั้งนี้ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่มองจากจำนวนวันจัดงานกว่า 20 วัน และการกระจายตัวของกิจกรรมภายในหนองหลวงที่เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการท้องถิ่นหลายกลุ่ม เชื่อได้ว่ามหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในช่วงปลายปีและต้นปีใหม่

ในเชิงสังคม งานลักษณะนี้ยังช่วย “เยียวยาและเชื่อมความสัมพันธ์” ระหว่างคนในพื้นที่กับทรัพยากรธรรมชาติที่พวกเขาอยู่ร่วมกันมานาน การได้เห็นหนองน้ำที่เคยถูกมองข้ามกลับมามีชีวิต มีนักท่องเที่ยวมาเยือน และมีการเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ผ่านประติมากรรมและการแสดง เป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจและความรู้สึกร่วมของชุมชน

สำหรับระดับนโยบาย การที่จังหวัดเชียงรายเลือกใช้เวทีมหกรรมไม้ดอกฯ เป็นพื้นที่สื่อสารเรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การจัดการน้ำ และการท่องเที่ยวคุณภาพสูง สอดคล้องกับทิศทางของแผนท่องเที่ยวอาเซียนชุดใหม่อย่างใกล้ชิด ทำให้เชียงรายกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าจับตาสำหรับจังหวัดอื่น ๆ ที่ต้องการนำแผนระดับภูมิภาคมาปรับใช้ในแบบของตนเอง

เมื่อแผนอาเซียนมาบรรจบกับลมหายใจของชุมชนริมหนองหลวง

แผนท่องเที่ยวอาเซียน พ.ศ. 2569–2573 ตั้งเป้าให้อาเซียนเป็นผู้นำการท่องเที่ยวคุณภาพสูงของโลก เน้นความยั่งยืน ความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง และการสร้างงานให้ประชาชนในภูมิภาค ขณะที่ “หนองหลวง–เวียงชัย–เชียงราย” กำลังสาธิตให้เห็นว่า เป้าหมายใหญ่ระดับภูมิภาคจะไม่เป็นเพียงเอกสารหรือสไลด์ประชุม หากแต่สามารถแปลงเป็นประสบการณ์จริงที่จับต้องได้ในระดับชุมชน

จากทุ่งไม้ดอกเมืองหนาว น้ำพุดนตรีริมผืนน้ำ ล่องเรือชมวิถีชีวิต ไปจนถึงตำนาน “แม่หม้ายหนองหลวง” ทุกองค์ประกอบคือการเล่าเรื่องเดียวกันว่า การท่องเที่ยวที่ดีไม่ใช่แค่การเดินทางไป “ดู” สถานที่ใหม่ ๆ เท่านั้น แต่คือการเดินทางไป “เข้าใจ” ผู้คน ธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ของพื้นที่นั้นอย่างลึกซึ้ง

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจุดหมายใหม่ในช่วงปลายปีนี้ การเดินทางไปสัมผัส “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 โซนอำเภอเวียงชัย” จึงไม่ใช่เพียงการไปชมดอกไม้สวยงาม หากแต่เป็นการไปเห็นด้วยตาตนเองว่า เมืองชายแดนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งบนแผนที่ไทย กำลังก้าวเดินเคียงไปกับวิสัยทัศน์ใหญ่ของอาเซียนอย่างสง่างามเพียงใด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมการท่องเที่ยว (Department of Tourism)
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ผู้สูงอายุ 114 คนต่อ 1 เตียง! วิกฤตสุขภาพจิต-เตียงตึงตัวในเชียงราย เร่งใช้ Universal Design และธนาคารเวลาแก้ปัญหา

เชียงรายเผชิญสังคมสูงวัยบนสมรภูมิใหม่ ภาคเหนือ “เปราะบางสุด” ด้านสุขภาพผู้สูงอายุ ระบบเตียง–จิตเวชตึงตัว แข่งกับเวลาออกแบบเมืองที่ไม่ทิ้งคนแก่ไว้ข้างหลัง

เชียงราย, 16 ธันวาคม 2568 – ในขณะที่โลกทั้งใบกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “หนึ่งในห้าของประชากรโลกอายุเกิน 65 ปี” ตามการคาดการณ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ภายในปี 2593 ประเทศไทยเองก็ไม่ได้อยู่ไกลจากภาพนั้นมากนัก ตรงกันข้าม ไทยถูกจัดว่าเป็น “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” ไปแล้วอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา จากตัวเลขผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 14 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ

เบื้องหลังตัวเลขระดับชาติที่ดูเป็น “ภาพใหญ่ของประเทศ” หากซูมลงมาที่ภาคเหนือ และลึกลงมาที่เชียงราย เมืองชายแดนที่กำลังผลักดันตัวเองสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะพบภาพอีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ “ความเปราะบางของผู้สูงอายุ” ที่กำลังก่อตัวและรอวันปะทุ หากทุกภาคส่วนไม่เร่งปรับตัวทันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรในครั้งนี้

สังคมสูงวัย จากนิยามระดับโลกสู่โจทย์ใหญ่ของประเทศไทย

องค์การสหประชาชาติให้นิยาม “ผู้สูงอายุ” ว่าคือประชากรทั้งเพศชายและหญิงที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป และจัดระดับ “สังคมผู้สูงอายุ” ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่

  1. การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) – เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 10 ของทั้งประเทศ หรืออายุ 65 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 7
  2. สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) – เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มเป็นร้อยละ 20 หรือประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเพิ่มเป็นร้อยละ 14
  3. สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) – เมื่อประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ

ปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ในขั้น “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” แล้วเรียบร้อย โดยในปี 2567 มีผู้สูงอายุ 14,027,411 คน คิดเป็น 20% ของประชากรทั้งประเทศ และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็นราว 28% ภายในปี 2578 นั่นหมายความว่า “เกือบหนึ่งในสามของคนไทยจะเป็นผู้สูงอายุ” ในเวลาไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า

คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “คนแก่จะมีมากขึ้นเท่าไร” แต่คือ “ผู้สูงอายุเหล่านี้อยู่ที่ไหน สุขภาพเป็นอย่างไร มีรายได้พอหรือไม่ และบ้านที่อยู่ปลอดภัยแค่ไหน” ข้อมูลที่ Rocket Media Lab ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รวบรวมและวิเคราะห์ในระดับจังหวัดทั่วประเทศ จึงกลายเป็น “สัญญาณเตือนเชิงพื้นที่” ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการวางนโยบายท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดปลายทางอย่างเชียงราย

ภาคเหนือ แชมป์เปราะบาง “สุขภาพกาย–สุขภาพจิต” ผู้สูงอายุ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลระดับจังหวัดทั้งด้านโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และทรัพยากรสาธารณสุข พบว่า ภาคเหนือคือภาคที่ผู้สูงอายุมี “ความเปราะบางด้านสุขภาพกาย” สูงที่สุดของประเทศ เมื่อผูกรวมทั้งภาระโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงศักยภาพของระบบบริการ ทั้งจำนวนอายุรแพทย์ พยาบาล และเตียง

