Categories
NEWS UPDATE

นายกฯ อนุทินสั่งเข้ม WFH ประหยัดพลังงานรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ผลโพลชี้คนไทยอ่วมค่าครองชีพพุ่งสูง

Summary
  • นายกฯ เตือนสงครามตะวันออกกลางทำวิกฤตพลังงานโลก สั่งรัฐ WFH และประหยัดไฟเข้มงวด

  • สวนดุสิตโพลระบุคน 84% เดือดร้อนจากน้ำมันแพง และ 61% แบกค่าครองชีพไม่ไหว

  • ประชาชนปรับแผนสงกรานต์ 69 โดยการเที่ยวใกล้บ้านหรืองดเดินทางเพื่อประหยัดเงิน

  • เกือบครึ่งหนึ่งต้องนำ “เงินออม” ออกมาใช้จ่ายเฉลี่ย 8,935 บาทต่อคนในช่วงเทศกาล

  • ประชาชนจี้รัฐคุมราคาสินค้าและออกนโยบายช่วยค่าน้ำมันแบบตรงจุดโดยเร็ว

สงกรานต์ปีนี้ไม่เหมือนเดิม เมื่อวิกฤตพลังงานกดทับค่าครองชีพ และเสียงเตือนจากส่วนกลางเริ่มสะเทือนถึงชีวิตประจำวัน

ประเทศไทย, 6 เมษายน 2569 – คำเตือนจากส่วนกลางกำลังกลายเป็นความจริงของทุกครัวเรือน ก่อนที่เทศกาลสงกรานต์จะเริ่มขึ้นเต็มรูปแบบ ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ที่ละเอียดอ่อนกว่าการเตรียมรับวันหยุดยาวในทุกปี เพราะครั้งนี้แรงกดดันไม่ได้มาจากการเดินทางหนาแน่นเพียงอย่างเดียว หากแต่มาจากเงาของวิกฤตพลังงานโลกที่เริ่มเคลื่อนลงมาสู่ชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างชัดเจนแล้ว ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุผ่านโซเชียลว่าการสู้รบในตะวันออกกลางได้ขยายวงไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งทำให้โลกเสี่ยงต่อวิกฤตพลังงาน และประเทศไทยในฐานะประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในปริมาณสูงย่อมไม่อาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป

“พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ขยายวงและยกระดับขึ้นสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มมากขึ้นตามที่ท่านทราบจากท่าทีของผู้นำประเทศคู่ขัดแย้งและจากรายงานข่าวของสื่อต่างๆ

สภาวะเช่นนี้ทำให้โลกต้องเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความแตกต่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานของน้ำมันที่ต้องขนส่งจากตะวันออกกลางไปยังทั่วโลก เชื่อได้เลยว่าความขัดแย้งจะทวีความรุนแรงขึ้นและอาจจะกินเวลายาวนานกว่าจะถึงบทยุติ

ปัญหาที่หลายประเทศจะต้องเผชิญต่อไปคงไม่ใช่เพียงแต่น้ำมันจะมีราคาแพงขึ้นมาก แต่การจัดหาน้ำมันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศจะทำได้ยากขึ้น โดยประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากทุกแหล่งที่มีในโลกนี้

ถึงแม้ว่าประเทศไทยมีการสำรองน้ำมันอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่เราก็ยังมีความเปราะบางในฐานะที่เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันในปริมาณที่สูงจากประเทศผู้ค้าน้ำมันต่างๆ เราจึงมิอาจนิ่งนอนใจและบริหารจัดการเรื่องน้ำมันในรูปแบบเดิมที่เคยทำอยู่ได้ ต้องเพิ่มความตระหนักรู้ ความเข้าใจในเหตุการณ์และหาหนทางในการบริหารสภาวะน้ำมันภายในประเทศให้มีผลกระทบที่น้อยที่สุดต่อพี่น้องประชาชน

ในภาคส่วนราชการ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ข้าราชการทำงานจากบ้าน หรือ Work From Home รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงานในส่วนอื่นๆไปก่อนหน้านี้แล้ว ถึงวันนี้เป็นเวลาที่ผมจำเป็นต้องกำชับให้ทุกหน่วยงานราชการดำเนินการอย่างเข้มงวดในทางปฏิบัติ และขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนและภาคเอกชน ให้ร่วมกันประหยัดพลังงานในรูปแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น WFH (Work From Home – ทำงานจากบ้าน) หรือ WFA (Work From Anywhere – ทำงานจากทุกที่ที่มีความสะดวก) ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การใช้ยานพาหนะร่วมกันในลักษณะ Carpool รวมไปถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างตระหนักรู้ด้วย

ในอนาคตอันใกล้อาจมีมาตรการอื่น ๆ ที่ผมจะมานำเรียนต่อพี่น้องประชาชนพร้อมเหตุผลเพื่อความเข้าใจและความร่วมมือกันต่อไปนะครับ ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างเต็มความสามารถและไม่มีวันท้อหรือเหน็ดเหนื่อย ผมยังเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าในทุกวิกฤตมักมีโอกาสควบคู่กันเสมอ และผมก็สามารถสร้างโอกาสมาชดเชยและทดแทนสิ่งที่เราต้องสูุญเสียไปในห้วงวิกฤตได้ทุกครั้ง ครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้นครับ ด้วยพลังแห่งความร่วมแรงร่วมใจของคนไทย พวกเราก็จะสามารถฟันฝ่าและผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากในครั้งนี้ไปได้ด้วยดีเหมือนทุกครั้ง

ในวันนี้ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะทำให้การบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีจะดำเนินการได้เต็มรูปแบบ ผมขอให้คำยืนยันว่ารัฐบาลชุดใหม่ของท่านจะเร่งแก้ไขปัญหาและขจัดอุปสรรคต่างๆเพื่อนำคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกลับคืนมายังพี่น้องประชาชนทุกท่านโดยเร็วที่สุดครับ ขอบพระคุณทุกท่านด้วยความเคารพอย่างสูง” –  อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งทาย

สารที่ส่งออกมาจากส่วนกลางในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการย้ำให้ประชาชนอดทนกับของแพง แต่เป็นการเริ่มปรับโหมดความคิดของสังคมทั้งระบบให้เข้าสู่การใช้พลังงานอย่างระมัดระวังมากขึ้น นายกรัฐมนตรีขอให้ภาครัฐและเอกชนใช้แนวทางทำงานจากบ้านหรือทำงานจากที่ใดก็ได้ ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ใช้ขนส่งสาธารณะ และใช้รถร่วมกันในลักษณะ carpool รวมถึงใช้ไฟฟ้าอย่างตระหนักรู้มากขึ้น ท่าทีนี้สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ที่ระบุว่า รัฐบาลยืนยันน้ำมันยังมีเพียงพอสำหรับการเดินทางช่วงสงกรานต์ แต่ก็ขอให้ประชาชนใช้รถสาธารณะและ carpool มากขึ้น เพื่อช่วยประหยัดพลังงานในภาวะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงโลกยังผันผวนสูง

ความกังวลเรื่องของแพงไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกอีกต่อไป

สิ่งที่ทำให้คำเตือนจากภาครัฐครั้งนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือผลสำรวจของสวนดุสิตโพล เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” ซึ่งสำรวจประชาชนทั่วประเทศ 1,272 คน ทั้งแบบออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2569 ผลสำรวจสะท้อนภาพชัดเจนว่าความกังวลเรื่องของแพงได้ลามจากระดับอารมณ์ความรู้สึกไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายจริงแล้ว โดย 61.32 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก สินค้าจำเป็นแพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว ขณะที่ 43.87 เปอร์เซ็นต์เริ่มกังวลว่าสินค้าอาจขาดแคลนหรือส่งของล่าช้า และอีก 41.27 เปอร์เซ็นต์ยังพอรับมือได้ แต่ต้องเปรียบเทียบราคาและเลือกซื้อมากขึ้นกว่าเดิม

ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายมากกว่าการบอกว่าคนไทยกังวล เพราะมันกำลังบอกว่าครัวเรือนจำนวนมากเริ่มเข้าสู่ภาวะ “คุมรายจ่ายทุกบาท” แล้ว เมื่อสินค้าแพงขึ้นพร้อมกันหลายหมวด พื้นที่ของรายได้ที่เหลือสำหรับการเดินทาง ท่องเที่ยว หรือใช้จ่ายในเทศกาลก็ย่อมแคบลงโดยอัตโนมัติ สำหรับจังหวัดอย่างเชียงรายซึ่งเศรษฐกิจผูกกับทั้งการบริโภคในท้องถิ่นและรายได้จากการเดินทางของผู้คน บรรยากาศเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นแรงสะเทือนที่กำลังส่งตรงมาถึงผู้ประกอบการ ร้านค้า และครัวเรือนในพื้นที่ด้วยเช่นกัน

น้ำมันแพงไม่ได้กระทบแค่ผู้ใช้รถ แต่กำลังกระทบทั้งระบบชีวิต

ผลสำรวจของสวนดุสิตโพลยังชี้ชัดว่า วิกฤตราคาน้ำมันในเวลานี้ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญ โดย 46.70 เปอร์เซ็นต์บอกว่าเดือดร้อนมาก และ 37.74 เปอร์เซ็นต์บอกว่าเดือดร้อนพอสมควร หากรวมสองกลุ่มนี้เข้าด้วยกัน หมายความว่าประชาชนมากกว่า 84 เปอร์เซ็นต์รู้สึกถึงผลกระทบของน้ำมันแพงในระดับหนึ่งขึ้นไป

นี่คือจุดที่ควรอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะในภาวะเช่นนี้ น้ำมันไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนของคนที่ขับรถส่วนตัว แต่เป็นต้นทุนพื้นฐานของทั้งระบบเศรษฐกิจ เมื่อค่าขนส่งสูงขึ้น ต้นทุนร้านค้าเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าจำเป็นก็มีโอกาสขยับตามไปด้วย เมื่อค่าเดินทางแพงขึ้น คนทำงานรายวัน คนค้าขาย และผู้ที่ต้องเดินทางไกลเพื่อกลับภูมิลำเนาก็ได้รับผลกระทบทันที สำหรับเชียงรายซึ่งมีทั้งพื้นที่เมือง พื้นที่เกษตร และพื้นที่เชื่อมโยงการเดินทางหลายทิศทาง ผลกระทบเช่นนี้ย่อมกว้างกว่าภาพหน้าปั๊มอย่างแน่นอน

ในอีกด้านหนึ่ง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานยังย้ำว่าโครงสร้างราคาน้ำมันที่เผยแพร่ให้สาธารณะรับทราบนั้น เป็นข้อมูลเพื่อการอ้างอิง มิใช่ราคาควบคุมที่ภาครัฐกำหนดโดยตรง จึงหมายความว่าความตึงตัวของตลาดเชื้อเพลิงในช่วงนี้ไม่ได้มีคำตอบง่ายแบบสั่งลดราคาได้ทันทีทุกจุด แต่ต้องอาศัยทั้งมาตรการเชิงโครงสร้าง การบริหารกองทุน การกำกับตลาด และการช่วยลดแรงกระแทกต่อประชาชนในรูปแบบอื่นควบคู่กัน

สงกรานต์ปีนี้ถูกคำนวณด้วยต้นทุนมากกว่าความคึกคัก

ในช่วงที่ควรเป็นเทศกาลแห่งการเดินทางและการใช้จ่าย ผลสำรวจกลับสะท้อนว่า ประชาชนกำลังคำนวณสงกรานต์ด้วยต้นทุนมากกว่าความคึกคัก ปัจจัยอันดับหนึ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจว่าจะออกไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์หรือไม่ คือราคาน้ำมันและค่าน้ำมันแพง 55.66 เปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายโดยรวมในช่วงสงกรานต์ที่เพิ่มสูงขึ้น 49.53 เปอร์เซ็นต์ และสภาพอากาศ ทั้งร้อนจัด พายุ และฝุ่น PM2.5 อีก 42.22 เปอร์เซ็นต์

เมื่อมองจากมุมของภาคเหนือและจังหวัดเชียงราย ตัวเลขเรื่องสภาพอากาศยิ่งมีความหมายมากขึ้น เพราะการเดินทางและกิจกรรมกลางแจ้งในภูมิภาคนี้ไม่ได้ขึ้นกับราคาเชื้อเพลิงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับความมั่นใจด้านคุณภาพอากาศด้วย แม้ผู้ใช้ในรอบก่อนหน้าจะส่งข้อมูลฝุ่นในเชียงรายที่บ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านอากาศมาแล้ว แต่แม้ไม่นำตัวเลขนั้นมาซ้ำในชิ้นนี้ ผลโพลเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอจะบอกว่า ประชาชนทั่วประเทศเริ่มมองเรื่องอากาศเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจใช้ชีวิตช่วงเทศกาลแล้ว และนี่คือสัญญาณที่จังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงรายควรรับฟังอย่างจริงจัง

การประหยัดเริ่มเปลี่ยนรูปแบบของเทศกาล

ผลสำรวจในหัวข้อการปรับแผนการใช้ชีวิตช่วงสงกรานต์ แสดงภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมาก ร้อยละ 51.42 จะงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ร้อยละ 39.62 จะงดเดินทางไกลหรือไม่กลับภูมิลำเนาอยู่บ้านแทน และอีกร้อยละ 37.50 จะเลือกเที่ยวใกล้บ้านหรือในจังหวัดเพื่อลดค่าเดินทาง

ในทางหนึ่ง ตัวเลขนี้อาจสะท้อนการระมัดระวังทางการเงินของครัวเรือนซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ในภาวะของแพง แต่ในอีกทางหนึ่ง มันก็กำลังเตือนว่าเทศกาลซึ่งเคยเป็นแรงขับทางเศรษฐกิจสำคัญ อาจมีบรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้ หากผู้คนจำนวนมากลดการเดินทางไกล ลดการใช้จ่ายด้านบันเทิง และเลือกอยู่บ้านมากขึ้น เศรษฐกิจที่เคยหมุนเวียนจากร้านอาหาร การท่องเที่ยว และบริการเดินทางก็อาจไม่คึกคักเหมือนเดิม

สำหรับเชียงราย ผลลัพธ์เช่นนี้มีได้สองทางพร้อมกัน ทางแรกคือการเดินทางจากจังหวัดไกลอาจชะลอลงหากผู้คนกังวลต้นทุนมากเกินไป แต่อีกทางหนึ่ง คนในจังหวัดอาจหันมาใช้เวลาท่องเที่ยวใกล้บ้านหรือจับจ่ายในพื้นที่ตัวเองมากขึ้น หากมีความมั่นใจว่าการเดินทางระยะใกล้ยังคุ้มค่าและปลอดภัย นี่จึงเป็นจังหวะที่ภาคท้องถิ่นต้องอ่านพฤติกรรมผู้บริโภคให้ขาด เพราะสงกรานต์ปีนี้อาจไม่ใช่ตลาดของการใช้จ่ายใหญ่ แต่เป็นตลาดของการใช้จ่ายอย่างระวังและเลือกสรรมากขึ้น

เงินออมกำลังถูกดึงออกมาใช้เพื่อประคองวันหยุด

ตัวเลขอีกชุดที่สะท้อนความกดดันทางเศรษฐกิจได้ชัด คือแหล่งเงินที่ประชาชนเตรียมนำมาใช้จ่ายในช่วงวันหยุดสงกรานต์ ร้อยละ 47.41 ระบุว่าจะนำเงินออมออกมาใช้ ร้อยละ 22.17 ยังไม่แน่ใจว่าจะนำเงินมาจากแหล่งใด และร้อยละ 21.93 ระบุว่าไม่มีงบสำหรับช่วงนี้ ขณะที่บางส่วนต้องใช้บัตรเครดิต 13.92 เปอร์เซ็นต์ และยืมญาติหรือคนรู้จักอีก 9.67 เปอร์เซ็นต์

นี่คือสัญญาณที่ควรถูกอ่านอย่างรอบคอบที่สุดในข่าวชิ้นนี้ เพราะมันไม่ได้สะท้อนเพียงความกังวลต่อเทศกาล แต่สะท้อนความเปราะบางของฐานะการเงินครัวเรือน เงินออมที่ควรเป็นกันชนยามฉุกเฉินกำลังถูกนำมาใช้กับค่าใช้จ่ายระยะสั้นมากขึ้น หากภาวะของแพงยังยืดเยื้อ หรือหากหลังสงกรานต์ยังมีแรงกดดันด้านราคาพลังงานต่อเนื่อง ครัวเรือนจำนวนไม่น้อยอาจเผชิญภาวะทางเลือกที่แคบลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

ยิ่งเมื่อผลโพลระบุว่า ผู้ที่เตรียมใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 8,935.74 บาทต่อคน ตัวเลขนี้ก็ยิ่งไม่เล็กสำหรับครัวเรือนที่ต้องแบกรับทั้งน้ำมันแพงและสินค้าแพงพร้อมกัน แม้เม็ดเงินระดับนี้อาจยังช่วยพยุงเศรษฐกิจบางส่วน แต่ในระดับบ้านเรือน มันคือภาระที่ต้องคิดก่อนใช้ทุกบาทอย่างชัดเจนแล้ว

เสียงเรียกร้องของประชาชนชี้ไปที่มาตรการที่จับต้องได้

เมื่อถามว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินมาตรการใดมากที่สุดเพื่อช่วยลดภาระในช่วงสงกรานต์ คำตอบอันดับหนึ่งของประชาชนคือควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างจริงจัง 75.94 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือช่วยค่าน้ำมันให้ประชาชนในลักษณะคล้าย “น้ำมันคนละครึ่ง” 69.34 เปอร์เซ็นต์ และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ประชาชนมีรายได้เพิ่ม 58.49 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่มาตรการลดภาษีหรืออุดหนุนราคาน้ำมัน และช่วยลดค่าการเดินทาง ก็ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการในสัดส่วนสูงเช่นกัน

จุดสำคัญของผลสำรวจนี้อยู่ตรงที่ ประชาชนไม่ได้เรียกร้องนโยบายที่ซับซ้อนเกินเอื้อม แต่ต้องการมาตรการที่สัมผัสได้เร็วและตรงจุดที่สุด นั่นคือการคุมราคาสินค้าจำเป็น ลดภาระเชื้อเพลิง และเพิ่มรายได้หรือกำลังซื้อในระดับพื้นที่ ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าประชาชนเริ่มแบกรับค่าครองชีพไม่ไหว และจำเป็นต้องนำเงินออมมาใช้ในช่วงสงกรานต์ สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียง “ของแพงช่วงเทศกาล” แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐในการรักษาสมดุลด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชน

ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรศักดิ์ มั่นศิลป์ ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ให้ความเห็นว่า หากพฤติกรรมของประชาชนเป็นไปตามผลโพลจริง การงดกิจกรรมรื่นเริงและการชะลอการเดินทางก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะปกติสงกรานต์เป็นช่วงที่ประชาชนจับจ่ายใช้สอยกันมากเป็นพิเศษอยู่แล้ว

ภาครัฐเริ่มขยับหลายด้าน แต่โจทย์ยังไม่คลี่คลาย

ในภาพของนโยบายภาครัฐ เวลานี้มีการขยับหลายด้านควบคู่กันไป ทั้งการขอให้หน่วยงานรัฐทำงานจากบ้านและประหยัดพลังงาน การขอให้ประชาชนใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น และการยืนยันว่าช่วงสงกรานต์ยังไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำมันจนกระทบการเดินทางกลับบ้านของประชาชน

ในมิติของการเดินทางทางอากาศ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ CAAT ระบุว่าเที่ยวบินภายในประเทศยังคงให้บริการได้ตามปกติ และไม่พบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แม้ต้นทุนเชื้อเพลิงจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม โดยหน่วยงานยังประสานสายการบินดูแลเรื่องราคาและความเหมาะสมของเที่ยวบินอย่างใกล้ชิด ภาพนี้ช่วยให้เห็นว่า แม้รัฐจะยังประคองด้านอุปทานและการเดินทางได้ แต่โจทย์ใหญ่ที่ยังไม่จบคือการทำอย่างไรให้แรงกดดันเรื่องต้นทุนไม่ไหลลงไปทับประชาชนมากเกินไป

สำหรับเชียงราย บททดสอบใหญ่คือการรักษาสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตกับการประคองเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อมองจากเชียงราย ข่าวนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการรับฟังคำเตือนจากส่วนกลาง แต่คือการอ่านสัญญาณล่วงหน้าว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงสงกรานต์ปีนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร เมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงรายอาจไม่ได้เผชิญสถานการณ์ที่ผู้คนหยุดเดินทางทั้งหมด แต่กำลังเผชิญนักเดินทางที่คิดมากขึ้น ใช้เงินน้อยลง และตัดสินใจช้าลง เพราะต้องชั่งน้ำหนักทั้งราคาน้ำมัน ค่าใช้จ่ายรวม และปัจจัยด้านอากาศไปพร้อมกัน

ในเวลาเดียวกัน ชุมชนท้องถิ่น ร้านค้า ตลาด งานประเพณี และภาคบริการในเชียงราย ก็ต้องพยายามประคองตัวเองให้เดินหน้าต่อไปภายใต้โจทย์ใหม่ คือทำอย่างไรให้การใช้จ่ายในเทศกาลยังเกิดขึ้นโดยไม่เพิ่มภาระจนเกินไป ทำอย่างไรให้ประชาชนยังกล้าออกมาใช้ชีวิต และทำอย่างไรให้เศรษฐกิจในพื้นที่ยังหมุนต่อได้ แม้จะไม่คึกคักแบบเดิมก็ตาม นี่คือโจทย์ที่ลึกกว่าคำว่า “ของแพง” เพราะมันเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของผู้คนทั้งเมือง

ปลายทางของเรื่องนี้อยู่ที่มาตรการที่ประชาชนรู้สึกได้จริง

ท้ายที่สุด สงกรานต์ 2569 กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐและของสังคมไทยพร้อมกัน ฝ่ายรัฐต้องพิสูจน์ว่ามาตรการประหยัดพลังงานและการบริหารความเสี่ยงด้านน้ำมันจะไปไกลเกินกว่าการสื่อสารได้หรือไม่ ส่วนประชาชนกำลังพิสูจน์ความสามารถในการประคองรายจ่ายของตัวเองท่ามกลางราคาพลังงานและราคาสินค้าที่กดดันมากขึ้นทุกวัน

สำหรับเชียงราย บทเรียนของช่วงเวลานี้ชัดเจนมากว่า วิกฤตพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลจากชุมชนอีกแล้ว มันอยู่ในค่าน้ำมัน อยู่ในค่าเดินทาง อยู่ในแผนกลับบ้าน อยู่ในงบเที่ยวสงกรานต์ และอยู่ในคำถามง่าย ๆ ของทุกครอบครัวว่า ปีนี้จะใช้ชีวิตอย่างไรไม่ให้ต้นทุนหนักเกินไป หากรัฐบาลสามารถออกมาตรการที่ประชาชนสัมผัสได้เร็ว คุมราคาสินค้าจำเป็นได้จริง และช่วยลดแรงกระแทกด้านพลังงานได้ตรงจุด เสียงกังวลจากผลโพลอาจกลายเป็นสัญญาณเตือนที่ช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายได้ทันเวลา แต่ถ้ามาตรการยังไม่ทันกับความเดือดร้อน เสียงสะท้อนจากประชาชนในวันนี้ก็อาจกลายเป็นแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่หนักกว่าเดิมหลังเทศกาลผ่านพ้นไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Anutin Charnvirakul
  • สวนดุสิตโพล เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” เผยแพร่วันที่ 5 เมษายน 2569
  • กรมประชาสัมพันธ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

อบจ.เชียงรายเปิดวงถกปั๊มน้ำมันดันข้อเสนองดเก็บภาษีชั่วคราว หวังคืนส่วนลดหน้าหัวจ่ายประคองค่าครองชีพประชาชน

อบจ.เชียงรายเปิดวงหารือวิกฤตราคาน้ำมัน ดันข้อเสนอลดภาระหน้าปั๊ม ประคองคนเชียงรายท่ามกลางต้นทุนที่ตึงตัวทั้งจังหวัด

เชียงราย, 6 เมษายน 2569 – เมื่อวิกฤตราคาน้ำมันมาถึงระดับจังหวัดอย่างเต็มตัว ที่ห้องประชุมธรรมปัญญา ชั้น 2 ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย บรรยากาศไม่ได้เป็นเพียงการประชุมตามวาระปกติของหน่วยงานท้องถิ่น หากเป็นภาพสะท้อนชัดว่า วิกฤตราคาน้ำมันซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเรื่องของตลาดโลกและนโยบายส่วนกลาง ได้เคลื่อนลงมาสู่ชีวิตประจำวันของคนเชียงรายอย่างเต็มรูปแบบแล้ว อบจ.เชียงรายเปิดรับฟังความคิดเห็นและหารือกับผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน โดยให้เข้าร่วมได้ทั้งในสถานที่จริงและผ่านระบบออนไลน์ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือจากสถานการณ์วิกฤตราคาน้ำมันที่กำลังกดทับค่าครองชีพ การเดินทาง และความเชื่อมั่นของประชาชนในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์

สำหรับเชียงราย ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะจังหวัดเป็นทั้งพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน เมืองท่องเที่ยว และศูนย์กลางการเดินทางของภาคเหนือตอนบน เมื่อราคาพลังงานขยับขึ้น ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่หน้าปั๊ม แต่ไหลต่อไปยังต้นทุนรถโดยสาร การขนส่งสินค้า ภาคเกษตร การท่องเที่ยว และรายจ่ายในครัวเรือน โดยเฉพาะในช่วงที่จังหวัดกำลังเตรียมรองรับนักท่องเที่ยวช่วงมหาสงกรานต์หลายพื้นที่ ซึ่งทำให้การมีน้ำมันเพียงพอและการรักษาเสถียรภาพราคากลายเป็นโจทย์เร่งด่วนของท้องถิ่น

เชียงรายเริ่มคุมสถานการณ์ก่อนวันประชุม

ก่อนถึงเวทีหารือในวันนี้ จังหวัดเชียงรายได้เริ่มขยับมาตรการเชิงรุกไปแล้วหลายวัน เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นำทีมพลังงานจังหวัด ชั่งตวงวัดจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด ลงพื้นที่สุ่มตรวจคลังน้ำมันและสถานีบริการในจังหวัด เพื่อตรวจสอบสต็อก ป้องกันการกักตุน และเฝ้าระวังการปฏิเสธจำหน่าย พร้อมย้ำว่าทุกปั๊มต้องมีน้ำมันสำรองฉุกเฉินสำหรับรถกู้ชีพ กู้ภัย รถพยาบาล รถดับเพลิง รถตำรวจ และรถแก้ไขระบบไฟฟ้าขัดข้อง ให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมงตามมาตรการ Dead Stock for Life

ข้อมูลจากจังหวัดยังระบุด้วยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม ยังไม่พบพฤติการณ์กักตุนหรือการกระทำเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย แต่จังหวัดจะส่งทีมบูรณาการลงพื้นที่สุ่มตรวจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความมั่นใจแก่ประชาชนว่าสถานการณ์น้ำมันในจังหวัดยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด จุดนี้มีความสำคัญมาก เพราะในภาวะวิกฤต ข่าวลือเรื่องน้ำมันหมด น้ำมันถูกกัก หรือมีโควตาพิเศษให้บางหน่วยงาน สามารถขยายตัวเร็วพอ ๆ กับแรงกดดันในตลาดจริงได้เสมอ

วงประชุมที่พูดกันด้วยภาษาต้นทุนจริง

จากข้อมูลสรุปการประชุมที่ผู้ใช้จัดเตรียม เวทีหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงราย กับผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันในวันนี้ เน้นการทำความเข้าใจข้อเท็จจริงในระดับปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงการสั่งการจากฝ่ายเดียว ประเด็นแรกที่ถูกยกขึ้นมาอย่างจริงจังคือเรื่องส่วนต่างราคาและกำไรที่เหมาะสม โดยเจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า กำไรในระดับประมาณ 1 ถึง 2 บาทต่อลิตรยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์รับได้ แต่หากมีส่วนต่างสูงเกินควรจนไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง ก็อาจเข้าข่ายถูกตรวจสอบได้

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการก็สะท้อนว่าต้นทุนที่ประชาชนไม่เห็นจากป้ายราคาอาจมีหลายชั้น ทั้งต้นทุนจาก Jobber หรือพ่อค้าคนกลาง ค่าขนส่ง และภาระบริหารจัดการอื่น ๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีหลักฐานรองรับ หากถูกตรวจสอบในภายหลัง ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อมูลทางการของรัฐบาลที่ระบุว่า ในช่วงวิกฤตมีการกำชับให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 จ่ายน้ำมันไปยัง Jobber อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ห่วงโซ่การกระจายสินค้าสะดุด และลดปัญหาการตึงตัวของน้ำมันในพื้นที่ต่างจังหวัด

Dead Stock กลายเป็นคำที่ต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจ

อีกประเด็นหนึ่งที่มีน้ำหนักมากในเวทีประชุมวันนี้ คือ เรื่องน้ำมันค้างถัง หรือ Dead Stock ผู้ประกอบการหลายรายกังวลว่า ในช่วงที่ราคามีแนวโน้มปรับขึ้น การมีน้ำมันเหลือค้างอยู่ในถังตามข้อกำหนดทางเทคนิค อาจทำให้ถูกสังคมเข้าใจผิดว่าเป็นการกักตุนเพื่อรอขายในราคาที่สูงกว่า แต่เจ้าหน้าที่ในการประชุมยืนยันว่าเข้าใจข้อจำกัดดังกล่าว และยอมรับว่าการต้องเหลือน้ำมันบางส่วนในถังเป็นเงื่อนไขจำเป็นเพื่อป้องกันความเสียหายของระบบหัวจ่าย หากเป็นปริมาณที่สอดคล้องกับมาตรฐานจริง ก็ไม่ควรถูกตีความเท่ากับการกักตุนในความหมายของการฉวยโอกาส

ข้ออธิบายนี้มีนัยสำคัญต่อเชียงรายอย่างยิ่ง เพราะจังหวัดเป็นพื้นที่ที่ผู้บริหารท้องถิ่นและจังหวัดกำลังสื่อสารกับประชาชนอย่างหนักว่า อย่าตื่นตระหนกและอย่าซื้อน้ำมันเกินจำเป็น ขณะที่รัฐบาลส่วนกลางเองก็ระบุว่า การใช้น้ำมันในช่วงวิกฤตเพิ่มจากระดับปกติราว 64 ถึง 67 ล้านลิตรต่อวัน ขึ้นไปมากกว่า 80 ถึง 85 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนพฤติกรรมการสำรองน้ำมันในตลาด รวมถึงความผิดปกติจากการกักตุนและการไหลออกนอกระบบที่รัฐกำลังเร่งตรวจสอบ

ปมต่างของปั๊มอิสระและปั๊มแบรนด์ที่ไม่ควรถูกมองแบบเหมารวม

ในรายละเอียดของการประชุมวันนี้ ยังมีเสียงสะท้อนที่ชัดเจนจากผู้ประกอบการเกี่ยวกับความต่างระหว่างปั๊มอิสระและปั๊มแบรนด์ ปั๊มอิสระระบุว่าต้นทุนของตนสูงกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากไม่ได้มีข้อได้เปรียบด้านเครือข่ายหรือกลไกสนับสนุนแบบเดียวกับแบรนด์ใหญ่ ทำให้ต้องจำหน่ายแพงกว่า และมักตกเป็นเป้าความเข้าใจผิดจากผู้บริโภค ขณะที่ปั๊มแบรนด์ชี้แจงว่าการปรับราคาตามมติหรือคำสั่งจากส่วนกลางต้องผ่านขั้นตอนภายใน ทั้งการส่งเรื่องเข้าสำนักงานใหญ่ การปรับระบบหลังบ้าน และการเปลี่ยนป้ายราคา จึงอาจไม่สามารถขยับได้ในทันทีทุกครั้ง

เมื่อประกบกับคำอธิบายของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน จะเห็นว่าไทยใช้แนวทางสนับสนุนการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมในธุรกิจพลังงาน โดยโครงสร้างราคาที่เผยแพร่สู่สาธารณะมีไว้เพื่อการอ้างอิง ไม่ใช่ราคาควบคุมที่ภาครัฐกำหนดโดยตรง จึงทำให้ความต่างของต้นทุนในแต่ละพื้นที่หรือในแต่ละเครือข่ายสถานีบริการเป็นประเด็นที่ภาครัฐท้องถิ่นต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น หากไม่ทำเช่นนั้น ราคาที่ต่างกันเพียงไม่กี่สตางค์หรือไม่กี่สิบสตางค์อาจกลายเป็นความไม่ไว้วางใจที่ขยายตัวได้ง่ายในภาวะวิกฤต

ข้อเสนอลดภาษีหัวจ่ายกลายเป็นจุดเปลี่ยนของข่าวนี้

สิ่งที่ทำให้การประชุมของเชียงรายวันนี้มีน้ำหนักมากกว่าการรับฟังปัญหาทั่วไป คือ การที่ฝ่ายบริหาร อบจ.เชียงรายหยิบข้อเสนอเชิงนโยบายออกมาวางบนโต๊ะอย่างเป็นรูปธรรม ตามข้อมูลการประชุมและคำกล่าวที่ผู้ใช้จัดเตรียม ผู้บริหาร อบจ.เชียงรายเสนอแนวทางงดจัดเก็บภาษีบำรุง อบจ. จากหัวจ่ายน้ำมันชั่วคราวเป็นเวลา 3 เดือน โดยยึดอัตราที่ อบจ. เรียกเก็บอยู่เดิม เพื่อส่งกลับเป็นส่วนลดหน้าหัวจ่ายให้ประชาชนโดยตรง หากมาตรการนี้ผ่านความเห็นชอบของสภา อบจ. ตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ ก็จะเป็นการใช้กลไกท้องถิ่นเข้าประคองค่าครองชีพในระดับที่ประชาชนสัมผัสได้ทันที

โพสต์ทางการของ อบจ.เชียงรายในวันเดียวกันยังยืนยันว่ามีการหารือร่วมกับจังหวัดเพื่อหาแนวทางงดเก็บภาษีปั๊มน้ำมันชั่วคราวและนำส่วนดังกล่าวไปลดราคาน้ำมันให้ประชาชนในช่วงนำร่อง 3 เดือน ซึ่งช่วยยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงเสียงในห้องประชุม แต่เป็นข้อเสนอที่ผู้บริหารท้องถิ่นกำลังพยายามผลักดันให้กลายเป็นมาตรการจริงในระดับจังหวัด

จากภาษีท้องถิ่นสู่ความหวังเล็ก ๆ ของคนเชียงราย

แม้มูลค่าส่วนลดต่อลิตรที่เสนออาจไม่ได้มากพอจะเปลี่ยนโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ แต่ในทางการเมืองท้องถิ่นและในทางความรู้สึกของประชาชน มาตรการนี้มีความหมายมากกว่าตัวเลข เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่า อบจ.เชียงรายพร้อมสละรายได้ส่วนหนึ่งเพื่อแบ่งเบาภาระของคนในจังหวัดในยามที่ต้นทุนการเดินทางและค่าครองชีพกำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ตามถ้อยคำที่นายก อบจ.เชียงรายกล่าวในข้อมูลการประชุมที่ผู้ใช้จัดเตรียม จุดยืนของฝ่ายบริหารไม่ใช่การอ้างว่ามาตรการนี้จะพลิกสถานการณ์ได้ทั้งหมด แต่เป็นความพยายามส่งกำลังใจและแบ่งเบาภาระตามขอบเขตกฎหมายที่ท้องถิ่นทำได้จริง พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้นำส่วนภาษีที่ได้รับการยกเว้นไปสะท้อนเป็นส่วนลดหน้าปั๊มคืนให้ประชาชนโดยตรง หากเขียนให้ง่ายที่สุด นี่คือการพยายามทำให้เงินที่เดิมจะไหลเข้าสู่ท้องถิ่นบางส่วน หมุนกลับไปอยู่ในกระเป๋าของคนเชียงรายแทนในช่วงเวลาที่ตึงตัวที่สุด

เชียงรายคิดเรื่องพลังงานควบคู่กับฤดูท่องเที่ยว

อีกเหตุผลที่ทำให้เชียงรายต้องรีบตัดสินใจ คือ จังหวัดกำลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์และกิจกรรมท่องเที่ยวสำคัญหลายพื้นที่ จังหวัดเองระบุชัดในการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานว่า ต้องเตรียมน้ำมันไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว และประเมินแผนการใช้น้ำมันตามจุดท่องเที่ยวหลักทั่วจังหวัด เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวอุ่นใจว่าเชียงรายจะไม่เกิดภาวะน้ำมันสะดุดในช่วงเทศกาล

ในมุมนี้ ข่าวของเชียงรายจึงไม่ใช่เพียงข่าวเศรษฐกิจปากท้อง แต่โยงถึงความเชื่อมั่นของเมืองด้วย เมืองท่องเที่ยวที่คนกังวลว่าจะเติมน้ำมันได้ยาก ย่อมเสียเปรียบในเชิงจิตวิทยา และอาจกระทบการเดินทางของนักท่องเที่ยวทันที ดังนั้น การที่จังหวัดเร่งประชุม เร่งตรวจสอบ และเร่งหามาตรการเชิงสัญลักษณ์ควบคู่กับเชิงปฏิบัติจริง จึงสะท้อนว่าท้องถิ่นเข้าใจดีว่าเรื่องพลังงานในช่วงนี้ผูกกับเศรษฐกิจทั้งเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ราคาน้ำมันวันนี้ยังเป็นแรงกดดันที่เห็นได้ชัด

ในระดับข้อมูลอ้างอิง ราคาน้ำมันที่มีการเผยแพร่ในวันที่ 6 เมษายน 2569 แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันที่ประชาชนกำลังเผชิญ ปั๊ม ปตท. บางจาก PT และคาลเท็กซ์ จำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 95 ที่ 43.95 บาทต่อลิตร ขณะที่เชลล์อยู่ที่ 44.45 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลทั่วไปของ 5 แบรนด์หลักยืนอยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตรพร้อมกัน แม้จะเป็นราคามาตรฐานในเขตอ้างอิง แต่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานย้ำว่า ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น และโครงสร้างราคาที่เผยแพร่มีไว้เพื่ออ้างอิง มิใช่ราคาควบคุมของรัฐโดยตรง

เมื่อวางตัวเลขเหล่านี้ลงบนชีวิตจริง จะเห็นว่าเชียงรายกำลังเผชิญโจทย์ยาก เพราะหากราคาดีเซลยังยืนระดับนี้ต่อไป ผลกระทบย่อมทยอยลามไปถึงรถโดยสาร รถบรรทุก และต้นทุนสินค้าจำเป็นในจังหวัดทีละส่วน แม้มาตรการของ อบจ.เชียงรายจะช่วยได้เพียงบางช่วงและบางระดับ แต่ก็เป็นความพยายามของท้องถิ่นที่จะชะลอแรงกระแทกก่อนที่ต้นทุนเหล่านี้จะไหลไปถึงทุกครัวเรือนมากกว่านี้

บริบทประเทศที่ทำให้เชียงรายต้องรีบขยับ

ในระดับประเทศ รัฐบาลได้ประชุม ครม. นัดพิเศษเมื่อปลายเดือนมีนาคม และเห็นชอบ 7 มาตรการเพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตตามความเหมาะสม การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการ การช่วยภาคขนส่ง ภาคเกษตร ภาคประมง และการจัดสินเชื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกัน รัฐบาลยอมรับด้วยว่าการปรับราคาน้ำมันขึ้นก่อนหน้านั้นเป็นผลจากภาวะตึงเครียดในตะวันออกกลาง และข้อจำกัดของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีภาระสูงขึ้นมาก

ข้อมูลจากรัฐบาลยังระบุว่า ก่อนการปรับกลไกราคา กองทุนน้ำมันมีภาระไหลออกสูงถึง 1,700 ล้านบาทต่อวันในบางช่วง และสถานะกองทุนติดลบประมาณ 38,000 ล้านบาท ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นจากระดับปกติราว 67 ล้านลิตรต่อวัน ไปแตะ 85 ถึง 86 ล้านลิตรต่อวันในช่วงวิกฤต ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าแรงกดดันในตลาดไม่ใช่เรื่องเฉพาะจุด แต่เป็นปัญหาทั้งระบบ นี่จึงเป็นเหตุผลที่จังหวัดอย่างเชียงรายเลือกไม่รอคำตอบจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มหามาตรการเฉพาะพื้นที่ของตัวเองควบคู่กันไป

การคุมลักลอบส่งออกและการทบทวนโครงสร้างราคายังเป็นโจทย์ใหญ่

อีกประเด็นที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าคือ การตรวจสอบการกักตุนและการลักลอบส่งออกน้ำมัน พร้อมเร่งศึกษาการปรับโครงสร้างทั้งค่าการกลั่นและค่าการตลาด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเสนอผลการหารือเข้าสู่ที่ประชุม ครม. วันที่ 6 เมษายน เพื่อหาทางลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มให้ได้มากกว่าการใช้กลไกอุดหนุนเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ปลัดกระทรวงพลังงานให้ข้อมูลว่า ค่าการตลาดเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีถึงต้นเดือนเมษายนอยู่ที่ประมาณ 1.95 บาทต่อลิตร ซึ่งไม่ถือว่าสูงเกินไปตามเกณฑ์ที่ศึกษาไว้ นั่นทำให้ข้อถกเถียงเรื่องการลดราคาน้ำมันในระดับประเทศยังต้องต่อสู้กันทั้งเชิงนโยบายและเชิงโครงสร้างอีกมาก

ตรงจุดนี้เองที่ข้อเสนอของเชียงรายมีความน่าสนใจ เพราะแม้ท้องถิ่นจะไม่อาจแตะค่าการกลั่นหรือภาษีสรรพสามิตได้ แต่ยังสามารถใช้เครื่องมือที่อยู่ในมือ เช่น ภาษีบำรุง อบจ. หรือการบริหารข้อมูลสถานีบริการ เข้ามาช่วยผ่อนแรงให้ประชาชนในช่วงรอยต่อของนโยบายระดับประเทศได้ในระดับหนึ่ง

ภาคเหนือเริ่มเห็นผลสะเทือนจริงแล้ว

ภาพผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะในเชียงราย เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 มีรายงานว่าบริษัทเปรมประชาขนส่ง จำกัด ปรับขึ้นค่าโดยสารเส้นทางเชียงใหม่ถึงแม่ฮ่องสอน หลังราคาน้ำมันในพื้นที่แม่ฮ่องสอนขยับสูงต่อเนื่อง โดยดีเซลธรรมดาบางจุดอยู่ที่ 51.94 บาทต่อลิตร และดีเซลซูเปอร์เพาเวอร์สูงถึง 71.84 บาทต่อลิตร การปรับขึ้นค่าโดยสารครั้งนี้สะท้อนว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกำลังเริ่มถูกส่งผ่านไปยังค่าครองชีพของประชาชนในภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรมแล้ว

เมื่อมองจากเชียงราย ข่าวจากแม่ฮ่องสอนจึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนล่วงหน้า เพราะหากต้นทุนน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ผลกระทบที่ตามมาอาจไม่หยุดอยู่ที่รถโดยสาร แต่จะขยับไปถึงราคาสินค้า ค่าขนส่ง และต้นทุนของผู้ประกอบการรายเล็กในอำเภอต่าง ๆ ของเชียงรายด้วยเช่นกัน การรีบตั้งวงคุยและทดลองมาตรการท้องถิ่นในวันนี้ จึงเป็นการพยายามกันไม่ให้ปัญหาลุกลามไปสู่จุดที่แก้ยากกว่าเดิม

เชียงรายกำลังทดสอบบทบาทใหม่ของท้องถิ่น

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของข่าวนี้อาจไม่ใช่เพียงเรื่องราคาน้ำมันว่าจะลดได้กี่สตางค์ หากคือคำถามว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีบทบาทได้มากแค่ไหนในยามที่วิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกไหลลงมากระทบชีวิตของประชาชนในจังหวัดโดยตรง เชียงรายกำลังลองตอบคำถามนี้ด้วยการใช้เครื่องมือที่มีอยู่จริง ตั้งแต่การประชุมเชิงปฏิบัติการ การตรวจสอบสต็อก การจัดลำดับความสำคัญของน้ำมันสำหรับภารกิจฉุกเฉิน การผลักดันข้อมูล Fuel Now และการเสนอใช้นโยบายภาษีของ อบจ. เข้ามาแบ่งเบาภาระหน้าปั๊ม

มาตรการเหล่านี้อาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย และอาจยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน ทั้งสภา อบจ. ความร่วมมือจากผู้ประกอบการ และการติดตามผลอย่างใกล้ชิด แต่ในด้านการเมืองการปกครองท้องถิ่น นี่คือสัญญาณว่าเชียงรายไม่ได้ยืนรอให้คำสั่งจากส่วนกลางแก้ปัญหาเพียงลำพัง หากกำลังพยายามออกแบบคำตอบของตัวเองตามข้อจำกัดของกฎหมายและศักยภาพที่มีอยู่

ปลายทางของเรื่องนี้อยู่ที่ความเชื่อมั่นของคนเชียงราย

ท้ายที่สุด วิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้สอนให้เห็นว่า พลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัวของส่วนกลางอีกต่อไป สำหรับเชียงราย มันเชื่อมถึงรถกู้ชีพ รถโดยสาร เกษตรกร ร้านค้า ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และครัวเรือนที่ต้องคิดทุกบาททุกวัน การประชุมที่ อบจ.เชียงรายเปิดขึ้นในวันนี้จึงมีความหมายมากกว่าการรับฟังความคิดเห็น เพราะเป็นจุดที่ท้องถิ่นกำลังพยายามเชื่อมภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชนให้มองปัญหาเดียวกัน และหาคำตอบร่วมกันให้เร็วที่สุด

หากข้อเสนอเรื่องงดเก็บภาษีหัวจ่ายน้ำมันชั่วคราวเดินหน้าได้จริง และหากระบบกำกับดูแลกับข้อมูลสาธารณะทำงานควบคู่กันอย่างมีประสิทธิภาพ เชียงรายอาจไม่ได้เพียงลดภาระราคาน้ำมันให้ประชาชนบางส่วนเท่านั้น แต่ยังอาจสร้างต้นแบบใหม่ว่า ในภาวะที่วิกฤตเศรษฐกิจเคลื่อนเร็วกว่าเดิม ท้องถิ่นที่กล้าขยับก่อน อาจเป็นกำแพงชั้นแรกที่ช่วยพยุงชีวิตของคนในพื้นที่ได้จริงที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน
  • สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ผู้ว่าฯ เชียงรายสั่งนายอำเภอ 18 แห่งคุมเข้มสุขภาพประชาชน สู้ศึกฝุ่นพิษสะสมหลังระบายอากาศอ่อนกำลัง

เชียงรายยกระดับดูแลสุขภาพประชาชน หลังคุมไฟในพื้นที่ได้ดีขึ้น แต่หมอกควันข้ามแดนยังตรึงค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน

เชียงราย, 4 เมษายน 2569 ในช่วงเวลาที่หลายจังหวัดภาคเหนือพยายามฝ่าฤดูฝุ่นด้วยมาตรการคุมไฟป่าและลดการเผาในพื้นที่ของตนเอง จังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น เพราะแม้ตัวเลขจุดความร้อนภายในจังหวัดจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่คุณภาพอากาศกลับยังไม่คลี่คลายตามไปด้วย ช่วงเย็นของวันที่ 3 เมษายน นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เรียกประชุมด่วนที่ศาลากลางจังหวัด พร้อมเชื่อมระบบออนไลน์กับนายอำเภอทั้ง 18 อำเภอ ศูนย์อำนวยการระดับอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อยกระดับมาตรการดูแลสุขภาพประชาชน หลังค่าฝุ่น PM2.5 ปกคลุมหลายพื้นที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะอำเภอแม่สาย อำเภอเชียงของ และอำเภอเมืองเชียงราย การประชุมครั้งนี้สะท้อนว่าจังหวัดไม่ได้มองปัญหาเป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ยกระดับเป็นภารกิจเร่งด่วนด้านสาธารณสุขและการบริหารความเสี่ยงของทั้งจังหวัดแล้ว

ไฟในบ้านลดลง แต่ควันเหนือเมืองยังไม่เบาบาง

ข้อมูลจากจังหวัดเชียงรายที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 เมษายน ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 1 เมษายน 2569 จังหวัดพบจุดความร้อนสะสม 1,253 จุด คิดเป็นร้อยละ 4.33 ของพื้นที่ภาคเหนือ และอยู่ในกลุ่มที่มีจุดความร้อนน้อยที่สุดของภาคเหนือตอนบน เฉพาะวันที่ 1 เมษายน พบเพียง 37 จุด ลดลงจาก 156 จุดในวันที่ 31 มีนาคม หรือลดลงร้อยละ 76 ภายในวันเดียว อีกทั้งช่วง 20 ถึง 27 กุมภาพันธ์ จังหวัดไม่พบจุดความร้อนต่อเนื่องถึง 8 วัน ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญว่ามาตรการห้ามเผา การบังคับใช้กฎหมาย และความร่วมมือของประชาชนเริ่มเห็นผลในภาคสนามจริง ภาพนี้จึงควรได้รับการมองอย่างเป็นธรรมว่า เชียงรายไม่ได้ปล่อยให้สถานการณ์เดินไปตามยถากรรม แต่กำลังคุมไฟในบ้านของตัวเองอย่างหนักและมีผลลัพธ์ปรากฏแล้วในเชิงตัวเลข

แต่ในเวลาเดียวกัน ค่าฝุ่นในจังหวัดกลับยังสูงเกินมาตรฐานอย่างรุนแรง สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 07.00 น. ว่า ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย มีค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง 166.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย 203.1 และ ต.เวียง อ.เชียงของ 226.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ค่ามาตรฐานราย 24 ชั่วโมงของประเทศกำหนดไว้ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นชัดว่า แม้การคุมไฟภายในจังหวัดจะดีขึ้น แต่ประชาชนในเชียงรายยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับอากาศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพในระดับรุนแรง และนั่นคือจุดที่วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากการมองปัญหาแบบเดิมที่ผูกทุกอย่างไว้กับการเผาในพื้นที่อย่างเดียว

หมอกควันข้ามแดนกลายเป็นตัวแปรหลักของเชียงราย

คำอธิบายสำคัญที่สุดจากจังหวัดในรอบนี้ คือ ฝุ่นที่คนเชียงรายกำลังเผชิญไม่ได้เกิดจากไฟในจังหวัดเป็นหลักอีกต่อไป แต่เกิดจากหมอกควันข้ามแดนที่พัดเข้ามาสะสมเหนือพื้นที่ชายแดนและตอนในของจังหวัด ข้อมูลวิเคราะห์จากภาพถ่ายดาวเทียม Suomi VIIR ซึ่งจังหวัดเชียงรายนำมาใช้อธิบายสถานการณ์ ระบุว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 1 เมษายน 2569 ประเทศเมียนมามีจุดความร้อนสูงถึง 204,371 จุด และ สปป.ลาว 59,233 จุด ขณะที่เชียงรายมีเพียง 1,253 จุดเท่านั้น ตัวเลขนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอธิบายต้นทางของปัญหา แต่กำลังเปลี่ยนวิธีมองวิกฤตของคนทั้งจังหวัดจาก “ไฟในบ้าน” ไปสู่ “ควันจากนอกบ้าน” ซึ่งควบคุมได้ยากกว่าและต้องใช้กลไกมากกว่าการสั่งห้ามเผาในพื้นที่ตนเอง

เมื่อประกอบกับข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ซึ่งระบุว่าในวันที่ 3 เมษายน การระบายอากาศของภาคเหนือส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์อ่อน โดยเฉพาะช่วงกลางคืนถึงเช้า จึงยิ่งอธิบายได้ว่าเหตุใดฝุ่นจึงค้างตัวนานและลงสู่พื้นที่ชุมชนได้ง่ายขึ้น ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ เชียงรายจึงไม่ใช่เพียงจังหวัดที่มีไฟป่าหรือมีฝุ่นในพื้นที่ แต่เป็นพื้นที่หน้าด่านที่รับทั้งผลกระทบจากไฟภายนอก การระบายอากาศที่ไม่ดี และภูมิประเทศที่ทำให้ฝุ่นเคลื่อนตัวออกได้ช้า ปัญหาจึงมีลักษณะเป็นวิกฤตร่วมของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มากกว่าจะเป็นปัญหาจังหวัดเดียว และนี่เองเป็นเหตุผลว่าทำไมจังหวัดจึงเริ่มขยับไปสู่กลไกความร่วมมือข้ามพรมแดนอย่างจริงจังมากขึ้นในปีนี้

มาตรการด่วนถูกย้ายจากการดับไฟ ไปสู่การคุ้มครองลมหายใจ

เมื่อเผชิญข้อเท็จจริงว่าจังหวัดควบคุมไฟในพื้นที่ได้ระดับหนึ่ง แต่ฝุ่นยังไม่ลดลง สิ่งที่เชียงรายต้องทำทันทีคือเปลี่ยนสมรภูมิจากการคุมต้นเหตุเพียงด้านเดียว ไปสู่การปกป้องสุขภาพประชาชนอย่างเป็นระบบมากขึ้น ข้อมูลที่จังหวัดสื่อสารผ่านเครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า ที่ประชุมได้เร่งกระจายหน้ากากอนามัยในระดับหลายแสนชิ้น พร้อมจัดทำห้องปลอดฝุ่นอุ่นใจทั่วจังหวัดรวม 457 แห่ง แบ่งเป็นภาครัฐ 155 แห่ง และเอกชน 302 แห่ง ขณะเดียวกัน ข่าวประชาสัมพันธ์อีกชุดของกรมประชาสัมพันธ์ยังสรุปว่า จังหวัดดูแลกลุ่มเปราะบางกว่า 150,000 คน โดยให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขลงพื้นที่ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ภาพนี้สะท้อนว่ามาตรการของเชียงรายไม่ได้หยุดอยู่ที่คำขอความร่วมมือให้สวมหน้ากาก แต่กำลังพยายามวาง “โครงสร้างรองรับการหายใจ” ให้กับคนที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่กลางฝุ่นพิษจริง ๆ

นัยสำคัญของห้องปลอดฝุ่นไม่ได้อยู่แค่จำนวน 457 แห่ง แต่อยู่ที่ความจริงอีกข้อหนึ่งว่า รัฐยอมรับแล้วว่ามีประชาชนจำนวนมากซึ่งไม่สามารถจัดการความเสี่ยงได้ด้วยตนเองทั้งหมด เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจและปอด รวมถึงแรงงานกลางแจ้ง ไม่ได้มีต้นทุนในการป้องกันตนเองเท่ากัน การกระจายห้องปลอดฝุ่นไปยังโรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ราชการ จึงเป็นการแปลงมาตรการสาธารณสุขจากนโยบายบนโต๊ะประชุมให้กลายเป็นพื้นที่คุ้มครองจริงในชีวิตประจำวัน และในช่วงที่ค่าฝุ่นยังสูงต่อเนื่อง การมีพื้นที่เช่นนี้ย่อมสำคัญกว่าการรอให้ฝนตกหรือรอให้ทิศลมเปลี่ยนเพียงอย่างเดียวอย่างมาก

ภาพใหญ่ของภาคเหนือยังสะท้อนภาระที่หนักกว่าพื้นที่อื่น

หากมองออกจากเชียงรายไปทั้งภูมิภาค ภาคเหนือยังเป็นพื้นที่ที่ต้องแบกรับภาระฝุ่นอย่างต่อเนื่อง เอกสารมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569 ของกรมควบคุมมลพิษระบุว่า พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือมีค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง 33 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมีจำนวนวันที่ฝุ่นเกินค่ามาตรฐาน 163 วัน ขณะที่จุดความร้อนมี 59,700 จุด เอกสารชุดเดียวกันยังระบุว่า เป้าหมายปี 2569 สำหรับพื้นที่เกษตรใน 17 จังหวัดภาคเหนือ คือควบคุมพื้นที่เผาไหม้ให้ลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 จากฐานปี 2568 ซึ่งหมายความว่า ภาคเหนือยังถูกวางให้เป็นแนวรบหลักของประเทศในเรื่องฝุ่นอย่างชัดเจน และจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายย่อมต้องรับแรงกดดันมากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ของ Rocket Media Lab ซึ่งผู้ใช้แนบข้อมูลมาและตรวจสอบได้จากบทความเผยแพร่เมื่อ 24 มีนาคม 2569 ตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า แม้ค่าเฉลี่ยฝุ่นของ 17 จังหวัดภาคเหนือจะลดจาก 46 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในปี 2567 เหลือ 33 ในปี 2568 แต่จำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐานกลับเพิ่มจาก 129 วันเป็น 163 วัน พร้อมชี้ด้วยว่า KPI ของภาครัฐในช่วงปี 2567 ถึง 2569 มีแนวโน้มผ่อนลงในหลายตัวชี้วัด เช่น เป้าหมายลดค่าเฉลี่ยฝุ่นใน 17 จังหวัดภาคเหนือจากร้อยละ 40 ในปี 2567 เหลือร้อยละ 15 ในปี 2568 และเหลือร้อยละ 10 ในปี 2569 ขณะที่เป้าหมายลดจำนวนวันเกินมาตรฐานจากร้อยละ 30 ลดลงเหลือร้อยละ 10 และร้อยละ 5 ตามลำดับ ข้อสังเกตนี้ทำให้คำถามเรื่อง “บรรลุเป้าหมายหรือไม่” กลายเป็นคำถามที่ลึกกว่าตัวเลข เพราะสิ่งที่ประชาชนรับรู้ในสนามจริงคือจำนวนวันที่ต้องเผชิญอากาศเป็นพิษ ไม่ใช่เพียงตัวเลขค่าเฉลี่ยที่ดูดีขึ้นในรายงานปลายปี

เชียงรายจึงกำลังขยับจากการดับไฟ สู่การต่อรองเชิงนโยบาย

อีกชั้นหนึ่งที่น่าจับตาคือ จังหวัดเชียงรายไม่ได้หยุดเพียงมาตรการคุมไฟและแจกหน้ากาก แต่เริ่มเชื่อมวิกฤตฝุ่นเข้ากับการสร้างเครือข่ายข้ามแดนและกลไกนโยบายใหม่มากขึ้น ความเคลื่อนไหวของ “สภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง 2026” ซึ่งเปิดตัวในเชียงรายเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยมีจังหวัดร่วมกับ สสส. และภาคประชาสังคม เป็นเจ้าภาพร่วม สะท้อนว่าปัญหาฝุ่นข้ามแดนกำลังถูกยกขึ้นมาอยู่ในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค ไม่ใช่เพียงเรื่องประสานงานเฉพาะหน้าเท่านั้น หากมองจากการประชุมวันที่ 3 เมษายน เส้นทางนี้กำลังถูกต่อยอดไปสู่การประสานงานเชิงพื้นที่และการจัดการข้อมูลร่วมกันมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับโจทย์จริงของเชียงรายที่ต้องรับควันจากเมียนมาและลาวอย่างหลีกเลี่ยงได้ยากในช่วงวิกฤตประจำปี

การขยับเช่นนี้มีความหมายมาก เพราะในอดีต ภาคเหนือมักถูกผลักให้รับมือฝุ่นด้วยเครื่องมือเดิม ๆ คือประกาศห้ามเผา บังคับใช้กฎหมาย และรอฝน แต่ประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมา รวมถึงข้อมูลที่ถูกหยิบมาวิเคราะห์ในปี 2568 ชี้ว่า แม้มาตรการเหล่านี้ยังจำเป็น แต่ไม่เพียงพอหากต้นเหตุจำนวนมากอยู่ข้ามแดนหรือเชื่อมกับเศรษฐกิจการเกษตรทั้งระบบ ดังนั้น สิ่งที่เชียงรายกำลังทำในปี 2569 จึงอาจอ่านได้ว่าเป็นความพยายามขยับจาก “การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในจังหวัด” ไปสู่ “การต่อรองเงื่อนไขเชิงโครงสร้างของภูมิภาค” แม้ผลลัพธ์ยังต้องใช้เวลา แต่การยอมรับโจทย์ให้ตรงกับความจริงก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญกว่าการพูดว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากไฟในพื้นที่ตนเองเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่คนเชียงรายต้องการ ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ดูดีขึ้น

ในที่สุดแล้ว แก่นของสถานการณ์วันที่ 3 เมษายน 2569 ไม่ได้อยู่ที่จังหวัดจะสรุปผลประชุมออกมาอย่างไรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่คนเชียงรายกำลังใช้ชีวิตอยู่ในจังหวะที่เจ็บปวดที่สุดของวิกฤต คือช่วงที่พยายามควบคุมไฟในบ้านได้แล้ว แต่ยังต้องหายใจรับควันจากนอกบ้านต่อไป ความสำเร็จของจังหวัดในเรื่องจุดความร้อนที่ลดลงจึงควรถูกยอมรับ ขณะเดียวกัน ความจริงเรื่องค่าฝุ่นที่ยังสูงในแม่สาย เชียงของ และตัวเมือง ก็บอกชัดว่างานของรัฐยังไม่จบ และไม่อาจชี้วัดจาก KPI ตัวเดียวได้ การเร่งตั้งห้องปลอดฝุ่น ดูแลกลุ่มเปราะบาง และกระจายหน้ากากจึงเป็นมาตรการที่ตอบโจทย์ความจริงมากที่สุดในระยะสั้น เพราะอย่างน้อยมันทำให้ประชาชนมีพื้นที่ปลอดภัยและมีเครื่องมือปกป้องตัวเองระหว่างที่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังแก้ไม่จบ

ถ้อยคำของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายที่ย้ำว่า “จังหวัดเชียงรายจะก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน ด้วยพลังความร่วมมือของทุกคน เพื่อมุ่งสู่การเป็นจังหวัดที่ดินดี น้ำดี อากาศดี เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของพี่น้องประชาชนในระยะยาว” จึงไม่ใช่เพียงถ้อยแถลงปลอบขวัญในวันวิกฤต แต่เป็นโจทย์ที่จังหวัดต้องพิสูจน์ในโลกจริงต่อจากนี้ว่า จะทำอย่างไรให้การคุมไฟในบ้านเชื่อมกับการลดควันนอกบ้าน และทำอย่างไรให้ “สุขภาพต้องมาก่อน” ไม่เป็นเพียงคำขวัญในห้องประชุม แต่กลายเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ทุกฤดูฝุ่น เพราะสำหรับเชียงรายวันนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ตัวเลขจุดความร้อนที่ลดลงเพียงอย่างเดียว หากคือวันที่ประชาชนจะได้กลับมาหายใจโดยไม่ต้องหวาดระแวงอีกครั้ง

 

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ เขต 3
  • สวท.เชียงราย กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • กรมประชาสัมพันธ์
  • Rocket Media Lab
  • NBT CONNEXT
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สะพานฮาแหล่จะยังไม่เปิดใช้แม้งานใกล้เสร็จ หลังงบจำกัดกระทบงานทางเข้า คาดเปิดใช้งานพฤษภาคม 2569

สะพานฮาแหล่จะยังไม่เปิดใช้ แม้งานใกล้เสร็จ หลังงบจำกัดกระทบงานทางเข้า ชุมชนริมกกยังรอวันกลับมาของเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมสามตำบล

เชียงราย,25 มีนาคม 2569 – จุดเริ่มต้นของข่าวที่ชาวบ้านรอฟังมากที่สุด สำหรับคนในพื้นที่ตำบลแม่ยาว ตำบลดอยฮาง และตำบลห้วยชมภู คำถามสำคัญในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงว่าสะพานแขวนฮาแหล่จะสร้างไปถึงไหนแล้ว แต่คือเมื่อใดสะพานที่เคยเป็นเส้นทางหลักของชีวิตจะกลับมาเปิดใช้งานได้อีกครั้ง หลังจากอุทกภัยใหญ่เมื่อปี 2567 พัดทำลายโครงสร้างเดิมจนแทบไม่เหลือสภาพเดิมให้ใช้งานได้

คำตอบที่ใกล้ความจริงมากที่สุดในเวลานี้ เมื่อ ณัฐธายาน์ ตันติอัศวเวชกุล หรือที่คนในพื้นที่เรียกกันว่า “จิ๊บ” ในฐานะคณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ ให้สัมภาษณ์ว่า สะพานยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ในขณะนี้ เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด และงบส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการก่อสร้างตัวสะพานเกือบทั้งหมด ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการถนนบางส่วนที่ต้องตัดเข้ามายังจุดสะพานได้ครบถ้วนตามแผนได้ในเร็ววัน ซึ่งกำลังพยายามมีกำหนดเปิดใช้งานอีกครั้งในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569

แม้คำตอบนี้อาจสร้างความผิดหวังให้คนที่เฝ้ารอ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวสะพานอย่างเดียว หากอยู่ที่องค์ประกอบโดยรอบซึ่งจำเป็นต่อการใช้งานจริงด้วย และเมื่อพิจารณาจากข้อมูลทั้งหมดที่แนบมา จะพบว่านี่คือโครงการที่ไม่ได้เริ่มจากความพร้อมสมบูรณ์ของงบประมาณรัฐ หากเกิดจากการระดมพลังของหลายฝ่ายเพื่อฟื้นฟูสิ่งที่ชุมชนขาดไม่ได้

สะพานที่ไม่ใช่แค่สะพาน แต่คือทางลัดของชีวิตผู้คน

สิ่งที่ทำให้สะพานฮาแหล่จะมีความหมายมากกว่าสิ่งปลูกสร้างทั่วไป คือบทบาทของมันในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน สะพานแห่งนี้เชื่อมระหว่าง บ้านแคววัวดำ หมู่ 12 ตำบลแม่ยาว กับ บ้านผาเสริฐ หมู่ 6 ตำบลดอยฮาง และถูกใช้งานร่วมกันโดยคนจากอย่างน้อย 3 ตำบล ได้แก่ แม่ยาว ดอยฮาง และห้วยชมภู

ในทางกายภาพ สะพานช่วยร่นระยะทางการเดินทางจากเดิมราว 10 กิโลเมตร เหลือเพียงประมาณ 120 เมตร แต่ในทางสังคม ผลของมันใหญ่กว่าตัวเลขนั้นมาก เพราะระยะทางที่หายไปไม่ใช่เพียงถนนที่สั้นลง หากหมายถึงเวลาในการไปโรงเรียนของเด็ก เวลาขนผักและผลผลิตของเกษตรกร เวลาที่คนป่วยจะเข้าถึงการรักษา และเวลาที่ญาติพี่น้องจากคนละฝั่งน้ำกกจะเดินทางไปมาหาสู่กัน

ในวันที่สะพานยังสมบูรณ์ มีข้อมูลว่ามีประชาชนจาก 300 ถึง 500 หลังคาเรือนในพื้นที่พึ่งพาสะพานนี้ และมีผู้สัญจรต่อวันในระดับหลักพัน ทั้งคนเดินเท้า รถจักรยานยนต์ และรถเข็นที่ใช้ขนของในชีวิตประจำวัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าสะพานฮาแหล่จะไม่ได้เป็นทางเลือก แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของชุมชนริมกกอย่างแท้จริง

ก่อนมีสะพาน ชุมชนเคยอยู่กับความเสี่ยงและความห่างไกล

เรื่องราวของสะพานฮาแหล่จะไม่ได้เริ่มจากโครงการท่องเที่ยว หรือแนวคิดสร้างแลนด์มาร์ก แต่เริ่มจากปัญหาธรรมดาที่หนักหนาสำหรับคนชนบทริมแม่น้ำ นั่นคือการเดินทางไปมาในพื้นที่ที่แม่น้ำกกกั้นกลาง

ข้อมูลที่แนบระบุว่า ในอดีตชาวบ้านต้องใช้เรือพายข้ามฝั่งหรือเดินทางอ้อมไกลหลายกิโลเมตร โดยเฉพาะในฤดูฝนที่น้ำแรงและอันตรายสูง เคยเกิดอุบัติเหตุจมน้ำเสียชีวิตหลายครั้ง และเมื่อน้ำหลาก การข้ามฝั่งยิ่งกลายเป็นเรื่องเสี่ยงชีวิต โดยเฉพาะสำหรับเด็กนักเรียนและผู้สูงอายุ

สะพานฮาแหล่จะจึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2541 ด้วยการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในช่วงเวลาที่มีการช่วยสร้างโรงเรียนแคววัวดำให้เด็กในพื้นที่ แต่แม้จะมีโรงเรียน หากไม่มีเส้นทางที่ปลอดภัย เด็กจำนวนมากก็ยังไม่สามารถไปถึงห้องเรียนได้อย่างสะดวก สะพานแห่งนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อทำให้การเดินทางไปโรงเรียนจากเดิมที่ต้องอ้อมไกลกว่า 10 กิโลเมตร เหลือเพียงการข้ามน้ำกกในระยะสั้น

นับแต่นั้นเป็นต้นมา สะพานฮาแหล่จะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับส่งเด็กไปโรงเรียน แต่ยังกลายเป็นทางผ่านของวิถีชีวิตทั้งชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ

ชื่อที่มีความหมาย และบทบาทที่เชื่อมผู้คนมากกว่าฝั่งน้ำ

คำว่า ฮาแหล่จะ ถูกอธิบายไว้ในข้อมูลว่า หมายถึง ความสัมพันธ์ที่ดีเลิศ ซึ่งเป็นชื่อที่นายโมโตยุกิ ซาไกและชาวบ้านร่วมกันตั้งไว้ในวันเปิดใช้งานสะพานเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ชื่อดังกล่าวสะท้อนบทบาทของสะพานได้อย่างชัดเจน เพราะมันไม่เพียงเชื่อมฝั่งแม่น้ำ แต่เชื่อมคน เชื่อมชาติพันธุ์ และเชื่อมวัฒนธรรมเข้าหากัน

พื้นที่รอบสะพานเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนชาติพันธุ์หลากหลาย โดยเฉพาะ ลาหู่ และ กะเหรี่ยง ซึ่งมีประเพณีสำคัญของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นประเพณีกินวอของชาวลาหู่ เทศกาลกินข้าวใหม่ หรือเทศกาลคริสต์มาสของชุมชนที่นับถือศาสนาคริสต์ สะพานแห่งนี้จึงเป็นเส้นทางที่ทำให้คนต่างหมู่บ้านไปมาหาสู่กัน ร่วมงานประเพณี และสานสัมพันธ์กันเหมือนเครือญาติ

ในความหมายเช่นนี้ การพังของสะพานจากอุทกภัยจึงไม่ใช่เพียงความเสียหายทางกายภาพ แต่เป็นการตัดขาดเส้นเลือดของความสัมพันธ์ในระดับชุมชนด้วย

อุทกภัยปี 2567 เปลี่ยนสะพานจากสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อให้กลายเป็นบาดแผลของพื้นที่

จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2567 เมื่ออุทกภัยครั้งใหญ่ซัดผ่านจังหวัดเชียงรายและพัดสะพานฮาแหล่จะเสียหายอย่างรุนแรง ข้อมูลล่าสุดของคณะกรรมการระบุว่าสะพานเดิมเสียหายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ จนไม่สามารถใช้สัญจรได้ตามปกติอีกต่อไป

เมื่อสะพานหายไป ชาวบ้านต้องกลับไปอยู่กับปัญหาเดิมอีกครั้ง คือการเดินทางอ้อมไกล การขนส่งยากขึ้น เด็กไปโรงเรียนลำบากขึ้น และการเข้าถึงถนนหลักเพื่อเข้าเมืองหรือไปพบแพทย์ต้องใช้เวลามากขึ้นกว่าที่เคยเป็น ความเสียหายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องโครงสร้าง แต่เป็นผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในทุกมิติ

ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งยังชี้ให้เห็นว่า แม้สะพานจะอยู่ในสภาพชำรุดมาระยะหนึ่งก่อนน้ำท่วมใหญ่ ชาวบ้านก็ยังพยายามซ่อมใช้งานกันเองเป็นจุด ๆ ด้วยไม้ไผ่หรือวัสดุพื้นบ้านตามกำลัง เพราะไม่มีทางเลือกอื่น นั่นสะท้อนว่าสะพานแห่งนี้มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากเพียงใด

เส้นทางฟื้นฟูเริ่มจากความร่วมมือ ไม่ได้เริ่มจากงบประมาณรัฐล้วน

หลังสะพานพัง ความหวังของชุมชนค่อย ๆ กลับมาเมื่อเกิดการผลักดันโครงการซ่อมสร้างอย่างจริงจัง จนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 และมีการรายงานข่าวต่อเนื่องในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อดำเนินโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ ระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และคณะกรรมการโครงการ

หน่วยงานและบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย นายปิยพันธุ์ ธนะโสภณ ประธานคณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ, นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, นายอภิรักษ์ อินต๊ะวัง นายกเทศมนตรีตำบลแม่ยาว, นายเอื้ออังกูร เทพสมรส นายกเทศมนตรีตำบลดอยฮาง และ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาโครงการ

โครงการนี้ใช้งบประมาณรวม 6,170,000 บาท โดยแหล่งเงินหลักมาจากภาคเอกชนสองส่วน คือ สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 โครงการช่อง 8 ปันน้ำใจ จำนวน 6,000,000 บาท และ โรงแรมโฆษะขอนแก่นและกลุ่ม Kosa Group จำนวน 170,000 บาท ข้อมูลนี้ทำให้เห็นว่า การสร้างสะพานขึ้นใหม่ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากกลไกงบประมาณราชการแบบเต็มรูปแบบ แต่เป็นโมเดลผสมระหว่างภาคสังคม ภาคเอกชน และภาครัฐในระดับพื้นที่

จากกำหนดเสร็จกรกฎาคม 2568 สู่ความจริงที่เลื่อนมาถึงพฤษภาคม 2569

เอกสารโครงการเดิมระบุว่า หากไม่มีอุปสรรค การก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2568 แต่เมื่อมาถึงสถานะล่าสุดในเดือนมีนาคม 2569 สะพานยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้จริง และคณะกรรมการจึงใช้เป้าหมายใหม่เป็น ภายในเดือนพฤษภาคม 2569

ความแตกต่างของสองช่วงเวลานี้สำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าโครงการมีความล่าช้าจากแผนเดิม และข้อมูลล่าสุดก็อธิบายสาเหตุบางส่วนไว้แล้วว่า งบประมาณที่มีจำกัดถูกใช้ไปกับงานโครงสร้างสะพานเกือบทั้งหมด ทำให้งานประกอบอื่น โดยเฉพาะการทำถนนหรือทางเข้าบางส่วน ยังไม่สามารถปิดงานได้ครบถ้วน

นอกจากนี้ ในคำอธิบายของณัฐธายาน์ยังระบุด้วยว่า ปัจจุบันยังต้องเข้าไปดู รายละเอียดงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ร่วมกับผู้รับเหมาอย่างต่อเนื่อง และวิกฤตด้านน้ำมันในช่วงนี้ก็อาจทำให้บางอย่างไม่เป็นไปตามแผนเดิมทั้งหมด แม้เช่นนั้น คณะกรรมการยังยืนยันว่ามุ่งหมายจะส่งมอบสะพานให้สมบูรณ์และใช้การได้ตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค

โครงสร้างใหม่ถูกยกระดับให้แข็งแรงกว่าเดิม แต่ความพร้อมใช้งานไม่ได้วัดแค่ตัวสะพาน

จากข้อมูลที่แนบมา งานซ่อมสร้างครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการซ่อมจุดชำรุด แต่เป็นการสร้างใหม่ในระดับโครงสร้าง โดยใช้ลวดสลิงเดิมในส่วนที่ยังใช้ได้ พร้อมปรับพื้นและองค์ประกอบรับน้ำหนักให้มั่นคงกว่าเดิม มีการใช้โครงสร้างลวดและตะแกรงเหล็กแทนพื้นไม้เดิมในหลายส่วน รวมทั้งมีการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเพื่อป้องกันน้ำกัดเซาะคอสะพาน และปรับภูมิทัศน์โดยรอบให้เหมาะต่อการใช้งานและการท่องเที่ยวในอนาคต

อย่างไรก็ตามล่าสุดสะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญว่า สะพานที่โครงสร้างเกือบเสร็จ ไม่ได้แปลว่าพร้อมใช้งานทันที หากระบบทางเข้า ทางเชื่อม และพื้นที่โดยรอบยังไม่เรียบร้อย การเปิดใช้ก็ยังเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยหรือใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ต้องแยกให้ชัดระหว่างคำว่า ใกล้เสร็จ กับคำว่า พร้อมเปิดใช้งาน ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกัน

รองผู้ว่าฯ และนายอำเภอลงพื้นที่ ตรวจหน้างานและข้อกังวลเรื่องสิ่งปลูกสร้างใกล้โครงการ

อีกหนึ่งข้อมูลที่ช่วยยืนยันว่าพื้นที่สะพานยังอยู่ในช่วงติดตามใกล้ชิด คือการลงพื้นที่ของ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ นายญาณวุฒิ สุดพิมศรี นายอำเภอเมืองเชียงราย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีการดำเนินการสร้างสิ่งปลูกสร้างใกล้กับโครงการปรับปรุงสะพานแขวนฮาแหล่จะ บริเวณบ้านแคววัวดำ ตำบลแม่ยาว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงการที่กำลังก่อสร้างอยู่

การลงพื้นที่ดังกล่าวมีนัยสำคัญเพราะสะท้อนว่ารัฐไม่ได้ปล่อยให้โครงการเดินไปตามยถากรรม แต่ยังติดตามความเสี่ยงรอบพื้นที่ ทั้งเพื่อป้องกันความเสียหายต่อโครงการ และเพื่อให้การเปิดใช้งานในอนาคตเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคงจริง

ชาวบ้านรอสะพานด้วยเหตุผลที่ลึกกว่าการเดินทาง

หากมองจากภายนอก หลายคนอาจเห็นสะพานฮาแหล่จะเป็นเพียงจุดชมวิวสวยกลางธรรมชาติ แต่สำหรับคนในพื้นที่ มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างลึกซึ้ง เด็กจำนวนมากเคยใช้สะพานข้ามไปโรงเรียน ชาวบ้านใช้ขนส่งผลผลิตการเกษตร ทั้งผัก พืชไร่ หรือของใช้จำเป็น คนต่างฝั่งใช้สะพานเพื่อไปมาหาสู่กันในงานประเพณี งานคริสต์มาส งานกินวอ หรือเทศกาลกินข้าวใหม่

เมื่อสะพานหายไป ความเงียบที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เงียบเพราะวิวสวยถูกปิด แต่เงียบเพราะวิถีชีวิตบางส่วนถูกตัดขาดไปชั่วคราว และเมื่อสะพานใกล้กลับมา ชุมชนจึงไม่ได้รอแค่การเปิดโครงสร้าง แต่รอการกลับมาของจังหวะชีวิตที่เคยคุ้นเคยด้วย

จากโครงสร้างสัญจรสู่ความหวังใหม่เรื่องท่องเที่ยวและรายได้

นอกจากบทบาทด้านชุมชนแล้ว คณะกรรมการและหน่วยงานในพื้นที่ยังมีความหวังว่าสะพานฮาแหล่จะจะกลายเป็น แลนด์มาร์กใหม่ของเชียงราย และเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในจังหวัดและจากต่างพื้นที่

ข้อความประชาสัมพันธ์ของพื้นที่หลายชิ้นชี้ไปในทางเดียวกันว่า สะพานแขวนแห่งนี้มีศักยภาพเป็นจุดเช็กอินกลางธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยภูเขา ป่าเขียว และแม่น้ำกก พร้อมเชื่อมกับเสน่ห์วิถีชุมชนชาติพันธุ์ หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกันพัฒนาต่อยอด ทั้งด้านภูมิทัศน์ ร้านค้า สินค้า OTOP และเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พื้นที่นี้ก็อาจกลายเป็นแม่เหล็กดึงคนเข้าสู่ชุมชนได้จริง

อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ควรถูกมองเป็น เป้าหมายและความคาดหวัง มากกว่าข้อสรุปที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะจนถึงขณะนี้ สะพานยังอยู่ในช่วงรอเปิดใช้งาน และผลทางเศรษฐกิจในอนาคตยังต้องขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการหลังเปิดใช้ด้วย

บทบาทของภาคประชาชนและเอกชน คือหัวใจของโครงการนี้

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดไม่ใช่เพียงตัวสะพาน แต่คือรูปแบบการทำงานของคนที่เกี่ยวข้อง โครงการซ่อมสร้างสะพานฮาแหล่จะครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการซึ่งหลายฝ่ายระบุว่าเป็นการทำงานแบบจิตอาสา 100 เปอร์เซ็นต์ มีทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐร่วมกันประคับประคองโครงการมาอย่างต่อเนื่อง

ณัฐธายาน์กล่าวถึงความสัมพันธ์กับผู้รับเหมา บริษัท บีเทคกรุ๊ป จำกัด และ คุณประสงค์ จันทร์วงษ์ ในลักษณะที่สะท้อนความร่วมมือระยะยาวเกือบสองปี พร้อมใช้คำว่าเป็น สะพานแห่งความสามัคคี ระหว่างคณะกรรมการและผู้รับเหมา คำอธิบายนี้แม้เป็นถ้อยคำจากฝ่ายโครงการ แต่ก็สะท้อนบรรยากาศที่ทำให้สะพานแห่งนี้ไม่ใช่เพียงงานก่อสร้างธรรมดา หากเป็นพื้นที่ที่ผู้คนจำนวนมากเอาใจลงไปด้วย

ประเด็นที่ยังต้องจับตา คือการปิดงานให้ครบและเปิดใช้ได้อย่างปลอดภัย

แม้บรรยากาศโดยรวมจะขยับไปในทิศทางบวก และมีการระบุหลายครั้งว่าสะพานใกล้เสร็จ แต่ในมุมที่ต้องยึดข้อเท็จจริง ประเด็นที่ยังต้องติดตามมีอย่างน้อย 3 เรื่อง

เรื่องแรก คือ งานถนนหรือทางเข้าบางส่วน ที่ยังเป็นข้อจำกัดจากงบประมาณ
เรื่องที่สอง คือ ความสมบูรณ์ของงานเก็บรายละเอียด ซึ่งคณะกรรมการยังต้องลงพื้นที่ตรวจต่อเนื่อง
เรื่องที่สาม คือ การบริหารพื้นที่โดยรอบหลังเปิดใช้ เพราะหากจะต่อยอดไปสู่แหล่งท่องเที่ยวจริง จะต้องมีการจัดการเรื่องความปลอดภัย การจอดรถ ความสะอาด การดูแลภูมิทัศน์ และผลกระทบต่อชุมชนอย่างรอบคอบ

จึงกล่าวได้ว่ายังไม่ใช่ตอนจบของโครงการ แต่เป็นช่วงรอยต่อที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่ง ระหว่างคำว่า “เกือบเสร็จ” กับคำว่า “เปิดใช้ได้จริง”

บทสรุปของสะพานที่มากกว่าสิ่งปลูกสร้าง

สะพานฮาแหล่จะในวันนี้ยังไม่เปิดใช้งาน แม้งานก่อสร้างจะคืบหน้าไปมากแล้ว และชุมชนต่างเฝ้ารอการกลับมาของมันอย่างใกล้ชิด แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณและงานประกอบที่ยังไม่แล้วเสร็จ คือข้อเท็จจริงที่ทำให้สะพานยังต้องรออีกระยะ

อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปสะพานที่ยังไม่เสร็จ แต่ชุมชนที่พยายามพาตัวเองกลับมายืนได้อีกครั้งหลังภัยพิบัติ การที่โครงสร้างพื้นฐานชิ้นหนึ่งสะท้อนความสำคัญของการศึกษา เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในพื้นที่ชนบทได้อย่างครบถ้วน และเป็นภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐร่วมกันพยายามซ่อมแซมมากกว่าสะพาน แต่กำลังซ่อมคืนเส้นทางชีวิตให้ผู้คนจำนวนมากด้วย

หากทุกอย่างเป็นไปตามที่คณะกรรมการยืนยัน เดือนพฤษภาคม 2569 อาจเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านทั้งสองฝั่งแม่น้ำกกได้กลับมาเดินข้ามสะพานแห่งนี้อีกครั้ง และวันนั้น สะพานฮาแหล่จะอาจไม่ได้เป็นเพียงสะพานแขวนหนึ่งเดียวของเชียงราย แต่จะเป็นหลักฐานชัดเจนอีกครั้งว่า ความร่วมแรงร่วมใจของผู้คนสามารถพยุงชุมชนผ่านวิกฤตได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • คำให้สัมภาษณ์ของ ณัฐธายาน์ ตันติอัศวเวชกุล คณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ ต่อสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ วันที่ 25 มีนาคม 2569
  • ที่ทำการปกครอง อ.เมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ ระหว่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย คณะกรรมการโครงการ เทศบาลตำบลแม่ยาว และเทศบาลตำบลดอยฮาง เมื่อวันที่ 26 และ 28 กุมภาพันธ์ 2568
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายเร่งแก้ปมบ้านไร้ไฟฟ้ากว่า 2,800 ครัวเรือน ขณะ กกพ. ย้ำระบบไฟฟ้าไทยมั่นคงรับมือฤดูร้อน

เชียงรายเร่งแก้ปมบ้านไร้ไฟฟ้ากว่า 2,800 ครัวเรือน ขณะ กกพ. ย้ำระบบไฟฟ้าไทยยังมั่นคง รองรับความต้องการใช้ไฟช่วงฤดูร้อนได้

เชียงราย,24 มีนาคม 2569 – เมื่อคำว่าไฟฟ้าเพียงพอของประเทศ ยังไม่เท่ากับไฟฟ้าที่เข้าถึงทุกครัวเรือน ในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังจับตาความมั่นคงด้านพลังงานจากแรงกดดันของสถานการณ์โลก ข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งที่ปรากฏขึ้นจากจังหวัดเชียงราย กลับสะท้อนโจทย์สำคัญที่ลึกและใกล้ตัวกว่าการเคลื่อนไหวของราคาพลังงาน นั่นคือคำถามง่าย ๆ แต่สำคัญอย่างยิ่งว่า ในขณะที่ประเทศยืนยันว่าระบบไฟฟ้ายังมั่นคง ยังมีประชาชนจำนวนเท่าใดที่ยังเข้าไม่ถึงไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน

ข้อมูลจากการประชุมที่ศาลากลางจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ระบุว่า จังหวัดเชียงรายยังมีหมู่บ้านและบ้านเรือนในพื้นที่ 15 อำเภอ จำนวน 238 หมู่บ้าน รวม 2,870 ครัวเรือน ที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งหมายความว่า ในช่วงเวลาที่สังคมกำลังพูดถึงความเสี่ยงด้านพลังงานในระดับโลก ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่กำลังเผชิญปัญหาไฟฟ้าในระดับพื้นฐานที่สุดของชีวิตประจำวัน

ไม่ใช่เพียงรายงานความคืบหน้าของการประชุมราชการ แต่เป็นภาพสะท้อนของความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้คำว่าโครงสร้างพื้นฐาน ว่าแม้ระบบไฟฟ้าของประเทศจะมีเสถียรภาพในเชิงเทคนิคเพียงใด ความหมายของพลังงานที่แท้จริงสำหรับประชาชนจำนวนมาก ยังคงอยู่ที่การมีแสงสว่างใช้ในบ้าน การมีไฟสำหรับตู้เย็น พัดลม การเรียนหนังสือของเด็ก และความปลอดภัยในยามค่ำคืน

ผู้ว่าฯ เชียงรายขยับแก้ปัญหาในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ที่ห้องประชุมพระญาพิภักดิ์ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง การประชุมครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลสืบเนื่องจากการที่จังหวัดขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยสู่ระดับพื้นที่ในปีงบประมาณ 2569 และลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น และประชาชนโดยตรง

จากการลงพื้นที่ดังกล่าว จังหวัดกำหนดเป้าหมายครอบคลุมทั้ง 18 อำเภอ โดยขณะนี้ดำเนินการแล้ว 11 อำเภอ และพบตรงกันว่า ปัญหาการไม่มีไฟฟ้าใช้ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เพียงข้อร้องเรียนรายจุด แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายพื้นที่ของจังหวัด และมีความจำเป็นต้องใช้ทั้งกลไกกฎหมาย งบประมาณ และเทคโนโลยีมาร่วมกันแก้ไข

จุดสำคัญของการขยับครั้งนี้อยู่ที่การที่จังหวัดไม่ได้หยุดอยู่แค่การสำรวจหรือรับทราบปัญหา แต่เริ่มวางกรอบดำเนินการชัดเจน โดยแบ่งแนวทางแก้ไขเป็น 2 กลุ่ม คือการดำเนินการตามกฎหมายจำนวน 89 ครัวเรือน และการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 149 ครัวเรือน พร้อมเดินหน้าส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนด้วยระบบโซลาร์เซลล์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงไฟฟ้าได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืนในระยะยาว

2,870 ครัวเรือนที่ยังไร้ไฟฟ้า คือโจทย์คุณภาพชีวิตที่จับต้องได้

ตัวเลข 2,870 ครัวเรือนใน 238 หมู่บ้าน 15 อำเภอ อาจดูเป็นเพียงสถิติในรายงานราชการ แต่สำหรับคนในพื้นที่ ตัวเลขดังกล่าวหมายถึงบ้านที่ยังต้องพึ่งพาแสงสว่างอย่างจำกัด หมายถึงเด็กที่อ่านหนังสือในเวลากลางคืนได้ยาก หมายถึงครอบครัวที่เก็บอาหารสดได้ลำบาก และหมายถึงผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ใช้ชีวิตในบ้านโดยไม่มีความสะดวกพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่ในสังคมถือเป็นเรื่องปกติ

ปัญหานี้ยังสะท้อนให้เห็นด้วยว่า การพัฒนาด้านพลังงานไม่อาจวัดจากเพียงกำลังผลิตรวมของประเทศ หรือจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ในระบบ หากแต่ต้องวัดจากการเข้าถึงจริงของประชาชนในทุกพื้นที่ด้วย เพราะตราบใดที่ยังมีบ้านเรือนจำนวนมากที่อยู่นอกระบบไฟฟ้า ความเหลื่อมล้ำทางพลังงานก็ยังคงเป็นเรื่องจริง

สำหรับเชียงราย ซึ่งมีภูมิประเทศซับซ้อนและมีพื้นที่ห่างไกลจำนวนมาก การขยายโครงข่ายไฟฟ้าย่อมมีข้อจำกัดทั้งด้านกฎหมาย เขตพื้นที่ การลงทุน และสภาพภูมิประเทศ การที่จังหวัดหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วน จึงมีความหมายในเชิงนโยบายอย่างยิ่ง เพราะมันกำลังบอกว่า ความมั่นคงพลังงานที่แท้จริงต้องเริ่มจากความสามารถในการพาประชาชนทุกกลุ่มเข้าสู่ระบบ ไม่ใช่เพียงการรักษาเสถียรภาพของระบบส่วนกลางเท่านั้น

โซลาร์เซลล์ถูกวางเป็นคำตอบระยะยาวของพื้นที่เข้าถึงยาก

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของข้อมูลชุดนี้ คือการที่จังหวัดเชียงรายไม่ได้มองการแก้ปัญหาไฟฟ้าเพียงในกรอบของการขยายสายส่งแบบเดิม แต่หันมาให้ความสำคัญกับ พลังงานทดแทนด้วยระบบโซลาร์เซลล์ อย่างชัดเจน โดยมองว่าเป็นแนวทางที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงไฟฟ้าได้ทั่วถึงและยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว

แนวคิดนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของจังหวัดที่มีพื้นที่กระจายตัวและเข้าถึงยาก เพราะในหลายกรณี การขยายโครงข่ายไฟฟ้าแบบสายส่งอาจใช้ต้นทุนสูงมากเมื่อเทียบกับจำนวนครัวเรือน ขณะที่โซลาร์เซลล์สามารถตอบโจทย์ได้ดีกว่าสำหรับบางพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลและมีข้อจำกัดในการก่อสร้างระบบถาวร

ในเชิงนโยบายจึงน่าสนใจไม่ใช่แค่เพราะมีจำนวนครัวเรือนที่ยังไม่มีไฟฟ้า แต่เพราะมันสะท้อนทิศทางใหม่ของการแก้ปัญหาพลังงานในพื้นที่ชนบท ว่ารัฐกำลังเริ่มผสมผสานระหว่างการแก้ปัญหาตามกฎหมาย การจัดสรรงบประมาณ และการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้าด้วยกันมากขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นต้นแบบให้หลายจังหวัดที่เผชิญปัญหาคล้ายคลึงกันในอนาคต

จังหวัดเชียงรายย้ำเดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อเร่งช่วยเหลือ

คำยืนยันจากจังหวัดเชียงรายว่า พร้อมบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อเร่งรัดการช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงไฟฟ้าใช้อย่างทั่วถึง พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

แม้ประโยคเช่นนี้อาจดูคล้ายถ้อยแถลงเชิงนโยบายทั่วไป แต่เมื่อประกอบกับข้อมูลเชิงสถิติและแนวทางปฏิบัติที่วางไว้ก่อนหน้า ก็ทำให้เห็นว่าจังหวัดกำลังพยายามวางเรื่องไฟฟ้าไว้ในกรอบที่กว้างกว่าการบริการสาธารณูปโภคทั่วไป นั่นคือมองไฟฟ้าในฐานะฐานของคุณภาพชีวิต ความมั่นคงชุมชน และโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ในมุมของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล การเข้าถึงไฟฟ้าไม่ได้หมายถึงเพียงการเปิดไฟได้ แต่ยังหมายถึงโอกาสในการประกอบอาชีพ การเก็บรักษาผลผลิต การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการเรียนรู้ของเยาวชน เมื่อไฟฟ้าเข้าไม่ถึง การพัฒนาหลายด้านก็จะเดินช้ากว่าพื้นที่อื่นโดยอัตโนมัติ

กกพ. ยืนยันระบบไฟฟ้าไทยยังมั่นคง แม้โลกพลังงานผันผวน

ขณะที่จังหวัดเชียงรายกำลังแก้โจทย์การเข้าถึงไฟฟ้าในระดับพื้นที่ ภาพใหญ่ของประเทศก็ยังถูกตั้งคำถามจากสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวน โดยเฉพาะความกังวลเรื่องก๊าซ LNG ในช่วงที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศกดดันทั้งปริมาณและราคาเชื้อเพลิง

ในประเด็นนี้ นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ยืนยันว่า ระบบไฟฟ้าของประเทศไทยยังมีความมั่นคง และไทยยังสามารถบริหารจัดการพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนได้ แม้จะเข้าสู่ช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีสถิติการใช้ไฟฟ้าสูงของปี

สารสำคัญของคำยืนยันนี้อยู่ที่การชี้ว่า ไทยไม่ได้พึ่งพาการนำเข้าก๊าซ LNG จากตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว แต่สามารถจัดหาได้จากแหล่งอื่นทั่วโลก จึงยังไม่มีความเสี่ยงขาดแคลนเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ ข้อเท็จจริงนี้มีน้ำหนักต่อความเชื่อมั่นอย่างมากในช่วงที่ประชาชนกำลังติดตามวิกฤตพลังงานต่างประเทศอย่างใกล้ชิด

แผนรับมือถูกวางล่วงหน้า ก่อนฤดูใช้ไฟสูงจะมาถึง

ข้อมูลจาก กกพ. ยังระบุด้วยว่า ก่อนเกิดสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ไทยได้ประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าไว้แล้ว และกำหนดมาตรการรองรับด้วยการเตรียมนำเข้าก๊าซ LNG จำนวน 3 ลำเรือ โดยในเดือนเมษายนนี้สามารถจัดหามาได้แล้ว 2 ลำเรือ ขณะเดียวกันยังเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน พลังน้ำ และก๊าซจากอ่าวไทย เพื่อช่วยลดการพึ่งพา LNG ลงในบางช่วงเวลา

ตัวเลขที่ถูกระบุไว้ในข้อมูลชิ้นนี้ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะสะท้อนการบริหารสมดุลเชื้อเพลิงในระดับประเทศ โดยระบุว่า ในเดือนมีนาคม ไทยสามารถลดการนำเข้า LNG ได้ร้อยละ 70 ต่อ 1 ลำเรือ และเพิ่มการใช้ก๊าซในประเทศได้ร้อยละ 50 ต่อ 1 ลำเรือ ข้อมูลนี้ทำให้เห็นว่าการบริหารระบบไฟฟ้าไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับเชื้อเพลิงชนิดเดียว หากแต่เป็นการจัดสมดุลระหว่างเชื้อเพลิงหลายแหล่งเพื่อประคองเสถียรภาพของระบบ

ประเทศไทยกำลังทำงานกับโจทย์พลังงาน 2 ระดับพร้อมกัน ระดับหนึ่งคือการรักษาเสถียรภาพของระบบใหญ่ทั้งประเทศ และอีกระดับคือการทำให้ประชาชนในพื้นที่ปลายทางได้รับประโยชน์จากระบบนั้นอย่างแท้จริง

โครงสร้างเชื้อเพลิงไทยยังพึ่งก๊าซธรรมชาติเป็นฐานหลัก

อีกหนึ่งข้อมูลที่ควรจับตา คือสัดส่วนเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานของประเทศในปี 2568 ซึ่ง กกพ. ระบุว่า ไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลักถึงร้อยละ 56 โดยแหล่งก๊าซธรรมชาติมาจาก 3 ส่วนสำคัญ คือจากอ่าวไทยร้อยละ 50 การนำเข้าทางท่อจากเมียนมาร้อยละ 10 และก๊าซในรูปแบบ LNG อีกร้อยละ 40

ตัวเลขนี้สะท้อนทั้งความแข็งแรงและความเปราะบางของระบบในเวลาเดียวกัน ด้านหนึ่ง ไทยยังมีแหล่งพลังงานในประเทศและแหล่งนำเข้าหลายทาง ไม่ได้พึ่งพาตะวันออกกลางเพียงจุดเดียว แต่อีกด้านหนึ่ง การที่ก๊าซธรรมชาติยังเป็นฐานหลักของระบบ ก็หมายความว่า ความผันผวนของตลาดก๊าซโลกยังส่งผลต่อไทยได้เสมอ ไม่ว่าจะผ่านต้นทุนการนำเข้า หรือการจัดสรรเชื้อเพลิงในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟเพิ่มสูงขึ้น

ด้วยเหตุนี้ กกพ. จึงย้ำว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อกำกับดูแลต้นทุนให้เหมาะสม รักษาเสถียรภาพของระบบ และสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคทุกภาคส่วน

สองภาพจากเชียงรายและส่วนกลาง สะท้อนโจทย์เดียวกันเรื่องความเป็นธรรมด้านพลังงาน

สำคัญที่ลึกกว่าคำว่าไฟฟ้าพอหรือไม่พอ เพราะสิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญ และสิ่งที่ กกพ. กำลังยืนยัน ล้วนชี้กลับไปยังคำถามเดียวกัน คือ พลังงานของประเทศถูกจัดการอย่างไรให้มั่นคง และเข้าถึงอย่างเป็นธรรม

ในภาพส่วนกลาง ไทยยังมีความพร้อมที่จะบริหารความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้า และยังไม่เผชิญภาวะขาดแคลน แต่ในภาพพื้นที่ยังมีครัวเรือนอีกหลายพันหลังที่รอคอยแสงสว่างพื้นฐาน นี่จึงเป็นความจริง 2 ด้านที่ต้องถูกเล่าควบคู่กัน หากเล่าเพียงด้านใดด้านหนึ่ง

เชียงรายจึงกำลังทำให้สังคมเห็นว่า ความมั่นคงทางพลังงานไม่ได้จบลงที่ระดับโรงไฟฟ้าหรือคลังเชื้อเพลิง แต่จบลงที่หน้าบ้านของประชาชนแต่ละครัวเรือน ว่าพวกเขามีไฟฟ้าใช้จริงหรือไม่ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากระบบที่รัฐบริหารอยู่จริงเพียงใด

ไฟฟ้าไม่ใช่แค่พลังงาน แต่คือโอกาสของชีวิต

รายงานผลประชุมหรือการชี้แจงสถานะระบบไฟฟ้า เพราะมันเปิดให้เห็นรอยต่อระหว่างนโยบายระดับประเทศกับชีวิตจริงของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างชัดเจน

ด้านหนึ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกำลังเร่งขับเคลื่อนการแก้ปัญหาบ้านไม่มีไฟฟ้าใช้ให้ครอบคลุม 15 อำเภอ 238 หมู่บ้าน 2,870 ครัวเรือน ผ่านทั้งกฎหมาย งบประมาณ และโซลาร์เซลล์ อีกด้านหนึ่ง กกพ. กำลังยืนยันต่อสังคมว่า ระบบไฟฟ้าของไทยยังมั่นคง มีแผนเชื้อเพลิงรองรับ และพร้อมรับมือกับช่วงการใช้ไฟสูงในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม

เมื่อมองภาพรวมนี้จึงไม่ได้มีตอนจบแบบคลี่คลายสมบูรณ์ แต่เริ่มเห็นทิศทางที่ชัดขึ้นว่า ประเทศไทยกำลังพยายามประคองทั้งความมั่นคงของระบบ และความเป็นธรรมในการเข้าถึงพลังงานไปพร้อมกัน และสำหรับประชาชนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ในเชียงราย อาจไม่ใช่เพียงคำประกาศจากภาครัฐ แต่เป็นสัญญาณว่าปัญหาที่พวกเขาเผชิญมานาน กำลังถูกยกขึ้นมาเป็นวาระสำคัญที่ต้องได้รับคำตอบอย่างจริงจังเสียที

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลจากจังหวัดเชียงราย เรื่องการประชุมแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ นำโดยนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย วันที่ 24 มีนาคม 2569 ซึ่งระบุจำนวน 15 อำเภอ 238 หมู่บ้าน และ 2,870 ครัวเรือนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ รวมถึงแนวทางแก้ไขด้วยกฎหมาย งบประมาณ และโซลาร์เซลล์
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ผ่านคำเปิดเผยของนายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการ กกพ. เกี่ยวกับความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไทย การจัดหา LNG แผนรับมือช่วงใช้ไฟสูง และสัดส่วนเชื้อเพลิงของประเทศ ตามข้อมูลที่แนบวันที่ 24 มีนาคม 2569
  • ข้อมูลสถิติและมาตรการบริหารจัดการเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของไทยในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2569 ตามเอกสารแนบที่ผู้ใช้ส่งมา ซึ่งระบุการนำเข้า LNG จำนวน 3 ลำเรือ การจัดหามาแล้ว 2 ลำเรือ และการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน พลังน้ำ และก๊าซจากอ่าวไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

พลังงานเชียงรายยันไม่มีส่งออกน้ำมันไปเมียนมา เร่งตรวจเข้มปั๊มสกัดกักตุนท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง

เชียงรายตรวจเข้มปั๊มน้ำมันชายแดน หลังรัฐยืนยันส่งออกจำกัดเฉพาะลาวและเมียนมา เร่งคลายความกังวลประชาชนท่ามกลางแรงกดดันพลังงาน

เชียงราย,24 มีนาคม 2569 – เมื่อพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ในช่วงเวลาที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย และราคาพลังงานโลกยังเคลื่อนไหวภายใต้ความไม่แน่นอน สิ่งที่ประชาชนไทยจำนวนมากเริ่มสัมผัสได้ชัดขึ้น ไม่ได้มีเพียงตัวเลขราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่คือความกังวลในชีวิตประจำวันว่า น้ำมันจะเพียงพอหรือไม่ ระบบกระจายเชื้อเพลิงจะรองรับได้แค่ไหน และข่าวลือเรื่องการส่งออกน้ำมันจะกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่ชายแดนหรือไม่

บรรยากาศเช่นนี้ทำให้ข่าวพลังงานเปลี่ยนจากเรื่องเชิงนโยบายที่อยู่บนโต๊ะแถลงข่าว มาเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงโดยตรงกับการเดินทาง การค้าชายแดน การขนส่งสินค้า และความเชื่อมั่นของประชาชนในระดับจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย ซึ่งเริ่มถูกจับตาเป็นพิเศษในฐานะพื้นที่สำคัญของการกระจายน้ำมันและการสกัดกั้นการกักตุน

ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 จากการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. ทำให้ภาพสถานการณ์ชัดขึ้นว่า รัฐบาลกำลังพยายามป้องกันไม่ให้แรงสั่นสะเทือนจากต่างประเทศลุกลามเป็นวิกฤตความเชื่อมั่นในประเทศ ผ่านมาตรการทั้งด้านกำลังกลั่น การกระจายเชื้อเพลิง การเปิดข้อมูล และการลงพื้นที่ตรวจสอบจริงในระดับจังหวัด

จุดเปลี่ยนของข่าวอยู่ที่คำยืนยันเรื่องการส่งออกน้ำมัน

หนึ่งในประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุดในช่วงที่สถานการณ์พลังงานเริ่มตึงตัว คือคำถามว่า ไทยยังมีการส่งออกน้ำมันหรือไม่ และหากยังส่งออก เหตุใดจึงทำเช่นนั้นในเวลาที่หลายพื้นที่เริ่มกังวลเรื่องปริมาณเชื้อเพลิงใช้ภายในประเทศ

คำตอบจากภาครัฐมีความชัดเจนมากขึ้นจากการเปิดเผยของ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ภายหลังการประชุม ศบก. โดยยืนยันว่า ไทยมีการส่งออกน้ำมันเพียง 2 ประเทศเท่านั้น คือ สปป.ลาว และ เมียนมา และมีการจำกัดปริมาณรวมไม่เกิน 5 ล้านลิตรต่อวัน พร้อมย้ำว่า ไม่มีการส่งออกไปยังประเทศที่สามแต่อย่างใด

รายละเอียดของตัวเลขดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อความเข้าใจของสาธารณะอย่างมาก เพราะการส่งออกไปยัง สปป.ลาว ปริมาณกว่า 4 ล้านลิตรต่อวัน ไม่ได้มีเป้าหมายเชิงพาณิชย์ทั่วไป แต่เชื่อมโยงกับการแลกเปลี่ยนด้านพลังงาน โดยไทยนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจากลาวเพื่อช่วยบริหารสัดส่วนเชื้อเพลิงของประเทศ ไม่ให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าในประเทศสูงเกินไปในช่วงที่ราคาก๊าซ LNG ยังอยู่ในระดับสูง ส่วนการส่งออกไปยังเมียนมาประมาณ 3 แสนลิตรต่อวัน มีเป้าหมายสนับสนุนแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติที่จะส่งก๊าซกลับมาเป็นเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าราชบุรี ซึ่งมีความสำคัญต่อการหล่อเลี้ยงระบบไฟฟ้าในภาคกลางและภาคใต้

ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เพียงการตอบคำถามว่าไทยส่งออกน้ำมันหรือไม่ แต่เป็นการอธิบายให้เห็นว่า การส่งออกดังกล่าวผูกอยู่กับผลประโยชน์ด้านพลังงานของไทยเอง และอยู่ภายใต้เพดานควบคุมที่ชัดเจน ไม่ใช่การปล่อยเชื้อเพลิงออกนอกประเทศโดยไร้กรอบกำกับ

เชียงรายกลายเป็นพื้นที่สำคัญของการสร้างความเชื่อมั่น

ในขณะที่ส่วนกลางเร่งชี้แจงเรื่องภาพรวมประเทศ จังหวัดเชียงรายกลับเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ต้องทำงานอย่างละเอียดมากขึ้น เพราะเป็นจังหวัดชายแดนและมีความอ่อนไหวต่อข่าวลือเรื่องน้ำมันมากกว่าหลายพื้นที่

ข้อมูลจาก สำนักงานพลังงานเชียงราย ที่คุณส่งมาระบุอย่างชัดเจนว่า จังหวัดเชียงราย ไม่มีการส่งออกน้ำมันไปเมียนมาอยู่แล้ว โดยในส่วนของจังหวัดมีการส่งออกน้ำมันไปเพียง สปป.ลาว เท่านั้น และขณะนี้ได้มีการ ลดโควตาจากเดิมตามนโยบาย ข้อมูลนี้มีน้ำหนักในเชิงข่าวอย่างมาก เพราะช่วยตัดความสับสนระหว่างภาพรวมระดับประเทศกับข้อเท็จจริงในระดับพื้นที่

การยืนยันเช่นนี้มีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มักมีความกังวลว่า น้ำมันในจังหวัดอาจถูกดึงออกไปนอกราชอาณาจักรจนกระทบการใช้ภายใน แต่เมื่อสำนักงานพลังงานเชียงรายออกมายืนยันข้อเท็จจริงว่า ไม่มีการส่งออกไปเมียนมา และมีการลดโควตาส่งออกไปลาวตามนโยบาย ภาพของสถานการณ์จึงเริ่มชัดขึ้นว่า หน่วยงานในพื้นที่กำลังทำงานสอดรับกับแนวทางของรัฐบาลกลาง

ปูพรมตรวจเข้มเพื่อป้องกันการกักตุนและการปฏิเสธขาย

ในภาวะที่พลังงานกลายเป็นประเด็นอ่อนไหว สิ่งที่สร้างความปั่นป่วนได้รวดเร็วพอ ๆ กับราคาน้ำมันโลก คือพฤติกรรมในตลาดภายในประเทศเอง ไม่ว่าจะเป็นการกักตุน การเลือกปฏิเสธขายโดยไม่มีเหตุผล หรือการสร้างภาวะตึงตัวเทียมในพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนแตกตื่นเกินกว่าข้อเท็จจริง

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานพลังงานเชียงรายจึงระบุว่า ได้ร่วมกับทีมเชียงรายลงพื้นที่ ปูพรมตรวจเข้มการจำหน่ายน้ำมัน เพื่อป้องกันการลักลอบกักตุน หรือการปฏิเสธจำหน่ายโดยไม่มีเหตุผล พร้อมให้ความมั่นใจกับประชาชนชาวเชียงรายว่าจะมีน้ำมันใช้เพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่ถูกกำชับให้จับตาเป็นพิเศษ

น้ำหนักของประโยคนี้อยู่ที่การยืนยันเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงคำประกาศทางนโยบาย เพราะการลงพื้นที่ตรวจจริงหมายถึงการพยายามปิดช่องว่างระหว่างข้อมูลของรัฐกับสภาพที่ประชาชนเผชิญอยู่หน้าปั๊ม หากพบว่ามีสถานีบริการใดไม่จำหน่ายโดยไม่มีเหตุผลหรือมีพฤติกรรมผิดปกติ การตรวจสอบอย่างใกล้ชิดก็จะช่วยให้รัฐแก้ไขได้เร็วและลดการลุกลามของข่าวลือในพื้นที่ได้มากขึ้น

คำเตือนจากพาณิชย์เชียงรายสะท้อนว่ารัฐมองเรื่องนี้เป็นความเสี่ยงจริง

เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์พลังงานถูกซ้ำเติมด้วยการฉวยโอกาสทางการค้า พาณิชย์จังหวัดเชียงราย ได้ออกคำเตือนผู้ประกอบการอย่างชัดเจนว่า การกักตุนหรือขึ้นราคาเกินสมควรมีโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท พร้อมกำชับให้ทุกอำเภอรายงานตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัดทุกวันจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

คำเตือนนี้มีความสำคัญในเชิงสัญญาณอย่างมาก เพราะสะท้อนว่าภาครัฐไม่ได้มองปัญหาน้ำมันเป็นเพียงเรื่องของปริมาณเชื้อเพลิง แต่รวมถึงพฤติกรรมทางตลาดและความเป็นธรรมในการจำหน่ายด้วย ในช่วงเวลาที่ประชาชนกังวล การบังคับใช้กฎหมายอย่างชัดเจนย่อมเป็นองค์ประกอบสำคัญในการรักษาความเชื่อมั่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวต่อข่าวลือและการเก็งกำไรสูง

สำหรับผู้อ่านที่ติดตามข่าวเชิงลึก ประเด็นนี้น่าสนใจเพราะแสดงให้เห็นว่า วิกฤตพลังงานไม่เคยเป็นเรื่องพลังงานล้วน ๆ หากแต่เชื่อมกับกฎหมาย การค้า การบริหารจังหวัด และความไว้วางใจของประชาชนในระบบกำกับดูแลทั้งหมด

ส่วนกลางเร่งอัดกำลังกลั่นเพื่อแก้ปัญหาความแออัดหน้าปั๊ม

ในระดับประเทศ มาตรการของรัฐเริ่มขยับจากการตรึงราคาไปสู่การเร่งแก้ปัญหาห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ ข้อมูลจากนายดนุชาระบุว่า สศช. ได้ประสานกับ ปตท. และ บางจาก ให้ปรับเพิ่มกำลังการกลั่นขึ้น ร้อยละ 9 โดย ปตท. เน้นเพิ่มสัดส่วนน้ำมันดีเซล เพื่อรองรับยอดจำหน่ายของ PTTOR ที่พุ่งสูงกว่าปกติถึง ร้อยละ 25 และเฉพาะดีเซลเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 35

ตัวเลขนี้เป็นหนึ่งในข้อมูลที่ช่วยอธิบายได้ดีที่สุดว่า เหตุใดรัฐจึงต้องเร่งดำเนินมาตรการหลายอย่างพร้อมกัน เพราะเมื่อยอดจำหน่ายดีเซลเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติในช่วงสั้น ระบบกระจายน้ำมันย่อมรับแรงกดดันมากขึ้นตามไปด้วย และหากปล่อยให้หน้าสถานีบริการแออัดต่อเนื่อง ความรู้สึกว่าประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะขาดแคลนก็จะยิ่งขยายตัว แม้ในระดับภาพรวมยังมีสต็อกเพียงพอก็ตาม

นอกจากการเพิ่มกำลังกลั่นแล้ว รัฐยังให้กลุ่มโรงกลั่นอย่าง ไทยออยล์ GC IRPC และบางจาก จัดส่งน้ำมันไปยังผู้ค้าส่งหรือจ๊อบเบอร์ให้มากขึ้น เพื่อดึงความต้องการใช้น้ำมันของภาคอุตสาหกรรมออกจากสถานีบริการทั่วไป ลดภาระหน้าปั๊มที่ประชาชนใช้งานโดยตรง มาตรการนี้สะท้อนแนวคิดการแก้ปัญหาเชิงระบบมากกว่าการแก้เฉพาะจุด

รัฐบาลหวังให้การกระจายน้ำมันกลับสู่ระบบเต็มที่ภายใน 2 วัน

หนึ่งในข้อความสำคัญที่สุดของข้อมูลล่าสุด คือการประเมินว่า หลังจากปรับมาตรการต่าง ๆ แล้ว การกระจายน้ำมันจะเข้าสู่ระบบอย่างเต็มที่ภายใน 2 วัน คำประเมินนี้มีความหมายต่อทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ เพราะเป็นกรอบเวลาที่รัฐใช้สื่อสารเพื่อประคองความคาดหวังของสังคม

อย่างไรก็ตาม ในทางข่าว การใช้กรอบเวลาดังกล่าวควรอ่านควบคู่กับคำเตือนของนายดนุชาที่ระบุว่า สถานการณ์พลังงานยังมี ความไม่แน่นอนสูง และแม้โรงกลั่นทั้ง 5 แห่งของไทยจะมีกำลังผลิตสูงสุดรวม 175 ล้านลิตรต่อวัน แต่ก็สามารถขยายกำลังผลิตเพิ่มได้อีกไม่เกิน ร้อยละ 10 เท่านั้น ข้อมูลนี้บอกชัดว่าระบบยังมีศักยภาพรองรับ แต่ก็ไม่ได้ไร้ขีดจำกัด

จุดนี้จึงเป็นทั้งสัญญาณบวกและสัญญาณเตือนในเวลาเดียวกัน ด้านหนึ่งรัฐยืนยันว่ากำลังเร่งแก้สถานการณ์อย่างจริงจัง อีกด้านหนึ่งประชาชนยังถูกขอความร่วมมือไม่ให้ตื่นตระหนกและช่วยกันประหยัดพลังงาน เพื่อไม่ให้ภาระในระบบสูงเกินความจำเป็นในช่วงที่ตลาดโลกยังผันผวน

แดชบอร์ดข้อมูลน้ำมันคือเครื่องมือใหม่ในการสู้กับความตื่นตระหนก

ในวิกฤตลักษณะนี้ สิ่งที่ทำให้สถานการณ์บานปลายได้รวดเร็วมักไม่ใช่ข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว แต่คือความไม่แน่ใจว่าข้อเท็จจริงคืออะไร ภาครัฐจึงเตรียมเปิดใช้งาน ระบบแดชบอร์ดข้อมูลน้ำมัน ภายในเย็นวันที่ 24 มีนาคม หรืออย่างช้าที่สุดในวันถัดไป เพื่อแสดงข้อมูลปริมาณน้ำมันตลอดห่วงโซ่อุปทานจากผู้ค้าตามมาตรา 7 ทุกราย

ความสำคัญของแดชบอร์ดนี้อยู่ที่คำว่า โปร่งใส เพราะเมื่อข้อมูลถูกเปิดให้ตรวจสอบได้มากขึ้น ข่าวลือหรือข้อกล่าวหาว่ามีการซ่อนสต็อก กักตุน หรือกระจายน้ำมันไม่เป็นธรรม ก็จะสามารถถูกพิสูจน์ได้ด้วยข้อมูลจริงมากกว่าการคาดเดา นอกจากนี้ยังจะใช้เป็นฐานข้อมูลในการแจ้งเบาะแสได้ด้วย ซึ่งทำให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังมากขึ้น

หากระบบนี้ทำงานได้ตามเป้าหมาย ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การบริหารพลังงานช่วงวิกฤตไม่ขึ้นกับคำชี้แจงฝ่ายเดียวจากรัฐ แต่มีข้อมูลรองรับที่ตรวจสอบได้ และนั่นคือหัวใจของการฟื้นความเชื่อมั่นในช่วงเวลาที่สังคมต้องการข้อเท็จจริงมากกว่าคำปลอบใจ

เชียงรายในฐานะภาพสะท้อนของโจทย์ระดับประเทศ

แม้ข่าวนี้จะมีจุดเริ่มจากนโยบายพลังงานของส่วนกลาง แต่เชียงรายกำลังสะท้อนโจทย์ใหญ่ของประเทศได้อย่างชัดเจนที่สุดจังหวัดหนึ่ง เพราะที่นี่มีครบทั้งเรื่องชายแดน การค้าข้ามแดน ความกังวลของประชาชน การบังคับใช้กฎหมาย และการสื่อสารข้อเท็จจริงเพื่อหยุดข่าวลือ

เมื่อสำนักงานพลังงานเชียงรายย้ำว่า จังหวัดไม่มีการส่งออกน้ำมันไปเมียนมา และได้ลดโควตาการส่งออกไปลาวตามนโยบาย พร้อมเดินหน้าตรวจเข้มการจำหน่ายน้ำมันในพื้นที่ชายแดน ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการบริหารจังหวัดหนึ่งจังหวัด แต่เป็นตัวอย่างของวิธีที่รัฐต้องลงถึงระดับพื้นที่เพื่อประคองสถานการณ์ทั้งประเทศ

ในภาวะที่ตลาดโลกยังผันผวน และประชาชนต้องการข้อมูลที่เชื่อถือได้มากกว่าคำยืนยันกว้าง ๆ การทำงานของจังหวัดเชียงรายจึงมีความหมายในฐานะด่านหน้าของการสร้างความเชื่อมั่น เพราะถ้าพื้นที่ชายแดนที่อ่อนไหวที่สุดยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ความมั่นใจของพื้นที่อื่นย่อมมีโอกาสฟื้นตัวตามไปด้วย

บทสรุปของข่าวที่ยังไม่จบ แต่เริ่มเห็นทิศทางคลี่คลาย

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 24 มีนาคม 2569 บอกชัดว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงบริหารวิกฤตพลังงานเชิงรุกมากขึ้น จากเดิมที่เน้นการตรึงราคาเป็นหลัก มาสู่การจัดการทั้งระบบตั้งแต่กำลังกลั่น การกระจายเชื้อเพลิง การควบคุมพฤติกรรมตลาด การเปิดข้อมูล และการลงพื้นที่ตรวจสอบระดับจังหวัด

จุดสำคัญที่สุดของข่าวนี้อยู่ที่การคลี่คลายความกังวล 2 เรื่องพร้อมกัน เรื่องแรก คือการยืนยันว่าไทยส่งออกน้ำมันอย่างจำกัด เฉพาะลาวและเมียนมา ภายใต้เหตุผลด้านความมั่นคงพลังงานของประเทศ ไม่ได้มีการส่งออกไปยังประเทศที่สาม เรื่องที่สอง คือการทำให้ประชาชนในพื้นที่อย่างเชียงรายเห็นว่าหน่วยงานรัฐกำลังลงมือจริง ทั้งตรวจปั๊ม ป้องกันการกักตุน คุมราคา และติดตามรายงานสถานการณ์ทุกวัน

แม้ว่าวิกฤตตะวันออกกลางยังไม่มีข้อยุติ และระบบพลังงานโลกยังอยู่ในภาวะเปราะบาง แต่สัญญาณจากมาตรการล่าสุดของรัฐอย่างน้อยก็สะท้อนว่า การแก้ปัญหาเริ่มขยับจากโต๊ะแถลงข่าวไปสู่การจัดการเชิงพื้นที่มากขึ้นแล้ว และนั่นอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดว่า ประเทศจะผ่านช่วงเวลาที่ไม่ปกตินี้ไปได้ด้วยความสงบ หรือจะปล่อยให้ความไม่มั่นใจกลายเป็นวิกฤตซ้ำเติมตัวเอง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. วันที่ 24 มีนาคม 2569 ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบ
  • นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ภายหลังการประชุม ศบก. วันที่ 24 มีนาคม 2569 ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบ
  • สำนักงานพลังงานเชียงราย
  • พาณิชย์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

เปิดภาพอาคารศูนย์มะเร็ง ม.พะเยา งบ 897 ล้านบาท ยกระดับฐานสุขภาพล้านนาตะวันออกมุ่งสู่โรงเรียนแพทย์ชั้นนำ

ศูนย์มะเร็งมหาวิทยาลัยพะเยา บนความหวังใหม่ของภาคเหนือตอนบน เมื่อการลงทุนทางการแพทย์ไม่ใช่แค่อาคารก้อนใหญ่ แต่คือการย่นระยะความเจ็บป่วยให้ใกล้การรักษามากขึ้น

พะเยา,22 มีนาคม 2569 – เมื่อโรคมะเร็งไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่เป็นแรงกดดันให้ระบบสาธารณสุขต้องขยับครั้งใหญ่ ผู้ใช้โซเชียล A&A เผยภาพอาคารศูนย์มะเร็งและรังสีรักษาโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยา  ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โรคมะเร็งไม่ได้เป็นเพียงคำทางการแพทย์ที่อยู่ในรายงานราชการ หากเป็นความจริงที่กัดกินชีวิตของผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง แผนการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติระบุชัดว่า มะเร็งเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย อีกทั้งสถานการณ์ยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกปี สวนทางกับภาระต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมที่สูงขึ้นตามมา. สำหรับภาคเหนือตอนบน ภาระดังกล่าวยิ่งหนักขึ้นเพราะผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยไม่ได้เผชิญเฉพาะโรค แต่ยังต้องเผชิญกับระยะทาง คิวรอ และต้นทุนการเดินทางเพื่อเข้าถึงบริการเฉพาะทางด้วย

ในบริบทเช่นนี้ โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์มะเร็งและรังสีรักษา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยา จึงมีความหมายไกลกว่าโครงการก่อสร้างทั่วไป เพราะมันกำลังถูกวางให้เป็นกลไกใหม่ในการลดช่องว่างระหว่างผู้ป่วยกับเทคโนโลยีรักษาขั้นสูง ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม โครงการนี้มีมูลค่าก่อสร้าง 897 ล้านบาท ใช้เวลาดำเนินงาน 990 วัน และออกแบบเพื่อรองรับบทบาทของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยาในฐานะศูนย์บริการรักษามะเร็งและรังสีรักษาของภูมิภาค ซึ่งเดิมผู้ป่วยจำนวนหนึ่งจำเป็นต้องเดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่หรือลำปางเพื่อรับบริการเฉพาะทาง

นี่ไม่ใช่การสร้างอาคารเพิ่ม แต่คือการสร้างจุดเปลี่ยนของการรักษาในภูมิภาค

หากมองเพียงผิวหน้า ศูนย์มะเร็งและรังสีรักษาอาจดูเป็นแค่อาคารใหม่ในพื้นที่โรงพยาบาล แต่เมื่อพิจารณาในเชิงยุทธศาสตร์ โครงการนี้คือความพยายามสร้างจุดเปลี่ยนของระบบบริการสุขภาพในภาคเหนือตอนบน เพราะบริการมะเร็ง โดยเฉพาะรังสีรักษา เป็นบริการที่ต้องอาศัยทั้งแพทย์เฉพาะทาง เครื่องมือราคาแพง มาตรฐานความปลอดภัยสูง และการบริหารจัดการที่แม่นยำทุกขั้นตอน การมีหรือไม่มีศูนย์ลักษณะนี้ในพื้นที่จึงสะท้อนความต่างระหว่าง “เข้าถึงการรักษาได้ทันเวลา” กับ “ต้องรอ ต้องเดินทาง และต้องแบกรับภาระหลายชั้น”

ข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมชี้ชัดว่า เป้าหมายของศูนย์นี้ไม่ใช่แค่รองรับการรักษา แต่ยังเป็นฐานของการสร้างระบบนิเวศทางการแพทย์สมัยใหม่ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การติดตั้งเทคโนโลยีรังสีรักษา การพัฒนาบุคลากร และการทำงานเชื่อมกับพันธกิจของคณะแพทยศาสตร์และมหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ อาคารนี้ถูกคิดขึ้นเพื่อเป็นโครงสร้างรองรับอนาคต ไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

มหาวิทยาลัยพะเยากับบทบาทใหม่ จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสู่การเป็นฐานสุขภาพของล้านนาตะวันออก

ความน่าสนใจของเรื่องนี้อยู่ที่การเคลื่อนไหวของมหาวิทยาลัยพะเยาเอง ซึ่งไม่ได้มองโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยาเป็นเพียงหน่วยบริการสนับสนุนการเรียนการสอน แต่กำลังกำหนดบทบาทให้ก้าวขึ้นเป็นแกนกลางด้านสุขภาพของภูมิภาค ข่าวการทบทวนแผนยุทธศาสตร์คณะแพทยศาสตร์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ระบุว่า คณะได้กำหนดทิศทางปี 2568 ถึง 2572 โดยมุ่งผลิตแพทย์ที่มีภูมิปัญญาและจิตอาสา พร้อมตั้งวิสัยทัศน์ให้เป็น “โรงเรียนแพทย์ชั้นนำของล้านนาตะวันออก”.

ในเวลาเดียวกัน รายงานประจำปี 2567 ของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยาก็ชี้ว่า โรงพยาบาลดำเนินงานบน 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ การให้บริการสุขภาพ การศึกษา และวิจัยและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับคณะแพทยศาสตร์. เมื่อนำสองส่วนนี้มาวางร่วมกัน จะเห็นว่าโครงการศูนย์มะเร็งไม่ได้เกิดขึ้นโดด ๆ แต่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยกำลังปรับบทบาทตัวเองอย่างเป็นระบบ การลงทุนครั้งนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือรักษาคนและเครื่องมือยกระดับสถานะของสถาบันในเวลาเดียวกัน

โครงสร้างกายภาพที่ต้องรองรับความเสี่ยงสูง อาคารรักษามะเร็งไม่ใช่ตึกทั่วไป เพราะทุกผนัง ทุกระบบ และทุกระยะต้องออกแบบเพื่อความปลอดภัย

หนึ่งในประเด็นที่มักถูกมองข้ามเมื่อมีข่าวก่อสร้างศูนย์รังสีรักษา คือความจริงที่ว่าอาคารลักษณะนี้ไม่สามารถออกแบบเหมือนอาคารสาธารณสุขทั่วไปได้ ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม ตัวอาคารต้องรองรับภาระงานรังสีอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะส่วนที่เป็นห้องฉายรังสีซึ่งต้องมีโครงสร้างผนังคอนกรีตหนาพิเศษเพื่อป้องกันการรั่วไหลของรังสี งานจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่สถาปัตยกรรมภายนอก แต่ต้องครอบคลุมระบบไฟฟ้าเสถียรสูง ระบบสำรองไฟ ระบบปรับอากาศควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ระบบก๊าซทางการแพทย์ ระบบลิฟต์รองรับเตียงผู้ป่วย และการจัดผังพื้นที่ที่สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง

สิ่งนี้มีความหมายมาก เพราะอาคารรักษามะเร็งไม่ใช่เพียงสถานที่ติดตั้งเครื่องแพทย์ แต่คือ “ระบบป้องกันความเสี่ยง” ขนาดใหญ่ที่ต้องทำงานร่วมกันทั้งโครงสร้าง วิศวกรรม และการควบคุมคุณภาพ หากส่วนใดส่วนหนึ่งไม่สมบูรณ์ ย่อมส่งผลต่อทั้งประสิทธิภาพการรักษาและความปลอดภัยของผู้ป่วยกับบุคลากร ดังนั้น การมองโครงการนี้ว่าเป็นแค่งบก่อสร้างก้อนใหญ่ จึงอาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายคุณค่าที่แท้จริงของมัน

เทคโนโลยีที่เป็นหัวใจของศูนย์ เมื่อเครื่องเร่งอนุภาคเชิงเส้นไม่ได้หมายถึงแค่อุปกรณ์แพทย์ แต่หมายถึงโอกาสรอดชีวิตที่แม่นยำกว่าเดิม

หัวใจสำคัญของศูนย์มะเร็งและรังสีรักษาอยู่ที่การรองรับเทคโนโลยีเครื่องเร่งอนุภาคเชิงเส้น หรือ LINAC ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักของการฉายรังสีสมัยใหม่ที่สามารถปล่อยรังสีพลังงานสูงอย่างแม่นยำไปยังตำแหน่งก้อนมะเร็ง พร้อมลดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อปกติรอบข้างเมื่อเทียบกับวิธีการที่ล้าหลังกว่า หากโครงการเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย ศูนย์นี้จะมีขีดความสามารถรองรับเทคนิคสำคัญอย่าง 3D-CRT, IMRT, VMAT หรือ Rapid Arc และ SBRT ซึ่งล้วนเป็นเทคนิคที่สะท้อนระดับความก้าวหน้าของศูนย์รักษามะเร็งสมัยใหม่

ในทางปฏิบัติ ความหมายของเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่ชื่อย่อภาษาอังกฤษ แต่คือผลต่อผู้ป่วยจริง เช่น การฉายรังสีให้ตรงจุดมากขึ้น ลดเวลานอนนิ่งบนเตียง ลดการบาดเจ็บต่ออวัยวะสำคัญข้างเคียง ลดจำนวนครั้งการรักษาในบางกรณี และช่วยให้แพทย์วางแผนรักษาได้ซับซ้อนขึ้นโดยปลอดภัยขึ้น นี่คือเหตุผลที่ศูนย์รังสีรักษาไม่ใช่เพียงการเพิ่มบริการใหม่ แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานการรักษาทั้งกระบวนการ

การวินิจฉัยและรักษาที่ต้องเดินคู่กัน ศูนย์มะเร็งจะมีความหมายไม่เต็มที่ หากมีแต่เครื่องรักษาแต่ไม่มีระบบวินิจฉัยที่ทันสมัยพอ

อีกแกนหนึ่งที่ควรถูกอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ คือศูนย์รักษามะเร็งจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อระบบวินิจฉัยทำงานทันและแม่นยำพอด้วย ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม อาคารนี้จึงไม่ได้ถูกวางให้รองรับเฉพาะส่วนฉายรังสี แต่ยังเชื่อมกับงานเวชศาสตร์นิวเคลียร์ การใช้สารเภสัชรังสี และการตรวจวินิจฉัยเชิงลึกอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้การรักษาไม่ใช่การยิงรังสีแบบกว้าง ๆ แต่เป็นการรักษาที่มีข้อมูลประกอบรอบด้านมากขึ้น

ในอนาคต หากศูนย์สามารถขยับไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงกว่านี้ เช่น การติดตามภาพแบบเรียลไทม์ระหว่างฉายรังสี หรือการบูรณาการข้อมูลภาพวินิจฉัยกับแผนการรักษาอย่างละเอียด ก็จะยิ่งยกระดับศักยภาพของโรงพยาบาลในฐานะศูนย์เฉพาะทางระดับสูง แต่นั่นย่อมมาพร้อมภาระงบประมาณ การบำรุงรักษา และความต้องการบุคลากรที่เข้มข้นขึ้นตามไปด้วย

ผู้ป่วยคือคนที่อยู่กลางเรื่อง จุดหมายแท้จริงของโครงการคือการทำให้คนป่วยไม่ต้องสู้กับทั้งโรคและระยะทางพร้อมกัน

แม้บทสนทนาเรื่องเทคโนโลยีจะสำคัญ แต่หากตัดผู้ป่วยออกจากภาพ เรื่องทั้งหมดก็จะกลายเป็นเพียงข่าวโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่เย็นชา ความจริงคือผู้ป่วยมะเร็งจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในพะเยา น่าน และจังหวัดใกล้เคียง ต้องเผชิญภาระมากกว่าการรักษา เพราะการเดินทางไปรับบริการที่ศูนย์ใหญ่ในจังหวัดอื่นหมายถึงค่าใช้จ่าย เวลา การหยุดงาน ความเหนื่อยล้าของญาติ และบางครั้งรวมถึงการชะลอการรักษา

รายงานข่าวจาก Hfocus เมื่อปี 2566 สะท้อนปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมาว่า การเข้าถึงบริการฉายรังสีที่ไกลตัวส่งผลให้ผู้ป่วยบางส่วนไม่สามารถเข้าสู่การรักษาได้ครบถ้วน โดยมีการชี้ถึงภาระการเดินทางของผู้ป่วยเชียงรายและพะเยาที่เดิมต้องพึ่งศูนย์ในจังหวัดอื่น และมีผู้ป่วยราวหนึ่งในสี่ได้รับผลกระทบจากภาระดังกล่าว. แม้รายละเอียดเชิงลึกของศูนย์ใหม่ยังต้องรอดูเมื่อเปิดดำเนินงานจริง แต่เพียงการย่นระยะทางรักษาให้ใกล้บ้านขึ้นก็มีความหมายต่อชีวิตผู้ป่วยมหาศาลแล้ว

แผนขยายศักยภาพของโรงพยาบาล ศูนย์มะเร็งไม่ได้ยืนเดี่ยว แต่ถูกวางอยู่ในโรดแมปการเติบโตทั้งโรงพยาบาล

จากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยามีแผนขยายศักยภาพเชิงขั้นบันไดอย่างต่อเนื่อง ทั้งจำนวนเตียง การเพิ่มหอผู้ป่วย การพัฒนาแผนกผู้ป่วยนอก การรองรับห้องผ่าตัดใหม่ และการขยายศักยภาพ ICU ซึ่งสะท้อนว่าศูนย์มะเร็งไม่ได้ถูกคิดเป็นหน่วยบริการแยกเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ในการยกระดับโรงพยาบาลทั้งระบบ

ทิศทางนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของคณะแพทยศาสตร์ที่มุ่งสู่ความเป็นโรงเรียนแพทย์ชั้นนำของล้านนาตะวันออก และยังชี้ให้เห็นว่า โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยาไม่ต้องการเป็นเพียงสถานพยาบาลรองรับในระดับจังหวัด แต่กำลังก้าวไปสู่การเป็นศูนย์รับส่งต่อที่มีน้ำหนักมากขึ้นในเขตภาคเหนือตอนบน. จุดนี้มีผลโดยตรงต่อประชาชน เพราะหากโครงสร้างทั้งหมดเดินหน้าได้จริง ผู้ป่วยในภูมิภาคจะมีทางเลือกมากขึ้น และความแออัดของศูนย์ใหญ่ดั้งเดิมก็มีโอกาสถูกบรรเทาลงบางส่วน

บุคลากรคือโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้อาคาร มีเครื่องมือทันสมัยอย่างเดียวไม่พอ หากไม่มีคนที่พร้อมใช้และดูแลระบบอย่างต่อเนื่อง

ในข่าวก่อสร้างอาคารทางการแพทย์ หลายครั้งสังคมมักสนใจวงเงินและเทคโนโลยี แต่ละเลยโจทย์สำคัญไม่แพ้กันคือบุคลากร ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม ศูนย์มะเร็งและรังสีรักษาจะต้องพึ่งพาทีมวิชาชีพเฉพาะทางจำนวนมาก ตั้งแต่แพทย์รังสีรักษาและมะเร็งวิทยา นักฟิสิกส์การแพทย์ นักรังสีการแพทย์ ไปจนถึงพยาบาลเฉพาะทางและบุคลากรสนับสนุนที่เข้าใจระบบงานรังสีรักษาโดยตรง

ปัญหาคือ วิชาชีพเหล่านี้ไม่ใช่กำลังคนที่หาได้ง่าย และการผลิตบุคลากรให้พร้อมใช้งานต้องใช้เวลานานกว่าการก่อสร้างอาคารเสียอีก นี่จึงเป็นจุดทดสอบสำคัญของโครงการว่า มหาวิทยาลัยพะเยาจะสามารถสร้างระบบดึงดูดและธำรงรักษาบุคลากรเฉพาะทางไว้ได้หรือไม่ เพราะหากมีอาคารและเครื่องมือครบ แต่ขาดคน ระบบก็จะไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ความท้าทายนี้ยิ่งชัดเมื่อดูจากการแข่งขันในตลาดแพทย์และวิชาชีพสุขภาพเฉพาะทางที่สูงขึ้นทั่วประเทศ

บทบาททางการศึกษาและวิจัย ศูนย์นี้อาจเป็นมากกว่าที่รักษา แต่เป็นแหล่งผลิตคนและองค์ความรู้ชุดใหม่ของภูมิภาค

ความได้เปรียบสำคัญของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย คือการที่บริการ การเรียนการสอน และการวิจัยสามารถเดินควบคู่กันได้ หากออกแบบอย่างเหมาะสม ศูนย์มะเร็งและรังสีรักษาของมหาวิทยาลัยพะเยาจึงมีศักยภาพที่จะเป็นทั้งสถานที่รักษาผู้ป่วยและสถานที่สร้างบุคลากรรุ่นใหม่ไปพร้อมกัน ตามรายงานประจำปีของโรงพยาบาล ภารกิจของโรงพยาบาลไม่ได้จำกัดเฉพาะบริการสุขภาพ แต่เชื่อมกับการศึกษาและวิจัยอย่างชัดเจน.

จุดนี้สำคัญต่อระยะยาวอย่างมาก เพราะหากศูนย์สามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่ฝึกปฏิบัติของนิสิตแพทย์ พยาบาล นักเทคนิค และบุคลากรสุขภาพแขนงต่าง ๆ ได้ ก็จะช่วยสร้างบุคลากรที่มีประสบการณ์ตรงในพื้นที่จริง ไม่ต้องเริ่มต้นทุกอย่างจากการดึงคนจากภายนอกเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังเปิดทางให้เกิดงานวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งในบริบทประชากรภาคเหนือ ซึ่งอาจนำไปสู่การคัดกรอง การวินิจฉัย และการรักษาที่แม่นยำกับพื้นที่มากขึ้น

โครงสร้างสนับสนุนรอบข้างก็สำคัญ การรักษามะเร็งไม่ได้จบที่เครื่องฉายรังสี แต่ต้องมี ICU ห้องผ่าตัด ธนาคารเลือด และสภาพแวดล้อมที่เยียวยาได้

ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม การพัฒนาศูนย์มะเร็งครั้งนี้ยังเชื่อมกับการเสริมโครงสร้างสนับสนุนอื่น ๆ เช่น ธนาคารเลือด ห้องผ่าตัด ห้องผู้ป่วยวิกฤต ระบบความปลอดภัย รวมถึงการออกแบบภูมิทัศน์ในพื้นที่โรงพยาบาลเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมแบบ Healing Environment จุดนี้อาจดูเป็นเรื่องรองในสายตาผู้ที่มองเฉพาะผลลัพธ์เชิงเทคนิค แต่ในความเป็นจริง มันคือองค์ประกอบที่ทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบมากขึ้น

สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง การรักษาไม่ได้หมายถึงการฉายรังสีหรือผ่าตัดเพียงช่วงใดช่วงหนึ่ง แต่คือกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องใช้ทั้งการประคับประคอง การเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน การดูแลหลังการรักษา และการสนับสนุนทางร่างกายกับจิตใจ หากโรงพยาบาลสามารถพัฒนาระบบสนับสนุนเหล่านี้ควบคู่ไปกับศูนย์มะเร็งได้จริง คุณภาพของบริการก็ย่อมต่างจากการมีเครื่องมือหลักเพียงอย่างเดียวอย่างมีนัยสำคัญ

มิติทางเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์มะเร็งหนึ่งแห่งอาจช่วยมากกว่างานรักษา เพราะเกี่ยวข้องกับต้นทุนครอบครัวและเศรษฐกิจภูมิภาค

เมื่อโรคมะเร็งเกิดขึ้นในครอบครัว ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ค่ายา ค่ารักษา หรือค่าตรวจ แต่ขยายไปถึงค่าเดินทาง ค่าเช่าที่พัก ค่าอาหาร การลางาน และการสูญเสียรายได้ของทั้งผู้ป่วยและญาติ ดังนั้น การกระจายศูนย์รักษาเฉพาะทางออกจากเมืองศูนย์กลางเดิมจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มความสะดวก แต่เป็นการลดต้นทุนทางสังคมในภาพใหญ่ด้วย หากผู้ป่วยจากพะเยา น่าน หรือพื้นที่ใกล้เคียงสามารถเข้ารับบริการที่พะเยาได้เร็วขึ้นและใกล้ขึ้น ผลกระทบเชิงบวกย่อมขยายออกไปถึงครัวเรือนและเศรษฐกิจท้องถิ่นในเวลาเดียวกัน

ในอีกด้านหนึ่ง ศูนย์ลักษณะนี้ยังมีศักยภาพต่อการยกระดับภาพลักษณ์ด้านสุขภาพของพื้นที่ และอาจเชื่อมโยงกับแนวคิด Medical Hub ในอนาคตได้ หากโรงพยาบาลสามารถรักษามาตรฐานได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ต้องมองอย่างระมัดระวัง เพราะเป้าหมายเร่งด่วนที่สุดยังควรเป็นการทำให้ประชาชนในพื้นที่เข้าถึงบริการได้ก่อน ไม่ใช่รีบผลักภาพเชิงเศรษฐกิจโดยละเลยความพร้อมของระบบภายใน

ความท้าทายที่ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา ศูนย์ความเป็นเลิศจะไม่เกิดขึ้นเอง หากงบ คน มาตรฐาน และการบริหารถูกปล่อยให้เดินคนละจังหวะ

แม้ภาพรวมของโครงการจะสะท้อนความหวัง แต่ก็มีโจทย์ใหญ่หลายข้อที่ไม่ควรถูกมองข้าม ข้อแรกคือความต่อเนื่องของงบประมาณและการบริหารโครงการ เพราะงานก่อสร้างเฉพาะทางระดับนี้มีความซับซ้อนสูงและมีความเสี่ยงด้านต้นทุนกับเวลา ข้อสองคือการรักษามาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานอาคาร ระบบรังสี หรือมาตรฐานบริการผู้ป่วย ข้อสามคือการสรรหาและรักษาบุคลากร ซึ่งเป็นโจทย์ระดับชาติที่แข่งขันสูงขึ้นทุกปี และข้อสี่คือการทำให้เทคโนโลยีที่ลงทุนจำนวนมากไม่กลายเป็นเพียงเครื่องมือที่มีแต่ยังใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพ

ทั้งหมดนี้หมายความว่า ความสำเร็จของโครงการจะวัดไม่ได้จากการสร้างอาคารเสร็จเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากวันที่ศูนย์เปิดให้บริการจริงและสามารถรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีคุณภาพ ปลอดภัย เข้าถึงได้ และไม่เพิ่มภาระระบบมากเกินจำเป็น หากทำได้ โครงการนี้จะเป็นต้นแบบของการยกระดับบริการเฉพาะทางในภูมิภาค แต่ถ้าทำไม่ได้ มันก็อาจเหลือเพียงตัวอย่างของการลงทุนขนาดใหญ่ที่ไปไม่สุด

ความหวังของโครงการไม่ได้อยู่ที่คำว่า “ทันสมัย” แต่อยู่ที่การทำให้คนป่วยได้รับการรักษาใกล้บ้านและเร็วขึ้นจริง

เมื่ออ่านเรื่องนี้จนถึงจุดสุดท้าย จะเห็นว่าแกนหลักของศูนย์มะเร็งมหาวิทยาลัยพะเยาไม่ใช่เรื่องความล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว หากเป็นเรื่องของการย่นระยะห่างระหว่างผู้ป่วยกับระบบรักษา ในอดีต ความเหลื่อมล้ำของระบบสาธารณสุขมักแสดงตัวผ่านระยะทาง ใครอยู่ใกล้ศูนย์ใหญ่ย่อมมีโอกาสมากกว่า ใครอยู่ไกลย่อมเสียเปรียบตั้งแต่ยังไม่เริ่มรักษา โครงการนี้จึงมีความหมายตรงที่กำลังพยายามเปลี่ยนสมการนั้นในระดับภูมิภาค

ในทางความรู้สึก ศูนย์มะเร็งแห่งนี้จึงไม่ควรถูกมองเพียงเป็นตึกคอนกรีต เครื่อง LINAC หรือรายการงบประมาณ แต่ควรถูกมองในฐานะ “ความหวังใหม่” ที่จะทำให้ครอบครัวหนึ่งไม่ต้องวิ่งข้ามจังหวัดบ่อยเท่าเดิม ทำให้ผู้ป่วยบางรายเริ่มรักษาได้เร็วขึ้น และทำให้บุคลากรแพทย์ในภูมิภาคมีฐานทำงานที่ซับซ้อนและก้าวหน้าขึ้นกว่าเดิม หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง โครงการนี้ก็จะมีคุณค่ามากกว่าตัวเลขในแผนงานทุกหน้า

อาคารศูนย์มะเร็งมหาวิทยาลัยพะเยากำลังทดสอบว่าไทยจะสร้างความเท่าเทียมทางสุขภาพผ่านโครงสร้างพื้นฐานใหม่ได้จริงเพียงใด

ท้ายที่สุด เรื่องของอาคารศูนย์มะเร็งและรังสีรักษา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยา คือภาพสะท้อนของโจทย์ใหญ่ในระบบสุขภาพไทยว่า เราจะทำอย่างไรให้บริการเฉพาะทางขั้นสูงไม่กระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่เมือง และทำอย่างไรให้คนในภูมิภาคเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพโดยไม่ต้องแลกด้วยระยะทาง เวลา และค่าใช้จ่ายที่มากเกินรับไหว โครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยพะเยา แต่เป็นบททดสอบเชิงระบบของการกระจายความสามารถทางการแพทย์ไปสู่ภูมิภาคอย่างแท้จริง

หากการก่อสร้างเดินหน้าตามแผน หากเทคโนโลยีถูกติดตั้งอย่างครบถ้วน หากบุคลากรถูกเตรียมพร้อมทันเวลา และหากมาตรฐานการรักษาถูกยึดถืออย่างต่อเนื่อง ศูนย์แห่งนี้ย่อมมีศักยภาพจะเปลี่ยนภูมิทัศน์การรักษามะเร็งของภาคเหนือตอนบนได้จริง แต่ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งสะดุด ความหวังนั้นก็อาจล่าช้าออกไปอีกหลายปี ด้วยเหตุนี้ ข่าวของศูนย์มะเร็งมหาวิทยาลัยพะเยาจึงไม่ควรถูกอ่านเพียงเป็นข่าวโครงการก่อสร้าง หากควรถูกมองว่าเป็นอีกบทหนึ่งของการต่อสู้กับโรคมะเร็งที่กำลังเดิมพันด้วยคุณภาพชีวิตของผู้คนจำนวนมากในภูมิภาคนี้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลสถานการณ์โรคมะเร็งในประเทศไทย
  • ข้อมูลทิศทางการพัฒนาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ปีงบประมาณ 2568 ถึง 2572 และวิสัยทัศน์ “เป็นโรงเรียนแพทย์ชั้นนำของล้านนาตะวันออก” อ้างอิงจากข่าวมหาวิทยาลัยพะเยา เรื่องการทบทวนแผนยุทธศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ วันที่เผยแพร่ 1 สิงหาคม
  • ข้อมูลรายละเอียดโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์มะเร็งและรังสีรักษา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยา วงเงิน 897 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 990 วัน ระบบงานวิศวกรรมเฉพาะทาง เทคโนโลยีรังสีรักษา แผนขยายเตียง แผนพัฒนาบุคลากร และบทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ ใช้จากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมเพื่อการเรียบเรียงข่าวครั้งนี้
  • เพจ A&A
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายติดอันดับ 4 ของประเทศ อปท. ผ่านรอบเอกสารรางวัลบริหารจัดการดี 12 แห่ง สะท้อนพลังท้องถิ่นที่กระจายตัวทั่วจังหวัด

เชียงรายติดอันดับ 4 ของประเทศ อปท. ผ่านรอบเอกสารรางวัลบริหารจัดการดี 12 แห่ง สะท้อนพลังท้องถิ่นที่ไม่ได้เด่นเพียงแห่งเดียว แต่กระจายตัวทั่วจังหวัด

เชียงราย, 19 มีนาคม 2569 — จากรายชื่อบนกระดาษ สู่ภาพสะท้อนศักยภาพท้องถิ่นเชียงรายทั้งจังหวัด ในห้วงเวลาที่การบริหารท้องถิ่นถูกจับตาหนักขึ้นทั้งเรื่องงบประมาณ ความโปร่งใส ประสิทธิภาพการให้บริการ และความสามารถในการรับมือปัญหาที่ซับซ้อนของประชาชน ข้อมูลล่าสุดจากประกาศรายชื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านรอบเอกสารการประเมินรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ 2569 ได้ทำให้ชื่อของจังหวัดเชียงรายขยับขึ้นมาอยู่ในแถวหน้าของประเทศอีกครั้ง เมื่อพบว่าเชียงรายมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผ่านรอบเอกสารรวม 12 แห่ง และจากการตรวจนับข้อมูลประกอบ จังหวัดนี้อยู่ในอันดับ 4 ของประเทศไทยในด้านจำนวนองค์กรที่ผ่านเข้ารอบ

นี่ไม่ใช่เพียงตัวเลขเชิงเกียรติยศที่สวยงามสำหรับการประชาสัมพันธ์จังหวัดเท่านั้น แต่เป็นสัญญาณหนึ่งที่สะท้อนว่า ท้องถิ่นในเชียงรายจำนวนไม่น้อยกำลังมีความพร้อมทั้งด้านระบบงาน เอกสาร หลักฐาน และการจัดการเชิงบริหารมากพอที่จะผ่านด่านกลั่นกรองในระดับประเทศได้พร้อมกันหลายแห่ง และเมื่อความสำเร็จไม่ได้กระจุกอยู่แค่พื้นที่เมืองหรือองค์กรขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง หากกระจายไปถึงอำเภอชายแดน อำเภอภูเขา และอำเภอขนาดกลางหลายจุด เรื่องนี้จึงควรถูกอ่านในฐานะภาพรวมของ “ระบบท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย” มากกว่าความสำเร็จเฉพาะรายองค์กร

รางวัลนี้ไม่ใช่รางวัลทั่วไป แต่เป็นเวทีวัดความพร้อมด้านการบริหารจัดการของท้องถิ่น

สาระสำคัญของประกาศชุดนี้อยู่ที่หลักเกณฑ์ของคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ ก.ก.ถ. ซึ่งกำหนดแนวทางการคัดเลือก อปท. ที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ 2569 เพื่อเป็นฐานในการจัดสรรเงินอุดหนุนรางวัลให้แก่ท้องถิ่นที่มีผลงานโดดเด่นในด้านการบริหารงาน เอกสารที่ผู้ใช้แนบมาแสดงให้เห็นชัดว่า การประเมินรอบนี้แบ่งออกเป็นหลายประเภท ทั้งประเภทดีเลิศ ประเภทโดดเด่น และประเภททั่วไป โดยแยกตามขนาดและลักษณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ

นั่นหมายความว่า การผ่านรอบเอกสารไม่ได้เกิดจากชื่อเสียงของพื้นที่หรือขนาดองค์กรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความพร้อมของข้อมูล หลักฐาน และกระบวนการบริหารที่สามารถนำเสนอให้กรรมการเห็นถึงศักยภาพขององค์กรได้จริง ในโลกของการบริหารราชการท้องถิ่น ด่านเอกสารจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันสะท้อนถึงวินัยขององค์กร ความสามารถในการจัดเก็บข้อมูล การทำงานอย่างเป็นระบบ และการสื่อสารผลลัพธ์ของงานออกมาให้จับต้องได้

เชียงรายไม่ได้มีเพียงหนึ่งชื่อที่เด่น แต่ผ่านหลายหมวดและหลายระดับพร้อมกัน

เมื่อไล่ดูรายชื่อจากเอกสารประกาศ จะพบว่าเชียงรายมีชื่อปรากฏในหลายหมวดอย่างชัดเจน หมวดแรกคือประเภทดีเลิศ 15 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งมี “เทศบาลตำบลเวียงเทิง” อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ผ่านเข้ารอบในกลุ่มนี้โดยตรง ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าจังหวัดเชียงรายมีองค์กรที่สามารถก้าวไปอยู่ในระดับบนของเวทีประเมินประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

ถัดมาคือประเภทโดดเด่น ซึ่งในกลุ่มเทศบาลตำบล 49 แห่ง มี “เทศบาลตำบลแม่อ้อ” อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ผ่านเข้ารอบอีกหนึ่งแห่ง ทำให้ภาพของเชียงรายชัดขึ้นว่าไม่ได้มีผลงานเฉพาะในกลุ่มเดียว แต่มีทั้งองค์กรที่ขยับไปสู่ระดับดีเลิศและองค์กรที่ยืนอยู่ในกลุ่มโดดเด่นด้วยพร้อมกัน

จากนั้นในประเภททั่วไป กลุ่มเทศบาลตำบล 113 แห่ง ยังปรากฏรายชื่อของเชียงรายอีกถึง 8 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลบ้านปล้อง เทศบาลตำบลพญาเม็งราย เทศบาลตำบลแม่ไร่ เทศบาลตำบลยางฮอม เทศบาลตำบลเวียงชัย เทศบาลตำบลเวียงพางคำ เทศบาลตำบลป่างิ้ว และเทศบาลตำบลสันทราย ขณะที่ในประเภททั่วไป กลุ่มองค์การบริหารส่วนตำบล 52 แห่ง ก็ยังมี อบต.ต้า และ อบต.ท่าก๊อ ของเชียงรายผ่านเข้ารอบอีกด้วย รวมทั้งหมดจึงเป็น 12 แห่งตามที่ตรวจนับได้จากบัญชีรายชื่อในเอกสารฉบับนี้

รายชื่อ 12 แห่งของเชียงราย บอกเรื่องมากกว่าจำนวน เพราะสะท้อนการกระจายตัวของศักยภาพ

หากมองเพียงตัวเลข 12 แห่ง อาจเห็นเป็นแค่สถิติหนึ่งในตาราง แต่เมื่อแยกดูรายชื่อจริง จะเห็นว่าองค์กรที่ผ่านรอบเอกสารไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในอำเภอเมืองหรือพื้นที่เศรษฐกิจหลักเท่านั้น อำเภอเทิงมีถึง 2 แห่ง คือเทศบาลตำบลเวียงเทิงและเทศบาลตำบลบ้านปล้อง อำเภอพานมีเทศบาลตำบลแม่อ้อ อำเภอพญาเม็งรายมีเทศบาลตำบลพญาเม็งราย อำเภอแม่จันมีเทศบาลตำบลแม่ไร่ อำเภอขุนตาลมีทั้งเทศบาลตำบลยางฮอมและ อบต.ต้า อำเภอเวียงชัยมีเทศบาลตำบลเวียงชัย อำเภอแม่สายมีเทศบาลตำบลเวียงพางคำ อำเภอเวียงป่าเป้ามีเทศบาลตำบลป่างิ้ว อำเภอเมืองเชียงรายมีเทศบาลตำบลสันทราย และอำเภอแม่สรวยมี อบต.ท่าก๊อ

คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.)

ประกาศรายชื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินรอบเอกสาร เพื่อรับเงินอุดหนุนรางวัลการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยจังหวัดเชียงรายโชว์ศักยภาพการบริหารงานภาครัฐที่โดดเด่น มีหน่วยงานผ่านเข้ารอบรวมทั้งสิ้น 12 แห่ง แบ่งตามประเภทรางวัลดังนี้:

ไฮไลต์สำคัญ:

  • ประเภทดีเลิศ: เทศบาลตำบลเวียงเทิง (อ.เทิง) สร้างชื่อติด 1 ใน 15 แห่งระดับประเทศ
  • ประเภทโดดเด่น: เทศบาลตำบลแม่อ้อ (อ.พาน) ผ่านเข้ารอบในกลุ่ม อปท. ขนาดใหญ่
  • ประเภททั่วไป: กวาดรางวัลรวม 10 แห่ง แบ่งเป็น เทศบาลตำบล 8 แห่ง (เช่น ทต.บ้านปล้อง, ทต.พญาเม็งราย, ทต.แม่ไร่, ทต.ยางฮอม, ทต.เวียงชัย, ทต.เวียงพางคำ, ทต.ป่างิ้ว และ ทต.สันทราย) และ องค์การบริหารส่วนตำบล 2 แห่ง (อบต.ต้า และ อบต.ท่าก๊อ)

ภาพเช่นนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันสะท้อนว่า “การบริหารจัดการที่ดี” ในจังหวัดเชียงรายไม่ได้เกิดขึ้นแบบโดดเดี่ยวหรือจำกัดอยู่ในองค์กรที่มีทรัพยากรมากที่สุดเท่านั้น หากมีการกระจายตัวของศักยภาพไปยังหลากหลายพื้นที่ ทั้งเขตการค้า เขตชุมชนเกษตร เขตภูเขา และพื้นที่ชายแดน นั่นทำให้ข่าวนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการได้อันดับ แต่คือเรื่องของการมีฐานท้องถิ่นที่แข็งแรงพอสมควรในหลายอำเภอพร้อมกัน

อันดับ 4 ของประเทศ มีความหมายในเชิงเปรียบเทียบมากกว่าที่เห็น

ตามข้อมูลตรวจนับประกอบที่ผู้ใช้จัดเตรียม 5 จังหวัดที่มีจำนวน อปท. ผ่านรอบเอกสารมากที่สุด ได้แก่ เชียงใหม่ 23 แห่ง ลำพูน 20 แห่ง อุดรธานี 14 แห่ง เชียงราย 12 แห่ง และศรีสะเกษ 11 แห่ง การที่เชียงรายขึ้นมาอยู่ในอันดับ 4 ของประเทศจึงไม่ใช่การติดอันดับแบบเฉียด ๆ หากอยู่ในกลุ่มนำอย่างชัดเจน และยังเป็นจังหวัดภาคเหนือที่เดินมาอยู่ในแถวหน้าเคียงข้างเชียงใหม่และลำพูน

มิติที่น่าสนใจคือ จังหวัดที่ติดอันดับสูงล้วนเป็นจังหวัดที่มีเครือข่ายท้องถิ่นค่อนข้างเข้มแข็งและมีการแข่งขันภายในพื้นที่สูงพอสมควร นั่นหมายความว่าเชียงรายไม่ได้ขึ้นมาอยู่ลำดับนี้เพราะโชคหรือเพราะจำนวนองค์กรเยอะเพียงอย่างเดียว แต่เพราะท้องถิ่นจำนวนหนึ่งในจังหวัดสามารถจัดการตนเองได้ดีพอจะยืนในเวทีเดียวกับจังหวัดใหญ่และจังหวัดที่มีประสบการณ์ด้านการบริหารท้องถิ่นเข้มข้นมาอย่างต่อเนื่อง

เทศบาลตำบลเวียงเทิงคือไฮไลต์สำคัญ เพราะขึ้นไปอยู่ในกลุ่มดีเลิศ

ในบรรดา 12 แห่งของเชียงราย ชื่อที่โดดเด่นที่สุดในเชิงสัญลักษณ์คือ “เทศบาลตำบลเวียงเทิง” เพราะเป็นองค์กรเดียวของจังหวัดที่ปรากฏอยู่ในประเภทดีเลิศ 15 แห่ง ซึ่งถือเป็นกลุ่มบนสุดของการผ่านรอบเอกสารจากทั่วประเทศ

แม้เอกสารประกาศรายชื่อจะยังไม่แจกแจงเหตุผลเชิงรายละเอียดว่าองค์กรใดเด่นด้านไหนเป็นพิเศษ แต่เพียงการได้อยู่ในบัญชีกลุ่มดีเลิศก็เพียงพอจะสะท้อนว่าเทศบาลตำบลเวียงเทิงสามารถยกระดับการบริหารจัดการของตนจนถูกจัดวางไว้ในระดับสูงสุดของรอบนี้ได้แล้ว สำหรับจังหวัดเชียงราย ชื่อนี้จึงเป็นทั้งความภาคภูมิใจของพื้นที่เทิง และเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าท้องถิ่นขนาดไม่ใหญ่มากก็สามารถขยับขึ้นไปอยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศได้ หากมีระบบงานที่ชัด มีเอกสารรองรับ และมีทิศทางบริหารที่สม่ำเสมอ

เทศบาลตำบลแม่อ้อคืออีกภาพแทนของท้องถิ่นเชียงรายที่ขยับขึ้นในหมวดโดดเด่น

อีกหนึ่งชื่อที่ควรได้รับการพูดถึงอย่างชัดเจนคือ “เทศบาลตำบลแม่อ้อ” อำเภอพาน ซึ่งผ่านรอบเอกสารในประเภทโดดเด่น กลุ่มเทศบาลตำบล 49 แห่งทั่วประเทศ จุดนี้มีความหมายเพราะแสดงว่าเชียงรายไม่ได้มีเพียงตัวแทนในยอดบนสุดเท่านั้น แต่ยังมีองค์กรที่กำลังขยับขึ้นมาอยู่ในพื้นที่กลางบนของการประเมินอีกด้วย

เมื่อมองในเชิงโครงสร้าง ข่าวนี้จึงควรอ่านว่า เชียงรายมีทั้งองค์กร “หัวแถว” และองค์กร “ฐานกว้าง” อยู่พร้อมกัน กล่าวคือมีทั้งท้องถิ่นที่สามารถขึ้นไปอยู่ในระดับดีเลิศ และมีท้องถิ่นอีกหลายแห่งที่ผ่านเกณฑ์ระดับโดดเด่นและทั่วไปอย่างต่อเนื่อง นี่ต่างหากที่ทำให้จังหวัดมีความแข็งแรงในภาพรวม เพราะถ้ามีเพียงองค์กรเด่นไม่กี่แห่ง แต่ฐานท้องถิ่นส่วนใหญ่ไม่ขยับตาม จังหวัดก็ยากจะยืนระยะในการแข่งขันเชิงคุณภาพได้ในระยะยาว

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนว่าท้องถิ่นเชียงรายกำลังมี “ฐานบริหาร” ที่น่าสนใจ

สิ่งที่น่าคิดต่อจากผลการผ่านรอบเอกสารครั้งนี้คือ ท้องถิ่นเชียงรายกำลังสร้างฐานการบริหารจัดการแบบใดอยู่เบื้องหลัง เพราะการที่มีองค์กรผ่านพร้อมกันถึง 12 แห่ง ไม่ได้เกิดจากความสามารถรายคนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยทั้งผู้นำท้องถิ่น ทีมงาน ข้าราชการท้องถิ่น ระบบเอกสาร กลไกสภาท้องถิ่น และบางครั้งรวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ด้วย

ในทางหนึ่ง ความสำเร็จนี้อาจสะท้อนว่าหลายท้องถิ่นในเชียงรายเริ่มให้ความสำคัญกับมาตรฐานการบริหารสมัยใหม่มากขึ้น ทั้งการวางแผน การบันทึกผลงาน การจัดเก็บข้อมูล และการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่เวทีประเมินระดับประเทศ แต่อีกทางหนึ่ง มันก็เป็นเครื่องเตือนด้วยว่า การผ่านรอบเอกสารเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่บทสรุป เพราะสิ่งที่ประชาชนสนใจจริงในท้ายที่สุดยังคงเป็นคุณภาพชีวิต การบริการสาธารณะ และผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน

รางวัลด้านการบริหารจัดการจะมีความหมายจริง ก็ต่อเมื่อเชื่อมกลับไปสู่ประชาชน

ในภาษาของราชการ คำว่า “การบริหารจัดการที่ดี” มักเชื่อมโยงกับความโปร่งใส ประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และระบบตรวจสอบได้ แต่ในสายตาของประชาชนทั่วไป คำนี้จะมีความหมายจริงก็ต่อเมื่อแปลงออกมาเป็นสิ่งที่เขาสัมผัสได้ เช่น ถนนที่ซ่อมจริง น้ำประปาที่ใช้ได้ บริการสาธารณะเข้าถึงชุมชน งบประมาณตอบโจทย์ปัญหาพื้นที่ และการบริหารที่รับฟังคนในพื้นที่จริง

ด้วยเหตุนี้ ความสำเร็จของ อปท. เชียงรายในรอบเอกสารครั้งนี้จึงเป็นเหมือนเครดิตทางความเชื่อมั่นที่สำคัญ แต่ขณะเดียวกันก็ยกระดับความคาดหวังของสังคมขึ้นไปด้วย เพราะเมื่อท้องถิ่นได้รับการยอมรับในระดับเอกสารและระบบงานแล้ว ประชาชนย่อมคาดหวังว่าผลลัพธ์ปลายทางจะต้องดีขึ้นตามไปด้วย หากทำได้ ข่าวนี้จะเป็นข่าวบวกที่มีพลังต่อเนื่อง แต่ถ้าทำไม่ได้ ความสำเร็จเชิงรางวัลก็อาจถูกมองว่าอยู่ห่างจากชีวิตจริงของคนในพื้นที่เกินไป

เชียงรายกำลังมีต้นทุนเชิงภาพลักษณ์ใหม่ในสนามท้องถิ่น

หลายปีที่ผ่านมา ชื่อของเชียงรายมักถูกพูดถึงผ่านข่าวชายแดน การท่องเที่ยว วัฒนธรรม กาแฟ หรือปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ผลการผ่านรอบเอกสารของ อปท. ครั้งนี้กำลังเพิ่มอีกมิติหนึ่งให้จังหวัด นั่นคือภาพของจังหวัดที่มีเครือข่ายท้องถิ่นเข้มแข็งพอสมควร และมีองค์กรจำนวนไม่น้อยที่พร้อมเดินเข้าสู่เวทีประเมินระดับประเทศ

ภาพลักษณ์เช่นนี้มีผลต่ออนาคตในหลายด้าน เพราะในยุคที่การพัฒนาไม่ได้ขับเคลื่อนจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว ท้องถิ่นที่มีความพร้อมย่อมมีโอกาสดึงงบประมาณ ความร่วมมือ โครงการ และความเชื่อมั่นจากภายนอกได้มากขึ้น และหากเชียงรายใช้จังหวะนี้ต่อยอดผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่าง อปท. ในจังหวัดเดียวกัน ก็อาจยกระดับมาตรฐานทั้งจังหวัดให้สูงขึ้นอีกได้ ไม่ใช่เพียงเฉพาะ 12 แห่งที่ผ่านรอบนี้เท่านั้น

จุดต่อไปไม่ใช่แค่การลุ้นผลรอบถัดไป แต่คือการทำให้ความสำเร็จกระจายถึงทุกพื้นที่

ข่าววันนี้อาจเริ่มจากการประกาศรายชื่อผู้ผ่านรอบเอกสาร แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ จังหวัดเชียงรายจะใช้ผลลัพธ์นี้อย่างไรต่อไป หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ จังหวัดอาจใช้ข้อมูลนี้เพื่อสร้างต้นแบบท้องถิ่นที่บริหารจัดการดีในแต่ละกลุ่มพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ชายแดน พื้นที่เกษตร พื้นที่เมือง หรือพื้นที่ภูเขา จากนั้นถอดบทเรียนส่งต่อให้องค์กรอื่นที่ยังไม่ผ่านรอบในปีนี้ได้เรียนรู้ร่วมกัน

เพราะในท้ายที่สุด เป้าหมายของการกระจายอำนาจและการยกระดับ อปท. ไม่ควรจบแค่การมีองค์กรเด่นจำนวนหนึ่ง แต่ควรไปให้ถึงจุดที่ “ทั้งจังหวัด” มีมาตรฐานการบริหารที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อประชาชนในทุกอำเภอสามารถรู้สึกได้ว่าท้องถิ่นของตนทำงานเป็นระบบ รับผิดชอบ และตอบโจทย์พื้นที่จริง ความหมายของรางวัลจึงจะสมบูรณ์ที่สุด

อันดับ 4 ของประเทศเป็นข่าวดี แต่คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่สิ่งที่เชียงรายจะทำต่อจากนี้

การที่จังหวัดเชียงรายมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผ่านรอบเอกสารการประเมินรางวัลการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ 2569 รวม 12 แห่ง และขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 4 ของประเทศ เป็นข่าวดีที่สะท้อนศักยภาพของท้องถิ่นเชียงรายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อรายชื่อเหล่านี้กระจายอยู่ในหลายอำเภอและหลายประเภทขององค์กร แสดงให้เห็นว่าความพร้อมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ศูนย์กลางเท่านั้น

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข่าวนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความคาดหวังรอบใหม่ด้วย เพราะเมื่อเชียงรายพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหลายท้องถิ่นในจังหวัดมีศักยภาพในการบริหารจัดการและการนำเสนอผลงานในเวทีระดับประเทศ คำถามต่อไปคือ ท้องถิ่นเหล่านี้จะเปลี่ยนความสำเร็จในเอกสารให้กลายเป็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตประชาชนได้มากเพียงใด หากทำได้จริง อันดับ 4 ของประเทศในวันนี้อาจเป็นเพียงก้าวแรกของเรื่องใหญ่กว่านั้น คือการทำให้เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีฐานท้องถิ่นแข็งแรงที่สุดของไทยอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลรายชื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านรอบเอกสารการประเมินรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ 2569
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายปรับโครงสร้างเมืองครั้งใหญ่ นำสายไฟลงดิน 7 เส้นทางหลัก สร้างมาตรฐานใหม่เมืองท่องเที่ยวปลอดภัยระดับโลก

เชียงรายเดินหน้าเคเบิลใต้ดิน 7 เส้นทางหลัก ปรับโฉมเมืองรับท่องเที่ยวคุณภาพ ดันภาพเมืองสู่ปลายทางสุขภาวะปี 2569

เชียงราย,11 มีนาคม 2569 – เช้าวันใหม่ของเมืองเชียงรายในห้วงต้นเดือนมีนาคมปีนี้ เริ่มมีภาพที่ต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด หลายจุดในเขตเมืองชั้นในซึ่งเคยมีเสาไฟฟ้าและสายสื่อสารพาดผ่านทัศนียภาพเหนือศีรษะ กำลังถูกทยอยรื้อถอนออกอย่างเป็นระบบ เชียงรายเริ่มขยับโครงสร้างพื้นฐานใจกลางเมืองครั้งใหญ่ ด้วยโครงการรื้อถอนเสาไฟฟ้าและสายสื่อสารเพื่อเดินหน้าระบบเคเบิลไฟฟ้าใต้ดินใน 7 เส้นทางสำคัญ ขณะเดียวกันทิศทางการท่องเที่ยวไทยปี 2569 กำลังหันไปเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ การพักผ่อนเชิงสุขภาพ และ Longevity Tourism ซึ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงความสวยงามของเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางฐานให้เชียงรายแข่งขันในสนามท่องเที่ยวโลกด้วยมาตรฐานเมืองที่น่าอยู่ ปลอดภัย และพร้อมรองรับการพำนักระยะยาวมากขึ้น

ภาพนี้อาจดูเป็นเพียงงานโยธาธรรมดาในสายตาของบางคน แต่หากมองให้ลึก มันคือจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างเมืองครั้งสำคัญที่อาจส่งผลต่อทั้งคุณภาพชีวิตของคนเชียงราย และอนาคตของจังหวัดในฐานะเมืองท่องเที่ยวคุณภาพของประเทศ เทศบาลนครเชียงรายร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เริ่มดำเนินการรื้อถอนสายสื่อสาร รื้อสายไฟฟ้า และตัดเสาไฟฟ้าออกในโครงการก่อสร้างระบบเคเบิลไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์เมืองให้สวยงาม เป็นระเบียบ เพิ่มความปลอดภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว

สิ่งที่ทำให้ความเคลื่อนไหวนี้น่าสนใจยิ่งขึ้น คือจังหวะเวลาที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขยับทิศทางการท่องเที่ยวของประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประกาศบนเวที ITB Berlin 2026 ว่า ไทยจะเดินหน้ากลยุทธ์การท่องเที่ยวแบบ Value over Volume เน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ รายได้คุณภาพ และประสบการณ์ที่มีความหมายมากกว่าการเร่งตัวเลขปริมาณเพียงอย่างเดียว พร้อมสื่อสารแนวคิด Healing is the New Luxury และต่อยอดสู่ Longevity Tourism หรือการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาวะและอายุยืนยาว โดยระบุเชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีศักยภาพรองรับแนวคิดนี้ร่วมกับเชียงใหม่ น่าน เกาะช้าง และพังงา

เมื่อวางสองภาพนี้ซ้อนทับกัน เมืองเชียงรายในวันนี้จึงไม่ได้กำลังเพียง “จัดระเบียบสายไฟ” แต่กำลังพยายามจัดระเบียบอนาคตของตัวเอง เมืองที่หวังจะดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ กลุ่มพักระยะยาว หรือผู้มาเยือนที่แสวงหาความสงบและการฟื้นฟูสุขภาวะ ไม่สามารถพึ่งเพียงชื่อเสียงด้านธรรมชาติ ศิลปะ และวัฒนธรรมเท่านั้น หากยังต้องมีสภาพแวดล้อมเมืองที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตจริง เมืองที่สวยในรูปถ่ายแต่เดินลำบาก เมืองที่มีเสน่ห์แต่ขาดความปลอดภัย หรือเมืองที่มีทรัพยากรพร้อมแต่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่ทันกับความคาดหวังของโลกยุคใหม่ เสียโอกาสในการเปลี่ยนต้นทุนเดิมให้กลายเป็นรายได้และความเชื่อมั่นในระยะยาว

เจ็ดเส้นทางหลักที่กำลังเปลี่ยนหน้าตาเมือง

ข้อมูลจากเทศบาลนครเชียงรายและการรายงานของสื่อท้องถิ่นระบุว่า โครงการก่อสร้างระบบเคเบิลไฟฟ้าใต้ดินครอบคลุม 7 เส้นทางสำคัญในเขตเมืองชั้นใน ได้แก่ ช่วงอาคารเทิดพระเกียรติ 90 ปี สมเด็จพระศรีนครรินทร์ฯ ถึงแยกศูนย์ปฏิบัติการจราจร ช่วงแยกศูนย์ปฏิบัติการจราจรถึงแยกวัดกลางเวียง ช่วงแยกวัดกลางเวียงถึงแยกศาล ช่วงแยกศาลถึงแยกประตูสรีหรือโบสถ์คริสต์ ช่วงแยกประตูสรีถึงถนนพหลโยธิน ช่วงถนนพหลโยธินถึงถนนเจ็ดยอด และช่วงถนนประสพสุขถึงร้านเชียงรายมิวสิค เส้นทางเหล่านี้ล้วนเป็นแกนสำคัญของเมืองที่เชื่อมย่านประวัติศาสตร์ ย่านเศรษฐกิจ และพื้นที่ราชการเข้าด้วยกัน จึงไม่ใช่การเลือกทำเฉพาะบางจุดแบบกระจัดกระจาย แต่เป็นการแตะหัวใจของภูมิทัศน์เมืองโดยตรง

หากพิจารณาในมิติการพัฒนาเมือง การเลือกดำเนินโครงการในเส้นทางเหล่านี้มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะย่านเมืองชั้นในของเชียงรายคือพื้นที่แรก ๆ ที่สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือน และเป็นพื้นที่ซึ่งคนท้องถิ่นใช้ชีวิตทุกวัน การนำสายไฟและสายสื่อสารลงใต้ดินจึงไม่เพียงทำให้ท้องฟ้าโล่งขึ้นหรืออาคารเด่นขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้การรับรู้ต่อเมืองเปลี่ยนไปโดยตรง เมืองจะดูเป็นระเบียบขึ้น อ่านโครงสร้างสถาปัตยกรรมได้ชัดขึ้น และเปิดโอกาสให้เสน่ห์เดิมของเชียงราย ทั้งอัตลักษณ์ล้านนา งานศิลป์ร่วมสมัย และบรรยากาศชุมชนเมือง ทำงานกับสายตาของผู้คนได้เต็มที่กว่าเดิม เมืองท่องเที่ยวหลายแห่งทั่วโลกต่างพิสูจน์มาแล้วว่า การจัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐานที่บดบังทัศนียภาพคือหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการยกระดับภาพเมือง และเชียงรายเองก็กำลังเดินเข้าสู่เส้นทางนั้นอย่างจริงจัง

ในอีกด้านหนึ่ง ความหมายของโครงการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาพลักษณ์ภายนอก เพราะประเด็นเรื่องความปลอดภัย ความเป็นระเบียบของสายสาธารณูปโภค และความสะดวกในการใช้พื้นที่สาธารณะ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง เมืองที่มีทางเท้าไม่รก ระบบไฟฟ้าเป็นระเบียบ และสามารถวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้สอดรับกับการใช้ชีวิตสมัยใหม่ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่พอ ๆ กับการสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว ความสำคัญของโครงการนี้จึงอยู่ตรงการทำให้ “เมืองของคนอยู่” กับ “เมืองของคนมาเยือน” กลายเป็นพื้นที่เดียวกันที่มีมาตรฐานสูงขึ้นพร้อมกัน ไม่ใช่เมืองที่พัฒนาเฉพาะจุดโชว์เพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น

จากสายลงดินสู่เมืองอัจฉริยะที่ใช้งานได้จริง

สิ่งที่น่าจับตาไม่แพ้การรื้อถอนเสาไฟฟ้าและสายสื่อสาร คือแผนขั้นต่อไปที่ถูกประกาศควบคู่กันมา ข้อมูลระบุว่า หลังจากจัดการระบบสายแล้ว เทศบาลนครเชียงรายจะเดินหน้าปรับปรุงฟุตบาทและถนน ติดตั้งเสาอัจฉริยะ ระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ ติดตั้งกล้องวงจรปิด และเชื่อมต่อข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการเมือง การดูแลความปลอดภัย และการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อมองอย่างเป็นระบบ แผนนี้สะท้อนว่าเชียงรายไม่ได้ต้องการเป็นเพียงเมืองสวย แต่ต้องการเป็นเมืองที่ “ใช้งานได้ดี” ด้วย เสาอัจฉริยะอาจดูเป็นคำใหม่สำหรับคนจำนวนมาก แต่ในความหมายเชิงปฏิบัติ มันเกี่ยวข้องกับแสงสว่างสาธารณะ การติดตั้งอุปกรณ์สื่อสาร การส่งข้อมูล การเฝ้าระวัง และความสามารถในการบริหารจัดการพื้นที่แบบเรียลไทม์ เช่นเดียวกับระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะและศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะที่สามารถช่วยให้เมืองตอบสนองต่อปัญหาการจราจร ความปลอดภัย หรือเหตุฉุกเฉินได้รวดเร็วขึ้น เมืองที่ต้องการยกระดับตัวเองสู่การเป็นปลายทางของนักท่องเที่ยวคุณภาพและนักเดินทางพักระยะยาว จำเป็นต้องมีทั้งบรรยากาศที่ดีและระบบหลังบ้านที่เชื่อถือได้ เพราะผู้มาเยือนยุคใหม่ไม่ได้มองเพียงความงามของเมือง แต่ดูความพร้อมในการใช้ชีวิตจริงด้วย

นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลักษณะนี้ยังมีนัยในเชิงเศรษฐกิจเมืองอย่างน่าสนใจ เมืองที่มีทางเท้าดี แสงสว่างดี ระบบสัญญาณมีประสิทธิภาพ และพื้นที่สาธารณะปลอดภัย ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการเดินมากขึ้น การใช้เวลาในย่านเมืองนานขึ้น การจับจ่ายของร้านค้าริมทาง หรือความน่าเชื่อถือของย่านธุรกิจ การพัฒนาเคเบิลใต้ดินจึงอาจไม่ใช่แค่การเอาเสาไฟออกจากสายตา แต่เป็นการคืนศักยภาพให้พื้นที่เมืองได้ทำงานในฐานะเศรษฐกิจเชิงประสบการณ์มากขึ้น เมืองที่มองเห็นชัด เดินได้ดี และรู้สึกปลอดภัย มีโอกาสสร้างมูลค่าจากการท่องเที่ยวและกิจกรรมเศรษฐกิจได้มากกว่าเมืองที่โครงสร้างพื้นฐานยังเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต

ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวปี 2569 กับแรงส่งที่ทำให้เชียงรายต้องขยับ

การเปลี่ยนแปลงในเชียงรายครั้งนี้มีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อเทียบกับภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ททท.เปิดเผยว่าในปี 2568 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามามากกว่า 32 ล้านคน สร้างรายได้รวมกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ขณะที่ตลาดระยะไกลหรือ Long-haul Market เติบโตเด่นเป็นพิเศษ โดยมีนักท่องเที่ยวมากกว่า 10 ล้านคนเป็นครั้งแรก สร้างรายได้รวม 684,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 45 ของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ส่วนตลาดเยอรมนีซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดระยะไกลหลัก มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทย 965,898 คนในปีเดียวกัน ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงความสำเร็จเชิงจำนวน แต่เป็นสัญญาณว่าไทยกำลังมีโอกาสดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่พักนาน ใช้จ่ายสูง และมองหาประสบการณ์ที่ลึกกว่าการเที่ยวแบบเร่งรีบ

เหตุผลนี้เองที่ทำให้ ททท.ประกาศจะเดินหน้ากลยุทธ์ Airlines Focus เพื่อเพิ่มเส้นทางบินและความถี่เที่ยวบิน สนับสนุนการเดินทางตลอดทั้งปี พร้อมผลักดันภาพลักษณ์ใหม่ผ่านแนวคิด Healing is the New Luxury และแคมเปญ Healing Journey Thailand ที่มุ่งสื่อสารประเทศไทยในฐานะจุดหมายแห่งการพักผ่อนและดูแลสุขภาพ ทิศทางดังกล่าวสะท้อนชัดว่า การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในอนาคตจะไม่ได้วัดกันแค่จำนวนคนเข้าเมืองอีกต่อไป แต่จะวัดกันที่คุณภาพของประสบการณ์และความสามารถของเมืองปลายทางในการทำให้ผู้เดินทางรู้สึกว่าการอยู่ที่นั่น “มีคุณค่า” มากพอจะใช้เวลาและใช้จ่ายมากขึ้น

เชียงรายจึงอยู่ในจังหวะสำคัญ เมืองนี้มีต้นทุนเดิมมากอยู่แล้ว ทั้งภูมิประเทศ วัฒนธรรม งานศิลปะ อาหาร และจังหวะชีวิตที่ไม่เร่งเกินไป แต่ต้นทุนเหล่านั้นจะเปลี่ยนเป็นพลังทางเศรษฐกิจได้เต็มที่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเมืองจะปรับตัวได้เร็วเพียงใด โครงการเคเบิลใต้ดินในเขตเมืองชั้นในจึงเป็นมากกว่างานสาธารณูปโภค แต่มันคือการตอบคำถามของยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวระดับประเทศในภาคปฏิบัติ ว่าเชียงรายพร้อมหรือยังที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมากกว่าการมาเที่ยวสองคืนสามวัน แต่ต้องการเมืองที่อยู่แล้วสงบ เดินแล้วสบาย และใช้ชีวิตแล้วรู้สึกมีคุณภาพจริง ๆ

Longevity Tourism ไม่ได้ขายแค่สุขภาพ แต่ขายคุณภาพของสภาพแวดล้อม

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของปี 2569 คือการที่ ททท.ขยายแนวคิดจาก Healing ไปสู่ Longevity Tourism หรือการท่องเที่ยวที่เชื่อมการพักผ่อนกับการดูแลสุขภาพและอายุยืนยาว โดยระบุเชียงรายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เหมาะกับกิจกรรมเช่นการอาบป่า การฝึกสติ โยคะ และสมาธิท่ามกลางธรรมชาติ แนวคิดนี้มีนัยมาก เพราะมันเปลี่ยนสถานะของเชียงรายจากเมืองท่องเที่ยวปลายทางฤดูหนาว ไปสู่เมืองที่สามารถขาย “คุณภาพชีวิต” เป็นสินค้าเชิงประสบการณ์ได้ หากบริหารจัดการเมืองได้สอดคล้องกับสิ่งที่กำลังสื่อสารออกไปสู่โลกภายนอก

อย่างไรก็ตาม การจะเป็นเมืองปลายทางเชิงสุขภาวะได้จริง ต้องมีเงื่อนไขมากกว่าธรรมชาติสวยหรืออากาศดี เมืองต้องมีฟุตบาทที่เดินได้ มีพื้นที่สาธารณะที่ไม่รก มีระบบสัญญาณและแสงสว่างที่ปลอดภัย มีทัศนียภาพที่ไม่ทำลายความรู้สึกสงบของผู้มาเยือน และมีโครงสร้างพื้นฐานที่สะท้อนมาตรฐานของเมืองที่พร้อมต้อนรับการพำนักระยะยาว โครงการเคเบิลใต้ดินของเชียงรายจึงสัมพันธ์กับ Longevity Tourism อย่างมีเหตุผล เพราะมันช่วยลดองค์ประกอบที่รบกวนสายตา เพิ่มความเรียบร้อย และเปิดพื้นที่ให้เสน่ห์ที่แท้จริงของเมืองได้แสดงตัวมากขึ้น เมืองที่หวังขายความสงบ จะปล่อยให้สายสื่อสารรกฟ้าหรือทางเท้าขาดคุณภาพไปพร้อมกันไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้คือรายละเอียดที่ผู้มาเยือนระดับคุณภาพใช้ตัดสินใจอย่างจริงจัง

ในมุมของการแข่งขันระหว่างเมืองท่องเที่ยว เชียงรายจึงไม่ได้แข่งขันกับจังหวัดใกล้เคียงเพียงอย่างเดียว แต่กำลังแข่งขันกับมาตรฐานประสบการณ์ของเมืองท่องเที่ยวทั่วโลก นักเดินทางคุณภาพจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่มองหาการพักยาวหรือการใช้ชีวิตชั่วคราวในเมืองหนึ่ง จะพิจารณาภาพรวมของเมืองทั้งหมด ไม่ใช่จุดเช็กอินเพียงจุดเดียว ดังนั้นการรื้อเสาไฟและนำสายลงดินอาจดูเป็นเรื่องเล็กหากมองเฉพาะช่างเทคนิค แต่เมื่อมองในสนามแข่งขันการท่องเที่ยวโลก มันคือการเก็บรายละเอียดที่สะท้อนความจริงจังของเมืองในการยกระดับตัวเองให้เหมาะกับตลาดใหม่ที่กำลังเติบโต

โอกาสใหม่ของเชียงราย พร้อมโจทย์ที่ยังต้องพิสูจน์

แม้โครงการนี้จะให้สัญญาณเชิงบวกอย่างชัดเจน แต่ก็ยังมีคำถามที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป โดยเฉพาะเรื่องความต่อเนื่องของการดำเนินงาน ผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนระหว่างก่อสร้าง รวมถึงประสิทธิภาพของระบบใหม่หลังแล้วเสร็จ เพราะประสบการณ์จากหลายเมืองชี้ว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะประสบความสำเร็จจริงก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สึกว่าความไม่สะดวกชั่วคราวนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในระยะยาว หากเมืองสื่อสารไม่ดีหรือบริหารจังหวะการเปลี่ยนผ่านไม่ดี โครงการที่ตั้งใจยกระดับเมืองก็อาจเผชิญแรงต้านจากความเดือดร้อนระยะสั้นได้เช่นกัน

อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือการทำให้ระบบอัจฉริยะที่ประกาศไว้เกิดผลจริง เสาอัจฉริยะ ระบบจราจรอัจฉริยะ กล้องวงจรปิด และศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ จะมีความหมายต่อเมื่อใช้งานได้จริง ดูแลรักษาได้จริง และตอบโจทย์ปัญหาของเมืองจริง ไม่ใช่เป็นเพียงคำศัพท์ทันสมัยในเอกสารประชาสัมพันธ์ เมืองที่ต้องการก้าวสู่การเป็น Smart & Beautiful City จึงต้องพิสูจน์ทั้งความงามภายนอกและประสิทธิภาพภายในไปพร้อมกัน นี่คือบททดสอบสำคัญของเชียงรายในปี 2569 เพราะเมื่อยกความคาดหวังของเมืองขึ้นแล้ว ผู้คนก็คาดหวังผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้นตามไปด้วย

บทสรุป

การเดินหน้าเคเบิลใต้ดิน 7 เส้นทางหลักในเขตเมืองชั้นในเชียงราย จึงไม่ใช่เพียงการทำให้เมืองดูสะอาดตา หากแต่เป็นการจัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเตรียมเมืองให้พร้อมกับบทบาทใหม่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เมื่อประเทศกำลังเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ การพักผ่อนเชิงสุขภาพ และประสบการณ์ที่มีความหมาย เมืองอย่างเชียงรายต้องปรับตัวให้เร็วพอและลึกพอ ไม่ใช่แค่สร้างภาพให้สวย แต่ต้องทำให้เมืองใช้ชีวิตได้ดีจริง ปลอดภัยจริง และน่าอยู่จริงด้วย

ในท้ายที่สุด โครงการนี้อาจถูกจดจำไม่ใช่เพราะจำนวนเสาไฟที่ถูกรื้อถอน หรือจำนวนสายสื่อสารที่ถูกนำลงใต้ดิน แต่เพราะมันอาจเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนที่ทำให้เชียงรายเริ่มขยับจากเมืองท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ตามธรรมชาติ ไปสู่เมืองที่มีมาตรฐานประสบการณ์สูงพอจะดึงดูดนักท่องเที่ยวโลกให้มาอยู่ได้นานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น และเชื่อมั่นมากขึ้น เมืองที่มองไปทางไหนก็สวยนั้นมีอยู่หลายแห่ง แต่เมืองที่สวยแล้วอยู่สบาย เดินสะดวก ปลอดภัย และสอดคล้องกับคุณค่าของการพักผ่อนอย่างแท้จริงต่างหาก ที่จะกลายเป็นผู้ชนะในยุคท่องเที่ยวคุณภาพที่กำลังมาถึง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ข้อมูลจากงาน ITB Berlin 2026 เรื่อง Value over Volume, Healing is the New Luxury, Airlines Focus และ Longevity Tourism
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ป้องกันดีกว่าแก้! มท.3 สั่งตรวจรอยเลื่อน 16 แนวและโครงสร้างพื้นฐานด่วน หลังแรงสั่นสะเทือนถี่ในเชียงราย

มท.3 สั่งเกาะติดแผ่นดินไหวไทย เร่งยกระดับเฝ้าระวังรอยเลื่อนมีพลังและเขื่อน สร้างความมั่นใจประชาชน

เชียงราย, 7 มีนาคม 2569 แรงสั่นสะเทือนขนาดเล็กที่เกิดขึ้นถี่ขึ้นในช่วงต้นปี แม้ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงพอทำลายโครงสร้างหลักของอาคาร แต่กลับ “เขย่า” ความรู้สึกของผู้คนได้ชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งมีแนวรอยเลื่อนมีพลังพาดผ่านหลายแนว รวมถึงจังหวัดเชียงรายที่เคยเผชิญบทเรียนแผ่นดินไหวครั้งสำคัญในรอบทศวรรษ

ท่ามกลางความกังวลของประชาชน รัฐบาลจึงขยับจากการรับรู้แบบรายเหตุการณ์ ไปสู่การยกระดับการติดตามเชิงระบบ โดยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่ห้องกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวและกำชับมาตรการเฝ้าระวังในจังหวัดเสี่ยง รวมถึงการตรวจสอบเขื่อนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทั่วประเทศ

สัญญาณจากต้นปี 2569 เมื่อแรงสั่นสะเทือน “ถี่” กว่าที่เคยชิน

ข้อมูลจากหน่วยงานด้านภัยพิบัติที่นำเสนอในที่ประชุมสะท้อนภาพรวมสำคัญว่า แผ่นดินไหวในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก โดยมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์มีขนาดต่ำกว่า 3.0 อย่างไรก็ดี ความถี่และลักษณะ “ตื้น” ของบางเหตุการณ์ ทำให้ประชาชนในพื้นที่รับรู้แรงสั่นสะเทือนได้จริง จนเกิดความตื่นตระหนกในบางช่วงเวลา

ในพื้นที่เชียงราย มีรายงานแผ่นดินไหวขนาดเล็กที่ประชาชนรับรู้ได้ เช่น เหตุการณ์ขนาด 3.3 ในอำเภอแม่สายช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และเหตุการณ์ขนาด 3.1 ในอำเภอพานช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสื่อกระแสหลักรายงานอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่า “ขนาด” ไม่ใช่คำตอบเดียวของความรู้สึกสั่นไหว หากแต่ “ความตื้น” และ “ระยะห่างจากจุดศูนย์กลาง” คือปัจจัยที่ทำให้ผู้คนรับรู้ได้ชัด

ภาพเหล่านี้ทำให้การสื่อสารสาธารณะต้องเดินคู่กับการเฝ้าระวังเชิงวิศวกรรมและธรณีวิทยา เพื่อให้ประชาชนแยกแยะได้ว่าเหตุการณ์ใดเป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง และเหตุการณ์ใดเป็นความสั่นสะเทือนตามธรรมชาติที่ยังอยู่ในระดับจัดการได้ด้วยมาตรการมาตรฐาน

ประชุมส่วนกลางย้ำหลักคิดเดียวกัน ลดตื่นตระหนก เพิ่มความพร้อม

ภายในที่ประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยย้ำประเด็นหลักว่า แผ่นดินไหวเป็นภัยที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ จึงต้องปรับจาก “ความตื่นตระหนก” ไปสู่ “ความรู้และความพร้อม” ผ่านการซักซ้อมแผนอพยพ การเตรียมเครื่องมือกู้ภัย และการตรวจความมั่นคงแข็งแรงของสิ่งก่อสร้างที่เสี่ยงอันตราย

สาระสำคัญที่ถูกยกขึ้นมาพิจารณาในที่ประชุมประกอบด้วย

  • การเฝ้าระวังรอยเลื่อนมีพลังและแนวโน้มการเกิดแผ่นดินไหวในช่วงที่ผ่านมา
  • การประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะเขื่อนและระบบสาธารณูปโภค
  • การสื่อสารข้อมูลแบบทันเวลา ลดข่าวลือ ลดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

ในมุมของพื้นที่ จังหวัดเชียงรายมีการรายงานความพร้อมผ่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย โดยชี้ให้เห็นการเตรียมแผนเผชิญเหตุ การซักซ้อม และการสื่อสารสร้างการรับรู้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

รอยเลื่อนมีพลัง 16 แนว และโจทย์การเฝ้าระวังที่ต้องละเอียดขึ้น

อีกประเด็นที่ถูกกล่าวถึงในวงประชุม คือสถานะความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของประเทศซึ่งผูกกับภูมิประเทศและธรณีวิทยา โดยหน่วยงานด้านธรณีวิทยารายงานว่า ประเทศไทยมีรอยเลื่อนมีพลัง 16 แนว และอยู่ระหว่างการศึกษารอยเลื่อนเพิ่มเติมอีก 13 แนว เพื่อจัดทำฐานข้อมูลแบบบูรณาการให้แม่นยำยิ่งขึ้น

นัยของตัวเลขนี้ไม่ใช่เพื่อสร้างความหวาดหวั่น แต่เพื่อยืนยันว่า “ความเสี่ยงมีอยู่จริง” และการบริหารความเสี่ยงต้องอาศัยข้อมูลที่อัปเดต รวมทั้งการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจในระดับที่ใช้ตัดสินใจได้ เช่น อาคารประเภทใดควรตรวจซ้ำ จุดรวมพลควรอยู่ที่ไหน โรงเรียนและโรงพยาบาลซ้อมอพยพอย่างไร

ที่ประชุมยังเน้นให้หน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรวจสอบอาคารสูง ป้ายโฆษณา สิ่งก่อสร้าง รวมถึงเขื่อนขนาดเล็ก ฝาย และคันกั้นน้ำ หากพบชำรุดต้องเร่งแก้ไขทันที พร้อมทบทวนแผนเผชิญเหตุให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

ระบบแจ้งเตือน Cell Broadcast และ Thai Disaster Alert ทำให้ “รู้เร็ว” กลายเป็นเครื่องมือจริง

ภาครัฐย้ำการยกระดับการแจ้งเตือนและการสื่อสารความเสี่ยง โดยหนึ่งในเครื่องมือที่ถูกกล่าวถึงชัดเจน คือการแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ Cell Broadcast ควบคู่กับช่องทางสื่อสารของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องรวดเร็ว ลดช่องว่างข่าวลือ

รายงานการประชุมระบุเกณฑ์การแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ในกรณีแผ่นดินไหวไว้เป็นระดับ เพื่อให้การแจ้งเตือนมีความเหมาะสมและไม่สร้างความตื่นตระหนกเกินจำเป็น ได้แก่

  • แผ่นดินไหวบนบกในประเทศตั้งแต่ขนาด 4.0 ขึ้นไป
  • แผ่นดินไหวบนบกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ขนาด 6.0 ขึ้นไป
  • แผ่นดินไหวในทะเลอันดามันตั้งแต่ขนาด 7.0 ขึ้นไป

ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐยังเดินหน้าพัฒนาแอปพลิเคชัน Thai Disaster Alert ให้เป็นศูนย์รวมข้อมูลภัยพิบัติหลายประเภทในช่องทางเดียว เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

เชียงรายในฐานะจังหวัดท่องเที่ยวและจังหวัดเสี่ยง ต้องทำให้ความปลอดภัย “จับต้องได้”

สำหรับเชียงราย ประเด็นแผ่นดินไหวไม่ได้กระทบเฉพาะชีวิตประจำวันของคนในเมือง แต่ยังโยงไปถึงความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการดูแลโบราณสถานในพื้นที่ด้วย การสื่อสารที่ดีจึงต้องทำสองเรื่องพร้อมกัน

เรื่องแรก คือยืนยันข้อเท็จจริงตามข้อมูลวิชาการว่า เหตุการณ์ส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก และรัฐมีระบบเฝ้าระวังติดตาม
เรื่องที่สอง คือทำให้ประชาชนรู้ว่าควรทำอะไรได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ เพื่อไม่ให้ “ความไม่รู้” กลายเป็นความเสี่ยงซ้ำซ้อน

ในวงประชุม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเน้นย้ำให้สถานศึกษา โรงพยาบาล และอาคารสูงในพื้นที่เสี่ยงซักซ้อมอพยพสม่ำเสมอ พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนปฏิบัติตามหลักการเอาตัวรอดที่ถูกต้อง โดยยึดแนวทางสากล หมอบ ป้อง เกาะ และหลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์ในช่วงเกิดแรงสั่นสะเทือน

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อเปลี่ยนความกังวลเป็นความพร้อม

เพื่อให้การเตรียมตัวอยู่ในระดับที่ทำได้จริงในครัวเรือน หน่วยงานด้านภัยพิบัติแนะนำแนวทางพื้นฐานที่ควรทำล่วงหน้า ได้แก่

  • ยึดตู้ ชั้นวางของ และเฟอร์นิเจอร์หนักกับผนัง ลดโอกาสล้มทับ
  • เตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน น้ำดื่ม อาหารแห้ง ไฟฉาย ยาประจำตัว เอกสารจำเป็น
  • กำหนดจุดนัดพบของครอบครัว และวิธีติดต่อกันเมื่อสัญญาณโทรศัพท์ขัดข้อง
  • ติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการเป็นหลัก ลดการแชร์ข้อมูลที่ไม่ยืนยันแหล่งที่มา

ในภาพรวม รัฐบาลย้ำว่าหัวใจของการรับมือแผ่นดินไหว คือการทำให้ประชาชน “รู้เร็ว เตรียมเร็ว และทำถูกวิธี” เพราะแม้จะไม่สามารถทำนายล่วงหน้าได้ แต่สามารถลดการบาดเจ็บและความสูญเสียได้จริง หากสังคมมีวัฒนธรรมความปลอดภัยร่วมกัน

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ครั้งนี้

  • แผ่นดินไหวในไทยมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นแผ่นดินไหวขนาดเล็ก ต่ำกว่า 3.0
  • ประเทศไทยมีรอยเลื่อนมีพลัง 16 แนว และอยู่ระหว่างศึกษารอยเลื่อนเพิ่มเติมอีก 13 แนว เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลเฝ้าระวัง
  • เกณฑ์การแจ้งเตือน Cell Broadcast สำหรับแผ่นดินไหว ระดับ 4.0 ในประเทศ ระดับ 6.0 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และระดับ 7.0 ในทะเลอันดามัน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล รายงานการประชุมติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวและแนวทางเฝ้าระวังรอยเลื่อนมีพลังและเขื่อน ลงเผยแพร่ 4 มีนาคม 2569
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุตรดิตถ์ สรุปสาระสำคัญการประชุมติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวและมาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงเผยแพร่ 4 มีนาคม 2569
  • สยามรัฐ รายงานข่าวการประชุมและรายละเอียดเกณฑ์การแจ้งเตือน Cell Broadcast รวมถึงภาพรวมสถิติแผ่นดินไหวขนาดเล็กของไทย ลงเผยแพร่ 4 มีนาคม 2569
  • ไทยรัฐ รายงานเหตุแผ่นดินไหวในจังหวัดเชียงราย ขนาด 3.3 ที่อำเภอแม่สาย ลงเผยแพร่ 16 กุมภาพันธ์ 2569
  • Thai PBS รายงานเหตุแผ่นดินไหวขนาด 3.1 ที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ลงเผยแพร่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME