Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

ประชุม TBC ครั้งที่ 102 ไทย-เมียนมา ถกมาตรการรื้อสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำน้ำสายและสารพิษเหมืองแร่

ประชุม TBC ไทย–เมียนมา ครั้งที่ 102 เร่งถกมาตรการรับมืออุทกภัย สารปนเปื้อนในลำน้ำสาย ปัญหาเขตแดน และภารกิจด้านมนุษยธรรม

เชียงราย, 11 กุมภาพันธ์ 2569 – บรรยากาศบริเวณสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนภาพชายแดนที่ไม่ได้มีเพียงการค้าขายและการสัญจรไปมา หากแต่เป็น “แนวหน้าของความเสี่ยงร่วม” ที่ผูกชีวิตผู้คนสองฝั่งแม่น้ำเข้าหากัน ตั้งแต่น้ำหลากฉับพลันในฤดูฝน มลพิษในลำน้ำ ไปจนถึงข้อพิพาทเชิงกายภาพของลำน้ำที่ตื้นเขินและถูกเบียดแคบลงด้วยสิ่งปลูกสร้าง

ในวันเดียวกัน พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง พร้อมด้วย พลตรี สุชาติ พุ่มสุวรรณ ที่ปรึกษากองกำลังผาเมือง และคณะ พบปะพัฒนาสัมพันธ์กับ พันเอก จ่อมินทุน ผู้บังคับการกองบังคับการยุทธศาสตร์ท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และคณะ แบบไม่เป็นทางการ ณ จุดผ่านแดน ก่อนเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย–เมียนมา หรือ TBC ครั้งที่ 102 ซึ่งฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพ จัดขึ้นที่โรงแรมแม่โขงเดลต้า ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย โดยมี พันเอก สุพรรณ ร้อยพุทธ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง เป็นประธานฝ่ายไทย และ พันเอก จ่อมินทุน เป็นประธานฝ่ายเมียนมา พร้อมคณะกรรมการจากส่วนราชการและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

วาระหลักของโต๊ะเจรจาชายแดน น้ำท่วม ลำน้ำถูกเบียดแคบ และสารปนเปื้อนที่กระทบคนทั้งสองฝั่ง

สาระสำคัญของการประชุมรอบนี้ ครอบคลุมประเด็นเส้นเขตแดน ความร่วมมือด้านการแพทย์และมนุษยธรรมในโครงการหมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดน และการจัดการปัญหาที่เชื่อมโยงกับลำน้ำสายโดยตรง ซึ่งถูกย้ำหนักเป็นพิเศษในสองเรื่องใหญ่

เรื่องแรก คือการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำสาย ฝ่ายไทยร้องขอให้ฝ่ายเมียนมาดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำบริเวณตลาดท่าล้อ จังหวัดท่าขี้เหล็ก เพื่อคืนสภาพความกว้างของแม่น้ำสายให้กลับมาใกล้เคียงกับสภาพเดิม และเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก

เรื่องที่สอง คือการตรวจพบสารปนเปื้อนในน้ำ โดยข้อมูลประกอบการหารือระบุว่าพบโลหะหนักเกินมาตรฐาน ได้แก่สารตะกั่วและสารหนู ฝ่ายไทยจึงขอความร่วมมือให้ฝ่ายเมียนมาประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งผู้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมเหมืองแร่ให้บำบัดน้ำเสียตามหลักสาธารณสุข ลดสารตกค้างก่อนปล่อยลงสู่ลำน้ำ เพื่อรักษาคุณภาพน้ำที่ประชาชนทั้งสองประเทศต้องพึ่งพา

ประเด็นที่พ่วงตามมา คือการดูดทรายในลำน้ำสายและแม่น้ำรวก รวมถึงการก่อสร้างผนังป้องกันตลิ่งของทั้งสองประเทศ ซึ่งล้วนเป็นมาตรการที่หากทำต่างฝ่ายต่างทำ ย่อมเสี่ยงให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดนทั้งด้านความปลอดภัยและการเปลี่ยนทิศทางของร่องน้ำในระยะยาว

ความคืบหน้าที่จับต้องได้ ส่งตัวผู้ต้องหา 11 ราย และการประสานงานที่ต้องไปต่อระดับเหนือ TBC

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกบันทึกไว้ในเวทีครั้งนี้ คือฝ่ายไทยกล่าวขอบคุณฝ่ายเมียนมาที่ช่วยจับกุมและส่งตัวผู้ต้องหาตามหมายจับที่หลบหนีไปยังฝั่งเมียนมากลับมาดำเนินคดีในไทยรวม 11 คน แบ่งเป็นคดียาเสพติด 5 คน คดีอาวุธปืน 2 คน และคดีหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 4 คน

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมรับรู้ร่วมกันว่า บางปมปัญหาเกินขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น จึงจำเป็นต้องนำเสนอหน่วยเหนือของแต่ละฝ่ายเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อ โดยเฉพาะกรณีโครงสร้างถาวรริมลำน้ำและมาตรการควบคุมมลพิษจากกิจกรรมเศรษฐกิจที่ต้นน้ำ ซึ่งต้องอาศัยกลไกด้านสิ่งแวดล้อมและกฎหมายในระดับที่สูงกว่า

หลังเสร็จสิ้นการประชุม มีการมอบของที่ระลึกและรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ก่อนที่ช่วงบ่ายฝ่ายไทยจะนำคณะฝ่ายเมียนมาเดินทางไปทัศนศึกษาเยี่ยมชมศาสนสถาน ณ วัดห้วยปลากั้ง อำเภอเมืองเชียงราย พร้อมกิจกรรมสันทนาการและการแข่งขันกีฬา เพื่อกระชับความสัมพันธ์ของคณะกรรมการทั้งสองประเทศ

ลำน้ำสายไม่ใช่แค่เส้นน้ำธรรมชาติ แต่เป็นเส้นเลือดเศรษฐกิจและความปลอดภัยของชุมชน

สำหรับคนแม่สายและพื้นที่ต่อเนื่อง ลำน้ำสายคือทั้งทางระบายน้ำ ทางทำกิน และภาพจำของ “เมืองชายแดน” ที่ต้องอยู่กับความเสี่ยงซ้ำซ้อน เมื่อแม่น้ำตื้นเขิน ช่องทางน้ำแคบลง ความรุนแรงของน้ำหลากฉับพลันก็เพิ่มขึ้นตามตรรกะธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเสียหายจึงไม่ได้หยุดที่ทรัพย์สิน แต่ลามไปถึงระบบสาธารณูปโภค การค้าชายแดน และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว

ขณะที่เรื่องสารปนเปื้อนในน้ำ หากปล่อยให้คลุมเครือ จะกลายเป็นความกังวลเรื้อรังของชาวบ้านทั้งเรื่องน้ำกินน้ำใช้ เกษตรริมน้ำ และความปลอดภัยของสัตว์น้ำในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งเป็น “ต้นทุนสุขภาพ” ที่มักไม่ปรากฏในงบซ่อมแซมหลังน้ำท่วม แต่กลับกระทบชีวิตจริงอย่างยาวนาน

ในมิติของมาตรฐานและการเฝ้าระวัง ประเทศไทยมีกรอบมาตรฐานคุณภาพน้ำหลายประเภท โดยเอกสารมาตรฐานด้านสาธารณสุขของไทยระบุค่าควบคุมโลหะหนักบางชนิดในน้ำเพื่อการบริโภค เช่น สารหนูและตะกั่ว อยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม การจัดการในลำน้ำนานาชาติจำเป็นต้องยึดข้อมูลวิทยาศาสตร์ร่วมกันและกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามแดน เพื่อไม่ให้ความไม่ไว้วางใจกลายเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหา

ความท้าทายด้านมนุษยธรรม เมื่อ TBC ไม่ได้หมายถึงคณะกรรมการรัฐเพียงอย่างเดียว

อีกชั้นหนึ่งของคำว่า TBC ที่สังคมชายแดนคุ้นเคย คือ The Border Consortium องค์กรด้านมนุษยธรรมที่ทำงานกับผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา ซึ่งต้องแยกให้ชัดจาก TBC ที่เป็นกลไกคณะกรรมการชายแดนของรัฐ

ข้อมูลจากสื่อเศรษฐกิจระบุว่า The Border Consortium เผชิญแรงกดดันด้านงบประมาณในช่วงหลัง โดยปัจจัยการเปลี่ยนแปลงนโยบายความช่วยเหลือต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาถูกจับตาว่าจะกระทบห่วงโซ่การสนับสนุนงานมนุษยธรรมในภูมิภาค

ในมุมชายแดนไทย ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะหากระบบสนับสนุนในค่ายผู้ลี้ภัยอ่อนแรงลง ความเปราะบางจะเพิ่มขึ้นทั้งด้านสาธารณสุข การคุ้มครองเด็กและสตรี และความเสี่ยงที่คนชายขอบจะถูกชักจูงเข้าสู่อาชญากรรมข้ามชาติหรือการแสวงหาประโยชน์รูปแบบอื่น

ประเด็นเด่นที่ประชาชนควรรู้ สิ่งที่ทำได้ทันทีในช่วงฤดูเสี่ยง

ภายใต้การเจรจาระดับหน่วยงาน ความปลอดภัยของประชาชนยังต้องเริ่มจากการรับมือรายวัน โดยเฉพาะพื้นที่ริมน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำ

ประชาชนควรติดตามประกาศท้องถิ่นเรื่องการขุดลอก การรื้อถอน และการก่อสร้างริมตลิ่งอย่างใกล้ชิด เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงของลำน้ำมีผลต่อระดับน้ำหลาก

หากมีข้อกังวลเรื่องคุณภาพน้ำ ควรใช้ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐที่ตรวจวัดอย่างเป็นทางการเป็นหลัก และหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยัน เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกหรือกระทบเศรษฐกิจชุมชนโดยไม่จำเป็น

ในช่วงน้ำหลาก การจัดการขยะริมตลิ่งและการไม่ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงลำน้ำ เป็นมาตรการเล็กที่ช่วยลดการอุดตันจุดคอขวดของน้ำได้จริง และเป็นความร่วมมือที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการเมืองหรือการทูต

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  1. การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย–เมียนมา ครั้งที่ 102 จัดวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
  2. ฝ่ายไทยระบุการส่งตัวผู้ต้องหาตามหมายจับจากฝั่งเมียนมากลับไทยรวม 11 ราย แยกเป็นคดียาเสพติด 5 ราย คดีอาวุธปืน 2 ราย และคดีหลบหนีเข้าเมือง 4 ราย
  3. มาตรฐานด้านสาธารณสุขของไทยมีการกำหนดค่าควบคุมโลหะหนักในน้ำเพื่อการบริโภคบางชนิด เช่น สารหนูและตะกั่ว ซึ่งใช้เป็นฐานอ้างอิงในการสื่อสารความเสี่ยงด้านสุขภาพในสังคม
  4. รายงานข่าวต่างประเทศช่วงปี 2025 สะท้อนความผันผวนของระบบงบช่วยเหลือต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจส่งผลต่อผู้ให้บริการงานมนุษยธรรมหลายพื้นที่ทั่วโลก
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลเหตุการณ์ประชุม TBC ครั้งที่ 102 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569
  • ข้อมูลมาตรฐานด้านสาธารณสุขเกี่ยวกับคุณภาพน้ำและค่าควบคุมสารบางชนิด
  • สำนักข่าว Reuters และ AP
  • หมายเหตุ ตัวเลขเชิงพื้นที่ ผลการตรวจวัด และรายละเอียดเชิงเทคนิคบางส่วนในประเด็นอุทกภัยและสารปนเปื้อน ใช้ตามเนื้อหาข้อมูลที่ผู้สื่อข่าวได้รับในชุดข้อมูลแนบจากผู้ว่าจ้างข่าว และควรตรวจสอบซ้ำกับผลตรวจวัดทางการของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขก่อนนำไปใช้เชิงนโยบายหรือการสื่อสารความเสี่ยงในวงกว้าง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ยุทธศาสตร์สู้ฝุ่นเชียงราย 2569: ส่งเสริมปลูกชาเลือดมังกรแทนการเผา และสร้างเครือข่ายอาสาจิ๋วในโรงเรียน

เชียงรายรุกสู้ฝุ่น PM2.5 ผนึกทหาร อุทยาน ปภ. และโรงเรียน สร้างทางรอดสองทางคู่ขนาน ลดการเผาในป่า สร้างเยาวชนเฝ้าระวัง

เชียงราย, 10 กุมภาพันธ์ 2569 – ลมหายใจของภาคเหนือในฤดูแล้งมักไม่ใช่เรื่องโรแมนติกอย่างที่ภาพท่องเที่ยวพยายามเล่า หากแต่เป็นบททดสอบซ้ำซากของชุมชนที่อยู่ชิดป่า ชิดเขา และชิดแนวลมที่พาฝุ่นละเอียดเข้ามาเกาะอยู่ในปอดของผู้คนแบบมองไม่เห็น เมื่อเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ ภาพท้องฟ้าที่ขุ่นมัวกับกลิ่นควันจาง ๆ กลายเป็นสัญญาณเตือนให้หน่วยงานรัฐต้อง “ทำให้เร็ว” และ “ทำให้ถึง” ก่อนที่ความเสี่ยงด้านสุขภาพจะลุกลามไปเป็นวิกฤตบริการสาธารณสุข และกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด

ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เชียงรายสะท้อนแนวทางรับมือฝุ่น PM2.5 แบบขยับไปอีกขั้นจากการบังคับใช้มาตรการเพียงอย่างเดียว สู่การทำงานเชิงรุกที่พยายามปิดช่องโหว่ต้นตอของปัญหา และเปิดพื้นที่ให้ชุมชนกับเยาวชนกลายเป็นกำลังร่วม โดยมีสองภาพใหญ่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน ภาพแรกคือกิจกรรมของมณฑลทหารบกที่ 37 ที่ลงพื้นที่บ้านห้วยหญ้าไซ อำเภอแม่สรวย พัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตตามแนวพระราชดำริ ควบคู่รณรงค์ป้องกันไฟป่าและหมอกควัน ภาพที่สองคือโครงการ Dust Patrol อาสาจิ๋วสู้ฝุ่น ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงรายจัดในโรงเรียนพื้นที่อำเภอเวียงแก่น เพื่อสร้างเยาวชนต้นแบบเฝ้าระวังและสื่อสารความเสี่ยงด้านสุขภาพจากฝุ่น

สองภาพนี้เชื่อมกันด้วยโจทย์เดียวกัน คือทำอย่างไรให้ “การห้ามเผา” ไม่กลายเป็นเพียงประกาศบนกระดาษ และทำอย่างไรให้ “การเฝ้าระวังฝุ่น” เป็นทักษะชีวิตที่ฝังอยู่ในชุมชน

บ้านห้วยหญ้าไซ แม่สรวย ใช้กำลังจิตอาสาและงานพัฒนาอาชีพ ลดแรงผลักให้เกิดการเผา

กิจกรรมที่บ้านห้วยหญ้าไซ หมู่ 9 ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จัดขึ้นโดยมณฑลทหารบกที่ 37 พร้อมกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” บูรณาการร่วมกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และภาคีที่เกี่ยวข้อง ภายใต้กรอบการฝึกอบรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตตามพระราชดำริในพื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้

แกนของกิจกรรมไม่ได้หยุดแค่การรณรงค์ดับไฟป่า แต่พยายาม “แตะที่ชีวิตจริง” ของคนในพื้นที่ ซึ่งมักอยู่ใกล้ป่าต้นน้ำและมีข้อจำกัดด้านรายได้ โอกาส และช่องทางประกอบอาชีพ หน่วยงานจึงถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพัฒนาอาชีพ การพัฒนาคนทุกช่วงวัย การสร้างความมั่นคงทางสังคม และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนให้พึ่งพาตนเองได้ ตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

หนึ่งในกิจกรรมที่ถูกยกเป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้าง คือการให้ความรู้เรื่อง “ชาเลือดมังกร” และมอบพันธุ์ต้นชาให้ประชาชนเพื่อนำไปปลูกเป็นอาชีพเสริม แนวคิดนี้ถูกวางให้เป็นทางเลือกที่เชื่อมรายได้เข้ากับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ลดแรงจูงใจที่จะกลับไปใช้วิธีจัดการพื้นที่แบบเผา เพราะเมื่อคนมีรายได้ทางเลือกที่มั่นคงขึ้น ความจำเป็นในการเร่งเปิดพื้นที่ด้วยไฟย่อมลดลง

ผู้จัดระบุว่าในกิจกรรมมีประชาชนเข้าร่วม 60 คน และดำเนินการควบคู่กับการประชาสัมพันธ์มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันของจังหวัดเชียงรายปี 2569 ที่กำหนดช่วงขอความร่วมมืองดเผาในที่โล่งตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 13 กุมภาพันธ์ 2569 และกำหนดช่วงห้ามเผาเด็ดขาดตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวม 86 วัน

ในเชิงความหมาย นี่คือการประกาศว่า “ฤดูห้ามเผา” ไม่ใช่แค่เรื่องความสงบเรียบร้อย แต่เป็นการป้องกันความเสี่ยงสุขภาพของคนทั้งจังหวัด และเป็นการป้องกันความสูญเสียทรัพยากรป่าต้นน้ำที่สัมพันธ์กับระบบน้ำและความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนในระยะยาว

เวียงแก่น เปิดห้องเรียนสู้ฝุ่น สร้าง Dust Patrol ให้เด็กเป็นผู้สื่อสารความเสี่ยงในบ้านตัวเอง

อีกด้านหนึ่งของจังหวัด ในช่วงเช้าวันเดียวกัน เวลา 09.00 น. สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงรายจัดกิจกรรม “Dust Patrol อาสาจิ๋วสู้ฝุ่น” ณ โรงเรียนสมถวิลจินตมัยบ้านห้วยแล้ง ตำบลท่าข้าม อำเภอเวียงแก่น ภายใต้โครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ โดยมีปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอเวียงแก่นเป็นประธานเปิด และมีผู้แทนหน่วยงานด้านแผน นโยบาย ป่าไม้ ปภ. เทศบาล สาธารณสุข ตลอดจนผู้บริหารและคณะครูร่วมสนับสนุนการเรียนรู้

ตัวเลขผู้เข้าร่วมสะท้อนภาพที่ควรมองให้ไกลกว่า “กิจกรรมในโรงเรียน” เพราะมีเด็กนักเรียนเข้าร่วม 40 คน ซึ่งเท่ากับมี “40 ครอบครัว” ที่มีโอกาสได้รับการสื่อสารความเสี่ยงจากคนในบ้านของตนเอง หากเด็กเหล่านี้สามารถนำความรู้ไปใช้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าระวังค่า PM2.5 การสังเกตอาการเสี่ยง หรือการบอกเล่าพฤติกรรมป้องกันที่ถูกต้อง

หัวใจของ Dust Patrol คือทำให้เยาวชนเป็นผู้เฝ้าระวังและผู้สื่อสารความเสี่ยงในชุมชน เด็กถูกปลูกฝังความรู้และบทบาทในการดูแลสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งในทางสังคมศาสตร์ นี่คือการลงทุนในทุนมนุษย์ที่ช่วยให้มาตรการรัฐไม่ขาดตอนเมื่อพ้นช่วงวิกฤต เพราะความรู้ถูกกระจายลงไปถึงระดับครัวเรือน

มาตรฐานฝุ่นกับความจริงในชีวิต เมื่อค่าฝุ่นไม่ใช่ตัวเลขลอย ๆ แต่เป็นเส้นแบ่งความปลอดภัยของชุมชน

คำว่า PM2.5 มักถูกพูดจนชาชิน แต่ในทางการแพทย์และสาธารณสุข ฝุ่นขนาดนี้เล็กพอจะเข้าสู่ทางเดินหายใจส่วนลึก และสัมพันธ์กับกลุ่มเสี่ยงจำนวนมาก โดยคู่มือการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขกำหนดระดับเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ โดยใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเป็นฐาน และชี้ว่าเมื่อความเข้มข้นเกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรจะเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ต้องยกระดับมาตรการแจ้งเตือนและการตอบโต้ด้านสาธารณสุข

ด้านมาตรฐานคุณภาพอากาศของไทย มีกำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนแบบเฉลี่ย 24 ชั่วโมงไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ย 1 ปีไม่เกิน 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถูกใช้เป็นกรอบกำกับในการเฝ้าระวังและบริหารจัดการมลพิษอากาศ

เมื่อเอาตัวเลขมาตรฐานมาวางทับบนความเป็นจริงของชุมชน การ “ห้ามเผาเด็ดขาด” จึงไม่ใช่การตัดอาชีพของคน แต่เป็นการตัดความเสี่ยงด้านสุขภาพของคนทั้งจังหวัด เพราะวันที่ค่าฝุ่นพุ่งสูง มันไม่ได้เลือกทำร้ายเฉพาะผู้เผา แต่กระทบถึงเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด และคนทำงานกลางแจ้งที่ไม่มีทางเลือกหลบเลี่ยง

ในระดับสากล งานวิชาการที่สรุปแนวทางคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลกปี 2021 ชี้ว่า WHO แนะนำค่าเฉลี่ยรายปีของ PM2.5 ที่ 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเข้มงวดกว่าหลายประเทศและสะท้อนหลักฐานผลกระทบต่อสุขภาพที่สะสมต่อเนื่อง

ความต่างระหว่างเกณฑ์สากลกับมาตรฐานภายในประเทศ ทำให้โจทย์ของเชียงรายไม่ใช่แค่ทำให้ “ต่ำกว่ามาตรฐานไทย” แต่ต้องทำให้ “ต่ำพอ” สำหรับคนในชีวิตจริง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงที่เกี่ยวพันกับไฟป่าและการเผาในที่โล่ง

อ่านยุทธศาสตร์เชียงรายจากสองกิจกรรม ทำไมต้องพัฒนาอาชีพคู่กับสร้างเยาวชนเฝ้าระวัง

หากมองเชิงยุทธศาสตร์ สองกิจกรรมในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 คือการตอบโจทย์ปัญหาแบบสองขา

ขาแรกคือการลดแรงผลักทางเศรษฐกิจและสังคมที่ทำให้เกิดการเผา แนวทางส่งเสริมอาชีพอย่างชาเลือดมังกรถูกนำเสนอในฐานะอาชีพเสริมที่ยึดโยงกับการอนุรักษ์และสร้างรายได้ เป็นการพยายามทำให้ชุมชน “อยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งไฟ” และทำให้มาตรการห้ามเผามีโอกาสถูกยอมรับมากขึ้น เพราะคนเห็นทางออก

ขาที่สองคือการสร้างระบบเฝ้าระวังและการสื่อสารความเสี่ยงจากฐานรากผ่านเยาวชน Dust Patrol ทำให้ข้อมูลคุณภาพอากาศและความรู้ด้านสุขภาพไม่ได้วิ่งจากรัฐลงมาข้างเดียว แต่ย้อนกลับขึ้นไปได้ผ่านเครือข่ายผู้ปกครอง โรงเรียน และชุมชน ลดปัญหาข่าวลวงและความเข้าใจผิดเรื่องการป้องกันตัวเองในช่วงฝุ่นสูง

นอกจากนี้ คู่มือด้านสาธารณสุขยังชี้ว่าการบริหารจัดการฝุ่นต้องพึ่งข้อมูลคุณภาพอากาศจากหลายแหล่ง รวมถึงระบบเฝ้าระวังของหน่วยงานรัฐและข้อมูลดาวเทียม เพื่อใช้สื่อสารแจ้งเตือนและประกอบการตัดสินใจ นัยสำคัญคือ เมื่อจังหวัดลงทุนสร้าง “คน” ให้ใช้ข้อมูลได้จริง ข้อมูลเหล่านี้จะไม่กลายเป็นกราฟที่คนดูแล้วผ่านไป แต่เป็นสัญญาณเตือนที่เปลี่ยนพฤติกรรมได้

ประเด็นชวนคิดที่เชียงรายต้องตอบให้ชัดในช่วงห้ามเผา 86 วัน

เมื่อกำหนดช่วงห้ามเผาเด็ดขาดยาวต่อเนื่อง 86 วัน ความท้าทายที่ตามมาคือความเสี่ยงของ “การฝ่าฝืนเงียบ” ที่เกิดในพื้นที่ห่างไกล การทำให้มาตรการมีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การสร้างแรงจูงใจเชิงบวก และการสื่อสารสาธารณะอย่างต่อเนื่อง

อีกประเด็นคือความเป็นธรรมของมาตรการ หากชุมชนถูกขอความร่วมมือเข้ม แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนเครื่องมือจัดการเชื้อเพลิง การไถกลบ หรือทางเลือกอาชีพ มาตรการจะยืนอยู่บนความเปราะบางของคนจนที่สุด ดังนั้นกิจกรรมแบบห้วยหญ้าไซจึงเป็นภาพสะท้อนว่ารัฐพยายามเติมองค์ประกอบที่ขาด ไม่ใช่เพียงเพิ่มระดับความเข้มงวด

ส่วนในมุมสุขภาพ เด็กที่เป็น Dust Patrol ต้องได้รับการดูแลไม่ให้แบกรับความกังวลเกินวัย การสื่อสารความเสี่ยงควรเน้นความรู้ที่ทำได้จริง เช่น การหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง การใช้หน้ากากที่เหมาะสม และการสังเกตอาการผิดปกติของคนในบ้าน โดยไม่สร้างความตื่นตระหนก

บทสรุป เชียงรายกำลังเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การสร้างภูมิคุ้มกันของจังหวัด

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 บอกเล่าว่าเชียงรายกำลังขยับแนวทางรับมือฝุ่น PM2.5 จากการไล่ดับเหตุไปสู่การ “สร้างภูมิคุ้มกัน” ให้จังหวัด ทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตและอาชีพในพื้นที่ป่า การประกาศมาตรการห้ามเผาในช่วงวิกฤต และการสร้างเครือข่ายเยาวชนเฝ้าระวังที่ทำให้ความรู้เดินทางได้ไกลกว่าห้องประชุม

คำถามสำคัญจากนี้คือจังหวัดจะทำให้สองขานี้เดินไปพร้อมกันได้นานแค่ไหน เพราะฝุ่นไม่ใช่ปัญหาที่จบในฤดูเดียว หากเชียงรายทำให้การห้ามเผาไม่เป็นสงครามระหว่างรัฐกับชุมชน และทำให้เด็ก ๆ เติบโตเป็นพลเมืองที่อ่านข้อมูลคุณภาพอากาศเป็น เชื่อมโยงสุขภาพกับสิ่งแวดล้อมเป็น จังหวัดก็จะมีโอกาสมากขึ้นที่จะเปลี่ยนฤดูควันให้กลายเป็นฤดูของการเรียนรู้ร่วมกัน และลดความสูญเสียที่เคยถูกมองเป็นเรื่องปกติไปทีละน้อย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • มณฑลทหารบกที่ 37
  • สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

นายก อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ปั้น “เชียงแสนเมืองเดินได้” ยกระดับสงกรานต์ 3 แผ่นดิน สู่เทศกาลระดับโลก

อบจ.เชียงรายลงพื้นที่เชียงแสน สำรวจเส้นทางรถรางปักหมุด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ดันเมืองเก่าสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ 13–18 เม.ย. 2569

เชียงราย,10 กุมภาพันธ์ 2569 – เวลา 15.00 น. บ่ายแก่ของเชียงแสนในฤดูหนาวปลายทาง ความเงียบสงบของเมืองเก่าริมโขงยังคงมีอยู่เหมือนทุกวัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “จังหวะ” ของเมืองที่กำลังถูกตั้งใจให้เดินหน้าอีกครั้ง ผ่านการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบยกระดับทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการจัดงานรื่นเริงตามฤดูกาล

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่อำเภอเชียงแสน นั่งรถรางสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และตรวจความพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 13–18 เมษายน 2569 โดยมีนางเกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเชียงแสนให้การต้อนรับตามกำหนดการที่ระบุในข้อมูลแนบ

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่หลายจังหวัดแข่งขันกันสร้างปฏิทินท่องเที่ยวใหม่ แต่เชียงแสนมีต้นทุนพิเศษกว่าเมืองอื่น เพราะเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ผู้คนยังใช้ชีวิตอยู่จริง ขณะที่โบราณสถานยังคงยืนอยู่เป็นฉากหลังของวันธรรมดา ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่ดึงนักท่องเที่ยวให้มา แต่ต้องทำให้การท่องเที่ยวเดินไปพร้อมการอนุรักษ์ และทำให้รายได้ลงถึงชุมชนโดยไม่ทำลายเสน่ห์เดิม

ลงพื้นที่แบบสำรวจจริง เพื่อวางเส้นทางท่องเที่ยวเมืองเดินได้

ไฮไลต์ที่ระบุในข้อมูลแนบคือการนั่งรถรางท่องเที่ยว สัมผัสบรรยากาศวัดวาอารามโบราณและย่านเมืองเก่า เพื่อวางเส้นทางท่องเที่ยวที่จะใช้รองรับนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ แนวคิดสำคัญคือ “เดินได้ทั้งเมือง” ลดการพึ่งพารถส่วนตัว และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาอยู่ในพื้นที่มากขึ้น

ในเชิงนโยบาย การทำให้เมืองเก่า “เดินได้จริง” ไม่ใช่แค่การปิดถนนเป็นครั้งคราว แต่ต้องมีองค์ประกอบครบ ตั้งแต่ระบบขนส่งภายในเมือง การจัดการคน การดูแลความปลอดภัย ไปจนถึงการจัดวางกิจกรรมที่ไม่กระทบโบราณสถาน หากทำได้ เมืองจะไม่เป็นเพียงสถานที่เช็กอิน แต่กลายเป็นประสบการณ์ที่คนอยากใช้เวลาอยู่ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับกระแสการท่องเที่ยวคุณภาพที่หลายพื้นที่พยายามขับเคลื่อน

มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ขยายสงกรานต์จากงานสาดน้ำสู่เวทีวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง

งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่กำหนดจัด 13–18 เมษายน 2569 ถูกวางภาพให้เป็นเทศกาลที่เชื่อมโยง “รากเหง้าล้านนา” กับวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง โดยเนื้อหาในข้อมูลแนบระบุชุดกิจกรรมหลักไว้หลายส่วน ซึ่งสะท้อนแนวคิดการดึงวัฒนธรรมมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

กิจกรรมที่ระบุเป็นแกนของงานประกอบด้วย

  • ขบวนแห่สงกรานต์ 3 แผ่นดิน ที่รวมการแสดงและอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์จากพื้นที่ลุ่มน้ำโขง
  • การประกวดนางสงกรานต์ 3 ประเทศ เพื่อสะท้อนสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดน
  • การจัดถนนสายน้ำและอุโมงค์น้ำความยาวกว่า 250 เมตรในบรรยากาศเมืองเก่า เพื่อเพิ่มมิติความร่วมสมัยให้เทศกาล

เมื่ออ่านรายละเอียดทั้งหมดแล้ว ภาพรวมของงานไม่ได้ตั้งใจขาย “ความยิ่งใหญ่” เพียงอย่างเดียว แต่พยายามทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นพื้นที่กิจกรรม ซึ่งหากบริหารจัดการดี จะช่วยกระจายคนและรายได้ไปยังหลายจุด ลดความแออัด และเพิ่มโอกาสให้ร้านค้า ชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงประโยชน์จากนักท่องเที่ยวได้จริง

เศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงรายโตขึ้นจริง แต่โจทย์ใหม่คือทำให้เงินถึงชุมชนมากขึ้น

การขยับเมืองรองให้เป็นหมุดหมายหลัก มักถูกตั้งคำถามเสมอว่า “คุ้มไหม” และ “เงินถึงใคร” คำตอบต้องใช้ตัวเลขพูด

ข้อมูลสื่อท้องถิ่นและสำนักข่าวรายงานว่าเชียงรายมีรายได้จากการท่องเที่ยวทะลุหลักห้าหมื่นล้านบาทเป็นครั้งแรกในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลเชิงนโยบายในการผลักดันเทศกาลให้ใหญ่ขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับงานข่าวเชิงลึก สิ่งสำคัญกว่าตัวเลขรวมคือโครงสร้างรายได้ ว่านักท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ที่จุดใด ใช้จ่ายกับใคร และธุรกิจฐานรากได้รับสัดส่วนมากน้อยเพียงใด

อีกด้านหนึ่ง สื่อกระแสหลักรายงานสถิตินักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายในปี 2568 ว่ามีผู้เยี่ยมเยือนรวมกว่า 5.1 ล้านคน โดยอ้างอิงหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตัวเลขผู้เยี่ยมเยือนระดับนี้สะท้อนว่าศักยภาพการรองรับมีอยู่ แต่การเพิ่มคุณค่าเชิงประสบการณ์คือสิ่งที่จะทำให้ “จำนวนคน” แปลงเป็น “รายได้ที่คุณภาพกว่า” และช่วยลดปัญหาท่องเที่ยวแบบเร่งรีบที่คนมาถ่ายรูปแล้วไปต่อ

ดังนั้น การจัดงานที่วางให้เดินได้ทั้งเมือง โดยมีรถรางเป็นเครื่องมือหนึ่ง จึงเป็นเหมือนการทดลองเชิงนโยบายว่าเชียงแสนจะเปลี่ยนจากเมืองที่ผู้คนแวะผ่าน ไปสู่เมืองที่คนตั้งใจอยู่ได้หรือไม่

ประเด็นความร่วมมือในพื้นที่ ทำงานร่วมหลายหน่วย ลดเสี่ยงกระทบโบราณสถาน

ข้อมูลแนบระบุรายชื่อผู้เกี่ยวข้องในการลงพื้นที่ ได้แก่ ปลัด อบจ. หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน ซึ่งชี้ว่าการจัดงานไม่ได้เป็นภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการระดับพื้นที่

ในทางปฏิบัติ เมืองเก่ามีข้อจำกัดมากกว่าเมืองจัดงานทั่วไป ตั้งแต่ระบบการจราจร พื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงข้อควรระวังด้านโบราณสถาน หากการจัดงานทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน การกระทบโครงสร้างเก่า หรือเกิดความแออัดจนเกินขีดความสามารถ เมืองจะเสียมากกว่าได้

การที่คณะผู้บริหารลงพื้นที่สำรวจเส้นทางจริง จึงเป็นสัญญาณว่าผู้จัดต้องการเห็นปัญหาหน้างานก่อน และวางระบบรองรับล่วงหน้า มากกว่าคิดกิจกรรมจากห้องประชุมแล้วค่อยแก้ปัญหาภายหลัง

ความคาดหวังของชุมชนและคำถามที่ต้องตอบให้ได้

เทศกาลขนาดใหญ่ทำให้ความหวังของชุมชนสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ร้านค้าอยากขายได้เพิ่ม โฮมสเตย์อยากเต็ม ช่างฝีมืออยากมีพื้นที่โชว์ ขณะเดียวกันคนในพื้นที่ย่อมห่วงเรื่องขยะ เสียงดัง ความปลอดภัย และความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่วัดวาอาราม

คำถามที่ต้องถามต่อเพื่อการเฝ้าระวัง

  • ระบบคัดกรองและดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจะทำอย่างไรในเมืองที่มีตรอกซอกซอยจำนวนมาก
  • การจัดโซนกิจกรรมจะคุมเสียงและความหนาแน่นอย่างไรไม่ให้กระทบชุมชนและโบราณสถาน
  • มาตรการจัดการขยะ น้ำเสีย และการใช้ทรัพยากรในช่วงคนหนาแน่นจะเป็นแบบใด
  • การสื่อสารกับนักท่องเที่ยวให้เคารพพื้นที่ทางวัฒนธรรมจะถูกออกแบบอย่างไร

ข้อมูลแนบยังไม่ได้ให้รายละเอียดเชิงมาตรการเหล่านี้ครบถ้วน จึงควรวางเป็น “ประเด็นติดตาม” หลังจากนี้ เพื่อทำให้ข่าวไม่จบแค่ความคึกคัก แต่มีความรับผิดชอบต่อผลกระทบจริงที่คนในพื้นที่ต้องเผชิญ

เมื่อเมืองเก่ามีชีวิตได้ เศรษฐกิจฐานรากจะเดินต่ออย่างไรหลังจบเทศกาล

คำถามสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ หลังวันที่ 18 เมษายน 2569 เมืองเชียงแสนจะเหลืออะไรไว้มากกว่าความทรงจำและภาพถ่าย

หากเส้นทางรถรางและแนวคิดเมืองเดินได้ถูกทำให้เป็นระบบถาวร เมืองจะสามารถต่อยอดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตลอดปี และพาธุรกิจรายย่อยเข้าสู่ตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าการจัดงานเป็นเพียงจุดพีกปีละครั้ง เมืองอาจได้รายได้ระยะสั้นโดยไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

นี่คือเหตุผลที่การลงพื้นที่สำรวจเส้นทางและวางหมุดความพร้อมล่วงหน้า มีความหมายมากกว่าพิธีการ เพราะสะท้อนว่างานเทศกาลถูกใช้เป็น “คันโยก” เพื่อขยับเมืองทั้งระบบ ไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมให้มีสีสัน

สรุปภาพรวม

การลงพื้นที่ของ อบจ.เชียงราย วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการส่งสัญญาณว่าเชียงแสนกำลังถูกยกขึ้นเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวคุณภาพ ผ่านงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่จะจัด 13–18 เมษายน 2569

ประเด็นที่ควรจับตาต่อจากนี้คือรายละเอียดมาตรการดูแลโบราณสถาน ความปลอดภัย การจราจร การจัดการขยะ และการกระจายรายได้สู่ชุมชน ว่างานจะพาเชียงแสนไปได้ไกลแค่ไหนในฐานะเมืองเก่าที่มีชีวิต ไม่ใช่เมืองเก่าที่มีไว้ให้มอง

สถิติและข้อมูลสำคัญประกอบข่าว

  • สถิติจำนวนนักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 รายงานว่ามีผู้เยี่ยมเยือนรวมกว่า 5.1 ล้านคน อ้างอิงหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามรายงานข่าวเผยแพร่วันที่ 2 มกราคม 2569
  • ข้อมูลรายได้ท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายที่ถูกสื่อรายงานว่าทะลุหลักห้าหมื่นล้านบาทเป็นครั้งแรก ถูกเผยแพร่ในสื่อท้องถิ่นออนไลน์และถูกใช้เป็นบริบทประกอบการผลักดันกิจกรรมท่องเที่ยว
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงรายสั่งยกระดับคุมเข้มชายแดน สกัดขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้เทคโนโลยีดาวเทียม

ชายแดนเชียงรายในสมรภูมิอาชญากรรมข้ามชาติ

เชียงราย, 10 กุมภาพันธ์ 2569 – บริเวณแนวชายแดนเหนือ เส้นแบ่งประเทศที่เคยเป็นเพียง “จุดผ่านแดน” กำลังถูกผลักให้กลายเป็น “แนวหน้า” ของอาชญากรรมยุคดิจิทัล เมื่อเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ข้ามชาติขยับฐานปฏิบัติการเข้ามาประชิดพื้นที่จังหวัดเชียงราย จนความเสี่ยงไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องหลอกโอนเงิน แต่เชื่อมโยงไปถึงการค้ามนุษย์ แรงงานบังคับ และระบบฟอกเงินที่อาศัยคนไทยเป็นฟันเฟืองโดยไม่รู้ตัว

สัญญาณเตือนครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากข่าวลือ หากสะท้อนผ่านการประชุมติดตามสถานการณ์ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หารือร่วมกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อประเมินภาพรวมภัยคุกคามตามแนวชายแดนไทย เมียนมา และลาว

แผนที่จุดเสี่ยงท่าขี้เหล็กและคิงส์โรมัน

ข้อมูลจากการประชุมระบุพิกัดเสี่ยงหลัก 2 จุดที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด

จุดแรกอยู่ฝั่งเมียนมา บริเวณท่าขี้เหล็ก พื้นที่ซึ่งมีคาสิโนและสถานบันเทิงหนาแน่น ถูกระบุว่าเป็นฐานขนาดใหญ่ของขบวนการคอลเซ็นเตอร์ มีรูปแบบการล่อลวงคนไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางไปทำงาน ก่อนถูกยึดเอกสาร ถูกควบคุมตัว และถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวง หากขัดขืนอาจถูกทำร้ายหรือกักขัง

จุดที่สองอยู่ฝั่ง สปป.ลาว บริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษคิงส์โรมัน ริมแม่น้ำโขง ซึ่งถูกระบุว่าเป็นพื้นที่กบดานของสแกมเมอร์ข้ามชาติ และเป็นเหตุให้หน่วยงานไทยต้องจับตาการเคลื่อนไหวของคนและทรัพยากรที่ไหลเวียนข้ามแดนอย่างต่อเนื่อง

จากห้องประชุมอู่หลงถึงปฏิบัติการตัดวงจรในฝั่งไทย

ด้านการสกัดกั้นในฝั่งไทย ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าปฏิบัติการเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงของเครือข่าย โดยช่วงเดือนตุลาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 มีการระบุผลปฏิบัติการสำคัญ เช่น คดีจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับการกดเงินและโอนเงิน พร้อมตรวจยึดบัตรเอทีเอ็มจำนวนมากกว่า 2,057 ใบ รวมถึงการสกัดพัสดุที่ลักลอบส่งสมุดบัญชีและซิมการ์ดผ่านระบบขนส่งเอกชน และการจับกุมแรงงานต่างด้าวที่เกี่ยวพันกับอาชญากรรมข้ามชาติรวม 288 ราย

ภาพรวมเหล่านี้สะท้อนว่า “ศูนย์ปฏิบัติการ” ของอาชญากรรมไม่ได้ตั้งอยู่ในไทยทั้งหมด แต่ไทยถูกใช้เป็นทั้งทางผ่าน จุดพักเงิน และฐานโลจิสติกส์ในบางช่วงของวงจร ตั้งแต่การเปิดบัญชี การจัดหาอุปกรณ์สื่อสาร ไปจนถึงการกดเงินสดออกจากระบบ

วงจรบัญชีม้าและซิมม้า เมื่อความเสี่ยงเริ่มจากคนใกล้ตัว

แกนกลางของอาชญากรรมออนไลน์จำนวนมากยังคงพึ่งพา “บัญชีม้า” และ “ซิมม้า” เพราะทำให้เงินที่ได้จากการหลอกลวงเคลื่อนที่เร็ว แตกเป็นทอด ๆ และยากต่อการไล่เส้นทาง เมื่อถึงจุดหนึ่งเงินจะถูกกดออกมาเป็นเงินสด หรือถูกแปลงสภาพต่อไปเป็นสินทรัพย์อื่นที่ตรวจสอบยากขึ้น

ในระดับประเทศ หน่วยงานรัฐรายงานตัวเลขการดำเนินการกับบัญชีม้าและซิมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในขนาดที่สูงมาก โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเผยแพร่ข้อมูลว่า มีการระงับบัญชีม้าแล้วกว่า 1,180,000 บัญชี และระงับซิมต้องสงสัยแล้วกว่า 1,920,000 เลขหมาย

ตัวเลขระดับล้านเหล่านี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหมายความว่าในโลกความจริง “ฟันเฟือง” ของขบวนการจำนวนมากไม่ได้เป็นอาชญากรมืออาชีพเสมอไป แต่อาจเป็นคนทั่วไปที่ถูกจูงใจด้วยค่าจ้างเล็กน้อย ถูกหลอกว่าไม่ผิด หรือถูกชักชวนให้เป็นนายหน้าเปิดบัญชีให้ผู้อื่น จนกลายเป็นผู้ร่วมกระทำผิดโดยไม่ทันตั้งตัว

โทษทางกฎหมายและความจริงที่คนจำนวนมากยังไม่รู้

ข้อกฎหมายไทยในปัจจุบันกำหนดโทษต่อการยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีโทรศัพท์เพื่อใช้กระทำความผิด โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ประชาชน “เห็นความเสี่ยงให้ชัด” ตั้งแต่ต้นน้ำ เพราะอาชญากรรมสแกมเมอร์ยุคใหม่ไม่ได้เริ่มจากการโทรหลอกอย่างเดียว แต่เริ่มจากการจัดหาเครื่องมือและตัวตน ซึ่งบัญชีม้าและซิมม้าคือทรัพยากรที่ทำให้การหลอกลวงขยายตัวได้แบบอุตสาหกรรม

เทคโนโลยีใหม่ของเครือข่ายอาชญากรรม

อีกมิติที่หน่วยงานความมั่นคงต้องเร่งตามให้ทัน คือการยกระดับเครื่องมือสื่อสารและโครงข่ายอินเทอร์เน็ตของกลุ่มอาชญากร บางกรณีมีรายงานว่าแก๊งสแกมเมอร์ใช้ระบบดาวเทียมเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการตัดสัญญาณข้ามแดน โดยสำนักข่าวเอพีรายงานปฏิบัติการในพื้นที่เมียนมาซึ่งพบอุปกรณ์ Starlink จำนวน 30 ชุด และมีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยจำนวนมาก

เมื่อโครงข่ายสื่อสารถูกทำให้พึ่งพาแหล่งสัญญาณที่รัฐควบคุมได้ยากขึ้น ความท้าทายของภาครัฐก็เพิ่มขึ้นทันที เพราะมาตรการเดิมที่เน้นตัดไฟ ตัดเน็ต หรือคุมเส้นทางสัญญาณ อาจไม่เพียงพอในสนามจริง

เบื้องหลังกำแพงปิด แรงงานบังคับและค้ามนุษย์ที่ซ่อนอยู่

เรื่องที่ทำให้สถานการณ์นี้เป็นมากกว่า “คดีหลอกโอนเงิน” คือข้อกล่าวหาเรื่องการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับ ซึ่งหลายสำนักข่าวและหน่วยงานระหว่างประเทศเตือนต่อเนื่องว่า อุตสาหกรรมสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เชื่อมโยงกับการกักขัง บังคับทำงาน และความรุนแรง

เอพีอ้างการประเมินของสหประชาชาติที่ระบุว่ามีคนมากกว่า 200,000 คนในเมียนมา และอีกจำนวนมากในกัมพูชา ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ ขณะที่รอยเตอร์รายงานเหตุช่วยเหลือผู้ถูกกักขังและบังคับทำงานจำนวน 260 คน จาก 19 สัญชาติในฝั่งเมียนมา ซึ่งสะท้อนความเป็นปัญหาข้ามชาติที่กระทบมนุษย์จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชีธนาคาร

เมื่อภาพนี้ซ้อนทับกับข้อมูลในพื้นที่เชียงราย ที่ระบุถึงการล่อลวงไปทำงานฝั่งเพื่อนบ้านและการควบคุมตัว หากขัดขืนอาจถูกทำร้ายหรือกักขัง ประเด็นจึงไต่ระดับจากภัยไซเบอร์ ไปสู่ประเด็นความมั่นคงมนุษย์ และความปลอดภัยของแรงงานข้ามแดนในเวลาเดียวกัน

คำเตือนจากผู้ว่าฯ และสิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที

ในการประชุมติดตามสถานการณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้เน้นย้ำการป้องกันที่เริ่มต้นจากประชาชน โดยสาระสำคัญคือ อย่าหลงเชื่อคำชักชวนไปทำงานรายได้ดีในประเทศเพื่อนบ้าน และอย่ารับจ้างเปิดบัญชีหรือส่งมอบบัตรเอทีเอ็มและซิมการ์ดให้ผู้อื่น เพราะอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

ในเชิงปฏิบัติสำหรับประชาชน 3 เรื่องที่ควรทำทันที
หนึ่ง ปฏิเสธการรับจ้างเปิดบัญชีหรือยืนยันตัวตนแทนคนอื่น ไม่ว่าข้อเสนอจะดูง่ายเพียงใด
สอง ตรวจสอบงานต่างประเทศให้ละเอียด โดยเฉพาะงานที่สัญญารายได้สูงผิดปกติ มีคนพาไป มีการยึดเอกสาร หรือให้เดินทางผ่านช่องทางไม่ปกติ
สาม หากพบพฤติกรรมขนส่งสมุดบัญชี ซิมการ์ด หรืออุปกรณ์สื่อสารที่ผิดสังเกต ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพราะโลจิสติกส์ขนาดเล็กอาจเป็นสายส่งหลักของขบวนการขนาดใหญ่

แนวโน้มข้างหน้า ชายแดนยังเป็นสมรภูมิ หากความร่วมมือยังไม่ทันเกม

ภาพรวมทั้งหมดชี้ว่าเชียงรายกำลังเผชิญ “ความมั่นคงรูปแบบใหม่” ที่พรมแดนทางกายภาพไม่สามารถสกัดกั้นภัยดิจิทัลได้ทั้งหมด และเมื่ออาชญากรใช้เทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นขึ้น รวมถึงอาศัยพื้นที่สีเทาตามแนวชายแดนเป็นฐาน ความร่วมมือระหว่างประเทศและการไล่ทันนวัตกรรมอาชญากรรมจึงเป็นตัวแปรชี้ชะตา

ในวันที่วงจรอาชญากรรมต้องพึ่งบัญชีม้าและซิมม้าเป็นทรัพยากรหลัก การทำให้คนทั่วไป “ไม่เป็นช่องทาง” อาจทรงพลังพอ ๆ กับการทลายฐานปฏิบัติการ เพราะถ้าระบบการเงินและตัวตนถูกทำให้รั่วไหลยาก อุตสาหกรรมหลอกลวงก็ขยายตัวได้ช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ

ท้ายที่สุด วิกฤตที่ชายแดนไม่ได้ไกลตัวอีกต่อไป และคำถามสำคัญไม่ใช่เพียงจับได้กี่คดี แต่คือเราจะลดจำนวนคนที่ถูกหลอกให้เข้าไปในวงจรนี้ได้อย่างไร ก่อนที่ใครบางคนในชุมชนจะตกเป็นเหยื่อรายถัดไป หรือกลายเป็นผู้ต้องหาจากการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • ระงับบัญชีม้าแล้วกว่า 1,180,000 บัญชี และระงับซิมต้องสงสัยกว่า 1,920,000 เลขหมาย ตามข้อมูลเผยแพร่โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • โทษให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากหรือบัญชีโทรศัพท์เพื่อใช้กระทำความผิด จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามเอกสารกฎหมายที่เผยแพร่โดยวุฒิสภา
  • สหประชาชาติประเมินผู้ถูกบังคับทำงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์มากกว่า 200,000 คนในเมียนมา ตามรายงานเอพี
  • รายงานช่วยเหลือผู้ถูกกักขัง 260 คน จาก 19 สัญชาติในเมียนมา ตามรอยเตอร์
  • รายงานพบอุปกรณ์ Starlink 30 ชุดในปฏิบัติการกวาดล้างพื้นที่เมียนมา ตามเอพี
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • วุฒิสภา เอกสารพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อัตราโทษเกี่ยวกับการยินยอมให้ใช้บัญชีเพื่อกระทำความผิด
  • Associated Press รายงานสถานการณ์ศูนย์สแกมเมอร์ การบังคับใช้แรงงาน และการพบอุปกรณ์ดาวเทียม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

รวมตัวหน้า กกต.เชียงราย 10 ก.พ. ร้องนับคะแนนใหม่และเปิดพื้นที่ตรวจสอบความโปร่งใส

กกต.เชียงรายสยบดราม่า #นับใหม่ทั้งประเทศ เปิดโกดังให้ตัวแทน ปชช. ตรวจสอบการเก็บหีบบัตรเขต 1

เชียงราย,10 กุมภาพันธ์ 2569 – ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย ไม่ได้มีเพียงความเงียบของงานเอกสาร หากแต่เต็มไปด้วยเสียงถามหาความชัดเจนจากประชาชนบางส่วนที่ทยอยรวมตัวกันเพื่อรับฟังคำชี้แจงต่อกระแสเรียกร้องให้ “นับคะแนนใหม่” ภายใต้แฮชแท็กที่แพร่กระจายกว้างในโลกออนไลน์ #นับใหม่ทั้งประเทศ

การรวมตัวครั้งนี้ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความวุ่นวาย หากเริ่มด้วยคำถามที่สะท้อนแกนกลางของประชาธิปไตยสมัยใหม่ ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งวัดได้ด้วยความสามารถในการตรวจสอบได้จริง และความรู้สึกว่าทุกเสียงถูกนับอย่างเป็นธรรม ผู้มารวมตัวหลายคนย้ำว่าเป้าหมายหลักคือ “ความชัดเจน” ไม่ใช่การเผชิญหน้า

ท่ามกลางสายตาของสื่อมวลชนในพื้นที่และประชาชนที่ติดตามเหตุการณ์ใกล้ชิด นายชูชาติ สุขสงวน ผู้อำนวยการสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดเชียงราย ลงมารับฟังและชี้แจงข้อสงสัย พร้อมจัดขั้นตอนให้มีการตรวจสอบจุดจัดเก็บหีบบัตรเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งที่ 1 เพื่อสร้างความเข้าใจต่อการดูแลรักษาหีบและเอกสารสำคัญตามที่ประชาชนร้องขอ

จุดเริ่มต้นของคำถาม เมื่อความคลาดเคลื่อนเล็ก ๆ กลายเป็นความกังวลใหญ่

ช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. ประชาชนกลุ่มหนึ่งเข้ามารวมตัวบริเวณหน้าสำนักงาน กกต.เชียงราย โดยมีคำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาทั้งเรื่องขั้นตอนการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง บทบาทของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง และมาตรฐานการตัดสินบัตรดีบัตรเสียที่ประชาชนบางส่วนมองว่า “ไม่สม่ำเสมอ” ระหว่างหน่วย

ในมุมของผู้ชุมนุม ประเด็นที่ถูกย้ำซ้ำมีลักษณะเป็นคำถามเชิงระบบมากกว่าคำถามรายบุคคล

  • หน่วยเลือกตั้งมีขั้นตอนและมาตรฐานเดียวกันจริงหรือไม่
  • ใครเป็นผู้มีอำนาจตอบข้อสงสัยเมื่อเกิดกรณีคัดค้านในหน่วย
  • เหตุใดการจัดพื้นที่สังเกตการณ์จึงถูกมองว่าอยู่ไกลจนทำให้มองรายละเอียดบัตรดีบัตรเสียไม่ชัด
  • เหตุใดจึงมีความรู้สึกว่าบัตรเสีย “สูงผิดปกติ” และเกณฑ์วินิจฉัยเป็นอย่างไร

ผู้เข้าร่วมบางรายยังสะท้อนความกังวลเรื่อง “ความปลอดภัยของผู้ร้องเรียน” โดยตั้งคำถามว่าหากมีข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อเสียงหรือความผิดปกติอื่น ๆ ผู้ให้ข้อมูลจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่ถูกคุกคามหรือถูกตอบโต้ในภายหลัง ประเด็นนี้กลายเป็นหัวใจสำคัญอีกด้านหนึ่งของการสนทนา เพราะสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในช่วงหลังการเลือกตั้ง ว่าระบบรับเรื่องร้องเรียนให้ความคุ้มครองเชิงปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด

กกต.เชียงรายเปิดพื้นที่อธิบาย และตัดสินใจให้ตรวจโกดังเก็บหีบ

ภายใต้สถานการณ์ที่สายตาสาธารณะจับจ้อง นายชูชาติชี้แจงว่าการจัดเก็บหีบบัตรเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งที่ 1 ในโกดังด้านหลังสำนักงาน กกต.เชียงราย เป็นเพราะสถานที่จัดเก็บเดิมที่มักใช้ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่รองรับ

เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยที่เกี่ยวข้องกับ “สภาพหีบและการปิดผนึก” กกต.เชียงรายอนุญาตให้ตัวแทนประชาชน 2 ราย เข้าไปตรวจสอบภายในพื้นที่จัดเก็บร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่สื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์ส่วนใหญ่เฝ้าติดตามอยู่ด้านนอกตามเงื่อนไขการรักษาความปลอดภัยของสถานที่ราชการ

ภายหลังการตรวจสอบ ตัวแทนประชาชนให้ข้อมูลต่อหน้าสื่อว่าเห็นการจัดเก็บในระดับที่ทำให้ “สบายใจขึ้น” และการรวมตัวค่อย ๆ คลี่คลายลงจนยุติในเวลาประมาณ 17.00 น. ภาพรวมเป็นไปอย่างสงบ ไม่มีเหตุความรุนแรง และสะท้อนความพยายามของทั้งสองฝ่ายที่จะประคองสถานการณ์ให้อยู่ในกรอบกฎหมายและความเรียบร้อย

เส้นแบ่งระหว่างความรู้สึกกับข้อพิสูจน์ เมื่อ “บัตรเสีย” ถูกยกเป็นโจทย์ใหญ่

แม้การตรวจสภาพโกดังเก็บหีบจะทำให้ความกังวลเฉพาะหน้าเบาบางลง แต่ประเด็นที่ยังคงค้างอยู่ในบทสนทนาคือ “บัตรเสีย” และ “มาตรฐานการวินิจฉัย” ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะเชื่อมโยงทั้งพฤติกรรมผู้ใช้สิทธิ ความชัดเจนของบัตรและคู่มือการลงคะแนน ตลอดจนดุลพินิจของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งในการตัดสินว่าบัตรใดใช้ได้หรือเป็นบัตรเสีย

ในวงสนทนา มีการพูดถึงตัวเลขบัตรเสียหลายชุด รวมถึงการกล่าวอ้างว่าบัตรเสียอาจอยู่ในระดับสูงมาก อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวในชุดข้อมูลนี้ยังไม่ปรากฏเป็นเอกสารผลการประกาศทางการ จึงต้องทำความเข้าใจว่า “ตัวเลขที่ถูกพูดถึง” ในพื้นที่ยังเป็นข้อกังวลของประชาชน ไม่ใช่ข้อสรุปที่ผ่านการรับรอง

จุดสำคัญคือ หากสังคมต้องการคำตอบที่หนักแน่น บัตรเสียต้องถูกพูดถึงบนฐานข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เช่น รายงานผลรายหน่วย เอกสารสรุปการลงคะแนน และรายงานเหตุการณ์หรือการคัดค้านในหน่วยที่บันทึกไว้ตามระเบียบ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นฐานให้ กกต.ใช้พิจารณาว่าจะมีเหตุให้ตรวจสอบเพิ่มเติมเพียงใด

คำชี้แจงจากส่วนกลาง เมื่อข้อเรียกร้อง “นับใหม่” ต้องผ่านเงื่อนไขกฎหมาย

ในวันเดียวกัน มีการแถลงข่าวที่ศูนย์การเลือกตั้ง สส.และออกเสียงประชามติ โดยรองเลขาธิการ กกต.ให้กรอบอธิบายต่อสาธารณะถึงหลักการและกระบวนการเกี่ยวกับการร้องขอนับคะแนนใหม่ การตรวจสอบข้อเท็จจริง และเงื่อนไขที่ทำให้เกิดคำสั่งนับใหม่หรือเลือกตั้งใหม่ได้ โดยย้ำแกนหลักว่า

  • การนับคะแนนและการประกาศผลรายหน่วยต้องเปิดเผยและตรวจสอบได้
  • การจะสั่งนับคะแนนใหม่ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและหลักฐาน ไม่ใช่ความรู้สึกหรือกระแส
  • อำนาจการสั่งนับใหม่เป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามกรอบกฎหมาย มิใช่คำสั่งเฉพาะหน้าจากเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการหรือผู้แทนที่ลงพื้นที่

สาระสำคัญอีกด้านหนึ่งคือ การอธิบายขั้นตอนหลังปิดหีบที่ประชาชนจำนวนมากอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการรวบรวมหีบและการเตรียมเก็บรักษา ซึ่งในบางพื้นที่อาจถูกมองว่าเป็น “ช่วงสุ่มเสี่ยง” หากประชาชนไม่ได้เห็นขั้นตอนเต็มภาพ การสื่อสารเชิงกระบวนการจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญในการลดความขัดแย้ง

ช่องทางร้องเรียนซื้อเสียง ความกลัวการถูกตอบโต้ และโจทย์ความปลอดภัยของผู้ให้ข้อมูล

อีกส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่ปรากฏชัดในเนื้อหาคือ บทสนทนาเรื่องการร้องเรียนการซื้อเสียงและการทุจริตเลือกตั้ง ผู้เข้าร่วมบางรายสะท้อนว่า “ทุกคนรู้” แต่ไม่กล้าแจ้ง เพราะกังวลความปลอดภัยและความลับอาจรั่วไหล หรืออาจถูกดำเนินคดีกลับ

ฝั่งเจ้าหน้าที่ชี้แจงในภาพรวมว่า กกต.มีกระบวนการรับเรื่องและการคุ้มครองข้อมูลผู้ร้องเรียน โดยย้ำความเป็นความลับของกระบวนการ และให้ความมั่นใจว่าเมื่อมีหลักฐานเพียงพอ การดำเนินการจะเป็นไปตามกฎหมาย ทั้งยังมีการย้ำความเข้าใจเรื่องโทษตามกฎหมายในกรณีเจ้าพนักงานหรือกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งกระทำผิด รวมถึงการดำเนินคดีต่อผู้ให้และผู้รับในกรณีซื้อเสียง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้มีมิติซับซ้อน เพราะความเชื่อมั่นของผู้ร้องไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “คำยืนยัน” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ประสบการณ์ของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมในทางปฏิบัติ ความเร็วในการติดตามคดี ความชัดเจนของการคุ้มครองพยาน และการสื่อสารที่ทำให้ผู้ร้องรู้สึกว่าไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง

ความโปร่งใสที่ประชาชนเห็นด้วยตา กับความโปร่งใสที่ต้องพิสูจน์ด้วยเอกสาร

การตัดสินใจให้ตัวแทนประชาชนตรวจโกดังเก็บหีบ เป็นภาพสัญลักษณ์ที่สำคัญ เพราะเป็นการนำ “ความโปร่งใสที่จับต้องได้” มาเชื่อมกับ “ความโปร่งใสเชิงระบบ” แต่ในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์นี้สะท้อนข้อจำกัดที่ต้องยอมรับว่า แม้เห็นสภาพการปิดผนึกและการจัดเก็บ แต่ก็ไม่ได้ตอบทุกคำถามเกี่ยวกับ “การตัดสินบัตรดีบัตรเสีย” หรือ “ความคลาดเคลื่อนของตัวเลขระหว่างรายงานไม่เป็นทางการกับรายงานทางการ” ซึ่งต้องอาศัยเอกสารรายหน่วยและกระบวนการตรวจทานเป็นหลัก

รองเลขาธิการ กกต.ชี้แจงในเชิงหลักการว่า รายงานผลบางชุดที่เผยแพร่เร็วเพื่อให้ประชาชนติดตาม อาจมีความคลาดเคลื่อนได้ และต้องรอผลประกาศที่ผ่านการตรวจสอบครบถ้วน ซึ่งเป็นผลทางการตามขั้นตอนของ กกต.

ในภาษาชาวบ้าน นี่คือความต่างระหว่าง “ข้อมูลเร็ว” กับ “ข้อมูลจริงที่ลงนามรับรอง” และเมื่อสังคมกำลังตื่นตัว ความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยก็สามารถลุกลามเป็นข้อกังวลใหญ่ได้ หากไม่มีการสื่อสารที่อธิบายขั้นตอนและกำหนดเวลาชัดเจน

บทเรียนที่โผล่ขึ้นจากคำถามเรื่องระยะสังเกตการณ์

หนึ่งในข้อสงสัยที่ถูกย้ำในพื้นที่คือ ระยะห่างในการสังเกตการณ์การนับคะแนน ผู้มารวมตัวบางส่วนสะท้อนว่าระยะที่ถูกจัดไว้ทำให้มองไม่เห็นรายละเอียดบนบัตรอย่างชัดเจน จึงเกิดข้อกังวลว่าอาจตรวจสอบการวินิจฉัยบัตรดีบัตรเสียได้ไม่เต็มที่

ในเชิงมาตรฐานกระบวนการ ความชัดเจนในหน่วยไม่ใช่เพียงเรื่อง “เปิดเผย” แต่เป็นเรื่อง “เปิดเผยอย่างที่ตรวจสอบได้จริง” เพราะหากประชาชนมองไม่เห็น ก็เท่ากับการตรวจสอบถูกลดทอนเหลือเพียงการรับฟัง ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อความเชื่อมั่นในสถานการณ์ที่สังคมมีความระแวงสูง

แนวคิดที่ถูกหยิบยกในวงสนทนาบางช่วง เช่น การแสดงรายชื่อกรรมการประจำหน่วยให้ชัด การปรับวิธีนำเสนอผลให้สังเกตได้ง่ายขึ้น หรือการใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มความโปร่งใส เป็นข้อเสนอเชิงระบบที่สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากการบังคับให้เชื่อ แต่เกิดจากการออกแบบระบบให้สงสัยได้ยาก

ภาพรวมสถานการณ์ไทย เมื่อการร้องเรียนกลายเป็นปรากฏการณ์ร่วมของหลายจังหวัด

การรวมตัวที่เชียงรายเกิดขึ้นพร้อมกับกระแสจากหลายพื้นที่ที่ตั้งคำถามต่อกระบวนการเลือกตั้งและการนับคะแนนในบางกรณี โดยมีการสื่อสารจาก กกต.ส่วนกลางว่ามีเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก และการตรวจสอบต้องอยู่บนฐานพยานหลักฐาน รวมถึงมีกรอบเวลาที่ต้องเร่งรัดในบางพื้นที่เพื่อคลี่คลายความเข้าใจคลาดเคลื่อนและลดความตึงเครียด

สำหรับเชียงราย เหตุการณ์วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่เพียงการรวมตัวหน้าสำนักงาน กกต. แต่เป็นภาพสะท้อนความเปราะบางของ “ศรัทธาหลังคูหา” ที่กำลังท้าทายทุกฝ่ายว่า จะพาสังคมเดินต่อด้วยหลักฐานและกฎหมายได้อย่างไร โดยไม่ปล่อยให้ความไม่ไว้ใจนำหน้าข้อเท็จจริง

เสียงของประชาชนที่อยากรู้ ไม่ใช่เสียงของฝ่ายตรงข้าม

ในช่วงท้ายของเหตุการณ์ มีการสัมภาษณ์ตัวแทนผู้มายื่นหนังสือ ซึ่งระบุข้อกังวลเป็นประเด็น ๆ เช่น ความไม่สอดคล้องของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์กับจำนวนบัตรที่ถูกนับรวม การวินิจฉัยบัตรเสียที่ถูกมองว่าสูงผิดปกติ และข้อกล่าวหาเรื่องพฤติกรรมผิดปกติในบางหน่วย รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อเสียงในพื้นที่บางจุด

สาระสำคัญของเสียงสะท้อนชุดนี้คือ ความต้องการให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม มีช่องทางติดตามได้ และมีหลักประกันว่าการร้องเรียนจะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายผู้ร้องเอง

ในทางกลับกัน ฝั่งเจ้าหน้าที่เน้นกรอบว่าการตรวจสอบต้องเดินตามขั้นตอน การยื่นคำร้องต้องมีรายละเอียดเพียงพอ และการสั่งการที่กระทบผลการเลือกตั้งต้องใช้เหตุและผลตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมของทุกฝ่าย รวมถึงฝ่ายที่ถูกกล่าวหา

เฉพาะหน้า กับคำถามที่ยังรอคำตอบระยะยาว

เหตุการณ์ที่เชียงรายคลี่คลายลงได้ในวันเดียว เพราะมี “กลไกความโปร่งใสเฉพาะหน้า” คือการเปิดให้ตัวแทนประชาชนตรวจสอบสภาพการจัดเก็บหีบบัตรเขต 1 และมีการสื่อสารโดยตรงจากผู้บริหารสำนักงาน กกต.จังหวัดต่อหน้าประชาชน

แต่คำถามระยะยาวยังคงอยู่ และเป็นคำถามที่ไม่ควรปล่อยให้กลายเป็นสงครามข้อมูล

  • จะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงเอกสารรายหน่วยได้สะดวกขึ้นและรวดเร็วขึ้น
  • จะทำอย่างไรให้การสื่อสารเรื่องข้อมูลไม่เป็นทางการไม่สร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน
  • จะทำอย่างไรให้ผู้ร้องเรียนมีความมั่นใจด้านความปลอดภัยและความลับอย่างเป็นรูปธรรม
  • จะทำอย่างไรให้มาตรฐานการวินิจฉัยบัตรดีบัตรเสียเข้าใจง่าย สื่อสารได้ และลดความแตกต่างในการปฏิบัติ

คำตอบของคำถามเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นโจทย์ร่วมของระบบเลือกตั้ง สื่อมวลชน และสังคมพลเมือง หากฝ่ายรัฐให้ข้อมูลครบถ้วนและเร็วพอ หากสื่อรายงานด้วยความระมัดระวังไม่ขยายความคลาดเคลื่อน และหากประชาชนใช้สิทธิ์ตรวจสอบด้วยหลักฐานมากกว่าความรู้สึก ความตึงเครียดก็จะลดลงได้โดยไม่ต้องแลกกับความแตกแยก

บทสรุป

เหตุการณ์วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงาน กกต.เชียงราย แสดงให้เห็นทั้งพลังการมีส่วนร่วมของประชาชนและความท้าทายของการจัดการเลือกตั้งในยุคที่ข้อมูลไหลเร็วกว่าเอกสารทางการ ความสงบเรียบร้อยที่จบลงในเวลาประมาณ 17.00 น. อาจเป็นสัญญาณบวกว่าทุกฝ่ายยังยึดกติกาเป็นหลัก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณเตือนว่าความเชื่อมั่นเป็นสิ่งที่ต้องสร้างซ้ำทุกครั้ง ด้วยความโปร่งใสที่ประชาชนตรวจสอบได้จริง

สถิติและข้อมูลประกอบที่ปรากฏในข้อมูลและคำชี้แจง

  • เวลาการรวมตัวและคลี่คลายของเหตุการณ์ในเชียงราย ประมาณ 15.00 น. ถึงราว 17.00 น. ตามรายงานในพื้นที่ที่ผู้ใช้ให้มา
  • การอนุญาตให้ตัวแทนประชาชน 2 ราย ตรวจสอบสถานที่จัดเก็บหีบบัตรเลือกตั้งเขต 1 ตามคำชี้แจงของสำนักงาน กกต.เชียงรายในข้อมูลที่ได้รับ
  • กกต.ส่วนกลางสื่อสารว่า การตรวจสอบและการสั่งนับคะแนนใหม่ต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและกรอบกฎหมาย และมีการกล่าวถึงจำนวนเรื่องร้องเรียนระดับร้อยเรื่องในห้วงเวลาเดียวกัน ซึ่งปรากฏในคำแถลงและการรายงานข่าว
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงราย
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายยกระดับมาตรการงดเผา 86 วัน เริ่ม 14 ก.พ. – 10 พ.ค. นี้ ตั้งเป้าลดจุดความร้อน 40%

เชียงรายยกระดับห้ามเผา 86 วัน เริ่ม 14 กุมภาพันธ์ รับมือฝุ่น PM2.5 ชูอากาศสะอาดเป็นทุนสุขภาพและท่องเที่ยว

เชียงราย, 9 กุมภาพันธ์ 2569 – ที่ห้องปฏิบัติงานผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย บรรยากาศการประชุมดูเหมือนเป็นกิจวัตรของฝ่ายปกครองในฤดูแล้ง แต่ประโยคที่ถูกย้ำซ้ำในที่ประชุมกลับสะท้อนเดิมพันที่ใหญ่กว่าเรื่องไฟและควัน เพราะสิ่งที่เชียงรายกำลังต่อรองอยู่คือ “ลมหายใจ” ของผู้คนในเมืองท่องเที่ยวและเมืองชายแดน ที่ต้องอยู่กับหมอกควันทุกปี และต้องเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจในช่วงที่อากาศปิด

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดมาตรการเข้มงวดงดเผาในที่โล่งรับมือฝุ่นละออง PM2.5 ปี 2569 โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

หัวใจของมาตรการปีนี้อยู่ที่การ “ยกระดับ” จากขอความร่วมมือไปสู่คำสั่งเข้ม โดยจังหวัดแบ่งช่วงดำเนินการเป็น 2 ระยะ ระยะแรกตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 13 กุมภาพันธ์ เป็นช่วงขอความร่วมมือให้บริหารจัดการเชื้อเพลิง ไถกลบ ทำปุ๋ย และหลีกเลี่ยงการเผาในที่โล่ง ระยะที่สองเป็นช่วงวิกฤตตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม รวม 86 วัน ที่กำหนดห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด ครอบคลุมพื้นที่เกษตร การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร ขยะมูลฝอย และวัชพืช ผู้ฝ่าฝืนต้องรับโทษตามกฎหมาย

ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำในที่ประชุมว่า การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ต้องพึ่งพาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจและร่วมมืออย่างจริงจัง เพื่อให้เชียงรายมีอากาศที่ปลอดภัยต่อเด็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ท่องเที่ยวและรายได้ชุมชน ข้อความเชิญชวนที่ระบุในเอกสารแนบยังสะท้อนเจตนารมณ์ทางสังคมว่า “สิ่งสำคัญคือความร่วมมือของพี่น้องประชาชนชาวเชียงรายทุกคน ทุกภาคส่วน ร่วมด้วยช่วยกันทุกวิถีทางเพื่อสร้างคุณภาพอากาศที่ดีให้กับลูกหลานคนเชียงราย รวมถึงนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยวจังหวัดเชียงรายด้วย”

เป้าหมายลดจุดความร้อนและลดวันฝุ่นเกินมาตรฐาน

มาตรการห้ามเผาไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อ “ความเรียบร้อย” ทางปกครองเท่านั้น แต่มีตัวชี้วัดที่จังหวัดประกาศเป็นเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ชัดเจน โดยตั้งเป้าลดจุดความร้อนลง 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และลดจำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐาน 15 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์

คำว่า “เกินมาตรฐาน” ในเชิงวิชาการสาธารณสุขอ้างอิงเกณฑ์ค่าฝุ่น PM2.5 ของประเทศไทย ซึ่งประกาศและเผยแพร่โดยกรมควบคุมมลพิษ โดยมาตรฐานค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงถูกปรับเป็น 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปี 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร การประกาศเป้าหมายลดจำนวนวันเกินมาตรฐานจึงมีความหมายตรงกับการลดความเสี่ยงต่อสุขภาพในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงทำให้ “ตัวเลขสวย”

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ความยากของเชียงรายไม่ได้อยู่แค่การหยุดเผาในจังหวัด แต่อยู่ที่การทำให้มาตรการ “เกิดผลจริง” ภายใต้ภูมิประเทศแบบแอ่งล้อมเขา และอิทธิพลหมอกควันข้ามแดนที่จังหวัดควบคุมได้จำกัด

บทเรียนปี 2568 จุดความร้อนลดมาก แต่ไฟไหม้จริงลดน้อย

เอกสารแนบได้ยก “รายงานการวิเคราะห์พลวัตจุดความร้อนและการจัดการวิกฤตหมอกควัน จังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2568” เป็นฐานบทเรียนสำคัญที่ทำให้ปี 2569 ต้องยกระดับมาตรการ จุดที่ถูกชูเป็นสาระหลักคือความย้อนแย้งระหว่างจำนวนจุดความร้อนกับพื้นที่เผาไหม้จริง

รายงานระบุว่าในช่วงฤดูไฟป่า 1 กุมภาพันธ์ ถึง 8 พฤษภาคม ปี 2568 จังหวัดเชียงรายลดจุดความร้อนสะสมจาก 3,885 จุดในปี 2567 เหลือ 611 จุดในปี 2568 ลดลงร้อยละ 84.3 แต่พื้นที่เผาไหม้จริงลดลงเพียงร้อยละ 16.33 จาก 62,521 ไร่ เหลือ 52,311 ไร่ ตามข้อมูลในเอกสารแนบ ซึ่งสะท้อนว่าความถี่ของการจุดไฟอาจลดลง แต่การลุกลามต่อครั้งรุนแรงขึ้น

หากแปลความเป็นภาษานโยบาย นี่คือคำเตือนว่า การใช้จำนวนจุดความร้อนเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จเพียงตัวเดียวอาจไม่พอ เพราะไฟที่เริ่มจากจุดเล็กอาจขยายเป็นวงกว้างก่อนถูกตรวจพบหรือเข้าถึงพื้นที่ดับไฟได้ โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาสูง ป่าลึก และแนวรอยต่อเกษตรที่เข้าถึงยาก

ดาวเทียมและข้อมูลจุดความร้อน เครื่องมือที่ทำให้การสั่งการเร็วขึ้น แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

การติดตามจุดความร้อนของไทยมีฐานข้อมูลดาวเทียมที่หน่วยงานรัฐใช้งานอย่างต่อเนื่อง โดย GISTDA ให้บริการข้อมูลจุดความร้อนจากระบบตรวจวัดหลายแหล่ง รวมถึง VIIRS ที่มีความละเอียดระดับประมาณ 375 เมตร ซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลายเพื่อการเฝ้าระวังและวิเคราะห์เชิงพื้นที่ เอกสารวิชาการของกรมส่งเสริมการเกษตรยังอธิบายการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและระบบตรวจจับความร้อนเพื่อสนับสนุนการจัดการพื้นที่เกษตรและการเฝ้าระวังการเผา

แต่บทเรียนจากตัวเลขปี 2568 ก็บอกอีกด้านว่า ต่อให้ตรวจพบไวขึ้น หาก “เข้าถึงพื้นที่ช้า” หรือมีเชื้อเพลิงสะสมมาก ไฟเพียงครั้งเดียวก็อาจสร้างพื้นที่เผาไหม้จำนวนมากได้ จึงทำให้ปี 2569 ต้องเน้นทั้งการห้ามเผาและการจัดการเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น ไถกลบ ทำปุ๋ย การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร และการกำกับขยะและวัชพืชไม่ให้กลายเป็นเชื้อไฟ

ฝุ่นข้ามแดน และเมืองในแอ่ง ลมหายใจที่ไม่ได้ขึ้นกับการเผาในจังหวัดอย่างเดียว

แม้เชียงรายจะควบคุมการเผาในพื้นที่ได้ดีขึ้นในบางช่วง แต่เอกสารแนบย้ำชัดว่าฝุ่นควันข้ามแดนยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อทิศทางลมเปลี่ยน เมืองชายแดนอย่างแม่สายและเชียงของจึงมีความเสี่ยงสูงกว่าพื้นที่อื่น

ขณะเดียวกัน “รูปทรงภูมิประเทศ” ทำให้มลพิษสะสมง่าย ในช่วงฤดูแล้งภาคเหนือมักเกิดอุณหภูมิผกผัน ทำให้มวลอากาศอุ่นปิดทับอากาศเย็นด้านล่าง เปรียบเหมือนฝาชีครอบที่กักฝุ่นไว้ใกล้พื้นดิน เมื่อควันจากการเผาในพื้นที่รวมกับหมอกควันข้ามแดน จึงทำให้ค่าฝุ่นพุ่งขึ้นได้แม้จำนวนจุดความร้อนจะไม่สูงมากนัก นี่คือเหตุผลที่มาตรการปี 2569 ไม่ได้สื่อสารแค่เรื่อง “ห้ามเผา” แต่พยายามโยงไปสู่ “ความห่วงใยสุขภาพ” และ “รายได้ท่องเที่ยว” เพื่อทำให้การร่วมมือเกิดขึ้นจริงในระดับครัวเรือน

สุขภาพประชาชนเป็นตัวตั้ง ห้องปลอดฝุ่นและการป้องกันเชิงรุก

มาตรการด้านสาธารณสุขเป็นอีกเสาหลักที่ช่วยลดความเสี่ยงเฉียบพลันในวันที่ค่าฝุ่นสูง โดยข้อมูลระบุว่าจังหวัดมีห้องปลอดฝุ่นกระจายตามหน่วยบริการและพื้นที่สาธารณะ รวม 903 แห่ง ขณะที่กรมอนามัยเผยแพร่แนวทางการจัดทำห้องปลอดฝุ่นอย่างเป็นระบบ เช่น การปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด ลดช่องรั่ว ทำความสะอาดแบบเช็ดถู และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ก่อฝุ่นเพิ่ม

เมื่อวางสองส่วนนี้คู่กัน ภาพของเชียงรายจึงไม่ใช่จังหวัดที่ “ประกาศห้าม” แล้วจบ แต่เป็นจังหวัดที่พยายามสร้างเกราะป้องกันให้คนอยู่ได้ในช่วงวิกฤต ขณะเดียวกันก็กดปุ่มเข้มเพื่อกดต้นเหตุที่มักกลับมาซ้ำในฤดูแล้ง

เศรษฐกิจท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นของเมือง การต่อสู้ที่วัดผลในสายตาคนนอกพื้นที่

สำหรับเชียงราย คุณภาพอากาศไม่ใช่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “ภาพลักษณ์เมือง” ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว และส่งต่อไปถึงรายได้ของร้านค้า โฮมสเตย์ คนทำทัวร์ และชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในหลายอำเภอ

นี่คือเหตุผลที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสื่อสารด้วยภาษาที่จับต้องได้ วาเลนไทน์ปีนี้ การส่งต่อความรักไม่ใช่ดอกไม้หรือของขวัญ แต่เป็นการลดควัน ลดเผา เพื่อให้คนในบ้านและคนที่มาเยือนหายใจได้สะดวกขึ้น หากมาตรการ 86 วันทำให้ท้องฟ้ากลับมาใสจริง เมืองจะได้ประโยชน์พร้อมกันทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ หากทำไม่สำเร็จ ผลกระทบจะย้อนกลับมาหาคนในพื้นที่ก่อนเสมอ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ

จุดท้าทายที่ต้องจับตา การบังคับใช้กฎหมายและทางเลือกของเกษตรกร

แกนท้าทายของการห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาดคือการทำให้คน “มีทางเลือก” มากพอจะปฏิบัติตาม เพราะในพื้นที่เกษตร การเผามักถูกมองว่าเป็นวิธีจัดการเศษวัสดุที่เร็วและต้นทุนต่ำ มาตรการปี 2569 จึงพยายามผลักทางเลือก เช่น ไถกลบ การทำปุ๋ย และการจัดการวัชพืชอย่างเหมาะสม

อีกด้านหนึ่งคือการบังคับใช้กฎหมายที่ต้องเที่ยงธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และทำควบคู่กับการสื่อสารเชิงเข้าใจ เพื่อไม่ให้มาตรการกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชน การตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์และการดำเนินมาตรการเชิงรุกตามที่เอกสารแนบระบุ จึงเป็นส่วนที่จะชี้ว่าเชียงรายจะ “คุมเกม” ได้จริงแค่ไหนในช่วงวิกฤต 86 วัน

บทสรุปจากสนามจริง อากาศสะอาดคือความปลอดภัยที่ต้องสร้างร่วมกัน

ภาพรวมมาตรการปี 2569 ของเชียงรายจึงเป็นการยกระดับจากบทเรียนปี 2568 ที่ชี้ว่า ลดจุดความร้อนได้มากไม่เท่ากับลดความเสียหายได้มากเสมอ ปีนี้จังหวัดเลือกเดินเกมเข้มด้วยการห้ามเผาทุกชนิดตลอด 86 วัน พร้อมตั้งเป้าลดจุดความร้อนและลดวันฝุ่นเกินมาตรฐาน และพยายามประคองผลกระทบด้วยการสื่อสาร การจัดการเชื้อเพลิงทางเลือก และการดูแลสุขภาพผ่านแนวคิดห้องปลอดฝุ่น

ทางสถิติ แต่คือการทำให้ “วันธรรมดา” ของคนเชียงรายกลับมาหายใจได้เต็มปอด และทำให้เมืองที่อยู่ท่ามกลางภูเขาและพรมแดนมีความเชื่อมั่นพอจะต้อนรับผู้มาเยือนได้โดยไม่ต้องลุ้นว่าท้องฟ้าจะกลายเป็นสีเทาเมื่อไร

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ ข้อมูลมาตรฐาน PM2.5 ของประเทศไทย
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ องค์การมหาชน ข้อมูลระบบและฐานข้อมูลจุดความร้อน
  • กรมส่งเสริมการเกษตร เอกสารวิชาการเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลดาวเทียมและการติดตามจุดความร้อนในบริบทภาคเกษตร
  • กรมอนามัย แนวทางการจัดทำห้องปลอดฝุ่นเพื่อรับมือฝุ่น PM2.5
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เมื่อคนเชียงรายเลือกคนที่อยู่กับปัญหา ทำที่นั่งพลิกแผนที่การเมืองเหนือปี 69

พรรคกล้าธรรมเขย่าแผนที่การเมืองเชียงราย คว้า 4 ที่นั่งจาก 7 เขต เสียงท้องถิ่นชนะกระแสโซเชียล

เชียงราย,9 กุมภาพันธ์ 2569 – เช้าวันหลังการเลือกตั้ง หน้าร้านกาแฟในตัวเมืองเชียงรายเริ่มกลับมาคึกคักเหมือนทุกวัน แต่บทสนทนาบนโต๊ะกลับไม่เหมือนเดิม จากเดิมที่คนถกเรื่องราคาเกษตรหรือท่องเที่ยว ปีนี้คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ ทำไมชื่อที่ไม่ดังในโซเชียลถึงชนะ และทำไมบางพรรคที่เคยเป็นกระแสกลับไม่สามารถปักธงได้แม้แต่เขตเดียวในจังหวัดเชียงราย

ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงรายปี 2569 กลายเป็นภาพสะท้อนการเมืองท้องถิ่นที่กำลังเปลี่ยนรูป เมื่อพรรคกล้าธรรมสามารถคว้าชัยชนะได้ 4 เขตจากทั้งหมด 7 เขต ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้ 2 เขต พรรคภูมิใจไทยได้ 1 เขต และพรรคประชาชนไม่สามารถคว้าที่นั่งได้เลยในจังหวัดนี้ตามชุดข้อมูลผลคะแนนที่ผู้สื่อข่าวรวบรวมจากพื้นที่

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสีบนแผนที่ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า “ความคุ้นชื่อในชุมชน” อาจมีน้ำหนักมากกว่า “ความคุ้นหน้าในฟีดข่าว” และประสบการณ์ที่ประชาชนเจอจริงในพื้นที่ โดยเฉพาะหลังเหตุอุทกภัยใหญ่เมื่อปี 2567 ยังคงหลงเหลือเป็นความทรงจำที่ถูกนำมาประกอบการตัดสินใจในคูหาเลือกตั้งของหลายคน

วันเลือกตั้งที่คนเชียงรายออกมาใช้สิทธิอย่างพร้อมเพรียง

กรอบการออกเสียงเลือกตั้งโดยทั่วไปกำหนดตั้งแต่เวลา 08.00 ถึง 17.00 น. และหลังปิดหีบจะเริ่มกระบวนการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งต่อหน้าประชาชน พร้อมมีระบบรายงานผลแบบไม่เป็นทางการผ่านระบบและแดชบอร์ดออนไลน์ของ กกต. ตามที่หน่วยงานรัฐเผยแพร่แนวทางและขั้นตอนในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง

ในมุมของการกำกับดูแลความสุจริต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเน้นการป้องกันการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและเปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งเบาะแสผ่านสำนักงาน กกต. ในพื้นที่หรือสายด่วน 1444 ซึ่งเป็นจุดย้ำสำคัญว่าการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือไม่จบแค่วันลงคะแนน แต่ต้องมีกลไกตรวจสอบและรับเรื่องร้องเรียนรองรับ

บรรยากาศการใช้สิทธิในเชียงรายจึงไม่ได้ถูกพูดถึงแค่ความคึกคักหน้าหน่วย แต่ถูกเชื่อมเข้ากับคำถามที่ใหญ่กว่า ว่าคะแนนแต่ละใบกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับความคาดหวังของจังหวัดชายแดนที่มีทั้งเมืองท่องเที่ยว ศูนย์กลางการค้า และพื้นที่ชนบทที่ยังต้องพึ่งพาการจัดสรรทรัพยากรจากรัฐอย่างใกล้ชิด

ภาพรวมคะแนนทั้งจังหวัด 7 เขต และความหมายของ 4 ที่นั่งที่พลิกเกม

เมื่อเรียงผลคะแนนทั้ง 7 เขตตามข้อมูลที่แนบ จะเห็น “สามภาพใหญ่” ที่ทับซ้อนกัน

ภาพแรกคือการยืนระยะของเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ที่มีฐานการบริหารเมืองหรือการทำงานต่อเนื่องยาวนาน

ภาพที่สองคือการทะลุเพดานของพรรคที่สามารถเชื่อมงานช่วยเหลือหรือการประสานในพื้นที่ให้กลายเป็นความไว้วางใจทางการเมือง โดยเฉพาะในเขตที่ประชาชนรู้สึกว่าต้องการความเปลี่ยนแปลงแบบจับต้องได้

ภาพที่สามคือสัญญาณเตือนของการเมืองแบบกระแส เมื่อความนิยมระดับชาติไม่สามารถทดแทนความคุ้นเคยในชุมชนได้ หากประชาชนไม่เห็น “การอยู่กับปัญหา” ในวันที่พื้นที่เดือดร้อนจริง

ผลลัพธ์สุดท้ายจึงออกมาเป็นพรรคกล้าธรรม 4 เขต พรรคเพื่อไทย 2 เขต พรรคภูมิใจไทย 1 เขต และพรรคประชาชนไม่มีที่นั่งในเชียงรายตามชุดผลคะแนนที่ปรากฏ

เขต 1 เมืองเชียงราย ฐานท้องถิ่นและการบริหารเมืองยังเป็นแรงส่ง

เขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอเมืองเชียงราย ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ธนรัช จงสุทธานามณี ได้คะแนน 43,234 คะแนน ชนะผู้สมัครพรรคประชาชน ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ ที่ได้ 33,004 คะแนน โดยมีส่วนต่าง 10,230 คะแนน

พื้นที่เขต 1 ถูกมองว่าเป็นเขตที่การบริหารท้องถิ่นส่งผลต่อการรับรู้ของประชาชนสูง เพราะมีความเป็นเมือง มีบริการสาธารณะและโครงการพัฒนาเมืองที่ประชาชนสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ข้อมูลที่แนบระบุชื่อ วันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ในฐานะบุคคลที่มีบทบาทด้านการพัฒนาเมืองและถูกกล่าวถึงว่าเป็นฐานสำคัญของความแข็งแรงทางการเมืองในพื้นที่

ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลจากพื้นที่ยังสะท้อนว่ามีการหยิบยกประเด็นการช่วยเหลือช่วงอุทกภัยเดือนสิงหาคม 2567 มาพูดถึง โดยมี “ความเห็นของคนในพื้นที่บางส่วน” ว่าไม่ค่อยเห็นการลงพื้นที่อย่างชัดเจนของตัวแทนพรรคประชาชนในเขตอำเภอเมือง ข้อสังเกตนี้เป็นการรายงานบรรยากาศความรู้สึก ไม่ใช่ข้อเท็จจริงชี้ผิดถูก และเมื่อเขียนในข่าวเชิงวิชาชีพจึงต้องวางให้เป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้ประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ตัดสินผลแพ้ชนะ

สิ่งที่คะแนนเขต 1 กำลังบอกคือ เมืองไม่ได้เลือกเพราะกระแสอย่างเดียว แต่เลือกจาก “ความแน่นอน” ที่มองเห็นได้ในระบบบริหารท้องถิ่น และความสามารถในการรักษาความสัมพันธ์กับชุมชนเมืองอย่างต่อเนื่อง

เขต 2 เวียงเชียงรุ้ง เวียงชัย แม่จันบางส่วน ความผูกพันในพื้นที่ยังคงมีผล

เขต 2 ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช จากพรรคเพื่อไทย ได้ 33,745 คะแนน ชนะ ทรงพล ชีวินมหาชัย จากพรรคกล้าธรรม ที่ได้ 24,283 คะแนน ส่วนต่าง 9,462 คะแนน

ข้อมูลที่แนบสะท้อนภาพของผู้สมัครที่คนในพื้นที่เรียกติดปากและมีความเป็น “คนของพื้นที่” พร้อมทั้งมีความผูกพันผ่านบทบาททางสังคม เช่น การเชื่อมกับกีฬาในจังหวัด ซึ่งเป็นรูปแบบทุนทางสังคมที่มักแปลงเป็นทุนทางการเมืองได้ในพื้นที่ที่ประชาชนให้ค่ากับความใกล้ชิดและการเข้าถึงได้ง่าย

คะแนนเขต 2 จึงเป็นอีกตัวอย่างว่า พรรคใหม่อาจรุกได้ แต่หากต้องชนกับเครือข่ายเดิมที่ทำงานในพื้นที่สม่ำเสมอ และมีนามสกุลที่ประชาชนจดจำได้ยาวนาน เกมจะตัดสินกันด้วยความต่อเนื่องมากกว่าความหวือหวา

เขต 3 แม่ลาว แม่สรวย เวียงป่าเป้า ความต้องการเปลี่ยนแปลงแบบตรงจุดดันกล้าธรรมขึ้นนำ

เขต 3 พิทักษ์ แสงคำ พรรคกล้าธรรม ได้ 33,732 คะแนน ชนะ ฐากูร ยะแสง พรรคประชาชน 25,565 คะแนน ส่วนต่าง 8,167 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ได้ 25,051 คะแนน เป็นอันดับ 3

เขตนี้ถูกอธิบายได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ประเด็นเชิงปากท้องและสิทธิในที่ดินทำกินมีน้ำหนักสูง และมีมุมมองจากแหล่งข่าวในพื้นที่ว่าการเป็นฝ่ายค้านอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ความคาดหวังของคนเชียงรายบางกลุ่มที่ต้องการเห็นการแก้ปัญหาเร็วและเป็นรูปธรรม นี่เป็นทัศนะทางการเมืองที่ควรเล่าด้วยความระมัดระวัง เพราะสะท้อนความรู้สึกของประชาชนบางส่วน ไม่ใช่ข้อสรุปแทนคนทั้งเขต

อย่างไรก็ดี จุดที่เป็นข้อเท็จจริงในข้อมูลคือผู้ชนะในเขตนี้มีประสบการณ์ทำงานท้องถิ่นมาก่อน เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอแม่สรวย เขต 1 ซึ่งทำให้เกิดภาพจำเรื่องความใกล้ชิดและการเข้าถึงพื้นที่ได้จริง

ในทางข่าวสารเชิงลึก เขต 3 จึงเป็นพื้นที่ตัวอย่างของการเลือก “คนที่อยู่กับพื้นที่” มากกว่า “คนที่อยู่ในกระแส” และเป็นสัญญาณว่าความต้องการการเปลี่ยนแปลงจะถูกส่งผ่านคะแนนเสียงทันที หากประชาชนเชื่อว่ามีช่องทางทำให้ปัญหาได้รับการแก้

เขต 4 พาน ป่าแดด และพื้นที่ต่อเนื่อง เกมคะแนนตัดกันเปิดทางให้กล้าธรรมแทรกขึ้นมา

เขต 4 สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ พรรคกล้าธรรม ได้ 33,725 คะแนน ชนะ วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทย 29,570 คะแนน ส่วนต่าง 4,155 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครพรรคประชาชน ธรรมวัตร พรมเสน ได้ 25,724 คะแนน เป็นอันดับ 3

ตัวเลขเขตนี้สะท้อนการแข่งขันที่สูสีและมีการกระจายคะแนนสูง เมื่อสองพรรคใหญ่แข่งขันกันอย่างใกล้เคียง โอกาสของพรรคที่สามจึงเกิดขึ้นได้หากสามารถรักษาฐานของตนเองและดึงคะแนนส่วนเพิ่มจากกลุ่มที่ลังเล

ข้อมูลระบุประวัติการทำงานของผู้ชนะในเขตนี้ชี้ชัดว่าเคยเป็นทั้งสมาชิกสภาจังหวัดเชียงราย และเคยเป็น สส. มาก่อนในช่วงปี 2544 ถึง 2554 รวมถึงมีภาพจำเรื่องการผลักดันงบประมาณหรือกิจกรรมพัฒนาพื้นที่ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้คะแนนในเขตมีการตอบสนองต่อ “ผลงานที่คนจำได้” มากกว่าการสื่อสารในเชิงภาพลักษณ์

ในมุมการเมืองท้องถิ่น เขต 4 ยังชี้ว่าการแข่งขันแบบตัดคะแนนกันเองของพรรคที่มีฐานใกล้เคียงกัน อาจทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายไม่เป็นไปตามการคาดการณ์ของคนติดตามกระแส แต่เป็นไปตามกลไกการรวมคะแนนจริงใน

เขต 5 เทิง ขุนตาล พญาเม็งราย เชียงของบางส่วน ชัยชนะขาดลอยของภูมิใจไทยและพลังเครือข่ายพื้นที่

เขต 5 รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ พรรคภูมิใจไทย ได้ 52,898 คะแนน ชนะ นาวิน วังแปง พรรคประชาชน 17,305 คะแนน ส่วนต่าง 35,593 คะแนน ขณะที่ เทอดชาติ ชัยพงษ์ พรรคเพื่อไทย ได้ 17,158 คะแนน เป็นอันดับ 3

นี่คือเขตที่คะแนนห่างที่สุดในชุดข้อมูล และเป็นเขตที่ตอบคำถามเชิงโครงสร้างว่า “ตระกูลการเมืองและเครือข่ายท้องถิ่น” ยังทำงานได้จริงในพื้นที่ที่ความสัมพันธ์แบบเครือญาติ ชุมชน และการช่วยเหลือเฉพาะหน้าเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตประจำวัน

ข้อมูลแนบระบุด้วยว่าพื้นที่ส่วนหนึ่งมีการพัฒนาจากงบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและความสามารถพึ่งตนเองของพื้นที่ ทำให้ความคาดหวังต่อรัฐบาลกลางอาจไม่ได้สูงเท่าพื้นที่อื่น แต่ความคาดหวังต่อ “การเข้าถึงเร็ว” และ “การอยู่กับงานชุมชน” กลับสูงมาก

เขต 5 จึงเป็นภาพสะท้อนของการเมืองที่วัดกันด้วยความหนาแน่นของเครือข่าย และความเชื่อใจที่สะสมจากการลงพื้นที่ยาวนาน จนกระแสระดับชาติแทบไม่สามารถเขยื้อนได้

เขต 6 แม่สาย แม่ฟ้าหลวง แม่จันบางส่วน ชายแดนที่ใช้ความทรงจำเป็นบัตรเลือกตั้ง

เขต 6 มลธิชา ไชยบาล พรรคกล้าธรรม ได้ 28,294 คะแนน ชนะ จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม พรรคประชาชน 24,743 คะแนน ส่วนต่าง 3,551 คะแนน ขณะที่ ชัยยนต์ ศรีสมุทร พรรคเพื่อไทย ได้ 19,007 คะแนน เป็นอันดับ 3

เขต 6 ถูกพูดถึงมากในข้อมูลแนบ เพราะเป็นพื้นที่ชายแดนและเป็นพื้นที่ที่เผชิญแรงกดดันซ้อนหลายชั้น ทั้งเศรษฐกิจชายแดน ความมั่นคง และเหตุอุทกภัยปี 2567 ที่กระทบชีวิตผู้คนอย่างหนัก

ในชุดข้อมูลที่สำคัญ มีการเล่าถึงว่าการช่วยเหลือหลังน้ำท่วมของกลุ่มหรือมูลนิธิที่ยังอยู่ในพื้นที่ต่อเนื่อง ทำให้คนในชุมชนจดจำชื่อผู้ประสานงานได้ชัด และภาพการทำงานในพื้นที่ เช่น รถขนดิน รถตัดดิน ป้ายที่พบเห็นได้บ่อย กลายเป็นหลักฐานเชิงประสบการณ์ที่ประชาชนสัมผัสด้วยตา มากกว่าการรับรู้ผ่านข่าวออนไลน์

อย่างไรก็ดี เนื่องจากข้อมูลส่วนนี้เป็นการเล่าจากพื้นที่ส่วนหนึ่งและยังไม่มีหลักฐานในวงกว้างของการพูดคุยจึงควรวางน้ำหนักอย่างเป็นกลางว่า “เป็นภาพรับรู้ของชุมชน” ที่มีผลต่อความไว้วางใจ ไม่ใช่ข้อสรุปว่าหน่วยงานใดทำหรือไม่ทำ

ประเด็นสำคัญของเขต 6 คือการเมืองชายแดนไม่แยกจากปัญหาปากท้องและภัยพิบัติ เมื่อประชาชนต้องล้างโคลนจริง ความคาดหวังต่อผู้แทนย่อมไม่ใช่เพียงการอภิปรายในสภา แต่คือความสามารถประสานให้ความช่วยเหลือเดินหน้าได้ทัน

เขต 7 ดอยหลวง เวียงแก่น เชียงแสน เชียงของส่วนใหญ่ ความหวังงานไร้รอยต่อระหว่างรัฐบาลและท้องถิ่น

เขต 7 สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ พรรคกล้าธรรม ได้ 33,387 คะแนน ชนะ สง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย 24,738 คะแนน ส่วนต่าง 8,649 คะแนน

ในภาพของผู้ชนะในฐานะผู้มีประสบการณ์บริหารท้องถิ่น เคยเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งทำให้เกิดความเชื่อของคนในพื้นที่ว่ามีความรู้จักพื้นที่จริง และมีเครือข่ายทำงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต่อเนื่อง

อีกมิติหนึ่งที่ข้อมูลสะท้อนคือความคาดหวังของประชาชนหลังเหตุอุทกภัยว่าโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนยังต้องซ่อมแซม และประชาชนต้องการเห็นการทำงานที่เดินหน้าเร็วขึ้น จึงเกิดแนวคิดว่า หากผู้แทนอยู่ในขั้วที่สามารถประสานกับกลไกรัฐได้ อาจทำให้การแก้ปัญหาเป็นรูปธรรมมากกว่า

เขต 7 จึงกลายเป็น “เขตแห่งความหวังงานประสาน” ไม่ใช่เพียงความหวังทางการเมือง แต่เป็นความหวังต่อการซ่อมถนน ซ่อมสะพาน ฟื้นเศรษฐกิจชายแดน และจัดการภัยพิบัติในอนาคต

ทำไมคนเชียงรายเลือกชื่อในแบนเนอร์มากกว่าชื่อในโซเชียล

ข้อสังเกตที่โดดเด่นในข้อมูลแนบคือประโยคที่สะท้อนความรู้สึกของผู้ติดตามการเมืองท้องถิ่นว่า ชื่อผู้ชนะจำนวนมากเป็นชื่อที่คนในเขตรู้จักมานานกว่า 10 ปี และปรากฏบนแบนเนอร์หรือกิจกรรมในพื้นที่มากกว่าการเป็นชื่อดังในโลกออนไลน์

เมื่อแปลความในเชิงโครงสร้างการเมืองท้องถิ่น ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับตรรกะพื้นฐานของการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ที่ประชาชนจำนวนมากยังคงตัดสินใจจากสามเรื่องหลัก

เรื่องแรกคือความคุ้นเคยแบบสัมพันธ์ตรง เคยพบ เคยคุย เคยเห็นการทำงาน ไม่ว่าจะในฐานะนักการเมืองท้องถิ่น ผู้นำชุมชน หรือผู้ประสานงานกิจกรรม

เรื่องที่สองคือความสามารถเข้าถึงได้จริง เมื่อเกิดปัญหาแล้วติดต่อได้ แก้ได้ หรืออย่างน้อยลงมาดูให้เห็น

เรื่องที่สามคือความเชื่อว่าเลือกแล้วจะพา “ทรัพยากร” เข้าพื้นที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ โครงการ หรือการประสานหน่วยงาน

ผลการเลือกตั้งเชียงรายปีนี้จึงถูกอ่านได้ว่าเป็นการตัดสินใจแบบผสม ระหว่างการประเมินผลงานเดิม การคาดหวังอนาคต และบทเรียนจากเหตุการณ์จริงในพื้นที่ โดยมีภัยพิบัติปี 2567 เป็นหนึ่งในฉากหลังที่ทำให้ประชาชนบางเขตให้น้ำหนักกับการช่วยเหลือและการฟื้นฟูมากขึ้น

การร้องเรียน การซื้อเสียง และบททดสอบความโปร่งใสหลังปิดหีบ

อีกมิติที่ปรากฏในข้อมูลก่อนหน้าและสอดคล้องกับแนวทางของหน่วยงานรัฐคือการเฝ้าระวังการทุจริตและช่องทางร้องเรียน โดยในระดับประเทศมีการสื่อสารเรื่องการดำเนินการป้องกันข้อร้องเรียน การกำชับเจ้าหน้าที่ และการให้ประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา รวมถึงการสอบถามข้อมูลและแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1444

ด้านหลักกฎหมาย การให้หรือรับทรัพย์สินเพื่อจูงใจการลงคะแนน เป็นความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นฐานกฎหมายสำคัญที่ใช้ดำเนินคดีเกี่ยวกับการซื้อสิทธิขายเสียงและความผิดที่เกี่ยวเนื่อง

สำหรับเชียงราย ข้อมูลที่คุณให้มาก่อนหน้านี้เคยกล่าวถึงการมีเรื่องร้องเรียนอย่างน้อย 1 กรณีในพื้นที่อำเภอพานและอยู่ระหว่างการสอบสวน ซึ่งในงานข่าวเชิงลึก จุดสำคัญไม่ใช่การชี้ว่าใครผิด แต่คือการติดตามว่า “กลไกตรวจสอบทำงานเร็วและโปร่งใสเพียงใด” เพราะหลังเลือกตั้ง ความชอบธรรมของผู้แทนจะตั้งอยู่บนความเชื่อของสังคมว่าเกมการแข่งขันเป็นธรรม

บทสรุปของเชียงราย 7 เขต คือความคาดหวังใหม่ของจังหวัดชายแดน

เมื่อรวบยอดทั้ง 7 เขต จังหวัดเชียงรายกำลังส่งสัญญาณเชิงนโยบายผ่านคะแนนเสียงอย่างน้อย 5 ประเด็น

ประเด็นหนึ่ง ประชาชนจำนวนมากให้รางวัลกับการทำงานที่ต่อเนื่องในพื้นที่ และลงโทษความรู้สึกว่าไม่เห็นการอยู่กับปัญหา ไม่ว่าจะจริงหรือเป็นภาพรับรู้ ความรู้สึกนั้นมีผลจริงในคูหา

ประเด็นสอง ภัยพิบัติและการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติได้กลายเป็น “ตัวชี้วัดคุณภาพผู้แทน” ในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะแม่สายและพื้นที่ชายแดน

ประเด็นสาม เครือข่ายการเมืองท้องถิ่นยังคงแข็งแรง และสามารถเอาชนะกระแสส่วนกลางได้ หากเครือข่ายนั้นตอบโจทย์การเข้าถึงและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ประเด็นสี่ พรรคการเมืองที่ต้องการปักธงภาคเหนือจำเป็นต้องทำงานแบบพื้นที่นิยม ไม่ใช่เพียงสื่อสารระดับชาติ เพราะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตชนะด้วยความไว้ใจรายชุมชน

ประเด็นห้า หลังจากนี้บททดสอบจะย้ายจากสนามหาเสียงไปสู่สนามบริหารและนิติบัญญัติว่า 4 ปีข้างหน้า ผู้แทนจะทำให้ความคาดหวังเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่ทำกิน เศรษฐกิจชายแดน และการรับมือภัยพิบัติ กลายเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนจับต้องได้หรือไม่

ตารางสรุปผลคะแนนตามข้อมูลที่แนบ

เขต 1

  • ธนรัช จงสุทธานามณี พรรคเพื่อไทย 43,234 คะแนน
  • ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ พรรคประชาชน 33,004 คะแนน
  • ส่วนต่าง 10,230 คะแนน

เขต 2

  • ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช พรรคเพื่อไทย 33,745 คะแนน
  • ทรงพล ชีวินมหาชัย พรรคกล้าธรรม 24,283 คะแนน
  • ส่วนต่าง 9,462 คะแนน

เขต 3

  • พิทักษ์ แสงคำ พรรคกล้าธรรม 33,732 คะแนน
  • ฐากูร ยะแสง พรรคประชาชน 25,565 คะแนน
  • ส่วนต่าง 8,167 คะแนน

เขต 4

  • สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ พรรคกล้าธรรม 33,725 คะแนน
  • วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทย 29,570 คะแนน
  • ส่วนต่าง 4,155 คะแนน

เขต 5

  • รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ พรรคภูมิใจไทย 52,898 คะแนน
  • นาวิน วังแปง พรรคประชาชน 17,305 คะแนน
  • ส่วนต่าง 35,593 คะแนน

เขต 6

  • มลธิชา ไชยบาล พรรคกล้าธรรม 28,294 คะแนน
  • จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม พรรคประชาชน 24,743 คะแนน
  • ส่วนต่าง 3,551 คะแนน

เขต 7

  • สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ พรรคกล้าธรรม 33,387 คะแนน
  • สง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย 24,738 คะแนน
  • ส่วนต่าง 8,649 คะแนน

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีหลังเลือกตั้ง

หากพบเห็นพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง สามารถรวบรวมข้อมูลเท่าที่ทำได้อย่างปลอดภัย เช่น วันเวลา สถานที่ ลักษณะเหตุการณ์ และแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบผ่านสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือสายด่วน 1444 ตามช่องทางที่หน่วยงานรัฐประชาสัมพันธ์ไว้

การติดตามผลคะแนนควรแยกให้ออกระหว่างผลไม่เป็นทางการซึ่งใช้ดูแนวโน้ม กับผลอย่างเป็นทางการที่จะประกาศตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด โดยหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยันซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สำนักงานเลขานุการกรมประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์แนวทางการเตรียมพร้อมเลือกตั้งและการรายงานผล รวมถึงเวลาการออกเสียง ขั้นตอนรายงานผล และช่องทางติดต่อ กกต. และสายด่วน 1444 เผยแพร่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569
  • เอกสารกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ใช้เป็นฐานกฎหมายสำหรับความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมถึงการให้หรือรับทรัพย์สินเพื่อจูงใจการลงคะแนน
  • สถิติผลคะแนนเลือกตั้งรายเขตจังหวัดเชียงราย 7 เขต ใช้จาก “ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบในคำสั่งงาน” วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยผู้เขียนยึดตามตัวเลขและรายชื่อที่ปรากฏในข้อมูลดังกล่าวเท่านั้น
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

บรรยากาศเลือกตั้งเชียงรายเช้านี้ ผู้มีสิทธิเกือบ 1 ล้านคนทยอยเข้าคูหา ผู้ว่าฯ ย้ำคะแนนคือเจตนารมณ์

เชียงรายคึกคักเปิดหีบเลือกตั้ง หน่วย 12 โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ผู้ว่าฯ ชูชีพลงพื้นที่ใช้สิทธิและตรวจความเรียบร้อย กกต. ตั้งเป้าผู้มาใช้สิทธิไม่ต่ำกว่าครั้งก่อน

เชียงราย, 8 กุมภาพันธ์ 2569 – เช้าวันอาทิตย์ที่หลายคนตั้งใจพักผ่อน กลับเริ่มต้นด้วยภาพที่สะท้อนอุณหภูมิทางการเมืองของท้องถิ่นอย่างชัดเจน บริเวณหน่วยเลือกตั้งที่ 12 โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ในเขตเทศบาลเมืองเชียงราย มีประชาชนทยอยเดินทางมาตั้งแต่ก่อนเวลาเปิดหีบ ท่ามกลางการจัดระเบียบพื้นที่ที่เป็นระบบ เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเตรียมอุปกรณ์ครบถ้วน และบรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างเรียบร้อย

ภาพที่สร้างแรงส่งให้บรรยากาศช่วงเช้าคึกคักยิ่งขึ้น คือการเดินทางมาของนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ที่มาถึงตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อใช้สิทธิในฐานะประชาชน และตรวจเยี่ยมความพร้อมของหน่วยเลือกตั้ง พร้อมสังเกตการณ์การอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้สิทธิ การลงพื้นที่ครั้งนี้มีนัยสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ เพราะเป็นการย้ำบทบาทของฝ่ายบริหารจังหวัดในการสนับสนุนให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริต โปร่งใส และสงบเรียบร้อย

เช้าตรู่ก่อนเปิดหีบ ความตื่นตัวเริ่มจากคนธรรมดา

ก่อนถึงเวลาเปิดหีบไม่นาน บริเวณด้านหน้าหน่วยเลือกตั้งเริ่มมีประชาชนมารออย่างต่อเนื่อง บางคนมาถึงเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงความหนาแน่นช่วงสาย บางคนตั้งใจมาเป็นกลุ่มครอบครัวเหมือนเป็นกิจกรรมร่วมกันของบ้าน ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้หน่วยเลือกตั้งไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทำหน้าที่ตามกฎหมาย แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนมาพบกันเพื่อยืนยันว่าเสียงของตนยังมีความหมาย

เมื่อประธานหน่วยเลือกตั้งประกาศเปิดหีบในเวลา 08.00 น. มีผู้มาใช้สิทธิคนแรกเข้าคูหาแทบจะทันที ภาพดังกล่าวสะท้อนความพร้อมของทั้งระบบหน่วยเลือกตั้ง และสะท้อนความตื่นตัวของประชาชนที่ไม่ต้องรอให้ “การเมือง” เดินมาหา แต่เลือกที่จะเดินเข้าไปหาสิทธิของตนเอง

ผู้ว่าฯ ชูชีพย้ำทุกคะแนนคือเจตนารมณ์ ขอชวนคนเชียงรายออกมาใช้สิทธิ

ระหว่างการตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมบรรยากาศเช้าวันเลือกตั้ง โดยระบุว่าหน่วยเลือกตั้งแห่งนี้เป็นจุดศูนย์กลางในเขตเทศบาลเมือง และเริ่มเห็นประชาชนทยอยมาใช้สิทธิอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เช้า พร้อมเชิญชวนให้ชาวเชียงรายออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด เพื่อให้การเลือกตั้งสะท้อน “เจตนารมณ์” ของประชาชนอย่างแท้จริง

ผู้ว่าฯ ยังย้ำสารสำคัญที่สะท้อนแก่นของประชาธิปไตยในภาษาที่เข้าใจง่ายว่า หากเชียงรายมีผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้าไปทำหน้าที่ได้จริง ก็จะสามารถนำความต้องการของพื้นที่ไปผลักดันในเชิงนโยบายและการพัฒนาจังหวัด ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการออกมาใช้สิทธิไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่เป็นการตัดสินใจที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันในระยะยาว

ตัวเลขสำคัญของการเลือกตั้งเชียงราย 2569 ผู้มีสิทธิใกล้หนึ่งล้าน ตั้งเป้าผู้มาใช้สิทธิไม่ต่ำกว่าครั้งก่อน

ข้อมูลจากการให้สัมภาษณ์ในพื้นที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายชูชาติ สุขสงวน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงราย ระบุว่า จังหวัดเชียงรายมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 948,989 คน จากประชากรรวมราว 1.2 ล้านคน โครงสร้างเขตเลือกตั้งแบ่งเป็น 7 เขต ครอบคลุม 18 อำเภอ และมีหน่วยเลือกตั้งมากกว่า 2,000 หน่วยทั่วจังหวัด

ในเชิงเป้าหมาย ผู้บริหารจังหวัดและ กกต. ประจำจังหวัดตั้งความคาดหวังว่าอัตราผู้มาใช้สิทธิจะไม่ต่ำกว่าครั้งก่อน ซึ่งอยู่ในระดับมากกว่า 77 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงสถิติปลายทาง แต่เป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง และสะท้อนพลังการมีส่วนร่วมของคนทั้งจังหวัดที่ต้องการให้เสียงของตนมีน้ำหนักในการกำหนดทิศทางประเทศ

เบื้องหลังความคึกคักคือมาตรการความโปร่งใส กกต. ประสานตำรวจและฝ่ายปกครองคุมเข้ม

แม้บรรยากาศหน้างานจะดูเรียบร้อย แต่ในเชิงปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่หลายหน่วยทำงานเข้มข้นตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้ง โดย กกต. เชียงรายย้ำหลักปฏิบัติสำคัญให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนทำหน้าที่ด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม และเป็นกลางทางการเมือง พร้อมบูรณาการกับตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายและฝ่ายปกครอง เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการซื้อเสียงและการให้หรือรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ

แนวทางดังกล่าวสะท้อนภาพรวมของการเลือกตั้งยุคใหม่ที่ไม่อาจพึ่งพาเพียงความพร้อมของคูหาและบัตรเลือกตั้งเท่านั้น แต่ต้องพึ่งระบบเฝ้าระวังเชิงรุก การรับข้อมูลร้องเรียนอย่างเป็นระบบ และการสื่อสารกับประชาชนให้ชัดเจนว่า หากพบความผิดปกติสามารถแจ้งข้อมูลได้ผ่านช่องทางทางการ

หนึ่งในข้อมูลที่ถูกพูดถึงในเช้าวันเลือกตั้ง คือกรณีได้รับรายงานเรื่องร้องเรียนเบื้องต้น 1 เรื่อง ในพื้นที่อำเภอพาน ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมที่สุด ข้อเท็จจริงนี้ถูกกล่าวถึงต่อหน้าสื่อในลักษณะระมัดระวัง โดยยึดหลักความเที่ยงธรรมและกระบวนการตรวจสอบก่อนสรุปผล

สำหรับประชาชนทั่วไป กกต. มีสายด่วน 1444 เป็นช่องทางรับเรื่องและให้ข้อมูลการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหมายเลขที่ปรากฏบนช่องทางประชาสัมพันธ์ของ กกต.

จุดวัดคุณภาพประชาธิปไตยไม่ได้อยู่แค่ผลคะแนน แต่อยู่ที่ความเชื่อมั่นของคนต่อระบบ

เมื่อมองลึกลงไปกว่า “ความคึกคัก” เช้าวันเลือกตั้งมีองค์ประกอบที่สื่อสารเรื่องเดียวกันอย่างเงียบ ๆ คือความเชื่อมั่นของคนต่อระบบ หากประชาชนรู้สึกว่าเสียงของตนไม่เปลี่ยนอะไร ความคึกคักจะไม่เกิดตั้งแต่เช้าตรู่ หากเจ้าหน้าที่รู้สึกว่าการทำหน้าที่ไม่ถูกคุ้มครองโดยกติกาที่เป็นธรรม ความเรียบร้อยก็ยากจะรักษา แต่ภาพที่หน่วยเลือกตั้งที่ 12 ในเช้าวันนี้ เป็นภาพที่บอกว่าอย่างน้อยในระดับพื้นที่ ระบบยังทำงานได้ และผู้คนยังเชื่อว่าการเดินเข้าคูหามีความหมาย

ในอีกด้านหนึ่ง การตั้งเป้าผู้มาใช้สิทธิให้ไม่ต่ำกว่าครั้งก่อน ยังสะท้อนโจทย์สำคัญของทุกจังหวัดในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเร็ว ความเห็นแตกต่างขยายตัวง่าย และความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ จังหวัดที่รักษามาตรฐานกระบวนการเลือกตั้งได้ดี จะลดแรงเสียดทานทางสังคมหลังรู้ผลได้มากขึ้น เพราะประชาชนจะโต้แย้งกันบนฐานของ “การแข่งขันทางนโยบาย” มากกว่าการตั้งคำถามต่อความสุจริตของกระบวนการ

จังหวะการรายงานผลและความคาดหวังของประชาชน

นายชูชาติ สุขสงวน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงราย ให้ข้อมูลต่อสื่อว่า ประชาชนจะเริ่มเห็นผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการในช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. เป็นต้นไป โดย กกต. ประจำจังหวัดได้รับการสนับสนุนด้านการจัดการจากฝ่ายจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น

สำหรับประชาชนจำนวนมาก ช่วงเวลาหลังปิดหีบคือช่วงที่ความคาดหวังสูงที่สุด เพราะเป็นจุดที่ผลลัพธ์เริ่มปรากฏ แต่การสื่อสารของเจ้าหน้าที่ในวันนี้พยายามวางกรอบให้สังคมเข้าใจว่า ความเร็วต้องเดินคู่ความถูกต้อง และความเชื่อมั่นต้องเดินคู่ความโปร่งใส หากทำได้ครบทั้งสองด้าน ผลเลือกตั้งจะมีความหมายมากกว่าตัวเลข เพราะเป็นผลที่สังคมยอมรับร่วมกันได้

บทสรุปจากหน่วยเลือกตั้งหนึ่งแห่ง สะท้อนภาพทั้งจังหวัด

หน่วยเลือกตั้งที่ 12 โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม เป็นเพียงหนึ่งหน่วยจากมากกว่าสองพันหน่วยทั่วเชียงราย แต่ภาพความเรียบร้อยและความคึกคักในเช้าวันนี้สะท้อนแนวโน้มสำคัญสามประการ

ประการแรก ประชาชนยังให้คุณค่ากับการใช้สิทธิอย่างจริงจัง เห็นได้จากการมารอและเข้าคูหาทันทีที่เปิดหีบ
ประการที่สอง ฝ่ายบริหารจังหวัดและ กกต. แสดงบทบาทเชิงรุกทั้งด้านการสนับสนุนการอำนวยความสะดวก และการย้ำหลักความสุจริตเที่ยงธรรม
ประการที่สาม การพูดถึงเรื่องร้องเรียนแม้เพียง 1 เรื่อง ในเช้าวันเลือกตั้ง เป็นสัญญาณว่าระบบเฝ้าระวังถูกนำมาใช้จริง และกำลังถูกตรวจสอบตามกระบวนการ ไม่ถูกปล่อยให้เป็นเสียงลือที่ทำลายความเชื่อมั่นโดยไร้ข้อเท็จจริง

ท้ายที่สุด คำชวนของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ย้ำว่า “คะแนนเสียงคือเจตนารมณ์” สะท้อนสารที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เพราะการเลือกตั้งไม่ได้จบลงเมื่อหย่อนบัตร แต่เริ่มต้นเมื่อประชาชนกล้ารับผิดชอบต่อเสียงของตนเอง และติดตามให้ผู้แทนทำงานตามสิ่งที่สัญญาไว้

 

สถิติสำคัญที่ใช้ประกอบการรายงาน

  • ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจังหวัดเชียงรายประมาณ 948,989 คน จากประชากรรวมราว 1.2 ล้านคน ตามข้อมูลสัมภาษณ์ในพื้นที่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายและผู้อำนวยการสำนักงาน กกต. ประจำจังหวัดเชียงราย ที่ผู้ใช้จัดเตรียม
  • โครงสร้างเขตเลือกตั้ง 7 เขต ครอบคลุม 18 อำเภอ และมีหน่วยเลือกตั้งมากกว่า 2,000 หน่วย ตามข้อมูลสัมภาษณ์ในพื้นที่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผู้ใช้จัดเตรียม
  • เป้าหมายผู้มาใช้สิทธิไม่ต่ำกว่าครั้งก่อน ซึ่งอยู่ในระดับมากกว่า 77 เปอร์เซ็นต์ ตามข้อมูลสัมภาษณ์ในพื้นที่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผู้ใช้จัดเตรียม
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลบรรยากาศหน้างาน สถิติผู้มีสิทธิ โครงสร้างเขตเลือกตั้ง จำนวนหน่วยเลือกตั้ง เป้าหมายผู้มาใช้สิทธิ และรายละเอียดเรื่องร้องเรียน อ้างอิงจากข้อมูลภาคสนามและบทสัมภาษณ์ในพื้นที่หน่วยเลือกตั้งที่ 12 โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผู้ใช้จัดเตรียม
  • คำให้สัมภาษณ์นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายชูชาติ สุขสงวน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงราย อ้างอิงจากบทสัมภาษณ์ในพื้นที่ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผู้ใช้จัดเตรียม
  • ช่องทางสายด่วน กกต. 1444 อ้างอิงจากเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งในส่วนประชาสัมพันธ์ช่องทางแจ้งเหตุทุจริตในการเลือกตั้ง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

พลังศรัทธาล้านนา! อบจ.เชียงราย ร่วมพิธีบวชป่า-สืบชะตาแม่น้ำ ปั้นเยาวชนรักษ์ธรรมชาติปี 2569

อบจ.เชียงราย ร่วมสืบสานบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำเฮียว ปลุกพลังศรัทธาชุมชนคุ้มครองป่าต้นน้ำ สร้างแนวร่วมเยาวชนรักษ์ธรรมชาติ

เชียงราย, 6 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางความท้าทายด้านทรัพยากรธรรมชาติที่หลายชุมชนต้องเผชิญ ทั้งแรงกดดันจากการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ และความเสี่ยงต่อแหล่งน้ำต้นทุนของเกษตรกรรม พื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เลือกใช้วิธีที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังผ่านวัฒนธรรมและศรัทธา ด้วยพิธีบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำเฮียว ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงงานประเพณี หากเป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของชุมชนในการปกป้องผืนป่าและสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิต

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานเปิดงานบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำของกลุ่มผู้ใช้น้ำแม่น้ำเฮียว ณ ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย โดยกิจกรรมตั้งใจผสานพิธีกรรมทางศาสนาเข้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามวิถีล้านนา เพื่อสร้างความร่วมมือ ลดการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และย้ำความสำคัญของป่าต้นน้ำในฐานะหัวใจของความมั่นคงด้านน้ำในระดับชุมชน

พิธีกรรมที่ทำหน้าที่เป็นกติกาสังคมของชุมชน

สาระสำคัญของงานอยู่ที่พิธีบวชป่าและพิธีสืบชะตาแม่น้ำ ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่สังคมล้านนาใช้มายาวนานเพื่อยกระดับธรรมชาติให้เป็นสิ่งที่ต้องเคารพและระมัดระวัง ในพิธีบวชป่า ชุมชนใช้การนำผ้าเหลืองห่มต้นไม้ใหญ่เป็นสัญลักษณ์ทางใจให้ผืนป่าเป็นพื้นที่ที่ไม่ควรถูกแตะต้องง่าย ๆ คล้ายการสร้างเขตอภัยทานทางสังคมที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานศึกษาด้านพิธีกรรมและการอนุรักษ์ที่ชี้ว่า การห่มผ้าเหลืองต้นไม้และการทำพิธีเชิงพุทธถูกใช้เป็นเครื่องมือทางสังคมเพื่อยับยั้งการตัดไม้และทำให้ชุมชนเกิดบรรทัดฐานร่วมในการคุ้มครองป่า

ขณะที่พิธีสืบชะตาแม่น้ำเป็นการขอขมาและแสดงความกตัญญูต่อสายน้ำ รวมถึงการบูชาผู้คุ้มครองตามความเชื่อ เพื่อให้คนในพื้นที่ตระหนักว่าแม่น้ำไม่ใช่เพียงทรัพยากรที่หยิบใช้ได้ไม่จำกัด แต่เป็นสิ่งมีคุณค่าและมีความหมายต่อชีวิตในทุกมิติ เอกสารท้องถิ่นเกี่ยวกับพิธีสืบชะตาในบริบทล้านนาอธิบายบทบาทพิธีกรรมในฐานะการเชื่อมความสัมพันธ์คนกับสายน้ำและสร้างความตระหนักเรื่องการดูแลแหล่งน้ำร่วมกัน

นัยสำคัญของพิธีกรรมทั้งสองจึงไม่ใช่เพียงความศักดิ์สิทธิ์ หากคือการสร้างกติกาทางสังคมแบบนุ่มนวลที่ชุมชนยอมรับด้วยความเชื่อและความผูกพัน เป็นการลดแรงปะทะระหว่างมาตรการบังคับใช้กับชีวิตจริง และทำให้การอนุรักษ์มีเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง

แม่น้ำเฮียวกับป่าต้นน้ำ เมื่อธรรมชาติคือความมั่นคงของปากท้อง

ในพื้นที่ชนบทจำนวนมาก ป่าต้นน้ำและแม่น้ำไม่ได้หมายถึงความงามเชิงทิวทัศน์เท่านั้น แต่เป็นระบบสนับสนุนชีวิต ตั้งแต่การเกษตร น้ำอุปโภคบริโภค ไปจนถึงการรักษาสมดุลระบบนิเวศ เมื่อป่าถูกทำลาย น้ำย่อมแปรปรวน ทั้งปริมาณและคุณภาพ และสุดท้ายจะย้อนกลับมาที่ต้นทุนครัวเรือน

การจัดพิธีบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำเฮียวจึงเป็นการส่งสัญญาณว่า ชุมชนกำลังลงทุนกับความมั่นคงระยะยาวของตนเอง ผ่านวิธีที่คนส่วนใหญ่เข้าใจร่วมกัน การวางเรื่องนี้ในบริบทสถิติป่าไม้ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น โดยข้อมูลกรมป่าไม้ระบุว่าในปี 2564 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่ารวม 102,212,434.37 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 31.59 ของพื้นที่ประเทศ ขณะที่จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ป่า 2,845,312.24 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 39.58 ของพื้นที่จังหวัด

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเชียงรายเป็นจังหวัดที่ยังมีฐานทรัพยากรป่าไม้ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายพื้นที่ แต่การมีฐานทรัพยากรไม่เท่ากับความปลอดภัย หากไม่มีกลไกชุมชนช่วยดูแลและกำกับพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน การอนุรักษ์จึงต้องไม่หยุดอยู่แค่โครงการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องกลายเป็นวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกับป่าและน้ำ

เยาวชนร่วมพิธี ไม่ใช่ผู้ชม แต่เป็นผู้สืบทอดการเฝ้าระวัง

อีกมิติที่ถูกเน้นจากข้อมูลแนบคือการเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งการเข้าร่วมพิธี การรับฟังเรื่องเล่าภูมิปัญญาท้องถิ่น และการถ่ายทอดความรู้จากผู้นำชุมชนและผู้เฒ่าผู้แก่ จุดนี้ทำให้กิจกรรมไม่เป็นเพียงงานประเพณีรายปี แต่เป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจคุณค่าของทรัพยากรในพื้นที่จริงของตนเอง

ในทางปฏิบัติ การสร้างเยาวชนให้เห็นความหมายของป่าต้นน้ำและแม่น้ำตั้งแต่วัยเด็ก ช่วยเพิ่มโอกาสให้ชุมชนมีเครือข่ายเฝ้าระวังระยะยาว และทำให้การอนุรักษ์ไม่ขาดตอนเมื่อคนรุ่นผู้รู้ลดลงตามเวลา ที่สำคัญคือเยาวชนไม่ได้ถูกวางบทบาทเป็นเพียงผู้รับฟัง หากถูกชวนให้เป็นแนวร่วม ช่วยสืบต่อการดูแลทรัพยากรซึ่งเป็นสมบัติร่วมของชุมชน

บทบาทของ อบจ. กับการสนับสนุนการอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วม

ในภาพรวม บทบาทของ อบจ.เชียงรายจากข้อมูลแนบคือการเข้ามาหนุนเสริมกิจกรรมชุมชนในพื้นที่จริง โดยการมอบหมายผู้บริหารเข้าร่วมและเป็นประธานเปิดงาน ซึ่งมีนัยว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัดให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ที่ใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง และมองพิธีกรรมเป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วม ไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์หรือพิธีการที่แยกจากการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การสนับสนุนมีผลจริงในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรและการพัฒนาชุมชนมักชี้ว่า พิธีกรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากไม่ต่อยอดด้วยมาตรการทางสังคมและการจัดการพื้นที่ เช่น กติกาชุมชนเรื่องการใช้ป่า การดูแลต้นน้ำ การลดขยะและของเสียลงลำน้ำ รวมถึงการประสานกับหน่วยงานรัฐด้านป่าไม้และน้ำให้มีระบบติดตามผล สิ่งนี้ไม่ใช่ข้อด้อยของพิธีกรรม แต่เป็นเงื่อนไขของความยั่งยืนในโลกจริงที่ต้องพึ่งทั้งศรัทธาและการบริหารจัดการร่วมกัน

เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้ไกลตัว พิธีกรรมจึงทำหน้าที่เป็นสะพาน

สารที่งานบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำเฮียวส่งถึงสังคมในวงกว้างคือ ปัญหาทรัพยากรไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยโครงการใหญ่เสมอไป บางครั้งการเริ่มจากความเชื่อร่วมที่คนยอมรับ สามารถเปิดประตูให้เกิดความร่วมมือที่แข็งแรงกว่าเครื่องมือทางกฎหมายในบางสถานการณ์ เพราะศรัทธาเป็นพลังที่ทำให้คนยอมเสียสละเพื่อสิ่งที่มองไม่เห็นทันที

เมื่อมองให้ลึกลงไป พิธีกรรมคือภาษาเดียวกันของชุมชน เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ไม่ต้องใช้ศัพท์เทคนิคก็เข้าใจได้ และทำให้คนธรรมดารู้สึกว่าเขามีส่วนรับผิดชอบต่อทรัพยากรที่ใช้ร่วมกัน นี่คือการอนุรักษ์แบบที่ไม่แยกคนออกจากธรรมชาติ แต่เชื่อมให้กลับมาเห็นว่า ทุกหยดน้ำและทุกต้นไม้มีผลต่อความมั่นคงของครอบครัว

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีเพื่อรักษาป่าต้นน้ำและสายน้ำของชุมชน

หนึ่ง หลีกเลี่ยงการทิ้งขยะและของเสียลงแหล่งน้ำ และร่วมกันจัดจุดทิ้งขยะที่ไม่ไหลลงลำน้ำ
สอง ร่วมทำกติกาชุมชนเรื่องการใช้พื้นที่ป่า เช่น งดตัดไม้ใหญ่ในพื้นที่ต้นน้ำ และช่วยกันแจ้งเหตุเมื่อพบการบุกรุก
สาม สนับสนุนกิจกรรมเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ให้มีพื้นที่ทำงานอาสาและกิจกรรมเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
สี่ ประสานหน่วยงานท้องถิ่นเมื่อพบปัญหาน้ำขุ่น น้ำเสีย หรือการทำกิจกรรมเสี่ยงต่อป่าต้นน้ำ เพื่อให้มีการตรวจสอบและแก้ไขทันเวลา

บทสรุป

งานบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำเฮียวในอำเภอเวียงป่าเป้าเป็นภาพสะท้อนว่า การอนุรักษ์ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความขัดแย้ง แต่เริ่มจากความเชื่อร่วมและความรักในถิ่นฐานได้ เมื่อ อบจ.เชียงรายเข้ามาหนุนเสริมบทบาทของชุมชน พิธีกรรมจึงกลายเป็นเวทีรวมพลังของคนทุกวัย โดยเฉพาะเยาวชนที่ถูกชวนให้เป็นผู้สืบทอดการดูแลป่าต้นน้ำและสายน้ำ

ในวันที่โลกเผชิญความผันผวนด้านทรัพยากร ความมั่นคงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องชายแดนหรือเศรษฐกิจ แต่คือความมั่นคงของน้ำและป่าที่อยู่หน้าบ้าน เมื่อชุมชนลุกขึ้นมาห่มผ้าเหลืองให้ต้นไม้และขอขมาต่อสายน้ำ ความหมายที่แท้จริงจึงไม่ใช่พิธีการ หากคือคำมั่นว่าทรัพยากรธรรมชาติจะถูกส่งต่ออย่างสมศักดิ์ศรีให้คนรุ่นถัดไป

 

สถิติ

  • ประเทศไทยมีพื้นที่ป่ารวม 102,212,434.37 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 31.59 ของพื้นที่ประเทศ ข้อมูลปี 2564
  • จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ป่า 2,845,312.24 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 39.58 ของพื้นที่จังหวัด ข้อมูลปี 2564
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมป่าไม้ ตารางพื้นที่ป่าของประเทศไทย ปี 2516 ถึง 2564 และตารางพื้นที่ป่าแยกรายจังหวัด ปี 2564 ซึ่งระบุพื้นที่ป่ารวมของประเทศ ร้อยละของพื้นที่ประเทศ และพื้นที่ป่าของจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มหาดไทยรุกเชียงรายใช้ “นโยบาย 3 ตัด” สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ย้อนฟังเวที 4 พรรคแก้ฝุ่นข้ามพรมแดน

มหาดไทยคุมเข้มชายแดนเชียงราย รองปลัดฯ ลงพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ เดินเกมนโยบาย 3 ตัดสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ ควบคู่เวทีดีเบต 4 พรรคชูการทูตเชิงรุกแก้ฝุ่นและมลพิษข้ามพรมแดน

เชียงราย,6 กุมภาพันธ์ 2569 – ลมหนาวปลายฤดูพัดผ่านสันดอนริมโขงที่สามเหลี่ยมทองคำ แต่บรรยากาศในพื้นที่ไม่ได้มีเพียงภาพท่องเที่ยวและค้าขายคึกคัก หากยังมีแรงกดดันอีกชั้นที่คนชายแดนรับรู้มานาน นั่นคือการต้องอยู่ร่วมกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่ข้ามแดนได้เร็วกว่าเดิม ทั้งขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ยาเสพติด และปมมลพิษที่ไหลมากับน้ำกับลมจนยากจะแยกเส้นเขตแดนให้ชัดเจน

ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงชายแดนและตรวจสภาพพื้นที่สำคัญ โดยช่วงเช้าประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย มีนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมผู้แทนหน่วยงานเข้าร่วมให้ข้อมูลภาพรวม ก่อนคณะจะลงพื้นที่อำเภอเชียงแสนและจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำ เพื่อตรวจการปฏิบัติงานด้านความมั่นคง การคัดกรองบุคคลต่างชาติ และการอำนวยความสะดวกการค้าชายแดน

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสสังคมที่จับตาความพยายามของรัฐในการสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการยกระดับมาตรการตัดท่อน้ำเลี้ยงของแก๊งหลอกลวง ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การตัดไฟฟ้าและสัญญาณสื่อสารในพื้นที่ต้องสงสัยตามแนวชายแดนถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องในฐานะเครื่องมือกดดันเชิงปฏิบัติการของรัฐ เพื่อจำกัดความสามารถในการตั้งฐานปฏิบัติการของเครือข่ายสแกมเมอร์ที่อาศัยช่องว่างกฎหมายและภูมิประเทศชายแดนเป็นเกราะกำบัง

ชายแดนยุคใหม่ที่ภัยคุกคามไม่ได้มาเดี่ยว

นายภาสกรระบุระหว่างภารกิจว่า การติดตามครั้งนี้เป็นการตรวจสถานการณ์ความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งยาเสพติด การค้าชายแดน และปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเน้นการดำเนินการตามแนวทางของหน่วยงานความมั่นคง รวมถึงมาตรการเชิงรุกที่ถูกเรียกกันในทางปฏิบัติว่า นโยบาย 3 ตัด ควบคู่กับการคัดกรองบุคคลต่างชาติที่เดินทางเข้าออกผ่านจุดผ่านแดนถาวรต่าง ๆ

ในเชิงโครงสร้าง ปัญหาชายแดนเชียงรายไม่ใช่เพียงเรื่องการตั้งด่านตรวจหรือเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ แต่เป็นโจทย์ของพื้นที่ที่มีการเคลื่อนย้ายคน สินค้า เงิน และข้อมูลพร้อมกัน การค้าชายแดนต้องเดินได้เพื่อพยุงเศรษฐกิจชุมชน แต่ความคล่องตัวดังกล่าวก็ถูกเครือข่ายอาชญากรรมใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน หากรัฐคุมเข้มเกินไป อาจกระทบผู้ค้ารายย่อยและโลจิสติกส์ หากผ่อนเกินไป ความเสี่ยงต่อการแฝงตัวของเครือข่ายผิดกฎหมายก็เพิ่มขึ้น

ภายใต้ภาพที่เหมือนต้องเลือกข้าง รัฐจึงพยายามเสนอแนวคิดแบบสองราง คือรางความมั่นคงที่เข้มข้นขึ้น และรางเศรษฐกิจที่ยังต้องไหลต่ออย่างเป็นระบบ

ตรวจด่านศุลกากรเชียงแสนและตรวจคนเข้าเมือง การค้าเดินหน้าแต่ต้องปลอดภัย

หนึ่งในจุดเน้นของภารกิจคือการตรวจเยี่ยมด่านศุลกากรเชียงแสนและด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อติดตามกระบวนการคัดกรองบุคคลและการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการ โดยในข้อมูลจากพื้นที่ระบุว่า ปัจจุบันยังสามารถส่งสินค้าผ่านแดนได้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรไปยังท่าเรือกวนเหล่ย ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญต่อการเข้าถึงตลาดจีนตอนใต้

ในมุมของผู้ประกอบการ สิ่งที่ต้องการไม่ใช่เพียงความเร็ว แต่คือความแน่นอนของเวลาและต้นทุน หากกระบวนการตรวจเข้มขึ้นแต่มีระบบรองรับชัดเจน เช่น ช่องทางคัดกรองที่ใช้ข้อมูลล่วงหน้า การจัดคิวรถ การประสานงานเอกสารแบบดิจิทัล จะช่วยให้มาตรการความมั่นคงไม่กลายเป็นแรงเสียดทานต่อการค้า

แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ เมื่ออาชญากรรมข้ามชาติกลายเป็นวิกฤตความเชื่อมั่น

แก๊งหลอกลวงทางโทรศัพท์และออนไลน์สร้างความเสียหายต่อประชาชนในวงกว้าง ทั้งทรัพย์สินและความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม การขับเคลื่อนมาตรการสกัดท่อน้ำเลี้ยง จึงถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนจากการจับปลายเหตุไปสู่การทำให้เครือข่ายทำงานยากขึ้น

แนวทางที่ปรากฏในพื้นที่ชายแดนหลายช่วงเวลาที่ผ่านมา คือการลดศักยภาพฐานปฏิบัติการด้วยการตัดปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเดินระบบ เช่น ไฟฟ้าและสัญญาณสื่อสาร ซึ่งสื่อสาธารณะได้รายงานความพยายามของรัฐไทยในการใช้มาตรการลักษณะดังกล่าวกับพื้นที่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยเฉพาะบริเวณชายแดนด้านเมียนมา

อย่างไรก็ดีคำถามสำคัญของสังคมไม่ใช่เพียงตัดได้หรือไม่ แต่คือทำอย่างไรให้มาตรการดังกล่าวมีผลจริงในเชิงคดีและการยึดทรัพย์ และไม่สร้างผลกระทบกับประชาชนสุจริตที่อยู่อีกฝั่งของมาตรการ รัฐจึงต้องสื่อสารให้ชัดว่า เครื่องมือเชิงปฏิบัติการจะเชื่อมต่อกับกระบวนการสืบสวนทางการเงิน การพิสูจน์ตัวตน และความร่วมมือข้ามประเทศอย่างไร

เวทีดีเบตสัญจร 4 พรรค เมื่อปัญหาชายแดนถูกยกระดับเป็นวาระการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์

ก่อนหน้าการลงพื้นที่ของรองปลัดมหาดไทยไม่กี่วัน วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ช่วงเวลา 18.10 ถึง 19.50 น. ที่ลานกิจกรรมสามเหลี่ยมทองคำ ได้มีเวทีดีเบตสัญจรรับฟังนโยบายการแก้ปัญหาชายแดนภาคเหนือ มีตัวแทนจาก 4 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคพลวัต และพรรคกล้าธรรม เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในประเด็นหลักที่เชื่อมโยงชีวิตคนชายแดน ตั้งแต่มลพิษข้ามพรมแดน ฝุ่น PM2.5 ภัยพิบัติขนาดใหญ่ ไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติและยาเสพติด

สาระสำคัญของเวทีสะท้อนว่า ปัญหาชายแดนไม่ใช่เพียงเรื่องความมั่นคงในความหมายแคบ แต่เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องใช้เครื่องมือหลากมิติ

ปมมลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่หายาก เสียงชุมชนและข้อเสนอที่ต่างแนว

ประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาอย่างเข้มข้น คือปัญหามลพิษทางน้ำที่ชาวบ้านสะท้อนว่ากระทบแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง โดยเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่หายากในประเทศเพื่อนบ้าน

ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย นพ.เอกภพ เพียรวิเศษ เสนอแนวทางที่เน้นการบรรเทาเร่งด่วน เช่น การผันน้ำสะอาดจากแหล่งอื่นให้ชาวบ้าน และเสนอแนวคิดผลักดันกฎหมายความรับผิดจากมลพิษข้ามแดน เพื่อให้สามารถเอาผิดบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่สร้างมลพิษในต่างประเทศได้

ด้านพรรคประชาชน น.ส.พรรณิการ์ วานิช เสนอให้ใช้กรอบความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคล้านช้างแม่โขง และการเพิ่มพิกัดศุลกากรแร่หายากเพื่อทำให้การตรวจสอบย้อนกลับมีประสิทธิภาพ พร้อมแนวคิดปฏิเสธการนำเข้าแร่จากแหล่งที่ไม่สะอาด

พรรคพลวัต โดยนายกัณวีร์ สืบแสง ชูแนวคิดการทูตแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์ โดยมองว่าผู้ลงทุนหลักและผู้มีอิทธิพลต่อห่วงโซ่การผลิตต้องถูกชวนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ไม่ใช่ปล่อยให้ไทยอยู่ในสถานะผู้เสียหายที่ทำได้เพียงตั้งรับ

ขณะที่พรรคกล้าธรรม โดยนายวิกรม เตชะธีราวัฒน์ เสนอให้ตั้งศูนย์บัญชาการน้ำภาคเหนือในลักษณะวอร์รูม บูรณาการทุกกระทรวง และเสนอให้ประชาชนตรวจสุขภาพและสารพิษในร่างกายฟรี เพื่อสร้างฐานข้อมูลผลกระทบและการเยียวยาที่จับต้องได้

เมื่อพิจารณาร่วมกัน จะเห็นเส้นแบ่งเชิงนโยบายชัดขึ้น ฝ่ายหนึ่งเน้นเครื่องมือกฎหมายและการบรรเทาเร่งด่วน อีกฝ่ายเน้นเครื่องมือความร่วมมือระหว่างประเทศและระบบตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน และอีกฝ่ายเน้นการตั้งกลไกบัญชาการรวมศูนย์พร้อมบริการสุขภาพเชิงรุก

สงครามฝุ่น PM2.5 และการเผาข้ามพรมแดน จุดตัดระหว่างการค้า เกษตร และสุขภาพ

อีกประเด็นที่มีแรงปะทะทางความคิดคือฝุ่น PM2.5 และการเผาข้ามพรมแดน โดยโยงกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่เผาป่า พรรคประชาชนวิจารณ์ระบบการรับรองตนเองของผู้นำเข้าว่าเสี่ยงต่อการเลี่ยงตรวจสอบ และเสนอให้ใช้ข้อมูลดาวเทียมและพิกัดพื้นที่เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงก่อนอนุญาตนำเข้า

พรรคภูมิใจไทยยืนยันความพร้อมของเทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับ และเสนอว่าหากพบการเผาในต้นทาง โรงงานในไทยต้องไม่รับซื้อ เพื่อใช้ตลาดเป็นแรงกดดันต่อการเปลี่ยนพฤติกรรม

พรรคกล้าธรรมเสนอการทูตเชิงรุกแบบมีเงื่อนไข โดยระบุว่าหากประเทศเพื่อนบ้านไม่หยุดเผา ไทยอาจต้องใช้มาตรการต่อรองด้านพลังงานหรือไฟฟ้าในระดับที่เหมาะสม

ในภาพรวม ปัญหาหมอกควันข้ามแดนของภูมิภาคนี้มีกรอบระหว่างประเทศรองรับอยู่แล้ว นั่นคือความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ซึ่งเป็นฐานให้ประเทศสมาชิกหารือและร่วมมือกันในการป้องกันและแก้ปัญหา ขณะเดียวกัน ในระดับข้อมูลและการแจ้งเตือนประชาชน ระบบรายงานคุณภาพอากาศของหน่วยงานรัฐ เช่น Air4Thai ของกรมควบคุมมลพิษ เป็นช่องทางที่ถูกใช้ในการติดตามสถานการณ์และสื่อสารความเสี่ยงต่อสุขภาพ และแนวทางด้านสุขภาพจากกระทรวงสาธารณสุขก็ถูกนำมาใช้อ้างอิงในการแนะนำการป้องกันตนเองเมื่อค่าฝุ่นสูง

ภัยพิบัติและบทเรียนแม่สาย เมื่อระบบเตือนภัยกลายเป็นโจทย์ความเชื่อมั่นของรัฐ

ในเวทีดีเบตยังหยิบบทเรียนเหตุการณ์น้ำท่วมและโคลนถล่มที่แม่สายเป็นกรณีศึกษาเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเรื่องระบบเตือนภัยแบบเรียลไทม์ การชดเชยเยียวยาผ่านระบบดิจิทัล และการปรับกฎหมายให้ท้องถิ่นใช้งบเตรียมการก่อนเกิดเหตุได้

แม้ข้อเสนอจะแตกต่าง แต่สิ่งที่สอดคล้องกันคือการยอมรับว่า ภัยพิบัติไม่ใช่เหตุฉุกเฉินรายครั้งอีกต่อไป หากเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ต้องลงทุนในระบบข้อมูล การแจ้งเตือน และการบริหารจัดการแบบไม่แยกส่วน

เทียบแนวคิดรัฐกับพรรคการเมือง ความเหมือนที่ต่างเครื่องมือ

หากสรุปภาพเชิงนโยบายจากข้อมูลที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จะเห็นว่า

ฝ่ายปฏิบัติการของรัฐที่รองปลัดมหาดไทยติดตาม เน้นการบูรณาการหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย คัดกรองบุคคลต่างชาติในจุดผ่านแดน และใช้มาตรการสกัดเครือข่ายอาชญากรรมตามแนวทางของหน่วยงานความมั่นคง

ส่วนข้อเสนอจากพรรคการเมืองเน้นไปที่เครื่องมือเสริมสามด้าน ได้แก่ เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ การปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้เอาผิดมลพิษและอาชญากรรมข้ามแดนได้จริง และการทูตเชิงรุกเพื่อจัดการปัญหาที่ต้นทาง

ความต่างสำคัญจึงไม่ใช่เป้าหมาย เพราะทุกฝ่ายพูดถึงความปลอดภัยและชีวิตประชาชนเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ลำดับความสำคัญและชนิดของเครื่องมือที่เชื่อว่าจะสร้างผลลัพธ์ได้เร็วและยั่งยืนกว่า

ที่แท้จริงอยู่ที่ความต่อเนื่องและความโปร่งใส

คำถามที่คนชายแดนต้องการคำตอบอาจไม่ใช่ว่ารัฐจะคุมเข้มแค่ไหนหรือพรรคการเมืองเสนออะไร แต่คือหลังจากกล้องกลับไปแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นต่อ

หากมาตรการคัดกรองเข้มขึ้น ประชาชนต้องเห็นว่าเป้าหมายคือการกันคนเสี่ยง ไม่ใช่ทำให้คนค้าขายลำบาก หากรัฐพูดถึงการตัดท่อน้ำเลี้ยงแก๊งหลอกลวง ประชาชนต้องเห็นเส้นทางไปสู่การอายัดทรัพย์และคืนความเสียหายอย่างเป็นรูปธรรม หากการเมืองพูดถึงการทูตเชิงรุก ประชาชนต้องเห็นการเจรจาที่มีข้อมูลรองรับและมีรายงานความคืบหน้า ไม่ปล่อยให้เป็นเพียงถ้อยคำบนเวที

ในมิติสังคม สิ่งที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชนได้มากที่สุดคือความโปร่งใสของข้อมูล ทั้งข้อมูลความเสี่ยงมลพิษ ข้อมูลคุณภาพอากาศ ข้อมูลผลคดี และข้อมูลการช่วยเหลือเยียวยา เพราะความไม่แน่นอนคือเชื้อเพลิงของความกลัว และความกลัวคือพื้นที่ที่อาชญากรรมและความขัดแย้งเติบโตได้ง่ายที่สุด

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันที

หนึ่ง ติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศจากช่องทางทางการ เช่น Air4Thai และปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพเมื่อค่าฝุ่นสูง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

สอง เมื่อมีสายหรือข้อความต้องสงสัย ให้หยุด โอนเงินหรือให้ข้อมูล และรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเก็บหลักฐานการติดต่อไว้ เพราะหลักฐานคือกุญแจเชื่อมไปสู่การสืบสวนทางการเงิน

สาม ผู้ประกอบการที่พึ่งพาการค้าชายแดนควรติดตามประกาศด้านพิธีการและมาตรการคัดกรองล่วงหน้า วางแผนโลจิสติกส์ให้มีเวลาสำรอง และเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อลดความเสี่ยงจากความล่าช้าที่อาจเกิดในช่วงมาตรการเข้ม

ชายแดนต้องปลอดภัยและต้องเดินได้

การลงพื้นที่ของรองปลัดกระทรวงมหาดไทยที่เชียงรายในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 จึงสะท้อนภาพรัฐที่พยายามขยับเกมจากการตั้งรับไปสู่การปฏิบัติการเชิงรุก ขณะที่เวทีดีเบตสัญจร 4 พรรคสะท้อนอีกด้านว่า ปัญหาชายแดนยุคใหม่จำเป็นต้องใช้มากกว่าเจ้าหน้าที่และด่านตรวจ แต่ต้องใช้การทูต เทคโนโลยี ข้อมูล และกฎหมายที่ตามทัน

ท้ายที่สุด หากชายแดนคือประตูเศรษฐกิจของประเทศ ประตูบานนี้ต้องเปิดให้การค้าไหลได้ แต่ต้องมีระบบกลอนที่กันภัยคุกคามได้จริง และมีหน้าต่างข้อมูลที่ทำให้ประชาชนมองเห็นความคืบหน้าวันต่อวัน เพราะความปลอดภัยที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการจับกุมครั้งใหญ่ หากคือความรู้สึกมั่นใจของคนในพื้นที่ว่า ชีวิตจะเดินต่อได้โดยไม่ต้องเสี่ยงอยู่ในเงาของอาชญากรรมและมลพิษที่ข้ามแดนมาได้ทุกเมื่อ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เวทีดีเบตสัญจร 4 พรรค วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.10 ถึง 19.50 น. ณ สามเหลี่ยมทองคำ
  • ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution เอกสารความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน เผยแพร่บนเว็บไซต์อาเซียน
  • Air4Thai กรมควบคุมมลพิษ ช่องทางข้อมูลคุณภาพอากาศเพื่อการติดตามสถานการณ์
  • แนวทางสุขภาพเมื่อเผชิญฝุ่นละอองขนาดเล็ก อ้างอิงข้อมูลคำแนะนำทางสุขภาพจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME