Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ศิลปินเชียงรายรวมพลังวาด “เชียงรายในฝัน” กว่า 50 ชิ้นงาน ชูธรรมชาติเป็นต้นทุนเมือง ยั่งยืนด้วยการออกแบบ

ศิลปินเชียงรายรวมพลังวาด “เชียงรายในฝัน” ชูธรรมชาติเป็นต้นทุนเมือง หนุนเป้าหมายเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน

เชียงราย,6 มีนาคม 2569 – ห้องรับรองของเทศบาลนครเชียงรายถูกเติมเต็มด้วยแผ่นผ้าใบหลากขนาด สีสันของสายน้ำ ป่าเขา พื้นที่ชุ่มน้ำ และชีวิตเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในระบบนิเวศเมือง ถูกยกขึ้นวางเรียงทีละชิ้น ท่ามกลางผู้แทนศิลปินและภาคีเครือข่ายท้องถิ่นที่ตั้งใจมอบ “ภาพจำของเมือง” ให้กลายเป็น “วาระของเมือง” ว่าการพัฒนาในวันข้างหน้าไม่ควรเดินไปข้างหน้าแบบตัดขาดจากธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงเชียงรายมาอย่างยาวนาน

ข้อมูลกิจกรรมระบุว่า เทศบาลนครเชียงราย โดยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย รับมอบผลงานจากนายสุวิทย์ ใจป้อม ที่ปรึกษาสมาคมขัวศิลปะ พร้อมศิลปินจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย กลุ่มศิลปินสายน้ำกก และมูลนิธิมดชนะภัย โดยมีศิลปินเชียงรายกว่า 30 คนร่วมสร้างสรรค์ผลงานมากกว่า 50 ชิ้น เพื่อสื่อสารความงดงามของสายน้ำ ป่าเขา ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศในพื้นที่ตัวเมืองในฐานะ “ต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติ” ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่น

โครงการ Urban Resilience Building and Nature

การใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสาธารณะ สร้างการรับรู้เรื่องธรรมชาติในเมือง และเชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายการพัฒนาเมืองอย่างสมดุล โดยเฉพาะในช่วงที่เมืองเผชิญความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแรงกดดันจากการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ประเด็นรองที่ต้องจับตา คือการวางกิจกรรมไว้ในกรอบโครงการ Urban Resilience Building and Nature หรือ URBAN ที่มุ่งเพิ่มความสามารถของเมืองในการตั้งรับและปรับตัวต่อภัยพิบัติ ผ่านแนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน ซึ่งทำให้ภาพวาดไม่ใช่แค่งานเชิงวัฒนธรรม แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาเรื่องการออกแบบเมืองให้ปลอดภัยและยั่งยืนในทางปฏิบัติ

เมืองริมกกในวันที่สภาพอากาศเปลี่ยนเร็ว ศิลปะจึงกลายเป็น “สัญญาณเตือน” ที่คนฟังได้

เชียงรายเป็นเมืองที่มีสายน้ำเป็นแกนกลางของภูมิทัศน์และความเป็นเมือง แม่น้ำกกทำหน้าที่มากกว่าแหล่งน้ำ แต่เป็นโครงสร้างชีวิตของผู้คน ทั้งด้านการพักผ่อน การท่องเที่ยว พื้นที่สาธารณะ และระบบนิเวศริมฝั่งที่ช่วยพยุงความสมดุลของเมือง อย่างไรก็ตาม เมืองทั่วโลกกำลังเจอกับโจทย์เดียวกันคือ “ภัยพิบัติถี่ขึ้นและคาดเดายากขึ้น” เมืองที่เคยพึ่งโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมเพียงอย่างเดียวเริ่มพบว่า ไม่เพียงพอเมื่อเจอสภาพอากาศสุดขั้ว

กรอบงาน URBAN ชี้ว่าไทยกำลังเผชิญภัยพิบัติที่ถี่และรุนแรงขึ้นจากสภาพอากาศสุดขั้ว และระบุว่าเชียงรายเผชิญน้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 ซึ่งตอกย้ำความจำเป็นในการเสริมความยืดหยุ่นของเมืองให้รับแรงกระแทกได้ดีขึ้น เมื่อภัยพิบัติกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว การสื่อสารแบบรายงานเชิงเทคนิคอย่างเดียวมักไปไม่ถึงความรู้สึกของคนเมือง ศิลปะจึงถูกหยิบมาเป็น “ภาษาอีกชุดหนึ่ง” ที่ทำให้ประชาชนเห็นภาพเดียวกันว่า ธรรมชาติไม่ใช่ฉากหลังของเมือง แต่คือเกราะคุ้มกันเมืองในวันที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ

มากกว่า 50 ชิ้นงานในวันเดียว คือการบันทึกต้นทุนเมืองที่จับต้องได้

ข้อมูลการส่งมอบผลงานระบุว่า ศิลปินและภาคีเครือข่ายร่วมกันสร้างสรรค์งานมากกว่า 50 ชิ้น โดยเลือกเล่าเรื่องสายน้ำ ป่าเขา ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศในเขตเมือง เพื่อสะท้อนทั้งความงดงามและความเปราะบางของทรัพยากรธรรมชาติท่ามกลางการพัฒนา

นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ระบุโดยสรุปว่า ศิลปะสามารถเป็นพลังสำคัญในการสร้างการรับรู้และปลุกจิตสำนึกให้ประชาชน เยาวชน และชุมชน เห็นคุณค่าของธรรมชาติ และร่วมกันวางแผนการพัฒนาเมืองอย่างสมดุล เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนในอนาคต

หากมองในมุมการบริหารเมือง งานศิลป์ชุดนี้ทำหน้าที่ได้หลายชั้น
ชั้นแรก คือทำให้ “ธรรมชาติในเมือง” ถูกมองเห็นอีกครั้ง ไม่ใช่ถูกกลืนไปกับความเร่งรีบของชีวิตประจำวัน
ชั้นที่สอง คือทำให้ประเด็นเสี่ยงภัยและการปรับตัวต่อภูมิอากาศซึ่งมักเป็นเรื่องไกลตัว กลายเป็นเรื่องที่ “รู้สึกได้”
ชั้นที่สาม คือเป็นฐานสนทนาระหว่างผู้บริหารเมือง ภาคีเครือข่าย และประชาชน ว่าต้องรักษาอะไรไว้ และต้องยอมแลกอะไรบ้างเมื่อเมืองเติบโต

ธรรมชาติเป็นต้นทุนเมือง เมื่อพื้นที่ชุ่มน้ำคือโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่อยู่ในบิลก่อสร้าง

แนวคิดสำคัญที่กิจกรรมพยายามสื่อสารคือ “ธรรมชาติเป็นต้นทุนเมือง” ซึ่งสอดคล้องกับหลักการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐานในกรอบ URBAN เพราะธรรมชาติให้บริการที่มักไม่ถูกคิดเป็นตัวเลขในงบประมาณ แต่มีผลต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม เช่น

  • การรองรับน้ำหลากและชะลอน้ำ
  • การกรองมลพิษและช่วยพยุงคุณภาพน้ำ
  • การลดความร้อนในเมือง
  • การเป็นพื้นที่พักผ่อนและสุขภาวะของประชาชน

ข้อมูลของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยระบุว่า ปี 2565 ประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำประมาณ 22.88 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 7.5 ของพื้นที่ประเทศ และมีแหล่งพื้นที่ชุ่มน้ำราว 30,000 แห่ง ข้อมูลเดียวกันยังระบุว่า พื้นที่ชุ่มน้ำในจังหวัดเชียงรายประมาณ 1.22 แสนไร่ และมีแนวโน้มลดลงร้อยละ 1.60 ขณะที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีพื้นที่ชุ่มน้ำราว 4.59 แสนไร่ ลดลงร้อยละ 2.64

ตัวเลขการลดลงอาจดูไม่หวือหวาเมื่อเทียบกับข่าวใหญ่รายวัน แต่ในมุมการจัดการความเสี่ยง เมืองที่สูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำทีละน้อยกำลังสูญเสีย “ฟองน้ำของเมือง” ไปพร้อมกัน และมักรู้สึกถึงผลกระทบเมื่อเกิดเหตุสุดขั้ว เช่น ฝนหนัก น้ำท่วมขังฉับพลัน หรือคุณภาพน้ำเสื่อมถอย ความหมายของ “ต้นทุนเมือง” จึงอยู่ที่การคิดล่วงหน้า ไม่ใช่แก้ปัญหาหลังเกิดเหตุเสมอไป

URBAN กับกรอบความร่วมมือที่หนุนให้ศิลปะเชื่อมสู่การออกแบบเมืองจริง

โครงการ URBAN ระบุว่าได้รับการสนับสนุนจาก International Climate Initiative ของกระทรวงสิ่งแวดล้อมเยอรมนี และดำเนินการโดยความร่วมมือของหน่วยงานไทยและองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ IUCN ข้อมูลของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยยังชี้ว่าโครงการ URBAN มุ่งสร้างความยืดหยุ่นของเมืองและธรรมชาติด้วยแนวทางแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน และใช้เชียงรายกับสุราษฎร์ธานีเป็นพื้นที่นำร่อง

การมี “กรอบโครงการ” ช่วยให้กิจกรรมศิลปะไม่ลอยตัว หากเชื่อมโยงกับงานเชิงระบบ เช่น การสื่อสารความเสี่ยง การฟื้นฟูพื้นที่ธรรมชาติ การวางแนวทางจัดการน้ำ และการสร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันในสังคมเมือง ในอีกด้านหนึ่ง ศิลปะก็ช่วยให้มาตรการเชิงเทคนิคมี “แรงหนุนทางสังคม” มากขึ้น เพราะการออกแบบเมืองที่คำนึงถึงธรรมชาติมักต้องอาศัยความร่วมมือของหลายฝ่าย และต้องใช้เวลาเห็นผล

เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ กับความท้าทายเรื่องเมืองน่าอยู่

เชียงรายเป็นหนึ่งใน 55 เมืองใหม่ที่ได้รับการประกาศให้เข้าร่วมเครือข่าย UNESCO Creative Cities Network โดยยูเนสโกประกาศรายชื่อในวัน World Cities Day วันที่ 31 ตุลาคม 2566 และระบุเชียงรายอยู่ในสาขาการออกแบบ

สถานะเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบทำให้คำว่า “การออกแบบ” ในเชียงรายควรถูกขยายความหมายไปสู่การออกแบบชีวิตเมืองในภาพรวม ไม่ใช่เพียงงานสร้างสรรค์เชิงศิลปวัฒนธรรม หรือผลิตภัณฑ์เชิงท่องเที่ยวเท่านั้น หากรวมถึง

  • การออกแบบพื้นที่สาธารณะให้สอดคล้องกับระบบนิเวศ
  • การออกแบบการเดินทางและการใช้พื้นที่ที่ลดความเสี่ยง
  • การออกแบบบริการสาธารณะที่เข้าถึงกลุ่มเปราะบาง
  • การออกแบบกระบวนการสื่อสารที่ลดความตื่นตระหนกและสร้างความเข้าใจ

ยูเนสโกยังกล่าวถึงแนวโน้มการอยู่ในเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างอิงการคาดการณ์ว่าประชากรโลกส่วนใหญ่จะอยู่ในเมืองมากกว่าสองในสามภายในปี 2593 นัยของข้อมูลนี้คือ เมืองรองอย่างเชียงรายจะถูกท้าทายทั้งด้านการเติบโต เศรษฐกิจ และความเสี่ยงภูมิอากาศพร้อมกัน การชู “ธรรมชาติเป็นต้นทุนเมือง” ผ่านศิลปะจึงสอดรับกับบทบาทเมืองสร้างสรรค์ที่ต้องออกแบบความยืดหยุ่น ไม่ใช่แค่ความสวยงาม

โอกาสและข้อจำกัดที่ต้องพูดให้ครบ เพื่อไม่ให้เรื่องยั่งยืนกลายเป็นคำสวยหรู

ภาพวาดอาจทำให้คนเมือง “เห็นภาพเดียวกัน” ได้เร็ว แต่การทำให้เมืองยั่งยืนจริงต้องเผชิญข้อเท็จจริงหลายด้าน

ด้านโอกาส
ศิลปะช่วยลดช่องว่างระหว่างข้อมูลวิชาการกับความเข้าใจของประชาชน ทำให้การสนทนาเรื่องพื้นที่ชุ่มน้ำ ระบบนิเวศริมน้ำ หรือการฟื้นฟูธรรมชาติ ไม่ถูกมองเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
กิจกรรมยังตอกย้ำอัตลักษณ์ของเชียงรายในฐานะเมืองศิลปะและเมืองสร้างสรรค์ เพิ่มคุณค่าด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยไม่จำเป็นต้องแลกด้วยการใช้ทรัพยากรหนักเกินไป

ด้านข้อจำกัด
เมืองต้องเผชิญแรงกดดันด้านการใช้พื้นที่และงบประมาณ การรักษาพื้นที่ธรรมชาติในเมืองต้องมีมาตรการและกติกาที่ชัดเจน ไม่เช่นนั้น “ต้นทุนเมือง” จะค่อยๆ หายไปแบบเงียบๆ
การลงทุนแบบอาศัยธรรมชาติเป็นฐานมักเห็นผลระยะยาว วัดผลยากกว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม จึงต้องอาศัยความต่อเนื่องของนโยบายและการสื่อสารที่โปร่งใส
การบำรุงรักษาสำคัญไม่แพ้การสร้าง หากพื้นที่ธรรมชาติหรือพื้นที่สาธารณะไม่ได้รับการดูแลต่อเนื่อง ประสิทธิภาพจะลดลงและความเชื่อมั่นของประชาชนจะถดถอย

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อให้ “เชียงรายในฝัน” ไม่จบแค่บนผ้าใบ

เทศบาลนครเชียงรายระบุชัดว่ากิจกรรมมุ่งสร้างการรับรู้และปลุกจิตสำนึกให้เห็นคุณค่าของธรรมชาติ การลงมือทำของประชาชนจึงมีความหมายในสามระดับ

ระดับครัวเรือน
ลดการทิ้งขยะลงลำน้ำและท่อระบายน้ำ แยกขยะให้ถูกวิธี ระมัดระวังการปล่อยน้ำเสีย เพราะปัญหาใหญ่ของเมืองจำนวนมากเริ่มจากพฤติกรรมเล็กๆ ที่สะสมจนกลายเป็นต้นทุนส่วนรวม

ระดับชุมชน
สนับสนุนกิจกรรมสาธารณะที่เชื่อมศิลปะกับสิ่งแวดล้อม ช่วยกันดูแลพื้นที่ริมน้ำในชุมชน สร้างวัฒนธรรมเมืองที่เคารพระบบนิเวศ ไม่ใช้พื้นที่สาธารณะจนเกินสมดุล

ระดับนโยบาย
ติดตามข้อมูลโครงการพัฒนาเมืองผ่านช่องทางทางการ ตั้งคำถามอย่างมีข้อมูล และร่วมเสนอทางเลือกที่คำนึงถึงธรรมชาติเป็นฐาน เพื่อให้การตัดสินใจเชิงโครงสร้างสะท้อนเสียงของคนเมืองจริง

ศิลปะเป็นจุดเริ่มต้น แต่เมืองยั่งยืนต้องเกิดจากการออกแบบร่วมกัน

การรวมพลังของศิลปินเชียงรายกว่า 30 คน สร้างสรรค์งานมากกว่า 50 ชิ้น และส่งมอบให้เทศบาลนครเชียงรายในวันที่ 6 มีนาคม 2569 คือการยืนยันว่าศิลปะสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสาธารณะ สื่อสารทั้งคุณค่าของธรรมชาติและความเสี่ยงที่เมืองต้องเผชิญ

เมื่อเชียงรายก้าวสู่บทบาทเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบของเครือข่ายยูเนสโก การแปลง “เชียงรายในฝัน” ให้กลายเป็น “เชียงรายที่เป็นจริง” จึงขึ้นอยู่กับการประสานกันของหลายชั้น ตั้งแต่นโยบายท้องถิ่น กรอบความร่วมมือในโครงการ URBAN ที่ผลักแนวคิดธรรมชาติเป็นฐาน ไปจนถึงพฤติกรรมของประชาชนในชีวิตประจำวัน

ในท้ายที่สุด เมืองน่าอยู่ในศตวรรษนี้อาจไม่ใช่เมืองที่สร้างเร็วที่สุด แต่คือเมืองที่ออกแบบให้ธรรมชาติยังมีพื้นที่ทำหน้าที่ของมันได้ และทำให้คนเมืองเห็นคุณค่าของต้นทุนนี้ร่วมกันก่อนที่มันจะหายไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงรายและเครือข่ายศิลปินท้องถิ่น กิจกรรมส่งมอบผลงาน “เชียงรายในฝัน” รายงานเผยแพร่ 6 มีนาคม 2569
  • โครงการ Urban Resilience Building and Nature หรือ URBAN ข้อมูลภาพรวมโครงการและบริบทความเสี่ยงของเชียงราย
  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ข้อมูลพื้นที่ชุ่มน้ำของไทยและพื้นที่นำร่องเชียงรายภายใต้โครงการ URBAN
  • UNESCO Creative Cities Network ประกาศเมืองใหม่เข้าร่วมเครือข่ายและระบุเชียงรายในสาขาการออกแบบ เผยแพร่ 31 ตุลาคม 2566
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายผนึกพลังบูรณาการภาครัฐ-วิชาการ-เอกชน วางแผนเมืองสร้างสรรค์ UNESCO สาขาออกแบบ เพื่ออนาคตเศรษฐกิจเมือง

อพท.เชียงราย ร่วมหารือขับเคลื่อนเชียงรายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ วางทิศทางปี 2569–2570 เตรียมรายงานยูเนสโก ย้ำบูรณาการท้องถิ่น–วิชาการ–เอกชนสู่เวทีโลก

เชียงราย,6 มีนาคม 2569 – เช้าวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศที่ห้องธรรมรับอรุณ ชั้น 2 องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงการประชุมตามวาระปกติของหน่วยงานท้องถิ่น หากเป็นภาพสะท้อนว่าเชียงรายกำลัง “ออกแบบอนาคตของเมือง” อย่างเป็นระบบ ภายใต้สถานะสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก หรือ UNESCO Creative Cities Network ในสาขาด้านการออกแบบ ซึ่งยูเนสโกประกาศรับรองเชียงรายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566

การประชุมการขับเคลื่อนเชียงรายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ ครั้งที่ 1/2569 มีนายวิญญู ทองทัน เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ทำหน้าที่ประธานการประชุม พร้อมผู้แทนและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวางแผนและงบประมาณของ อบจ.เชียงราย ปลัด อบจ.เชียงราย ผู้แทนมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในบทบาทฝ่ายการสื่อสารหลักของเครือข่าย UCCN เชียงราย ผู้ประสานงานหลักของเครือข่ายจากภาคเอกชน ตัวแทนสมาคมขัวศิลปะ ตัวแทนสภาเยาวชน อบจ.เชียงราย และผู้แทนสำนักงานจังหวัดเชียงราย

ในโอกาสเดียวกัน องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท.เชียงราย เข้าร่วมประชุมเพื่อรายงานและเชื่อมการทำงานด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมให้หนุนเสริมเป้าหมายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ โดยเฉพาะการจัดทำรายงานติดตามผลการเป็นสมาชิกเครือข่ายยูเนสโกในรอบถัดไป ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่เมืองสมาชิกต้องจัดทำเป็นช่วงเวลา

จากสถานะเมืองสร้างสรรค์ สู่โจทย์ที่ใหญ่กว่าแค่คำประกาศ

หลังยูเนสโกประกาศรับรองสมาชิกใหม่ในวัน World Cities Day เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 เชียงรายถูกจัดอยู่ในกลุ่มเมืองสร้างสรรค์สาขาการออกแบบร่วมกับอีกหลายเมืองทั่วโลก ภายใต้เครือข่ายซึ่งยูเนสโกชี้ว่าเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

ข้อมูลของยูเนสโกยังสะท้อนบริบทระดับภูมิภาคว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจำนวนเมืองสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปี และเครือข่ายทั้งโลกขยายตัวต่อเนื่องจนมีเมืองสมาชิกจำนวนมากในหลายประเทศ สิ่งเหล่านี้ทำให้สถานะ “City of Design” ไม่ใช่เพียงเกียรติยศเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นพันธะที่ต้องแปลงเป็นผลลัพธ์ต่อประชาชน ผ่านงานออกแบบในความหมายกว้าง ตั้งแต่การออกแบบบริการสาธารณะ การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไปจนถึงการสื่อสารเมืองอย่างเป็นเอกภาพ

ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมจึงเน้นการทบทวนโครงสร้างการทำงานและความก้าวหน้า เพื่อให้เชียงรายมี “ระบบนิเวศเมืองสร้างสรรค์” ที่เดินได้จริง ไม่พึ่งกิจกรรมครั้งคราว และสามารถอธิบายผลลัพธ์ต่อยูเนสโกได้อย่างมีหลักฐาน

ตั้งศูนย์ประสานงานเมืองสร้างสรรค์ เชื่อมข้อมูลให้เป็นระบบเดียว

สาระสำคัญข้อหนึ่งของการรายงานความก้าวหน้า คือการจัดตั้งศูนย์ประสานงานเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์เชียงราย ณ สำนักการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เพื่อทำหน้าที่เป็นจุดรวมงานเอกสาร คำสั่งคณะทำงาน ข้อมูลกิจกรรม และการประสานเครือข่ายภายในจังหวัด

แนวทางดังกล่าวมีนัยสำคัญ เพราะการเป็นสมาชิกเครือข่ายยูเนสโกต้องอาศัยการบริหารจัดการข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เมืองสมาชิกต้องแสดงความก้าวหน้าเป็นช่วงเวลา และต้องเสนอแผนปฏิบัติการสำหรับช่วงถัดไปอย่างชัดเจน ซึ่งยูเนสโกระบุไว้ในเอกสารการรายงานว่า เมืองสมาชิกต้องส่งรายงานเป็นรอบ และต้องมีแผนงานสำหรับสี่ปีข้างหน้า

เมื่อข้อมูลถูกจัดเก็บเป็นระบบเดียว การทำงานร่วมกับภาคีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคเอกชน หรือเครือข่ายศิลปิน จึงมีโอกาส “ต่อยอด” มากกว่า “เริ่มใหม่ทุกปี” และลดความเสี่ยงของการทำงานซ้ำซ้อน

TCDC เชียงราย เป็นหมุดโครงสร้างพื้นฐานทางความคิดสร้างสรรค์

อีกประเด็นที่ได้รับการติดตามคือความคืบหน้าศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC เชียงราย ซึ่งถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมืองสร้างสรรค์ เพราะจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่เรียนรู้ ทดลอง และบ่มเพาะผู้ประกอบการสร้างสรรค์ รวมถึงเป็นพื้นที่สาธารณะทางความคิดที่คนทั่วไปเข้าถึงได้

ข้อมูลจากหน่วยงานด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืนระบุว่า “New TCDC Chiang Rai” ถูกเชื่อมกับการขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ในเชียงราย โดยมีความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรมและสร้างการรับรู้ในพื้นที่ สอดรับกับแนวคิดของเมืองสร้างสรรค์ที่ต้องมีพื้นที่กลางซึ่งทำให้ความคิดสร้างสรรค์ไม่ถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มคนเฉพาะทาง แต่กลายเป็นทรัพยากรของเมืองทั้งเมือง

ในทางปฏิบัติ TCDC ยังถูกคาดหวังให้ช่วย “ยกระดับงานออกแบบท้องถิ่น” ให้ตอบโจทย์ตลาดร่วมสมัย ตั้งแต่งานหัตถกรรม สินค้าชุมชน ไปจนถึงบริการท่องเที่ยว โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเป็นเครื่องมือให้เกิดมูลค่าเพิ่มที่จับต้องได้

วางแผนปี 2569–2570 ใช้ตราสัญลักษณ์ให้ถูกทิศ สื่อสารให้คนทั้งจังหวัดรับรู้

ที่ประชุมยังพิจารณาแผนการขับเคลื่อนในระยะต่อไป ครอบคลุมปี 2569 และ 2570 โดยเน้น 3 แกนใหญ่ที่สะท้อนว่าสถานะเมืองสร้างสรรค์ต้องทำให้ “คนทั้งจังหวัดรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม” ไม่ใช่โครงการของคณะทำงานกลุ่มเล็ก

แกนแรก คือการกำหนดแนวทางการใช้ตราสัญลักษณ์ Chiang Rai Creative City และตราสัญลักษณ์เครือข่ายยูเนสโกให้ถูกต้องและเป็นระบบ เพื่อรักษามาตรฐานการสื่อสาร ไม่ให้การใช้สัญลักษณ์คลาดเคลื่อนจากวัตถุประสงค์

แกนที่สอง คือการเตรียมการประชุมคณะกรรมการและกลไกการรายงานผลต่อประชาชนในจังหวัด เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ลดช่องว่างระหว่างงานนโยบายกับชีวิตจริงของชุมชน

แกนที่สาม คือการเตรียมความพร้อมเชิงต่างประเทศ โดยเฉพาะการเข้าร่วมเวทีเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ระดับโลก ซึ่งยูเนสโกมีการเชิญชวนเมืองสร้างสรรค์ร่วมการประชุมประจำปี 2569 ที่เมืองเอสซาอูอีรา ประเทศโมร็อกโก การเข้าร่วมเวทีดังกล่าวไม่ได้มีความหมายแค่การเดินทางไปร่วมงาน แต่คือการสร้างพันธมิตร การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติ และการยกระดับมาตรฐานงานสร้างสรรค์ให้เทียบเคียงนานาชาติ

อพท.เชียงราย หนุนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ให้เป็นรายได้จริงของชุมชน

ในที่ประชุม อพท.เชียงราย ได้นำเสนอทิศทางและกิจกรรมโครงการด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมที่สามารถหนุนเสริมการเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ โดยเน้นการบูรณาการให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดทำรายงานติดตามผลสมาชิกเครือข่ายยูเนสโกในรอบถัดไป

สาระสำคัญในมิตินี้อยู่ที่การทำให้ “การออกแบบ” ไม่หยุดอยู่ที่งานศิลป์หรือสถาปัตยกรรม แต่แปรเป็น “การออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยว” และ “การออกแบบบริการชุมชน” เพื่อกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยั่งยืนตามบริบทพื้นที่พิเศษด้านการท่องเที่ยว

เมื่อเมืองต้องรายงานผลตามกรอบยูเนสโกในรอบระยะเวลา การทำงานของ อพท.จึงมีความหมายในฐานะหน่วยปฏิบัติการที่เชื่อมโครงการลงสู่ชุมชน และช่วยยืนยันว่าเมืองสร้างสรรค์ของเชียงรายมีผลต่อเศรษฐกิจฐานรากจริง ไม่ใช่เพียงกิจกรรมประชาสัมพันธ์

ความท้าทายที่ต้องตอบให้ได้ วัดผลอย่างไรให้คนเชื่อและยูเนสโกเห็น

แม้การประชุมสะท้อนความคืบหน้าเชิงโครงสร้าง แต่โจทย์สำคัญคือการวัดผลลัพธ์ที่ประชาชนรับรู้ได้ เพราะยูเนสโกให้ความสำคัญกับการแสดง “ความมุ่งมั่น” ต่อพันธกิจของเครือข่าย และการนำเสนอแผนงานระยะสี่ปีข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับเชียงราย ความท้าทายจึงอยู่ที่ 4 มิติหลัก

  1. ความต่อเนื่องของงบประมาณและบุคลากร เพื่อให้ศูนย์ประสานงานและ TCDC ทำงานได้จริงตลอดปี ไม่ใช่เฉพาะช่วงจัดอีเวนต์
  2. การบูรณาการข้ามหน่วยงานให้ลื่นไหล เพราะเมืองสร้างสรรค์ต้องอาศัยงานร่วมกันของท้องถิ่น การศึกษา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว ภาคธุรกิจ และเครือข่ายเยาวชน
  3. การสื่อสารสาธารณะให้เข้าใจง่าย ลดภาพเมืองสร้างสรรค์ที่ดูไกลตัว และทำให้คนทั่วไปเห็นว่า “การออกแบบ” ช่วยแก้ปัญหาเมืองได้จริง
  4. การสร้างตัวชี้วัดที่สะท้อนคุณภาพชีวิต ไม่ใช่แค่จำนวนกิจกรรม เช่น รายได้ของชุมชนที่เพิ่มขึ้น การเกิดผู้ประกอบการรายใหม่ การเพิ่มทักษะของเยาวชน หรือการยกระดับคุณภาพประสบการณ์ท่องเที่ยว

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันที

เพื่อให้การขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์เดินหน้าแบบมีส่วนร่วม ภาคประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องใกล้ตัว

  • ติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการของศูนย์ประสานงานเมืองสร้างสรรค์และหน่วยงานพันธมิตร เพื่อรับทราบกิจกรรมที่เปิดให้เข้าร่วม
    • ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและสินค้าชุมชนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะด้านการออกแบบบริการ การเล่าเรื่อง และการออกแบบประสบการณ์
    • เครือข่ายเยาวชน โรงเรียน และสถาบันการศึกษา ร่วมพัฒนาโครงการที่เชื่อมการเรียนรู้กับโจทย์เมืองจริง เพื่อสร้างกำลังคนสร้างสรรค์ในพื้นที่
    • ภาคีเครือข่ายร่วมกันใช้ตราสัญลักษณ์เมืองสร้างสรรค์อย่างถูกแนวทาง เพื่อรักษามาตรฐานภาพลักษณ์เชียงรายในสายตานานาชาติ

สถิติและข้อมูลสำคัญ

  • ยูเนสโกประกาศรับรองเชียงรายเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์สาขาด้านการออกแบบ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566
    • เมืองสมาชิกเครือข่ายยูเนสโกต้องจัดทำรายงานเป็นรอบ และนำเสนอแผนปฏิบัติการสำหรับสี่ปีถัดไป
    • เมืองสร้างสรรค์ได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมประจำปี 2569 ที่เมืองเอสซาอูอีรา ประเทศโมร็อกโก
    • แนวทางพัฒนา New TCDC Chiang Rai ถูกสื่อสารในบริบทการขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์และกิจกรรมร่วมกับภาคีในเชียงราย
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • อพท.เชียงราย DASTA Chiang Rai
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลการประชุมการขับเคลื่อนเชียงรายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 จาก อพท.เชียงราย และภาคีการประชุมที่เกี่ยวข้อง
    • UNESCO บทความเกี่ยวกับการเติบโตของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการประกาศเมืองสมาชิกใหม่ในวัน World Cities Day วันที่ 31 ตุลาคม 2566
    • UNESCO เอกสารรายงานการติดตามผลของเครือข่าย ระบุหลักการรายงานเป็นรอบสี่ปี และการจัดทำแผนงานสี่ปีถัดไป
    • UNESCO ข่าวสารเกี่ยวกับการประชุมประจำปีของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ปี 2569 ที่เมืองเอสซาอูอีรา ประเทศโมร็อกโก
    • ข้อมูลกิจกรรมและการสื่อสารเกี่ยวกับ New TCDC Chiang Rai จากหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

“ศิลปะเพื่อแผ่นดิน” เชียงราย พู่กันและหัวใจประชาชนหลอมรวมเป็นพลังใจ

ศิลปะเพื่อแผ่นดิน กำลังใจสู่ชายแดน” เชียงราย เมื่อพู่กันสีและหัวใจประชาชนหลอมรวมเป็นพลังใจให้ผู้พิทักษ์อธิปไตย

เชียงราย, 13 กันยายน 2568 – บ่ายวันเสาร์ที่แสงเหนือดอยสะท้อนกระจกใสของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย พื้นที่ชั้นโถงกลางถูกเปลี่ยนเป็นแกลเลอรีชั่วคราว ผู้คนหลากวัยทยอยยืนล้อมกรอบภาพที่สะท้อน “ชีวิตทหาร” ในมุมที่ไม่ค่อยถูกเล่า—สีสันของเหงื่อ, ความอ่อนโยนของการโอบเด็กชายแดน, ประกายตาของคนเฝ้าดินแดนยามค่ำคืน งานที่มีชื่อว่า ศิลปะเพื่อแผ่นดิน กำลังใจสู่ชายแดน” เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) เป็นประธานเปิดงาน ขนานไปกับเสียงปรบมือยาวของชาวเชียงราย นักท่องเที่ยว และคณะศิลปินที่มารวมตัวกันแน่นขนัด

ภาพในพิธีเปิดชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อบุคคลสำคัญจากแวดวงศิลปะเชียงรายก้าวขึ้นเวที—อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ ผู้ริเริ่มแนวคิดและพลังใจให้เกิดกิจกรรม, อาจารย์นคร พงษ์น้อย, อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม นายกสมาคมขัวศิลปะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการระดมเครือข่ายศิลปินทั่วประเทศ พร้อมตัวแทนหน่วยงานรัฐ–เอกชน โดยเฉพาะ นายสายัญห์ นักบุญ ผู้อำนวยการเซ็นทรัล เชียงราย ผู้สนับสนุนพื้นที่จัดแสดงให้ศิลปะ “ออกมาหาผู้คน” มากกว่าจะรอให้ผู้คน “เดินเข้าหาศิลปะ” นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องเล่าที่เชื่อม พลังนุ่ม” ของศิลปะ เข้ากับ ภารกิจเข้ม” ของการพิทักษ์ชายแดน อย่างงดงาม

ศิลปะในฐานะ “พลังใจสาธารณะ” เหตุผลและเป้าหมายของงาน

บนเวทีเปิดงาน พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ สะท้อนเจตนารมณ์ของผู้จัดอย่างตรงไปตรงมา “กิจกรรมศิลปะเพื่อแผ่นดินจัดขึ้นเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่กำลังพลที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ” พร้อมย้ำความสำคัญของการยกย่องบทบาทศิลปินเชียงราย ซึ่งมีชื่อเสียงระดับประเทศในฐานะผู้ร่วมขับเคลื่อน “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ด้วยภาษาแห่งความงาม

หัวใจของงาน จึงไม่ได้มีเพียงการจัดแสดงผลงาน แต่คือการ ส่งต่อกำลังใจ จากพลเมืองสู่ทหารกล้าที่ยืนอยู่ด่านหน้า สื่อสารด้วยภาพที่มีทั้งแววตา ความหวัง และความอ่อนโยน—ภาพทหารในชุดสนามที่ห่มแสงเย็นของป่าชายแดน ภาพมือที่ยื่นขนมให้เด็กน้อยโรงเรียนตะเข็บแดน ภาพธงชาติที่พริ้วไหวคู่ภูมิประเทศขรุขระ เพื่อนิยาม “อธิปไตย” ให้จับต้องได้และเดินทางสู่ใจผู้ชม

งานครั้งนี้ยังสะท้อน “โมเดลการมีส่วนร่วมแบบเชียงราย” จังหวัดที่ขึ้นชื่อว่ามีชุมชนศิลปินเข้มแข็ง—จากวัดร่องขุนสู่ขัวศิลปะ จนถึงสตูดิโอเล็กๆ ในชุมชน ซึ่งต่างหลอมรวมความคิดสร้างสรรค์ให้เป็น Soft Power ที่มีรากในท้องถิ่น และนำมาสนับสนุนภารกิจของรัฐด้านความมั่นคงในภาคประชาชนได้อย่างพอดี

เชียงราย เมืองศิลปิน” พบ “เมืองชายแดน” เมื่อสองภูมิทัศน์มาเจอกัน

เชียงราย มีเอกลักษณ์ของเมืองศิลปะและเมืองชายแดนอยู่ในตัว—เมืองศิลปะ ด้วยคลื่นผลงานร่วมสมัยที่สร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง และ เมืองชายแดน ด้วยภูมิศาสตร์เชื่อมลุ่มน้ำโขง–สามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งการดูแลความสงบเรียบร้อยคือพันธกิจประจำวันของทหารและหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ความงดงามของงานครั้งนี้อยู่ที่ การทำให้สองภูมิทัศน์มา “พยุงกัน” ไม่ใช่เดินคนละทาง

บนผนังแกลเลอรีชั่วคราว ภาพชุด “ทหาร–ประชาชน–ชุมชน” กำลังเล่าเรื่องว่า ความมั่นคงไม่ใช่เพียงรั้วลวดหนามหรือป้อมยาม แต่คือ ความไว้วางใจ ที่หล่อเลี้ยงกันได้ด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์และการสื่อสารที่ทำให้คนตัวเล็กๆ รู้สึกว่า “บ้านมีคนดูแล” ขณะเดียวกันศิลปินเองก็ได้ย้ำว่า “ศิลปะไม่ได้มีไว้เพียงประดับเมือง แต่มีไว้ ประคองใจเมือง” ประโยคนี้กลายเป็นคำอธิบายสั้นๆ ของความหมายทั้งงาน

เสียงสะท้อนจากผู้มีส่วนร่วมประเด็นเด่นและประเด็นรอง

  • พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ระบุว่า งานนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน และหวังให้กำลังพลรับรู้ว่าคนเมืองยืนอยู่ข้างเขา “กองทัพบกธำรงไว้ซึ่งเกียรติภูมิของแผ่นดินไทย และเราต้องการให้ทุกคนเห็นภารกิจนั้นผ่านสายตาศิลปิน”
  • อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เน้นว่า ศิลปินเชียงรายมีหน้าที่ต่อสังคมไม่แพ้หน้าที่ต่อศิลปะ “ศิลปะต้องออกไปอยู่ท่ามกลางผู้คน จุดประกายความภาคภูมิใจในผืนแผ่นดิน และช่วยเยียวยาความแตกต่างให้กลับมาปรองดอง”
  • อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม ในนามสมาคมขัวศิลปะ อธิบายบทบาทเครือข่าย “เราระดมผลงานจากศิลปินหลายรุ่น–หลายแนวทาง เพื่อให้เห็นว่าความต่างอยู่ร่วมกันได้บนเป้าหมายเดียวคือ กำลังใจให้ชายแดน
  • นายสายัญห์ นักบุญ ผู้แทนภาคเอกชน ระบุเหตุผลของการเปิดพื้นที่สาธารณะกลางศูนย์การค้า “เพราะอยากให้คนทั่วไป—โดยเฉพาะเด็กและนักท่องเที่ยว—เข้าถึงศิลปะได้ง่าย พร้อมรับรู้งานของทหารที่พวกเขาอาจไม่เคยเห็นใกล้ๆ”

ประเด็นเด่น คือการใช้พื้นที่สาธารณะให้ศิลปะเข้าถึงมวลชน ก่อให้เกิด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับจุลภาค” ทันที: ผู้ชมเดินทางมาเพิ่มขึ้น ร้านค้า–คาเฟ่ท้องถิ่นได้ลูกค้าเพิ่ม และเมล็ดพันธุ์แห่งความภูมิใจในท้องถิ่นถูกหว่านในใจเยาวชน ส่วน ประเด็นรอง ที่ผู้ร่วมงานสนทนากันคือความต่อเนื่อง—ทำอย่างไรให้แรงกระเพื่อมไม่หยุดที่พิธีเปิด แต่ต่อยอดเป็นกิจกรรมหมุนเวียนตลอดปี และขยายผลไปยังโรงเรียน–ชุมชนชายแดนที่ต้องการ “พื้นที่ศิลปะ” เท่าๆ กับ “สนามกีฬา”

โครงสร้างงาน จากภาพบนผนังสู่บทสนทนากลางเมือง

แม้ผู้จัดจะไม่ได้ตั้งกรอบตายตัว แต่เมื่อเดินชมโดยรอบจะเห็นแนวคิด 3 ชั้นที่ซ่อนอยู่ในผลงานและการจัดแสดง

  1. ชั้นของหน้าที่ – ภาพทหารในชุดสนาม, ภาพลาดตระเวน, ภาพช่วยเหลือชุมชน ภาพเหล่านี้ลดช่องว่างระหว่าง “เครื่องแบบ” กับ “ประชาชน” ให้เหลือเพียงความเป็นมนุษย์
  2. ชั้นของความทรงจำ – สีสันที่ร้อน–เย็นสลับกันเหมือนภูมิอากาศชายแดน ถ่ายทอดความรู้สึกของ “คืนที่ยาวนาน” และ “เช้าที่ทุกคนรอ” ให้กลายเป็นเรื่องเล่าที่ผู้ชมพกกลับบ้านได้
  3. ชั้นของการเชื่อมโยง – การจัดแสดงใจกลางเมืองและการเปิดกว้างให้ถ่ายภาพ–แบ่งปันบนสื่อสังคม สร้างบทสนทนาใหม่ในวงกว้างว่า “กำลังใจต่อชายแดน” ไม่ใช่หน้าที่ของทหารหรือรัฐเท่านั้น แต่คือ หน้าที่พลเมืองร่วมกัน

น้ำหนักเชิงนโยบายท้องถิ่น ทำไมงานนี้ “สำคัญกว่าโชว์”

เชียงรายเป็นจังหวัดที่ “ศิลปินมากที่สุด” ตามคำที่คนในวงการศิลปะมักพูดถึงกัน บวกกับสถานะจังหวัดชายแดน การผสานสองคุณลักษณะนี้จึงเป็น นโยบายเชิงวัฒนธรรมที่จับต้องได้—ศิลปะไม่เพียงเพิ่มความสวยงามให้เมือง แต่ช่วยยกระดับ ความรู้สึกเป็นเจ้าของเมือง (Sense of Belonging) ซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงกับความสงบเรียบร้อยของสังคม

หากมองในเชิง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ งานลักษณะนี้ยังเป็น “แพลตฟอร์มฝึกงาน” สำหรับศิลปินรุ่นใหม่ ให้ได้สัมผัสกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่การคัดเลือกผลงาน การสื่อสารกับผู้ชมที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ–เอกชน ทั้งหมดนี้ช่วยต่อสายใยอาชีพ และเพิ่มโอกาสเศรษฐกิจฐานรากให้ชุมชนศิลปินต่อเนื่อง

บทเรียนจากวันเปิดงานสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้คนดู “อยู่ต่อ” และ “บอกต่อ”

ในยุคที่ผู้ชมตัดสินใจภายในไม่กี่วินาที งานที่ตั้งใจ “ให้กำลังใจชายแดน” จึงต้องใส่ใจรายละเอียดระดับไมโครเพื่อให้ ประสบการณ์โดยรวม สมบูรณ์—ป้ายสองภาษา, เสียงประกอบที่ไม่รบกวน, มุมให้เด็กนั่งระบายสี, QR สำหรับอ่านเรื่องราวเบื้องหลังผลงาน, ช่องทางร่วมเขียน “จดหมายถึงทหาร” แล้วส่งถึงหน่วยชายแดน สิ่งเล็กๆ เหล่านี้ทำให้ผู้ชม ใช้เวลาเพิ่มขึ้น (อยู่ต่อ) และ อยากแชร์ (บอกต่อ) ซึ่งคือ “ตัวคูณกำลังใจ” ให้เดินทางจากกลางห้างสรรพสินค้าไปสู่แนวชายแดนได้จริง

ขยายความหมายของ “กำลังใจ” ให้กว้างกว่าพื้นที่จัดงาน

แม้งานครั้งนี้จะสร้างแรงสะเทือนได้ชัดเจน แต่คำถามต่อไปคือ ความยั่งยืน ผู้มีส่วนร่วมหลายฝ่ายจับมือกันหยิบยกแนวคิดที่ทำได้ทันที เช่น

  • นิทรรศการสัญจร นำบางส่วนของผลงานไปจัดที่โรงเรียนแนวชายแดน–สถานีรถไฟเชียงราย–สนามบิน เพื่อให้ “พลเมือง–นักเดินทาง” ได้เห็นเรื่องราวเดียวกัน
  • เวิร์กช็อปศิลปะกับเยาวชนชายแดน ให้ศิลปินสลับผลัดไปสอนศิลปะขั้นพื้นฐาน และเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ถ่ายทอดภาพบ้านเกิดในมุมของตนเอง
  • คลังภาพสาธารณะ (Open Gallery Online) สแกนผลงานเป็นดิจิทัลพร้อมคำบอกเล่าจากศิลปิน ให้สื่อ–ครู–นักเรียนเข้าถึงได้โดยไม่ติดผนังห้าง
  • จดหมายถึงชายแดน ต่อเนื่องเป็นกิจกรรมประจำเดือน รวบรวมคำให้กำลังใจไปถึงหน่วยปฏิบัติการจริง

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ภารกิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็น พันธกิจร่วม” ที่ทำให้คำว่า “เพื่อแผ่นดิน” จากชื่อกิจกรรมลงหลักปักฐานในชีวิตประจำวันของผู้คน

เมื่อสีพู่กันแต้มบนผืนแผ่นดินเดียวกัน

ภาพสุดท้ายก่อนปิดงานวันแรก คือวงกลมเล็กๆ ของนักท่องเที่ยวที่หยุดยืนหน้าภาพทหารกางเสื้อคลุมให้เด็กชายที่ตัวสั่นเพราะสายลมหนาว ทุกคนเงียบไปชั่วครู่ก่อนมีใครสักคนกระซิบว่า “สวย…และอบอุ่น” นี่แหละคือ ภาษากลาง ของศิลปะ—ไม่ดัง ไม่ดุ แต่กระทบใจลึก

ศิลปะเพื่อแผ่นดิน กำลังใจสู่ชายแดน” จึงไม่ได้เป็นเพียงนิทรรศการ หากเป็น เครื่องเตือนใจร่วมกัน ว่า ในดินแดนที่ชื่อว่าไทย ยังมีผู้คนสวมเครื่องแบบยืนเฝ้าแนวชายแดน และยังมีพลเมือง—ศิลปิน–นักธุรกิจ–ประชาชน—คอยส่งกำลังใจไปให้ พู่กันหนึ่งด้ามอาจหยุดกระสุนไม่ได้ แต่สามารถ เยียวยาหัวใจ ที่ต้องยืนรับแรงสั่นสะเทือนของหน้าที่ได้อย่างงดงาม และเมื่อหัวใจเข้มแข็ง เมืองก็เข้มแข็ง—นี่คือความหมายที่เชียงรายส่งออกไปสู่ประเทศทั้งประเทศในวันนี้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) 
  • สมาคมขัวศิลปะ จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ศิลปะต้านฝุ่นเชียงราย สร้างหุ่นไล่กา สื่อผลกระทบเผาป่า

เชียงรายเปิดตัว “ศิลป์ ล่องกอง” รวมศิลปิน 18 อำเภอ ร่วมสร้างงานประติมากรรมร่วมสมัย สะท้อนปัญหาหมอกควันและไฟป่า

เชียงราย, 21 มีนาคม 2568 – ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย กลุ่มศิลปินจากทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงราย ได้ร่วมมือกันจัดแสดงผลงานภายใต้ชื่อ “ศิลป์ ล่องกอง” เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและผลกระทบของปัญหาไฟป่าและหมอกควันในภาคเหนือ ผ่านประติมากรรมร่วมสมัย “หุ่นไล่กายักษ์” (Giant Puppet) อันทรงพลังทางศิลปะและความหมาย

กิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม โดยโครงการ “ศิลป์ ล่องกอง” ได้รับรางวัลดีเด่นจากการประกวดข้อเสนอโครงการเพื่อพัฒนาเมืองแห่งศิลปะ ปี 2568 และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนสู่การเป็นเมืองแห่งศิลปะประจำปี พ.ศ. 2568

หุ่นไล่กายักษ์ สื่อสร้างสรรค์จากรากวัฒนธรรมสู่สังคมร่วมสมัย

ผลงานหุ่นไล่กายักษ์ทั้ง 18 ชิ้น ถูกออกแบบและสร้างสรรค์โดยศิลปินในแต่ละอำเภอ โดยนำองค์ความรู้และศิลปหัตถกรรมท้องถิ่นผสมผสานกับการออกแบบร่วมสมัย เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ของชุมชน พร้อมกับส่งสารสังคมในประเด็นสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาหมอกควัน PM2.5 และไฟป่าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

การจัดแสดงเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงเมษายน 2568 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาวิกฤตของการเฝ้าระวังปัญหาหมอกควันในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และพื้นที่โดยรอบของภาคเหนือ

ศิลปะเพื่อสิ่งแวดล้อม ก้าวใหม่ของเชียงรายสู่เมืองศิลปะระดับประเทศ

ภายในงาน ยังมีการจัดกิจกรรม Art Workshop ภายใต้ชื่อ “หน้ากากแห่งสายลม” ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมเรียนรู้และสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยตนเอง พร้อมทั้งกิจกรรมเสวนา “วงคุย มุมคิด ฟังเสียงไฟ คุยเรื่องฝุ่น” โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญและศิลปินท้องถิ่นมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ

นางเกษร กำเนิดเพ็ชร รองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสื่อสารสังคมอย่างสร้างสรรค์ โดยอาศัยพลังจากศิลปินท้องถิ่นเพื่อสะท้อนปัญหาที่ประชาชนต้องเผชิญอย่างใกล้ชิดในชีวิตประจำวัน

การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น จุดประกายจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม

ผลงานทั้งหมดได้รับความร่วมมือจากชุมชนในแต่ละอำเภอ ซึ่งได้ให้ข้อมูล วัสดุท้องถิ่น และร่วมแสดงความคิดสร้างสรรค์ ทำให้ผลงานศิลปะเหล่านี้ไม่เพียงแต่สื่อสารในเชิงสัญลักษณ์ หากยังสะท้อนถึงจิตวิญญาณของผู้คนในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาไฟป่าและหมอกควัน

นายกสมาคมขัวศิลปะ ในฐานะผู้สนับสนุนพื้นที่จัดงาน ระบุว่า การใช้หุ่นไล่กา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องพืชผลจากศัตรูพืชในอดีต มาแปลงเป็น “หุ่นไล่กายักษ์” สื่อถึงการเฝ้าระวังและต่อต้าน “ยักษ์ใหญ่” ที่เป็นปัญหาในยุคใหม่อย่างหมอกควัน PM2.5 และการลักลอบเผาป่า ถือเป็นการตีความใหม่ของสัญลักษณ์แบบมีพลัง

ถนนหอศิลป์ กลายเป็นแกลเลอรีกลางแจ้งของศิลปะเพื่อสังคม

หนึ่งในจุดเด่นของโครงการ “ศิลป์ ล่องกอง” คือการนำผลงานหุ่นไล่กายักษ์จำนวน 18 ชิ้น จัดแสดงในพื้นที่สาธารณะตลอดแนวถนนหอศิลป์ ซึ่งไม่เพียงเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ชื่นชมงานศิลปะ แต่ยังเปิดพื้นที่ให้เกิดการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และตั้งคำถามถึงบทบาทของศิลปะในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม

มุมมองที่แตกต่าง: ศิลปะกับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ฝ่ายสนับสนุน มองว่าการจัดงาน “ศิลป์ ล่องกอง” เป็นการใช้พลังของศิลปะท้องถิ่นในการสร้างจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาเรื้อรังอย่างหมอกควันและการเผาป่า ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการรณรงค์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยเครื่องมือทางวัฒนธรรมเพื่อสื่อสารกับประชาชนในระดับรากหญ้า

อีกมุมหนึ่ง มีความเห็นว่าศิลปะเพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับกลไกเศรษฐกิจและความยากจนที่ผลักดันให้ชาวบ้านบางส่วนต้องพึ่งพาการเผาป่าเพื่อเกษตรกรรม การลงทุนในงานศิลปะจึงอาจไม่คุ้มค่าหากขาดนโยบายที่ชัดเจนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

  • พื้นที่ป่าในจังหวัดเชียงรายได้รับผลกระทบจากการเผาในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน ปี 2566 รวมกว่า 15,000 ไร่ (สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย, 2566)
  • ค่าฝุ่นละออง PM2.5 ในอำเภอแม่จัน ช่วงต้นเดือนเมษายน ปี 2567 พุ่งสูงกว่า 165 µg/m³ (กรมควบคุมมลพิษ, 2567)
  • จังหวัดเชียงรายมีศิลปินที่ขึ้นทะเบียนกับสมาคมขัวศิลปะมากกว่า 300 คน จากทั้ง 18 อำเภอ (สมาคมขัวศิลปะ, 2567)
  • โครงการพัฒนาเมืองศิลปะภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยในปีงบประมาณ 2568 ได้รับการสนับสนุนกว่า 120 ล้านบาท ทั่วประเทศ (สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย, 2568)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
  • สมาคมขัวศิลปะ จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

สมาคมขัวศิลปะเตรียมพร้อมย้าย ไปหอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย

 

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2567สมาคมขัวศิลปะ โดยอาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม นายกสมาคม, อาจารย์ทรงเดช ทิพย์ทอง อาจารย์ชาตะ ใหม่วงค์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์, อาจารย์สมพงษ์ สารทรัพย์ ผู้แทนบอร์ดบริหารหอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย และคณะกรรมการบริหารสมาคมขัวศิลปะ จัดประชุมประจำเดือนพฤษภาคม 2567 และวาระพิเศษฯ

 

โดยการประชุมได้ปรึกษาและหารือแนวทางการจัดการหอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย (CIAM) และมีข้อหารือประกอบด้วย การเตรียมความพร้อม ขนย้าย และส่งคืนพื้นที่ขัวศิลปะปัจจุบัน และประเมินทรัพย์สินเพื่อทำการย้ายไปยังหอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย การหาแนวทางเรื่องการบริหารจัดการหอศิลป์ฯ แห่งใหม่เพื่อเร่งเปิดพื้นที่แก่ประชาชน ศิลปิน นักท่องเที่ยว และยังคงมีมติของการรักษาการของคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ไปจนกว่าจะได้บอร์ดบริหารใหม่รวมถึงการเลือกตั้งนายกสมาคมฯ และการหารือกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นภายหลังได้ย้ายไปที่แห่งใหม่เรียบร้อยแล้วนั้น
 
 
ทั้งนี้ที่ประชุมได้ร่างกรอบแนวทางการจัดการพื้นที่ และกิจกรรม รวมถึงรับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างการจัดงานไทยแลนด์เบียนนาเล่, เชียงราย 2023 ที่ผ่านมา โดยจะนำบทสรุปดังกล่าวเสนอต่อบอร์ดบริหารชุดใหม่ รวมถึงกำหนดกรอปหน้าที่ในช่วงของการเตรียมความพร้อมที่จะจัดงานศิลปะ เทศกาล หรือกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ขัวศิลปะ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

อ.เฉลิมชัย ประกาศยุติบทบาท แต่ศิลปินต้องไปต่อ.. รวมเป็น “หนึ่งเดียวกัน ”

 

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ณ วัดร่องขุ่น อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย สมาคมขัวศิลปะ จัดประชุมใหญ่ประจำปี 2567 โดยมี ศาตรเมธี ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมขัวศิลปะ เป็นประธานในการประชุมฯ โดยมีศิลปินสมาชิกจากสมาคมครัวศิลปะจำนวน 300 คน ซึ่งประกอบด้วยศิลปินอาวุโส คณะกรรมการบริหารสมาคมนำโดย อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม นายกสมาคมขัวศิลปะ

 

โดยการประชุมครั้งนี้อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ได้กล่าว ต้อนรับและให้โอวาทต่างๆแก่สมาชิกสมาคมขัวศิลปะในครั้งนี้อาจารย์ได้กล่าวว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่อาจารย์จะเข้าร่วมประชุมของสมาคมภายหลังได้ประกาศยุติบทบาทในการร่วมกิจกรรมสังคมต่างๆ แต่ทั้งนี้ อาจารย์ได้ให้แนวทางในการบริหารสมาคมต่อไปซึ่งภายหลังจากการจบไทยแลนด์เบียนนาเล่, เชียงราย 2023 สมาคมขัวศิลปะจะได้ทำการย้ายไปยังหอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงรายอย่างถาวร และในการนี้ได้ชี้แจงแนวทางการบริหารจัดการภายหลังต่อจากนี้ โดยในที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบและปฏิบัติตามแนวทางที่อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ได้ให้แนวทางไว้ โดยนายสุวิทย์ ใจป้อม เป็นนายกสมาคมขัวศิลปะ พร้อมชุดคณะกรรมการบริหาร และเบื้องต้นจะจัดให้มีการจัดตั้งบอร์ดบริหารที่คอยกำกับกิจการผลประกอบการและกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตภายใต้ สมาคมขัวศิลปะเดิมแต่จะมีการบริหารงานที่ รัดกุมโปร่งใส
 
 
ในที่นี้ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ยังได้เสนอแนวทางให้คณะกรรมการบริหารสมาคมขัวศิลปะ ชุดปัจจุบันทำหน้าที่ไปพรางก่อน และจะให้สมาชิกได้หารือเพื่อทำการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมชุดใหม่ภายในปีหน้า ซึ่งอาจารย์อยากให้การจัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติไทยแลนด์เบนาเล่ย์เชียงราย 2023 ในครั้งนี้เสร็จสิ้นไปก่อน โดยในที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางปฏิบัติดังกล่าว
 
 
ในช่วงท้ายยังได้มีการให้ศิลปินทั้งศิลปินอาวุโส นายกสมาคมศิลปะ ได้กล่าวถึง และเสนอแนะแนวทางการบริหารสมาคมสืบไปและเหนือสิ่งอื่นใด อาจารย์ยังทิ้งท้ายอยากจะให้ศิลปินทั้งศิลปินอาวุโสศิลปินรุ่นใหม่ที่กำลังจะเติบโตช่วยกันและสามัคคี ร่วมกันรักษา และต่อยอดขัวศิลปะ ต่อไป
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สมาคมศิลปะ 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

เชิญชวนนักวิ่งเปิดประสบการณ์ “Art Night Run Chiangrai Biennale 2023”

 

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.วธ. เปิดเผยว่า งาน Art Night Run Chiangrai Biennale 2023 ที่จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 9 – 11 กุมภาพันธ์ 2567 ณ หอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย นับเป็นครั้งแรกของการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานทุกภาคส่วน ของจังหวัดเชียงราย โดยสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงราย ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และสมาคมขัวศิลปะ จัดงานวิ่งในรูปแบบ Night Run หนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้นักวิ่งและผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพได้สัมผัสประสบการณ์เปิดโลก ศิลปะ ดนตรี กีฬา ไปพร้อม ๆ กันด้วยกิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพ และการสร้างสรรค์งานศิลปะ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในงานมหกรรมศิลปะระดับโลก Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 ท่ามกลางบรรยากาศถนนศิลปะและวัฒนธรรม ลิ้มรสอาหารท้องถิ่น จากร้านอาหารขึ้นชื่อของเมืองเชียงรายกว่า 40 ร้าน พร้อมด้วยฟรีคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังมากมาย ณ หอศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย (CIAM)

 


โดยจะมีพิธีเปิด ณ บริเวณจุดปล่อยตัว ณ หอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย (CIAM) ในวันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 19.00 น. แบ่งการวิ่งออกเป็น 3 ระยะทางได้แก่ 12 km, 6 km, และ 3 km ซึ่งนอกจากโล่รางวัลอันงดงามทรงคุณค่าสำหรับผู้ชนะเลิศในประเภท 12 km (Overall) แล้ว นักวิ่งจะได้รับเหรียญรางวัลและเสื้อที่ระลึกในงาน  “Art Night Run Chiangrai Biennale 2023” ซึ่งออกแบบเป็นพิเศษ โดยท่านศาสตรเมธี ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และ อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม นายกขัวศิลปะเชียงราย เป็นผู้ร่วมออกแบบ ความพิเศษอย่างมีอัตลักษณ์หนึ่งเดียวในประเทศไทยของเหรียญรางวัล ซึ่งทำจากโลหะมีขนาดประมาณ 8 เซนติเมตร ห้อยด้วยสายหนัง บริเวณด้านล่างของเหรียญซึ่งเป็นลายเส้นรูปศิลปินแห่งชาติทั้งสองท่าน ออกแบบให้สามารถหมุนปรับได้ โดยทั้งสองด้านแตกต่างกันด้วยโทนสีขาวและสีดำ ด้านสีขาวเป็นตัวแทนของ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ส่วนด้านสีดำเป็นตัวแทนของ อาจารย์ ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงราย ผู้มีคุณูปการต่อวงการศิลปะร่วมสมัย และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับโลก

 

นางสาวเพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ โฆษกกระทรวงวัฒนธรรม (ฝ่ายการเมือง) เผยว่า นอกจากทิวทัศน์อันสวยงามของจังหวัดเชียงรายแล้ว นักวิ่งและผู้ร่วมโครงการ Art Night Run จะได้ชมบรรยากาศแสง สี ความงดงามตระการตาของผลงานศิลปะระดับโลก ในช่วงเวลายามค่ำคืนอย่างอิ่มเอมใจ พร้อมด้วยกิจกรรมศิลปะ Body paint และกิจกรรมสร้างสรรค์งานประติมากรรมชิ้นประวัติศาสตร์ ที่ศิลปิน นักวิ่งและนักท่องเที่ยวจะได้ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นในบริเวณหอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย โดยผู้จัดงานได้เนรมิตพื้นที่โดยรอบหอศิลป์ให้เป็นถนนศิลปะวัฒนธรรม มีร้านค้าศิลปะ งาน D.I.Y และร้านอาหารชื่อดังในจังหวัดเชียงรายมาให้บริการมากกว่า 40 ร้าน พร้อมด้วยฟรีคอนเสิร์ต วงดนตรีชั้นนำระดับตำนาน เช่น ModernDog, Bom the voice, Tamsaxo และ SL music ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการนำ ศิลปะ ดนตรี และกีฬา มาผสมผสานให้เกิดการขับเคลื่อนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจใน พื้นที่จังหวัดเชียงรายและภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ตามแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของรัฐบาลด้วย

 


ทั้งนี้รายได้จากงาน  “Art Night Run Chiangrai Biennale 2023” (หลังหักค่าใช้จ่าย) จะนำไปมอบให้กับโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ กองทุนสนับสนุนการป้องกันเเก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันจังหวัดเชียงราย และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาการกีฬาจังหวัดเชียงรายต่อไป

 

สำหรับผู้ที่รักสุขภาพ นักท่องเที่ยว และประชาชนผู้สนใจ 

สมัครได้ที่: https://www.runlah.com/events/anrcb2024  หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Official Facebook: https://www.facebook.com/ArtNightRunChiangraiBiennale

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News