Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE LIFESTYLE

ศิลปินเอกพงษ์ ใจบุญ สร้างสรรค์ “Peony” จากรากเหง้าวัฒนธรรมไทย-จีนในเชียงราย

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” เปิดมิติใหม่แห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในจังหวัดเชียงราย

เชียงราย, 9 สิงหาคม 2568 –ผสมผสานรากเหง้าทางวัฒนธรรมเข้ากับแรงบันดาลใจจากคนรุ่นใหม่ เพื่อพลิกฟื้นย่านการค้าเก่าแก่ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย นิทรรศการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ในย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของจังหวัดเชียงราย

ย่านธนาลัยและในเวียงในอดีตนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการค้าที่รุ่งเรืองและเต็มไปด้วยเรื่องราวทางวัฒนธรรมอันหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผสมผสานของกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน แต่เดิมย่านนี้เคยเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่คึกคัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความคึกคักนั้นอาจไม่เท่าเดิมอีกต่อไป นิทรรศการนี้จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยแรงปรารถนาที่จะนำเรื่องราว ประสบการณ์ ความทรงจำ และข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่ามาถ่ายทอด เพื่อเปิดมุมมองและโอกาสใหม่ในการพัฒนาต่อยอดสู่ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวา

การจัดแสดงครั้งนี้เป็นการรวบรวมผลงานการออกแบบสร้างสรรค์จากกลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และชุมชนในจังหวัดเชียงราย ที่ร่วมกันบอกเล่าเรื่องราวและแรงบันดาลใจจากย่านถนนธนาลัย ซึ่งเป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่สะท้อนถึงความเป็นพหุวัฒนธรรมของเมืองเชียงรายได้อย่างชัดเจน เนื้อหาในนิทรรศการครอบคลุมพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคม ศิลปะ วัฒนธรรม ไปจนถึงเรื่องราวของร้านค้าเก่าแก่และธุรกิจของคนรุ่นใหม่ที่ร่วมกันพัฒนาและต่อยอดแบรนด์กิจการดั้งเดิมไปสู่ธุรกิจสร้างสรรค์ใหม่ โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่ พร้อมด้วยหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่

หนึ่งในผลงานชิ้นเอกที่ได้รับความสนใจอย่างมากในนิทรรศการนี้คือ ประติมากรรมชื่อ “Peony” หรือ “ดอกโบตั๋น” โดยนายเอกพงษ์ ใจบุญ ศิลปินร่วมสมัยผู้ให้ความสำคัญกับรากเหง้าทางวัฒนธรรมและศิลปะพื้นถิ่น นายเอกพงษ์เปิดเผยว่า ผลงานชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการลงพื้นที่ในย่านธนาลัย และได้นำเอาแนวคิดเรื่องพหุวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากวัฒนธรรมไทย-จีน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของย่านการค้านี้มาสร้างสรรค์ ดอกโบตั๋นในวัฒนธรรมจีนถือเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ความมั่งคั่ง และความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งสอดคล้องกับภาพลักษณ์ในอดีตของย่านธนาลัยที่เคยรุ่งเรืองด้านการค้า

ผลงาน “Peony” ไม่ได้เป็นเพียงประติมากรรมนูนต่ำที่นำเสนอเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น หากแต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบันผ่านกระบวนการคิดอย่างลึกซึ้งและการเลือกใช้วัสดุที่มีความหมาย นายเอกพงษ์ได้ผสานความเชื่อเรื่องดอกโบตั๋นเข้ากับองค์ประกอบทางศิลปกรรมของสถาปัตยกรรมดั้งเดิมในย่านธนาลัย อาทิ เส้นสายของลายฉลุ ลวดลายไม้สลัก และรูปทรงที่ถอดแบบจากภูมิปัญญาช่างไม้โบราณ เพื่อแสดงถึงความงามอันเป็นนิรันดร์ของอดีตในบริบทของโลกปัจจุบัน

ความโดดเด่นของ “Peony” ยังอยู่ที่กระบวนการสร้างสรรค์ที่พิถีพิถัน ศิลปินได้เลือกใช้ไม้จากธรรมชาติ ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งและมีความงดงามในตัวเอง เช่น ไม้ตะเคียน ไม้แดง และไม้จำปี โดยนำมาแปรรูปเป็นองค์ประกอบทางศิลปะด้วยเทคนิคการตัดไม้เป็นรูปทรงอิสระ และนำมาประกอบเข้าด้วยกันอย่างประณีตผ่านวิธีการบากเดือยแบบช่างไม้โบราณ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา นอกจากนี้ ยังเสริมความแข็งแรงและความงามของผลงานด้วยการประสานไม้ด้วยกาวและหมุดทองเหลือง

ในแง่มิติทางทัศนศิลป์ “Peony” ถ่ายทอดความสมดุลของแสง เงา และผิวสัมผัสที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม สร้างประสบการณ์ทางสายตาที่ลุ่มลึกให้กับผู้ชม ผลงานชิ้นนี้ช่วยให้ผู้ชมสามารถสัมผัสถึงความเคลื่อนไหวที่นิ่งงัน ความร่วมสมัยที่อิงรากฐานของอดีต และการสื่อสารอย่างลึกซึ้งโดยไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำ นายเอกพงษ์เชื่อว่า “Peony” ไม่ใช่เพียงวัตถุทางศิลปะ แต่เป็นบทสนทนาระหว่างอดีตและปัจจุบัน ระหว่างศิลปะและวัฒนธรรม และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เป็นการตีความ “ความมั่งคั่ง” ในความหมายใหม่ ที่ไม่ได้จำกัดเพียงทรัพย์สินเงินทอง หากแต่รวมถึงความมั่งคั่งทางจิตวิญญาณ ความคิดสร้างสรรค์ และความงดงามของย่านธนาลัยอันไร้กาลเวลา

โครงการและนิทรรศการนี้จึงเป็นมากกว่าการจัดแสดงงานศิลปะ แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ประชาชนทั่วไปจะได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม:

  • การฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น: การนำเสนอและต่อยอดธุรกิจดั้งเดิมไปสู่ธุรกิจสร้างสรรค์ใหม่ จะช่วยกระตุ้นการค้าและบริการในย่านธนาลัยและพื้นที่ใกล้เคียง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการและชุมชน
  • การอนุรักษ์และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม: การนำเรื่องราวประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมของย่านเก่ามาสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ เป็นการรักษาคุณค่าดั้งเดิมพร้อมทั้งสร้างความน่าสนใจให้กับคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยว
  • การสร้างแรงบันดาลใจและการพัฒนาศักยภาพ: โครงการนี้ส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาทักษะ ความรู้ และนวัตกรรมใหม่ ๆ ในสาขาต่าง ๆ เป็นการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรในพื้นที่
  • การยกระดับคุณภาพชีวิตและภูมิทัศน์เมือง: การพัฒนาให้ย่านธนาลัยเป็น “ย่านสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวา” ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความงามและอัตลักษณ์ของเมือง แต่ยังส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตของคนในชุมชน
  • การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: นิทรรศการและแนวคิดเรื่องย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนใครในเชียงราย ซึ่งจะสร้างรายได้หมุนเวียนและกระจายไปสู่ธุรกิจในท้องถิ่น

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม ถึง 8 กันยายน 2568 เวลา 10.00 – 16.00 น. (หยุดวันจันทร์) เป็นการรวมพลังของหลายภาคส่วนเพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของจังหวัดเชียงรายในการผสมผสานอดีตเข้ากับปัจจุบัน และสร้างสรรค์อนาคตที่รุ่งเรืองด้วยภูมิปัญญาและจินตนาการ

นายเอกพงษ์ ใจบุญ ในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน "Peony" (ดอกโบตั๋น)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จังหวัดเชียงราย
  • บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่ (Creative Economy Agency (Public Organization) – CEA Chiang Mai)
  • กลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ชุมชน และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE LIFESTYLE

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE” ปลุกชีพย่าน “ธนาลัย” สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” เปิดมิติใหม่สู่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในจังหวัดเชียงราย

เชียงราย, 9 สิงหาคม 2568 –ผสมผสานรากเหง้าทางวัฒนธรรมกับนวัตกรรมของคนรุ่นใหม่ หวังปลุกชีพย่านการค้าเก่าแก่ให้กลับมาคึกคัก พร้อมดึงดูดนักสร้างสรรค์และนักลงทุนสู่ถิ่นฐาน เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย ได้มีการเปิดนิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” อย่างเป็นทางการ. นิทรรศการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ในย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จังหวัดเชียงราย. โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์กร มหาชน) เชียงใหม่, นักสร้างสรรค์ท้องถิ่น, และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในจังหวัดเชียงราย. กิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลงานผ่านแนวคิดการออกแบบและกิจกรรมสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของย่านการค้าธนาลัย ตลอดจนถ่ายทอดประสบการณ์ ความทรงจำ และข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า.

พลิกฟื้นย่านเก่าแก่จากอดีตสู่โอกาสในอนาคต

ย่านธนาลัยและย่านในเวียง ถูกเลือกให้เป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมครั้งนี้ เนื่องจากเป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่มีความคึกคักในอดีต และยังคงเป็นจุดเชื่อมต่อของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม ทั้งพ่อค้าชาวจีน ชาวพม่า และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน. พื้นที่เหล่านี้มีเสน่ห์เฉพาะตัวจากวิถีชีวิต อาคารเก่า ร้านค้าโบราณ รวมถึงทุนทางศิลปะวัฒนธรรมที่ยังคงมีชีวิตชีวา. สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์มองเห็นว่าย่านทั้งสองแห่งนี้มีศักยภาพที่แข็งแกร่งจากรากฐานทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต ศิลปะที่สืบทอดกันมา รวมถึงอาคารสถาปัตยกรรมและวัดวาอารามเก่าแก่. ความหลากหลายทางวัฒนธรรมนี้เองถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญ และเป็นโอกาสในการพัฒนาต่อยอดสู่ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิต.

นายเอกพงษ์ ใจบุญ หัวหน้าโปรเจกต์ “Back to the future การละครั้งหนึ่ง ณ พนาลัย” ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ว่า โครงการนี้ไม่เพียงแค่ส่งเสริมเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นกระบวนการฟื้นฟู รักษา และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพื่อส่งต่อคุณค่าเหล่านี้สู่ “อนาคตอย่างยั่งยืน”. โดยมีเป้าหมายให้เชียงรายเป็นต้นแบบและเมืองต้นแบบสำคัญที่สามารถหลอมรวมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืน. หนึ่งในวัตถุประสงค์หลักคือการสร้างเครือข่ายของนักสร้างสรรค์และชุมชน เพื่อแสดงพลังในการขับเคลื่อนพื้นที่ไปสู่เป้าหมายเดียวกัน. นอกจากนี้ยังมุ่งสร้างการรับรู้ถึงศักยภาพของพื้นที่ เพื่อให้คนภายนอกและคนเชียงรายเองมองเห็นโอกาสในการต่อยอดสร้างอาชีพ สร้างเศรษฐกิจ และดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้กลับคืนถิ่นเพื่อลงทุนและพัฒนาพื้นที่. ในท้ายที่สุด นำไปสู่การเป็นย่านที่น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าท่องเที่ยวในอนาคต.

ถักทอเรื่องราวผ่านผลงานศิลปะการตีความใหม่จากนักสร้างสรรค์

นิทรรศการครั้งนี้รวบรวมผลงานของนักสร้างสรรค์ 5 กลุ่ม/ท่าน ซึ่งแต่ละผลงานล้วนได้รับแรงบันดาลใจและสะท้อนเรื่องราวจากย่านธนาลัยในมุมมองที่แตกต่างกันออกไป.

นายเอกพงษ์ ใจบุญ ในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน "Peony" (ดอกโบตั๋น)
นายเอกพงษ์ ใจบุญ

ในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน “Peony” (ดอกโบตั๋น) ได้นำเสนอประติมากรรมนูนต่ำเชิงสัญลักษณ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากย่านธนาลัย ซึ่งในอดีตเคยเป็นย่านการค้าที่รุ่งเรืองและมีคนไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก. “ดอกโบตั๋น” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ความมั่งคั่ง และความเจริญรุ่งเรืองในวัฒนธรรมจีน ถูกนำมาผสานกับองค์ประกอบศิลปกรรมของสถาปัตยกรรมดั้งเดิม เช่น ลายฉลุ ลายไม้แกะสลัก โดยใช้เทคนิคช่างไม้โบราณและวัสดุธรรมชาติอย่างไม้ตะเคียน ไม้แดง และไม้จำปี พร้อมประยุกต์การประกอบไม้ด้วยกาวและหมุดทองเหลือง. ผลงานนี้ไม่เพียงสะท้อนความงามเหนือกาลเวลา แต่ยังตีความ “ความมั่งคั่ง” ในความหมายใหม่ที่รวมถึงความมั่งคั่งทางจิตวิญญาณและความคิดสร้างสรรค์.

นางสาวพุทธรักษ์ ดาษดา นำเสนอผลงานชื่อ "ธนาลัย" โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก "เหล็กดัด"
นางสาวพุทธรักษ์ ดาษดา

 นำเสนอผลงานชื่อ “ธนาลัย” โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก “เหล็กดัด” ที่พบเห็นได้ทั่วไปในย่านธนาลัย ไม่ว่าจะเป็นหน้าต่าง ประตู หรือระเบียง. เธอได้เปลี่ยนเทคนิคจาก Painting และปั้น มาใช้เหล็กดัดในการสร้างสรรค์ฉากกั้นห้องแบบพับได้ โดยผสมผสานเรื่องราวของพหุวัฒนธรรมและลายผ้าเข้าด้วยกัน. ลวดลายเหล็กดัดเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนรสนิยมและภูมิปัญญาในอดีต แต่ยังแฝงไว้ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์. ผลงานของเธอตั้งใจเป็น “จุดเริ่มต้นของการสนทนา” เพื่อชวนให้มองพื้นที่เก่าในเมืองด้วยสายตาใหม่ ว่าสามารถเป็นพื้นที่สร้างสรรค์และแรงบันดาลใจที่ร่วมสมัยได้อีกครั้ง.

นางสาวสิริฉาย เอาฬาร เลือกที่จะหันกลับมามอง "ราก" ของผู้คนในย่านธนาลัยผ่านแนวคิด "Sketch the past, Draw the future" หรือ "วาดอดีต สู่ อนาคต". โครงการ "Food Sketch Tour"
นางสาวสิริฉาย เอาฬาร

เลือกที่จะหันกลับมามอง “ราก” ของผู้คนในย่านธนาลัยผ่านแนวคิด “Sketch the past, Draw the future” หรือ “วาดอดีต สู่ อนาคต”. โครงการ “Food Sketch Tour” ของเธอเชิญชวนเยาวชนให้วาดภาพอาหารจากร้านเก่าแก่และรับฟังเรื่องเล่าจากเจ้าของร้านผู้ผ่านประสบการณ์ยาวนาน. กิจกรรมนี้สร้างบทสนทนาระหว่างรุ่นที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและความอบอุ่น ซึ่งเรื่องเล่าเหล่านี้ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นภาพวาดอาหารที่เปี่ยมด้วยความทรงจำและความหมาย. การจัดแสดงผลงานที่ไม่เหมือนใครนี้ โดยการจัดวางภาพวาดบนโต๊ะอาหารจริงใน “มื้อสร้างสรรค์” เชิญชวนผู้ชมให้ “ลิ้มรสเรื่องราว” ทั้งผ่านสายตาและประสบการณ์การกิน. แนวคิดนี้จึงไม่หยุดแค่การอนุรักษ์ปัญญาเก่าแก่ แต่เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านการเชื่อมโยงคนต่างวัยและส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับชุมชน.

กลุ่มศิลปิน ไส้ติ่ง โซไซตี้ (SIDETHINK SOCIETY) ให้ความสนใจกับ "ประวัติศาสตร์" ที่ไม่ถูกบันทึกไว้ในตำรา แต่ถ่ายทอดผ่านสิ่งของ สถานที่ และวิถีชีวิต.
กลุ่มศิลปิน ไส้ติ่ง โซไซตี้ (SIDETHINK SOCIETY)

 ให้ความสนใจกับ “ประวัติศาสตร์” ที่ไม่ถูกบันทึกไว้ในตำรา แต่ถ่ายทอดผ่านสิ่งของ สถานที่ และวิถีชีวิต. พวกเขามองเห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในย่านธนาลัย ซึ่งเป็นจุดบรรจบของเรื่องราวมากมายทั้งมิติชาติพันธุ์ ศาสนา และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “ประวัติศาสตร์การค้า” ที่สะท้อนผ่านอาคาร ร้านค้า และวิถีชีวิต. กลุ่มฯ ได้จัดกิจกรรม “การเสวนาแลกเปลี่ยน” เพื่อเชื่อมโยงประวัติศาสตร์กับพหุวัฒนธรรมของย่านธนาลัย. นอกจากการเสวนาแล้ว กลุ่มศิลปินยังได้รวบรวม “ของเก่า” และ “ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่จริง” ในย่านธนาลัย เพื่อนำมาจัดแสดงในนิทรรศการภายใต้ชื่อ “ลุ้นรรจความสัมพันธ์” ซึ่งเปรียบเสมือนภาชนะทางความคิดที่เก็บรวบรวมความทรงจำและเรื่องราวของผู้คน. แนวคิดนี้มุ่งเน้นว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการร้อยเรียงอดีตเข้ากับปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง เคารพต่อความหลากหลาย และเปิดโอกาสให้เรื่องเล่าเก่าๆ กลับมามีความหมายใหม่อีกครั้ง.

นายรชรินทร์ อินธุระ ศิลปินอีกท่านหนึ่ง ได้นำเสนอแนวคิดในการ "ยกระดับสินค้า" ของย่านธนาลัยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง.
นายรชรินทร์ อินธุระ

ศิลปินอีกท่านหนึ่ง ได้นำเสนอแนวคิดในการ “ยกระดับสินค้า” ของย่านธนาลัยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง. ภายใต้แนวคิด “Remake Thanalai” หรือ “ทนัย กู” (ของดีธนาลัย) เขาพยายามนำของที่มีอยู่ในร้านค้าต่างๆ มาจัดองค์ประกอบด้วยความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้กลายเป็นของใหม่ที่น่าสนใจยิ่งขึ้น. ผลงานของเขา เช่น โคมไฟตั้งโต๊ะ โคมไฟตั้งพื้น ชั้นวางของ โต๊ะเล่นหมากรุก และพัด ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ผสมผสานจากของที่ได้จากร้านค้าในย่าน. จุดประสงค์หลักคือการนำเสนอความเป็นไปได้ที่หลากหลายและความสนุกในการเดินช้อปปิ้งในธนาลัยจากมุมมองใหม่ เพื่อให้เกิดแนวทางที่น่าสนใจในอนาคต สำหรับนักออกแบบหรือผู้คนในพื้นที่ที่จะร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และสร้างความคึกคักให้กับพื้นที่ต่อไป.

ประโยชน์ของประชาชนการฟื้นฟูที่จับต้องได้และการสร้างโอกาสใหม่

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” และโครงการที่เกี่ยวข้องนี้ นำมาซึ่งประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อประชาชนในหลายมิติ:

  • การฟื้นฟูและรักษาเอกลักษณ์ของพื้นที่: ประชาชนในท้องถิ่นได้เห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของตนเองได้รับการอนุรักษ์และต่อยอด. การนำเสนอเรื่องราวผ่านศิลปะช่วยให้วิถีชีวิต อาคารเก่าแก่ และวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของย่านธนาลัยได้รับการจดจำและส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่.
  • การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและอาชีพ: โครงการนี้กระตุ้นให้เกิดการมองเห็นศักยภาพของพื้นที่ในแง่ของการสร้างสรรค์ ทำให้เกิดโอกาสในการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น. การที่คนรุ่นใหม่กลับมาลงทุนและสร้างสรรค์ธุรกิจในพื้นที่ย่อมส่งผลให้เกิดการจ้างงานและรายได้หมุนเวียนในชุมชน.
  • การกระตุ้นการท่องเที่ยว: ด้วยการนำเสนอเสน่ห์ของย่านธนาลัยในมุมมองใหม่ ผสมผสานศิลปะ ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิต นิทรรศการนี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้มาเยี่ยมเยือน ทำให้พื้นที่กลับมามีชีวิตชีวาและคึกคักอีกครั้ง.
  • การเสริมสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ: โครงการเปิดโอกาสให้ชุมชน ผู้ประกอบการ และนักสร้างสรรค์ ได้ทำงานร่วมกัน. นี่คือเวทีที่ประชาชนสามารถสะท้อนความคิดเห็นและร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาบ้านเกิดของตนเองผ่านความร่วมมือ. การสร้างเครือข่ายนี้จะนำไปสู่โครงการระยะยาวที่ยั่งยืน.
  • การเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจ: ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะเยาวชน ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของท้องถิ่นผ่านรูปแบบที่น่าสนใจและเข้าถึงง่าย. ผลงานศิลปะที่จัดแสดงยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้มองเห็นสิ่งรอบตัวด้วยมุมมองใหม่ และเปิดโอกาสให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในชีวิตประจำวัน.

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” จึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงงานศิลปะ แต่เป็นต้นแบบของการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอย่างสร้างสรรค์ โดยมีเชียงรายเป็นศูนย์กลางในการหลอมรวมอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับชุมชนและประเทศชาติ. นิทรรศการจะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 8 กันยายน 2568 เวลา 10.00 – 16.00 น. (หยุดวันจันทร์).

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่
  • บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย
  • นักสร้างสรรค์และศิลปินกลุ่มต่างๆ: นายเอกพงษ์ ใจบุญ, นางสาวพุทธรักษ์ ดาษดา, นางสาวสิริฉาย เอาฬาร, กลุ่มศิลปิน ไส้ติ่ง โซไซตี้, และนายรชรินทร์ อินธุระ
  • เครือข่ายศิลปิน ชุมชน ผู้ประกอบการ ร้านค้าในพื้นที่ย่าน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

MV “ทัก” วง LYKN สุดปัง! เบื้องหลังออกแบบโดย MY DANCE เชียงราย

LYKN เผยเบื้องหลังความสำเร็จ MV “ทัก (FIRST SIGHT)” ร่วมกับนักเต้นรุ่นใหม่จากเชียงราย

บอยกรุ๊ปน้องใหม่ LYKN (ไลแคน) ศิลปินที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในวงการ T-POP ได้ปล่อย MV เพลงใหม่ “ทัก (FIRST SIGHT)” พร้อมทะยานขึ้นอันดับ 1 เทรนด์ X (Twitter) ในประเทศไทยด้วยแฮชแท็ก #LYKN_FirstSightMV ในวันเดียวกับการเปิดตัว วันที่ 14 พฤษภาคม 2568  เบื้องหลังความสำเร็จของ MV นี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจซ่อนอยู่ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของนักเต้นรุ่นใหม่จากจังหวัดเชียงราย ที่ได้ร่วมแสดงในผลงานชิ้นนี้

จุดเริ่มต้นของ LYKN: จากรายการเซอร์ไววัลสู่วงการ T-POP

LYKN เป็นบอยกรุ๊ปที่ผ่านการแข่งขันอันเข้มข้นจากรายการเซอร์ไววัล Project Alpha ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถในหลากหลายด้าน ทั้งการร้อง เต้น เล่นดนตรี และการแสดง ตลอดการแข่งขัน ผู้ชมได้เห็นการพัฒนาและการเติบโตของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดได้สมาชิกทั้ง 5 คนที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการและการโหวตจากผู้ชมทั่วประเทศ ซึ่งประกอบด้วย

  1. วิลเลี่ยม จักรภัทร แก้วพันธุ์พงษ์
  2. เลโก้ รพีพงศ์ ศุภธินีกิตติ์เดชา
  3. ตุ้ย ชยธร ไตรรัตนประดิษฐ์
  4. ฮง พิเชฐพงศ์ จิรเดชสกุลวงศ์
  5. นัท ธนัท ด่านเจษฎา

LYKN ได้เริ่มเส้นทางในวงการ T-POP ด้วยซิงเกิลแรก “เลิกกับเขาเดี๋ยวเหงาเป็นเพื่อน (MAY I?)” ก่อนที่จะมาถึงผลงานล่าสุด “ทัก (FIRST SIGHT)” ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก

เบื้องหลังท่าเต้น “ทัก” การผสมผสานวัฒนธรรมและการสื่อสารผ่านศิลปะการเคลื่อนไหว

สิ่งที่น่าสนใจในเบื้องหลังของ MV “ทัก (FIRST SIGHT)” คือการออกแบบท่าเต้นที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย โดยผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือ “ครูสายเมฆ และ”ครูยุ้ย”  MY Dance Academy นักออกแบบท่าเต้นชาวจังหวัดเชียงรายที่ไม่เพียงแต่ออกแบบและสอนท่าเต้นให้กับศิลปินเท่านั้น แต่ยังได้นำนักเต้นรุ่นใหม่จากเชียงรายทั้ง 8 คนมาร่วมแสดงใน MV นี้ด้วย

ในการสัมภาษณ์พิเศษ “ครูสายเมฆ และ”ครูยุ้ย”ได้เปิดเผยถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ท่าเต้นในเพลง “ทัก” ว่า “ท่าหลักให้จำคือท่าเสยผม ครับ มาจากอริยาบทของการทักทาย ตามชื่อเพลง ‘ทัก’ และการเสยผมเหมือนจะเป็นการทักทายได้หลายวัฒนธรรมแบบวัยรุ่น ที่ไม่รู้สึกว่าต้องแบ่งแยกภาษา แต่ก็สามารถสื่อได้ว่า ‘หวัดดีคร้าบ’ อะไรประมาณนี้” นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานระหว่างการสื่อสารของเนื้อหาเพลง คอนเซปต์ และพื้นฐานการเต้นที่แข็งแรง เพื่อส่งเสริมให้ศิลปินดูดีและตอบโจทย์กับเพลงและดนตรี

วิสัยทัศน์ของเชียงรายแหล่งบ่มเพาะศิลปินระดับโลก

ครูสายเมฆและครูยุ้ย ของ MY Dance Academy สถาบันสอนเต้นจังหวัดเชียงราย มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของเด็กเชียงรายว่าสามารถก้าวไปสู่ระดับโลกได้ โดยเน้นย้ำว่า “เชื่อเสมอครับว่า เด็กเชียงราย สามารถไประดับโลกได้ เรามีตัวอย่างคนเชียงรายที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานระดับโลกมากมาย ทั้งในด้าน ศิลปะ ดนตรี และวิชาการ ทั้งที่ทำผลงานในประเทศและนานาชาติ”

เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดเชียงรายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่โดดเด่นในเรื่องการบ่มเพาะด้านสุนทรียศาสตร์และการลงลึกในศาสตร์ต่างๆ เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการ “หมกมุ่น” ในวิชาที่สนใจ พร้อมกับสามารถรักษาสมดุลของชีวิตได้เป็นอย่างดี

การสร้างโอกาสและการลดช่องว่างระหว่างเมืองใหญ่และเมืองรอง

การนำนักเต้นจากเชียงรายมาร่วมงานกับ LYKN ในครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ MV เพลงฮิต แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสและลดช่องว่างระหว่างเมืองใหญ่และเมืองรอง ครูสายเมฆและครูยุ้ยได้แบ่งปันความรู้สึกว่า “มันคือความประทับใจที่ตอนเด็กๆ เราฝันว่า อยากมีโอกาสแบบนี้ อยากเก่งพอจะมาทำอะไรแบบนี้บ้าง อยากเรียน อยากรู้แบบนี้บ้าง อยากมีโอกาสในการเข้าถึงต่างๆ ที่เหมือนกับเด็กในเมืองใหญ่”

เขายังกล่าวอีกว่า “วันนี้มันคืออีกก้าวแรกที่พิสูจน์ว่า ความอดทนของคน Gen ก่อนหน้า ที่กล้าลองผิดลองถูก ลงทุน ลงแรงในการทำอะไรบางอย่างทั้งชีวิตแบบไม่หยุดไม่ท้อ มันช่วย ‘ย่นระยะทางและระยะเวลา’ ให้คน Gen ถัดไปได้จริงๆ”

ความท้าทายและอุปสรรคในการทำงาน

การทำงานร่วมกันระหว่างทีมงานในกรุงเทพฯ และเชียงรายไม่ได้เป็นเรื่องง่าย ครูสายเมฆได้เปิดเผยถึงความท้าทายในการทำงานครั้งนี้ว่า “ระยะทาง-ภัยพิบัติ-วันหยุดยาว ครบครับ ต้องบินไปกลับ เชียงราย-กทม หลายสิบรอบมากเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ระหว่างทางก็เจอแผ่นดินไหว เจอ timeline ที่ต้องขยับ ประสบภัยไปด้วยกัน ต้องจัดแจงตารางให้ทุกคนสามารถทำงานช่วงหยุดยาวสงกรานต์ด้วย”

แม้จะมีอุปสรรคมากมาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความเป็นมืออาชีพของทุกฝ่าย ทั้งค่าย ทีมงาน และศิลปิน ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาและทำให้ผลงานออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

เสียงสะท้อนจากนักเต้นรุ่นใหม่ ประสบการณ์และการเรียนรู้

นักเต้นรุ่นใหม่จากเชียงรายทั้ง 8 คนที่ได้ร่วมแสดงใน MV “ทัก (FIRST SIGHT)” ต่างมีความรู้สึกตื่นเต้นและประทับใจกับโอกาสครั้งนี้ พวกเขาได้เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์การทำงานในวงการบันเทิงอย่างมืออาชีพ

ณิชนันท์ กันยานนท์ (นาน่า) อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม และวัชรวีร์ เกาะทอง (ทรีทรี) อายุ 12 นักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม กล่าวว่า “รู้สึกดีใจมากๆที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทำ music video เพลงทัก ของพี่ๆวง LYKN ทั้งในระหว่างการซ้อมและการถ่ายทำรู้สึกว่าทั้งพี่ๆศิลปินทั้งทีมงานและแด้นเซอร์ทุกคนเป็นกันเองมากๆ รู้สึกประทับใจที่ทุกๆคนทุ่มเทและตั้งใจกันมากๆทำให้ผลงานออกมาดีมากๆ เลย”

ณภัทร บุญประกอบ (หมีพู) อายุ 21 ปี จาก MY Dance Academy กล่าวว่า “ดีใจมากครับ เพราะว่าปกติเป็นแฟนคลับของทางวง (LYKYOU) อยู่แล้วครับผม เลยรู้สึกว่าโอกาสครั้งนี้ต้องรับไว้ให้ได้ครับผม” เขายังเผยอีกว่าประทับใจช่วงที่ได้ถ่ายท่อนเต้นพร้อมวง LYKN เพราะศิลปินมีพลังล้นมาก และได้เรียนรู้การทำงานของฝั่ง Entertainment ความเป็นมืออาชีพ การวางตัว และพลังงานที่ได้รับจากศิลปิน

ศุภกานต์ ปัญญาพล (ส้มโอ) อายุ 26 ปี และ ณิชารี ปงรังษี (พิมพ์) อายุ 16 ปี ชั้น ม.5 โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม แบ่งปันความรู้สึกพร้อมกันว่า “ตื่นเต้นและดีใจมากๆค่ะ เพราะมันเป็นความฝันเลยไม่คิดว่าจะได้ทำ และต้องขอบคุณครูยุ้ยครูเมฆมากๆค่ะ ที่ได้ให้โอกาสที่มีค่านี้ให้กับทั้งสองคน” เธอยังกล่าวว่าระหว่างการฝึกซ้อมมีพลังงานและความมืออาชีพของนักเต้นเต็มไปในห้องซ้อม และในวันถ่าย MV ก็ได้รับพลังงานและความออร่าของศิลปินส่งมาให้ “บูสๆ กันฉ่ำ”

การเติบโตและการพัฒนาของวงการเต้นในเชียงราย

การร่วมงานกันระหว่าง LYKN และนักเต้นจากเชียงรายในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างผลงานที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาศักยภาพของนักเต้นรุ่นใหม่ในจังหวัดเชียงรายอีกด้วย ครูสายเมฆได้ให้คำแนะนำแก่เด็กๆ ชาวเชียงรายที่มีความฝันอยากจะเป็นนักเต้นหรือนักออกแบบท่าเต้นในอนาคตว่า “ขอให้ ‘เชื่อมั่น’ ว่าตัวเองทำได้ ‘เคารพ’ ในความฝันของตัวเอง และ ‘ดื้อ’ พอจะเอาชนะความเหนื่อยล้า ความยาก ความท้อแท้ที่เราจะต้องเจอระหว่างทาง ‘ลงลึก’ ให้พอ จนกว่าจะ ‘รู้จริง'”

เขาเปรียบเทียบการพัฒนาตัวเองเหมือนกับการปลูกถั่วงอก “เติมน้ำไปไม่รู้หรอกว่านานเท่าไหร่ แต่วันที่มันพ้นหน้าดินเมื่อไหร่ มันก็จะเติบโตไม่มีหยุดตราบที่เราไม่หยุดพัฒนาครับ เด็กเชียงรายคือเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในพื้นที่ๆ ดินดีมากครับ ขอแค่ไม่ยอมแพ้ และเชื่อมั่น ทำได้แน่นอนครับ”

การสะท้อนความเป็นมืออาชีพผ่านประสบการณ์ของนักเต้นรุ่นใหม่

ประสบการณ์การทำงานร่วมกับศิลปินและทีมงานมืออาชีพได้สร้างความประทับใจและเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักเต้นรุ่นใหม่จากเชียงราย พวกเขาได้เรียนรู้ถึงความเป็นมืออาชีพ การรับผิดชอบต่อหน้าที่ และการทำงานในวงการบันเทิง

โมนะ วังวิญญู (โมโม่) อายุ 16 ปี นักเรียนชั้นม.5 โรงเรียนปิติศึกษา เล่าว่า “สิ่งนึงที่ประทับใจมากๆคือความเป็นกันเองและ energy ในกองถ่ายที่ทุกคนทำเต็มที่ focus, จริงจัง และสนุกสุดๆ” เธอยังกล่าวถึงช่วงเวลาที่ประทับใจว่า “มีตอนที่พี่ๆ LYKN hype up ทีม dancer คอยถามว่าเหนื่อยมั้ยแล้วก็ให้กำลังใจกับ energy กันทั้งกับ dancer และในวง หนูได้ fist bump กับพี่เลโก้ด้วยค่ะ!”

นีรชา ณ ลำพูน (ขวัญ) อายุ 14 ปี นักเรียนชั้นม.3 โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม แบ่งปันความรู้สึกว่า “รู้สึกดีใจและตื่นเต้นมากๆเลยค่ะที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ mv เพลง ‘ทัก’ ของพี่ๆวง LYKN จากตอนแรกที่หนูเต้น cover เพลงของพี่เค้าแต่ตอนนี้หนูกลับได้มาเต้นใน mv เค้าแล้ว”

อารยา สัทธานนท์ (มีน) อายุ 17 ปี นักเรียนชั้นม.5 โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม กล่าวว่า “ประทับใจในการทำงาน ของทั้งแดนเซอร์ด้วยกัน ทั้งทีมงานเบื้องหลังต่างๆและพี่ๆศิลปิน ทุกคนมีความ professional และทุ่มเทให้กับงาน” เธอยังเล่าถึงประสบการณ์ที่ประทับใจที่สุดว่า “ตอนท้ายๆที่ถ่าย ทุกคนช่วยบิ้วกันและกัน จนสุดท้ายทุกคนเต้นได้สุดยอดมากๆ”

การสร้างแรงบันดาลใจและวิสัยทัศน์สู่อนาคต

การร่วมงานระหว่าง LYKN และนักเต้นจากเชียงรายในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างผลงานที่มีคุณภาพและได้รับความนิยมเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้กับเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลได้แสดงศักยภาพและพัฒนาตัวเองสู่วงการบันเทิงระดับประเทศ

โมนะ วังวิญญู (โมโม่) ได้แบ่งปันสิ่งที่เธอได้เรียนรู้จากประสบการณ์ครั้งนี้ว่า “ได้เรียนรู้หลายอย่างเลยค่ะ อย่างแรกเลยการที่เอาตัวเองไปอยู่นอก comfort zone, ในสิ่งแวดล้อมที่ท้าทายความสามารถความรับผิดชอบตัวเองมันทำให้เราต้องกลายเป็น professional เลยค่ะ ซึ่งไม่มีทางอื่นที่จะได้เห็นว่าทำงาน (แบบ pro) จริงๆมันเป็นยังไงนอกจากเราอยู่ในสถานการณ์และได้ทำจริงๆ อย่างที่สองคือ work ethics ที่ได้เห็นและเรียนรู้จากทั้งโคช, พี่ๆ LYKN, พี่ๆ main dancers, staff หนูว้าวกับความตั้งใจทำและรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองในทุกคนมากเลยค่ะ”

ความสำเร็จของ MV “ทัก (FIRST SIGHT)” และอนาคตของวงการเต้นในเชียงราย

ความสำเร็จของ MV “ทัก (FIRST SIGHT)” ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงศักยภาพของ LYKN ในฐานะศิลปินหน้าใหม่ในวงการ T-POP เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสและสร้างพื้นที่สำหรับนักเต้นรุ่นใหม่จากจังหวัดเชียงรายได้แสดงความสามารถบนเวทีระดับประเทศ

การทำงานร่วมกันระหว่างศิลปินจากกรุงเทพฯ และนักเต้นจากเชียงรายไม่เพียงแต่สร้างผลงานที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระจายโอกาสและลดช่องว่างระหว่างศิลปินในเมืองใหญ่และเมืองรอง สร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลได้เห็นว่าความฝันของพวกเขาสามารถเป็นจริงได้ หากมีความมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้

สถิติและข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมบันเทิงและการเต้นในประเทศไทย

ความสำเร็จของ MV “ทัก (FIRST SIGHT)” ของวง LYKN สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมบันเทิงและ T-POP ในประเทศไทย โดยมีข้อมูลสถิติที่น่าสนใจดังนี้

  1. การเติบโตของตลาด T-POP: ตามรายงานจากสมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงไทย ในปี 2567 มูลค่าตลาด T-POP ในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 5,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปี 2566 และคาดว่าจะเติบโตถึง 7,200 ล้านบาทในปี 2568
  2. การขยายตัวของโรงเรียนสอนเต้น: จำนวนโรงเรียนสอนเต้นในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 450 แห่งในปี 2563 เป็น 780 แห่งในปี 2567 โดยมีการเติบโตในจังหวัดเมืองรองถึง 45% ในช่วงเวลาเดียวกัน
  3. การกระจายตัวของโอกาสทางอาชีพ: นักเต้นอาชีพในประเทศไทยมีประมาณ 8,500 คนในปี 2567 โดย 68% อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และ 32% อยู่ในภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของโอกาสทางอาชีพที่เพิ่มขึ้น
  4. การมีส่วนร่วมของเยาวชนในกิจกรรมด้านศิลปะ: ตามข้อมูลจากกระทรวงวัฒนธรรม ในปี 2567 มีเยาวชนไทยอายุ 12-25 ปี เข้าร่วมกิจกรรมด้านศิลปะและวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับปี 2563 โดยการเต้นเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมเป็น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : MY Dance Academy

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

กาแฟ ‘เชียงราย’ โกอินเตอร์ ผลักดันไมซ์ สร้างเศรษฐกิจชุมชน

จุดเริ่มต้นสู่เวทีระดับประเทศ เชียงรายร่วมขับเคลื่อนไมซ์ไทย

สุราษฎร์ธานี, 9 พฤษภาคม 2568 – จังหวัดเชียงราย โดยการนำของ นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ กลุ่มคนรักกาแฟเชียงราย (Chiang Rai Coffee Lovers – CCL) ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานระดับประเทศ MICE City Summit 2025 และ Samui MICE Bazaar 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6–8 พฤษภาคม 2568 ณ โรงแรมโนราบุรี รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

การเข้าร่วมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันสินค้าท้องถิ่นของเชียงราย โดยเฉพาะ “กาแฟเชียงราย” สู่ตลาดไมซ์ (MICE) ระดับประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ภาครัฐมุ่งสนับสนุนให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19

กาแฟเชียงรายจากชุมชนสู่แบรนด์ระดับประเทศ

“กลุ่มคนรักกาแฟเชียงราย” หรือ CCL ก่อตั้งขึ้นโดย นายพงศกร อารีศิริไพศาล มีจุดประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมกาแฟในท้องถิ่นและยกระดับมาตรฐานกาแฟให้สามารถแข่งขันในตลาดระดับชาติและสากล ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกประกอบด้วยเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ร้านกาแฟ และผู้บริโภคจำนวนมาก กระจายอยู่ทั่วจังหวัดเชียงราย

กาแฟที่นำเสนอในงานเป็น กาแฟคุณภาพระดับ Specialty และ Commercial Grade ที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันจากไร่ในเขตแม่สรวย แม่จัน และเวียงป่าเป้า ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศเหมาะสมต่อการปลูกกาแฟชั้นดี

ภายในงาน Samui MICE Bazaar 2025 กลุ่ม CCL ได้รับโอกาสในการจัดบูธแสดงสินค้า เจรจาธุรกิจ และเข้าร่วมกิจกรรมแข่งขัน “The MICE Masterpiece Challenge” โดยใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น เช่น เมล็ดกาแฟแปรรูป น้ำผึ้งป่า และสมุนไพรพื้นบ้าน รังสรรค์เป็นเมนูอาหารว่างร่วมสมัย สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของเชียงราย

ขยายโอกาสไมซ์ เชียงรายกับศักยภาพรองรับงานระดับชาติ

เชียงรายในปัจจุบันเริ่มปรับตัวสู่เมืองรองรับอุตสาหกรรมไมซ์ โดยภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกิจกรรมไมซ์ เช่น ศูนย์ประชุมและนิทรรศการขนาดกลาง โรงแรมระดับมาตรฐาน รวมถึงเครือข่ายธุรกิจในพื้นที่ที่สามารถรองรับกลุ่มผู้เดินทางเพื่อจัดประชุม สัมมนา และแสดงสินค้า

ข้อมูลจากกลุ่ม CCL ระบุว่า พื้นที่ของกลุ่มสามารถรองรับกลุ่มไมซ์ได้ระหว่าง 40–50 คนต่อรอบกิจกรรม โดยเน้นประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมกาแฟ ผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อป ชิมกาแฟ และการเรียนรู้เรื่องราวของต้นกาแฟในระดับชุมชน ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

งานใหญ่ระดับประเทศ Samui MICE Bazaar × MICE City Summit 2025

งาน MICE Bazaar 2025 และ MICE City Summit 2025 ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB กับภาคีเครือข่ายทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไมซ์ทั่วประเทศ

MICE Bazaar 2025 เน้นการสร้างเครือข่ายธุรกิจในรูปแบบ B2B เจรจาธุรกิจระหว่างผู้ซื้อจาก 4 ภาค กับผู้ประกอบการในพื้นที่มากกว่า 35 ราย ส่วน MICE City Summit 2025 เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ด้านกลยุทธ์การพัฒนาไมซ์ในยุคดิจิทัล ผ่านการบรรยายในหัวข้อ “MICE Marketing Leadership: Strategies for the Digital Age”

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนา การแข่งขันด้านอาหาร และกิจกรรมส่งเสริมชุมชนท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนให้พื้นที่ไมซ์เมืองรองอย่างเกาะสมุย กลายเป็นจุดหมายของนักเดินทางธุรกิจ และนักลงทุนไมซ์จากทั่วโลก

เชียงรายกับยุทธศาสตร์ไมซ์ที่ยั่งยืน

การปรากฏตัวของเชียงรายในเวทีระดับประเทศครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการโปรโมตกาแฟท้องถิ่น แต่ยังสะท้อนภาพของ “เมืองไมซ์ทางวัฒนธรรม” ที่กำลังก้าวสู่ระดับชาติอย่างมั่นคง จุดแข็งของเชียงรายอยู่ที่ทรัพยากรธรรมชาติ ประเพณีท้องถิ่น และผลิตภัณฑ์ที่มีภูมิปัญญาชุมชนรองรับ เช่น กาแฟ ชา สมุนไพร ผ้า และของแปรรูป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เชียงรายยังต้องเร่งพัฒนาคือโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบขนส่ง การสื่อสาร รวมถึงบุคลากรด้านการบริการไมซ์ที่ต้องผ่านการอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของนักเดินทางกลุ่มใหม่ที่ต้องการประสบการณ์เฉพาะตัว (personalized experience)

สถิติที่เกี่ยวข้อง ณ พฤษภาคม 2568

  • มูลค่าตลาดกาแฟในจังหวัดเชียงราย: 465 ล้านบาท/ปี (ที่มา: สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย)
  • จำนวนกลุ่มธุรกิจกาแฟในจังหวัดเชียงราย: 183 กลุ่ม/กิจการ (ที่มา: กลุ่ม CCL และสสว.)
  • จำนวนนักเดินทางไมซ์ในเชียงรายปี 2567: 78,430 คน (ที่มา: TCEB – สำนักงานภาคเหนือ)
  • ศักยภาพพื้นที่รองรับไมซ์ในเชียงราย: 10 สถานที่หลักที่รองรับได้ 30–500 คน/กิจกรรม
  • การเติบโตของธุรกิจไมซ์ไทย (รวม): ขยายตัวเฉลี่ย 7.2% ต่อปี (ข้อมูลจาก TCEB)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
LIFESTYLE

รู้จัก “ป้านิ” ผู้เชิดชูภูมิปัญญา ผ้าปักมือ สตรีดีเด่นปี 68

นิธี สุธรรมรักษ์: สตรีผู้รักษาภูมิปัญญาผ้าปักมือบ้านสันกอง จากสาวโรงงานสู่ผู้นำกลุ่มผ้าปัก อนุรักษ์ศิลปะพื้นถิ่นให้มีชีวิต

แรงบันดาลใจที่ผลักดันให้เกิดกลุ่มผ้าปักบ้านสันกอง

นิธี สุธรรมรักษ์ ประธานกลุ่มอาชีพผ้าปักด้วยมือบ้านสันกอง จ.เชียงราย ได้รับเลือกให้เป็น สตรีดีเด่นด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม เนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2568 เธอเป็นบุคคลสำคัญที่นำภูมิปัญญาท้องถิ่นกลับมาสร้างคุณค่า สร้างอาชีพ และส่งเสริมให้ชุมชนมีรายได้

“ตอนแรกเราแค่ลองเอาผ้าปักของผู้สูงอายุในชุมชนไปขายที่ตลาดไนท์บาซาร์เชียงราย ไม่คิดว่าจะมีคนสนใจมากขนาดนี้” นิธีกล่าว

ผลงานของกลุ่มได้รับความนิยมจากทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ จุดประกายให้เธอตั้งกลุ่มผ้าปักบ้านสันกองขึ้น เพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้สูงอายุที่เคยว่างงานให้กลับมามีรายได้อีกครั้ง

การรวมกลุ่มผู้สูงวัย: งานฝีมือที่มากกว่ารายได้

นิธีรวบรวมผู้สูงอายุที่อยู่บ้านเฉย ๆ มาฝึกปักผ้า โดยใช้ระยะเวลาเรียนรู้ตั้งแต่ 10 วันถึง 3 เดือน ขึ้นอยู่กับทักษะของแต่ละคน

“คนที่ไม่เคยปักผ้ามาก่อนก็มี เราสอนทุกขั้นตอนจนเขาทำได้”

หลังจากฝึกจนสามารถปักผ้าได้แล้ว กลุ่มจะจ่ายค่าตอบแทนตามขนาดของชิ้นงาน ผู้สูงอายุสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยเดือนละ 1,000-2,500 บาท ทำให้พวกเขามีความภูมิใจและลดภาระของลูกหลาน

“บางคนบอกว่าพอได้เงินจากงานปักผ้า เขาเอาไปซื้อของใช้ส่วนตัวเอง ไม่ต้องขอเงินลูกหลาน”

เอกลักษณ์ของผ้าปักบ้านสันกอง

จุดเด่นของผลงานคือ ความละเอียด ประณีต และลวดลายที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของชุมชน ลวดลายที่นิยม ได้แก่

  • ลายเมล็ดข้าวสาร สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์
  • ลายใบไม้และดอกไม้ ถ่ายทอดความงามของธรรมชาติ
  • ลายสายน้ำและก้นหอย เป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่องและความสงบ

“ผลงานแต่ละชิ้นไม่มีแบบซ้ำกันเลย เพราะมันเกิดจากจินตนาการของคนปัก”

กลุ่มสามารถผลิตผลงานได้กว่า 300-400 ชิ้นต่อเดือน ชิ้นเล็กใช้เวลาปัก 2-3 วัน ส่วนชิ้นใหญ่ใช้เวลาถึง 2-3 เดือน

สตรีดีเด่นแห่งเชียงราย: นางนิธี สุธรรมรักษ์ ผู้สืบสานผ้าปักมือ สู่รางวัลระดับประเทศ

การได้รับรางวัลในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถและความทุ่มเทของนางนิธี ในการอนุรักษ์และสืบสานศิลปะการปักผ้าด้วยมือ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นบ้านสันกอง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ผลงานของนางนิธี ไม่เพียงแต่สร้างชื่อเสียงให้กับชุมชน แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับสตรีในท้องถิ่น ในการพัฒนาตนเองและสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

การพัฒนาและการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น

นิธีวางแผนพัฒนาให้สินค้าของกลุ่มสอดคล้องกับ แนวคิด BCG (Bio-Circular-Green Economy) โดยนำเศษวัสดุกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“เศษด้าย เศษผ้า ไม่เคยถูกทิ้ง ทุกอย่างถูกนำมาใช้ใหม่หมด”

นอกจากนี้เธอยังต้องการให้ กระทรวงพาณิชย์เข้ามาช่วยสนับสนุนด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาด

การถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับผู้ต้องขัง

นิธีไม่ได้สอนแค่ในชุมชน แต่ยังนำความรู้ด้านผ้าปักเข้าไปถ่ายทอดให้กับผู้ต้องขังชายในเรือนจำกลางเชียงราย

“ช่วงแรกไม่มีใครเชื่อว่าผู้ต้องขังชายจะปักผ้าได้ แต่พอเริ่มฝึก ฝีมือก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ”

จากเดิมที่มีผู้สนใจเข้าเรียน 80 คน เพิ่มขึ้นเป็น 200 คน ตอนนี้ เรือนจำกลางเชียงรายตั้งกองงาน “ผ้าปัก” อย่างเป็นทางการ และเป็นแหล่งผลิตชิ้นงานให้กับกลุ่ม

สถิติที่เกี่ยวข้องกับงานผ้าปักบ้านสันกอง

  • กลุ่มผ้าปักบ้านสันกองมีสมาชิกกว่า 100 คน อายุตั้งแต่ 55-88 ปี
  • สามารถผลิตได้ 300-400 ชิ้นต่อเดือน
  • เป็นสินค้า OTOP ระดับ 5 ดาวของเชียงราย และได้รับมาตรฐาน มผช.249/2557
  • โครงการสอนผ้าปักในเรือนจำกลางเชียงรายมีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คน

สรุป: นิธี สุธรรมรักษ์ ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง

นิธี สุธรรมรักษ์ ไม่เพียงแต่เป็นผู้นำกลุ่มอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน แต่ยังเป็นผู้ที่ผลักดันให้ผ้าปักไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล เธอเป็นตัวอย่างของสตรีที่ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นอาชีพที่ยั่งยืน และยังคงสานต่อภารกิจนี้ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

คุณสมบัติสตรีดีเด่น: นางนิธี สุธรรมรักษ์

การคัดเลือกสตรีดีเด่นด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม จัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับคณะกรรมการดำเนินงานวันสตรีสากล กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกที่เข้มงวด เพื่อให้ได้สตรีที่ทรงคุณค่าและเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม ซึ่งนางนิธี สุธรรมรักษ์ มีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ที่กำหนด ดังนี้

  1. ความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญ: นางนิธีมีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญในด้านศิลปะและวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปักผ้าด้วยมือ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ
  2. คุณธรรมและจริยธรรม: นางนิธีเป็นสตรีที่มีคุณธรรมและจริยธรรม เป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไปและสังคม
  3. การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม: นางนิธีได้รับการยอมรับและมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมในสังคม มีการริเริ่มแผนงาน/โครงการ และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์อย่างต่อเนื่อง
  4. ความสามารถในการถ่ายทอดและผลักดัน: นางนิธีมีความสามารถในการถ่ายทอด ผลักดัน และเชื่อมโยงประสบการณ์ให้เกิดประโยชน์ในชุมชนและสังคม
  5. บทบาทในการส่งเสริมความเสมอภาค: นางนิธีมีบทบาทในการส่งเสริม เผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติในการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ การคุ้มครองสิทธิสตรี หรือการพัฒนาศักยภาพของสตรี
  6. ไม่เคยได้รับรางวัลในรอบ 5 ปี: นางนิธีไม่เคยได้รับรางวัลเนื่องในวันสตรีสากลของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พม. ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่รางวัลระดับประเทศ

นางนิธี สุธรรมรักษ์ เป็นแบบอย่างของสตรีที่ประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์และสืบสานศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่น ด้วยความมุ่งมั่นและความทุ่มเท นางนิธีได้พัฒนาฝีมือการปักผ้าด้วยมือ จนเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ และได้รับรางวัลสตรีดีเด่นด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ประจำปี 2568

รางวัลที่นางนิธีได้รับในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติประวัติส่วนตัว แต่ยังเป็นเกียรติประวัติของชุมชนบ้านสันกอง และจังหวัดเชียงราย ที่มีสตรีผู้ทรงคุณค่าและเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม

นางนิธี สุธรรมรักษ์ เป็นแรงบันดาลใจให้กับสตรีไทย ในการพัฒนาตนเองและสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ด้วยความสามารถและความมุ่งมั่น สตรีไทยสามารถสร้างชื่อเสียงและสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ / ผ้าปัก by นิธี

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
LIFESTYLE

#ฅนเจียงฮาย EP.06 : หนูอยากใช้เวทีนี้ประชาสัมพันธ์อำเภอเวียงแก่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

คอลัมน์ #ฅนเจียงฮาย EP.06 :หนูอยากใช้เวทีนี้ประชาสัมพันธ์อำเภอเวียงแก่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

น้องจุนเจือ” คว้าตำแหน่งธิดาดอย 2568 ตัวแทนความงามและวัฒนธรรมเวียงแก่น

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568  ในงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดจังหวัดเชียงราย ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ที่เวทีกลางของงาน “น้องจุนเจือ” หรือ นางสาวณัฐมน ธาดา นักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วัย 22 ปี คว้าตำแหน่ง ธิดาดอย ประจำปี 2568″

นางสินีนาฎ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย และประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย เป็นผู้มอบรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศจากการประกวด ซึ่งมีสาวงามจาก 18 อำเภอของจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมแข่งขัน โดย น้องจุนเจือ ได้รับรางวัลชนะเลิศ คว้าสายสะพาย พร้อมเงินรางวัล 25,000 บาท

รองชนะเลิศอันดับ 1 ตกเป็นของ นางสาวภวพร ทองเต็ม จากอำเภอพาน รับรางวัล 20,000 บาท ขณะที่ นางสาวรติมา แซ่วื้อ จากอำเภอแม่จัน ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 พร้อมเงินสด 15,000 บาท และ นางสาวสุดาพร แลเช่อ จากอำเภอเมืองเชียงราย ได้รับรางวัล ขวัญใจชาวดอย” พร้อมเงินสด 15,000 บาท

แรงบันดาลใจจาก “ธิดาส้มโอ” สู่ “ธิดาดอย”

น้องจุนเจือ เปิดเผยว่า แรงบันดาลใจในการเข้าร่วมการประกวดธิดาดอยครั้งนี้มาจาก การได้รับตำแหน่ง “ธิดาส้มโอ” ของอำเภอเวียงแก่น ซึ่งเป็นผลไม้ที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่มากกว่าปีละ 10,000 ตัน

หลังจากได้รับตำแหน่งธิดาส้มโอ หนูอยากใช้เวทีนี้ประชาสัมพันธ์อำเภอเวียงแก่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทั้งในด้านผลผลิตเกษตร แหล่งท่องเที่ยว และวัฒนธรรม”

สวัสดีค่ะน้องจุนเจือ ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับตำแหน่งธิดาดอยนะคะ ช่วยแนะนำตัวเองให้พวกเราได้รู้จักหน่อยค่ะ

ข่อยของข่อย อีนาง จุนเจือ จื่อแต๊นางสาวนัทธมน เครื่อเชื้อ พาดา ปะเดียวนี้อายุ 22 ปี หอเฮือนที่ตั้งปักอยู่ อำเภอพาน มีเชื้อสายไตยลื้อมาต่างแม่เฒ่าม่อน ปะเดียวนี้กำลังเฮียนอยู่ตี้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สำนักวิชาการจัดการ สาขาธุรกิจการบิน ชั้นปีที่4

อะไรคือแรงบันดาลใจที่ทำให้น้องจุนเจือตัดสินใจลงสมัครประกวดธิดาดอยคะ

เพราะน้องจุนเจือได้รับตำแหน่งธิดาส้มโอของอำเภอเวียงแก่น ซึ่งเป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อและทำรายได้ให้คนเวียงแก่นและคนเชียงรายเป็นอย่างดี และยังส่งออกไปยังหลายๆประเทศๆ มากว่า 1 หมื่นตัน ซึ่งน้องจุนเจือได้รับตำแหน่งธิดาส้มโอมา มีแรงบันดาลใจอยากใช้ตำแหน่งที่ได้มาช่วยประชาสัมพันธุ์ ของดีอำเภอเวียงแก่น ให้คนในประเทศและนอกประเทศได้รับรู้ว่าเวียงแก่นมีดีขนาดไหน ทั้งเชิงผลผลิตทางเกษตร เชิงทรัพยากรแหล่งท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรมชาติพันธุ์ 

น้องจุนเจือดีใจมากที่ได้เป็นตัวแทนของชาวอำเภอเวียงแก่นและได้เข้าการประกวดธิดาดอยงานพ่อขุนประจำปี 2568 น้องจุนเจือมีเชื้อสายไตยลื้อ เข้าร่วมการประกวดครั้งนี้ เพราะชุดไทยลื้อนั่นมีหลากหลาย เพราะว่าถิ่นกำเนิดของชายไตยลื้อมีอยู่ที่ สิบสองปันนา 

ซึ่งสิบสองปันนาจะมีชุดไตยลื้อที่แตกต่างกันออกไป ที่น้องจุนเจือได้ใส่นั้นเป็นชุดไตยลื้อเมืองอู่ ที่มีการเกล้าผมสูงมวยจุก ปักปิ่นลื้อ ดอกไม้ตามพื้นที่ นิยมเป็นดอกไม้สีขาว หรือคนไตยลื้อเรียกว่า ดอกซ่อนฮ่อ หรือดอกเกล็ดถะวา ปกผ้าคาดหัวหรือผ้าคาดหัวสีขาว  ใส่เสื้อปัดผ้าฝ้ายฮำ ใส่ซิ่นดอกจกหลวง ที่หัวซิ่นสีเขียว ตีนซิ่นผ้าฝ้ายฮำ น้องจุนเจือคิดว่าชุดไตยลื้อที่น้องได้มาใส่ในครั้งนี้เป็นที่งามและเป็นเอกลักษณ์ของพ่อแม่พี่น้องชาวไตยลื้อเวียงแก่น 

น้องจุนเจือเห็นผู้เข้าร่วมประกวดหรือท่านกรรมการแขก หลายๆท่านได้มีการสวมใส่ชุดไตยลื้อ หรือ ผ้าซิ่นไตยลื้อ นี่ล่ะค่ะคือสิ่งที่น้องจุนเจือคิดว่าชุดไตยลื้อจะอยู่ในความทรงจำของหลายท่านที่ได้สวมใส่

น้องจุนเจือมีความรู้สึกอย่างไรบ้างที่ได้รับตำแหน่งธิดาดอยในครั้งนี้คะ

การได้รับตำแหน่งธิดาดอยในครั้งนี้ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจและตื้นตันใจมากค่ะ เพราะมันเป็นโอกาสที่ได้เป็นตัวแทนของชุมชนไทลื้อและได้มีส่วนร่วมในการเผยแพร่และรักษามรดกทางวัฒนธรรมค่ะ

น้องจุนเจือคิดว่าอะไรคือเสน่ห์หรือจุดเด่นของตัวเองที่ทำให้ได้รับเลือกเป็นธิดาดอยคะ

เสน่ห์ของตัวเองที่ทำให้ได้รับตำแหน่งธิดาดอยครั้งนี้คือความมั่นใจและความรักในวัฒนธรรมของตนเองค่ะ การที่สามารถแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเองและความเคารพในประเพณีและวัฒนธรรมของไทลื้อช่วยให้คนเห็นและยอมรับได้ค่ะ

มีใครหรือสิ่งใดที่เป็นแรงผลักดันหรือกำลังใจสำคัญที่ทำให้น้องจุนเจือประสบความสำเร็จในการประกวดครั้งนี้คะ

แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จในครั้งนี้คือครอบครัวค่ะ โดยเฉพาะพ่อแม่ที่คอยสนับสนุนและสอนให้รู้ถึงคุณค่าของการรักษาและส่งต่อวัฒนธรรมค่ะ

น้องจุนเจือมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับงานพ่อขุนประจำปี และคิดว่างานนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมของจังหวัดคะ

งานพ่อขุนประจำปีมีความสำคัญมากค่ะ เพราะมันไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการสร้างความสามัคคีและช่วยสืบสานประเพณีดั้งเดิมของแต่ละชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นการอนุรักษ์และเผยแพร่ความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่มีค่าของจังหวัดเชียงรายค่ะ

ในฐานะที่เป็นธิดาดอย น้องจุนเจือมีเป้าหมายหรือความตั้งใจอย่างไรในการทำหน้าที่นี้คะ

ในฐานะธิดาดอย น้องจุนเจือมีเป้าหมายที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชน โดยการส่งเสริมและรักษาวัฒนธรรมชาติพันธุ์ รวมถึงการใช้ตำแหน่งนี้ในการช่วยเหลือและส่งเสริมชุมชนให้เข้มแข็งค่ะ

น้องจุนเจือคิดว่าอะไรคือคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของการเป็นธิดาดอยที่ดีคะ

คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของการเป็นธิดาดอยที่ดีคงเป็นความเมตตาและความอ่อนน้อมค่ะ เพราะการแสดงออกถึงความจริงใจและการใส่ใจในผู้อื่นจะช่วยให้เราสามารถทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุดค่ะ

น้องจุนเจือมีอะไรที่อยากจะฝากถึงเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีความฝันหรือความสนใจในการประกวดธิดาดอยในอนาคตบ้างคะ

สิ่งที่น้องจุนเจืออยากจะฝากให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีความฝันอยากจะประกวด คือ การเตรียมตัวอย่างตั้งใจและฝึกฝนในทุกๆ ด้าน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเป็นตัวของตัวเองค่ะ ความจริงใจและความมั่นใจในตัวเอง จะทำให้เราโดดเด่นและเป็นที่รักของคนรอบข้างค่ะ การรักษาความอ่อนน้อมและเปิดใจรับฟังผู้อื่นก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยค่ะ

สุดท้ายนี้ น้องจุนเจืออยากจะขอบคุณใครเป็นพิเศษสำหรับความสำเร็จในครั้งนี้คะ

ความสำเร็จของหนูในครั้งนี้ หนูอยากจะขอบคุณ คุณพ่อและคุณแม่ของหนูค่ะ ที่คอยเชียร์ให้กำลังใจและสนับสนุนหนูมาโดยตลอด ทำให้หนูมีความตั้งใจและความพยายามในการฝึกฝนมากขึ้น และขอขอบคุณทุกๆแรงใจและแรงเชียร์ที่พ่อแม่พี่น้องทุกคนได้มอบให้หนูค่ะ เป็นเกียรติอย่างมากเลยค่ะ ที่ได้รับตำแหน่ง ธิดาดอย ประจำปี 2568 นี้ค่ะ

ฅนเดินเรื่องโดย : นางสาวณัฐมน ธาดา “น้องจุนเจือ” – “ธิดาดอย ประจำปี 2568”
 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

“พุทธรักษ์ ดาษดา” เปิดแลนด์มาร์ก ศิลปะธรรมชาติ ที่ 7-Eleven หอนาฬิกา

พุทธรักษ์ ดาษดา: ศิลปินเชียงรายผู้สร้างสรรค์งานศิลปะจากธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2567 ชื่อของ อิ๋ม พุทธรักษ์ ดาษดา ศิลปินอิสระชาวอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ยังคงก้องในวงการศิลปะอย่างต่อเนื่อง เธอสำเร็จการศึกษาจากคณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย สาขาทัศนศิลป์ และในรอบสิบปีที่ผ่านมา พุทธรักษ์ได้สร้างชื่อเสียงจากผลงานที่โดดเด่น โดยเฉพาะการนำธรรมชาติที่อยู่รอบตัวมาเป็นแรงบันดาลใจหลักในการสร้างสรรค์ผลงาน

เอกลักษณ์งานศิลปะที่สะท้อนธรรมชาติและวิถีชีวิต

งานของพุทธรักษ์มีเอกลักษณ์ที่ผสมผสานความงดงามของธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนในเชียงราย เธอเคยจัดนิทรรศการเดี่ยวหลายครั้ง และแสดงผลงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น นิทรรศการ The Magical Land ที่ถ่ายทอดความมหัศจรรย์ของวิถีชีวิต ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ และความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรม โดยมีสัญลักษณ์เด่นคือ:

  • ดอกกาสะลอง: สัญลักษณ์ประจำจังหวัดเชียงราย
  • ชาและกาแฟ: แทนผลผลิตเกษตรสำคัญของชุมชน
  • โต: สัตว์เลี้ยงมงคลตามความเชื่อของชาวไทยใหญ่ สื่อถึงความศรัทธาและความรุ่งเรือง
  • หญิงสาวดอกบัวดอง: แทนวิถีชีวิตของผู้คนที่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืน

จุดเริ่มต้นของศิลปินเชียงราย

พุทธรักษ์เล่าว่า การเติบโตในอำเภอแม่จัน ซึ่งมีธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์และวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างสรรค์งานของเธอ ความรักในศิลปะของเธอเริ่มจากการเฝ้ามองพี่สาวที่ชื่นชอบการเขียนหนังสือและวาดรูป จนกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เธอหลงใหลในงานศิลปะตั้งแต่วัยเด็ก

“พี่สาวเขาเขียนหนังสือสวยมาก ฉันชอบแอบดูและเขียนตาม พอถามพี่สาวว่าทำไมถึงชอบเขียน ก็ได้คำตอบว่ามันคือความสุข จากนั้นฉันก็เริ่มวาดและเขียนเรื่อยมา” พุทธรักษ์กล่าว

แรงบันดาลใจจากธรรมชาติและชุมชน

เมื่อถูกถามถึงแรงบันดาลใจในการสร้างผลงาน พุทธรักษ์กล่าวว่า ธรรมชาติที่อยู่รอบตัว รวมถึงวัฒนธรรมและการเกษตรในเชียงรายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เธอนำพืชพันธุ์ ดอกไม้ สัตว์ และเรื่องราวในชุมชนมารังสรรค์เป็นผลงานศิลปะที่สะท้อนถึงความงามและเอกลักษณ์ของพื้นที่

“เชียงรายมีทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และชา-กาแฟที่คนรู้จัก ฉันจึงนำองค์ประกอบเหล่านี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างผลงาน” เธอกล่าว

จุดเช็กอินใหม่ใจกลางเชียงราย

ล่าสุด พุทธรักษ์ได้สร้างแลนด์มาร์กศิลปะแห่งใหม่ที่ 7-Eleven สาขาหอนาฬิกา เชียงราย ผลงานชิ้นนี้สะท้อนถึงความงามของเชียงรายในมิติที่หลากหลาย พร้อมเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจมาเยี่ยมชมและถ่ายรูปกับผลงานที่เป็นจุดเช็กอินใหม่ของเชียงราย

พุทธรักษ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า งานศิลปะที่เธอสร้างขึ้นไม่ใช่เพียงเพื่อการชื่นชม แต่ยังต้องการส่งต่อความรักในถิ่นฐานบ้านเกิด และปลุกจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและวัฒนธรรมที่มีคุณค่า

สนับสนุนศิลปะท้องถิ่น

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมและถ่ายรูปกับผลงานของเธอได้ที่ 7-Eleven สาขาหอนาฬิกา เชียงราย ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ง่าย พร้อมเปิดให้ชมฟรี โดยสามารถค้นหาตำแหน่งได้ผ่าน Google Maps: คลิกที่นี่

เชียงรายไม่เพียงแต่เป็นดินแดนแห่งธรรมชาติและวัฒนธรรม แต่ยังเป็นบ้านของศิลปินที่สร้างแรงบันดาลใจผ่านงานศิลปะที่งดงามและทรงคุณค่าอย่างพุทธรักษ์ ดาษดา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
LIFESTYLE

คนไทย 1 ใน 4 น้ำหนักเกิน Mintel ชี้โอกาสแบรนด์สุขภาพ

Mintel เผย คนไทย 1 ใน 4 น้ำหนักเกิน แนะโอกาสพัฒนาสุขภาพด้วยโภชนาการองค์รวม

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567 Mintel บริษัทวิจัยตลาดชั้นนำ เผยผลสำรวจในรายงาน Weight Management Diets – Thai Consumer 2024 ชี้ให้เห็นว่า คนไทย 1 ใน 4 หรือ 25% มีน้ำหนักเกินหรือเข้าข่ายอ้วน และ 74% ของคนไทยมีความตั้งใจที่จะควบคุมน้ำหนักเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

สถานการณ์น้ำหนักเกินในไทยและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขในปี 2566 ระบุว่าคนไทยเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรประสบปัญหาน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน แนวโน้มดังกล่าวส่งผลกระทบต่อ GDP ของประเทศ คาดว่าความสูญเสียอาจสูงถึง 4.9% ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการจัดการน้ำหนักที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาสุขภาพและเศรษฐกิจในระยะยาว

ความสนใจควบคุมน้ำหนัก: รูปลักษณ์สำคัญกว่าสุขภาพ?

ผลสำรวจเผยว่า คนไทย 69% ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกเมื่อควบคุมน้ำหนัก ขณะที่ 65% คำนึงถึงสุขภาพโดยรวม อย่างไรก็ตาม กลุ่มเจน X กว่า 76% เริ่มเปลี่ยนแนวคิด โดยให้ความสำคัญกับการมีอายุยืนและสุขภาพที่ดีมากกว่าความสวยงามเพียงอย่างเดียว

อุปสรรคสำคัญต่อการควบคุมน้ำหนัก

แม้ว่าคนไทยจำนวนมากต้องการลดน้ำหนัก แต่ยังประสบปัญหา เช่น

  • การออกกำลังกายไม่เพียงพอ (59%)
  • การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง ขนมหวาน และเครื่องดื่ม

Mintel ชี้ว่านี่เป็นโอกาสสำหรับแบรนด์ต่าง ๆ ในการส่งเสริมโภชนาการที่สมดุล พร้อมสนับสนุนกิจกรรมการออกกำลังกาย เช่น การจัดแคมเปญหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้

กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายหลัก

รายงานได้ระบุผู้บริโภค 2 กลุ่มสำคัญสำหรับผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนัก:

  1. ผู้ที่ออกกำลังกาย:
    เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงในตลาดอาหารเสริม
  2. ผู้ที่อยากออกกำลังกาย:
    มีแนวโน้มสนใจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

เครื่องดื่มร้อน: แนวโน้มใหม่ในตลาดควบคุมน้ำหนัก

ชาและเครื่องดื่มร้อน ครองส่วนแบ่งตลาดผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนักทั่วโลกถึง 12% โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ได้รับความนิยม Mintel เสนอว่าส่วนผสมเช่น สตีเวีย โปรตีนถั่ว และโครเมียม สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและช่วยควบคุมน้ำหนัก

Phurisa (Ploy) Phagudom นักวิเคราะห์จาก Mintel ระบุว่า เครื่องดื่มทดแทนมื้ออาหาร” อาจเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับแบรนด์ต่าง ๆ เนื่องจากสะดวกสบายและมีคุณค่าทางโภชนาการ

โภชนาการแบบองค์รวม: เทรนด์ที่ตอบโจทย์คนไทย

ผู้บริโภคไทยมากกว่าครึ่งหนึ่งเลือกอาหารที่มีลักษณะดังนี้:

  • แคลอรี่ต่ำ
  • โปรตีนสูง
  • สารอาหารจากพืช
  • ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด

Mintel ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของร่างกาย เช่น การเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ หรือการลดระดับน้ำตาลในเลือด มีความสำคัญมากกว่าการลดน้ำหนักเพื่อความผอมเพรียว

แบรนด์ควรปรับตัวอย่างไร

Mintel แนะนำให้แบรนด์ต่าง ๆ เน้นการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ที่ช่วยย่อยอาหาร เพิ่มความอิ่ม และเหมาะสมกับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย เช่น

  • สร้างสรรค์รสชาติใหม่ เช่น ผลไม้เมืองร้อน
  • เน้นโภชนาการที่ครบถ้วนและสะดวกสำหรับผู้บริโภค

ข้อสรุป

รายงานของ Mintel สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายและโอกาสในการจัดการน้ำหนักของคนไทย แบรนด์ต่าง ๆ สามารถใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงส่งเสริมสุขภาพที่ยั่งยืนผ่านโภชนาการและการออกกำลังกาย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Mintel

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
LIFESTYLE

ThaiHealth Watch 2025 เจาะลึก 7 เทรนด์สุขภาพปี 2568

สสส. เปิดตัว ThaiHealth Watch 2025 นำเสนอ 7 ประเด็นทิศทางสุขภาพคนไทย ปี 2568

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2567 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ กรุงเทพฯ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นประธานเปิดงาน “จับตาทิศทางสุขภาพคนไทย 2568 (ThaiHealth Watch 2025)” โดยมีเป้าหมายสำคัญในการนำเสนอ 7 ประเด็นสุขภาพสำคัญของคนไทยในปี 2568 เพื่อสร้างการรับรู้และร่วมขับเคลื่อนสังคมด้วยข้อมูล (Data-Driven Society)

7 ประเด็นสุขภาพสำคัญในปี 2568

  1. ยิ่งเปราะบาง ยิ่งเดือดร้อน วิกฤตโลกเดือด
    ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงอันดับ 9 ของโลก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด สสส. เน้นสร้างทักษะคนรุ่นใหม่เพื่อลดผลกระทบจากปัญหานี้
  2. ชีวิตอมฝุ่น ตัวเลขผู้ป่วยก้าวกระโดด นโยบายก้าวไม่ทัน
    คุณภาพอากาศของประเทศไทยเฉลี่ยรายปีสูงกว่ามาตรฐานองค์การอนามัยโลกถึง 5 เท่า ส่งผลให้ผู้ป่วยทางเดินหายใจเพิ่มกว่า 11 ล้านคน/ปี สสส. ชวนจับตาร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่จะเข้าสภาฯ ในต้นปี 2568
  3. เยียวยาจิตใจ ปรับพฤติกรรมใหม่ เข้าถึงการดูแลได้ทุกคน
    ผู้ป่วยจิตเวชในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 2.9 ล้านคนในปี 2566 โดย สสส. ได้พัฒนานวัตกรรม “ประสบการณ์” เพื่อสร้างความเข้าใจและลดช่องว่างระหว่างวัย
  4. ต่างวัยต่างติดจอ เผชิญปัญหาต่าง กระทบชีวิตไม่แตกต่าง
    คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 7.04 ชั่วโมง/วัน แต่ยังมีความรู้เท่าทันภัยออนไลน์ต่ำ ส่งผลให้เกิดปัญหา เช่น การพนันออนไลน์ การคุกคามทางเพศ สสส. จึงผลักดันกลไกเครือข่ายเฝ้าระวังภัยออนไลน์
  5. เด็กอ้วนเพิ่ม ผู้ใหญ่ความดันพุ่ง ทำสุขภาพทรุด เศรษฐกิจโทรม
    เด็กอ้วนมีแนวโน้มป่วยโรค NCDs สูงขึ้น เช่น เบาหวานที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มจาก 4.8 ล้านคนในปี 2566 เป็น 5.3 ล้านคนในปี 2583 สสส. เร่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาคีเพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพ
  6. โรคติดต่อจะไม่ติดต่อ เติมความรู้ให้แน่น ก่อนจะเล่นกับความรัก
    ผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นเป็น 53 คน/แสนประชากรในปี 2566 สสส. พัฒนาเว็บไซต์ www.คุยเรื่องเพศ.com เพื่อให้ความรู้แก่ทุกกลุ่มวัย
  7. การตลาดบุหรี่ไฟฟ้า ภาพหวานเหมือนขนม ซ่อนพิษขมสำหรับเด็ก
    เด็กไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 9.1% โดยส่วนหนึ่งมาจากการตลาดที่ดึงดูดนักสูบหน้าใหม่ สสส. เน้นผลักดันนโยบายและสร้างความตระหนักถึงอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า

พัฒนานวัตกรรม ThaiHealth Watch

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเปิดงาน จับตาทิศทางสุขภาพคนไทย 2568 (ThaiHealth Watch 2025) ว่า “สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนสังคมด้วยข้อมูล (Data-Driven Society) พัฒนานวัตกรรม ThaiHealth Watch เพื่อนำเสนอแนวทางลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยรวบรวมองค์ความรู้จากสถานการณ์สุขภาพคนไทย ปี 2567 ประกอบกับความคิดเห็นเรื่องสุขภาพยอดนิยมบนสื่อออนไลน์ และข้อแนะนำทั้งระดับปัจเจกบุคคลและนโยบายต่อสังคม เกิดเป็นประเด็นกระแสสังคม 7 ประเด็น 1.ยิ่งเปราะบาง ยิ่งเดือดร้อน วิกฤตโลกเดือด สำนักบริการด้านสภาพแวดล้อมของสหภาพยุโรป พบปี 2566 เป็นปีที่โลกมีอุณหภูมิร้อนที่สุด โลกร้อนขึ้นทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความหลากหลายทางระบบนิเวศ ระบบสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ไทยเสี่ยงจากผลกระทบสภาพภูมิอากาศเป็นอันดับ 9 ของโลก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางคือกลุ่มเสี่ยงที่สุด สสส. จึงร่วมกับภาคีเครือข่าย สร้างทักษะคนรุ่นใหม่สามาร

พ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า 2.ชีวิตอมฝุ่น ตัวเลขผู้ป่วยก้าวกระโดด นโยบายก้าวไม่ทัน รายงานคุณภาพอากาศปี 2566 พบไทยมีมลพิษมากเป็นอันดับที่ 36 ของโลก เฉลี่ยรายปีอยู่ที่ 23.3 มคก./ลบ.ม. มากกว่าค่าเฉลี่ยรายปีที่องค์การอนามัยโลกกำหนดถึงเกือบ 5 เท่า โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบเทียบเท่ากับสูบบุหรี่ 1,224 มวน ส่งผลให้มีผู้ป่วยทางเดินหายใจกว่า 11 ล้านคนต่อปี สสส. ชวนจับตาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 2-3 ในต้นปี 2568 3.เยียวยาจิตใจ ปรับพฤติกรรมใหม่ เข้าถึงการดูแลได้ทุกคน พบผู้ป่วยจิตเวชเพิ่มขึ้นจาก 1.3 ล้านคนในปี 2558 เป็น 2.9 ล้านคน ในปี 2566 สสส. ร่วมกับภาคีพัฒนานวัตกรรมดูแลสุขภาพจิต ภายใต้โครงการ “ประสบการณ์” เพื่อลดช่องว่างและทัศนคติระหว่างวัย 4.ต่างวัยต่างติดจอ เผชิญปัญหาต่าง กระทบชีวิตไม่แตกต่าง พฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย 2565 โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พบคนไทยใช้อินเทอร์เน็ต 7.04 ชม./วัน แต่กลับมีความรู้ด้านการป้องกันภัยออนไลน์ต่ำ ส่งผลให้เสพติดพนันออนไลน์ โดนกลั่นแกล้ง คุกคามทางเพศ สสส. ได้ผลักดันกลไกเครือข่ายสร้างทักษะรู้เท่าทันสื่อทุกกลุ่มวัย เพื่อเฝ้าระวังและลดภัยออนไลน์ทุกรูปแบบ

1 ในสิ่งสำคัญที่ สสส. มุ่งเน้นการขับเคลื่อน

          น.ส.สุพัฒนุช สอนดำริห์ ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม สสส. กล่าวว่า ปัจจัยที่เป็นตัวแปรสำคัญส่งผลให้การลดโรค NCDs ทำได้ยาก คือ 1.นวัตกรรม ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงสังคม และพฤติกรรมของคน เช่น การสั่งอาหารเดลิเวอรี่ อาหารแปรรูป 2.การตลาดที่กระตุ้นการบริโภค 3.บุหรี่ไฟฟ้าและกัญชา เข้าถึงได้ง่าย 4.ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางอากาศ PM2.5 ทำให้ออกกำลังกายนอกอาคารไม่ได้ 5.ปัญหาความเครียด สุขภาพจิต 6.รางวัลที่ให้ตัวเอง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการกินเกินพอดี

    “1 ในสิ่งสำคัญที่ สสส. มุ่งเน้นการขับเคลื่อนงานป้องกันและลดอัตราป่วยด้วยโรค NCDs สื่อสารรณรงค์ให้ความรู้ จุดประกายการเปลี่ยนแปลง เช่น สสส. ขับเคลื่อนเรื่องเหล้าในกลุ่มผู้หญิง เหล้ามีผลต่อมะเร็งเต้านม ทำให้อัตราการดื่มในกลุ่มผู้หญิงลดลง หรือกรณีบุหรี่ไฟฟ้า เรื่องไอบุหรี่เกาะปอดไม่สามารถล้างไม่ได้ รวมถึงจุดประกายการตั้งเป้าหมายที่สามารถทำได้ง่าย เช่น แคมเปญ “ไขมันเริ่มสลายเมื่อออกกำลังกายอย่างน้อย 10 นาที” สร้างกระแสสังคมเพื่อปรับพฤติกรรมเสี่ยง เรื่องงดเหล้าเข้าพรรษา” น.ส.สุพัฒนุช กล่าว

มุ่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตในวัยทำงาน

ดร.เจนนิเฟอร์ ชวโนวานิช รองคณบดี คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปี 2566 คนไทยมีอัตราการฆ่าตัวตาย 7.9 คนต่อประชากรแสนคน และยังมีแนวโน้มมากขึ้นทุกปี แต่บุคลากรด้านสุขภาพจิตกลับเป็นสาขาที่มีจำนวนจำกัด มีจิตแพทย์ 1,000 คน นักจิตวิทยา 1,000 คน ซึ่งการจะเพิ่มบุคลากรด้านสุขภาพจิตให้เพียงพอต้องใช้เวลาถึง 5-10 ปี กระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ว่า 10 ปีข้างหน้า สุขภาพจิตจะกลายเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่ทำให้เกิดการสูญเสียเป็นอันดับ 1 ของโรคไม่ติดต่อทั้งหมด ซึ่งกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง คือ กลุ่มวัยทำงาน พบมีความเครียดในการทำงาน 42.7% ในจำนวนนี้มีภาวการณ์ฝืนทำงานแม้มีปัญหาสุขภาพจิต 27.5% การรักษาในโรงพยาบาลจึงอาจไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาสุขภาพจิต

 

   “แนวทางการสร้างนโยบายการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตที่ดีในการทำงาน 6 เรื่อง 1.เพิ่มสวัสดิการด้านการรักษาสุขภาพกายและใจ 2.อบรมให้ความรู้และจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพกายและจิตใจ 3.เพิ่มสวัสดิการการลา 4.ส่งเสริมการพูดคุยสื่อสารและรับฟังปัญหา 5.สร้างบรรยากาศและวัฒนธรรมที่ดีในองค์กร 6.เพิ่มสวัสดิการทางการเงิน ช่วยให้พนักงานเข้าถึงการได้รับบริการหรือการส่งเสริมสุขภาพจิตและสุขภาพใจ” ดร.เจนนิเฟอร์ กล่าว

เป้าหมายของ ThaiHealth Watch 2025

“ThaiHealth Watch 2025” จะเป็นเครื่องมือสำคัญกระตุ้นสังคมให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ในอนาคต สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงนวัตกรรมสุขภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://resourcecenter.thaihealth.or.th/healthtrend หรือรับข้อมูลเฉพาะบุคคลได้ผ่านแอปพลิเคชัน “Persona Health”

“สุขภาพดีเริ่มได้ที่ตัวเรา” นพ.พงศ์เทพ กล่าวทิ้งท้าย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
LIFESTYLE

เรื่องราวของ ‘ผอ.เขตฯ’ ครูดีในดวงใจ สร้างแรงบันดาลใจให้ศิษย์

เรื่องราวประทับใจจากห้องเรียน: ความทรงจำที่ไม่มีวันลืมกับครูดีในดวงใจ

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2567 นางนัฑวิภรณ์ จันต๊ะพรมมา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน ได้โพสต์เรื่องราวที่สร้างความประทับใจในเพจ “นัฑวิภรณ์ จันต๊ะพรมมา สหายใบไผ่” เกี่ยวกับการตรวจเยี่ยมโรงเรียนน่านนคร พร้อมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการเยี่ยมชมห้องเรียนที่สะท้อนถึงความสำคัญของครูในดวงใจ และแรงบันดาลใจที่ไม่มีวันเลือน

นางนัฑวิภรณ์เล่าว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ได้ไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนน่านนครเพื่อติดตามการดำเนินนโยบาย “เรียนดีมีความสุขสู่ห้องเรียน” ขณะที่เดินผ่านอาคารเรียนเพื่อขึ้นห้องประชุมชั้นสอง ได้ยินเสียงหัวเราะและเสียงการสอนที่อบอุ่นของครูในห้องเรียน จึงตัดสินใจแวะเข้าไปดู และได้พบกับครูเรืองฤทธิ์ ดวงภูเมฆ ซึ่งเคยเป็นครูสอนของเธอเองเมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนที่อำเภอสันติสุข

ครูในดวงใจ: ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียน

ครูเรืองฤทธิ์กำลังสอนนักเรียนเกี่ยวกับการสร้างแรงบันดาลใจ โดยใช้ภาพที่แสดงผ่านโปรเจ็กเตอร์เป็นภาพของนางนัฑวิภรณ์ และครูกณิศา ซึ่งเป็นครูอีกท่านหนึ่งที่เคยสอนเธอ ครูเรืองฤทธิ์กล่าวกับนักเรียนด้วยความภาคภูมิใจว่า “นี่คือตัวอย่างของคนที่มุ่งมั่นตั้งใจ และไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค” คำพูดนี้สร้างความซาบซึ้งในใจของทุกคนในห้องเรียน

เมื่อครูมอบไมโครโฟนให้นางนัฑวิภรณ์พูดกับนักเรียน เธอได้กล่าวถึงความสำคัญของครูในชีวิต พร้อมขอบคุณครูเรืองฤทธิ์ที่อบรมสั่งสอนตลอด 6 ปี ทำให้เธอมีวันนี้ นักเรียนทุกคนในห้องต่างซาบซึ้งจนเงียบไปชั่วขณะ มีนักเรียนคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “ผมไม่ทันตั้งตัวเลยครับ เพราะมันเร็วเกินไป” เมื่อครูบอกว่ากำลังจะเกษียณในอีก 10 เดือน ทุกคนในห้องน้ำตาซึม รวมถึงครูเรืองฤทธิ์เองที่สะท้อนความรักและผูกพันต่อศิษย์

ความประทับใจที่ไม่มีวันเลือน

นางนัฑวิภรณ์กล่าวปิดท้ายว่า “ขอบคุณความบังเอิญที่ทำให้ได้พบครูในวันนี้ และขอบคุณครูที่ได้อบรมสั่งสอนตลอดมา” เธอเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของครูที่ไม่เพียงแต่ถ่ายทอดความรู้ แต่ยังเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจและความหวังในชีวิตของศิษย์

ครูเรืองฤทธิ์ ดวงภูเมฆ: ครูดีในดวงใจ

ครูเรืองฤทธิ์ ดวงภูเมฆ คือภาพแทนของครูที่มีหัวใจทุ่มเทเพื่อศิษย์ เขาเป็นตัวอย่างของความเสียสละ ความรัก และความมุ่งมั่นในอาชีพครู การสอนของครูเรืองฤทธิ์ไม่เพียงแต่เน้นการให้ความรู้ แต่ยังส่งเสริมคุณค่าของการเป็นคนดี การมีความมุ่งมั่น และการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค

เรื่องราวนี้สะท้อนถึงความสำคัญของครูในชีวิตของนักเรียน และความผูกพันที่เกิดขึ้นระหว่างครูและศิษย์ เป็นสิ่งที่ยืนยันว่า “ครู” ไม่ใช่เพียงผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่คือผู้สร้างรากฐานชีวิตและแรงบันดาลใจที่ไม่มีวันลบเลือน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : นัฑวิภรณ์ จันต๊ะพรมมา สหายใบไผ่ / สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE