Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

โขนคืนถิ่นโยนก! ศิลปินแห่งชาติสร้างยุวศิลปินเชียงแสน ถ่ายทอดนาฏศิลป์ชั้นสูงสู่โบราณสถานวัดป่าสักอย่างยิ่งใหญ่

ศิลปินแห่งชาติถ่ายทอด “โขน” สู่ถิ่นโยนกนคร เปิดการแสดงครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมืองเชียงแสน บนเวทีโบราณสถานวัดป่าสัก

เชียงราย, 4 มีนาคม 2569 เมืองเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ได้บันทึกอีกหน้าสำคัญของงานศิลปวัฒนธรรมไทย เมื่อการแสดง “โขน” ถูกนำมาถ่ายทอดต่อสาธารณะในพื้นที่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงแสน ผ่านโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการและการแสดงผลสัมฤทธิ์ที่เชื่อมโยง “ครูศิลป์ระดับชาติ” กับ “เยาวชนระดับพื้นที่” อย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางบรรยากาศโบราณสถานที่มีนัยทางประวัติศาสตร์ของวัดป่าสัก ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งฉากหลังทางกายภาพ และเป็นสัญลักษณ์ของการสืบทอดรากเหง้าวัฒนธรรมจากอดีตสู่ปัจจุบัน

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้โครงการ “นาฏยศิลปินแห่งชาติ สร้างยุวศิลปินของชาติ” และกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “โขน ละคร ฝ่ายฟ้อน ร้อง รำ สู่ถิ่นโยนกนคร” โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 และอยู่ในการกำกับติดตามของหน่วยงานด้านวัฒนธรรมในระดับส่วนกลาง เพื่อยกระดับมาตรฐานการถ่ายทอดนาฏศิลป์ไทยและสร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้เยาวชนในภูมิภาคอย่างทั่วถึง

จากหอประชุมโรงเรียนสู่ลานโบราณสถาน เส้นทางฝึกจริงก่อนขึ้นเวทีจริง

ไทม์ไลน์ของกิจกรรมเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 2 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. ถึง 12.00 น. ณ หอประชุมหิรัญนครเงินยาง โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยนางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มอบหมายให้นายอนุกูล ใบไกล ผู้อำนวยการกองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม เข้าร่วมติดตามผลการอบรมเชิงปฏิบัติการ ซึ่งในวันดังกล่าวได้จัดการฝึกแบบแบ่งกลุ่มตามบทบาทการแสดง ได้แก่ กลุ่มตัวพระ กลุ่มตัวนาง กลุ่มตัวยักษ์ กลุ่มตัวลิง และกลุ่มระบำเบ็ดเตล็ด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ฝึกทักษะเฉพาะด้านอย่างเข้มข้นและเป็นระบบ

แนวทางการแบ่งกลุ่มดังกล่าวสะท้อนความพยายาม “จัดระเบียบการเรียนรู้” ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของนาฏศิลป์ชั้นสูงที่ต้องอาศัยความเข้าใจบทบาท การควบคุมร่างกาย จังหวะดนตรี และวินัยของผู้แสดง ไม่ใช่เพียงการจดจำท่ารำ หากแต่เป็นการฝึกกระบวนการทำงานร่วมกันในรูปแบบคณะ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนการแสดงผลสัมฤทธิ์ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน

เวทีวัดป่าสักกับการแสดงผลสัมฤทธิ์ สร้างภาพจำใหม่ของเมืองเชียงแสน

ต่อมาในช่วงเวลา 13.00 น. ถึง 17.30 น. ณ โบราณสถานวัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน นายอนุกูล ใบไกล ได้เข้าร่วมพิธีเปิดการแสดงผลสัมฤทธิ์ของโครงการฯ ซึ่งเป็นการนำผลการอบรมมาถ่ายทอดผ่านการแสดงจริงโดยนักเรียนที่ผ่านการฝึกซ้อม ภายใต้การควบคุมและกำกับการแสดงของนางรัจนา พวงประยงค์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง นาฏศิลป์ไทยและละคร พุทธศักราช 2554

ผู้ร่วมแสดงมาจากโรงเรียนในเครือข่ายหลายแห่ง ได้แก่ โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม โรงเรียนเวียงป่าเป้าวิทยาคม โรงเรียนวาวีวิทยาคม โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 62 และโรงเรียนเทิงวิทยาคม สะท้อนการขยายโอกาสด้านนาฏศิลป์จาก “โรงเรียนหลัก” ไปสู่ “โรงเรียนเครือข่าย” ให้เกิดระบบฝึกฝนและต่อยอดในระดับพื้นที่อย่างจริงจัง

ในพิธีและกิจกรรมภายในงาน มีผู้บริหารและภาคีเครือข่ายเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก อาทิ นางมรกต ยิบอินซอย กรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม นายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายเกรียงศักดิ์ ยอดสาร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย นายจักรกฤช สิทธิโชติ ผู้อำนวยการโรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม ตลอดจนเครือข่ายวัฒนธรรมในพื้นที่ เช่น เครือข่ายนาฏนารี ศรีเชียงแสน กลุ่มชมรมช่างฟ้อนเชียงแสน กลุ่มกลองสะบัดชัย เยาวชนรักษ์ศิลป์ล้านนา และเครือข่ายอื่น ๆ

รายละเอียดการแสดง ภาพศิลป์หลวงผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นในงานเดียว

ภายในงานมีพิธีถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมขบวนแห่เครื่องสักการะและการแสดงเทิดพระเกียรติหลายชุด โดยเครือข่ายศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและสถานศึกษาได้ร่วมจัดการแสดง อาทิ การแสดงชุด “น้อมศรัทธาไหว้สา สมเด็จพระพันปีหลวง ด้วยพระป๋าระมีฮ่มฟ้าห่มเวียงเจียงแสน” ของเครือข่ายนาฏนารี ศรีเชียงแสน การแสดงชุด “สะบัดชัยกึกก้องฟ้าชัยมงคล” ของกลุ่มกลองสะบัดชัย เยาวชนรักษ์ศิลป์ล้านนา การแสดงชุด “ล้านนาร้อยใจภักดีน้อมอัญชลีป๋าระมี สมเด็จพระพันปีหลวง” และการแสดงชุด “ช้างงูนฤมิตรวิจิตรแห่งศรัทธา” จากโรงเรียนเครือข่าย

ขณะที่ไฮไลต์สำคัญของวัน คือการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ โดยนำเสนอหลายตอน ได้แก่ ตอนลักสีดา ตอนพรหมมาศ ขบวนทัพพระอินทร์ และตอนยกรบ ซึ่งผู้จัดระบุว่าเป็นการแสดงโขนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงแสน และเป็นผลสัมฤทธิ์จากการฝึกซ้อมภายใต้การถ่ายทอดของศิลปินแห่งชาติ

มากกว่า 20 หน่วยงาน” และ “มากกว่า 500 คน” ตัวเลขที่บอกความร่วมมือระดับพื้นที่

ข้อมูลจากผู้จัดระบุว่า การดำเนินงานครั้งนี้มีโรงเรียนและหน่วยงานเครือข่ายร่วมบูรณาการมากกว่า 20 หน่วยงาน และมีผู้เข้าชมและเข้าร่วมงานมากกว่า 500 คน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนสองมิติสำคัญ มิติแรกคือศักยภาพการรวมพลังขององค์กรท้องถิ่น สถานศึกษา และเครือข่ายวัฒนธรรมในการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ มิติที่สองคือความสนใจของประชาชนต่อกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมที่ยกระดับมาตรฐานการแสดงและวางระบบการถ่ายทอดอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ในมุมของการพัฒนาเชิงนโยบาย ความท้าทายหลังเวทีคือการทำให้ “กิจกรรมครั้งแรก” กลายเป็น “ระบบต่อเนื่อง” ทั้งการพัฒนาครูผู้ฝึกสอนในพื้นที่ การจัดสรรเวลาเรียนรู้ที่สมดุลกับภาระการเรียนตามหลักสูตร และการสนับสนุนงบประมาณเพื่อให้การฝึกซ้อมสามารถดำเนินต่อได้โดยไม่สะดุด นี่เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องอาศัยทั้งภาครัฐระดับส่วนกลาง ท้องถิ่น และสถานศึกษาร่วมกันวางแผน

วัดป่าสักในฐานะพื้นที่ประวัติศาสตร์ และเวทีวัฒนธรรมร่วมสมัย

อีกมิติที่ถูกจับตามองคือ “สถานที่จัดแสดง” โบราณสถานวัดป่าสักเป็นหนึ่งในจุดหมายทางประวัติศาสตร์ของเชียงแสน โดยข้อมูลจากกรมศิลปากรระบุว่าวัดแห่งนี้มีหลักฐานสร้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 และมีพระเจดีย์ทรงระฆังแบบศิลปะล้านนา ซึ่งโดดเด่นด้วยงานปูนปั้นลวดลายพรรณพฤกษาและสัตว์หิมพานต์

เมื่อโบราณสถานที่เป็น “แหล่งเรียนรู้อดีต” ถูกใช้เป็น “พื้นที่สาธารณะของปัจจุบัน” ผ่านศิลปะการแสดง ทำให้เกิดคำถามเชิงสร้างสรรค์ว่า เมืองเชียงแสนจะต่อยอดแนวคิดนี้ไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างไรให้สมดุล ทั้งด้านการอนุรักษ์พื้นที่โบราณคดี ความปลอดภัยของผู้เข้าชม และการรักษามาตรฐานการจัดกิจกรรมไม่ให้กระทบต่อคุณค่าดั้งเดิมของสถานที่

โขนในบริบทมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และเหตุผลที่การถ่ายทอดสู่เยาวชนสำคัญ

ในระดับประเทศ โขนได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติของยูเนสโก โดยยูเนสโกระบุถึงลักษณะเด่นของโขนที่ผสานการแสดง หน้ากาก เครื่องแต่งกาย ดนตรี และวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ พร้อมย้ำบทบาทของการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการฝึกฝนและครูผู้สอนในชุมชนและสถาบัน