ตัวเลขที่สะท้อนสถานการณ์ได้ชัดคือ

  • ผู้สูงอายุไทยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานประมาณ 2.33 ล้านคน หรือ 16.61% ของผู้สูงอายุทั้งหมด โดยภาคเหนือมีสัดส่วนอยู่ที่ 17.60% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ
  • ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงรวม 4.89 ล้านคน หรือ 34.92% ของผู้สูงอายุทั้งหมด โดยภาคเหนือขึ้นอันดับหนึ่งด้วยสัดส่วนสูงถึง 44.63%
  • เมื่อรวมโรคไม่ติดต่อหลัก 5 โรค และเปรียบเทียบกับทรัพยากรสาธารณสุข ภาคเหนือได้คะแนน “ความเปราะบางด้านสุขภาพกาย” ต่ำที่สุด คือราว 61.85 คะแนน ต่ำกว่าภาคอื่นทั้งหมด

ในด้านสุขภาพจิต ภาคเหนือก็ยังเป็นภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางสูงที่สุดเช่นกัน โดย

  • ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคจิตเวช 13 กลุ่มโรค มีจำนวนรวม 271,499 คน หรือ 1.94% ของผู้สูงอายุทั้งหมด แต่ในภาคเหนือสัดส่วนนี้สูงถึง 2.79%
  • เมื่อประเมินร่วมกับทรัพยากรด้านจิตเวช ได้แก่ จำนวนจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และเตียงจิตเวช พบว่าภาคเหนือได้คะแนน “ความเปราะบางด้านสุขภาพจิต” ต่ำที่สุดเช่นกัน คือราว 69.95 คะแนน

เมื่อนำสองมิตินี้มารวมกัน ภาคเหนือจึงถูกจัดให้เป็นภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านสุขภาพ “ทั้งกายและจิต” สูงที่สุดของประเทศ โดยมีหลายจังหวัดในภาคเหนือ เช่น แพร่ พะเยา ลำปาง สุโขทัย และกำแพงเพชร ติดอันดับจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรสูง และเผชิญทั้งภาระโรค NCDs สูงและทรัพยากรสาธารณสุขตึงตัว

เชียงราย เมืองชายแดนที่ผู้สูงอายุเกินร้อยคนต้องแบ่งกันใช้เตียงหนึ่งเตียง

แม้ชื่อ “เชียงราย” จะไม่ได้ปรากฏในอันดับหนึ่งของจังหวัดเปราะบางด้านสุขภาพกายเหมือนกำแพงเพชร หรือด้านสุขภาพจิตเหมือนแพร่ แต่ข้อมูลเชิงโครงสร้างกลับสะท้อนสัญญาณเตือนชัดเจนว่า จังหวัดชายแดนแห่งนี้กำลังอยู่ในจุดเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

จากข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุขปี 2567 ของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเปรียบเทียบจำนวนผู้สูงอายุกับจำนวนเตียงโรงพยาบาล พบว่า

  • เชียงรายมีผู้สูงอายุเฉลี่ยประมาณ 114 คนต่อเตียงโรงพยาบาล 1 เตียง
  • ตัวเลขนี้จัดให้เชียงรายเป็นหนึ่งใน 10 จังหวัดที่ผู้สูงอายุต่อเตียงสูงที่สุดของประเทศ

ในทางปฏิบัติ หมายความว่า หากเกิดสถานการณ์โรคระบาดรอบใหม่ หรือมีภาระโรคเรื้อรังสะสมมากขึ้น ผู้สูงอายุเชียงรายจำนวนมากอาจต้องรอเตียงนานขึ้น หรือจำเป็นต้องเดินทางออกนอกจังหวัดเพื่อรับการรักษาในบางกรณี โดยเฉพาะผู้สูงอายุในอำเภอห่างไกลที่ต้องเดินทางเป็นชั่วโมงกว่าจะถึงโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลทั่วไป

ยิ่งไปกว่านั้น ในมิติสุขภาพจิต ข้อมูลด้าน “เตียงจิตเวชสำหรับผู้สูงอายุ” ชี้ให้เห็นว่าจังหวัดเชียงรายอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่มีผู้สูงอายุเฉลี่ย เกือบ 30,000 คนต่อเตียงผู้ป่วยจิตเวช 1 เตียง ซึ่งเป็นหนึ่งในสัดส่วนที่สูงที่สุดของประเทศ สะท้อนให้เห็น “ช่องว่างขนาดใหญ่” ระหว่างความต้องการดูแลด้านสุขภาพจิตของผู้สูงวัย กับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดในระบบ

เมื่อเชื่อมกับตัวเลขระดับประเทศที่ระบุว่า ไทยมีแพทย์จิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุเฉพาะทางเพียง 8 คน กระจุกตัวในกรุงเทพฯ ราชบุรี และนครราชสีมา จังหวัดชายแดนภาคเหนืออย่างเชียงรายจึงแทบไม่มีโอกาสเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนี้โดยตรง จำเป็นต้องพึ่งพาแพทย์จิตเวชทั่วไป พยาบาล และเครือข่ายชุมชนเป็นหลัก

ตัวเลข “ต่ำ” ที่ชวนตั้งคำถาม ทำไมเชียงรายมีผู้สูงอายุที่ “ต้องการผู้ดูแล” เพียง 2.06%?

ท่ามกลางตัวเลขเตียงที่ตึงตัว ทั้งด้านกายและจิต อีกหนึ่งตัวเลขที่น่าคิดคือ ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุระดับจังหวัดปี 2567 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งพบว่า

  • จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ “ต้องการผู้ดูแล” สูงที่สุดคือสกลนคร (18.32%)
  • ขณะที่ “เชียงราย” เป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแล “ต่ำที่สุด” ของประเทศ เพียง 2.06% หรือราว 6,062 คนของผู้สูงอายุทั้งหมดในจังหวัด

ตัวเลขนี้อาจตีความได้สองทาง

  1. เชียงรายอาจมีโครงสร้างครอบครัวและชุมชนที่ยังแข็งแรง ญาติพี่น้องช่วยดูแลกันเอง ผู้สูงอายุจำนวนมากยังช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง
  2. หรืออีกด้านหนึ่ง อาจสะท้อนปัญหา “การประเมินและการเข้าถึงระบบคัดกรอง” ที่ยังไม่ทั่วถึง ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยอาจมีข้อจำกัดในการเดิน เห็น หรือทำกิจวัตรประจำวัน แต่ยังไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ “ต้องการผู้ดูแล” ในเชิงระบบ

สำหรับเชียงราย ซึ่งมีทั้งพื้นที่ภูเขา ชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง และบ้านเรือนที่อยู่ห่างจากหน่วยบริการ การสำรวจและคัดกรองผู้สูงอายุให้ครอบคลุมจึงไม่ใช่เรื่องง่าย นี่คือโจทย์ท้องถิ่นที่ต้องอาศัยทั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานสาธารณสุข และเครือข่ายภาคประชาสังคมลงพื้นที่ร่วมกันอย่างจริงจัง

เศรษฐกิจและรายได้ เมื่อผู้สูงอายุภาคเหนือ (รวมเชียงราย) มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปีมากที่สุดในประเทศ

แม้ข้อมูลด้านเศรษฐกิจของผู้สูงอายุจะไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงถึงเชียงราย แต่หากมองในระดับภาค ภาคเหนือซึ่งรวมเชียงรายอยู่ด้วย กลับเป็นภาคที่ผู้สูงอายุมีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปีสูงที่สุดของประเทศ

จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2567 พบว่า

  • ผู้สูงอายุไทยที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปี มีจำนวน 2,793,351 คน หรือ 19.91% ของผู้สูงอายุทั้งหมด
  • ภาคเหนือมีสัดส่วนผู้สูงอายุรายได้น้อยกว่าปีละ 30,000 บาทสูงที่สุด คือ 25.52%
  • ในขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนของผู้สูงอายุที่ยังทำงาน ภาคเหนือเป็นภาคที่ “ค่าจ้างเฉลี่ยต่ำสุด” ของประเทศ ราว 9,413 บาทต่อเดือน

