Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ตลาดซ่อมแซมบ้านเชียงรายคึกคักหลังน้ำท่วม

ตลาดซ่อมแซมบ้านในเชียงรายคึกคักหลังน้ำท่วม แต่ค่าแรงเพิ่มขึ้นและวัสดุก่อสร้างยังทรงตัว

ตลาดซ่อมแซมบ้านในเชียงรายฟื้นตัว คึกคักหลังน้ำท่วม

หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดเชียงรายคลี่คลายลง ทำให้ความต้องการในการซ่อมแซมบ้านเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นายชินะ สุทธาธนโชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงราย เปิดเผยว่า ตลาดซ่อมแซมบ้านเริ่มมีความคึกคัก แม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมยังคงซบเซาอยู่ก็ตาม

ราคาวัสดุก่อสร้างทรงตัว แนวโน้มอาจลดลง

แม้ว่าความต้องการวัสดุก่อสร้างจะสูงขึ้น แต่ราคาวัสดุก่อสร้างกลับยังคงทรงตัว มีแนวโน้มจะลดลงเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ร้านค้าวัสดุก่อสร้างในท้องถิ่นบางแห่งรายงานว่ามียอดขายลดลงถึง 20% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ซึ่งสะท้อนถึงการชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีโครงการใหม่ๆ ก่อสร้าง

ค่าแรงแรงงานเพิ่มขึ้น 10% หลังแรงงานขาดแคลน

การขาดแคลนแรงงานก่อสร้างในเชียงรายส่งผลให้ค่าแรงเพิ่มสูงขึ้น โดยแรงงานไร้ฝีมือปรับจาก 300-350 บาทต่อวันเป็น 400 บาท ส่วนแรงงานมีฝีมือค่าจ้างเพิ่มขึ้นเกิน 500-600 บาทต่อวัน นายชินะกล่าวว่า สถานการณ์นี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การซ่อมแซมบ้านมีต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งสร้างความท้าทายแก่ผู้ที่ต้องการปรับปรุงบ้านหลังน้ำท่วม

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเชียงรายยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง

ในขณะที่ตลาดซ่อมแซมบ้านมีความคึกคัก แต่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเชียงรายยังคงชะลอตัว โดยเฉพาะการซื้อขายบ้านใหม่ที่ยังไม่ฟื้นตัว เนื่องจากธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อสำหรับบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท สูงถึง 60-70% ในขณะที่บ้านราคา 3-5 ล้านบาทมีการปฏิเสธที่ 30-40%

สถานการณ์คล้ายคลึงกันในเชียงใหม่

นายสรนันท์ เศรษฐี นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่ รายงานว่าสถานการณ์น้ำท่วมที่เชียงใหม่คลี่คลายลง ทำให้ความต้องการซ่อมแซมบ้านเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเชียงใหม่ยังคงได้รับผลกระทบจากการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด และความกังวลของลูกค้าเกี่ยวกับโครงการที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม

แนวโน้มของราคาวัสดุก่อสร้างในอนาคต

นายสรนันท์เสริมว่า ราคาวัสดุก่อสร้างหลังน้ำลดยังคงทรงตัว ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากตามดีมานด์ แม้จะมีการปรับราคาขึ้นไปแล้วประมาณ 3-5% ตามภาวะเงินเฟ้อและค่าแรงในช่วงสามไตรมาสที่ผ่านมา ราคายังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ที่ต้องการซ่อมแซมและปรับปรุงบ้านในพื้นที่น้ำท่วม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มิติชน

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

เปิดตัว YouTube Shopping ในไทย ร่วมมือ Shopee เสริมรายได้ครีเอเตอร์

YouTube เปิดตัว YouTube Shopping ในไทย เสริมรายได้ให้ครีเอเตอร์ผ่านแอฟฟิลิเอตร่วมกับ Shopee

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 YouTube ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด “YouTube Shopping” ในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการแอฟฟิลิเอตที่ร่วมมือกับ Shopee โดยเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ไทยสามารถหารายได้เพิ่มจากการติดแท็กสินค้าในวิดีโอของตนได้ และคนดูก็สามารถช็อปปิ้งสินค้าได้อย่างง่ายดายขณะดูวิดีโอ

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 4 ในโลกที่ได้ใช้ YouTube Shopping

การเปิดตัว YouTube Shopping ครั้งนี้ถือว่าเป็นก้าวสำคัญสำหรับประเทศไทย โดยไทยเป็นประเทศที่ 4 ในโลก และเป็นประเทศที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้ร่วมโปรแกรมแอฟฟิลิเอตนี้ ต่อจากสหรัฐอเมริกา เกาหลี และอินโดนีเซีย นับเป็นการยืนยันความสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว

ครีเอเตอร์มีสิทธิ์รับค่าคอมมิชชั่น 100% ในช่วงแรกของโครงการ

สำหรับครีเอเตอร์ที่สนใจเข้าร่วมโปรแกรมนี้ ต้องมีคุณสมบัติที่กำหนดไว้ เช่น มียอดชั่วโมงการดูวิดีโอมากกว่า 4,000 ชั่วโมงในปีที่ผ่านมา และมียอดผู้ติดตามมากกว่า 10,000 คน เมื่อครีเอเตอร์สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้ จะได้รับรายได้ในรูปแบบค่าคอมมิชชันจากการติดแท็กสินค้าที่มีจำหน่ายบน Shopee ขณะที่คนดูก็สามารถคลิกที่ลิงก์และซื้อสินค้าผ่าน Shopee ได้ทันที โดยวิดีโอยังคงเล่นต่อไปได้เช่นเดิม

เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตสูง YouTube จึงเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซ

การที่ YouTube กระโดดเข้าสู่สนามการช็อปปิ้งครั้งนี้ มาจากแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านอีคอมเมิร์ซ ซึ่งคิดเป็น 61% ของมูลค่าสินค้ารวม (GMV) ในปี 2566 และคาดว่าในปี 2568 มูลค่าของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยจะสูงถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

คอนเทนต์ที่เชื่อถือได้สร้างความมั่นใจให้กับผู้ชม

YouTube กลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการช็อปปิ้ง โดยมีการดูคลิปเกี่ยวกับสินค้าเพิ่มขึ้นกว่า 30,000 ล้านชั่วโมง ซึ่งเพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนหน้า ผู้ชมถึง 85% เห็นด้วยว่าครีเอเตอร์ในไทยผลิตคอนเทนต์ที่เชื่อถือได้ และการสำรวจจาก Kantar ยังเผยอีกว่า 87% ของผู้ชมใช้ข้อมูลจาก YouTube ในการตัดสินใจซื้อสินค้า

การสนับสนุนจาก Shopee และโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างรายได้

Shopee ยังสนับสนุนครีเอเตอร์ในหลายๆ ด้าน โดยครีเอเตอร์ที่เข้าร่วมโปรแกรมสามารถรับค่าคอมมิชชั่นเพิ่มขึ้นได้จากร้านค้าที่ร่วมโปรแกรมพิเศษ ค่าคอมมิชชันอาจสูงถึง 80% ซึ่งถือเป็นโอกาสใหม่ในการเพิ่มรายได้จากการขายสินค้าผ่านวิดีโอ

โอกาสในการเติบโตของครีเอเตอร์ไทยผ่าน YouTube Shopping

สำหรับครีเอเตอร์ไทย YouTube Shopping เป็นเครื่องมือใหม่ที่ช่วยเพิ่มรายได้และเปิดโอกาสในการเชื่อมต่อกับผู้ชมผ่านการช็อปปิ้งในรูปแบบใหม่ โดยการเปิดตัวครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซไทยอย่างแน่นอน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : YouTube

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายเร่งฟื้นฟูแม่สาย เตรียมส่งคืนพื้นที่ 28 ต.ค. นี้

ผู้ว่าฯ เชียงรายตรวจติดตามการฟื้นฟูพื้นที่อุทกภัย เตรียมส่งคืนพื้นที่ 28 ตุลาคมนี้

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 รักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าในการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยในอำเภอแม่สาย ผลการดำเนินงานเป็นไปตามแผน คาดว่าจะสามารถส่งคืนพื้นที่ในวันที่ 28 ตุลาคมนี้

การลงพื้นที่ตรวจสอบของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายสิทธิศักดิ์ อินใจคำ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าในการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยในเขตอำเภอแม่สาย โดยเฉพาะบริเวณบ้านถ้ำผาจม ตลาดสายลมจอย ตำบลเวียงพางคำ และชุมชนสำคัญอื่น ๆ ในพื้นที่

ความคืบหน้าในการฟื้นฟูพื้นที่อุทกภัย

ผลการฟื้นฟูพื้นที่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการล้างถนนและทำความสะอาดพื้นที่เพื่อให้การสัญจรกลับมาปกติแล้ว นอกจากนี้ ยังมีการฟื้นฟูบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในบริเวณตลาดสายลมจอย ซึ่งมีจำนวนบ้านพักอาศัยทั้งหมด 66 หลังคาเรือน ที่ถูกฟื้นฟูโดยความร่วมมือระหว่างหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กองทัพเรือ และภาคเอกชน

กิจกรรม Big Cleaning Day เพื่อความสะอาดและปลอดภัย

ในวันนี้ ทางคณะผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายยังได้จัดกิจกรรม Big Cleaning Day เพื่อทำความสะอาดถนนและพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สัญจรไปมาได้อย่างสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

ส่งคืนพื้นที่ภายในวันที่ 28 ตุลาคม

การฟื้นฟูพื้นที่อุทกภัยในอำเภอแม่สายมีความคืบหน้าไปมาก และคาดว่าจะสามารถส่งคืนพื้นที่ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อดำเนินการฟื้นฟูในระยะต่อไปได้ภายในวันที่ 28 ตุลาคมนี้

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รัฐช่วยเหลือค่าไฟผู้ประสบอุทกภัย ลดภาระประชาชนตามมติ ครม.

 

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมช.มหาดไทย) ในฐานะประธานศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม ส่วนหน้า (ศปช.ส่วนหน้า) ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามการช่วยเหลือฟื้นฟูประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย

นางสาวธีรรัตน์ได้ให้ความมั่นใจกับประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยยืนยันว่าจะไม่มีการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบบิลเดือนกันยายน 2567 สำหรับบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และในรอบบิลเดือนตุลาคม

2567 จะลดค่าไฟฟ้าให้ 30% เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยนางสาวธีรรัตน์ได้ลงพื้นที่ไปยังสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาเชียงราย เพื่อตรวจสอบและยืนยันการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว

สำหรับประชาชนที่ได้รับบิลค่าไฟแล้ว หากพบความผิดพลาดหรือสงสัยในรายละเอียด สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือโทรสายด่วน 1129 นอกจากนี้ ผู้ที่ใช้แอพพลิเคชัน PEA Smart Plus ยังสามารถตรวจสอบค่าไฟฟ้าแต่ละเดือนได้ รวมถึงตรวจสอบค่าไฟย้อนหลังได้ถึง 1 ปี

นอกจากการติดตามเรื่องค่าไฟแล้ว นางสาวธีรรัตน์ยังได้ลงพื้นที่ไปยังชุมชนต่างๆ ในอำเภอเมืองเชียงราย เช่น ชุมชนบ้านเมืองงิม ตำบลริมกก ชุมชนป่าแดง และชุมชนฝั่งหมิ่น เพื่อติดตามการฟื้นฟูพื้นที่และการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ทั้งนี้ นางสาวธีรรัตน์ได้หารือกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูถนนทางเข้าหมู่บ้าน รวมถึงการจัดการฝุ่นในพื้นที่สาธารณะอย่างสวนสาธารณะริมน้ำกก ซึ่งประชาชนมักมาใช้สถานที่ในการออกกำลังกาย เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ในขณะเดียวกัน ยังมีการเร่งดำเนินการติดตั้งระบบไฟฟ้าให้ครบถ้วนและปลอดภัย รวมถึงการทำความสะอาดห้องน้ำสาธารณะ ซึ่งยังคงมีดินโคลนตกค้างอยู่ นางสาวธีรรัตน์เน้นย้ำว่า หากจุดใดที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อให้การฟื้นฟูดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ นางสาวธีรรัตน์ยังได้เชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมจังหวัดเชียงรายในช่วงไฮซีซั่น โดยกล่าวว่านอกจากสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดแล้ว วิสาหกิจชุมชน “มาลีญา คราฟท์ แอนด์ ดีไซน์” ก็เป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ที่นี่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวร่วมทำกิจกรรมเวิร์คช็อปผ้าพิมพ์ลายธรรมชาติ ซึ่งเป็นการนำวัสดุในท้องถิ่น เช่น ใบไม้ ดอกไม้ มาสร้างสรรค์ผลงานบนผืนผ้า เพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชน และยังช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกด้วย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

อบจ.เชียงราย เคาะเครื่องจักรซ่อมถนน ‘บ้านเมืองงิม’ เริ่ม 28 ต.ค. นี้

ความคืบหน้าการซ่อมแซมถนนบ้านเมืองงิมหลังน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้สอบถามถึงความคืบหน้าจาก นายวิญญู ทองทัน เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เกี่ยวกับ การซ่อมแซมถนนเส้นบ้านเมืองงิม ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย หลังจากที่ได้เกิดน้ำท่วมหนักในพื้นที่เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความเสียหายต่อถนนและการสัญจรของประชาชนในพื้นที่

การลงพื้นที่ตรวจสอบของวิศวกร

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 ทาง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้ให้การสนับสนุนทีมวิศวกรจิตอาสาจาก สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และ มูลนิธินายช่างไทยใจอาสา ในการลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพื่อตรวจสอบความเสียหายของถนนเส้นนี้ โดยมีการร่วมมือระหว่างวิศวกรและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพื่อให้การซ่อมแซมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

งบประมาณและแผนการซ่อมแซมถนน

นายวิญญู ทองทัน ได้แจ้งว่า ขณะนี้ทาง นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้อนุมัติงบประมาณในการซ่อมแซมถนนเส้นนี้แล้ว ซึ่งงบประมาณจะถูกนำไปใช้ในการจัดหาเครื่องจักรและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อ ปรับปรุงถนนให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ โดยจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 28 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสมบูรณ์

ความสำคัญของการซ่อมแซมถนนบ้านเมืองงิม

การซ่อมแซมถนนในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการ สัญจรของประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากถนนเส้นบ้านเมืองงิมเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมต่อระหว่างตำบลริมกกกับตัวเมืองเชียงราย หากไม่ดำเนินการซ่อมแซมให้เรียบร้อย ประชาชนจะได้รับความลำบากในการเดินทางไปทำงาน และการขนส่งสินค้าจะต้องหยุดชะงัก นอกจากนี้ยังเป็น มาตรการป้องกันน้ำท่วมในอนาคต ด้วยการปรับปรุงพื้นผิวถนนและระบบระบายน้ำเพื่อให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ดีขึ้น

สรุปการดำเนินการในอนาคต

การซ่อมแซมถนนบ้านเมืองงิมจะเริ่มต้นในวันที่ 28 ตุลาคม 2567 และจะมีการติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดโดยทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อให้ถนนกลับมาใช้งานได้เร็วที่สุด ประชาชนในพื้นที่จึงสามารถวางใจได้ว่าการดำเนินการซ่อมแซมถนนในครั้งนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความปลอดภัยในการสัญจร

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ENVIRONMENT

หมีขั้วโลกเสี่ยงติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2567 วารสาร Public Library of Science (PLOS ONE) ได้รายงานผลการวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับหมีขั้วโลก โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในเขตอาร์กติกกำลังเพิ่มความเสี่ยงที่หมีขั้วโลกจะติดเชื้อโรคต่าง ๆ มากขึ้นกว่าช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา การศึกษานี้นำเสนอโดย Karyn Rode และ Caroline Van Hemert จากสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐฯ (U.S. Geological Survey) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ไวรัส แบคทีเรีย และปรสิตมีโอกาสแพร่เชื้อไปยังสัตว์ป่าในเขตอาร์กติกมากขึ้น

การวิจัยครั้งนี้ได้ทำการตรวจสอบตัวอย่างเลือดของหมีขั้วโลกในทะเลชุคชี (Chukchi Sea) ระหว่างปี 1987–1994 และเปรียบเทียบกับตัวอย่างที่เก็บได้ระหว่างปี 2008-2017 โดยมุ่งเน้นการตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อโรค 6 ชนิด พบว่า 5 ใน 6 เชื้อโรคดังกล่าวมีการแพร่กระจายเพิ่มมากขึ้นในช่วงหลัง ได้แก่ ปรสิตที่ก่อให้เกิดโรคท็อกโซพลาสโมซิส (toxoplasmosis) และนีโอสโปโรซิส (neosporosis) แบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคไข้กระต่าย (rabbit fever) และบรูเซลโลซิส (brucellosis) รวมถึงไวรัสโรคหัดสุนัข (canine distemper virus)

การเพิ่มขึ้นของเชื้อโรคเหล่านี้นับเป็นหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วที่สุดในเรื่องการสัมผัสเชื้อโรคที่เคยมีการรายงานในหมีขั้วโลก การศึกษานี้ยังชี้ให้เห็นถึงปัจจัยที่ทำให้ความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อโรคเพิ่มมากขึ้น ซึ่งรวมถึงปัจจัยทางด้านอาหารและเพศ พบว่าหมีขั้วโลกเพศเมียมีโอกาสสัมผัสกับเชื้อโรคมากกว่าเพศผู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมีขั้วโลกเพศเมียที่ตั้งครรภ์มักจะหลบซ่อนตัวบนพื้นดินเพื่อเลี้ยงลูก ทำให้มีโอกาสสัมผัสกับเชื้อโรคที่มาจากสัตว์อื่น ๆ มากขึ้น

ในเขตอาร์กติกที่กำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อนเร็วกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกเกือบสี่เท่า การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยของหมีขั้วโลกซึ่งเป็นน้ำแข็งทะเล เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โรคติดเชื้อต่าง ๆ กลายเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่าเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อชุมชนมนุษย์ที่อาศัยในเขตนี้ด้วย เนื่องจากบางกลุ่มในชุมชนดังกล่าวนิยมล่าหมีขั้วโลกเพื่อนำมาเป็นอาหาร และเชื้อโรคหลายชนิดที่พบในการศึกษานี้สามารถแพร่ระบาดสู่มนุษย์ได้

นักวิจัยระบุว่าหมีขั้วโลกกำลังเผชิญกับปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทำให้พวกมันตกอยู่ในภาวะความเครียดมากขึ้น และเนื่องจากหมีขั้วโลกเป็นแหล่งอาหารสำคัญในพื้นที่นี้ จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบประชากรหมีขั้วโลกอย่างต่อเนื่องเพื่อติดตามสัญญาณของโรคติดเชื้อ นักวิจัยยังเสริมว่า “สำหรับเชื้อโรคบางชนิด จำนวนน้ำเหลืองของหมีขั้วโลกที่มีผลบวก ซึ่งแสดงถึงการสัมผัสกับเชื้อโรค มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และเป็นระดับที่สูงที่สุดที่เคยพบในประชากรกลุ่มนี้ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าเส้นทางการแพร่เชื้อโรคในระบบนิเวศของอาร์กติกได้เปลี่ยนแปลงไป”

จากการศึกษาพบว่า หมีขั้วโลกต้องเผชิญกับการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยในน้ำแข็งทะเลอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้พวกมันต้องปรับตัวและเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคที่มากขึ้น ด้วยภาวะโลกร้อนที่ทำให้สิ่งแวดล้อมในอาร์กติกเปลี่ยนแปลงไป นักวิจัยเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องศึกษาติดตามการแพร่กระจายของเชื้อโรคในระบบนิเวศของอาร์กติกอย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องทั้งหมีขั้วโลกและชุมชนมนุษย์ในเขตนี้จากโรคติดเชื้อ

การศึกษานี้เปิดเผยถึงการเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและการแพร่กระจายของเชื้อโรคในสัตว์ป่า โดยเฉพาะหมีขั้วโลกซึ่งเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศในอาร์กติก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Public Library of Science

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ENVIRONMENT

UNDP เผย 3 แนวทางรับมือภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงในอ่าวไทย

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาตินำเสนอแนวทางการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศสำหรับอ่าวไทย

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (DMCR) ได้เปิดเผย 3 แนวทางสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถของประเทศไทยในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเน้นการปรับตัวและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชายฝั่งของอ่าวไทย โครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการวางแผนและบูรณาการมาตรการปรับตัวด้านภูมิอากาศ

แนวทางที่นำเสนอมีดังนี้:

  1. แพลตฟอร์มการคาดการณ์ความเสี่ยงทางภูมิอากาศ
    แพลตฟอร์มนี้พัฒนาโดยโครงการ “Thailand Adaptation Platform” ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของ DCCE โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวนำเสนอข้อมูลการคาดการณ์ความเสี่ยง การประเมินความเปราะบาง และคู่มือการวางแผนการปรับตัวต่อภูมิอากาศ เพื่อให้ผู้นำในระดับท้องถิ่นสามารถวางแผนพัฒนาพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

  2. มาตรการปรับตัวในพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่ง
    มาตรการนี้นำเสนอการแก้ปัญหาทางธรรมชาติ เช่น การสร้างธนาคารทรัพยากรทางทะเล การสร้างรั้วกันทรายเพื่อลดการกัดเซาะชายฝั่ง และการปลูกป่าชายเลน ซึ่งได้ทดสอบใน 4 จังหวัด ได้แก่ ระยอง เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี และสงขลา

  3. กลยุทธ์การเงินเพื่อสนับสนุนการปรับตัว
    โครงการนี้ได้พัฒนากลยุทธ์การเงินเพื่อนำเสนอสู่ภาครัฐและเอกชน เน้นการลงทุนเพื่อสร้างความยืดหยุ่นในพื้นที่ชายฝั่งและทะเล

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล
พื้นที่ชายฝั่งทะเลของไทยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง เช่น การสูญเสียแนวปะการัง 74.8 ตารางกิโลเมตร ทุ่งหญ้าทะเล 150 ตารางกิโลเมตร และป่าชายเลน 2,502 ตารางกิโลเมตร โครงการนี้มุ่งเน้นการฟื้นฟูระบบนิเวศและการลดความเปราะบางในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

บทสรุป
โครงการนี้จะช่วยเสริมสร้างความสามารถของประเทศไทยในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว และจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถวางแผนพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่ชายฝั่งต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สื่อสารองค์กร โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ENVIRONMENT

6 จุดหมายของประเทศไทย ติดแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2567 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้รับข่าวดีเมื่อหกจุดหมายปลายทางในประเทศไทยได้รับการยอมรับในรายชื่อ Green Destinations Top 100 ประจำปี 2024 ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน รายชื่อดังกล่าวถูกเสนอโดยองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (DASTA) โดยเน้นถึงแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดจากหลากหลายภูมิภาคทั่วประเทศ

จุดหมายปลายทางที่ได้รับการยอมรับ

จังหวัดเชียงคานและเมืองสงขลาได้รับการยอมรับในหมวดหมู่ “Thriving Communities” สำหรับการท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างสรรค์และส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เมืองโบราณอู่ทองได้รับการยกย่องในหมวดหมู่ “Destination Management” สำหรับการจัดการจุดหมายปลายทางอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่เวียงภูเพียงแช่แห้งได้รับการยกย่องในหมวด “Culture and Tradition” สำหรับการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่น

สำหรับหัวหินและอุทัยธานี หัวหินได้รับการยกย่องในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศในหมวด “Environment and Climate” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามของเทศบาลในการปรับปรุงสิ่งแวดล้อม ขณะที่อุทัยธานีได้รับการยอมรับในด้านการรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเทศบาลของทั้งสองเมืองมีส่วนสำคัญในการสร้างความยั่งยืนทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

คำกล่าวของผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT) ได้กล่าวแสดงความยินดีกับ DASTA เทศบาลเมืองหัวหิน เทศบาลเมืองอุทัยธานี และประชาชนในทั้งหกจุดหมายปลายทางที่ได้รับการยอมรับในด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน พร้อมย้ำว่า “การได้รับการยอมรับในครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ TAT ในการมุ่งเน้นประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน”

โครงการที่ได้รับการยกย่อง

ในปีนี้เรื่องราวดี ๆ ของการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนสามารถดาวน์โหลดได้ผ่านหลายลิงก์ ได้แก่

  • เชียงคาน: การจัดการผลกระทบจากการท่องเที่ยวด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม (Managing Tourism Impact through Participatory Processes)
  • หัวหิน: เส้นทางสู่การเป็นเมืองไร้ขยะ (The Journey to Becoming a Garbage-Free City)
  • เมืองสงขลา: การฟื้นฟูเมืองเก่าสงขลาโดยชุมชน (Songkhla Old Town Revival: A Community-Driven Transformation)
  • เมืองโบราณอู่ทอง: การฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านสังคมพลเมือง (U Thong’s Heritage Revival: Committed to Sustainable Development through Civil Society)
  • อุทัยธานี: การอนุรักษ์ความภาคภูมิใจของเรา: ชุมชนแพสุดท้ายในประเทศไทย (Preserving Our Pride: The Last Raft House Community in the Country)
  • เวียงภูเพียงแช่แห้ง: ร่วมกันสู้เพื่อฟื้นฟูงานประเพณีหกเป็ง นมัสการพระธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง (Together We Rise: The Transformation of the Hok Peng Festival)

จุดหมายปลายทางเหล่านี้เข้าร่วมกับเรื่องราวที่โดดเด่นอีก 10 เรื่องจากประเทศไทย ที่ได้รับการยอมรับใน Green Destinations Top 100 Stories ตั้งแต่ปี 2020 ถึง 2023 โดยมีสองเรื่องเด่น ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงชุมชนของห้วยปูเก่ง และความพยายามในการลดคาร์บอนของเกาะหมาก ซึ่งได้รับรางวัล Green Destinations Story Awards ที่งาน ITB Berlin 2023 นอกจากนี้ เชียงคานยังสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะจุดหมายแรกของอาเซียนที่ได้รับรางวัล Silver ใน Green Destinations Award ที่ ITB Berlin 2024

พิธีการประกาศรายชื่อ Green Destinations Top 100 ปี 2024

Green Destinations ได้ประกาศรายชื่อเรื่องราวที่ดีที่สุดใน Green Destinations Top 100 ประจำปี 2024 ในงานประชุมระดับโลก Green Destinations 2024 Global Conference ที่จัดขึ้นในชิลี ระหว่างวันที่ 15-17 ตุลาคม 2567 โดยปีนี้มีเรื่องราวดี ๆ จาก 32 ประเทศทั่วโลก

บทสรุป

การยอมรับใน Green Destinations Top 100 ปี 2024 ของหกจุดหมายปลายทางในประเทศไทยเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการพัฒนาชุมชนด้วยการท่องเที่ยวที่สร้างสรรค์ ทั้งนี้เป็นการสนับสนุนวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางที่ยั่งยืนและสร้างความทรงจำให้กับนักท่องเที่ยว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

นโยบายการเงินลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ ลูกหนี้ได้ประโยชน์

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2567 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 2.50% มาอยู่ที่ 2.25% ทำให้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งในประเทศไทยทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงตามมา โดยให้มีผลตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน 2567 กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์ผลของการลดดอกเบี้ยดังกล่าว ว่าจะช่วยลดภาระทางการเงินของลูกหนี้ทั้งภาคครัวเรือนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ได้ในระยะสั้น และจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

จากการประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าสัดส่วนของสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จะอยู่ที่ประมาณ 40.9% ของสินเชื่อรวมในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทย การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้รวมเกือบ 1,300 ล้านบาทในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2567 แม้จะไม่ส่งผลให้ยอดผ่อนชำระรายเดือนของลูกหนี้ลดลงทันที เนื่องจากการปรับลดดอกเบี้ยในระดับ 0.25% ยังคงไม่มากพอที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างหนี้ที่ลูกหนี้ต้องชำระ แต่ลูกหนี้จะได้รับประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยในระยะยาว ซึ่งจะทำให้สามารถปิดสัญญาหนี้ได้เร็วขึ้น

ประโยชน์ที่ลูกหนี้จะได้รับ

การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ส่งผลดีในแง่ของการลดดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย แต่ยังไม่ส่งผลให้ยอดผ่อนชำระรายเดือนลดลงทันที ลูกหนี้ที่มีสินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อบุคคลที่มีหลักประกันจะได้รับประโยชน์จากการที่เงินต้นถูกลดลงมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้หมดเร็วขึ้น แม้ว่าลูกหนี้ยังต้องสำรองเงินเพื่อชำระยอดผ่อนชำระในแต่ละเดือนเช่นเดิม อย่างไรก็ตาม สำหรับลูกหนี้ที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายรายเดือน อาจต้องพิจารณาลดค่าใช้จ่ายในหมวดอื่นๆ ของครัวเรือนร่วมด้วย เช่น ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับยานพาหนะและการเดินทาง

ผลกระทบต่อธุรกิจ SMEs

ในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs การลดอัตราดอกเบี้ยนี้จะช่วยลดต้นทุนทางการเงินได้บ้าง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้นทุนหลักของธุรกิจ SMEs อยู่ที่วัตถุดิบ แรงงาน และค่าเช่าสถานที่ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าค่าใช้จ่ายทางดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจ และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการลงทุนในอนาคตได้ดีขึ้น

อัตราการเติบโตของสินเชื่อในปี 2567

สำหรับภาพรวมของสินเชื่อในปี 2567 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์อาจปิดปีด้วยการเติบโตไม่เกิน 1.5% เนื่องจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้สินเชื่อ โดยปัจจัยอื่นๆ เช่น แนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต การลงทุน และความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ ก็เป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย

บทสรุป

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2567 โดยธนาคารพาณิชย์ถือเป็นความพยายามในการปรับลดต้นทุนทางการเงินเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ และช่วยบรรเทาภาระของลูกหนี้ทั้งในภาคครัวเรือนและธุรกิจ แม้ว่าการลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จะยังไม่ทำให้ยอดผ่อนชำระลดลงทันที แต่จะส่งผลดีต่อการลดภาระหนี้ในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

Traveloka เผยยอดจองที่พักพุ่ง 127% จ.เชียงใหม่ เป็นเมืองได้รับความนิยมสูงสุด

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 Traveloka แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยถึงความสำเร็จจากแคมเปญ 10.10 Travel Fest ที่สร้างยอดการค้นหาการจองที่พักและเที่ยวบินช่วงวันหยุดปลายปีเพิ่มขึ้นถึง 127% นับเป็นการส่งสัญญาณถึงความต้องการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลวันหยุดที่สูงขึ้น โดยแคมเปญนี้นำเสนอส่วนลดสูงสุดถึง 50% ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนการเดินทางล่วงหน้าและเพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวได้ในราคาที่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ

ซีซาร์ อินทรา ประธานบริษัท Traveloka กล่าวว่า แคมเปญ 10.10 Travel Fest ไม่เพียงเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังสนับสนุนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย ด้วยการร่วมมือกับแบรนด์โรงแรมและผู้ให้บริการด้านการเดินทางระดับโลก อาทิ Qatar Airways, Millennium Hotels & Resorts และ Universal Studios Singapore

การตอบรับจากผู้ใช้และพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลง

จากการเปิดเผยข้อมูลของ Traveloka พบว่านักท่องเที่ยวกว่า 60% ทำการจองเที่ยวบินล่วงหน้ามากกว่า 30 วัน เพื่อให้ได้ข้อเสนอพิเศษในช่วงเทศกาลวันหยุดปลายปี เทรนด์นี้สะท้อนถึงความต้องการวางแผนท่องเที่ยวล่วงหน้าเพื่อรับประโยชน์จากส่วนลดที่มีระยะเวลาจำกัด นอกจากนี้ การจองที่พักและแพ็กเกจกิจกรรมท่องเที่ยวต่าง ๆ ก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทยได้แก่ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ฮ่องกง เวียดนาม และสิงคโปร์ ส่วนในประเทศ เมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ เชียงใหม่ กรุงเทพฯ หาดใหญ่ ภูเก็ต และอุบลราชธานี

แนวโน้มใหม่ในพฤติกรรมการท่องเที่ยว

นอกจากการจองเที่ยวบินและที่พักแล้ว ยังพบว่าเทรนด์การล่องเรือสำราญมีการเติบโตขึ้นถึงเท่าตัว โดยนักท่องเที่ยวสนใจประสบการณ์การล่องเรือสำราญแบบ All-Inclusive ที่สามารถเยี่ยมชมหลายเมืองในคราวเดียว และเพลิดเพลินกับความสะดวกสบายและการพักผ่อนบนเรือได้อีกด้วย อีกทั้งนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมองหาที่พักที่ให้ประสบการณ์ด้านวัฒนธรรมที่แท้จริง เช่น โรงแรมเรียวกังแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่มียอดจองเพิ่มขึ้นถึง 101% และโรงแรมริยาจสไตล์โมร็อกโกที่เพิ่มขึ้น 63%

การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาค

แคมเปญ 10.10 Travel Fest ไม่เพียงช่วยให้นักท่องเที่ยวได้วางแผนการเดินทางในช่วงเทศกาลวันหยุดปลายปี แต่ยังเป็นการสนับสนุนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ซีซาร์ อินทรา ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของ Traveloka ในการนำเสนอบริการที่ปรับให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคล และช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบได้ในราคาที่คุ้มค่า

นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ Traveloka หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Traveloka เพื่อสำรวจข้อเสนอพิเศษและเทรนด์การท่องเที่ยวล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนวันหยุดปลายปีหรือต้นปี 2568 โดย Traveloka พร้อมที่จะมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวหลายล้านคน

การสนับสนุนจากพันธมิตรการท่องเที่ยว

แคมเปญนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรการท่องเที่ยวชั้นนำมากมาย อาทิ Qatar Airways และ Millennium Hotels & Resorts โดยอาลี แอสเกอร์ เลห์รี รองประธานฝ่ายบริหารรายได้ประจำภูมิภาคเอเชียของ Millennium Hotels and Resorts ได้แสดงความพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้รับจากแคมเปญนี้ และมองเห็นโอกาสในการขยายความร่วมมือกับ Traveloka ในอนาคต เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับผู้เข้าพัก

แนวโน้มการท่องเที่ยวที่น่าสนใจในช่วงสิ้นปี

ในช่วงวันหยุดปลายปีนี้ เทรนด์การท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชี้ให้เห็นว่านักท่องเที่ยวไม่เพียงมองหาการพักผ่อนในจุดหมายปลายทางยอดนิยมเท่านั้น แต่ยังสนใจประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์และสมจริงมากขึ้น โดยมีการจองที่พักสไตล์ดั้งเดิมและเรือสำราญเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก แคมเปญ 10.10 Travel Fest ของ Traveloka ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นประสบการณ์และการสัมผัสวัฒนธรรม

นักท่องเที่ยวสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและข้อเสนอพิเศษได้ที่ Traveloka เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการวางแผนการเดินทางที่น่าประทับใจในราคาที่ดีที่สุด

สรุปเนื้อหาสำคัญ:

  1. Traveloka ประสบความสำเร็จจากแคมเปญ 10.10 Travel Fest เพิ่มยอดจองที่พักและเที่ยวบินถึง 127%
  2. จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทย ได้แก่ ไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเมืองในไทย เช่น เชียงใหม่และภูเก็ต
  3. เทรนด์ใหม่ของการท่องเที่ยวเน้นประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ เช่น ล่องเรือสำราญและที่พักวัฒนธรรม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : traveloka

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News