เมื่อมองกลับมาที่เชียงแสน โครงการครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมการแสดง แต่เป็นกลไก “ถ่ายทอดองค์ความรู้” ที่ทำให้เยาวชนได้สัมผัสมาตรฐานศิลป์หลวงในบริบทพื้นที่ของตนเอง โดยยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีอยู่เดิม ทั้งฟ้อนล้านนา กลองสะบัดชัย และกิจกรรมศิลป์ชุมชน ทำให้ภาพรวมของงานไม่แยกขาดระหว่างศิลปะระดับชาติและอัตลักษณ์ท้องถิ่น หากแต่พยายามประสานให้ร่วมสมัยและอยู่ร่วมกันได้

สถิติและข้อมูลสำคัญจากการจัดงาน

  • จำนวนโรงเรียนผู้เข้าร่วมการแสดง 5 โรงเรียน
  • จำนวนกลุ่มการฝึกภาคเช้า 5 กลุ่ม
  • จำนวนหน่วยงานเครือข่ายร่วมบูรณาการ มากกว่า 20 หน่วยงาน
  • จำนวนผู้เข้าชมและเข้าร่วมงาน มากกว่า 500 คน
  • วันและเวลาจัดกิจกรรม 2 มีนาคม 2569 ช่วงเช้าและช่วงบ่าย
  • สถานที่หลัก หอประชุมหิรัญนครเงินยาง โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม และโบราณสถานวัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ข่าวประชาสัมพันธ์ “ศิลปินแห่งชาติ สร้างศิลปินของชาติ สร้างสรรค์การแสดงโขนครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมืองเชียงแสน” เผยแพร่วันที่ 3 มีนาคม 2569
  • กรมศิลปากร ข้อมูลโบราณสถานวัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  • UNESCO Intangible Cultural Heritage รายการ “Khon masked dance drama in Thailand”
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

สัมภาษณ์พิเศษ “เฟรนช์ฟรายส์” ธิดาดอย 2569 เผยเคล็ดลับชนะใจกรรมการด้วยรอยยิ้มจริงใจและชุดชาติพันธุ์ไตหย่า

สาวงามอำเภอพานคว้ามงกุฎธิดาดอยปี 2569 เปิดใจครั้งแรกหลังคว้าชัยชนะ ย้ำไม่ให้ข้อจำกัดมาตีกรอบความสามารถ

เชียงราย 4 ก.พ. 2569 – เมื่อแสงไฟเวทีกลางงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ยังคงส่องสว่างไสวท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของผู้คนนับพันที่แห่มาร่วมงาน สำหรับสาวงามคนหนึ่งจากอำเภอพาน คืนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต เมื่อ น.ส.เรือนระพี ยอดเรือนแก้ว หรือที่รู้จักกันในนาม “น้องเฟรนช์ฟรายส์” สามารถคว้ามงกุฎแห่งความภาคภูมิใจ ตำแหน่ง “ธิดาดอย ประจำปี 2569” มาครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี

การประกวดครั้งนี้จัดขึ้นภายในงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ซึ่งเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของจังหวัดเชียงราย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณสนามบินฝูงบิน 416 เชียงราย เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 764 ปี เมืองเชียงราย และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพ่อขุนเม็งรายมหาราช ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงรายเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 1805

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับสาวงามผู้คว้าใจกองเชียร์และคณะกรรมการไปครองหลังจากคว้ามงกุฎมาได้ใหม่ๆ เพื่อเปิดเรื่องราวและความรู้สึกที่แท้จริงของธิดาดอยคนใหม่ ตลอดจนแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้

คืนแห่งความภาคภูมิใจบนเวทีกลาง

ช่วงค่ำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศบริเวณเวทีกลางภายในงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดเต็มไปด้วยความคึกคัก เสียงเชียร์จากประชาชนที่เข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น ลูกโป่งนับพันลูกที่ปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนถึงความตื่นเต้นและความคาดหวังที่มีต่อการประกวด “ธิดาดอย” ซึ่งนับเป็นหหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงานในทุกปี

สาวงามจากทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงรายต่างแต่งกายด้วยชุดชาติพันธุ์ที่งดงามอลังการ สะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของแต่ละท้องถิ่น ผลการประกวดปรากฏว่า น.ส.เรือนระพี ยอดเรือนแก้ว สาวงามจากอำเภอพาน ผู้สวมชุดชาติพันธุ์ไตหย่าที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาครองได้ด้วยความงดงาม บุคลิกภาพ และความสามารถที่โดดเด่น

ายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยคุณแม่วันดี พงษ์ไชย และรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นผู้มอบรางวัลและแสดงความยินดีแก่ธิดาดอยคนใหม่ ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงเชียร์อย่างกึกก้องจากผู้ร่วมงาน สร้างบรรยากาศแห่งความปีติยินดีที่แทบจะจับต้องได้

ขณะเดียวกัน รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ตกเป็นของ น.ส.สุภานันท์ สิริวรพร หรือ “น้องแพร” สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ น.ส.ปัณฑิตา อยู่ลือ หรือ “น้องสตางค์” สาวงามจากอำเภอแม่ฟ้าหลวง ซึ่งทั้งสองได้รับเกียรติจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นผู้มอบรางวัลเช่นกัน

ส่วนรางวัลพิเศษ “ขวัญใจชาวดอย” ได้ตกเป็นของ น.ส.พรธิดา พุทธวีวรรณ หรือ “น้องดา” สาวงามจากอำเภอเชียงของ ที่สามารถคว้าหัวใจผู้ชมภายในงานไปครองจากเสียงเชียร์ ลูกโป่ง และกำลังใจอย่างล้นหลาม

ตัวตนที่แท้จริงหลังแสงไฟเวทีประกวด

เมื่อถามถึงที่มาของชื่อ “เฟรนช์ฟรายส์” ที่มีเอกลักษณ์และจดจำง่าย น้องเฟรนช์ฟรายส์เผยด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นว่า เบื้องหลังชื่อนี้มีเรื่องราวที่น่ารักและมีความหมายพิเศษ “คุณแม่ชื่อไก่ คุณพ่อชื่อป๋อป เลยตั้งชื่อว่า เฟรนฟราย ค่ะ เพราะอยากได้ชื่อที่ฟังดูน่ารัก จำง่าย และมีความหมายพิเศษจากคุณพ่อคุณแม่” นี่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นกับครอบครัวที่เป็นรากฐานสำคัญในชีวิตของเธอ

เมื่อถูกขอให้นิยามตัวเอง น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบอย่างตรงไปตรงมาและเรียบง่ายว่า “ยิ้มง่าย ยิ้มหวาน จริงใจค่ะ” คำตอบที่สั้นกระชับแต่สะท้อนถึงบุคลิกภาพที่แท้จริงของเธอ ความเป็นธรรมชาติและไม่ประดิษฐ์ตัวเองเป็นสิ่งที่ทำให้เธอโดดเด่นและเป็นที่รักของผู้คน

ในช่วงเวลาว่างที่ไม่ได้ประกวด น้องเฟรนช์ฟรายส์เล่าว่าเธอชอบออกกำลังกายด้วยการวิ่ง กิจกรรมที่ไม่เพียงแต่ช่วยดูแลสุขภาพ แต่ยังเป็นช่องทางในการผ่อนคลายและสร้างสมาธิให้กับตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เธอพร้อมสำหรับการขึ้นเวทีประกวดในแต่ละครั้ง

ปัจจุบัน น้องเฟรนช์ฟรายส์กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ วิชาเอกคณิตศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย การเลือกศึกษาในสาขานี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับตัวเอง พร้อมกับการใช้ความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาสังคมต่อไป

แรงบันดาลใจและกำลังใจจากครอบครัว

เมื่อถูกถามว่าใครคือบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอมีความมั่นใจ น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบอย่างไม่ลังเลว่า “คุณแม่ของเฟรนฟรายเองค่ะ เพราะแม่จะสอนให้เชื่อมั่นในตัวเองให้เยอะๆ เพราะจริงๆ แล้วเป็นคนขี้อายไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองค่ะ” คำตอบนี้เปิดเผยถึงอีกมิติหนึ่งของเธอที่อาจไม่ปรากฏให้เห็นบนเวทีประกวด

การที่เธอยอมรับว่าตัวเองเป็นคนขี้อายและไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง แต่สามารถก้าวขึ้นมายืนบนเวทีประกวดที่มีคนมากมายจับจ้องมองได้อย่างมั่นใจ นั่นแสดงให้เห็นถึงความพยายาม การฝึกฝน และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยมีครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ เป็นแรงผลักดันที่สำคัญ

“ประกวดครั้งนี้ทำให้เฟรนฟรายมีสมาธิมากขึ้นค่ะ ไม่ค่อยลนและมีความมั่นใจมากขึ้นค่ะ เพราะเป็นปีที่ 2 แล้วที่เฟรนฟรายได้ร่วมประกวดธิดาดอย” เธอเล่าถึงบทเรียนและทักษะใหม่ที่ได้รับจากการประกวด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการประกวดไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันเพื่อชิงชัย แต่เป็นเวทีในการพัฒนาตนเองและเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ

คติประจำใจและวิธีจัดการกับความกดดัน

เมื่อถามถึงคติประจำใจในการใช้ชีวิตและประโยคที่มักจะบอกตัวเองเวลาที่เหนื่อยหรือท้อ น้องเฟรนช์ฟรายส์แบ่งปันอย่างจริงใจว่า “ทำให้เต็มที่ค่ะ ผลลัพธ์จะเป็นยังไงช่างมัน ถ้าทำเสร็จเดี๋ยวก็ได้กลับไปบ้านไปหาพ่อกับแม่ที่บ้านแล้วค่ะ”

คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงวิธีคิดที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง เธอเน้นที่กระบวนการและการทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยไม่ยึดติดกับผลลัพธ์มากเกินไป และที่สำคัญคือการมีครอบครัวที่อบอุ่นเป็นที่พึ่งพิงทางใจเสมอ นี่อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เธอสามารถรักษาความสงบนิ่งและความมั่นใจบนเวทีได้

สำหรับวิธีจัดการกับความตื่นเต้นหรือความกดดันเวลาต้องขึ้นเวทีใหญ่ๆ น้องเฟรนช์ฟรายส์เผยว่า “นั่งสมาธิก่อนขึ้นเวทีค่ะ แล้วก็นึกถึงพ่อขุนเม็งรายให้ท่านให้พร” วิธีนี้ช่วยให้เธอสามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาและความเคารพต่อบรรพบุรุษผู้สร้างเมืองเชียงราย

วินาทีแห่งชัยชนะและความรู้สึกที่แท้จริง

เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกในวินาทีที่ประกาศชื่อว่าเป็น “ธิดาดอย ปี 2569” น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบด้วยความตรงไปตรงมาว่า “รู้สึกดีใจ ภูมิใจมากๆ ค่ะที่ทำได้แล้ว” ถ้อยคำที่เรียบง่ายแต่เต็มเปี่ยมด้วยความหมาย สะท้อนถึงความสุขและความภาคภูมิใจในความสำเร็จที่ตนเองได้รับ

ในฐานะสาวงามจากอำเภอพาน การได้ทำหน้าที่ตัวแทนของอำเภอจนคว้ามงกุฎมาได้ เธอมีข้อความอยากบอกชาวอำเภอพานที่ส่งแรงใจเชียร์ว่า “ขอบคุณอำเภอพานทุกๆ หน่วยงาน ขอบคุณทุกๆ กำลังใจและขอบคุณสำหรับลูกโป่งด้วยค่ะ อำเภอพานน่ารักมากๆ ค่ะ” คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงความรู้สึกขอบคุณและความภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนของอำเภอบ้านเกิด

เมื่อถูกถามว่าอะไรคือเสน่ห์หรือจุดเด่นของตัวเองที่คิดว่าชนะใจคณะกรรมการ น้องเฟรนช์ฟรายส์วิเคราะห์อย่างมีสติปัญญาว่า “บุคลิกภาพรวมไปถึงการตอบคำถามค่ะ และที่สำคัญรอยยิ้มที่จริงใจของเฟรนฟราย” จุดเด่นที่เธอกล่าวถึงล้วนเป็นสิ่งที่มาจากภายในและความเป็นตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่การแสดงออกที่ประดิษฐ์ขึ้นมา

ความหมายของ “ธิดาดอย” ในมิติที่ลึกซึ้ง

เมื่อถามถึงความหมายของคำว่า “ธิดาดอย” ในมุมมองของน้องเฟรนช์ฟรายส์ เธอตอบอย่างมีสาระและแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในบทบาทหน้าที่อย่างลึกซึ้งว่า “การที่ได้ส่งเสริมอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์ค่ะ ได้รักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงความสวยงาม”

คำตอบนี้สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับเธอแล้ว ตำแหน่ง “ธิดาดอย” ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ความสวยงามภายนอกเท่านั้น แต่เป็นบทบาทที่มีความรับผิดชอบต่อการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรม ประเพณี และอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในจังหวัดเชียงรายให้คงอยู่สืบไป

จังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง มีพี่น้องชาติพันธุ์กว่า 30 กลุ่ม แต่ละกลุ่มต่างมีวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน ตำแหน่ง “ธิดาดอย” จึงเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญในการนำเสนอความงดงามและคุณค่าทางวัฒนธรรมเหล่านี้ให้สังคมไทยและนานาชาติได้รับรู้และเข้าใจ

ภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ไตหย่า

เมื่อถูกขอให้แนะนำ “ของดีเมืองพาน” หรือวัฒนธรรมเด่นของกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ให้นักท่องเที่ยวรู้จัก น้องเฟรนช์ฟรายส์อธิบายอย่างภาคภูมิใจว่า “ของดีอำเภอพานมีหลายอย่างเลยค่ะ มีลำไย ข้าวสาร และปลานิล แต่ถ้าให้เฟรนฟรายเลือกนำเสนอของดีหนึ่งอย่าง เฟรนฟรายจะนำเสนอชุดชาติพันธุ์ไตหย่าที่น้องเฟรนฟรายใส่ค่ะ เพราะเป็นคุณค่าทางวัฒนธรรมและความภาคภูมิใจของพี่น้องไตหย่าอย่างแท้จริง”

ชาวไตหย่าเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในจังหวัดเชียงราย มีถิ่นฐานดั้งเดิมในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน และอพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ชาวไตหย่ามีวิถีวัฒนธรรมที่โดดเด่นในหลายด้าน โดยเฉพาะการทอเสื่อกกที่เริ่มต้นจากการที่กลุ่มที่ติดตามมิชชันนารีได้นำเหง้าต้นกกติดตัวมาจากบ้านเกิด จนพัฒนาให้กลายเป็นหัตถกรรมที่มีชื่อเสียง ปัจจุบัน “สาดไตหย่า” ถือเป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค

นอกจากนี้ ชาวไตหย่ายังมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นในด้านการแต่งกาย ด้วยการใช้ผ้าซิ่นสองผืน เสื้อตัวใน เสื้อคลุมตัวนอก ผ้าคาดเอวลาย และหมวก โดยเฉพาะผ้าคาดเอวที่ปักลวดลายและตกแต่งแถบผ้าหลากสีสันสวยงาม จนในสาธารณรัฐประชาชนจีนเรียกชนกลุ่มนี้ว่า “ฮวาเย่าไต” ซึ่งแปลว่า ไตผ้าคาดเอว

การที่น้องเฟรนช์ฟรายส์เลือกนำเสนอชุดชาติพันธุ์ไตหย่าแทนผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรมและความตระหนักถึงคุณค่าที่ยั่งยืนของมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบทอด

แนวคิดในการสืบสานวัฒนธรรมยุคใหม่

ต่อมาเมื่อถูกถามว่า ในยุคสมัยใหม่มีแนวคิดอย่างไรในการสืบสานประเพณีดั้งเดิมให้ยังคงอยู่และดูทันสมัยในสายตาคนรุ่นใหม่ น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบอย่างชัดเจนว่า “ใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการประชาสัมพันธ์ค่ะ เพราะโซเชียลมีเดียมีผลต่อคนยุคใหม่มากๆ ค่ะ ในฐานะคนรุ่นใหม่เอง”

แนวคิดนี้สะท้อนถึงความเข้าใจในพฤติกรรมและช่องทางการสื่อสารของคนรุ่นใหม่ การใช้เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่และอนุรักษ์วัฒนธรรมไม่ได้ทำให้วัฒนธรรมนั้นเสื่อมค่าลง แต่กลับเป็นการปรับรูปแบบการนำเสนอให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายและกว้างขวางยิ่งขึ้น

การนำเสนอวัฒนธรรมผ่านสื่อดิจิทัลสามารถทำให้คนรุ่นใหม่ที่อาจจะห่างเหินจากวัฒนธรรมดั้งเดิมได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเองได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถนำเสนอความงดงามของวัฒนธรรมไทยให้นานาชาติได้รับรู้ผ่านโลกออนไลน์ที่ไร้พรมแดน

ภารกิจแรกในฐานะธิดาดอยคนใหม่

เมื่อถูกถามถึงภารกิจแรกที่ตั้งใจจะทำร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงรายในฐานะธิดาดอยคนใหม่ น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบว่า “น้องเฟรนฟรายจะช่วยโปรโมทงานกาชาด และร่วมหมุนวงล้อสลากกาชาดในวันที่ 4 กุมภาพันธ์”

งานกาชาดเป็นกิจกรรมการกุศลที่สำคัญซึ่งจัดขึ้นเพื่อจัดหารายได้สำหรับใช้ในกิจการที่ไม่มีงบประมาณสนับสนุนและงานสาธารณกุศลของจังหวัดเชียงราย การที่ธิดาดอยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมกิจกรรมเหล่านี้ ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่ง แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นอีกด้วย

ข้อความถึงสาวงามในอนาคตและแรงบันดาลใจสู่ความฝัน

ในท้ายที่สุดของการสัมภาษณ์ เมื่อถูกขอให้ฝากข้อความถึงเด็กสาวบนดอยหรือสาวงามคนอื่นๆ ที่มีความฝันอยากก้าวมายืนจุดเดียวกับน้องในอนาคต น้องเฟรนช์ฟรายส์ฝากข้อความที่เต็มเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจและกำลังใจว่า “อย่าปล่อยให้ข้อจำกัดของชาติพันธุ์ ฐานะ หรือคำพูดของใคร มาตีกรอบความสามารถของเราค่ะ ความงามที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มจากการอยู่บนเวที แต่เริ่มจากการเชื่อมั่นในตัวเอง”

ข้อความนี้มีความหมายอย่างยิ่งใหญ่และเป็นแรงบันดาลใจที่แท้จริง มันสะท้อนถึงการต่อสู้กับอคติและข้อจำกัดทางสังคมที่อาจมีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ หรือผู้ที่มาจากพื้นที่ห่างไกล การเน้นย้ำว่าความงามที่แท้จริงเริ่มต้นจากความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ใช่จากการยืนบนเวที เป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกคนควรจดจำ

น้องเฟรนช์ฟรายส์เองก็เป็นตัวอย่างที่ดีของข้อความนี้ แม้จะเป็นคนขี้อายและไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองตามที่เธอเล่า แต่ด้วยการสนับสนุนจากครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ที่คอยสอนให้เชื่อมั่นในตัวเอง ประกอบกับความมุ่งมั่นและการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง จนสามารถพิชิตใจกองเชียร์และคณะกรรมการจนคว้ามงกุฎธิดาดอยมาครองได้ในที่สุด

บทสรุป

การประกวด “ธิดาดอย” นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมไฮไลท์ที่สร้างสีสันให้กับงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 และสะท้อนถึงเสน่ห์ ความงดงาม รวมถึงอัตลักษณ์ของสาวงามจากแต่ละอำเภอในจังหวัดเชียงรายได้เป็นอย่างดี ตำแหน่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการประกวดความงามทั่วไป แต่เป็นเวทีที่สำคัญในการส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในจังหวัดเชียงราย

ความสำเร็จของน.ส.เรือนระพี ยอดเรือนแก้ว หรือ “น้องเฟรนช์ฟรายส์” ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชัยชนะส่วนตัว แต่เป็นความภาคภูมิใจของอำเภอพาน ของชาวไตหย่า และของจังหวัดเชียงรายทั้งหมด เธอเป็นตัวอย่างที่ดีของการสืบทอดวัฒนธรรม การพัฒนาตนเอง และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

ข้อความที่เธอฝากไว้ “อย่าปล่อยให้ข้อจำกัดของชาติพันธุ์ ฐานะ หรือคำพูดของใคร มาตีกรอบความสามารถของเรา” จะคงอยู่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะสาวงามบนดอยที่มีความฝันอยากก้าวมายืนบนเวทีใหญ่ในอนาคต ให้เชื่อมั่นในตัวเอง กล้าที่จะฝัน และมุ่งมั่นพัฒนาตนเอง เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

จากนี้ไป น้องเฟรนช์ฟรายส์จะเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ “ธิดาดอย ปี 2569” อย่างเต็มความสามารถ ทั้งในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว การอนุรักษ์วัฒนธรรม และการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชน ด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ ความมั่นใจที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเอง เธอพร้อมที่จะสร้างคุณประโยชน์และเป็นตัวแทนที่ดีของจังหวัดเชียงรายต่อไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย (chiangrai.prd.go.th) – ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาด ประจำปี 2569
  • สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย (chiangrai.cdd.go.th) – รายงานการประชุมเตรียมการจัดงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาด ประจำปี 2569 เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ethnicity.sac.or.th) – ข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ไตหย่า
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ – การสัมภาษณ์พิเศษ น.ส.เรือนระพี ยอดเรือนแก้ว (น้องเฟรนช์ฟรายส์) ธิดาดอย ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เปิดเบื้องหลังความสำเร็จทีม Fighting Frost อาชีวเชียงราย ฝ่าพายุหิมะคว้ารางวัลชนะเลิศระดับโลกที่ฮาร์บิน

อาชีวศึกษาเชียงรายผงาดเวทีหิมะโลก “ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ” คว้าแชมป์ ICSSC 2026 เผยพลัง Soft Power ไทยจากห้องเรียนสู่ฮาร์บิน

เชียงราย – ฮาร์บิน, 7 มกราคม 2569 – ท่ามกลางอากาศติดลบและพื้นหิมะสีขาวโพลนที่เมืองฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการอาชีวศึกษาไทยถูกบันทึกอย่างเป็นทางการ เมื่อทีมนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ในนามทีม “Fighting Frost TH” ผนึกกำลังกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันแกะสลักหิมะระดับนานาชาติ 18th International Collegiate Snow Sculpture Contest (ICSSC 2026) เหนือคู่แข่งจาก 9 ประเทศ รวม 46 ทีม

เบื้องหลังผลงาน “ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ” (Betta Blossoms in the Snowfields) ไม่ได้เป็นเพียงชิ้นงานศิลปะบนเวทีแข่งขัน หากยังเป็นภาพแทนการเดินทางของเด็กอาชีวะจากเมืองเหนือที่ใช้ทักษะวิชาชีพและอัตลักษณ์ไทย ก้าวออกจากรั้ววิทยาลัยไปสู่สายตาชาวโลก

เวทีหิมะระดับโลก: จากเชียงรายสู่ฮาร์บิน

การแข่งขัน ICSSC 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–7 มกราคม 2569 ณ Harbin Engineering University (HEU) เมืองฮาร์บิน โดยมี China-Harbin International Ice and Snow Festival เป็นเจ้าภาพร่วม สนามแข่งขันปีนี้มีทีมนักศึกษาจาก 9 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ จีน อังกฤษ ไทย โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ มาเก๊า ฮ่องกง มาเลเซีย และยูเครน รวมทั้งสิ้น 46 ทีม

ประเทศไทยส่งทีมเข้าร่วม 4 ทีมจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาชั้นนำ คือ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า การเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ผลักดันศักยภาพนักศึกษาไทยสู่เวทีนานาชาติ ทั้งด้านศิลปะ การออกแบบ และการทำงานเป็นทีมในสภาพแวดล้อมจริงที่ท้าทาย “ปีนี้ถือเป็นปีที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะทั้ง 4 ทีมอาชีวศึกษาไทยสามารถคว้ารางวัลกลับมาได้ครบทุกทีม นับเป็นเครื่องยืนยันว่ามาตรฐานทักษะวิชาชีพของอาชีวศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” เลขาธิการ สอศ. ระบุ

ผลการแข่งขันสะท้อนความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายและวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา คว้ารางวัลชนะเลิศร่วมกัน ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรีได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 พร้อมรับถ้วยรางวัลและประกาศนียบัตรจากคณะกรรมการจัดงาน

จากเมืองหนาวเชียงรายสู่เมืองน้ำแข็ง: เส้นทางคัดเลือกที่ไม่ธรรมดา

สำหรับทีม Fighting Frost TH เส้นทางสู่เวทีหิมะโลกเริ่มต้นตั้งแต่ในห้องเรียนที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย นักศึกษาชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 3 สาขาวิชาวิจิตรศิลป์ 4 คน ได้แก่ นางสาวจิรปรียา ยานะนวล นางสาวกัลยาภรณ์ ไชยชมพล นางสาวมริสา แบแจกู่ และนางสาวฐิรกาญจน์ สิริพิบูลธรรม ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนวิทยาลัย ภายใต้การควบคุมทีมของนายพงษ์พิสิฐ ขันจันทร์แสง ครูแผนกวิชาวิจิตรศิลป์ และนางสาวศุภรัตน์ หาญศึก ครูแผนกวิชาการออกแบบ โดยมีดร.อรพิน ดวงแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย เป็นผู้สนับสนุนหลักในภาพรวม

ขั้นตอนการคัดเลือกตัวแทนจากประเทศไทยอยู่ภายใต้การดูแลของ สอศ. ทีมที่ต้องการเข้าร่วมต้องจัดทำโมเดลจำลองผลงานและอัดวิดีโอการปั้นตั้งแต่ต้นจนจบ รวมทั้งจัดทำวิดีโอพรีเซนต์แนวคิดความยาวไม่เกิน 2 นาที ส่งให้คณะกรรมการพิจารณาในช่วงเวลาที่กำหนด

ทีมอาชีวเชียงราย เล่าถึงกระบวนการนี้ว่า “เราเริ่มจากการปั้นโมเดลขนาดย่อส่วนในห้องเรียน เพื่อพิสูจน์ให้คณะกรรมการเห็นว่าเด็ก ๆ เข้าใจรูปทรง รายละเอียด และอารมณ์ของงานจริง จากนั้นจึงจัดทำคลิปวิดีโอส่งไปยัง สอศ. เมื่อได้รับแจ้งผลว่าเราได้สิทธิ์เป็นตัวแทน ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมความพร้อมทุกมิติ ทั้งด้านทักษะวิชาชีพและด้านร่างกาย”

แม้เชียงรายจะเป็นจังหวัดที่มีอากาศหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาว แต่ก็ไม่เคยเผชิญกับอากาศติดลบหลายองศาเหมือนเมืองฮาร์บิน การเตรียมตัวจึงต้องละเอียดเป็นพิเศษ ทั้งการซ้อมแกะสลักด้วยวัสดุใกล้เคียง การฝึกกำลังกล้ามเนื้อ และการจัดเตรียมอุปกรณ์กันหนาวสำหรับการทำงานกลางแจ้งนานหลายชั่วโมง

เมืองสร้างสรรค์ผลักดันเด็กอาชีวะ: พลังเบื้องหลังจากเชียงราย

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมจากเชียงรายเชื่อมั่นว่าจะสามารถยืนหยัดในเวทีนานาชาติได้ คือบริบทของ “เมืองสร้างสรรค์และเมืองแห่งศิลปะ” ของจังหวัดเชียงรายเอง

นายพงษ์พิสิฐอธิบายว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายได้รับการสนับสนุนจากศิลปินระดับชาติหลายท่านอย่างต่อเนื่อง ทั้งอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ อาจารย์สุวิทย์ ไตรป้อม และอาจารย์กมล ทัศนาญชลี ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าไปฝึกงาน เรียนรู้กระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะจริงในสตูดิโอของศิลปิน

“เรามองว่าศักยภาพของเด็กอาชีวะเชียงรายไม่ได้เกิดจากการเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่เขาได้สัมผัสงานศิลปะระดับชาติอยู่รอบตัว ทั้งจากวัดร่องขุ่น แกลเลอรี และชุมชนศิลปินในจังหวัด นั่นทำให้เรากล้าตัดสินใจส่งเด็กเข้าร่วมเวทีระดับโลก เพราะเชื่อว่าพื้นฐานที่เขาสะสมมาจะช่วยให้เขารับมือกับโจทย์ยากได้” ครูผู้ควบคุมทีมกล่าว

การที่นักศึกษาจากจังหวัดชายขอบภาคเหนือสามารถก้าวขึ้นสู่เวทีโลก จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของทีมหนึ่งทีม หากยังสะท้อนศักยภาพของระบบนิเวศทางศิลปะของเชียงรายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีส่วนสำคัญในการผลักดันเยาวชนเข้าสู่อาชีพสร้างสรรค์ในอนาคต

ฝึกซ้อมบนโฟมและน้ำแข็ง เตรียมรับมือกับ “หิมะจริง” ที่ไม่เคยเจอ

แม้การแข่งขันจริงจะใช้หิมะเป็นวัสดุหลัก แต่การเตรียมตัวในประเทศไทยจำเป็นต้องใช้วัสดุทดแทน ทีม Fighting Frost TH เริ่มจากการใช้โฟมอัดเป็นก้อนขนาดใหญ่ ฝึกการขุด เจาะ และเกลาให้ได้รูปทรงปลากัด 4 ตัว ดอกบัว และลูกโลกตามแบบจำลอง

ต่อมา ทีมได้รับโอกาสฝึกซ้อมกับก้อนน้ำแข็งจริง เพื่อสร้างความคุ้นชินกับน้ำหนักและผิวสัมผัสของวัสดุที่มีความแข็งและลื่นกว่าโฟม การซ้อมลักษณะนี้ช่วยให้เด็กเข้าใจแรงกดของมือ การใช้สิ่วและเลื่อย และการรักษาสมดุลของชิ้นงานไม่ให้แตกร้าว

อุปกรณ์แกะสลักหิมะเป็นอุปกรณ์เฉพาะทางที่ไม่มีขายทั่วไปในไทย สอศ.จึงจัดส่งผู้เชี่ยวชาญ อาทิ คุณศิววุฒิ และคุณสุพัฒน์ เข้ามาเทรนนิ่งและจัดเวิร์กช็อปการใช้อุปกรณ์ให้กับทีมเชียงรายอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การเลือกรูปทรงของสิ่ว การจัดเตรียม และวิธีแพ็กอุปกรณ์เพื่อโหลดขึ้นเครื่องบินเดินทางข้ามประเทศ

“ความต่างระหว่างน้ำแข็งกับหิมะคือ หิมะถูกอัดแน่นแต่ยังมีความพรุนอยู่ในตัว การแกะต้องระวังไม่ให้โครงสร้างหลักเสียศูนย์ เราจึงต้องเน้นให้เด็กเข้าใจโครงสร้างภายในของงาน ว่าตรงไหนเป็นจุดรับน้ำหนัก ตรงไหนเป็นส่วนที่เสี่ยงต่อการหัก” ทีมอาชีวเชียงรายระบุ

นอกจากทักษะฝีมือ ทีมยังต้องวางแผนรับมือกับอากาศติดลบ โดยเฉพาะการทำงานกลางแจ้งตั้งแต่ 08.00–20.00 น. ต่อเนื่อง 3 วันเต็ม ทีมครูและนักศึกษาร่วมกันหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตและสอบถามจากทีมอาชีวะที่เคยร่วมแข่งขันมาก่อน เพื่อจัดเตรียมเสื้อผ้า เครื่องกันหนาว ถุงมือเฉพาะสำหรับจับอุปกรณ์ รวมถึงการบริหารเวลาพักดื่มน้ำและรับประทานอาหารให้เพียงพอ

วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีและวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ซึ่งเป็นสองทีมไทยที่มีประสบการณ์มาก่อน ยังเข้ามาช่วยให้คำแนะนำด้านการเตรียมตัว ทำให้ทีมเชียงราย–ซึ่งถือเป็น “น้องใหม่” ของเวทีนี้–สามารถลดความเสี่ยงจากอากาศหนาวจัดได้มาก

แก่นแนวคิด “ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ”: จากบัวสี่เหล่าถึงการเรียนรู้ของเด็กอาชีวะ

ภายใต้โจทย์การแข่งขัน “Shaping dreams with snow, igniting the future with wisdom” ทีมเชียงรายเลือกตีความผ่านสัญลักษณ์ไทยที่คุ้นตาคนทั่วโลก นั่นคือ “ปลากัดไทย” หรือ Thai Betta ซึ่งได้รับการยอมรับทั้งด้านความงดงามและความแกร่ง

ผลงานออกแบบให้ปลากัดจำนวน 4 ตัวว่ายวนรอบลูกโลก โดยมีดอกบัวเป็นองค์ประกอบเชื่อมโยง เพื่อสื่อถึงแนวคิด “บัวสี่เหล่า” ในพระพุทธศาสนา และกระบวนการเติบโตทางปัญญาของมนุษย์

  • ปลากัดตัวแรก เปรียบเหมือน “บัวใต้น้ำ” สะท้อนผู้เรียนที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อค้นหาตัวเอง
  • ปลากัดตัวที่สอง คือ “บัวปริ่มน้ำ” แทนผู้ที่เริ่มเปิดรับโอกาส เห็นแสงสว่างของความรู้ และเข้าใจเส้นทางที่ต้องเดิน
  • ปลากัดตัวที่สาม สื่อถึง “บัวพ้นน้ำ” ผู้ที่มีพื้นฐานความรู้มั่นคง มองเห็นเป้าหมายชีวิตชัดเจน และพร้อมก้าวสู่การสร้างสรรค์
  • ปลากัดตัวที่สี่ แทน “บัวที่จะบานในวันรุ่งขึ้น” คือผู้เรียนที่พร้อมเบ่งบานออกดอกอย่างเต็มศักยภาพ ก้าวไปสู่เวทีโลกด้วยความมั่นใจ

ลูกโลกด้านหลังสื่อถึงเป้าหมายของการพาผู้เรียนอาชีวศึกษาไทยไปสู่สากล ส่วนก้อนหิมะที่โอบล้อมทั้งหมดหมายถึงสภาพแวดล้อมที่ท้าทายและแตกต่างจากบ้านเกิด แต่ก็เป็นพื้นที่ที่เด็กอาชีวะสามารถ “เบ่งบาน” ได้ หากได้รับการฝึกฝนและเตรียมพร้อมอย่างเหมาะสม

“เราตีความว่าหิมะไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นเวทีใหม่ของการเติบโต ต่อให้สภาพแวดล้อมจะยากลำบากแค่ไหน ถ้าเด็กมีความพร้อมและจิตใจที่เข้มแข็ง เขาก็พร้อมจะเบ่งบานเหมือนปลากัดที่ว่ายอยู่ท่ามกลางทุ่งหิมะ” ทีมอาชีวเชียงรายอธิบายถึงแก่นแนวคิดของผลงาน

สายลมติดลบและชั่วโมงทำงาน 12 ชั่วโมง: สนามจริงที่สอนมากกว่าตำรา

ในสนามแข่งขันจริง นักศึกษาทีม Fighting Frost TH ต้องทำงานกับก้อนหิมะขนาดใหญ่ ภายใต้อุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็งตลอดวัน การยืนทำงานต่อเนื่อง 10–12 ชั่วโมงเป็นเวลาสามวันเต็ม ทำให้ทั้งครูและนักศึกษาต้องใช้พลังทั้งร่างกายและจิตใจอย่างเต็มที่

แม้จะมีแรงกดดันจากเวลา จากความหนาว และจากสายตาของผู้ชมและคณะกรรมการ แต่ทีมไทยไม่ปล่อยให้สถานการณ์กลายเป็นอุปสรรค นายพงษ์พิสิฐเล่าว่า ทีมตั้งกติการ่วมกันว่า “ห้ามพูดคำว่าเหนื่อยบนสนามแข่งขัน” เพื่อรักษาขวัญกำลังใจของทุกคน และเป็นการเตือนตัวเองว่ามาไกลเกินกว่าจะถอย

ในช่วงพัก ทีมต้องปรับตัวกับอาหารท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยเจ้าภาพ Harbin Engineering University ซึ่งจัดสรรบัตรอาหารและอาสาสมัครคอยดูแลอย่างดี โรงอาหารของมหาวิทยาลัยมีถึง 4 ชั้น กลายเป็น “สนามชนักใหม่” ของทีมไทยที่ตั้งเป้าจะลองชิมให้ครบทั้งสี่ชั้นตลอด 5 วันของการพำนัก

อย่างไรก็ตาม แม้จะได้ลิ้มลองอาหารหลากหลายเมนู เด็ก ๆ ก็ยังพูดถึงเมนูที่คิดถึงมากที่สุดทุกวันคือ “ส้มตำ ลาบ และไก่ย่าง” ที่บ้านเกิดเชียงราย สะท้อนความผูกพันกับรสชาติอาหารไทย และความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ระดับโลกกับรากเหง้าท้องถิ่นอย่างกลมกลืน

คู่แข่งที่น่าเกรงขาม และความเคารพบนเวทีเดียวกัน

บนสนามแข่งขันระดับนานาชาติ ทีมจากหลายประเทศต่างนำเสนอผลงานที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง ทำให้การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการช่วงชิงรางวัล แต่ยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดและวิธีทำงาน

ทีมจาก Beijing Institute of Technology ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามทีมไทย กลายเป็นหนึ่งในคู่แข่งที่น่าจับตามอง ด้วยผลงานในแนวคิด “Hearring” ที่โดดเด่นทั้งด้านรูปร่างและการนำเสนอ ทีมดังกล่าวยังสร้างสีสันด้วยชุดเครื่องแต่งกายที่สะดุดตา จนดึงดูดสายตาผู้ชมให้หยุดมองอยู่ตลอดเวลา และในที่สุดก็ได้รับรางวัล Grand Prize จากคณะกรรมการ

สำหรับทีม Fighting Frost TH การได้เห็นผลงานของเพื่อนต่างชาติและต่างสถาบัน ถือเป็นประสบการณ์สำคัญที่เปิดโลกทัศน์ให้เด็กอาชีวะเชียงรายได้เห็นมาตรฐานใหม่ ๆ และเรียนรู้ว่าการแข่งขันบนเวทีโลกต้องอาศัยทั้งทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ การนำเสนอ และความเป็นทีมที่สมดุล

“แน่นอนว่าเราอยากได้รางวัล แต่เราไม่เคยมองว่าเราเหนือกว่าใคร ในสนามนี้ทุกทีมมีจุดแข็งของตัวเอง และทุกชิ้นงานก็สะท้อนวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ เราจึงตั้งใจทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด และเคารพความพยายามของทุกทีม” ครูผู้ควบคุมทีมกล่าว

4 ทีมอาชีวะไทยคว้ารางวัลครบ: ภาพรวมความสำเร็จของประเทศ

นอกจากทีมเชียงรายแล้ว อีก 3 ทีมจากอาชีวศึกษาไทยต่างนำเสนอผลงานที่สะท้อนอัตลักษณ์และปรัชญาลึกซึ้งไม่แพ้กัน

  • ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศร่วม นำเสนอผลงาน “เทพีแห่งชีวิต – ผู้ประทานน้ำ” ถ่ายทอดบทบาทของ “น้ำ” ในฐานะต้นธารของชีวิต ผ่านภาพสตรีผู้เป็นมารดาที่กำลังบีบน้ำจากเส้นผมลงสู่ผืนแผ่นดิน แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และการให้กำเนิดชีวิตอย่างต่อเนื่อง
  • ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ผู้คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 นำเสนอผลงาน “มรดกแห่งบรรพการ: จุดประกายฝันใต้เงาหิมะ” ผสานสัญลักษณ์พระแม่โพสพ กวนอู ปลากัดไทย–จีน รวงข้าว และหางนกยูง สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ที่ตั้งอยู่บนรากฐานของมรดกทางวัฒนธรรม
  • ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 นำเสนอผลงาน “เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต” ผ่านภาพเด็กกำลังเปิดหนังสือ เปรียบการศึกษาเป็นเมล็ดพันธุ์ที่จุดประกายเส้นทางชีวิตและการเติบโตทางปัญญา

การที่ทั้ง 4 ทีมจากประเทศไทยต่างได้รับรางวัลสะท้อนมาตรฐานการจัดการเรียนการสอนด้านศิลปะและการออกแบบของอาชีวศึกษาไทยในภาพรวม ที่สามารถต่อยอดทักษะของผู้เรียนให้พร้อมแข่งขันระดับโลก ขณะเดียวกันก็ยืนยันบทบาทของไทยบนเวทีศิลปะหิมะนานาชาติอย่างชัดเจน

ผลกระทบต่อเชียงรายและวงการอาชีวศึกษาไทย

ความสำเร็จของทีม Fighting Frost TH ไม่ได้หยุดอยู่ที่ถ้วยรางวัล หากยังส่งผลในเชิงสัญลักษณ์และเชิงโครงสร้างต่อจังหวัดเชียงรายและวงการอาชีวศึกษาในหลายมิติ

  1. ยกระดับภาพลักษณ์เชียงรายในฐานะเมืองสร้างสรรค์
    การที่เยาวชนจากเชียงรายสามารถคว้าแชมป์โลกในเวทีศิลปะหิมะตอกย้ำภาพลักษณ์จังหวัดในฐานะเมืองศิลปะและเมืองสร้างสรรค์ ที่ไม่ได้มีเพียงแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างวัดร่องขุ่นหรืองานศิลป์ร่วมสมัยเท่านั้น แต่ยังผลิตบุคลากรสายอาชีพที่สามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลกได้จริง
  2. สร้างต้นแบบ “Soft Power แบบอาชีวะ”
    ผลงานที่หยิบ “ปลากัดไทย” และแนวคิด “บัวสี่เหล่า” มาผสมผสานกับเทคนิคแกะสลักหิมะบนเวทีนานาชาติ แสดงให้เห็นว่าพลัง Soft Power ของไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ดนตรี อาหาร หรือภาพยนตร์ แต่ยังรวมถึงงานศิลปะและหัตถกรรมที่เด็กอาชีวะสามารถใช้ต่อยอดอาชีพได้
  3. เพิ่มแรงบันดาลใจและความภาคภูมิใจให้เด็กอาชีวะทั่วประเทศ
    การที่นักศึกษาระดับ ปวช. จากจังหวัดเหนือสุดของประเทศสามารถคว้ารางวัลระดับโลก เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการศึกษาสายอาชีพไม่ใช่ทางเลือกที่ด้อยกว่าการศึกษาสายสามัญ หากผู้เรียนได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง ทั้งด้านทักษะ การฝึกงาน และโอกาสแสดงผลงาน
  4. ต่อยอดสู่เครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบัน
    ความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย อุบลราชธานี สระบุรี และเสาวภา รวมถึงการสนับสนุนจาก สอศ. แสดงให้เห็นรูปแบบการทำงานเชิงเครือข่ายที่ช่วยเสริมจุดแข็งของแต่ละสถาบัน ทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และประสบการณ์จากการแข่งขันนานาชาติ

ในภาพรวม ความสำเร็จครั้งนี้จึงเป็นทั้ง “ปลายทาง” ของการเตรียมตัวอย่างหนัก และ “จุดเริ่มต้น” ของการพัฒนาใหม่ ๆ ที่จะตามมา ทั้งในระดับจังหวัด ระดับสถาบัน และระดับนโยบายการอาชีวศึกษาไทยในอนาคต

เสียงจากสนาม และความฝันที่ยังเดินต่อ

หลังพิธีประกาศผล ทีม Fighting Frost TH ยอมรับว่า ก่อนรู้ผลยังไม่กล้าฟันธงว่าตัวเองจะชนะ แม้จะทำผลงานได้ตามแผนที่วางไว้ “เราเห็นงานของหลายทีมแล้วรู้เลยว่าแต่ละที่ก็เก่งมาก มีแนวคิดและเทคนิคที่แตกต่างกันไป เราจึงตั้งใจเพียงทำให้ดีที่สุด และเคารพความสามารถของทุกทีมในสนามเดียวกัน” ครูผู้ควบคุมทีมกล่าว

ประสบการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงสร้างชื่อเสียงให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย แต่ยังสร้างมุมมองใหม่ให้กับนักศึกษาที่ร่วมทีม ซึ่งจะกลับไปถ่ายทอดประสบการณ์ให้เพื่อนร่วมสถาบัน รุ่นน้อง และชุมชนเชียงรายได้เห็นว่า “เด็กอาชีวะจากเมืองเหนือ” สามารถยืนบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม

หลังเสร็จสิ้นภารกิจ ทีมมีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 8 มกราคม 2569 เที่ยวบิน MU 8607 และถึงไทยวันที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 01.55 น. พร้อมนำถ้วยรางวัล ความทรงจำ และบทเรียนจากเมืองน้ำแข็งกลับสู่บ้านเกิด เพื่อเดินหน้าพัฒนางานศิลปะและทักษะวิชาชีพให้เติบโตต่อไป

ดอกบัวและปลากัดที่เบ่งบานบนเวทีโลก

เรื่องราวของทีม Fighting Frost TH สะท้อนภาพของ “ดอกบัว” ที่ค่อย ๆ ขึ้นจากโคลนตมใต้น้ำสู่การเบ่งบานกลางแสงสว่าง เปรียบเหมือนนักเรียนอาชีวะที่เริ่มจากพื้นฐานเรียบง่ายในจังหวัดเชียงราย ก่อนจะได้รับการขัดเกลา ฝึกฝน และได้รับโอกาสจนสามารถแสดงศักยภาพเต็มที่บนเวทีโลก

ผลงาน “ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ” จึงไม่ได้เป็นเพียงรูปปั้นหิมะที่สลักอย่างงดงาม หากเป็นสัญลักษณ์ของกระบวนการเรียนรู้แบบอาชีวะไทยที่เน้นการลงมือทำจริง การฝึกฝนต่อเนื่อง และการเชื่อมโยงกับบริบทวัฒนธรรมและชุมชนของตนเอง

เมื่อปลากัดไทยว่ายวนรอบลูกโลกและดอกบัวเบ่งบานกลางหิมะที่ฮาร์บิน ก็เปรียบเสมือนการประกาศให้โลกเห็นว่า เยาวชนไทยจากจังหวัดเหนือสุดของประเทศ พร้อมแล้วที่จะใช้ทักษะและอัตลักษณ์ของตนเอง สร้างพื้นที่ยืนบนเวทีนานาชาติอย่างภาคภูมิ และส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อไปในทุกภูมิภาคของไทย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
  • วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย
  • Harbin Engineering University (HEU)
  • China-Harbin International Ice and Snow Festival บุคคลสำคัญที่ให้ข้อมูล
  • ดร.อรพิน ดวงแก้ว – ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย
  • นายพงษ์พิสิฐ ขันจันทร์แสง – ครูแผนกวิชาวิจิตรศิลป์ ครูผู้ควบคุมทีม
  • นางสาวศุภรัตน์ หาญศึก – ครูแผนกวิชาการออกแบบ ครูผู้ควบคุมทีม
  • นายยศพล เวณุโกเศศ – เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ศิลปินที่ให้การสนับสนุน:

  • อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
  • อาจารย์สุวิทย์ ไตรป้อม
  • อาจารย์กมล ทัศนาญชลี
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ครู 10 ปีต้องบรรจุ! สหพันธ์ครูเชียงรายผนึกกำลัง ดันปฏิรูปสถานะบุคลากร ศธ.

บริบทเชียงราย จากตัวเลขเชิงโครงสร้างสู่เสียงสะท้อนหน้าชั้นเรียน

เชียงราย, 30 พฤศจิกายน 2568 – เบื้องหลังห้องเรียนจังหวัดเชียงรายในวันนี้ ไม่ได้มีเพียงภาพครูยืนสอนและนักเรียนนั่งเรียนอย่างเป็นระเบียบ แต่ยังซ่อน “โครงสร้างกำลังคน” ที่กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ว่ามั่นคงเพียงพอหรือไม่ต่อการรองรับอนาคตการศึกษาไทยในระยะยาว

รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์อัตรากำลังบุคลากรภาครัฐที่ไม่ใช่ข้าราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จังหวัดเชียงราย ช่วงปี พ.ศ. 2566–2568 ระบุชัดว่า จังหวัดต้องพึ่งพาบุคลากร “ไม่บรรจุ” ในระดับสูง โดยเฉพาะในภาคอาชีวศึกษา ซึ่งมีสัดส่วนบุคลากรที่ไม่ใช่ข้าราชการสูงถึงประมาณ ร้อยละ 60 ของกำลังคนทั้งหมดในสถาบันหนึ่ง ก่อให้เกิดทั้ง “ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง” และ “ความไม่มั่นคงในอาชีพ” ของครูและบุคลากรจำนวนมาก

ในบริบทดังกล่าว วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 สหพันธ์ครูเชียงรายจึงออกแถลงการณ์ต่อสาธารณชน ย้ำจุดยืน “ครูต้องได้ความเป็นธรรม” พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งปฏิรูประบบบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติของสถานะการจ้างงาน ความมั่นคงทางรายได้ และระบบวิทยฐานะครูที่สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน

ตัวเลข 60% ที่ซ่อนความเปราะบาง ภาพสะท้อนจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย

หัวใจสำคัญของปัญหา เริ่มต้นจาก “ข้อมูลจริง” ในระดับสถานศึกษา กรณีศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2565 ระบุว่า

  • บุคลากรทั้งหมดมี 165 คน
  • ในจำนวนนี้เป็น ข้าราชการ 66 คน (ผู้บริหาร 5 คน และข้าราชการครู 61 คน)
  • ส่วนที่เหลือคือ พนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราว รวม 96 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว ร้อยละ 58–60 ของกำลังคนทั้งหมด

เมื่อมองเฉพาะ “ครูผู้สอน” ภายในวิทยาลัย พบว่ามีครูที่ทำหน้าที่สอนรวม 110 คน ประกอบด้วย

  • ข้าราชการครู 61 คน
  • พนักงานราชการสอน 6 คน
  • ครูอัตราจ้าง/ลูกจ้างชั่วคราวที่ทำหน้าที่สอน 43 คน

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ครูอัตราจ้างคิดเป็นประมาณร้อยละ 39.1 ของครูผู้สอนทั้งหมด หมายความว่า เกือบ 4 ใน 10 คนของครูผู้สอนอยู่ในสถานะสัญญาจ้าง ไม่ใช่ตำแหน่งข้าราชการถาวรที่มั่นคง

แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียง “จำนวนคน” หากเป็น “ที่มาของงบประมาณในการจ้างงาน” ด้วย รายงานระบุว่า ในกลุ่มลูกจ้างชั่วคราวและครูอัตราจ้าง 89 คน มีถึง 45 คน หรือร้อยละ 50.56 ที่ถูกจ้างด้วย “เงินรายได้ของสถานศึกษา (บกศ.)” แทนที่จะใช้งบประมาณบุคลากรจากส่วนกลางอย่างมั่นคง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ครูจำนวนไม่น้อยในเชียงรายกำลังสอนหนังสือเด็กด้วยสถานะสัญญาจ้างที่ขึ้นอยู่กับ “รายได้ของโรงเรียน” มากกว่าความมั่นคงจากระบบงบประมาณของรัฐ

ปัญหากระจายศูนย์ข้อมูล เมื่อ “ภาพรวมทั้งจังหวัด” มองไม่ชัด

แม้แต่ระดับ “ตัวเลขรวมทั้งจังหวัด” ก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน รายงานเชิงวิเคราะห์ชี้ว่า ปัจจุบัน ยังไม่มีฐานข้อมูลรวมศูนย์ ที่สามารถระบุจำนวนพนักงานราชการและครูอัตราจ้างในทุกส่วนงานของ ศธ. จังหวัดเชียงรายได้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น

  • สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1–4 (สพป.)
  • สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย (สพม.)
  • สถาบันอาชีวศึกษาในจังหวัด

ข้อมูลอัตรากำลังส่วนใหญ่ถูกจัดเก็บและรายงานแยกกันในแต่ละเขตพื้นที่ ระบบสารสนเทศอย่าง School MIS และรายงาน “สรุปความขาด–เกิน รายสาระวิชาเอก” ถูกใช้จริงในระดับเขตพื้นที่ แต่ยังไม่มีการรวบรวมให้เห็น “ภาพรวมจังหวัด” ในลักษณะสินค้าคงคลัง (Inventory Data) ของบุคลากรทั้งหมด

ผลลัพธ์คือ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย (ศธจ.เชียงราย) ขาดเครื่องมือสำคัญ ในการคำนวณภาระผูกพันทางการเงินรวมของบุคลากรชั่วคราว และไม่สามารถใช้ “ตัวเลขจริงทั้งจังหวัด” ไปเจรจาต่อรองกับส่วนกลาง เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หรือคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เพื่อขอตำแหน่งพนักงานราชการหรือกรอบงบประมาณที่มั่นคงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

จุดบอดเชิงนโยบายนี้ ทำให้การแก้ปัญหาหลายมิติ ต้องอาศัย “การคาดการณ์” มากกว่าการตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่ครบถ้วน

เสียงจากครูเชียงราย “ครูที่มีคุณภาพเกิดจากระบบที่เป็นธรรม”

บนฉากหลังของโครงสร้างที่เปราะบางนี้ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 สหพันธ์ครูเชียงราย นำโดย ดร.อนวัช อุ่นกอง ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ย้ำจุดยืนว่า การยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ไม่อาจเกิดขึ้นได้ หาก “คนต้นทางของระบบ” ยังอยู่ในสภาพอาชีพที่ไม่มั่นคง

ดร.อนวัช ระบุว่า ปัจจุบันบุคลากรทางการศึกษาจำนวนมากต้องเผชิญกับ

  • ความเหลื่อมล้ำด้านสถานะการจ้างงาน
  • ความไม่มั่นคงในอาชีพ
  • ระบบบริหารบุคคลที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อขวัญกำลังใจของครูและบุคลากร และสะท้อนต่อคุณภาพการศึกษาในภาพรวมของจังหวัดเชียงรายและของประเทศ

แถลงการณ์ได้เสนอข้อเรียกร้องหลักในสามมิติสำคัญ ได้แก่

  1. ยกระดับสถานะพนักงานราชการและครูอัตราจ้าง
    • ผลักดันให้กระทรวงศึกษาธิการจัดทำแนวทาง “บรรจุ” พนักงานราชการและครูอัตราจ้างที่มีประสบการณ์ 10 ปีขึ้นไป ให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการครู ผ่านระบบประเมินผลงาน
    • เหตุผลสำคัญคือ ครูกลุ่มนี้ได้ทุ่มเทปฏิบัติงานต่อเนื่องยาวนาน มีความชำนาญ และควรได้รับความมั่นคงในอาชีพอย่างเป็นธรรม
  2. เพิ่มตำแหน่งพนักงานราชการในสายงานสนับสนุน
    • เสนอให้จัดสรรตำแหน่งพนักงานราชการในสายงานครูธุรการ และนักการโภชนาการอย่างเหมาะสม
    • เพราะบุคลากรกลุ่มนี้เป็น “ฟันเฟืองสำคัญ” ที่ทำให้ครูผู้สอนสามารถทุ่มเทเวลาให้การเรียนการสอนได้เต็มที่ หากสถานะของพวกเขายังไม่มั่นคง ระบบการทำงานโดยรวมย่อมสั่นคลอน
  3. ปฏิรูประบบวิทยฐานะครู
    • เรียกร้องให้ปรับเกณฑ์และช่องทางขอมี–เลื่อนวิทยฐานะให้หลากหลาย สอดคล้องกับความถนัดของครูแต่ละคน
    • เน้น “ผลลัพธ์ต่อผู้เรียน” เป็นหัวใจสำคัญ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ครูพัฒนานวัตกรรมการสอน และไม่ถูกจำกัดด้วยรูปแบบเอกสารหรือผลงานวิชาการเพียงมิติเดียว

ดร.อนวัช ย้ำอุดมการณ์ในแถลงการณ์ว่า

“ครูที่มีคุณภาพเกิดจากระบบที่เป็นธรรม”

พร้อมทิ้งท้ายว่า ข้อเรียกร้องครั้งนี้ “ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของครู” แต่เพื่อสร้างระบบการศึกษาที่มั่นคง เข้มแข็ง และยั่งยืน เพื่อให้เด็กไทยทุกคนได้รับการศึกษาที่ดีจากครูที่มีความมั่นคงในอาชีพและมีแรงบันดาลใจในการทำงาน
พร้อมเน้นย้ำว่า

“ครูที่ได้รับความเป็นธรรม คือกำลังสำคัญในการสร้างอนาคตของชาติ”

ภาพรวมทั้งระบบ เมื่อครูไม่บรรจุกลายเป็น “แนวหน้าถาวร”

รายงานการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างชี้ว่า ปัญหาที่เชียงรายเผชิญไม่ได้จำกัดอยู่ในสถาบันอาชีวศึกษา หากสะท้อนรูปแบบการจัดการอัตรากำลังในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยรวม

ในระดับ สพฐ. กลไกการจัดสรรพนักงานราชการ (PCE) ถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็มช่องว่างอัตรากำลังข้าราชการ แต่ในทางปฏิบัติ จำนวนตำแหน่งพนักงานราชการที่จัดสรรให้พื้นที่หนึ่ง ๆ ไม่เพียงพอ ต่อภาระงานจริง จึงทำให้สถานศึกษาต้องพึ่งพา “ครูอัตราจ้าง” ที่จ้างด้วยเงินรายได้และเงินอุดหนุนเป็นหลัก

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อจำกัดเชิงนโยบายจากคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ยังทำให้การขยายระยะเวลาสัญญาจ้างครูอัตราจ้างจาก 1 ปี เป็น 3–5 ปี ต้องผ่านการอนุมัติในระดับคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สูงและใช้เวลา ส่งผลให้รูปแบบสัญญาจ้างระยะสั้นยังคงอยู่ และ “ความไม่แน่นอน” ฝังตัวอยู่ในชีวิตการทำงานของครูกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อความมั่นคงในอาชีพถูกแขวนอยู่กับการต่อสัญญาปีต่อปี ทั้งในสภาพที่รายได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของโรงเรียนในการหารายได้เอง ครูจำนวนไม่น้อยจึงต้องเผชิญกับคำถามในใจว่า “จะอยู่ในระบบต่อไปดีหรือไม่”

ความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียน เมื่องบรายได้กลายเป็นตัวกำหนดครู

อีกหนึ่งประเด็นที่รายงานฉายภาพอย่างชัดเจน คือ ผลกระทบจากการใช้ “เงินรายได้สถานศึกษา” ในการจ้างครูอัตราจ้างและบุคลากรสนับสนุนสัดส่วนสูง

โรงเรียนหรือวิทยาลัยที่อยู่ในเขตเมือง มีผู้เรียนจำนวนมาก หรือสามารถสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการอื่น ๆ ได้มาก ย่อมมีศักยภาพในการจ้างครูอัตราจ้างที่มีคุณภาพ และรักษาบุคลากรให้อยู่กับโรงเรียนได้ยาวนานกว่า

ในทางกลับกัน โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนในชนบทหรือพื้นที่ห่างไกล ที่มีนักเรียนน้อยและรายได้จำกัด จะเผชิญกับข้อจำกัดในการจ้างงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้เกิด

  • การหมุนเวียนครูอัตราจ้างบ่อยครั้ง
  • ความต่อเนื่องของการจัดการเรียนการสอนลดลง
  • โอกาสเข้าถึงครูเฉพาะทางและครูคุณภาพดีของนักเรียนในพื้นที่ชนบทลดลง

เมื่อโครงสร้างการจ้างงานผูกติดกับ “ฐานะการเงินของสถานศึกษา” มากกว่าหลักประกันจากภาครัฐ ความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนจึงมีแนวโน้มถูก “ตอกย้ำ” มากกว่าจะถูกลดทอน

ความท้าทายด้านครูเฉพาะทาง สะท้อนผ่านวิชาเอกฟิสิกส์และ STEM

นอกจากปัญหาความมั่นคงแล้ว จังหวัดเชียงรายยังต้องเผชิญความท้าทายด้าน “การสรรหาครูเฉพาะทาง” โดยเฉพาะในกลุ่มวิชา STEM

ในปี 2568 เอกสารของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงรายระบุว่า มีการประกาศตำแหน่งว่างเพื่อรับย้ายข้าราชการครู วิชาเอกฟิสิกส์ จำนวน 2 อัตรา ณ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย ซึ่งเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำของภูมิภาค สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะเป็นสถาบันที่มีความต้องการสูงและมีบทบาทสร้างเด็กเก่งด้านวิทยาศาสตร์ ระบบก็ยังไม่สามารถเติมเต็มอัตรากำลังครูเฉพาะทางได้ง่าย

ควบคู่กันนั้น ในระดับเขตพื้นที่ประถมศึกษาอย่าง สพป.เชียงราย เขต 2 มีการเตรียมการสอบแข่งขันครูผู้ช่วยในวิชาเอกหลัก เพื่อรองรับทั้งตำแหน่งว่างจากการเกษียณอายุและความต้องการอัตรากำลังเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การเปลี่ยนครูอัตราจ้างที่มีคุณภาพให้ได้มีโอกาสเข้าสู่ตำแหน่งบรรจุถาวร

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากภาคสนามยังสะท้อนว่า แม้มีกลไกสอบบรรจุและการย้าย (TRS) ถูกใช้ต่อเนื่อง แต่ “ช่องว่างเชิงโครงสร้าง” ระหว่างจำนวนครูบรรจุกับจำนวนครูที่จำเป็นต่อการจัดการเรียนการสอนตามอัตราส่วนครูต่อนักเรียน ยังคงทำให้ต้องพึ่งพาพนักงานราชการและครูอัตราจ้างจำนวนมากในหลายพื้นที่

ทางออกเชิงระบบ จาก HR Dashboard สู่การยกระดับความมั่นคงครู

รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์อัตรากำลังครู พ.ศ. 2566–2568 เสนอแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับข้อเรียกร้องของสหพันธ์ครูเชียงรายอย่างมีนัยสำคัญ โดยแบ่งเป็นสามทิศทางหลัก

  1. บูรณาการข้อมูลและสร้าง HR Dashboard ระดับจังหวัด
    • ให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงรายเป็น “แม่ข่ายข้อมูล” บังคับใช้การรายงานตัวเลขข้าราชการครู พนักงานราชการ และครูอัตราจ้าง จากทุกเขตพื้นที่ (สพป.1–4, สพม., อาชีวศึกษา) อย่างสม่ำเสมอ
    • สร้าง “บัญชีสินค้าคงคลังบุคลากรครู” ที่ระบุทั้งตำแหน่งการสอน (รายวิชาเอก) แหล่งเงินทุนที่ใช้จ้าง และระดับความขาดแคลนในแต่ละพื้นที่
    • ข้อมูลชุดนี้จะเป็นฐานสำคัญในการยื่นเรื่องต่อ สพฐ. และ คปร. เพื่อขอกรอบอัตรากำลังและงบประมาณที่สอดคล้องกับสภาพจริงในเชียงราย
  2. จัดทำแผนความมั่นคงทางการจ้างงานระยะกลาง (3–5 ปี)
    • ผลักดันให้มีงบประมาณอุดหนุนเฉพาะกิจจากส่วนกลาง เพื่อทดแทนการใช้เงินรายได้สถานศึกษาในการจ้าง “ครูอัตราจ้างที่ทำหน้าที่สอนหลัก”
    • ลดความผันผวนของกำลังคน และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนที่มีรายได้ต่างกัน
    • ยื่นเรื่องต่อ คปร. เพื่อพิจารณาขยายระยะเวลาสัญญาจ้างของบุคลากรกลุ่มนี้จาก 1 ปี ให้ยาวขึ้นในกรอบ 3–5 ปี เพื่อสร้างเสถียรภาพและขวัญกำลังใจ
  3. ทบทวนเกณฑ์จัดสรรตำแหน่งพนักงานราชการ (PCE) ให้สอดคล้องภาระงานจริง
    • พิจารณาโควตา PCE บนฐาน “ความขาดแคลนจริง” ระหว่างจำนวนข้าราชการครูที่มีอยู่ กับอัตราส่วนนักเรียนต่อครูที่ต้องการในแต่ละระดับ
    • ให้ความสำคัญกับสถานศึกษาที่ต้องจ้างครูจากเงินรายได้ในสัดส่วนสูง เพื่อค่อย ๆ เปลี่ยนภาระทางการเงินจากระดับโรงเรียนไปสู่โครงสร้างงบประมาณกลางของรัฐ

แนวทางเหล่านี้ หากดำเนินการควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบวิทยฐานะ และการสร้างแรงจูงใจในสาขาขาดแคลนอย่าง STEM จะทำให้การพึ่งพากำลังคน “ไม่บรรจุ” ในระดับวิกฤตสามารถคลี่คลายลงได้อย่างเป็นขั้นตอน

จุดตัดสำคัญของอนาคตครูและอนาคตเด็กเชียงราย

ภาพรวมในช่วงปี พ.ศ. 2566–2568 ชี้ชัดว่า จังหวัดเชียงรายกำลังยืนอยู่บน “จุดตัดสำคัญ” ระหว่าง

  • ระบบการศึกษาที่ขับเคลื่อนด้วยครูในสถานะไม่มั่นคง จำนวนมากกว่าครูบรรจุในบางสถาบัน
    กับ
  • โอกาสในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ผ่านการบูรณาการข้อมูลและการปรับระบบงบประมาณและอัตรากำลังให้สอดคล้องกับความเป็นจริง

แถลงการณ์ของสหพันธ์ครูเชียงรายในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 จึงไม่ใช่เพียง “เสียงสะท้อนความเดือดร้อนของครู” แต่ยังเป็น “สัญญาณเตือนเชิงระบบ” ว่า หากการกำหนดนโยบายยังไม่ขยับตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในตัวเลขและภาคสนาม เด็กเชียงรายจำนวนมากอาจต้องเติบโตขึ้นในระบบที่ครูผู้สอนของพวกเขายังไม่แน่ใจว่า “ปีหน้า จะยังมีงานอยู่ที่เดิมหรือไม่”

ท่ามกลางความคาดหวังของสังคมที่ต้องการเห็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย การทำให้ “คนต้นทางของการเรียนรู้” ได้รับความเป็นธรรมและความมั่นคงในอาชีพ จึงไม่ใช่เพียงประเด็นสวัสดิการของครู แต่คือคำถามใหญ่ของอนาคตจังหวัดเชียงราย และอนาคตของเด็กไทยทั้งประเทศ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ม.แม่ฟ้าหลวงจัดประชุม ไทย-ยูนนาน ครั้งที่ 4 กระชับความร่วมมือด้านการศึกษา

ครบรอบ 50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน ม.แม่ฟ้าหลวงจัดประชุมความร่วมมือด้านการศึกษาสานต่อความร่วมมือ

เชียงราย, 18 กุมภาพันธ์ 2568 – เชียงรายเป็นเจ้าภาพประชุมความร่วมมือด้านการศึกษาไทย-ยูนนาน ครั้งที่ 4 กระชับความสัมพันธ์ 50 ปีไทย-จีน

ไทย-ยูนนาน เดินหน้าพัฒนาการศึกษาร่วมกัน

วันนี้ (18 กุมภาพันธ์ 2568) ที่ ห้องประชุมคำมอกหลวง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ได้มีการจัด การประชุมความร่วมมือด้านการศึกษาไทย-ยูนนาน ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “The Way Forward: Shaping the Future Thai-Yunnan Education” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 150 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยและมณฑลยูนนาน ผู้แทนจากกระทรวงการอุดมศึกษาฯ กรมการศึกษามณฑลยูนนาน และสื่อมวลชน

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชื่อมโยงไทย-ยูนนาน

ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยเชียงรายเป็น ประตูสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนมายาวนาน แม้ว่าปีนี้จะเป็นโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเชียงรายและยูนนานนั้นมีความลึกซึ้งในระดับพี่น้อง

ในช่วง 26 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนในการจัดตั้ง สถาบันขงจื่อ และศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร รวมถึงความร่วมมือด้าน การวิจัยเกี่ยวกับเห็ดรา สมุนไพร และชา-กาแฟ ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของยูนนาน ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

เชียงราย-ยูนนาน เมืองพี่เมืองน้อง มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษา

นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายและมณฑลยูนนานมี ความสัมพันธ์ฉันท์เมืองพี่เมืองน้อง มีความร่วมมือในด้าน เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และวัฒนธรรม โดยเฉพาะ การพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ นักวิชาการจากทั้งสองประเทศ จะได้ร่วมกัน สร้างเครือข่ายและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาเยาวชนไทยและจีนให้มีศักยภาพสู่ระดับสากล

จีนย้ำ! การศึกษาเป็นรากฐานสู่ความร่วมมือที่ยั่งยืน

Mr. Tang Jiahua เลขาธิการคณะกรรมการพรรคประจำมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคุนหมิง กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องในโอกาส ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อ สร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือด้านการศึกษา วัฒนธรรม และการวิจัย

รวมถึงการจัดตั้ง ห้องปฏิบัติการร่วมระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรม สำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

5 ประเด็นสำคัญในการประชุมครั้งนี้

การประชุมได้แบ่งการหารือออกเป็น 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่:

  1. นโยบายและทิศทางความร่วมมือด้านการศึกษา
  2. การพัฒนาที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม
  3. การแพทย์และสาธารณสุข
  4. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  5. ภาษาและวัฒนธรรม

นอกจากนี้ ยังมีการ ปาฐกถาพิเศษ โดย ศาสตราจารย์ ดร.วันชัย ศิริชนะ นายกสภามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ นายหยิน เสียงหยาง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน มหาวิทยาลัยการแพทย์คุนหมิง

กิจกรรมเสริมสร้างความร่วมมือด้านวิชาการ

ผู้เข้าร่วมประชุมยังได้ เยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมสมุนไพร ศูนย์เครื่องสำอาง SMEs โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาและความร่วมมือในอนาคต

รวมถึงมี เสวนาพิเศษ ในหัวข้อ “The Value of Thai-Chinese Education Cooperation in Advancing Human Capacity Development and Shared Growth” โดยมี ผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และสมาคมนักศึกษาจีนในประเทศไทย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการเติบโตอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง: ศูนย์กลางความร่วมมือไทย-จีน

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงทำหน้าที่เป็น สะพานเชื่อมความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างไทยและจีน ผ่าน โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา การพัฒนาหลักสูตร และการวิจัยร่วมกัน โดยการประชุมครั้งนี้ถือเป็น ก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทยและจีน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกาส ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งเป็นการ วางรากฐานความร่วมมือด้านการศึกษาและพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE