Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ขับเคลื่อนเมืองแห่งการท่องเที่ยวและกีฬา ฟื้นฟู “ตักบาตรทางน้ำ”

วันที่ 20 ธันวาคม 2566 ดร.วันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย นางรัตนา จงสุทธานามณี ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และ นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเทศบาลนครเชียงราย รวมทั้ง ศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนากุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมกันประกอบพิธีถวายเรือให้กับวัดฝั่งหมิ่น ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย โดยมี พระครูขันติพลาธร รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เจ้าอาวาสวัดฝั่งหมิ่น และ ผู้นำชุมชนฝั่งหมิ่น พร้อมด้วยคณะกรรมฯ ที่วัดฝั่งหมิ่น รับมอบ ซึ่งจัดขึ้น ณ ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งราย โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย

 

ดร.วันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า หลังจากที่ได้ผลักดันให้มีการก่อสร้างสวนสาธารณะริมน้ำกก ตลอดแนวหลังวัดฝั่งหมิ่น ซึ่งครอบคลุม 3 ชุมชน ประกอบด้วย ชุมชนฝั่งหมิ่น ชุมชนป่าแดง และชุมชนร่องเสือต้น ระยะทางยาวประมาณ 2 กิโลเมตร เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมต่าง ๆ ของชาวจังหวัดเชียงราย รวมทั้งสถานที่ออกกำลังกาย ที่ผ่านมาได้มีการหารือกับทางวัดฝั่งหมิ่น เพื่อร่วมกันส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน 
 
 
จึงเตรียมฟื้นการตักบาตรทางน้ำขึ้นมา เพื่อให้นักท่องเที่ยว ชาวเชียงราย ได้สัมผัสกับอดีตที่เคยมีการตักบาตรทางน้ำ
“นอกจากนี้ กิจกรรมทางน้ำตลอดแนวริมน้ำกก ของสวนสาธารณะริมน้ำกก คือการแข่งขันเรือพาย และการแข่งขันอื่น ๆ เพื่อร่วมกันพัฒนา กระตุ้นเมืองแห่งกีฬา เพื่อการท่องเที่ยว อย่างแท้จริง ซึ่งทั้งหมดนั้นทำเพื่อเศรษฐกิจของชาวเชียงราย เมื่อนักกีฬามาก นักท่องเที่ยวมาก การจับจ่ายในพื้นที่ก็จะมากตาม”
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
CULTURE

เสริมสิริมงคลทั่วไทย-ทั่วโลก สมเด็จพระสังฆราชประทานไฟพระฤกษ์ สวดมนต์ข้ามปี

 

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 เวลา 13.00 น. ณ พระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงมีพระบัญชาโปรดให้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์ ประทานไฟพระฤกษ์ให้แก่กระทรวงวัฒนธรรม โดยมี นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เป็นผู้เข้ารับการประทานไฟพระฤกษ์ให้กระทรวงวัฒนธรรมและถวายเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ สำหรับจุดในพิธีสวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคลทั่วไทย ต้อนรับศักราชใหม่ 2567

 

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม ได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานไฟพระฤกษ์ให้แก่กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อจุดเทียนมงคลในพิธีสวดมนต์ข้ามปีในส่วนกลาง ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดอรุณราชวราราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และประทานกล่องไม้ขีดไฟประทับตราสมเด็จพระสังฆราช (ออป.) 

 

เพื่อมอบให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ นำไปประกอบพิธีจุดเทียนมงคลในกิจกรรมดังกล่าว สร้างขวัญกำลังใจแก่พุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมในพิธี และเป็นสิริมงคลในการเข้าสู่ศักราชใหม่ โดยกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคลทั่วไทย ต้อนรับศักราชใหม่ 2567 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2567 เพื่อถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ รวมทั้งส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนได้ปฏิบัติธรรม สวดมนต์ต้อนรับปีใหม่และขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว 

 

ได้เริ่มต้นปีด้วยความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ด้วยการทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน ในช่วงเทศกาลวันปีใหม่ อันมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เพราะถือเป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศให้มาเที่ยวในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย รวมทั้งกิจกรรมดังกล่าว ได้จัดขึ้นในจังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศอาเซียน 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย  ตราด  ตาก  นครพนม นราธิวาส บึงกาฬ ยะลา  ระนอง  เลย  ศรีสะเกษ  สงขลา  สตูล สุรินทร์  หนองคาย  อุบลราชธานี  มุกดาหาร  และจังหวัดแม่ฮ่องสอน  ซึ่งจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศที่มีวัฒนธรรมร่วมกัน 

 

อีกทั้ง กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีฯ ยังเป็นการส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย Soft Power สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล Thailand Creative Content Agency (THACCA) ด้วยการนำทุนทางวัฒนธรรมในมิติศาสนา สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการและแรงงานในท้องถิ่น โดยส่งเสริมให้ประชาชนสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยดอกไม้ธูปเทียน และจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกจากร้านค้าชุมชนโดยรอบวัด ตลอดจนการเดินทางไปสวดมนต์ตามสถานที่จัดกิจกรรมทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมรายได้ให้กับผู้ประกอบการในการขายสินค้าและบริการต่าง ๆ ก่อให้เกิดรายได้ของประเทศในภาพรวมในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ พุทธศักราช 2567

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีในปีนี้จะเป็นกิจกรรมสำคัญที่ประชาชนจะได้ร่วมก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคล ลดความเสี่ยงจากอบายมุขและอุบัติเหตุในเทศกาลปีใหม่ ถือเป็นการทำบุญใหญ่ให้กับชีวิตทั้งทางกาย ทางจิตและทางปัญญา ส่งท้ายปีเก่าด้วยธรรมะ ต้อนรับปีใหม่ด้วยศีล เริ่มต้นชีวิตด้วยสิ่งที่เป็นสิริมงคลอันจะส่งผลให้ได้พบสิ่งที่เป็นมงคลตลอดทั้งปี รวมทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่เป็นเมืองพระพุทธศาสนาและมีประเพณีวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาที่ควรค่าแก่การสืบทอดอย่างต่อเนื่องให้เกิดความเข้มแข็งอย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไป

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงวัฒนธรรม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

นครเชียงรายนครแห่งการศึกษา ลงนามความร่วมมือยกระดับคุณภาพ

 

วันที่ 20 ธันวาคม 2566 ดร.วันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเทศบาลนครเชียงราย ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพ (การจัดทำบริการสาธารณะ) กับทางรศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนากุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และมุ่งสู่ความเป็นเลิศ

 
ซึ่งการลงนามความร่วมมือฯ (MOU) ประกอบด้วย เทศบาลนครเชียงราย กับ มหามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (Memorandum of Understanding :MOU ) จะเป็นอีกมิติ ของความร่วมมือทางวิชาการที่ทางเทศบาลนครเชียงรายมีการเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสามารถพัฒนาและยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาของท้องถิ่นให้มีคุณภาพเทียบเคียงกับสถานศึกษาที่มีคุณภาพเป็น มาตรฐานได้ต่อไปในระยะยาว
 
 
นอกจากนี้ เทศบาลนครเชียงรายจะมีการเปิดหอพักให้กับนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาไปอีกขั้นหนึ่ง โดยจะพิจารณาจากเกณฑ์ความประพฤติ ผลการเรียน และฐานะทางเศรษฐกิจประกอบกัน จนเป็นแนวทางนําไปพัฒนาขยายผล การพัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพ มีความสมบูรณ์ทั้งสติปัญญา ความรู้และคุณธรรม สามารถพัฒนาตนเองและการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้สมกับการเป็น“นครเชียงรายนครแห่งการศึกษา”
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ของขวัญปีใหม่ 4 จังหวัดนำร่อง “บัตรประชาชนใบเดียว รักษาได้ทุกที่” เริ่ม 8 ม.ค. 67

 
20 ธันวาคม 2566  โฆษกกระทรวงสาธารณสุขฝ่ายการเมือง เผย “บัตรประชาชนใบเดียว รักษาได้ทุกที่” 4 จังหวัดนำร่องใน 4 ภูมิภาค พร้อมส่งมอบเป็นของขวัญปีใหม่ 8 มกราคม 2567 นี้ เตรียมเปิดตัวที่จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมเปิดตัวออนไลน์จากแพร่ เพชรบุรีและนราธิวาส ชี้เป็นการปฏิรูประบบข้อมูลการให้บริการครั้งใหญ่ที่สุด และขยายบริการที่เป็นนวัตกรรมการอำนวยความสะดวกในการรับบริการของประชาชน
 

          นางสาวตรีชฎา ศรีธาดา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า จากการติดตามความคืบหน้านโยบาย “บัตรประชาชนใบเดียว รักษาได้ทุกที่” โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศเป็นนโยบายสำคัญ ทำความเข้าใจกับผู้บริหารของกระทรวง เดินทางไปตรวจเยี่ยมเพื่อรับฟังปัญหาและความก้าวหน้า 4 จังหวัดนำร่องทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่ แพร่ ร้อยเอ็ด เพชรบุรีและนราธิวาส พร้อมแล้ว 100% ที่จะเปิดให้บริการครบวงจร เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ 2567 ให้กับประชาชน โดยวันจันทร์ที่ 8 มกราคม 2567 จะเป็นวันเริ่มต้น หรือ Kick off พร้อมกัน ใช้จังหวัดร้อยเอ็ดเป็นจุดเปิดนอกสถานที่และเปิดระบบออนไลน์ไปยังอีก 3 จังหวัด คือ แพร่ เพชรบุรีและนราธิวาส
 

          นางสาวตรีชฎากล่าวว่า ของขวัญปีใหม่ของกระทรวงสาธารณสุข ที่นพ.ชลน่านและบุคลากรในสังกัดกระทรวงมีความยินดีและเต็มใจอย่างยิ่งที่จะมอบให้พี่น้องประชาชนครั้งนี้ ถือเป็นการปฏิรูประบบสุขภาพครั้งใหญ่ใน 2 เรื่อง คือ 1.ปฏิรูประบบข้อมูลการให้บริการครั้งใหญ่ที่สุดที่ไม่เคยมีมาก่อน บัตรประชาชนใบเดียวสามารถเข้าถึงการบริการได้ ไม่ต้องใช้ใบส่งตัว เป็นการลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข 2.ขยายบริการที่เป็นนวัตกรรมการอำนวยความสะดวกในการรับบริการของประชาชน ทั้งนี้ หน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายให้ประสบความสำเร็จ คือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ สปสช.ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดย สปสช.ซึ่งมีสำนักงานเขตในภูมิต่างๆ จะร่วมมือกับหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่
 

          “นับจากนี้ขอให้พี่น้องประชาชนเตรียมตัวเตรียมใจหากเจ็บป่วยต้องการรับบริการตรวจรักษาและรับยา 4 จังหวัดนำร่องพร้อมจะให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน คลินิกเวชกรรม คลินิกทันตกรรม คลินิกเทคนิคการแพทย์ ร้านยา ที่เข้าร่วมโครงการ” นางสาวตรีชฎากล่าว
 

          อย่างไรก็ตาม นพ.ชลน่านได้ฝากแสดงความชื่นชมและส่งกำลังใจไปยังบุคลากรทุกคน ทุกส่วนที่จะร่วมกันมอบสิ่งดีๆ ให้กับประชาชน โดยเฉพาะการประชุมระดับชาติด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย 2566 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้ออกแถลงการณ์ 12 ข้อ ที่ประกาศจะ “ทำทันที” ในการยกระดับและขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่ง 1 ใน 12 ข้อของแถลงการณ์ คือการสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพื่อแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ นางสาวตรีชฎา กล่าวทิ้งท้าย
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

สธ. สร้างความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว ย้ำความพร้อมดูแลเครือข่ายโรงพยาบาลทุกระดับ

 

วันที่ 20 ธันวาคม 2566 นายแพทย์สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังการแถลงข่าวร่วมกับ 12 หน่วยงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทย ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2567 ว่า คาดการณ์ว่าในปี 2567 จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 35 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเพื่อช่วยขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีข้อสั่งการเรื่องการสร้างความปลอดภัยและช่วยเหลือเยียวยาเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น 

 

โดยมีคณะทำงาน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มอำนวยความสะดวก 2.กลุ่มการป้องกันและรักษาความปลอดภัย 3.กลุ่มช่วยเหลือเยียวยา และ 4.กลุ่มสื่อสารประชาสัมพันธ์ โดยมีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นแกนหลักในการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย,บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน), สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, กรมการขนส่งทางบก, กรมเจ้าท่า,ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล, กรมการปกครอง, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุข

 

 

          นายแพทย์สุรโชคกล่าวต่อว่า ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ได้เตรียมความพร้อมในการดูแลนักท่องเที่ยวเมื่อเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุระหว่างการท่องเที่ยว โดยมีนโยบาย “นักท่องเที่ยวปลอดภัย” ซึ่งเป็น 1 ใน 13 Quick Win ที่เร่งรัดดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมใน 100 วัน ในประเด็นต่างๆ อาทิ การสร้างพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดโรคพิษสุนัขบ้า การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้กับผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ การพัฒนาอาสาฉุกเฉินทางทะเล/อาสาฉุกเฉินชุมชน การเฝ้าระวังคัดกรองโรคในผู้เดินทางระหว่างประเทศ เป็นต้น สำหรับด้านการดูแลรักษาพยาบาล กระทรวงสาธารณสุขมีหน่วยบริการตั้งแต่ระดับปฐมภูมิในตำบล มีโรงพยาบาลชุมชนในทุกอำเภอ และมีโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปที่มีศักยภาพสูงกระจายในทุกเขตสุขภาพรวมกว่า 40 แห่ง ประสานการทำงานเป็นเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน ในการรับส่งต่อผู้ป่วย รวมถึงมีทีม Sky Doctor รองรับการขนส่งนักท่องเที่ยวที่เจ็บป่วยในพื้นที่ห่างไกล พื้นที่เกาะด้วย

 

 

          “กระทรวงสาธารณสุข ยังให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารปลอดภัย โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยว โดยดูแลมาตรฐานอาหารปลอดภัยทั้งร้านอาหารและบาทวิถี รวมถึงควบคุม กำกับ สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ เช่น นวดไทย สปา Wellness center ตลอดจนผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ ให้มีมาตรฐานและความปลอดภัย ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจและสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศได้อีกทางหนึ่ง” นายแพทย์สุรโชคกล่าว

 

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ติดปีกยกระดับมาตรฐาน รพ.สต. อบจ.เชียงราย เดินหน้านโยบายโฮงยาใกล้บ้าน

 
เมื่อวันอังคารที่ 19 ธันวาคม 2566 เวลา 09.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมด้วยนายชัยสิทธิ์ ชัยเนตร เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และนายฑราวุธ กันทะเขียว สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เขตอำเภอขุนตาล ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ในการคัดกรอง (เครื่องวัดความดันโลหิต และเครื่องเจาะน้ำตาลในเลือดพร้อมแถบตรวจ) ในโครงการคัดกรองเฝ้าระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ปีงบประมาณ 2567 ให้แก่ รพ.สต. สังกัด อบจ.เชียงราย ในพื้นที่ ศูนย์สุขภาวะชุมชน เทศบาลตำบลพญาเม็งราย และ รพ.สต.ยางฮอม อำเภอขุนตาล โดยมีคณะ ผอ.รพ.สต. ในสังกัด อบจ.เชียงราย ให้การต้อนรับ และรับมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ในครั้งนี้ด้วย
 
ซึ่งนายก นก ติดปีกยกระดับมาตรฐาน รพ.สต.ในสังกัด อบจ.เชียงราย เดินหน้านโยบายโฮงยาใกล้บ้าน มอบกระเป๋าอุปกรณ์ช่วยเหลือในการคัดกรองผู้ป่วย ในพื้นที่อำเภอพญาเม็งราย และอำเภอขุนตาล และเปิดศูนย์ยืม-คืน อุปกรณ์กายอุปกรณ์ รพ.สต.ยางฮอม
 
 
ทั้งนี้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้เปิดศูนย์ยืม-คืนกายอุปกรณ์ เพื่อให้ผู้มีสิทธิสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรืออุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ เพื่ออำนวยประโยชน์แก่ผู้มีสิทธิในกรณีที่จำเป็นต้องใช้งานอย่างเร่งด่วน โดย นายก อบจ.เชียงราย เล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพของประชาชนในจังหวัดเชียงรายเป็นหลัก จึงเกิดโครงการที่เพิ่มการเข้าถึงบริการทางด้านสุขภาพ ในทุกๆ พื้นที่เขตสุขภาพ
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

‘ปลัด จตุพร’ เผย 11 มาตรการเร่งด่วนแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 

 

วันที่ 19 ธันวาคม 2566 เวลา 15.30 น. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถลงข่าวมาตรการเร่งด่วนแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ณ ห้องแถลงข่าว 101 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรับมือและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองได้ทันต่อสถานการณ์และเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและปกป้องสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ปี 2567 ได้รวมถึงการจัดการไฟในป่า ไฟในพื้นที่เกษตรกรรม การควบคุมฝุ่นละอองในเมือง การสนับสนุนและการลงทุน รวม 11 มาตรการ คือ 

1) การเตรียมความพร้อมการควบคุมพื้นที่เสี่ยงต่อการเผาใน 11 ป่าอนุรักษ์ 10 ป่าสงวนแห่งชาติ โดยจัดทำแผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่า จัดระเบียบควบคุมผู้เข้าใช้ประโยชน์พื้นที่ 

2) การเตรียมความพร้อมการกำหนดเงื่อนไขการอนุญาตการเผาและการบริหารจัดการการเผาในพื้นที่เกษตร โดยสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ 

3) การนำระบบการรับรองผลผลิตทางการเกษตรแบบไม่เผา (GAP PM2.5 Free) มาใช้กับการปลูกอ้อย ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 

4) จัดหาและสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่เหมาะสมในการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของเกษตร และมาตรการไม่รับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบ 

5) การบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยนำมาแปรรูปเพื่อสร้างรายได้ และจัดตั้งศูนย์รับซื้อวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร 

6) การพิจารณาเพิ่มเงื่อนไขเรื่องการเผาในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรในการนำเข้า-ส่งออกสินค้า เพื่อแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน 

7) การพิจารณาสิทธิประโยชน์หรือแรงจูงใจให้ภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 

8) การผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นไปตามมาตรฐานยูโร 5 

9) การลดปริมาณฝุ่นละอองจากรถบรรทุก รถยนต์ รถจักรยานยนต์ โดยเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสภาพรถยนต์ประจำปีและการตรวจจับควันดำ การเข้มงวดวินัยจราจร การคืนพื้นผิวจราจรบริเวณการก่อสร้างรถไฟฟ้า การลดจำนวนรถยนต์ในท้องถนนโดยเฉพาะในพื้นที่เมือง สร้างจุดจอดแล้วจร และสนับสนุนการปรับเปลี่ยนใช้รถยนต์ไฟฟ้า 

10) การลดปริมาณฝุ่นละอองจากการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้างและอื่นใด 

11) การกำหนดหลักเกณฑ์ในการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยได้เน้นย้ำการปรับแนวทางการสื่อสารจากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันมากขึ้น และสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้กับประชาชนได้อย่างทันท่วงที

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

รพ.สมเด็จพระญาณสังวร จ.เชียงราย เปิดหน่วยไตเทียมใหญ่สุดในจังหวัด

 

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผย โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวร จังหวัดเชียงราย เปิดหน่วยฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมใหญ่ที่สุดในจังหวัด ให้บริการได้ถึงวันละ 160 คน ช่วยผู้ป่วยโรคไตไม่ต้องเดินทางไกล ได้เข้าถึงการรักษามากขึ้น มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น พร้อมขับเคลื่อนเป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลบริการประชาชน


          นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์  ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวร จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง ดูแลประชาชน ในอำเภอเวียงชัย และข้างเคียง คือ อำเภอพญาเม็งราย และ กิ่งอำเภอเวียงเชียงรุ้ง มีการพัฒนายกระดับบริการเพื่อดูแลประชาชนที่โดดเด่นหลายด้าน โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยโรคไต ได้เปิดหน่วยบริการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงราย จำนวน 40 เตียง ให้บริการตั้งแต่เวลา 03.00-21.00 น. วันละ 4 รอบ รวม 160 คนต่อวัน ทำให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะที่ 5  ในอำเภอเวียงชัย อำเภอใกล้เคียง และตัวเมืองเชียงราย ซึ่งอยู่ห่างเพียง 15 กิโลเมตร ได้เข้าถึงบริการฟอกไตมากขึ้น ช่วยลดความแออัดของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ได้ส่วนหนึ่ง

 

          นายแพทย์โอภาสกล่าวต่อว่า โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวร ยังเป็นโรงพยาบาลนำร่องอันดับต้นๆ ในการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาเป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะ ทั้ง  OPD /IPD  Paperless มีการพัฒนา Home Ward ในกลุ่มผู้ป่วยโรคโควิด 19 โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และปอดอักเสบ โดยมีพยาบาลติดตามอาการทั้งการเยี่ยมบ้านและผ่านระบบ Telemedicine ช่วยลดการเดินทางมาโรงพยาบาล นอกจากนี้ ยังเป็นหน่วยรับฝึกด้านแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวเพื่อป้อนเข้าระบบสาธารณสุขด้วย โดยปัจจุบันมีแพทย์ที่อยู่ระหว่างเข้ารับการฝึกฝนจำนวน 5 คน 


          “โรงพยาบาลยังมีแผนพัฒนาด้านดิจิทัลสุขภาพต่อเนื่อง เพื่อให้การบริการเป็นไปด้วยความรวดเร็วและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เช่น ระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลการเบิกจ่ายพัสดุ ระบบ AI ช่วยอ่านฟิล์ม เป็นต้น ซึ่งได้ย้ำความสำคัญเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล มีระบบสำรองข้อมูล ระบบป้องกันการโจรกรรมข้อมูลจาก Hacker เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้รับบริการ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ครม.​ เคาะตั้ง KPI ผู้ว่าฯ ภาคเหนือแก้ฝุ่น​ PM. 2.5 ต้องลดลง ร้อยละ​ 40

 

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ในปี2567 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอให้ออกมาตรการพร้อมกลไกการบริหารจัดการและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ไปดำเนินการ รวมทั้งเสนอให้รับทราบแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการปัญหามลภาวะทางอากาศเพื่อความยั่งยืน

 
 

ปัญหาหมอกควันฝุ่นพิษ นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงปลายปีจนถึงต้นปี จะมีมรสุมความกดอากาศทางตอนเหนือ ส่งผลให้อากาศไม่กระจายตัว อีกทั้งในปีนี้เข้าสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญ่ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดหมอกควันคือ ไฟป่า การเผาพื้นที่ทางการเกษตร หมอกควันข้ามพรมแดน และควันจากการจราจร กระทรวงทรัพยากรฯ ได้เสนอให้จัดทำมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และเสนอกลไกแก้ไขระดับชาติและในพื้นที่ โดยเน้นมาตรการ 5 ข้อ คือ 

1.กำหนดพื้นที่เป้าหมายในภาคเหนือ 17 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล พร้อมกำหนดพื้นที่เป้าหมายที่เป็นป่าอนุรักษ์ 10 แห่ง และป่าสงวนแห่งชาติ 10 แห่งรวมถึงพื้นที่ทางการเกษตรที่เคยมีประวัติการเผาซ้ำซาก

2. สร้างกลไกการทำงานให้ทางเอกชนเข้ามาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาเพื่อลดข้อจำกัดด้านงบประมาณ

 3.จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อสั่งการลงสู่ระดับพื้นที่ 

4.การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค 

5. ยกระดับการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนให้เข้มข้นจากระดับภูมิภาคอาเซียนไปสู่การเจรจาระดับทวิภาคี 

 

โดยกำหนดเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม และกำหนดให้เป็น KPI ของผู้ว่าราชการจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมตั้งเป้าลดการเผา 50% ในเขตป่าอนุรักษ์และ เขตป่าสงวนแห่งชาติ ถัดมาเป็นพื้นที่เป้าหมายรองที่ไม่ได้อยู่ใน 17 จังหวัด ให้ตั้งเป้าว่าต้องลดการเผาลง 20% ส่วนพื้นที่เกษตรอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ในภาคเหนือ 17 จังหวัดให้ลดการเผาลง 10%

 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับการกำหนด KPI ต้องดูว่า PM 2.5 ลดลงเท่าไร โดยมีการกำหนดในแต่ละพื้นที่ดังนี้ ภาคเหนือค่าเฉลี่ยต้องลดลง 40% กรุงเทพมหานครลดลง 20% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือลดลง 10% และภาคกลางลดลง 20% ส่วนจำนวนวันที่มีหมอกควันเกินค่ามาตรฐาน ภาคเหนือต้องลดลง 30% กรุงเทพมหานคร 5% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5% ภาคกลาง 10% ทั้งนี้ ภาคราชการจะตั้งศูนย์ปฏิบัติการ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานศูนย์คอยติดตาม และมีชุดปฏิบัติการอำเภอลงไปในพื้นที่สำรวจเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเผา หากจะเผาต้องมีการขอ โดยจะจัดคิวหากมีการขออนุญาตเพื่อทำการเผา

 

ขณะที่การส่งเสริมภาคเอกชนที่จัดนำเอาวัสดุการเกษตรต่างๆ เช่น หญ้า ฟาง ใบไม้ฯ จะนำไปทำเชื้อเพลิง วัตถุดิบสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวล หรือ จะนำไปทำเป็นอาหารสัตว์รัฐจะมีมาตรการส่งเสริม เซนต์ได้สิทธิพิเศษทางภาษี และการอุดหนุนดอกเบี้ย เป็นต้น ที่สำคัญมากต่อไปนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ ผลงานจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการลดปัญหาหมอกควัน PM 2.5 ซึ่งจะเป็น KPI ที่สำคัญเราสามารถชั่ง ตวง วัดได้เพรามีเครื่องวัดมาตรฐานแน่นอน ผลงานจะผ่านต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้

 

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักนายกรัฐมนตรี

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ใยสับปะรดสำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าทอ ส่งเสริมสร้างรายได้ ให้แก่ชนเผ่าชาติพันธุ์

 

เมื่อวันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2566 (โครงการทุนเครือข่ายวิสาหกิจนวัตกรรมว่าด้วยการพัฒนาและสนับสนุนโครงการนวัตกรรมวิสาหกิจชุมชน)

 

 สำนักงานนวัฒนธรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้สนับสนุนเครื่องสางเส้นใยสับปะรด และการเรียนรู้การใช้งานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย A&R ภายใต้โครงการทุนเครือข่ายวิสาหกิจนวัตกรรมว่าด้วยการพัฒนาและสนับสนุนโครงการนวัตกรรมวิสาหกิจชุมชน โดยมีคณะวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่ปรึกษาในการออกแบบและพัฒนาต้นแบบของผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการผลิตจากแนวความคิดนวัตกรรม ได้ส่งมอบเครื่องสางเส้นใยสับปะรดสำหรับผติตภัณฑ์ผ้าทอเส้นใยธรรมชาติชนเผ่าชาติพันธุ์ ณ ศูนย์เรียนรู้ไทยเฮิร์บ ท่องเที่ยววัฒนธรรมเชียงราย อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

 

เพื่อส่งเสริมสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้แก่ชนเผ่าชาติพันธุ์ ตลอดจนกระบวนการผลิต และช่วยลดปัญหา PM 2.5 อันเกิดจากการเผาทำลายใบสับปะรด

 

ในการนี้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย โดยนายพิสันต์  จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้นายยุทธนา  สุทธสม นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ ผู้ประสานงานอำเภอเชียงของ เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สนง.วัฒนธรรม เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News