หากเชื่อมตัวเลขเหล่านี้กับโครงสร้างเศรษฐกิจของเชียงราย ซึ่งมีผู้สูงอายุจำนวนมากอยู่ในภาคเกษตรและแรงงานรับจ้างทั่วไป รายได้ที่ไม่แน่นอน และการออมที่จำกัด ย่อมทำให้ผู้สูงวัยจำนวนไม่น้อยเสี่ยงต่อการ “แก่ตัวไปพร้อมหนี้และรายได้ไม่พอเลี้ยงชีวิต”

แม้จะมีระบบบำนาญและเบี้ยยังชีพ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 600–1,000 บาทต่อเดือน หรือบำนาญจากประกันสังคมที่มีผู้ได้รับเพียงราว 7–8% ของผู้สูงอายุทั้งหมด แต่เมื่อเทียบกับค่าครองชีพจริงในจังหวัดท่องเที่ยวชายแดนที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้เหล่านี้แทบไม่เพียงพอ หากไม่มีรายได้เสริมจากการทำงานต่อ หรือการอุดหนุนจากลูกหลาน

บ้านที่ไม่พร้อม เมืองที่ยังไม่ทัน ความท้าทายด้านที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุเชียงราย

ระดับประเทศ ข้อมูลชี้ชัดว่า ผู้สูงอายุไทยกว่า 92.89% อาศัยอยู่ในบ้านที่ “ไม่เหมาะสม” กับสภาพร่างกายและความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นพื้นต่างระดับ บันไดชัน ห้องน้ำลื่น หรือการขาดราวจับและสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน ทำให้ในช่วง 6 เดือนก่อนการสำรวจ มีผู้สูงอายุหกล้มนับ เกือบ 800,000 คน ทั่วประเทศ โดยมากกว่า 80% ของการหกล้มเกิดขึ้น “ในบ้านของตนเอง”

แม้เชียงรายจะไม่ใช่จังหวัดที่มีสัดส่วนบ้านผู้สูงอายุไม่เหมาะสมสูงที่สุด แต่การเป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อเตียงสูง และต้องดูแลผู้สูงอายุจำนวนมากในพื้นที่ชนบทและชุมชนบนดอย ยิ่งทำให้ “บ้านที่ไม่ปลอดภัย” กลายเป็นความเสี่ยงสำคัญ เพราะทุกครั้งที่ผู้สูงอายุหกล้ม กระดูกสะโพกหัก หรือบาดเจ็บรุนแรง ระบบโรงพยาบาลและเตียงที่มีอยู่จำกัดจะต้องรับภาระเพิ่มทันที

ในมุมกลับกัน ข้อมูลด้านโครงการปรับสภาพบ้านผู้สูงอายุโดยหน่วยงานรัฐกลับสะท้อนว่า หลายจังหวัด รวมถึงบางจังหวัดในภาคเหนือ ได้รับการปรับปรุงบ้านของผู้สูงอายุน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด นั่นหมายความว่า “ช่องว่างระหว่างปัญหาและการตอบสนองเชิงนโยบาย” ยังมีอยู่มาก และเชียงรายในฐานะจังหวัดใหญ่ของภาคเหนือ จำเป็นต้องเร่งวางระบบการปรับปรุงที่อยู่อาศัยที่สอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

จากข้อมูลสู่การลงมือ บทบาทของ สสส. และโมเดลที่เชียงรายสามารถนำมาปรับใช้

ภายใต้วิกฤตสังคมสูงวัยที่กำลังก่อตัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้พัฒนาโครงการและกลไกต้นแบบหลายด้าน ซึ่งแม้ยังไม่ปูพรมครอบคลุมทุกจังหวัด แต่ก็เป็น “แบบเรียนสำคัญ” ที่เชียงรายสามารถนำมาปรับใช้ในระดับพื้นที่ได้ เช่น

  1. โครงการ “สูงวัยให้พร้อม ต้องเตรียมก่อน 40”
    เน้นสร้างความตระหนักให้คนทำงานเริ่มดูแลสุขภาพกาย–ใจ และวางแผนการเงินก่อนอายุ 40 ปี เพื่อลดภาระโรค NCDs และปัญหาเศรษฐกิจยามชรา
  2. โครงการ ‘เดินดีไปด้วยกัน’
    พัฒนาระบบเฝ้าระวังและป้องกันกระดูกหักจากการหกล้มในผู้สูงอายุ โดยใช้โมเดล “น่านโมเดล” และขยายผลไป 11 จังหวัด พบว่าอัตราการล้มใหม่–ล้มซ้ำลดลง 10% และผู้สูงอายุ 70% ในพื้นที่นำร่องได้รับการประเมินความเสี่ยง
  3. หลักสูตร “สูงวัยรู้ทันสื่อ” และอาสาสูงวัยเฝ้าระวังสื่อ
    ทำงานใน 10 พื้นที่นำร่อง เช่น พะเยา เลย กระบี่ ตรัง และพื้นที่เมืองบางส่วน เพื่อให้ผู้สูงอายุแยกแยะข่าวปลอม รู้เท่าทันมิจฉาชีพในโลกออนไลน์ ทักษะนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุในเชียงรายที่ใช้โซเชียลมีเดียติดต่อครอบครัวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ
  4. ชมรมผู้สูงอายุเข้มแข็ง และ “ธนาคารเวลา”
    ใช้กลไกชุมชน–ชมรมผู้สูงอายุ เป็นศูนย์กลางดูแลกันเอง ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมทดลองใช้แนวคิด “ธนาคารเวลา” ให้คนในชุมชนช่วยดูแลผู้สูงอายุแล้วสะสมชั่วโมง เพื่อแลกกลับเมื่อถึงเวลาที่ตนเองหรือครอบครัวต้องการความช่วยเหลือ
  5. การสนับสนุน Universal Design และเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ
    ผ่านศูนย์การออกแบบเพื่อทุกคน (UDC) ในมหาวิทยาลัย 16 แห่ง โครงการขยายขนส่งมวลชนที่เข้าถึงได้ และการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลในหลายจังหวัด

แม้บางโครงการจะยังไม่ลงลึกถึงเชียงรายโดยตรง แต่ในฐานะจังหวัดที่กำลังพัฒนาตนเองเป็นเมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางโลจิสติกส์ การนำหลักคิดจากโครงการเหล่านี้มาปรับใช้ ทั้งในระดับเทศบาล อบจ. อบต. และภาคเอกชน จะช่วยให้การเตรียมความพร้อมรับมือสังคมสูงวัยมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น

เชียงรายและภาคเหนือจะเดินอย่างไรในสังคมสูงวัยที่เปราะบางที่สุดด้านสุขภาพ

เมื่อรวบรวมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น

  • สัดส่วนผู้สูงอายุที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ภาระโรคไม่ติดต่อและความดันโลหิตที่สูงกว่าภาคอื่น
  • สัดส่วนผู้สูงอายุต่อเตียงโรงพยาบาลและเตียงจิตเวชที่ตึงตัว
  • รายได้และการออมของผู้สูงอายุในภาคเหนือที่ต่ำที่สุดของประเทศ
  • บ้านและสภาพแวดล้อมที่ยังไม่เหมาะสมกับร่างกายผู้สูงวัย

ภาพรวมชัดเจนว่า “เชียงรายและภาคเหนือไม่ได้มีเวลาเหลือมากนัก” ในการปรับตัวรับสังคมสูงวัย

แนวทางเชิงระบบที่ควรถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง อาทิ

  1. เสริมกำลังระบบสาธารณสุขระดับจังหวัดและอำเภอ
    • เพิ่มสัดส่วนเตียงและบุคลากรที่มีทักษะดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะ
    • พัฒนาคลินิก NCDs และคลินิกผู้สูงอายุให้ครอบคลุมทุกอำเภอ
    • สนับสนุน telemedicine สำหรับหมู่บ้านห่างไกลในเชียงราย
  2. ลงทุนในสุขภาพจิตผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ
    • ขยายบริการปรึกษาทางจิตวิทยาและกิจกรรมกลุ่มในโรงพยาบาลชุมชน
    • เชื่อมโยงกับเครือข่ายวัด อสม. และผู้นำชุมชน เพื่อสังเกตสัญญาณซึมเศร้าและความเครียดในผู้สูงวัย
  3. ลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจ
    • พัฒนางานและอาชีพเสริมที่เหมาะกับผู้สูงอายุ เช่น งานชุมชน งานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม งานฝีมือ
    • ส่งเสริมระบบออมสมัครใจในระดับตำบล และโครงการ “ธนาคารเวลา” แบบต้นแบบของ สสส.
  4. เร่งยกระดับที่อยู่อาศัยให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ
    • ตั้งเป้าปรับสภาพบ้านผู้สูงอายุในเชียงรายอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยร่วมมือกับวิชาชีพช่างในพื้นที่และมหาวิทยาลัย
    • บูรณาการกับการพัฒนาเมือง เช่น ทางเท้า, ทางลาด, ขนส่งสาธารณะ เพื่อให้ผู้สูงอายุเดินทางได้อย่างปลอดภัย

ท้ายที่สุด การเป็น “เมืองที่พร้อมรับสังคมสูงวัย” ไม่ได้วัดที่จำนวนเตียงหรือจำนวนโครงการที่ถูกเขียนไว้ในแผนเท่านั้น แต่สะท้อนผ่านคำถามง่าย ๆ ว่า

เมื่อผู้สูงอายุคนหนึ่งในเชียงรายล้มป่วย เขาจะเข้าถึงหมอ เตียง และการดูแลได้เร็วแค่ไหน
เมื่อผู้สูงอายุคนหนึ่งเครียด ซึมเศร้า หรือถูกหลอกผ่านสื่อออนไลน์ เขาจะมีใครให้พึ่งพา
และเมื่อผู้สูงอายุคนหนึ่งต้องใช้ชีวิตในบ้านของตัวเองไปจนวันสุดท้าย บ้านหลังนั้น “ปลอดภัยและเป็นมิตร” แค่ไหน

คำตอบเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดว่า เชียงรายและภาคเหนือ จะก้าวพ้นจากคำว่า “พื้นที่เปราะบางที่สุดด้านสุขภาพผู้สูงอายุ” ไปสู่การเป็น “พื้นที่ต้นแบบที่ไม่ทิ้งผู้สูงอายุไว้ข้างหลัง” ได้จริงหรือไม่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การศึกษาพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุในประเทศไทย โดย Rocket Media Lab ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง
  • ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center – HDC) กระทรวงสาธารณสุข
  • รายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข ประจำปี 2567 สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข
  • การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 ระดับจังหวัด สำนักงานสถิติแห่งชาติ
  • รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย ปี 2566 กรมกิจการผู้สูงอายุ และข้อมูลสนับสนุนจากสำนักงานประกันสังคม
  • เอกสารเผยแพร่ขององค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าด้วยนิยามสังคมผู้สูงอายุและการคาดการณ์สัดส่วนผู้สูงอายุของประชากรโลกถึงปี 2593
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

ตัวบุคคลชี้ขาด! 59.2% พร้อม “เปลี่ยนใจ” หากพรรคที่ชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่ถูกใจ

KPI Poll ชี้ 45.7% มองการเมืองแย่ลง! นายกฯ คนใหม่ต้อง “แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง” ควบคู่ “ปราบปรามทุจริต”

ประเทศไทย, 15 ธันวาคม 2568 – โพลสะท้อนภาวะ “ไม่พอใจ–คาดหวังสูง” คนไทย 45.7% มองการเมือง “กำลังแย่ลง” ชี้คุณสมบัตินายกฯ คนใหม่ต้อง “แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้จริง” ควบคู่ “ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน” ในฐานะนโยบายเร่งด่วนอันดับ 1 ขณะที่ประชาชนกว่า 59.2% พร้อม “เปลี่ยนใจ” หากพรรคที่ชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่ตรงใจ สะท้อนบทบาท “ตัวบุคคล” กลับมามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งอย่างชัดเจน

เสียงจากประชาชน ภาพการเมืองที่ “ยังไม่ดีขึ้น” และความหวังต่อการเลือกตั้งครั้งใหม่

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ยังเต็มไปด้วยข้อถกเถียงเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง และความโปร่งใสในการใช้อำนาจรัฐ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) ได้เผยแพร่ผลสำรวจเรื่อง “เสียงประชาชนต่อการเมืองและการเลือกตั้งครั้งใหม่” ซึ่งจัดทำระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,016 คน โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) เก็บข้อมูลทั้งการสัมภาษณ์พบหน้าและแบบสอบถามออนไลน์ ภายใต้ระดับความเชื่อมั่นทางสถิติ 95% และค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกินร้อยละ 2.5

รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และประธานศูนย์ KPI Poll ระบุว่า โครงการสำรวจชุดนี้ไม่ได้มุ่ง “ชี้นำการเมือง” แต่มีเป้าหมายเพื่อ “ฟังเสียงประชาชน” และจัดทำเป็นฐานข้อมูลเชิงวิชาการให้กับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อใช้ทำความเข้าใจ “ภูมิทัศน์ความรู้สึกและความคาดหวังของประชาชน” ก่อนเดินเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่อย่างรอบด้าน

เมื่อถามถึงมุมมองต่อการเมืองไทยในภาพรวม “ตอนนี้เป็นอย่างไร” คำตอบส่วนใหญ่สะท้อนภาวะไม่พอใจอย่างชัดเจน ประชาชนร้อยละ 45.7 ระบุว่า “กำลังแย่ลง” ขณะที่อีกร้อยละ 41.5 เห็นว่า “เหมือน ๆ เดิม” มีเพียงร้อยละ 9.3 เท่านั้นที่รู้สึกว่าการเมือง “กำลังดีขึ้น” ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและปรับโครงสร้างหลายด้านในช่วงที่ผ่านมา แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยัง “ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่จับต้องได้” ในชีวิตประจำวัน

ในเชิงสังคมการเมือง ผลสำรวจนี้จึงไม่เพียงสะท้อนความคับข้องใจต่อผลงานรัฐบาล หากยังสะท้อน “ความอ่อนล้าทางความรู้สึก” ของประชาชนที่เฝ้ารอการเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่พบคำตอบที่ชัดเจนจากระบบการเมืองในปัจจุบัน

ผู้นำที่อยากเห็น “แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง–ซื่อสัตย์–ฟังเสียงประชาชน”

เมื่อโพลถามถึง “คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของนายกรัฐมนตรีคนต่อไป” ประชาชนส่วนใหญ่เลือกให้ “ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ” อยู่เหนือทุกอุดมการณ์ทางการเมือง

  • ร้อยละ 36.2 ระบุว่าต้องการผู้นำที่ “แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้จริง”
  • ร้อยละ 17.8 ให้ความสำคัญกับ “ความซื่อตรง” หรือความซื่อสัตย์โปร่งใส
  • ร้อยละ 9.2 ต้องการผู้นำที่ “รับฟังเสียงประชาชน”
  • ร้อยละ 9.0 เน้น “วิสัยทัศน์” ที่ชัดเจน
  • ร้อยละ 8.5 เห็นว่าควร “ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย”

ขณะที่คุณสมบัติด้านประสบการณ์บริหารราชการแผ่นดิน การคิดไวตัดสินใจรวดเร็ว หรือการสื่อสารอย่างชัดเจน แม้ถูกมองว่าสำคัญ แต่มีคะแนนรองลงมา สะท้อนว่าประชาชนกำลังมองหาผู้นำที่ “ทำได้จริง” มากกว่าผู้นำที่ “พูดได้ดี”

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์บางส่วนมองว่า โครงสร้างคำตอบดังกล่าวเชื่อมโยงกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางในหลายปีที่ผ่านมา ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพ และค่าจ้างที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ทำให้ประชาชนโฟกัสไปที่ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ และความซื่อสัตย์ของผู้นำที่ต้องจัดการงบประมาณและโครงการของรัฐอย่างโปร่งใส

นโยบายเร่งด่วน “ปราบโกง–หนี้ครัวเรือน–ค่าครองชีพ” สามเรื่องใหญ่ที่ต้องเริ่มทันที

แม้ประชาชนจะเน้นให้ผู้นำแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่เมื่อถามลงลึกถึง “นโยบายเร่งด่วนอันดับแรกที่อยากให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ดำเนินการ” ผลสำรวจกลับสะท้อนมุมมองอีกมิติหนึ่ง

  • อันดับ 1 คือ “ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน” ร้อยละ 19.4
  • อันดับ 2 “แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน” ร้อยละ 16.7
  • อันดับ 3 “ลดค่าครองชีพ” ร้อยละ 16.4
  • ตามมาด้วย “แก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้–กัมพูชา” ร้อยละ 13.1 และ “ปฏิรูปการเมืองทุกระดับ” ร้อยละ 11.7

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นภาพเชื่อมโยงชัดเจนว่า ในสายตาประชาชน “คอร์รัปชัน” ไม่ใช่เพียงปัญหาคุณธรรมของนักการเมือง แต่เป็น “รากเหง้าของปัญหาปากท้อง” เพราะการรั่วไหลของงบประมาณและการใช้ทรัพยากรอย่างไม่โปร่งใส ย่อมทำให้มาตรการช่วยเหลือประชาชนไม่ลงไปถึงประชาชนอย่างเป็นธรรม

การที่ “ปราบโกง” ขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนอันดับหนึ่งจึงสะท้อนความคาดหวังว่า รัฐบาลใหม่ต้องเริ่มต้นจากการ “ทำให้ระบบสะอาด” ก่อนจะแจกแจงหรือออกมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในระยะยาว

การเมืองยุคใหม่ “พรรค” ไม่พอ ต้องมี “ตัวบุคคลที่เชื่อถือได้”

อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญในผลสำรวจครั้งนี้ คือบทบาทของ “ตัวบุคคล” ในการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน

เมื่อถามว่า “หากพรรคการเมืองที่ท่านชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ท่านไม่ชอบ ท่านจะเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคอื่นหรือไม่” ผลปรากฏว่า

  • ร้อยละ 41.6 ตอบว่า “อาจจะเปลี่ยน”
  • ร้อยละ 17.6 ตอบว่า “เปลี่ยนแน่นอน”
    รวมแล้วกว่า 59.2% พร้อมจะเปลี่ยนใจหากไม่พอใจตัวบุคคลที่พรรคเสนอ

มีเพียงร้อยละ 25.2 ที่ตอบว่า “ไม่น่าจะเปลี่ยน” และร้อยละ 8.7 ที่ยืนยันว่า “ไม่เปลี่ยนแน่นอน” สะท้อนภาพชัดเจนว่า “ความนิยมต่อพรรค” ไม่ใช่หลักประกันว่าจะรักษาฐานเสียงได้ หากชื่อแคนดิเดตนายกฯ ไม่ตอบโจทย์ความเชื่อมั่นของประชาชน

ผลสำรวจยังระบุด้วยว่า การประกาศชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีล่วงหน้ามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงคะแนนอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ตอบถึงร้อยละ 68.7 ระบุว่า “มีผลอย่างมาก” หรือ “ค่อนข้างมีผล” ขณะที่มีเพียงร้อยละ 28 โดยประมาณที่เห็นว่าไม่มีผลหรือไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ

ในทางปฏิบัติ ตัวเลขดังกล่าวส่งสัญญาณไปยังทุกพรรคการเมืองว่า การคัดเลือกบุคคลที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “ขั้นตอนภายในพรรค” แต่เป็น “ยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง” ที่อาจชี้ขาดผลแพ้–ชนะในสนามจริง

ใครคือคนที่สังคมอยากเห็นขึ้นเวทีดีเบตมากที่สุด

ในส่วนของ “หัวหน้าพรรคที่ประชาชนอยากฟังการดีเบตมากที่สุด” ซึ่งอนุญาตให้ตอบได้ไม่เกิน 3 รายชื่อ ผลสำรวจสะท้อนความสนใจที่กระจายตัวไปยังหลายพรรค ทั้งเก่าและใหม่

  • อันดับ 1 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) ร้อยละ 16.2
  • อันดับ 2 นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) ร้อยละ 15.7
  • อันดับ 3 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) ร้อยละ 14.2
  • อันดับถัดมา ได้แก่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) ร้อยละ 10.8 และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) ร้อยละ 6.9

ที่น่าสนใจคือ ยังมีประชาชนอีกร้อยละ 10.9 ที่ตอบว่า “ไม่มีความคิดเห็น” สะท้อนว่า ยังมีกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยที่ “ยังไม่พบตัวเลือกที่ใช่” หรือยังรอดูท่าทีของพรรคการเมืองและผู้นำแต่ละคนต่อไป

โครงสร้างตัวอย่างที่หลากหลาย ภาพสะท้อนจากทุกภูมิภาคและหลากอาชีพ

KPI Poll ยังนำเสนอข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบเพื่อให้การตีความผลสำรวจมีความรอบด้านมากขึ้น โดยพบว่า

  • เพศของผู้ตอบส่วนใหญ่เป็นชายร้อยละ 51.5 และหญิงร้อยละ 47.4
  • ช่วงอายุที่มีสัดส่วนสูงสุดคือ 56 ปีขึ้นไป ร้อยละ 32.3 รองลงมาคือช่วงอายุ 46–55 ปี ร้อยละ 22.5
  • ด้านการศึกษา ผู้ตอบส่วนใหญ่จบระดับปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรีรวมกันกว่า 44% ขณะที่กลุ่มอาชีพที่ตอบแบบสอบถามมากที่สุดคือ ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 20.2

เมื่อพิจารณาตามภูมิลำเนา พบว่ากลุ่มตัวอย่างกระจายอยู่ในทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 33.2 รองลงมาคือภาคกลางร้อยละ 26.6 ภาคเหนือร้อยละ 17.8 ภาคใต้ร้อยละ 13.9 และกรุงเทพมหานครร้อยละ 8.5 สะท้อนว่าผลสำรวจครั้งนี้ไม่กระจุกตัวเฉพาะในเมืองใหญ่ แต่เก็บเสียงประชาชนจากเมืองรองและชนบทจำนวนมากร่วมด้วย

ผล-KPI-Poll-ครั้งที่-1-Dec-2025…

สัญญาณเตือนสำหรับการเมืองไทยก่อนเลือกตั้งครั้งใหม่

หากมองภาพรวม ผลสำรวจ “เสียงประชาชนต่อการเมืองและการเลือกตั้งครั้งใหม่” ของสถาบันพระปกเกล้า สามารถสรุปเป็น “สามสภาวะหลัก” ที่กำลังก่อตัวในสังคมไทย ได้แก่

  1. ไม่พอใจต่อสถานการณ์ปัจจุบัน – เกือบครึ่งของผู้ตอบรู้สึกว่าการเมืองไทยกำลังแย่ลง ขณะที่อีกส่วนใหญ่ก็เห็นว่าไม่ดีไปกว่าเดิม สะท้อนถึง “วิกฤตความเชื่อมั่น” ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย
  2. คาดหวังสูงต่อผู้นำและนโยบาย – ประชาชนต้องการผู้นำที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง ซื่อสัตย์ และฟังเสียงประชาชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ยก “การปราบปรามทุจริต” ขึ้นเป็นวาระแรกควบคู่กับการแก้หนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพ
  3. ให้ความสำคัญกับตัวบุคคลมากขึ้น – ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมเปลี่ยนใจจากพรรคที่เคยชอบ หากไม่พอใจชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผู้นำแต่ละคนจะเป็น “ตัวแปรชี้ขาด” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ในบริบทเช่นนี้ พรรคการเมืองที่สามารถ “ฟัง” เสียงประชาชนอย่างจริงจัง นำเสนอทางออกเศรษฐกิจที่จับต้องได้ เดินหน้าปฏิรูปกลไกปราบโกงอย่างเป็นรูปธรรม และเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนเชื่อถือได้จริง ย่อมมีโอกาส “ครองใจ” ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก

ผลสำรวจครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเอกสารตัวเลข แต่เป็น “เข็มทิศ” ที่สะท้อนว่า การเมืองไทยในสายตาประชาชนวันนี้ กำลังต้องการทั้ง “ความหวังใหม่” และ “ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้” จากทุกฝ่ายในระบบการเมือง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll)
  • สถาบันพระปกเกล้า
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ปราบสแกมเมอร์ทำชีวิตหยุดนิ่ง! สัญญาณมือถือชายแดนเชียงรายถูกตัด สู่ปัญหาใหญ่ระดับชาติขาดมาตรการเยียวยา

เชียงรายร้องสัญญาณมือถือหายทั้งตำบล สะท้อนปัญหาใหญ่ระดับชาติ ร้องเรียนผู้บริโภคพุ่ง “สินค้าออนไลน์–มือถือ–อีเวนต์–รถ EV” เสี่ยงซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำดิจิทัล

เชียงราย, 14 ธันวาคม 2568 – เสียงสะท้อนจากประชาชนในอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ที่ออกมาร้องเรียนว่า “โทรศัพท์เหมือนถูกตัดเข้าโหมดเครื่องบินทั้งตำบล” ตลอดช่วงเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงสะท้อนความลำบากในชีวิตประจำวันของคนชายแดน แต่ยังชี้ไปยังปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัล เมื่อมาตรการด้านความมั่นคงและการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากเข้าไม่ถึงบริการสื่อสารที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยที่ยังไม่มีมาตรการเยียวยาอย่างชัดเจน

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับตัวเลขร้องเรียนระดับประเทศที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามรายงาน “ภาวะสังคมไทยไตรมาส 3 ปี 2568” ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งสะท้อนว่า ผู้บริโภคไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงใหม่ ๆ จากเทคโนโลยี การซื้อขายออนไลน์ รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ตที่เติบโตเร็ว แต่การกำกับดูแลยังตามไม่ทัน

ภาพรวมร้องเรียนไตรมาส 3/2568 สินค้าออนไลน์–โทรคมนาคม ครองแชมป์ปัญหาผู้บริโภค

รายงานของ สศช. อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสำนักงาน กสทช. ระบุว่า ในไตรมาส 3 ปี 2568 ประเทศไทยมีเรื่องร้องเรียนด้านการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในส่วนของกิจการโทรคมนาคม สำนักงาน กสทช. ได้รับเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น 449 เรื่อง เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 44.8 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยแบ่งเป็น

  • ปัญหาโทรศัพท์เคลื่อนที่ 320 เรื่อง
  • ปัญหาอินเทอร์เน็ต 124 เรื่อง
  • ปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนหนึ่ง

เมื่อพิจารณาตามลักษณะปัญหา พบว่า

  • “คุณภาพการให้บริการ” เป็นประเด็นร้องเรียนสูงสุด 157 เรื่อง
  • รองลงมาคือ “คุณภาพสัญญาณ” 105 เรื่อง
  • ตามด้วยปัญหาการคิดค่าบริการ การรับข้อความ SMS และการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ฯลฯ

ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำว่า แม้ระบบสื่อสารจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งต่อเศรษฐกิจดิจิทัลและชีวิตประจำวัน แต่ผู้บริโภคยังเผชิญทั้งปัญหาคุณภาพบริการและความไม่แน่นอนของสัญญาณในหลายพื้นที่

ด้าน สคบ. รายงานว่ามีเรื่องร้องเรียนรวม 9,236 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 34 โดยประเภทปัญหาเปลี่ยนโฉมไปตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันสู่โลกออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ

เมื่อลงลึกถึงประเภทสินค้าและบริการ พบว่า

  • “สินค้าออนไลน์” มีการร้องเรียนสูงสุด 3,656 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 39.6 ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด
  • รองลงมาคือ “รถยนต์” 509 เรื่อง
  • ที่พักโรงแรม/อพาร์ตเมนต์ 448 เรื่อง
  • อุปกรณ์ไฟฟ้า อาหารเสริม ศูนย์บริการ และจองตั๋วเดินทาง ฯลฯ ตามลำดับ

โดยในกลุ่มบริการ มีเรื่องร้องเรียน 1,439 เรื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นปัญหาจากธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ต ตั้งแต่การเปลี่ยนเงื่อนไขโดยไม่แจ้งล่วงหน้า การบังคับสมัครสมาชิกพิเศษเพื่อกดบัตร การยกเลิกกิจกรรมแล้วไม่คืนเงิน ไปจนถึงการใช้บอทกว้านซื้อบัตรเพื่อขายต่อในราคาสูงเกินควร

ข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภคระบุว่า ระหว่างปี 2564–2568 มีการร้องเรียนเกี่ยวกับธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ตสูงถึง 9,053 เรื่อง มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 32.9 ล้านบาท สะท้อนว่าความบันเทิงที่ควรให้ความสุข กลับกลายเป็นแหล่งความเสี่ยงของผู้บริโภคจำนวนไม่น้อย

เมื่อสัญญาณถูก “ตัด” เพื่อปราบสแกมเมอร์ ชีวิตชายแดนเชียงรายที่หยุดนิ่ง

ท่ามกลางตัวเลขร้องเรียนที่เพิ่มสูงขึ้น กรณีเชิงรูปธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในจังหวัดเชียงรายทำให้ปัญหา “คุณภาพสัญญาณ” จากสถิติระดับชาติ กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและจับต้องได้ทันที

ประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่สายและอำเภอเชียงของหลายตำบล ร้องเรียนมายังทีมข่าวท้องถิ่นว่า สัญญาณโทรศัพท์เครือข่าย AIS ในบางพื้นที่ถูกตัดขาดแทบทั้งตำบล โดยเฉพาะบริเวณแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง ซึ่งสัญญาณหายไปเกือบ 100% ทำให้ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต หรือแอปพลิเคชันทางการเงินได้เลย

ผู้ร้องเรียนบางรายระบุว่า เมื่อต้องออกจากบ้านและไม่มีสัญญาณ Wi-Fi โทรศัพท์จะกลายเป็นเหมือน “โหมดเครื่องบิน” ทันที ไม่สามารถติดต่อธุรกิจ ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว หรือรับ–ส่งข้อมูลสำคัญได้ ขณะที่เครือข่ายอื่นอย่าง dtac และ true ยังใช้งานได้ตามปกติ

ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า ในหลายจุดตามแนวชายแดน สัญญาณ AIS ไม่สามารถใช้งานได้จริงตรงกับคำร้องเรียนของประชาชน โดยข้อมูลเบื้องต้นจากผู้ร้องเรียนระบุว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้ขอความร่วมมือ กสทช. ให้จำกัดหรือปิดสัญญาณบางย่านความถี่ตามแนวชายแดน เพื่อสกัดกั้นการใช้ซิมไทยของแก๊งสแกมเมอร์และขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ที่มักตั้งฐานอยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน

แม้เจตนารมณ์ด้านความมั่นคงทางดิจิทัลจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับกระทบตรงกับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ตและแอปธนาคารในการทำธุรกรรมประจำวัน เช่น พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย คนขับรถส่งของ นักเรียน นักศึกษา และครอบครัวที่มีสมาชิกทำงานต่างจังหวัดซึ่งต้องติดต่อกันผ่านโทรศัพท์มือถือ

จนถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ยังไม่มีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนจากทั้งผู้ให้บริการเครือข่ายและหน่วยงานกำกับดูแล ขณะที่เหตุการณ์ดังกล่าวอาจกลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญว่าการตัดสินใจด้านนโยบายที่ “มุ่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์” หากขาดการประเมินผลกระทบด้านสิทธิผู้บริโภคอย่างรอบด้าน อาจสร้างความเสียหายต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ออนไลน์พุ่ง – EV สะดุด – คอนเสิร์ตป่วน ภูมิทัศน์ใหม่ของความเสี่ยงผู้บริโภคไทย

นอกจากปัญหาสัญญาณโทรศัพท์แล้ว ข้อมูลจาก สคบ. และสภาองค์กรของผู้บริโภคยังฉายภาพชัดเจนว่า คนไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงในหลายมิติที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว

  1. สินค้าออนไลน์: เมื่อ “คลิกสั่งซื้อ” แปลว่าเปิดช่องรับความเสี่ยง

สินค้าออนไลน์กลายเป็นหมวดที่มีการร้องเรียนสูงที่สุดถึง 3,656 เรื่อง หรือเกือบ 4 ใน 10 ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด ปัญหาหลักคือ “ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากร้านค้า” ตั้งแต่ไม่ได้รับสินค้า สินค้าไม่ตรงปก สินค้าชำรุด ไม่มีการรับผิดชอบ ไปจนถึงการโฆษณาเกินจริง

ปรากฏการณ์ “ไลฟ์ขายของ” ที่เติบโตอย่างรวดเร็วผ่านแพลตฟอร์มโซเชียล ทำให้การซื้อขายเข้าถึงง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ผู้ค้าและอินฟลูเอนเซอร์บางกลุ่มใช้ความคล่องตัวของแพลตฟอร์มเป็นเกราะกำบัง ไม่ขออนุญาตโฆษณาจาก อย. ขายอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่อาจไม่ปลอดภัย ใช้กลยุทธ์เรียกความเชื่อถือจากผู้ติดตามจำนวนมาก แต่กลับไม่รับผิดชอบเมื่อสินค้ามีปัญหา

สภาพัฒน์เสนอว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องยกระดับการกำกับดูแลการขายสินค้าผ่านไลฟ์อย่างจริงจัง ทั้งการกำหนดมาตรฐานให้ผู้ไลฟ์และอินฟลูเอนเซอร์ต้องมีใบรับรองในบางประเภทสินค้า การร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ในการเพิ่มช่องทางร้องเรียน และการถอดถอนสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากระบบ รวมถึงการเผยแพร่คู่มือการขาย–โฆษณาสินค้าที่ถูกต้องของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ให้ผู้ค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

  1. รถยนต์ไฟฟ้า (EV): ก้าวสู่อนาคตสีเขียว แต่บริการหลังการขายยัง “แดง”

กลุ่มรถยนต์ถูกยกให้เป็นประเภทสินค้าที่มีการร้องเรียนเป็นอันดับ 2 จำนวน 509 เรื่อง โดยส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังได้รับความนิยม แต่โครงสร้างบริการหลังการขายยังไม่พร้อมเท่าที่ควร

งานวิจัย “โครงการศึกษาการใช้รถยนต์ไฟฟ้า” ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค ปี 2568 สะท้อนว่า ผู้ใช้รถ EV จำนวนไม่น้อยเผชิญปัญหาการรออะไหล่นาน บางกรณีต้องรออะไหล่ถึง 7 เดือน ขณะที่ศูนย์บริการยังมีไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ใช้รถจำนวนมากเสียโอกาสในการประกอบอาชีพและการเดินทาง แต่กลับไม่ได้รับการชดเชยหรือเยียวยาอย่างเป็นธรรม

แม้ สคบ. จะประกาศให้รถ EV เป็นสินค้าควบคุมฉลาก กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องระบุข้อมูลสำคัญ เช่น กำลังมอเตอร์ ความจุแบตเตอรี่ ระยะทางต่อการชาร์จ และรายละเอียดการรับประกันแบตเตอรี่ เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจบนข้อมูลที่ครบถ้วน แต่สภาพัฒน์ชี้ว่า ยังจำเป็นต้องพิจารณากำหนดมาตรฐานเพิ่มเติมด้านการซ่อมบำรุงและการรับประกันบริการหลังการขาย เพื่อสร้างกลไกคุ้มครองผู้ใช้รถ EV ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

  1. ธุรกิจอีเวนต์–คอนเสิร์ต: เมื่อบัตรหายยากกว่าหาเงิน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจคอนเสิร์ตและอีเวนต์เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาการเอาเปรียบผู้บริโภคในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การบังคับสมัครสมาชิกพิเศษก่อนกดบัตร การจัดระบบขายบัตรที่ไม่เสถียร การยกเลิกงานกระทันหันโดยไม่คืนเงิน ไปจนถึงการใช้บอทซื้อบัตรจำนวนมากแล้วนำมาขายต่อในราคาที่สูงเกินจริง

ข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภคชี้ว่า ระหว่างปี 2564–2568 มีการร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวรวม 9,053 เรื่อง มูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 32.9 ล้านบาท ตัวเลขนี้ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า ระบบขายบัตรในปัจจุบันคุ้มครองผู้บริโภคเพียงพอหรือไม่

สภาพัฒน์เสนอว่า กรมการค้าภายในและ สคบ. ควรหารือเพื่อกำหนดมาตรการกำกับดูแลธุรกิจอีเวนต์–คอนเสิร์ตอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การกำหนดเงื่อนไขการให้บริการ การคืนเงิน ไปจนถึงการขายต่อ (resale) พร้อมเสนอให้ศึกษาแนวทางของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งได้แก้ไขกฎหมายการแสดงสาธารณะ (Public Performance Act 2023) ห้ามใช้โปรแกรมอัตโนมัติในการซื้อบัตรคอนเสิร์ตเพื่อนำไปขายต่อ โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับสูงสุด 10 ล้านวอน

ช่องโหว่กำกับดูแล–เสียงประชาชน จุดที่รัฐต้องเร่งฟังให้มากขึ้น

จากภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่า “เสียงร้องเรียน” ไม่ได้มีความหมายเพียงตัวเลขในรายงานประจำไตรมาส แต่คือสัญญาณเตือนถึงช่องโหว่ในระบบกำกับดูแลที่อาจกำลังขยายวงกว้าง โดยเฉพาะในสังคมที่การใช้เทคโนโลยีและบริการดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

กรณีสัญญาณมือถือใน อ.เชียงของ และพื้นที่ชายแดนเชียงรายที่ถูกจำกัดเพื่อปราบแก๊งสแกมเมอร์ แต่กลับทำให้ประชาชนจำนวนมาก “ถูกตัดออกจากโลกดิจิทัล” เป็นตัวอย่างสำคัญของการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ขาดการสื่อสารและกลไกเยียวยาที่รัดกุม หากไม่มีช่องทางให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถร้องเรียนและได้รับคำชี้แจงอย่างโปร่งใส ปัญหาความไม่ไว้วางใจต่อรัฐและผู้ให้บริการเอกชนอาจทวีความรุนแรง

สภาพัฒน์ย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ได้แก่

  1. การกำกับดูแลการขายสินค้าผ่านไลฟ์ (Live Commerce) ให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งในมิติการโฆษณา ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภค
  2. การยกระดับมาตรฐานบริการหลังการขายของรถ EV เพื่อให้สอดรับกับนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในระดับประเทศ
  3. การออกมาตรการเฉพาะสำหรับธุรกิจอีเวนต์–คอนเสิร์ต โดยเรียนรู้จากประเทศที่มีระบบควบคุมบอทและการขายบัตรเกินราคาที่เห็นผลชัดเจน

ในด้านกิจการโทรคมนาคม กรณีร้องเรียนเพิ่มขึ้นเกือบครึ่งหนึ่งในเวลาเพียงปีเดียว ตลอดจนปัญหาคุณภาพสัญญาณตามแนวชายแดน ยิ่งทำให้ความคาดหวังต่อบทบาทของ กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่ายสูงขึ้น ทั้งในเรื่องการสื่อสารข้อมูล การชดเชยกรณีบริการขัดข้อง และการสร้างกลไกแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนดำเนินมาตรการที่กระทบประชาชนวงกว้าง

ทางเลือกของประชาชน ใช้สิทธิ–ใช้เสียง อย่างมีข้อมูล

ในสถานการณ์ที่ความเสี่ยงของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้นทั้งจากโลกออนไลน์และโลกจริง หน่วยงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคย้ำว่า ประชาชนไม่ควรนิ่งเฉยเมื่อพบปัญหา

  • กรณีสินค้าและบริการทั่วไป รวมถึงสินค้าออนไลน์ รถยนต์ และบริการอีเวนต์–คอนเสิร์ต สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือเว็บไซต์ที่ระบุในรายงานของ สคบ. เพื่อให้มีหลักฐานทางการในการติดตามผล
  • กรณีปัญหาสัญญาณโทรศัพท์ คุณภาพอินเทอร์เน็ต ค่าบริการ หรือบริการด้านโทรคมนาคมอื่น ๆ สามารถติดต่อสำนักงาน กสทช. ผ่านช่องทางร้องเรียนที่เปิดให้บริการ พร้อมแนบหลักฐานการใช้งานและความเสียหายที่เกิดขึ้น
  • ในกรณีที่ปัญหามีมูลค่าความเสียหายสูงหรือเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้บริโภคจำนวนมาก เช่น การจัดคอนเสิร์ตหรือกิจกรรมใหญ่ ผู้เสียหายสามารถประสานงานกับสภาองค์กรของผู้บริโภคเพื่อรวมกลุ่มฟ้องคดีแบบกลุ่ม (class action) หรือผลักดันให้มีการทบทวนกฎระเบียบระดับนโยบาย

สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดนเชียงรายที่ได้รับผลกระทบจากการจำกัดสัญญาณมือถือ การรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาสัญญาณหาย พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และผลเสียหายต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และนำไปร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล จะช่วยให้เสียงของพื้นที่ถูกบันทึกไว้ในระบบทางการ มากกว่าการเป็นเพียงเรื่องเล่าปากต่อปาก

จาก “ตัวเลขร้องเรียน” สู่ “เข็มทิศนโยบาย”

ตัวเลข 449 เรื่องร้องเรียนด้านโทรคมนาคม และ 9,236 เรื่องร้องเรียนต่อ สคบ. ในไตรมาส 3 ปี 2568 อาจดูเป็นเพียงสถิติหนึ่งในรายงานภาวะสังคม แต่เมื่อเชื่อมโยงกับเสียงจากพื้นที่จริงอย่างเชียงราย ภาพรวมที่ปรากฏคือ “ความเปราะบางใหม่” ของผู้บริโภคไทยในยุคที่ทุกอย่างเชื่อมต่อผ่านสัญญาณและแพลตฟอร์มดิจิทัล

สินค้าออนไลน์ที่ร้องเรียนสูงสุด 3,656 เรื่อง ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำกับดูแล Live Commerce อย่างจริงจัง รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังถูกผลักดันในฐานะอนาคตของการเดินทาง กลับเผชิญปัญหาบริการหลังการขายที่ยังไม่พร้อม ขณะที่ธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ต ซึ่งควรเป็นพื้นที่แห่งความสุข กลับสร้างความเสียหายหลายหมื่นคดีในช่วงไม่ถึง 5 ปี

กรณีสัญญาณ AIS ตามแนวชายแดนเชียงรายที่หายไปเกือบ 1 เดือน เป็นสัญลักษณ์ชัดเจนว่า หากนโยบายด้านความมั่นคงดิจิทัลขาดกลไกคุ้มครองประชาชน อาจทำให้ “คนตัวเล็ก” กลายเป็นผู้รับภาระตัวจริงในสงครามกับอาชญากรรมออนไลน์

ในระยะยาว การลดตัวเลขร้องเรียนและป้องกันความเสียหายต่อผู้บริโภค จะต้องอาศัยทั้งการบังคับใช้กฎหมายที่ทันสมัย การทำงานเชิงรุกของหน่วยงานรัฐ การรับผิดชอบของภาคเอกชน และการใช้สิทธิร้องเรียนของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ ทุกฝ่ายต้องมอง “เสียงร้องเรียน” ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นเข็มทิศให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยเดินหน้าไปสู่ความเป็นธรรมและความปลอดภัยที่แท้จริงในยุคดิจิทัล

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
  • ข้อมูลการร้องเรียนผู้บริโภคด้านสินค้าและบริการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสภาองค์กรของผู้บริโภค (ช่วงปี 2564–2568)
  • รายงานวิจัย “โครงการศึกษาการใช้รถยนต์ไฟฟ้า” มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค (ปี 2568)
  • ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)
  • ข้อมูลร้องเรียนกรณีปัญหาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ในพื้นที่อำเภอแม่สายและอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จากทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์และผู้ร้องเรียนในพื้นที่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME