
Summary
โครงการขยายถนน 1021 ดอกคำใต้-เทิง ล่าช้ากว่าแผน 8 เดือน กระทบเศรษฐกิจเชียงราย
สาเหตุหลักติดปัญหาการขออนุญาตทำไม้และตีตราต้นทองกวาวในเขตทาง
ผู้ว่าฯ พะเยาสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเคลียร์บัญชีไม้ให้จบภายในพฤษภาคม 2569
มีแผนล้อมย้ายต้นทองกวาวไปปลูกพื้นที่ใหม่เพื่อรักษาธรรมชาติและขยายทาง
หากเริ่มงานมิถุนายนนี้ ผู้รับเหมาต้องเร่งทำงานเร็วขึ้น 1.5 เท่าเพื่อให้ทันกำหนดปี 2570
เชียงรายรอเก้อ 8 เดือนถนน 1021 เพิ่งเริ่มตีตราไม้ ผู้ว่าฯ พะเยาสั่งลุยแก้เกมล่าช้า ชาวเทิงแบกภาระอีก 500 วัน
พะเยา,28 เมษายน 2569 – เสียงบ่นของคนขับรถบรรทุกสินค้าเกษตรจากอำเภอเทิงที่ต้องวิ่งลัดเลาะบนถนนสองเลนแคบๆ ของทางหลวงหมายเลข 1021 ดังขึ้นอีกครั้งในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวปีนี้ พวกเขาหวังว่าถนนสี่ช่องจราจรสายดอกคำใต้ถึงจุนที่รัฐบาลให้สัญญาว่าจะเสร็จในอีกไม่ถึงสองปีข้างหน้าจะช่วยย่นเวลาและลดอุบัติเหตุได้ แต่ความหวังนั้นกลับถูกแช่แข็งไว้กว่าแปดเดือนเต็ม เพราะจนถึงวันนี้ วันที่ 28 เมษายน 2569 ภาพที่เห็นในพื้นที่จริงคือเจ้าหน้าที่เพิ่งเริ่มเอาแท่งสีไปตีตราที่โคนต้นทองกวาวริมทางเท่านั้น
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของจังหวัดพะเยาที่เป็นเจ้าของพื้นที่ก่อสร้าง แต่กลายเป็นเรื่องปากท้องของคนเชียงรายโดยตรง เพราะถนนสายนี้คือเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมผลผลิตจากทุ่งนาพะเยาเข้าสู่ตลาดและด่านชายแดนของเชียงราย และเมื่อต้นทางล่าช้า ปลายทางอย่างอำเภอเทิงก็ต้องรับผลกระทบไปเต็มๆ
ผ่านไป 240 วัน เพิ่งเริ่มนับหนึ่ง
ข้อมูลจากสัญญาจ้างก่อสร้างที่ลงนามไว้เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ระบุชัดเจนว่าโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 1021 สายอำเภอดอกคำใต้ถึงอำเภอเทิง ตอนบ้านเวียงเทิงถึงบ้านทุ่ง มีระยะเวลาดำเนินการ 750 วัน เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2568 และต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 14 สิงหาคม 2570
หากนับถึงวันนี้ ผ่านไปแล้วประมาณ 276 วัน หรือคิดเป็นมากกว่า 1 ใน 3 ของอายุสัญญา ตัวเลขนี้สะท้อนภาพความล่าช้าที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะตามแผนงานปกติ ช่วง 8 เดือนแรกควรเป็นช่วงของการเคลียร์พื้นที่ ปรับหน้าดิน และลงงานฐานรากไปแล้วไม่น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือการสำรวจและตีตราไม้ในเขตทางเพิ่งเริ่มทำเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 เท่านั้น
โครงการนี้แบ่งเป็นสองตอนหลักคือตอนที่ 1 ช่วงกิโลเมตรที่ 12+000 ถึง 22+500 ระยะทาง 10.500 กิโลเมตร และตอนที่ 2 ช่วงกิโลเมตรที่ 22+500 ถึง 33+300 ระยะทาง 10.800 กิโลเมตร รวมระยะทางที่ต้องขยายเป็นสี่ช่องจราจรทั้งสิ้น 21.300 กิโลเมตร ซึ่งเป็นช่วงคอขวดที่สุดของเส้นทางจากพะเยาเข้าสู่เชียงราย
ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอดอกคำใต้ตั้งคำถามผ่านสื่อออนไลน์อย่างตรงไปตรงมาว่า ผ่านมากว่า 8 เดือนแล้ว การก่อสร้างไปถึงไหน ทำไมถึงยังไม่เห็นเครื่องจักรหนักเข้ามาทำงาน คำถามนี้กลายเป็นแรงกดดันที่ส่งตรงถึงศาลากลางจังหวัดพะเยาในที่สุด
ผู้ว่าฯ พะเยาสั่งทันที หลังเสียงสะท้อนดังขึ้น
แรงสั่นสะเทือนจากโซเชียลมีเดียทำให้ นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ต้องลุกขึ้นมาจัดการปัญหาด้วยตัวเอง ในช่วงเย็นวันที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 16.20 น. เธอเรียกประชุมด่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่ห้องประชุมศาลากลาง
ผู้เข้าร่วมประกอบด้วย นายพีรัช จันธิมา ปลัดจังหวัดพะเยา นายปิยะพงษ์ ประพันธ์วัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพะเยา และนายพูนศักดิ์ เมาะราษี ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงพะเยา การประชุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นการรับฟังรายงานตามปกติ แต่เป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงและหาทางออกเร่งด่วน
ข้อสั่งการที่ออกมามีความชัดเจนและเฉียบขาด ให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพะเยา แขวงทางหลวงพะเยา สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 เชียงราย องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และบริษัทผู้รับจ้าง ต้องลงพื้นที่ภายในสัปดาห์นี้ทันที เพื่อทำสิ่งที่ควรทำเสร็จไปแล้วตั้งแต่เดือนแรกของสัญญา นั่นคือการสำรวจพิกัด จัดทำบัญชีไม้ และตีตราประทับที่โคนต้นทุกต้นที่อยู่ในเขตทางหลวง เพื่อพิสูจน์ชนิดและขนาดให้ถูกต้องตามระเบียบป่าไม้
ที่สำคัญที่สุดคือการเร่งออกใบอนุญาตทำไม้ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ เพื่อให้แขวงทางหลวงพะเยาสามารถส่งมอบพื้นที่ปลอดภาระผูกพันทางกฎหมายให้ผู้รับจ้างเข้าทำงานได้ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569
ต้นทองกวาว กลายเป็นหัวใจของความล่าช้า
หากมองผิวเผิน หลายคนอาจคิดว่าปัญหาคือเรื่องงบประมาณหรือผู้รับเหมาทิ้งงาน แต่ข้อเท็จจริงที่ถูกเปิดเผยในการประชุมชี้ไปที่ประเด็นเดียวคือ ต้นทองกวาว
ต้นทองกวาวหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าต้นดอกจาน เป็นไม้ยืนต้นที่ออกดอกสีส้มแสดสะพรั่งในช่วงฤดูแล้ง กลายเป็นสัญลักษณ์ของถนนสายนี้มาหลายสิบปี เมื่อมีการสำรวจแนวเขตทางเพื่อขยายถนนเป็นสี่เลน พบว่ามีต้นทองกวาวขนาดใหญ่อยู่ในเขตป่าตามมาตรา 4 วงเล็บ 1 จำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงกิโลเมตรที่ 12+000 ถึง 27+750
ตามกฎหมายแล้ว ไม้ในเขตป่าไม่สามารถตัดฟันได้ทันที ต้องผ่านกระบวนการสำรวจ ขึ้นทะเบียน และขออนุญาตทำไม้อย่างถูกต้อง ซึ่งขั้นตอนนี้เองที่กินเวลายาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ในแผนงานเดิม
ล่าสุดในวันที่ 28 เมษายน 2569 นายพูนศักดิ์ เมาะราษี รายงานความคืบหน้าว่า หมวดทางหลวงดอกคำใต้ได้ร่วมกับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ลงพื้นที่ตีตราไม้แล้วในตอนแม่ต๋ำถึงบ้านใหม่ ช่วงกิโลเมตรที่ 22+500 ถึง 27+750 ทั้งฝั่งซ้ายและขวา และในวันที่ 29 เมษายน จะดำเนินการต่อในช่วงกิโลเมตรที่ 12+000 ถึง 22+500 ให้ครบถ้วน
สิ่งที่น่าสนใจคือแนวทางแก้ปัญหาที่ผู้ว่าฯ พะเยาวางไว้ไม่ได้เน้นการตัดทิ้ง แต่เป็นการอนุรักษ์แบบย้ายถิ่น หากต้นทองกวาวต้นใดมีความสมบูรณ์แข็งแรง ผู้รับจ้างจะต้องดำเนินการล้อมโคน ขุดย้าย และนำไปปลูกในพื้นที่สาธารณะที่เหมาะสม โดยขณะนี้มีพื้นที่นำร่องสองแห่งที่กำลังศึกษาความเป็นไปได้คือ แนวถนนริมกว๊านพะเยาฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นถนนสายใหม่ในอำเภอเมืองพะเยา และพื้นที่หนองเล็งทรายในอำเภอแม่ใจ
แนวคิดนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากการสร้างถนนแบบเดิมที่เน้นความเร็ว ไปสู่การสร้างถนนที่ต้องสมดุลกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกรมทางหลวงในช่วงหลัง
ทำไมคนเชียงรายต้องเป็นผู้แบกรับความเสี่ยง
คำถามสำคัญที่คนอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ถามมาตลอดคือ ทำไมถนนที่อยู่ในเขตพะเยาถึงกระทบชีวิตพวกเขามากขนาดนี้ คำตอบอยู่ที่ภูมิศาสตร์ของทางหลวงหมายเลข 1021
ถนนสายนี้เริ่มต้นจากอำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา วิ่งผ่านอำเภอจุน และไปสิ้นสุดที่บ้านทุ่ง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นประตูสู่จังหวัดเชียงรายจากทิศใต้ หากดูจากแผนที่โครงข่ายคมนาคมภาคเหนือตอนบน เส้นทางนี้คือเส้นทางลำเลียงสินค้าเกษตรที่สำคัญที่สุดเส้นหนึ่ง ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวนาปรัง ลำไย และยางพาราจากพะเยาและเชียงรายตอนล่าง จะใช้ถนนเส้นนี้เพื่อมุ่งหน้าสู่โรงงานแปรรูปในเชียงรายและต่อไปยังด่านชายแดนเชียงของเพื่อส่งออกไป สป.ลาว และจีนตอนใต้
เมื่อการขยายถนนล่าช้าออกไป หมายความว่าผู้ประกอบการและเกษตรกรในเชียงรายต้องทนใช้ถนนสองเลนเดิมต่อไปอีกอย่างน้อย 500 วันตามอายุสัญญาที่เหลือ ซึ่งในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวจะมีรถบรรทุกขนาดใหญ่วิ่งสวนกันตลอดทั้งวัน อุบัติเหตุรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะบริเวณทางโค้งช่วงบ้านเวียงเทิง
สถิติจากแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 2 แม้จะไม่ได้อยู่ในเอกสารชุดนี้ แต่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ยอมรับว่าปริมาณการจราจรบนถนนสาย 1021 ช่วงรอยต่อพะเยาเชียงรายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7 ถึง 8 เปอร์เซ็นต์ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา การที่ถนนสี่เลนไม่เกิดขึ้นตามแผนจึงไม่ใช่แค่เรื่องความไม่สะดวก แต่เป็นต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นโดยตรง
นี่คือเหตุผลที่คนเชียงรายต้องจับตาการแก้ปัญหาที่พะเยาอย่างใกล้ชิด เพราะความล่าช้าที่ต้นทาง 1 วัน หมายถึงความเสียหายที่ปลายทางอีกหลายเท่า
ไทม์ไลน์ใหม่ มิถุนายนคือเส้นตายที่ห้ามพลาดอีก
จากการสั่งการของผู้ว่าฯ พะเยา ทำให้เราเห็นไทม์ไลน์ใหม่ที่ชัดเจนขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน
ภายในเดือนพฤษภาคม 2569 ทุกหน่วยงานต้องปิดจ๊อบเรื่องไม้ให้จบ ทั้งการตีตรา การทำบัญชี และการออกใบอนุญาต จากนั้นแขวงทางหลวงพะเยาจะเร่งส่งมอบพื้นที่ให้ผู้รับจ้างภายในปลายเดือนพฤษภาคมหรืออย่างช้าต้นเดือนมิถุนายน 2569
หากทำได้ตามนี้ ผู้รับจ้างจะมีเวลาทำงานจริงเหลือประมาณ 440 วันจากทั้งหมด 750 วัน เพื่อให้เสร็จทันวันที่ 14 สิงหาคม 2570 นั่นหมายความว่าต้องเร่งเครื่องทำงานเกือบ 1.5 เท่าของแผนเดิม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่งในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง
ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมทางหลวงให้ความเห็นว่า การสูญเสียเวลาในช่วงฤดูแล้งซึ่งเป็นช่วงพีคของการก่อสร้างไปแล้วกว่า 240 วัน จะส่งผลให้งานฐานรากและงานดินต้องไปทำในช่วงฤดูฝน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและเสี่ยงต่อคุณภาพงาน หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดีพอ
บทเรียนราคาแพงสำหรับถนนสายต่อไปในภาคเหนือ
กรณีของต้นทองกวาวบนถนน 1021 ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาเชิงโครงสร้างในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาคเหนือ ที่ถนนหลายสายต้องตัดผ่านพื้นที่ป่าชุมชนหรือเขตป่าตามกฎหมาย
การที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 เชียงรายต้องเข้ามาร่วมแก้ปัญหาในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเรื่องนี้มีมิติข้ามจังหวัด และเชียงรายเองก็กำลังเผชิญกับโจทย์เดียวกันในหลายโครงการขยายถนน เช่น เส้นทางเลี่ยงเมืองและถนนเชื่อมดอยต่างๆ ที่มักจะติดปัญหาเรื่องต้นไม้ใหญ่เช่นเดียวกัน
แนวทางการล้อมย้ายต้นทองกวาวไปปลูกที่กว๊านพะเยาและหนองเล็งทราย จึงกลายเป็นเคสศึกษาที่สำคัญ หากทำสำเร็จจะสามารถนำไปเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดเชียงรายในการจัดการต้นไม้ใหญ่ริมทางหลวงหมายเลข 118 หรือ 1020 ในอนาคตได้ โดยไม่ต้องเลือกระหว่างการพัฒนากับการอนุรักษ์
นี่คือมูลค่าที่ซ่อนอยู่หลังความล่าช้า 8 เดือน มันคือบทเรียนว่าการสำรวจสิ่งแวดล้อมต้องทำก่อนการเซ็นสัญญา ไม่ใช่ทำหลังจากที่เครื่องจักรจอดรออยู่หน้างานแล้ว
เสียงจากพื้นที่ที่รอความชัดเจน
แม้จะยังไม่มีการให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการจากชาวบ้าน แต่ข้อความที่ส่งต่อกันในกลุ่มไลน์ของเกษตรกรอำเภอเทิงสะท้อนความรู้สึกได้ดี พวกเขาไม่ได้ต้องการคำขอโทษ แต่ต้องการไทม์ไลน์ที่จับต้องได้ ต้องการเห็นป้ายโครงการที่อัปเดตความคืบหน้าจริง ไม่ใช่แค่ป้ายเก่าที่บอกวันเริ่มสัญญา 26 กรกฎาคม 2568
พวกเขาต้องการรู้ว่าหากต้องรออีก 500 วัน รัฐจะมีมาตรการบรรเทาผลกระทบอะไรบ้างในช่วงนี้ เช่น การเพิ่มไฟส่องสว่าง การทำไหล่ทางชั่วคราว หรือการจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว
ความเชื่อมั่นของประชาชนไม่ได้สร้างจากคำสั่งที่ว่า สั่งทันที ทำทันที แต่สร้างจากการที่พวกเขาเห็นเจ้าหน้าที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ลงไปตีตราไม้จริงในวันที่ 28 และ 29 เมษายนตามที่ผู้ว่าฯ ประกาศไว้
ถนนสาย 1021 จึงเป็นมากกว่าถนน มันคือบททดสอบว่าการบริหารราชการแบบบูรณาการข้ามหน่วยงานจะสามารถแก้ปัญหาที่หมักหมมมา 8 เดือนได้ภายใน 30 วันตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่
สำหรับคนเชียงรายและพะเยา ทุกวันที่ผ่านไปโดยไม่มีความคืบหน้าคือต้นทุนที่ต้องจ่าย และทุกต้นทองกวาวที่ถูกล้อมย้ายอย่างปลอดภัยคือความหวังว่าถนนเส้นนี้จะเสร็จทันเวลาโดยไม่ต้องแลกด้วยธรรมชาติที่สูญเสียไป
บทสรุปของเรื่องนี้ยังไม่จบในเดือนพฤษภาคม แต่จุดเริ่มต้นที่แท้จริงเพิ่งถูกนับหนึ่งเมื่อวานนี้เอง
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา
- แขวงทางหลวงพะเยา
- ข้อมูลสัญญาจ้างโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 1021 สายอำเภอดอกคำใต้ถึงอำเภอเทิง ตอนบ้านเวียงเทิงถึงบ้านทุ่ง ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ระยะเวลาดำเนินการ 750 วัน เริ่ม 26 กรกฎาคม 2568 สิ้นสุด 14 สิงหาคม 2570
- องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.)
- สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพะเยา








