Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เปิดแผนเชียงรายรับศึกสงกรานต์ 69 ตั้งศูนย์ลดอุบัติเหตุเข้มข้นพร้อมกิจกรรมห่มสไบใส่ยีนส์กระตุ้นยอดเดินทาง

Summary
  • ผู้ว่าฯ เชียงราย กำชับข้าราชการรักษาวินัยจราจรและแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ขณะปฏิบัติหน้าที่ช่วงสงกรานต์

  • ตั้งศูนย์ปฏิบัติการลดอุบัติเหตุทางถนน 10-16 เม.ย. 69 ตั้งเป้าลดการสูญเสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 5

  • ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวร้อยละ 9.60 จากความกังวลวิกฤตพลังงานโลกและข่าวลือเรื่องน้ำมัน

  • ททท.เชียงราย จัดกิจกรรม ChiangraiCityChallenge เช็กอิน 3 แลนด์มาร์กศิลปะ กระตุ้นการเดินทาง

  • จังหวัดเร่งสร้างภาพลักษณ์ Trusted Thailand เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมามั่นใจในช่วงวันหยุดยาว

พ่อเมืองเชียงรายคุมเข้มสงกรานต์ 2569 ชูวินัยรัฐเป็นด่านแรก ประคองความเชื่อมั่นท่องเที่ยวท่ามกลางแรงกดดันจากพลังงานโลก

เชียงราย 9 เมษายน 2569 ก่อนที่ถนนทุกสายจะเริ่มแน่นด้วยรถที่มุ่งหน้ากลับบ้านและนักท่องเที่ยวจะทยอยเข้าสู่เมืองเหนือ บรรยากาศที่เชียงรายในปีนี้ไม่ได้มีเพียงความคึกคักของเทศกาล แต่ยังมีเงาของความกังวลซ้อนอยู่ข้างหลัง ทั้งความปลอดภัยบนท้องถนน ภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว และแรงสั่นสะเทือนจากวิกฤตพลังงานโลกที่ไหลมาถึงการตัดสินใจเดินทางของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในจังหวะเช่นนี้ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จึงเลือกส่งสัญญาณชัดเจนออกไปถึงทุกหน่วยงานว่า สงกรานต์ปีนี้ภาครัฐต้องเริ่มจากการเป็นแบบอย่างที่ดีให้ประชาชนเห็นก่อน ทั้งเรื่องวินัยจราจร ความพร้อมในการบริการ และมาตรฐานความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจและจุดบริการทุกแห่ง โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 เมษายนว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดได้แจ้งเวียนคำสั่งของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงรายให้ทุกหน่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมกำชับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐรักษาวินัยจราจรอย่างเคร่งครัด และย้ำชัดว่าแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ขณะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวอุ่นใจตลอดช่วงเทศกาล

คำสั่งนี้มีความหมายมากกว่าเพียงมาตรการประจำเทศกาล เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคการท่องเที่ยวไทยเริ่มสะท้อนสัญญาณเปราะบางจากปัจจัยภายนอก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานสถานการณ์การท่องเที่ยวรายสัปดาห์ช่วง 30 มีนาคมถึง 5 เมษายนว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยทั้งสัปดาห์เหลือ 569,593 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 60,509 คน หรือร้อยละ 9.60 โดยมีสาเหตุสำคัญจากความกังวลเรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลางและข่าวลือเรื่องน้ำมันไม่เพียงพอซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของตลาดระยะใกล้ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซียที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ในภาพรวมตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 5 เมษายน ประเทศไทยยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 9,744,179 คน และสร้างรายได้จากการใช้จ่ายแล้วประมาณ 474,400 ล้านบาท แต่ตัวเลขที่ชะลอในสัปดาห์ล่าสุดกำลังเตือนว่า บรรยากาศสงกรานต์ปีนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยแรงบวกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

จุดเริ่มต้นของมาตรการ อยู่ที่การทำให้รัฐน่าเชื่อถือก่อน

จังหวัดเชียงรายกำหนดช่วงควบคุมเข้มข้น 7 วัน ระหว่างวันที่ 10 ถึง 16 เมษายน พร้อมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย บนชั้น 3 ศาลากลางจังหวัด เพื่อทำหน้าที่อำนวยการ สั่งการ กำกับติดตาม และเป็นศูนย์กลางรับแจ้งเหตุจากประชาชน โดยก่อนหน้านั้น จังหวัดได้ประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนแล้วเมื่อวันที่ 25 มีนาคม และประกาศหัวข้อรณรงค์ปีนี้ว่า “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” พร้อมตั้งเป้าลดการสูญเสียให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 เทียบกับช่วงเทศกาลที่ผ่านมา นี่คือการส่งสัญญาณว่าจังหวัดไม่ต้องการให้สงกรานต์เป็นเพียงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง แต่ต้องเป็นพื้นที่พิสูจน์ประสิทธิภาพการบริหารราชการด้วย

สิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำเรื่องการเป็นแบบอย่างของข้าราชการ จึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ เป็นแกนกลางของการบริหารความเชื่อมั่น เพราะในเทศกาลที่มีทั้งการเดินทางหนาแน่น การเล่นน้ำ การดื่มสังสรรค์ และความเสี่ยงอุบัติเหตุสูง ประชาชนจะเชื่อมั่นมาตรการของรัฐได้มากน้อยเพียงใด ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับภาพที่เขาเห็นตรงหน้า เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างมีวินัย มีความพร้อม และไม่มีพฤติกรรมที่ย้อนแย้งกับสิ่งที่รัฐรณรงค์ ความร่วมมือจากประชาชนก็ย่อมเกิดขึ้นง่ายกว่า ตรงกันข้ามภาครัฐเรียกร้องวินัยแต่ไม่สามารถรักษาวินัยของตัวเองได้ มาตรการทั้งหมดก็อาจกลายเป็นเพียงคำประกาศบนกระดาษ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรับมือความเสี่ยงจริงบนถนนช่วงสงกรานต์

สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องถนน แต่คือเรื่องภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยว

สำหรับเชียงราย สงกรานต์ไม่ใช่เพียงเทศกาลของคนในพื้นที่ แต่เป็นจังหวะสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบริการ โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ การเดินทาง และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวด้วย นี่คือเหตุผลที่ในเวลาเดียวกันกับการคุมเข้มเรื่องอุบัติเหตุ หน่วยงานท่องเที่ยวก็เร่งเดินหน้ากิจกรรมสร้างสีสันและกระตุ้นการเดินทางอย่างต่อเนื่อง ททท. สำนักงานเชียงราย เปิดกิจกรรม ChiangraiCityChallenge เชิญชวนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวแต่งผ้าเมืองเหนือ ผ้าไทย หรือห่มสไบใส่ยีนส์ไปเช็กอินที่ 3 แลนด์มาร์กสำคัญ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์บ้านดำ วัดร่องเสือเต้น และวัดร่องขุ่น พร้อมโพสต์ภาพลงเฟซบุ๊กแบบเปิดสาธารณะติดแฮชแท็กที่กำหนด โดยเริ่มกิจกรรมตั้งแต่ 6 เมษายนถึง 31 พฤษภาคม และมอบของที่ระลึกให้ผู้ร่วมกิจกรรม 100 คนแรก นี่คือความพยายามใช้ซอฟต์พาวเวอร์ท้องถิ่นและบรรยากาศเทศกาลมาช่วยตอกย้ำว่าจังหวัดยังพร้อมต้อนรับนักเดินทางในฐานะเมืองสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงเมืองผ่านทาง

มิติของกิจกรรมนี้จึงใหญ่กว่าการแจกของรางวัลหรือชวนถ่ายรูป เพราะมันเป็นการใช้วัฒนธรรมและพื้นที่เชิงสัญลักษณ์มาช่วยยืนยันภาพจำของเชียงรายในช่วงเวลาที่ปัจจัยลบจากภายนอกกำลังกระทบภาคท่องเที่ยวอย่างเห็นได้ชัด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่าในสัปดาห์ล่าสุด ตลาดมาเลเซียยังคงเป็นตลาดอันดับสองของไทยในเชิงสะสม แต่นักท่องเที่ยวรายสัปดาห์จากมาเลเซียลดลงแรงจากผลกระทบของความเชื่อมั่นและข่าวสารเรื่องพลังงาน ขณะที่นักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ภาพนี้บอกว่าตลาดไม่ได้หยุดทั้งหมด แต่กำลังเลือกเดินทางอย่างระมัดระวังมากขึ้น จังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงรายจึงต้องทำมากกว่าการรอให้คนมาเอง ต้องออกแรงส่งสัญญาณเชิงบวกกลับไปว่าที่นี่มีทั้งความปลอดภัย สีสัน และการจัดการที่น่าเชื่อถือพอให้ตัดสินใจเดินทางได้

ตัวเลขนักท่องเที่ยวล่าสุด กำลังส่งสัญญาณเตือนมากกว่าตัวเลขธรรมดา

เมื่อมองลึกลงไปในรายงานรายสัปดาห์ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเห็นว่าการชะลอตัวในช่วงปลายมีนาคมต่อถึงต้นเมษายนไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนตามฤดูกาล รายงานระบุชัดว่าในสัปดาห์ดังกล่าว นักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียเดินทางเข้ามาสะสมแตะระดับ 1 ล้านคนแล้ว แต่จำนวนรายสัปดาห์กลับลดลงหนักจากผลของข่าวสารเรื่องน้ำมันไม่มีจำหน่ายและผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทางระยะใกล้ นี่เป็นตัวอย่างสำคัญของยุคที่การท่องเที่ยวไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่เที่ยวบินหรือวันหยุด แต่ขึ้นอยู่กับข้อมูล ความรู้สึกปลอดภัย และต้นทุนเดินทางที่รับรู้ได้ทันทีผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เมื่อข่าวลบเคลื่อนตัวเร็ว ความลังเลในการเดินทางก็เกิดขึ้นเร็วกว่าที่หน่วยงานท่องเที่ยวจะอธิบายเสียอีก

ยิ่งเมื่อมองภาพรวมทั้งปี ความท้าทายนี้ยิ่งชัดขึ้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประเมินเมื่อวันที่ 3 เมษายนว่า สถานการณ์ปี 2569 ยังฟื้นตัวต่อได้ แต่กำลังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้นของนักท่องเที่ยว ททท.จึงปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีลงมาอยู่ในกรอบ 30 ถึง 34 ล้านคน ลดลงจากเป้าหมายเดิมราวร้อยละ 18 ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางจะคลี่คลายใน 1 ถึง 3 เดือน ขณะเดียวกันยังประเมินว่าการเดินทางของคนไทยทั้งปีอาจอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคนต่อครั้ง ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมเช่นกัน และรายได้รวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท ภาพนี้ทำให้ชัดเจนว่าสงกรานต์ 2569 ไม่ใช่เทศกาลในปีธรรมดา แต่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งจังหวัดและประเทศต้องรักษาโมเมนตัมการท่องเที่ยวไว้ท่ามกลางลมต้านหลายทิศทาง

พลังงานโลกกลายเป็นตัวแปรของสงกรานต์ในเชียงรายอย่างหลีกไม่พ้น

แม้เชียงรายจะอยู่ไกลจากตะวันออกกลางหลายพันกิโลเมตร แต่แรงกระแทกจากความขัดแย้งได้ส่งผลมาถึงภาคท่องเที่ยวไทยแล้วโดยตรง ททท. ระบุว่าหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของปีนี้คือความผันผวนของราคาน้ำมันและข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน โดยเฉพาะตลาดระยะไกลที่พึ่งพาเส้นทางการบินผ่านตะวันออกกลาง ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของภาคเอกชนอย่าง SCB EIC ประเมินว่าวิกฤตยืดเยื้อ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอาจได้รับแรงกดดันหนักขึ้นจากต้นทุนการบินและการปรับพฤติกรรมเดินทางของนักท่องเที่ยว ซึ่งไม่เพียงกระทบตลาดตะวันออกกลาง แต่ลามไปถึงยุโรปและอเมริกาบางส่วนด้วย

ในทางกลับกัน ททท. ยังพยายามใช้มาตรการด้านอุปทานเข้ามาช่วยประคองตลาด ผ่านโครงการ Thailand Summer Blast และความร่วมมือกับสายการบิน เพื่อเพิ่มเที่ยวบินเข้าสู่เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวอย่างต่อเนื่อง สัญญาณนี้สำคัญต่อจังหวัดอย่างเชียงราย เพราะหมายความว่าฝั่งการตลาดระดับประเทศยังไม่ยอมปล่อยให้ภาคท่องเที่ยวชะลอตัวตามแรงลบของต้นทุนพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่กำลังพยายามใช้การอัดกิจกรรม การประสานสายการบิน และการสร้างความเชื่อมั่นเชิงแบรนด์อย่าง Trusted Thailand เป็นแนวรับอีกชั้นหนึ่ง อย่างไรก็ดี มาตรการระดับชาติจะเห็นผลได้มากน้อยเพียงใด ในท้ายที่สุดก็ขึ้นกับว่าจังหวัดปลายทางสามารถจัดการบรรยากาศการเดินทางและภาพลักษณ์ในพื้นที่ได้ดีเพียงพอหรือไม่ ซึ่งนี่เองคือจุดที่เชียงรายต้องพิสูจน์ตัวเองในช่วงสงกรานต์ปีนี้

เชียงรายจึงต้องเดินเกมสองด้านพร้อมกัน ทั้งคุมความเสี่ยงและสร้างเหตุผลให้คนอยากมา

มองเฉพาะมาตรการด้านความปลอดภัยของจังหวัด อาจเห็นเพียงภาพการตั้งศูนย์ปฏิบัติการและการกำชับเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อมองร่วมกับกิจกรรมส่งเสริมการเดินทาง จะเห็นว่าเชียงรายกำลังเดินเกมสองด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือคุมความเสี่ยงให้เข้มที่สุด เพื่อไม่ให้เทศกาลกลายเป็นข่าวอุบัติเหตุหรือภาพความไร้ระเบียบที่ทำลายความเชื่อมั่น ด้านที่สองคือทำให้คนยังรู้สึกว่าการมาเชียงรายมีเหตุผลที่คุ้มค่า ทั้งในเชิงประสบการณ์ วัฒนธรรม และความสนุกของการเดินทาง ชุดคิดนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ที่ ททท. ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปีว่า ต้องขยับจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างคุณค่า หรือ Value over Volume มากขึ้น โดยใช้แนวคิด Amazing 5 Economy เป็นกรอบใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ

สำหรับเชียงราย แนวคิดดังกล่าวมีความหมายในระดับปฏิบัติอย่างมาก เพราะจังหวัดนี้ไม่อาจแข่งขันด้วยปริมาณนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอยู่แล้ว แต่ต้องแข่งขันด้วยเรื่องราวและประสบการณ์เฉพาะถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผ้าเมือง ศิลปะ วัดร่วมสมัย อาหาร วัฒนธรรมล้านนา และภูมิทัศน์เมืองศิลป์ การใช้กิจกรรมเช็กอินสามแลนด์มาร์กมาผูกกับการแต่งกายพื้นถิ่น จึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เป็นการเปลี่ยนวัฒนธรรมให้เป็นเครื่องมือเศรษฐกิจในช่วงเทศกาล ขณะเดียวกัน การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำให้เจ้าหน้าที่ต้อง “ใสสะอาดพร้อมบริการ” ก็สะท้อนอีกด้านว่า เมืองท่องเที่ยวจะขายเพียงสถานที่ไม่ได้ แต่ต้องขายความรู้สึกเชื่อมั่นและประสบการณ์ที่ดีตั้งแต่นาทีแรกที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเจอรัฐด้วย

สงกรานต์ปีนี้จึงเป็นบททดสอบของรัฐระดับจังหวัดมากกว่าที่เคย

ในหลายปีที่ผ่านมา เชียงรายต้องเผชิญโจทย์ซ้อนอยู่เสมอ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม หมอกควัน พลังงาน และการท่องเที่ยว ปี 2569 ก็เช่นกัน เพียงแต่โจทย์ทั้งหมดมาชนกันในช่วงสงกรานต์อย่างชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าการจราจรไม่ปลอดภัย ความรู้สึกเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจะถอย ถ้าภาพบริการภาครัฐไม่ดี การใช้จ่ายก็อาจไม่กระจาย ถ้าข่าวลือเรื่องน้ำมันหรือความไม่พร้อมในพื้นที่ขยายตัว การตัดสินใจเดินทางก็จะยิ่งชะลอ และถ้ากิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่มากพอ เมืองก็จะไม่สามารถเปลี่ยนวันหยุดยาวให้เป็นรายได้จริงได้เต็มศักยภาพ ดังนั้น คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ให้ข้าราชการต้องเป็นแบบอย่างที่ดี จึงไม่ใช่เพียงเรื่องคุณธรรมของเจ้าหน้าที่ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกลไกเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในระดับจังหวัดด้วย

ยิ่งเมื่อนำตัวเลขของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามามองร่วมกัน จะยิ่งเห็นว่าความเสี่ยงเรื่องความเชื่อมั่นในตลาดระยะใกล้สามารถส่งผลต่อยอดเดินทางได้เร็วมาก การลดลงของนักท่องเที่ยวมาเลเซียในสัปดาห์ล่าสุดเป็นบทเรียนที่ชัดว่า ข่าวสารด้านพลังงานและความปลอดภัยสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเดินทางได้ทันที แม้ตลาดดังกล่าวจะยังเป็นกำลังหลักของไทยในเชิงสะสม ฉะนั้น จังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย ซึ่งพึ่งพาทั้งนักท่องเที่ยวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติระยะใกล้ ย่อมต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการจัดการภาคสนามสูงกว่าพื้นที่ที่พึ่งพาตลาดระยะไกลเพียงอย่างเดียว ความพร้อมจึงไม่ใช่เรื่องเบื้องหลัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าและภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยวไปแล้วโดยตรง

ถ้าสงกรานต์เชียงรายจะผ่านไปได้ดี ต้องให้คนรู้สึกทั้งปลอดภัยและอยากอยู่ต่อ

ข้อท้าทายสำคัญของเชียงรายในเทศกาลนี้จึงไม่ใช่แค่ทำให้คนเดินทางมาถึง แต่ต้องทำให้คนที่มาถึงแล้วรู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะใช้เวลาอยู่ต่อ ใช้จ่ายต่อ และบอกต่อ ภาคการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 กำลังเผชิญกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังมากขึ้น ดังที่ ททท. ประเมินว่ารายได้โตช้ากว่าปริมาณนักท่องเที่ยว ซึ่งแปลตรงไปตรงมาว่า ต่อให้คนยังมา แต่การตัดสินใจใช้จ่ายไม่ใช่เรื่องอัตโนมัติอีกแล้ว เมืองท่องเที่ยวจึงต้องทำงานหนักขึ้นทั้งเรื่องความปลอดภัย คุณภาพประสบการณ์ และเรื่องเล่าที่ทำให้คนรู้สึกว่า “มาแล้วได้มากกว่าเที่ยว” เชียงรายมีต้นทุนในมือครบ ทั้งศิลปะ ศาสนา วัฒนธรรม และความเป็นเมืองชายแดนที่มีสีสัน เพียงแต่ต้องบริหารให้ทุกองค์ประกอบทำงานไปในทิศทางเดียวกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ของเทศกาลนี้ให้ได้

ในมุมนี้ กิจกรรมแบบ ChiangraiCityChallenge แม้ดูเป็นแคมเปญเล็ก แต่กลับมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ เพราะมันช่วยเชื่อม “ความอยากถ่ายรูป” เข้ากับ “การเดินทางจริง” และเชื่อม “แลนด์มาร์ก” เข้ากับ “การใช้เวลาในเมือง” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขณะเดียวกัน มาตรการด้านถนนก็ทำหน้าที่เป็นฐานรากให้กิจกรรมเหล่านี้มีโอกาสเกิดรายได้อย่างไม่สะดุด อุบัติเหตุรุนแรง ภาพรวมบวกทั้งหมดจะถูกกลบในเวลาอันสั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสงกรานต์ 2569 ของเชียงรายจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเทศกาลประจำปี แต่ควรถูกมองเป็นบททดสอบแบบเรียลไทม์ของการบริหารจังหวัดภายใต้แรงกดดันพร้อมกันทั้งด้านความปลอดภัย เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์

ปลายทางของคำสั่งผู้ว่าฯ ไม่ได้อยู่ที่กระดาษเวียน แต่อยู่ที่ถนนและความทรงจำของผู้คน

เมื่ออ่านทั้งหมดประกอบกันแล้ว สิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายส่งออกไปในวันที่ 9 เมษายน ไม่ใช่แค่ถ้อยคำอวยพรให้ประชาชนเที่ยวสงกรานต์อย่างมีความสุขปลอดภัย แต่คือคำสั่งเชิงบริหารที่พยายามทำให้ “รัฐ” กลับมาเป็นหลักยึดของความเชื่อมั่นในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังลังเลกับหลายเรื่องพร้อมกัน ทั้งการเดินทาง ราคาเชื้อเพลิง ความปลอดภัยบนถนน และบรรยากาศทางเศรษฐกิจของการท่องเที่ยว ในสภาวะเช่นนี้ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวก แต่ทำหน้าที่เป็นภาพแทนของทั้งจังหวัดด้วย ว่าที่นี่พร้อมรับแขกจริงหรือไม่ พร้อมดูแลคนในพื้นที่จริงหรือไม่ และพร้อมเปลี่ยนเทศกาลให้เป็นทั้งความสุขและรายได้โดยไม่แลกกับความสูญเสียมากเกินไปหรือไม่

สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของสงกรานต์เชียงรายปีนี้อาจไม่ได้วัดจากจำนวนโพสต์บนโซเชียลหรือจำนวนคนเช็กอินเพียงอย่างเดียว แต่จะถูกวัดจากสิ่งง่ายที่สุดและสำคัญที่สุดเช่นกัน คือคนกลับถึงบ้านปลอดภัย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างน่าเชื่อถือ นักท่องเที่ยวรู้สึกมั่นใจพอจะใช้เวลาและใช้จ่ายในเมือง และจังหวัดสามารถรักษาบรรยากาศการเดินทางไว้ได้ท่ามกลางกระแสลบจากภายนอกทำได้เช่นนั้น คำสั่งให้ข้าราชการเป็นตัวอย่างที่ดีจะไม่ใช่แค่ข้อความในวันหนึ่งของเดือนเมษายน แต่จะกลายเป็นจุดตั้งต้นของความไว้วางใจที่มีค่ากว่าสิ่งใดสำหรับจังหวัดท่องเที่ยวในปีที่ความเชื่อมั่นกลายเป็นทรัพยากรหายากที่สุดอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • ททท. สำนักงานเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

บทเรียนเชียงรายสู้ฝุ่น 3 ปี พื้นที่เผาลดลงแต่คุณภาพอากาศยังวิกฤต จี้อาเซียนยกระดับความร่วมมือจริงจัง

Summary
  • เชียงรายพบจุดความร้อน 88 จุด (9 เม.ย. 69) ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่า อ.เชียงของค่าฝุ่นยังพุ่งระดับสีแดง

  • จังหวัดเร่งขยายโครงการ “ห้องปลอดฝุ่น” ร่วมกับร้านค้าและเอกชน เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว

  • สถิติ 3 ปีชี้เชียงรายลดพื้นที่เผาได้ดีที่สุดในภาคเหนือ แต่ยังเผชิญฝุ่นจากปัจจัยภายนอกและหมอกควันข้ามแดน

  • สธ. ยกระดับส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่คัดกรองสุขภาพเชิงรุกในกลุ่มเสี่ยง หลังค่าฝุ่นเกินมาตรฐานต่อเนื่อง

เช้านี้ของเชียงราย 88 จุดความร้อน กับคำถามเดิมที่ยังไม่มีคำตอบง่าย

เชียงราย,9 เมษายน 2569 – ไม่ได้เริ่มต้นวันด้วยความโล่งใจ แม้ค่าฝุ่น PM2.5 ในบางจุดจะลดลงจากวันก่อนหน้า แต่ภาพรวมยังอยู่ในภาวะที่วางใจไม่ได้ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานว่า วันเดียวกันพบจุดความร้อนรวม 88 จุด โดยพื้นที่ที่น่ากังวลที่สุดยังคงเป็นเขตป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ซึ่งรวมกันมากถึง 84 จุด ขณะเดียวกันค่าฝุ่นในตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย และตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย ลดลงมาอยู่ในระดับสีส้ม แต่ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ ยังอยู่ในระดับสีแดง โดยมีค่าฝุ่น 82.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน ข้อมูลชุดนี้สะท้อนความจริงที่เจ็บปวดว่า เชียงรายอาจมีวันดีขึ้นเป็นช่วง ๆ แต่ยังไม่พ้นจากวงจรไฟป่า ฝุ่นพิษ และหมอกควันข้ามแดนอย่างแท้จริง

ความน่ากังวลไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 88 จุดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่มันเกิดขึ้นหลังจากจังหวัดและหน่วยงานส่วนกลางได้ประชุม วางแผน และระดมกำลังอย่างต่อเนื่องหลายรอบแล้ว ข้อมูลจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเมื่อ 7 เมษายน ระบุว่า รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ และในวันนั้นรายงานว่าจุดความร้อนจาก 112 จุดเมื่อวันที่ 4 เมษายน ลดลงเหลือ 15 จุดเมื่อวันที่ 6 เมษายน แสดงให้เห็นว่ากลไกปฏิบัติการภาคสนามยังทำงานและมีผลจริงในระยะสั้น แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ตัวเลขก็เด้งกลับขึ้นมาอีกอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้คำถามเดิมกลับมาดังก้องอีกครั้งว่า เชียงรายจะถอดบทเรียนจากฤดูไฟป่าแต่ละปีอย่างไร เพื่อไม่ให้การลดลงเป็นเพียงความสำเร็จชั่วคราวก่อนที่ปัญหาจะย้อนกลับมาใหม่เสมอ

เมื่อไฟป่าลดลงบางวัน แต่ฝุ่นยังไม่หายไปไหน

ตัวเลขรายวันอย่างเผิน ๆ หลายคนอาจสรุปว่าปัญหาของเชียงรายคือไฟป่าในพื้นที่ตัวเองเป็นหลัก แต่ข้อมูลจากภาครัฐชี้ว่าเรื่องจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก จังหวัดเชียงรายยอมรับอย่างเป็นทางการว่าค่าฝุ่น PM2.5 ที่เกินมาตรฐานทุกสถานีในช่วงต้นเดือนเมษายนมีปัจจัยจากหมอกควันข้ามพรมแดนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เพราะจังหวัดมีแนวเขตติดประเทศเพื่อนบ้านและรับอิทธิพลของลมและการเผาจากภายนอกด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจึงให้ความสำคัญกับทั้งการควบคุมไฟในพื้นที่ การดูแลสุขภาพประชาชน และการใช้กลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นเพื่อหารือกับจังหวัดท่าขี้เหล็กในวันที่ 9 เมษายน นี่หมายความว่า ต่อให้เชียงรายคุมไฟในจังหวัดได้ดีขึ้น ปัญหาฝุ่นก็ยังอาจไม่ลดลงในอัตราเดียวกัน เพราะมีแหล่งกำเนิดที่อยู่นอกอำนาจควบคุมโดยตรงของจังหวัดรวมอยู่ด้วย

ความทับซ้อนของปัจจัยภายในและภายนอกนี่เองที่ทำให้การแก้ปัญหาฝุ่นของเชียงรายยากกว่าการดับไฟรายจุด ถ้าเจ้าหน้าที่มองเฉพาะตัวเลขจุดความร้อนในจังหวัด ก็อาจประเมินต่ำไปว่าทำไมคุณภาพอากาศยังไม่กลับสู่ภาวะปลอดภัย แต่ถ้ามองเฉพาะหมอกควันข้ามแดน ก็อาจละเลยการเผาในพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ของตัวเองซึ่งยังเกิดซ้ำอยู่จริง ดังนั้น ปัญหาของเชียงรายจึงไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องรับผิดชอบทั้งหมด ถ้าเป็นปัญหาที่ต้องมองพร้อมกันทั้งแนวดิ่งและแนวราบ ตั้งแต่หมู่บ้าน จุดเผา พื้นที่ป่า ระบบสาธารณสุข ไปจนถึงเวทีความร่วมมือชายแดนและอาเซียน และนั่นเองคือเหตุผลที่ทำให้ทุกครั้งที่ฝุ่นกลับมาหนัก คำถามเรื่อง “ใครเป็นต้นตอ” มักไม่ช่วยพาประชาชนออกจากวิกฤตได้เท่ากับคำถามว่า “เราจะสร้างระบบที่ตอบสนองเร็วกว่านี้ได้อย่างไร”

จิตอาสาและเจ้าหน้าที่แนวหน้า ยังเป็นกำแพงด่านสุดท้ายของจังหวัด

ท่ามกลางตัวเลขและแผนงานที่ถกเถียงกันในห้องประชุม สิ่งที่จังหวัดยังคงพึ่งพามากที่สุดในภาคสนามคือกำลังของเจ้าหน้าที่และจิตอาสาที่ขึ้นเขา ฝ่าควัน และเสี่ยงอันตรายอยู่ทุกวัน ข้อมูลจากจังหวัดเชียงรายเมื่อ 6 เมษายนระบุว่า รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ลงพื้นที่มอบเสบียงและน้ำดื่มให้เจ้าหน้าที่ดับไฟป่า พร้อมรับฟังการรายงานสถานการณ์โดยตรง และผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำว่าการควบคุมไฟป่าในขณะนั้นยังอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ภายใต้การบัญชาการแบบผู้บัญชาการเหตุการณ์คนเดียว หรือ Single command การยืนยันเช่นนี้สะท้อนว่าเชียงรายยังใช้รูปแบบการรวมศูนย์บัญชาการเพื่อให้คำสั่งและทรัพยากรไปถึงแนวหน้าเร็วที่สุด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในพื้นที่ภูเขาที่ไฟลามเร็วและเข้าถึงยาก

แต่การพึ่งพากำลังภาคสนามอย่างหนักก็สะท้อนข้อจำกัดอีกด้านหนึ่งเช่นกัน เพราะยิ่งต้องใช้จิตอาสาและชุดปฏิบัติการพิเศษเป็นกำแพงสุดท้ายมากเท่าไร ยิ่งหมายความว่าระบบป้องกันต้นทางยังไม่แข็งแรงพอที่จะลดภาระคนทำงานแนวหน้าได้มากเท่านั้น ความเสียสละของเจ้าหน้าที่ไม่ควรถูกมองเป็นคำตอบถาวรของปัญหา ควรถูกมองเป็นสัญญาณเตือนว่าจังหวัดยังจำเป็นต้องขยับจากการดับไฟซ้ำ ไปสู่การป้องกันการเกิดไฟซ้ำให้มากขึ้น เพราะไม่มีระบบใดจะยั่งยืนได้ถ้าต้องอาศัยการวิ่งไล่ตามเปลวไฟทุกปีโดยไม่มีการตัดวงจรต้นเหตุอย่างจริงจัง การชื่นชมคนแนวหน้าจึงสำคัญ แต่ยิ่งสำคัญกว่าคือการไม่ปล่อยให้ความกล้าหาญของพวกเขาถูกใช้แทนการปฏิรูประบบที่ควรเกิดขึ้น

ห้องปลอดฝุ่น จากมาตรการช่วยหายใจ สู่การออกแบบเมืองรับมือวิกฤต

ท่ามกลางฝุ่นที่ยังเกินมาตรฐานหลายพื้นที่ เชียงรายเริ่มขยับจากแนวทาง “เตือนภัย” ไปสู่แนวทาง “จัดพื้นที่ปลอดภัย” อย่างชัดเจนมากขึ้น วันที่ 7 เมษายน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายร่วมกับภาคประชาสังคมและผู้ประกอบการหารือกันที่ศาลากลางจังหวัด เพื่อผลักดันโครงการห้องปลอดฝุ่นให้เกิดขึ้นทั่วเมือง โดยเชิญชวนผู้ประกอบการคาเฟ่ ร้านอาหาร และสถานประกอบการในจังหวัดเข้าร่วมเปลี่ยนพื้นที่ของตนให้เป็นเซฟโซนสำหรับพักผ่อน รับประทานอาหาร หรือทำงานใกล้บ้านในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง แนวคิดนี้ไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะคนเชียงรายเท่านั้น แต่ยังถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยวด้วยว่า แม้จังหวัดจะเผชิญหมอกควัน แต่ยังมีพื้นที่ที่สามารถหายใจได้ปลอดภัยมากขึ้นในระดับหนึ่ง

สิ่งที่น่าสนใจคือ จังหวัดไม่ได้มองห้องปลอดฝุ่นเป็นเพียงพื้นที่หลบภัยเฉพาะหน้า ถ้าพยายามเชื่อมมันเข้ากับแนวคิด Work from Anywhere ใกล้บ้าน และการประหยัดพลังงานของรัฐบาลด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดระบุชัดว่านี่คือ “มิติใหม่ของความร่วมมือ” เพื่อ “ลมหายใจของลูกหลานเรา” และเป็นบริการสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันยังมีแผนเปิดแอปพลิเคชันเฉพาะของเชียงราย ทำหน้าที่เป็นเรดาร์อัจฉริยะรายงานค่าฝุ่นและจุดความร้อนแบบเรียลไทม์ พร้อมบอกพิกัดห้องปลอดฝุ่นที่ใกล้ที่สุด แนวทางนี้สะท้อนว่า ถ้าไม่สามารถหยุดไฟและฝุ่นได้ทั้งหมดในทันที จังหวัดอย่างน้อยก็พยายามสร้างโครงสร้างคุ้มครองชีวิตประจำวันให้ประชาชนอยู่ร่วมกับความเสี่ยงได้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา

ฝุ่นไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องสาธารณสุขเต็มรูปแบบ

อีกความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในปีนี้คือ กระทรวงสาธารณสุขเริ่มขยับมาตรการรับมือฝุ่น PM2.5 จากระดับเตือนประชาชนทั่วไป ไปสู่การคัดกรองสุขภาพเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นระบบ วันที่ 8 เมษายน 2569 กระทรวงสาธารณสุขเปิดตัวคลินิกบริการเวชกรรมสิ่งแวดล้อมเคลื่อนที่ Me & U นำร่องที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุขและอธิบดีกรมควบคุมโรคร่วมลงพื้นที่เอง กระทรวงระบุว่าเมื่อค่าฝุ่นเกิน 75 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อเนื่อง 3 วัน จะต้องจัดบุคลากรสาธารณสุขและ อสม. ออกคัดกรองสุขภาพเชิงรุกเพื่อค้นหาผู้ได้รับผลกระทบและดูแลอย่างรวดเร็ว และเพราะภาคเหนือมีค่าฝุ่นสูงต่อเนื่องเกินหนึ่งสัปดาห์ จึงต้องยกระดับมาเป็นหน่วยเคลื่อนที่ที่ตรวจได้ทั้งสมรรถภาพปอด ภาพถ่ายรังสีทรวงอก ภาวะตาแห้ง รวมถึงการเยี่ยมบ้านและแจกอุปกรณ์ป้องกันที่จำเป็น

สารสำคัญจากแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขคือการยอมรับว่าฝุ่นไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขบนหน้าจอ แต่เป็นความเสี่ยงทางสุขภาพที่ต้องตรวจติดตามเหมือนภัยคุกคามอื่น ๆ ในระบบสาธารณสุข เมื่อหน่วยงานระดับชาติเริ่มใช้หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เป็นกลไกตอบโต้ นั่นย่อมสะท้อนว่า PM2.5 ได้ข้ามพ้นสถานะ “ปัญหาฤดูกาล” ไปสู่การเป็น “ภัยสุขภาพซ้ำซาก” แล้วอย่างชัดเจน สำหรับเชียงราย บทเรียนจากเชียงใหม่จึงมีน้ำหนักมาก เพราะจังหวัดกำลังเผชิญฝุ่นที่ยืดเยื้อเช่นกัน และกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ รวมถึงคนทำงานกลางแจ้ง ล้วนต้องการระบบคัดกรองเชิงรุกที่เข้าถึงได้มากกว่าเดิม หากคลินิก Me & U คือคำตอบในเชียงใหม่ คำถามถัดไปย่อมเกิดขึ้นทันทีว่า เชียงรายควรมีรูปแบบดูแลสุขภาพเชิงรุกในระดับเดียวกันเมื่อใด และเร็วพอหรือยังสำหรับฤดูฝุ่นปีนี้

ตัวเลขสามปีบอกอะไร เชียงรายดีขึ้นจริง แต่ภาคเหนือยังไม่พ้นวงจรเดิม

ถ้ามองเฉพาะรายวัน เชียงรายดูเหมือนยังติดอยู่ในกับดักเดิม แต่ถ้าขยับไปอ่านข้อมูลระยะ 3 ปี ภาพจะมีทั้งข่าวดีและข่าวเตือนพร้อมกัน Rocket Media Lab ซึ่งสรุปข้อมูล Burnt Scar จาก GISTDA ระบุว่า พื้นที่เผาไหม้รวมของ 17 จังหวัดภาคเหนืออยู่ที่ 9,686,956 ไร่ในปี 2566 ขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 9,696,686 ไร่ในปี 2567 ก่อนลดลงเหลือ 8,492,308 ไร่ในปี 2568 ขณะที่เชียงรายเป็นหนึ่งในไม่กี่จังหวัดที่พื้นที่เผาไหม้รวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 357,889 ไร่ในปี 2566 เหลือ 96,842 ไร่ในปี 2568 ตัวเลขนี้ชี้ว่า ความพยายามของเชียงรายในเชิงพื้นที่มีผลจริงในระดับหนึ่ง และจังหวัดไม่ได้ยืนอยู่จุดเดิมเสียทั้งหมดเหมือนที่หลายคนอาจรู้สึกเมื่อเผชิญฝุ่นรายวัน

อย่างไรก็ตาม ข่าวดีของเชียงรายไม่ได้แปลว่าภาคเหนือโดยรวมดีขึ้นในทุกมิติ ข้อมูลชุดเดียวกันชี้ว่า ในปี 2568 พื้นที่เผาในป่าของภาคเหนือกลับดีดขึ้นเป็น 5,777,474 ไร่ จาก 2,292,112 ไร่ในปี 2567 เพิ่มขึ้นมากถึง 3,485,362 ไร่ ขณะที่พื้นที่เผาในภาคเกษตรลดลงอย่างชัดเจนจาก 7,404,574 ไร่ในปี 2567 เหลือ 2,714,834 ไร่ในปี 2568 ภาพนี้ทำให้เห็นแนวโน้มที่น่าคิดอย่างยิ่ง คือเมื่อรัฐเข้มงวดกับการเผาเกษตรมากขึ้น ตัวเลขในภาคเกษตรก็ลดลง แต่ป่ากลับเผาเพิ่มขึ้นอย่างมากในหลายจังหวัด เหมือนปัญหาไม่ได้หายไป เพียงขยับตำแหน่งของมันจากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่งเท่านั้น

เชียงรายเป็นข้อยกเว้นที่น่าสนใจ แต่ข้อยกเว้นยังไม่พอจะทำให้ประชาชนหายใจโล่ง

ในรายละเอียดที่สำคัญมาก Rocket Media Lab ระบุว่า เชียงรายเป็นจังหวัดเดียวในภาคเหนือที่การเผาในพื้นที่ป่าลดลงต่อเนื่องตลอด 3 ปี จาก 93,738 ไร่ในปี 2566 เหลือ 17,808 ไร่ในปี 2567 และลดลงต่อเหลือ 13,302 ไร่ในปี 2568 ขณะที่การเผาในพื้นที่เกษตรของเชียงรายก็ลดลงเช่นกัน จาก 264,151 ไร่ในปี 2566 เหลือ 184,912 ไร่ในปี 2567 และลดลงเหลือ 83,540 ไร่ในปี 2568 นี่คือข้อมูลที่สำคัญมาก เพราะถ้าดูเฉพาะ Burnt Scar เชียงรายถือว่ามีความคืบหน้าดีกว่าหลายจังหวัดอย่างชัดเจน และอาจเป็นตัวอย่างที่ควรศึกษาว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้พื้นที่เผาลดลงได้จริงในเชิงโครงสร้าง

แต่ข้อเท็จจริงอีกด้านก็คือ ต่อให้พื้นที่เผาลดลงต่อเนื่อง ฝุ่นรายวันที่ประชาชนสูดเข้าไปยังอาจสูงเกินมาตรฐานอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อมีหมอกควันข้ามแดนเข้ามาซ้ำเติม นี่คือความย้อนแย้งที่ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกว่า “ทำไมลดการเผาแล้วแต่ยังแย่” และนี่คือจุดที่ภาครัฐต้องสื่อสารให้ชัดกว่าเดิมว่า ตัวชี้วัดการเผาในพื้นที่กับคุณภาพอากาศรายวันมีความสัมพันธ์กัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสียทั้งหมด จังหวัดอาจทำการบ้านในบ้านตัวเองดีขึ้น แต่ถ้าบ้านข้าง ๆ ยังมีไฟ และทิศทางลมยังพัดควันเข้ามา คนในเชียงรายก็ยังคงได้รับผลกระทบอยู่ดี บทเรียนที่ควรถอดจากตัวเลขจึงไม่ใช่เพียงการชื่นชมความสำเร็จของเชียงราย แต่ต้องยอมรับด้วยว่าความสำเร็จในระดับจังหวัดจะไปไม่สุด ถ้าไม่มีกลไกข้ามแดนที่ทำงานจริงในเวลาเดียวกัน

สามสิบปีของความร่วมมืออาเซียน ทำไมอากาศสะอาดยังไปไม่ถึงปลายทาง

เมื่อมองจากระดับเชียงรายขึ้นไปสู่ระดับภูมิภาค จะพบว่าปัญหาหมอกควันข้ามแดนไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในปีนี้หรือปีที่แล้ว อาเซียนพยายามสร้างความร่วมมือเรื่องนี้มานานตั้งแต่ปี 2538 ผ่านแผน Regional Haze Action Plan ก่อนจะพัฒนาเป็นข้อตกลงอาเซียนเรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน หรือ AATHP ที่ลงนามในปี 2545 และมีผลใช้บังคับในปี 2546 ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดวัตถุประสงค์ให้ประเทศสมาชิกป้องกันและติดตามหมอกควันข้ามแดนจากไฟป่าและการเผา ผ่านความร่วมมือระดับภูมิภาคและมาตรการภายในประเทศ ต่อมาอาเซียนยังวางเป้าหมายใหม่ใน Second Haze-Free Roadmap 2023-2030 โดยประกาศวิสัยทัศน์ที่จะทำให้ภูมิภาคปลอดหมอกควันข้ามแดนภายในปี 2030 อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์สามทศวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดว่าการมีโรดแมปเพียงอย่างเดียว ไม่ได้แปลว่าปัญหาจะคลี่คลายเองตามเวลา

กรณีของเชียงรายยิ่งทำให้ภาพนี้ชัดขึ้น เพราะจังหวัดนี้เคยเป็นชื่อของแผนปฏิบัติการระดับอนุภูมิภาคแม่โขงด้วย ในปี 2560 มีการออก Chiang Rai 2017 Plan of Action เพื่อผลักดันความร่วมมือของ 5 ประเทศในอนุภูมิภาคแม่โขง ตั้งเป้าลดจุดความร้อนรวมให้เหลือไม่เกิน 50,000 จุดภายในปี 2563 แต่สุดท้ายเป้าหมายดังกล่าวไม่สำเร็จ และแผนโรดแมปอาเซียนฉบับแรกก็หมดอายุลงโดยไม่สามารถทำให้ภูมิภาคปลอดหมอกควันได้ ข้อมูลของ Rocket Media Lab สะท้อนว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา กลไกอาเซียนจำนวนมากยังทำหน้าที่เป็นกรอบหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล และทบทวนแผน มากกว่าจะเป็นเครื่องมือบังคับใช้ที่ทำให้แต่ละประเทศต้องแบกรับต้นทุนของการปล่อยควันข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง

แผนใหม่เกิดขึ้นแล้ว แต่คำถามเดิมยังค้างอยู่เรื่องการบังคับใช้

ในปี 2567 ไทย สปป.ลาว และเมียนมา ได้เปิดตัวยุทธศาสตร์ฟ้าใส หรือ CLEAR Sky Strategy อย่างเป็นทางการ กระทรวงการต่างประเทศของไทยระบุว่าแผนปฏิบัติการร่วมนี้เกิดจากความจำเป็นเร่งด่วนในการรับมือระดับ PM2.5 ที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค และมุ่งพัฒนาแผนที่ความเสี่ยงไฟ การเสริมศักยภาพ และการประสานงานระหว่างสามประเทศให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวในพิธีเปิดเมื่อ 29 ตุลาคม 2567 ว่า ปัญหา PM2.5 ในภูมิภาคมีหลายแหล่งกำเนิด ทั้งอุตสาหกรรม คมนาคม ไฟป่า และการเผาเกษตร และต้องอาศัยการลงมือร่วมกันแบบจับต้องได้ ไม่ใช่เพียงการย้ำเจตนารมณ์ร่วมกันเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแผนใหม่เพิ่มขึ้น แต่คำถามสำคัญยังไม่เปลี่ยน คือใครจะรับผิดชอบเมื่อการเผาในประเทศหนึ่งกระทบคุณภาพอากาศของอีกประเทศหนึ่ง และกลไกใดจะทำให้คำมั่นร่วมกลายเป็นผลลัพธ์จริงได้ในภาคสนาม ประเด็นนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ ซึ่งแม้อยู่ภายใต้ AATHP เช่นกัน แต่ยังออกกฎหมาย Transboundary Haze Pollution Act ของตัวเอง โดยเปิดทางให้ลงโทษบริษัทหรือผู้เกี่ยวข้องกับหมอกควันข้ามแดนได้ แม้การกระทำนั้นจะเกิดนอกประเทศสิงคโปร์ บทลงโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สูงสุดคือปรับไม่เกิน 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวัน และรวมแล้วไม่เกิน 2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมให้ใช้ข้อมูลดาวเทียม ลม และอุตุนิยมวิทยาเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐาน นี่ทำให้เห็นความต่างชัดเจนระหว่างกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคกับเครื่องมือบังคับใช้ระดับชาติที่มีเขี้ยวเล็บจริงกว่า

ไทยยกระดับเรื่องฝุ่นเป็นวาระอาเซียนแล้ว แต่การบ้านในภูมิภาคยังหนัก

รัฐบาลไทยได้ส่งสัญญาณชัดตั้งแต่ต้นปี 2568 ว่าปัญหา PM2.5 ไม่ใช่เพียงวาระแห่งชาติ แต่เป็นวาระอาเซียนด้วย สำนักประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลรายงานเมื่อ 26 มกราคม 2568 ว่านายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ระบุให้เรื่องฝุ่นเป็นทั้งวาระของไทยและอาเซียน พร้อมย้ำว่าประเทศเดียวไม่สามารถรับมือปัญหานี้ได้ลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือกับประเทศที่มีการเผาสูงและการบังคับใช้มาตรการในหลายระดับควบคู่กัน การประกาศเช่นนี้มีนัยสำคัญ เพราะยอมรับตรง ๆ ว่าปัญหาในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายไม่อาจแก้ได้ครบด้วยอำนาจของจังหวัดหรือแม้แต่รัฐบาลไทยฝ่ายเดียว

ถึงกระนั้น การยกเรื่องขึ้นเป็นวาระทางการเมืองยังไม่เท่ากับการทำให้ประชาชนเห็นผลเร็วพอในชีวิตประจำวัน คนเชียงรายไม่ได้วัดความคืบหน้าจากจำนวนบันทึกความเข้าใจหรือจำนวนเวทีเจรจา วัดจากคำถามง่าย ๆ ว่า วันนี้ลูกหลานจะออกไปโรงเรียนได้หรือไม่ ผู้สูงอายุจะหายใจไหวหรือเปล่า ร้านอาหารจะยังมีลูกค้านั่งได้หรือไม่ และสงกรานต์ปีนี้นักท่องเที่ยวจะเชื่อหรือไม่ว่าเชียงรายยังเป็นเมืองที่ใช้ชีวิตได้ นี่จึงเป็นโจทย์ท้าทายที่สุดของทั้งรัฐไทยและอาเซียน เพราะในที่สุดแล้ว ความสำเร็จของนโยบายหมอกควันไม่ได้ถูกตัดสินในห้องประชุม แต่ถูกตัดสินที่ปอดของประชาชนและเศรษฐกิจของเมืองชายแดนอย่างเชียงรายทุกปี

บทเรียนที่เชียงรายควรถอด ไม่ใช่แค่ดับไฟให้ไว แต่ต้องลดการย้อนกลับของปัญหา

เมื่อประกอบข้อมูลรายวัน ข้อมูลสุขภาพ และข้อมูลเชิงโครงสร้างเข้าด้วยกัน บทเรียนแรกที่เชียงรายควรถอดคือ จังหวัดอาจทำได้ดีขึ้นในเรื่องการลดพื้นที่เผา แต่ยังต้องลงทุนมากกว่านี้กับระบบเตือนภัยและระบบคุ้มครองประชาชนในวันที่ฝุ่นยังมาแม้ไฟในพื้นที่จะลดลงแล้ว โครงการห้องปลอดฝุ่นและแอปแจ้งเตือนเรียลไทม์จึงควรถูกผลักให้เป็นระบบสาธารณะถาวร ไม่ใช่มาตรการทดลองเฉพาะฤดูฝุ่นปีนี้ เพราะในโลกที่ความเสี่ยงข้ามแดนยังอยู่ การมีสถานที่ปลอดภัย ข้อมูลแบบทันเวลา และช่องทางสาธารณสุขเชิงรุก คือเกราะที่ประชาชนต้องใช้จริงทุกปี

บทเรียนที่สองคือ ตัวชี้วัดต้องไม่ผลักปัญหาจากป่าไปเกษตร หรือจากเกษตรกลับไปป่า ข้อมูล Burnt Scar ภาคเหนือช่วงปี 2566 ถึง 2568 แสดงชัดว่า เมื่อความเข้มงวดเปลี่ยนจุดเน้น ตัวเลขการเผาในอีกภาคส่วนหนึ่งก็อาจเด้งขึ้นแทนได้ ถ้ารัฐประเมินความสำเร็จจาก KPI เฉพาะบางประเภทของพื้นที่โดยไม่มองภาพรวม ปัญหาจะไม่หายไปไหน แต่เพียงย้ายตำแหน่งเท่านั้น เชียงรายซึ่งเป็นจังหวัดเดียวที่การเผาในป่าลดลงต่อเนื่อง ควรถูกใช้เป็นห้องทดลองเชิงนโยบายว่ากลไกใดทำงานได้จริง แล้วนำบทเรียนไปขยายผล พร้อมกันนั้นก็ต้องระวังไม่ให้ความสำเร็จในระดับจังหวัดกลบข้อเท็จจริงว่าฝุ่นรายวันยังขึ้นกับปัจจัยนอกพื้นที่อย่างมาก

บทเรียนที่สามคือ การเจรจาข้ามแดนต้องมีน้ำหนักเชิงปฏิบัติมากกว่าที่ผ่านมา ความร่วมมือระดับอาเซียนและอนุภูมิภาคมีประโยชน์ในแง่การวางกรอบและแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่ถ้าไม่มีเครื่องมือบังคับใช้ แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ หรือกลไกรับผิดที่ชัดเจน ปัญหาจะยังวนกลับมาในทุกฤดูแล้ง ดังนั้น สิ่งที่เชียงรายต้องการไม่ใช่เพียงจำนวนการประชุมที่มากขึ้น แต่ต้องการผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้มากขึ้น เช่น แผนที่เสี่ยงไฟร่วมกัน ระบบสายด่วนที่ใช้งานได้จริง การแลกเปลี่ยนข้อมูลจุดความร้อนข้ามแดนแบบทันที และมาตรการทางเศรษฐกิจที่ทำให้การเผามีต้นทุนสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน ไม่เช่นนั้น 30 ปีของความร่วมมือก็จะยังคงเป็น 30 ปีของความคุ้นชินกับอากาศที่ไม่เคยปลอดภัยจริงเสียที

ปลายทางของเรื่องนี้ คือคืนลมหายใจให้ประชาชน ไม่ใช่เพียงลดตัวเลขบนรายงาน

สุดท้ายแล้ว เรื่องของฝุ่นที่เชียงรายไม่ควรถูกทำให้เป็นแค่การรายงานจุดความร้อนรายวัน หรือการแข่งขันว่าใครลดตัวเลขได้มากกว่ากันในแต่ละปี เพราะปลายทางที่แท้จริงคือการคืนสิทธิพื้นฐานที่สุดอย่างหนึ่งให้ประชาชน นั่นคือสิทธิในการหายใจอากาศที่ปลอดภัย วันที่ 9 เมษายน 2569 จังหวัดยังพบจุดความร้อน 88 จุด เชียงของยังแดงเข้ม และภาคเหนือยังต้องพึ่งมาตรการห้องปลอดฝุ่น หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ และการเจรจาข้ามแดนไปพร้อมกัน ภาพนี้บอกเราว่าปัญหายังไม่จบ แต่ก็ไม่ใช่ภาพที่สิ้นหวังเสียทีเดียว เพราะข้อมูลสามปีชี้ว่าเชียงรายลดพื้นที่เผาได้จริง ระบบสาธารณสุขเริ่มตอบโต้เชิงรุกมากขึ้น และภาครัฐท้องถิ่นก็เริ่มคิดเรื่องพื้นที่ปลอดภัยและข้อมูลเรียลไทม์ในแบบที่ใกล้ชีวิตประชาชนมากขึ้น

โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่แค่จะดับไฟวันนี้ให้หมดหรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรให้เชียงรายไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกปี เมื่อถึงฤดูฝุ่น ประชาชนไม่ควรต้องหวังพึ่งเพียงลมเปลี่ยนทิศ ฝนตก หรือความเสียสละของจิตอาสาเพียงอย่างเดียว ควรมีระบบที่ทำให้การป้องกัน การเตือน การรักษา และการเจรจาทำงานต่อเนื่องเป็นโครงสร้างเดียวกัน เมื่อถึงวันนั้น คำถามที่ว่าเชียงรายต้องนั่งประชุมอีกกี่ครั้งจึงจะรับมือฝุ่นได้สำเร็จ อาจไม่จำเป็นต้องถูกถามซ้ำอีกต่อไป เพราะคำตอบจะไม่ได้อยู่บนโต๊ะประชุมเท่านั้น แต่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนเชียงรายที่เริ่มหายใจได้เต็มปอดขึ้นจริง ๆ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่เชียงราย
  • กระทรวงสาธารณสุข
  • ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution
  • เอกสาร The Second Haze-Free Roadmap 2023-2030 ของอาเซียน ซึ่งกำหนดเป้าหมายให้อาเซียนปลอดหมอกควันข้ามแดนภายในปี 2030
  • กระทรวงการต่างประเทศ
  • Rocket Media Lab ที่อ้างอิงข้อมูล Burnt Scar จาก GISTDA
  • เอกสารของสิงคโปร์เกี่ยวกับ Transboundary Haze Pollution Act ซึ่งระบุบทลงโทษสูงสุดปรับไม่เกิน 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวัน และรวมไม่เกิน 2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ รวมถึงการใช้ข้อมูลดาวเทียมและอุตุนิยมวิทยาเป็นหลักฐานประกอบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายยืนยันน้ำประปา กปภ. และผักผลไม้ปลอดภัยจากสารหนู แต่ยังคุมเข้มตรวจซ้ำและเฝ้าระวังเครื่องในปลา

Summary
  • ผลตรวจล่าสุดยันน้ำประปา กปภ. เชียงราย-แม่สาย-เชียงแสน ปลอดภัย สารหนูต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

  • สินค้าเกษตร พืช ผัก ผลไม้ และข้าว ที่สุ่มตรวจในจังหวัดยังไม่พบการปนเปื้อนเกินกำหนด

  • พบจุดเสี่ยงสารหนูในดิน 18 จุด พื้นที่ตำบลห้วยชมภู แม่ยาว และดอยฮาง เร่งวางแผนบำบัด

  • กรมประมงแนะงดบริโภค “เครื่องในปลา” จากแหล่งน้ำธรรมชาติ แม้เนื้อปลาส่วนใหญ่ยังผ่านเกณฑ์

  • จังหวัดรุกตั้งแล็บกลางที่ มทร.ล้านนา และ มฟล. เพื่อยกระดับการตรวจโลหะหนักในพื้นที่เอง

เชียงรายเร่งตรึงความเชื่อมั่นลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง หลังผลตรวจรอบใหม่ชี้น้ำประปาและสินค้าเกษตรยังอยู่ในเกณฑ์ แต่ปลาและพื้นที่ดินเสี่ยงยังต้องติดตามต่อ

เชียงราย,8 เมษายน 2569 – ในห้วงเวลาที่คำว่า “สารหนู” ไม่ได้เป็นเพียงศัพท์ทางวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่กลายเป็นคำที่ผูกอยู่กับชีวิตประจำวันของคนริมกก สาย รวก และโขง การประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำของจังหวัดเชียงรายครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 จึงไม่ใช่แค่เวทีรายงานผลตรวจเชิงเทคนิค หากเป็นเวทีที่ทุกหน่วยงานต้องตอบคำถามเดียวกันให้ได้ว่า ประชาชนยังใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจเพียงใด และจังหวัดจะเดินต่ออย่างไรโดยไม่ปล่อยให้ความกังวลวิ่งนำหน้าข้อเท็จจริง ในการประชุมครั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน พร้อมหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข เกษตร ประมง การประปา มหาวิทยาลัย และภาคประชาสังคมเข้าร่วม ขณะที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุชัดว่าได้เสนอผลตรวจน้ำผิวดินครั้งที่ 17 เพื่อใช้ประกอบการสื่อสารกับสาธารณะ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนแผนงานโครงการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำแม่น้ำกกและแม่น้ำสายเพื่อส่งต่อให้มีการพิจารณาในระดับลุ่มน้ำต่อไป

สิ่งที่ทำให้การประชุมวันนั้นมีน้ำหนักมากกว่ารอบก่อน ๆ คือ ภูมิทัศน์ของปัญหาได้เปลี่ยนจากการเฝ้าระวังน้ำอย่างเดียว ไปสู่การเฝ้าระวังทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่น้ำประปา ดิน พืชอาหาร สัตว์น้ำ สุขภาพคน ไปจนถึงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น จังหวัดเชียงรายกำลังเรียนรู้ว่า การตรวจพบสารเกินมาตรฐานในแม่น้ำธรรมชาติแม้เพียงบางจุด ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ใช้น้ำริมฝั่ง แต่สามารถลามไปถึงความรู้สึกของผู้บริโภค ผู้ประกอบการท่องเที่ยว เกษตรกร และชาวประมงได้ในเวลาเดียวกัน ข่าวดีจากห้องประชุมคือ ระบบน้ำประปาที่เข้าสู่ครัวเรือนยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยตามมาตรฐาน ขณะเดียวกันข่าวที่ยังต้องอ่านอย่างระมัดระวังคือ แม่น้ำธรรมชาติบางช่วงยังมีจุดเสี่ยง และคำแนะนำเรื่องการบริโภคปลายังไม่ปิดจบในเชิงนโยบาย โดยเฉพาะประเด็นเครื่องในปลา ซึ่งผู้แทนกรมประมงเสนอให้หลีกเลี่ยงแต่ยังต้องรอการพิจารณาอย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งถัดไป ตามข้อมูลประกอบการประชุม

น้ำธรรมชาติยังมีจุดที่ต้องเฝ้าระวัง แต่น้ำประปายังยืนอยู่บนฐานมาตรฐาน

ผลตรวจน้ำผิวดินที่ถูกรายงานเข้าสู่การประชุมเมื่อวันที่ 8 เมษายน ระบุว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2569 แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขงบางจุดยังมีค่าสารหนูเกินเกณฑ์มาตรฐานเล็กน้อย นี่คือข้อเท็จจริงที่จังหวัดไม่ได้ปิดบัง และเป็นเหตุผลว่าทำไมการติดตามจึงต้องทำต่อแบบถี่และต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การมีจุดตรวจบางแห่งเกินเกณฑ์ในน้ำผิวดิน ไม่ได้แปลตรงตัวว่าน้ำทุกประเภทที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวันไม่ปลอดภัย เพราะระบบน้ำประปามีกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพแยกต่างหาก การประชุมครั้งนี้จึงย้ำชัดในอีกด้านว่า น้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาคในพื้นที่เชียงราย แม่สาย เชียงแสน และเวียงเชียงของ ยังผ่านมาตรฐาน และยังเป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างความเสี่ยงในแหล่งน้ำธรรมชาติกับความปลอดภัยในระบบสาธารณูปโภคที่ผ่านการบำบัดแล้ว

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับอินโฟกราฟิกผลตรวจคุณภาพน้ำประปาที่คุณแนบมา ซึ่งระบุผลเฝ้าระวังสารโลหะหนักในช่วงกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2569 ของ กปภ. พื้นที่เสี่ยง โดยค่าสารหนู ตะกั่ว และแคดเมียมในน้ำประปาทั้ง 4 ระบบยังต่ำกว่ามาตรฐานน้ำประปาอย่างมีนัยสำคัญ อินโฟกราฟิกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า หน่วยบริการเชียงแสนและเวียงเชียงของซึ่งรับน้ำจากแม่น้ำโขงพบค่าสารหนูสูงสุด 0.0050 และ 0.0073 มิลลิกรัมต่อลิตรตามลำดับ ยังต่ำกว่าค่ามาตรฐานน้ำประปาที่ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนพื้นที่แม่สายและเกาะช้างพบค่าสารหนูสูงสุดเพียง 0.0023 มิลลิกรัมต่อลิตร และสาขาเชียงรายที่ใช้น้ำดิบจากแม่น้ำกกก็รายงานค่าสารหนูสูงสุดในรอบดังกล่าวเพียง 0.0026 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่ตะกั่วและแคดเมียมอยู่ในระดับต่ำมากหรือไม่สามารถตรวจวัดได้ตามเกณฑ์ที่รายงานในภาพประกอบของ กปภ. ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากหน้าสาธารณะของศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการรับรู้และติดตามสถานการณ์น้ำเชียงรายที่ย้ำว่า น้ำประปา กปภ. ยังสะอาดและปลอดภัยตามผลตรวจรอบล่าสุด

ประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ แม้น้ำประปาจะยังผ่านเกณฑ์ แต่ภาครัฐไม่ได้หยุดเพียงการยืนยันผลตรวจ กปภ. เชียงรายยังมีแผนปรับเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำกกไปใช้แหล่งอื่นในอนาคตเพื่อลดความเปราะบางของระบบระยะยาว แปลความในเชิงนโยบายได้ว่า จังหวัดไม่ได้เลือกสื่อสารแบบสร้างความอุ่นใจอย่างเดียว แต่กำลังพยายามลดความเสี่ยงต้นทางควบคู่กันไป นี่เป็นสัญญาณที่สำคัญ เพราะในสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนเร็ว ความเชื่อมั่นของประชาชนจะเกิดจากสองอย่างพร้อมกัน คือ การบอกความจริงว่ามีจุดเสี่ยง และการแสดงให้เห็นว่าระบบรัฐยังขยับรับมืออยู่จริง ไม่ใช่แค่ขอให้ประชาชนเชื่อใจโดยไม่มีแผนรองรับ

ดินริมแม่น้ำกกไม่ใช่ประเด็นรองอีกต่อไป หลังแผนที่เสี่ยงเริ่มชัดขึ้น

หากน้ำเป็นภาพที่สังคมจับตาทุกวัน ดินคือความเสี่ยงที่มักเคลื่อนตัวช้ากว่า แต่ฝังลึกกว่า เอกสารการตรวจดินในพื้นที่เกษตรกรรมบริเวณลุ่มแม่น้ำกกจากสถานีพัฒนาที่ดินเชียงราย สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 7 ระบุว่า กรมพัฒนาที่ดินได้เก็บตัวอย่างดินในเดือนพฤศจิกายน 2568 จำนวน 172 ตัวอย่าง โดยวางแนวเก็บตัวอย่างตามระยะห่างจากแม่น้ำกกที่ 100 เมตร 200 เมตร 500 เมตร 1,000 เมตร และ 2,000 เมตร เพื่อประเมินการกระจายตัวของสารในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างเป็นระบบ ข้อมูลชุดนี้มีความสำคัญมาก เพราะทำให้การพูดเรื่อง “ดินเสี่ยง” เลื่อนจากระดับความรู้สึกไปสู่ระดับแผนที่และตำแหน่งที่อ้างอิงได้จริง

ผลจากเอกสารดังกล่าวชี้ว่า จังหวัดเริ่มเห็นพื้นที่เสี่ยงชัดขึ้น โดยแบ่งเกณฑ์ปฏิบัติการเป็น 3 ระดับ ได้แก่ พื้นที่ไม่เกินค่ามาตรฐานที่ 0 ถึง 14.99 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม พื้นที่เฝ้าระวังที่ 15 ถึง 24.99 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และพื้นที่เสี่ยงที่มากกว่า 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ที่สำคัญ เอกสารยังระบุพื้นที่เสี่ยงใน 3 ตำบลของอำเภอเมืองเชียงราย ได้แก่ ห้วยชมภู แม่ยาว และดอยฮาง รวม 18 จุด แบ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วม 11 จุด และพื้นที่น้ำไม่ท่วม 7 จุด พร้อมข้อสังเกตสำคัญว่า พื้นที่เสี่ยงที่พบสารหนูมีการกระจายตัวในระยะ 0 ถึง 1,000 เมตรจากแม่น้ำกก ข้อมูลนี้ตรงกับสิ่งที่กรมพัฒนาที่ดินเสนอให้ที่ประชุมรับทราบตามข้อมูลพบว่า พื้นที่ทั้งสามตำบลต้องมีมาตรการด้านการปลูกพืชและการบำบัดสารหนูในดินอย่างเหมาะสมต่อไป ไม่ใช่รอให้ปัญหากลายเป็นภาวะเรื้อรังของพื้นที่เกษตรกรรมเสียก่อน

ความหมายของผลตรวจดินจึงไปไกลกว่าคำว่า “พบหรือไม่พบ” เพราะมันกระทบต่อคำถามพื้นฐานของชุมชนว่า จะปลูกอะไรต่อได้บ้าง พื้นที่ใดควรเฝ้าระวัง พื้นที่ใดต้องจำกัดการใช้ประโยชน์ และใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟู หากวันนี้ดินในบางจุดเริ่มมีแผนที่เสี่ยงชัดขึ้น พรุ่งนี้โจทย์จะย้ายไปสู่การออกมาตรการเฉพาะพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งด้านการเกษตร ความปลอดภัยอาหาร และการสื่อสารความเสี่ยงกับประชาชนในแต่ละตำบล ซึ่งต้องใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ในระดับละเอียดกว่าการสรุปภาพรวมทั้งจังหวัด

ปลาในแม่น้ำยังเป็นคำถามใหญ่ของสังคม และเครื่องในปลาคือจุดอ่อนไหวที่สุด

ประเด็นที่สังคมจับตามากที่สุดในเวลานี้อาจไม่ใช่น้ำดื่ม แต่คือปลา เพราะปลาไม่ใช่แค่อาหาร หากเป็นทั้งรายได้ วัฒนธรรม และตัวชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศ กรมประมงเคยประกาศแผนตรวจติดตามและเฝ้าระวังสารปนเปื้อนสัตว์น้ำในแม่น้ำสายและแม่น้ำกกอย่างเข้มข้น ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงในเชียงใหม่และเชียงราย โดยเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสารหนู ปรอท ตะกั่ว และแคดเมียม พร้อมรายงานว่า ผลตรวจในช่วงหนึ่งยังไม่เกินค่ามาตรฐาน อย่างไรก็ตาม รองอธิบดีกรมประมงในเวลานั้นก็แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์น้ำที่จับได้จากแม่น้ำสายและแม่น้ำกกไปก่อน แม้จะย้ำว่าสัตว์น้ำจากระบบเพาะเลี้ยงส่วนใหญ่ยังบริโภคได้อย่างปลอดภัย นี่สะท้อนว่า ต่อให้ผลตรวจ “ยังไม่เกิน” หน่วยงานก็ยังเลือกใช้หลักระมัดระวังไว้ก่อนในเรื่องการบริโภคจากแหล่งธรรมชาติ

เมื่อเข้าสู่ปี 2569 แนวทางสื่อสารสาธารณะก็เริ่มละเอียดขึ้นมากกว่าเดิม โดยข้อมูลเผยแพร่สาธารณะในช่วงกุมภาพันธ์และมีนาคมชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า หากประชาชนจะบริโภคปลาจากแม่น้ำ ควรระวังอวัยวะภายในมากกว่าเนื้อปลา สอดคล้องกับข่าวรายงานภาคสนามที่อ้างผลตรวจและคำแนะนำจากหน่วยงานซึ่งให้เลี่ยงหัวและตับปลา ขณะที่ข้อมูลประกอบการประชุมวันที่ 8 เมษายนที่คุณแนบระบุว่า ผู้แทนกรมประมงเสนอให้ “งดกินเครื่องในปลา” ในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง แม้ผลตรวจในตัวปลาโดยรวมยังไม่เกินค่ามาตรฐาน เนื่องจากอวัยวะภายในเป็นส่วนที่สะสมโลหะหนักได้มากที่สุด แต่ประเด็นนี้ยังไม่ได้เข้าสู่มติที่ประชุมเพราะหมดเวลาประชุมเสียก่อน นั่นทำให้คำแนะนำล่าสุดอยู่ในสภาพ “กำลังขยับไปสู่ความเข้มขึ้น” แต่ยังต้องรอการรับรองเป็นทางการอีกครั้ง

เอกสารประกอบการหารือจากกรมประมงที่คุณแนบยังช่วยอธิบายเหตุผลเชิงวิชาการของข้อเสนอเช่นนี้ได้ดี โดยเนื้อหาในเอกสารชี้ว่า การสะสมสารพิษในปลาไม่ได้เกิดสม่ำเสมอทุกส่วนของร่างกาย และอวัยวะภายในโดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร ตับ และส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสะสมและกำจัดสาร เป็นจุดที่มีโอกาสพบการสะสมสารมากกว่ากล้ามเนื้อปลา ข้อมูลลักษณะนี้ทำให้ข้อเสนอ “หลีกเลี่ยงเครื่องในปลา” ไม่ใช่แค่คำเตือนแบบกว้าง ๆ แต่เป็นข้อเสนอที่วางอยู่บนตรรกะทางพิษวิทยาและการสะสมสารในสิ่งมีชีวิตอย่างมีหลักฐานรองรับระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ความท้าทายใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่การออกคำเตือน แต่อยู่ที่การสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจความต่างระหว่างปลาเลี้ยงกับปลาธรรมชาติ ความต่างระหว่างเนื้อปลากับเครื่องในปลา และความต่างระหว่าง “ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน” กับ “ไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว” เพราะสองประโยคหลังนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ในพื้นที่ที่ความเชื่อมั่นเปราะบาง หากหน่วยงานรัฐสื่อสารแบบสั้นเกินไป คนจะตีความเป็นสองขั้วทันที คือไม่เชื่ออะไรเลย หรือเชื่อจนหยุดระวัง ทั้งสองด้านล้วนเสี่ยงต่อสังคมเท่ากัน

สินค้าเกษตรและอาหารที่สุ่มตรวจยังไม่เกินเกณฑ์ แต่ยังเท่ากับต้องตรวจต่อ ไม่ใช่จบเรื่อง

อีกประเด็นที่ประชาชนต้องการคำตอบมากไม่แพ้กันคือ พืชผัก ข้าว ผลไม้ และสัตว์น้ำที่วางขายหรือผลิตในจังหวัดยังปลอดภัยหรือไม่ คำตอบล่าสุดจากที่ประชุมเมื่อวันที่ 8 เมษายน คือ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย ร่วมกับหน่วยงานเกษตรและประมงสุ่มตรวจพืช ผัก ผลไม้ ข้าว และสัตว์น้ำ แล้วพบว่าตัวอย่างที่ตรวจทั้งหมดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย ข้อเท็จจริงข้อนี้สำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพของตลาดและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างมาก เพราะหากไม่มีผลตรวจยืนยันในระดับห่วงโซ่อาหาร ผลกระทบจะลุกลามจากประเด็นสิ่งแวดล้อมไปสู่การตีตราสินค้าท้องถิ่นทั้งจังหวัดได้ทันที

แต่คำว่า “อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน” ต้องอ่านให้ครบความหมาย มันหมายถึง ตัวอย่างที่สุ่มตรวจในรอบนั้นยังไม่เกินเกณฑ์ ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่ ทุกชนิด และทุกช่วงเวลาจะไม่มีความเสี่ยงอีกต่อไป นี่จึงเป็นเหตุผลที่ภาคสาธารณสุขยังต้องเดินหน้าแผนเฝ้าระวังระยะยาว ข้อมูลสาธารณะปลายเดือนกุมภาพันธ์ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขขยายวงตรวจคนเพิ่มกว่า 1,400 คน และวางแผนเฝ้าระวังต่อเนื่อง 5 ปี โดยย้ำว่ายังไม่พบสารหนูในระดับที่เป็นอันตรายต่อประชาชนในรอบรายงานดังกล่าว ภาพนี้บอกเราว่า ภาครัฐกำลังพยายามแยกสองเรื่องออกจากกันอย่างชัดเจน เรื่องหนึ่งคือผลตรวจปัจจุบันที่ยังไม่ชี้ถึงอันตรายเฉียบพลัน อีกเรื่องหนึ่งคือความจำเป็นต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ความเสี่ยงเชิงสะสมหลุดจากระบบตรวจสอบ

ในทางปฏิบัติ ประโยคที่ประชาชนควรจำจึงอาจไม่ใช่ “ปลอดภัยแล้ว” แต่เป็น “ผลตรวจรอบนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ และต้องตรวจซ้ำอย่างสม่ำเสมอ” วิธีคิดแบบนี้ช่วยให้สังคมไม่ตื่นตระหนกเกินจริง และไม่ลดการเฝ้าระวังเร็วเกินไป โดยเฉพาะกับจังหวัดที่กำลังเผชิญปัญหาเกี่ยวเนื่องทั้งน้ำ ดิน อาหาร และการรับรู้ของสาธารณะไปพร้อมกัน ความน่าเชื่อถือของรัฐในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้มาจากการยืนยันว่าทุกอย่างปกติ แต่มาจากการอัปเดตข้อมูลให้ทันและพูดให้ครบว่าข้อมูลชุดใดตอบคำถามอะไรได้บ้าง และตอบอะไรไม่ได้บ้าง

แล็บกลางเชียงรายคือหัวใจใหม่ของการรับมือระยะยาว

หนึ่งในผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญที่สุดจากการประชุม 8 เมษายน คือ การผลักดันให้เชียงรายมีศักยภาพตรวจวิเคราะห์ในพื้นที่ของตนเองมากขึ้น ข้อมูลระบุว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย ทำหน้าที่เป็นแล็บกลางแห่งที่ 2 ต่อจากโครงการจัดตั้งแล็บกลางของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยจะรับภารกิจตรวจดิน ผลผลิตเกษตร และสัตว์น้ำในกรณีปัญหาปนเปื้อนสารโลหะหนักในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง พร้อมมีการประสานให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ มทร.ล้านนา เชียงราย วางแผนด้านงบประมาณร่วมกันเพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลต่อไป ขณะที่ข้อมูลสาธารณะจากสื่อและเพจหน่วยงานในวันเดียวกันก็ยืนยันตรงกันว่า จังหวัดกำลังเดินหน้าแนวคิดจัดตั้งห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบโลหะหนัก ณ มทร.ล้านนา เชียงราย เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังเชิงรุกระยะยาว

ความสำคัญของแล็บกลางไม่ได้อยู่ที่การมีอาคารหรือเครื่องมือเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่อยู่ที่การลดระยะเวลารอผล ลดต้นทุนการส่งตรวจ และทำให้จังหวัดสามารถเชื่อมข้อมูลน้ำ ดิน อาหาร และสุขภาพคนเข้าด้วยกันได้เร็วขึ้น ปัญหาสารปนเปื้อนเป็นปัญหาที่เวลาเท่ากับความเชื่อมั่น ยิ่งผลตรวจออกช้า ความกังวลยิ่งเดินเร็วกว่าเอกสาร และเมื่อความกังวลเดินนำหน้า ตลาด ชุมชน และชื่อเสียงของจังหวัดก็เสียหายได้ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะมาถึง การสร้างขีดความสามารถด้านห้องปฏิบัติการในพื้นที่จึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคเฉพาะทางอย่างเดียว แต่เป็นการลงทุนในความเชื่อมั่นของสังคม และเป็นเส้นเลือดสำคัญของการตัดสินใจเชิงนโยบายต่อจากนี้ด้วย

เสียงจากชาวประมงและงานวิจัยชาวบ้านกำลังเติมช่องว่างที่ข้อมูลรัฐยังตอบไม่ครบ

ท่ามกลางข้อมูลทางการที่ไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง อีกด้านหนึ่งของเรื่องนี้คือเสียงจากชุมชนที่ใช้แม่น้ำเลี้ยงชีวิตจริง สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตร่วมกับกลุ่มชาวประมงแม่น้ำกกในพื้นที่บ้านเชียงแสนน้อยและบ้านท่ากอบง ลงสำรวจพันธุ์ปลาในช่วงวันที่ 29 ถึง 30 มีนาคม 2569 ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า “งานวิจัยชาวบ้าน” เพื่อรวบรวมข้อมูลพันธุ์ปลา องค์ความรู้ท้องถิ่น สถานการณ์ภัยคุกคาม และข้อเสนอเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรประมง ผลเบื้องต้นพบพันธุ์ปลาน้ำกก 94 ชนิด รวมถึงปลาหายากที่มีความสำคัญหลายชนิด สะท้อนให้เห็นว่าแม่น้ำกกตอนปลายไม่ใช่เพียงแหล่งน้ำทั่วไป แต่เป็นพื้นที่นิเวศที่มีความซับซ้อนสูงและมีความเชื่อมโยงกับแม่น้ำโขงอย่างลึกซึ้ง

ข้อมูลจากชุมชนชุดนี้มีคุณค่าในอีกมิติหนึ่ง เพราะมันทำให้ประเด็นสารปนเปื้อนไม่ถูกจำกัดอยู่ในกรอบแล็บและเอกสารราชการเท่านั้น แต่โยงกลับมาสู่ปากท้องและความทรงจำร่วมของผู้คนที่อยู่กับแม่น้ำมานาน ชาวประมงไม่ได้ถามแค่ว่าปลายังกินได้หรือไม่ แต่ถามต่อด้วยว่า ปลาอพยพยังกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่ ปลาที่เคยเป็นรายได้หลักลดลงเพราะสารปนเปื้อน ความขุ่นของน้ำ หรือการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศด้านอื่นกันแน่ และใครจะรับผิดชอบหากอาชีพที่สืบทอดกันมานานสูญเสียฐานทรัพยากรไปทีละน้อย งานวิจัยชาวบ้านจึงไม่ใช่งานเสริมจากภาคประชาชน หากเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้รัฐเห็น “ต้นทุนทางสังคม” ของปัญหานี้ชัดขึ้นกว่าตัวเลขทางเคมีเพียงอย่างเดียว

โจทย์ต่อจากนี้ไม่ใช่แค่ตรวจให้พบ แต่ต้องขยายจุดตรวจและทำข้อมูลให้พูดภาษาเดียวกัน

ในข้อมูลยังมีอีกประเด็นที่สะท้อนว่าระบบเฝ้าระวังของเชียงรายยังอยู่ระหว่างการขยายตัว นั่นคือข้อเสนอให้เพิ่มจุดตรวจน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำโขงให้ครอบคลุมอำเภอเชียงของและเวียงแก่น ซึ่งเป็นสองอำเภอสุดท้ายที่แม่น้ำโขงไหลผ่านในจังหวัด โดยผู้แทนสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 จะกลับไปหารือต้นสังกัดก่อนนำผลมารายงานที่ประชุมในเดือนพฤษภาคม ความเคลื่อนไหวนี้สำคัญมาก เพราะหากไม่มีฐานข้อมูลครบทุกช่วงแม่น้ำ การประเมินความเสี่ยงของทั้งจังหวัดจะยังมีช่องว่าง และช่องว่างในทางวิทยาศาสตร์มักกลายเป็นช่องว่างของความเชื่อมั่นในทางสังคมเสมอ

พร้อมกันนั้น ยังมีความคืบหน้าอีกด้านในระดับนโยบายที่ต้องจับตา คือการทบทวนโครงการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย หลังมีการรับทราบข้อเสนอในระดับคณะรัฐมนตรีและให้หน่วยงานเกี่ยวข้องกลับไปปรับรายละเอียดให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน ข้อมูลสาธารณะรายงานวงเงินโครงการเร่งด่วนไว้ที่ 188.36 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่ารัฐเริ่มขยับจากการตรวจและเฝ้าระวัง ไปสู่การจัดชุดโครงการแก้ปัญหาในเชิงระบบมากขึ้น แต่ประสิทธิผลของงบประมาณเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อข้อมูลของแต่ละหน่วยงานเชื่อมกันได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างตรวจ ต่างคนต่างสื่อสาร แล้วปล่อยให้ประชาชนต่อจิ๊กซอว์เองจากข่าวหลายชิ้นที่ใช้ถ้อยคำไม่เหมือนกัน

เชียงรายยังไม่ถึงจุดสรุป แต่ถึงจุดที่ต้องตัดสินใจด้วยข้อมูลแล้ว

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดให้ครบ จะเห็นว่าจังหวัดเชียงรายในวันที่ 8 เมษายน 2569 ไม่ได้อยู่ในภาวะที่ทุกอย่างเลวร้ายจนควบคุมไม่ได้ และก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่สามารถประกาศว่าปัญหาผ่านพ้นไปแล้ว ความจริงอยู่ตรงกลางและซับซ้อนกว่านั้นมาก แม่น้ำธรรมชาติบางจุดยังมีค่าสารหนูเกินเกณฑ์เล็กน้อย น้ำประปาในระบบผลิตยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย สินค้าเกษตรและอาหารที่สุ่มตรวจยังไม่เกินมาตรฐาน ดินบางพื้นที่เริ่มมีแผนที่เสี่ยงชัดขึ้น ปลาในแหล่งธรรมชาติยังต้องใช้หลักระมัดระวัง โดยเฉพาะอวัยวะภายใน และภาครัฐกำลังเร่งสร้างแล็บกลางเพื่อให้จังหวัดมีอำนาจตรวจสอบและตอบคำถามได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ทุกประโยคนี้จริงพร้อมกัน และการมองเพียงบางมุมย่อมทำให้ความเข้าใจคลาดเคลื่อนทันที

สิ่งที่เชียงรายต้องทำต่อจากนี้จึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “สร้างความมั่นใจ” กับ “พูดความจริง” เพราะสองอย่างนี้ต้องเดินไปพร้อมกัน จังหวัดต้องยืนยันข้อมูลที่ตรวจได้จริงอย่างตรงไปตรงมา ต้องแยกให้ออกว่าน้ำผิวดิน น้ำประปา ดิน สินค้าเกษตร และปลา เป็นคนละชั้นของความเสี่ยง ต้องยอมรับว่าบางประเด็นยังไม่มีคำตอบสุดท้าย และต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลอัปเดตได้โดยไม่ต้องอาศัยข่าวลือหรือโพสต์ตัดตอน ความเชื่อมั่นที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐ ชุมชน และภาควิชาการพูดด้วยภาษาชุดเดียวกัน และแสดงให้เห็นว่าการเฝ้าระวังครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อผ่านวิกฤตข่าวระยะสั้น แต่ทำเพื่อปกป้องแม่น้ำ ชุมชน และอนาคตของจังหวัดในระยะยาวจริง ๆ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • การประปาส่วนภูมิภาค
  • กรมประมง
  • อาจารย์ ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

กรมทรัพยากรน้ำรับฟังความเห็นปฐมนิเทศหนองหลวง วางกรอบ 300 วันสร้างคู่มือบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติ

เชียงรายเปิดเวทีออกแบบอนาคตหนองหลวง เดินหน้าแผนฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติบนฐานข้อมูล วิทยาศาสตร์ และเสียงของชุมชน

เชียงราย,26 มีนาคม 2569 – เช้าวันหนึ่งที่ไม่ได้เป็นเพียงพิธีเปิด แต่เป็นจุดตั้งต้นของการตัดสินใจระยะยาว บรรยากาศที่ห้องประชุมวิสต้า บอลรูม ชั้น 3 โรงแรมแกรนด์วิสต้า เชียงราย ในช่วงเช้าวันที่ 26 มีนาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการรวมตัวของข้าราชการ นักวิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่เพื่อรับฟังข้อมูลโครงการอีกชิ้นหนึ่ง หากแต่เป็นเวทีที่หลายฝ่ายมองตรงกันว่าอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหนองหลวง พื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ของเชียงรายที่แบกรับทั้งคุณค่าทางนิเวศ คุณค่าทางเศรษฐกิจ และความคาดหวังของผู้คนรอบพื้นที่ไว้พร้อมกัน

การประชุมปฐมนิเทศครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการค่าใช้จ่ายในการศึกษาความเหมาะสม สำรวจ ออกแบบพื้นที่ชุ่มน้ำหนองหลวง จังหวัดเชียงราย เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ โดยเอกสารโครงการยืนยันว่าเป็นกระบวนการศึกษาที่ครอบคลุมทั้งการประเมินสภาพพื้นที่ การจัดทำแผนหลัก การออกแบบรายละเอียด และการจัดทำคู่มือบริหารจัดการ ซึ่งจะเชื่อมโยงทั้งมิติทางน้ำ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้าด้วยกัน

ตามข้อมูลทางการของกรมทรัพยากรน้ำ เวทีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าศึกษาและรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเพื่อกำหนดแนวทางฟื้นฟูหนองหลวงให้สอดรับทั้งกับระบบนิเวศและการใช้ประโยชน์ของชุมชนในระยะยาว โดยมีนางสาวบุญธิดา เปล่งแสง รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เข้าร่วม พร้อมหน่วยงานจังหวัดและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

หนองหลวงในความหมายที่ใหญ่กว่าพื้นที่น้ำขัง

หากมองเพียงภาพภูมิประเทศ หนองหลวงอาจถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงพื้นที่น้ำขนาดใหญ่ในอำเภอเวียงชัยและพื้นที่เกี่ยวเนื่องของอำเภอเมืองเชียงราย แต่ในเอกสารโครงการ หนองหลวงถูกอธิบายไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติ และเป็นแหล่งน้ำจืดธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย มีลักษณะเป็นทะเลสาบและอ่างเก็บน้ำธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรในฤดูแล้ง ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัย เป็นแหล่งอาหารและประมงของชุมชน รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ข้อมูลในเอกสารประชาสัมพันธ์ยังระบุว่า พื้นที่ศึกษาอยู่ในเขตอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอเวียงชัย ครอบคลุมประมาณ 9.13 ตารางกิโลเมตร หรือ 5,706.25 ไร่ ซึ่งสะท้อนว่าโครงการครั้งนี้มิได้มองเพียงผืนน้ำหลัก แต่ครอบคลุมภูมิทัศน์และพื้นที่โดยรอบที่เชื่อมโยงกันในเชิงระบบด้วย

ในสไลด์ข้อมูลพื้นฐานโครงการ หนองหลวงยังถูกวางไว้ในบริบทลุ่มน้ำที่กว้างกว่า โดยอยู่ในลุ่มน้ำหลักลุ่มน้ำโขงเหนือ และลุ่มน้ำย่อยลุ่มน้ำแม่กกตอนล่างส่วนที่ 3 พร้อมมีข้อมูลประกอบว่าพื้นที่นี้มีพื้นที่รับน้ำฝนประมาณ 166 ตารางกิโลเมตร ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการบริหารจัดการหนองหลวงไม่อาจตัดขาดจากระบบน้ำที่ไหลเข้าและไหลออกของพื้นที่ได้

นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

เมื่อปัญหาสะสมมาถึงจุดที่การแก้รายปีไม่เพียงพอ

แม้หนองหลวงจะมีคุณค่าสูงในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำของจังหวัด แต่เอกสารโครงการยอมรับตรงไปตรงมาว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่แห่งนี้เผชิญปัญหาการเสื่อมโทรมของคุณภาพน้ำ การบุกรุกพื้นที่ และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยรอบ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่กระทบทั้งระบบนิเวศและวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่โดยตรง

ในเวทีเปิดประชุม นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย สะท้อนสาระสำคัญของปัญหาไว้ในทิศทางเดียวกันว่า การพัฒนาพื้นที่ลักษณะนี้จำเป็นต้องศึกษารอบด้านและให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น เพราะหากเดินหน้าโดยปราศจากความเข้าใจร่วมกัน ปัญหาความขัดแย้งและการร้องเรียนอาจตามมาในภายหลัง ได้ชี้ให้เห็นด้วยว่าหนองหลวงไม่ใช่เพียงแหล่งน้ำ แต่เป็นแหล่งอาหาร แหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิต และเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนจำนวนมากในจังหวัด

น้ำหนักของคำกล่าวดังกล่าวอยู่ตรงการยอมรับความจริงว่า พื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่พื้นที่ว่างที่รอการพัฒนา แต่เป็นพื้นที่ที่มีเจ้าของร่วมในทางสังคม มีประโยชน์ทับซ้อนหลายด้าน และมีความเปราะบางสูง หากโครงการจะเดินต่อได้จริง ความไว้วางใจของชุมชนย่อมเป็นเงื่อนไขสำคัญพอ ๆ กับข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์

โครงการ 300 วันกับโจทย์ที่ใหญ่กว่าการสำรวจทั่วไป

จากแผนงานด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ปรากฏในเอกสารโครงการ กระบวนการศึกษาครั้งนี้มีกรอบระยะเวลาดำเนินงาน 300 วัน โดยเริ่มจากการประชุมปฐมนิเทศเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 และวางกำหนดจัดประชุมรับฟังผลการศึกษาเบื้องต้นในวันที่ 17 เมษายน 2569 จากนั้นมีเวทีกลุ่มย่อย 5 ครั้งในวันที่ 7 พฤษภาคม 14 พฤษภาคม 4 มิถุนายน 18 มิถุนายน และ 9 กรกฎาคม 2569 ก่อนปิดท้ายด้วยการประชุมนิเทศผลสรุปในวันที่ 8 ตุลาคม 2569 พร้อมมีช่องทางสื่อสารผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ เอกสารประกอบการประชุม เฟซบุ๊ก และไลน์อย่างเป็นทางการของโครงการ

หากอ่านเฉพาะกรอบเวลาดังกล่าว อาจดูเป็นแผนงานตามปกติของงานศึกษาโครงการภาครัฐ แต่เมื่อพิจารณาขอบเขตจริง จะพบว่าโจทย์ของงานไม่ได้เล็กเลย เพราะโครงการต้องศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน ทบทวนแผนเดิม จัดลำดับความสำคัญของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและบรรเทาอุทกภัย วิเคราะห์สภาพน้ำท่วมในอดีตและอุปสรรคการระบายน้ำ สำรวจภูมิประเทศและธรณีวิทยา ศึกษาแบบจำลองคณิตศาสตร์ของการบริหารจัดการน้ำท่วม วิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ออกแบบรายละเอียดโครงการ ตลอดจนจัดทำคู่มือบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำและฐานข้อมูลสารสนเทศเชิงพื้นที่สำหรับการใช้ต่อในอนาคต

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เวทีวันที่ 26 มีนาคมไม่ใช่ปลายทางของการรับฟัง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการประกอบข้อมูลจำนวนมากให้กลายเป็นแผนที่ใช้การได้จริง

ฝั่งวิศวกรรมย้ำว่าจุดตั้งต้นต้องเป็นข้อมูลจริงของพื้นที่ ไม่ใช่ความเร่งรีบในการก่อสร้าง

หนึ่งในสาระสำคัญที่ถูกอธิบายในที่ประชุมคือกรอบการศึกษาด้านวิศวกรรมและการบริหารจัดการน้ำ โดยผู้เชี่ยวชาญจากคณะที่ปรึกษาอธิบายว่า งานศึกษาครั้งนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการออกแบบโครงสร้างหรือการขุดลอกเท่านั้น แต่เป็นการจัดทำแผนแม่บทและคู่มือบริหารจัดการที่ต้องอยู่บนฐานของข้อมูลจริงจากพื้นที่ ทั้งข้อมูลทุติยภูมิ ข้อมูลการใช้ที่ดิน และโดยเฉพาะข้อมูลจากชุมชนที่รู้สภาพน้ำและการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ดีที่สุด

สาระเชิงเทคนิคที่ถูกอธิบายในเวทีชี้ว่า ทีมวิจัยจะใช้เครื่องมือแบบจำลองเพื่อประเมินน้ำท่า สมดุลน้ำ และการไหลเวียนของน้ำในหนองหลวง รวมถึงประเมินความเปลี่ยนแปลงของการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบพื้นที่ชุ่มน้ำว่ากระทบต่อการไหลบ่าของน้ำและภาวะน้ำหลากอย่างไร แนวทางนี้สอดคล้องกับขอบเขตโครงการที่ระบุชัดเรื่องการศึกษาแบบจำลองคณิตศาสตร์ การสำรวจด้านวิศวกรรม และการออกแบบรายละเอียดควบคู่กับนิเวศวิทยาภูมิทัศน์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้เชี่ยวชาญพยายามวางกรอบให้เห็นว่าคำว่า “พัฒนา” ไม่จำเป็นต้องแปลว่า “ก่อสร้าง” เสมอไป แต่ต้องรวมถึงการควบคุมการไหลเวียน การจัดสรรน้ำ การฟื้นฟูพื้นที่ การกำหนดแนวทางใช้โครงสร้างเดิมอย่างมีประสิทธิภาพ และการออกแบบพื้นที่ด้วยความระมัดระวังต่อระบบนิเวศ ซึ่งเป็นมุมมองที่ช่วยลดความกังวลของชุมชนบางส่วนที่ไม่ต้องการให้การฟื้นฟูกลายเป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่โดยไม่จำเป็น

ฝั่งนิเวศเตือนว่าหากไม่มีข้อมูลชีวภาพ การพัฒนาก็อาจทำลายจุดแข็งของพื้นที่ไปพร้อมกัน

ในด้านป่าไม้ สัตว์ป่า และระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาอธิบายอย่างชัดเจนว่า จุดเด่นของเชียงรายประการหนึ่งคือความหลากหลายของระบบนิเวศ โดยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำ และหากการพัฒนาดำเนินไปโดยไม่มีฐานข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติที่เพียงพอ จุดแข็งของพื้นที่อาจถูกบั่นทอนลงโดยไม่รู้ตัว

การสำรวจที่วางแผนไว้ครอบคลุมทั้งทรัพยากรป่าไม้ พืชน้ำ พืชลอยน้ำ สัตว์ป่า 4 กลุ่มหลัก คือสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ตลอดจนสัตว์น้ำ แพลงก์ตอน และปลา โดยจะใช้ทั้งการสำรวจภาคสนาม การตั้งกล้องดักถ่าย การบันทึกเสียง และการเก็บข้อมูลหลายฤดูกาลเท่าที่ข้อจำกัดของโครงการเอื้อให้ทำได้ สาระสำคัญของแนวทางนี้คือการทำให้พื้นที่มีข้อมูลว่ามีสิ่งมีชีวิตอะไรอยู่ตรงไหน และมีคุณค่าทางนิเวศแบบใด ก่อนจะไปสู่การจัดโซนหรือการออกแบบกิจกรรมใช้ประโยชน์ในอนาคต

ในมุมนี้ เวทีประชุมไม่ได้เสนอภาพของการอนุรักษ์แบบแช่แข็งพื้นที่ แต่เสนอแนวคิด “การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน” ตามหลัก Wise Use of Wetlands ซึ่งเอกสารโครงการอ้างอิงไว้ชัดเจน นั่นคือการใช้พื้นที่อย่างชาญฉลาด ให้มนุษย์อยู่ได้ เศรษฐกิจเดินได้ และทรัพยากรไม่ถูกทำลายจนส่งต่อไปยังรุ่นต่อไปไม่ได้

คุณภาพน้ำถูกยกเป็นหัวใจของอนาคตหนองหลวง

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในที่ประชุม คือการศึกษาด้านระบบนิเวศในน้ำและคุณภาพน้ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ชี้ว่า ต่อให้พื้นที่มีปริมาณน้ำมากเพียงใด หากน้ำเสื่อมคุณภาพก็ยากที่จะใช้ประโยชน์อย่างปลอดภัยและยั่งยืนได้ การตรวจวัดคุณภาพน้ำจึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคเฉพาะของห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่เป็นฐานของการตัดสินใจว่าจะใช้พื้นที่นี้เพื่อเกษตร อุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว หรือการรักษาระบบนิเวศอย่างไร

ข้อมูลในสไลด์โครงการระบุชัดว่าการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมที่จะได้จากโครงการจะครอบคลุมทั้งทรัพยากรด้านกายภาพ ทรัพยากรด้านชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณค่าต่อคุณภาพชีวิต เพื่อใช้สำหรับประกอบการอนุมัติและวางแผนโครงการในอนาคต

ในเวทีซักถาม ผู้เข้าร่วมประชุมยังตั้งคำถามต่อเนื่องถึงประเด็นสำคัญว่า หลังสิ้นสุดการศึกษาแล้ว ชาวบ้านจะเข้าถึงการตรวจสอบคุณภาพน้ำได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้คนในพื้นที่มีความสามารถประเมินสภาพน้ำเบื้องต้นได้เอง คำตอบจากฝ่ายวิชาการยอมรับว่า การตรวจวัดมาตรฐานเชิงลึกยังต้องอาศัยหน่วยงานและห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน แต่ก็เปิดแนวคิดเรื่องการพัฒนาเครื่องมือหรือกิจกรรมเรียนรู้แบบง่ายสำหรับเยาวชนและชุมชน เพื่อเสริมบทบาทการเฝ้าระวังในระดับพื้นที่ เป็นสัญญาณว่าประเด็นคุณภาพน้ำไม่ได้จบเพียงในรายงาน แต่ถูกโยงไปสู่การติดตามในอนาคตด้วย

เศรษฐกิจและสังคมไม่ใช่ภาคผนวก แต่เป็นแกนร่วมของการออกแบบ

อีกหนึ่งส่วนที่ทำให้เวทีครั้งนี้แตกต่างจากการประชุมเชิงเทคนิคทั่วไป คือการย้ำว่าการศึกษาด้านเศรษฐกิจและสังคมจะไม่เป็นเพียงภาคผนวกท้ายเล่ม แต่จะเป็นแกนร่วมที่ช่วยตีความว่าทรัพยากรธรรมชาติของหนองหลวงมีความหมายต่อผู้คนอย่างไรจริง ๆ

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและสังคมอธิบายว่า โครงการจะสำรวจทั้งประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ตำนาน วิถีชีวิต การพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน รูปแบบการหาปลา การใช้พืชสมุนไพร ตลอดจนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่ในระบบนิเวศ เพื่อเปลี่ยนสิ่งที่มักถูกมองเป็นคุณค่าทางใจหรือคุณค่าเชิงวัฒนธรรมให้เป็นข้อมูลที่ใช้สื่อสารและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

สาระนี้สอดคล้องกับสไลด์ “นิเวศบริการของพื้นที่ชุ่มน้ำหนองหลวง” ซึ่งแบ่งคุณค่าของพื้นที่ออกเป็น 4 ด้านใหญ่ ได้แก่ บริการด้านทรัพยากรธรรมชาติ บริการควบคุมสมดุลสิ่งแวดล้อม บริการสนับสนุนระบบนิเวศ และบริการด้านวิถีชีวิตชุมชน โดยเชื่อมโยงตั้งแต่เรื่องแหล่งน้ำ แหล่งประมงพื้นบ้าน พืชน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ การชะลอน้ำหลาก การกักเก็บน้ำ การดูดซับคาร์บอน ไปจนถึงการเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ และฐานการประกอบอาชีพของคนในพื้นที่

น้ำหนักของแนวคิดนี้อยู่ที่การทำให้การถกเถียงเรื่องหนองหลวงไม่ถูกจำกัดแค่คำถามว่าจะ “ทำหรือไม่ทำ” แต่ขยับไปสู่คำถามที่ยากและลึกกว่านั้น คือจะทำอย่างไรให้คุณค่าหลายชุดที่ซ้อนกันอยู่ในพื้นที่เดียวกันเดินไปด้วยกันได้มากที่สุด

เวทีถามตอบสะท้อนทั้งความหวังและความระแวงของพื้นที่

ตลอดช่วงถามตอบในที่ประชุม สิ่งที่สะท้อนเด่นชัดคือ คนในพื้นที่และผู้เกี่ยวข้องไม่ได้ปฏิเสธการศึกษา แต่ต้องการให้กระบวนการครั้งนี้ไม่จบลงแบบงานวิชาการที่วางไว้บนชั้นเอกสารเท่านั้น

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมามีทั้งเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนในความหมายที่มากกว่าการเข้าประชุม การพัฒนาศักยภาพคนในพื้นที่ให้สามารถเก็บข้อมูลและติดตามทรัพยากรต่อได้หลังจบโครงการ ความเหมาะสมของกำหนดประชุมรับฟังผลเบื้องต้นในช่วงหลังสงกรานต์ ความจำเป็นต้องนำประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ามาคิด ความเป็นไปได้ในการติดตามปัญหาผักตบชวาและพืชน้ำรุกราน การกำหนดจุดเก็บตัวอย่างคุณภาพน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงจริง ตลอดจนคำถามสำคัญว่าเมื่อศึกษาเสร็จแล้ว ใครจะเป็นผู้ดำเนินการต่อ

ข้อสังเกตเหล่านี้มีความหมายมาก เพราะสะท้อนว่าความทรงจำของชุมชนต่อโครงการพัฒนาหลายครั้งที่ผ่านมาไม่ได้ราบรื่นนัก หลายคนจึงต้องการเห็นว่าครั้งนี้จะมีกลไกอย่างไรให้เสียงของประชาชนไม่ถูกใช้เพียงเป็นพิธีกรรมประกอบรายงาน แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบและการเฝ้าระวังจริง

ฝ่ายวิชาการตอบด้วยแนวคิดเปิดข้อมูลและชวนชุมชนร่วมเก็บฐานระยะยาว

คำตอบของคณะที่ปรึกษาต่อข้อห่วงกังวลหลายประเด็นไม่ได้อยู่ในรูปของการรับปากว่าทุกอย่างจะสมบูรณ์ใน 300 วัน แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่าฐานข้อมูลระยะยาวของพื้นที่จะมีความหมายมาก หากชุมชน เยาวชน โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาในจังหวัดสามารถมีบทบาทร่วมเก็บข้อมูลบางส่วนอย่างต่อเนื่อง เช่น ระดับน้ำ ลักษณะน้ำ หรือสภาพทรัพยากรในฤดูกาลต่าง ๆ

มุมมองเช่นนี้น่าสนใจ เพราะเป็นการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า งานวิจัยช่วงสั้นยากจะจับพลวัตของพื้นที่ชุ่มน้ำได้ครบทั้งหมด หากจะให้หนองหลวงมีระบบจัดการที่ยั่งยืนจริง ก็ต้องมีเจ้าของข้อมูลในพื้นที่ ไม่ใช่พึ่งเฉพาะทีมวิจัยจากภายนอก

ฝ่ายการมีส่วนร่วมของโครงการยังย้ำด้วยว่า เมื่อสิ้นสุดงานศึกษา จะมีทั้งรายงาน คู่มือ และสื่อประชาสัมพันธ์ที่ทิ้งไว้ให้หน่วยงานและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ใช้ต่อยอดได้ อีกทั้งยังวางช่องทางสื่อสารออนไลน์ไว้เพื่อให้ประชาชนติดตามความคืบหน้าได้ต่อเนื่อง

นางสาวบุญธิดา เปล่งแสง รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ

กรมทรัพยากรน้ำชี้บทบาทของรัฐในการวางกรอบ แต่ยอมรับว่าทิศทางสุดท้ายต้องพึ่งพื้นที่

ช่วงท้ายของการประชุม นางสาวบุญธิดา เปล่งแสง รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ อธิบายบทบาทของกรมทรัพยากรน้ำในมุมที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจว่าเหตุใดหนองหลวงจึงถูกหยิบขึ้นมาศึกษาในเวลานี้ ซึ่งชี้ว่าประเทศไทยมีภารกิจด้านการดูแลพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งในระดับชาติและภายใต้กรอบระหว่างประเทศ การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำในปัจจุบันไม่ใช่การห้ามใช้ประโยชน์ทั้งหมด แต่เป็นการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาดและยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจริงและการตัดสินใจร่วมกับคนในพื้นที่

สาระสำคัญจากคำอธิบายของรองอธิบดีอยู่ตรงการย้ำว่า การจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำต้องมีการแบ่งโซนและกำหนดทิศทางว่า พื้นที่ใดควรเน้นอนุรักษ์ พื้นที่ใดพัฒนาได้ และพื้นที่ใดต้องใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างระมัดระวัง โดยโจทย์เหล่านี้ไม่ควรถูกฟันธงจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องถามผู้คนใน 3 ตำบล 2 อำเภอที่อยู่กับหนองหลวงจริงด้วย

ในเชิงนโยบาย ภาพนี้สอดคล้องกับเอกสารโครงการที่ระบุว่า ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือการได้ข้อมูลแหล่งน้ำและแผนงานหลักการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาแหล่งน้ำที่สอดคล้องกับมติของรัฐ ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน มีแบบแปลนและเอกสารเทคนิคมาตรฐานสำหรับอนาคต และมีฐานข้อมูลสารสนเทศเชิงพื้นที่ที่บูรณาการการทำงานของภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่เข้าด้วยกัน

สิ่งที่ชุมชนอาจได้รับ หากการศึกษาครั้งนี้เดินไปถึงขั้นปฏิบัติ

แม้การประชุมวันที่ 26 มีนาคมจะยังไม่ใช่เวทีสรุปคำตอบสุดท้าย แต่ภาพประโยชน์ที่เริ่มเห็นจากกรอบโครงการก็ค่อนข้างชัดแล้วในหลายมิติ

มิติแรกคือการได้ฐานข้อมูลที่ทำให้การถกเถียงเรื่องหนองหลวงหลุดพ้นจากความรู้สึกหรือข้อขัดแย้งเฉพาะหน้า ไปสู่การใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ เชิงนิเวศ และเชิงเศรษฐกิจสังคมร่วมกัน มิติที่สองคือการได้เครื่องมือสำหรับวางลำดับความสำคัญของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วม คุณภาพน้ำ การใช้ที่ดิน การจัดการพืชน้ำ หรือการออกแบบพื้นที่ใช้ประโยชน์ มิติที่สามคือการสร้างเงื่อนไขให้หน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานจังหวัดมีเอกสารทางเทคนิคที่พร้อมนำไปใช้ต่อยอดของบประมาณหรือดำเนินมาตรการในอนาคตได้ง่ายขึ้น

ในระดับใหญ่กว่านั้น เอกสารแผนปฏิบัติราชการของกรมทรัพยากรน้ำยังมีรายการหนองหลวง จังหวัดเชียงราย อยู่ในแผนงานปี 2569 ระยะที่ 2 วงเงิน 74 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าในสายตาของหน่วยงานรัฐ พื้นที่นี้ไม่ได้ถูกมองเป็นประเด็นเล็กเฉพาะท้องถิ่น แต่เป็นพื้นที่ที่มีน้ำหนักเชิงนโยบายระดับหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ดี การจะเปลี่ยนงบประมาณหรือแผนบนกระดาษให้กลายเป็นผลลัพธ์จริงในพื้นที่ ยังต้องผ่านเงื่อนไขสำคัญหลายชั้น ทั้งความเห็นร่วมของชุมชน ความชัดเจนของข้อเสนอ การแบ่งบทบาทระหว่างหน่วยงาน และการติดตามหลังจบการศึกษา

บทเรียนที่เวทีนี้ทิ้งไว้ ไม่ใช่เพียงเรื่องหนองหลวง แต่คือวิธีคิดต่อพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งระบบ

สิ่งที่ทำให้การประชุมครั้งนี้มีนัยสำคัญ ไม่ได้อยู่เพียงชื่อของโครงการหรือจำนวนผู้เข้าร่วม แต่อยู่ที่การเปิดให้หลายชุดความคิดมาปะทะกันอย่างตรงไปตรงมา ฝ่ายรัฐต้องการวางกรอบและขยับงานให้เป็นระบบ ฝ่ายวิชาการต้องการข้อมูลที่มากพอจะออกแบบได้อย่างแม่นยำ ส่วนชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียต้องการหลักประกันว่าการพัฒนาจะไม่มาทับถมปัญหาเก่า หรือทำให้ทรัพยากรที่เหลืออยู่สูญหายไปอีก

เมื่อมองจากมุมนี้ หนองหลวงจึงเป็นมากกว่าพื้นที่น้ำของเชียงราย แต่เป็นพื้นที่ทดสอบสำคัญว่าการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของไทยจะขยับจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การใช้ข้อมูล การออกแบบเชิงระบบ และการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังได้มากเพียงใด

สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ คือคุณภาพของการรับฟังมากพอกับความซับซ้อนของพื้นที่หรือไม่

หลังจากเวทีปฐมนิเทศผ่านพ้นไป สิ่งที่ต้องติดตามต่อไม่ใช่เพียงว่าการศึกษาจะเสร็จทันกำหนดหรือไม่ แต่คือกระบวนการจะเปิดกว้างกับข้อมูลจากพื้นที่ได้มากเพียงใด จะดึงเยาวชน ชาวบ้าน ผู้ใช้น้ำ และกลุ่มอาชีพต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมจริงแค่ไหน และที่สำคัญ จะมีความชัดเจนเพียงใดว่าเมื่อรายงานเสร็จแล้ว ใครจะเป็นเจ้าภาพเดินหน้าต่อในแต่ละประเด็น

ในพื้นที่ที่คุณค่าทางธรรมชาติทับซ้อนกับความต้องการด้านเกษตร การประมง การสัญจร การท่องเที่ยว และความคาดหวังเรื่องรายได้ การออกแบบที่ดีไม่ใช่การทำให้ทุกฝ่ายพอใจแบบสมบูรณ์ แต่เป็นการทำให้ทุกฝ่ายเห็นเหตุผลของทางเลือกต่าง ๆ และรู้ว่าตนยังมีที่ยืนอยู่ในอนาคตของพื้นที่

สำหรับหนองหลวง การประชุมวันที่ 26 มีนาคม 2569 จึงอาจยังไม่ใช่วันของคำตอบ แต่เป็นวันที่ตั้งคำถามได้ตรงจุดมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา และในหลายครั้ง คำถามที่ถูกต้องย่อมมีค่าพอ ๆ กับคำตอบ เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบอนาคตที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และไม่ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำที่เหลืออยู่ต้องจ่ายราคาของการพัฒนาเพียงฝ่ายเดียว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทรัพยากรน้ำ
  • เขียนโดย กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ก้าวสำคัญของเชียงราย! ยกระดับคณะอนุกรรมการเมืองเก่า คุมเข้มทัศนียภาพ 1.27 ตร.กม. ป้องกันรากเหง้าเลือนหาย

เชียงรายยกระดับคุมเข้มเมืองเก่า เร่งฟื้นคูเมืองโบราณ วางกติกาก่อสร้างใหม่ รักษารากเมืองพญามังรายท่ามกลางแรงกดดันจากการเติบโตของเมือง

เชียงราย,24 มีนาคม 2569 – จุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญ เมื่อเมืองเติบโตเร็ว แต่รากประวัติศาสตร์อาจถอยหาย ในทุกเมืองที่กำลังเติบโต คำถามหนึ่งมักเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอว่า เมืองจะเดินหน้าสู่อนาคตอย่างไร โดยไม่ทำให้ร่องรอยของอดีตเลือนหายไปทีละน้อย สำหรับเชียงราย คำถามนั้นไม่ได้เป็นเพียงถ้อยเถียงเชิงวิชาการอีกต่อไป แต่กลายเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ถูกหยิบขึ้นมาวางบนโต๊ะประชุมอย่างจริงจัง เมื่อจังหวัดเริ่มเห็นชัดว่าการขยายตัวของเมือง การก่อสร้างอาคาร และการใช้ที่ดินในเขตเมืองเก่า อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของพื้นที่มากกว่าที่เคยคาดคิด

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าเชียงราย ครั้งที่ 1 ปี 2569 เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ประวัติศาสตร์ของเมืองให้สอดคล้องกับการพัฒนาในปัจจุบัน โดยหนึ่งในประเด็นที่มีน้ำหนักมากที่สุด คือการกำหนดมาตรการคุมเข้มการก่อสร้างและดัดแปลงอาคารของหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจในเขตเมืองเก่าเชียงราย พื้นที่ 1.27 ตารางกิโลเมตร ซึ่งจากนี้ไป ทุกโครงการจะต้องเสนอแบบแปลนให้คณะอนุกรรมการพิจารณาเห็นชอบก่อน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อทัศนียภาพและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมืองเก่า

มาตรการดังกล่าวทำให้เห็นชัดว่า จังหวัดเชียงรายกำลังขยับจากแนวทางอนุรักษ์เชิงรับ ไปสู่การจัดการเชิงรุกมากขึ้น เพราะในอดีตปัญหาของเมืองเก่าหลายแห่งมักไม่ได้เกิดจากการทำลายโบราณสถานอย่างโจ่งแจ้งเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยผ่านอาคารใหม่ ถนนใหม่ หรือโครงการใหม่ที่ค่อย ๆ ทำให้บริบทดั้งเดิมสูญเสียความหมายไปโดยไม่รู้ตัว

กรณีคูเมืองถูกกระทบ กลายเป็นสัญญาณเตือนว่าการอนุรักษ์ไม่อาจรอได้อีกแล้ว

สิ่งที่ทำให้การประชุมครั้งนี้มีนัยสำคัญมากกว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ทั่วไป คือการที่จังหวัดตรวจสอบพบการบุกรุกและทำลายแนวคูเมืองเดิมบริเวณพื้นที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย ซึ่งถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับผังเมืองโบราณของเชียงรายตั้งแต่สมัยพญามังราย ที่ประชุมจึงได้ประสานกรมศิลปากรให้เข้าระงับการดำเนินการที่ส่งผลกระทบ พร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูอัตลักษณ์เมืองเก่าในระยะต่อไป

ประเด็นนี้มีน้ำหนักในเชิงข่าวอย่างมาก เพราะทำให้เห็นว่าการอนุรักษ์ไม่ได้อยู่ในสถานะปลอดภัยอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจ ตรงกันข้าม โครงสร้างที่หล่อเลี้ยงความเป็นเมืองเก่าของเชียงรายยังคงเผชิญแรงกดดันจริงจากการใช้พื้นที่ในปัจจุบัน และหากไม่มีการแทรกแซงอย่างทันท่วงที ความเสียหายบางอย่างอาจไม่สามารถย้อนคืนได้

มากไปกว่านั้น แนวคูเมืองและกำแพงเมืองไม่ได้เป็นเพียงวัตถุทางโบราณคดีที่แยกขาดจากชีวิตประจำวัน แต่เป็นองค์ประกอบหลักของภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ที่ช่วยบอกเล่าโครงสร้างเมืองยุคต้น บอกตำแหน่งประตูเมือง บอกแนวป้องกันเมือง และบอกถึงภูมิปัญญาการจัดการน้ำของคนในอดีต การฟื้นฟูคูเมืองจึงไม่ได้มีค่าแค่ในทางประวัติศาสตร์ แต่ยังสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม การระบายน้ำ และการจัดวางเมืองร่วมสมัยด้วย

รากของเชียงรายเริ่มจากเมืองพญามังราย และผังเมืองที่ออกแบบด้วยภูมิปัญญา

การจะเข้าใจว่าทำไมจังหวัดจึงต้องจริงจังกับเรื่องเมืองเก่า จำเป็นต้องย้อนกลับไปยังรากฐานของเชียงรายเอง ข้อมูลที่แนบมาระบุว่า เมืองเชียงรายสถาปนาขึ้นโดยพญามังรายมหาราชในปี พ.ศ. 1805 โดยเลือกชัยภูมิบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำกกและแม่น้ำกรณ์เป็นที่ตั้งเมือง ใช้ดอยจอมทองเป็นจุดศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์และจิตวิญญาณของชุมชน ผังเมืองมีลักษณะเป็นรูปวงรีหรือสี่เหลี่ยมรีที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งสัมพันธ์กับภูมิประเทศและแนวลำน้ำตามธรรมชาติ

องค์ประกอบสำคัญของเมืองเก่าในยุคแรกประกอบด้วยกำแพงเมืองและคูน้ำล้อมรอบ ต่อมาจึงพัฒนาจากกำแพงดินเป็นกำแพงอิฐที่มั่นคงยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ระบบถนนภายในเมืองก็ถูกวางอย่างมีแบบแผน โดยมีแนวแกนหลักเชื่อมประตูเมืองแต่ละทิศ ซึ่งยังสะท้อนอยู่ในแนวถนนสำคัญของเชียงรายปัจจุบัน เช่น ถนนอุตรกิจและถนนธนาลัย ข้อมูลนี้มีความหมายมาก เพราะมันทำให้เห็นว่า เมืองเก่าเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงเขตที่มีอาคารเก่ากระจายตัว แต่เป็นทั้งระบบของผังเมือง ความเชื่อ ความมั่นคง และการจัดการพื้นที่ของรัฐโบราณ

ในเมืองลักษณะเช่นนี้ ประตูเมืองแต่ละแห่งไม่ได้มีหน้าที่เป็นเพียงช่องทางสัญจร แต่ยังมีนัยทางพิธีกรรมและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นประตูสรี ประตูเชียงใหม่ ประตูป่าแดง ประตูหวาย ประตูเจ้าชาย ประตูผี หรือประตูยางพลับ ตำแหน่งของประตูเหล่านี้ในปัจจุบันเชื่อมโยงกับย่านสำคัญของเมืองสมัยใหม่ ทำให้การอนุรักษ์เมืองเก่าไม่อาจแยกออกจากการวางผังเมืองร่วมสมัยได้เลย

กติกาใหม่ของเขตเมืองเก่า ไม่ได้ห้ามพัฒนา แต่กำหนดให้พัฒนาอย่างเคารพบริบท

หัวใจสำคัญของมาตรการใหม่คือการกำหนดให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจที่ต้องการก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารในเขตเมืองเก่าเชียงราย ต้องเสนอแบบแปลนให้คณะอนุกรรมการพิจารณาก่อนทุกครั้ง มาตรการนี้สะท้อนแนวคิดใหม่ของจังหวัดว่า การพัฒนาไม่ใช่สิ่งต้องห้าม แต่ต้องเป็นการพัฒนาที่เคารพบริบทและไม่ทำลายคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่

ข้อมูลที่แนบมายังระบุถึงแนวคิดด้านสถาปัตยกรรมที่จังหวัดให้ความสำคัญ ทั้งการรักษาสเกลของเมืองเก่า การควบคุมความสูงอาคารในบางบริเวณ การกำหนดรูปแบบหลังคาที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ล้านนา การใช้วัสดุหรือโทนสีที่กลมกลืนกับบริบทเดิม ตลอดจนการกำหนดระยะถอยร่นจากเขตโบราณสถานและแนวคูเมือง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อหลักฐานใต้ดินและทัศนียภาพโดยรวม

ในทางปฏิบัติ มาตรการลักษณะนี้มีความสำคัญมาก เพราะปัญหาของเมืองเก่าหลายแห่งไม่ได้เกิดจากอาคารผิดกฎหมายโดยตรง แต่เกิดจากอาคารที่อาจถูกต้องตามกฎหมายทั่วไป ทว่าไม่เหมาะสมกับพื้นที่ประวัติศาสตร์ หากไม่มีคณะกรรมการเฉพาะหรือหลักเกณฑ์เชิงพื้นที่เข้ามากำกับ การเปลี่ยนแปลงของย่านเก่าก็มักเกิดขึ้นแบบไร้ทิศทางและยากจะแก้ไขย้อนหลัง

กรณีอาคารเรียนและสิ่งปลูกสร้างใหม่ สะท้อนความท้าทายของเมืองเก่าที่ต้องใช้พื้นที่ร่วมกับเมืองปัจจุบัน

ความซับซ้อนของการจัดการเมืองเก่าเชียงรายไม่ได้อยู่ที่การอนุรักษ์เพียงด้านเดียว แต่อยู่ที่การต้องอยู่ร่วมกับความจำเป็นของเมืองสมัยใหม่ ซึ่งยังต้องมีโรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์บริการภาครัฐ และสิ่งปลูกสร้างใหม่เพื่อรองรับประชาชน ข้อมูลที่แนบยกตัวอย่างกรณีอาคารเรียนแบบพิเศษของโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ ซึ่งเป็นอาคารขนาด 4 ชั้น สูง 18.30 เมตร ที่แม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา แต่ก็ยังต้องประเมินอย่างเข้มงวดในแง่ผลกระทบต่อทัศนียภาพของพื้นที่โดยรอบ

ตัวอย่างเช่นนี้ทำให้เห็นว่า การอนุรักษ์เมืองเก่าไม่ใช่การหยุดเมืองไว้ในอดีต แต่เป็นการหาจุดสมดุลระหว่างความจำเป็นของคนรุ่นปัจจุบันกับหน้าที่ในการรักษามรดกของคนรุ่นก่อน หากไม่มีระบบพิจารณาที่รอบด้าน เมืองก็อาจพัฒนาแบบทำลายตัวเอง แต่หากอนุรักษ์อย่างแข็งตัวเกินไปจนใช้ชีวิตไม่ได้ เมืองเก่าก็อาจกลายเป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ที่ไร้ผู้คน

เชียงรายนำข้อมูลดิจิทัลเข้ามาเป็นเครื่องมือหลักของการอนุรักษ์

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของการจัดการเมืองเก่าเชียงรายในปี 2569 คือการนำระบบ e-MENSCR มาใช้เป็นฐานข้อมูลกลางในการวางแผน ติดตาม และประเมินผลโครงการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า ข้อมูลระบุว่า ระบบดังกล่าวเชื่อมโยงกับการติดตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาระดับประเทศ ทำให้การบริหารเมืองเก่าไม่ได้เป็นเพียงงานของจังหวัดเท่านั้น แต่มีโครงสร้างรองรับในระดับชาติด้วย

สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือการทบทวนและจัดทำ คำแถลงความสำคัญของเมืองเก่าเชียงราย หรือ Statement of Significance เพื่อใช้เป็นฐานวิชาการในการตัดสินว่า อะไรคือคุณค่าหลักที่ต้องรักษา และโครงการลักษณะใดควรหรือไม่ควรเกิดขึ้นในพื้นที่ เอกสารเช่นนี้มีความหมายอย่างมากต่อการทำงานภาครัฐ เพราะทำให้การตัดสินใจไม่ขึ้นอยู่กับรสนิยมเฉพาะบุคคลหรือแรงกดดันเฉพาะหน้า แต่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และเหตุผลเชิงวิชาการรองรับอย่างเป็นระบบ

ในเชิงธรรมาภิบาล นี่ถือเป็นการขยับจากการอนุรักษ์แบบอาศัยความรู้เฉพาะกลุ่ม ไปสู่การอนุรักษ์ที่ตรวจสอบได้ มีร่องรอยข้อมูล และสามารถเชื่อมต่อกับระบบเปิดของภาครัฐในอนาคตได้มากขึ้น

TCDC และสถานะเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก กำลังเปลี่ยนบทบาทเมืองเก่าจากพื้นที่สงวนไปสู่พื้นที่สร้างโอกาส

ขณะเดียวกัน เชียงรายไม่ได้มองเมืองเก่าเพียงในฐานะพื้นที่ที่ต้องป้องกันไม่ให้ถูกแตะต้อง แต่ยังมองเห็นศักยภาพของพื้นที่นี้ในฐานะฐานของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หลังจากเชียงรายได้รับการรับรองเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก สาขาการออกแบบ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 แนวทางพัฒนาเมืองจึงเริ่มผสานเรื่องการอนุรักษ์เข้ากับการออกแบบ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจใหม่อย่างเด่นชัดขึ้น

หนึ่งในโครงการสำคัญคือ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC เชียงราย ซึ่งจะตั้งอยู่ที่อาคาร OTOP เดิมหน้าศาลากลางหลังเก่า โดยถูกวางให้เป็นศูนย์กลางความรู้ นวัตกรรม และพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับนักออกแบบ ผู้ประกอบการ และคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ยังรับทราบปัญหาความล่าช้าของโครงการซึ่งอยู่ระหว่างการหาผู้รับเหมาใหม่ เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อได้ตามแผน

จุดนี้มีนัยสำคัญต่ออนาคตของเมืองเก่าอย่างมาก เพราะหากโครงการลักษณะนี้เดินหน้าได้จริง เมืองเก่าเชียงรายจะไม่ใช่เพียงพื้นที่เก่าแก่ที่คนมาเยี่ยมชมแล้วผ่านไป แต่จะกลายเป็นพื้นที่ใช้งานจริงของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เชื่อมประวัติศาสตร์เข้ากับอุตสาหกรรมวัฒนธรรมร่วมสมัย

แนวคิด Creative Space for All ชี้ทิศทางใหม่ของเมืองเก่าที่ต้องมีชีวิต

ข้อมูลแนบระบุว่า แนวคิดการออกแบบ TCDC เชียงราย ภายใต้หัวข้อ Creative Space for All มุ่งสร้างพื้นที่ที่โปร่งใส เป็นมิตร และเปิดให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วม นี่คือแนวคิดที่สำคัญต่อการตีความเมืองเก่าในศตวรรษใหม่ เพราะเมืองเก่าจะไม่สามารถอยู่รอดได้ด้วยการปิดกั้นเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องมีการใช้งาน มีผู้คน มีการเรียนรู้ และมีคุณค่าใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง

เมื่อพิจารณาร่วมกับแผนพื้นที่สีเขียวขนาดเล็ก ระบบรถรางหรือการเชื่อมต่อการเดินทางขนาดย่อย และการปรับปรุงทางเท้าหรือทางจักรยานในเมืองเก่า ก็ยิ่งเห็นว่า เชียงรายกำลังพยายามสร้าง เมืองมรดกที่มีชีวิต มากกว่าสร้างพื้นที่อนุรักษ์แบบแยกขาดจากชุมชน หากทำได้จริง เมืองเก่าจะไม่ใช่ภาระของการพัฒนา แต่จะกลายเป็นต้นทุนสำคัญของการพัฒนาเมืองในระยะยาว

วิกฤตของเมืองเก่า ไม่ใช่เพียงการก่อสร้าง แต่รวมถึงสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศเมือง

อีกประเด็นที่น่าสนใจในข้อมูลชุดนี้ คือการเชื่อมการอนุรักษ์เมืองเก่าเข้ากับการจัดการสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลระบุว่า การฟื้นฟูแนวคูเมืองไม่ใช่แค่การปกป้องโบราณสถาน แต่ยังเชื่อมโยงกับระบบระบายน้ำ การป้องกันตลิ่งพัง และการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำในเมืองด้วย

ในบริบทของเชียงรายซึ่งต้องเผชิญปัญหาหมอกควันและความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมอยู่เป็นระยะ การนำโครงสร้างทางประวัติศาสตร์กลับมาเชื่อมกับฟังก์ชันของเมืองร่วมสมัยจึงเป็นแนวคิดที่มีพลังมาก เพราะมันทำให้การอนุรักษ์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องอดีต แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการอยู่อาศัยของคนปัจจุบันและการตั้งรับความเสี่ยงในอนาคต

โจทย์ใหญ่ของเชียงรายอยู่ที่การทำให้ชุมชนเห็นว่าเมืองเก่าคือทรัพยากร ไม่ใช่อุปสรรค

แม้นโยบายจะเริ่มชัดขึ้น แต่ความท้าทายระยะยาวยังคงอยู่ที่คำถามว่า คนในเมืองเก่าจะมองการอนุรักษ์อย่างไร ข้อมูลในเอกสารชี้ให้เห็นบทเรียนจากพื้นที่มรดกอื่นว่า หากประชาชนในพื้นที่ไม่รู้สึกเป็นเจ้าของ ไม่เห็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน หรือมองว่าโบราณสถานเป็นเพียงข้อจำกัดของการทำมาหากิน การอนุรักษ์ย่อมเดินหน้าได้ยาก

ดังนั้น แผนการเชื่อมโยงพื้นที่สำคัญผ่านเส้นทางเดิน ทางจักรยาน พื้นที่สีเขียว และการออกแบบกิจกรรมสร้างสรรค์ จึงไม่ใช่รายละเอียดรอง แต่เป็นหัวใจของการทำให้เมืองเก่ากลายเป็นพื้นที่ที่ทั้งคนอยู่ได้ คนมาเยือนได้ และเศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโตได้ไปพร้อมกัน

เชียงรายในวันที่เลือกออกแบบอนาคตโดยไม่ทิ้งอดีต

การประชุมคณะอนุกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าเชียงรายเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 จึงมีความหมายมากกว่าการพิจารณาระเบียบหรือรับทราบรายงานความคืบหน้า เพราะมันสะท้อนทิศทางใหม่ของจังหวัดอย่างชัดเจนว่า เชียงรายกำลังพยายามวางสมดุลระหว่างการเติบโตของเมืองกับการรักษารากทางวัฒนธรรมอย่างจริงจัง

จากการคุมเข้มการก่อสร้างในเขตเมืองเก่า การจัดการปัญหาบุกรุกแนวคูเมือง การใช้ระบบ e-MENSCR และเอกสาร SOS เป็นฐานข้อมูลเชิงวิชาการ ไปจนถึงการผลักดัน TCDC และสถานะเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ทั้งหมดกำลังบอกว่า เมืองเก่าเชียงรายไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงพื้นที่ต้องห้าม หรือพื้นที่เก็บอดีตไว้เฉย ๆ แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องถูกดูแลอย่างมีระบบ และต้องถูกพัฒนาอย่างมีรากเหง้า

คำถามสำคัญจากนี้จึงไม่ใช่ว่าเชียงรายจะอนุรักษ์เมืองเก่าไว้ได้หรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่คือจะทำอย่างไรให้การอนุรักษ์นั้นแปรเปลี่ยนเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นเศรษฐกิจที่สร้างสรรค์มากขึ้น และเป็นความภูมิใจร่วมของคนในเมืองมากขึ้นด้วย หากทำได้ เมืองเก่าเชียงรายจะไม่ใช่เพียงมรดกของอดีต แต่จะกลายเป็นเข็มทิศของอนาคตอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • การพัฒนาโครงการ TCDC เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เมื่อวิทยาศาสตร์ปะทะความเชื่อมั่น! เชียงรายเร่งจัดการข้อมูลสารหนู สกัดแรงกระแทกท่องเที่ยวสงกรานต์

วิกฤตสารหนูในลุ่มน้ำเชียงราย เมื่อความจริงทางวิทยาศาสตร์ปะทะความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ รัฐตั้งศูนย์ข้อมูล สั่งตรวจซ้ำใน 2 สัปดาห์ สธ.เร่งเฝ้าระวังถึงบ้าน

เชียงราย, 25 กุมภาพันธ์ 2569 – คำถามพื้นฐานที่สุดของคนที่ต้องใช้น้ำทุกวันน้ำที่ไหลผ่านหน้าบ้านยังปลอดภัยหรือไม่ ความกังวลเรื่องคุณภาพน้ำในจังหวัดเชียงรายยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังเริ่มมีข้อมูลชุดหนึ่งเผยแพร่ออกไปว่าพบการสะสมของสารหนูในเล็บและเส้นผมของประชาชนริมแม่น้ำกกบางส่วน จนทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนต่อความมั่นใจของคนในพื้นที่ ขณะเดียวกันหน่วยงานรัฐอีกส่วนยืนยันว่าค่าตรวจน้ำผิวดินหลายจุดยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและยังสามารถทำกิจกรรมบางประเภทได้ตามปกติ

ความต่างของข้อมูลไม่เพียงทำให้ประชาชนสับสน แต่ยังพาเรื่องนี้ไปไกลกว่าสุขภาพส่วนบุคคล เพราะลุ่มน้ำกกและลำน้ำสำคัญอื่น ๆ เป็นทั้งเส้นเลือดเศรษฐกิจและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัด โดยเฉพาะช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ที่กิจกรรมล่องแพ ร้านอาหารริมน้ำ และงานประเพณีท้องถิ่นถูกคาดหวังว่าจะช่วยพยุงรายได้หลังภาคธุรกิจเผชิญภาวะซบเซามาต่อเนื่อง ท่ามกลางความตึงเครียดนี้ จังหวัดเชียงรายจึงต้องเดินบนเส้นทางที่แคบมาก เส้นทางที่ต้องยืนอยู่บนวิทยาศาสตร์และความโปร่งใส แต่ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้การสื่อสารกลายเป็นเชื้อเพลิงของความตื่นตระหนก

ประชุมใหญ่ที่ศาลากลาง จังหวัดย้ำพูดความจริงบนฐานวิทยาศาสตร์ แต่ข้อมูลที่ยังไม่ชัดต้องรอแล็บอ้างอิง

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ครั้งที่ 2 ปี 2569 มีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าร่วม พร้อมด้วยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง หน่วยงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข ประมง ตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการจากหลายสถาบัน ตัวแทนภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน ทั้งในห้องประชุมและระบบออนไลน์

ในที่ประชุมได้หยิบยกข้อมูลที่กำลังเป็นชนวนความกังวลของสังคม คือผลตรวจที่ระบุว่าพบสารหนูสะสมในเล็บและเส้นผมของประชาชนริมแม่น้ำกก 16 ราย จากกลุ่มตัวอย่าง 90 ราย โดยตัวเลขที่รายงานในเอกสารแนบสะท้อนว่ามีค่าเกินเกณฑ์ที่รายงานไว้ และบางรายมีอาการทางคลินิกที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

การปรากฏของตัวเลขดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าจะกลายเป็นแรงกระแทกต่อบรรยากาศท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ โดยเฉพาะกิจกรรมแพเปียกและร้านอาหารริมน้ำ ขณะเดียวกันก็มีประชาชนจำนวนมากโทรสอบถามไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อขอคำตอบที่ชัดเจน

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวในที่ประชุมว่า จังหวัดจำเป็นต้องพูดความจริงบนพื้นฐานวิทยาศาสตร์ แต่ข้อมูลส่วนที่ยังไม่ชัดเจนต้องรอผลยืนยันจากห้องปฏิบัติการอ้างอิงก่อน เพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกเกินไปจนกระทบภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของจังหวัด

ประโยคนี้สะท้อนแกนกลางของวิกฤตครั้งนี้อย่างชัดเจน ความจริงต้องไม่ถูกเลื่อนออกไปเพราะความกลัวผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ความจริงก็ต้องเป็นความจริงที่ผ่านการยืนยันตามมาตรฐาน ไม่ใช่ความจริงที่รีบพูดจนขาดบริบทและทำให้คนเข้าใจผิด

เมื่อชีวภาพให้สัญญาณ แต่สิ่งแวดล้อมบางชุดยังบอกว่าอยู่ในเกณฑ์ ความไม่แน่นอนจึงต้องถูกจัดการด้วยการตรวจซ้ำ

หนึ่งในประเด็นที่ถูกถกเถียงมากคือความสัมพันธ์ระหว่าง “ผลตรวจในร่างกาย” กับ “ผลตรวจในสิ่งแวดล้อม” เพราะแม้การตรวจพบสารหนูในเล็บและเส้นผมจะถูกมองว่าเป็นสัญญาณการสะสม แต่ผู้เชี่ยวชาญในที่ประชุมชี้ว่าปัจจุบันยังไม่มีเกณฑ์ชัดเจนว่า สารหนูในเล็บและเส้นผมควรอยู่ที่ระดับใดจึงจะถือว่าปลอดภัย ทำให้การตีความต้องระมัดระวัง

ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงตอบข้อซักถามว่า ข้อมูลยังมีความไม่แน่นอนจากขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ยังไม่ใหญ่ และมีปัจจัยรบกวนสำคัญ เช่น สารกำจัดศัตรูพืชหรือสารเคมีจากแหล่งอื่น ซึ่งอาจส่งผลต่อความแม่นยำของค่าที่ตรวจพบ

ด้านผู้แทนภาคประชาสังคมและสื่อมวลชนสะท้อนว่า การสื่อสารความเสี่ยงและการตอบโต้สถานการณ์ยังขาดความพร้อม ทั้งด้านเครื่องมือ งบประมาณ และกระบวนการเฝ้าระวังแบบรอบด้านที่ยังทำงานแยกส่วนกัน โดยเฉพาะคำถามเรื่องศูนย์ตรวจโลหะหนักในพื้นที่ที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะจัดตั้งได้เมื่อใด

ความไม่แน่นอนจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคนิคในห้องแล็บ แต่กลายเป็นเรื่องความเชื่อมั่นของสังคม หากรัฐไม่สามารถทำให้ประชาชนเห็น “ระบบ” ว่ากำลังจัดการความไม่แน่นอนอย่างไร ความกลัวจะทำงานแทนข้อมูล

คำถามใหญ่ช่วงสงกรานต์ ลงเล่นน้ำได้หรือไม่ และความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในตะกอน

อีกประเด็นที่ร้อนแรงในที่ประชุมคือคำถามที่เกี่ยวกับการสัมผัสน้ำหรือการลงเล่นน้ำ โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่หลายพื้นที่เตรียมกิจกรรมริมน้ำ

นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 กรมควบคุมมลพิษ ให้ความเห็นในที่ประชุมตามข้อมูลแนบว่า แม้การปนเปื้อนในแม่น้ำสายไม่เหมาะต่อการสัมผัสน้ำ ส่วนแม่น้ำกกแม้บางช่วงไม่เกินมาตรฐานในพื้นที่จังหวัดเชียงราย แต่ยังเห็นว่าไม่ควรลงน้ำ หากลงดำผุดดำว่ายอาจทำให้น้ำเข้าสู่ร่างกาย และตะกอนที่ฟุ้งขึ้นอาจเป็นช่องทางเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผล แต่การพักผ่อนนั่งรับประทานอาหารริมน้ำยังสามารถทำได้

แก่นของคำเตือนนี้ไม่ใช่การห้ามเที่ยว แต่คือการย้ำว่า “ตะกอน” อาจเป็นตัวแปรที่คนทั่วไปมองไม่เห็น การสัมผัสน้ำในรูปแบบที่กระตุ้นให้ตะกอนฟุ้งกระจายอาจทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แม้ตัวเลขน้ำผิวดินในบางช่วงจะไม่สูงเกินเกณฑ์ก็ตาม

ผู้ว่าฯ สั่งการ 4 ประเด็น ตั้งกรอบ 2 สัปดาห์เพื่อยืนยันผล ลดข้อมูลซ้ำซ้อน และยกระดับแล็บในพื้นที่

เพื่อจัดการความกังวลและความไม่แน่นอน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายสั่งการในที่ประชุม 4 ประเด็นสำคัญตามข้อมูลแนบ

  1. ประเด็นแรก เร่งยืนยันผล โดยให้ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงร่วมกับกรมควบคุมมลพิษเก็บตัวอย่างซ้ำ ทั้งตัวอย่างสิ่งแวดล้อมและชีวภาพ เช่น ปัสสาวะและเส้นผม ตามมาตรฐานวิธีปฏิบัติ และรายงานผลภายใน 2 สัปดาห์
  2. ประเด็นที่สอง ตั้งศูนย์ประสานงาน ให้สำนักงานจังหวัดเป็นศูนย์กลางข้อมูล เชื่อมโยงแล็บและหน่วยงานปกครองเพื่อลดความซ้ำซ้อน ซึ่งหมายความว่าต่อไปข้อมูลที่ออกสู่สาธารณะควรผ่านกลไกเดียวกันมากขึ้น ลดปัญหาหน่วยงานคนละชุดแถลงคนละมุม
  3. ประเด็นที่สาม ยกระดับห้องปฏิบัติการ ผลักดันมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ให้เป็นแล็บอ้างอิงในพื้นที่ เพื่อความรวดเร็วในการวิเคราะห์โลหะหนัก ลดเวลารอคอยที่มักทำให้ข่าวลือวิ่งเร็วกว่าผลตรวจ
  4. ประเด็นที่สี่ เฝ้าระวังเชิงรุก ให้เครือข่ายโรงพยาบาลเก็บตัวอย่างจากกลุ่มเสี่ยงและนักเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อประเมินผลกระทบสุขภาพ

คำสั่งการทั้งสี่ข้อสะท้อนความพยายามเปลี่ยนวิกฤตข้อมูลให้กลายเป็นระบบการทำงานร่วมกัน และวางเวลา 2 สัปดาห์เป็นเส้นตายทางสังคม เพราะในภาวะข่าวสารไหลเร็ว หากรัฐไม่กำหนดกรอบเวลา ความเชื่อมั่นจะรั่วไหลต่อเนื่อง

ฝั่งสาธารณสุขยกระดับเฝ้าระวังขั้นสูงสุด สั่งทีมลงพื้นที่แบบเคาะประตูบ้าน

ในวันเดียวกัน สายสาธารณสุขเคลื่อนตัวเชิงรุกตามข้อมูลแนบ โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายระบุว่า เมื่อเวลา 11.30 น. นพ.เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมประชุมทางไกลกับ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้บริหารจากกรมอนามัย เพื่อติดตามสถานการณ์เฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน กรณีตรวจพบสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำพื้นที่จังหวัดเชียงราย

ปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีข้อสั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่เร่งลงพื้นที่เชิงรุก ดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยง เฝ้าระวังและติดตามอาการผิดปกติที่อาจเกี่ยวข้องกับการสัมผัสสารปนเปื้อน พร้อมจัดทีมให้คำแนะนำเรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ในชีวิตประจำวันอย่างถูกต้องและปลอดภัย รวมทั้งสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใส ทันท่วงที เพื่อลดความตื่นตระหนก

การทำงานถูกวางให้เป็นเครือข่าย ตั้งแต่โรงพยาบาลระดับจังหวัด โรงพยาบาลอำเภอ สาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และอาสาสมัครสาธารณสุข โดยแนวทางที่ถูกเรียกขานในเอกสารแนบว่าเป็นการลงพื้นที่แบบเคาะประตูบ้าน เพื่อให้คำแนะนำและคัดกรองอาการผิดปกติ

นี่คือภาพที่ต่างจากการรอคนป่วยเดินเข้ามาในโรงพยาบาล เพราะวิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่ใช่โรคเฉพาะบุคคล แต่มักกระจายเป็นวงกว้าง และต้องอาศัย “การป้องกัน” ที่ทำงานก่อน “การรักษา”

ตัวเลขที่ทำให้สังคมสะดุ้ง 90 ตัวอย่าง 16 ราย และอาการทางคลินิกที่ถูกยกมาเป็นสัญญาณเตือน

ข้อมูลที่ถูกอ้างถึงในเอกสารแนบจากเวทีวิชาการระบุว่า การสุ่มตรวจกลุ่มตัวอย่าง 90 ราย พบผู้มีสารหนูสะสมในเล็บเกินเกณฑ์ที่รายงานไว้จำนวน 16 ราย คิดเป็นร้อยละ 17.78 และในกลุ่มดังกล่าวมีการรายงานอาการทางคลินิกหลายระบบ โดยมีตัวเลขประกอบ เช่น อาการชาปลายมือปลายเท้าและกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการระคายเคืองผิวหนัง ความผิดปกติของสีผิวหรือผิวหนาคล้ายตาปลา อาการในระบบทางเดินหายใจ และอาการอื่น ๆ เช่น ปวดบวมเท้าและปัสสาวะออกน้อย

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในที่ประชุมชี้ด้วยว่า ประเทศไทยยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานสำหรับสารหนูในเล็บและเส้นผมที่ใช้เป็นเส้นแบ่งความปลอดภัยอย่างเป็นทางการ ทำให้ข้อมูลชุดนี้มีสถานะเป็น “สัญญาณเฝ้าระวัง” ที่ต้องต่อยอดด้วยการสอบสวนโรคและการทำแผนที่ความเสี่ยง มากกว่าจะถูกใช้เป็นข้อสรุปว่าต้นเหตุเกิดจากอะไรเพียงอย่างเดียว

จุดนี้ทำให้ภาพรวมของเรื่องซับซ้อนขึ้น เพราะสังคมต้องรับมือกับข้อมูลที่ชวนให้กังวล แต่ยังไม่ใช่คำพิพากษาทางวิทยาศาสตร์

เมื่อคำว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานถูกใช้ในพื้นที่ที่ประชาชนยังไม่มั่นใจ ความหมายของมาตรฐานจึงต้องถูกอธิบายให้ชัด

อีกชุดข้อมูลที่ถูกกล่าวถึงในเอกสารแนบมาจากการแถลงของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งระบุการตรวจวัดค่าสารหนูในน้ำผิวดินได้ค่าประมาณ 0.005 มิลลิกรัมต่อลิตร และยืนยันว่าไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยอ้างอิงเกณฑ์มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้ข้อแนะนำว่าอาจทำกิจกรรมบางประเภทได้ แต่ยังไม่แนะนำให้ลงว่ายน้ำ และการบริโภคปลาให้เน้นเฉพาะเนื้อปลาและหลีกเลี่ยงส่วนหัวหรือตับเพื่อความปลอดภัย

ความท้าทายคือคำว่า “มาตรฐาน” ในการสื่อสารสาธารณะมักถูกเข้าใจว่า “ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์” ทั้งที่ในทางสิ่งแวดล้อม มาตรฐานจำนวนมากเป็นเพียงค่าเกณฑ์เพื่อการจัดการความเสี่ยง ไม่ใช่ใบรับรองว่าความเสี่ยงเป็นศูนย์

ในระดับสากล องค์การอนามัยโลกเคยระบุค่าคำแนะนำสารหนูในน้ำดื่มที่ระดับ 10 ไมโครกรัมต่อลิตร หรือ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นค่าที่ถูกใช้อ้างอิงในหลายประเทศ ขณะที่เอกสารอ้างอิงด้านน้ำดื่มในประเทศไทยก็สะท้อนค่าที่สอดคล้องกับระดับดังกล่าวในเชิงมาตรฐานคุณภาพน้ำดื่ม

อย่างไรก็ดี ประเด็นในเชียงรายไม่ได้มีเพียงน้ำดื่มสำเร็จรูปหรือระบบประปาใหญ่เท่านั้น แต่รวมถึงน้ำผิวดิน การใช้น้ำเพื่อเกษตร การสัมผัสตะกอน และห่วงโซ่อาหาร ซึ่งต้องประเมินเป็นชุดความเสี่ยงมากกว่าตัวเลขเดียว

เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ ความกลัวที่ไม่ใช่แค่เรื่องขายของ แต่คือการอยู่รอดหลังปีแห่งความเปราะบาง

ในเอกสารแนบมีการสะท้อนเสียงของภาคธุรกิจและผู้ประกอบการริมน้ำที่ต้องการให้รัฐชี้แจงอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวน้อยลงต่อเนื่องจากสถานการณ์ก่อนหน้า และเมื่อเกิดกระแสสารปนเปื้อน ความกลัวของนักท่องเที่ยวสามารถแปรเป็นรายได้ที่หายไปทันที

ความจริงที่ต้องยอมรับคือ เศรษฐกิจท่องเที่ยวของเชียงรายพึ่งพาความรู้สึกปลอดภัยของผู้มาเยือนในระดับสูง และความรู้สึกนั้นอ่อนไหวต่อข่าวสารอย่างยิ่ง หากรัฐสื่อสารเร็วเกินไปโดยขาดการยืนยัน ความเชื่อมั่นจะเสียหายเมื่อข้อมูลถูกโต้แย้งภายหลัง แต่หากรัฐสื่อสารช้าเกินไป ช่องว่างข้อมูลจะถูกเติมด้วยข่าวลือ

นี่จึงไม่ใช่แค่โจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือโจทย์การบริหารความเชื่อมั่นของสังคม

ข้อถกเถียงเรื่องวิธีตรวจ วงจรความเชื่อมั่นเริ่มจากความน่าเชื่อถือของกระบวนการ

ข้อมูลแนบสะท้อนข้อวิพากษ์จากนักวิชาการบางส่วนต่อการสื่อสารผลตรวจเบื้องต้นด้วยชุดทดสอบภาคสนาม โดยตั้งข้อสังเกตว่า การตรวจโลหะหนักควรทำควบคู่กับผลตรวจจากห้องปฏิบัติการอ้างอิง และการตรวจเพียงบางจุดอาจยังไม่ครอบคลุมภาพรวม

ข้อถกเถียงนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อชี้ว่าหน่วยงานใดผิดหรือถูก แต่เป็นสัญญาณว่าประชาชนเริ่มจับตามอง “คุณภาพของกระบวนการ” มากพอ ๆ กับ “ตัวเลขผลตรวจ” และเมื่อกระบวนการถูกตั้งคำถาม การสื่อสารทุกประโยคจะถูกตีความผ่านแว่นสงสัย

ในสถานการณ์เช่นนี้ คำสั่งการให้ตรวจซ้ำตามมาตรฐานวิธีปฏิบัติ และการยกระดับแล็บในพื้นที่ จึงเป็นการตอบโจทย์ที่ตรงจุด เพราะเป็นการย้ายการถกเถียงจากเวทีความรู้สึกกลับไปสู่เวทีวิธีวิทยา

ต้นตอที่ถูกพูดถึงในพื้นที่ มลพิษข้ามพรมแดนและแรงกดดันจากกิจกรรมเหมือง

ในเอกสารแนบมีการเชื่อมโยงความกังวลเรื่องคุณภาพน้ำกับประเด็นมลพิษข้ามพรมแดน โดยตั้งข้อสังเกตถึงกิจกรรมเหมืองในพื้นที่รอยต่อชายแดน และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจจากความต้องการแร่และราคาทองคำที่สูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้การแก้ปัญหาต้นทางทำได้ยากและยืดเยื้อ

อย่างไรก็ดี ในเชิงข่าวที่ยึดหลักไม่แต่งเรื่อง การกล่าวถึงต้นตอจำเป็นต้องวางอย่างระมัดระวัง โดยย้ำว่าเป็น “ข้อกังวลและสมมติฐาน” ที่ต้องอาศัยการตรวจเชิงเปรียบเทียบในต้นน้ำและปลายน้ำ การทำแผนที่ความเสี่ยง และการสอบสวนโรคสิ่งแวดล้อม เพื่อยืนยันความเชื่อมโยงของแหล่งกำเนิดกับการรับสัมผัสของประชาชน

การหาต้นตอจึงไม่ใช่เรื่องกล่าวหา แต่เป็นเรื่องสร้างหลักฐาน

บทบาทของจังหวัดที่ถูกจับตา ศูนย์ข้อมูลเดียวคือทางออกของความสับสน

ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดจัดทำสื่อ 2 รูปแบบ ตามข้อมูลแนบ คือข้อมูลวิชาการสำหรับผู้เชี่ยวชาญ และอินโฟกราฟิกที่เข้าใจง่ายสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว

นี่เป็นรายละเอียดที่สำคัญ เพราะวิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่สามารถใช้ภาษาชุดเดียวพูดกับทุกคนได้ ผู้เชี่ยวชาญต้องการรายละเอียดวิธีตรวจ ชนิดตัวอย่าง ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และขอบเขตความไม่แน่นอน ขณะที่ประชาชนต้องการคำตอบที่ใช้ได้จริง เช่น วันนี้ควรใช้น้ำอย่างไร กินปลาได้หรือไม่ เด็กควรเลี่ยงอะไร ผู้สูงอายุควรสังเกตอาการแบบไหน

การมีศูนย์ข้อมูลเดียวจึงไม่ใช่เรื่องประชาสัมพันธ์ แต่คือเครื่องมือจัดการความเสี่ยง เพราะความเสี่ยงที่แย่ที่สุดในช่วงแรกของวิกฤตคือความสับสนที่ทำให้คนตัดสินใจผิด

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที ลดการรับสัมผัสโดยไม่ต้องรอผลตรวจรอบใหม่

แม้ผลตรวจซ้ำและการยืนยันจากแล็บอ้างอิงจะต้องใช้เวลา แต่มีหลักปฏิบัติที่ประชาชนสามารถทำได้ทันทีตามแนวทางที่หน่วยงานในเอกสารแนบย้ำไว้

หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำโดยตรงในจุดที่มีตะกอนมาก โดยเฉพาะหากมีบาดแผล

หากจำเป็นต้องใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ควรใช้น้ำที่ผ่านระบบกรองและการปรับปรุงคุณภาพที่เหมาะสมตามคำแนะนำของหน่วยงานท้องถิ่น และติดตามประกาศทางการของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย

สังเกตอาการผิดปกติหลังสัมผัสน้ำหรือบริโภคอาหารจากแหล่งเสี่ยง หากมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร ผื่นคัน ระคายเคือง หรืออาการผิดปกติอื่น ให้รีบพบแพทย์หรือสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน

ในด้านอาหาร ควรเพิ่มความระมัดระวังกับสัตว์น้ำจากพื้นที่เสี่ยง โดยปฏิบัติตามคำแนะนำล่าสุดจากหน่วยงานรัฐในพื้นที่ เพราะคำแนะนำอาจเปลี่ยนตามผลตรวจรอบใหม่

บทสรุปที่เชียงรายต้องการ ไม่ใช่คำปลอบใจ แต่คือแผนที่ชัดเจนของความจริง

วิกฤตครั้งนี้ทำให้เห็นภาพชัดว่าเชียงรายไม่ได้ขาดคนเก่งหรือหน่วยงานที่ทำงาน แต่กำลังขาดระบบประสานข้อมูลที่ทำให้สังคมเห็นภาพเดียวกัน

เมื่อมีผลตรวจชีวภาพที่ชวนกังวล สังคมต้องการความจริงที่มีความหมาย ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ลอยอยู่กลางอากาศ ความจริงที่มีความหมายต้องบอกให้ได้ว่า ความเสี่ยงอยู่ที่ไหน ใครเสี่ยงที่สุด เส้นทางรับสัมผัสคืออะไร และจะลดความเสี่ยงได้อย่างไร

ขณะเดียวกัน เมื่อหน่วยงานรัฐยืนยันว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สังคมก็ต้องการคำอธิบายที่ตรงไปตรงมาว่า มาตรฐานนี้หมายถึงอะไร ครอบคลุมความเสี่ยงแบบใด และไม่ครอบคลุมอะไรบ้าง

คำสั่งตรวจซ้ำภายใน 2 สัปดาห์ การตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง และการยกระดับแล็บอ้างอิงในพื้นที่ จึงเป็นจังหวะสำคัญที่สังคมจะใช้ประเมินความพร้อมของรัฐว่า สามารถเปลี่ยนความกังวลให้เป็นการจัดการเชิงระบบได้จริงหรือไม่

เพราะสุดท้าย คนเชียงรายไม่ได้ต้องการดราม่าระหว่างหน่วยงานกับนักวิชาการ คนเชียงรายต้องการน้ำที่ปลอดภัย และต้องการความจริงที่จับต้องได้ เพื่อจะได้ใช้ชีวิตต่ออย่างไม่ต้องอยู่กับความกลัว

สถิติและตัวเลขสำคัญจากข้อมูลแนบ

ผลสุ่มตรวจสารหนูในเล็บและเส้นผม กลุ่มตัวอย่าง 90 ราย พบเกินเกณฑ์ที่รายงานไว้ 16 ราย คิดเป็นร้อยละ 17.78
กรอบเวลาที่จังหวัดกำหนดให้รายงานผลตรวจซ้ำ ภายใน 2 สัปดาห์
ค่ามาตรฐานสารหนูในน้ำดื่มที่ถูกใช้อ้างอิงในระดับสากล 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามแนวทางองค์การอนามัยโลก

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กรีติ ชุติชัย
  • ข้อมูลการประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ครั้งที่ 2 ปี 2569 วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายเร่งพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง รองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารอนาคต

เชียงรายขยับสองมิติ รับคลื่นนักท่องเที่ยวโลก อบจ.ร่วมถก EIA ขยายสนามบินแม่ฟ้าหลวง ขณะไวรัล #ThankYouThailand สะท้อนพลังซอฟต์พาวเวอร์ไทย

เชียงราย, 23 กุมภาพันธ์ 2569 — ในวันที่กระแสโลกออนไลน์กำลังพาแฮชแท็ก #ThankYouThailand ติดเทรนด์จากคลิปนักท่องเที่ยวต่างชาติที่โค้งคำนับขอบคุณประเทศไทยอย่างจริงใจ จังหวัดเชียงรายกำลังเดินหน้าอีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการเตรียม “โครงสร้างพื้นฐาน” เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

สองภาพนี้สะท้อนอนาคตการท่องเที่ยวไทยอย่างชัดเจน ภาพแรกคือรอยยิ้ม ความประทับใจ และประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวถ่ายทอดเองโดยสมัครใจ ภาพที่สองคือห้องประชุมที่เต็มไปด้วยเอกสาร รายงาน และขั้นตอนทางกฎหมายที่ต้องรอบคอบ เพื่อให้การพัฒนาสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เป็นไปอย่างโปร่งใสและสอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

อบจ.เชียงรายร่วมประชุม EIA โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้นายวิญญู ทองทัน เลขานุการนายก อบจ.เชียงราย พร้อมเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมการประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 1 เพื่อศึกษาและจัดทำรายงานการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ณ ห้องประชุมอาคารเฉลิมพระเกียรติ 90 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย

การประชุมดังกล่าวจัดโดย Airports of Thailand หรือ AOT ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการสนามบินหลักของประเทศ รวมถึง ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย โดยมีเป้าหมายเพื่อชี้แจงรายละเอียดโครงการ แนวทางการพัฒนา และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

สาระสำคัญของเวทีครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงการนำเสนอแผนก่อสร้าง แต่คือการยืนยันว่า การขยายศักยภาพสนามบินต้องเดินหน้าไปพร้อมกับความรอบคอบด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ เพราะสนามบินไม่ได้เป็นเพียงประตูรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่กระทบต่อชุมชนโดยรอบโดยตรง

เป้าหมายของโครงการ รองรับผู้โดยสารและเที่ยวบินในอนาคต

ตามข้อมูลที่ชี้แจงในที่ประชุม โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มีเป้าหมายหลักเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นในอนาคต เสริมศักยภาพด้านการคมนาคมทางอากาศของจังหวัดเชียงราย และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

สนามบินแม่ฟ้าหลวงเป็นประตูหลักของจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีบทบาททั้งในมิติการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และการเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หากปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการขยายหรือปรับปรุงศักยภาพ ย่อมส่งผลต่อความแออัด ความปลอดภัย และคุณภาพการให้บริการ

การทำ EIA จึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งด้านเสียง การจราจร การใช้ที่ดิน และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้โครงการพัฒนาไม่สร้างภาระในระยะยาวต่อชุมชน

ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้ จะถูกนำไปประกอบการปรับปรุงรายละเอียดโครงการ และจัดทำรายงานตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องผ่านการพิจารณาอย่างเป็นระบบก่อนเดินหน้าสู่ขั้นตอนถัดไป

เมื่อรอยยิ้มกลายเป็นโฆษณาฟรีระดับโลก

ในอีกมิติหนึ่ง บนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok กำลังเกิดกระแสไวรัลที่นักท่องเที่ยวต่างชาติพากันโพสต์คลิป “Thank you Thailand” หลังจบทริปในประเทศไทย โดยใช้ท่าทางยกมือไหว้และโค้งคำนับ พร้อมสรุปประสบการณ์ของตนเองในรูปแบบที่ทั้งจริงใจและขบขัน

นักท่องเที่ยวบางรายระบุจำนวนวันที่พำนัก จำนวนครั้งที่ไป 7-Eleven จำนวนการนวดไทย จำนวนเกาะที่ไปเยือน หรือแม้แต่จำนวนยุงกัดและครั้งที่ท้องไส้ปั่นป่วน พร้อมปิดท้ายด้วยคำว่า “ความทรงจำตลอดชีวิต”

ตัวอย่างเช่น คู่รักที่มา 7 วัน ระบุว่าไป 7-Eleven วันละ 2 ครั้ง นวด 7 ครั้ง และมีความทรงจำตลอดชีวิต ครอบครัวหนึ่งที่อยู่ 21 วัน ระบุว่าไปเกาะ 15 แห่ง และพูดคำว่าขอบคุณมากกว่าพันครั้ง ขณะที่นักท่องเที่ยวเดี่ยวบางรายระบุจำนวนครั้งที่ถามว่า “เผ็ดไหม” หลายร้อยครั้ง พร้อมสรุปว่าอาหารไทยและผู้คนไทยคือสิ่งที่ประทับใจที่สุด

ซอฟต์พาวเวอร์ไทย #ThankYouThailand

ซอฟต์พาวเวอร์ไทย #ThankYouThailand เมื่อรอยยิ้มกลายเป็นโฆษณาฟรีระดับโลก

ในอีกมิติหนึ่ง บนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok กำลังเกิดกระแสไวรัลที่นักท่องเที่ยวต่างชาติพากันโพสต์คลิป “Thank you Thailand” หลังจบทริปในประเทศไทย โดยใช้ท่าทางยกมือไหว้และโค้งคำนับ พร้อมสรุปประสบการณ์ของตนเองในรูปแบบที่ทั้งจริงใจและขบขัน

นักท่องเที่ยวบางรายระบุจำนวนวันที่พำนัก จำนวนครั้งที่ไป 7-Eleven จำนวนการนวดไทย จำนวนเกาะที่ไปเยือน หรือแม้แต่จำนวนยุงกัดและครั้งที่ท้องไส้ปั่นป่วน พร้อมปิดท้ายด้วยคำว่า “ความทรงจำตลอดชีวิต”

ตัวอย่างเช่น คู่รักที่มา 7 วัน ระบุว่าไป 7-Eleven วันละ 2 ครั้ง นวด 7 ครั้ง และมีความทรงจำตลอดชีวิต ครอบครัวหนึ่งที่อยู่ 21 วัน ระบุว่าไปเกาะ 15 แห่ง และพูดคำว่าขอบคุณมากกว่าพันครั้ง ขณะที่นักท่องเที่ยวเดี่ยวบางรายระบุจำนวนครั้งที่ถามว่า “เผ็ดไหม” หลายร้อยครั้ง พร้อมสรุปว่าอาหารไทยและผู้คนไทยคือสิ่งที่ประทับใจที่สุด

สื่อภาษาอังกฤษหลายแห่งรายงานว่าคลิปเหล่านี้กลายเป็นไวรัล เพราะสะท้อนความชื่นชมต่ออาหารไทย การนวดไทย แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ และความอบอุ่นของคนไทยอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การโฆษณาที่จัดทำโดยรัฐหรือเอกชน

ททท. ขอบคุณนักท่องเที่ยว เทรนด์นี้คือเสน่ห์ไทยที่แท้จริง

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โพสต์ข้อความระบุว่า เมื่อเห็นเทรนด์ #ThankYouThailand แล้วรู้สึกหัวใจพองโต และขอบคุณนักท่องเที่ยวที่ร่วมแชร์โมเมนต์น่ารัก ๆ และบันทึกความทรงจำที่มีต่อประเทศไทย

ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงรีวิวการเดินทาง แต่เป็นการถ่ายทอดจิตวิญญาณของแคมเปญ Amazing Thailand – Feel All The Feelings อย่างลึกซึ้งและจริงใจ พร้อมย้ำว่าความสุขของนักท่องเที่ยวคือรางวัลล้ำค่าสำหรับคนไทยทุกคน

ในเชิงเศรษฐกิจ เทรนด์ลักษณะนี้มีมูลค่าทางการตลาดสูง เพราะเป็นการบอกต่อแบบปากต่อปากบนโลกดิจิทัล ซึ่งมีความน่าเชื่อถือสูงกว่าสื่อโฆษณาทั่วไป และสามารถกระตุ้นการตัดสินใจเดินทางของผู้ที่ยังลังเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงสร้างพื้นฐานและซอฟต์พาวเวอร์ ต้องเดินไปพร้อมกัน

เมื่อวางสองกระแสนี้คู่กัน ภาพที่เห็นชัดคือ หากซอฟต์พาวเวอร์สร้างแรงดึงดูดได้สำเร็จ แต่โครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อมรองรับ ความประทับใจอาจลดลงในระยะยาว

ในทางกลับกัน หากสนามบินและระบบคมนาคมขยายศักยภาพได้ทันเวลา ขณะที่บริการและการเป็นเจ้าบ้านยังคงรักษามาตรฐาน รอยยิ้มจากคลิปไวรัลจะถูกแปลงเป็นตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นจริง และรายได้ที่กระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานราก

เชียงรายจึงอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ระหว่างการเตรียม “ถ้วยใบใหญ่” เพื่อรองรับน้ำ และการรักษาคุณภาพของ “น้ำ” ที่ไหลเข้ามา

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน

กระแส #ThankYouThailand สะท้อนว่ารายจ่ายของนักท่องเที่ยวไม่ได้กระจุกอยู่แค่โรงแรมขนาดใหญ่ แต่กระจายไปยังบริการพื้นฐาน เช่น ร้านสะดวกซื้อ รถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน ร้านนวดไทย ร้านอาหารท้องถิ่น และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ

สำหรับเชียงราย ซึ่งมีทั้งภูเขา เกาะแก่งแม่น้ำโขง วัดวาอาราม และวิถีชีวิตชุมชน การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวหมายถึงโอกาสของเกษตรกร ผู้ประกอบการโฮมสเตย์ ร้านกาแฟ และวิสาหกิจชุมชน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายคือการรักษาสมดุลระหว่างจำนวนและคุณภาพ หากการขยายสนามบินนำไปสู่การเพิ่มเที่ยวบินอย่างรวดเร็ว แต่การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยไม่ทัน อาจเกิดผลกระทบที่ย้อนกลับมาบั่นทอนภาพลักษณ์

เสียงจากชุมชนและบทบาทของ EIA

การทำรายงาน EIA จึงมีบทบาทสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วม เสนอข้อกังวล และกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น มาตรการควบคุมเสียง การจัดการจราจร และการป้องกันผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย

ความโปร่งใสในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความขัดแย้ง และสร้างความเชื่อมั่นว่า การพัฒนาจะเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ร่วม ไม่ใช่เฉพาะภาคธุรกิจ

เชียงรายกับโจทย์บ้านหลังที่สองของนักท่องเที่ยวโลก

เชียงรายกำลังเผชิญโอกาสครั้งสำคัญ เมื่อซอฟต์พาวเวอร์ไทยกำลังเป็นที่พูดถึงทั่วโลก และโครงสร้างพื้นฐานกำลังเร่งเครื่องตามทัน

การประชุม EIA โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง คือก้าวหนึ่งของการเตรียมพร้อมรองรับอนาคต ขณะที่กระแส #ThankYouThailand คือเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยยังคงมีเสน่ห์ในสายตานักเดินทาง

บททดสอบสำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร แต่คือการรักษาคุณภาพการบริการ ความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ และการดูแลสิ่งแวดล้อมให้สมดุล

หากเชียงรายสามารถทำทั้งสองด้านได้พร้อมกัน คือขยายบ้านให้กว้างขึ้น และรักษารอยยิ้มให้จริงใจ เมืองนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทาง แต่จะกลายเป็น “บ้านหลังที่สอง” ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Airports of Thailand PLC. ข้อมูลการบริหารท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการพัฒนา
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ข่าวการเข้าร่วมประชุมกลุ่มย่อย EIA วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โพสต์ผู้ว่าการเกี่ยวกับเทรนด์ #ThankYouThailand และแคมเปญ Amazing Thailand – Feel All The Feelings
  • รายงานสื่อภาษาอังกฤษเกี่ยวกับไวรัล Thank you Thailand บน TikTok เดือนกุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายลงนาม MOU ขับเคลื่อนระบบอาหารปลอดภัย เชื่อมเกษตรกรสู่ตลาดสีเขียวภายใต้แนวคิดบอกรักด้วยผักผลไม้

เชียงรายลงนาม MOU ขับเคลื่อนระบบอาหารปลอดภัย เชื่อมเกษตรกร ตลาดสีเขียว ผู้บริโภค ภายใต้แนวคิด บอกรักด้วยผักผลไม้

เชียงราย,13 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพบรรยากาศตลาดเกษตรกรบริเวณสามแยกดอยตองในช่วงสัปดาห์แห่งความรักปีนี้ ไม่ได้มีเพียงสีสันของผักผลไม้ตามฤดูกาล แต่กำลังสะท้อน “โจทย์ใหญ่ของสังคม” ที่คนเมืองกำลังถามหาคำตอบมากขึ้นเรื่อย ๆ คือเราจะกินอย่างไรให้มั่นใจ ปลอดภัย และยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูก ไปจนถึงผู้บริโภคที่ต้องการอาหารคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 จังหวัดเชียงรายเดินหน้าขับเคลื่อนงานอาหารปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการบูรณาการและขับเคลื่อนระบบอาหารเพื่อสุขภาวะตลอดห่วงโซ่จังหวัดเชียงราย โดยบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีเชียงราย วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.

พิธีเปิดโครงการและการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU จัดขึ้นโดยมีนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมเปิดกิจกรรมการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า ภายใต้แนวคิด “บอกรักด้วยผักผลไม้” ณ ตลาดเกษตรกรเชียงราย สามแยกดอยตอง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

จากความกังวลบนโต๊ะอาหาร สู่การจัดระบบทั้งห่วงโซ่

แกนสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการทำให้ “อาหารปลอดภัย” ไม่ใช่เพียงคำโฆษณาหรือความเชื่อส่วนบุคคล แต่เป็นระบบที่ตรวจสอบได้และเดินไปด้วยกันทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

หากมองในภาพใหญ่ระดับโลก องค์การอนามัยโลกประเมินว่าโรคจากอาหารเป็นภาระสำคัญต่อสังคม โดยมีผู้ป่วยจากอาหารปนเปื้อนจำนวนมากในแต่ละปี และกระทบทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำ เพราะกลุ่มเปราะบางมักเป็นผู้ได้รับผลกระทบก่อนเสมอ เมื่อแปลกลับมาที่ระดับจังหวัด การสร้างระบบอาหารที่ปลอดภัยและโปร่งใสจึงกลายเป็น “โครงสร้างป้องกันความเสี่ยง” ของชุมชนในระยะยาว ไม่ต่างจากการสร้างเขื่อนให้กับสุขภาวะของผู้คน

โครงสร้างความร่วมมือ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ

โครงการกำหนดเป้าหมายชัดเจนในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อาหารอย่างเป็นระบบ

ต้นน้ำ คือกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตอาหารปลอดภัยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน เช่น GAP, PGS และเกษตรอินทรีย์
กลางน้ำ คือพื้นที่ตลาดสีเขียว ร้านอาหาร และโรงแรมที่มีแนวทางคัดสรรวัตถุดิบและการจัดการสุขาภิบาลอาหาร เช่น SAN, SAN Plus และ Q Restaurant
ปลายน้ำ คือผู้บริโภค ที่จะเข้าถึงอาหารปลอดภัยมากขึ้นจากระบบจำหน่ายที่คัดกรองและตรวจสอบย้อนกลับได้

ในด้านมาตรฐานการผลิตพืช มาตรฐาน GAP ของไทยเป็นกรอบการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตพืชอาหาร ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการจัดการในแปลง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด

ขณะที่ PGS หรือระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม เป็นแนวทางที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องในการกำกับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยยึดหลักการที่สอดคล้องกับแนวทางสากล และอ้างอิงมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยในภาพรวม

ส่วนปลายทางของห่วงโซ่ซึ่งผู้บริโภคสัมผัสได้ทันที คือมาตรฐานและสัญลักษณ์ที่ช่วยลดความลังเลในการเลือกซื้อ หนึ่งในนั้นคือ “เครื่องหมาย Q” ที่เกี่ยวข้องกับระบบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร โดยมีกรอบการแสดงเครื่องหมายและการกำกับดูแลตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

Q Restaurant เมื่อร้านอาหารกลายเป็นด่านหน้าเรื่องความปลอดภัย

อีกจุดที่น่าจับตา คือการเชื่อม “อาหารปลอดภัย” เข้ากับภาคบริการและการท่องเที่ยว ผ่านแนวทาง Q Restaurant ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่า ต่อให้แหล่งผลิตดีแค่ไหน หากจุดปรุงและจุดบริการไม่ใส่ใจสุขลักษณะหรือแหล่งวัตถุดิบ ความเสี่ยงก็ยังย้อนกลับมาหาผู้บริโภคได้

เอกสารแนวทางโครงการ Q Restaurant ที่เผยแพร่โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้ให้เห็นกรอบของร้านอาหารที่สมัครใจเข้าร่วม ต้องมีสุขลักษณะที่ดี และมีเมนูหรือวัตถุดิบที่เลือกใช้สินค้าในระบบ Q เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอาหาร

ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือการยกระดับ “ความปลอดภัย” จากเรื่องในครัวเรือน ให้กลายเป็นภาพลักษณ์ของเมืองและการบริการ หากทำได้จริง เมืองจะได้ทั้งสุขภาพของคนในพื้นที่ และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่กำลังมองหาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะมากขึ้น

เทศบาลนครเชียงรายร่วมขับเคลื่อน สะพานเชื่อมคนเมืองกับระบบอาหารปลอดภัย

ในมิติท้องถิ่น เทศบาลนครเชียงรายเข้าร่วมในพิธีลงนาม MOU ผ่านผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบอาหารปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ ทั้งในด้านการสร้างการรับรู้ การเชื่อมเครือข่าย และการทำให้ “ตลาดของคนเมือง” เป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารปลอดภัยได้จริง

บทบาทของเทศบาลในภาพนี้ จึงไม่ใช่เพียง “ไปร่วมงาน” แต่เป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ระบบอยู่ได้ในชีวิตประจำวัน เพราะเทศบาลคือหน่วยงานที่ใกล้ประชาชนที่สุด ตั้งแต่การจัดพื้นที่ตลาด ความสะอาด การสื่อสารสาธารณะ ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการร้านอาหารในเขตเมืองให้เลือกใช้วัตถุดิบปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

บอกรักด้วยผักผลไม้ เมื่อการสื่อสารทำให้ระบบใหม่เข้าใจง่าย

แนวคิด “บอกรักด้วยผักผลไม้” ถูกวางเป็นธีมกิจกรรมในช่วงเทศกาลแห่งความรัก แต่สารที่ซ่อนอยู่คือการทำให้เรื่องมาตรฐานและห่วงโซ่อาหาร ซึ่งมักถูกมองว่ายากและไกลตัว กลายเป็นเรื่องที่คนทั่วไป “อยากเข้าไปมีส่วนร่วม” ตั้งแต่การซื้อผักผลไม้เป็นของฝาก ไปจนถึงการตั้งคำถามกับแหล่งที่มาและวิธีผลิต

เพราะในโลกจริง ผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธอาหารปลอดภัย แต่ติดอยู่ที่ 3 เรื่องเสมอ คือไม่แน่ใจว่าปลอดภัยจริงไหม ราคาแพงไปหรือเปล่า และซื้อได้ที่ไหนอย่างสะดวก หากระบบนี้ตอบได้ทีละข้อ ความปลอดภัยจะไม่ใช่เรื่องของคนส่วนน้อย แต่จะกลายเป็นพฤติกรรมใหม่ของคนทั้งเมือง

Green Market สามแยกดอยตอง จุดนัดพบของผู้ผลิตกับผู้บริโภค

หนึ่งในเครื่องมือเชิงปฏิบัติของระบบอาหารปลอดภัย คือ “ตลาดที่ทำให้เห็นของจริง” โดยตลาดเกษตรกรเชียงราย หรือ Green Market บริเวณสามแยกดอยตอง ถูกสื่อสารว่าเป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยจากเกษตรกรโดยตรง เปิดเป็นประจำทุกวันเสาร์ ช่วงเวลา 07.00 ถึง 12.00 น.

แม้รายละเอียดเชิงปฏิบัติจะดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่ในเชิงระบบ นี่คือจุดที่ทำให้ความร่วมมือไม่ลอยอยู่บนกระดาษ เพราะเป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบด้วยตา เห็นผู้ผลิตตัวจริง ถามวิธีปลูก วิธีดูแล และเรียนรู้มาตรฐานผ่านการซื้อขายจริงได้ทันที

ผลกระทบเชิงระบบที่เชียงรายกำลังเดิมพัน

ความร่วมมือแบบ MOU มักถูกตั้งคำถามว่า จะไปไกลแค่ไหน และจะทำให้เกิดผลจริงหรือไม่ หากมองอย่างเป็นกลาง ความสำเร็จของระบบอาหารปลอดภัยไม่ได้วัดจากพิธีลงนามเพียงวันเดียว แต่ต้องวัดจาก “พฤติกรรมที่เปลี่ยน” และ “แรงจูงใจที่ยั่งยืน” ของผู้เล่นแต่ละฝ่าย

ฝั่งเกษตรกร หากมาตรฐานช่วยให้เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น มีราคาที่เป็นธรรม และมีความมั่นคงในการจำหน่าย เกษตรกรจะยอมลงทุนกับกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยมากขึ้น

ฝั่งร้านอาหารและโรงแรม หากการเลือกใช้วัตถุดิบปลอดภัยช่วยให้ลูกค้าเชื่อมั่น เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และกลายเป็นจุดขายของเมือง ร้านอาหารจะไม่มองมาตรฐานเป็นภาระ แต่เป็นความได้เปรียบ

ฝั่งผู้บริโภค หากเข้าถึงได้ง่าย ราคาไม่โดดจากตลาดทั่วไปมาก และมีข้อมูลชัดเจนให้ตัดสินใจ ระบบจะเกิดแรงซื้อที่พอจะขับเคลื่อนทั้งห่วงโซ่ต่อไป

ความท้าทายที่ต้องยอมรับ และเป็นโจทย์ที่ต้องแก้ร่วมกัน

เพื่อให้ข่าวนี้อยู่บนฐานความจริง ไม่ใช่ภาพฝัน จำเป็นต้องยอมรับว่า “ระบบอาหารปลอดภัย” มีความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 4 เรื่อง

เรื่องแรก คือความสม่ำเสมอของปริมาณสินค้า หากมีเฉพาะช่วงกิจกรรม ผู้บริโภคจะกลับไปพฤติกรรมเดิมได้ง่าย

เรื่องที่สอง คือความเข้าใจเรื่องมาตรฐานของผู้บริโภค สัญลักษณ์และคำย่อจำนวนมากทำให้คนสับสนได้ หากสื่อสารไม่ดี ความตั้งใจดีอาจกลายเป็นความไม่มั่นใจรูปแบบใหม่

เรื่องที่สาม คือแรงจูงใจของผู้ประกอบการกลางน้ำ ร้านอาหารและโรงแรมต้องเห็นประโยชน์จริง ไม่ใช่ทำเพราะกระแส

เรื่องที่สี่ คือการตรวจสอบและความโปร่งใส ซึ่งเป็นหัวใจของความน่าเชื่อถือ เพราะเมื่อใดที่ผู้บริโภครู้สึกว่า “เชื่อไม่ได้” ระบบทั้งระบบจะเสียต้นทุนความไว้วางใจทันที

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อให้ MOU ไม่เป็นเพียงพิธี

ปลายทางของระบบนี้อยู่ที่การตัดสินใจของผู้บริโภคในทุกสัปดาห์ เพราะการซื้อหนึ่งครั้ง อาจเป็นเสียงโหวตให้เกษตรกรที่ลงทุนทำของปลอดภัยอยู่รอด และทำให้ร้านค้ามีกำลังใจเลือกของดีมากขึ้น

สิ่งที่ทำได้ทันทีมีไม่กี่อย่าง แต่มีพลังสูงมาก

เลือกซื้อจากตลาดที่ระบุแหล่งที่มาได้ชัด และกล้าถามวิธีผลิต
สนับสนุนตลาดสีเขียวอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ช่วงกิจกรรม
หากเป็นผู้ประกอบการร้านอาหาร เริ่มจากเมนูง่าย ๆ ที่ใช้วัตถุดิบปลอดภัยและบอกลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา
ช่วยกันแชร์ข้อมูลตลาด วันเวลา และเรื่องราวของผู้ผลิต เพื่อขยายฐานผู้บริโภคให้กว้างขึ้น

เมื่อการกระทำเล็ก ๆ ถูกทำซ้ำมากพอ ระบบอาหารปลอดภัยจะไม่ใช่โครงการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่จะกลายเป็นวัฒนธรรมของเมือง

เมืองที่คนกินดีอยู่ดีอย่างเป็นรูปธรรม

เชียงรายกำลังส่งสัญญาณว่า การพัฒนาเมืองเพื่อสุขภาวะไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่เสมอไป บางครั้งจุดเริ่มต้นคือการทำให้ “อาหารในจาน” ของคนธรรมดาปลอดภัยขึ้น และทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีตลาดที่มั่นคงขึ้น

ในโลกที่ผู้คนถามหาคุณภาพชีวิตมากกว่าเดิม ระบบอาหารปลอดภัยจึงเป็นทั้งเรื่องสุขภาพ เศรษฐกิจฐานราก และความเชื่อมั่นร่วมกันของสังคม หากเครือข่ายที่ลงนามกันวันนี้เดินต่อเนื่อง และทำให้ประชาชนเห็นผลจริงผ่านตลาดที่มีของจริง มีข้อมูลจริง และเข้าถึงได้จริง เมืองแห่งสุขภาวะจะไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ในทุกมื้ออาหาร

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลนครเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME