Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

อบจ.เชียงราย หนุนงบอนุรักษ์ประเพณี 9 ชาติพันธุ์ ปั้นดงมหาวันสู่แหล่งท่องเที่ยวส่งออกวัฒนธรรม

บ้านป่าสักงาม โมเดลพหุวัฒนธรรม 9 ชนเผ่า สู่การเป็นห้องเรียนมีชีวิตแห่งเชียงราย


เชียงราย, 20 ธันวาคม 2568 – สายลมหนาวปลายปีพัดผ่านทุ่งดอกดาวเรืองสีทองของบ้านป่าสักงาม ขณะที่เสียงปี่ เสียงกลอง และภาษาชนเผ่านานานับไม่ถ้วนขับขานรับแขกผู้มาเยือนจากทั่วจังหวัด ภายใต้ฉากหลังของภูเขาและหมอกบางยามเช้า ชุมชนเล็ก ๆ แห่งอำเภอเวียงเชียงรุ้งกำลังก้าวขึ้นสู่เวทีสาธารณะอีกครั้ง ในฐานะ “ห้องเรียนพหุวัฒนธรรมมีชีวิต” ของจังหวัดเชียงราย

เช้าวันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม 2568 บริเวณลานกิจกรรมบ้านป่าสักงาม (คุ้มเวียงราชพลี) ตำบลดงมหาวัน แน่นขนัดไปด้วยประชาชนจาก 9 กลุ่มชาติพันธุ์ เยาวชน นักเรียน ผู้นำชุมชน และหน่วยงานท้องถิ่นกว่า 250 คน ที่มาร่วมในพิธีเปิด โครงการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมชนเผ่าตำบลดงมหาวัน” โดยมี นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) เป็นประธาน พร้อมด้วยสมาชิกสภา อบจ.เชียงราย ตัวแทนผู้นำท้องถิ่น และคณะกรรมการชุมชนร่วมเป็นสักขีพยาน

โครงการดังกล่าวถูกวางบทบาทให้เป็น “กลไกกลาง” เชื่อมร้อยอัตลักษณ์ของทั้ง 9 ชนเผ่า เข้ากับการพัฒนาชุมชนสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน เป้าหมายไม่ใช่เพียงการจัดงานเทศกาลเพื่อความคึกคักในระยะสั้น แต่คือการวางรากฐานให้คนรุ่นหลังได้มีพื้นที่เรียนรู้มรดกของตนเอง และใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของบ้านป่าสักงามในระยะยาว

ที่สำคัญ บทความข่าวชิ้นนี้มิได้อ้างตนเป็นงานวิชาการหรือบทความเชิงวิจัย หากแต่เป็น รายงานข่าวเชิงลึก” ที่รวบรวมข้อมูลจากเอกสารออนไลน์ของหน่วยงานรัฐ ข่าวประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ และคำบอกเล่าของคนในชุมชน ผู้เขียนยินดีอย่างยิ่งหากนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญด้านชาติพันธุ์ศึกษาและการพัฒนาชุมชนจะเข้ามาเพิ่มเติม แก้ไข และต่อยอดข้อมูล เพื่อให้ภาพของบ้านป่าสักงามสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในอนาคต

จากการรวมตัว 9 ชนเผ่า สู่ “คุ้มเวียงราชพลี”

บ้านป่าสักงาม (คุ้มเวียงราชพลี) หมู่ที่ 9 ตำบลดงมหาวัน อำเภอเวียงเชียงรุ้ง ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2547 จากการรวมตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ถึง 9 ชนเผ่า ได้แก่ ม้ง อาข่า ลาหู่ ลีซู เมี่ยน จีนยูนนาน ไทลื้อ ไทใหญ่ และคะฉิ่น รวมประมาณ 304 หลังคาเรือน ประชากรราว 1,500 คน

การรวมตัวครั้งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความจำเป็นด้านที่อยู่อาศัย หากยังเป็นการ “ต่อรองสถานะ” กับสังคมภายนอก ชุมชนต้องการพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ใช่เพียง “ผู้บุกรุกป่า” หรือ “แรงงานอพยพไร้ตัวตน” หากแต่เป็นพลเมืองที่มีวัฒนธรรม ทุนทางความรู้ และศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่อย่างสร้างสรรค์

ชื่อ “เวียงราชพลี” หรือที่คนในพื้นที่บางครั้งเรียกว่า “บ้านเวียงฟ้า” สะท้อนความใฝ่ฝันของชุมชนที่จะยกระดับหมู่บ้านให้เป็น “เวียง” หรือเมืองน้อย ๆ ที่มีศักดิ์ศรีและความสง่างาม ท่ามกลางภูมิประเทศแบบที่ราบสลับเนินเขา ซึ่งเหมาะแก่การทำเกษตรผสมผสานและการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ชุมชนได้เรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างทางภาษา ความเชื่อ และประเพณี ผ่านการตั้งคณะกรรมการกลุ่มชาติพันธุ์ 9 ชนเผ่า ทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างหมู่บ้านกับหน่วยงานรัฐ รวมถึงการจัดกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานประเพณี กีฬาเยาวชน และกิจกรรมจิตอาสาในระดับตำบล

โครงสร้างพื้นฐาน ถนน แสงสว่าง และน้ำสะอาด ที่ทำให้หมู่บ้านไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

แม้จะเป็นหมู่บ้านชายขอบ แต่บ้านป่าสักงามไม่ใช่พื้นที่ที่รัฐละเลย แผนพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. 2566–2570 ของ องค์การบริหารส่วนตำบลดงมหาวัน (อบต.ดงมหาวัน) ระบุโครงการสำคัญหลายโครงการที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและรองรับการท่องเที่ยว เช่น

  • การก่อสร้างถนนลาดยางและถนนแอสฟัลต์คอนกรีต เส้นทางบ้านป่าสักงาม–เวียงราชพลี–ที่ทำการ อบต.ดงมหาวัน รวมระยะทางเกือบ 6 กิโลเมตร วงเงินประมาณ 2 ล้านบาทต่อปี
  • การติดตั้งไฟกิ่งพลังงานแสงอาทิตย์ใน 11 หมู่บ้านของตำบล ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจรยามค่ำคืนและลดต้นทุนค่าไฟของท้องถิ่น
  • การพัฒนาหนองไคร้ หมู่ 9 ให้เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และกำจัดผักตบชวาอย่างเป็นระบบ
  • การจัดทำระบบกรองน้ำดื่มชุมชนและบ่อบาดาลพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาดอย่างทั่วถึง
  • การติดตั้งระบบเสียงตามสายในหมู่บ้าน เพื่อใช้กระจายข่าวสารจากภาครัฐและชุมชน ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูล

แม้โครงการเหล่านี้จะเป็นเพียง “โครงสร้างพื้นฐานพื้นฐาน” หากแต่มันคือรากฐานสำคัญในการทำให้ชุมชนสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีศักดิ dignity และเปิดประตูให้คนภายนอกเข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตของ 9 ชนเผ่าได้สะดวกขึ้น

9 ชนเผ่า 1 ชุมชน พหุวัฒนธรรมที่หายใจได้

เสน่ห์ของบ้านป่าสักงามอยู่ที่การที่ผู้มาเยือนสามารถสัมผัสวัฒนธรรมของ 9 ชนเผ่าได้ในพื้นที่เดียว การเดินเพียงไม่กี่ร้อยเมตรอาจได้ยินทั้งเสียงภาษาม้ง อาข่า ลาหู่ และคำเมืองสลับไปมา ราวกับกำลังเดินอยู่ใน “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต”

  • กลุ่มม้ง มีบทบาทเด่นในงานประเพณีปีใหม่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก อบต.ดงมหาวัน ทั้งในด้านงบประมาณและพื้นที่จัดงาน งานปีใหม่ม้งจึงไม่เพียงเป็นเทศกาลของเผ่าตนเอง หากยังเป็นเวทีให้ชนเผ่าอื่นและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านการแต่งกาย การเล่นลูกข่าง ขว้างลูกช่วง และการละเล่นดั้งเดิม
  • กลุ่มลีซู อาข่า ลาหู่ และเมี่ยน สืบทอดภูมิปัญญาด้านการเกษตรบนพื้นที่สูง การจัดการป่า และการใช้ยาสมุนไพรพื้นบ้าน วัฒนธรรมความเชื่อเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษและเทพเจ้าผูกพันกับการดูแลป่า น้ำ และภูเขา ซึ่งกลายเป็นฐานคิดสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระดับชุมชน
  • กลุ่มไทลื้อและไทใหญ่ นำวัฒนธรรมแบบที่ราบลุ่มน้ำและล้านนามาผสมผสาน ทั้งการทอผ้า อาหาร และประเพณีทางพุทธศาสนา ทำให้ชุมชนสามารถเชื่อมต่อกับสังคมเมืองเชียงรายได้อย่างกลมกลืน
  • กลุ่มจีนยูนนาน มีบทบาทด้านการค้าและอาหาร สร้างสีสันให้ตลาดชุมชนด้วยเมนูจีนยูนนานและชาร้อนบนดอย
  • กลุ่มคะฉิ่น แม้มีจำนวนไม่มาก แต่ยังคงรักษาการฟ้อนรำ “มาเนา” และพิธีกรรมเฉพาะตัวไว้ เป็นหลักฐานของการเดินทางข้ามพรมแดนรัฐชาติที่ยาวนานของกลุ่มชาติพันธุ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การอยู่ร่วมกันของคนทั้ง 9 เผ่ามิใช่เรื่องง่าย ความต่างทางภาษาและศาสนามักสร้างความไม่เข้าใจในระยะแรก แต่ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ชุมชนใช้ “ประเพณีร่วม” และ “พื้นที่กิจกรรมร่วม” เป็นเครื่องมือสำคัญ ตั้งแต่งานกีฬาเด็กและเยาวชนตำบล การบวชลูกแก้ว การทำบุญหมู่บ้าน ไปจนถึงการจัดตลาดวัฒนธรรมในช่วงเทศกาลสำคัญ ทำให้ความต่างค่อย ๆ กลายเป็นพลัง

ม่อนดาวเรือง ดอกไม้สีทองที่เปลี่ยนภูเขาให้เป็นเวทีท่องเที่ยว

หากพูดถึงบ้านป่าสักงามในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ภาพที่มักปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์คือ ม่อนดาวเรือง” – ทุ่งดอกดาวเรืองสีเหลืองทองบนเนินเขา ที่สมาชิกในชุมชน 18 ครอบครัวร่วมกันพัฒนา

เริ่มต้นจากการมองหา “พืชเศรษฐกิจ” ที่เหมาะกับสภาพพื้นที่และสามารถสร้างภาพจำให้หมู่บ้านได้ ชาวบ้านจึงทดลองปลูกดอกดาวเรืองในพื้นที่บนเขา ปรับผังแปลงให้เป็นมุมมองกว้างรับกับภูเขาและท้องฟ้า เมื่อถึงฤดูดอกบาน ภูเขาทั้งลูกกลายเป็นผืนผ้าสีทองดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ขึ้นมาถ่ายภาพและชมวิว

รายได้จากการขายดอกดาวเรืองตัดดอก และค่าบริการเล็กน้อยจากจุดชมวิวกลายเป็นรายได้เสริมของครอบครัว ขณะที่ภาพของม่อนดาวเรืองยังถูกใช้เป็น “หน้าตา” ของคุ้มเวียงราชพลีในการประชาสัมพันธ์งานวัฒนธรรมและเทศกาลต่าง ๆ ของตำบลดงมหาวันอีกด้วย

โมเดลดังกล่าวสะท้อนการใช้ที่ดินอย่างคุ้มค่าในพื้นที่จำกัด สร้างรายได้โดยไม่ทำลายภูเขาจนเกินสมดุล และยังผูกโยงการเกษตรเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม

เงาแห่งความเปราะบาง ปัญหาที่ดินและสิทธิของคนชายขอบ

ภายใต้ภาพสวยงามของดอกไม้และชุดชนเผ่าหลากสี บ้านป่าสักงามยังต้องเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจละเลยได้ โดยเฉพาะ ข้อพิพาทเรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน

จากข้อมูลข่าวร้องเรียนของชุมชนในช่วงปลายปี 2566 มีการระบุว่าชาวบ้านกว่า 300 หลังคาเรือนถูกผู้ถือเอกสารสิทธิรายหนึ่งอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ที่ชุมชนอยู่อาศัยและทำกินมานานกว่า 15 ปี พร้อมแจ้งให้ย้ายออกภายในระยะเวลาอันสั้น สร้างความกังวลและความไม่มั่นคงด้านชีวิตให้กับประชาชนทั้ง 9 ชนเผ่า

ประธานกลุ่มชาติพันธุ์ 9 ชนเผ่าได้ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่าชุมชนได้ร่วมกันพัฒนาพื้นที่จากป่ารกร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งผลิตทางการเกษตรของอำเภอ การให้ชาวบ้านกว่า 1,500 คนต้องโยกย้ายในเวลาอันจำกัดจึงไม่เพียงเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ แต่ยังเป็นคำถามเรื่องความเป็นธรรมในระบบการจัดการที่ดินของรัฐ

แม้ข้อพิพาทจะยังอยู่ระหว่างกระบวนการเจรจาและตรวจสอบ แต่เหตุการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นว่า ความหลากหลายทางวัฒนธรรมไม่ได้ทำให้ชุมชนแข็งแกร่งเสมอไป หากไม่มีหลักประกันเชิงโครงสร้างรองรับ โดยเฉพาะสิทธิในที่ดินและทรัพยากรที่เป็นฐานชีวิตของผู้คน

พิธีเปิดโครงการ 20 ธันวาคม 2568 เวทีประกาศเจตจำนงของชุมชน

บรรยากาศในวันที่ 20 ธันวาคม 2568 จึงไม่ใช่เพียงงานรื่นเริง หากแต่เป็นเวทีประกาศเจตนารมณ์ของชุมชนต่อสาธารณะว่า บ้านป่าสักงามต้องการเดินหน้าบนเส้นทางของ “การอนุรักษ์ควบคู่การพัฒนา”

โครงการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมชนเผ่าตำบลดงมหาวันที่เปิดตัวในวันดังกล่าว มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่

  1. อนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นของทั้ง 9 ชนเผ่าให้เกิดความยั่งยืน
  2. เสริมสร้างความสามัคคีและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ในชุมชน
  3. พัฒนาศักยภาพชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในระดับจังหวัดเชียงราย

ภายในงานมีการแสดงวัฒนธรรมของแต่ละชนเผ่า การเดินแฟชั่นชุดประจำเผ่า การจำหน่ายผลิตภัณฑ์แฮนด์เมด เช่น ผ้าปัก เครื่องเงิน เครื่องจักสาน และอาหารพื้นถิ่นที่ผสมผสานอิทธิพลจีน–ล้านนา–ชนเผ่าบนดอยอย่างลงตัว

การที่ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมด้วยสมาชิกสภาจังหวัดและผู้นำท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่า บ้านป่าสักงามไม่ได้ยืนอยู่ลำพังในสมรภูมิการรักษาอัตลักษณ์และสิทธิในพื้นที่ของตนเอง

เยาวชน สะพานเชื่อมอดีตสู่อนาคต

หัวใจสำคัญของการที่หมู่บ้านแห่งนี้จะยืนหยัดได้ในระยะยาวคือ “เยาวชน” ชุมชนบ้านป่าสักงามใช้วิธี “เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ” เป็นหลัก ตั้งแต่การให้เด็ก ๆ เข้าร่วมขบวนแห่ประเพณีปีใหม่ม้ง ฝึกเต้นรำและร้องเพลงของแต่ละเผ่า ไปจนถึงการช่วยพ่อแม่ขายสินค้าวัฒนธรรมในงานเทศกาล

เมื่อเยาวชนได้เห็นว่าภูมิปัญญาของบรรพบุรุษสามารถแปรเปลี่ยนเป็นรายได้และความภาคภูมิใจ พวกเขาย่อมมีแรงจูงใจในการรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง มากกว่าการละทิ้งหมู่บ้านไปหางานในเมืองใหญ่

ในอีกด้านหนึ่ง การใช้ภาษาไทยกลางและภาษาคำเมืองควบคู่กับภาษาชนเผ่า ทำให้เด็กและเยาวชนเติบโตขึ้นมาในฐานะ “คนพหุวัฒนธรรม” ที่สื่อสารได้หลายภาษา เข้าใจทั้งโลกของชุมชนบนดอยและโลกสมัยใหม่ในเมือง ชุดทักษะนี้นับเป็นทุนมนุษย์ที่สำคัญของพื้นที่ชายขอบอย่างเวียงเชียงรุ้ง

ข้อสังเกตเชิงนโยบายและคำชวนคิดถึงสังคมวงกว้าง

กรณีของบ้านป่าสักงาม (คุ้มเวียงราชพลี) ชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ

ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ไม่ใช่ภาระ หากได้รับการออกแบบให้เป็นทรัพยากร ชุมชนที่มี 9 ชนเผ่าสามารถใช้ทุนวัฒนธรรมสร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเสริมสร้างความสามัคคีได้จริง เมื่อมีเวทีให้ทุกเผ่ามีตัวตนและเสียงของตนเอง โครงสร้างพื้นฐานและสิทธิในที่ดินคือเงื่อนไขฐานรากของการพึ่งพาตนเอง ถนน น้ำสะอาด ไฟฟ้า และระบบสื่อสาร ช่วยให้หมู่บ้านเข้าถึงโอกาสจากภายนอก แต่หากสิทธิในที่ดินยังไม่มั่นคง ความพยายามทั้งหมดอาจถูกสั่นคลอนในพริบตา เยาวชนคือสะพานเชื่อมอดีต–ปัจจุบัน–อนาคต หากคนรุ่นใหม่มองเห็นคุณค่าของภาษาตนเอง งานฝีมือของบรรพบุรุษ และภูมิปัญญาการจัดการป่า เชียงรายและประเทศไทยก็จะมี “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่แข็งแรงไว้ต่อรองกับความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่

ในมุมของสังคมวงกว้าง บ้านป่าสักงามอาจเป็นเพียงชื่อหมู่บ้านเล็ก ๆ ในแผนที่เชียงราย แต่สำหรับผู้ที่เคยสัมผัสหรือติดตามเรื่องราวของชุมชนแห่งนี้ มันคือ “พื้นที่ทดลอง” สำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพความแตกต่าง การใช้ทุนวัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจ และการต่อรองสิทธิของคนชายขอบในระบบรัฐชาติสมัยใหม่

บทความข่าวนี้ทำหน้าที่เพียง “บันทึกชั่วคราว” จากข้อมูลที่สืบค้นได้ทางอินเทอร์เน็ตและคำบอกเล่าจากพื้นที่ อาจยังมีช่องว่าง ความคลาดเคลื่อน หรือมุมมองที่ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด ผู้เขียนและกองบรรณาธิการพร้อมอย่างยิ่งหากนักวิชาการ นักวิจัย หรือผู้รู้ในพื้นที่จะเข้ามาเพิ่มเติม ตรวจสอบ และปรับแก้ เพื่อให้เรื่องราวของบ้านป่าสักงามถูกเล่าอย่างรอบด้านและเป็นธรรมที่สุด

เพราะท้ายที่สุด ความเข้มแข็งของคุ้มเวียงราชพลีมิใช่เพียงความสามารถในการจัดงานประเพณีหรือดึงดูดนักท่องเที่ยว หากแต่คือความสามารถในการยืนยันว่า “ทุกคนมีสิทธิที่จะรักษารากเหง้าของตนเอง และมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ที่เรียกว่า ‘บ้าน’”

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • “แผนพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. 2566–2570” ขององค์การบริหารส่วนตำบลดงมหาวัน ว่าด้วยโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบน้ำสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบสื่อสารในพื้นที่หมู่ที่ 9
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

นวัตกรรม NbS และพลังศิลปะ ทางรอดใหม่ของเชียงรายท่ามกลางปัญหาน้ำท่วมและ PM2.5 ปี 2568

ส่องความร่วมมือ IKI-RECOFTC ปั้นเชียงรายต้นแบบเมืองยืดหยุ่นด้วยธรรมชาติและงานศิลป์

เชียงราย, 20 ธันวาคม 2568 –เดือนธันวาคมที่ลมหนาวพัดผ่านตัวเมืองเชียงราย เสียงฝีเท้าผู้คนหลั่งไหลเข้าสู่ Central Art Gallery ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ไม่ใช่เพียงเพื่อชมงานศิลปะทั่วไป แต่คือการมองหาคำตอบว่า “เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้จะอยู่รอดอย่างไรท่ามกลางภัยโลกรวน” ในนิทรรศการที่มีชื่อยาวแต่คมชัดว่า
“Urban Resilience Art Exhibition ธรรมชาติ นิเวศ วิถี ผู้คน เมืองเชียงราย”

นิทรรศการศิลปะเชิงสังคมครั้งนี้จัดแสดงระหว่างวันที่ 6 ธันวาคม 2568 ถึง 6 มกราคม 2569 เปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี และถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่จัดแสดงภาพวาดหรือผลงานศิลป์ หากแต่เป็น “ห้องทดลองทางความคิด” ของทั้งศิลปิน นักวิชาการ ภาคประชาชน และหน่วยงานท้องถิ่น ที่ต้องการหาทางออกให้เมืองเชียงรายท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและถี่ขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ศิลปะในห้างสรรพสินค้า ด่านหน้าใหม่ของการสื่อสารเรื่องภัยสภาพภูมิอากาศ

นิทรรศการ Urban Resilience Art Exhibition เกิดจากความร่วมมือของ รีคอฟ ประเทศไทย (RECOFTC Thailand) ภายใต้โครงการ Urban Resilience Building and Nature (URBAN) ร่วมกับกลุ่มศิลปินขัวศิลปะ เครือข่ายศิลปินเชียงราย และองค์กรภาคีในจังหวัด โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก แผนงานป้องกันสภาพภูมิอากาศระดับสากล (International Climate Initiative: IKI) สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

ท่ามกลางโถงกว้างของห้างสรรพสินค้า ผลงานศิลปะกว่า 50 ชิ้น จากศิลปินเชียงรายมากกว่า 30 คน รวมถึงผลงานของศิลปินแห่งชาติ ถูกจัดวางอย่างประณีต ทั้งภาพวาด จิตรกรรม ประติมากรรม และงานศิลปะจัดวาง (installation) ที่เล่าเรื่องเดียวกันในหลากหลายมุมมอง – เรื่องของสายน้ำ ป่าเขา ความหลากหลายทางชีวภาพ และชีวิตผู้คนที่พึ่งพาธรรมชาติ

ศิลปะแต่ละชิ้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงความงามของภูมิทัศน์เมืองเหนือ หากยังสะท้อน “รอยแผล” จากน้ำท่วมใหญ่ ไฟป่า หมอกควัน PM2.5 และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เชียงรายเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพของถนนสายหลักที่กลายเป็นทางน้ำ ภาพโครงสร้างพื้นฐานที่เบียดบังพื้นที่ชุ่มน้ำ และเงาร่างของคนตัวเล็ก ๆ ที่ต้องรับภาระจากการพัฒนาที่ละเลยต้นทุนทางธรรมชาติ ถูกเล่าออกมาด้วยภาษาศิลปะที่ตรงไปตรงมาแต่ทรงพลัง

นิทรรศการจึงทำหน้าที่เป็น “สื่อกลาง” ระหว่างวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมกับความรู้สึกของผู้คน – ทำให้คำที่ดูไกลตัวอย่าง “การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ (adaptation)” หรือ “แนวทางแก้ปัญหาที่อาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions: NbS)” กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นและเข้าใจได้ผ่านภาพ สี และเรื่องเล่า

URBAN ใช้ต้นทุนธรรมชาติกู้เมืองเชียงราย

เบื้องหลังนิทรรศการนี้ คือโครงการ เสริมสร้างขีดความสามารถเมืองและธรรมชาติในการตั้งรับปรับตัวต่อผลกระทบจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ” หรือ URBAN ที่ดำเนินงานในตัวเมืองเชียงรายตั้งแต่ปี 2567 โดยร่วมกับภาคีหลายฝ่ายศึกษาข้อมูลพื้นที่สีเขียว พื้นที่ชุ่มน้ำ แม่น้ำ และพื้นที่สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ในเมือง

ข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ URBAN รวบรวม – ตั้งแต่แนวลำน้ำสาขาของแม่น้ำกก แหล่งน้ำประจำชุมชน พื้นที่ชุ่มน้ำขนาดเล็ก ไปจนถึงสวนสาธารณะและเกาะกลางถนน – ถูกใช้เป็นฐานในการออกแบบ แนวทาง NbS เพื่อทำให้เมืองมี “ความยืดหยุ่น” (resilience) ต่อภัยพิบัติ เช่น การใช้แนวต้นไม้ริมลำน้ำช่วยชะลอน้ำหลาก การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นแก้มลิงธรรมชาติ หรือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชนเพื่อลดอุณหภูมิในเมือง

นิทรรศการจึงไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์โครงการ แต่เป็นการชวนชุมชนเมืองเชียงรายมามีส่วนร่วม “ตีความเมืองของตนเองใหม่” เห็นคุณค่าของต้นทุนทางธรรมชาติที่ยังเหลืออยู่ และคิดร่วมกันว่าจะใช้มันอย่างไรให้เมืองอยู่รอดในยุคโลกร้อน

ในวันเปิดนิทรรศการ ยังมีวงเสวนา เมืองในธรรมชาติ ธรรมชาติในเมือง” ที่นำโดยตัวแทนจากชุมชนดอยพระบาท นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศอย่าง IUCN ตัวแทนจากมูลนิธิมดชนะภัย รวมถึงผู้แทนเทศบาลนครเชียงราย มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติด้วย NbS โดยมีรีคอฟ ประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินรายการ

หนึ่งในสารสำคัญจากวงเสวนา คือการย้ำว่าการสร้างเมืองที่ทนทานต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ไม่สามารถทำได้ด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผสาน วิทยาศาสตร์–สังคมวัฒนธรรม–การพัฒนาเมือง–และการสื่อสาร เข้าด้วยกัน และเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการลงมือทำ

เสียงจากศิลปินและผู้นำท้องถิ่น เมื่อศิลปะไม่ใช่แค่ “ภาพสวย” แต่คือคำประกาศเจตจำนงของเมือง

บรรยากาศในห้องแสดงงานเงียบสงบแต่เต็มไปด้วยการสนทนา หลายคนยืนนิ่งอยู่หน้าภาพวาดหมู่บ้านริมแม่น้ำที่กำลังเผชิญน้ำท่วม บ้างหยุดดูประติมากรรมที่ใช้เศษวัสดุจากเมืองมาจัดวางให้กลายเป็นภูเขาที่ถูกตัดหัว ทั้งหมดนี้สะท้อนมุมมองของศิลปินต่อเมืองที่ตนรัก

นายสุวิทย์ ใจป้อม ที่ปรึกษาสมาคมขัวศิลปะและหนึ่งในศิลปินที่ร่วมจัดแสดงผลงาน อธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัญหาที่เชียงรายเผชิญไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม

“มันเกี่ยวข้องกับปากท้อง สุขภาพ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความมั่นคงของชุมชนทั้งหมด นิทรรศการนี้จึงไม่ใช่แค่การโชว์ศิลปะ แต่คือการประกาศเจตจำนงร่วมกันของศิลปินเชียงรายว่า เราจะลุกขึ้นมาพูด ลุกขึ้นมาทำ และชวนชุมชนให้ลุกขึ้นมาร่วมกัน เพราะเชียงรายคือบ้านของเรา และธรรมชาติไม่ใช่ของที่มีไว้ใช้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่เราต้องดูแลและส่งต่อให้ดีกว่าเดิม”

คำกล่าวของเขาชี้ให้เห็นว่าศิลปินไม่ได้มองตนเองเป็นเพียงผู้สร้างผลงาน แต่เป็น “ผู้ส่งสัญญาณเตือนภัย” ต่อสังคม ผ่านภาษาที่เข้าถึงอารมณ์ของผู้ชมโดยตรง

ด้าน นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย มองบทบาทของศิลปะในมิติของการสร้างการมีส่วนร่วมและผู้นำรุ่นใหม่

“ผมมั่นใจว่าศิลปะจากพี่น้องศิลปินเชียงรายจะช่วยจูงใจคน ทำให้เกิดปราชญ์ชาวบ้านและเยาวชนรุ่นใหม่ที่รักธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และคิดวางแผนจัดการปัญหาได้สอดคล้องกับตัวตนของเชียงราย เมืองของเราจำเป็นต้องปรับตัวให้เป็นเมืองน่าอยู่ในสภาวะโลกที่กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว”

มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่าท้องถิ่นไม่ได้มองศิลปะเป็นเพียงงานวัฒนธรรมที่อยู่ปลายทาง หากแต่เป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหารจัดการเมืองและสร้าง “จิตสำนึกสาธารณะ” ให้กับคนในชุมชน

เมืองเปลี่ยน ธรรมชาติเปลี่ยน แต่โอกาสในการปรับตัวก็เปลี่ยนเช่นกัน

ตัวแทนจากโครงการ URBAN อย่าง ภัคเกษม ธงชัย เจ้าหน้าที่แผนงานด้านน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ (ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเวทีเสวนา) ชี้ให้เห็นความคาดหวังระยะยาวว่า แม้โครงการจะมีกำหนดสิ้นสุดในปี 2571 แต่สิ่งที่หวังคือ “ต้นทุนทางความรู้และต้นทุนทางสังคม” ที่จะถูกส่งต่อให้เมืองขับเคลื่อนได้เอง

สารที่ถูกย้ำในเวที คือ

  • วิทยาศาสตร์สามารถช่วยให้เรารู้ว่าเมืองกำลังเผชิญอะไร และมีความเสี่ยงอย่างไร
  • ศิลปะและการสื่อสารหลากรูปแบบช่วยให้ผู้คน “รู้สึก” กับปัญหา และพร้อมลุกขึ้นมาร่วมมือ
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเทศบาลนครเชียงราย มีบทบาทสำคัญในการประสานการทำงานของทุกภาคส่วน ให้เห็นเป้าหมายเดียวกันเรื่องการลดความเสี่ยงภัยพิบัติและอนุรักษ์ธรรมชาติในเมือง

เมื่อผนวกกับการสนับสนุนจากองค์กรภายนอก ทั้ง IUCN, ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง, ศูนย์เตรียมความพร้อมภัยพิบัติแห่งเอเชีย, สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย, กรมทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติระดับจังหวัด ภาพของ “ห้องทดลองเชียงราย” จึงเริ่มชัดขึ้นว่า เมืองนี้กำลังใช้ทั้ง องค์ความรู้–ศิลปะ–และพลังชุมชน เพื่อออกแบบเส้นทางสู่ความยั่งยืนของตนเอง

นิทรรศการที่ไม่จบลงแค่วันที่ปิดงาน

แม้นิทรรศการ Urban Resilience Art Exhibition จะมีกำหนดปิดในวันที่ 6 มกราคม 2569 แต่โจทย์สำคัญที่งานพยายามตั้งคำถามต่อผู้เข้าชม คือ “หลังจากเดินออกจากห้องจัดแสดงแล้ว เราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อลดความเปราะบางของเมืองและเพิ่มความยืดหยุ่นให้เชียงราย”

การเลือกจัดงานในศูนย์การค้าใจกลางเมือง ทำให้กลุ่มเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนรักศิลปะหรือผู้สนใจสิ่งแวดล้อมโดยตรง แต่เปิดกว้างถึงครอบครัว คนทำงาน และเยาวชนที่มาเดินห้างในวันหยุด เมื่อนิทรรศการตั้งอยู่ในเส้นทางการสัญจรประจำวัน ภาพของสายน้ำ ป่าเขา และเมืองที่กำลังเปลี่ยนไปจึงแทรกซึมสู่สายตาผู้คนโดยไม่ต้อง “ตั้งใจมาหา”

ในมุมเศรษฐกิจ นิทรรศการอาจไม่ได้สร้างเม็ดเงินโดยตรงมากเท่ากับงานเทศกาลขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่มีค่ามากกว่า คือการสร้าง “ทุนทางสังคมและทุนทางความคิด” ให้คนเชียงรายมองเห็นว่า เมืองที่น่าอยู่ในยุคโลกรวนต้องเริ่มต้นจากการเคารพต้นทุนทางธรรมชาติที่มีอยู่ และพร้อมร่วมมือกันดูแลให้ยั่งยืน

ในระดับนโยบาย ผลของการศึกษาและบทเรียนจากโครงการ URBAN ที่ผนวกเข้ากับการรับฟังเสียงชุมชนผ่านกระบวนการศิลปะ อาจกลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการวางผังเมือง การจัดการพื้นที่สีเขียว การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ และการเตรียมความพร้อมด้านภัยพิบัติของเชียงรายในอนาคต

นิทรรศการจึงไม่ใช่จุดจบของโครงการ หากแต่เป็น “จุดเชื่อมต่อ” ระหว่างงานวิจัยเชิงเทคนิคกับชีวิตจริงของผู้คน และเป็นเวทีประกาศว่า เมืองเชียงรายพร้อมจะก้าวสู่การเป็นเมืองที่ “ธรรมชาติอยู่ได้ เมืองอยู่รอด คนอยู่ดี” ด้วยพลังของทั้งศิลปะและความรู้ทางวิทยาศาสตร์

ศิลปะกู้เมืองในยุคโลกรวน

เมื่อโลกเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกต่างเร่งเตรียมความพร้อมด้วยเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และแผนบริหารจัดการความเสี่ยง แต่กรณีของเชียงรายแสดงให้เห็นว่า “ศิลปะและวัฒนธรรม” ก็สามารถเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของความยืดหยุ่นเมืองได้เช่นกัน

Urban Resilience Art Exhibition ไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูปว่าเชียงรายควรเดินไปทางไหน หากแต่ตั้งคำถามชัดเจนว่า หากเราไม่เริ่มลงมือวันนี้ เมืองที่เรารักอาจกลายเป็นพื้นที่เปราะบางยิ่งขึ้นในอนาคต การรวมพลังของศิลปิน ภาคีเครือข่าย นักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน ผ่านนิทรรศการในห้างใจกลางเมือง จึงเป็นสัญญาณว่าเชียงรายเลือก “หันหน้าเข้าหากัน” เพื่อออกแบบอนาคตร่วมกัน มากกว่าจะยอมปล่อยให้ภัยพิบัติและการพัฒนาที่ไม่คำนึงถึงธรรมชาติเป็นผู้กำหนดทิศทาง

สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเดินเข้าไปใน Central Art Gallery ชั้น G เซ็นทรัล เชียงราย นิทรรศการที่เปิดให้ชมฟรีจนถึงวันที่ 6 มกราคม 2569 อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราจะมีส่วนอย่างไรในการทำให้เมืองและธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน” และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญยิ่งกว่าผลงานศิลปะชิ้นใดในห้องจัดแสดงก็เป็นได้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN), กรมทรัพยากรน้ำ, ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง, ศูนย์เตรียมความพร้อมภัยพิบัติแห่งเอเชีย, สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย, สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย, สมาคมขัวศิลปะ, พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย, กลุ่มศิลปินสายน้ำกก และมูลนิธิมดชนะภัย
  • Central Art Gallery ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เจาะลึกแผนท่องเที่ยวอาเซียน 2569-2573 ผ่านมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ณ หนองหลวง เวียงชัย

ร้อยเอกธรรมนัส เปิดงานไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ชู “นทีศรัทธา” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

เชียงราย, 20 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางกระแสการยกระดับการท่องเที่ยวอาเซียนสู่เวทีโลก แผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวอาเซียนฉบับใหม่ พ.ศ. 2569–2573 กำลังจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปีหน้า ขณะเดียวกัน จังหวัดเชียงรายกำลังก้าวสู่บทบาท “ห้องทดลองเชิงพื้นที่” ผ่านการจัดงาน “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 โซนอำเภอเวียงชัย” บริเวณหนองหลวง แหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัด ภายใต้แนวคิด “นทีศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” เปลี่ยนพื้นที่ชุมชนริมหนองน้ำให้กลายเป็นเวทีเชื่อมโยงนโยบายระดับภูมิภาคกับเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

งานมหกรรมฯ ที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 และจะจัดต่อเนื่องถึงวันที่ 7 มกราคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลชมไม้ดอกเมืองหนาว หากแต่สะท้อน “เชียงรายโมเดล” ที่นำเป้าหมายการท่องเที่ยวอาเซียนมาปรับใช้ในระดับจังหวัด ผ่านการออกแบบภูมิทัศน์ กิจกรรมทางวัฒนธรรม และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนในพื้นที่หนองหลวง ซึ่งครอบคลุม 3 ตำบล ใน 2 อำเภอ และเป็นบ้านของชุมชนจำนวนมากที่พึ่งพาระบบนิเวศแห่งนี้มาหลายชั่วอายุคน

อาเซียนขยับเกมท่องเที่ยว แผนใหม่ 2569–2573 กับเป้าหมาย “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวโลก”

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 กรมการท่องเที่ยว (Department of Tourism) เผยแพร่ข้อมูลสำคัญผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ ระบุว่า ประเทศไทยในฐานะสมาชิกประชาคมอาเซียนกำลังก้าวเดินตาม “แผนรายสาขาด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ฉบับใหม่ พ.ศ. 2569–2573” ซึ่งจะเป็นกรอบทิศทางร่วมของทั้งภูมิภาคในอีก 5 ปีข้างหน้า

เป้าหมายหลักของแผนฉบับนี้สอดคล้องกับ AEC Goals และวิสัยทัศน์อาเซียน 2588 โดยมุ่งผลักดันให้อาเซียน

  1. เป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวคุณภาพสูง มีมาตรฐานและมูลค่าสูง
  2. ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดี
  3. สร้างงานและรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาคมอาเซียน ซึ่งมีประชากรมากกว่า 660 ล้านคน

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว แผนท่องเที่ยวอาเซียนฉบับใหม่ได้วาง แนวทางการดำเนินงานสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

  • การท่องเที่ยวที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ (Resilient & Sustainable Tourism)
  • การเดินทางที่เข้าถึงได้และไร้รอยต่อ (Seamless Connectivity)
  • การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการท่องเที่ยวและบริการ
  • การยกระดับสินค้าและบริการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพสูงและมีอัตลักษณ์ชัดเจน
  • การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรม

กรมการท่องเที่ยวระบุว่า แผนฉบับเต็มจะเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ทางการของอาเซียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่วงเดือนมกราคม 2569 เพื่อใช้เป็น “เข็มทิศร่วม” ของทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่นในการออกแบบผลิตภัณฑ์และเส้นทางท่องเที่ยวในระยะต่อไป

จากแผนระดับภูมิภาค สู่เวทีจริงที่หนองหลวง เวียงชัย

บนแผนที่ยุทธศาสตร์ของอาเซียน จังหวัดเชียงรายอาจเป็นเพียงหนึ่งในเมืองชายแดนตอนเหนือของไทย แต่ในทางปฏิบัติ จังหวัดแห่งนี้ถูกจับตามองอย่างต่อเนื่องในฐานะ “เมืองท่องเที่ยวศักยภาพสูง” ที่เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจชายแดน วัฒนธรรมล้านนา และความหลากหลายทางชาติพันธุ์

ในวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 ภาพของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินเคียงข้างนักท่องเที่ยวและชาวบ้านริมหนองหลวง ในพิธีเปิด มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 โซนอำเภอเวียงชัย” จึงมีความหมายมากกว่าพิธีเชิงสัญลักษณ์ หากแต่แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการระหว่างนโยบายเกษตร ทรัพยากรน้ำ และการท่องเที่ยวในพื้นที่เดียวกัน

ภายในงานเปิดมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ

  • นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่–ท้องถิ่น และภาคประชาชน

บรรยากาศในวันเปิดงานสะท้อนให้เห็นความคึกคักของผู้คนในพื้นที่ที่มาร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ท่ามกลางทุ่งดอกไม้เมืองหนาวที่ได้รับการจัดแต่งภูมิทัศน์อย่างประณีต ริมผืนน้ำของหนองหลวงที่สะท้อนแสงไฟและการแสดงน้ำพุดนตรีในยามค่ำคืนอย่างงดงาม

หนองหลวง” จากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่แลนด์มาร์กใหม่ของเชียงราย

หัวใจสำคัญของเวทีงานครั้งนี้คือ หนองหลวง” แหล่งน้ำธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบล ใน 2 อำเภอ เป็นทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญ แหล่งทำกินของชุมชน และพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนในท้องถิ่น

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) อธิบายถึงทิศทางการพัฒนาอย่างชัดเจนว่า การจัดงานมหกรรมไม้ดอกในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการจัดเทศกาลชั่วคราว หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การฟื้นฟูและพลิกโฉมหนองหลวงให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมที่มีศักยภาพในระยะยาว

ที่ผ่านมา อบจ.เชียงรายได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งด้านการจัดการน้ำ การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการพัฒนาภูมิทัศน์ จนพื้นที่หนองหลวงกลับมามีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น สภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ทั้งด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ได้รับความสนใจจากผู้มาเยือน คือ ประติมากรรม “แม่หม้าย” ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ถ่ายทอดตำนานและเรื่องเล่าท้องถิ่นเกี่ยวกับหนองหลวง เชื่อมโยง “ศรัทธา–ธรรมชาติ–ประวัติศาสตร์” เข้าด้วยกันอย่างมีมิติ ช่วยให้การท่องเที่ยวไม่จำกัดแค่การถ่ายภาพกับดอกไม้ แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เรียนรู้รากเหง้าและอัตลักษณ์ของชุมชนริมหนองน้ำแห่งนี้ด้วย

ไฮไลต์มหกรรมไม้ดอก ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เชื่อมอารมณ์–เศรษฐกิจ–สิ่งแวดล้อม

งานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 โซนอำเภอเวียงชัย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569 รวมระยะเวลายาวกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อรองรับทั้งนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่และผู้มาเยือนจากประเทศเพื่อนบ้าน

กิจกรรมสำคัญที่ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งการท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนและการสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้แก่

  1. การจัดแสดงไม้ดอกเมืองหนาวและภูมิทัศน์ริมหนองน้ำ
    แปลงดอกไม้ถูกออกแบบให้เป็นลานชมวิวต่อเนื่องริมหนองหลวง พร้อมจุดถ่ายภาพที่เชื่อมฉากหลังระหว่างดอกไม้–ผืนน้ำ–ทิวเขา นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ตลอดแนว เสริมด้วยงานศิลปะจัดวางและโคมไฟยามค่ำคืน เพื่อให้พื้นที่มีชีวิตทั้งกลางวันและกลางคืน
  2. การแสดงน้ำพุดนตรีประกอบบทเพลงพระราชนิพนธ์
    การนำบทเพลงพระราชนิพนธ์มาใช้ประกอบการแสดงน้ำพุดนตรี ไม่เพียงเพิ่มอรรถรสด้านบันเทิง แต่ยังเชื่อมโยงมิติทางวัฒนธรรมและความจงรักภักดีให้เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะอย่างสง่างาม
  3. กิจกรรมล่องเรือชมธรรมชาติและวิถีชีวิตริมน้ำ
    นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือชมทัศนียภาพรอบหนองหลวง สัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านริมฝั่ง และเรียนรู้เรื่องราวระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรสำคัญด้านประมงพื้นบ้านและการเกษตร โดยกิจกรรมดังกล่าวช่วยสร้างรายได้ทางตรงให้กับผู้ประกอบการเรือท้องถิ่นและชุมชนรอบหนองหลวง
  4. การแสดงศิลปวัฒนธรรมและประติมากรรม “แม่หม้าย”
    ลานกิจกรรมถูกใช้เป็นเวทีหมุนเวียนสำหรับการแสดงฟ้อนเมือง ดนตรีพื้นบ้าน และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์หนองหลวง ผ่านทั้งการเล่าเรื่องสดและนิทรรศการภาพ–สื่อผสม ทำให้ผู้มาเยือนได้รับทั้งความบันเทิงและความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับชุมชน

งานทั้งหมดถูกจัดวางให้สอดคล้องกับนโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ของจังหวัดเชียงราย ที่ต้องการกระจายโอกาสทางการท่องเที่ยวจากตัวเมืองไปยังอำเภอต่าง ๆ อย่างทั่วถึง

เชียงรายโมเดล กับการต่อยอดแผนท่องเที่ยวอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม

หากเปรียบแผนท่องเที่ยวอาเซียน พ.ศ. 2569–2573 เป็น “แผนที่ระดับภูมิภาค” การจัดงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ที่เวียงชัยก็คือ “แผนที่ระดับชุมชน” ที่ถูกขยายจากแผนใหญ่สู่การปฏิบัติจริง

ในมิติของ การท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน หนองหลวงเป็นตัวอย่างของการนำพื้นที่ชุ่มน้ำที่เคยประสบปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อม มาฟื้นฟูให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านการจัดการน้ำ การอนุรักษ์พันธุ์ปลา และการจัดภูมิทัศน์ที่เคารพต่อระบบนิเวศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของอาเซียนที่เน้นการท่องเที่ยวไม่ทำลายทรัพยากร

ด้าน การสร้างรายได้และการจ้างงาน งานมหกรรมไม้ดอกฯ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารพื้นเมือง ผู้ให้บริการเรือ ร้านจำหน่ายสินค้า OTOP และงานหัตถกรรมท้องถิ่น ได้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าและบริการในช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น โดยรายได้จะหมุนเวียนอยู่ในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

ในมิติของ การยกระดับสินค้าและบริการท่องเที่ยว เชียงรายใช้จุดแข็งด้านวัฒนธรรมและภูมิประเทศ ผสมผสานกับประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เช่น การชมดอกไม้เมืองหนาวริมหนองน้ำ การล่องเรือชมธรรมชาติยามเย็น และการชมการแสดงน้ำพุดนตรี ซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับพื้นที่หนองหลวงมากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่สาธารณะธรรมดา

ที่สำคัญ เชียงรายยังมีศักยภาพเชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและประเทศเพื่อนบ้าน การยกระดับหนองหลวงและอำเภอเวียงชัยให้เป็นหนึ่งในจุดหมายเชื่อมโยงของนักท่องเที่ยวต่างชาติในอนาคต จึงสามารถต่อยอดสู่เป้าหมายของอาเซียนที่ต้องการเป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวคุณภาพสูงของโลก” ได้อย่างชัดเจน

ผลกระทบต่อชุมชน จากดอกไม้สู่ความหวังระยะยาว

แม้ยังไม่มีตัวเลขสถิติรายได้จากการจัดงานครั้งนี้ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่มองจากจำนวนวันจัดงานกว่า 20 วัน และการกระจายตัวของกิจกรรมภายในหนองหลวงที่เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการท้องถิ่นหลายกลุ่ม เชื่อได้ว่ามหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในช่วงปลายปีและต้นปีใหม่

ในเชิงสังคม งานลักษณะนี้ยังช่วย “เยียวยาและเชื่อมความสัมพันธ์” ระหว่างคนในพื้นที่กับทรัพยากรธรรมชาติที่พวกเขาอยู่ร่วมกันมานาน การได้เห็นหนองน้ำที่เคยถูกมองข้ามกลับมามีชีวิต มีนักท่องเที่ยวมาเยือน และมีการเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ผ่านประติมากรรมและการแสดง เป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจและความรู้สึกร่วมของชุมชน

สำหรับระดับนโยบาย การที่จังหวัดเชียงรายเลือกใช้เวทีมหกรรมไม้ดอกฯ เป็นพื้นที่สื่อสารเรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การจัดการน้ำ และการท่องเที่ยวคุณภาพสูง สอดคล้องกับทิศทางของแผนท่องเที่ยวอาเซียนชุดใหม่อย่างใกล้ชิด ทำให้เชียงรายกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าจับตาสำหรับจังหวัดอื่น ๆ ที่ต้องการนำแผนระดับภูมิภาคมาปรับใช้ในแบบของตนเอง

เมื่อแผนอาเซียนมาบรรจบกับลมหายใจของชุมชนริมหนองหลวง

แผนท่องเที่ยวอาเซียน พ.ศ. 2569–2573 ตั้งเป้าให้อาเซียนเป็นผู้นำการท่องเที่ยวคุณภาพสูงของโลก เน้นความยั่งยืน ความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง และการสร้างงานให้ประชาชนในภูมิภาค ขณะที่ “หนองหลวง–เวียงชัย–เชียงราย” กำลังสาธิตให้เห็นว่า เป้าหมายใหญ่ระดับภูมิภาคจะไม่เป็นเพียงเอกสารหรือสไลด์ประชุม หากแต่สามารถแปลงเป็นประสบการณ์จริงที่จับต้องได้ในระดับชุมชน

จากทุ่งไม้ดอกเมืองหนาว น้ำพุดนตรีริมผืนน้ำ ล่องเรือชมวิถีชีวิต ไปจนถึงตำนาน “แม่หม้ายหนองหลวง” ทุกองค์ประกอบคือการเล่าเรื่องเดียวกันว่า การท่องเที่ยวที่ดีไม่ใช่แค่การเดินทางไป “ดู” สถานที่ใหม่ ๆ เท่านั้น แต่คือการเดินทางไป “เข้าใจ” ผู้คน ธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ของพื้นที่นั้นอย่างลึกซึ้ง

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจุดหมายใหม่ในช่วงปลายปีนี้ การเดินทางไปสัมผัส “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 โซนอำเภอเวียงชัย” จึงไม่ใช่เพียงการไปชมดอกไม้สวยงาม หากแต่เป็นการไปเห็นด้วยตาตนเองว่า เมืองชายแดนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งบนแผนที่ไทย กำลังก้าวเดินเคียงไปกับวิสัยทัศน์ใหญ่ของอาเซียนอย่างสง่างามเพียงใด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมการท่องเที่ยว (Department of Tourism)
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY SOCIETY & POLITICS

บินส่วนตัวเชียงใหม่-เชียงราย Ezy Airlines ชูความเร็ว-ยืดหยุ่น

Ezy Airlines เปิดตัว Private Charter เชียงใหม่-เชียงราย ชั่วโมงละ 1.2 แสน ตอบโจทย์กลุ่ม High-End

เชียงราย, 19 ธันวาคม 2568 – ภาพเครื่องบินลำเล็กสีขาวบนท้องฟ้าเหนือภูเขาภาคเหนือ พร้อมข้อความ “Private. Fast. Flexible. Fly your way with Ezy Airlines charter flights” ที่ปรากฏบนเพจ Ezy Airlines เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 อาจดูเหมือนโพสต์ประชาสัมพันธ์ทั่วไป แต่สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ และประชาชนในภาคเหนือ ภาพและข้อความสั้น ๆ นั้นกำลังสะท้อน “จุดเปลี่ยน” ที่สำคัญของสมการการเดินทางระหว่างเชียงใหม่–เชียงราย–แม่ฮ่องสอน–ปาย–น่าน

สิ่งที่น่าจับตาคือ การประกาศชัดเจนถึง “ราคาและรูปแบบบริการ” เที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Private Charter) เส้นทางเชียงใหม่–เชียงราย ที่กำหนดอัตราค่าบริการ เที่ยวบินชั่วโมงละ 120,000 บาท นั่งได้ 12 ที่นั่ง บินได้ทุกวัน และเป็น “ราคาที่รวมทุกอย่างแล้ว” หมายความว่า หากมีผู้โดยสารเต็มลำ ค่าเฉลี่ยต่อที่นั่งจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทต่อคนต่อเที่ยว ซึ่งสะท้อนการวางตำแหน่งทางการตลาดที่ชัดเจนในกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงที่ต้องการ “ซื้อเวลาและความสะดวกสบาย” มากกว่าซื้อ “ราคาตั๋วที่ถูกที่สุด”

ในขณะเดียวกัน เส้นทางบินที่เพจระบุในแผนการเดินทางจากเชียงใหม่และเชียงรายเชื่อม แม่ฮ่องสอน–ปาย–น่าน กำลังค่อย ๆ วาดภาพ “คอร์ริดอร์การบินเหนือ” รูปแบบใหม่ ที่ไม่ได้มุ่งดึงทุกคนเข้าสู่ศูนย์กลางเพียงเมืองเดียว แต่เลือกเชื่อม “เมืองรอง–เมืองรอง” ให้เดินทางถึงกันได้ภายในเวลาประมาณ 30–60 นาที แทนการนั่งรถข้ามภูเขาหลายชั่วโมงอย่างที่คุ้นเคยกันมานาน

จากบริษัทเทคโนโลยีการบินสู่สายการบินภูมิภาคเฉพาะทาง

เบื้องหลังแบรนด์ Ezy Airlines คือ บริษัท เอ็ม–แลนด์อาร์ค จำกัด (M-Landarch Co., Ltd.) บริษัทการค้าที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2548 เริ่มต้นจากการเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีการบิน และซอฟต์แวร์ให้กับภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐ ภายใต้เครือข่ายธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทได้พัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้แทนจำหน่ายและผู้ให้บริการด้านเครื่องบินเทอร์โบพร็อป Cessna ในประเทศไทย

ข้อได้เปรียบสำคัญของ M-Landarch คือ “การบูรณาการตามแนวดิ่ง” (Vertical Integration) ที่ไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายเครื่องบิน แต่มีความชำนาญทั้งด้านเทคนิค การซ่อมบำรุง และการบริหารจัดการโครงการด้านอากาศยาน เมื่อผู้บริหารตัดสินใจขยายสู่ธุรกิจสายการบิน จึงมีทั้งองค์ความรู้ ทรัพยากร และเครือข่ายพร้อมในระดับหนึ่ง

ภายใต้การนำของ นายธานี ธาราปักษ์ กรรมการผู้จัดการ และ พลเอกศุภกร สงวนชาติสรณ์ไกร ประธานคณะที่ปรึกษา Ezy Airlines ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจการค้าเดินอากาศ (AOL) เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2566 และใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (AOC) จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ด้วยทุนจดทะเบียนประมาณ 92.7 ล้านบาท สะท้อนความตั้งใจปักธงในตลาดการบินภูมิภาคอย่างจริงจัง

พันธกิจของสายการบินที่ย้ำอยู่เสมอ คือ
“Easy every trip, punctual, convenient, fast, and safe”
หรือการทำให้ทุกการเดินทาง “ง่าย ตรงเวลา สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย” โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ ผู้อยู่อาศัยในภูมิภาคที่มีกำลังซื้อ นักธุรกิจ นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และผู้ป่วยที่ต้องการการเดินทางฉุกเฉิน ซึ่งพร้อมจ่ายเพื่อ “ลดเวลาเดินทางหลายชั่วโมงบนถนน” ให้เหลือเพียงไม่กี่สิบนาทีบนอากาศ

Cessna 208B Grand Caravan EX เครื่องบินลำเล็กที่ออกแบบมาเพื่อภูเขาและสนามบินเมืองรอง

หัวใจของการดำเนินงานของ Ezy Airlines คือเครื่องบิน Cessna 208B Grand Caravan EX ซึ่งเป็นเครื่องบินเทอร์โบพร็อปแบบที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเหมาะสมกับงานบินภูมิภาคและสนามบินเมืองรอง

ด้วยเครื่องยนต์ Pratt & Whitney Canada PT6A-140 กำลัง 867 แรงม้า ทำให้รุ่น EX มีอัตราไต่ระดับดีกว่ารุ่นก่อนหน้าราว 38% สามารถรับมือกับสภาพอากาศและภูมิประเทศแบบภูเขาสูงของภาคเหนือได้ดี ความเร็วเดินทางสูงสุดประมาณ 343 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บินได้สูงสุดราว 25,000 ฟุต และมีพิสัยการบินกว่า 1,600 กิโลเมตร

ที่สำคัญคือ คุณสมบัติการขึ้น–ลงระยะสั้น (STOL) ใช้ระยะทางวิ่งขึ้นราว 658 เมตร ทำให้สามารถปฏิบัติการบนสนามบินขนาดเล็ก เช่น แม่ฮ่องสอน หรือสนามบินปาย ที่มีข้อจำกัดด้านทางวิ่งและภูเขาล้อมรอบ ได้ดีกว่าเครื่องบินลำใหญ่ประเภทเจ็ตของสายการบินต้นทุนต่ำ (LCC)

ห้องโดยสารรองรับผู้โดยสารประมาณ 10–12 คน พร้อมลูกเรือ 2 คน ตกแต่งด้วยเบาะหนังแบบเอ็กเซ็กคิวทีฟ มีระบบปรับอากาศเต็มรูปแบบ และติดตั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์การบิน Garmin G1000 NXi ซึ่งให้ข้อมูลการบินที่ทันสมัย พร้อมระบบเสริมความปลอดภัยสำหรับการบินท่ามกลางเมฆ หมอก และสภาพทัศนวิสัยจำกัดตามฤดูกาลของภาคเหนือ

สำหรับภารกิจเฉพาะทาง เช่น การลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉิน (MEDEVAC) ห้องโดยสารสามารถจัดรูปแบบใหม่เพื่อรองรับเตียงผู้ป่วยและอุปกรณ์ ICU เคลื่อนที่ รวมถึงแคปซูลแรงดันลบในกรณีโรคติดเชื้อขั้นรุนแรง โดยยังคงความคล่องตัวในการขึ้น–ลงสนามบินภาคเหนือที่อยู่ห่างไกลโรงพยาบาลใหญ่

คอร์ริดอร์การบินเหนือ จากโค้ง 1,864 โค้ง สู่เที่ยวบิน 30–60 นาที

การขยายแผนบินของ Ezy Airlines ในภาคเหนือถูกวางในกรอบยุทธศาสตร์ปี 2568–2570 โดยใช้ เชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางสำคัญ และเริ่มขยายไปยัง เชียงราย–แม่ฮ่องสอน–ปาย–น่าน ทั้งในรูปแบบเที่ยวบินตามตาราง (Scheduled) และเที่ยวบินเช่าเหมาลำส่วนตัว (Private Charter)

เส้นทางที่ถูกยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยที่สุด คือ เชียงใหม่–แม่ฮ่องสอน ซึ่งตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาเป็นที่รู้กันว่าการเดินทางทางถนนต้องผ่านโค้งกว่า 1,864 โค้ง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5–6 ชั่วโมง ท่ามกลางความเสี่ยงอุบัติเหตุและความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ การมีเที่ยวบินระยะเวลาราว 35 นาที จึงไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” แต่สำหรับบางกลุ่ม เช่น ผู้ป่วย ครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ หรือผู้บริหารที่มีภารกิจเร่งด่วน นับเป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านเวลา” ที่เปลี่ยนวิธีวางแผนชีวิตอย่างแท้จริง

ส่วนเส้นทาง เชียงใหม่–ปาย ซึ่งทางถนนใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง บนเส้นทางเขาคดเคี้ยว ก็เป็นอีกกรณีที่เครื่องบิน Cessna ขนาด 10–12 ที่นั่งของ Ezy Airlines สามารถเติมเต็มช่องว่างได้ดี เนื่องจากสนามบินปายไม่รองรับเครื่องบินเจ็ตลำใหญ่ แต่เหมาะกับเครื่องบินใบพัดขนาดเล็กที่ต้องใช้ระยะทางวิ่งขึ้น–ลงสั้น

เส้นทาง เชียงใหม่–น่าน ซึ่งทางถนนใช้เวลาราว 6 ชั่วโมง ก็ถูกออกแบบให้ลดเหลือเที่ยวบินประมาณ 45–50 นาที โดยมุ่งจับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ชาวต่างชาติที่พักระยะยาว และกลุ่มที่นิยมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แต่ไม่ต้องการเสียเวลาบนเส้นทางภูเขานานหลายชั่วโมง

ด้าน เชียงใหม่–เชียงราย ซึ่งทางถนนใช้เวลาประมาณ 3.5 ชั่วโมง การเปิดบริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำราคาเที่ยวบินละ 120,000 บาท บินได้วันละหลายรอบตามความต้องการลูกค้า กลายเป็น “สมการใหม่” ของการเดินทางระหว่างสองหัวเมืองหลักของล้านนา โดยเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุน และกลุ่มลูกค้าระดับบนที่ต้องเดินทางไป–กลับในวันเดียวอย่างมีประสิทธิภาพ

หากคิดแบบง่าย ๆ เมื่อเครื่องบินหนึ่งลำรองรับผู้โดยสารได้ 12 ที่นั่ง ราคาขั้นต่ำ 120,000 บาทต่อชั่วโมง หมายความว่า หากมีผู้โดยสารเต็มลำ ค่าเฉลี่ยต่อที่นั่งเท่ากับ 10,000 บาทต่อเที่ยว เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาที่ลดลงจาก 3.5 ชั่วโมงบนถนนเหลือราว 1 ชั่วโมงบนอากาศ การตัดสินใจเลือกใช้บริการจึงขึ้นอยู่กับ “มูลค่าของเวลา” ในมุมมองของผู้โดยสารแต่ละกลุ่มมากกว่ามองแค่ตัวเลขราคาเพียงอย่างเดียว

นโยบายรัฐผลักดัน “New Route – New Airline” และวิสัยทัศน์ IGNITE THAILAND

การเติบโตของสายการบินภูมิภาคอย่าง Ezy Airlines ไม่ได้เกิดในสุญญากาศ หากแต่สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่ต้องการกระจายรายได้จากเมืองหลักสู่เมืองรอง โดยเฉพาะภายใต้วิสัยทัศน์ “IGNITE THAILAND, Aviation Hub” ที่ต้องการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค

ภายใต้นโยบาย “New Route – New Airline” กระทรวงคมนาคม และกรมท่าอากาศยาน ได้กำหนดมาตรการจูงใจสายการบินที่เปิดเส้นทางใหม่ในสนามบินภูมิภาค เช่น

  • ยกเว้นค่าธรรมเนียมลงจอด 100% ในปีแรก และลด 50% ในปีที่สอง
  • ยกเว้นค่าธรรมเนียมจอดเครื่องบินในช่วงเริ่มต้นปฏิบัติการ
  • ให้ส่วนลดค่าเช่าพื้นที่สำนักงานและคลังสินค้าในสนามบิน
  • ร่วมมือกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำการตลาดเชิงรุก

มาตรการเหล่านี้ช่วยลดภาระต้นทุนของสายการบินในช่วงเริ่มเปิดเส้นทางใหม่ ซึ่งมักมีจำนวนผู้โดยสารยังไม่สูงมาก แต่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในระดับพื้นที่

Private Charter โมเดล “บินแบบคุณกำหนดเอง”

จุดเด่นที่ Ezy Airlines เน้นย้ำในโพสต์วันที่ 11 ธันวาคม 2568 คือคอนเซปต์ “Private. Fast. Flexible.” หรือ ส่วนตัว รวดเร็ว ยืดหยุ่น” ซึ่งสะท้อนแกนกลางของบริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ที่ลูกค้าสามารถกำหนดเวลาเดินทาง เส้นทาง และจำนวนผู้โดยสารได้เอง

ลูกค้าสามารถติดต่อเพื่อขอใบเสนอราคา หรือวางแผนเที่ยวบินได้ผ่าน

  • โทรศัพท์: +66 2 096 2916
  • WhatsApp: 092 131 5146
  • Line Official: @EzyAirlines

โครงสร้างบริการลักษณะนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและความยืดหยุ่นสูง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่ต้องการทริปส่วนตัวระหว่างเชียงใหม่–ปาย กลุ่มนักธุรกิจที่ต้องเดินทางระหว่างเชียงราย–เชียงใหม่แบบไปเช้า–เย็นกลับ หรือนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการสำรวจพื้นที่ทำเลทองในน่านและแม่ฮ่องสอนโดยไม่เสียเวลาบนถนนหลายชั่วโมง

การจองผ่านช่องทางที่ “คุยกับคนจริง” แทนการจองตั๋วผ่านแอปพลิเคชันเหมือนสายการบินทั่วไป ยังช่วยให้สามารถออกแบบบริการเสริมได้ เช่น การจัดรถรับ–ส่งจากสนามบินไปยังโรงแรม การเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์สำหรับผู้สูงอายุ หรือการประสานงานด้านสัมภาระพิเศษ เช่น อุปกรณ์กีฬา หรือสัมภาระทางธุรกิจ

MEDEVAC และบริการเพื่อสังคม บินที่ไม่ได้มีแค่เรื่องท่องเที่ยว

นอกเหนือจากมิติด้านธุรกิจและท่องเที่ยว Ezy Airlines ยังวางฐานการดำเนินงานให้รองรับภารกิจ MEDEVAC (Medical Evacuation) หรือการลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยวิกฤติจากพื้นที่ห่างไกลเข้าสู่โรงพยาบาลใหญ่

สำหรับจังหวัดในภาคเหนืออย่างแม่ฮ่องสอน น่าน หรือพื้นที่ภูเขาชายแดนที่ใช้เวลาเดินทางด้วยรถเป็นชั่วโมง การมีเที่ยวบินลำเลียงผู้ป่วยที่สามารถย่นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรให้เหลือไม่ถึง 1 ชั่วโมง คือ “ปัจจัยด้านเวลา” ที่สัมพันธ์โดยตรงกับโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย เครื่อง Cessna 208B ที่มีประตูบานกว้าง พื้นเรียบ และความสามารถขึ้น–ลงสนามบินทางวิ่งสั้น จึงเหมาะสมอย่างยิ่งกับภารกิจลักษณะนี้

การเตรียมความพร้อมของระบบ MEDEVAC ยังมักเชื่อมโยงกับเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ และบริษัทประกันภัยนานาชาติที่ต้องจัดการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยต่างชาติหรือผู้ป่วยที่ทำงานในพื้นที่ห่างไกลกลับเข้าสู่เมืองใหญ่หรือประเทศต้นทางอย่างปลอดภัย

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ–สังคม จากสนามบินสู่ราคาอสังหาฯ และโอกาสเมืองรอง

ประสบการณ์จากหัวเมืองท่องเที่ยวอย่างหัวหิน ภูเก็ต หรือเมืองต่างประเทศจำนวนมากสะท้อนว่า เมื่อพื้นที่ใดมีการลงทุนด้านสนามบินและโครงข่ายเส้นทางบินเพิ่มขึ้น มูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่มักขยับขึ้นตามไปด้วย

รายงานบางฉบับชี้ว่า การพัฒนาสนามบินให้กลายเป็นจุดเชื่อมโยงภูมิภาค สามารถทำให้มูลค่าที่ดินในรัศมี 5 กิโลเมตรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15–20% ภายในไม่กี่ปี จากการหลั่งไหลของนักลงทุน ผู้เกษียณอายุ และกลุ่มทำงานทางไกลที่มองหาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าในเมืองรอง

สำหรับภาคเหนือ เมืองอย่าง ปาย–น่าน–แม่ฮ่องสอน กำลังปรากฏในสายตานักลงทุนและนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงในฐานะ “เมืองพักผ่อนระยะยาว” และ “เมืองวัฒนธรรมเชิงลึก” ขณะที่ เชียงราย เองก็มีศักยภาพสูงในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดนที่เชื่อมโยงสปป.ลาว เมียนมา และจีนตอนใต้ การมีเที่ยวบินเชื่อมต่อแบบยืดหยุ่นจากเชียงใหม่–เชียงราย และต่อเนื่องไปยังเมืองรองอื่น ๆ ช่วยเสริมบทบาทของเชียงรายให้กลายเป็น “จุดเปลี่ยนถ่าย” สำคัญของระบบเศรษฐกิจ–การท่องเที่ยวในลุ่มน้ำโขงตอนบน

โครงข่ายเที่ยวบินเช่นนี้ ยังเอื้อต่อการออกแบบแพ็กเกจท่องเที่ยวคุณภาพสูง เช่น ทริปกอล์ฟ ทริปเวลเนส ทริปท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่เน้นการพักในโรงแรมบูทีคหรือรีสอร์ตระดับบน และใช้เครื่องบินเช่าเหมาลำบินข้ามเมืองได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการ “ใช้เวลาในสถานที่ท่องเที่ยวมากกว่าบนถนน”

ความท้าทายและโจทย์ใหญ่ในระยะยาว

แม้โอกาสจะเปิดกว้าง แต่การดำเนินธุรกิจสายการบินขนาดเล็กบนเส้นทางภูมิภาคยังเต็มไปด้วยโจทย์ท้าทาย

หนึ่งคือ ความผันผวนของสภาพอากาศและภูมิประเทศ ในภาคเหนือที่มีทั้งฤดูฝนที่เมฆต่ำและลมแรง ฤดูหมอกควันจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง รวมถึงข้อจำกัดของสนามบินบางแห่งที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาให้ได้มาตรฐานระหว่างประเทศ การลงทุนในเครื่องบินที่มีระบบช่วยการบินทันสมัย และการฝึกนักบินเฉพาะทางสำหรับการบินในพื้นที่ภูเขา จึงเป็นทั้งต้นทุนและข้อจำเป็นด้านความปลอดภัยที่สายการบินไม่อาจละเลย

สองคือ สมการความคุ้มทุน ของการบินด้วยเครื่องบินเล็กที่มีจำนวนที่นั่งจำกัด ต้นทุนต่อที่นั่งย่อมสูงกว่าเครื่องบินลำใหญ่ที่บรรทุกผู้โดยสารได้กว่า 180 คนต่อเที่ยวบิน โมเดลอย่าง Ezy Airlines จึงจำเป็นต้องวางตำแหน่งชัดเจนว่า “ขายคุณค่าเวลาและความสะดวก” แทนการแข่งขันด้านราคา โดยกลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นผู้มีกำลังซื้อสูง ผู้บริหาร นักลงทุน แพทย์ ผู้ป่วย หรือกลุ่มเฉพาะทางอื่น ๆ ที่เห็นว่าต้นทุนเวลาและความเสี่ยงบนถนน “แพงกว่า” ราคาตั๋วเครื่องบินเช่าเหมาลำ

สามคือ การแข่งขันด้านบุคลากรและมาตรฐานความปลอดภัย การบริหารสายการบิน แม้จะเป็นสายการบินขนาดเล็ก ก็ต้องผ่านเกณฑ์ของ CAAT และมาตรฐานสากลด้านการบินพาณิชย์อย่างเข้มงวด ทั้งในส่วนของนักบิน ช่างอากาศยาน และระบบการจัดการความปลอดภัย (Safety Management System) การรักษาบุคลากรที่มีทักษะสูงท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกจึงเป็นอีกสมการสำคัญที่ต้องบริหาร

 

เมื่อ “เที่ยวบิน 120,000 บาท” เป็นมากกว่าตัวเลขราคา

หากมองแบบผิวเผิน ราคาค่าเช่าเหมาลำเที่ยวบินเชียงใหม่–เชียงราย ชั่วโมงละ 120,000 บาท นั่งได้ 12 ที่นั่ง อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าเป็นบริการที่ “ไกลตัว” แต่หากมองจากมุมของผู้ประกอบการ นักลงทุน ผู้บริหาร หรือผู้ป่วยที่ต้องแข่งกับเวลา ตัวเลขนี้สะท้อน “มูลค่าของเวลา ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิต” ที่เงินพร้อมจ่ายเพื่อแลกกับการเดินทางเพียง 1 ชั่วโมง แทนการนั่งรถ 3.5 ชั่วโมงบนถนน

พร้อมกันนั้น การที่เส้นทางดังกล่าวถูกขยายเชื่อมต่อไปยังแม่ฮ่องสอน ปาย และน่าน ผ่านคอร์ริดอร์การบินเหนือ ก็ทำให้ “เที่ยวบินเช่าเหมาลำ” ไม่ใช่เพียงบริการหรูหราของกลุ่มคนส่วนน้อย แต่เริ่มมีบทบาทระดับโครงสร้างในฐานะกลไกหนึ่งของการเชื่อมเมืองรอง การกระจายรายได้ และการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ–สังคมของภาคเหนือในภาพรวม

คำถามที่ปรากฏบนโพสต์ของ Ezy Airlines ว่า
“Where do you want to go next?” – คุณอยากไปที่ไหนต่อไป?
จึงไม่ใช่เพียงคำถามถึงจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นคำถามถึงทิศทางการพัฒนาระบบคมนาคมทางอากาศของภาคเหนือ และบทบาทของสายการบินขนาดเล็กในสมการ “เวลา–โอกาส–คุณภาพชีวิต” ของผู้คนในภูมิภาคนี้ในระยะยาวด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Ezy Airlines
  • ข้อมูลโครงสร้างองค์กรและทุนจดทะเบียนบริษัท เอ็ม–แลนด์อาร์ค จำกัด
  • ข้อมูลด้านเทคนิคเครื่องบิน Cessna 208B Grand Caravan EX
  • กระทรวงคมนาคม กรมท่าอากาศยาน และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สรุป 10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วงปี 2569 เทรนด์ดิจิทัลและ ESG มาแรง พร้อมโมเดลยั่งยืนที่เชียงราย

ส่องธุรกิจ “ดาวรุ่ง” และ “ดาวร่วง” ประจำปี 2569 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า เทรนด์ธุรกิจที่มาแรงจะสอดคล้องกับพฤติกรรมดิจิทัล การดูแลสุขภาพ และความรับผิดชอบต่อโลก

เชียงราย, 19 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนจากวิกฤตภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่รุนแรงมากขึ้น ภาคธุรกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่ปี 2569 พร้อมโจทย์ใหญ่ข้อเดียวกันคือ “จะเติบโตบนเส้นทางที่ยั่งยืนได้อย่างไร” คำตอบของโจทย์นี้ไม่เพียงสะท้อนผ่านรายชื่อ 10 ธุรกิจดาวรุ่ง–ดาวร่วง จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงไปถึงกรอบความยั่งยืนระดับโลกอย่าง SDGs และ ESG ตลอดจนการเคลื่อนไหวเชิงนโยบายใหม่ ๆ ในพื้นที่นำร่องอย่างจังหวัดเชียงราย ภายใต้โครงการ SDG Localisation Phase II ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรปและโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)

บทความข่าวเชิงลึกชิ้นนี้จึงชวนผู้อ่านมอง “ภาพรวมใหญ่ของโลก” ควบคู่กับ “ภาพย่อยในพื้นที่เชียงราย” เพื่อทำความเข้าใจว่า เหตุใดแนวคิดด้านความยั่งยืนจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปสำหรับผู้ประกอบการคนตัวเล็ก ผู้กำหนดนโยบาย และประชาชนทั่วไป

ดาวรุ่ง–ดาวร่วงปี 2569 สัญญาณเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว–ดิจิทัล

ผลสำรวจของสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุชัดว่า เทรนด์ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตในปี 2569 ล้วนโยงกับสามคำสำคัญคือ Digital – Health – ESG โดยการจัดอันดับ 10 ธุรกิจดาวรุ่งและดาวร่วงใช้ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ตั้งแต่ผลสำรวจผู้ประกอบการรายสาขา สถานการณ์เศรษฐกิจไทย–ต่างประเทศ ไปจนถึงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมและข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ

กลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง 5 อันดับแรก สะท้อนค่านิยมของสังคมไทยยุคใหม่อย่างชัดเจน

  1. เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล – บริการ Cloud Service แพลตฟอร์ม Social Media และ Online Entertainment ที่รองรับทั้งเศรษฐกิจคอนเทนต์และเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม
  2. อาชีพดิจิทัลและนายหน้าออนไลน์ – Content Creator ยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ ธุรกิจโทรคมนาคมสื่อสาร และนายหน้าออนไลน์ขายสินค้า สะท้อนอิทธิพลของเศรษฐกิจฐานผู้ติดตาม (Follower Economy)
  3. E-commerce และธุรกิจความเชื่อ – ร้านค้าออนไลน์ควบคู่กับบริการสายมู หมอดู และฮวงจุ้ย ที่ใช้ช่องทางดิจิทัลสร้างมูลค่าเพิ่มจากความเชื่อส่วนบุคคล
  4. การแพทย์ ความงาม และเทคโนโลยีการเงินเร่งด่วน – ธุรกิจการแพทย์และความงาม ธุรกิจ AI รวมถึงโรงรับจำนำและเงินด่วน ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพร่างกายและความต้องการสภาพคล่องทางการเงิน
  5. โลจิสติกส์และไลฟ์สไตล์รายวัน – ธุรกิจ Delivery คลังสินค้า Street Food และธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ซึ่งเติบโตตามพฤติกรรมผู้บริโภคเมืองและครอบครัวเดี่ยว

ในลำดับถัดมา ยังมีธุรกิจพลังงานทดแทน อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ สถานีชาร์จรถไฟฟ้า Fintech ธุรกิจประกันภัย ไปจนถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และกีฬา ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับแนวโน้มการใช้พลังงานสะอาด ความปลอดภัยทางการเงิน และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

ในทางกลับกัน 10 ธุรกิจดาวร่วง ที่ถูกระบุ ได้แก่ ร้านอินเทอร์เน็ต ร้านขายหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ที่ไม่มีแพลตฟอร์มออนไลน์ ร้านโชห่วยดั้งเดิม ธุรกิจถ่ายเอกสาร ธุรกิจของเล่นเด็กแบบเดิม ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ดั้งเดิม ร้านถ่ายรูป–ล้างอัดภาพ และรถยนต์มือสอง เป็นต้น ภาพรวมสะท้อนว่า ธุรกิจที่ยึดติดกับรูปแบบบริการยุคก่อนไม่สามารถตามทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่โลกดิจิทัลและโลกสีเขียวได้ทันเวลา

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ธุรกิจใดจะรุ่งหรือร่วง” แต่คือ “ผู้ประกอบการจะปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยั่งยืนได้อย่างไร” และคำตอบหนึ่งที่กำลังเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือกรอบแนวคิด SDGs และ ESG

SDGs–ESG จากกรอบโลกสู่เข็มทิศธุรกิจไทย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มักมีคำถามว่าแนวคิด SDGs (Sustainable Development Goals) และ ESG (Environment, Social, Governance) มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และเหตุใดองค์กรธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญกับทั้งสองกรอบนี้ควบคู่กัน

ฝ่ายวางแผนนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของไทยอธิบายว่า

  • SDGs เป็น เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับโลก” ที่สหประชาชาติกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2558 รวม 17 เป้าหมาย 169 เป้าประสงค์ ครอบคลุมสามเสาหลักของความยั่งยืนคือ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงมิติด้านสันติภาพและหุ้นส่วนการพัฒนา แต่ละเป้าประสงค์มีตัวชี้วัดที่สามารถหยิบไปใช้ติดตามความก้าวหน้าได้จริงในระดับประเทศและระดับพื้นที่
  • ESG เป็น กรอบการประเมินความยั่งยืนระดับองค์กรธุรกิจ” ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักลงทุน โดยพิจารณาความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม (Environment) การดูแลสังคม (Social) และระบบกำกับดูแลกิจการที่โปร่งใส (Governance)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง SDGs คือภาพใหญ่ของโลกที่รัฐบาลแต่ละประเทศต้องเดินไปให้ถึง ขณะที่ ESG คือเกณฑ์วัดผลย่อยลงมาในระดับองค์กร ว่าบริษัทหนึ่ง ๆ ดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนมากน้อยเพียงใด

ปัจจุบันสถาบันการเงินระหว่างประเทศหลายแห่งจัดทำ ดัชนีความยั่งยืน (Sustainability Index) เช่น Dow Jones Sustainability Indices (DJSI), MSCI ESG Index หรือเกณฑ์หุ้นยั่งยืน THSI ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดประกอบการตัดสินใจลงทุน นักลงทุนจำนวนมากจึงมองหาบริษัทที่ “ทำกำไรได้” ควบคู่กับ “รับผิดชอบต่อโลกและสังคม”

การแข่งขันในโลกธุรกิจยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่การขยายสาขาหรือเพิ่มยอดขาย แต่คือการพิสูจน์ว่าองค์กรนั้นสามารถเติบโตโดยไม่ทิ้งภาระให้กับคนรุ่นหลัง ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะกลุ่ม MSME และวิสาหกิจชุมชน ต้องเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า โมเดลธุรกิจในปัจจุบันพร้อมรองรับเกณฑ์ ESG หรือยัง

จากนโยบายสู่ภูมิภาค เชียงรายกับบทบาทเมืองนำร่อง SDGs

หาก SDGs เป็นกรอบเป้าหมายระดับโลก คำถามต่อมาคือ “จะทำให้เกิดผลจริงในพื้นที่ได้อย่างไร” คำตอบส่วนหนึ่งสะท้อนผ่านโครงการ SDG Localisation Phase II (SDG-L 2.0) ที่ UNDP และสหภาพยุโรปกำลังดำเนินการใน 8 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ตาก นราธิวาส ระยอง หนองคาย สระแก้ว และกรุงเทพมหานคร

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยและ UNDP Thailand ได้เดินทางมายังจังหวัดเชียงราย พบหารือกับ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมพวงแสด ศาลากลางจังหวัดเชียงราย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับพื้นที่

บรรยากาศการหารือสะท้อน “ความหวังและความกังวล” ในเวลาเดียวกัน ด้านหนึ่ง UNDP แสดงความชื่นชมต่อบทบาทความเป็นผู้นำของจังหวัดเชียงรายในการบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน อีกด้านหนึ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายชี้ให้เห็นว่า จังหวัดต้องเผชิญความท้าทายจากทั้งภัยพิบัติและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ไฟป่า หมอกควัน PM2.5 อุทกภัย วาตภัย ภัยหนาว ไปจนถึงปัญหาสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำและพื้นที่เกษตร

นายชูชีพระบุว่า จังหวัดเชียงรายมีโครงสร้างประชากรที่หลากหลายทางชาติพันธุ์ และตั้งอยู่บนภูมิประเทศภูเขาสลับซับซ้อน การขับเคลื่อน SDGs ทั้ง 17 ข้อจึงต้องทำควบคู่กัน ทั้งด้านการขจัดความยากจน การยกระดับคุณภาพชีวิต และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ เขาย้ำว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืนคือการพัฒนาเพื่ออนาคตของลูกหลานในจังหวัดเชียงราย ประเทศไทย และประชาคมโลก” จึงจำเป็นต้องมีการร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุน ภาคเอกชนเป็นกลไกขับเคลื่อน และภาคประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ในช่วงการลงพื้นที่ คณะของ UNDP และสหภาพยุโรปได้สำรวจลุ่มน้ำกก ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย ชลประทานเชียงราย สาธารณสุขจังหวัด ประมงจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาปัญหามลพิษข้ามพรมแดน การบริหารจัดการลุ่มน้ำ และวิถีชีวิตของชุมชนริมแม่น้ำ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้ประกอบการออกแบบโครงการในระยะต่อไป รวมถึงการเยี่ยมพื้นที่ด่านแม่สายและจุดเสี่ยงอุทกภัย เพื่อถอดบทเรียนการจัดการภัยพิบัติในเชิงพื้นที่จริง

กล่าวได้ว่า เชียงรายกำลังกลายเป็น “ห้องทดลองนโยบายความยั่งยืน” ที่เชื่อมโยงทั้งมิติสิ่งแวดล้อมชายแดน ความมั่นคงทางสังคม และการพัฒนาพหุวัฒนธรรมให้เดินไปในทิศทางเดียวกับ SDGs และ ESG

BCG และเศรษฐกิจหมุนเวียน อาวุธใหม่ของผู้ประกอบการ MSME

ขณะที่ระดับพื้นที่กำลังขับเคลื่อน SDGs ผ่านโครงการนำร่อง ระดับนโยบายกลางของไทยก็เดินหน้า “ติดอาวุธ” ให้ผู้ประกอบการรายย่อยด้วยแนวคิด เศรษฐกิจ BCG (Bio–Circular–Green Economy) ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพ (Bio) การออกแบบระบบหมุนเวียน (Circular) และการเติบโตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green)

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้จัดตั้ง CE Innovation Policy Forum ให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนและออกแบบนโยบายด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคส่วนต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการผลักดันโครงการอบรม Circular Design ผ่านหลักสูตร CIRCO จากประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเรียนรู้วิธีออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการแบบหมุนเวียนตั้งแต่ต้นทาง

ในเชิงปฏิบัติ สอวช. ยังร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ภายใต้โครงการ “ขับเคลื่อนระบบการส่งเสริมธุรกิจ MSME ด้วย BCG” จัดอบรมหลักสูตร “BIO-CIRCULAR-GREEN เศรษฐกิจใหม่ ใกล้ตัว” ให้ผู้ประกอบการจากทั้ง 5 ภูมิภาค โดยมีเป้าหมายให้ MSME เข้าใจว่าการ “รักษ์โลกอย่างยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงการลดขยะหรือปลูกต้นไม้เพิ่ม แต่คือการออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่ตั้งแต่กระบวนการผลิต บรรจุภัณฑ์ การขนส่ง ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน

สำหรับผู้ประกอบการในจังหวัดเชียงราย แนวทางดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญ เพราะพื้นที่นี้พึ่งพาเศรษฐกิจเกษตร การท่องเที่ยว และพาณิชย์ชายแดนเป็นหลัก การนำแนวคิด BCG ไปผสานกับ SDGs–ESG จะช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้า เช่น กาแฟ ชา พืชสมุนไพร หรือสินค้าเกษตรแปรรูป พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

จากเชียงรายสู่ผู้ประกอบการไทยบนเส้นทางความยั่งยืน

เมื่อเชื่อมโยงทุกชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน – ผลสำรวจ 10 ธุรกิจดาวรุ่ง–ดาวร่วงปี 2569 ที่สะท้อนการเคลื่อนไหวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสุขภาพ กรอบ SDGs และ ESG ที่เป็นเข็มทิศให้ทั้งประเทศและภาคธุรกิจเลือกเส้นทางการเติบโตอย่างรับผิดชอบ การขับเคลื่อน SDG Localisation Phase II ในจังหวัดเชียงรายที่มุ่งเปลี่ยนเป้าหมายระดับโลกให้เป็นการพัฒนาเชิงพื้นที่จริง และความพยายามผลักดัน เศรษฐกิจหมุนเวียน–BCG ในกลุ่ม MSME ล้วนส่งสารเดียวกันคือ

“ธุรกิจที่อยู่รอดในระยะยาวไม่ใช่เพียงธุรกิจที่ทำกำไรได้เร็วที่สุด แต่คือธุรกิจที่เข้าใจโลก เข้าใจสังคม และพร้อมปรับตัวไปกับกติกาใหม่ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ภาคเหนือ การปรับโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับ BCG–ESG ตั้งแต่วันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการตามเทรนด์ แต่คือการลงทุนเพื่อความมั่นคงของธุรกิจในระยะยาว และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้กับชุมชน ลูกหลาน และโลกใบเดียวกันใบนี้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
  • สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)
  • โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP Thailand)
  • ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
  • บ้านเจ้ากอกล้วย ณ.ห้วยปลากั้ง.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
SOCIETY & POLITICS

ม.พะเยาเปิดตัว Final Design อาคารคณะเกษตรฯ และกองอาคารสถานที่ ชูคอนเซปต์ Smart Campus กลางหุบเขา

ม.พะเยาเปิดโฉม Final Design อาคารกองอาคารสถานที่ – คณะเกษตรศาสตร์ฯ ก้าวสู่ Smart Campus และ Green University สร้างเมืองการเรียนรู้กลางหุบเขาอย่างยั่งยืน

พะเยา, 19 ธันวาคม 2568 – มหาวิทยาลัยพะเยาเดินหน้าสู่มิติใหม่ของการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้และการบริหารทรัพยากรอาคารอย่างยั่งยืน เมื่อบริษัท ARCHITECTS & ASSOCIATES CO., LTD. เผยแพร่ภาพ Final Design ของโครงการอาคารกองอาคารสถานที่ และกลุ่มอาคารเรียน–ห้องปฏิบัติงานของคณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ สะท้อนวิสัยทัศน์ “Smart Campus – Green University” ที่ผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ ภูมิประเทศแบบหุบเขา และเทคโนโลยีบริหารจัดการอาคารยุคดิจิทัลอย่างลงตัว

ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจและสังคมที่มหาวิทยาลัยทั่วประเทศต้องเผชิญความท้าทายเรื่องงบประมาณ การดูแลโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และความคาดหวังด้านความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม แบบอาคารชุดใหม่นี้จึงไม่ได้เป็นเพียง “โครงการก่อสร้าง” หากแต่เป็นการจัดวางยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของนิสิต บุคลากร และชุมชนรอบข้างในระยะยาว

ผังแม่บทกลางหุบเขา จากสำนักงานอธิการบดีสู่เครือข่ายอาคารเรียนรวม

มหาวิทยาลัยพะเยาตั้งอยู่บนพื้นที่หุบเขาและพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ การออกแบบผังแม่บทจึงยึดหลักสอดประสานกับภูมิประเทศ ไม่ฝืนภูมิภูมิศาสตร์ แต่ใช้ความลาดชันและแหล่งน้ำเป็นโครงสร้างหลักของการจัดวางอาคารต่าง ๆ

ศูนย์กลางการบริหารของมหาวิทยาลัยคือ อาคารสำนักงานอธิการบดี อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอยราว 8,600 ตารางเมตร ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2540 และได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่หลังเหตุเพลิงไหม้ในปี 2552 ให้มีความทันสมัยและกลมกลืนกับหอประชุมพญางำเมือง ปัจจุบันอาคารแห่งนี้มิใช่เพียงที่ทำงานของผู้บริหารระดับสูง แต่ยังเป็นที่ตั้งของกองงานสายสนับสนุนสำคัญ รวมถึง “กองอาคารสถานที่” ที่รับผิดชอบโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของมหาวิทยาลัย

ล้อมรอบศูนย์กลางดังกล่าวคือเครือข่ายอาคารเรียนรวม ได้แก่ อาคารเรียนรวม PKY พื้นที่ใช้สอยกว่า 18,400 ตารางเมตร และ อาคารเรียนรวม CE พื้นที่ราว 11,213 ตารางเมตร ซึ่งออกแบบให้มีความต่อเนื่องของพื้นที่การเรียนรู้และพื้นที่พบปะของนิสิตจากหลากหลายคณะ การจัดวางอาคารในรัศมีใกล้กันช่วยให้การประสานงานระหว่างฝ่ายวิชาการและฝ่ายสนับสนุนเป็นไปอย่างคล่องตัว และเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของระบบขนส่งมวลชนไฟฟ้า (EV Shuttle Bus) ภายในแคมปัส

ภาพ Final Design ที่เผยแพร่ออกมา แสดงให้เห็นการพัฒนาเครือข่ายอาคารชุดใหม่ของคณะเกษตรศาสตร์ฯ และกองอาคารสถานที่ที่ “ต่อยอด” จากผังแม่บทเดิม ไม่ใช่การแยกส่วนออกจากกัน แต่เป็นการต่อเส้นเวลาและพื้นที่ให้รองรับภารกิจใหม่ในอนาคต

คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ ห้องทดลองกลางป่าและศูนย์นวัตกรรมเกษตรยุคใหม่

คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ (School of Agriculture and Natural Resources) เป็นหนึ่งในคณะที่มีภารกิจซับซ้อนที่สุดของมหาวิทยาลัยพะเยา เนื่องจากต้องดูแลทั้งห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ระดับโมเลกุล โรงเรือนปศุสัตว์ แหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และแปลงปลูกพืชภาคสนามบนพื้นที่จริง การออกแบบกลุ่มอาคารชุดใหม่จึงต้องตอบโจทย์ “ทั้งห้องเรียน ห้องแล็บ และฟาร์มทดลอง” ไปพร้อมกัน

ภายใต้การบริหารของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิพรพรรณ เนื่องเม็ก คณบดีคณะฯ พื้นที่คณะเกษตรศาสตร์ฯ ถูกวางบทบาทให้เป็น “ห้องทดลองระดับภูมิภาค” ที่สร้างองค์ความรู้ด้านเกษตรสมัยใหม่และทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับจุลภาคถึงระดับภูมิทัศน์ โดยโครงสร้างห้องปฏิบัติการเฉพาะทางประกอบด้วย

  • กลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมการประมง ที่มีห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเคยใช้เป็นฐานการค้นพบสัตว์ชนิดใหม่ของโลกโดยนักวิจัยของคณะ
  • กลุ่มสัตวศาสตร์ พร้อมโรงเรือนมาตรฐานสำหรับการวิเคราะห์และพัฒนาอาหารสัตว์ สนับสนุนการยกระดับฟาร์มปศุสัตว์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน
  • กลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงพันธุ์พืชและงานจุลชีววิทยาเชิงลึก
  • กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ซึ่งมีห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน Food Safety สำหรับการแปรรูปและถนอมอาหาร เพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตร

ภายนอกอาคารเรียน ระบบนิเวศการเรียนรู้ยังต่อเนื่องไปยัง ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงการเกษตรฯ ที่แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ งานพัฒนาพันธุ์พืช งานปศุสัตว์ งานประมง และงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ ทำหน้าที่เป็น “ห้องทดลองกลางแจ้ง” ที่นิสิตสามารถเชื่อมโยงทฤษฎีจากแล็บสู่การปฏิบัติจริงในแปลง

ภาพ Final Design ของคณะเกษตรศาสตร์ฯ สื่อให้เห็นกลุ่มอาคารสีน้ำตาล–ครีมที่จัดวางท่ามกลางแหล่งน้ำ พื้นที่สีเขียว และทางเดินโค้งโอบรับภูมิรูปแบบหุบเขา ลานกว้างหน้าคณะถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่กิจกรรม เปิดมุมมองสู่บึงน้ำและแปลงสาธิตเกษตร พร้อมป้าย “SMART Agriculture” ที่ตอกย้ำบทบาทคณะในฐานะต้นแบบเกษตรอัจฉริยะของภูมิภาค

กองอาคารสถานที่ ฟันเฟืองโครงสร้างพื้นฐานและผู้ดูแลเมืองการเรียนรู้

หากคณะเกษตรศาสตร์ฯ คือ “หัวใจด้านองค์ความรู้” ของการพัฒนาพื้นที่เกษตรและทรัพยากรธรรมชาติของมหาวิทยาลัย กองอาคารสถานที่ (Division of Buildings and Grounds) ก็เปรียบเสมือน “ระบบไหลเวียนโลหิตและโครงกระดูก” ที่ทำให้เมืองการเรียนรู้แห่งนี้ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

กองอาคารสถานที่ซึ่งตั้งอยู่ภายในอาคารสำนักงานอธิการบดี ทำหน้าที่ดูแลตั้งแต่เอกสารธุรการ ไปจนถึงระบบไฟฟ้า ประปา เครื่องปรับอากาศ งานโยธา และภูมิทัศน์ทั่วทั้งพื้นที่มหาวิทยาลัย ภายใต้การนำของ นายจีรวัฒน์ มังคาร ผู้อำนวยการกองฯ โครงสร้างการทำงานถูกแบ่งเป็น 4 หน่วยหลัก ได้แก่

  1. งานธุรการ รับผิดชอบสารบรรณ การเงิน พัสดุ และข้อมูลสารสนเทศ โดยมีหัวหน้างานคือ นางนิรชา เตชะกุลวิโรจน์ ดูแลให้การใช้งบประมาณและจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามมาตรฐานธรรมาภิบาล (ITA)
  2. งานความปลอดภัย ดูแลระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง งานป้องกันอัคคีภัย และระบบรักษาความสะอาด ซึ่งมีหมายเลขติดต่อฉุกเฉิน 054-466-710 สำหรับเหตุการณ์นอกเวลาราชการ
  3. งานสวนและภูมิทัศน์ ซึ่งดูแลพื้นที่สีเขียวและคลังพันธุ์ไม้นานาชนิด มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญ เช่น นายสมปอง ใจประเสริฐ และนักจัดสวน นายกมล มูลป้อน ที่ทำให้พื้นที่มหาวิทยาลัยกลายเป็น “อุทยานการเรียนรู้” ที่ร่มรื่นและเหมาะกับการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม
  4. งานสาธารณูปโภคและบำรุงรักษา ทำหน้าที่ดูแลระบบไฟฟ้า ประปา และโครงสร้างทางวิศวกรรม โดยมีวิศวกรโยธาและสถาปนิกประจำกอง เช่น นายกิตติธัช อาจทะตัน เข้ามาควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างและซ่อมบำรุง

ภาพ Final Design ของอาคารกองอาคารสถานที่ที่เผยแพร่ แสดงให้เห็นอาคารรูปทรงทันสมัย ใช้เส้นสายแนวนอนและแผงกันแดดไม้ รวมถึงหลังคาที่เตรียมพื้นที่รองรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในอนาคต รายล้อมด้วยพื้นที่สีเขียวและแหล่งน้ำด้านหน้าอาคาร สอดรับกับบทบาทของหน่วยงานที่ต้องรักษามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับประสิทธิภาพเชิงวิศวกรรม

Smart Campus เมื่อเทคโนโลยีอาคารเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของนิสิต

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารจัดการอาคารของมหาวิทยาลัยพะเยาคือการพัฒนาระบบ “Smart Campus Infrastructure” ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารทรัพยากร โดยกองอาคารสถานที่ทำหน้าที่เป็นผู้พัฒนาและผู้ใช้จริงในเวลาเดียวกัน

ระบบเด่นที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่

  • Smart Services – ระบบแจ้งซ่อมออนไลน์ ที่เปิดโอกาสให้คณะต่าง ๆ เช่น คณะเกษตรศาสตร์ฯ สามารถแจ้งปัญหาวัสดุอุปกรณ์หรือระบบไฟฟ้า–ประปาได้แบบเรียลไทม์ ลดขั้นตอนเอกสารและเพิ่มความโปร่งใสในการติดตามงาน
  • Smart Water – ระบบจัดการน้ำประปา ซึ่งมหาวิทยาลัยผลิตน้ำใช้เองตั้งแต่การเก็บน้ำดิบจนถึงการควบคุมแรงดันน้ำในอาคารสูง ทำให้สามารถวางแผนรับมือภัยแล้งและเหตุฉุกเฉินได้อย่างเป็นระบบ
  • Garden System และฐานข้อมูล Trees Req ที่บันทึกข้อมูลพรรณไม้ภายในมหาวิทยาลัย ช่วยให้การตัดแต่งกิ่งไม้ การดูแลต้นไม้ใหญ่ และการพัฒนาภูมิทัศน์ทำได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาชีพ ไม่กระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้พื้นที่
  • UP IMS & Purchasing ระบบคลังพัสดุและจัดหาพัสดุที่เชื่อมโยงกับข้อมูล ITA สร้างร่องรอยการใช้จ่ายงบประมาณที่ตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน ระบบ EV Shuttle Bus ภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งเชื่อมต่อจุดสำคัญอย่าง P1 (หน้ามหาวิทยาลัย), P8 (สำนักงานอธิการบดี–กองอาคารสถานที่), P9 (อาคารเรียนรวม PKY–พื้นที่คณะเกษตรศาสตร์ฯ) และ P12 (หอพักนิสิต UP Dorm) ก็เป็นอีกหนึ่งมิติของ Smart Campus ที่ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ลดการปล่อยคาร์บอน และเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางของนิสิตและบุคลากร

เมื่อพิจารณาจากภาพ Final Design จะเห็นได้ว่าโครงการอาคารใหม่ถูกผูกโยงเข้ากับโครงข่าย Smart Campus เหล่านี้อย่างแนบแน่น ทั้งในมิติการวางตำแหน่งอาคาร ทางเดิน และจุดจอดรถไฟฟ้า ทำให้ระบบกายภาพและระบบดิจิทัลทำงานเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

พื้นที่เรียนรู้–พื้นที่พบปะ สถาปัตยกรรมที่ออกแบบเพื่อคน

จุดเด่นอีกประการของ Final Design คือการออกแบบ “พื้นที่กึ่งทางการ–กึ่งไม่เป็นทางการ” ให้เกิดขึ้นทั้งในอาคารและภายนอกอาคาร

ภาพภายในอาคารเรียนของคณะเกษตรศาสตร์ฯ แสดงให้เห็นห้องแลปสีขาว–ฟ้า สว่าง โปร่ง มีโต๊ะยาวและเก้าอี้ล้อเลื่อน รองรับการเรียนปฏิบัติการที่ต้องเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ตลอดเวลา ขณะที่ห้องบรรยายขนาดใหญ่ในอาคารสำนักงานและอาคารกองอาคารสถานที่ออกแบบให้รองรับการประชุมเชิงวิชาการและการอบรมของบุคลากรจากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย

อีกภาพหนึ่งเป็นโถงบันไดกว้างที่ตกแต่งด้วยอิฐแดงและหินสีเทา สร้างบรรยากาศคล้าย “ขั้นบันไดเมือง” ที่นิสิตสามารถนั่งพูดคุย ทำงานกลุ่ม หรือรอเข้าชั้นเรียน ขณะที่ชั้นบนเปิดรับแสงธรรมชาติและมองออกไปเห็นต้นไม้เขียวขจีภายนอก สถาปัตยกรรมในลักษณะนี้สะท้อนแนวคิด “Learning Commons” ที่ให้พื้นที่อาคารเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ไม่ใช่เพียงเปลือกหุ้มของห้องเรียนแบบเดิม

ในส่วนอาคารนิทรรศการและพื้นที่จัดแสดงผลงาน ถูกออกแบบให้มีผนังสีเขียวและงานไม้ ผสมผสานวัสดุธรรมชาติกับระบบไฟส่องสว่างสมัยใหม่ เหมาะสำหรับการจัดแสดงผลการวิจัย ผลิตภัณฑ์จากศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง หรือการประชุมเชิงปฏิบัติการกับเกษตรกรและชุมชนรอบมหาวิทยาลัย

ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ เมื่อคณะเกษตรฯ และกองอาคารสถานที่เดินไปด้วยกัน

ในมุมเชิงยุทธศาสตร์ การวางกลุ่มอาคารคณะเกษตรศาสตร์ฯ และอาคารกองอาคารสถานที่ให้ทำงานเกื้อหนุนกัน มีนัยสำคัญมากกว่าการประหยัดงบประมาณก่อสร้าง ทั้งสองหน่วยงานมีความสัมพันธ์แบบ “พึ่งพากันสองทิศทาง”

ด้านหนึ่ง คณะเกษตรศาสตร์ฯ ต้องพึ่งพาระบบสาธารณูปโภคและการบำรุงรักษาที่มีมาตรฐานสูง ทั้งระบบไฟฟ้าของห้องแล็บ ระบบบำบัดน้ำทิ้ง และโครงสร้างโรงเรือนทดลองจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดอยู่ในความดูแลของกองอาคารสถานที่ อีกด้านหนึ่ง กองอาคารสถานที่เองก็ใช้พื้นที่ของคณะเกษตรศาสตร์ฯ เป็น “ห้องทดลองชีวภาพขนาดใหญ่” ในการออกแบบภูมิทัศน์ การจัดการต้นไม้ใหญ่ และการบริหารจัดการแหล่งน้ำให้สมดุลระหว่างความสวยงามและความปลอดภัย

เมื่อเพิ่มชั้นของเทคโนโลยี Smart Campus เข้าไป การทำงานร่วมกันนี้ยิ่งมีความชัดเจน ระบบ Smart Services ทำให้คณะเกษตรศาสตร์ฯ แจ้งซ่อมและติดตามผลการดำเนินงานได้อย่างโปร่งใส ขณะที่ฐานข้อมูล Trees Req กลายเป็นเครื่องมือให้คณะเกษตรศาสตร์ฯ ใช้ข้อมูลพรรณไม้ในมหาวิทยาลัยประกอบการเรียนการสอนและงานวิจัยได้โดยไม่ต้องสร้างฐานข้อมูลใหม่

การออกแบบ Final Design ที่ให้ทั้งสองกลุ่มอาคารมีภาษาสถาปัตยกรรมใกล้เคียงกัน จึงไม่ใช่เพียงเรื่องความสวยงาม แต่เป็นการสะท้อน “โครงสร้างความร่วมมือ” ของสองหน่วยงานที่อยู่เบื้องหลังความมั่นคงของมหาวิทยาลัยพะเยาอย่างแท้จริง

มหาวิทยาลัยพะเยาในฐานะ “เมืองการเรียนรู้” มากกว่าสถานศึกษาในหุบเขา

เมื่อนำองค์ประกอบทั้งหมดมาประกอบกัน ตั้งแต่ผังแม่บทกลางหุบเขา คณะเกษตรศาสตร์ฯ ที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ กองอาคารสถานที่ที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบ Smart Campus จนถึง Final Design ของอาคารชุดใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ จะเห็นได้ชัดว่า มหาวิทยาลัยพะเยากำลังเคลื่อนตัวจาก “มหาวิทยาลัยในภูเขา” ไปสู่ “เมืองการเรียนรู้” (Learning City) ที่มีระบบนิเวศการศึกษาเต็มรูปแบบ

ในมิติของนิสิต พื้นที่เหล่านี้หมายถึงโอกาสในการเรียนรู้ที่หลากหลาย ตั้งแต่ห้องแลปสมัยใหม่ไปจนถึงแปลงทดลองตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ในมิติของบุคลากร พื้นที่สำนักงานและห้องประชุมที่ได้รับการออกแบบใหม่ช่วยยกระดับคุณภาพสภาพแวดล้อมการทำงานและมาตรฐานความปลอดภัย ส่วนในมิติของชุมชนโดยรอบ อาคารและศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ มีศักยภาพในการเปิดเป็นเวทีให้เกษตรกร หน่วยงานท้องถิ่น และภาคธุรกิจ เข้ามาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และต่อยอดสู่ความร่วมมือเชิงพื้นที่ในระยะยาว

สุดท้าย ภาพ Final Design ที่บริษัท ARCHITECTS & ASSOCIATES CO., LTD. เผยแพร่ออกมา จึงไม่เพียงสะท้อนทิวทัศน์อาคารชุดใหม่ท่ามกลางธรรมชาติ แต่ยังสะท้อน “ทิศทางการพัฒนา” ของมหาวิทยาลัยพะเยาในฐานะสถาบันการศึกษาที่มุ่งสู่ Green University และ Smart Campus อย่างเป็นรูปธรรมบนฐานของข้อมูล ระบบ และการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานภายใน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา และข้อมูลศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงการเกษตรฯ
  • ข้อมูลผังแม่บทและประวัติอาคารสำนักงานอธิการบดี–อาคารเรียนรวม PKY และ CE มหาวิทยาลัยพะเยา
  • บริษัท ARCHITECTS & ASSOCIATES CO., LTD.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

จาะวิกฤติอสังหาฯ 2568 คนไทย 66% แห่เช่าบ้านแทนซื้อ หลังยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูงถึง 40%

เมื่อบ้านกลายเป็น “ความฝันที่เอื้อมไม่ถึง”

เชียงราย, 18 ธันวาคม 2568 – ข้อมูลจาก LWS Wisdom and Solution สะท้อนภาพชัดเจนว่า คนรุ่นใหม่กว่า 66% เลือก “เช่าบ้าน” แทนการซื้อ แม้การเป็นเจ้าของบ้านยังคงเป็น “ความฝันร่วม” ของชนชั้นกลางไทย แต่โครงสร้างเศรษฐกิจกลับผลักให้ความฝันนั้นถอยห่างออกไปเรื่อย ๆ

สามปัจจัยหลักที่ทำให้คนไทยจำนวนมาก “ซื้อไม่ได้จริง ๆ” แม้ตั้งใจเก็บเงินและทำงานหนัก ได้แก่

  1. กู้ไม่ผ่านแม้รายได้สม่ำเสมอ
    อัตราการปฏิเสธสินเชื่อบ้านพุ่งสูงถึงประมาณ 40% ในกลุ่มบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นช่วงราคาที่ควรจะเป็น “บ้านหลังแรกของคนชั้นกลาง” แต่กลับกลายเป็นกลุ่มที่กู้ไม่ผ่านมากที่สุด เพราะหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และธนาคารต้องเข้มงวดมาตรฐานการปล่อยกู้เพื่อควบคุมความเสี่ยง
  2. ราคาบ้านวิ่งเร็วกว่ารายได้
    ดัชนีราคาอสังหาริมทรัพย์ 7 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 3–4% ตัวอย่างบ้านราคา 1,000,000 บาทในอดีต ปัจจุบันขยับขึ้นมาอยู่ราว 1,280,000 บาท เพิ่มขึ้นเกือบ 3 แสนบาท ขณะที่เงินเดือนของแรงงานจำนวนมากไม่ได้เพิ่มตามสัดส่วนเดียวกัน ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกว่า “ยิ่งไล่ก็ยิ่งไม่ทันราคา”
  3. ค่าเช่าไม่ขึ้น แถมบางพื้นที่ถูกลง
    ตลาดเช่าคอนโดในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) กรุงเทพฯ ปี 2567 มีค่าเช่าลดลงประมาณ 3.5–4.5% ในขณะที่ราคาขายอสังหาฯ ยังเดินหน้าขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนการเช่าต่อเดือน “เบากระเป๋า” กว่าการผ่อนบ้านในยุคดอกเบี้ยผันผวน และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้การเช่ากลายเป็น “ตัวเลือกหลัก” ไม่ใช่เพียงพักรอซื้อ

ในมุมหนึ่ง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนการตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผลของคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากแบกรับภาระเกินศักยภาพ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือสัญญาณเตือนถึง “โอกาสสร้างทรัพย์สินระยะยาว” ที่คนไทยจำนวนมากกำลังถูกบีบให้ถอยห่าง

วงจรความกลัวทางการเงิน เมื่อคนทั้งประเทศ “ชะลออนาคต” พร้อมกัน

ผลสำรวจ Ipsos “What Worries Thailand? H2 2025” ที่เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างคนไทยอายุ 20–74 ปี ประมาณ 500 คน สะท้อนระดับ “ความกลัวทางการเงิน” ที่ลึกกว่าความกังวลเชิงตัวเลขเศรษฐกิจทั่วไป

ตัวเลขสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่

  • 76% ของคนไทยเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะถดถอย
  • 52% ไม่กล้าซื้อทรัพย์สินชิ้นใหญ่ เช่น บ้านหรือรถยนต์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน
  • 48% ไม่มั่นใจในการลงทุนเพื่ออนาคต ทั้งด้านเกษียณและการศึกษาบุตรหลาน

ที่น่าสนใจคือ เกือบ 4 ใน 10 ระบุว่า “อยากกลับไปเกิดปี 2518” เพราะเชื่อว่าการใช้ชีวิตในยุคนั้นง่ายกว่า และมีเสถียรภาพมากกว่าในปัจจุบัน สะท้อนความรู้สึก “ตัน” ของผู้คนต่อโครงสร้างเศรษฐกิจยุคนี้

เมื่อมองผ่านข้อมูลของสภาพัฒน์ฯ และเครดิตบูโร ภาพความเปราะบางยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก

  • มูลค่าสินเชื่อบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป สูงราว 1.24 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 6.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • จำนวนบ้านที่ถูกยึดและประกาศขายทอดตลาดโดยกรมบังคับคดีสูงถึง 67,641 หน่วย เพิ่มขึ้นถึง 210% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 120,000 ล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง “สถิติในรายงาน” แต่สะท้อนภาพครัวเรือนไทยที่ต้องตัดสินใจหั่นค่าใช้จ่าย เลื่อนแผนการซื้อบ้าน เลื่อนการออกรถ หรือแม้แต่เลื่อนแผนมีครอบครัว

ในเวลาเดียวกัน เศรษฐกิจมหภาคก็ส่งสัญญาณไม่สดใสเท่าที่ควร ตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัวเพียง 1.2% ขณะที่ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจบางแห่ง เช่น SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “ถดถอยเชิงเทคนิค” โดยทั้งปีอาจโตต่ำกว่า 1%

เมื่อนำทุกชิ้นส่วนมาเรียงต่อกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “วงจรความกลัวทางการเงิน” (Financial Fear Loop) – เมื่อรายได้ไม่มั่นคง คนชะลอการใช้จ่ายก้อนใหญ่ ธุรกิจยอดขายตก หยุดลงทุนใหม่ การจ้างงานไม่ขยาย รายได้ครัวเรือนไม่เพิ่ม และความกลัวยิ่งทวีคูณ เศรษฐกิจจริงจึงถูกดึงให้ชะลอตัวเป็นทอด ๆ

ในระดับชีวิตส่วนตัว วงจรนี้หมายถึง “การชะลออนาคต” ของคนจำนวนมาก ตั้งแต่การซื้อบ้านหลังแรก ไปจนถึงการออมเพื่อวัยเกษียณ

เชียงรายท่ามกลางวิกฤติ จากเมืองชายแดนสู่ศูนย์กลางโอกาสใหม่

แม้ภาพรวมประเทศจะเต็มไปด้วยความลังเล แต่สำหรับจังหวัดเชียงราย ปี 2568 กลับเป็นช่วงเวลาที่หลายฝ่ายมองว่า “เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในรอบหลายทศวรรษ”

ปัจจัยสำคัญที่หนุนให้เชียงรายโดดเด่นขึ้นมา ได้แก่

  1. โครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ
    รถไฟทางคู่สายประวัติศาสตร์ล้านนาตะวันออก ระยะทางกว่า 323 กิโลเมตร มูลค่าการลงทุนประมาณ 72,920–85,345 ล้านบาท มีความคืบหน้ารวมราว 41–46% ในปี 2568 และคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2571 โครงการนี้ไม่เพียงลดเวลาเดินทาง แต่ยังยกระดับเชียงรายให้เป็น “คลัสเตอร์โลจิสติกส์” เชื่อมการค้าชายแดนกับประเทศในกลุ่ม GMS อย่างชัดเจน

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนี้ทำให้ราคาที่ดินรอบสถานีรถไฟทั้ง 26 แห่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีรายงานว่าที่ดินหน้าสถานีบางแห่งมีราคาพุ่งขึ้นถึง 10 เท่าจากราคาประเมินเดิม

  1. ราคาที่ดินและศักยภาพทำเลในเชียงราย
    กรมธนารักษ์ประเมินราคาที่ดินในจังหวัดเชียงรายสำหรับรอบปี 2566–2569 อยู่ในช่วง 175–85,000 บาทต่อตารางวา แม้จะต่ำกว่าจังหวัดหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ แต่เมื่อประกอบกับศักยภาพการเติบโต ราคาจริงในตลาดบางพื้นที่สูงกว่าราคาประเมิน 20–300% และมีแนวโน้มปรับเพิ่ม 5–15% ต่อปีในทำเลศักยภาพ

ทำเลสำคัญที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ ได้แก่

    • ย่านแม่กรณ์ – ศูนย์กลางเศรษฐกิจ เชื่อมเซ็นทรัล โฮมโปร และย่านพาณิชยกรรมหลักของเมือง
    • ย่านบ้านดู่ – ใกล้สนามบินแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัย เหมาะกับตลาดเช่ากลุ่มนักศึกษาและบุคลากรการแพทย์
    • ย่านริมกก – พื้นที่ริมน้ำบรรยากาศพรีเมียม เหมาะกับกลุ่มผู้สูงอายุและคนมีกำลังซื้อที่มองหา “บ้านเพื่อการพักผ่อนและเกษียณ”
    • แนวถนนเวียงบูรพา (บายพาส) – เส้นทางหลักของโครงการบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ ที่ต้องการพื้นที่ดินมากและเดินทางเข้าเมืองได้สะดวก

ในบริบทนี้ เชียงรายจึงไม่ได้เป็นเพียง “เมืองท่องเที่ยวเหนือสุดแดนสยาม” อีกต่อไป แต่กำลังถูกวางตำแหน่งให้เป็น “เมืองเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ยุคใหม่” ที่อสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นทรัพย์สินที่มีโอกาสเพิ่มมูลค่า (Capital Gain) ระยะกลางถึงยาว

ดอกเบี้ยต่ำ–ค่าธรรมเนียมต่ำ หน้าต่างเวลาแห่งการตัดสินใจ

ถัดจากโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจัยด้านนโยบายการเงินและมาตรการรัฐในปี 2568 เป็นอีกตัวแปรที่ทำให้เชียงรายและจังหวัดอื่น ๆ มี “ช่องให้ตัดสินใจ” สำหรับคนที่พร้อมจะซื้อ

  • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.50% ต่อปี ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง เช่น MRR, MLR, MOR ลงตาม
  • รัฐบาลออกมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนจาก 2% เหลือ 0.01% และค่าจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% สำหรับบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท

จากตารางเปรียบเทียบที่ผู้เชี่ยวชาญจัดทำ หากซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาท ผู้ซื้อสามารถประหยัดค่าธรรมเนียมรวมได้ราว เกือบ 90,000 บาท เมื่อเทียบกับอัตราปกติ ส่วนบ้านราคา 5–7 ล้านบาทจะประหยัดได้ตั้งแต่หลักแสนจนถึงกว่า 2 แสนบาท เงินจำนวนนั้นสามารถเปลี่ยนเป็นงบตกแต่งบ้านหรือกันไว้เป็นเงินสำรองฉุกเฉินได้ทันที

ควบคู่กันนั้น การผ่อนคลายมาตรการ Loan-to-Value (LTV) ทำให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้ได้สูงถึง 100–110% ของราคาประเมินสำหรับบ้านหลังแรกในบางผลิตภัณฑ์ ช่วยลดภาระเงินดาวน์สำหรับคนที่ “มีรายได้พอผ่อน แต่ไม่มีเงินก้อนใหญ่”

สงครามดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน เมื่อธนาคารแข่งกันดึงลูกค้า แต่ผู้กู้ต้องอ่าน “ตัวเล็ก”

ในสนามสินเชื่อที่อยู่อาศัย ปี 2568 ธนาคารและสถาบันการเงินต่างงัดผลิตภัณฑ์ออกมาชิงลูกค้าอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐหรือธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

  • เสนอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอัตราดอกเบี้ยคงที่ราว 2.50% ในปีแรก และเฉลี่ย 3 ปีแรกประมาณ 3%
  • มีโครงการ “บ้านล้านหลัง เฟส 3” สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ผ่อนยาวสูงสุดถึง 40 ปี ตอบโจทย์กลุ่มรายได้ปานกลาง–ล่างที่ต้องการบ้านหลังแรก

ธนาคารออมสิน

  • ผลิตภัณฑ์ “GSB Green Home Loan” อัตราดอกเบี้ยปีแรกเริ่มต้นประมาณ 1.89% และเฉลี่ย 3 ปีแรกราว 2.65–2.89%
  • เปิดโอกาสให้กู้ได้สูงถึง 110% ของราคาประเมิน สำหรับบ้านในช่วง 3–7 ล้านบาทบางประเภท

ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ เช่น ไทยพาณิชย์ กสิกรไทย กรุงไทย กรุงเทพ กรุงศรีอยุธยา ฯลฯ ต่างนำเสนอสินเชื่อบ้านที่มีจุดขายทั้งดอกเบี้ยปีแรกต่ำเป็นพิเศษ (บางผลิตภัณฑ์เริ่มไม่ถึง 2%) ค่างวดล้านละราว 3,000 บาทในปีแรก หรืออัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกที่แข่งขันกันในช่วง 2.8–3.4%

แต่เบื้องหลังตัวเลขที่ดูน่าดึงดูด ผู้กู้จำเป็นต้อง “อ่านตัวเล็ก” อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะช่วงหลังปีที่ 3 ที่อัตราดอกเบี้ยมักจะขยับขึ้นไปผูกกับ MRR หรือ MLR เช่น กรณีตัวอย่างที่มีการคำนวณให้เห็นว่า

  • หากกู้ 3,000,000 บาท ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3% ต่อปี ผ่อน 30 ปี ค่างวดเดือนแรกอาจราว 15,800 บาท
  • แต่เมื่อครบช่วงโปรโมชั่น ดอกเบี้ยขยับไปใกล้ระดับ 6.5% ค่างวดอาจพุ่งขึ้นมาราว 24,500 บาทต่อเดือน

ความต่างเกือบ 9,000 บาทต่อเดือนนี้คือ “จุดเปลี่ยนคุณภาพชีวิต” ที่ผู้กู้จำนวนไม่น้อยมองข้ามในตอนเซ็นสัญญา หากไม่มีการวางแผนรีไฟแนนซ์ (refinance) หรือเจรจา retention rate ล่วงหน้า

เชียงราย จากตลาดบ้านแนวราบถึงคอนโด Yield สูง

ในพื้นที่เชียงรายเอง ผู้ประกอบการอสังหาฯ ทั้งระดับชาติและท้องถิ่นเริ่มขยับกลยุทธ์เพื่อรองรับดีมานด์ที่เปลี่ยนไป

  • กลุ่มดีเวลอปเปอร์ระดับประเทศ เช่น CPN Residence, ศุภาลัย และรายอื่น ๆ เปิดโครงการบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และบ้านระดับพรีเมียมบนทำเลแม่กรณ์ บ้านดู่ และแนวบายพาส โดยวางตำแหน่งทั้งสำหรับครอบครัวคนท้องถิ่นและผู้มีกำลังซื้อจากนอกจังหวัดที่ต้องการ “บ้านหลังที่สอง”
  • ผู้ประกอบการท้องถิ่นรายใหญ่ เช่น สินธานี พร็อพเพอร์ตี้ ใช้จุดแข็งด้านความเข้าใจพื้นที่ นำเสนอแคมเปญแรง เช่น ของแถมเครื่องใช้ไฟฟ้าครบชุด ฟรีแอร์ และบัตรกำนัลมูลค่าสูง เพื่อปิดการขายกลุ่มที่ตัดสินใจอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่าง “ซื้อ” และ “เช่า”

ในตลาดคอนโดมิเนียม เชียงรายเริ่มมีโปรไฟล์ที่ชัดขึ้น โดยเฉพาะโครงการในเมืองและรอบห้างสรรพสินค้า ที่สามารถปล่อยเช่าให้พนักงานบริษัท คนทำงานภาครัฐ และผู้มาพำนักระยะยาว ผลตอบแทนจากค่าเช่า (Gross Yield) บางโครงการถูกประเมินว่าทำได้ราว 7% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในหลายจังหวัดใหญ่

เมื่อเทียบกับความเสี่ยงของการถือครองบ้านแนวราบที่ต้องใช้เงินดาวน์และค่างวดสูง การลงทุนในคอนโดมิเนียมกลางเมืองเชียงรายจึงกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และมองหาแหล่งกระจายพอร์ตนอกกรุงเทพฯ

แนวโน้มผู้ซื้อในยุคใหม่ ระหว่าง “เช่าต่อ” กับ “เสี่ยงซื้อ” ใครคิดแบบไหนได้เปรียบกว่า

จากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นว่าคำถามสำคัญของคนไทยในปี 2568 ไม่ได้มีแค่ว่า “จะซื้อหรือไม่ซื้อบ้าน” แต่ต้องถามต่อไปว่า

  • ซื้อ “ที่ไหน”
  • ซื้อ “เมื่อไร”
  • และซื้อ “ด้วยโครงสร้างหนี้แบบใด”

สำหรับผู้ที่ยังมีความเสี่ยงด้านรายได้สูง หรือมีภาระหนี้หมุนเวียนมาก การ “เช่าต่อ” อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าในระยะสั้น เพราะช่วยรักษาสภาพคล่อง และไม่เพิ่มแรงกดดันให้ชีวิตในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง

แต่สำหรับผู้ที่มีคุณสมบัติพร้อม ทั้งรายได้มั่นคง หนี้เดิมอยู่ในระดับที่สถาบันการเงินรับได้ และตั้งใจถืออสังหาฯ ระยะยาว จังหวัดเชียงรายอาจเป็นหนึ่งใน “โอกาสทอง” ที่ไม่ได้เปิดให้เห็นบ่อยนัก เพราะมีทั้ง

  • อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าช่วงก่อนหน้า
  • มาตรการลดค่าธรรมเนียมรัฐที่ช่วยเซฟค่าใช้จ่ายหลักแสน
  • โครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่มีผลต่อมูลค่าทรัพย์สินในอนาคต
  • และตลาดเช่าที่เริ่มพัฒนาในกลุ่มทำเลศักยภาพ

หัวใจของการตัดสินใจจึงไม่ใช่การไล่ตามกระแส “ซื้อในช่วงโปร” หรือ “ทนเช่าเพราะกลัวทั้งหมด” แต่คือการมองให้ครบทั้งรายได้ ความเสี่ยง หนี้เดิม และโอกาสเติบโตของพื้นที่ที่เลือกลงทุน

วิกฤติระดับชาติ โอกาสระดับเมือง – เชียงรายบนทางแยกของความฝันเรื่องบ้าน

ภาพใหญ่ของประเทศในปี 2568 คือสังคมที่กำลังเผชิญ “วงจรความกลัวทางการเงิน” คนจำนวนมากชะลอแผนชีวิตครั้งใหญ่ บ้านจากที่เคยถูกมองว่าเป็น “หลักฐานความมั่นคง” กลายเป็น “ภาระที่ไม่กล้าแบก” อัตราปฏิเสธสินเชื่อ 40% หนี้เสียระดับล้านล้านบาท และบ้านถูกยึดกว่า 67,000 หน่วย ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่คือเรื่องจริงของครอบครัวตัวเล็ก ๆ ทั่วประเทศ

แต่ในเวลาเดียวกัน เชียงรายกำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญระหว่างอดีตและอนาคต รถไฟทางคู่กำลังก่อร่างเครือข่ายโลจิสติกส์ การประเมินที่ดินและราคาตลาดสะท้อนทุนที่กำลังขยับขึ้นทีละขั้น นโยบายดอกเบี้ยต่ำและมาตรการลดค่าธรรมเนียมรัฐช่วยเปิด “หน้าต่างเวลา” ให้คนที่พร้อมจะก้าวเข้าไปในตลาด

สุดท้ายแล้ว คำตอบไม่ได้มีแบบเดียวสำหรับทุกคน คนกลุ่มหนึ่งอาจเลือก “เช่าต่อไปอย่างมีกลยุทธ์” เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือน อีกกลุ่มหนึ่งอาจเลือก “ซื้อในเวลาที่เหมาะสม” โดยมองเชียงรายเป็นฐานตั้งรกรากหรือฐานลงทุนระยะยาว

สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการไม่ปล่อยให้ตัดสินใจด้วย “ความกลัวล้วน ๆ” หรือด้วย “ความหวังล้วน ๆ” แต่ให้ข้อมูล เงื่อนไข และตัวเลขที่จับต้องได้เป็นตัวนำทาง เพราะในโลกที่ที่อยู่อาศัยกำลังกลายเป็นของหายากขึ้นทุกปี การคิดอย่างรอบด้านอาจเป็นเครื่องมือเดียวที่ทำให้ความฝันเรื่อง “บ้านในแบบของเรา” ยังไม่หลุดมือไปเสียทีเดียว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • LWS Wisdom and Solution
  • Money Buffalo
  • Ipsos – ผลสำรวจ “What Worries Thailand? H2 2025”
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ)
  • บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร)
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย และมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)
  • ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ธนาคารออมสิน และธนาคารพาณิชย์รายใหญ่
  • กรมธนารักษ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

เปิด ‘คุณสมบัติ-ลักษณะต้องห้าม’ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เตรียมตัวให้พร้อม ก่อนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อบต. 11 ม.ค. 69

เคาท์ดาวน์เลือกตั้ง อบต. 2569! กกต. ปูพรมรณรงค์โค้งสุดท้าย ย้ำ “เสียงคุณคือพลังพัฒนาท้องถิ่น” เปิด 3 เช็กลิสต์สกัดการเสียสิทธิ-เตือนกลุ่มย้ายบ้านระวังชวดลงคะแนน

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินหน้าปลุกพลังคนไทยเตรียมพร้อมเลือกตั้ง ส.อบต. และ นายก อบต. ในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 ชูประเด็น “ทุกเสียงกำหนดอนาคตชุมชน” พร้อมแนะขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติละเอียดยิบ โดยเฉพาะกรณีการย้ายทะเบียนบ้านที่อาจทำให้พลาดสิทธิเลือกผู้แทนหมู่บ้านโดยไม่รู้ตัว ย้ำหากไม่ไปใช้สิทธิอาจถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองนานถึง 2 ปี

ปักหมุด 11 มกราคม กำหนดทิศทางงบประมาณและคุณภาพชีวิตชุมชน

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกประกาศเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวมพลังออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (นายก อบต.) ใน วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 โดยเน้นย้ำว่าการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชน เพราะการไปใช้สิทธิเลือกผู้แทนคือการร่วมกำหนดงบประมาณ ทิศทางการพัฒนา และคุณภาพชีวิตในชุมชนโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่พลาดโอกาสในการใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงเพราะย้ายทะเบียนบ้านผิดช่วงเวลา หรือไม่ทราบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย กกต. จึงได้สรุป 3 เช็กลิสต์สำคัญ เพื่อให้ประชาชนเตรียมความพร้อมก่อนวันหย่อนบัตร ดังนี้

  1. การตรวจสอบคุณสมบัติและกรณีพิเศษการย้ายทะเบียนบ้าน

ผู้ที่มีสิทธิเข้าคูหาลงคะแนนในครั้งนี้ต้องมีสัญชาติไทย (หากเป็นผู้แปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี) มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีในวันเลือกตั้ง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง

กรณีสำคัญสำหรับผู้ที่ย้ายทะเบียนบ้านภายใน อบต. เดียวกัน แต่ยังไม่ครบ 1 ปี

  • ในเขตเลือกตั้ง (หมู่) ใหม่: จะมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งได้เฉพาะ นายก อบต. เท่านั้น แต่ไม่สามารถเลือกสมาชิกสภา อบต. ในเขตใหม่ได้
  • หากประสงค์จะเลือกทั้ง นายก อบต. และ ส.อบต. ในเขตเดิม ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดิมติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี และต้องยื่นคำขอเพิ่มชื่อต่อนายทะเบียนอำเภอ ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 วัน โดยวันสุดท้ายคือวันที่ 31 ธันวาคม 2568 หากยื่นสำเร็จจะมีสิทธิลงคะแนนทั้ง นายก อบต. และ ส.อบต. ในเขตเลือกตั้งเดิม
  1. บุคคลต้องห้ามใช้สิทธิเลือกตั้ง

นอกจากคุณสมบัติเบื้องต้นแล้ว หากบุคคลใดมีลักษณะดังต่อไปนี้ กฎหมายกำหนดให้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

  • เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
  • อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ไม่ว่าคดีจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่)
  • ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
  • วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

ข้อควรระวัง กกต. เตือนว่าหากผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ยังพยายามไปใช้สิทธิหรือลงคะแนน ถือเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย

ดาบสองคมของการ “นอนหลับทับสิทธิ” กับการถูกจำกัดสิทธิ 2 ปี

การเลือกตั้งเป็นหน้าที่สำคัญของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน หากไม่ไปใช้สิทธิและไม่ได้แจ้งเหตุอันสมควรต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือแจ้งแล้วแต่เหตุนั้นไม่สมควร จะถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ไม่ไปใช้สิทธิ

สิทธิทางการเมืองที่ท่านจะถูกจำกัด มีดังนี้

  • สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. สว. สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
  • สิทธิในการสมัครรับเลือกเป็นกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน
  • สิทธิในการเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
  • ห้ามดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง และผู้บริหารท้องถิ่นในตำแหน่งต่างๆ เช่น รองผู้บริหาร เลขานุการ หรือที่ปรึกษา
  • ห้ามดำรงตำแหน่งเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการของประธานสภาและรองประธานสภาท้องถิ่น

การสร้างระบบนิเวศการเลือกตั้งที่โปร่งใส

การเลือกตั้ง อบต. ในปี 2569 นี้ กกต. มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความโปร่งใส ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลผู้สมัครและหน่วยเลือกตั้งผ่านแอปพลิเคชัน Smart Vote และมีส่วนร่วมในการตรวจสอบสังคมด้วยการแจ้งเบาะแสทุจริตผ่านแอปพลิเคชัน ตาสับปะรด หรือสายด่วน 1444

การเตรียมความพร้อมในมิติต่างๆ ตั้งแต่การตรวจสอบรายชื่อจนถึงการทำความเข้าใจข้อกฎหมายเรื่องการย้ายถิ่นฐาน จะช่วยลดโอกาสการเสียสิทธิโดยไม่ตั้งใจ และนำไปสู่การได้ “คนดี มีความสามารถ” เข้ามาบริหารท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้า

ช่องทางการเข้าถึงข้อมูลและการแจ้งเหตุ

  • ตรวจสอบข้อมูลการเลือกตั้ง แอปพลิเคชัน Smart Vote
  • แจ้งเบาะแสทุจริต สายด่วน 1444 หรือแอปพลิเคชัน ตาสับปะรด
  • ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เว็บไซต์สำนักงาน กกต. (www.ect.go.th) และเพจสำนักงาน กกต.
  • เอกสารอ้างอิง พรบ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

#สร้างสรรค์ประเทศไทยพร้อมใจไปเลือกตั้งอบต

#เลือกตั้งอบต

 

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและลักษณะต้องห้าม
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

พลังศรัทธาเชียงราย! เปิดตัวโครงการ “ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน” บันทึกพระมหากรุณาธิคุณผ่านงานศิลปะ

ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน มหากาพย์ภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ถวายความจงรักภักดี ศิลปินชื่อดังริเริ่มโครงการสร้างสรรค์ภาพวาดขนาดใหญ่เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อปลูกฝังคุณค่าแก่เยาวชนรุ่นใหม่

เชียงราย,17 ธันวาคม 2568 ที่จังหวัดเชียงราย สมาคมขัวศิลปะร่วมกับสโมสรโรตารีเชียงราย และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้จัดแถลงข่าวเปิดตัวโครงการสร้างสรรค์กิจกรรมถ่ายทอดความจงรักภักดี ภายใต้ชื่อ “ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน” โดยมีอาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม ศิลปินผู้เชี่ยวชาญด้านการวาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ด้วยเทคนิคถ่านแท่ง (Charcoal) เป็นผู้รังสรรค์ผลงานชิ้นสำคัญนี้

โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความตั้งใจของศิลปินที่ต้องการถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็น “แม่พระของแผ่นดิน” ที่ได้ทรงอุทิศพระวรกายเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยมายาวนานกว่า 6 ทศวรรษ

ความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ในทุกมิติ

ผลงานภาพวาดชิ้นนี้ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันในทุกรายละเอียด เพื่อสื่อถึงความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้ง ภาพมีความสูง 1.9 เมตร ซึ่งสื่อถึงรัชกาลที่ 9 และมีความยาว 9.3 เมตร หมายถึงพระชนมพรรษา 93 พรรษาของพระองค์ท่าน ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงแต่สะท้อนความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ แต่ยังแสดงถึงความเป็นพระราชินีองค์เดียวในรัชกาลที่ 9 และพระบรมราชินีนาถพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์ไทยที่ทรงครองตำแหน่งยาวนานถึง 93 พรรษา

เนื้อหาภาพครอบคลุมเรื่องราวตั้งแต่พระชนมายุวัย การเสด็จพระราชาภิเษกสมรส พระราชกรณียกิจต่างๆ และโครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาท “แม่พระของแผ่นดิน” ที่ทรงเคียงข้างในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการพัฒนาประเทศและบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่พสกนิกรชาวไทยทุกภูมิภาค

การเลือกใช้เทคนิคถ่านแท่งในโทนสีขาว-ดำ มิใช่เป็นเพียงการแสดงฝีมือทางศิลปะ แต่ยังสื่อถึงความคลาสสิก ความเป็นมิตร และแสงแห่งศรัทธากตัญญูที่ปวงชนชาวไทยมีต่อพระองค์ท่าน ซึ่งสอดคล้องกับยุคสมัยแรกเริ่มที่ภาพถ่ายส่วนใหญ่จะเป็นสีขาว-ดำ

อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม กล่าวในการแถลงข่าวว่า “การวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ครั้งนี้ ข้าพเจ้าขอน้อมถวายเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ภาพนี้ไม่ใช่เพียงงานศิลปะ หากคือการบันทึกพระมหากรุณาธิคุณด้วยหัวใจ เป็น ‘ภาพแทนใจ’ ที่สร้างขึ้นด้วยความรัก ความศรัทธา และความเคารพสูงสุด”

พลังสนับสนุนจากสโมสรโรตารีสากล

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนหลักจากสโมสรโรตารีสากลภาค 3360 ซึ่งครอบคลุม 14 จังหวัดภาคเหนือ โดยมีสโมสรโรตารีทั้งหมด 65 สโมสร นำโดยดร.จารุวรรณ เต็ชะวุฒิ ผู้ว่าการภาค และสโมสรโรตารีเชียงราย ซึ่งเป็นแกนหลักในการประสานงาน

ดร.จารุวรรณ เต็ชะวุฒิ ผู้ว่าการภาค 3360 สโมสรโรตารีสากล กล่าวว่า “สโมสรโรตารีก่อตั้งมาแล้ว 121 ปี เรามิใช่องค์กรการกุศล แต่เป็นองค์กรเพื่อการลงทุนเพื่อประโยชน์สาธารณะ ภารกิจของโรตารีมี 7 ด้าน ครอบคลุมน้ำสะอาด การศึกษา สุขภาพแม่และเด็ก สิ่งแวดล้อม และการป้องกันโรคระบาด โดยเฉพาะโรคโปลิโอที่เราสามารถลดผู้ป่วยจาก 350,000 คนต่อปีเหลือไม่ถึง 100 คนต่อปีในปัจจุบัน”

ท่านกล่าวเสริมว่า “โครงการนี้สอดคล้องกับภารกิจด้านการศึกษาและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดภารกิจหลักของโรตารี ในจังหวัดเชียงรายมีสโมสรโรตารีถึง 9 สโมสร ครอบคลุมพื้นที่เชียงราย แม่สาย เชียงแสน เชียงของ และเวียงป่าเป้า ทุกสโมสรพร้อมใจกันสนับสนุนโครงการนี้ด้วยงบประมาณและอุปกรณ์ต่างๆ”

สโมสรโรตารีสากลในปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 1.2 ล้านคนทั่วโลก กระจายอยู่ใน 34,000 สโมสร โดยในประเทศไทยมี 4 ภาค ได้แก่ ภาค 3330 (ใต้) ภาค 3340 (อีสาน) ภาค 3350 (กลาง) และภาค 3360 (เหนือ) ซึ่งภาคเหนือมีสโมสรทั้งหมด 65 สโมสรกระจายใน 14 จังหวัด

นายกสโมสรโรตารีเชียงราย กล่าวว่า “การที่ศิลปินมีความตั้งใจ และสโมสรโรตารีเชียงรายได้ชักชวนสโมสรอื่นๆ รวมถึงภาครัฐและเอกชนมาร่วมกันทำให้โครงการนี้สำเร็จได้ เป็นเรื่องที่น่ายินดี นี่คือหนึ่งในเจ็ดภารกิจของโรตารีด้านการศึกษาและศิลปวัฒนธรรม”

กิจกรรม Art Workshop เพื่อเยาวชนและสังคม

นอกจากการวาดภาพที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แล้ว ทางโครงการยังได้จัดกิจกรรมคู่ขนาน Art Workshop ณ สถานที่วาดภาพ โดยเปิดรับนักเรียนในพื้นที่วันละ 60 คน แบ่งเป็นช่วงเช้า 30 คน และช่วงบ่าย 30 คน

กิจกรรมนี้มีศิลปินจากสมาคมขัวศิลปะเป็นพี่เลี้ยงสอนเทคนิคการวาดภาพ พร้อมถ่ายทอดความรู้เรื่องราวพระราชกรณียกิจ เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้ศิลปะควบคู่ไปกับการซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ และสร้างสำนึกรักในสถาบันพระมหากษัตริย์

โครงการได้รับความร่วมมือจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 ในการประสานงานนำนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม และจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน นักเรียนที่เข้าร่วมจะได้รับประกาศนียบัตร และมีโอกาสติดตามกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะขนาดใหญ่อย่างใกล้ชิด

อาจารย์สุวิทย์กล่าวว่า “ระหว่างที่ผมทำงานอยู่ที่โรงแรมพิมานอินน์ เชียงราย ประมาณ 2 เดือนกว่า จะมีการเปิดให้คนเข้ามาชมและร่วมกิจกรรม Workshop เราอยากให้นี่เป็นจุดรวมของคนเชียงราย เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และแสดงความจงรักภักดีร่วมกัน”

ภาครัฐให้การสนับสนุนและเตรียมจัดแสดง

นายกำพล จาววัฒนาสกุล ผู้อำนวยการกลุ่มยุทศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ปฏิบัติหน้าที่แทนวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า “นี่เป็นงานสักการะพระเกียรติอีกแห่งหนึ่งที่สำคัญมาก กิจกรรมนี้จะเป็นที่จดจำสำหรับเยาวชนและประชาชน และจะถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทางสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจะให้การสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ และประสานงานกับเครือข่ายศิลปินและโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่”

ทางกระทรวงวัฒนธรรมโดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สสร.) ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับศิลปินอยู่แล้ว จะมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ผลงานและจัดเก็บเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในหอจดหมายเหตุต่อไป

แผนการจัดแสดงและความยั่งยืนของโครงการ

เมื่อภาพแล้วเสร็จในกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่หลายหน่วยงานจะจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสมาทานพระบรมศพ ภาพจะเปิดให้ประชาชนเข้าชม ณ สถานที่วาดภาพก่อน จากนั้นจะนำไปจัดแสดงในการประชุมใหญ่ของสโมสรโรตารี (District Conference) ที่จะมีสมาชิกจาก 14 จังหวัดภาคเหนือ ประมาณ 400-500 คน เข้าร่วม

ดร.จารุวรรณกล่าวว่า “หลังจากการประชุมใหญ่ เราจะถ่ายทอดภาพนี้ออกสู่สาธารณะทั้ง 65 จังหวัดในประเทศไทย และอาจเผยแพร่ในเวทีสากล เพื่อสะท้อนให้โลกเห็นถึงความรักและความจงรักภักดีที่ปวงชนชาวไทยมีต่อพระองค์ท่าน”

อาจารย์สุวิทย์กล่าวเสริมว่า “ผมเชื่อว่าภาพนี้จะถูกจำลองไปไว้ที่พระเมรุมาศในพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในแต่ละท่ี เพราะภาพนี้สะท้อนถึงพระราชจริยวัตรของพระองค์ท่าน และสะท้อนถึงความรักที่ปวงชนชาวไทยมีต่อพระองค์ท่าน ผมอยากให้ที่นี่เป็นจุดรวมของคนเชียงราย เป็นพื้นที่แสดงความจงรักภักดีร่วมกัน”

ในที่สุด ภาพจะได้รับการจัดเก็บรักษาไว้อย่างถาวรในหอจดหมายเหตุ โดยกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณตราบนิรันดร์

เส้นทางศิลปินและผลงานที่ผ่านมา

อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงในวงการศิลปะไทย โดยเฉพาะในการวาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ด้วยเทคนิคถ่านแท่ง ผลงานที่ผ่านมาของท่านได้สร้างความประทับใจให้แก่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง

ในปี 2559 หลังจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ท่านได้ร่วมกับสมาคมขัวศิลปะเชียงราย วาดภาพขนาด 13 เมตร ณ วัดร่องขุ่น ปัจจุบันภาพดังกล่าวประดิษฐานอยู่ที่ศาลาธรรม

ในปี 2560 ท่านได้สร้างสรรค์ภาพขนาด 2 เมตร x 20 เมตร ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร เล่าเรื่องราวพระราชประวัติตั้งแต่พระเยาว์วัยจนถึงการขึ้นครองราชย์ และพระราชกรณียกิจกว่า 4,000 โครงการพระราชดำริ

ท่านเป็นนายกสมาคมขัวศิลปะคนที่ 3 ต่อจากศิลปินแห่งชาติ และได้รับคำแนะนำจากอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ ในการจัดองค์ประกอบและเลือกเนื้อหาที่จะใส่ในภาพครั้งนี้

ชื่อผลงานที่มีความหมาย

ชื่อผลงาน “ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน” ได้รับการออกแบบโดยคุณสุรชัย บุญจรเวท นักออกแบบแบรนด์ผู้มีชื่อเสียง เพื่อให้สื่อถึงความหมายที่ลึกซึ้งของพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านมีต่อแผ่นดิน และความรักที่ปวงชนชาวไทยมีต่อพระองค์ท่านที่สืบทอดมาช้านานนับพันปี

การสนับสนุนจากภาคเอกชน

นอกจากการสนับสนุนหลักจากสโมสรโรตารีแล้ว โครงการยังได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์จากบริษัทสีชั้นนำ ได้แก่ TOP FORM และ AB Art ที่พร้อมสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเต็มที่

อาจารย์สุวิทย์กล่าวว่า “งานศิลปะไม่สามารถทำคนเดียวได้ ศิลปินไม่ได้มีเงินมากมาย แต่เมื่อมีผู้ให้โอกาสและยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ งานก็สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผมรู้สึกเติมเต็มใจมาก สโมสรโรตารีให้ความกรุณาสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ใช่แค่วัสดุ แต่คือการให้โอกาสให้งานนี้สมบูรณ์”

คำกล่าวจากใจของศิลปิน

ในการสัมภาษณ์ อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม กล่าวเสริมว่า “สำหรับข้าพเจ้า ภาพนี้ไม่ใช่เพียงงานศิลปะ หากคือการบันทึกพระมหากรุณาธิคุณด้วยหัวใจ เป็น ‘ภาพแทนใจ’ ที่สร้างขึ้นด้วยความรัก ความศรัทธา และความเคารพสูงสุด เพื่อให้ประชาชนได้ระลึกถึงพระเมตตาธรรมของพระองค์ท่านตราบนิจนิรันดร์ การดำเนินงานในครั้งนี้สำเร็จได้ด้วยแรงสนับสนุนสำคัญจากสโมสรโรตารีเชียงราย ซึ่งร่วมเป็นพลังเบื้องหลังในการส่งเสริมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติให้เกิดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ”

ท่านกล่าวอีกว่า “ข้าพเจ้าขอน้อมสำนึกในเกียรติครั้งนี้ และจะขอเป็นข้าพระบาทผู้จงรักภักดีต่อพระองค์ท่านตราบชีวิต”

บรรยากาศในวันแถลงข่าว

การแถลงข่าวในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 มีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย นายกสโมสรจากหลากหลายสโมสรในเชียงราย ศิลปินจากสมาคมขัวศิลปะ สื่อมวลชน และผู้แทนจากหน่วยงานราชการ ได้แก่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ

บรรยากาศเต็มไปด้วยความประทับใจและความตื้นตันใจ เมื่อผู้เข้าร่วมได้เห็นภาพร่างเบื้องต้นและรับฟังแนวคิดของโครงการ ผู้เข้าร่วมต่างให้ความสนใจและแสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนโครงการให้ประสบความสำเร็จ

หลังจากการแถลงข่าว ผู้เข้าร่วมได้เดินทางไปยังสถานที่วาดภาพ ณ โรงแรมพิมานอินน์ เชียงราย เพื่อรับฟังคำอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมจากอาจารย์สุวิทย์ และชมภาพร่างที่กำลังดำเนินการอยู่

ความสำคัญต่อสังคมและเยาวชน

โครงการนี้มิได้เป็นเพียงการสร้างสรรค์งานศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือในการปลูกฝังคุณค่าและสำนึกรักในสถาบันพระมหากษัตริย์แก่เยาวชนรุ่นใหม่ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม

การที่เยาวชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม Art Workshop ได้เห็นกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะขนาดใหญ่ ได้เรียนรู้เทคนิคการวาดภาพจากศิลปินมืออาชีพ และได้รับรู้ถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ จะเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าและจดจำได้ตลอดไป

คุณรุ่งวัฒนากล่าวว่า “เราได้ประสานงานกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เครือข่ายศิลปินทางศิลปะ และโรงเรียนต่างๆ เพื่อให้นักเรียนได้เข้ามาศึกษาและร่วมกิจกรรม นี่คือโอกาสทองที่เยาวชนจะได้เรียนรู้ทั้งศิลปะและประวัติศาสตร์ไปพร้อมกัน”

ผลกระทบในวงกว้าง

โครงการ “ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน” คาดว่าจะสร้างผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และอาจขยายไปสู่ระดับสากล

ในระดับท้องถิ่น โครงการจะเป็นจุดรวมใจของชาวเชียงรายและภาคเหนือ เป็นสถานที่ที่ประชาชนสามารถมาแสดงความจงรักภักดีร่วมกัน โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสมาทานพระบรมศพ

ในระดับชาติ การจัดแสดงภาพในงาน District Conference และการเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ จะทำให้คนไทยทั่วประเทศได้รับรู้และร่วมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

ในระดับสากล สโมสรโรตารีมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งทั่วโลก การเผยแพร่ผลงานนี้จะทำให้นานาชาติได้เห็นถึงความรักและความจงรักภักดีที่ปวงชนชาวไทยมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ความท้าทายและการเตรียมความพร้อม

การวาดภาพขนาดใหญ่เช่นนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งด้านเทคนิค เวลา และสภาพอากาศ อาจารย์สุวิทย์กล่าวว่า “การทำงานในช่วงหน้าหนาว อากาศเย็นสบาย แต่ต้องระมัดระวังเรื่องความชื้นที่อาจส่งผลต่อวัสดุ เราต้องวางแผนการทำงานอย่างละเอียด และมีทีมงานคอยดูแลสภาพแวดล้อมอย่างใกล้ชิด”

ด้านอุปกรณ์ ทางโครงการได้เตรียมความพร้อมครบถ้วน ตั้งแต่ผืนผ้าใบขนาดใหญ่ ถ่านแท่งคุณภาพสูง ระบบแสงสว่างเพื่อการทำงาน และอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็น ทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจากสโมสรโรตารีและภาคเอกชน

ด้านความปลอดภัย มีการจัดเจ้าหน้าที่คอยดูแลพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความปลอดภัยของผลงานและอุปกรณ์ รวมถึงอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มาเยี่ยมชม

การเชิญชวนประชาชนเข้าร่วม

อาจารย์สุวิทย์กล่าวเชิญชวนประชาชนว่า “ผมอยากเชิญชวนพี่น้องชาวเชียงรายและผู้ที่สนใจ แวะเวียนมาเยี่ยมชมกระบวนการทำงาน มาให้กำลังใจ และมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 2 เดือนกว่า จนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ จะมีกิจกรรมต่างๆ ให้ได้ร่วมสนุก โดยเฉพาะน้องๆ นักเรียนที่จะได้เรียนรู้ศิลปะและประวัติศาสตร์ไปพร้อมกัน”

ดร.จารุวรรณกล่าวเสริมว่า “เราขอเชิญชวนสมาชิกสโมสรโรตารีทั้ง 65 สโมสรในภาคเหนือ รวมถึงสมาชิกจาก 4 ภาคทั่วประเทศ และประชาชนทั่วไป มาร่วมเป็นสักขีพยานในเหตุการณ์สำคัญนี้ มาร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านผ่านงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่นี้”

ช่วงเทศกาลและความพิเศษ

อาจารย์สุวิทย์กล่าวอย่างน่าสนใจว่า “ช่วงที่ผมวาดภาพนี้จะครอบคลุมช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วย ถ้าใครอยากมาข้ามปีที่มีความหมาย มาข้ามปีกับภาพความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน ผมยินดีต้อนรับ เราจะได้ร่วมกันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อย่างมีคุณค่า”

นี่จึงเป็นโอกาสพิเศษสำหรับประชาชนที่ต้องการใช้เวลาในช่วงเทศกาลอย่างมีความหมาย แทนที่จะไปสถานบันเทิงหรือสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป การมาร่วมกิจกรรมนี้จะเป็นการส่งท้ายปีและต้อนรับปีใหม่อย่างมีคุณค่าและสร้างสรรค์

มิติทางประวัติศาสตร์

โครงการนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายประการ ประการแรก เป็นการบันทึกพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงไว้ในรูปแบบของงานศิลปะที่จะคงอยู่ชั่วกาลนาน

ประการที่สอง เป็นการแสดงออกถึงความรักและความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน

ประการที่สาม เป็นตัวอย่างของการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์สังคม ปลูกฝังคุณค่า และถ่ายทอดประวัติศาสตร์ไปสู่คนรุ่นหลัง

คุณรุ่งวัฒนากล่าวว่า “นี่คือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่จะถูกบันทึกไว้ในหอจดหมายเหตุ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่คนรุ่นหลังจะได้ศึกษาและเรียนรู้ เราจึงต้องดำเนินการอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน”

ภาพอนาคตหลังเสร็จสิ้นโครงการ

เมื่อภาพแล้วเสร็จในกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะมีแผนการจัดแสดงและเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง การจัดแสดงครั้งแรกจะเป็นที่โรงแรมพิมานอินน์ เชียงราย เปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี

จากนั้นจะมีการจัดแสดงในงาน District Conference ของสโมสรโรตารีภาค 3360 ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 400-500 คน จาก 14 จังหวัดภาคเหนือ

ต่อมาอาจมีการนำไปจัดแสดงในงานพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

ในที่สุด ภาพจะได้รับการจัดเก็บอย่างถาวรในหอจดหมายเหตุ โดยกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมจัดทำเอกสารบันทึกกระบวนการสร้างสรรค์และความหมายของผลงาน เพื่อให้เป็นสมบัติของชาติสืบไป

พลังแห่งความรักและความร่วมมือ

โครงการ “ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของพลังแห่งความรักและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม จากแนวคิดเล็กๆ ของศิลปินคนหนึ่งที่ต้องการแสดงความจงรักภักดี กลายเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีคนหลากหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม

สโมสรโรตารีในฐานะองค์กรเพื่อการลงทุนเพื่อประโยชน์สาธารณะ ได้แสดงบทบาทสำคัญในการสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและการประสานงาน ภาครัฐโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์และการจัดเก็บเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภาคเอกชนสนับสนุนอุปกรณ์และวัสดุ และภาคประชาชนพร้อมเข้าร่วมกิจกรรมและให้กำลังใจ

ผลงานที่จะเกิดขึ้นจึงไม่ใช่ผลงานของศิลปินคนเดียว แต่เป็นผลงานของคนไทยทุกคนที่มีส่วนร่วมทำให้โครงการนี้สำเร็จ เป็นการแสดงออกถึงความรักและความจงรักภักดีที่ปวงชนชาวไทยมีต่อสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็น “แม่พระของแผ่นดิน” ที่ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อความสุขของพสกนิกรมาตลอดพระชนมชีพ

ภาพ “ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน” จึงมิใช่เพียงผืนผ้าใบที่มีภาพวาด แต่คือการบันทึกความรัก ความกตัญญู และความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทยไว้เป็นประวัติศาสตร์ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณตราบนิรันดร์กาล

รายละเอียดโครงการโดยสังเขป

ชื่อโครงการ: ความรักของนับพันปีแห่งแผ่นดิน

ผู้รังสรรค์: อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม

ขนาดผลงาน: สูง 1.9 เมตร x ยาว 9.3 เมตร

เทคนิค: ถ่านแท่ง (Charcoal) โทนสีขาว-ดำ

ระยะเวลาดำเนินการ: ธันวาคม 2568 – กุมภาพันธ์ 2569 (ประมาณ 2 เดือน)

สถานที่วาดภาพ: โรงแรมพิมานอินน์ เชียงราย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมขัวศิลปะ จังหวัดเชียงราย
  • สโมสรโรตารีเชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

“ในโลกไซเบอร์ ทุกที่คือชายแดน” สกมช. แนะ 3 มาตรการเร่งด่วน เปิดใช้ MFA สกัดแฮกเกอร์

ในโลกไซเบอร์ ทุกที่คือชายแดน” สกมช. ยกระดับเฝ้าระวังภัยไซเบอร์ เตือนรัฐ–เอกชน–ประชาชนเป็นแนวหน้าร่วมกัน

กรุงเทพฯ, 17 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาค สมรภูมิที่ไม่อาจมองข้ามอีกต่อไปคือ “สมรภูมิไซเบอร์” ซึ่งไม่มีเส้นเขตแดนให้เห็นด้วยตา พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เปิดเผยทิศทางภัยคุกคามและมาตรการรับมือในงานแถลงข่าว “สถานการณ์และแนวโน้มภัยคุกคามในบริบทสถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบัน รวมถึงมาตรการเฝ้าระวังและการรับมือด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ” ว่า

“ในโลกไซเบอร์ ทุกที่คือชายแดน”

ประโยคสั้น ๆ แต่สะท้อนความจริงสำคัญว่า ทุกระบบที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต – ตั้งแต่เครือข่ายของหน่วยงานรัฐ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ธนาคาร โรงพยาบาล ไปจนถึงโทรศัพท์มือถือของประชาชน – ล้วนสามารถกลายเป็นจุดเปราะบางที่ถูกใช้เป็นทั้ง “เป้าหมายโจมตี” และ “ฐานส่งต่อการโจมตี” ได้ในเวลาเดียวกัน

เลขาธิการ สกมช. ชี้ให้เห็นว่า เมื่อใดก็ตามที่เกิดความขัดแย้งหรือสถานการณ์อ่อนไหวด้านความมั่นคงในโลกจริง แนวรบทางไซเบอร์มักจะถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์โดยอัตโนมัติ กลุ่มผู้โจมตีจำนวนไม่น้อยเป็น “Hacktivist” หรือกลุ่มนักรบไซเบอร์ที่อ้างอุดมการณ์ทางการเมืองหรือชาติพันธุ์ ใช้วิธีโจมตีเว็บไซต์และระบบออนไลน์ของฝ่ายตรงข้าม เพื่อแสดงสัญลักษณ์หรือสร้างแรงกดดันเชิงจิตวิทยา

“สิ่งที่เราเห็นชัดคือ ทุกครั้งที่ความตึงเครียดในสนามรบทางกายภาพพุ่งสูง กราฟการโจมตีทางไซเบอร์ ทั้งการยิง DDoS และการเปลี่ยนหน้าเว็บ จะพุ่งตามทันที” พลอากาศตรี อมร ระบุ พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมในทั้งสองมิติไปพร้อมกัน

จาก Clickbait สู่ “Ragebait” – เมื่อสงครามข้อมูลเล็งเป้าอารมณ์โกรธ

นอกจากการโจมตีระบบโดยตรงแล้ว เลขาธิการ สกมช. ยังให้ความสำคัญกับ “สงครามข้อมูลข่าวสาร” (Information Operations – IO) ที่พัฒนาไปไกลกว่าการใช้พาดหัวดึงดูดให้คลิกแบบในอดีต

“ตอนนี้เราไม่ได้เจอแค่ Clickbait แต่กำลังอยู่ในยุคของ ‘Ragebait’ คือการโพสต์เนื้อหาที่ตั้งใจปลุกอารมณ์โกรธ ด่า แชร์ด้วยความโมโห เพราะทุกครั้งที่มีการโต้เถียงในคอมเมนต์ อัลกอริทึมจะดันโพสต์นั้นขึ้น ทำให้ฝ่ายที่ต้องการสร้างความแตกแยกมีตัวตนมากขึ้น โดยที่เราไม่รู้ตัว” เขาอธิบาย

สงครามข้อมูลในรูปแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งปัญญาประดิษฐ์ระดับสูง แต่ใช้ความเข้าใจในพฤติกรรมมนุษย์ผนวกกับกลไกของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทำให้ข่าวลวง (Misinformation/Disinformation) กลายเป็น “อาวุธที่มองไม่เห็น” ซึ่งกัดกร่อนความเชื่อมั่นและความไว้เนื้อเชื่อใจในสังคมอย่างช้า ๆ

สกมช. จึงจัดให้ “การบิดเบือนข้อมูล” อยู่ในกลุ่มภัยคุกคามหลักที่ต้องเฝ้าระวังเคียงข้างการโจมตีเชิงเทคนิค พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านสื่อสารมวลชนและศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เพื่อจำกัดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

5 ภัยคุกคามไซเบอร์หลักในห้วงสถานการณ์ไม่ปกติ

บนเวทีแถลงข่าว ThaiCERT ซึ่งเป็นศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ได้สรุป “5 ประเภทภัยคุกคามไซเบอร์หลัก” ที่พบมากในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ ได้แก่ DDoS Attack, Credential Theft, Data Breach/Data Destruction, Data Exposure และ Web Defacement พร้อมแนวทางป้องกันขั้นพื้นฐานสำหรับหน่วยงานและผู้ประกอบการ

  1. DDoS Attack – ยิงทราฟฟิกจนระบบล่ม
    เป็นการระดมส่งคำขอจำนวนมหาศาลเข้าใส่เว็บไซต์หรือระบบบริการ เพื่อให้เซิร์ฟเวอร์ทำงานไม่ไหวและไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ แม้เทคนิคไม่ได้ซับซ้อนมากนัก เพราะสามารถเช่า “บริการยิง DDoS” หรือใช้เครือข่ายเครื่องที่ถูกยึด (Botnet) ได้ แต่หากไม่มีระบบป้องกัน ก็สามารถทำให้บริการที่สำคัญหยุดชะงักได้ทันที
  2. Credential Theft – ขโมยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน
    เป็นภัยที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการหลอกลวงผ่านอีเมล เว็บไซต์ปลอม (Phishing) และซอฟต์แวร์เถื่อนที่ฝังมัลแวร์ประเภท Information Stealer ซึ่งไม่ได้ขโมยเพียงรหัสผ่าน แต่รวมถึงคุกกี้ล็อกอิน บัญชีกระเป๋าเงินดิจิทัล และข้อมูลสำคัญอื่น ๆ
  3. Data Breach / Data Destruction – เจาะระบบขโมยหรือทำลายข้อมูล
    เมื่อผู้โจมตีได้สิทธิ์ระดับสูงในระบบ (เช่น บัญชีแอดมิน) ก็สามารถเข้าถึงฐานข้อมูล ปรับแต่งสิทธิ์ หรือแม้กระทั่งลบข้อมูลสำคัญออกไปทั้งหมด กรณีนี้มักสร้างความเสียหายรุนแรงทั้งด้านเศรษฐกิจและชื่อเสียงองค์กร
  4. Data Exposure – ข้อมูลรั่วจากการตั้งค่าผิดพลาด
    หลายกรณีไม่ได้เกิดจากแฮกเกอร์ขั้นเทพ หากแต่จากการเปิดพอร์ตหรือบริการบนคลาวด์ทิ้งไว้โดยไม่ได้ป้องกัน การตั้งค่าสิทธิ์แชร์ไฟล์แบบ “สาธารณะ” หรือการไม่เข้ารหัสข้อมูลสำคัญ ทำให้ข้อมูลของลูกค้าหรือประชาชนถูกค้นพบและดึงออกไปได้ง่าย
  5. Web Defacement – เปลี่ยนหน้าเว็บไซต์เพื่อประจานหรือปล่อยข่าวลวง
    มักเป็นเป้าหมายของกลุ่ม Hacktivist ที่ต้องการแสดงตัวว่า “เจาะได้แล้ว” ผ่านการเปลี่ยนโลโก้ ภาพ หรือข้อความบนหน้าเว็บไซต์หลักของหน่วยงาน โดยเฉพาะโดเมน .th และเว็บไซต์ราชการขนาดเล็ก หรือโรงเรียนในภูมิภาค ซึ่งมักมีงบประมาณด้านความมั่นคงต่ำ

ThaiCERT ระบุว่า แม้ในหลายกรณี การโจมตีจะกินเวลาสั้นๆ แต่ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนอาจยาวนานกว่านั้นมาก โดยเฉพาะเมื่อภาพหน้าเว็บที่ถูกเปลี่ยน ถูกแชร์กระจายบนโซเชียลมีเดียในเวลาไม่กี่วินาที

พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

ศูนย์เฝ้าระวัง 24×7 และเป้าหมาย “แจ้งเตือนภายใน 5 นาที”

เพื่อรับมือกับภัยที่อาจปะทุได้ตลอดเวลา สกมช. และ ThaiCERT ได้จัดตั้งกลไกเฝ้าระวังภัยไซเบอร์ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ โดยเชื่อมโยงกับหน่วยงานเครือข่ายกว่า 200 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Critical Information Infrastructure – CII) เช่น ระบบไฟฟ้า ประปา โทรคมนาคม การเงิน การคมนาคม และสาธารณสุข

หัวใจสำคัญของกลไกนี้ คือ “การตรวจพบ–แจ้งเตือน–ตอบสนอง” ให้ได้เร็วที่สุด ผ่านระบบป้องกันและตรวจจับอย่าง Web Application Firewall (WAF) และระบบวิเคราะห์ทราฟฟิก ซึ่งหากตรวจพบรูปแบบการโจมตีที่เข้าเกณฑ์ จะต้องแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน 5 นาที

พลอากาศตรี อมร ยอมรับว่า ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การเฝ้าระวังเพียงอย่างเดียว แต่คือ “การติดต่อถึงตัวคนที่รับผิดชอบระบบ” โดยเฉพาะนอกเวลาราชการ “เราพยายามย้ำว่าหากหน่วยงานใดได้รับโทรศัพท์จากหมายเลข ThaiCERT ตอนกลางคืน อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพราะเบอร์นี้คือด่านหน้าในการแจ้งเตือนเหตุจริง”

ซ้อมแผนระดับชาติ – จำลองไฟดับ โรงพยาบาลล่ม เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน

อีกหนึ่งมาตรการที่ สกมช. ผลักดันอย่างจริงจังคือ “การซ้อมแผนรับมือภัยไซเบอร์ระดับชาติ” โดยจำลองสถานการณ์วิกฤตหลายรูปแบบ เช่น ระบบโรงพยาบาลล่มจากการถูกโจมตี หรือไฟฟ้าดับเป็นเวลานานในหลายพื้นที่

การซ้อมแผนดังกล่าว ไม่ได้เน้นเพียงการกู้คืนระบบเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการตัดสินใจเชิงนโยบาย การประสานงานข้ามหน่วยงาน การสื่อสารกับประชาชน และการเรียกใช้แผนสำรอง (Business Continuity Plan – BCP) เพื่อให้ “บริการที่จำเป็นต่อชีวิตประชาชนเดินต่อได้ แม้ระบบดิจิทัลบางส่วนจะถูกโจมตี”

“เราต้องทำให้แน่ใจว่าหากมีเหตุรุนแรงจริง ระบบจำเป็น เช่น โรงพยาบาล ไฟฟ้า น้ำประปา การสื่อสารพื้นฐาน จะยังทำงานได้ ประชาชนต้องไม่รู้สึกว่าบริการของรัฐหยุดชะงัก” เลขาธิการ สกมช. ย้ำ

สถิติสุดสะเทือนใจ รหัสผ่านคนไทยรั่วสะสมกว่า 200 ล้านรายการ

หนึ่งในข้อมูลที่เรียกเสียงฮือฮาในงานแถลงข่าว คือ ตัวเลข “ข้อมูลชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของคนไทยที่รั่วไหลสะสมกว่า 200 ล้านรายการ” ที่ ThaiCERT ตรวจพบจากแหล่งข้อมูลใต้ดินและตลาดมืดออนไลน์

แม้จะไม่ได้หมายความว่ามีผู้ใช้ 200 ล้านคน (เพราะหลายบัญชีอาจซ้ำกันจากหลายแพลตฟอร์ม) แต่ตัวเลขนี้สะท้อนว่า “การใช้รหัสผ่านเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป”

แหล่งที่มาของการรั่วไหลส่วนใหญ่ ได้แก่

  • การถูกหลอกให้กรอกข้อมูลบนเว็บไซต์ปลอมที่หน้าตาเหมือนเว็บจริงทุกประการ
  • การติดตั้งซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ที่แถมมัลแวร์ขโมยข้อมูลเข้ามาในเครื่อง
  • การใช้รหัสผ่านเดียวกันในหลายบริการ เมื่อแพลตฟอร์มหนึ่งถูกเจาะ แฮกเกอร์จึงสามารถนำชุดรหัสนั้นไปลองบนบริการอื่น ๆ ได้ (Credential Stuffing)

“ตลาดซื้อ–ขายข้อมูลล็อกอินในต่างประเทศมอง ‘บัญชีคนไทย’ เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเหมือนกัน เพราะสามารถใช้เจาะทั้งแอปการเงิน บริการออนไลน์ หรือแม้แต่ระบบภายในองค์กร ถ้าเจ้าของบัญชีใช้รหัสซ้ำกัน” ตัวแทน ThaiCERT อธิบาย

3 มาตรการเร่งด่วนสำหรับประชาชนและหน่วยงาน

เพื่อลดความเสี่ยงในระยะสั้น สกมช. และ ThaiCERT เสนอ 3 มาตรการที่ทุกคนสามารถเริ่มได้ทันที

  1. เปิดใช้การยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน (MFA)
    ไม่ว่าจะเป็น Google Authenticator, Microsoft Authenticator หรือระบบ OTP ของธนาคาร การเพิ่มชั้นการยืนยันตนถือเป็น “เกราะป้องกันที่คุ้มค่าที่สุด” เพราะแม้รหัสผ่านจะรั่ว แฮกเกอร์ก็ยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้โดยง่าย
  2. สำรองข้อมูล (Backup) อย่างสม่ำเสมอ
    โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญขององค์กร เช่น ฐานข้อมูลลูกค้า เอกสารทางราชการ หรือไฟล์งานสำคัญของธุรกิจ หากเกิดเหตุถูกมัลแวร์เรียกค่าไถ่หรือลบข้อมูล การมีสำเนาที่เข้ารหัสและเก็บแยกจากระบบหลัก จะช่วยให้กลับมาดำเนินงานได้เร็วและลดความจำเป็นในการยอมจ่ายค่าไถ่
  3. อัปเดตระบบและตรวจสอบก่อนเชื่อข่าวออนไลน์
    เลขาธิการ สกมช. ยกตัวอย่างช่องโหว่ประเภท “Zero-click” บนสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีส่งไฟล์มัลแวร์มาเก็บในเครื่องผู้ใช้ได้โดยที่เจ้าของเครื่องไม่ต้องกดเปิดข้อความก็ถูกโจมตีได้ ดังนั้นการอัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปพลิเคชันจึงไม่ใช่เรื่องน่ารำคาญ แต่คือ “วัคซีนดิจิทัล” ที่ต้องฉีดอยู่เสมอ

ขณะเดียวกัน ประชาชนควรฝึกนิสัย “หยุดคิดก่อนแชร์” โดยตรวจสอบแหล่งข่าวจากหน่วยงานรัฐหรือสื่อที่น่าเชื่อถือ หากพบข้อความปลุกปั่นหรือชวนให้เกลียดชัง ควรหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมทางอารมณ์ เพราะทุกคอมเมนต์ด่าทอหรือแชร์ด้วยความโกรธ คือ “เชื้อเพลิง” ที่ทำให้ Ragebait ทำงานได้ผลยิ่งขึ้น

ภาครัฐ–เอกชนยังมีช่องโหว่ เว็บเล็ก งบน้อย แต่เป็นเป้าหมายใหญ่

จากการติดตามของ ThaiCERT พบว่า เว็บไซต์ที่ยังถูกโจมตีในลักษณะ Web Defacement และการฝังสคริปต์ไม่เหมาะสมจำนวนไม่น้อย เป็นเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการระดับท้องถิ่น โรงเรียน หรือสมาคมเอกชน ที่มักใช้ระบบเว็บสำเร็จรูปหรือ CMS รุ่นเก่า ไม่ได้อัปเดตแพตช์ด้านความปลอดภัย และไม่มีงบประมาณสำหรับบริการป้องกันขั้นสูง

ในหลายกรณี เจ้าของเว็บไซต์ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า มีหน้าซ่อน (Hidden Page) ถูกสร้างขึ้นไว้เพื่อเผยแพร่เนื้อหาที่ผิดกฎหมายหรือเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายฟิชชิ่งระหว่างประเทศ จนกว่าจะได้รับการแจ้งเตือนจาก ThaiCERT

สกมช. แนะนำว่า เว็บไซต์ที่ให้บริการสาธารณะ ควรอยู่หลังระบบป้องกันอย่างน้อยระดับ Web Application Firewall (WAF) หรือบริการ DDoS Protection พื้นฐาน พร้อมทั้งตรวจสอบสุขภาพระบบ (Health Check) เป็นระยะ หากองค์กรไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคเพียงพอ สามารถประสานขอคำปรึกษาไปยัง ThaiCERT ได้โดยตรง

ทุกเครื่องคือแนวหน้า – การป้องกันเริ่มจาก “ดีไซน์นโยบาย” ไม่ใช่แค่ซื้ออุปกรณ์

แม้เทคโนโลยีป้องกันจะมีหลากหลาย ตั้งแต่ระบบเข้ารหัส ขยายสิทธิ์แบบ Zero Trust ไปจนถึงแพลตฟอร์มแชร์ข้อมูลมัลแวร์ (Malware Information Sharing Platform – MISP) ที่ไทยเริ่มนำมาใช้ แต่เลขาธิการ สกมช. ย้ำว่า “หัวใจของความมั่นคงไซเบอร์ไม่ใช่เครื่องมือ แต่คือ ‘การออกแบบและยึดถือวินัยร่วมกัน’”

องค์กรจึงควรเริ่มจากการวิเคราะห์สินทรัพย์สำคัญ (Critical Assets) ของตนเอง วางเกณฑ์ว่า ข้อมูลใดต้องเข้ารหัส ข้อมูลใดต้องจำกัดสิทธิ์เข้าถึง และบัญชีใดบ้างที่ต้องใช้ MFA และการตรวจสอบสองชั้น นอกจากนี้ควรกำหนดขั้นตอนการตอบสนองเหตุ (Incident Response Plan) ให้ชัดเจนว่า หากตรวจพบความผิดปกติ ใครมีหน้าที่ตัดสินใจ ใครเป็นผู้ติดต่อ ThaiCERT และใครเป็นโฆษกในการสื่อสารกับสาธารณชน

ช่องทางแจ้งเหตุและขอคำปรึกษา – ThaiCERT พร้อมรับแจ้ง 24 ชั่วโมง

เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานทุกระดับสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่าย สกมช. และ ThaiCERT เปิดช่องทางรับแจ้งเหตุภัยคุกคามไซเบอร์และเหตุสงสัยต่าง ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านช่องทางดังนี้

ppt17122025

  • โทรศัพท์: 0 2114 3531
  • Line Official: @thaicert
  • Facebook: ThaiCERT
  • Email: thaicert@ncsa.or.th

ผู้ที่พบเห็นเว็บไซต์ต้องสงสัย ข้อความปลอมแปลงที่อ้างชื่อหน่วยงานรัฐ การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล หรือได้รับอีเมล–ข้อความที่คาดว่าเป็นฟิชชิ่ง สามารถส่งหลักฐานประกอบ เช่น ภาพหน้าจอ ลิงก์เว็บไซต์ หรือหัวอีเมล มายัง ThaiCERT เพื่อให้ทีมวิเคราะห์และประสานงานต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อความมั่นคงไซเบอร์คือเรื่องของทุกคน

จากภาพรวมทั้งหมด การแถลงข่าวครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ “รายงานสถานการณ์” แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนสังคมไทยว่า ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งรัฐและความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของประชาชนไปแล้ว

ในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างโลกจริงกับโลกดิจิทัลเลือนหายไป ทุกคลิก ทุกบัญชีผู้ใช้ และทุกระบบที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ “แนวหน้าร่วมกัน” หากภาครัฐยกระดับระบบป้องกัน ภาคเอกชนออกแบบบริการโดยคำนึงถึงความปลอดภัยตั้งแต่ต้นทาง และประชาชนเรียนรู้ที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อของทั้งมัลแวร์และข่าวลวง โอกาสที่ประเทศไทยจะยืนหยัดอยู่ในสมรภูมิไซเบอร์ได้อย่างมั่นคงก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในคำเตือนของเลขาธิการ สกมช. ที่ว่า “ในโลกไซเบอร์ ทุกที่คือชายแดน” อาจตีความได้ต่อไปอีกขั้นว่า “ทุกคนคือทหารรักษาชายแดน” – และการเริ่มต้นทำสิ่งเล็ก ๆ ตั้งแต่การเปลี่ยนรหัสผ่าน เปิดใช้ MFA อัปเดตโทรศัพท์ ไปจนถึงหยุดแชร์ข่าวที่ยังไม่ตรวจสอบ คือหน้าที่พื้นฐานที่ไม่มีใครอื่นทำแทนเราได้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)
  • ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT)
  • บทให้สัมภาษณ์และคำอธิบายของ พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการ สกมช. ในช่วงถาม–ตอบกับสื่อมวลชน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME