Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

มหกรรมไม้ดอกอาเซียน 2025 ผนึกกำลังขับเคลื่อนเชียงรายสู่ MICE City และ City of Design

ร้อยดวงใจผ่านสี่ฤดู “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ขับเคลื่อนเชียงรายสู่เมืองไมซ์ ท่ามกลางโจทย์ภัยพิบัติและการท่องเที่ยวคุณภาพ

เชียงราย, 16 ธันวาคม 2568 – สภากาแฟครั้งแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เปิดม่านยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด พร้อมประกาศเจตนารมณ์ยกระดับเชียงรายสู่เมืองแห่งการประชุมและนิทรรศการระดับสากล ขณะที่ต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติทุกรูปแบบ จากไฟป่า หมอกควัน ไปจนถึงแผ่นดินไหว

เวทีหารือข้อราชการสู่วาระการพัฒนาเชียงราย แสงไฟยามเย็นริมฝั่งแม่น้ำกกค่อยๆสะท้อนผิวน้ำ ท่ามกลางสวนดอกไม้ที่ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อเล่าเรื่องราวของเชียงราย บรรยากาศบริเวณสวนไม้งามริมน้ำกก ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย เต็มไปด้วยผู้นำฝ่ายบริหารจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายกว่าหลายสิบหน่วยงาน ที่มาร่วมกันในกิจกรรม “สภากาแฟ” ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในรูปแบบ Dinner Talk

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองช่วง โดยช่วงแรกเวลา 17.00 น. เป็นการพบปะหารือข้อราชการ และช่วงที่สองเวลา 19.00 น. เป็นการจัดในรูปแบบ Dinner Talk ที่ผสานบรรยากาศการรับรองแขกผู้มีเกียรติเข้ากับการนำเสนอวิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดในระยะยาว นับเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและขับเคลื่อนภารกิจจังหวัดอย่างต่อเนื่อง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับและอธิบายถึงความสำคัญของเวที “สภากาแฟ” ว่าเป็นกลไกที่ช่วยให้การสื่อสารระหว่างจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานความมั่นคง ภาคเอกชน และสื่อมวลชน สั้นลงแต่ลึกขึ้น สามารถหารือได้ตรงประเด็นและต่อยอดไปสู่การลงมือทำได้จริง โดยเฉพาะในยุคที่เชียงรายถูกจับตามองทั้งในมิติการท่องเที่ยวและการบริหารจัดการภัยพิบัติ

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งเพิ่งมาปฏิบัติหน้าที่ที่จังหวัดครบหนึ่งเดือนพอดี (เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568) กล่าวว่า เวทีสภากาแฟลักษณะนี้เป็นโอกาสสำคัญในการทำความเข้าใจบริบทและความท้าทายของจังหวัดอย่างรอบด้าน พร้อมแสดงความชื่นชมต่อการทำงานของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่เป็นผู้บริหารผู้หญิงที่เข้มแข็งและมีความสามารถ

เปิดตัว “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ภายใต้แนวคิดแห่งศรัทธา

บนเวทีที่รายล้อมด้วยดอกไม้และงานศิลปะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้ร่วมกันเปิดตัว “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” หรือ Chiangrai Flower and Art Festival 2025 ภายใต้แนวคิด “สายนธีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ถึง 7 มกราคม 2569

นางอทิตาธร อธิบายว่า แนวคิดของงานในปีนี้มิใช่เกิดจากการออกแบบเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นจากการมองย้อนกลับไปยังบาดแผลและความท้าทายที่จังหวัดเชียงรายเผชิญในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า หมอกควัน ภัยแล้ง น้ำท่วม ไปจนถึงความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว เนื่องจากจังหวัดตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนที่ยังมีการเคลื่อนไหวอยู่

“ในทุกปีหลังจากจบงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนไม่เกินหนึ่งเดือน ดิฉันจะต้องกลับมาคิดว่างานในปีต่อไปเราจะจัดออกมาเป็นรูปแบบไหน แต่ไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็จะนำเอาความเป็นเชียงรายมาปรากฏในสถานที่แห่งนี้เพื่อเป็นความภาคภูมิใจของคนเชียงราย สำหรับการจัดงานในปีนี้ ธีมงานออกมาจากปัญหาของจังหวัดเชียงรายที่เราประสบปัญหาภัยเกือบทุกภัย ดังนั้นชาวเชียงรายจะไม่ท้อถอย เราจะต้องลุกขึ้นมายืนแล้วมองตัวเอง ย้อนรอยกลับไปถึงความอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดเชียงราย” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกล่าว

สี่ฤดูกาลแห่งการฟื้นคืนชีวิต

แนวคิดหลักของงานใช้ “สายน้ำ” และ “สี่ฤดูกาล” เป็นสัญลักษณ์หลักเพื่อเล่าเรื่องการฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของเชียงราย ตั้งแต่ภูมิประเทศ ทิวเขา ลำน้ำ ระบบนิเวศ ไปจนถึงวิถีชีวิตของผู้คนและกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 17 กลุ่มที่อาศัยอยู่ร่วมกัน

สวนไม้งามริมน้ำกกถูกแบ่งออกเป็น 4 โซนตาม 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูใบไม้ผลิ โดยใช้การจัดวางไม้ดอกหลากหลายสายพันธุ์ผสานกับงานประติมากรรม แสง สี เสียง และเทคโนโลยีสมัยใหม่ภายใต้ธีม “เสียงสะท้อนและแสงสะท้อนแห่งกาลเวลา (The Reflex of Season)” ทั้งในยามกลางวันและกลางคืน

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเน้นย้ำว่า ทุกองค์ประกอบในสวนไม้งามไม่ได้มีไว้เพื่อถ่ายรูปแล้วผ่านไปเท่านั้น แต่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่ทำให้คนเชียงรายได้ย้อนมองตัวเอง ระลึกถึงความอุดมสมบูรณ์ดั้งเดิมของเมือง และตั้งคำถามร่วมกันว่าจะช่วยกันพลิกฟื้นเชียงรายให้กลับมาสมบูรณ์กว่านี้ได้อย่างไร

การจัดวางดอกไม้ในสวนแห่งนี้แตกต่างจากงานดอกไม้ในจังหวัดอื่น เพราะเชียงรายเป็น “เมืองแห่งการออกแบบ (City of Design)” ภายใต้เครือข่ายสร้างสรรค์ของยูเนสโก จึงมีศิลปินอยู่มากมาย การจัดวางดอกไม้จึงถูกจัดวางด้วยรูปแบบของศิลปะผสานกับความสวยงามของดอกไม้ และในช่วงกลางคืนจะมีการเติมประติมากรรมและเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่เพื่อให้เกิดความตื่นตาตื่นใจ

สามโซนหลัก กระจายรายได้สู่ชุมชน

เพื่อลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวเฉพาะในเขตเมืองและกระจายรายได้สู่พื้นที่อื่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้วางแผนจัดงานครอบคลุม 3 โซนหลัก

โซนที่ 1: อำเภอเมืองเชียงราย – สวนไม้งามริมน้ำกก เป็นพื้นที่หลักในการจัดงานระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ถึง 7 มกราคม 2569 มีการจัดแสดงไม้ดอก ศิลปะ โซน Food Truck อาหารพื้นถิ่น การจำหน่ายชา กาแฟ และผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมถึง “ข่วงวัฒนธรรม” ที่ถ่ายทอดเรือนวิถีชีวิตล้านนาและชาติพันธุ์กว่า 17 กลุ่ม

ทั้งนี้จะได้รับพระกรุณาธิคุณจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานในวันที่ 22 ธันวาคม ซึ่งไม่เพียงยกระดับภาพลักษณ์ของงานในระดับชาติ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการรวมดวงใจชาวเชียงรายภายใต้แนวคิด “สายนธีแห่งศรัทธา”

โซนที่ 2: อำเภอเวียงชัย – หนองหลวง จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ถึง 7 มกราคม 2569 ภายใต้แนวคิด “นทีศรัทธา ธ สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์” หนองหลวงเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่กว่า 9,000 ไร่ ที่ผูกโยงกับตำนานการล่มสลายของเมืองโยนกไชยบุรี มีเกาะต่างๆ ถึง 7 เกาะ โดยเฉพาะ “เกาะแม่ม่าย” ที่มีเรื่องเล่าตำนานแม่หม้ายและปลาไหลเผือก

การจัดงานในโซนนี้ไม่ได้เป็นเพียงการประดับดอกไม้ แต่ยังเป็นการคืนชีวิตให้กับพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม โดยมี ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่ารัฐบาลให้ความสนใจต่อการพัฒนาพื้นที่รอบนอกเมืองอย่างจริงจัง

โซนที่ 3: อำเภอแม่สาย – วัดถ้ำเสาหินพญานาค พื้นที่ชายแดนอย่างแม่สายเคยประสบปัญหาอุทกภัยอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา องค์การบริหารส่วนจังหวัดจึงใช้การจัดงานไม้ดอกที่บริเวณวัดถ้ำเสาหินพญานาคต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ตามคำร้องขอของชาวแม่สายที่ต้องการ “รื้อฟื้นชีวิตและเศรษฐกิจพื้นที่” งานจะเปิดในวันที่ 20 ธันวาคม 2568

ประติมากรรมพญานาคเกี้ยวและบรรยากาศของถ้ำเสาหินไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการลุกขึ้นยืนใหม่ของชุมชนชายแดนที่ต้องเผชิญทั้งภัยธรรมชาติและความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจากการค้าชายแดน

เป้าหมาย “MICE City” และการยกระดับเมือง

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้เชื่อมโยงมหกรรมไม้ดอกเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดในภาพรวม โดยระบุว่าเชียงรายในวันนี้ได้รับการยอมรับในฐานะ “เมืองแห่งการออกแบบ (City of Design)” ภายใต้เครือข่ายสร้างสรรค์ของยูเนสโก ซึ่งสะท้อนผ่านจำนวนศิลปินและผลงานศิลปะที่กระจายอยู่ทั่วเมือง

งานมหกรรมไม้ดอกจึงทำหน้าที่เป็น “โชว์เคสกลางแจ้ง” ที่นำศักยภาพด้านการออกแบบของเชียงรายมาแสดงผ่านภูมิทัศน์ดอกไม้ งานประติมากรรม และแสงสีสื่อผสม โดยเชียงรายเลือกใช้ศิลปะและการออกแบบเป็นตัวขับเคลื่อนภาพลักษณ์จังหวัดอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดยังกล่าวถึงทิศทางสำคัญ คือการผลักดันเชียงรายให้เป็น “MICE City” หรือเมืองแห่งการประชุม สัมมนา และนิทรรศการ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการที่มีผู้บริหารระดับสูงจากหลายกระทรวงและหน่วยงานสำคัญเดินทางมาศึกษาดูงานและจัดกิจกรรมในเชียงรายอย่างต่อเนื่อง

ผู้ว่าราชการจังหวัดเปิดเผยว่า ในวันที่ 17 ธันวาคม จะมีผู้เข้าร่วมหลักสูตรด้านกระบวนการบริหารยุติธรรมระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมเข้ามาจำนวนกว่า 100 ท่าน และในวันที่ 18 ธันวาคม จะมีผู้เข้าร่วมหลักสูตรธรรมาภิบาลด้านการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขอีกกว่า 40 ท่าน ซึ่งล้วนเป็นผู้บริหารระดับสูงและบิ๊กเนมของประเทศ การต้อนรับกลุ่มผู้นำเหล่านี้ภายใต้บรรยากาศของเทศกาลไม้ดอก จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างประสบการณ์เชิงบวกและต่อยอดสู่ความร่วมมือในอนาคต

โจทย์ภัยพิบัติและการเตรียมความพร้อม

แม้โทนของงานมหกรรมไม้ดอกจะเต็มไปด้วยสีสันและความสวยงาม แต่ทั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดต่างย้ำตรงกันว่า “เชียงรายวันนี้ต้องเผชิญโจทย์หนักด้านภัยพิบัติ” ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัจจัยเชิงโครงสร้าง

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกล่าวถึงปัญหาไฟป่า หมอกควัน PM2.5 ภัยแล้ง น้ำท่วม และความเสี่ยงแผ่นดินไหวว่า เป็นภัยแทบทุกประเภทที่จังหวัดต้องประสบ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องคิดธีมงานใหม่ทุกปี โดยย้อนกลับไปที่รากฐานความอุดมสมบูรณ์ของเชียงราย เพื่อให้คนในพื้นที่ได้ร่วมกันทบทวนและหาวิธีฟื้นฟู

ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สะท้อนมุมมองเดียวกันในเชิงนโยบาย โดยกล่าวว่าได้รับมอบหมายจากรัฐบาล โดยเฉพาะจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับ “การป้องกันมากกว่าการเยียวยา” โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก ได้แก่ อุทกภัย ปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก และสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

ผู้ว่าราชการจังหวัดเน้นย้ำว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดเปรียบเสมือนพี่ใหญ่ที่ต้องช่วยบูรณาการกับทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการป้องกันก่อนที่จะเผชิญเหตุและทำการฟื้นฟูเยียวยา โดยเฉพาะเรื่อง PM2.5 และอุทกภัย

เมื่อวันเดียวกันนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ร่วมเปิดศูนย์บริหารจัดการข้อมูลด้านน้ำ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากดร.รอยบุญ รัศมีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรสารสนเทศน้ำแห่งชาติ ให้ความรู้เกี่ยวกับระบบบริหารจัดการข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่จริงได้ ซึ่งจะช่วยในการเตรียมการป้องกันภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ขณะที่เชียงรายกำลังถูกวางบทบาทให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สวยงามของนักท่องเที่ยวที่มีคุณค่า เมืองก็ต้องพร้อมในเวลาเดียวกันที่จะเป็นแนวหน้าในการรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะยิ่งทวีความซับซ้อนในอนาคต

นายอำเภอคนใหม่ “เชียงรายคือบ้านหลังที่สอง”

อีกหนึ่งเสียงที่น่าสนใจบนเวทีสภากาแฟในค่ำคืนนั้น คือคำกล่าวของนายญาณวุฒิ สุขพิมศรี นายอำเภอเมืองเชียงรายคนใหม่ ซึ่งมาปฏิบัติหน้าที่เป็นวันที่สองพอดี แม้จะไม่ได้เป็นคนเชียงรายโดยกำเนิด แต่ด้วยประสบการณ์ทำงานในจังหวัดเชียงรายรวมกว่า 15 ปี ทั้งในตำแหน่งนายอำเภอหลายอำเภอและตำแหน่งระดับจังหวัด

นายอำเภอเมืองเชียงรายกล่าวว่า “เชียงรายคือบ้านหลังที่สอง” และย้ำถึงความพร้อมที่จะทำงานประสานกับทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเคยดำรงตำแหน่งพนักงานรองที่อำเภอเมืองเชียงรายเมื่อปี 2550 จากนั้นมาเป็นปลัดอำเภอเมืองเชียงรายเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก่อนจะไปดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดเชียงราย และออกไปเป็นนายอำเภอที่อำเภอขุนตาล แม่ลาว เวียงชัย และแม่จัน ก่อนจะกลับมาเป็นนายอำเภอเมืองเชียงรายในครั้งนี้

คำกล่าวดังกล่าวมีนัยสำคัญในเชิงโครงสร้างการบริหาร เพราะอำเภอเมืองเชียงรายคือหัวใจของงานมหกรรมไม้ดอก ทั้งในฐานะพื้นที่จัดงานสวนไม้งามริมน้ำกก และในฐานะศูนย์รวมของกิจกรรมด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการบริหารจัดการภัยพิบัติของจังหวัด

บูรณาการ 4 มิติสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

เมื่อมองภาพรวม “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” จึงมิใช่เพียงเทศกาลถ่ายรูปกับดอกไม้สวยงาม หากแต่ทำหน้าที่เสมือนแพลตฟอร์มบูรณาการที่เชื่อม 4 มิติหลักเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

มิติที่ 1: การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานราก การจัดงานกระจายไปยัง 3 โซนหลักใน 3 อำเภอ ช่วยเปิดพื้นที่ให้ชุมชนท้องถิ่น ร้านค้า ผู้ประกอบการชา กาแฟ อาหารพื้นถิ่น และผู้ผลิตสินค้าโอทอป ได้มีโอกาสพบปะนักท่องเที่ยวโดยตรงตลอดช่วงเทศกาล นับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างกว้างขวาง

มิติที่ 2: อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และชาติพันธุ์ การนำวิถีชีวิตล้านนาและชาติพันธุ์กว่า 17 กลุ่มมาจัดแสดง ณ ข่วงวัฒนธรรมในสวนไม้งาม และการหยิบตำนาน “เกาะแม่ม่าย-เมืองโยนกไชยบุรี” มาเล่าใหม่ผ่านพื้นที่หนองหลวง สะท้อนความพยายามที่จะทำให้การท่องเที่ยวหยั่งลึกลงสู่รากของเรื่องเล่าท้องถิ่น ไม่ใช่เพียงการมาถ่ายรูปผ่านๆ

มิติที่ 3: การวางตำแหน่งเมืองในเวทีประเทศและนานาชาติ การเชื่อมงานดอกไม้เข้ากับสถานะ “City of Design” และเป้าหมายการเป็น “MICE City” ทำให้เชียงรายถูกมองไม่เพียงในมิติเมืองท่องเที่ยวฤดูกาลหนาว แต่เป็นเมืองที่พร้อมรองรับการประชุม สัมมนา และกิจกรรมระดับชาติ-นานาชาติ โดยใช้ศิลปะ การออกแบบ และภูมิทัศน์เป็นจุดแข็ง

มิติที่ 4: การบริหารจัดการภัยพิบัติและความยั่งยืน การพูดถึงไฟป่า หมอกควัน PM2.5 น้ำท่วม ภัยแล้ง และแผ่นดินไหวบนเวทีเดียวกับการเปิดตัวเทศกาลดอกไม้ แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารจังหวัดเลือกจะมองความจริงทั้งสองด้านพร้อมกัน คือความสวยงามและความเปราะบางของเมือง และหันมาเน้นการป้องกันล่วงหน้ามากกว่าการรอเยียวยาความเสียหาย

ความท้าทายและโอกาสในอนาคต

การจัดงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ในครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญมากกว่าการจัดงานเทศกาลธรรมดาทั่วไป แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าจังหวัดเชียงรายกำลังเตรียมความพร้อมในการยกระดับตัวเองไปสู่มิติใหม่ของการพัฒนา

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวย้ำว่า นอกจากผู้บริหารระดับสูงจากส่วนกลางที่จะเข้ามาในช่วงนี้แล้ว ยังมีผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดจากทั่วประเทศที่เดินทางเข้ามาศึกษาดูงาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเชียงรายกำลังกลายเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการท้องถิ่นที่ผสานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการเตรียมรับมือภัยพิบัติเข้าด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการขับเคลื่อนเชียงรายสู่เป้าหมายดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน สื่อมวลชน ไปจนถึงประชาชนในพื้นที่

เวทีสภากาแฟที่จัดขึ้นในครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจร่วมกันและหาแนวทางในการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่จังหวัดกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายกล่าวทิ้งท้ายว่า “ภายใต้การจัดงานและการใช้งบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายของเรา” สะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการทำงานเพื่อประชาชน

ภาพอนาคตของเชียงราย

การเปิดตัวมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 พร้อมกับการจัดสภากาแฟครั้งแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงเป็นมากกว่าการจัดงานเทศกาล แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัดไปสู่เป้าหมายในระยะยาว

ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เชียงรายอาจกลายเป็นต้นแบบของเมืองที่สามารถผสานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม ศิลปะ และการบริหารจัดการภัยพิบัติเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว โดยใช้อัตลักษณ์ของตัวเองเป็นจุดแข็งในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ นักลงทุน และผู้ประกอบการจากทั่วโลก

การเป็น “MICE City” จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการท่องเที่ยวและบริการของจังหวัด เนื่องจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพื่อประชุมหรือสัมมนามักมีกำลังซื้อสูงและใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป อีกทั้งยังช่วยกระจายนักท่องเที่ยวให้มาตลอดทั้งปี ไม่เฉพาะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

ในขณะเดียวกัน การเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างเป็นระบบจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนว่า เชียงรายเป็นเมืองที่มีความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ และสามารถดูแลความปลอดภัยของผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ภายใต้แนวคิด “สายนธีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” จึงเป็นมากกว่าเทศกาลดอกไม้ธรรมดา แต่เป็นการร้อยเรื่องราวของความท้าทายและความหวังของจังหวัดเชียงรายเข้าด้วยกัน ผ่านสี่ฤดูกาลที่สะท้อนถึงวัฏจักรของชีวิต ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และความเข้มแข็งของผู้คนที่พร้อมจะลุกขึ้นยืนและเดินหน้าต่อไปแม้จะเผชิญกับความยากลำบาก

การกระจายงานไปยัง 3 โซนหลัก ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเวียงชัย และอำเภอแม่สาย ไม่เพียงช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าทุกพื้นที่ในจังหวัดมีความสำคัญและมีศักยภาพในการพัฒนาเท่าเทียมกัน

ในขณะที่จังหวัดกำลังมุ่งสู่เป้าหมายการเป็น “MICE City” และเสริมสร้างสถานะ “City of Design” เชียงรายก็ไม่ได้ลืมที่จะเตรียมรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการมองการณ์ไกลและความรับผิดชอบต่อประชาชนของผู้บริหาร

การจัดเวทีสภากาแฟในรูปแบบ Dinner Talk ที่ผสานบรรยากาศที่เป็นกันเองเข้ากับการหารือเรื่องการพัฒนาจังหวัดอย่างจริงจัง แสดงให้เห็นถึงศิลปะการบริหารงานที่สามารถสร้างสรรค์พื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ติดตามข่าวเชิงนโยบายและการพัฒนาเมือง การจับตาดูว่าหลังม่านดอกไม้ จังหวัดเชียงรายจะสามารถแปลงบทสนทนาจากเวทีสภากาแฟและฉากอันงดงามในสวนไม้งามริมน้ำกก ให้กลายเป็นมาตรการเชิงรูปธรรมด้านการท่องเที่ยว การจัดการภัยพิบัติ และการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นได้มากน้อยเพียงใด จะเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องติดตามกันต่อไปในปี 2569 และปีต่อๆ ไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียงเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย
  • อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB)
  • สถาบันทรัพยากรสารสนเทศน้ำแห่งชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

90% ไม่สวมหมวก! รองผู้ว่าฯ เชียงรายประชุมด่วน ชี้ปัญหาความปลอดภัยทางถนนเป็น “โจทย์ตลอดทั้งปี” ที่ต้องแก้

เชียงรายคุมเข้มถนนรับปีใหม่ 2569 ดึงพลังชุมชน–ท้องถิ่น ร่วมสกัด “ขับเร็ว–ดื่มแล้วขับ–มอเตอร์ไซค์” หลัง 10 เดือนดับแล้ว 337 ราย

เชียงราย, 16 ธันวาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายเดินหน้าขยับมาตรการความปลอดภัยทางถนนรับเทศกาลปีใหม่ 2569 อย่างจริงจัง หลังตัวเลขสถิติอุบัติเหตุในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 สะท้อนภาพ “วิกฤตเงียบ” บนท้องถนนของจังหวัด ทั้งในแง่จำนวนครั้งของอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บสาหัส และผู้เสียชีวิตที่เฉลี่ยแล้วมากกว่าหนึ่งชีวิตต่อวัน ท่ามกลางรูปแบบพฤติกรรมเสี่ยงที่ยังคงวนเวียนอยู่กับ “ขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และไม่สวมหมวกนิรภัย”

ภายใต้ภาพรวมดังกล่าว จังหวัดเชียงรายเลือกใช้ “ชุมชน” เป็นด่านหน้าในการเฝ้าระวังและป้องกันอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล โดยอาศัยกลไกผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นในช่วง 7 วันควบคุมเข้ม ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวคือ “เชียงราย เมืองปลอดภัยในทุกช่วงเทศกาล”

จุดตั้งต้นของมาตรการ ตัวเลขที่ไม่มีใครอยากจำ

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ณ ห้องธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 2/2568 เพื่อประเมินสถานการณ์ และกำหนดแนวทางป้องกัน–ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

รายงานสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของจังหวัดเชียงราย ระหว่างเดือนมกราคม – ตุลาคม 2568 ระบุว่า ในระยะเวลาเพียง 10 เดือน จังหวัดเชียงรายมีอุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้นแล้ว 1,962 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสาหัส 1,682 ราย และมีผู้เสียชีวิต 337 ราย หรือเฉลี่ยแล้วมากกว่าหนึ่งชีวิตต้องสูญเสียบนถนนในจังหวัดนี้แทบทุกวัน

เมื่อพิจารณาลึกลงไปในโครงสร้างของอุบัติเหตุ จะพบลักษณะร่วมที่สะท้อน “โจทย์ใหญ่” ด้านความปลอดภัย ดังนี้

  • ผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่เป็น “คนในพื้นที่อำเภอที่เกิดเหตุเอง” คิดเป็นร้อยละ 75.08
  • กลุ่มอายุที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือช่วง 20–29 ปี คิดเป็นร้อยละ 20.06 สะท้อนความเปราะบางของคนวัยทำงานตอนต้น
  • ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ 18.01–21.00 น. คิดเป็นร้อยละ 21.20 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเลิกงาน–สังสรรค์ และการเดินทางกลับที่พัก
  • ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ รถจักรยานยนต์ คิดเป็นร้อยละ 86.61 หรือเกือบ 9 ใน 10 ของอุบัติเหตุทั้งหมดเกี่ยวข้องกับมอเตอร์ไซค์
  • ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ “ไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย” โดยเฉพาะการไม่สวมหมวกนิรภัย สูงถึงร้อยละ 90

ในเชิงพื้นที่ อำเภอเมืองเชียงรายเป็นอำเภอที่มีจำนวนอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตสูงสุด ขณะที่ถนนที่เกิดเหตุสูงสุดเป็นถนนในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง คิดเป็นร้อยละ 49.12 รองลงมาคือถนนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลและหมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 33.22 แสดงให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ถนนสายหลัก หากครอบคลุมถึงถนนท้องถิ่นที่เชื่อมชุมชนเข้าด้วยกัน

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ที่ประชุมเห็นพ้องว่า ปัญหาความปลอดภัยทางถนนในเชียงราย ไม่ใช่เพียง “เหตุการณ์ในช่วงเทศกาล” หากแต่เป็น “โจทย์ตลอดทั้งปี” ที่ต้องการแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยปีใหม่ 2569 ถูกเลือกให้เป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับมาตรการเชิงรุก

เจาะพฤติกรรมเสี่ยง ขับเร็ว–ดื่มแล้วขับ–ตัดหน้ากะทันหัน

ข้อมูลจากศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย ระบุชัดว่า สาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุ 3 อันดับแรก ได้แก่

  1. ขับรถเร็วเกินกำหนด – คิดเป็นร้อยละ 62.91
  2. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ – คิดเป็นร้อยละ 29.73
  3. การตัดหน้ากระชั้นชิด – คิดเป็นร้อยละ 23.14

เมื่อเชื่อมโยงสาเหตุเหล่านี้เข้ากับโครงสร้างผู้ประสบเหตุที่ส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ และอยู่ในวัย 20–29 ปี จะเห็นภาพของ “ความคุ้นเคยที่ชะล่าใจ” คือ การคุ้นเส้นทาง คุ้นถนน คุ้นระยะ และคุ้นกับบรรยากาศการดื่ม–สังสรรค์ในชุมชน รวมถึงความเคยชินกับการไม่สวมหมวกนิรภัย

สำหรับรถจักรยานยนต์ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 86.61 ของอุบัติเหตุทั้งหมด นอกจากจะเป็นยานพาหนะหลักของประชาชนในตัวเมืองและพื้นที่ชนบทแล้ว ยังเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมการเดินทางระยะสั้นในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การไปทำงาน ไปสวน ไปตลาด ไปพบเพื่อน หรือร่วมกิจกรรมในหมู่บ้าน การไม่สวมหมวกนิรภัยในบริบทนี้ จึงไม่ใช่แค่การละเมิดกฎหมายจราจร แต่กลับกลายเป็น “พฤติกรรมปกติ” ที่ทวีความเสี่ยงต่อชีวิตในทุกวัน

สำหรับช่วงเวลา 18.01–21.00 น. ที่มีอุบัติเหตุสูงสุดนั้น เป็นช่วงที่ชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่กำลังเปลี่ยนโหมด จากการทำงานสู่การพักผ่อน การทานข้าวนอกบ้าน การพบปะสังสรรค์ และในหลายพื้นที่ของเชียงราย ยังเป็นช่วงเวลาของการเดินทางกลับจากไร่นา รวมถึงการเริ่มต้นกิจกรรมบันเทิงในชุมชน การขับขี่ในสภาพถนนมืด แสงสว่างไม่เพียงพอ ประกอบกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้สูงขึ้น

เชียงรายในบริบทความปลอดภัยบนถนน เมืองหลัก–ถนนหลัก–ชุมชนเป็นด่านหน้า

แม้ข้อมูลที่นำเสนอจะเป็นสถิติของจังหวัดเชียงรายเพียงจังหวัดเดียว แต่โครงสร้างของปัญหาและพฤติกรรมเสี่ยงที่ปรากฏ สะท้อนภาพร่วมของ “จังหวัดเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยวในภาคเหนือ” ที่มีทั้งถนนสายหลักของกรมทางหลวง ถนนเชื่อมหมู่บ้าน และการสัญจรของทั้งคนในพื้นที่และนักเดินทางจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่มักมีปริมาณรถเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับเชียงรายเอง อำเภอเมืองเชียงรายซึ่งมีสถิติอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตสูงสุด เป็นทั้งศูนย์กลางการบริหารราชการ ศูนย์กลางเศรษฐกิจ และจุดเชื่อมต่อเส้นทางหลักไปสู่อำเภอรอบนอกและจังหวัดใกล้เคียง การที่ถนนส่วนใหญ่ที่เกิดเหตุอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง จึงตอกย้ำว่าปัญหาความปลอดภัยไม่ได้อยู่เพียง “ปลายทาง” ที่หมู่บ้าน หากเริ่มตั้งแต่โครงข่ายถนนสายหลักที่รองรับการเดินทางในระดับภูมิภาคด้วย

ในขณะเดียวกัน การที่อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดกับ “คนในพื้นที่อำเภอที่เกิดเหตุ” มากถึงร้อยละ 75.08 ทำให้ที่ประชุมเน้นย้ำว่า การปรับพฤติกรรมเสี่ยงจำเป็นต้องเริ่มจากชุมชน–ครอบครัว–หมู่บ้าน ไม่ใช่หวังพึ่งการบังคับใช้กฎหมายจากภายนอกเพียงอย่างเดียว

ปรับใช้แนวทางระดับชาติ จากนโยบายบนลงสู่ชุมชนหน้างาน

ในการประชุมครั้งนี้ จังหวัดเชียงรายได้นำแนวทางจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 มาปรับใช้ในบริบทของพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับ “กลไกในระดับชุมชน” ควบคู่ไปกับ “การเฝ้าระวังบนถนนสายหลัก”

แนวทางสำคัญที่ที่ประชุมเห็นชอบ ได้แก่

  1. ดึงผู้นำชุมชนเป็นกลไกหลัก
    เน้นบทบาทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้เป็น “เจ้าภาพ” ในการประชาสัมพันธ์และตักเตือนพฤติกรรมเสี่ยงของคนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ทั้งในเวทีประชุมหมู่บ้าน กิจกรรมชุมชน และช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ ที่ชาวบ้านเข้าถึงได้ง่าย
  2. เฝ้าระวังรถรับจ้างไม่ประจำทางเดินทางเป็นหมู่คณะ
    กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มการเฝ้าระวังรถรับจ้างไม่ประจำทาง เช่น รถตู้ รถบัสขนาดเล็ก หรือรถโดยสารที่ใช้เดินทางเป็นหมู่คณะในช่วงเทศกาล เนื่องจากผู้ขับขี่อาจขาดความชำนาญเส้นทาง และอาจไม่ได้ตรวจสภาพรถอย่างเป็นระบบ การเดินทางลักษณะนี้ หากเกิดอุบัติเหตุย่อมมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนมากในคราวเดียว
  3. สื่อสารเจาะครอบครัว–หัวหน้าคนในบ้าน
    ใช้หัวหน้าครอบครัวและผู้นำชุมชนเป็น “ตัวกลาง” ในการสื่อสารเรื่องผลกระทบของการดื่มแล้วขับ การไม่สวมหมวกนิรภัย และการไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร โดยเน้นให้เห็นผลกระทบต่อสมาชิกในครอบครัว ทั้งด้านชีวิต สุขภาพ และภาระทางเศรษฐกิจในระยะยาว

แนวทางดังกล่าวมุ่งสร้าง “แรงกดดันทางสังคมเชิงบวก” ที่ทำให้การขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ หรือไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่ใช่พฤติกรรมที่สังคมยอมรับได้อีกต่อไป โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่ทุกครอบครัวล้วนต้องการให้สมาชิกเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย

ช่วง 7 วันควบคุมเข้มข้น จากมาตรการเชิงตัวเลขสู่การปฏิบัติจริง

สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 จังหวัดเชียงรายได้กำหนด “ช่วงรณรงค์และประชาสัมพันธ์” ควบคู่กับ “ช่วงควบคุมเข้มข้น 7 วัน” ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569

ในทางปฏิบัติ ช่วงเวลานี้จะเป็นเฟสที่จังหวัด–อำเภอ–ท้องถิ่น–ชุมชน ต้องทำงานสอดประสานกันอย่างใกล้ชิด ทั้งในมิติของ

  • การสื่อสารเตือนภัยล่วงหน้าผ่านช่องทางต่าง ๆ ในชุมชน
  • การเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงในหมู่บ้าน โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงาน–วัยรุ่นที่ใช้รถจักรยานยนต์
  • การติดตามดูแลจุดเสี่ยงบนถนนในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง และถนนท้องถิ่นในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลและหมู่บ้าน

แม้มาตรการเชิงปฏิบัติในรายละเอียดจะขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละพื้นที่ แต่อัตลักษณ์ร่วมของการดำเนินการในปีนี้ คือ การเน้น “ชุมชนเป็นฐาน” พร้อมกับการใช้ข้อมูลเชิงสถิติที่มีอยู่จริงมาชี้เป้าที่ชัดเจน เช่น เส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก ช่วงเวลาที่ต้องเพิ่มการเฝ้าระวัง และกลุ่มประชากรเสี่ยงตามช่วงอายุ

จากตัวเลขเหยื่อบนถนน สู่คำถามเรื่อง “วัฒนธรรมความปลอดภัย”

สถิติอุบัติเหตุของจังหวัดเชียงรายในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงสะท้อนจำนวนครั้งของเหตุการณ์ หากยังชี้ให้เห็นประเด็นเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 3 ประการ

หนึ่ง คือ โจทย์เรื่อง “วัฒนธรรมการใช้รถจักรยานยนต์” ในจังหวัดเชียงราย ที่รถจักรยานยนต์กลายเป็นยานพาหนะหลักในการเดินทาง แต่การใช้หมวกนิรภัยยังไม่เป็น “มาตรฐาน” ในชีวิตประจำวัน ตัวเลขร้อยละ 90 ที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย จึงเป็นสัญญาณเตือนว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียว หากเกี่ยวข้องกับทัศนคติและความเคยชินของคนในชุมชนด้วย

สอง คือ ความเปราะบางของคนวัย 20–29 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีพลังในการทำงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด แต่กลับอยู่ในกลุ่มอายุที่มีอุบัติเหตุสูงที่สุดของเชียงราย การสูญเสียในวัยนี้ไม่เพียงกระทบต่อครอบครัว หากยังตัดทอนกำลังแรงงานและทุนมนุษย์ของจังหวัดในระยะยาว

สาม คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง “คนในพื้นที่” กับ “ถนนในบ้านตัวเอง” เมื่อผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่เป็นคนในอำเภอที่เกิดเหตุ การแก้ปัญหาจึงไม่อาจใช้มาตรการจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการกำกับดูแลกันเองในระดับหมู่บ้าน–ชุมชน ให้ความคุ้นเคยกับถนนไม่กลายเป็นความประมาทที่ต้องจ่ายด้วยชีวิต

ในบริบทนี้ การที่จังหวัดเชียงรายเลือกนำแนวทางระดับชาติ มาพัฒนาเป็นมาตรการที่เน้นชุมชนเป็นฐาน จึงถือเป็นความพยายาม “เปลี่ยนจุดยืน” จากการรอปฏิบัติการบนถนนสายหลัก ไปสู่การเริ่มต้นตั้งแต่หน้าบ้านและในหมู่บ้านของตัวเอง

เป้าหมายระยะยาว เชียงราย เมืองปลอดภัยในทุกเทศกาล

การดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ของจังหวัดเชียงราย จึงไม่ได้จำกัดเพียงการรับมือ “7 วันอันตราย” หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างภาพรวม “เมืองปลอดภัยในทุกช่วงเทศกาล”

หากมาตรการที่วางไว้สามารถทำให้พฤติกรรมเสี่ยงลดลงได้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มเป้าหมายสำคัญอย่างผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์วัย 20–29 ปี และสามารถเพิ่มอัตราการสวมหมวกนิรภัย ลดการดื่มแล้วขับ และลดการขับเร็วบนถนนสายหลักและถนนท้องถิ่น ก็จะช่วยลดทั้งจำนวนอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการใด ๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “คำสั่ง” หรือ “มติที่ประชุม” เพียงอย่างเดียว หากผูกโยงอยู่กับการตัดสินใจของผู้ขับขี่ทุกคนในทุกครั้งที่สตาร์ตรถ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสวมหมวกนิรภัย การไม่ดื่มก่อนขับ การไม่เร่งความเร็วเกินจำเป็น หรือการเคารพป้ายจราจรและผู้ใช้ถนนคนอื่น ๆ

ในช่วงปีใหม่ 2569 ที่กำลังจะมาถึง คำถามสำคัญสำหรับเชียงรายจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “จะมีจุดตรวจ–ด่านตรวจเพิ่มขึ้นกี่จุด” แต่คือ “เราจะช่วยกันทำให้คนในครอบครัวและชุมชนของเรา กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยครบทุกคนได้อย่างไร”

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย
  • ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
  • คณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ผู้สูงอายุ 114 คนต่อ 1 เตียง! วิกฤตสุขภาพจิต-เตียงตึงตัวในเชียงราย เร่งใช้ Universal Design และธนาคารเวลาแก้ปัญหา

เชียงรายเผชิญสังคมสูงวัยบนสมรภูมิใหม่ ภาคเหนือ “เปราะบางสุด” ด้านสุขภาพผู้สูงอายุ ระบบเตียง–จิตเวชตึงตัว แข่งกับเวลาออกแบบเมืองที่ไม่ทิ้งคนแก่ไว้ข้างหลัง

เชียงราย, 16 ธันวาคม 2568 – ในขณะที่โลกทั้งใบกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “หนึ่งในห้าของประชากรโลกอายุเกิน 65 ปี” ตามการคาดการณ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ภายในปี 2593 ประเทศไทยเองก็ไม่ได้อยู่ไกลจากภาพนั้นมากนัก ตรงกันข้าม ไทยถูกจัดว่าเป็น “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” ไปแล้วอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา จากตัวเลขผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 14 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ

เบื้องหลังตัวเลขระดับชาติที่ดูเป็น “ภาพใหญ่ของประเทศ” หากซูมลงมาที่ภาคเหนือ และลึกลงมาที่เชียงราย เมืองชายแดนที่กำลังผลักดันตัวเองสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะพบภาพอีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ “ความเปราะบางของผู้สูงอายุ” ที่กำลังก่อตัวและรอวันปะทุ หากทุกภาคส่วนไม่เร่งปรับตัวทันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรในครั้งนี้

สังคมสูงวัย จากนิยามระดับโลกสู่โจทย์ใหญ่ของประเทศไทย

องค์การสหประชาชาติให้นิยาม “ผู้สูงอายุ” ว่าคือประชากรทั้งเพศชายและหญิงที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป และจัดระดับ “สังคมผู้สูงอายุ” ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่

  1. การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) – เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 10 ของทั้งประเทศ หรืออายุ 65 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 7
  2. สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) – เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มเป็นร้อยละ 20 หรือประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเพิ่มเป็นร้อยละ 14
  3. สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) – เมื่อประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ

ปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ในขั้น “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” แล้วเรียบร้อย โดยในปี 2567 มีผู้สูงอายุ 14,027,411 คน คิดเป็น 20% ของประชากรทั้งประเทศ และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็นราว 28% ภายในปี 2578 นั่นหมายความว่า “เกือบหนึ่งในสามของคนไทยจะเป็นผู้สูงอายุ” ในเวลาไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า

คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “คนแก่จะมีมากขึ้นเท่าไร” แต่คือ “ผู้สูงอายุเหล่านี้อยู่ที่ไหน สุขภาพเป็นอย่างไร มีรายได้พอหรือไม่ และบ้านที่อยู่ปลอดภัยแค่ไหน” ข้อมูลที่ Rocket Media Lab ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รวบรวมและวิเคราะห์ในระดับจังหวัดทั่วประเทศ จึงกลายเป็น “สัญญาณเตือนเชิงพื้นที่” ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการวางนโยบายท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดปลายทางอย่างเชียงราย

ภาคเหนือ แชมป์เปราะบาง “สุขภาพกาย–สุขภาพจิต” ผู้สูงอายุ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลระดับจังหวัดทั้งด้านโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และทรัพยากรสาธารณสุข พบว่า ภาคเหนือคือภาคที่ผู้สูงอายุมี “ความเปราะบางด้านสุขภาพกาย” สูงที่สุดของประเทศ เมื่อผูกรวมทั้งภาระโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงศักยภาพของระบบบริการ ทั้งจำนวนอายุรแพทย์ พยาบาล และเตียง

ตัวเลขที่สะท้อนสถานการณ์ได้ชัดคือ

  • ผู้สูงอายุไทยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานประมาณ 2.33 ล้านคน หรือ 16.61% ของผู้สูงอายุทั้งหมด โดยภาคเหนือมีสัดส่วนอยู่ที่ 17.60% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ
  • ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงรวม 4.89 ล้านคน หรือ 34.92% ของผู้สูงอายุทั้งหมด โดยภาคเหนือขึ้นอันดับหนึ่งด้วยสัดส่วนสูงถึง 44.63%
  • เมื่อรวมโรคไม่ติดต่อหลัก 5 โรค และเปรียบเทียบกับทรัพยากรสาธารณสุข ภาคเหนือได้คะแนน “ความเปราะบางด้านสุขภาพกาย” ต่ำที่สุด คือราว 61.85 คะแนน ต่ำกว่าภาคอื่นทั้งหมด

ในด้านสุขภาพจิต ภาคเหนือก็ยังเป็นภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางสูงที่สุดเช่นกัน โดย

  • ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคจิตเวช 13 กลุ่มโรค มีจำนวนรวม 271,499 คน หรือ 1.94% ของผู้สูงอายุทั้งหมด แต่ในภาคเหนือสัดส่วนนี้สูงถึง 2.79%
  • เมื่อประเมินร่วมกับทรัพยากรด้านจิตเวช ได้แก่ จำนวนจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และเตียงจิตเวช พบว่าภาคเหนือได้คะแนน “ความเปราะบางด้านสุขภาพจิต” ต่ำที่สุดเช่นกัน คือราว 69.95 คะแนน

เมื่อนำสองมิตินี้มารวมกัน ภาคเหนือจึงถูกจัดให้เป็นภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านสุขภาพ “ทั้งกายและจิต” สูงที่สุดของประเทศ โดยมีหลายจังหวัดในภาคเหนือ เช่น แพร่ พะเยา ลำปาง สุโขทัย และกำแพงเพชร ติดอันดับจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรสูง และเผชิญทั้งภาระโรค NCDs สูงและทรัพยากรสาธารณสุขตึงตัว

เชียงราย เมืองชายแดนที่ผู้สูงอายุเกินร้อยคนต้องแบ่งกันใช้เตียงหนึ่งเตียง

แม้ชื่อ “เชียงราย” จะไม่ได้ปรากฏในอันดับหนึ่งของจังหวัดเปราะบางด้านสุขภาพกายเหมือนกำแพงเพชร หรือด้านสุขภาพจิตเหมือนแพร่ แต่ข้อมูลเชิงโครงสร้างกลับสะท้อนสัญญาณเตือนชัดเจนว่า จังหวัดชายแดนแห่งนี้กำลังอยู่ในจุดเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

จากข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุขปี 2567 ของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเปรียบเทียบจำนวนผู้สูงอายุกับจำนวนเตียงโรงพยาบาล พบว่า

  • เชียงรายมีผู้สูงอายุเฉลี่ยประมาณ 114 คนต่อเตียงโรงพยาบาล 1 เตียง
  • ตัวเลขนี้จัดให้เชียงรายเป็นหนึ่งใน 10 จังหวัดที่ผู้สูงอายุต่อเตียงสูงที่สุดของประเทศ

ในทางปฏิบัติ หมายความว่า หากเกิดสถานการณ์โรคระบาดรอบใหม่ หรือมีภาระโรคเรื้อรังสะสมมากขึ้น ผู้สูงอายุเชียงรายจำนวนมากอาจต้องรอเตียงนานขึ้น หรือจำเป็นต้องเดินทางออกนอกจังหวัดเพื่อรับการรักษาในบางกรณี โดยเฉพาะผู้สูงอายุในอำเภอห่างไกลที่ต้องเดินทางเป็นชั่วโมงกว่าจะถึงโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลทั่วไป

ยิ่งไปกว่านั้น ในมิติสุขภาพจิต ข้อมูลด้าน “เตียงจิตเวชสำหรับผู้สูงอายุ” ชี้ให้เห็นว่าจังหวัดเชียงรายอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่มีผู้สูงอายุเฉลี่ย เกือบ 30,000 คนต่อเตียงผู้ป่วยจิตเวช 1 เตียง ซึ่งเป็นหนึ่งในสัดส่วนที่สูงที่สุดของประเทศ สะท้อนให้เห็น “ช่องว่างขนาดใหญ่” ระหว่างความต้องการดูแลด้านสุขภาพจิตของผู้สูงวัย กับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดในระบบ

เมื่อเชื่อมกับตัวเลขระดับประเทศที่ระบุว่า ไทยมีแพทย์จิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุเฉพาะทางเพียง 8 คน กระจุกตัวในกรุงเทพฯ ราชบุรี และนครราชสีมา จังหวัดชายแดนภาคเหนืออย่างเชียงรายจึงแทบไม่มีโอกาสเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนี้โดยตรง จำเป็นต้องพึ่งพาแพทย์จิตเวชทั่วไป พยาบาล และเครือข่ายชุมชนเป็นหลัก

ตัวเลข “ต่ำ” ที่ชวนตั้งคำถาม ทำไมเชียงรายมีผู้สูงอายุที่ “ต้องการผู้ดูแล” เพียง 2.06%?

ท่ามกลางตัวเลขเตียงที่ตึงตัว ทั้งด้านกายและจิต อีกหนึ่งตัวเลขที่น่าคิดคือ ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุระดับจังหวัดปี 2567 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งพบว่า

  • จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ “ต้องการผู้ดูแล” สูงที่สุดคือสกลนคร (18.32%)
  • ขณะที่ “เชียงราย” เป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแล “ต่ำที่สุด” ของประเทศ เพียง 2.06% หรือราว 6,062 คนของผู้สูงอายุทั้งหมดในจังหวัด

ตัวเลขนี้อาจตีความได้สองทาง

  1. เชียงรายอาจมีโครงสร้างครอบครัวและชุมชนที่ยังแข็งแรง ญาติพี่น้องช่วยดูแลกันเอง ผู้สูงอายุจำนวนมากยังช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง
  2. หรืออีกด้านหนึ่ง อาจสะท้อนปัญหา “การประเมินและการเข้าถึงระบบคัดกรอง” ที่ยังไม่ทั่วถึง ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยอาจมีข้อจำกัดในการเดิน เห็น หรือทำกิจวัตรประจำวัน แต่ยังไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ “ต้องการผู้ดูแล” ในเชิงระบบ

สำหรับเชียงราย ซึ่งมีทั้งพื้นที่ภูเขา ชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง และบ้านเรือนที่อยู่ห่างจากหน่วยบริการ การสำรวจและคัดกรองผู้สูงอายุให้ครอบคลุมจึงไม่ใช่เรื่องง่าย นี่คือโจทย์ท้องถิ่นที่ต้องอาศัยทั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานสาธารณสุข และเครือข่ายภาคประชาสังคมลงพื้นที่ร่วมกันอย่างจริงจัง

เศรษฐกิจและรายได้ เมื่อผู้สูงอายุภาคเหนือ (รวมเชียงราย) มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปีมากที่สุดในประเทศ

แม้ข้อมูลด้านเศรษฐกิจของผู้สูงอายุจะไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงถึงเชียงราย แต่หากมองในระดับภาค ภาคเหนือซึ่งรวมเชียงรายอยู่ด้วย กลับเป็นภาคที่ผู้สูงอายุมีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปีสูงที่สุดของประเทศ

จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2567 พบว่า

  • ผู้สูงอายุไทยที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปี มีจำนวน 2,793,351 คน หรือ 19.91% ของผู้สูงอายุทั้งหมด
  • ภาคเหนือมีสัดส่วนผู้สูงอายุรายได้น้อยกว่าปีละ 30,000 บาทสูงที่สุด คือ 25.52%
  • ในขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนของผู้สูงอายุที่ยังทำงาน ภาคเหนือเป็นภาคที่ “ค่าจ้างเฉลี่ยต่ำสุด” ของประเทศ ราว 9,413 บาทต่อเดือน

หากเชื่อมตัวเลขเหล่านี้กับโครงสร้างเศรษฐกิจของเชียงราย ซึ่งมีผู้สูงอายุจำนวนมากอยู่ในภาคเกษตรและแรงงานรับจ้างทั่วไป รายได้ที่ไม่แน่นอน และการออมที่จำกัด ย่อมทำให้ผู้สูงวัยจำนวนไม่น้อยเสี่ยงต่อการ “แก่ตัวไปพร้อมหนี้และรายได้ไม่พอเลี้ยงชีวิต”

แม้จะมีระบบบำนาญและเบี้ยยังชีพ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 600–1,000 บาทต่อเดือน หรือบำนาญจากประกันสังคมที่มีผู้ได้รับเพียงราว 7–8% ของผู้สูงอายุทั้งหมด แต่เมื่อเทียบกับค่าครองชีพจริงในจังหวัดท่องเที่ยวชายแดนที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้เหล่านี้แทบไม่เพียงพอ หากไม่มีรายได้เสริมจากการทำงานต่อ หรือการอุดหนุนจากลูกหลาน

บ้านที่ไม่พร้อม เมืองที่ยังไม่ทัน ความท้าทายด้านที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุเชียงราย

ระดับประเทศ ข้อมูลชี้ชัดว่า ผู้สูงอายุไทยกว่า 92.89% อาศัยอยู่ในบ้านที่ “ไม่เหมาะสม” กับสภาพร่างกายและความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นพื้นต่างระดับ บันไดชัน ห้องน้ำลื่น หรือการขาดราวจับและสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน ทำให้ในช่วง 6 เดือนก่อนการสำรวจ มีผู้สูงอายุหกล้มนับ เกือบ 800,000 คน ทั่วประเทศ โดยมากกว่า 80% ของการหกล้มเกิดขึ้น “ในบ้านของตนเอง”

แม้เชียงรายจะไม่ใช่จังหวัดที่มีสัดส่วนบ้านผู้สูงอายุไม่เหมาะสมสูงที่สุด แต่การเป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อเตียงสูง และต้องดูแลผู้สูงอายุจำนวนมากในพื้นที่ชนบทและชุมชนบนดอย ยิ่งทำให้ “บ้านที่ไม่ปลอดภัย” กลายเป็นความเสี่ยงสำคัญ เพราะทุกครั้งที่ผู้สูงอายุหกล้ม กระดูกสะโพกหัก หรือบาดเจ็บรุนแรง ระบบโรงพยาบาลและเตียงที่มีอยู่จำกัดจะต้องรับภาระเพิ่มทันที

ในมุมกลับกัน ข้อมูลด้านโครงการปรับสภาพบ้านผู้สูงอายุโดยหน่วยงานรัฐกลับสะท้อนว่า หลายจังหวัด รวมถึงบางจังหวัดในภาคเหนือ ได้รับการปรับปรุงบ้านของผู้สูงอายุน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด นั่นหมายความว่า “ช่องว่างระหว่างปัญหาและการตอบสนองเชิงนโยบาย” ยังมีอยู่มาก และเชียงรายในฐานะจังหวัดใหญ่ของภาคเหนือ จำเป็นต้องเร่งวางระบบการปรับปรุงที่อยู่อาศัยที่สอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

จากข้อมูลสู่การลงมือ บทบาทของ สสส. และโมเดลที่เชียงรายสามารถนำมาปรับใช้

ภายใต้วิกฤตสังคมสูงวัยที่กำลังก่อตัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้พัฒนาโครงการและกลไกต้นแบบหลายด้าน ซึ่งแม้ยังไม่ปูพรมครอบคลุมทุกจังหวัด แต่ก็เป็น “แบบเรียนสำคัญ” ที่เชียงรายสามารถนำมาปรับใช้ในระดับพื้นที่ได้ เช่น

  1. โครงการ “สูงวัยให้พร้อม ต้องเตรียมก่อน 40”
    เน้นสร้างความตระหนักให้คนทำงานเริ่มดูแลสุขภาพกาย–ใจ และวางแผนการเงินก่อนอายุ 40 ปี เพื่อลดภาระโรค NCDs และปัญหาเศรษฐกิจยามชรา
  2. โครงการ ‘เดินดีไปด้วยกัน’
    พัฒนาระบบเฝ้าระวังและป้องกันกระดูกหักจากการหกล้มในผู้สูงอายุ โดยใช้โมเดล “น่านโมเดล” และขยายผลไป 11 จังหวัด พบว่าอัตราการล้มใหม่–ล้มซ้ำลดลง 10% และผู้สูงอายุ 70% ในพื้นที่นำร่องได้รับการประเมินความเสี่ยง
  3. หลักสูตร “สูงวัยรู้ทันสื่อ” และอาสาสูงวัยเฝ้าระวังสื่อ
    ทำงานใน 10 พื้นที่นำร่อง เช่น พะเยา เลย กระบี่ ตรัง และพื้นที่เมืองบางส่วน เพื่อให้ผู้สูงอายุแยกแยะข่าวปลอม รู้เท่าทันมิจฉาชีพในโลกออนไลน์ ทักษะนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุในเชียงรายที่ใช้โซเชียลมีเดียติดต่อครอบครัวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ
  4. ชมรมผู้สูงอายุเข้มแข็ง และ “ธนาคารเวลา”
    ใช้กลไกชุมชน–ชมรมผู้สูงอายุ เป็นศูนย์กลางดูแลกันเอง ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมทดลองใช้แนวคิด “ธนาคารเวลา” ให้คนในชุมชนช่วยดูแลผู้สูงอายุแล้วสะสมชั่วโมง เพื่อแลกกลับเมื่อถึงเวลาที่ตนเองหรือครอบครัวต้องการความช่วยเหลือ
  5. การสนับสนุน Universal Design และเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ
    ผ่านศูนย์การออกแบบเพื่อทุกคน (UDC) ในมหาวิทยาลัย 16 แห่ง โครงการขยายขนส่งมวลชนที่เข้าถึงได้ และการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลในหลายจังหวัด

แม้บางโครงการจะยังไม่ลงลึกถึงเชียงรายโดยตรง แต่ในฐานะจังหวัดที่กำลังพัฒนาตนเองเป็นเมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางโลจิสติกส์ การนำหลักคิดจากโครงการเหล่านี้มาปรับใช้ ทั้งในระดับเทศบาล อบจ. อบต. และภาคเอกชน จะช่วยให้การเตรียมความพร้อมรับมือสังคมสูงวัยมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น

เชียงรายและภาคเหนือจะเดินอย่างไรในสังคมสูงวัยที่เปราะบางที่สุดด้านสุขภาพ

เมื่อรวบรวมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น

  • สัดส่วนผู้สูงอายุที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ภาระโรคไม่ติดต่อและความดันโลหิตที่สูงกว่าภาคอื่น
  • สัดส่วนผู้สูงอายุต่อเตียงโรงพยาบาลและเตียงจิตเวชที่ตึงตัว
  • รายได้และการออมของผู้สูงอายุในภาคเหนือที่ต่ำที่สุดของประเทศ
  • บ้านและสภาพแวดล้อมที่ยังไม่เหมาะสมกับร่างกายผู้สูงวัย

ภาพรวมชัดเจนว่า “เชียงรายและภาคเหนือไม่ได้มีเวลาเหลือมากนัก” ในการปรับตัวรับสังคมสูงวัย

แนวทางเชิงระบบที่ควรถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง อาทิ

  1. เสริมกำลังระบบสาธารณสุขระดับจังหวัดและอำเภอ
    • เพิ่มสัดส่วนเตียงและบุคลากรที่มีทักษะดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะ
    • พัฒนาคลินิก NCDs และคลินิกผู้สูงอายุให้ครอบคลุมทุกอำเภอ
    • สนับสนุน telemedicine สำหรับหมู่บ้านห่างไกลในเชียงราย
  2. ลงทุนในสุขภาพจิตผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ
    • ขยายบริการปรึกษาทางจิตวิทยาและกิจกรรมกลุ่มในโรงพยาบาลชุมชน
    • เชื่อมโยงกับเครือข่ายวัด อสม. และผู้นำชุมชน เพื่อสังเกตสัญญาณซึมเศร้าและความเครียดในผู้สูงวัย
  3. ลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจ
    • พัฒนางานและอาชีพเสริมที่เหมาะกับผู้สูงอายุ เช่น งานชุมชน งานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม งานฝีมือ
    • ส่งเสริมระบบออมสมัครใจในระดับตำบล และโครงการ “ธนาคารเวลา” แบบต้นแบบของ สสส.
  4. เร่งยกระดับที่อยู่อาศัยให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ
    • ตั้งเป้าปรับสภาพบ้านผู้สูงอายุในเชียงรายอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยร่วมมือกับวิชาชีพช่างในพื้นที่และมหาวิทยาลัย
    • บูรณาการกับการพัฒนาเมือง เช่น ทางเท้า, ทางลาด, ขนส่งสาธารณะ เพื่อให้ผู้สูงอายุเดินทางได้อย่างปลอดภัย

ท้ายที่สุด การเป็น “เมืองที่พร้อมรับสังคมสูงวัย” ไม่ได้วัดที่จำนวนเตียงหรือจำนวนโครงการที่ถูกเขียนไว้ในแผนเท่านั้น แต่สะท้อนผ่านคำถามง่าย ๆ ว่า

เมื่อผู้สูงอายุคนหนึ่งในเชียงรายล้มป่วย เขาจะเข้าถึงหมอ เตียง และการดูแลได้เร็วแค่ไหน
เมื่อผู้สูงอายุคนหนึ่งเครียด ซึมเศร้า หรือถูกหลอกผ่านสื่อออนไลน์ เขาจะมีใครให้พึ่งพา
และเมื่อผู้สูงอายุคนหนึ่งต้องใช้ชีวิตในบ้านของตัวเองไปจนวันสุดท้าย บ้านหลังนั้น “ปลอดภัยและเป็นมิตร” แค่ไหน

คำตอบเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดว่า เชียงรายและภาคเหนือ จะก้าวพ้นจากคำว่า “พื้นที่เปราะบางที่สุดด้านสุขภาพผู้สูงอายุ” ไปสู่การเป็น “พื้นที่ต้นแบบที่ไม่ทิ้งผู้สูงอายุไว้ข้างหลัง” ได้จริงหรือไม่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การศึกษาพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุในประเทศไทย โดย Rocket Media Lab ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง
  • ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center – HDC) กระทรวงสาธารณสุข
  • รายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข ประจำปี 2567 สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข
  • การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 ระดับจังหวัด สำนักงานสถิติแห่งชาติ
  • รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย ปี 2566 กรมกิจการผู้สูงอายุ และข้อมูลสนับสนุนจากสำนักงานประกันสังคม
  • เอกสารเผยแพร่ขององค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าด้วยนิยามสังคมผู้สูงอายุและการคาดการณ์สัดส่วนผู้สูงอายุของประชากรโลกถึงปี 2593
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เวนคืน 95% เสร็จสิ้น! รถไฟทางคู่ 322 กม. เชื่อมแพร่-พะเยา-เชียงราย วิ่งเร็วกว่าแผน รับบทศูนย์กลางโลจิสติกส์

รฟท.เดินหน้าเมกะโปรเจกต์รถไฟทางคู่ ‘เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ’ 7.2 หมื่นล้าน เปิดใช้ปี 2571 สัญญาเชียงรายวิ่งแซงแผน หนุนเหนือสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน

เชียงราย, 15 ธันวาคม 2568 – เสียงสว่านเจาะทะลุผนังอุโมงค์สองในอำเภอสอง จังหวัดแพร่ ดังสะท้อนก้องไปตามหุบเขาเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ภาพทีมวิศวกรและคนงานยืนปรบมือท่ามกลางฝุ่นหินที่ยังฟุ้งกระจาย ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไปทั่วประเทศ เหตุการณ์เล็ก ๆ ในสายตาคนเมือง กลับมีความหมายใหญ่ในฐานะ “หมุดหมายสำคัญ” ของโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ มูลค่าลงทุนรวม 72,835 ล้านบาท ที่กำลังจะเปลี่ยนภูมิทัศน์การคมนาคมของภาคเหนือและชายแดนไทย–ลาว–จีนไปอย่างสิ้นเชิง

โครงการรถไฟสายประวัติศาสตร์เส้นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม หากแต่เป็น “โครงข่ายเศรษฐกิจ” ที่จะเชื่อมเส้นเลือดการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดแพร่ พะเยา เชียงราย ไปจนถึงด่านพรมแดนเชียงของ สู่ตลาดจีนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) ล่าสุด ภาพรวมความก้าวหน้าทั้งโครงการคืบหน้าสะสมเฉลี่ยราวร้อยละ 46–47 และ รฟท.คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2571 ตามกรอบเวลาในสัญญาจ้าง 71 เดือน นับจากวันที่เริ่มงาน 15 กุมภาพันธ์ 2565

ภาพรวมโครงการ 3 สัญญา 322 กิโลเมตร กับความคืบหน้าที่ต่างจังหวะ

โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของมีระยะทางรวมประมาณ 322–323 กิโลเมตร เริ่มต้นที่สถานีเด่นชัย จังหวัดแพร่ (กม. 533+900) และสิ้นสุดที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย (กม. 857+000) แบ่งงานก่อสร้างออกเป็น 3 สัญญาหลัก ดังนี้

  • สัญญาที่ 1 ช่วงเด่นชัย–งาว ระยะทาง 103 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้าง 26,560 ล้านบาท ผู้รับจ้างคือกิจการร่วมค้า ไอทีดี–เนาวรัตน์ ปัจจุบันความก้าวหน้าร้อยละ 45.746 ล่าช้ากว่าแผนราวร้อยละ 5.461 โดยอยู่ระหว่างเร่งงานโครงสร้างทางยกระดับและสะพานข้ามแม่น้ำยม พร้อมกับปรับแผนการทำงานให้สอดรับปัญหาเวนคืนในบางช่วง
  • สัญญาที่ 2 ช่วงงาว–เชียงราย ระยะทาง 132 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้าง 26,890 ล้านบาท ผู้รับจ้างคือกิจการร่วมค้า ซีเคเอสที–ดีซี2 ความคืบหน้าก่อสร้างร้อยละ 52.280 เร็วกว่าแผนถึงร้อยละ 4.147 สะท้อนศักยภาพการบริหารงานโครงการและการส่งมอบพื้นที่ที่เป็นไปอย่างราบรื่นในจังหวัดพะเยาและเชียงราย
  • สัญญาที่ 3 ช่วงเชียงราย–เชียงของ ระยะทาง 87 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้าง 19,385 ล้านบาท ผู้รับจ้างคือกิจการร่วมค้า ซีเคเอสที–ดีซี3 ความก้าวหน้าร้อยละ 40.812 เร็วกว่าแผนร้อยละ 3.222 โดยเน้นงานดิน งานสะพาน และอุโมงค์ดอยหลวงซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญก่อนเข้าสู่ด่านชายแดนเชียงของ

เมื่อถ่วงน้ำหนักตามระยะทาง ทั้งสามสัญญาส่งผลให้โครงการมีความก้าวหน้าสะสมเฉลี่ยราวร้อยละ 46–47 ขณะเดียวกัน หากพิจารณาจากอินโฟกราฟิกความคืบหน้าประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 ของ รฟท. จะพบว่าค่าความก้าวหน้าเฉลี่ยยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมี “ความก้าวหน้ารวมทั้งโครงการ” ราวร้อยละ 48.620 สูงกว่าแผนการก่อสร้างสะสมเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าความล่าช้าในบางสัญญาเริ่มถูกชดเชยด้วยความก้าวหน้าที่เร็วกว่าแผนในสัญญาอื่น

นัยสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามคือ งานก่อสร้างในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งครอบคลุมสัญญาที่ 2 และ 3 มีความคืบหน้ารวม “เร็วกว่ากรอบแผน” รวมกันมากกว่า 7 จุดเปอร์เซ็นต์ สัญญาณนี้สะท้อนว่า “ภาคเหนือปลายทาง” กำลังจะพร้อมรับบทบาทใหม่ในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค ก่อนหัวขบวนรถไฟจะออกจากเด่นชัยเสียอีก

พิชิตภูเขาและร่องมรสุม ความท้าทายอุโมงค์ 4 แห่ง และสุดยอดทางยกระดับ

ภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนของแพร่ พะเยา และเชียงราย ทำให้การออกแบบเส้นทางรถไฟสายนี้เต็มไปด้วยความท้าทายด้านวิศวกรรม รฟท.ต้องก่อสร้างอุโมงค์รถไฟรวม 4 แห่ง ระยะทางรวม 13.90 กิโลเมตร ควบคู่กับทางยกระดับและสะพานขนาดใหญ่จำนวนมาก

ในส่วนของอุโมงค์ ความคืบหน้าสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เมื่อทีมวิศวกรสามารถขุดเจาะทะลุ “อุโมงค์สอง” ในอำเภอสอง จังหวัดแพร่ ระยะทาง 1.059 กิโลเมตร ถือเป็นอุโมงค์แห่งแรกของสัญญาที่ 1 และเป็นอุโมงค์ลำดับที่ 3 จาก 4 แห่งของโครงการที่เจาะทะลุสำเร็จ ต่อจากอุโมงค์ดอยหลวง จังหวัดเชียงราย และอุโมงค์แม่กา จังหวัดพะเยา

เหลือเพียง “อุโมงค์งาว” ความยาว 6.211 กิโลเมตร ที่กำลังถูกจับตามองในฐานะอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย คาดว่าจะเจาะทะลุได้ภายในเดือนกันยายน 2569 อุโมงค์ทุกแห่งออกแบบเป็นอุโมงค์คู่ทางเดี่ยว (Single-Track Tunnel) มีโครงสร้างรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ระบบระบายน้ำ และอุโมงค์หลบภัยทุกระยะ 240 เมตร เพื่อให้การเดินรถในพื้นที่ภูเขาและร่องมรสุมของภาคเหนือมีความปลอดภัยสูงสุด

นอกจากงานอุโมงค์ โครงการยังมี “สุดยอดทางยกระดับ” ที่ถูกยกให้เป็นไฮไลต์เชิงวิศวกรรมและการท่องเที่ยวในอนาคต ตั้งแต่

  • สะพาน RB35 ประตูล่องแม่น้ำยม ในสัญญาที่ 1 ช่วงเด่นชัย–งาว ซึ่งทอดยาวข้ามแม่น้ำยมและพื้นที่ชุ่มน้ำหลายกิโลเมตร ด้วยความยาวรวมกว่า 2.5 กิโลเมตร รองรับน้ำหลากในฤดูฝน และเปิดทัศนียภาพกว้างของลำน้ำยมจากบนขบวนรถไฟ
  • สะพาน RB144 ข้ามทางหลวงหมายเลข 144 ในสัญญาที่ 2 ช่วงงาว–เชียงราย ที่ออกแบบเป็นสะพานคอนกรีตโค้งข้ามแนวถนนสายหลักและลำน้ำ พร้อมโครงสร้างแบบ Portal Frame เชื่อมทางขึ้นลง การรถไฟมองว่าสะพานแห่งนี้จะกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ทางด้านวิศวกรรมของจังหวัดพะเยา
  • ทางยกระดับ RB321–333 ช่วงทางเข้าสู่อุโมงค์ดอยหลวง ในสัญญาที่ 3 ช่วงเชียงราย–เชียงของ ที่เส้นทางรถไฟเลื้อยโค้งไปตามไหล่เขาเหนือแม่น้ำกก เป็นส่วนผสมระหว่างวิศวกรรมโครงสร้างและภูมิทัศน์ธรรมชาติที่คาดว่าจะกลายเป็น “จุดชมวิวบนรางเหล็ก” ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ รถไฟสายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ จึงไม่ได้เป็นเพียงโครงข่ายคมนาคมใหม่ แต่ยังถูกคาดหวังให้เป็น “เส้นทางท่องเที่ยวเชิงภูมิทัศน์” ที่เปิดมุมมองใหม่ของภาคเหนือให้ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้สัมผัสในอนาคต

เวนคืน 9,661 ไร่ ปมเอกสารคลาดเคลื่อนและคำชี้แจงจากกรมที่ดิน

ด้านที่ถูกจับตามองไม่แพ้งานก่อสร้างคือ “กระบวนการเวนคืนที่ดิน” ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 9,661 ไร่ รวมกว่า 8,000 แปลง ใน 4 จังหวัด ได้แก่ แพร่ พะเยา เชียงราย และลำปาง ช่วงที่ผ่านมา มีรายงานข่าวระบุว่าการออกเอกสารรูปแผนที่กระดาษบาง (ร.ว.9) ของกรมที่ดินมีความล่าช้า จากความคลาดเคลื่อนของข้อมูลในเอกสารสัญญา ส่งผลต่อการจ่ายเงินชดเชยให้ประชาชนผู้ถูกเวนคืน

กรมที่ดินจึงออกแถลงชี้แจงว่า การดำเนินการรังวัดและจัดทำ ร.ว.9 เป็นภารกิจที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2565–2566 และโครงการเวนคืนในส่วนที่กรมที่ดินรับผิดชอบได้ “ปิดงาน” แล้วตั้งแต่ปี 2566 พร้อมจัดส่งรูปแผนที่รังวัดและเอกสารทั้งหมดให้การรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปใช้ทำสัญญาเวนคืนและจดทะเบียนกันเขตในสำนักงานที่ดินพื้นที่ต่าง ๆ

ข้อมูลล่าสุดจากกรมที่ดินระบุว่า

  1. งานเวนคืนกว่า 8,000 แปลง แบ่งเป็นการดำเนินงานจากส่วนกลางร้อยละ 90 และดำเนินการที่สำนักงานที่ดินในพื้นที่ร้อยละ 10
  2. จังหวัดแพร่และเชียงราย ดำเนินการจดทะเบียนแบ่งเวนคืนแล้วเป็นส่วนใหญ่ ไม่พบปัญหาติดขัด ส่วนจังหวัดพะเยายังคงรอจดทะเบียนราว 200 แปลง และจังหวัดลำปาง (สาขางาว) ประมาณ 10 กว่าแปลง
  3. ภาพรวมการจ่ายเงินชดเชยและการจดทะเบียนเสร็จสิ้นแล้วคิดเป็นประมาณร้อยละ 95 ของจำนวนแปลงทั้งหมด

กรมที่ดินยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและกฎหมายอย่างครบถ้วน และพร้อมประสานรฟท.เพื่อจัดการข้อเข้าใจคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่ฝั่งรฟท.เองได้เร่งประชุมร่วมกับสำนักมาตรฐานและส่งเสริมการรังวัด (สมส.) เพื่อปรับปรุงข้อมูลในสัญญาและเร่งรัดขั้นตอนที่เหลือ รวมถึงเปิดช่องทางให้ประชาชนผู้ถูกเวนคืนยื่นอุทธรณ์ราคาประเมินได้ตามสิทธิ หากเห็นว่าได้รับค่าชดเชยไม่เป็นธรรม

สถานีเชียงรายและสะพานลอย Universal Design เมืองท่องเที่ยวที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

หนึ่งในภาพที่ถูกเผยแพร่ในช่วงปลายปี 2568 คือ การยกคานสะพานลอยคนเดินข้ามชานชาลาตัวแรกของโครงการ ณ สถานีรถไฟเชียงราย สถานีขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบให้เป็น “หน้าบ้านใหม่” ของเมืองท่องเที่ยวสำคัญของภาคเหนือ

คานสะพานลอยทั้งสองตัว – ตัวแรกยาว 13.23 เมตร และตัวที่สองยาว 9.03 เมตร – ถูกยกติดตั้งอย่างแม่นยำและปลอดภัยบนเสามาตรฐาน ท่ามกลางการคุมงานอย่างใกล้ชิดของวิศวกร รฟท. การยกคานครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโครงข่ายสะพานลอยคนข้ามชานชาลารวม 12 ตัวตลอดโครงการ แบ่งเป็นแบบ 2 คานสะพานสำหรับสถานีขนาดใหญ่ 3 แห่ง (อย่างละหนึ่งตัวในแต่ละสัญญา) และแบบ 1 คานสะพานสำหรับสถานีขนาดเล็กอีก 9 แห่ง

จุดร่วมสำคัญของสะพานลอยทุกแห่งคือ การออกแบบตามหลัก Universal Design เพื่อให้ทุกกลุ่มประชาชนเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียม ภายในสะพานลอยจะติดตั้งลิฟต์โดยสารรองรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ใช้รถเข็น พร้อมด้วยทางลาด ราวจับที่ได้มาตรฐาน และระบบพื้นนำทางสำหรับผู้พิการทางสายตา (Tactile Paving) แนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ถูกบรรจุไว้ในระดับโครงสร้างตั้งแต่วันแรกของการออกแบบ

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ เส้นทางนี้จะมีสถานีรถไฟ 12 สถานี จุดหยุดรถ 13 แห่ง และลานขนถ่ายสินค้า (Container Yard – CY) รวม 5 แห่งที่เด่นชัย พะเยา ป่าแดด เชียงราย และเชียงของ สถานีเชียงของปลายทางจะทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมการค้าและการขนส่งสินค้าทางรางสู่อาเซียนแผ่นดินใหญ่และจีนตอนใต้ โดยเชื่อมต่อกับสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 4 และโครงข่ายถนนสายเศรษฐกิจ R3A

จากรางเหล็กสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ โอกาสและความเสี่ยงของเศรษฐกิจเหนือ

ความหมายของรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ “เวลาเดินทาง” ระหว่างจังหวัดเท่านั้น หากแต่เชื่อมโยงกับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเหนือและยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยงระดับภูมิภาคอย่างใกล้ชิด

ในมิติด้านโลจิสติกส์ การมีเส้นทางรถไฟเชื่อมจากเด่นชัยซึ่งเป็นจุดบรรจบของสายเหนือ–สายตะวันออกเฉียงเหนือ ไปยังเชียงรายและเชียงของ จะเปิดทางให้ผู้ประกอบการสามารถขนส่งสินค้าเกษตร ผลไม้แปรรูป สินค้าอุตสาหกรรมเบา และสินค้าเพื่อการท่องเที่ยวจากลุ่มน้ำกก–โขง ลงสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภาคกลางได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าการขนส่งทางถนน ขณะเดียวกัน สินค้าจากนิคมอุตสาหกรรมลำพูนและพื้นที่ตอนใน ก็สามารถส่งออกผ่านด่านเชียงของไปยังจีนตอนใต้ได้สะดวกขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เศรษฐกิจเตือนว่า การเป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์” ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการมีโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องอาศัยการวางผังเมือง พื้นที่อุตสาหกรรมคลังสินค้า และนโยบายสนับสนุนภาคเอกชนควบคู่กันไป หากพัฒนาพื้นที่รอบสถานีและลาน CY อย่างไร้ทิศทาง อาจเกิดปัญหาการจราจรแออัด การใช้ที่ดินไม่เหมาะสม และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามมา

อีกด้านหนึ่ง ปัญหาเวนคืนและการยอมรับของชุมชนยังเป็นโจทย์สำคัญ แม้กรมที่ดินจะระบุว่าการจ่ายเงินชดเชยเสร็จสิ้นไปแล้วราวร้อยละ 95 แต่ผู้ถูกเวนคืนบางส่วนยังอยู่ระหว่างกระบวนการอุทธรณ์ราคา ความโปร่งใสในการประเมินมูลค่าและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ารถไฟสายใหม่จะได้รับความไว้วางใจจากผู้คนในพื้นที่มากเพียงใด

หมุดหมายปี 2571 บททดสอบความพร้อมของระบบรางไทย

หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2571 และเข้าสู่ช่วงทดสอบระบบ ก่อนเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ตลอดเส้นทางในปีเดียวกัน นั่นหมายความว่าภายในเวลาไม่ถึงสามปีข้างหน้า ภาคเหนือของไทยจะมีเส้นทางรถไฟสายใหม่ที่เชื่อมจากด่านชายแดนเชียงของสู่โครงข่ายรถไฟประเทศได้อย่างเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ดี ระหว่างทางยังมีงานท้าทายอีกหลายด้าน ทั้งการเจาะอุโมงค์งาวให้ทะลุภายในกำหนด การติดตั้งระบบรางและระบบอาณัติสัญญาณที่ต้องสอดรับกับมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล รวมถึงการเตรียมบุคลากร ชุมชน และภาคธุรกิจให้พร้อมใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานนี้อย่างสูงสุด

สำหรับคนเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง ภาพของขบวนรถไฟวิ่งลัดเลาะเหนือแม่น้ำยม ผ่านอุโมงค์ดอยหลวง ข้ามแม่น้ำกก และมุ่งหน้าสู่ชายแดนเชียงของ อาจเคยเป็นเพียง “ภาพในอินโฟกราฟิก” ของการรถไฟ แต่วันนี้เสียงเครื่องจักรที่ก้องอยู่ตามแนวเขาและทุ่งนากำลังบอกเราว่า เมกะโปรเจกต์นี้ได้เดินหน้ามาเกินครึ่งทางแล้ว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “รถไฟจะมาถึงเมื่อไร” หากแต่เป็นว่า “เราเตรียมตัวพร้อมแค่ไหน” ที่จะใช้โอกาสจากรางเหล็กสายใหม่ เปลี่ยนภาคเหนือให้เป็นศูนย์กลางการค้า การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
  • กระทรวงคมนาคม
  • กรมที่ดิน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

ตัวบุคคลชี้ขาด! 59.2% พร้อม “เปลี่ยนใจ” หากพรรคที่ชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่ถูกใจ

KPI Poll ชี้ 45.7% มองการเมืองแย่ลง! นายกฯ คนใหม่ต้อง “แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง” ควบคู่ “ปราบปรามทุจริต”

ประเทศไทย, 15 ธันวาคม 2568 – โพลสะท้อนภาวะ “ไม่พอใจ–คาดหวังสูง” คนไทย 45.7% มองการเมือง “กำลังแย่ลง” ชี้คุณสมบัตินายกฯ คนใหม่ต้อง “แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้จริง” ควบคู่ “ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน” ในฐานะนโยบายเร่งด่วนอันดับ 1 ขณะที่ประชาชนกว่า 59.2% พร้อม “เปลี่ยนใจ” หากพรรคที่ชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่ตรงใจ สะท้อนบทบาท “ตัวบุคคล” กลับมามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งอย่างชัดเจน

เสียงจากประชาชน ภาพการเมืองที่ “ยังไม่ดีขึ้น” และความหวังต่อการเลือกตั้งครั้งใหม่

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ยังเต็มไปด้วยข้อถกเถียงเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง และความโปร่งใสในการใช้อำนาจรัฐ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) ได้เผยแพร่ผลสำรวจเรื่อง “เสียงประชาชนต่อการเมืองและการเลือกตั้งครั้งใหม่” ซึ่งจัดทำระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,016 คน โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) เก็บข้อมูลทั้งการสัมภาษณ์พบหน้าและแบบสอบถามออนไลน์ ภายใต้ระดับความเชื่อมั่นทางสถิติ 95% และค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกินร้อยละ 2.5

รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และประธานศูนย์ KPI Poll ระบุว่า โครงการสำรวจชุดนี้ไม่ได้มุ่ง “ชี้นำการเมือง” แต่มีเป้าหมายเพื่อ “ฟังเสียงประชาชน” และจัดทำเป็นฐานข้อมูลเชิงวิชาการให้กับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อใช้ทำความเข้าใจ “ภูมิทัศน์ความรู้สึกและความคาดหวังของประชาชน” ก่อนเดินเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่อย่างรอบด้าน

เมื่อถามถึงมุมมองต่อการเมืองไทยในภาพรวม “ตอนนี้เป็นอย่างไร” คำตอบส่วนใหญ่สะท้อนภาวะไม่พอใจอย่างชัดเจน ประชาชนร้อยละ 45.7 ระบุว่า “กำลังแย่ลง” ขณะที่อีกร้อยละ 41.5 เห็นว่า “เหมือน ๆ เดิม” มีเพียงร้อยละ 9.3 เท่านั้นที่รู้สึกว่าการเมือง “กำลังดีขึ้น” ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและปรับโครงสร้างหลายด้านในช่วงที่ผ่านมา แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยัง “ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่จับต้องได้” ในชีวิตประจำวัน

ในเชิงสังคมการเมือง ผลสำรวจนี้จึงไม่เพียงสะท้อนความคับข้องใจต่อผลงานรัฐบาล หากยังสะท้อน “ความอ่อนล้าทางความรู้สึก” ของประชาชนที่เฝ้ารอการเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่พบคำตอบที่ชัดเจนจากระบบการเมืองในปัจจุบัน

ผู้นำที่อยากเห็น “แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง–ซื่อสัตย์–ฟังเสียงประชาชน”

เมื่อโพลถามถึง “คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของนายกรัฐมนตรีคนต่อไป” ประชาชนส่วนใหญ่เลือกให้ “ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ” อยู่เหนือทุกอุดมการณ์ทางการเมือง

  • ร้อยละ 36.2 ระบุว่าต้องการผู้นำที่ “แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้จริง”
  • ร้อยละ 17.8 ให้ความสำคัญกับ “ความซื่อตรง” หรือความซื่อสัตย์โปร่งใส
  • ร้อยละ 9.2 ต้องการผู้นำที่ “รับฟังเสียงประชาชน”
  • ร้อยละ 9.0 เน้น “วิสัยทัศน์” ที่ชัดเจน
  • ร้อยละ 8.5 เห็นว่าควร “ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย”

ขณะที่คุณสมบัติด้านประสบการณ์บริหารราชการแผ่นดิน การคิดไวตัดสินใจรวดเร็ว หรือการสื่อสารอย่างชัดเจน แม้ถูกมองว่าสำคัญ แต่มีคะแนนรองลงมา สะท้อนว่าประชาชนกำลังมองหาผู้นำที่ “ทำได้จริง” มากกว่าผู้นำที่ “พูดได้ดี”

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์บางส่วนมองว่า โครงสร้างคำตอบดังกล่าวเชื่อมโยงกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางในหลายปีที่ผ่านมา ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพ และค่าจ้างที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ทำให้ประชาชนโฟกัสไปที่ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ และความซื่อสัตย์ของผู้นำที่ต้องจัดการงบประมาณและโครงการของรัฐอย่างโปร่งใส

นโยบายเร่งด่วน “ปราบโกง–หนี้ครัวเรือน–ค่าครองชีพ” สามเรื่องใหญ่ที่ต้องเริ่มทันที

แม้ประชาชนจะเน้นให้ผู้นำแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่เมื่อถามลงลึกถึง “นโยบายเร่งด่วนอันดับแรกที่อยากให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ดำเนินการ” ผลสำรวจกลับสะท้อนมุมมองอีกมิติหนึ่ง

  • อันดับ 1 คือ “ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน” ร้อยละ 19.4
  • อันดับ 2 “แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน” ร้อยละ 16.7
  • อันดับ 3 “ลดค่าครองชีพ” ร้อยละ 16.4
  • ตามมาด้วย “แก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้–กัมพูชา” ร้อยละ 13.1 และ “ปฏิรูปการเมืองทุกระดับ” ร้อยละ 11.7

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นภาพเชื่อมโยงชัดเจนว่า ในสายตาประชาชน “คอร์รัปชัน” ไม่ใช่เพียงปัญหาคุณธรรมของนักการเมือง แต่เป็น “รากเหง้าของปัญหาปากท้อง” เพราะการรั่วไหลของงบประมาณและการใช้ทรัพยากรอย่างไม่โปร่งใส ย่อมทำให้มาตรการช่วยเหลือประชาชนไม่ลงไปถึงประชาชนอย่างเป็นธรรม

การที่ “ปราบโกง” ขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนอันดับหนึ่งจึงสะท้อนความคาดหวังว่า รัฐบาลใหม่ต้องเริ่มต้นจากการ “ทำให้ระบบสะอาด” ก่อนจะแจกแจงหรือออกมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในระยะยาว

การเมืองยุคใหม่ “พรรค” ไม่พอ ต้องมี “ตัวบุคคลที่เชื่อถือได้”

อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญในผลสำรวจครั้งนี้ คือบทบาทของ “ตัวบุคคล” ในการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน

เมื่อถามว่า “หากพรรคการเมืองที่ท่านชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ท่านไม่ชอบ ท่านจะเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคอื่นหรือไม่” ผลปรากฏว่า

  • ร้อยละ 41.6 ตอบว่า “อาจจะเปลี่ยน”
  • ร้อยละ 17.6 ตอบว่า “เปลี่ยนแน่นอน”
    รวมแล้วกว่า 59.2% พร้อมจะเปลี่ยนใจหากไม่พอใจตัวบุคคลที่พรรคเสนอ

มีเพียงร้อยละ 25.2 ที่ตอบว่า “ไม่น่าจะเปลี่ยน” และร้อยละ 8.7 ที่ยืนยันว่า “ไม่เปลี่ยนแน่นอน” สะท้อนภาพชัดเจนว่า “ความนิยมต่อพรรค” ไม่ใช่หลักประกันว่าจะรักษาฐานเสียงได้ หากชื่อแคนดิเดตนายกฯ ไม่ตอบโจทย์ความเชื่อมั่นของประชาชน

ผลสำรวจยังระบุด้วยว่า การประกาศชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีล่วงหน้ามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงคะแนนอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ตอบถึงร้อยละ 68.7 ระบุว่า “มีผลอย่างมาก” หรือ “ค่อนข้างมีผล” ขณะที่มีเพียงร้อยละ 28 โดยประมาณที่เห็นว่าไม่มีผลหรือไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ

ในทางปฏิบัติ ตัวเลขดังกล่าวส่งสัญญาณไปยังทุกพรรคการเมืองว่า การคัดเลือกบุคคลที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “ขั้นตอนภายในพรรค” แต่เป็น “ยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง” ที่อาจชี้ขาดผลแพ้–ชนะในสนามจริง

ใครคือคนที่สังคมอยากเห็นขึ้นเวทีดีเบตมากที่สุด

ในส่วนของ “หัวหน้าพรรคที่ประชาชนอยากฟังการดีเบตมากที่สุด” ซึ่งอนุญาตให้ตอบได้ไม่เกิน 3 รายชื่อ ผลสำรวจสะท้อนความสนใจที่กระจายตัวไปยังหลายพรรค ทั้งเก่าและใหม่

  • อันดับ 1 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) ร้อยละ 16.2
  • อันดับ 2 นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) ร้อยละ 15.7
  • อันดับ 3 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) ร้อยละ 14.2
  • อันดับถัดมา ได้แก่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) ร้อยละ 10.8 และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) ร้อยละ 6.9

ที่น่าสนใจคือ ยังมีประชาชนอีกร้อยละ 10.9 ที่ตอบว่า “ไม่มีความคิดเห็น” สะท้อนว่า ยังมีกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยที่ “ยังไม่พบตัวเลือกที่ใช่” หรือยังรอดูท่าทีของพรรคการเมืองและผู้นำแต่ละคนต่อไป

โครงสร้างตัวอย่างที่หลากหลาย ภาพสะท้อนจากทุกภูมิภาคและหลากอาชีพ

KPI Poll ยังนำเสนอข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบเพื่อให้การตีความผลสำรวจมีความรอบด้านมากขึ้น โดยพบว่า

  • เพศของผู้ตอบส่วนใหญ่เป็นชายร้อยละ 51.5 และหญิงร้อยละ 47.4
  • ช่วงอายุที่มีสัดส่วนสูงสุดคือ 56 ปีขึ้นไป ร้อยละ 32.3 รองลงมาคือช่วงอายุ 46–55 ปี ร้อยละ 22.5
  • ด้านการศึกษา ผู้ตอบส่วนใหญ่จบระดับปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรีรวมกันกว่า 44% ขณะที่กลุ่มอาชีพที่ตอบแบบสอบถามมากที่สุดคือ ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 20.2

เมื่อพิจารณาตามภูมิลำเนา พบว่ากลุ่มตัวอย่างกระจายอยู่ในทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 33.2 รองลงมาคือภาคกลางร้อยละ 26.6 ภาคเหนือร้อยละ 17.8 ภาคใต้ร้อยละ 13.9 และกรุงเทพมหานครร้อยละ 8.5 สะท้อนว่าผลสำรวจครั้งนี้ไม่กระจุกตัวเฉพาะในเมืองใหญ่ แต่เก็บเสียงประชาชนจากเมืองรองและชนบทจำนวนมากร่วมด้วย

ผล-KPI-Poll-ครั้งที่-1-Dec-2025…

สัญญาณเตือนสำหรับการเมืองไทยก่อนเลือกตั้งครั้งใหม่

หากมองภาพรวม ผลสำรวจ “เสียงประชาชนต่อการเมืองและการเลือกตั้งครั้งใหม่” ของสถาบันพระปกเกล้า สามารถสรุปเป็น “สามสภาวะหลัก” ที่กำลังก่อตัวในสังคมไทย ได้แก่

  1. ไม่พอใจต่อสถานการณ์ปัจจุบัน – เกือบครึ่งของผู้ตอบรู้สึกว่าการเมืองไทยกำลังแย่ลง ขณะที่อีกส่วนใหญ่ก็เห็นว่าไม่ดีไปกว่าเดิม สะท้อนถึง “วิกฤตความเชื่อมั่น” ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย
  2. คาดหวังสูงต่อผู้นำและนโยบาย – ประชาชนต้องการผู้นำที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง ซื่อสัตย์ และฟังเสียงประชาชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ยก “การปราบปรามทุจริต” ขึ้นเป็นวาระแรกควบคู่กับการแก้หนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพ
  3. ให้ความสำคัญกับตัวบุคคลมากขึ้น – ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมเปลี่ยนใจจากพรรคที่เคยชอบ หากไม่พอใจชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผู้นำแต่ละคนจะเป็น “ตัวแปรชี้ขาด” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ในบริบทเช่นนี้ พรรคการเมืองที่สามารถ “ฟัง” เสียงประชาชนอย่างจริงจัง นำเสนอทางออกเศรษฐกิจที่จับต้องได้ เดินหน้าปฏิรูปกลไกปราบโกงอย่างเป็นรูปธรรม และเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนเชื่อถือได้จริง ย่อมมีโอกาส “ครองใจ” ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก

ผลสำรวจครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเอกสารตัวเลข แต่เป็น “เข็มทิศ” ที่สะท้อนว่า การเมืองไทยในสายตาประชาชนวันนี้ กำลังต้องการทั้ง “ความหวังใหม่” และ “ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้” จากทุกฝ่ายในระบบการเมือง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll)
  • สถาบันพระปกเกล้า
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
TOP STORIES

3 สมาคมสื่อแถลงด่วน! ห่วงความปลอดภัยนักข่าวชายแดนไทย-กัมพูชา เร่งกองบรรณาธิการประเมินภาพรวมก่อนส่งทีม

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความห่วงใยสูงสุดต่อความปลอดภัยของบุคลากรสื่อมวลชนที่รายงานข่าวความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ประเทศไทย,14 ธันวาคม 2568 – ข้อห่วงใยจากองค์กรวิชาชีพสู่มาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด พร้อมเสนอแนะแนวทางเข้มงวดให้กองบรรณาธิการประเมินสถานการณ์ภาพรวมก่อนมอบหมายงาน และเน้นย้ำใช้ข้อมูลที่เชื่อถือได้จากหน่วยงานราชการทดแทนการลงพื้นที่ด้วยตนเองในกรณีที่จำเป็น เพื่อให้การรายงานข่าวเป็นไปอย่างรับผิดชอบ ควบคู่ไปกับความมั่นคงของประเทศ  องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่สำคัญ 3 แห่งของประเทศไทย ได้แก่ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย , สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย , และ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ด่วนภายใต้หัวข้อ ข้อห่วงใยสื่อมวลชน ในการลงพื้นที่รายงานข่าวที่มีความเสี่ยง” ซึ่งสะท้อนถึงความตระหนักต่อสถานการณ์ที่มีความอ่อนไหวและเสี่ยงอันตรายบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสวัสดิภาพของผู้สื่อข่าว ช่างภาพ และบุคลากรสื่อมวลชนทุกคน ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวสถานการณ์ดังกล่าว องค์กรวิชาชีพเหล่านี้ได้กล่าวชื่นชมการทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งและมุ่งมั่นในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ภายใต้สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความอ่อนไหว

อย่างไรก็ตาม เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของบุคลากรสื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนจึงได้เสนอแนะแนวทางการทำงานต่อสื่อมวลชนภาคสนามและกองบรรณาธิการ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลักและ 1 แนวทางทดแทนที่สำคัญ:

  1. การประเมินสถานการณ์ภาพรวมก่อนการมอบหมายงาน (Editor’s Responsibility)

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนได้ขอให้ กองบรรณาธิการและผู้บังคับบัญชา ดำเนินการตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ภาพรวมอย่างรอบด้านตลอดเวลา โดยต้องอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่งข่าว/ข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อนำมาช่วยวิเคราะห์ความจำเป็นในการส่งทีมข่าวเข้าพื้นที่ที่มีความเสี่ยง

  • เหตุผลเชิงนโยบาย: แถลงการณ์ระบุอย่างชัดเจนว่า ผู้สื่อข่าวภาคสนามอาจเห็นสถานการณ์ในมุมมองเฉพาะจุดเท่านั้น ขณะที่การตัดสินใจเชิงนโยบาย (Policy Decision) ที่จะส่งบุคลากรเข้าไปในพื้นที่ ควรพิจารณาจากภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมด ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการบริหารจัดการข่าวในสถานการณ์ความมั่นคง
  1. การให้ความสำคัญกับพื้นที่ปลอดภัยเป็นลำดับแรก (Field Safety First)

หลักการพื้นฐานที่องค์กรสื่อย้ำเตือนคือ การคำนึงถึงสวัสดิภาพของสื่อมวลชนภาคสนามเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มอบหมายให้เข้าไปในพื้นที่เสี่ยง หรือพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยของชีวิตและยังคงมีการปะทะ หรือมีการใช้อาวุธหนัก

เนื้อหาแนวทางปฏิบัติทางเลือกและการคำนึงถึงความมั่นคง

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ แสดงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว ช่างภาพ และบุคลากรสื่อมวลชนทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมขอชื่นชมการทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง มุ่งมั่นนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนภายใต้สถานการณ์ที่มีความอ่อนไหวและ

อย่างไรก็ตาม เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของบุคลากรสื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนขอเสนอแนะแนวทางการทำงานต่อสื่อมวลชนภาคสนามและกองบรรณาธิการ ดังต่อไปนี้

  1. การประเมินสถานการณ์ภาพรวมก่อนการมอบหมายงาน : ขอให้กองบรรณาธิการและผู้บังคับบัญชา ตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ภาพรวมอย่างรอบด้านตลอดเวลา โดยอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่งข่าว/ข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อช่วยวิเคราะห์ความจำเป็นในการส่งทีมข่าวเข้าพื้นที่ที่มีความเสี่ยง

ทั้งนี้ เนื่องจากผู้สื่อข่าวภาคสนามอาจเห็นสถานการณ์ในมุมเฉพาะจุด ขณะที่การตัดสินใจเชิงนโยบายควรพิจารณาจากภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมด

  1. การให้ความสำคัญกับพื้นที่ปลอดภัยเป็นลำดับแรก : คำนึงถึงสวัสดิภาพของสื่อมวลชนภาคสนาม กรณีมอบหมายให้เข้าไปในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยของชีวิตที่ยังคงมีการปะทะ ใช้อาวุธหนักในสถานการณ์

 

ในกรณีที่จำเป็นต้องรายงานเหตุการณ์จากพื้นที่เสี่ยง ขอแนะนำให้ใช้ข้อมูล ภาพ หรือคลิปวิดีโอจากหน่วยงานราชการหรือเจ้าหน้าที่เชื่อถือได้ เป็นทางเลือกทดแทนการเข้าพื้นที่ด้วยตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงและการสูญเสียต่อบุคลากรสื่อมวลชน

ขณะเดียวกัน ในสถานการณ์ด้านความมั่นคงครั้งนี้ อยากให้ผู้ปฏิบัติงานภาคสนามทุกคน รวมทั้งบรรณาธิการให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข่าวและภาพที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ทางการทหารรวมถึงสถานที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน ก่อนเผยแพร่ภาพ เพื่อคำนึงถึงเหตุผลทางด้านความมั่นคง

ทั้งนี้ความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อมวลชนคือหัวใจสำคัญควบคู่ไปกับเสรีภาพในการรายงานข่าว ที่ต้องเป็นไปอย่างรับผิดชอบ รอบคอบ และสอดคล้องกับจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชน

การจัดการความเสี่ยงในสถานการณ์ความขัดแย้ง

แถลงการณ์ร่วมของทั้ง 3 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับมาตรฐานการจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ในงานข่าวสถานการณ์ความขัดแย้งของประเทศไทย

  1. การยกระดับบทบาทกองบรรณาธิการ:

แถลงการณ์ได้โอนถ่ายอำนาจและความรับผิดชอบในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจากผู้สื่อข่าวภาคสนาม ไปยัง กองบรรณาธิการ” ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจเชิงนโยบาย (Policy Decision) ที่สามารถเข้าถึงและวิเคราะห์ ภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมด” จากหลายแหล่งที่เชื่อถือได้ การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปตามหลักการสากลในการรายงานข่าวสงครามหรือความขัดแย้ง ซึ่งถือว่าความปลอดภัยของบุคลากรคือต้นทุนที่ไม่อาจประเมินค่าได้

  1. สื่อสารมวลชนกับความมั่นคงแห่งชาติ:

การเน้นย้ำให้ตรวจสอบภาพถ่ายสถานที่ทางการทหารและที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนอย่างละเอียดก่อนเผยแพร่ สะท้อนถึงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในฐานะ ผู้รักษาความรับผิดชอบ” ต่อความมั่นคงแห่งชาติในช่วงเวลาวิกฤต ในขณะที่ต้องธำรงไว้ซึ่งเสรีภาพในการรายงานข่าว ซึ่งเป็นบทบาทที่ต้องสร้างสมดุลอย่างชาญฉลาดตามหลักจริยธรรมวิชาชีพ

  1. การใช้ข้อมูลทดแทนที่เชื่อถือได้:

การแนะนำให้ใช้ข้อมูลจากหน่วยงานราชการหรือเจ้าหน้าที่ที่เชื่อถือได้ในกรณีจำเป็น เป็นการยอมรับกลไกความร่วมมือระหว่างสื่อและหน่วยงานความมั่นคง เพื่อให้ประชาชนยังได้รับข่าวสารอย่างต่อเนื่อง แต่ลดความเสี่ยงของบุคลากรสื่อ การใช้แหล่งข้อมูลเหล่านี้ต้องถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดโดยบรรณาธิการ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่นำมาใช้นั้นเป็น ข้อมูลที่เป็นกลาง และมิได้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ

แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ถือเป็นแนวทางปฏิบัติ (Guideline) ที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับองค์กรสื่อในประเทศไทย เพื่อให้สามารถรายงานข่าวในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบ การให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัยควบคู่ไปกับเสรีภาพในการรายงานข่าวที่ต้องมีความรับผิดชอบ” เป็นการยกระดับวิชาชีพสื่อมวลชนไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลในการจัดการสถานการณ์ความขัดแย้ง พร้อมทั้งช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียบุคลากรอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงมีความอ่อนไหว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (Thai Journalists Association – TJA)
  • สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย (The Thai Broadcast Journalists Association – TBJA)
  • สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (Online News Providers Association – SONP)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI Deep Dive Verification FEATURED NEWS

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ผนึกกองทุนสื่อฯ ลุยจัดอบรม Fact Checking & Verification ยกระดับวิชาชีพสื่อมวลชนสกัดกั้นข่าวปลอม

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์–กองทุนสื่อฯ เปิดห้องเรียน “Fact Checking & Verification”
ยกระดับวิชาชีพสื่อไทย สู้กระแสข่าวปลอม–ข้อมูลบิดเบือนยุค AI

เชียงราย/กรุงเทพฯ, 14 ธันวาคม 2568 –
ท่ามกลางกระแสข่าวลวง ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือนที่แพร่กระจายรวดเร็วบนโลกออนไลน์ในทุกวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด ภัยพิบัติ หรือความตึงเครียดทางการเมือง ภารกิจของสื่อมวลชนไทยไม่ได้มีเพียง “รายงานให้เร็ว” อีกต่อไป แต่ต้อง “ตรวจสอบให้ลึก และอธิบายให้ชัด” ควบคู่กันไป

ในบริบทดังกล่าว สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) โดยการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงจัดอบรม One Day Training ประจำปี 2568 ครั้งที่ 2 หัวข้อ “Fact Checking & Verification – เรียนรู้กระบวนการตรวจสอบข่าวปลอม ภายใต้กรอบจริยธรรมสื่อมวลชน” ขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร โดยมีเป้าหมายให้สื่อมวลชนและผู้ปฏิบัติงานด้านข่าวออนไลน์ มีเครื่องมือและกรอบคิดเพียงพอในการรับมือกับข่าวลวงที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน

โครงการอบรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการความร่วมมือองค์กรสื่อขับเคลื่อนพัฒนาวิชาชีพและส่งเสริมจริยธรรมสื่อ เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” ซึ่ง SONP ร่วมดำเนินการกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นให้ผู้เข้าร่วมไม่เพียงรับฟังบรรยายเชิงทฤษฎี แต่ยังได้ฝึกปฏิบัติจริง ตั้งแต่การตรวจสอบต้นทางข่าว ไปจนถึงการกลั่นกรองเนื้อหาเพื่อสื่อสารเตือนภัยต่อสาธารณะ

เวทีเสวนา “ความท้าทายของสื่อมวลชนไทย ท่ามกลางสถานการณ์ข่าวลวง”

หัวใจของงานอบรมครั้งนี้อยู่ที่เวทีเสวนาในหัวข้อ “ความท้าทายของสื่อมวลชนไทย ท่ามกลางสถานการณ์ข่าวลวง” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน ร่วมถอดบทเรียนจากประสบการณ์ตรง และชี้แนะแนวทางทำงานข่าวในยุคที่เฟคนิวส์กลายเป็น “คู่แข่ง” คนสำคัญของความจริง

ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย

  • ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
  • คุณพีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ บมจ.อสมท
  • คุณนันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

ดำเนินรายการโดย คุณจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง อุปนายกด้านมาตรฐานวิชาชีพ สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

การสนทนาบนเวทีสะท้อนภาพเดียวกันว่า ข่าวปลอมในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียง “ข้อความแชร์ต่อ” แบบเรียบง่ายอีกต่อไป แต่ผสานทั้งเทคโนโลยี ปฏิบัติการทางข้อมูล (information operation) และจิตวิทยาสังคมอย่างแนบเนียน จนหลายครั้งสื่อวิชาชีพเองก็อาจตกเป็นเหยื่อ หากขาดทักษะและเครื่องมือในการตรวจสอบ

ดร.ชำนาญ ข่าวจริงคือสิทธิขั้นพื้นฐานในสังคมประชาธิปไตย

ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม เปิดมุมมองต่อวิวัฒนาการของข่าวปลอมว่า ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้สร้างและบิดเบือนข้อมูลอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินหรือภาวะวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด ภัยธรรมชาติ หรือความขัดแย้งทางการเมือง

เขาเน้นว่า “พัฒนาการข่าวปลอมในปัจจุบันมีการนำ AI มาใช้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินและวิกฤตจะมีข่าวเหล่านี้ออกมาเสมอ แต่การตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนในการตรวจสอบและเผยแพร่ข่าวจริง”

ดร.ชำนาญชี้ให้เห็นว่า การที่ประชาชนได้รับข่าวจริง ไม่ใช่เพียงเรื่อง “คุณภาพของข้อมูล” แต่คือสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย เพราะประชาชนต้องใช้ข้อมูลข่าวสารในการตัดสินใจต่อประเด็นสาธารณะ ทั้งเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย การเมือง และเศรษฐกิจ หากสังคมปล่อยให้ข่าวปลอมครอบงำ การตัดสินใจของประชาชนก็จะตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่ผิดพลาด นำไปสู่ความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และความไว้วางใจต่อสถาบันต่าง ๆ

“การตรวจสอบและเผยแพร่ข่าวจริง เป็นสิ่งที่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์พยายามส่งเสริม หากสื่อไทยสามารถทำได้ ก็จะช่วยลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน และทำให้สังคมไทยได้รับข่าวสารที่ถูกต้องได้ ทางกองทุนฯ พร้อมที่จะสนับสนุนสื่อมวลชนในการทำงานเรื่องนี้” ดร.ชำนาญกล่าวย้ำ

ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนบทบาทใหม่ของกองทุนสื่อฯ ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสนับสนุนโครงการผลิตเนื้อหาสร้างสรรค์ แต่ยังต้องลงทุนกับ “โครงสร้างพื้นฐานด้านความจริง” ผ่านการพัฒนาทักษะตรวจสอบข้อมูลให้กับสื่อและภาคประชาชนอย่างเป็นระบบ

นันทสิทธิ์ ต้องย้อนถาม “เฟคนิวส์คืออะไร – ใครได้อะไร”

ด้าน คุณนันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ชวนผู้เข้าร่วมเวทีตั้งคำถามกลับไปยังต้นตอของปัญหา เขาเสนอว่า ทุกครั้งที่สื่อพบข่าวหรือข้อมูลที่น่าสงสัย ควรถามให้ชัดว่า

  1. เฟคนิวส์คืออะไรในบริบทนั้น – เป็นข้อมูลเท็จทั้งหมด บิดเบือนบางส่วน หรือใช้ข้อเท็จจริงไปในทางที่ทำให้เข้าใจผิด
  2. จุดประสงค์ของการปล่อยข่าวนั้นคืออะไร – เพื่อผลการเมือง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือเพื่อสร้างกระแสในโลกออนไลน์

“หน้าที่ของสื่อมวลชนคือการนำเสนอข่าว ในยุคนี้ใคร ๆ ก็พูดได้ โพสต์ได้ ใช้เทคโนโลยีขยายเสียงตัวเองได้ แต่แกนหลักของวิชาชีพสื่อมวลชนต้องกลับมาที่จุดเริ่มต้น คือการตรวจสอบความถูกต้อง” เขากล่าว

คุณนันทสิทธิ์ย้ำว่า เทคโนโลยีไม่ใช่อุปสรรค หากถูกใช้ให้ถูกทางก็กลายเป็น “ตัวช่วย” ให้การตรวจสอบรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้สื่อเผชิญแรงกดดันคือสภาพการแข่งขันที่เน้น “ความเร็ว” เป็นตัวชี้วัดหลัก ส่งผลให้หลายสำนักเสี่ยงต่อการตกหลุมพรางข่าวปลอมโดยไม่รู้ตัว

เขายกตัวอย่างว่า ในช่วงข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา เคยมีการแพร่ระบาดของข่าวลวงจำนวนมาก ทั้งภาพเก่า ภาพตัดต่อ และบทวิเคราะห์ที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน หากสื่อไม่ตั้งหลักและไม่จัดทีมตรวจสอบอย่างจริงจัง ความสับสนในสังคมจะถูกซ้ำเติมด้วยการรายงานที่ขาดการกลั่นกรอง

“การตรวจสอบข่าวปลอมต้องใช้เวลา ซึ่งสวนทางกับแนวทางทำงานของสื่อยุคปัจจุบันที่เน้นความเร็วเป็นสำคัญ นี่คือความท้าทายที่เราต้องออกแบบกลยุทธ์ให้เหมาะสม” นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์กล่าว

พีรพล เมื่อข่าวปลอมเริ่มต้นจาก “ต้นทางเทียม” และเสิร์ชเอนจินก็ถูกหลอกได้

คุณพีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ บมจ.อสมท ซึ่งทำงานด้านการตรวจสอบข้อมูลออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง เตือนว่า สถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้มีเพียงข่าวปลอมที่ถูกตัดต่อจากข้อความหรือภาพเดิม แต่มีการสร้าง “โครงสร้างเทียม” ตั้งแต่ระดับเว็บไซต์ งานวิจัย เอกสารวิชาการ ไปจนถึงบุคคลหรือองค์กรต้นทางปลอม

“ตอนนี้มีคนสร้างข้อมูลปลอมตั้งแต่ต้นตอ ทำเว็บไซต์ขึ้นมา ทำเอกสารวิชาการปลอม ทำอินโฟกราฟิก และแม้กระทั่งสร้างเสิร์ชเอนจินปลอม เพื่อหลอกให้เวลาเราค้นหา เราไปเจอแต่ข้อมูลที่เขาอยากให้เห็น นี่คือเทคนิคที่ทำให้สื่อโดนหลอกง่ายที่สุด” เขาอธิบาย

การสร้าง “จักรวาลข้อมูลเทียม” เช่นนี้ ทำให้การตรวจสอบยากขึ้นหลายเท่า เพราะแม้สื่อจะพยายามใช้เครื่องมือค้นหาออนไลน์เพื่อยืนยันข้อมูล แต่สิ่งที่พบอาจเป็นชุดข้อมูลปลอมที่ถูกออกแบบมาล่วงหน้า

คุณพีรพลเสนอว่า การสร้าง “ฐานข้อมูลกลาง” ที่รวบรวมทั้งข่าวลวงที่ตรวจสอบแล้ว วิธีการตรวจสอบ และแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ จะช่วยให้สื่อมีจุดอ้างอิงร่วมกัน ลดโอกาสตกเป็นเหยื่อของปฏิบัติการข่าวลวง พร้อมกันนั้น สื่อควรอธิบายกระบวนการตรวจสอบของตนเองต่อสาธารณะให้ชัดเจน เพื่อสร้างทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ให้กับผู้รับข่าวไปพร้อมกัน

“หากเรามีฐานข้อมูลกลางในการทำงาน ส่วนสื่อทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมอธิบายให้เห็นถึงแหล่งที่มาของข้อมูลและเครื่องมือในการตรวจสอบ จะช่วยสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน และเมื่อมีการตรวจสอบมากขึ้น จะนำไปสู่การสร้างพฤติกรรมการตรวจสอบข่าวปลอมเพื่อค้นหาความจริงได้” เขาย้ำ

ห้องเรียนเชิงปฏิบัติการ จาก Reverse Image Search ถึง Fact & Policy Checking

นอกจากเวทีเสวนาเชิงนโยบายแล้ว การอบรม One Day Training ครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับ “ทักษะภาคสนาม” ผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสองช่วงหลัก ได้แก่

  1. เครื่องมือตรวจสอบข่าวลวง
  2. Fact & Policy Checking – เรียนรู้กระบวนการตรวจสอบข่าวปลอมตั้งแต่ต้นทาง

ในช่วงการอบรมเรื่องเครื่องมือ คุณณัฐกร ปลอดดี Southeast Asia Digital Verification Editor แห่งสำนักข่าว AFP อธิบายว่า ความสามารถในการตั้งคำถามและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเป็นสิ่งสำคัญ แต่หากขาดเครื่องมือดิจิทัลที่เหมาะสม การตรวจสอบก็อาจติดขัดหรือใช้เวลานานเกินไป

เขายกตัวอย่างเครื่องมือหลักที่ผู้สื่อข่าวยุคใหม่ควรรู้จักและใช้เป็นประจำ ได้แก่

  • Reverse Image Search หรือการค้นหาภาพย้อนหลัง เพื่อตรวจสอบว่าภาพที่ถูกแชร์นั้นเคยปรากฏที่ใดมาก่อน ถูกใช้ในเหตุการณ์ใด และมีการดัดแปลงหรือไม่
  • เครื่องมือ Geolocation เพื่อระบุว่าภาพหรือวิดีโอถูกถ่ายที่ใด เมื่อใด โดยเปรียบเทียบภูมิประเทศ ป้ายถนน อาคาร หรือจุดสังเกตต่าง ๆ
  • การใช้ Google Map และแผนที่ออนไลน์อื่น ๆ เพื่อเทียบเคียงมุมภาพ ระยะทาง และตำแหน่งจริง

“เมื่อเรามีทักษะในการตรวจสอบข่าวลวงแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการใช้เครื่องมือในการตรวจสอบข่าวลวง ไม่ว่าจะเป็น Reverse Image Search การใช้ Geolocation หรือการใช้ Google Map ล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง” คุณณัฐกรกล่าว

เขายังชี้ด้วยว่า แม้ AI จะถูกใช้สร้างภาพ เสียง และวิดีโอปลอมจำนวนมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้พัฒนาเทคโนโลยีก็กำลังสร้างเครื่องมือเพื่อตรวจสอบและติดตามร่องรอยของข้อมูลเท็จเหล่านี้ควบคู่กันไป ดังนั้น สื่อมวลชนจำเป็นต้องอัปเดตความรู้ด้านเทคโนโลยีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถใช้ “AI สู้ AI” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Thai PBS Verity บทเรียนจากโควิด-19 สู่องค์ความรู้เรื่อง Mis–Mal–Disinformation

ในช่วงท้ายของการอบรม คุณกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จากการจัดตั้งทีม Thai PBS Verity ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนบนโลกออนไลน์

เธอเล่าย้อนว่า แนวคิดดังกล่าวเริ่มก่อตัวจริงจังในช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อสังคมไทยเผชิญ “ข้อมูลท่วม” ทั้งข่าวจริงและข่าวลวงในเวลาเดียวกัน ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรควรเชื่อถือ อะไรควรระมัดระวัง

คุณกนกพรอธิบายว่า การทำงานของทีมตรวจสอบข่าวปลอมจำเป็นต้องเข้าใจ “ประเภทของข้อมูล” อย่างชัดเจน แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

  1. Misinformation – ข้อมูลผิดหรือปลอมที่เผยแพร่โดยไม่มีเจตนาร้าย
  2. Malinformation – ข้อมูลจริงบางส่วนที่ถูกนำมาใช้ในบริบทที่มีเจตนามุ่งร้าย เช่น การนำข้อมูลส่วนตัวมาเผยแพร่เพื่อทำลายชื่อเสียง
  3. Disinformation – ข้อมูลบิดเบือนที่ถูกออกแบบอย่างจงใจ เพื่อชักจูงหรือบิดเบือนความเข้าใจของสาธารณะ

การตรวจสอบข้อมูลทั้งสามประเภทต้องใช้ทั้งการสืบสวนหาต้นตอ การเปรียบเทียบกับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และการอธิบายอย่างเข้าใจง่ายว่า “ส่วนไหนจริง–ส่วนไหนปลอม–ส่วนไหนถูกตัดต่อ” เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ไปพร้อมกับการเสพข่าว

เธอยังชี้ถึงปัจจัยที่ทำให้ข่าวปลอมแพร่กระจายรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของโซเชียลมีเดียและการปรับอัลกอริทึมที่เน้นข้อมูลกระตุ้นอารมณ์, การใช้ AI ดัดแปลงเนื้อหา, ช่องโหว่ของแพลตฟอร์มที่ยังไม่มีกลไกตรวจสอบเพียงพอ, รวมถึงจิตวิทยาของผู้คนในช่วงวิกฤตที่มักแชร์ข้อมูลเพราะ “กลัวตกข่าว” มากกว่าตรวจสอบก่อนแชร์

“การทำหน้าที่สื่อในปัจจุบัน ต้องไม่คำนึงถึงความเร็วเพียงอย่างเดียว เพราะการนำเสนอข้อมูลด้วยความเร็ว อาจไม่ได้มีความหมายเท่ากับการนำเสนอความจริง” คุณกนกพรกล่าวทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่าสื่อทุกสำนักจำเป็นต้องมีอย่างน้อยหนึ่งทีม หรือหนึ่งกลไกภายในองค์กร ที่รับผิดชอบงานตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ

จากห้องอบรมสู่ห้องข่าว ความหวังต่อระบบนิเวศสื่อปลอดภัย

แม้การอบรม One Day Training จะมีเพียงหนึ่งวัน แต่เนื้อหาที่ผู้เข้าร่วมได้รับสะท้อนชัดว่า “การตรวจสอบข่าวปลอม” ไม่ใช่งานเฉพาะกิจที่ทำเป็นครั้งคราว หากแต่ต้องถูกฝังอยู่ในวัฒนธรรมการทำงานของสื่อมวลชนทุกระดับ ตั้งแต่ผู้สื่อข่าวภาคสนาม บรรณาธิการ ไปจนถึงผู้บริหารองค์กรสื่อ

การสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ การประสานความร่วมมือระหว่างสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวต่างประเทศ เช่น AFP และสื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอส แสดงให้เห็นว่าการรับมือข่าวปลอมจำเป็นต้องใช้ “พันธมิตรเชิงระบบ” ไม่อาจพึ่งพาเพียงสำนักข่าวใดสำนักข่าวหนึ่งได้

ในระยะยาว หากองค์ความรู้และเครื่องมือจากการอบรมครั้งนี้ถูกส่งต่อไปยังห้องข่าวทั่วประเทศ และถูกปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น ย่อมมีโอกาสที่ประชาชนไทยจะได้รับข่าวสารที่ถูกต้องรัดกุมมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคข่าวก็ต้องเรียนรู้ที่จะตั้งคำถาม ตรวจสอบ และใช้สิทธิร้องเรียนเมื่อพบข้อมูลที่ส่อไปในทางบิดเบือน

ความท้าทายของสื่อไทยในยุคข่าวลวงจึงไม่ได้อยู่แค่ “จะสู้กับเฟคนิวส์อย่างไร” แต่คือ “จะสร้างสังคมที่เห็นคุณค่าของความจริงร่วมกันได้อย่างไร” และการอบรม Fact Checking & Verification ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวที่แสดงให้เห็นว่า ภาคสื่อไทยกำลังพยายามเดินไปในทิศทางนั้นอย่างเป็นรูปธรรม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) 
  • กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ 
  • ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ บมจ.อสมท 
  • สำนักข่าว AFP 
  • สำนักสื่อดิจิทัลและทีม Thai PBS Verity สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ปราบสแกมเมอร์ทำชีวิตหยุดนิ่ง! สัญญาณมือถือชายแดนเชียงรายถูกตัด สู่ปัญหาใหญ่ระดับชาติขาดมาตรการเยียวยา

เชียงรายร้องสัญญาณมือถือหายทั้งตำบล สะท้อนปัญหาใหญ่ระดับชาติ ร้องเรียนผู้บริโภคพุ่ง “สินค้าออนไลน์–มือถือ–อีเวนต์–รถ EV” เสี่ยงซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำดิจิทัล

เชียงราย, 14 ธันวาคม 2568 – เสียงสะท้อนจากประชาชนในอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ที่ออกมาร้องเรียนว่า “โทรศัพท์เหมือนถูกตัดเข้าโหมดเครื่องบินทั้งตำบล” ตลอดช่วงเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงสะท้อนความลำบากในชีวิตประจำวันของคนชายแดน แต่ยังชี้ไปยังปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัล เมื่อมาตรการด้านความมั่นคงและการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากเข้าไม่ถึงบริการสื่อสารที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยที่ยังไม่มีมาตรการเยียวยาอย่างชัดเจน

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับตัวเลขร้องเรียนระดับประเทศที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามรายงาน “ภาวะสังคมไทยไตรมาส 3 ปี 2568” ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งสะท้อนว่า ผู้บริโภคไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงใหม่ ๆ จากเทคโนโลยี การซื้อขายออนไลน์ รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ตที่เติบโตเร็ว แต่การกำกับดูแลยังตามไม่ทัน

ภาพรวมร้องเรียนไตรมาส 3/2568 สินค้าออนไลน์–โทรคมนาคม ครองแชมป์ปัญหาผู้บริโภค

รายงานของ สศช. อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสำนักงาน กสทช. ระบุว่า ในไตรมาส 3 ปี 2568 ประเทศไทยมีเรื่องร้องเรียนด้านการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในส่วนของกิจการโทรคมนาคม สำนักงาน กสทช. ได้รับเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น 449 เรื่อง เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 44.8 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยแบ่งเป็น

  • ปัญหาโทรศัพท์เคลื่อนที่ 320 เรื่อง
  • ปัญหาอินเทอร์เน็ต 124 เรื่อง
  • ปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนหนึ่ง

เมื่อพิจารณาตามลักษณะปัญหา พบว่า

  • “คุณภาพการให้บริการ” เป็นประเด็นร้องเรียนสูงสุด 157 เรื่อง
  • รองลงมาคือ “คุณภาพสัญญาณ” 105 เรื่อง
  • ตามด้วยปัญหาการคิดค่าบริการ การรับข้อความ SMS และการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ฯลฯ

ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำว่า แม้ระบบสื่อสารจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งต่อเศรษฐกิจดิจิทัลและชีวิตประจำวัน แต่ผู้บริโภคยังเผชิญทั้งปัญหาคุณภาพบริการและความไม่แน่นอนของสัญญาณในหลายพื้นที่

ด้าน สคบ. รายงานว่ามีเรื่องร้องเรียนรวม 9,236 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 34 โดยประเภทปัญหาเปลี่ยนโฉมไปตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันสู่โลกออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ

เมื่อลงลึกถึงประเภทสินค้าและบริการ พบว่า

  • “สินค้าออนไลน์” มีการร้องเรียนสูงสุด 3,656 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 39.6 ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด
  • รองลงมาคือ “รถยนต์” 509 เรื่อง
  • ที่พักโรงแรม/อพาร์ตเมนต์ 448 เรื่อง
  • อุปกรณ์ไฟฟ้า อาหารเสริม ศูนย์บริการ และจองตั๋วเดินทาง ฯลฯ ตามลำดับ

โดยในกลุ่มบริการ มีเรื่องร้องเรียน 1,439 เรื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นปัญหาจากธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ต ตั้งแต่การเปลี่ยนเงื่อนไขโดยไม่แจ้งล่วงหน้า การบังคับสมัครสมาชิกพิเศษเพื่อกดบัตร การยกเลิกกิจกรรมแล้วไม่คืนเงิน ไปจนถึงการใช้บอทกว้านซื้อบัตรเพื่อขายต่อในราคาสูงเกินควร

ข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภคระบุว่า ระหว่างปี 2564–2568 มีการร้องเรียนเกี่ยวกับธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ตสูงถึง 9,053 เรื่อง มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 32.9 ล้านบาท สะท้อนว่าความบันเทิงที่ควรให้ความสุข กลับกลายเป็นแหล่งความเสี่ยงของผู้บริโภคจำนวนไม่น้อย

เมื่อสัญญาณถูก “ตัด” เพื่อปราบสแกมเมอร์ ชีวิตชายแดนเชียงรายที่หยุดนิ่ง

ท่ามกลางตัวเลขร้องเรียนที่เพิ่มสูงขึ้น กรณีเชิงรูปธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในจังหวัดเชียงรายทำให้ปัญหา “คุณภาพสัญญาณ” จากสถิติระดับชาติ กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและจับต้องได้ทันที

ประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่สายและอำเภอเชียงของหลายตำบล ร้องเรียนมายังทีมข่าวท้องถิ่นว่า สัญญาณโทรศัพท์เครือข่าย AIS ในบางพื้นที่ถูกตัดขาดแทบทั้งตำบล โดยเฉพาะบริเวณแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง ซึ่งสัญญาณหายไปเกือบ 100% ทำให้ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต หรือแอปพลิเคชันทางการเงินได้เลย

ผู้ร้องเรียนบางรายระบุว่า เมื่อต้องออกจากบ้านและไม่มีสัญญาณ Wi-Fi โทรศัพท์จะกลายเป็นเหมือน “โหมดเครื่องบิน” ทันที ไม่สามารถติดต่อธุรกิจ ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว หรือรับ–ส่งข้อมูลสำคัญได้ ขณะที่เครือข่ายอื่นอย่าง dtac และ true ยังใช้งานได้ตามปกติ

ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า ในหลายจุดตามแนวชายแดน สัญญาณ AIS ไม่สามารถใช้งานได้จริงตรงกับคำร้องเรียนของประชาชน โดยข้อมูลเบื้องต้นจากผู้ร้องเรียนระบุว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้ขอความร่วมมือ กสทช. ให้จำกัดหรือปิดสัญญาณบางย่านความถี่ตามแนวชายแดน เพื่อสกัดกั้นการใช้ซิมไทยของแก๊งสแกมเมอร์และขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ที่มักตั้งฐานอยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน

แม้เจตนารมณ์ด้านความมั่นคงทางดิจิทัลจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับกระทบตรงกับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ตและแอปธนาคารในการทำธุรกรรมประจำวัน เช่น พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย คนขับรถส่งของ นักเรียน นักศึกษา และครอบครัวที่มีสมาชิกทำงานต่างจังหวัดซึ่งต้องติดต่อกันผ่านโทรศัพท์มือถือ

จนถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ยังไม่มีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนจากทั้งผู้ให้บริการเครือข่ายและหน่วยงานกำกับดูแล ขณะที่เหตุการณ์ดังกล่าวอาจกลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญว่าการตัดสินใจด้านนโยบายที่ “มุ่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์” หากขาดการประเมินผลกระทบด้านสิทธิผู้บริโภคอย่างรอบด้าน อาจสร้างความเสียหายต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ออนไลน์พุ่ง – EV สะดุด – คอนเสิร์ตป่วน ภูมิทัศน์ใหม่ของความเสี่ยงผู้บริโภคไทย

นอกจากปัญหาสัญญาณโทรศัพท์แล้ว ข้อมูลจาก สคบ. และสภาองค์กรของผู้บริโภคยังฉายภาพชัดเจนว่า คนไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงในหลายมิติที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว

  1. สินค้าออนไลน์: เมื่อ “คลิกสั่งซื้อ” แปลว่าเปิดช่องรับความเสี่ยง

สินค้าออนไลน์กลายเป็นหมวดที่มีการร้องเรียนสูงที่สุดถึง 3,656 เรื่อง หรือเกือบ 4 ใน 10 ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด ปัญหาหลักคือ “ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากร้านค้า” ตั้งแต่ไม่ได้รับสินค้า สินค้าไม่ตรงปก สินค้าชำรุด ไม่มีการรับผิดชอบ ไปจนถึงการโฆษณาเกินจริง

ปรากฏการณ์ “ไลฟ์ขายของ” ที่เติบโตอย่างรวดเร็วผ่านแพลตฟอร์มโซเชียล ทำให้การซื้อขายเข้าถึงง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ผู้ค้าและอินฟลูเอนเซอร์บางกลุ่มใช้ความคล่องตัวของแพลตฟอร์มเป็นเกราะกำบัง ไม่ขออนุญาตโฆษณาจาก อย. ขายอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่อาจไม่ปลอดภัย ใช้กลยุทธ์เรียกความเชื่อถือจากผู้ติดตามจำนวนมาก แต่กลับไม่รับผิดชอบเมื่อสินค้ามีปัญหา

สภาพัฒน์เสนอว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องยกระดับการกำกับดูแลการขายสินค้าผ่านไลฟ์อย่างจริงจัง ทั้งการกำหนดมาตรฐานให้ผู้ไลฟ์และอินฟลูเอนเซอร์ต้องมีใบรับรองในบางประเภทสินค้า การร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ในการเพิ่มช่องทางร้องเรียน และการถอดถอนสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากระบบ รวมถึงการเผยแพร่คู่มือการขาย–โฆษณาสินค้าที่ถูกต้องของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ให้ผู้ค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

  1. รถยนต์ไฟฟ้า (EV): ก้าวสู่อนาคตสีเขียว แต่บริการหลังการขายยัง “แดง”

กลุ่มรถยนต์ถูกยกให้เป็นประเภทสินค้าที่มีการร้องเรียนเป็นอันดับ 2 จำนวน 509 เรื่อง โดยส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังได้รับความนิยม แต่โครงสร้างบริการหลังการขายยังไม่พร้อมเท่าที่ควร

งานวิจัย “โครงการศึกษาการใช้รถยนต์ไฟฟ้า” ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค ปี 2568 สะท้อนว่า ผู้ใช้รถ EV จำนวนไม่น้อยเผชิญปัญหาการรออะไหล่นาน บางกรณีต้องรออะไหล่ถึง 7 เดือน ขณะที่ศูนย์บริการยังมีไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ใช้รถจำนวนมากเสียโอกาสในการประกอบอาชีพและการเดินทาง แต่กลับไม่ได้รับการชดเชยหรือเยียวยาอย่างเป็นธรรม

แม้ สคบ. จะประกาศให้รถ EV เป็นสินค้าควบคุมฉลาก กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องระบุข้อมูลสำคัญ เช่น กำลังมอเตอร์ ความจุแบตเตอรี่ ระยะทางต่อการชาร์จ และรายละเอียดการรับประกันแบตเตอรี่ เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจบนข้อมูลที่ครบถ้วน แต่สภาพัฒน์ชี้ว่า ยังจำเป็นต้องพิจารณากำหนดมาตรฐานเพิ่มเติมด้านการซ่อมบำรุงและการรับประกันบริการหลังการขาย เพื่อสร้างกลไกคุ้มครองผู้ใช้รถ EV ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

  1. ธุรกิจอีเวนต์–คอนเสิร์ต: เมื่อบัตรหายยากกว่าหาเงิน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจคอนเสิร์ตและอีเวนต์เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาการเอาเปรียบผู้บริโภคในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การบังคับสมัครสมาชิกพิเศษก่อนกดบัตร การจัดระบบขายบัตรที่ไม่เสถียร การยกเลิกงานกระทันหันโดยไม่คืนเงิน ไปจนถึงการใช้บอทซื้อบัตรจำนวนมากแล้วนำมาขายต่อในราคาที่สูงเกินจริง

ข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภคชี้ว่า ระหว่างปี 2564–2568 มีการร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวรวม 9,053 เรื่อง มูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 32.9 ล้านบาท ตัวเลขนี้ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า ระบบขายบัตรในปัจจุบันคุ้มครองผู้บริโภคเพียงพอหรือไม่

สภาพัฒน์เสนอว่า กรมการค้าภายในและ สคบ. ควรหารือเพื่อกำหนดมาตรการกำกับดูแลธุรกิจอีเวนต์–คอนเสิร์ตอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การกำหนดเงื่อนไขการให้บริการ การคืนเงิน ไปจนถึงการขายต่อ (resale) พร้อมเสนอให้ศึกษาแนวทางของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งได้แก้ไขกฎหมายการแสดงสาธารณะ (Public Performance Act 2023) ห้ามใช้โปรแกรมอัตโนมัติในการซื้อบัตรคอนเสิร์ตเพื่อนำไปขายต่อ โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับสูงสุด 10 ล้านวอน

ช่องโหว่กำกับดูแล–เสียงประชาชน จุดที่รัฐต้องเร่งฟังให้มากขึ้น

จากภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่า “เสียงร้องเรียน” ไม่ได้มีความหมายเพียงตัวเลขในรายงานประจำไตรมาส แต่คือสัญญาณเตือนถึงช่องโหว่ในระบบกำกับดูแลที่อาจกำลังขยายวงกว้าง โดยเฉพาะในสังคมที่การใช้เทคโนโลยีและบริการดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

กรณีสัญญาณมือถือใน อ.เชียงของ และพื้นที่ชายแดนเชียงรายที่ถูกจำกัดเพื่อปราบแก๊งสแกมเมอร์ แต่กลับทำให้ประชาชนจำนวนมาก “ถูกตัดออกจากโลกดิจิทัล” เป็นตัวอย่างสำคัญของการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ขาดการสื่อสารและกลไกเยียวยาที่รัดกุม หากไม่มีช่องทางให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถร้องเรียนและได้รับคำชี้แจงอย่างโปร่งใส ปัญหาความไม่ไว้วางใจต่อรัฐและผู้ให้บริการเอกชนอาจทวีความรุนแรง

สภาพัฒน์ย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ได้แก่

  1. การกำกับดูแลการขายสินค้าผ่านไลฟ์ (Live Commerce) ให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งในมิติการโฆษณา ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภค
  2. การยกระดับมาตรฐานบริการหลังการขายของรถ EV เพื่อให้สอดรับกับนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในระดับประเทศ
  3. การออกมาตรการเฉพาะสำหรับธุรกิจอีเวนต์–คอนเสิร์ต โดยเรียนรู้จากประเทศที่มีระบบควบคุมบอทและการขายบัตรเกินราคาที่เห็นผลชัดเจน

ในด้านกิจการโทรคมนาคม กรณีร้องเรียนเพิ่มขึ้นเกือบครึ่งหนึ่งในเวลาเพียงปีเดียว ตลอดจนปัญหาคุณภาพสัญญาณตามแนวชายแดน ยิ่งทำให้ความคาดหวังต่อบทบาทของ กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่ายสูงขึ้น ทั้งในเรื่องการสื่อสารข้อมูล การชดเชยกรณีบริการขัดข้อง และการสร้างกลไกแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนดำเนินมาตรการที่กระทบประชาชนวงกว้าง

ทางเลือกของประชาชน ใช้สิทธิ–ใช้เสียง อย่างมีข้อมูล

ในสถานการณ์ที่ความเสี่ยงของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้นทั้งจากโลกออนไลน์และโลกจริง หน่วยงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคย้ำว่า ประชาชนไม่ควรนิ่งเฉยเมื่อพบปัญหา

  • กรณีสินค้าและบริการทั่วไป รวมถึงสินค้าออนไลน์ รถยนต์ และบริการอีเวนต์–คอนเสิร์ต สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือเว็บไซต์ที่ระบุในรายงานของ สคบ. เพื่อให้มีหลักฐานทางการในการติดตามผล
  • กรณีปัญหาสัญญาณโทรศัพท์ คุณภาพอินเทอร์เน็ต ค่าบริการ หรือบริการด้านโทรคมนาคมอื่น ๆ สามารถติดต่อสำนักงาน กสทช. ผ่านช่องทางร้องเรียนที่เปิดให้บริการ พร้อมแนบหลักฐานการใช้งานและความเสียหายที่เกิดขึ้น
  • ในกรณีที่ปัญหามีมูลค่าความเสียหายสูงหรือเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้บริโภคจำนวนมาก เช่น การจัดคอนเสิร์ตหรือกิจกรรมใหญ่ ผู้เสียหายสามารถประสานงานกับสภาองค์กรของผู้บริโภคเพื่อรวมกลุ่มฟ้องคดีแบบกลุ่ม (class action) หรือผลักดันให้มีการทบทวนกฎระเบียบระดับนโยบาย

สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดนเชียงรายที่ได้รับผลกระทบจากการจำกัดสัญญาณมือถือ การรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาสัญญาณหาย พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และผลเสียหายต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และนำไปร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล จะช่วยให้เสียงของพื้นที่ถูกบันทึกไว้ในระบบทางการ มากกว่าการเป็นเพียงเรื่องเล่าปากต่อปาก

จาก “ตัวเลขร้องเรียน” สู่ “เข็มทิศนโยบาย”

ตัวเลข 449 เรื่องร้องเรียนด้านโทรคมนาคม และ 9,236 เรื่องร้องเรียนต่อ สคบ. ในไตรมาส 3 ปี 2568 อาจดูเป็นเพียงสถิติหนึ่งในรายงานภาวะสังคม แต่เมื่อเชื่อมโยงกับเสียงจากพื้นที่จริงอย่างเชียงราย ภาพรวมที่ปรากฏคือ “ความเปราะบางใหม่” ของผู้บริโภคไทยในยุคที่ทุกอย่างเชื่อมต่อผ่านสัญญาณและแพลตฟอร์มดิจิทัล

สินค้าออนไลน์ที่ร้องเรียนสูงสุด 3,656 เรื่อง ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำกับดูแล Live Commerce อย่างจริงจัง รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังถูกผลักดันในฐานะอนาคตของการเดินทาง กลับเผชิญปัญหาบริการหลังการขายที่ยังไม่พร้อม ขณะที่ธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ต ซึ่งควรเป็นพื้นที่แห่งความสุข กลับสร้างความเสียหายหลายหมื่นคดีในช่วงไม่ถึง 5 ปี

กรณีสัญญาณ AIS ตามแนวชายแดนเชียงรายที่หายไปเกือบ 1 เดือน เป็นสัญลักษณ์ชัดเจนว่า หากนโยบายด้านความมั่นคงดิจิทัลขาดกลไกคุ้มครองประชาชน อาจทำให้ “คนตัวเล็ก” กลายเป็นผู้รับภาระตัวจริงในสงครามกับอาชญากรรมออนไลน์

ในระยะยาว การลดตัวเลขร้องเรียนและป้องกันความเสียหายต่อผู้บริโภค จะต้องอาศัยทั้งการบังคับใช้กฎหมายที่ทันสมัย การทำงานเชิงรุกของหน่วยงานรัฐ การรับผิดชอบของภาคเอกชน และการใช้สิทธิร้องเรียนของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ ทุกฝ่ายต้องมอง “เสียงร้องเรียน” ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นเข็มทิศให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยเดินหน้าไปสู่ความเป็นธรรมและความปลอดภัยที่แท้จริงในยุคดิจิทัล

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
  • ข้อมูลการร้องเรียนผู้บริโภคด้านสินค้าและบริการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสภาองค์กรของผู้บริโภค (ช่วงปี 2564–2568)
  • รายงานวิจัย “โครงการศึกษาการใช้รถยนต์ไฟฟ้า” มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค (ปี 2568)
  • ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)
  • ข้อมูลร้องเรียนกรณีปัญหาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ในพื้นที่อำเภอแม่สายและอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จากทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์และผู้ร้องเรียนในพื้นที่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายแชมป์เมืองรอง! ยอดขายร้านอาหารโตพุ่ง 7 เท่า จากมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” สวนทางตลาดกรุงเทพฯ

เชียงรายแชมป์เมืองรอง! ยอดขายร้านอาหารโตพุ่ง 7 เท่า จากมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” สวนทางตลาดกรุงเทพฯ


กรุงเทพฯ–เชียงราย, 13 ธันวาคม 2568 – ตัวเลข “ยอดขายโตพุ่ง 7 เท่า” ของร้านอาหารในจังหวัดเชียงราย ภายใต้มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากในภูมิภาค ท่ามกลางภาพรวมธุรกิจร้านอาหารไทยที่ยังเผชิญความเปราะบาง ทั้งจากต้นทุนที่สูงขึ้น อัตราปิดกิจการระดับ 50% และกำลังซื้อในเมืองใหญ่ซึ่งยังฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาด

เบื้องหลังตัวเลขอันโดดเด่นของเชียงราย ไม่ได้สะท้อนเพียง “ยอดขายที่กลับมา” แต่ยังสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของเมืองรอง ที่กำลังเรียนรู้ที่จะใช้มาตรการภาครัฐ เทรนด์ผู้บริโภค และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เป็นเครื่องมือผลักดันธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มให้ยืนได้อย่างแข็งแรงกว่าที่เคย

คนละครึ่ง พลัส จากมาตรการกระตุ้นสู่ “เครื่องช่วยหายใจ” ร้านรายย่อย

นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ระบุว่า ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 เป็น “จุดต่ำสุด” ของธุรกิจร้านอาหาร เมื่อยอดขายต่อร้าน (sales per store) ลดลงถึง –14% ในไตรมาส 2 สวนทางกับจำนวนร้านเปิดใหม่ที่ยังเพิ่มขึ้น 3% ขณะที่สัดส่วนร้านที่ต้องปิดกิจการพุ่งขึ้นแตะระดับ 50% ทั่วประเทศ สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงและแรงกดดันด้านต้นทุนที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน

อย่างไรก็ดี เมื่อรัฐบาลเปิดมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ในช่วงครึ่งปีหลัง ภาพรวมตลาดเริ่มขยับกลับมาในทิศทางบวกอย่างเห็นได้ชัด ไตรมาส 3 ยอดขายต่อร้านกลับมาโต 1% และตัวเลขเดือนตุลาคม–พฤศจิกายนขยับขึ้นเป็น 5% โดย LINE MAN ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มหลักที่ร้านค้าเลือกเข้าร่วมกว่า 65% และมียอดขายผ่านโครงการสูงถึง 63% ของยอดรวม

ข้อมูลเชิงปริมาณในช่วง 3 สัปดาห์แรกของโครงการสะท้อนอำนาจของมาตรการนี้อย่างชัดเจน

  • เกิดออเดอร์มากกว่า 8 ล้านครั้งทั่วประเทศ
  • ยอดขายร้านค้าทั่วประเทศโตเฉลี่ย 4.2 เท่า บางจังหวัดสูงกว่า 10 เท่า
  • ร้านค้าได้ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 22% ความถี่การสั่งซื้อเพิ่ม 30% และมูลค่าต่อบิลเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15%

ร้านขนาดเล็กที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือนเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ชัดเจนที่สุด โดยยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 5.9 เท่า ขณะที่ร้านขนาดกลางเติบโตเฉลี่ยราว 2 เท่า และไรเดอร์มีรายได้เพิ่มขึ้น 15–25% แสดงให้เห็นว่าเงินที่อัดฉีดผ่านโครงการไม่ได้หยุดอยู่แค่หน้าร้าน แต่กระจายไปสู่ห่วงโซ่อาชีพที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง

เชียงรายแชมป์เมืองรอง ยอดขายโตพุ่ง 7 เท่า สวนทางกรุงเทพฯ

ในบรรดาจังหวัดที่เข้าร่วมมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” เชียงรายถูกจับตามองอย่างยิ่งในฐานะ “ดาวเด่น” ของเมืองรองด้านอาหารและการท่องเที่ยว จากข้อมูลของ LINE MAN Wongnai จังหวัดที่มียอดขายโตสูงจากโครงการนี้ ได้แก่

  • จันทบุรี โต +9.4 เท่า
  • หนองบัวลำภู โต +9.3 เท่า
  • อุตรดิตถ์ โต +8.9 เท่า
  • อุดรธานี โต +8 เท่า
  • เชียงราย โต +7 เท่า

ตัวเลข +7 เท่าในเชียงรายไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากพิจารณาจากภาพใหญ่ของเศรษฐกิจจังหวัด พบว่าการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GPP) ของเชียงรายในปี 2568 อยู่ที่ราว 3.1% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่ประมาณ 2.4% การฟื้นตัวดังกล่าวสัมพันธ์กับบทบาทของเชียงรายในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวภาคเหนือ และเมืองที่กำลังถูกผลักดันให้เป็น “Global Coffee Hub” พร้อมทั้งเป็นประตูการค้าชายแดนสำคัญของประเทศ

เมื่อเปรียบเทียบกับกรุงเทพฯ ภาพยิ่งชัดเจนว่าเมืองรองมีความยืดหยุ่นมากกว่า ย่านธุรกิจสำคัญในกรุงเทพฯ อย่างสุขุมวิท–สีลม–สาทร ยังมียอดขายติดลบเล็กน้อยที่ –1% ขณะที่ย่านบรรทัดทอง ซึ่งเคยเป็นแลนด์มาร์คของร้านอาหารยามค่ำคืน ยังหดตัวมากที่สุดถึง –21% แม้ร้านในห้างจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นจาก –21% เป็น +1% แต่ก็ยังสะท้อนภาพฟื้นตัวที่ช้ากว่าต่างจังหวัดอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับเชียงราย ยอดขายต่อร้านในกลุ่มต่างจังหวัดโดยรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% หลังจากเคยติดลบ –11% ในไตรมาส 2 เมื่อบวกเข้ากับมาตรการคนละครึ่ง พลัส ที่ดันยอดขายโตถึง 7 เท่าในระดับจังหวัด จึงยิ่งตอกย้ำศักยภาพของเศรษฐกิจฐานรากที่พร้อมฟื้นตัวทันทีที่มีเม็ดเงินไหลเข้าอย่างตรงจุด

เศรษฐกิจฐานรากที่ยังเปราะบาง โตแรงแต่ปิดกิจการ 50%

แม้ตัวเลขยอดขายจะสดใส แต่รายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มเชียงราย ปี 2568 ชี้ว่า ภาค F&B ยังเผชิญแรงกดดันหนัก โดยเฉพาะในด้านต้นทุนและสภาพคล่อง

ภาพรวมทั้งประเทศ ตลาดอาหารและเครื่องดื่มมีมูลค่าคาดการณ์ราว 646,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 2.8% แต่เบื้องหลังการเติบโตดังกล่าวคืออัตราปิดกิจการของร้านอาหารที่สูงถึง 50% นั่นหมายความว่า ครึ่งหนึ่งของผู้เล่นในตลาดไม่สามารถรับมือกับต้นทุนและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นได้ แม้จะมีมาตรการกระตุ้นช่วยประคองยอดขายช่วงสั้นก็ตาม

โครงสร้างต้นทุนของร้านอาหารทั่วไปประกอบด้วย

  • ต้นทุนวัตถุดิบประมาณ 35%
  • ค่าแรงราว 15%
  • ค่าเช่าและสาธารณูปโภคประมาณ 20%

เมื่อต้นทุนรวมกว่า 70% ของรายได้ถูกกดดันพร้อมกัน ทั้งจากราคาวัตถุดิบนำเข้าที่ผันผวน ค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับสูงขึ้น และค่าเช่าทำเลดีที่ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยในเชียงรายและทั่วประเทศต้องเผชิญภาวะกำไรหดตัวอย่างต่อเนื่อง

เชียงรายยังมีความเสี่ยงเฉพาะตัวในฐานะจังหวัดชายแดน รายงานภาคสนามในช่วงปี 2568 ระบุว่า สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนเมียนมาทำให้ด่านแม่สายต้องจำกัดการขนส่งสินค้าอย่างเข้มงวดในบางช่วงเวลา โดยอนุญาตเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มบางประเภท ส่งผลให้ร้านค้าที่พึ่งพาวัตถุดิบและสินค้านำเข้าเผชิญต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นทันที ขณะเดียวกัน ร้านค้าริมด่านจำนวนหนึ่งยอมรับว่ายอดขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจท้องถิ่นจึงมองตรงกันว่า “การเติบโต 7 เท่าจากคนละครึ่ง พลัส” ต้องถูกอ่านควบคู่กับความเสี่ยงโครงสร้างที่ยังคงมีอยู่ ไม่ใช่สัญญาณว่า ตลาดจะเติบโตอย่างราบรื่นโดยอัตโนมัติ

พฤติกรรมผู้บริโภค ยุคของเมนูคุ้มค่าและ Affordable Luxury

เมื่อมองจากฝั่งผู้บริโภค ข้อมูลจากแพลตฟอร์มเดลิเวอรีสะท้อนภาพชัดเจนว่า คนไทยยังระมัดระวังการใช้จ่าย แต่ต้องการ “ความคุ้มค่าและคุณภาพที่จับต้องได้”

เมนู “ตำปูปลาร้า” กลายเป็นราชาแห่งออเดอร์ปี 2025 ด้วยยอดเสิร์ฟกว่า 8 ล้านจานทั่วประเทศ ขณะที่กลุ่มเมนูประเภท “ส้มตำ ยำ หม่าล่า” มียอดการค้นหาสูงรวมกว่า 16 ล้านครั้ง อาหารรสจัดจ้านจึงยังเป็นหัวใจหลักของวัฒนธรรมการกินของคนไทยในทุกภูมิภาค

ด้านเมนูจานเดียว “ข้าวแกง” ถูกยกให้เป็น Fast Food แบบไทยที่แข็งแรงที่สุดในยุคเศรษฐกิจผันผวน ด้วยยอดสั่งทะลุ 65 ล้านจาน และเติบโตถึง 8% ปัจจัยสำคัญคือราคาเข้าถึงง่าย ความเร็วในการบริการ และความคุ้นเคยของผู้บริโภค

หากเจาะไปที่พฤติกรรมเรื่องราคา พบว่า กลุ่มเมนูไม่เกิน 500 บาทได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ยอดขายเคยลดลง –12% ในไตรมาส 2 ก่อนจะพลิกเป็นบวก 5% ในช่วงปลายปี ขณะที่เมนูเกิน 500 บาทแม้จะกลับมาเป็นบวก 4% ในช่วงเดียวกัน แต่ยังฟื้นตัวช้ากว่าอย่างเห็นได้ชัด

ในฝั่งเครื่องดื่ม กระแส “ชาเขียวนมเย็น” และ “มัตฉะ” สะท้อนภาพของสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า Affordable Luxury – สินค้าที่ให้ความรู้สึกพิเศษ แต่ยังอยู่ในช่วงราคาที่ผู้บริโภคยอมรับได้ ข้อมูลระบุว่าเมนูมัตฉะเติบโตสูงถึง 300% ด้วยยอดมากกว่า 6.5 ล้านแก้ว แต่ด้วยราคาที่สูงกว่า ทำให้ชาเขียวนมเย็นกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมที่ให้ประสบการณ์ใกล้เคียงในราคาย่อมเยา

ทั้งหมดนี้คือสัญญาณสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเชียงราย ว่าการเติบโตจากมาตรการรัฐจะยั่งยืนได้ต่อเมื่อสามารถออกแบบเมนูให้สอดคล้องกับพฤติกรรม “กินคุ้มค่า–อยากได้คุณภาพ” ของผู้บริโภครุ่นใหม่

เชียงรายในฐานะเมืองกาแฟโลก โอกาสและกับดักการแข่งขัน

อีกด้านหนึ่งของเศรษฐกิจ F&B เชียงราย คือบทบาทในฐานะ “เมืองแห่งชาและกาแฟ” ที่กำลังก้าวสู่ศูนย์กลางกาแฟระดับโลก จังหวัดมีผลผลิตกาแฟอาราบิก้าหลายพันตันต่อปี และมีแบรนด์กาแฟ GI ที่เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เช่น ดอยตุง และดอยช้าง

ตลาดกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบในท้องถิ่นได้หลายเท่าตัว ขณะเดียวกันจังหวัดยังมีเทศกาลกาแฟและชา เช่น งาน Tea & Coffee Central CEI และ MFU Coffee Fest ที่จัดขึ้นต่อเนื่อง ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการจากทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ก็มาพร้อมกับการแข่งขันที่รุนแรง รายงานระบุว่าเชียงรายเป็นหนึ่งในเมืองรองที่มีร้านกาแฟมากกว่า 1,000 ร้าน รูปแบบร้านส่วนใหญ่เป็นร้านเดี่ยวหรือเครือข่ายเล็ก ๆ ที่เจ้าของดูแลเอง การอยู่รอดในตลาดที่หนาแน่นเช่นนี้ จึงต้องอาศัยการสร้าง “ประสบการณ์ที่ต่างจริง” ไม่ใช่แค่รสชาติกาแฟ

แนวโน้มคาเฟ่ในเชียงรายช่วงปี 2568 จึงมุ่งไปที่การสร้างบรรยากาศสวนธรรมชาติ การตกแต่งสไตล์ล้านนาประยุกต์ และการใช้วัตถุดิบปลอดสารพิษควบคู่กับเมนูสุขภาพ เจ้าของร้านจำนวนมากเริ่มเชื่อมโยงตัวเองกับฟาร์มกาแฟหรือแหล่งผลิตผักอินทรีย์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์

ภาคธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไร บทเรียนจากรายงานวิเคราะห์เชียงราย

รายงานการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มเชียงราย ปี 2568 เสนอข้อแนะนำสำคัญหลายประการที่สอดคล้องกับตัวเลขจากคนละครึ่ง พลัส และเทรนด์ผู้บริโภค ดังนี้

  1. มุ่งตลาดเฉพาะทาง (Niche Market)
    เชียงรายควรใช้จุดแข็งด้าน Specialty Coffee และอาหารเมือง สร้างร้านที่มีเรื่องราว ผูกโยงกับอัตลักษณ์ท้องถิ่นและธรรมชาติรอบตัว เช่น คาเฟ่บนเส้นทางท่องเที่ยวภูเขา หรือร้านอาหารเมืองที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นหายาก
  2. จัดการต้นทุนเชิงรุก
    ท่ามกลางต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงที่เพิ่มขึ้น การลงทุนในระบบ POS และระบบจัดการสต็อกจึงไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่เป็น “ความจำเป็น” เพื่อควบคุมการสูญเสียวัตถุดิบ ลดงานเอกสาร และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในครัวและหน้าร้าน
  3. เน้น Local Sourcing ลดเสี่ยงชายแดน
    ความไม่แน่นอนของการค้าชายแดนแม่สาย เป็นสัญญาณว่าการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้ามีความเสี่ยงสูง ธุรกิจในเชียงรายจึงควรหันมาใช้วัตถุดิบท้องถิ่นให้มากขึ้น ทั้งเพื่อความยั่งยืนของซัพพลายเชน และเพื่อสร้างเรื่องราวให้แบรนด์
  4. ปรับตัวสู่ Multi-channel อย่างเต็มรูปแบบ
    ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการทั้งการนั่งทานในร้าน เดลิเวอรี และการสั่งล่วงหน้าผ่านออนไลน์ ร้านอาหารในเชียงรายจึงควรเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มเดลิเวอรีหลักควบคู่ไปกับแพลตฟอร์มท้องถิ่น เพื่อขยายฐานลูกค้าและกระจายความเสี่ยงด้านทำเล
  5. สร้างแบรนด์บนฐาน “แลนด์มาร์กใหม่ของเมือง”
    ร้านที่ประสบความสำเร็จในเชียงราย มักถูกพูดถึงในฐานะจุดเช็คอินหรือแลนด์มาร์กท่องเที่ยว การลงทุนในบรรยากาศ การเล่าเรื่อง และการใช้สื่อออนไลน์อย่างมีเอกลักษณ์ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญไม่แพ้คุณภาพของอาหาร

คนละครึ่ง พลัส เฟส 2 โอกาสต่อเนื่องหรือความหวังระยะสั้น

สำหรับทิศทางในปี 2569–2569 นายยอด ชินสุภัคกุล ให้ข้อสังเกตว่า หากรัฐบาลเดินหน้า “คนละครึ่ง พลัส เฟส 2” ด้วยวงเงิน 10 ล้านสิทธิ์ สิทธิ์ละ 2,000 บาท ที่แบ่งเป็นผู้ใช้ใหม่ 5 ล้านสิทธิ์ และกลุ่มได้รับผลกระทบอีก 5 ล้านสิทธิ์ ก็จะช่วยพยุงตลาดร้านอาหารในไตรมาสแรกของปีหน้าได้ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี เขาเตือนว่า หากเงื่อนไขเข้าร่วมโครงการ “จำกัดเกินไป” ประชาชนอาจไม่ได้รับสิทธิ์ครบตามเป้าหมาย ขณะเดียวกัน ร้านอาหารที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการ หรือพึ่งพาโครงการมากเกินไปโดยไม่ปรับตัวด้านโครงสร้างธุรกิจ อาจต้องเผชิญแรงเสียดทานอย่างหนักเมื่อมาตรการสิ้นสุด

นายยอดเสนอให้รัฐบาลพิจารณาขยายเพดานรายได้ของร้านค้าที่เข้าร่วมจากไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เป็นไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อปี เพื่อเปิดโอกาสให้ “ร้านขนาดกลาง” ซึ่งอยู่ในระบบภาษีและไม่ใช่เชนใหญ่ ได้รับสิทธิ์บ้าง เพราะกลุ่มนี้คือฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก แต่กลับตกหล่นจากเกณฑ์เดิม

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจปี 2026 เขาประเมินว่า แม้คนละครึ่ง พลัส เฟส 2 จะช่วยประคองตลาดในช่วงต้นปี แต่อัตราการเติบโตทั้งปีของธุรกิจร้านอาหารอาจอยู่เพียงราว 1% หากไม่มีปัจจัยหนุนอื่นเพิ่มเติม โดยเฉพาะจากภาคท่องเที่ยวระหว่างประเทศ

เชียงรายโต 7 เท่า… แต่เกมจริงเพิ่งเริ่มต้น

ตัวเลขยอดขายที่เติบโตถึง 7 เท่าในเชียงราย ภายใต้มาตรการคนละครึ่ง พลัส สะท้อนถึงพลังของมาตรการภาครัฐในการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างตรงจุด ขณะเดียวกันก็ยืนยันศักยภาพของเชียงรายในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคเหนือ เมืองกาแฟโลก และจุดหมายด้านการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความสำเร็จระยะสั้นยังมีโจทย์ระยะยาวที่ต้องเร่งแก้ ทั้งต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงที่สูงขึ้น ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ชายแดนแม่สาย การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดคาเฟ่ และการพึ่งพามาตรการรัฐมากเกินไป

อนาคตของธุรกิจร้านอาหารเชียงรายจึงขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประกอบการในการ “ต่อยอดจากมาตรการรัฐ” ไปสู่การสร้างโครงสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน ผ่านการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น การลงทุนในเทคโนโลยี การสร้างประสบการณ์เฉพาะตัว และการขยายช่องทางสู่ดิจิทัลอย่างเป็นระบบ หากทำได้สำเร็จ เชียงรายจะไม่เพียงเป็นจังหวัดที่ยอดขายโต 7 เท่าในช่วงสั้น ๆ แต่จะกลายเป็นต้นแบบเมืองรองที่สามารถเปลี่ยนวิกฤตเศรษฐกิจให้กลายเป็นโอกาสเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • LINE MAN Wongnai
  • ข้อมูลสถิตินักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย (จำนวนผู้เยี่ยมเยือน 5,086,460 คน และสัดส่วนการเติบโตของเมืองรอง)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ปลัด วธ. ชู CCAM เชียงราย ต้นแบบอารยสถาปัตย์ เชื่อม Soft Power กับความเสมอภาคทางวัฒนธรรม 2025

เชียงรายยกระดับ “พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย” คว้า Friendly Design Awards 2025 หนุน Cultural Tourism for All และ Soft Power เพื่อคนทั้งมวล

กรุงเทพมหานคร, 12 ธันวาคม 2568 – บรรยากาศบริเวณฮอลล์ 101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ในช่วงสายของวันศุกร์เต็มไปด้วยผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน ศิลปิน คนพิการ ผู้สูงอายุ และสื่อมวลชนจากทั่วประเทศ ที่ต่างให้ความสนใจเข้าร่วมงาน “Thailand Friendly Design Expo 2025 : มหกรรมอารยสถาปัตย์ นวัตกรรมสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 9” ภายในงานเดียวกันนี้ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย (Chiangrai Contemporary Art Museum – CCAM) โดยสมาคมขัวศิลปะ ได้รับการประกาศเกียรติคุณให้เป็นหนึ่งในแหล่งต้นแบบที่คว้ารางวัล “Friendly Design Awards 2025” ประเภท Soft Power for All

รางวัลดังกล่าวไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จด้านการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Friendly Design) เท่านั้น หากยังสะท้อนการเติบโตของ “เมืองศิลปะและวัฒนธรรมเชียงราย” ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นต้นแบบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

เวทีระดับชาติชูแนวคิด “Soft Power for All – Cultural Tourism for All”

พิธีเปิดงานจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Soft Power for All : เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเพื่อคนทั้งมวล” โดยมีนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้ตรวจราชการ หน่วยงานพันธมิตร และผู้แทนชุมชนจากหลายจังหวัดเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

นายประสพ กล่าวว่า งานมหกรรม Thailand Friendly Design Expo จัดต่อเนื่องมาแล้วเป็นปีที่ 9 เป็นเวทีสำคัญในการแสดงให้เห็นถึงบทบาทของรัฐบาลและกระทรวงวัฒนธรรมในการ “ขยายโอกาสและความเสมอภาคทางวัฒนธรรม” ให้กับกลุ่มประชาชนที่มักถูกมองข้าม ได้แก่ เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ผ่านการออกแบบพื้นที่ กิจกรรม และแหล่งเรียนรู้ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ถูกกีดกันจากข้อจำกัดทางร่างกายหรือเศรษฐกิจ

เขาย้ำว่า นโยบายสำคัญของกระทรวงวัฒนธรรมในปัจจุบัน คือการผลักดันแนวทาง “Culture for All” และ “Cultural Tourism for All” ให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ด้วยการพัฒนาพื้นที่ทางวัฒนธรรมทั่วประเทศให้มีความทันสมัย ใช้งานสะดวก และเป็นมิตรกับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ วัดวาอาราม โบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์ หรือชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

“ตลอด 9 ปีของการจัดงานร่วมกับมูลนิธิอารยสถาปัตย์ฯ เราเห็นชัดเจนว่ากลุ่มเปราะบางเข้าถึงกิจกรรมวัฒนธรรมมากขึ้น มีพื้นที่ในการแสดงออกและเรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่คือความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของการสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมเพื่อทุกคน” ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวในพิธีเปิดงาน

CCAM เชียงราย จากหอศิลป์ท้องถิ่นสู่ต้นแบบอารยสถาปัตย์ระดับชาติ

ท่ามกลางแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจากหลายจังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกในปีนี้ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย (CCAM) ถือเป็นตัวแทนของภาคเหนือที่โดดเด่นในมิติของการใช้ศิลปวัฒนธรรมเป็นฐานในการพัฒนาเมือง และออกแบบพื้นที่ให้รองรับ “คนทั้งมวล” อย่างเป็นรูปธรรม

CCAM ดำเนินงานโดยสมาคมขัวศิลปะ กลุ่มศิลปินและผู้ทำงานด้านศิลปะร่วมสมัยที่เติบโตจากภูมิภาคและสร้างชื่อเสียงให้เชียงรายในฐานะ “เมืองศิลปะร่วมสมัย” มาอย่างต่อเนื่อง การได้รับรางวัล Friendly Design Awards 2025 ประเภท Soft Power for All จึงสะท้อนทั้งมิติด้านการออกแบบพื้นที่ให้ทุกคนเข้าถึงได้ และมิติด้านการใช้ศิลปะเป็น Soft Power ในการเล่าเรื่องเชียงรายให้โลกภายนอกรับรู้

ในพิธีมอบรางวัล นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี นายกสมาคมขัวศิลปะ และนางสาวบัวคำ ไชยวุฒิ คณะกรรมการขัวศิลปะ เป็นผู้แทน CCAM ขึ้นรับมอบโล่เกียรติคุณจากนายประสพ เรียงเงิน ท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้ร่วมงาน โดยมีตัวแทนจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (วธ.ชร.) เข้าร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมแสดงความยินดี

สำหรับ CCAM จุดเด่นไม่ได้อยู่ที่การเป็น “พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย” เพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่การออกแบบอาคาร สภาพแวดล้อม ทางลาด ลิฟต์ ห้องน้ำ และระบบบริการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับแนวคิด “อารยสถาปัตย์” หรือ Friendly Design อันเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล ทั้งผู้สูงอายุ คนพิการ เด็กเล็ก และนักท่องเที่ยวที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว

การได้รับรางวัลในครั้งนี้จึงเท่ากับเป็นการตอกย้ำว่า จังหวัดเชียงรายไม่ได้มีชื่อเสียงเฉพาะด้านงานศิลปะและสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมให้สอดคล้องกับมาตรฐานการเข้าถึงของคนทุกกลุ่มตามแนวคิด Friendly Design ได้อย่างจริงจัง

รางวัล Soft Power for All ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากควบคู่ความเสมอภาคทางวัฒนธรรม

รางวัล Friendly Design Awards 2025 ประเภท Soft Power for All ที่ CCAM ได้รับ เป็นหนึ่งในชุดรางวัลที่กระทรวงวัฒนธรรมและมูลนิธิอารยสถาปัตย์ฯ ร่วมกันมอบให้แก่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและชุมชนทั่วประเทศ โดยในปีนี้มีชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ได้รับรางวัลรวม 5 แห่ง และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอีก 12 แห่ง ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่สามารถออกแบบสภาพแวดล้อม กิจกรรม และระบบบริการให้รองรับการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลได้อย่างเป็นรูปธรรม

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมระบุว่า การมอบรางวัล Soft Power for All มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้พื้นที่ทางวัฒนธรรมไม่เพียง “สวยงาม” ในมิติของศิลปะและสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างให้คนทุกกลุ่มสามารถเดินทางไปสัมผัส เรียนรู้ และใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง

ในฐานะพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายศิลปินและชุมชนท้องถิ่น CCAM จึงมีบทบาทสำคัญในการต่อยอดสินค้าและบริการเชิงวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะร่วมสมัย งานหัตถกรรมพื้นบ้าน ผลิตภัณฑ์ชุมชน ตลอดจนกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างเมืองเชียงรายกับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เมื่อทุกกิจกรรมถูกออกแบบให้คนทุกกลุ่มเข้าได้อย่างเท่าเทียม รายได้ที่หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนก็จะกระจายอย่างทั่วถึงมากขึ้น

นโยบาย Culture for All กับบทบาทของจังหวัดเชียงราย

จากมุมมองเชิงนโยบาย รางวัลที่ CCAM ได้รับถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการแปลงนโยบายระดับชาติมาสู่การปฏิบัติในพื้นที่จริง กระทรวงวัฒนธรรมได้กำหนดพันธกิจ “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทยสู่อาคตอย่างยั่งยืน” ควบคู่กับการเน้นมิติ “ความเสมอภาคทางวัฒนธรรม” เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงพื้นที่เรียนรู้ทางวัฒนธรรมได้อย่างทั่วถึง

ในปี 2568 กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงขับเคลื่อนนโยบาย “Culture for All” ผ่านการพัฒนาและคัดเลือก “พื้นที่ทางวัฒนธรรมต้นแบบ” จากทั่วประเทศ เพื่อนำเสนอในงาน Thailand Friendly Design Expo 2025 ทั้งจากพิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน ชุมชนท่องเที่ยว และแหล่งเรียนรู้ที่เน้นการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล

จังหวัดเชียงรายซึ่งมีภาพจำในสายตาของนักท่องเที่ยวว่าเป็นเมืองศิลปะ เมืองกาแฟ และเมืองท่องเที่ยวภูเขา จึงได้รับการผลักดันให้ก้าวสู่บทบาทของ “เมืองวัฒนธรรมเพื่อทุกคน” ผ่านการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบหลายแห่ง โดย CCAM เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวได้ชัดเจน

การได้รับรางวัล Friendly Design Awards 2025 จึงไม่เพียงเพิ่มภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของเชียงรายในระดับประเทศ แต่ยังช่วยยืนยันว่าเมืองแห่งนี้มีศักยภาพพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุที่ต้องการพื้นที่เดินทางสะดวก คนพิการที่ใช้รถเข็น หรือครอบครัวที่มีเด็กเล็ก

อารยสถาปัตย์ เมื่อการออกแบบกลายเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้คน

แก่นสำคัญของ Friendly Design หรืออารยสถาปัตย์ คือแนวคิดที่ว่า “การออกแบบที่ดี” ไม่ควรเป็นอภิสิทธิ์ของคนบางกลุ่ม แต่ต้องเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียม

ในบริบทของพิพิธภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยว การออกแบบในลักษณะนี้จะครอบคลุมตั้งแต่ทางลาดและทางสัญจรที่ใช้ได้ทั้งคนเดินเท้า รถเข็น และผู้ใช้ไม้เท้า ลิฟต์และห้องน้ำที่รองรับคนพิการ ระบบป้ายสัญลักษณ์ที่อ่านง่ายทั้งภาษาไทย–อังกฤษ รวมถึงสื่ออธิบายเนื้อหานิทรรศการที่คำนึงถึงผู้สูงอายุหรือผู้มีข้อจำกัดด้านการมองเห็นและการได้ยิน

การที่ CCAM ได้รับรางวัล Soft Power for All สะท้อนว่าพื้นที่แห่งนี้ได้ผสานแนวคิดอารยสถาปัตย์เข้ากับการจัดแสดงศิลปะร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ทำให้พิพิธภัณฑ์ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ของ “คนรักศิลปะ” แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันของคนทุกกลุ่มในสังคม

เมื่อมองในมิติของเชียงราย เมืองที่มีชื่อเสียงด้านการจัดกิจกรรมศิลปะ เช่น นิทรรศการ ศิลปะริมแม่น้ำ โครงการศิลป์กลางเมือง และเทศกาลท่องเที่ยวประจำปี การมีแหล่งเรียนรู้ที่ออกแบบเพื่อคนทั้งมวลยิ่งส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ “เมืองสร้างสรรค์” มีความครบถ้วนมากขึ้น

ผลต่อชุมชนและทิศทางในอนาคต

แม้รางวัล Friendly Design Awards 2025 จะเป็นเพียงหนึ่งในสัญลักษณ์เชิงเกียรติยศ แต่ในมิติการพัฒนาพื้นที่ รางวัลนี้มีความหมายต่อชุมชนเชียงรายอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และโอกาสทางสังคมของคนเปราะบาง

ในระยะสั้น การได้รับรางวัลจะช่วยเพิ่มการรับรู้ของนักท่องเที่ยวและหน่วยงานทัวร์ต่อพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย ในฐานะจุดหมายปลายทางที่ “ไปได้ทั้งครอบครัว” และ “เป็นมิตรกับผู้สูงอายุและคนพิการ” ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวแบบครอบครัวขยายและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่กำลังเติบโต

ในระยะยาว การออกแบบพื้นที่ให้รองรับคนทั้งมวลจะช่วยให้คนในชุมชนที่มีข้อจำกัดด้านร่างกายหรืออายุ สามารถเข้าถึงกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมได้มากขึ้น เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างรุ่นและระหว่างกลุ่มคนที่หลากหลาย ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ในภาพรวม การที่จังหวัดเชียงรายมีทั้งโครงการด้านภัยพิบัติที่นำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการน้ำท่วม และการผลักดันแหล่งวัฒนธรรมต้นแบบอย่าง CCAM ที่ใช้แนวคิด Friendly Design แสดงให้เห็นทิศทางการพัฒนาจังหวัดที่มองทั้ง “ความปลอดภัย” และ “คุณภาพชีวิต” ของประชาชนควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นในมิติสิ่งแวดล้อมหรือวัฒนธรรม

เชียงรายบนเส้นทาง Soft Power เพื่อคนทั้งมวล

การคว้ารางวัล Friendly Design Awards 2025 ประเภท Soft Power for All ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงรายในครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าการได้รับโล่รางวัลหนึ่งชิ้น หากแต่เป็นหมุดหมายที่สะท้อนการเคลื่อนตัวของเชียงรายสู่การเป็น “เมืองศิลปะและวัฒนธรรมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ภายใต้นโยบาย “Culture for All” และแนวคิด “Cultural Tourism for All” ของกระทรวงวัฒนธรรม การขับเคลื่อนของสมาคมขัวศิลปะและเครือข่ายในพื้นที่ ทำให้ CCAM กลายเป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้ศิลปวัฒนธรรมเป็น Soft Power เพื่อสร้างรายได้ เพิ่มโอกาส และสร้างพื้นที่ที่เป็นมิตรสำหรับทุกคน

เมื่อแหล่งเรียนรู้ทางศิลปะในต่างจังหวัดอย่างเชียงรายสามารถยืนอยู่บนเวทีระดับชาติในฐานะต้นแบบ Friendly Design ได้อย่างภาคภูมิ ก็เป็นสัญญาณเชิงบวกว่าการออกแบบเพื่อคนทั้งมวลกำลังขยายผลจากเมืองหลวงสู่ภูมิภาค และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของ Soft Power ไทยอย่างเท่าเทียม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงวัฒนธรรม
  • มูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล – ข้อมูลแนวคิด Friendly Design, รายละเอียดงาน Thailand Friendly Design Expo และโครงการรางวัล Friendly Design Awards 2025
  • สมาคมขัวศิลปะ และพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย (Chiangrai Contemporary Art Museum – CCAM)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME