Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ชี้เป้าเชียงรายติด Top 5 เมืองรองยอดนิยม มั่นใจยุทธศาสตร์ Wellness กู้รายได้ท่องเที่ยว

เชียงรายชูยุทธศาสตร์ “Wellness City” สู้ศึกส่งท้ายปี 2568 ผนึกศิลปะท้องถิ่น–มาตรการรัฐ ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพท่ามกลางพายุปัจจัยลบ

เชียงราย, 24 ธันวาคม 2568 – ย่างเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปีท่ามกลางอากาศหนาวเย็นปลายธันวาคม จังหวัดเชียงรายกำลังเร่งเครื่องขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวครั้งสำคัญ ภายใต้แนวคิด “เชียงรายเมืองแห่งสุขภาพ (Chiang Rai Wellness City)” เพื่อช่วงชิงเม็ดเงินท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของตลาดท่องเที่ยวไทยทั้งจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก อุปสงค์นักท่องเที่ยวต่างชาติที่อ่อนแรง และภาวะหนี้ครัวเรือนในประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง

แม้บรรยากาศท่องเที่ยวช่วงปลายปีโดยรวมยังเผชิญความท้าทาย แต่เชียงรายเลือกเดินเกมเชิงรุก โดยวางยุทธศาสตร์ควบคู่สองแกนหลัก ได้แก่ การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและสุขภาวะ และการใช้ Soft Power ด้านศิลปะวัฒนธรรม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและกระจายรายได้ลงสู่ชุมชนเมืองรองให้มากที่สุด

ภาพใหญ่การท่องเที่ยวไทยปลายปี รายได้หด 3.3% ต่างชาติยังไม่ฟื้น

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินว่า ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569 กิจกรรมท่องเที่ยวของไทยจะสร้างรายได้ราว 38,500 ล้านบาท ลดลงประมาณ 3.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนแรงกดดันจากทั้งตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติและกำลังซื้อของคนไทยที่เริ่มชะลอตัว

หากแยกตามที่มา รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติถูกคาดหมายว่าจะอยู่ที่ราว 23,500 ล้านบาท หดตัวประมาณ 6% เมื่อเทียบปีต่อปี จากปัจจัยหลักคือการฟื้นตัวที่ล่าช้าของตลาดระยะใกล้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดกว่า 60% ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวในประเทศคาดว่าจะอยู่ที่ราว 15,000 ล้านบาท เติบโตเพียง 1.2% และเติบโตไม่เท่ากันในแต่ละภูมิภาค

ในมุมมองของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ข้อมูล “แนวโน้มการท่องเที่ยวตลาดในประเทศ – ธันวาคม 2568” ชี้ว่า เดือนธันวาคมเพียงเดือนเดียวคาดว่าจะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยประมาณ 19.04 ล้านคน-ครั้ง ลดลงราว 1% และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวราว 108,766 ล้านบาท ลดลงประมาณ 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี หากดูตัวเลขสะสมทั้งปี 2568 คาดว่าจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจะอยู่ที่ประมาณ 206.63 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3% และสร้างรายได้รวม 1.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% สะท้อนว่าตลาดในประเทศยังเป็นฐานสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยในภาวะที่ต่างชาติยังไม่กลับมาสู่ระดับเดิม

ด้านตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ททท.ประเมินว่า เดือนธันวาคม 2568 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยราว 3.2 ล้านคน ลดลงราว 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่จำนวนสะสมทั้งปีอยู่ที่ราว 32.8 ล้านคน ลดลงประมาณ 8% โดยสัดส่วนนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ (Short-haul) ยังเป็นฐานหลักราว 67% ส่วนตลาดระยะไกล (Long-haul) ราว 33%

เมื่อพิจารณาตามสัญชาติ จีนยังคงเป็นตลาดหลักแต่ตัวเลขเดือนธันวาคม 2568 ถูกคาดว่าจะอยู่ที่ราว 352,000 คน ลดลงราว 34% ขณะที่สัญชาติที่มีทิศทางดีขึ้น ได้แก่ รัสเซีย (+18%) อินเดีย (+12%) สหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศสที่ยังขยายตัวเป็นบวก สอดคล้องกับข้อมูล Forward Booking เดือนพฤศจิกายนที่สะท้อนว่าตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกายังมีความต้องการเดินทางสูง แต่ภาพรวมการจองตั๋วเครื่องบินเข้าประเทศไทยยังติดลบประมาณ 3%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนชัดเจนว่า ภาคการท่องเที่ยวไทยในปี 2568 และต่อเนื่องสู่ต้นปี 2569 มิได้อยู่ในภาวะ “ฟื้นตัวเต็มแรง” แต่กลับเผชิญแรงเสียดทานจากเศรษฐกิจโลก ราคาตั๋วเครื่องบิน และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ของไทยมีแนวโน้มรายได้หดตัวราว 2.1% ขณะที่โรงแรมขนาดเล็กและที่พักในเมืองรองยังพอรักษาการเติบโตที่ประมาณ 1.5% จากกำลังซื้อคนไทยในประเทศ

ในบริบทเช่นนี้ เมืองรองที่มีจุดขายเฉพาะอย่างเชียงรายจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดูดซับอุปสงค์การท่องเที่ยวภายในประเทศ และช่วยกระจายรายได้ลงสู่ภูมิภาค

เชียงรายเร่งเครื่อง “Wellness City” ย้ำปลอดภัย–สิ่งแวดล้อมดี–เดินทางสะดวก

ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว จังหวัดเชียงรายเลือกตอบโจทย์ผ่านยุทธศาสตร์ “Wellness City” โดยใช้การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทาง

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และผู้แทนจากภาครัฐ–เอกชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ที่ประชุมเห็นพ้องในหลักการว่า หากเชียงรายต้องการยืนหยัดในฐานะจุดหมายปลายทางในช่วงที่ตลาดรวมชะลอตัว จำเป็นต้องสร้าง “ความเชื่อมั่น” ใน 3 มิติหลัก ได้แก่

  1. ความปลอดภัยระดับสูงสุด
    จังหวัดได้บูรณาการการทำงานของตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว ตั้งแต่การกวาดล้างอาชญากรรม การควบคุมจุดเสี่ยง ไปจนถึงการรณรงค์วินัยจราจรช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวหนาแน่นเป็นพิเศษ
  2. สิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพ (Healthy Environment)
    เชียงรายมุ่งลดปัญหามลพิษและขยะท่องเที่ยว โดยเชื่อมโยงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและธรรมชาติ เช่น การจัดระเบียบแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ การบริหารจัดการขยะในชุมชนท่องเที่ยว และการสื่อสารให้ผู้ประกอบการโรงแรม–ร้านอาหารยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มใส่ใจสุขภาพ
  3. การอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและบริการ
    จังหวัดเตรียมพร้อมด้านโครงข่ายคมนาคม การจัดระบบจราจรในตัวเมือง จุดบริการข้อมูลท่องเที่ยว และการเพิ่มความสะดวกในการรับ–ส่งนักท่องเที่ยวที่สนามบิน ท่ารถ และด่านพรมแดน เพื่อรองรับทั้งตลาดในประเทศและนักท่องเที่ยวข้ามแดนจาก สปป.ลาว และเมียนมา

เชียงรายเตรียมใช้เวทีประชุมกรมการจังหวัดและแถลงข่าวในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 เพื่อย้ำภาพลักษณ์ “Chiang Rai Wellness City” ให้ชัดเจนขึ้นในสายตาสาธารณชน ว่าเป็นเมืองที่ผู้คนอยู่ดี มีสุข ปลอดภัย และพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวคุณภาพทุกช่วงเวลา ไม่ใช่เพียงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีเท่านั้น

บ้านซ่อนศิลป์” เส้นทางศิลปะตัวอย่างของการใช้ Soft Power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

นอกจากการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแล้ว เชียงรายยังเดินเกมรุกด้าน Soft Power ผ่าน “ศิลปะท้องถิ่น” ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่จังหวัดมีอยู่แล้วในระดับแนวหน้าของประเทศ

เมื่อวันที่ 23–24 ธันวาคม 2568 สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงรายได้จัดกิจกรรม Chiangrai Life Artist Studio for Tourism Media FamTrip ครั้งที่ 2 ภายใต้เส้นทาง “บ้านซ่อนศิลป์ (Hidden Artistic Homes)” เชิญสื่อมวลชนและผู้มีบทบาทในวงการท่องเที่ยวลงพื้นที่สัมผัสประสบการณ์ตรงกับชุมชนศิลปะเชียงราย

เส้นทางเริ่มต้นที่ Miramar Coffee Cafe & Roaster คาเฟ่ที่ผสานบรรยากาศการพักผ่อนเข้ากับพื้นที่สร้างสรรค์ ก่อนเดินทางต่อไปยัง บ้านหลายสี แหล่งเรียนรู้ศิลปะที่รวบรวมผลงานจากศิลปินหลากหลายแขนง สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนที่ใช้ศิลปะเป็นภาษาหลักในการเล่าเรื่อง

จากนั้นคณะได้เดินทางสู่ ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ อำเภอเชียงแสน พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงผลงานประติมากรรมและเซรามิกของอาจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ ศิลปินชื่อดังระดับนานาชาติ ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสผลงานสีสันจัดจ้าน รายละเอียดซับซ้อน และมุมมองเชิงปรัชญาที่สะท้อนทั้งความเป็นล้านนา และสภาวะทางสังคมร่วมสมัย

ปิดท้ายวันแรกที่ หอศิลป์อาจารย์นริศ รัตนวิมล ซึ่งนำเสนอผลงานแกะสลักหิน ถ่ายทอดวิถีชีวิตและความเรียบง่ายของผู้คนเชียงรายผ่านเส้นสายที่เฉียบคมแต่ทรงพลัง สร้างความประทับใจและแรงบันดาลใจให้ผู้ร่วมกิจกรรมอย่างมาก

กิจกรรม FamTrip เส้นทาง “บ้านซ่อนศิลป์” ไม่ได้เป็นเพียงการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงศิลปะ แต่เป็นกลไกเชื่อมโยงระหว่างศิลปินท้องถิ่น ชุมชน และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภาพใหญ่ ช่วยกระจายรายได้สู่สตูดิโอขนาดเล็กและครัวเรือนรอบข้าง ขณะเดียวกันก็เสริมภาพลักษณ์เชียงรายในฐานะ “เมืองศิลปะและการออกแบบ” ที่สอดคล้องกับสถานะเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก

เมืองรองได้อานิสงส์ “เที่ยวดีมีคืน 2568” – เชียงรายเก็บเกี่ยวอย่างไร

ในเชิงเศรษฐศาสตร์การท่องเที่ยว ttb analytics ประเมินว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “เที่ยวดีมีคืน 2568” ซึ่งประกอบด้วยมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา–นิติบุคคล และการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณสัมมนาภาครัฐ น่าจะสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ภาคโรงแรมและท่องเที่ยวไทยเพิ่มเติมราว 5,900 ล้านบาท และมีส่วนช่วยให้รายได้ภาคโรงแรมปี 2568 จากที่เดิมคาดว่าจะหดตัว 0.4% พลิกกลับมาขยายตัวราว 1.6%

จุดที่น่าสนใจคือ มาตรการดังกล่าวออกแบบให้ “เมืองรอง” ได้รับสิทธิประโยชน์สูงกว่าเมืองหลัก เช่น

  • บุคคลธรรมดาที่ท่องเที่ยวในเมืองรองสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 20,000 บาท และคิดเป็น 1.5 เท่าของฐานภาษี
  • นิติบุคคลที่จัดอบรม–สัมมนาในจังหวัดเมืองรอง สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ 2 เท่า

เมื่อเชื่อมโยงกับโครงสร้างภาคโรงแรมของไทยในปัจจุบัน ซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากเมืองรองราว 28% และมี SMEs เป็นผู้เล่นหลัก การที่เชียงรายถูกจัดอยู่ในกลุ่มจังหวัดเมืองรองที่มีศักยภาพสูงจึงทำให้จังหวัดอยู่ในตำแหน่ง “ได้เปรียบเชิงนโยบาย” ในปีที่ตลาดรวมชะลอ

ข้อมูลจาก ททท. ระบุว่า ในกลุ่ม “เมืองท่องเที่ยวน่าเที่ยว 55 จังหวัด” เชียงรายถูกจัดอยู่ใน 5 อันดับแรกที่มีแนวโน้มได้รับความนิยมในเดือนธันวาคม โดยคาดว่าจะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยราว 599,500 คน เพิ่มขึ้นประมาณ 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนว่าภายใต้ภาพรวมประเทศที่ชะลอลง เมืองรองที่มีจุดขายเฉพาะและเข้าถึงได้ง่ายยังสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้

เมื่อประกอบกับยุทธศาสตร์ “Wellness City” และการปั้นเส้นทาง Soft Power อย่าง “บ้านซ่อนศิลป์” เชียงรายจึงมีโอกาสสูงที่จะดึงเม็ดเงินจากกลุ่มนักท่องเที่ยวไทยที่มีกำลังซื้อและใส่ใจคุณภาพประสบการณ์ แทนที่จะพึ่งพาตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

Wellness, Art และความปลอดภัย สามเสาหลักของเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ

จากการรวบรวมข้อมูลเชิงนโยบายและกรณีศึกษากิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงปลายปี 2568 สามารถสังเคราะห์ “สามเสาหลัก” ของยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชียงรายในระยะสั้น–กลางได้ดังนี้

  1. สุขภาวะองค์รวม (Holistic Wellness)
    ไม่เพียงเน้นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและอากาศหนาว หากยังให้ความสำคัญกับการจัดการสิ่งแวดล้อม มลพิษ และความเป็นระเบียบของเมือง เพื่อให้ทั้งนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี แนวคิดนี้สอดคล้องกับเทรนด์การท่องเที่ยวสุขภาพระดับโลกที่มุ่งหา “เมืองน่าอยู่” มากกว่า “เมืองเที่ยวเร็วแล้วไป”
  2. ศิลปะและวัฒนธรรมในฐานะ Soft Power
    เส้นทาง “บ้านซ่อนศิลป์” เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าศิลปะสามารถแปลงเป็นรายได้ทางเศรษฐกิจได้จริง ผ่านการเปิดบ้าน–สตูดิโอให้เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว เชื่อมโยงกับคาเฟ่ โลคัลแบรนด์ และผลิตภัณฑ์ชุมชน ขณะเดียวกันก็สร้างพื้นที่ให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้เติบโตโดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปเมืองใหญ่
  3. ความปลอดภัยและการบริหารจัดการเมือง
    การประชุม กรอ. และการเตรียมแถลงข่าว “Wellness City” สะท้อนว่าจังหวัดให้ความสำคัญกับมิตินี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการจัดระบบจราจร การจัดการจุดเสี่ยงอาชญากรรม การตั้งจุดบริการนักท่องเที่ยว รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติว่าการเดินทางมาเชียงราย “ปลอดภัยและเป็นมิตร”

เมื่อสามเสาหลักนี้ทำงานสอดประสานกัน เชียงรายย่อมมีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองจาก “เมืองหนาวปลายปี” ไปสู่ “เมืองท่องเที่ยวคุณภาพทั้งปี” ที่รองรับทั้งการท่องเที่ยวระยะสั้น การพักผ่อนเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงศิลปะ–วัฒนธรรม ตลอดจนการจัดอบรมสัมมนาของภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐ

เชียงรายในสมรภูมิท่องเที่ยวใหม่ – ฟันฝ่าสถานการณ์โลกด้วยทุนท้องถิ่น

เมื่อพิจารณาบริบทการท่องเที่ยวไทยปี 2568–2569 ที่เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ตั้งแต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังต่ำกว่าก่อนโควิด ราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้น เศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง ไปจนถึงภาระหนี้ครัวเรือนของคนไทย การคาดหวังว่าภาคการท่องเที่ยวจะกลับไปเติบโตแบบก้าวกระโดดในระยะสั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

อย่างไรก็ตาม ทิศทางที่เชียงรายเลือกเดินผ่านยุทธศาสตร์ “Chiang Rai Wellness City” และการขับเคลื่อน Soft Power ศิลปะท้องถิ่น แสดงให้เห็นว่าจังหวัดไม่ได้รอให้เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติไหลกลับมาเอง หากแต่พยายาม “ออกแบบอนาคตของตนเอง” ด้วยทุนที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ ทั้งภูมิประเทศอันงดงาม อากาศเย็นสบาย วัฒนธรรมหลากหลาย และชุมชนศิลปินที่แข็งแรง

ในเชิงนโยบาย ระยะถัดไปเชียงรายอาจต้องเร่งต่อยอดในประเด็นสำคัญ เช่น

  • ยกระดับมาตรฐานสถานประกอบการด้านสุขภาพและ Wellness ให้ได้การรับรองในระดับประเทศ–นานาชาติ
  • พัฒนาระบบข้อมูลท่องเที่ยวเชิงลึกของจังหวัด เพื่อใช้วางแผนการตลาดและติดตามผลมาตรการต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างจังหวัดเมืองรองภาคเหนือ เพื่อออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวร่วมกัน ลดการแย่งชิงนักท่องเที่ยว และเพิ่มระยะเวลาพำนักเฉลี่ย

ท้ายที่สุด แม้บทวิเคราะห์ข่าวชิ้นนี้จะสะท้อนภาพรวมจากข้อมูลเผยแพร่สาธารณะและคำชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่งานวิชาการหรือรายงานเชิงวิจัย หากแต่มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงตัวเลขเชิงสถิติกับความเคลื่อนไหวในพื้นที่จริง เพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจข่าวสารเชิงลึกสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย ธุรกิจ หรือการวางแผนเดินทางท่องเที่ยวของตนเองต่อไป หากมีส่วนใดคลาดเคลื่อนในเชิงวิชาการ ยินดีอย่างยิ่งหากผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การท่องเที่ยวและการพัฒนาพื้นที่จะเข้ามาเพิ่มเติมข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะ เพื่อให้การขับเคลื่อนเชียงรายสู่เมืองท่องเที่ยวคุณภาพเป็นไปอย่างแม่นยำและยั่งยืนมากที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch)
  • ttb analytics
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY EDITORIAL

เชียงราย 2569 กางแผนยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขง ชูนวัตกรรม AI และ Medical Hub แก้ปมเศรษฐกิจยั่งยืน

เชียงราย 2569 ยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขงบนเส้นพรมแดนแห่งโอกาส และความยั่งยืนที่ต้องแลกด้วยนวัตกรรม

เชียงราย, 22 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางกระแสลมหนาวที่พัดผ่านเทือกเขาถนนธงชัยในเช้าวันที่ 22 ธันวาคม 2568 จังหวัดเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่ถวิลหาความงามของธรรมชาติอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สนามทดลอง” ของยุทธศาสตร์การปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง. หลังจากผ่านพ้นปี 2567 ที่ทิ้งรอยแผลลึกจากอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ วันนี้เชียงรายกำลังยืนอยู่บนรอยต่อของความท้าทายและการคลี่คลายปมปัญหาที่สะสมมานาน ท่ามกลางตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ทั้งน่ากังวลและน่าตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน.

จากวิกฤตสายน้ำสู่ความยั่งยืนถาวร

จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงเริ่มขึ้นที่อำเภอแม่สาย เมืองหน้าด่านที่เคยบอบช้ำจากมวลน้ำป่า ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่ต้องเปลี่ยนจาก “การเยียวยา” เป็น “การสร้างโครงสร้างพื้นฐานถาวร”. ปมปัญหาเรื่องน้ำท่วมซ้ำซากที่ทำลายย่านเศรษฐกิจแม่สายได้รับแนวทางคลี่คลายผ่านการประสานงานกับกรมโยธาธิการและผังเมืองเพื่อออกแบบพนังกันน้ำถาวรริมแม่น้ำสาย.

“การแก้ไขปัญหาแม่สายต้องแก้เรื่องอุทกภัยก่อน… การแก้ปัญหาแบบยั่งยืนต้องทำพนังถาวรริมน้ำสาย” คือคำยืนยันจากรองนายกรัฐมนตรีที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ความมั่นคง. ไม่เพียงเท่านั้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ต้นน้ำยังถูกหยิบยกขึ้นมาจัดการ โดยมีการประสานให้หยุดการทำเหมืองต้นน้ำเพื่อลดสารปนเปื้อนในน้ำอุปโภคบริโภคของชาวเชียงรายและเชียงแสน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประชากรกว่า 1.29 ล้านคนในพื้นที่.

เข็มทิศเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขงและความผันผวนของตัวเลข

ในมิติของตัวเลขเศรษฐกิจ ข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงรายในปี 2568 เผยให้เห็นภาพของ “ความย้อนแย้งที่น่าสนใจ”. แม้ในครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย. 2568) มูลค่าการค้าผ่านแดนจะสูงถึง 38,438.22 ล้านบาท แต่เมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 สถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาได้กลายเป็นปัจจัยลบที่ทำให้การค้าหดตัวอย่างรุนแรงถึง 66.9% ในเดือนสิงหาคม.

อย่างไรก็ตาม ปมเศรษฐกิจนี้เริ่มคลี่คลายด้วย “เส้นทาง R3A” หรือทางด่วนผลไม้ ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าการค้าสูงถึง 73.5% ของการค้าทั้งหมดในจังหวัด. ความหวังใหม่ยังฝากไว้กับความร่วมมือไทย-สปป.ลาว โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ตั้งเป้าหมายเชิงรุกเพื่อดันมูลค่าการค้าชายแดนให้แตะ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2570.

การเชื่อมโยงนี้จะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นด้วยการเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) ในวันที่ 25 ธันวาคมนี้ ซึ่งจะทำงานควบคู่ไปกับสะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 ในเชียงราย เพื่อเปลี่ยน สปป.ลาว จากประเทศที่ไร้ทางออกสู่ทะเล (Land-locked) ให้กลายเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยง (Land-linked) ที่มีไทยเป็นพันธมิตรหลัก.

พลังของเอกชนและการปรับตัวด้วย AI

ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจดูมีความเสี่ยง แต่ภาคเอกชนรายใหญ่อย่าง บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM กลับพบ “ขุมทรัพย์” ในเชียงราย. ในงาน Opportunity Day ประจำไตรมาส 3 ปี 2568 ผู้บริหาร ILM ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า สาขาเชียงรายสามารถทำยอดขายได้ “ดีกว่าเป้ามาก” โดยเติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 30%.

คุณเอกลักษณ์ ปฐมาศยนันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ ILM ระบุว่าเชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงเกินคาด. สิ่งที่น่าสนใจคือการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในกระบวนการ Predictive Management เพื่อจัดการ Inventory ให้แม่นยำขึ้น ลดปัญหาการขาดแคลนสินค้า (Shortage) และสินค้าล้นสต็อก (Overstock). นี่คือตัวอย่างของการใช้ “นวัตกรรม” เพื่อรับมือกับความผันผวนของกำลังซื้อและสถานการณ์ภัยธรรมชาติที่ไม่อาจคาดเดา.

นอกจากนี้ ILM ยังมองเห็นโอกาสจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยสินค้ากลุ่ม Customiz Product อย่าง “Unique” และสินค้ากลุ่ม Solid Wood ที่เน้นความยั่งยืน (ESG) กลายเป็นตัวขับเคลื่อนใหม่ (New S-Curve) ที่ทำให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GP) จากการขายให้เติบโตขึ้น 3.9% แม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ.

การแพทย์นำการเมือง และความยั่งยืนของมนุษย์

ปมสุดท้ายที่ได้รับการคลี่คลายคือเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำและสิทธิมนุษยชน” ผ่านบทบาทของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.). โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มฟล. ได้ยกระดับสู่การเป็น Medical Hub ที่ไม่ได้รักษาแค่โรค แต่รักษา “มิตรภาพชายแดน”. ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดี มฟล. เน้นย้ำว่าการหยิบยื่นโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพให้กับเพื่อนบ้านโดยไม่แบ่งแยกฐานะ คือการสร้างความไว้วางใจที่เป็นรากฐานของสันติภาพ.

ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมคือการนำเทคโนโลยีระดับโลก เช่น เครื่องเวชศาสตร์ความดันบรรยากาศสูง (HBOT) มาใช้รักษาแผลเบาหวาน ซึ่งในอดีตผู้ป่วยต้องเดินทางไกลถึงเชียงใหม่. ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือภารกิจทางสังคมในการ “ตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์สถานะบุคคล” ให้แก่กลุ่มคนไร้สัญชาติ เพื่อให้พวกเขาเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน. สิ่งนี้คือการคลี่คลายปมปัญหาทางสังคมที่ฝังรากลึกในพื้นที่ชายแดนเชียงรายมาอย่างยาวนาน.

เชียงรายในฐานะ “เข็มทิศ” ของภูมิภาค

เชียงรายในวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ไม่ใช่เพียงเมืองที่มีตัวเลขการส่งออกผักผลไม้เพิ่มขึ้น 62.72% ผ่านท่าเรือเชียงแสนเท่านั้น แต่คือเมืองที่กำลังสร้างระบบระเบียบการรายงานผลคุณภาพน้ำและอากาศร่วมกับ 4 ประเทศ เพื่อสู้กับปัญหา PM 2.5 และสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน.

การตัดสินใจของนักลงทุนและประชาชนในวันนี้ ต้องมองให้ลึกกว่ายอดขายที่ลดลงในบางเดือน แต่ต้องมองถึง “โครงสร้าง” ที่กำลังถูกปฏิรูป. ตั้งแต่พนังกันน้ำถาวรที่แม่สาย, เส้นทางรถไฟลาว-จีนที่เชื่อมต่อกับถนน R3A, ไปจนถึงการใช้ AI ในการดำเนินธุรกิจ และการแพทย์ที่ไร้พรมแดน.

สถิติชวนคิด

  • 30%: คือยอดขายที่เกินเป้าของ ILM ในเชียงราย สะท้อนกำลังซื้อท้องถิ่นที่ยังคงซ่อนอยู่.
  • 73.5%: คือความสำคัญของเส้นทาง R3A ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการค้า.
  • 11,000 ล้านดอลลาร์: คือเป้าหมายการค้าไทย-ลาว ปี 2570 ที่เชียงรายเป็นกุญแจสำคัญ.

เชียงรายกำลังพิสูจน์ว่า แม้จะมีความผันผวนเพียงใด แต่หากมีการวางรากฐานด้วยความเข้าใจในยุทธศาสตร์พื้นที่และการใช้นวัตกรรมอย่างถูกจุด ปมปัญหาที่ดูเหมือนจะแก้ไม่ได้ ก็สามารถกลายเป็นโอกาสที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงแห่งนี้.

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียงเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สถิติเศรษฐกิจและผลประกอบการ: รายงาน Opportunity Day Q3/2025 บมจ. อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (SET Thailand).
  • นโยบายรัฐบาลและการจัดการอุทกภัย: สำนักประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย และถ้อยแถลงรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า).
  • การค้าชายแดนและความร่วมมือระหว่างประเทศ: กระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย.
  • ยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยงลุ่มน้ำโขง: กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ (สะพานมิตรภาพไทย-ลาว).
  • นวัตกรรมการแพทย์และสังคม: โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
ECONOMY EDITORIAL

กลยุทธ์ “Sea-side Feeling” พลิกโฉมกว๊านพะเยา เพิ่มยอดใช้จ่ายนักท่องเที่ยวท้าชนเมืองใหญ่

พะเยาปั้นกลยุทธ์ท่องเที่ยว “กว๊าน” สไตล์ริมทะเล ท้าชนเชียงราย ไทยไฟท์-เคาท์ดาวน์ปลายปีกระตุ้นท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ เปลี่ยน “เมืองผ่าน” เป็น “เมืองปลายทาง”

พะเยา, 21 ธันวาคม 2568 – บรรยากาศริมกว๊านพะเยาช่วงปลายปีนี้คึกคักเป็นพิเศษ เมื่อจังหวัดพะเยาเดินหน้ายกระดับศักยภาพเมืองให้ก้าวจาก “เมืองทางผ่าน” สู่การเป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวพักผ่อนแห่งใหม่ของล้านนาตะวันออก” ด้วยกลยุทธ์พัฒนากว๊านพะเยาให้มีบรรยากาศคล้ายริมทะเล (Coastal Vibe) ควบคู่กับการจัดงานระดับประเทศเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้แทนที่จะปล่อยให้นักท่องเที่ยวแวะผ่านไปยังเชียงรายเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ (Quality Tourism) ของภูมิภาค ที่ไม่เน้นปริมาณนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่มุ่งเน้นการเพิ่มระยะเวลาพักและมูลค่าการใช้จ่ายต่อคน (Average Spending per Visitor หรือ ASV) โดยใช้ซอฟต์พาวเวอร์และงบประมาณพัฒนาโครงการต่างๆ รวม 300 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีสัญจรกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน)

ไทยไฟท์” รอบชิงชนะเลิศเปิดฉาก

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนถึงศักยภาพใหม่ของพะเยาคือการจัดการแข่งขันมวยไทยระดับโลก “Thai Fight พะเยา” รอบชิงชนะเลิศ ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 21-22 ธันวาคม 2568 ที่ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง ริมกว๊านพะเยา ถือเป็นครั้งแรกที่จังหวัดพะเยาเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมกีฬาระดับนานาชาติขนาดใหญ่ ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เดินทางมายังพะเยาในช่วงเวลาดังกล่าว

การจัดงาน Thai Fight ในพะเยาครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อกลยุทธ์การท่องเที่ยวในหลายมิติ เพราะนอกจากจะสร้างการรับรู้ระดับโลกแล้ว ยังเป็นการพิสูจน์ศักยภาพของจังหวัดในการรองรับงานระดับนานาชาติและกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเข้ามาค้างคืนในพื้นที่ ไม่ใช่เพียงแค่แวะผ่านเท่านั้น

มหกรรมเคาท์ดาวน์ยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี

ต่อเนื่องจากความสำเร็จของงานไทยไฟท์ จังหวัดพะเยาได้เตรียมจัดงาน “AMAZING THAILAND PHAYAO COUNTDOWN Flora Fest 2026 แสงแห่งรักพะเยา เทิดพระเกียรติแม่แห่งแผ่นดิน” การจัดงานมหกรรมเคาท์ดาวน์ครั้งนี้สอดคล้องกับแผน 5 ปี ฉบับทบทวน พ.ศ. 2568 ที่จัดสรรงบประมาณ 72.6 ล้านบาท โดยเฉพาะกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว รวมถึงระบบแอปพลิเคชันท่องเที่ยว 6.5 ล้านบาท เพื่อยิงตลาดดิจิทัลให้ตรงกลุ่มเป้าหมายคุณภาพ

งานนี้ยังเชื่อมโยงกับ “งานมหกรรมการเกษตรและท่องเที่ยวถนนสายดอกไม้งาม ริมกว๊านพะเยา ครั้งที่ 2” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2567 ถึง 5 มกราคม 2568 ซึ่งเปิดพื้นที่ให้กับการจำหน่ายสินค้าเกษตร สินค้าพื้นเมือง ผลิตภัณฑ์จากข้าว และอาหารท้องถิ่นต่างๆ โดยมีการจัดพื้นที่ออกเป็น 7 โซน จากหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน กรมประมง กรมการข้าว กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และกรมวิชาการเกษตร

กว๊านพะเยา จากทะเลสาบสู่แลนด์มาร์กสไตล์ทะเล

หัวใจสำคัญของกลยุทธ์การพัฒนาการท่องเที่ยวของพะเยาคือการยกระดับพื้นที่ริมกว๊านพะเยาให้กลายเป็น “Sea-side Feeling Landmark” ที่มีบรรยากาศคล้ายริมทะเล แม้จะเป็นทะเลสาบน้ำจืดในภูมิภาคภาคเหนือ

กว๊านพะเยาเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีพื้นที่กว่า 20 ตารางกิโลเมตร เกิดจากการสร้างเขื่อนเมื่อปี พ.ศ. 2482 ในปัจจุบันจังหวัดพะเยาได้พัฒนาพื้นที่รอบกว๊านให้มีทางเดินริมน้ำที่สวยงาม จุดนั่งพักผ่อนหลากหลาย สวนดอกไม้ที่ตกแต่งอย่างสวยงามโดยเฉพาะในช่วงเทศกาล การจัดแสงประดับประดายามค่ำคืน และกิจกรรมทางน้ำต่างๆ ที่สร้างแรงดึงดูดเชิงทัศนียภาพที่แตกต่างจากเชียงราย

การพัฒนาครั้งนี้ไม่ได้ทำลายเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น กลับกลายเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับการออกแบบที่ทันสมัยอย่างลงตัว นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นชมวิวภูเขาโอบล้อม ผืนน้ำกว้างสุดสายตา ถ่ายรูปสวยๆ ได้ตลอดทั้งวัน และชมพระอาทิตย์ตกสวยๆ ในช่วงเย็น

ความพิเศษของกว๊านพะเยาอีกประการหนึ่งคือ วัดติโลกอาราม วัดโบราณที่จมอยู่ใต้น้ำมากว่า 68 ปี นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือไปสักการะ “หลวงพ่อศิลา” พระพุทธรูปหินทรายอายุเก่าแก่กลางทะเลสาบ นอกจากนี้ยังมีพิธี “เวียนเทียนทางน้ำ” ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่จัดขึ้นในวันสำคัญทางศาสนา เช่น วันมาฆบูชา และวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นความเฉพาะตัวที่สร้าง “ความทรงจำ” (Memorable Experience) ที่แข็งแกร่งกว่าการเที่ยววัดทั่วไป

PHOTO : พะเยา กิน ดื่ม เที่ยว

โรงแรมวิน ลากูน กรณีศึกษาความสำเร็จในทำเลทอง

โรงแรมวิน ลากูน พะเยา (Win Hotel Phayao หรือ Win Lagoon Hotel) ถือเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นว่าพะเยากำลังใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐานเมืองที่กระชับมาเปลี่ยนนักเดินทางให้กลายเป็นผู้เข้าพักระยะยาวได้จริง

โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ 38/7 ถ.ราชสัมพันธ์ หรือ ถ.พหลโยธิน ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา ห่างจากกว๊านพะเยาเพียง 300-500 เมตร (เดินเท้าประมาณ 5 นาที) และอยู่ใกล้จุดขนส่งผู้โดยสาร (บขส.) และตลาดสด ทำให้มีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งอย่างมาก

โรงแรมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเจริญภัณฑ์ (Charoenphan Group) มีจำนวนห้องพักประมาณ 94-110 ห้อง ได้มาตรฐาน 3 ดาว และได้รับคะแนนความพึงพอใจโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 7.4-7.7 จากคะแนนเต็ม 10 จากผู้เข้าพัก โดยสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2552 และได้รับการปรับปรุงครั้งสำคัญในปี พ.ศ. 2558

จุดเด่นของโรงแรมวิน ลากูน คือกลยุทธ์การแบ่งโซนอาคารออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ โซนตึกเก่าที่เน้นความประหยัด และโซนตึกใหม่ที่ออกแบบในสไตล์ “โมเดิร์นลอฟท์” (Modern Loft) ที่เน้นความทันสมัย ทำให้รับลูกค้าได้ทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่นักธุรกิจไปจนถึงครอบครัว

ห้องพักมีความกว้างขวางเป็นพิเศษ โดยห้อง Superior มีพื้นที่ 24 ตารางเมตร ส่วนห้อง Deluxe มีถึง 36 ตารางเมตร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น เครื่องปรับอากาศ ทีวีดาวเทียม ตู้เย็น โต๊ะทำงาน ระบบน้ำอุ่น และ Wi-Fi ฟรี นอกจากนี้โรงแรมยังมีศูนย์ออกกำลังกาย (Fitness Center) สระว่ายน้ำกลางแจ้ง บริการยืมจักรยาน ห้องประชุม และที่จอดรถส่วนตัวทั้งกลางแจ้งและในร่มที่กว้างขวาง

ความเชื่อมโยงกับมรดกทางวัฒนธรรม

พะเยาไม่ได้พึ่งพาเพียงกิจกรรมและโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างแนบแน่น จังหวัดพะเยามีประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปถึงยุคอาณาจักรภูกามยาว ซึ่งมีความเก่าแก่กว่าเชียงใหม่ถึงสองศตวรรษ

อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง กษัตริย์องค์ที่ 9 แห่งภูกามยาว ผู้ทรงเป็นพระสหายร่วมสาบานกับพ่อขุนเม็งรายมหาราชและพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ตั้งอยู่ห่างจากโรงแรมวิน ลากูนเพียง 430 เมตร พื้นที่รอบอนุสาวรีย์เป็นสวนสาธารณะที่สวยงามและเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของชุมชน ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานสำคัญทั้งไทยไฟท์และเคาท์ดาวน์ในครั้งนี้

วัดไชยอาวาสอยู่ห่างจากโรงแรมเพียง 150 เมตร ส่วนวัดศรีโคมคำ (วัดพระเจ้าตนหลวง) ที่ตั้งอยู่ริมกว๊านพะเยา เป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในล้านนา อยู่ห่างออกไปเพียง 1.31 กิโลเมตร การเดินทางจากโรงแรมไปยังสถานที่สำคัญเหล่านี้ทำได้ง่ายด้วยการเดินเท้าหรือขับรถเพียงไม่กี่นาที

นอกจากนี้ยังมีสถานีประมงน้ำจืดพะเยา ซึ่งตั้งอยู่บนถนนพหลโยธินเช่นเดียวกับโรงแรม เป็นสถานที่แห่งแรกในโลกที่ประสบความสำเร็จในการผสมเทียมปลาบึก ภายในมีอควาเรียมจัดแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืดและพรรณไม้น้ำที่น่าสนใจ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติ ยังมีวัดอนาลโยทิพยาราม ที่ตั้งอยู่บนดอยบุษราคัม มีสถาปัตยกรรมแบบล้านนาผสมพม่าที่วิจิตรบรรจง และเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นกว๊านพะเยาได้ทั้งเมือง

ความท้าทายกับเชียงราย “การรั่วไหลของเวลาพัก”

การพัฒนาของพะเยามีนัยสำคัญต่อเชียงรายซึ่งเป็นศูนย์กลางคมนาคมและการท่องเที่ยวของภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงรายที่อยู่ห่างจากพะเยาเพียง 99 กิโลเมตร หรือประมาณ 1 ชั่วโมง 20-30 นาทีเท่านั้น

ข้อมูลจากรายงานวิเคราะห์ระบุว่า ในปี 2566 เชียงรายมีนักท่องเที่ยว 6.15 ล้านคน สร้างรายได้ 46,774 ล้านบาท คิดเป็น ASV (Average Spending per Visitor) 7,608 บาท ขณะที่พะเยามีนักท่องเที่ยว 1.01 ล้านคน สร้างรายได้ 2,290 ล้านบาท คิดเป็น ASV 2,268 บาท จะเห็นได้ว่าพะเยามีมูลค่าการใช้จ่ายต่อคนต่ำกว่าเชียงรายมาก

อย่างไรก็ตาม หากพะเยาสามารถพัฒนาเมืองให้มี “ความกระชับ” (Compact City) ที่เดินเท้าท่องเที่ยวได้ง่าย มีแหล่งพักผ่อนริมน้ำที่มีมาตรฐาน และมีที่พักราคาคุ้มค่าอย่างโรงแรมวิน ลากูนเป็นฐานสนับสนุน เชียงรายอาจเผชิญกับภาวะ “การรั่วไหลของเวลาพัก” (Overnight Stay Leakage) ที่นักท่องเที่ยวอาจเลือกบินมาลงเชียงราย แต่ตัดสินใจไปปักหมุดนอนและใช้จ่ายที่พะเยาแทน โดยเฉพาะในช่วงที่มีกิจกรรมพิเศษริมกว๊านพะเยา

นอกจากนี้ อำเภอพานของเชียงราย ซึ่งอยู่กึ่งกลางเส้นทางระหว่างสนามบินและพะเยา (ห่างจากกว๊านประมาณ 47-50 กิโลเมตร หรือ 45-55 นาที) ก็มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนจาก “เมืองผ่าน” เป็น “เมืองพัก เมืองแนะนำ” เพื่อยืดเวลาการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวก่อนเข้าร่วมกิจกรรมยามค่ำที่กว๊านพะเยา ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างระเบียงท่องเที่ยวคุณภาพ เชียงราย-พะเยา (CR-PY Corridor) อย่างแท้จริง

งบประมาณและแผนพัฒนา

การพัฒนาพะเยาในครั้งนี้มีงบประมาณสนับสนุนที่ชัดเจนจากหลายหน่วยงาน ตามมติคณะรัฐมนตรีสัญจรกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน) จัดสรรงบประมาณรวม 300 ล้านบาท สำหรับพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์และโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

จังหวัดพะเยายังมีแผน 5 ปี ฉบับทบทวน พ.ศ. 2568 ที่จัดสรรงบประมาณ 72.6 ล้านบาท โดยเฉพาะกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว รวมถึงระบบแอปพลิเคชันท่องเที่ยว 6.5 ล้านบาท เพื่อยิงตลาดดิจิทัลให้ตรงกลุ่มเป้าหมายคุณภาพ

การลงทุนเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดพะเยาในการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ก้าวขึ้นเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด โดยไม่เพียงแค่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมเช่นในอดีต

Around Phayao - แวดพะเยา

ตลาดอาหารและวัฒนธรรมพื้นถิ่น

การท่องเที่ยวในพะเยาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ทัศนียภาพและที่พัก แต่ยังมีวัฒนธรรมอาหารพื้นถิ่นที่โดดเด่น นักท่องเที่ยวที่มาพักที่โรงแรมวิน ลากูนสามารถเข้าถึง “ตลาดโต้รุ่ง” และ “ถนนคนเดินพะเยา” ซึ่งมีอาหารพื้นเมืองล้านนามากมาย เช่น แคบหมู น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง กุ้งเต้นเรือนโบราณ และปลากาดัง ซึ่งเป็นเมนูจากปลาในกว๊านพะเยาที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด

ความใกล้ชิดระหว่างที่พักกับแหล่งอาหารท้องถิ่นทำให้นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสวิถีชีวิตของชาวพะเยาได้อย่างแท้จริง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพารถยนต์หรือบริการขนส่งอื่นๆ ซึ่งเป็นจุดเด่นของการท่องเที่ยวเชิง “Walkable City” ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวสมัยใหม่

การแข่งขันในตลาดโรงแรม

แม้โรงแรมวิน ลากูนจะมีจุดแข็งด้านทำเลและราคา แต่ในพะเยายังมีโรงแรมคู่แข่งที่น่าสนใจหลายแห่ง ที่ติดริมกว๊านพะเยาและมีดีไซน์ทันสมัยกว่า ราคาเริ่มต้น 1,000-1,500 บาท ที่มีสระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่และรองรับกรุ๊ปทัวร์ ราคาเริ่มต้น 800-1,200 บาท หรือที่เน้นความสดใหม่ตามมาตรฐานเครือข่าย ราคาเริ่มต้น 600-750 บาท และ ความหรูหราระดับพรีเมียม พร้อมสระว่ายน้ำแบบเกลือ ราคาเริ่มต้น 1,600-2,500 บาท

การมีโรงแรมหลากหลายระดับราคาเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าพะเยากำลังสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์ สามารถรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มประหยัดไปจนถึงกลุ่มพรีเมียม

มหาวิทยาลัยพะเยา จุดเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงวิชาการ

นอกจากการท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนและวัฒนธรรมแล้ว พะเยายังมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวิชาการผ่านมหาวิทยาลัยพะเยา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากโรงแรมวิน ลากูนประมาณ 14 กิโลเมตร มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นศูนย์รวมของการจัดสัมมนา การประชุมวิชาการ และงานวิจัยต่างๆ ที่ดึงดูดนักวิชาการและนักธุรกิจเข้ามาในจังหวัด

โรงแรมวิน ลากูนมีห้องประชุมและพื้นที่จัดเลี้ยง (Meeting/Banquet Facilities) ที่สามารถรองรับการจัดสัมมนาหรืองานสังสรรค์ขนาดกลางได้ ทำให้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับกลุ่มนักวิชาการที่ต้องการที่พักในตัวเมืองซึ่งมีราคาประหยัดกว่าโรงแรมใกล้มหาวิทยาลัย

แนวโน้มอนาคตและข้อเสนอแนะ

การพัฒนาของพะเยาในระยะนี้สอดคล้องกับเทรนด์การท่องเที่ยวโลกที่เปลี่ยนจากการเน้น “ปริมาณนักท่องเที่ยว” ไปสู่การเน้น “คุณภาพและความยั่งยืน” (Quality and Sustainability) นักท่องเที่ยวสมัยใหม่ต้องการประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและสามารถใช้เวลาผ่อนคลายได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่เที่ยวผ่านๆ

สำหรับเชียงราย จำเป็นต้องเร่งพัฒนาพื้นที่สาธารณะ (Public Space) ที่เชื่อมต่อกับย่านที่พักให้สะดวกขึ้น และสร้างกิจกรรมที่มีอัตลักษณ์ลึกซึ้งเทียบเท่ากับการ “เวียนเทียนทางน้ำ” ของพะเยา เพื่อรักษาแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวยังคงเลือก “ปักหมุด” ที่เชียงรายต่อไป

ขณะเดียวกัน พะเยาก็ต้องรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนากับการอนุรักษ์ เพราะเอกลักษณ์ของพะเยาอยู่ที่ความเงียบสงบและวิถีชีวิตแบบชุมชน หากพัฒนามากเกินไปจนสูญเสียเอกลักษณ์ดั้งเดิม อาจทำให้แรงดึงดูดหลักของจังหวัดลดลงได้

โอกาสสำคัญอีกประการคือการพัฒนา “Workation” คือการทำงานระยะไกลพร้อมพักผ่อนในที่เดียวกัน ซึ่งโรงแรมวิน ลากูนมีความได้เปรียบจากขนาดห้องพักที่ใหญ่และโต๊ะทำงานที่จัดเตรียมไว้ให้แล้ว หากพัฒนาการบริการเพิ่มเติม เช่น Wi-Fi ความเร็วสูง พื้นที่ร่วมทำงาน (Co-working Space) และแพ็คเกจพักระยะยาว อาจดึงดูดกลุ่ม Digital Nomads และ Remote Workers ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและพักระยะยาวได้ “การพัฒนาของพะเยาเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กว๊านพะเยาเป็น Asset ทางธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว การนำมาพัฒนาให้เป็น Landmark ที่มี Identity ชัดเจนและมีกิจกรรมหลากหลายตลอดปี จะช่วยให้จังหวัดสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว”

“ความสำเร็จของพะเยาจะขึ้นอยู่กับการบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน” ถ้ามีการมองและวิเคราะห์โดยใช้จุดตั้งอ้างอิง “โรงแรมวิน ลากูนเป็นตัวอย่างที่ดีของภาคเอกชนที่เข้ามาเติมเต็มโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ภาครัฐจัดหากิจกรรมระดับประเทศเพื่อดึงดูด Traffic และชุมชนรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว”

จากข้อมูลที่หาประกอบได้พบว่า “พะเยามีเป้าหมายเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2569 โดยเฉพาะการเพิ่มระยะเวลาการพักค้างคืน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ การจัดงานใหญ่อย่างไทยไฟท์และเคาท์ดาวน์เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการรับรู้และดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่”

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

การจัดงาน Thai Fight พะเยาและ PHAYAO COUNTDOWN FLORA FEST 2026 คาดว่าจะสร้างรายได้หมุนเวียนในจังหวัดไม่ต่ำกว่า 200-300 ล้านบาท จากค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในช่วงเทศกาล นอกจากนี้ยังมีผลกระทบทางอ้อมต่อการจ้างงานท้องถิ่น การขายผลิตภัณฑ์ชุมชน และการประชาสัมพันธ์จังหวัดในระดับสากล

โรงแรมต่างๆ ในพะเยาข้อมูลรายงานว่ามีการจองห้องพักเต็มเกือบ 100% ในช่วงงานไทยไฟท์และเคาท์ดาวน์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าช่วงปกติถึง 3-4 เท่า แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์การจัดกิจกรรมใหญ่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการท้องถิ่น เช่น ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก บริการรถเช่า และไกด์นำเที่ยว ต่างได้รับผลประโยชน์จากกระแสนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น สร้างการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

ความยั่งยืนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

แม้การพัฒนาจะสำคัญ แต่พะเยายังคงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน กว๊านพะเยาเป็นแหล่งน้ำสำคัญและระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง การพัฒนาการท่องเที่ยวจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

จังหวัดพะเยาได้กำหนดมาตรการต่างๆ เช่น การจำกัดจำนวนเรือที่ใช้ในกว๊าน การจัดระบบการจัดการขยะในงานใหญ่ การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และการสนับสนุนให้โรงแรมต่างๆ ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว

โรงแรมวิน ลากูนเองก็มีการปรับปรุงระบบการใช้พลังงาน เช่น การใช้หลอดไฟ LED การปรับปรุงเครื่องปรับอากาศให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และการส่งเสริมให้แขกใช้ผ้าเช็ดตัวซ้ำเพื่อลดการซักผ้าที่สิ้นเปลืองน้ำและพลังงาน

เปรียบเทียบตัวเลขการท่องเที่ยว

ตามข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในปี 2566

จังหวัดเชียงราย

  • จำนวนนักท่องเที่ยว: 6.15 ล้านคน
  • รายได้จากการท่องเที่ยว: 46,774 ล้านบาท
  • Average Spending per Visitor (ASV): 7,608 บาท
  • จำนวนโรงแรมและที่พัก: มากกว่า 800 แห่ง

จังหวัดพะเยา

  • จำนวนนักท่องเที่ยว: 1.01 ล้านคน
  • รายได้จากการท่องเที่ยว: 2,290 ล้านบาท
  • Average Spending per Visitor (ASV): 2,268 บาท
  • จำนวนโรงแรมและที่พัก: ประมาณ 150-200 แห่ง

แม้พะเยาจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้น้อยกว่าเชียงรายมาก แต่อัตราการเติบโตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาของพะเยาสูงกว่า โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 15-20% ต่อปี ขณะที่เชียงรายเติบโตประมาณ 8-12% ต่อปี แสดงให้เห็นว่าพะเยากำลังเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

พะเยากำลังยืนหยัดในฐานะคู่แข่งที่น่ากลัวในตลาดการท่องเที่ยวภาคเหนือ ด้วยกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การพัฒนากว๊านพะเยาให้เป็นแลนด์มาร์กสไตล์ริมทะเล การจัดกิจกรรมระดับประเทศเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว และการมีโรงแรมระดับกลางที่มีคุณภาพอย่างโรงแรมวิน ลากูนในทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้พะเยาไม่ใช่แค่ “เมืองทางผ่าน” อีกต่อไป

การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นโอกาสสำคัญสำหรับพะเยาในการสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ที่มีความยั่งยืน และเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับเชียงรายในการรักษาความเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค ทั้งสองจังหวัดอาจเลือกที่จะแข่งขันหรือร่วมมือกันสร้างระเบียงท่องเที่ยวคุณภาพที่มีความแข็งแกร่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองพื้นที่และภูมิภาคโดยรวม

สำหรับนักท่องเที่ยว การมีทางเลือกใหม่ที่มีคุณภาพและราคาที่เข้าถึงได้ในภาคเหนือถือเป็นข่าวดี โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่เป็นไฮซีซันของการท่องเที่ยว พะเยากำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า “เมืองเล็ก” ก็สามารถแข่งขันกับ “เมืองใหญ่” ได้ หากมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน การบูรณาการที่ดี และการรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียงเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปี 2566
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY SOCIETY & POLITICS

บินส่วนตัวเชียงใหม่-เชียงราย Ezy Airlines ชูความเร็ว-ยืดหยุ่น

Ezy Airlines เปิดตัว Private Charter เชียงใหม่-เชียงราย ชั่วโมงละ 1.2 แสน ตอบโจทย์กลุ่ม High-End

เชียงราย, 19 ธันวาคม 2568 – ภาพเครื่องบินลำเล็กสีขาวบนท้องฟ้าเหนือภูเขาภาคเหนือ พร้อมข้อความ “Private. Fast. Flexible. Fly your way with Ezy Airlines charter flights” ที่ปรากฏบนเพจ Ezy Airlines เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 อาจดูเหมือนโพสต์ประชาสัมพันธ์ทั่วไป แต่สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ และประชาชนในภาคเหนือ ภาพและข้อความสั้น ๆ นั้นกำลังสะท้อน “จุดเปลี่ยน” ที่สำคัญของสมการการเดินทางระหว่างเชียงใหม่–เชียงราย–แม่ฮ่องสอน–ปาย–น่าน

สิ่งที่น่าจับตาคือ การประกาศชัดเจนถึง “ราคาและรูปแบบบริการ” เที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Private Charter) เส้นทางเชียงใหม่–เชียงราย ที่กำหนดอัตราค่าบริการ เที่ยวบินชั่วโมงละ 120,000 บาท นั่งได้ 12 ที่นั่ง บินได้ทุกวัน และเป็น “ราคาที่รวมทุกอย่างแล้ว” หมายความว่า หากมีผู้โดยสารเต็มลำ ค่าเฉลี่ยต่อที่นั่งจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทต่อคนต่อเที่ยว ซึ่งสะท้อนการวางตำแหน่งทางการตลาดที่ชัดเจนในกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงที่ต้องการ “ซื้อเวลาและความสะดวกสบาย” มากกว่าซื้อ “ราคาตั๋วที่ถูกที่สุด”

ในขณะเดียวกัน เส้นทางบินที่เพจระบุในแผนการเดินทางจากเชียงใหม่และเชียงรายเชื่อม แม่ฮ่องสอน–ปาย–น่าน กำลังค่อย ๆ วาดภาพ “คอร์ริดอร์การบินเหนือ” รูปแบบใหม่ ที่ไม่ได้มุ่งดึงทุกคนเข้าสู่ศูนย์กลางเพียงเมืองเดียว แต่เลือกเชื่อม “เมืองรอง–เมืองรอง” ให้เดินทางถึงกันได้ภายในเวลาประมาณ 30–60 นาที แทนการนั่งรถข้ามภูเขาหลายชั่วโมงอย่างที่คุ้นเคยกันมานาน

จากบริษัทเทคโนโลยีการบินสู่สายการบินภูมิภาคเฉพาะทาง

เบื้องหลังแบรนด์ Ezy Airlines คือ บริษัท เอ็ม–แลนด์อาร์ค จำกัด (M-Landarch Co., Ltd.) บริษัทการค้าที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2548 เริ่มต้นจากการเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีการบิน และซอฟต์แวร์ให้กับภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐ ภายใต้เครือข่ายธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทได้พัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้แทนจำหน่ายและผู้ให้บริการด้านเครื่องบินเทอร์โบพร็อป Cessna ในประเทศไทย

ข้อได้เปรียบสำคัญของ M-Landarch คือ “การบูรณาการตามแนวดิ่ง” (Vertical Integration) ที่ไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายเครื่องบิน แต่มีความชำนาญทั้งด้านเทคนิค การซ่อมบำรุง และการบริหารจัดการโครงการด้านอากาศยาน เมื่อผู้บริหารตัดสินใจขยายสู่ธุรกิจสายการบิน จึงมีทั้งองค์ความรู้ ทรัพยากร และเครือข่ายพร้อมในระดับหนึ่ง

ภายใต้การนำของ นายธานี ธาราปักษ์ กรรมการผู้จัดการ และ พลเอกศุภกร สงวนชาติสรณ์ไกร ประธานคณะที่ปรึกษา Ezy Airlines ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจการค้าเดินอากาศ (AOL) เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2566 และใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (AOC) จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ด้วยทุนจดทะเบียนประมาณ 92.7 ล้านบาท สะท้อนความตั้งใจปักธงในตลาดการบินภูมิภาคอย่างจริงจัง

พันธกิจของสายการบินที่ย้ำอยู่เสมอ คือ
“Easy every trip, punctual, convenient, fast, and safe”
หรือการทำให้ทุกการเดินทาง “ง่าย ตรงเวลา สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย” โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ ผู้อยู่อาศัยในภูมิภาคที่มีกำลังซื้อ นักธุรกิจ นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และผู้ป่วยที่ต้องการการเดินทางฉุกเฉิน ซึ่งพร้อมจ่ายเพื่อ “ลดเวลาเดินทางหลายชั่วโมงบนถนน” ให้เหลือเพียงไม่กี่สิบนาทีบนอากาศ

Cessna 208B Grand Caravan EX เครื่องบินลำเล็กที่ออกแบบมาเพื่อภูเขาและสนามบินเมืองรอง

หัวใจของการดำเนินงานของ Ezy Airlines คือเครื่องบิน Cessna 208B Grand Caravan EX ซึ่งเป็นเครื่องบินเทอร์โบพร็อปแบบที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเหมาะสมกับงานบินภูมิภาคและสนามบินเมืองรอง

ด้วยเครื่องยนต์ Pratt & Whitney Canada PT6A-140 กำลัง 867 แรงม้า ทำให้รุ่น EX มีอัตราไต่ระดับดีกว่ารุ่นก่อนหน้าราว 38% สามารถรับมือกับสภาพอากาศและภูมิประเทศแบบภูเขาสูงของภาคเหนือได้ดี ความเร็วเดินทางสูงสุดประมาณ 343 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บินได้สูงสุดราว 25,000 ฟุต และมีพิสัยการบินกว่า 1,600 กิโลเมตร

ที่สำคัญคือ คุณสมบัติการขึ้น–ลงระยะสั้น (STOL) ใช้ระยะทางวิ่งขึ้นราว 658 เมตร ทำให้สามารถปฏิบัติการบนสนามบินขนาดเล็ก เช่น แม่ฮ่องสอน หรือสนามบินปาย ที่มีข้อจำกัดด้านทางวิ่งและภูเขาล้อมรอบ ได้ดีกว่าเครื่องบินลำใหญ่ประเภทเจ็ตของสายการบินต้นทุนต่ำ (LCC)

ห้องโดยสารรองรับผู้โดยสารประมาณ 10–12 คน พร้อมลูกเรือ 2 คน ตกแต่งด้วยเบาะหนังแบบเอ็กเซ็กคิวทีฟ มีระบบปรับอากาศเต็มรูปแบบ และติดตั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์การบิน Garmin G1000 NXi ซึ่งให้ข้อมูลการบินที่ทันสมัย พร้อมระบบเสริมความปลอดภัยสำหรับการบินท่ามกลางเมฆ หมอก และสภาพทัศนวิสัยจำกัดตามฤดูกาลของภาคเหนือ

สำหรับภารกิจเฉพาะทาง เช่น การลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉิน (MEDEVAC) ห้องโดยสารสามารถจัดรูปแบบใหม่เพื่อรองรับเตียงผู้ป่วยและอุปกรณ์ ICU เคลื่อนที่ รวมถึงแคปซูลแรงดันลบในกรณีโรคติดเชื้อขั้นรุนแรง โดยยังคงความคล่องตัวในการขึ้น–ลงสนามบินภาคเหนือที่อยู่ห่างไกลโรงพยาบาลใหญ่

คอร์ริดอร์การบินเหนือ จากโค้ง 1,864 โค้ง สู่เที่ยวบิน 30–60 นาที

การขยายแผนบินของ Ezy Airlines ในภาคเหนือถูกวางในกรอบยุทธศาสตร์ปี 2568–2570 โดยใช้ เชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางสำคัญ และเริ่มขยายไปยัง เชียงราย–แม่ฮ่องสอน–ปาย–น่าน ทั้งในรูปแบบเที่ยวบินตามตาราง (Scheduled) และเที่ยวบินเช่าเหมาลำส่วนตัว (Private Charter)

เส้นทางที่ถูกยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยที่สุด คือ เชียงใหม่–แม่ฮ่องสอน ซึ่งตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาเป็นที่รู้กันว่าการเดินทางทางถนนต้องผ่านโค้งกว่า 1,864 โค้ง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5–6 ชั่วโมง ท่ามกลางความเสี่ยงอุบัติเหตุและความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ การมีเที่ยวบินระยะเวลาราว 35 นาที จึงไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” แต่สำหรับบางกลุ่ม เช่น ผู้ป่วย ครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ หรือผู้บริหารที่มีภารกิจเร่งด่วน นับเป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านเวลา” ที่เปลี่ยนวิธีวางแผนชีวิตอย่างแท้จริง

ส่วนเส้นทาง เชียงใหม่–ปาย ซึ่งทางถนนใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง บนเส้นทางเขาคดเคี้ยว ก็เป็นอีกกรณีที่เครื่องบิน Cessna ขนาด 10–12 ที่นั่งของ Ezy Airlines สามารถเติมเต็มช่องว่างได้ดี เนื่องจากสนามบินปายไม่รองรับเครื่องบินเจ็ตลำใหญ่ แต่เหมาะกับเครื่องบินใบพัดขนาดเล็กที่ต้องใช้ระยะทางวิ่งขึ้น–ลงสั้น

เส้นทาง เชียงใหม่–น่าน ซึ่งทางถนนใช้เวลาราว 6 ชั่วโมง ก็ถูกออกแบบให้ลดเหลือเที่ยวบินประมาณ 45–50 นาที โดยมุ่งจับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ชาวต่างชาติที่พักระยะยาว และกลุ่มที่นิยมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แต่ไม่ต้องการเสียเวลาบนเส้นทางภูเขานานหลายชั่วโมง

ด้าน เชียงใหม่–เชียงราย ซึ่งทางถนนใช้เวลาประมาณ 3.5 ชั่วโมง การเปิดบริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำราคาเที่ยวบินละ 120,000 บาท บินได้วันละหลายรอบตามความต้องการลูกค้า กลายเป็น “สมการใหม่” ของการเดินทางระหว่างสองหัวเมืองหลักของล้านนา โดยเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุน และกลุ่มลูกค้าระดับบนที่ต้องเดินทางไป–กลับในวันเดียวอย่างมีประสิทธิภาพ

หากคิดแบบง่าย ๆ เมื่อเครื่องบินหนึ่งลำรองรับผู้โดยสารได้ 12 ที่นั่ง ราคาขั้นต่ำ 120,000 บาทต่อชั่วโมง หมายความว่า หากมีผู้โดยสารเต็มลำ ค่าเฉลี่ยต่อที่นั่งเท่ากับ 10,000 บาทต่อเที่ยว เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาที่ลดลงจาก 3.5 ชั่วโมงบนถนนเหลือราว 1 ชั่วโมงบนอากาศ การตัดสินใจเลือกใช้บริการจึงขึ้นอยู่กับ “มูลค่าของเวลา” ในมุมมองของผู้โดยสารแต่ละกลุ่มมากกว่ามองแค่ตัวเลขราคาเพียงอย่างเดียว

นโยบายรัฐผลักดัน “New Route – New Airline” และวิสัยทัศน์ IGNITE THAILAND

การเติบโตของสายการบินภูมิภาคอย่าง Ezy Airlines ไม่ได้เกิดในสุญญากาศ หากแต่สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่ต้องการกระจายรายได้จากเมืองหลักสู่เมืองรอง โดยเฉพาะภายใต้วิสัยทัศน์ “IGNITE THAILAND, Aviation Hub” ที่ต้องการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค

ภายใต้นโยบาย “New Route – New Airline” กระทรวงคมนาคม และกรมท่าอากาศยาน ได้กำหนดมาตรการจูงใจสายการบินที่เปิดเส้นทางใหม่ในสนามบินภูมิภาค เช่น

  • ยกเว้นค่าธรรมเนียมลงจอด 100% ในปีแรก และลด 50% ในปีที่สอง
  • ยกเว้นค่าธรรมเนียมจอดเครื่องบินในช่วงเริ่มต้นปฏิบัติการ
  • ให้ส่วนลดค่าเช่าพื้นที่สำนักงานและคลังสินค้าในสนามบิน
  • ร่วมมือกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำการตลาดเชิงรุก

มาตรการเหล่านี้ช่วยลดภาระต้นทุนของสายการบินในช่วงเริ่มเปิดเส้นทางใหม่ ซึ่งมักมีจำนวนผู้โดยสารยังไม่สูงมาก แต่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในระดับพื้นที่

Private Charter โมเดล “บินแบบคุณกำหนดเอง”

จุดเด่นที่ Ezy Airlines เน้นย้ำในโพสต์วันที่ 11 ธันวาคม 2568 คือคอนเซปต์ “Private. Fast. Flexible.” หรือ ส่วนตัว รวดเร็ว ยืดหยุ่น” ซึ่งสะท้อนแกนกลางของบริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ที่ลูกค้าสามารถกำหนดเวลาเดินทาง เส้นทาง และจำนวนผู้โดยสารได้เอง

ลูกค้าสามารถติดต่อเพื่อขอใบเสนอราคา หรือวางแผนเที่ยวบินได้ผ่าน

  • โทรศัพท์: +66 2 096 2916
  • WhatsApp: 092 131 5146
  • Line Official: @EzyAirlines

โครงสร้างบริการลักษณะนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและความยืดหยุ่นสูง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่ต้องการทริปส่วนตัวระหว่างเชียงใหม่–ปาย กลุ่มนักธุรกิจที่ต้องเดินทางระหว่างเชียงราย–เชียงใหม่แบบไปเช้า–เย็นกลับ หรือนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการสำรวจพื้นที่ทำเลทองในน่านและแม่ฮ่องสอนโดยไม่เสียเวลาบนถนนหลายชั่วโมง

การจองผ่านช่องทางที่ “คุยกับคนจริง” แทนการจองตั๋วผ่านแอปพลิเคชันเหมือนสายการบินทั่วไป ยังช่วยให้สามารถออกแบบบริการเสริมได้ เช่น การจัดรถรับ–ส่งจากสนามบินไปยังโรงแรม การเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์สำหรับผู้สูงอายุ หรือการประสานงานด้านสัมภาระพิเศษ เช่น อุปกรณ์กีฬา หรือสัมภาระทางธุรกิจ

MEDEVAC และบริการเพื่อสังคม บินที่ไม่ได้มีแค่เรื่องท่องเที่ยว

นอกเหนือจากมิติด้านธุรกิจและท่องเที่ยว Ezy Airlines ยังวางฐานการดำเนินงานให้รองรับภารกิจ MEDEVAC (Medical Evacuation) หรือการลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยวิกฤติจากพื้นที่ห่างไกลเข้าสู่โรงพยาบาลใหญ่

สำหรับจังหวัดในภาคเหนืออย่างแม่ฮ่องสอน น่าน หรือพื้นที่ภูเขาชายแดนที่ใช้เวลาเดินทางด้วยรถเป็นชั่วโมง การมีเที่ยวบินลำเลียงผู้ป่วยที่สามารถย่นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรให้เหลือไม่ถึง 1 ชั่วโมง คือ “ปัจจัยด้านเวลา” ที่สัมพันธ์โดยตรงกับโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย เครื่อง Cessna 208B ที่มีประตูบานกว้าง พื้นเรียบ และความสามารถขึ้น–ลงสนามบินทางวิ่งสั้น จึงเหมาะสมอย่างยิ่งกับภารกิจลักษณะนี้

การเตรียมความพร้อมของระบบ MEDEVAC ยังมักเชื่อมโยงกับเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ และบริษัทประกันภัยนานาชาติที่ต้องจัดการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยต่างชาติหรือผู้ป่วยที่ทำงานในพื้นที่ห่างไกลกลับเข้าสู่เมืองใหญ่หรือประเทศต้นทางอย่างปลอดภัย

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ–สังคม จากสนามบินสู่ราคาอสังหาฯ และโอกาสเมืองรอง

ประสบการณ์จากหัวเมืองท่องเที่ยวอย่างหัวหิน ภูเก็ต หรือเมืองต่างประเทศจำนวนมากสะท้อนว่า เมื่อพื้นที่ใดมีการลงทุนด้านสนามบินและโครงข่ายเส้นทางบินเพิ่มขึ้น มูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่มักขยับขึ้นตามไปด้วย

รายงานบางฉบับชี้ว่า การพัฒนาสนามบินให้กลายเป็นจุดเชื่อมโยงภูมิภาค สามารถทำให้มูลค่าที่ดินในรัศมี 5 กิโลเมตรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15–20% ภายในไม่กี่ปี จากการหลั่งไหลของนักลงทุน ผู้เกษียณอายุ และกลุ่มทำงานทางไกลที่มองหาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าในเมืองรอง

สำหรับภาคเหนือ เมืองอย่าง ปาย–น่าน–แม่ฮ่องสอน กำลังปรากฏในสายตานักลงทุนและนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงในฐานะ “เมืองพักผ่อนระยะยาว” และ “เมืองวัฒนธรรมเชิงลึก” ขณะที่ เชียงราย เองก็มีศักยภาพสูงในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดนที่เชื่อมโยงสปป.ลาว เมียนมา และจีนตอนใต้ การมีเที่ยวบินเชื่อมต่อแบบยืดหยุ่นจากเชียงใหม่–เชียงราย และต่อเนื่องไปยังเมืองรองอื่น ๆ ช่วยเสริมบทบาทของเชียงรายให้กลายเป็น “จุดเปลี่ยนถ่าย” สำคัญของระบบเศรษฐกิจ–การท่องเที่ยวในลุ่มน้ำโขงตอนบน

โครงข่ายเที่ยวบินเช่นนี้ ยังเอื้อต่อการออกแบบแพ็กเกจท่องเที่ยวคุณภาพสูง เช่น ทริปกอล์ฟ ทริปเวลเนส ทริปท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่เน้นการพักในโรงแรมบูทีคหรือรีสอร์ตระดับบน และใช้เครื่องบินเช่าเหมาลำบินข้ามเมืองได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการ “ใช้เวลาในสถานที่ท่องเที่ยวมากกว่าบนถนน”

ความท้าทายและโจทย์ใหญ่ในระยะยาว

แม้โอกาสจะเปิดกว้าง แต่การดำเนินธุรกิจสายการบินขนาดเล็กบนเส้นทางภูมิภาคยังเต็มไปด้วยโจทย์ท้าทาย

หนึ่งคือ ความผันผวนของสภาพอากาศและภูมิประเทศ ในภาคเหนือที่มีทั้งฤดูฝนที่เมฆต่ำและลมแรง ฤดูหมอกควันจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง รวมถึงข้อจำกัดของสนามบินบางแห่งที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาให้ได้มาตรฐานระหว่างประเทศ การลงทุนในเครื่องบินที่มีระบบช่วยการบินทันสมัย และการฝึกนักบินเฉพาะทางสำหรับการบินในพื้นที่ภูเขา จึงเป็นทั้งต้นทุนและข้อจำเป็นด้านความปลอดภัยที่สายการบินไม่อาจละเลย

สองคือ สมการความคุ้มทุน ของการบินด้วยเครื่องบินเล็กที่มีจำนวนที่นั่งจำกัด ต้นทุนต่อที่นั่งย่อมสูงกว่าเครื่องบินลำใหญ่ที่บรรทุกผู้โดยสารได้กว่า 180 คนต่อเที่ยวบิน โมเดลอย่าง Ezy Airlines จึงจำเป็นต้องวางตำแหน่งชัดเจนว่า “ขายคุณค่าเวลาและความสะดวก” แทนการแข่งขันด้านราคา โดยกลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นผู้มีกำลังซื้อสูง ผู้บริหาร นักลงทุน แพทย์ ผู้ป่วย หรือกลุ่มเฉพาะทางอื่น ๆ ที่เห็นว่าต้นทุนเวลาและความเสี่ยงบนถนน “แพงกว่า” ราคาตั๋วเครื่องบินเช่าเหมาลำ

สามคือ การแข่งขันด้านบุคลากรและมาตรฐานความปลอดภัย การบริหารสายการบิน แม้จะเป็นสายการบินขนาดเล็ก ก็ต้องผ่านเกณฑ์ของ CAAT และมาตรฐานสากลด้านการบินพาณิชย์อย่างเข้มงวด ทั้งในส่วนของนักบิน ช่างอากาศยาน และระบบการจัดการความปลอดภัย (Safety Management System) การรักษาบุคลากรที่มีทักษะสูงท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกจึงเป็นอีกสมการสำคัญที่ต้องบริหาร

 

เมื่อ “เที่ยวบิน 120,000 บาท” เป็นมากกว่าตัวเลขราคา

หากมองแบบผิวเผิน ราคาค่าเช่าเหมาลำเที่ยวบินเชียงใหม่–เชียงราย ชั่วโมงละ 120,000 บาท นั่งได้ 12 ที่นั่ง อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าเป็นบริการที่ “ไกลตัว” แต่หากมองจากมุมของผู้ประกอบการ นักลงทุน ผู้บริหาร หรือผู้ป่วยที่ต้องแข่งกับเวลา ตัวเลขนี้สะท้อน “มูลค่าของเวลา ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิต” ที่เงินพร้อมจ่ายเพื่อแลกกับการเดินทางเพียง 1 ชั่วโมง แทนการนั่งรถ 3.5 ชั่วโมงบนถนน

พร้อมกันนั้น การที่เส้นทางดังกล่าวถูกขยายเชื่อมต่อไปยังแม่ฮ่องสอน ปาย และน่าน ผ่านคอร์ริดอร์การบินเหนือ ก็ทำให้ “เที่ยวบินเช่าเหมาลำ” ไม่ใช่เพียงบริการหรูหราของกลุ่มคนส่วนน้อย แต่เริ่มมีบทบาทระดับโครงสร้างในฐานะกลไกหนึ่งของการเชื่อมเมืองรอง การกระจายรายได้ และการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ–สังคมของภาคเหนือในภาพรวม

คำถามที่ปรากฏบนโพสต์ของ Ezy Airlines ว่า
“Where do you want to go next?” – คุณอยากไปที่ไหนต่อไป?
จึงไม่ใช่เพียงคำถามถึงจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นคำถามถึงทิศทางการพัฒนาระบบคมนาคมทางอากาศของภาคเหนือ และบทบาทของสายการบินขนาดเล็กในสมการ “เวลา–โอกาส–คุณภาพชีวิต” ของผู้คนในภูมิภาคนี้ในระยะยาวด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Ezy Airlines
  • ข้อมูลโครงสร้างองค์กรและทุนจดทะเบียนบริษัท เอ็ม–แลนด์อาร์ค จำกัด
  • ข้อมูลด้านเทคนิคเครื่องบิน Cessna 208B Grand Caravan EX
  • กระทรวงคมนาคม กรมท่าอากาศยาน และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

จาะวิกฤติอสังหาฯ 2568 คนไทย 66% แห่เช่าบ้านแทนซื้อ หลังยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูงถึง 40%

เมื่อบ้านกลายเป็น “ความฝันที่เอื้อมไม่ถึง”

เชียงราย, 18 ธันวาคม 2568 – ข้อมูลจาก LWS Wisdom and Solution สะท้อนภาพชัดเจนว่า คนรุ่นใหม่กว่า 66% เลือก “เช่าบ้าน” แทนการซื้อ แม้การเป็นเจ้าของบ้านยังคงเป็น “ความฝันร่วม” ของชนชั้นกลางไทย แต่โครงสร้างเศรษฐกิจกลับผลักให้ความฝันนั้นถอยห่างออกไปเรื่อย ๆ

สามปัจจัยหลักที่ทำให้คนไทยจำนวนมาก “ซื้อไม่ได้จริง ๆ” แม้ตั้งใจเก็บเงินและทำงานหนัก ได้แก่

  1. กู้ไม่ผ่านแม้รายได้สม่ำเสมอ
    อัตราการปฏิเสธสินเชื่อบ้านพุ่งสูงถึงประมาณ 40% ในกลุ่มบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นช่วงราคาที่ควรจะเป็น “บ้านหลังแรกของคนชั้นกลาง” แต่กลับกลายเป็นกลุ่มที่กู้ไม่ผ่านมากที่สุด เพราะหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และธนาคารต้องเข้มงวดมาตรฐานการปล่อยกู้เพื่อควบคุมความเสี่ยง
  2. ราคาบ้านวิ่งเร็วกว่ารายได้
    ดัชนีราคาอสังหาริมทรัพย์ 7 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 3–4% ตัวอย่างบ้านราคา 1,000,000 บาทในอดีต ปัจจุบันขยับขึ้นมาอยู่ราว 1,280,000 บาท เพิ่มขึ้นเกือบ 3 แสนบาท ขณะที่เงินเดือนของแรงงานจำนวนมากไม่ได้เพิ่มตามสัดส่วนเดียวกัน ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกว่า “ยิ่งไล่ก็ยิ่งไม่ทันราคา”
  3. ค่าเช่าไม่ขึ้น แถมบางพื้นที่ถูกลง
    ตลาดเช่าคอนโดในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) กรุงเทพฯ ปี 2567 มีค่าเช่าลดลงประมาณ 3.5–4.5% ในขณะที่ราคาขายอสังหาฯ ยังเดินหน้าขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนการเช่าต่อเดือน “เบากระเป๋า” กว่าการผ่อนบ้านในยุคดอกเบี้ยผันผวน และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้การเช่ากลายเป็น “ตัวเลือกหลัก” ไม่ใช่เพียงพักรอซื้อ

ในมุมหนึ่ง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนการตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผลของคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากแบกรับภาระเกินศักยภาพ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือสัญญาณเตือนถึง “โอกาสสร้างทรัพย์สินระยะยาว” ที่คนไทยจำนวนมากกำลังถูกบีบให้ถอยห่าง

วงจรความกลัวทางการเงิน เมื่อคนทั้งประเทศ “ชะลออนาคต” พร้อมกัน

ผลสำรวจ Ipsos “What Worries Thailand? H2 2025” ที่เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างคนไทยอายุ 20–74 ปี ประมาณ 500 คน สะท้อนระดับ “ความกลัวทางการเงิน” ที่ลึกกว่าความกังวลเชิงตัวเลขเศรษฐกิจทั่วไป

ตัวเลขสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่

  • 76% ของคนไทยเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะถดถอย
  • 52% ไม่กล้าซื้อทรัพย์สินชิ้นใหญ่ เช่น บ้านหรือรถยนต์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน
  • 48% ไม่มั่นใจในการลงทุนเพื่ออนาคต ทั้งด้านเกษียณและการศึกษาบุตรหลาน

ที่น่าสนใจคือ เกือบ 4 ใน 10 ระบุว่า “อยากกลับไปเกิดปี 2518” เพราะเชื่อว่าการใช้ชีวิตในยุคนั้นง่ายกว่า และมีเสถียรภาพมากกว่าในปัจจุบัน สะท้อนความรู้สึก “ตัน” ของผู้คนต่อโครงสร้างเศรษฐกิจยุคนี้

เมื่อมองผ่านข้อมูลของสภาพัฒน์ฯ และเครดิตบูโร ภาพความเปราะบางยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก

  • มูลค่าสินเชื่อบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป สูงราว 1.24 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 6.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • จำนวนบ้านที่ถูกยึดและประกาศขายทอดตลาดโดยกรมบังคับคดีสูงถึง 67,641 หน่วย เพิ่มขึ้นถึง 210% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 120,000 ล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง “สถิติในรายงาน” แต่สะท้อนภาพครัวเรือนไทยที่ต้องตัดสินใจหั่นค่าใช้จ่าย เลื่อนแผนการซื้อบ้าน เลื่อนการออกรถ หรือแม้แต่เลื่อนแผนมีครอบครัว

ในเวลาเดียวกัน เศรษฐกิจมหภาคก็ส่งสัญญาณไม่สดใสเท่าที่ควร ตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัวเพียง 1.2% ขณะที่ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจบางแห่ง เช่น SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “ถดถอยเชิงเทคนิค” โดยทั้งปีอาจโตต่ำกว่า 1%

เมื่อนำทุกชิ้นส่วนมาเรียงต่อกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “วงจรความกลัวทางการเงิน” (Financial Fear Loop) – เมื่อรายได้ไม่มั่นคง คนชะลอการใช้จ่ายก้อนใหญ่ ธุรกิจยอดขายตก หยุดลงทุนใหม่ การจ้างงานไม่ขยาย รายได้ครัวเรือนไม่เพิ่ม และความกลัวยิ่งทวีคูณ เศรษฐกิจจริงจึงถูกดึงให้ชะลอตัวเป็นทอด ๆ

ในระดับชีวิตส่วนตัว วงจรนี้หมายถึง “การชะลออนาคต” ของคนจำนวนมาก ตั้งแต่การซื้อบ้านหลังแรก ไปจนถึงการออมเพื่อวัยเกษียณ

เชียงรายท่ามกลางวิกฤติ จากเมืองชายแดนสู่ศูนย์กลางโอกาสใหม่

แม้ภาพรวมประเทศจะเต็มไปด้วยความลังเล แต่สำหรับจังหวัดเชียงราย ปี 2568 กลับเป็นช่วงเวลาที่หลายฝ่ายมองว่า “เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในรอบหลายทศวรรษ”

ปัจจัยสำคัญที่หนุนให้เชียงรายโดดเด่นขึ้นมา ได้แก่

  1. โครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ
    รถไฟทางคู่สายประวัติศาสตร์ล้านนาตะวันออก ระยะทางกว่า 323 กิโลเมตร มูลค่าการลงทุนประมาณ 72,920–85,345 ล้านบาท มีความคืบหน้ารวมราว 41–46% ในปี 2568 และคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2571 โครงการนี้ไม่เพียงลดเวลาเดินทาง แต่ยังยกระดับเชียงรายให้เป็น “คลัสเตอร์โลจิสติกส์” เชื่อมการค้าชายแดนกับประเทศในกลุ่ม GMS อย่างชัดเจน

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนี้ทำให้ราคาที่ดินรอบสถานีรถไฟทั้ง 26 แห่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีรายงานว่าที่ดินหน้าสถานีบางแห่งมีราคาพุ่งขึ้นถึง 10 เท่าจากราคาประเมินเดิม

  1. ราคาที่ดินและศักยภาพทำเลในเชียงราย
    กรมธนารักษ์ประเมินราคาที่ดินในจังหวัดเชียงรายสำหรับรอบปี 2566–2569 อยู่ในช่วง 175–85,000 บาทต่อตารางวา แม้จะต่ำกว่าจังหวัดหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ แต่เมื่อประกอบกับศักยภาพการเติบโต ราคาจริงในตลาดบางพื้นที่สูงกว่าราคาประเมิน 20–300% และมีแนวโน้มปรับเพิ่ม 5–15% ต่อปีในทำเลศักยภาพ

ทำเลสำคัญที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ ได้แก่

    • ย่านแม่กรณ์ – ศูนย์กลางเศรษฐกิจ เชื่อมเซ็นทรัล โฮมโปร และย่านพาณิชยกรรมหลักของเมือง
    • ย่านบ้านดู่ – ใกล้สนามบินแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัย เหมาะกับตลาดเช่ากลุ่มนักศึกษาและบุคลากรการแพทย์
    • ย่านริมกก – พื้นที่ริมน้ำบรรยากาศพรีเมียม เหมาะกับกลุ่มผู้สูงอายุและคนมีกำลังซื้อที่มองหา “บ้านเพื่อการพักผ่อนและเกษียณ”
    • แนวถนนเวียงบูรพา (บายพาส) – เส้นทางหลักของโครงการบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ ที่ต้องการพื้นที่ดินมากและเดินทางเข้าเมืองได้สะดวก

ในบริบทนี้ เชียงรายจึงไม่ได้เป็นเพียง “เมืองท่องเที่ยวเหนือสุดแดนสยาม” อีกต่อไป แต่กำลังถูกวางตำแหน่งให้เป็น “เมืองเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ยุคใหม่” ที่อสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นทรัพย์สินที่มีโอกาสเพิ่มมูลค่า (Capital Gain) ระยะกลางถึงยาว

ดอกเบี้ยต่ำ–ค่าธรรมเนียมต่ำ หน้าต่างเวลาแห่งการตัดสินใจ

ถัดจากโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจัยด้านนโยบายการเงินและมาตรการรัฐในปี 2568 เป็นอีกตัวแปรที่ทำให้เชียงรายและจังหวัดอื่น ๆ มี “ช่องให้ตัดสินใจ” สำหรับคนที่พร้อมจะซื้อ

  • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.50% ต่อปี ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง เช่น MRR, MLR, MOR ลงตาม
  • รัฐบาลออกมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนจาก 2% เหลือ 0.01% และค่าจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% สำหรับบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท

จากตารางเปรียบเทียบที่ผู้เชี่ยวชาญจัดทำ หากซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาท ผู้ซื้อสามารถประหยัดค่าธรรมเนียมรวมได้ราว เกือบ 90,000 บาท เมื่อเทียบกับอัตราปกติ ส่วนบ้านราคา 5–7 ล้านบาทจะประหยัดได้ตั้งแต่หลักแสนจนถึงกว่า 2 แสนบาท เงินจำนวนนั้นสามารถเปลี่ยนเป็นงบตกแต่งบ้านหรือกันไว้เป็นเงินสำรองฉุกเฉินได้ทันที

ควบคู่กันนั้น การผ่อนคลายมาตรการ Loan-to-Value (LTV) ทำให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้ได้สูงถึง 100–110% ของราคาประเมินสำหรับบ้านหลังแรกในบางผลิตภัณฑ์ ช่วยลดภาระเงินดาวน์สำหรับคนที่ “มีรายได้พอผ่อน แต่ไม่มีเงินก้อนใหญ่”

สงครามดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน เมื่อธนาคารแข่งกันดึงลูกค้า แต่ผู้กู้ต้องอ่าน “ตัวเล็ก”

ในสนามสินเชื่อที่อยู่อาศัย ปี 2568 ธนาคารและสถาบันการเงินต่างงัดผลิตภัณฑ์ออกมาชิงลูกค้าอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐหรือธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

  • เสนอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอัตราดอกเบี้ยคงที่ราว 2.50% ในปีแรก และเฉลี่ย 3 ปีแรกประมาณ 3%
  • มีโครงการ “บ้านล้านหลัง เฟส 3” สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ผ่อนยาวสูงสุดถึง 40 ปี ตอบโจทย์กลุ่มรายได้ปานกลาง–ล่างที่ต้องการบ้านหลังแรก

ธนาคารออมสิน

  • ผลิตภัณฑ์ “GSB Green Home Loan” อัตราดอกเบี้ยปีแรกเริ่มต้นประมาณ 1.89% และเฉลี่ย 3 ปีแรกราว 2.65–2.89%
  • เปิดโอกาสให้กู้ได้สูงถึง 110% ของราคาประเมิน สำหรับบ้านในช่วง 3–7 ล้านบาทบางประเภท

ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ เช่น ไทยพาณิชย์ กสิกรไทย กรุงไทย กรุงเทพ กรุงศรีอยุธยา ฯลฯ ต่างนำเสนอสินเชื่อบ้านที่มีจุดขายทั้งดอกเบี้ยปีแรกต่ำเป็นพิเศษ (บางผลิตภัณฑ์เริ่มไม่ถึง 2%) ค่างวดล้านละราว 3,000 บาทในปีแรก หรืออัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกที่แข่งขันกันในช่วง 2.8–3.4%

แต่เบื้องหลังตัวเลขที่ดูน่าดึงดูด ผู้กู้จำเป็นต้อง “อ่านตัวเล็ก” อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะช่วงหลังปีที่ 3 ที่อัตราดอกเบี้ยมักจะขยับขึ้นไปผูกกับ MRR หรือ MLR เช่น กรณีตัวอย่างที่มีการคำนวณให้เห็นว่า

  • หากกู้ 3,000,000 บาท ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3% ต่อปี ผ่อน 30 ปี ค่างวดเดือนแรกอาจราว 15,800 บาท
  • แต่เมื่อครบช่วงโปรโมชั่น ดอกเบี้ยขยับไปใกล้ระดับ 6.5% ค่างวดอาจพุ่งขึ้นมาราว 24,500 บาทต่อเดือน

ความต่างเกือบ 9,000 บาทต่อเดือนนี้คือ “จุดเปลี่ยนคุณภาพชีวิต” ที่ผู้กู้จำนวนไม่น้อยมองข้ามในตอนเซ็นสัญญา หากไม่มีการวางแผนรีไฟแนนซ์ (refinance) หรือเจรจา retention rate ล่วงหน้า

เชียงราย จากตลาดบ้านแนวราบถึงคอนโด Yield สูง

ในพื้นที่เชียงรายเอง ผู้ประกอบการอสังหาฯ ทั้งระดับชาติและท้องถิ่นเริ่มขยับกลยุทธ์เพื่อรองรับดีมานด์ที่เปลี่ยนไป

  • กลุ่มดีเวลอปเปอร์ระดับประเทศ เช่น CPN Residence, ศุภาลัย และรายอื่น ๆ เปิดโครงการบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และบ้านระดับพรีเมียมบนทำเลแม่กรณ์ บ้านดู่ และแนวบายพาส โดยวางตำแหน่งทั้งสำหรับครอบครัวคนท้องถิ่นและผู้มีกำลังซื้อจากนอกจังหวัดที่ต้องการ “บ้านหลังที่สอง”
  • ผู้ประกอบการท้องถิ่นรายใหญ่ เช่น สินธานี พร็อพเพอร์ตี้ ใช้จุดแข็งด้านความเข้าใจพื้นที่ นำเสนอแคมเปญแรง เช่น ของแถมเครื่องใช้ไฟฟ้าครบชุด ฟรีแอร์ และบัตรกำนัลมูลค่าสูง เพื่อปิดการขายกลุ่มที่ตัดสินใจอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่าง “ซื้อ” และ “เช่า”

ในตลาดคอนโดมิเนียม เชียงรายเริ่มมีโปรไฟล์ที่ชัดขึ้น โดยเฉพาะโครงการในเมืองและรอบห้างสรรพสินค้า ที่สามารถปล่อยเช่าให้พนักงานบริษัท คนทำงานภาครัฐ และผู้มาพำนักระยะยาว ผลตอบแทนจากค่าเช่า (Gross Yield) บางโครงการถูกประเมินว่าทำได้ราว 7% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในหลายจังหวัดใหญ่

เมื่อเทียบกับความเสี่ยงของการถือครองบ้านแนวราบที่ต้องใช้เงินดาวน์และค่างวดสูง การลงทุนในคอนโดมิเนียมกลางเมืองเชียงรายจึงกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และมองหาแหล่งกระจายพอร์ตนอกกรุงเทพฯ

แนวโน้มผู้ซื้อในยุคใหม่ ระหว่าง “เช่าต่อ” กับ “เสี่ยงซื้อ” ใครคิดแบบไหนได้เปรียบกว่า

จากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นว่าคำถามสำคัญของคนไทยในปี 2568 ไม่ได้มีแค่ว่า “จะซื้อหรือไม่ซื้อบ้าน” แต่ต้องถามต่อไปว่า

  • ซื้อ “ที่ไหน”
  • ซื้อ “เมื่อไร”
  • และซื้อ “ด้วยโครงสร้างหนี้แบบใด”

สำหรับผู้ที่ยังมีความเสี่ยงด้านรายได้สูง หรือมีภาระหนี้หมุนเวียนมาก การ “เช่าต่อ” อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าในระยะสั้น เพราะช่วยรักษาสภาพคล่อง และไม่เพิ่มแรงกดดันให้ชีวิตในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง

แต่สำหรับผู้ที่มีคุณสมบัติพร้อม ทั้งรายได้มั่นคง หนี้เดิมอยู่ในระดับที่สถาบันการเงินรับได้ และตั้งใจถืออสังหาฯ ระยะยาว จังหวัดเชียงรายอาจเป็นหนึ่งใน “โอกาสทอง” ที่ไม่ได้เปิดให้เห็นบ่อยนัก เพราะมีทั้ง

  • อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าช่วงก่อนหน้า
  • มาตรการลดค่าธรรมเนียมรัฐที่ช่วยเซฟค่าใช้จ่ายหลักแสน
  • โครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่มีผลต่อมูลค่าทรัพย์สินในอนาคต
  • และตลาดเช่าที่เริ่มพัฒนาในกลุ่มทำเลศักยภาพ

หัวใจของการตัดสินใจจึงไม่ใช่การไล่ตามกระแส “ซื้อในช่วงโปร” หรือ “ทนเช่าเพราะกลัวทั้งหมด” แต่คือการมองให้ครบทั้งรายได้ ความเสี่ยง หนี้เดิม และโอกาสเติบโตของพื้นที่ที่เลือกลงทุน

วิกฤติระดับชาติ โอกาสระดับเมือง – เชียงรายบนทางแยกของความฝันเรื่องบ้าน

ภาพใหญ่ของประเทศในปี 2568 คือสังคมที่กำลังเผชิญ “วงจรความกลัวทางการเงิน” คนจำนวนมากชะลอแผนชีวิตครั้งใหญ่ บ้านจากที่เคยถูกมองว่าเป็น “หลักฐานความมั่นคง” กลายเป็น “ภาระที่ไม่กล้าแบก” อัตราปฏิเสธสินเชื่อ 40% หนี้เสียระดับล้านล้านบาท และบ้านถูกยึดกว่า 67,000 หน่วย ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่คือเรื่องจริงของครอบครัวตัวเล็ก ๆ ทั่วประเทศ

แต่ในเวลาเดียวกัน เชียงรายกำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญระหว่างอดีตและอนาคต รถไฟทางคู่กำลังก่อร่างเครือข่ายโลจิสติกส์ การประเมินที่ดินและราคาตลาดสะท้อนทุนที่กำลังขยับขึ้นทีละขั้น นโยบายดอกเบี้ยต่ำและมาตรการลดค่าธรรมเนียมรัฐช่วยเปิด “หน้าต่างเวลา” ให้คนที่พร้อมจะก้าวเข้าไปในตลาด

สุดท้ายแล้ว คำตอบไม่ได้มีแบบเดียวสำหรับทุกคน คนกลุ่มหนึ่งอาจเลือก “เช่าต่อไปอย่างมีกลยุทธ์” เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือน อีกกลุ่มหนึ่งอาจเลือก “ซื้อในเวลาที่เหมาะสม” โดยมองเชียงรายเป็นฐานตั้งรกรากหรือฐานลงทุนระยะยาว

สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการไม่ปล่อยให้ตัดสินใจด้วย “ความกลัวล้วน ๆ” หรือด้วย “ความหวังล้วน ๆ” แต่ให้ข้อมูล เงื่อนไข และตัวเลขที่จับต้องได้เป็นตัวนำทาง เพราะในโลกที่ที่อยู่อาศัยกำลังกลายเป็นของหายากขึ้นทุกปี การคิดอย่างรอบด้านอาจเป็นเครื่องมือเดียวที่ทำให้ความฝันเรื่อง “บ้านในแบบของเรา” ยังไม่หลุดมือไปเสียทีเดียว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • LWS Wisdom and Solution
  • Money Buffalo
  • Ipsos – ผลสำรวจ “What Worries Thailand? H2 2025”
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ)
  • บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร)
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย และมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)
  • ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ธนาคารออมสิน และธนาคารพาณิชย์รายใหญ่
  • กรมธนารักษ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เวนคืน 95% เสร็จสิ้น! รถไฟทางคู่ 322 กม. เชื่อมแพร่-พะเยา-เชียงราย วิ่งเร็วกว่าแผน รับบทศูนย์กลางโลจิสติกส์

รฟท.เดินหน้าเมกะโปรเจกต์รถไฟทางคู่ ‘เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ’ 7.2 หมื่นล้าน เปิดใช้ปี 2571 สัญญาเชียงรายวิ่งแซงแผน หนุนเหนือสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน

เชียงราย, 15 ธันวาคม 2568 – เสียงสว่านเจาะทะลุผนังอุโมงค์สองในอำเภอสอง จังหวัดแพร่ ดังสะท้อนก้องไปตามหุบเขาเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ภาพทีมวิศวกรและคนงานยืนปรบมือท่ามกลางฝุ่นหินที่ยังฟุ้งกระจาย ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไปทั่วประเทศ เหตุการณ์เล็ก ๆ ในสายตาคนเมือง กลับมีความหมายใหญ่ในฐานะ “หมุดหมายสำคัญ” ของโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ มูลค่าลงทุนรวม 72,835 ล้านบาท ที่กำลังจะเปลี่ยนภูมิทัศน์การคมนาคมของภาคเหนือและชายแดนไทย–ลาว–จีนไปอย่างสิ้นเชิง

โครงการรถไฟสายประวัติศาสตร์เส้นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม หากแต่เป็น “โครงข่ายเศรษฐกิจ” ที่จะเชื่อมเส้นเลือดการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดแพร่ พะเยา เชียงราย ไปจนถึงด่านพรมแดนเชียงของ สู่ตลาดจีนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) ล่าสุด ภาพรวมความก้าวหน้าทั้งโครงการคืบหน้าสะสมเฉลี่ยราวร้อยละ 46–47 และ รฟท.คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2571 ตามกรอบเวลาในสัญญาจ้าง 71 เดือน นับจากวันที่เริ่มงาน 15 กุมภาพันธ์ 2565

ภาพรวมโครงการ 3 สัญญา 322 กิโลเมตร กับความคืบหน้าที่ต่างจังหวะ

โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของมีระยะทางรวมประมาณ 322–323 กิโลเมตร เริ่มต้นที่สถานีเด่นชัย จังหวัดแพร่ (กม. 533+900) และสิ้นสุดที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย (กม. 857+000) แบ่งงานก่อสร้างออกเป็น 3 สัญญาหลัก ดังนี้

  • สัญญาที่ 1 ช่วงเด่นชัย–งาว ระยะทาง 103 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้าง 26,560 ล้านบาท ผู้รับจ้างคือกิจการร่วมค้า ไอทีดี–เนาวรัตน์ ปัจจุบันความก้าวหน้าร้อยละ 45.746 ล่าช้ากว่าแผนราวร้อยละ 5.461 โดยอยู่ระหว่างเร่งงานโครงสร้างทางยกระดับและสะพานข้ามแม่น้ำยม พร้อมกับปรับแผนการทำงานให้สอดรับปัญหาเวนคืนในบางช่วง
  • สัญญาที่ 2 ช่วงงาว–เชียงราย ระยะทาง 132 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้าง 26,890 ล้านบาท ผู้รับจ้างคือกิจการร่วมค้า ซีเคเอสที–ดีซี2 ความคืบหน้าก่อสร้างร้อยละ 52.280 เร็วกว่าแผนถึงร้อยละ 4.147 สะท้อนศักยภาพการบริหารงานโครงการและการส่งมอบพื้นที่ที่เป็นไปอย่างราบรื่นในจังหวัดพะเยาและเชียงราย
  • สัญญาที่ 3 ช่วงเชียงราย–เชียงของ ระยะทาง 87 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้าง 19,385 ล้านบาท ผู้รับจ้างคือกิจการร่วมค้า ซีเคเอสที–ดีซี3 ความก้าวหน้าร้อยละ 40.812 เร็วกว่าแผนร้อยละ 3.222 โดยเน้นงานดิน งานสะพาน และอุโมงค์ดอยหลวงซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญก่อนเข้าสู่ด่านชายแดนเชียงของ

เมื่อถ่วงน้ำหนักตามระยะทาง ทั้งสามสัญญาส่งผลให้โครงการมีความก้าวหน้าสะสมเฉลี่ยราวร้อยละ 46–47 ขณะเดียวกัน หากพิจารณาจากอินโฟกราฟิกความคืบหน้าประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 ของ รฟท. จะพบว่าค่าความก้าวหน้าเฉลี่ยยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมี “ความก้าวหน้ารวมทั้งโครงการ” ราวร้อยละ 48.620 สูงกว่าแผนการก่อสร้างสะสมเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าความล่าช้าในบางสัญญาเริ่มถูกชดเชยด้วยความก้าวหน้าที่เร็วกว่าแผนในสัญญาอื่น

นัยสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามคือ งานก่อสร้างในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งครอบคลุมสัญญาที่ 2 และ 3 มีความคืบหน้ารวม “เร็วกว่ากรอบแผน” รวมกันมากกว่า 7 จุดเปอร์เซ็นต์ สัญญาณนี้สะท้อนว่า “ภาคเหนือปลายทาง” กำลังจะพร้อมรับบทบาทใหม่ในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค ก่อนหัวขบวนรถไฟจะออกจากเด่นชัยเสียอีก

พิชิตภูเขาและร่องมรสุม ความท้าทายอุโมงค์ 4 แห่ง และสุดยอดทางยกระดับ

ภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนของแพร่ พะเยา และเชียงราย ทำให้การออกแบบเส้นทางรถไฟสายนี้เต็มไปด้วยความท้าทายด้านวิศวกรรม รฟท.ต้องก่อสร้างอุโมงค์รถไฟรวม 4 แห่ง ระยะทางรวม 13.90 กิโลเมตร ควบคู่กับทางยกระดับและสะพานขนาดใหญ่จำนวนมาก

ในส่วนของอุโมงค์ ความคืบหน้าสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เมื่อทีมวิศวกรสามารถขุดเจาะทะลุ “อุโมงค์สอง” ในอำเภอสอง จังหวัดแพร่ ระยะทาง 1.059 กิโลเมตร ถือเป็นอุโมงค์แห่งแรกของสัญญาที่ 1 และเป็นอุโมงค์ลำดับที่ 3 จาก 4 แห่งของโครงการที่เจาะทะลุสำเร็จ ต่อจากอุโมงค์ดอยหลวง จังหวัดเชียงราย และอุโมงค์แม่กา จังหวัดพะเยา

เหลือเพียง “อุโมงค์งาว” ความยาว 6.211 กิโลเมตร ที่กำลังถูกจับตามองในฐานะอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย คาดว่าจะเจาะทะลุได้ภายในเดือนกันยายน 2569 อุโมงค์ทุกแห่งออกแบบเป็นอุโมงค์คู่ทางเดี่ยว (Single-Track Tunnel) มีโครงสร้างรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ระบบระบายน้ำ และอุโมงค์หลบภัยทุกระยะ 240 เมตร เพื่อให้การเดินรถในพื้นที่ภูเขาและร่องมรสุมของภาคเหนือมีความปลอดภัยสูงสุด

นอกจากงานอุโมงค์ โครงการยังมี “สุดยอดทางยกระดับ” ที่ถูกยกให้เป็นไฮไลต์เชิงวิศวกรรมและการท่องเที่ยวในอนาคต ตั้งแต่

  • สะพาน RB35 ประตูล่องแม่น้ำยม ในสัญญาที่ 1 ช่วงเด่นชัย–งาว ซึ่งทอดยาวข้ามแม่น้ำยมและพื้นที่ชุ่มน้ำหลายกิโลเมตร ด้วยความยาวรวมกว่า 2.5 กิโลเมตร รองรับน้ำหลากในฤดูฝน และเปิดทัศนียภาพกว้างของลำน้ำยมจากบนขบวนรถไฟ
  • สะพาน RB144 ข้ามทางหลวงหมายเลข 144 ในสัญญาที่ 2 ช่วงงาว–เชียงราย ที่ออกแบบเป็นสะพานคอนกรีตโค้งข้ามแนวถนนสายหลักและลำน้ำ พร้อมโครงสร้างแบบ Portal Frame เชื่อมทางขึ้นลง การรถไฟมองว่าสะพานแห่งนี้จะกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ทางด้านวิศวกรรมของจังหวัดพะเยา
  • ทางยกระดับ RB321–333 ช่วงทางเข้าสู่อุโมงค์ดอยหลวง ในสัญญาที่ 3 ช่วงเชียงราย–เชียงของ ที่เส้นทางรถไฟเลื้อยโค้งไปตามไหล่เขาเหนือแม่น้ำกก เป็นส่วนผสมระหว่างวิศวกรรมโครงสร้างและภูมิทัศน์ธรรมชาติที่คาดว่าจะกลายเป็น “จุดชมวิวบนรางเหล็ก” ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ รถไฟสายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ จึงไม่ได้เป็นเพียงโครงข่ายคมนาคมใหม่ แต่ยังถูกคาดหวังให้เป็น “เส้นทางท่องเที่ยวเชิงภูมิทัศน์” ที่เปิดมุมมองใหม่ของภาคเหนือให้ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้สัมผัสในอนาคต

เวนคืน 9,661 ไร่ ปมเอกสารคลาดเคลื่อนและคำชี้แจงจากกรมที่ดิน

ด้านที่ถูกจับตามองไม่แพ้งานก่อสร้างคือ “กระบวนการเวนคืนที่ดิน” ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 9,661 ไร่ รวมกว่า 8,000 แปลง ใน 4 จังหวัด ได้แก่ แพร่ พะเยา เชียงราย และลำปาง ช่วงที่ผ่านมา มีรายงานข่าวระบุว่าการออกเอกสารรูปแผนที่กระดาษบาง (ร.ว.9) ของกรมที่ดินมีความล่าช้า จากความคลาดเคลื่อนของข้อมูลในเอกสารสัญญา ส่งผลต่อการจ่ายเงินชดเชยให้ประชาชนผู้ถูกเวนคืน

กรมที่ดินจึงออกแถลงชี้แจงว่า การดำเนินการรังวัดและจัดทำ ร.ว.9 เป็นภารกิจที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2565–2566 และโครงการเวนคืนในส่วนที่กรมที่ดินรับผิดชอบได้ “ปิดงาน” แล้วตั้งแต่ปี 2566 พร้อมจัดส่งรูปแผนที่รังวัดและเอกสารทั้งหมดให้การรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปใช้ทำสัญญาเวนคืนและจดทะเบียนกันเขตในสำนักงานที่ดินพื้นที่ต่าง ๆ

ข้อมูลล่าสุดจากกรมที่ดินระบุว่า

  1. งานเวนคืนกว่า 8,000 แปลง แบ่งเป็นการดำเนินงานจากส่วนกลางร้อยละ 90 และดำเนินการที่สำนักงานที่ดินในพื้นที่ร้อยละ 10
  2. จังหวัดแพร่และเชียงราย ดำเนินการจดทะเบียนแบ่งเวนคืนแล้วเป็นส่วนใหญ่ ไม่พบปัญหาติดขัด ส่วนจังหวัดพะเยายังคงรอจดทะเบียนราว 200 แปลง และจังหวัดลำปาง (สาขางาว) ประมาณ 10 กว่าแปลง
  3. ภาพรวมการจ่ายเงินชดเชยและการจดทะเบียนเสร็จสิ้นแล้วคิดเป็นประมาณร้อยละ 95 ของจำนวนแปลงทั้งหมด

กรมที่ดินยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและกฎหมายอย่างครบถ้วน และพร้อมประสานรฟท.เพื่อจัดการข้อเข้าใจคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่ฝั่งรฟท.เองได้เร่งประชุมร่วมกับสำนักมาตรฐานและส่งเสริมการรังวัด (สมส.) เพื่อปรับปรุงข้อมูลในสัญญาและเร่งรัดขั้นตอนที่เหลือ รวมถึงเปิดช่องทางให้ประชาชนผู้ถูกเวนคืนยื่นอุทธรณ์ราคาประเมินได้ตามสิทธิ หากเห็นว่าได้รับค่าชดเชยไม่เป็นธรรม

สถานีเชียงรายและสะพานลอย Universal Design เมืองท่องเที่ยวที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

หนึ่งในภาพที่ถูกเผยแพร่ในช่วงปลายปี 2568 คือ การยกคานสะพานลอยคนเดินข้ามชานชาลาตัวแรกของโครงการ ณ สถานีรถไฟเชียงราย สถานีขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบให้เป็น “หน้าบ้านใหม่” ของเมืองท่องเที่ยวสำคัญของภาคเหนือ

คานสะพานลอยทั้งสองตัว – ตัวแรกยาว 13.23 เมตร และตัวที่สองยาว 9.03 เมตร – ถูกยกติดตั้งอย่างแม่นยำและปลอดภัยบนเสามาตรฐาน ท่ามกลางการคุมงานอย่างใกล้ชิดของวิศวกร รฟท. การยกคานครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโครงข่ายสะพานลอยคนข้ามชานชาลารวม 12 ตัวตลอดโครงการ แบ่งเป็นแบบ 2 คานสะพานสำหรับสถานีขนาดใหญ่ 3 แห่ง (อย่างละหนึ่งตัวในแต่ละสัญญา) และแบบ 1 คานสะพานสำหรับสถานีขนาดเล็กอีก 9 แห่ง

จุดร่วมสำคัญของสะพานลอยทุกแห่งคือ การออกแบบตามหลัก Universal Design เพื่อให้ทุกกลุ่มประชาชนเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียม ภายในสะพานลอยจะติดตั้งลิฟต์โดยสารรองรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ใช้รถเข็น พร้อมด้วยทางลาด ราวจับที่ได้มาตรฐาน และระบบพื้นนำทางสำหรับผู้พิการทางสายตา (Tactile Paving) แนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ถูกบรรจุไว้ในระดับโครงสร้างตั้งแต่วันแรกของการออกแบบ

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ เส้นทางนี้จะมีสถานีรถไฟ 12 สถานี จุดหยุดรถ 13 แห่ง และลานขนถ่ายสินค้า (Container Yard – CY) รวม 5 แห่งที่เด่นชัย พะเยา ป่าแดด เชียงราย และเชียงของ สถานีเชียงของปลายทางจะทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมการค้าและการขนส่งสินค้าทางรางสู่อาเซียนแผ่นดินใหญ่และจีนตอนใต้ โดยเชื่อมต่อกับสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 4 และโครงข่ายถนนสายเศรษฐกิจ R3A

จากรางเหล็กสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ โอกาสและความเสี่ยงของเศรษฐกิจเหนือ

ความหมายของรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ “เวลาเดินทาง” ระหว่างจังหวัดเท่านั้น หากแต่เชื่อมโยงกับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเหนือและยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยงระดับภูมิภาคอย่างใกล้ชิด

ในมิติด้านโลจิสติกส์ การมีเส้นทางรถไฟเชื่อมจากเด่นชัยซึ่งเป็นจุดบรรจบของสายเหนือ–สายตะวันออกเฉียงเหนือ ไปยังเชียงรายและเชียงของ จะเปิดทางให้ผู้ประกอบการสามารถขนส่งสินค้าเกษตร ผลไม้แปรรูป สินค้าอุตสาหกรรมเบา และสินค้าเพื่อการท่องเที่ยวจากลุ่มน้ำกก–โขง ลงสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภาคกลางได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าการขนส่งทางถนน ขณะเดียวกัน สินค้าจากนิคมอุตสาหกรรมลำพูนและพื้นที่ตอนใน ก็สามารถส่งออกผ่านด่านเชียงของไปยังจีนตอนใต้ได้สะดวกขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เศรษฐกิจเตือนว่า การเป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์” ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการมีโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องอาศัยการวางผังเมือง พื้นที่อุตสาหกรรมคลังสินค้า และนโยบายสนับสนุนภาคเอกชนควบคู่กันไป หากพัฒนาพื้นที่รอบสถานีและลาน CY อย่างไร้ทิศทาง อาจเกิดปัญหาการจราจรแออัด การใช้ที่ดินไม่เหมาะสม และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามมา

อีกด้านหนึ่ง ปัญหาเวนคืนและการยอมรับของชุมชนยังเป็นโจทย์สำคัญ แม้กรมที่ดินจะระบุว่าการจ่ายเงินชดเชยเสร็จสิ้นไปแล้วราวร้อยละ 95 แต่ผู้ถูกเวนคืนบางส่วนยังอยู่ระหว่างกระบวนการอุทธรณ์ราคา ความโปร่งใสในการประเมินมูลค่าและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ารถไฟสายใหม่จะได้รับความไว้วางใจจากผู้คนในพื้นที่มากเพียงใด

หมุดหมายปี 2571 บททดสอบความพร้อมของระบบรางไทย

หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2571 และเข้าสู่ช่วงทดสอบระบบ ก่อนเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ตลอดเส้นทางในปีเดียวกัน นั่นหมายความว่าภายในเวลาไม่ถึงสามปีข้างหน้า ภาคเหนือของไทยจะมีเส้นทางรถไฟสายใหม่ที่เชื่อมจากด่านชายแดนเชียงของสู่โครงข่ายรถไฟประเทศได้อย่างเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ดี ระหว่างทางยังมีงานท้าทายอีกหลายด้าน ทั้งการเจาะอุโมงค์งาวให้ทะลุภายในกำหนด การติดตั้งระบบรางและระบบอาณัติสัญญาณที่ต้องสอดรับกับมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล รวมถึงการเตรียมบุคลากร ชุมชน และภาคธุรกิจให้พร้อมใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานนี้อย่างสูงสุด

สำหรับคนเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง ภาพของขบวนรถไฟวิ่งลัดเลาะเหนือแม่น้ำยม ผ่านอุโมงค์ดอยหลวง ข้ามแม่น้ำกก และมุ่งหน้าสู่ชายแดนเชียงของ อาจเคยเป็นเพียง “ภาพในอินโฟกราฟิก” ของการรถไฟ แต่วันนี้เสียงเครื่องจักรที่ก้องอยู่ตามแนวเขาและทุ่งนากำลังบอกเราว่า เมกะโปรเจกต์นี้ได้เดินหน้ามาเกินครึ่งทางแล้ว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “รถไฟจะมาถึงเมื่อไร” หากแต่เป็นว่า “เราเตรียมตัวพร้อมแค่ไหน” ที่จะใช้โอกาสจากรางเหล็กสายใหม่ เปลี่ยนภาคเหนือให้เป็นศูนย์กลางการค้า การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
  • กระทรวงคมนาคม
  • กรมที่ดิน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายแชมป์เมืองรอง! ยอดขายร้านอาหารโตพุ่ง 7 เท่า จากมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” สวนทางตลาดกรุงเทพฯ

เชียงรายแชมป์เมืองรอง! ยอดขายร้านอาหารโตพุ่ง 7 เท่า จากมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” สวนทางตลาดกรุงเทพฯ


กรุงเทพฯ–เชียงราย, 13 ธันวาคม 2568 – ตัวเลข “ยอดขายโตพุ่ง 7 เท่า” ของร้านอาหารในจังหวัดเชียงราย ภายใต้มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากในภูมิภาค ท่ามกลางภาพรวมธุรกิจร้านอาหารไทยที่ยังเผชิญความเปราะบาง ทั้งจากต้นทุนที่สูงขึ้น อัตราปิดกิจการระดับ 50% และกำลังซื้อในเมืองใหญ่ซึ่งยังฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาด

เบื้องหลังตัวเลขอันโดดเด่นของเชียงราย ไม่ได้สะท้อนเพียง “ยอดขายที่กลับมา” แต่ยังสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของเมืองรอง ที่กำลังเรียนรู้ที่จะใช้มาตรการภาครัฐ เทรนด์ผู้บริโภค และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เป็นเครื่องมือผลักดันธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มให้ยืนได้อย่างแข็งแรงกว่าที่เคย

คนละครึ่ง พลัส จากมาตรการกระตุ้นสู่ “เครื่องช่วยหายใจ” ร้านรายย่อย

นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ระบุว่า ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 เป็น “จุดต่ำสุด” ของธุรกิจร้านอาหาร เมื่อยอดขายต่อร้าน (sales per store) ลดลงถึง –14% ในไตรมาส 2 สวนทางกับจำนวนร้านเปิดใหม่ที่ยังเพิ่มขึ้น 3% ขณะที่สัดส่วนร้านที่ต้องปิดกิจการพุ่งขึ้นแตะระดับ 50% ทั่วประเทศ สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงและแรงกดดันด้านต้นทุนที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน

อย่างไรก็ดี เมื่อรัฐบาลเปิดมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ในช่วงครึ่งปีหลัง ภาพรวมตลาดเริ่มขยับกลับมาในทิศทางบวกอย่างเห็นได้ชัด ไตรมาส 3 ยอดขายต่อร้านกลับมาโต 1% และตัวเลขเดือนตุลาคม–พฤศจิกายนขยับขึ้นเป็น 5% โดย LINE MAN ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มหลักที่ร้านค้าเลือกเข้าร่วมกว่า 65% และมียอดขายผ่านโครงการสูงถึง 63% ของยอดรวม

ข้อมูลเชิงปริมาณในช่วง 3 สัปดาห์แรกของโครงการสะท้อนอำนาจของมาตรการนี้อย่างชัดเจน

  • เกิดออเดอร์มากกว่า 8 ล้านครั้งทั่วประเทศ
  • ยอดขายร้านค้าทั่วประเทศโตเฉลี่ย 4.2 เท่า บางจังหวัดสูงกว่า 10 เท่า
  • ร้านค้าได้ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 22% ความถี่การสั่งซื้อเพิ่ม 30% และมูลค่าต่อบิลเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15%

ร้านขนาดเล็กที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือนเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ชัดเจนที่สุด โดยยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 5.9 เท่า ขณะที่ร้านขนาดกลางเติบโตเฉลี่ยราว 2 เท่า และไรเดอร์มีรายได้เพิ่มขึ้น 15–25% แสดงให้เห็นว่าเงินที่อัดฉีดผ่านโครงการไม่ได้หยุดอยู่แค่หน้าร้าน แต่กระจายไปสู่ห่วงโซ่อาชีพที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง

เชียงรายแชมป์เมืองรอง ยอดขายโตพุ่ง 7 เท่า สวนทางกรุงเทพฯ

ในบรรดาจังหวัดที่เข้าร่วมมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” เชียงรายถูกจับตามองอย่างยิ่งในฐานะ “ดาวเด่น” ของเมืองรองด้านอาหารและการท่องเที่ยว จากข้อมูลของ LINE MAN Wongnai จังหวัดที่มียอดขายโตสูงจากโครงการนี้ ได้แก่

  • จันทบุรี โต +9.4 เท่า
  • หนองบัวลำภู โต +9.3 เท่า
  • อุตรดิตถ์ โต +8.9 เท่า
  • อุดรธานี โต +8 เท่า
  • เชียงราย โต +7 เท่า

ตัวเลข +7 เท่าในเชียงรายไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากพิจารณาจากภาพใหญ่ของเศรษฐกิจจังหวัด พบว่าการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GPP) ของเชียงรายในปี 2568 อยู่ที่ราว 3.1% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่ประมาณ 2.4% การฟื้นตัวดังกล่าวสัมพันธ์กับบทบาทของเชียงรายในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวภาคเหนือ และเมืองที่กำลังถูกผลักดันให้เป็น “Global Coffee Hub” พร้อมทั้งเป็นประตูการค้าชายแดนสำคัญของประเทศ

เมื่อเปรียบเทียบกับกรุงเทพฯ ภาพยิ่งชัดเจนว่าเมืองรองมีความยืดหยุ่นมากกว่า ย่านธุรกิจสำคัญในกรุงเทพฯ อย่างสุขุมวิท–สีลม–สาทร ยังมียอดขายติดลบเล็กน้อยที่ –1% ขณะที่ย่านบรรทัดทอง ซึ่งเคยเป็นแลนด์มาร์คของร้านอาหารยามค่ำคืน ยังหดตัวมากที่สุดถึง –21% แม้ร้านในห้างจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นจาก –21% เป็น +1% แต่ก็ยังสะท้อนภาพฟื้นตัวที่ช้ากว่าต่างจังหวัดอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับเชียงราย ยอดขายต่อร้านในกลุ่มต่างจังหวัดโดยรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% หลังจากเคยติดลบ –11% ในไตรมาส 2 เมื่อบวกเข้ากับมาตรการคนละครึ่ง พลัส ที่ดันยอดขายโตถึง 7 เท่าในระดับจังหวัด จึงยิ่งตอกย้ำศักยภาพของเศรษฐกิจฐานรากที่พร้อมฟื้นตัวทันทีที่มีเม็ดเงินไหลเข้าอย่างตรงจุด

เศรษฐกิจฐานรากที่ยังเปราะบาง โตแรงแต่ปิดกิจการ 50%

แม้ตัวเลขยอดขายจะสดใส แต่รายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มเชียงราย ปี 2568 ชี้ว่า ภาค F&B ยังเผชิญแรงกดดันหนัก โดยเฉพาะในด้านต้นทุนและสภาพคล่อง

ภาพรวมทั้งประเทศ ตลาดอาหารและเครื่องดื่มมีมูลค่าคาดการณ์ราว 646,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 2.8% แต่เบื้องหลังการเติบโตดังกล่าวคืออัตราปิดกิจการของร้านอาหารที่สูงถึง 50% นั่นหมายความว่า ครึ่งหนึ่งของผู้เล่นในตลาดไม่สามารถรับมือกับต้นทุนและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นได้ แม้จะมีมาตรการกระตุ้นช่วยประคองยอดขายช่วงสั้นก็ตาม

โครงสร้างต้นทุนของร้านอาหารทั่วไปประกอบด้วย

  • ต้นทุนวัตถุดิบประมาณ 35%
  • ค่าแรงราว 15%
  • ค่าเช่าและสาธารณูปโภคประมาณ 20%

เมื่อต้นทุนรวมกว่า 70% ของรายได้ถูกกดดันพร้อมกัน ทั้งจากราคาวัตถุดิบนำเข้าที่ผันผวน ค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับสูงขึ้น และค่าเช่าทำเลดีที่ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยในเชียงรายและทั่วประเทศต้องเผชิญภาวะกำไรหดตัวอย่างต่อเนื่อง

เชียงรายยังมีความเสี่ยงเฉพาะตัวในฐานะจังหวัดชายแดน รายงานภาคสนามในช่วงปี 2568 ระบุว่า สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนเมียนมาทำให้ด่านแม่สายต้องจำกัดการขนส่งสินค้าอย่างเข้มงวดในบางช่วงเวลา โดยอนุญาตเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มบางประเภท ส่งผลให้ร้านค้าที่พึ่งพาวัตถุดิบและสินค้านำเข้าเผชิญต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นทันที ขณะเดียวกัน ร้านค้าริมด่านจำนวนหนึ่งยอมรับว่ายอดขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจท้องถิ่นจึงมองตรงกันว่า “การเติบโต 7 เท่าจากคนละครึ่ง พลัส” ต้องถูกอ่านควบคู่กับความเสี่ยงโครงสร้างที่ยังคงมีอยู่ ไม่ใช่สัญญาณว่า ตลาดจะเติบโตอย่างราบรื่นโดยอัตโนมัติ

พฤติกรรมผู้บริโภค ยุคของเมนูคุ้มค่าและ Affordable Luxury

เมื่อมองจากฝั่งผู้บริโภค ข้อมูลจากแพลตฟอร์มเดลิเวอรีสะท้อนภาพชัดเจนว่า คนไทยยังระมัดระวังการใช้จ่าย แต่ต้องการ “ความคุ้มค่าและคุณภาพที่จับต้องได้”

เมนู “ตำปูปลาร้า” กลายเป็นราชาแห่งออเดอร์ปี 2025 ด้วยยอดเสิร์ฟกว่า 8 ล้านจานทั่วประเทศ ขณะที่กลุ่มเมนูประเภท “ส้มตำ ยำ หม่าล่า” มียอดการค้นหาสูงรวมกว่า 16 ล้านครั้ง อาหารรสจัดจ้านจึงยังเป็นหัวใจหลักของวัฒนธรรมการกินของคนไทยในทุกภูมิภาค

ด้านเมนูจานเดียว “ข้าวแกง” ถูกยกให้เป็น Fast Food แบบไทยที่แข็งแรงที่สุดในยุคเศรษฐกิจผันผวน ด้วยยอดสั่งทะลุ 65 ล้านจาน และเติบโตถึง 8% ปัจจัยสำคัญคือราคาเข้าถึงง่าย ความเร็วในการบริการ และความคุ้นเคยของผู้บริโภค

หากเจาะไปที่พฤติกรรมเรื่องราคา พบว่า กลุ่มเมนูไม่เกิน 500 บาทได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ยอดขายเคยลดลง –12% ในไตรมาส 2 ก่อนจะพลิกเป็นบวก 5% ในช่วงปลายปี ขณะที่เมนูเกิน 500 บาทแม้จะกลับมาเป็นบวก 4% ในช่วงเดียวกัน แต่ยังฟื้นตัวช้ากว่าอย่างเห็นได้ชัด

ในฝั่งเครื่องดื่ม กระแส “ชาเขียวนมเย็น” และ “มัตฉะ” สะท้อนภาพของสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า Affordable Luxury – สินค้าที่ให้ความรู้สึกพิเศษ แต่ยังอยู่ในช่วงราคาที่ผู้บริโภคยอมรับได้ ข้อมูลระบุว่าเมนูมัตฉะเติบโตสูงถึง 300% ด้วยยอดมากกว่า 6.5 ล้านแก้ว แต่ด้วยราคาที่สูงกว่า ทำให้ชาเขียวนมเย็นกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมที่ให้ประสบการณ์ใกล้เคียงในราคาย่อมเยา

ทั้งหมดนี้คือสัญญาณสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเชียงราย ว่าการเติบโตจากมาตรการรัฐจะยั่งยืนได้ต่อเมื่อสามารถออกแบบเมนูให้สอดคล้องกับพฤติกรรม “กินคุ้มค่า–อยากได้คุณภาพ” ของผู้บริโภครุ่นใหม่

เชียงรายในฐานะเมืองกาแฟโลก โอกาสและกับดักการแข่งขัน

อีกด้านหนึ่งของเศรษฐกิจ F&B เชียงราย คือบทบาทในฐานะ “เมืองแห่งชาและกาแฟ” ที่กำลังก้าวสู่ศูนย์กลางกาแฟระดับโลก จังหวัดมีผลผลิตกาแฟอาราบิก้าหลายพันตันต่อปี และมีแบรนด์กาแฟ GI ที่เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เช่น ดอยตุง และดอยช้าง

ตลาดกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบในท้องถิ่นได้หลายเท่าตัว ขณะเดียวกันจังหวัดยังมีเทศกาลกาแฟและชา เช่น งาน Tea & Coffee Central CEI และ MFU Coffee Fest ที่จัดขึ้นต่อเนื่อง ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการจากทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ก็มาพร้อมกับการแข่งขันที่รุนแรง รายงานระบุว่าเชียงรายเป็นหนึ่งในเมืองรองที่มีร้านกาแฟมากกว่า 1,000 ร้าน รูปแบบร้านส่วนใหญ่เป็นร้านเดี่ยวหรือเครือข่ายเล็ก ๆ ที่เจ้าของดูแลเอง การอยู่รอดในตลาดที่หนาแน่นเช่นนี้ จึงต้องอาศัยการสร้าง “ประสบการณ์ที่ต่างจริง” ไม่ใช่แค่รสชาติกาแฟ

แนวโน้มคาเฟ่ในเชียงรายช่วงปี 2568 จึงมุ่งไปที่การสร้างบรรยากาศสวนธรรมชาติ การตกแต่งสไตล์ล้านนาประยุกต์ และการใช้วัตถุดิบปลอดสารพิษควบคู่กับเมนูสุขภาพ เจ้าของร้านจำนวนมากเริ่มเชื่อมโยงตัวเองกับฟาร์มกาแฟหรือแหล่งผลิตผักอินทรีย์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์

ภาคธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไร บทเรียนจากรายงานวิเคราะห์เชียงราย

รายงานการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มเชียงราย ปี 2568 เสนอข้อแนะนำสำคัญหลายประการที่สอดคล้องกับตัวเลขจากคนละครึ่ง พลัส และเทรนด์ผู้บริโภค ดังนี้

  1. มุ่งตลาดเฉพาะทาง (Niche Market)
    เชียงรายควรใช้จุดแข็งด้าน Specialty Coffee และอาหารเมือง สร้างร้านที่มีเรื่องราว ผูกโยงกับอัตลักษณ์ท้องถิ่นและธรรมชาติรอบตัว เช่น คาเฟ่บนเส้นทางท่องเที่ยวภูเขา หรือร้านอาหารเมืองที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นหายาก
  2. จัดการต้นทุนเชิงรุก
    ท่ามกลางต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงที่เพิ่มขึ้น การลงทุนในระบบ POS และระบบจัดการสต็อกจึงไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่เป็น “ความจำเป็น” เพื่อควบคุมการสูญเสียวัตถุดิบ ลดงานเอกสาร และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในครัวและหน้าร้าน
  3. เน้น Local Sourcing ลดเสี่ยงชายแดน
    ความไม่แน่นอนของการค้าชายแดนแม่สาย เป็นสัญญาณว่าการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้ามีความเสี่ยงสูง ธุรกิจในเชียงรายจึงควรหันมาใช้วัตถุดิบท้องถิ่นให้มากขึ้น ทั้งเพื่อความยั่งยืนของซัพพลายเชน และเพื่อสร้างเรื่องราวให้แบรนด์
  4. ปรับตัวสู่ Multi-channel อย่างเต็มรูปแบบ
    ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการทั้งการนั่งทานในร้าน เดลิเวอรี และการสั่งล่วงหน้าผ่านออนไลน์ ร้านอาหารในเชียงรายจึงควรเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มเดลิเวอรีหลักควบคู่ไปกับแพลตฟอร์มท้องถิ่น เพื่อขยายฐานลูกค้าและกระจายความเสี่ยงด้านทำเล
  5. สร้างแบรนด์บนฐาน “แลนด์มาร์กใหม่ของเมือง”
    ร้านที่ประสบความสำเร็จในเชียงราย มักถูกพูดถึงในฐานะจุดเช็คอินหรือแลนด์มาร์กท่องเที่ยว การลงทุนในบรรยากาศ การเล่าเรื่อง และการใช้สื่อออนไลน์อย่างมีเอกลักษณ์ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญไม่แพ้คุณภาพของอาหาร

คนละครึ่ง พลัส เฟส 2 โอกาสต่อเนื่องหรือความหวังระยะสั้น

สำหรับทิศทางในปี 2569–2569 นายยอด ชินสุภัคกุล ให้ข้อสังเกตว่า หากรัฐบาลเดินหน้า “คนละครึ่ง พลัส เฟส 2” ด้วยวงเงิน 10 ล้านสิทธิ์ สิทธิ์ละ 2,000 บาท ที่แบ่งเป็นผู้ใช้ใหม่ 5 ล้านสิทธิ์ และกลุ่มได้รับผลกระทบอีก 5 ล้านสิทธิ์ ก็จะช่วยพยุงตลาดร้านอาหารในไตรมาสแรกของปีหน้าได้ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี เขาเตือนว่า หากเงื่อนไขเข้าร่วมโครงการ “จำกัดเกินไป” ประชาชนอาจไม่ได้รับสิทธิ์ครบตามเป้าหมาย ขณะเดียวกัน ร้านอาหารที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการ หรือพึ่งพาโครงการมากเกินไปโดยไม่ปรับตัวด้านโครงสร้างธุรกิจ อาจต้องเผชิญแรงเสียดทานอย่างหนักเมื่อมาตรการสิ้นสุด

นายยอดเสนอให้รัฐบาลพิจารณาขยายเพดานรายได้ของร้านค้าที่เข้าร่วมจากไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เป็นไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อปี เพื่อเปิดโอกาสให้ “ร้านขนาดกลาง” ซึ่งอยู่ในระบบภาษีและไม่ใช่เชนใหญ่ ได้รับสิทธิ์บ้าง เพราะกลุ่มนี้คือฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก แต่กลับตกหล่นจากเกณฑ์เดิม

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจปี 2026 เขาประเมินว่า แม้คนละครึ่ง พลัส เฟส 2 จะช่วยประคองตลาดในช่วงต้นปี แต่อัตราการเติบโตทั้งปีของธุรกิจร้านอาหารอาจอยู่เพียงราว 1% หากไม่มีปัจจัยหนุนอื่นเพิ่มเติม โดยเฉพาะจากภาคท่องเที่ยวระหว่างประเทศ

เชียงรายโต 7 เท่า… แต่เกมจริงเพิ่งเริ่มต้น

ตัวเลขยอดขายที่เติบโตถึง 7 เท่าในเชียงราย ภายใต้มาตรการคนละครึ่ง พลัส สะท้อนถึงพลังของมาตรการภาครัฐในการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างตรงจุด ขณะเดียวกันก็ยืนยันศักยภาพของเชียงรายในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคเหนือ เมืองกาแฟโลก และจุดหมายด้านการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความสำเร็จระยะสั้นยังมีโจทย์ระยะยาวที่ต้องเร่งแก้ ทั้งต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงที่สูงขึ้น ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ชายแดนแม่สาย การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดคาเฟ่ และการพึ่งพามาตรการรัฐมากเกินไป

อนาคตของธุรกิจร้านอาหารเชียงรายจึงขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประกอบการในการ “ต่อยอดจากมาตรการรัฐ” ไปสู่การสร้างโครงสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน ผ่านการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น การลงทุนในเทคโนโลยี การสร้างประสบการณ์เฉพาะตัว และการขยายช่องทางสู่ดิจิทัลอย่างเป็นระบบ หากทำได้สำเร็จ เชียงรายจะไม่เพียงเป็นจังหวัดที่ยอดขายโต 7 เท่าในช่วงสั้น ๆ แต่จะกลายเป็นต้นแบบเมืองรองที่สามารถเปลี่ยนวิกฤตเศรษฐกิจให้กลายเป็นโอกาสเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • LINE MAN Wongnai
  • ข้อมูลสถิตินักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย (จำนวนผู้เยี่ยมเยือน 5,086,460 คน และสัดส่วนการเติบโตของเมืองรอง)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายต้องขยับ! เมื่อไทยครองใจเอเชีย-แปซิฟิก และคนไทยพร้อมเที่ยวญี่ปุ่น วางหมาก “หนองหลวง-ไม้ดอก” เป็นคำตอบ

เชียงรายต้องขยับอย่างไร เมื่อไทยครองใจนักท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก และคนไทยพร้อมเที่ยวญี่ปุ่น – ถอดบทเรียนจาก SiteMinder สู่ยุทธศาสตร์ “หนองหลวง–ไม้ดอก–ตำนานท้องถิ่น–ดิจิทัลทัวริซึม”

เชียงราย, 10 ธันวาคม 2568 – รายงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวล่าสุดจาก SiteMinder “Changing Traveller Report 2026” ซึ่งสำรวจนักเดินทางกว่า 12,000 คน ใน 14 ประเทศทั่วโลก สะท้อนภาพชัดเจนว่า “ประเทศไทย” ยังยืนหนึ่งในใจนักท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก ขณะเดียวกัน “คนไทย” เองก็มีแรงเดินทางสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก และวางแผนไป “ญี่ปุ่น” มากที่สุดในปี 2569

ท่ามกลางคลื่นความต้องการเดินทางรูปแบบใหม่ เมืองรองอย่าง “เชียงราย” จึงไม่ได้ยืนอยู่นอกเวที หากแต่กำลังถูกผลักขึ้นสปอตไลต์ เมื่อมีทั้ง “ดีมานด์จากต่างประเทศ” ที่มองหาประสบการณ์เชิงวัฒนธรรม–ธรรมชาติ และ “ดีมานด์ในประเทศ” ที่นิยมเที่ยวเมืองรองใกล้บ้าน แต่ต้องการบริการที่เฉพาะตัว ทันสมัย และเชื่อมต่อดิจิทัลได้เต็มรูปแบบ

ในบริบทนี้ น่าจะต้องให้เป็นอีกหนึ่งโจรย์การขับเคลื่อนของท้องถิ่นภายใต้การนำของ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (นายก นก) ที่เร่ง “คืนน้ำใสให้หนองหลวง” อำเภอเวียงชัย และเตรียมพื้นที่จัด “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ณ สวนสาธารณะหนองหลวง ระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่แค่โครงการภูมิทัศน์ แต่คือการวางหมากยุทธศาสตร์เพื่อพาเชียงรายขึ้นไปยืนในกระดานท่องเที่ยวระดับภูมิภาคอย่างมีทิศทางชัดเจน

บทความนี้ชวนเจาะลึกว่า จากข้อมูลเชิงสถิติของ SiteMinder และทิศทางการพัฒนาหนองหลวง–มหกรรมไม้ดอก เชียงรายควร “ทำอะไรต่อ” เพื่อไม่ให้โอกาสกลายเป็นเพียงกระแสวูบเดียว แล้วหายไปพร้อมฤดูกาลท่องเที่ยว

ไทยครองใจเอเชีย–แปซิฟิก แต่เชียงรายต้องแปลง “ความนิยมประเทศ” เป็น “ดีมานด์เมืองรอง”

รายงาน Changing Traveller Report 2026 ระบุว่า ประเทศไทยติด 10 อันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินทางในหลายตลาดหลักของเอเชีย–แปซิฟิก อาทิ นักท่องเที่ยวสิงคโปร์จัดให้ไทยอยู่ใน 5 อันดับแรก ขณะที่อินเดีย อินโดนีเซีย จีน และออสเตรเลีย ต่างก็จัดให้ไทยอยู่ในลิสต์จุดหมายสำคัญในภูมิภาค

แม้ “กรุงเทพฯ” ยังครองสถานะเมืองหลักที่ดึงดูดนักเดินทางต่างชาติ แต่แนวโน้มระดับโลกชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า เมืองรองที่มีอัตลักษณ์ชัดเจนและรองรับการเดินทางเชื่อมต่อได้สะดวก กำลังกลายเป็นตัวเลือกสำคัญของนักท่องเที่ยวที่ต้องการ “ประสบการณ์มากกว่าการเช็กอิน” หรือที่มักเรียกกันว่า Second City Tourism

สำหรับเชียงราย เมืองที่มีทั้งภูมิทัศน์ธรรมชาติ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ตำนานเมืองโบราณอย่างโยนกไชยบุรี และมรดกวัฒนธรรมล้านนา การก้าวขึ้นมาเป็น “เมืองรองระดับภูมิภาค” จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่ต้องจัดระเบียบ “เรื่องราว–พื้นที่–บริการ–เทคโนโลยี” ให้เชื่อมโยงกันอย่างมียุทธศาสตร์

คนไทยเที่ยวมากขึ้น มองญี่ปุ่นเป็นอันดับหนึ่ง – สัญญาณว่าการแข่งขันเรื่อง “ประสบการณ์” จะดุเดือดกว่าเดิม

ด้านฝั่งนักท่องเที่ยวไทย รายงานเดียวกันสะท้อนว่า แรงเดินทางปี 2569 เข้มข้นยิ่งกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดย 64% ของคนไทยต้องการเดินทางมากขึ้น ขณะที่ทั่วโลกอยู่ที่ราวครึ่งหนึ่งเท่านั้น

จุดหมายปลายทางในฝันของคนไทยยังคงเป็น “ญี่ปุ่น” ซึ่ง 56% ระบุว่ามีแผนเดินทางในปีหน้า ตามด้วยเกาหลีใต้ จีน สิงคโปร์ และไต้หวัน เมืองยอดนิยมในญี่ปุ่น เช่น โตเกียว โอซาก้า เกียวโต และภูเขาฟูจิ ยังคงสะท้อนภาพของประสบการณ์ “ครบชุด” ทั้งเมืองใหญ่ วัฒนธรรม อาหาร และธรรมชาติ ในจุดหมายเดียว

คำถามสำคัญสำหรับเชียงรายจึงไม่ใช่เพียง “จะแข่งกับญี่ปุ่นอย่างไร” แต่คือ “จะอยู่ในแผนการเดินทางของคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างไร” ในยุคที่ผู้คนพร้อมจะบินข้ามประเทศเพื่อหาประสบการณ์ที่ละเอียดอ่อนและแตกต่างมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง นักท่องเที่ยวจำนวนมาก รวมถึงคนไทยเอง ก็หันมาให้ความสำคัญกับการเที่ยว “ใกล้บ้าน” เพื่อลดค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนในการวางแผน โดย 31% ของคนไทยระบุว่าจะเลือกเที่ยวใกล้บ้านมากขึ้น ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในรายงานเดียวกัน

เมื่อจับสองเทรนด์นี้มารวมกัน คนไทยพร้อมบินไกลไปญี่ปุ่น แต่ขณะเดียวกันก็ยังต้องการทริปใกล้บ้านที่คุ้มค่า มีความหมาย และวางแผนง่าย เชียงรายซึ่งเชื่อมต่อได้สะดวกทั้งทางอากาศและทางบก จึงมีโอกาสที่จะเป็น “คำตอบในประเทศ” ของคนไทยกลุ่มเดียวกับที่รักญี่ปุ่น หากสามารถนำเสนอประสบการณ์ที่ครบทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และเรื่องเล่าได้อย่างมีกลยุทธ์

พฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่ จองล่วงหน้า เปิดรับ Dynamic Pricing ใช้ AI ตัดสินใจ โจทย์ใหม่ของผู้ประกอบการเชียงราย

SiteMinder ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมที่ผู้ประกอบการที่พักในไทยต้องรับมืออย่างเร่งด่วน

  • 38% ของนักท่องเที่ยวไทยบอกว่าจะ “จองที่พักล่วงหน้ามากขึ้น”
  • 27% ใช้แพลตฟอร์ม OTA เป็นจุดเริ่มต้นค้นหาที่พัก และอีก 13% อ้างอิงจากบล็อกท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในโลก
  • เกือบ 80% เห็นด้วยกับการ “ปรับราคาโรงแรมตามดีมานด์” หรือ Dynamic Pricing สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ราว 65%
  • 86% ยินดีให้โรงแรมใช้ข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อแลกกับประสบการณ์ที่ปรับให้ตรงใจมากขึ้น
  • 51% พร้อมจ่ายเพิ่มเพื่ออาหารกูร์เมต์หรือไวน์เทสติ้ง 48% พร้อมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่มแบบ walk-in ในโรงแรม และ 40% สนใจสปา ขณะที่ 33% สนใจการแสดงดนตรีสดในที่พัก

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า “ราคา” ไม่ใช่ปัจจัยเดียวอีกต่อไป แต่ “ประสบการณ์ในที่พัก” และ “ความสมเหตุสมผลระหว่างราคากับคุณภาพ” ต่างหากที่เป็นตัวตัดสินใจสุดท้าย

สำหรับเชียงราย ซึ่งมีผู้ประกอบการโรงแรมขนาดกลาง และเล็ก โฮมสเตย์ และที่พักประเภท Bed & Breakfast อยู่จำนวนมาก โครงสร้างตลาดกลับสอดคล้องอย่างยิ่งกับเทรนด์นี้ เพราะนักท่องเที่ยวไทยยังนิยม “Standard Room” ถึง 58% และเลือก B&B มากที่สุดในโลกที่ 21%

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ผู้ประกอบการต้องไม่มองห้องพักเป็นแค่ “เตียงและอาหารเช้า” อีกต่อไป หากแต่ต้องออกแบบให้เป็น “แพ็กเกจประสบการณ์” ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่รอบตัว เช่น

  • แพ็กเกจห้องพัก + ล่องเรือหนองหลวง + ชมตำนานเมืองโยนกไชยบุรี
  • แพ็กเกจสำหรับนักท่องเที่ยวสิงคโปร์หรือออสเตรเลีย ที่ผสานการเที่ยวเชิงเกษตร ชา–กาแฟ และดินเนอร์พื้นเมืองในโรงแรม
  • แพ็กเกจสำหรับนักเดินทางสายสุขภาพ ที่รวมการนวดแผนไทย สปา และกิจกรรมเดินป่าเบา ๆ รอบหนองหลวงหรือพื้นที่ใกล้เคียง

ทั้งหมดนี้ต้องถูกนำเสนอผ่านช่องทางดิจิทัล ตั้งแต่ OTA เว็บไซต์โรงแรม ไปจนถึงคอนเทนต์ในบล็อกและโซเชียลมีเดีย ที่ใช้ทั้งข้อมูลและเรื่องเล่าท้องถิ่นเป็น “สินทรัพย์หลัก”

หนองหลวง–ตำนานเมืองโยนกไชยบุรี–ไม้ดอกอาเซียน 2025 เมื่อโครงสร้างพื้นฐานน้ำ เชื่อมกับ “เศรษฐกิจประสบการณ์”

หนองหลวง อำเภอเวียงชัย เคยเป็นเพียงแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อการเกษตรและประมงของชุมชน แต่ในช่วงปี 2568 พื้นที่แห่งนี้ถูกดันขึ้นมาเป็น “หัวใจของงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” โซนเวียงชัย อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในหนองน้ำ ร่วมกันระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเวียงชัย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรอบ

การ “คืนน้ำใสให้หนองหลวง” ไม่ได้หมายถึงเพียงการปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม แต่คือการคืนศักยภาพเชิงระบบนิเวศให้กลับมาเป็นทั้งแหล่งน้ำเพื่อเกษตร แหล่งอาหารของชุมชน และฐานทรัพยากรในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในระยะยาว

ในวันลงพื้นที่เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 นายก นก พร้อมคณะผู้บริหาร อบจ.เชียงราย และสมาชิกสภา อบจ. เขตเวียงชัย ได้สำรวจและประเมินความพร้อมของเส้นทางเดินเรือในสวนสาธารณะหนองหลวง เพื่อเตรียมใช้เป็นโซนจัดกิจกรรมภายในงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ซึ่งจะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งในประเทศและต่างประเทศให้มาสัมผัสเชียงรายในมิติที่ลึกกว่าการเที่ยวชมดอกไม้เพียงอย่างเดียว

จากน้ำใสสู่ “ล่องเรือเกาะแม่หม้าย” – เมื่อเรื่องเล่าตำนานกลายเป็นสินทรัพย์ทางการท่องเที่ยว

ข้อเสนอสำคัญที่สร้างความสนใจให้กับผู้สังเกตการณ์นโยบายด้านการท่องเที่ยว คือไอเดียของนายก นก ที่ต้องการให้มีการจัดกิจกรรม “ล่องเรือชมเกาะแม่หม้าย” เกาะเล็ก ๆ กลางหนองหลวง ซึ่งผูกโยงกับตำนานเมืองโยนกไชยบุรี เมืองโบราณที่เล่ากันว่าล่มสลายจากอาเพศ เนื่องจากชาวเมืองกินเนื้อปลาไหลเผือก ยกเว้นหญิงชราผู้หนึ่งเพียงคนเดียวที่ไม่ได้กินและรอดชีวิตอยู่บนเกาะ

เมื่อนำตำนานนี้มาเชื่อมกับประสบการณ์ล่องเรือในบรรยากาศหนองน้ำกว้าง การเล่าเรื่องโดยไกด์ท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งการใช้สื่อดิจิทัล–AR/VR ช่วยเล่าเรื่อง เชียงรายกำลังสร้าง “ประสบการณ์ที่มีความหมาย” ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวโน้มที่ SiteMinder พบว่า นักเดินทางยุคใหม่ทั้งในไทยและต่างประเทศต้องการทริปที่มีเนื้อหาและคุณค่าเชิงวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงภาพสวย ๆ สำหรับโพสต์โซเชียล

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ให้มุมมองที่สะท้อนวิสัยทัศน์ดังกล่าวอย่างชัดเจนว่า หนองหลวงไม่ใช่เพียงแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและประมง แต่มีศักยภาพจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เชื่อมโยงธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของเชียงรายได้ในเวลาเดียวกัน ผ่านกิจกรรมล่องเรือชมเกาะและการเล่าตำนานโบราณ ซึ่งตรงกับเทรนด์ที่นักเดินทางต้องการประสบการณ์เชิงความหมายมากขึ้น

ในเชิงเศรษฐกิจ “กิจกรรมบนหนองน้ำ” ยังสามารถต่อยอดไปสู่โครงสร้างรายได้รูปแบบใหม่ ตั้งแต่แพ็กเกจล่องเรือ–อาหารพื้นเมือง–ผลิตภัณฑ์ชุมชน ไปจนถึงการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับโซนอื่นของงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียน ทั้งฝั่งเวียงชัยและแม่สาย ที่กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของไทยนำเสนอว่าเป็นเทศกาลสำคัญระดับอาเซียนในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569

AI, OTA และคอนเทนต์เชิงลึก สามเครื่องมือดิจิทัลที่เชียงรายต้องใช้ให้เป็น

รายงาน SiteMinder ยังสะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของ “ปัญญาประดิษฐ์” ในการตัดสินใจด้านการเดินทางของผู้บริโภค โดยคนไทยให้ความสำคัญกับฟีเจอร์อย่างระบบแจ้งเตือนราคา การสรุปรีวิวโรงแรม และการแนะนำจุดเที่ยวตามสไตล์ส่วนตัวในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างชัดเจน

สำหรับเชียงราย การใช้ AI และระบบดิจิทัลควรถูกวางไว้ในสามระดับหลัก ได้แก่

  1. ระดับข้อมูลและการค้นหา (Discovery)
    ผู้ประกอบการโรงแรมและที่พักต้องดูแลโปรไฟล์บน OTA ให้ครบถ้วน มีการตอบรีวิวอย่างมืออาชีพ และใช้คอนเทนต์คุณภาพสูง ทั้งภาพ วิดีโอ และเรื่องเล่าท้องถิ่นเพื่อเพิ่มโอกาสในการปรากฏในผลค้นหา ขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐและเอกชนควรร่วมกันพัฒนา “ฐานข้อมูลดิจิทัลกลาง” ของแหล่งท่องเที่ยว–กิจกรรมในเชียงราย ที่สามารถเชื่อมต่อให้ AI ของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ดึงไปใช้แนะนำได้โดยอัตโนมัติ
  2. ระดับประสบการณ์ในพื้นที่ (In-Destination Experience)
    โรงแรมสามารถใช้ AI Chatbot ช่วยแนะนำเส้นทางเที่ยวในเชียงรายแบบเฉพาะบุคคล เช่น สำหรับนักท่องเที่ยวที่พักในเมืองและมีเวลา 2 วัน สามารถเสนอโปรแกรมเที่ยววัด–คาเฟ่กาแฟพิเศษ–ล่องเรือหนองหลวง–ชมตำนานโยนกไชยบุรี โดยเชื่อมต่อการจองล่วงหน้ากับผู้ให้บริการทัวร์และชุมชนได้ในระบบเดียว
  3. ระดับวางแผนรายได้ (Revenue & Dynamic Pricing)
    เมื่อ 80% ของนักท่องเที่ยวไทยเปิดรับราคาห้องพักที่เปลี่ยนแปลงตามดีมานด์ โรงแรมในเชียงรายจึงควรใช้ระบบบริหารรายได้ (Revenue Management System) ร่วมกับข้อมูลการจองล่วงหน้าในช่วงงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนหรือเทศกาลสำคัญอื่น ๆ เพื่อบริหารราคาให้สมดุลระหว่างรายได้ต่อห้องกับความพึงพอใจของลูกค้า โดยต้องไม่ลืมว่าการขึ้นราคาต้องคู่กับการยกระดับบริการให้สอดคล้องกับความคาดหวังที่สูงขึ้นด้วย

 กลยุทธ์สามเสาหลักของเชียงราย Experience – Digital – Local Preservation

เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลจาก SiteMinder เข้ากับทิศทางพัฒนาหนองหลวงและงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 สามารถสรุปเป็น “ยุทธศาสตร์สามเสาหลัก” ที่เชียงรายควรเดินหน้าต่อเนื่อง ดังนี้

  1. Experience สร้างและยกระดับ “ประสบการณ์ที่มีความหมาย”
    • ใช้หนองหลวงเป็นเวทีทดลองโมเดลท่องเที่ยวเชิงนิเวศ–ตำนาน–ชุมชน ที่ผสานกิจกรรมล่องเรือ เล่าเรื่องเมืองโยนกไชยบุรี ชิมอาหารพื้นเมือง และชมวิถีชีวิตริมหนองน้ำ
    • เชื่อมประสบการณ์ในงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียน กับการท่องเที่ยวในเมืองเชียงรายและอำเภออื่น เช่น เมืองเชียงราย–เวียงชัย–แม่สาย ในแพ็กเกจเดียว เพื่อเพิ่มระยะเวลาพำนัก (length of stay) และการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน
  2. Digital/Technology ใช้ดิจิทัลและ AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการท่องเที่ยว
    • สนับสนุนผู้ประกอบการให้ใช้ OTA เว็บไซต์ตรง และระบบจองออนไลน์แบบครบวงจร โดยเฉพาะในช่วงงานใหญ่อย่างมหกรรมไม้ดอกอาเซียน ที่ต้องรองรับการจองล่วงหน้าจำนวนมาก
    • พัฒนา “ศูนย์ข้อมูลดิจิทัลการท่องเที่ยวเชียงราย” ที่รวบรวมข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว เรื่องเล่าท้องถิ่น กิจกรรม และเทศกาล เพื่อให้แพลตฟอร์มระดับโลกสามารถดึงไปใช้ในการแนะนำปลายทางได้สะดวก
  3. Local Preservation อนุรักษ์ทรัพยากรและเรื่องเล่าท้องถิ่นควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่ม
    • เดินหน้าจัดการทรัพยากรน้ำและระบบนิเวศหนองหลวงอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้การคืนน้ำใสเป็นเพียง “ครั้งเดียวจบ”
    • สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการเล่าเรื่องตำนานและดูแลกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อให้รายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนและทำให้การอนุรักษ์มีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ
    • ผลักดันระบบมาตรฐานด้านความปลอดภัย การควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวต่อรอบล่องเรือ และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การท่องเที่ยวเติบโตบนฐานความยั่งยืน

นายสุภกฤษฎิ์ แผนสมบูรณ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ SiteMinder ให้ความเห็นต่อแนวโน้มดังกล่าวว่า โรงแรมและผู้ประกอบการต้องยกระดับบริการ ลงทุนกับประสบการณ์ และใช้เทคโนโลยีอย่าง AI ควบคู่ไปกับระบบราคาแบบยืดหยุ่น จึงจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างความประทับใจให้กับนักเดินทางยุคใหม่ได้ ในบริบทของเชียงราย ข้อสังเกตนี้ยิ่งทวีความสำคัญ เมื่อจังหวัดกำลังใช้เวทีระดับอาเซียนอย่างมหกรรมไม้ดอก เป็น “โชว์รูม” ของศักยภาพด้านการท่องเที่ยวทั้งระบบ

จากรายงานวิจัยสู่การลงมือในพื้นที่ – โอกาสของเชียงรายอยู่ที่การ “เชื่อมทุกจุดเข้าด้วยกัน”

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่า รายงานวิจัยระดับโลกของ SiteMinder ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขสถิติ หากแต่ทำหน้าที่สะท้อน “เงื่อนไขใหม่ของการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว” ที่ทุกเมืองต้องเผชิญ

สำหรับเชียงราย โอกาสสำคัญอยู่ในสามประเด็นใหญ่

  • ประเทศไทยได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะจุดหมายปลายทางของเอเชีย–แปซิฟิก ซึ่งเชียงรายสามารถอาศัย “แบรนด์ประเทศไทย” เป็นแรงส่ง
  • นักเดินทางทั้งไทยและต่างชาติให้ความสำคัญกับประสบการณ์เฉพาะตัว พร้อมจ่ายเพื่ออาหาร บริการสปา และกิจกรรมในที่พัก โดยเปิดรับเทคโนโลยีและการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปรับประสบการณ์ให้ตรงใจ
  • การขับเคลื่อนของหน่วยงานท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ.เชียงราย ที่เร่งฟื้นฟูหนองหลวงและเตรียมจัดมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ทำให้เชียงรายมี “เวทีและพื้นที่จริง” สำหรับทดลองและพัฒนานวัตกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ–วัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม

สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้ จึงไม่ใช่เพียงการจัดงานใหญ่ให้สำเร็จครั้งเดียว แต่คือการวางระบบที่จะทำให้หนองหลวง กลายเป็น “ห้องทดลองนโยบายท่องเที่ยว” ของเชียงราย ที่ผสานงานโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องเล่าท้องถิ่น กลไกตลาดดิจิทัล และการมีส่วนร่วมของชุมชนเข้าไว้ด้วยกันอย่างยั่งยืน

หากเชียงรายสามารถทำให้ “น้ำใสในหนองหลวง” สะท้อนให้เห็นถึง “ความชัดเจนของยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวทั้งจังหวัด” ได้จริง เมืองเหนือปลายแหลมแห่งนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายรองในแผนการเดินทางของนักท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก แต่มีศักยภาพจะยกระดับขึ้นเป็น “ศูนย์รวมประสบการณ์ล้านนาเชิงลึก” ที่ช่วยขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจฐานราก คุณภาพชีวิตของชุมชน และภาพลักษณ์ของประเทศไทยในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • SiteMinder, Changing Traveller Report 2026
  • PPTV Online, “ไทยยังครองใจนักท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก คนไทยพร้อมเที่ยวญี่ปุ่นปี 69 – อินไซต์จาก SiteMinder” (เผยแพร่ปี 2568)
  •  “Chiang Rai ASEAN Flower Festival 2025: Reflect of Seasons
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ปัจจัยเชิงโครงสร้าง! ทำไมตั๋วเชียงรายแพงกว่าปกติ 2-3 เท่า แม้ CAAT คุมเพดาน สู้ดีมานด์ฟื้นเต็ม 100%

กรุงเทพฯ–เชียงราย ไขสมการแลกเปลี่ยน เวลา–งบประมาณ–ความยืดหยุ่น เลือกเดินทางแบบไหนคุ้มสุดช่วงปีใหม่

เชียงราย, 8 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย ปลายปีที่หลายครอบครัวมองหาจังหวะหลีกหนีความแออัดจากเมืองหลวง เส้นทาง กรุงเทพฯ–เชียงราย กำลังกลายเป็นหนึ่งใน “สมรภูมิการเดินทาง” ที่ดุเดือดที่สุดของฤดูท่องเที่ยวปีใหม่ 2568–2569 ทั้งในเชิง ราคา ที่นั่ง และรูปแบบการเดินทาง

รายงานพิเศษฉบับนี้ของทีมข่าวเศรษฐกิจ ลงพื้นที่เก็บข้อมูลและรวบรวมตัวเลขเชิงวิเคราะห์ เพื่อถอดรหัสว่าทำไมการเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่เชียงราย ในช่วง ธันวาคม 2568 – มกราคม 2569 จึงกลายเป็น “เกมวางแผน” ระหว่าง เครื่องบิน–รถทัวร์–รถส่วนตัว และอะไรคือปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ผลักดันให้ราคาตั๋วเครื่องบินพุ่งสูงกว่าปกติหลายเท่าตัว

 

เมื่อการเดินทางกลายเป็น “สมการแลกเปลี่ยน” เวลา–งบประมาณ–ความยืดหยุ่น

หากมองแบบผิวเผิน การเลือกเดินทางไปเชียงรายมีเพียงสามคำถามพื้นฐาน – บินไปดีไหม, นั่งรถทัวร์ประหยัดกว่าไหม, หรือ ขับรถไปเองคุ้มไหม – แต่เมื่อขยายภาพให้ลึกขึ้น จะพบว่าทั้งสามทางเลือกต่างผูกพันอยู่กับ “ไตรลักษณ์แห่งการเดินทาง” คือ

  • เวลา (Time)
  • งบประมาณ (Cost)
  • ความยืดหยุ่น (Flexibility)

ตารางเปรียบเทียบชี้ชัดว่า แม้จุดหมายปลายทางคือเชียงรายเหมือนกัน แต่ “ประสบการณ์การเดินทาง” ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

  • เครื่องบิน
    • ระยะเวลาเดินทางหลักเพียงประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที
    • เส้นทางบินราว 690–700 กิโลเมตร
    • ขึ้นจาก ดอนเมือง (DMK) หรือสุวรรณภูมิ (BKK) ลงที่ สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI)
  • รถทัวร์ (รถโดยสารประจำทาง)
    • เดินทางบนถนนราว 780–840 กิโลเมตร
    • ใช้เวลาประมาณ 11–13 ชั่วโมง ส่วนใหญ่เป็นการเดินทางข้ามคืน
    • ขึ้นจาก หมอชิต 2 ปลายทางที่ สถานีขนส่งเชียงราย แห่งที่ 2
  • ขับรถส่วนตัว
    • ระยะทางใกล้เคียงรถทัวร์คือ 780–840 กิโลเมตร
    • ใช้เวลาประมาณ 9–11 ชั่วโมง ยังไม่รวมเวลาพัก
    • ข้อได้เปรียบคือ “ไป–จอด–แวะ” ได้ทุกที่ในเชียงรายตามต้องการ

ในมุมของผู้โดยสารเชิงลึก ทางเลือกทั้งสามจึงไม่ได้ตอบคำถามเพียงว่า “ไปถึงหรือไม่” แต่ตอบคำถามว่า จะยอมจ่ายด้วยอะไร – เวลา เงิน หรือความเหนื่อยล้า

 

ไฮซีซันปีใหม่ เมื่อราคาไม่ใช่ตัวเลขลอย ๆ แต่เป็น “ผลลัพธ์ของระบบ”

ช่วง 30 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569 คือหน้าต่างเวลาที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางมองตรงกันว่า “แรงกดดันสูงสุด” ทั้งในมิติของราคาและที่นั่ง โดยเฉพาะตั๋วเครื่องบินและตั๋วรถทัวร์

เครื่องบิน จากหลักร้อยสู่หลักพันกลาง–ปลาย

ข้อมูลอ้างอิงจากการวิเคราะห์ตลาดระบุว่า

  • ในช่วงปกติ (Low Season) ตั๋วสายการบินต้นทุนต่ำ เส้นทางกรุงเทพฯ–เชียงราย อาจพบราคาเริ่มต้นราว 950–1,200 บาทต่อเที่ยว
  • แต่ในช่วง High Season และโดยเฉพาะหน้าพีคปีใหม่ ราคา “คาดการณ์” สำหรับ
    • สายการบินต้นทุนต่ำอยู่ที่ราว 2,500–4,500 บาทต่อเที่ยว
    • สายการบินแบบฟูลเซอร์วิสอาจแตะ 3,500–6,000 บาทต่อเที่ยว

ราคาที่พุ่งขึ้นกว่าเดิม 2–3 เท่านี้ ไม่ได้เกิดจาก “ความโลภในชั่วข้ามคืน” แต่สะท้อนการทำงานของกลไก Yield Management (YM) หรือระบบบริหารรายได้ ที่ถือเป็น “สมองกลด้านราคา” ของสายการบินทั่วโลก

ระบบดังกล่าวจะจัดสรรที่นั่งออกเป็นหลายระดับราคา (Fare Class) ตั๋วราคาถูกสุดมีจำนวนจำกัด และจะถูกซื้อไปอย่างรวดเร็ว เมื่อใกล้วันเดินทางหรือเมื่อความต้องการสูง ระบบจะ “ปิด” กลุ่มราคาต่ำ แล้วเหลือให้จองเฉพาะกลุ่มราคาสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ

การจองล่วงหน้าอย่างน้อย 5 สัปดาห์ จึงอาจช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ราว 29% เมื่อเทียบกับการจองใกล้วันเดินทาง ซึ่งถือเป็น “ค่าปรับโดยพฤตินัย” สำหรับผู้ที่ต้องซื้อแบบเร่งด่วน

รถทัวร์ ราคาคงที่ แต่ที่นั่งหายไปก่อนใคร

ในอีกด้านหนึ่ง รถทัวร์ ยังคงเป็น “เส้นเลือดเศรษฐกิจของคนงบจำกัด”

  • ราคาค่าโดยสารเส้นทางกรุงเทพฯ–เชียงราย สำหรับรถมาตรฐานและรถวีไอพี อยู่ในช่วงประมาณ 643–850 บาทต่อเที่ยว
  • จุดเด่นคือ ราคาไม่กระโดดตามฤดูกาล เท่ากับเครื่องบิน ทำให้กลายเป็นตัวเลือกแรกสำหรับผู้ที่ “ตั้งต้นที่งบประมาณ”

แต่ข้อจำกัดกลับไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่ “จำนวนที่นั่ง” เพราะเมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาล ตั๋วมักถูกจองเต็มอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเที่ยวรถกลางคืน ซึ่งช่วยประหยัดค่าที่พักได้ 1 คืน

รถส่วนตัว ทางเลือกของครอบครัวและกลุ่มเพื่อน

หากมองในมุม “ต้นทุนต่อคัน”

  • ค่าน้ำมันไป–กลับ กรุงเทพฯ–เชียงราย ประมาณ 2,800–3,500 บาท
  • ค่าทางด่วนราว 400–600 บาท ขึ้นอยู่กับเส้นทางที่เลือก

เมื่อนำมาหารจำนวนผู้โดยสาร 3–4 คน ต้นทุนต่อหัวจะ “ต่ำลงอย่างมาก” จนใกล้เคียงหรือถูกกว่ารถทัวร์ในบางกรณี ขณะเดียวกันยังได้ ความยืดหยุ่น และมีรถใช้เที่ยวต่อในเชียงราย

แต่ราคาที่ไม่ระบุในตารางคือ “ต้นทุนความเหนื่อยล้า” ของคนขับ และความเสี่ยงบนท้องถนน ในช่วงที่สภาพการจราจรหนาแน่นและการขับทางไกลต่อเนื่องหลายชั่วโมง

เมื่ออุปทานหด 25% แต่ดีมานด์ฟื้นเต็ม โครงสร้างที่ดันราคาทั้งระบบ

สิ่งที่ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางยอดนิยมอย่างเชียงราย อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ไม่ได้มีเพียงปัจจัยฤดูกาลและการจองกระชั้นชิดเท่านั้น แต่ยังมี “สาเหตุเชิงโครงสร้าง” สำคัญ คือ

จำนวนเครื่องบินที่กลับมาให้บริการในตลาด ยังน้อยกว่าช่วงก่อนโควิด ราว 25%

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท. หรือ CAAT) เคยชี้ให้เห็นปรากฏการณ์นี้อย่างชัดเจนในรายงานเชิงวิเคราะห์ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 ว่า อุปสงค์เดินทางกลับมาพร้อมเต็มเกือบ 100% แต่ อุปทานยังฟื้นไม่ทัน

ในทางเศรษฐศาสตร์ เมื่ออุปทาน “ตึงตัว” และเพิ่มขึ้นได้อย่างจำกัด ขณะที่อุปสงค์เพิ่มขึ้นเร็วและกระจุกตัวในช่วงเวลาเดียวกัน ผลลัพธ์ที่แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ราคาเฉลี่ยของทั้งระบบสูงขึ้น แม้จะไม่เกินเพดานที่รัฐกำหนดก็ตาม

บทบาทของรัฐ CAAT “คุมเพดาน–เพิ่มเที่ยว–กันประชาชนไม่ให้ถูกเอาเปรียบ”

ท่ามกลางเสียงสะท้อนเรื่องตั๋วแพงและตั๋วเต็ม สำนักงานการบินพลเรือนฯ กลายเป็นหน่วยงานสำคัญที่ถูกจับตามองมากที่สุดหน่วยงานหนึ่ง

คุมราคาไม่ให้เกินเพดานตามกฎหมาย

ในเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ CAAT NEWS 30/2568 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 กพท. ระบุชัดว่า

  • อัตราค่าโดยสารภายในประเทศทุกเส้นทางอยู่ภายใต้ การควบคุมตามกฎหมาย
  • สายการบิน ไม่สามารถจำหน่ายตั๋วเกินเพดานราคา ที่กำหนดได้
  • หากพบการเอาเปรียบผู้โดยสาร หรือจำหน่ายเกินอัตราที่กำหนด จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด

กพท. ยังเตือนว่า การซื้อตั๋วผ่านแพลตฟอร์มหรือตัวแทนต่างประเทศ (OTA) บางรายอยู่นอกเหนือการกำกับโดยตรงของหน่วยงานไทย ทำให้ราคาที่ผู้บริโภคเห็นอาจสูงกว่าระดับที่ควบคุมไว้

จึงเน้นย้ำให้ประชาชน ซื้อบัตรโดยสารโดยตรงกับสายการบิน เป็นหลัก เพื่อให้มั่นใจว่าอยู่ในกรอบเพดานราคา และสามารถตรวจสอบได้หากเกิดปัญหา

เพิ่มเที่ยวบิน–เพิ่มที่นั่ง ลดแรงดันในช่วงวันหยุด

ในมิตินโยบาย กพท. และรัฐบาลเคยใช้มาตรการ “เพิ่มอุปทานชั่วคราว” เพื่อบรรเทาความตึงตัวของตลาด โดยประสานงานกับสายการบิน 6 แห่ง

  • เพิ่มที่นั่งรวม 73,388 ที่นั่ง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568
  • จัดสรรตั๋วราคาพิเศษ 50,000 ที่นั่ง ลดราคาสูงสุด 30%

มาตรการลักษณะนี้แม้ไม่อาจแก้ปัญหาโครงสร้างทั้งระบบได้ทั้งหมด แต่ช่วย “เปิดช่องทางหายใจ” ให้ผู้โดยสารกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อราคามากที่สุด และส่งสัญญาณว่ารัฐ “เห็นและกำลังพยายามจัดสมดุล” ระหว่างกลไกตลาดกับความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

 

CEI–BKK เส้นทางใหม่–สนามบินขยายตัว โครงสร้างกำลังเปลี่ยนไปทีละขั้น

ในระยะกลาง–ยาว โครงสร้างการเดินทางสู่เชียงรายกำลังถูกปรับใหม่ทั้งจากฝั่งสายการบินและฝั่งสนามบิน

  • ฝั่งสายการบิน สายการบินต้นทุนต่ำรายใหญ่ เช่น Thai AirAsia ได้เปิดเส้นทางบินใหม่ เชียงราย–สุวรรณภูมิ (CEI–BKK) ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 เพิ่มเที่ยวบินจากที่เคยเชื่อมเฉพาะดอนเมือง และเพิ่มที่นั่งในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
  • ฝั่งสนามบิน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT มีแผนพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ให้รองรับผู้โดยสารได้ 6–8 ล้านคนต่อปี ในอนาคต การปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมผู้โดยสาร (PSC) ที่ถูกวิจารณ์ในช่วงที่ผ่านมา ก็มีเป้าหมายเพื่อใช้ลงทุนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้ได้มาตรฐานสากล

เมื่อเส้นทางบินเพิ่มขึ้น ความถี่มากขึ้น และสนามบินมีศักยภาพรองรับเที่ยวบินมากกว่าเดิม ความหวังคือแรงกดดันเชิงโครงสร้างด้านอุปทานจะ “คลายลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป” ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า

เสียงเตือนจาก CAAT 4 ปัจจัยที่ทำให้ “ตั๋วแพง” – บางอย่างเลี่ยงได้ บางอย่างเลี่ยงไม่ได้

กพท. สรุปปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินสูงในช่วงพีคไว้ 4 ประการ ได้แก่

  1. เดินทางในช่วง High Season / วันหยุดยาว – อุปสงค์พุ่งสูงกว่าปกติ
  2. จองตั๋วกะชั้นชิด – ตั๋วราคาถูกหมดแล้ว ต้องซื้อกลุ่มราคาแพง
  3. ต้นทุนสายการบินเพิ่มขึ้น – โดยเฉพาะราคาน้ำมันโลกและค่าเงิน
  4. ประเภทบัตรโดยสารและบริการเสริม – เช่น ตั๋วที่เปลี่ยนแปลงได้ ยืดหยุ่นสูง ย่อมมีราคาสูงกว่าตั๋วแบบจำกัดเงื่อนไข

ข้อเท็จจริงชุดนี้สะท้อนว่า ผู้โดยสารไม่สามารถควบคุมโครงสร้างตลาดได้ทั้งหมด แต่ยังมี “ตัวแปรบางอย่าง” ที่สามารถจัดการได้เอง เช่น การจองล่วงหน้า การหลีกเลี่ยงช่วงวันพีค และการเปรียบเทียบราคาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ

มุมมองเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้เดินทาง เลือก “จ่ายด้วยอะไร” ในสมรภูมิกรุงเทพฯ–เชียงราย

จากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด สามารถสรุปเป็นข้อเสนอเชิงกลยุทธ์สำหรับนักเดินทางเชิงลึกในช่วง ธันวาคม 2568 – มกราคม 2569 ได้ดังนี้

  1. ถ้าคุณให้ความสำคัญกับ “เวลา” เป็นอันดับแรก
    • ทางเลือกหลักคือ เครื่องบิน
    • ควรจองล่วงหน้าอย่างน้อย 5 สัปดาห์ เพื่อเลี่ยงราคาที่ถูกดันสูงสุดจากระบบ Yield Management
    • พิจารณาเลือกบินในช่วงวัน–เวลาที่ความต้องการต่ำกว่าปกติ (Off-Peak) เพื่อลดโอกาสเจอราคาพีคสุด
  2. ถ้าคุณเริ่มต้นจาก “งบประมาณ” เป็นหลัก
    • รถทัวร์ คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด ทั้งในมิติราคาและความแน่นอนของโครงสร้างค่าโดยสาร
    • ต้องวางแผนจองตั๋วล่วงหน้า เพราะที่นั่งช่วงปีใหม่มักเต็มเร็ว โดยเฉพาะเที่ยวกลางคืน
    • เตรียมตัวรับมือการเดินทางยาว 11–13 ชั่วโมง และผลกระทบต่อร่างกาย
  3. ถ้าคุณให้ค่ากับ “ความยืดหยุ่น” และเดินทางเป็นกลุ่ม 3–4 คนขึ้นไป
    • ขับรถไปเอง กลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าอย่างยิ่งในเชิงต้นทุนต่อหัว
    • ได้อิสระสูงสุดในการวางแผนเส้นทางและเที่ยวต่อในเชียงราย
    • ต้องวางแผนแบ่งเวลาขับ–พักอย่างปลอดภัย และระวังการเหนื่อยล้าสะสมของคนขับเป็นพิเศษ

 

การเดินทางไม่ใช่แค่ “ค่าโดยสาร” แต่คือ “ระบบ” ที่ประชาชนควรรู้เท่าทัน

สมรภูมิการเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่เชียงราย ในช่วงไฮซีซันปลายปี 2568–ต้นปี 2569 สะท้อนภาพ “สามชั้น” ที่ซ้อนทับกันคือ

  • ชั้นที่หนึ่ง การตัดสินใจของแต่ละคน ระหว่างเวลา งบประมาณ และความยืดหยุ่น
  • ชั้นที่สอง กลไกตลาดของผู้ให้บริการ ทั้งสายการบิน บริษัทเดินรถ และผู้ประกอบการรายย่อย
  • ชั้นที่สาม โครงสร้างนโยบาย ภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว

ในระยะสั้น ผู้เดินทางอาจรู้สึกว่าตนเองยืนอยู่ปลายทางของห่วงโซ่ ต้องเผชิญ “ราคาที่ตั้งมาแล้ว” และ “ที่นั่งที่เหลืออยู่” แต่เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นว่าการรู้เท่าทันกลไก Yield Management, Supply Constraint, มาตรการของ CAAT และโครงสร้างต้นทุน ทำให้ประชาชนสามารถ “วางแผนได้ดีขึ้น” แม้จะไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ก็ตาม

ในระยะยาว การเดินหน้าขยายสนามบิน เพิ่มเส้นทางบิน และยกระดับระบบขนส่งสาธารณะทางถนนและราง จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การเดินทางสู่จังหวัดปลายทางยอดนิยมอย่างเชียงราย ไม่ใช่ “ศึกชิงตั๋วแพง” ทุกปลายปี แต่กลายเป็นการเดินทางที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ในราคาที่เป็นธรรมมากขึ้น

จนกว่าวันนั้นจะมาถึง การวางแผนล่วงหน้า การตรวจสอบราคาอย่างถี่ถ้วน และการรู้สิทธิของตนเองในฐานะผู้โดยสาร ยังคงเป็น “เครื่องมือสำคัญที่สุด” ที่ประชาชนมีในมือบนเส้นทางกรุงเทพฯ–เชียงรายในช่วงไฮซีซันนี้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท. / CAAT)
  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) – AOT
  • กรมการขนส่งทางบก และผู้ประกอบการขนส่งเอกชน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่! ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง หารือ K-Mile Air เตรียมปักหมุดสู่ Cargo Hub ภูมิภาคเอเชีย

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ปักหมุดสู่ “ศูนย์กลางขนส่งสินค้าทางอากาศภูมิภาค” เดินหน้าหารือ K-Mile Air เปิดเส้นทาง Cargo Flight เชียงรายสู่ต่างประเทศ

เชียงราย, 5 ธันวาคม 2568 – เช้าวันต้นฤดูหนาวที่เชียงราย ท้องฟ้าเหนือรันเวย์ยาว 3,000 เมตรของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงดูสงบเหมือนเช่นทุกวัน หากแต่ในอาคารท่าอากาศยานกลับเต็มไปด้วยการพูดคุยเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจ “เปลี่ยนบทบาทของสนามบินเชียงรายไปตลอดกาล”

การเข้าพบหารือระหว่าง บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด (K-Mile Air) สายการบินขนส่งสินค้าทางอากาศแห่งแรกของไทย กับผู้บริหาร ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ไม่ได้เป็นเพียงการประชุมธุรกิจทั่วไป แต่ถูกมองว่าเป็น “จุดเปลี่ยน” ของระบบโลจิสติกส์ทางอากาศของภาคเหนือ และอาจนำไปสู่การยกระดับเชียงรายให้กลายเป็น “ศูนย์กลางขนส่งสินค้าทางอากาศ (Cargo Hub)” แห่งใหม่ของภูมิภาคเอเชีย

หารือเงียบ ๆ ที่อาจเขย่าโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเหนือ

ในการประชุมครั้งดังกล่าว นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ผชร.) ให้การต้อนรับ นายพรรษิษฐ์ สาสุนีย์ Managing Director บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด พร้อมคณะผู้บริหารสายการบิน

หัวข้อหลักของการหารือคือ การแสวงหาแนวทางที่ K-Mile Air จะใช้ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เป็นฐานปฏิบัติการ หรือจุดเชื่อมสำคัญใซึ่งทาง “ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย” ยังไม่ได้เปิดเผย สำหรับเส้นทางจากการคาดการณ์ Cargo Flight เชียงราย–เดลี–เซิ้นเจิ้น–กัวลาลัมเปอร์ โดยอาจจะใช้เครื่องบินขนส่งลำตัวกว้างรุ่น Boeing 767-300SF

ภายหลังการพูดคุยในห้องประชุม ผู้บริหารสนามบินและทีมงานได้นำคณะของ K-Mile ลงพื้นที่จริง ทั้งบริเวณลานจอดอากาศยาน พื้นที่คลังสินค้า และจุดที่จะจัดสรรเป็นสำนักงานและสถานที่เก็บอุปกรณ์ภาคพื้น (Ground Support Equipment – GSE) เพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า สนามบินเชียงราย “พร้อมแค่ไหน” หากจะต้องรองรับเครื่องบินขนส่งสินค้าลำตัวกว้างที่สามารถบรรทุกได้ถึงราว 50 ตันต่อเที่ยวบิน

แม้บรรยากาศภายนอกจะเป็นเพียงวันทำงานธรรมดา แต่สำหรับผู้เกี่ยวข้องในระบบโลจิสติกส์ การหารือครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น “สัญญาณเริ่มต้น” ของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศของภาคเหนือทั้งระบบ

จากสนามบินท่องเที่ยว สู่ “ระเบียงเศรษฐกิจการบิน” แห่งใหม่

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ถูกจดจำในฐานะ “สนามบินท่องเที่ยว” รองรับนักเดินทางที่ต้องการสัมผัสทะเลหมอก ดอกไม้เมืองหนาว และวัฒนธรรมล้านนา แต่ในมุมของผู้วางยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐาน สนามบินแห่งนี้มีศักยภาพมากกว่านั้น

เชียงรายตั้งอยู่บนจุดตัดสำคัญของ ระเบียงเศรษฐกิจเหนือ–ใต้ (North-South Economic Corridor) เชื่อมไทย–ลาว–จีน และใกล้ด่านการค้าชายแดนสำคัญอย่าง แม่สาย เชียงแสน เชียงของ ซึ่งเป็นประตูสู่เมียนมา สปป.ลาว และจีนตอนใต้ การมีสนามบินที่รองรับเครื่องบินขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ได้ จึงเปิดโอกาสให้เชียงรายกลายเป็น “จุดเปลี่ยนโหมด” จากการขนส่งทางถนน (Road) สู่ทางอากาศ (Air) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับ K-Mile Air ซึ่งเป็นสายการบินขนส่งสินค้าที่เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าเร่งด่วนพิเศษ (Express Cargo) และทำงานเชื่อมโยงกับเครือข่ายในเอเชีย การมองหา “ฐานปฏิบัติการใหม่” ที่ไม่แออัดเท่าสนามบินหลักอย่างสุวรรณภูมิ แต่มีศักยภาพในเชิงยุทธศาสตร์ เป็นโจทย์สำคัญในช่วงที่ตลาดขนส่งสินค้าทางอากาศในเอเชียเติบโตต่อเนื่องจากแรงหนุนของ E-commerce และการส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่าสูง

สนามบินเชียงรายจึงไม่ใช่เพียง “สนามบินปลายทาง” ของนักท่องเที่ยว แต่กำลังถูกพิจารณาให้เป็น “ฟันเฟืองหลัก” ในห่วงโซ่โลจิสติกส์ระดับภูมิภาค

K-Mile Air และ B767-300SF ข้ามข้อจำกัดเดิมของการขนส่งสินค้า

จุดที่น่าสนใจของการหารือในครั้งนี้ คือ การที่ K-Mile Air วางแผนใช้เครื่องบินขนส่งรุ่น Boeing 767-300SF ซึ่งเป็นเครื่องบินลำตัวกว้าง (Widebody) ที่มีสมรรถนะสูงกว่าฝูงบินลำตัวแคบอย่าง B737 ที่เคยใช้ในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ

จากข้อมูลรายงานเชิงลึกที่จัดทำประกอบการหารือ พบว่า

  • น้ำหนักบรรทุกสูงสุด (Max Payload) ของ B767-300SF อยู่ที่ประมาณ 50 ตันต่อเที่ยวบิน มากกว่าเครื่องบิน B737 ที่อยู่ราว 23 ตัน หรือเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว
  • ปริมาตรระวางบรรทุก (Volume) ของ B767-300SF สูงกว่าหลายเท่าตัว เหมาะสำหรับสินค้าแบบ E-commerce และพัสดุภัณฑ์ที่มีน้ำหนักไม่มากแต่ใช้พื้นที่มาก
  • พิสัยการบิน (Range) รองรับเส้นทางระยะกลางอย่าง เชียงราย–เดลี หรือ เชียงราย–เซิ้นเจิ้น ได้โดยไม่ต้องลดน้ำหนักบรรทุกลงมากนัก

กล่าวโดยสรุป การเลือกใช้ B767-300SF ทำให้ K-Mile สามารถ “ขยับจากผู้เล่นระดับภูมิภาคย่อย” สู่การเป็นสายการบินขนส่งสินค้าระดับ Intra-Asia ที่เชื่อมตลาดสำคัญของเอเชียเข้าด้วยกันอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสอดรับกับแนวคิดการใช้เชียงรายเป็นจุดแวะพักหรือฐานปฏิบัติการหลักในเส้นทางวงรอบใหม่

โครงสร้างพื้นฐานสนามบินเชียงราย พร้อมแค่ไหนสำหรับเครื่องบินลำตัวกว้าง

ในมิติทางเทคนิค ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มีคุณสมบัติที่ถือว่า “ตอบโจทย์” การปฏิบัติการของเครื่องบินขนส่งลำตัวกว้างอย่าง B767-300SF ได้อย่างครบถ้วน

  1. ทางวิ่ง (Runway) และความแข็งแรงผิวทาง
  • ทางวิ่งยาวประมาณ 3,000 เมตร กว้าง 45 เมตร เป็นมาตรฐานที่รองรับการขึ้น–ลงของเครื่องบินขนาดใหญ่ได้โดยไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนักบรรทุกจนเสียความคุ้มค่า
  • ค่าความแข็งแรงของผิวทาง (PCN) อยู่ในระดับสูงกว่าค่าความต้องการของเครื่องบิน B767 อย่างชัดเจน ทำให้มั่นใจได้ว่าการใช้งานต่อเนื่องจะไม่สร้างภาระต่อโครงสร้างทางวิ่งและลานจอดเกินขีดจำกัด
  1. หลุมจอด (Apron) และพื้นที่ภาคพื้น
    จากการตรวจเยี่ยมพื้นที่ของคณะ K-Mile เจ้าหน้าที่สนามบินได้พาเยี่ยมชมบริเวณหลุมจอดที่สามารถจัดสรรให้รองรับเครื่อง B767-300SF ได้ รวมถึงพื้นที่ที่สามารถจัดเตรียมเป็นคลังสินค้า สำนักงาน และพื้นที่เก็บอุปกรณ์ภาคพื้น (GSE)

การที่สนามบินมีพื้นที่สำรองสำหรับการจัดสรรใหม่ ถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ เมื่อเทียบกับสนามบินใหญ่ที่มักมีพื้นที่ใช้งานหนาแน่นและยากต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาคพื้น

  1. การเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
    ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เปิดให้บริการ ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญของธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ ที่นิยมบินในช่วงกลางคืนเพื่อให้สินค้าไปถึงปลายทางในเช้าวันถัดไป

ในเชิงปฏิบัติการ ระบบ 24 ชั่วโมงช่วยให้สายการบินสามารถวางตารางบินแบบ “หมุนรอบ” (Round Trip) ได้อย่างยืดหยุ่น เช่น ออกจากเชียงรายช่วงดึก มุ่งหน้าเดลี–เซิ้นเจิ้น–กัวลาลัมเปอร์ ก่อนหมุนกลับเข้าสู่เชียงรายในช่วงเช้า เพื่อเตรียมเที่ยวบินถัดไป

‘ถ้าหาก’ สามารถบินในเส้นทางยุทธศาสตร์ เชียงราย–เดลี–เซิ้นเจิ้น–กัวลาลัมเปอร์

หนึ่งในหัวใจสำคัญของแผนงานครั้งนี้ คือการออกแบบเส้นทางบินแบบ Cargo Flight ที่ไม่ใช่เพียง “บินให้ถึงปลายทาง” หากเป็นไปได้และสามารถต้องตอบโจทย์ทั้งปริมาณสินค้า ทิศทางการค้า และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในทุกช่วงเส้นทาง 

เชียงราย เดลี ประตูผลไม้และอิเล็กทรอนิกส์สู่เอเชียใต้
ภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะเชียงราย–เชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง เป็นแหล่งผลิต ผลไม้เมืองร้อนและเมืองหนาวมูลค่าสูง เช่น ลำไย ลิ้นจี่ มะม่วง รวมถึงทุเรียนที่กำลังขยายพื้นที่ปลูก สินค้าเหล่านี้มีความไวต่อเวลา การขนส่งผ่านสุวรรณภูมิ แม้จะมีเที่ยวบินหนาแน่น แต่ต้องแบกรับทั้งเวลาขนส่งทางบกจากภาคเหนือสู่กรุงเทพฯ และความแออัดของคลังสินค้า

การใช้สนามบินเชียงรายเป็นจุดขึ้นสินค้าโดยตรง ช่วย “ตัดตอน” ระยะเวลาและขั้นตอนหลายช่วง หากสามารถส่งสินค้าไปเดลีได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง จะเพิ่มโอกาสแข่งขันของผลไม้ไทยในตลาดอินเดียอย่างมีนัยสำคัญ

ในอีกด้านหนึ่ง นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ เช่น ลำพูน เป็นฐานการผลิต ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ส่งออกไปยังหลายประเทศ รวมถึงอินเดีย การมีเส้นทางบินขนส่งสินค้าจากเชียงรายโดยตรง ทำให้ระบบส่งออกแบบ Just-in-Time มีความคล่องตัวมากขึ้น

เดลี เซิ้นเจิ้น เชื่อมตลาดยักษ์สองฟากเอเชีย

ช่วงเส้นทางระหว่างเดลีกับเซิ้นเจิ้น เชื่อมสองเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของเอเชียเข้าด้วยกัน แม้บริบททางการเมืองและเศรษฐกิจจะมีความซับซ้อน แต่ในทางห่วงโซ่อุปทานการผลิต สินค้าจำนวนมากยังหมุนเวียนระหว่างจีนและอินเดีย ทั้งวัตถุดิบ สิ่งทอ และชิ้นส่วนประกอบ

สำหรับสายการบินขนส่งสินค้า การมีจุดแวะที่เซิ้นเจิ้นยังเปิดโอกาสให้รองรับสินค้ากลับในขาเข้าสู่อาเซียน โดยเฉพาะสินค้า E-commerce จากจีนตอนใต้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ระดับโลก

เซิ้นเจิ้น กัวลาลัมเปอร์ เส้นเลือดใหญ่ของพัสดุออนไลน์
กัวลาลัมเปอร์ถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางกระจายสินค้าของ E-commerce ในอาเซียน มีศูนย์กระจายของแบรนด์ใหญ่ เช่น Lazada, Shopee และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ การเชื่อมเส้นทางเซิ้นเจิ้น–กัวลาลัมเปอร์ด้วยเครื่องบินขนส่งลำตัวกว้าง ทำให้ K-Mile สามารถดึงปริมาณพัสดุที่มีน้ำหนักเบาแต่ใช้พื้นที่มากได้อย่างคุ้มค่า

กัวลาลัมเปอร์ เชียงราย ปิดวงรอบเส้นทาง พร้อมสินค้าขากลับ
ในขากลับสู่เชียงราย เครื่องบินสามารถบรรทุกสินค้านำเข้า สินค้าอุปโภคบริโภค และพัสดุออนไลน์สำหรับตลาดภาคเหนือ ทำให้เที่ยวบินไม่ต้อง “ตีเปล่า” และช่วยให้เส้นทางทั้งวงรอบมีความสมดุลในเชิงรายได้

เศรษฐกิจหลังสนามบิน ภาคเหนือได้อะไรจาก Cargo Hub เชียงราย

หากโครงการนี้เดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ประโยชน์ไม่ได้จำกัดอยู่ที่สนามบินหรือสายการบินเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึง

  • ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าเกษตร ในเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง ที่จะมีช่องทางใหม่ในการส่งออกสินค้ามูลค่าสูงสู่ตลาดอินเดีย จีน และอาเซียน
  • ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมในนิคมลำพูน–เชียงใหม่ ที่สามารถลดต้นทุนด้านเวลา และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสินค้าคงคลัง
  • ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ท้องถิ่น ที่อาจถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย เช่น การให้บริการขนส่งทางบกสู่สนามบิน (Road Feeder Service) การจัดการคลังสินค้า และบริการเสริมอื่น ๆ
  • การค้าชายแดนและเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่สามารถเชื่อมสินค้าจากแม่สาย–เชียงของ–เชียงแสน เข้าสู่ระบบขนส่งทางอากาศได้รวดเร็วขึ้น ลดการพึ่งพาเส้นทางเรือเพียงช่องทางเดียว

ในภาพรวม โครงการนี้สอดคล้องกับแนวคิดการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค และลดการรวมศูนย์ด้านโลจิสติกส์ที่สนามบินหลักเพียงแห่งเดียว ซึ่งเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ของประเทศ

ความท้าทาย โซ่ความเย็น ปริมาณสินค้า และหมอกควัน

แม้ภาพรวมจะมีศักยภาพสูง แต่รายงานเชิงลึกก็สะท้อนชัดว่า โครงการลักษณะนี้ไม่ได้ไร้ข้อท้าทาย

  1. ระบบห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain Logistics)
    สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เช่น ทุเรียน ลำไย หรือผลไม้สดอื่น ๆ ต้องการระบบควบคุมอุณหภูมิที่เข้มงวด ตั้งแต่ฟาร์ม–คลัง–สนามบิน–เครื่องบิน หากคลังสินค้าแช่เย็นในสนามบินเชียงรายยังมีขนาดจำกัด การรองรับปริมาณสินค้าระดับ 30–50 ตันต่อเที่ยวบินจะเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข

แนวทางหนึ่งที่ถูกเสนอ คือ การลงทุนในอุปกรณ์ภาคพื้น เช่น รถเข็นสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิ (Cool Dollies) และการจัดทำคลังเย็นชั่วคราวหรือถาวรในเขตคลังสินค้าของสนามบิน

  1. ความผันผวนของปริมาณสินค้า
    สินค้าเกษตรมีฤดูกาลชัดเจน หากไม่มีการผสมผสานสินค้าอุตสาหกรรมมาช่วยเสริม อาจทำให้ปริมาณบรรทุกไม่สม่ำเสมอในบางช่วงปี รายงานจึงเสนอแนวคิดการทำสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และผู้ส่งออกสินค้าจากนิคมลำพูน เพื่อสร้าง “ฐานสินค้าถาวร” ให้เที่ยวบินมีความคุ้มค่าอย่างต่อเนื่อง
  2. ปัญหาหมอกควันและทัศนวิสัยการบิน
    ภาคเหนือเผชิญปัญหาฝุ่นควันและ PM2.5 เป็นประจำในบางช่วงของปี แม้ระบบนำร่องการบินและสมรรถนะของเครื่องบินจะรองรับการปฏิบัติการในสภาวะดังกล่าวได้ แต่การจัดทำแผนสำรอง เช่น การเบนเที่ยวบินไปยังสนามบินสำรองในกรณีฉุกเฉิน ก็เป็นสิ่งที่ต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า

ทางแยกเชิงยุทธศาสตร์ จากการหารือสู่การลงมือทำ

รายงานการศึกษาเชิงลึกที่แนบมากับการหารือ ได้เสนอ “โรดแมปเบื้องต้น” สำหรับการเดินหน้าโครงการใน 3 ระยะ ได้แก่

  • ระยะสั้น (1–3 เดือน)
    ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง K-Mile Air กับผู้บริหารสนามบินเชียงราย ทดสอบระบบจอดและอุปกรณ์ภาคพื้นสำหรับ B767 และหารือกับหน่วยงานศุลกากรเพื่อรองรับปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง
  • ระยะกลาง (3–6 เดือน)
    ติดตั้งระบบ Cold Chain ชั่วคราว ทำสัญญาระยะยาวกับผู้ส่งออกในลำพูน–เชียงใหม่ เริ่มทดลองเที่ยวบินปฐมฤกษ์ (Inaugural Flight) และประเมินผลเชิงปฏิบัติการจริง
  • ระยะยาว (1 ปีขึ้นไป)
    พัฒนาโครงสร้างถาวร เช่น คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และระบบขนส่งทางบกเชื่อมสนามบินกับฐานการผลิตและด่านชายแดนต่าง ๆ เพื่อให้เชียงรายทำหน้าที่เป็น “Aviation Economic Corridor” ได้อย่างแท้จริง

ในภาพรวม โครงการนี้สอดรับทั้งกับนโยบายของภาครัฐในการผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค และแนวคิดของ ทอท. และท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย ที่ต้องการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุด

เชียงรายบนเส้นทางใหม่ของท้องฟ้าเศรษฐกิจ

หากย้อนมองภาพสนามบินเชียงรายเมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่เน้นรองรับเที่ยวบินผู้โดยสารในประเทศและนักท่องเที่ยวจำนวนไม่มาก การพูดถึง “เส้นทางบินขนส่งสินค้าลำตัวกว้าง เชียงราย–เดลี–เซิ้นเจิ้น–กัวลาลัมเปอร์” อาจดูเป็นเรื่องไกลตัว

แต่วันนี้ ภายใต้บริบทที่ระบบโลจิสติกส์ทางอากาศกำลังกลายเป็น “เส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจยุคดิจิทัล” การที่สายการบินขนส่งสินค้าเฉพาะทางอย่าง K-Mile Air หันมาให้ความสนใจเชียงราย และร่วมกันประเมินศักยภาพกับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงอย่างจริงจัง ย่อมสะท้อนว่า เมืองเล็กริมโขงแห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียง “จุดหมายปลายทางท่องเที่ยว” อีกต่อไป เชียงรายกำลังยืนอยู่บน “ทางแยกเชิงยุทธศาสตร์”  เส้นหนึ่ง คือการคงบทบาทสนามบินท่องเที่ยวอย่างเดียว อีกเส้นหนึ่ง คือการยกระดับตัวเองสู่การเป็นศูนย์กลางขนส่งสินค้าทางอากาศของภูมิภาค ที่เชื่อมภาคเหนือของไทยเข้ากับตลาดใหญ่ในเอเชียใต้ จีน และอาเซียน

การหารือครั้งล่าสุดระหว่าง ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และ K-Mile Air จึงไม่ใช่เพียงการประชุมในห้องปิด หากเป็น “จุดเริ่มต้นของเรื่องเล่าบทใหม่” ของเชียงรายในฐานะเมืองที่พร้อมใช้ท้องฟ้าเป็นพื้นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อให้ประโยชน์ตกสู่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนในภูมิภาคอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
  • บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด
  • https://www.tatnews.org/2024/03/aot-kicks-off-pushing-thailand-to-top-of-aviation-hub/
  • https://www.bangkokpost.com/business/general/637264/airports-get-25-leap-in-passengers
  • https://www.khaosodenglish.com/news/2023/10/20/chiang-mai-airport-launches-24-hour-service-in-november/
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME