Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มหาบุญจุลกฐินไทลื้อ ครั้งที่ 20 อ.เชียงของ จ.เชียงราย คึกคัก

มหาบุญจุลกฐินถิ่นไทลื้อเชียงราย ครั้งที่ 20 สืบสานวัฒนธรรมและเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เปิดงานมหาบุญจุลกฐินถิ่นไทลื้อ เชื่อมโยงวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2567 ณ วัดท่าข้ามศรีดอนชัย ตำบลศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดงานประเพณีมหาบุญจุลกฐินถิ่นไทลื้อ ครั้งที่ 20 เพื่อสืบสานวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของชาวไทลื้อ งานนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างวัดท่าข้ามศรีดอนชัย ชุมชนไทลื้อ เทศบาลตำบลศรีดอนชัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับเกียรติจากนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ

นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และรักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่เข้าร่วมงาน โดยงานนี้ไม่เพียงสืบสานประเพณี แต่ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านวัฒนธรรมไทลื้อ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด “การขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษ ผ่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยพลัง Soft Power” ที่มุ่งเน้นให้เชียงของเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ประเพณีไทลื้อที่สืบสานและอนุรักษ์มาอย่างยาวนาน

งานประเพณีจุลกฐิน หรือกฐินทันใจ เป็นพิธีที่เน้นความร่วมมือของชาวบ้านและความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ชาวไทลื้อมีความเชื่อมั่นในวัฒนธรรมท้องถิ่นและรักษาลายผ้าทออันเป็นเอกลักษณ์ งานประเพณีนี้ถือเป็นโอกาสในการแสดงให้เห็นถึงคุณค่าทางศิลปะของชาวไทลื้อ และสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชุมชนศรีดอนชัย

พิธีเปิดงานมีการฟ้อนดาบเพื่อเปิดพิธีอย่างสง่างามโดยนายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นอกจากนี้ยังมีการแสดงทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นของชาวไทลื้อ เช่น การฟ้อนซอของโรงเรียนผู้สูงอายุตำบลศรีดอนชัย การแสดงฟ้อนไทลื้อจากหมู่บ้านต่าง ๆ การฟ้อนปิติสะหลีศรีดอนชัย และวงดนตรีสะล้อซอซึงจากโรงเรียนเชียงของวิทยาคม ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้ร่วมงานได้เป็นอย่างดี

พิธีสมโภชมหาบุญจุลกฐินและการส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ภายในงานมีพิธีสมโภชมหาบุญจุลกฐิน และการตักบาตรพระอุปคุตตามตำนานที่เป็นเอกลักษณ์ โดยจัดพิธีสมโภชและตักบาตรพระสามเณร 9 รูป เป็นการเสริมสร้างสิริมงคลให้กับผู้ร่วมงาน นอกจากนี้ยังมีการแสดงวัฒนธรรมจากเครือข่ายสมาคมไทลื้อและชุมชนต่าง ๆ ในอำเภอเชียงของที่สร้างสีสันและแสดงถึงความงดงามของประเพณีท้องถิ่น

การจัดงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเชื่อมั่นในวัฒนธรรมอันยาวนานของชาวไทลื้อ แต่ยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงรายให้คึกคักมากยิ่งขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเปิดเมืองต้อนรับนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจหลังน้ำท่วม

เชียงรายพร้อมเที่ยว ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจหลังอุทกภัย

เชียงรายเปิดเมืองต้อนรับนักท่องเที่ยวหลังอุทกภัยใหญ่

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2567 นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และรักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดเมือง “เชียงราย พร้อมเที่ยว” ณ สวนตุงและโคม เทศบาลนครเชียงราย กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในจังหวัดหลังจากที่เชียงรายเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่ โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนในพื้นที่

นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติและขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันฟื้นฟูจังหวัดเชียงราย ซึ่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมที่ผ่านมา โดยการฟื้นฟูครั้งนี้ทำให้เชียงรายกลับมาพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง

กิจกรรมหลากหลาย ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวเชียงราย

เพื่อสร้างความคึกคักและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ งาน “เชียงราย พร้อมเที่ยว” ได้เตรียมกิจกรรมที่น่าสนใจหลากหลายตลอดฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของจังหวัดให้กลับมาเป็นจุดหมายที่น่าสนใจในสายตานักท่องเที่ยว โดยกิจกรรมที่จัดขึ้น ได้แก่ เทศกาลวันลอยกระทง ลอยสะเปา ล่องนที สะหลียี่เป็ง งานเทศกาล Lanna Winter Wonderland งานเชียงรายดอกไม้งามปีที่ 21 เทศกาลดนตรีในสวน Music in the Park และเทศกาลอาหารเชียงรายที่มีทั้งอาหารชาติพันธุ์ อาหารฮาลาล และอาหารพื้นเมือง เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่นอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ยังมีงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ Countdown 2025 ที่จัดขึ้นเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ และในเดือนเมษายน 2568 จะมีงานประเพณีสงกรานต์ให้ผู้มาเยือนร่วมสนุกในประเพณีปีใหม่ของไทย

ส่งเสริมเชียงรายสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับสากล

การจัดงานนี้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาจังหวัดที่มุ่งเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนในพื้นที่ โดยรองผู้ว่าฯ นายโชตินรินทร์กล่าวว่า เชียงรายมีศักยภาพที่จะพัฒนาสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับสากล ด้วยการท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิตชุมชนและกีฬานานาชาติ

เชียงรายยังพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงามและกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งยังเป็นเมืองที่สนับสนุนการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นจุดหมายที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่

งาน “เชียงราย พร้อมเที่ยว” ถือเป็นสัญญาณการเปิดรับนักท่องเที่ยวอย่างอบอุ่นหลังผ่านพ้นภัยพิบัติที่สร้างความเสียหาย การจัดกิจกรรมต่าง ๆ นี้ไม่เพียงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังเสริมสร้างความมั่นใจในศักยภาพและความพร้อมของเชียงรายในการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สมบูรณ์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ENVIRONMENT

การศึกษาการนำทางใหม่เปลี่ยนแปลงในโลกจริง

การศึกษาการนำทางในห้องปฏิบัติการเปลี่ยนไป สู่การจำลองในโลกจริง

วิจัยการนำทางในห้องแล็บสู่การค้นพบในสิ่งแวดล้อมจริง

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 รายงานข่าวด้านวิทยาศาสตร์เปิดเผยถึงการศึกษาการนำทางที่เคยเน้นในห้องแล็บเริ่มเปลี่ยนไปสู่การศึกษาในสิ่งแวดล้อมจริง โดยในอดีต นักวิจัยมักศึกษาแค่การนำทางบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อลดเสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อม ทำให้มองข้ามปัจจัยภายนอก เช่น ภูมิอากาศและสิ่งมีชีวิตรอบตัว แต่ผลวิจัยใหม่กลับชี้ว่าแนวทางนี้อาจไม่สะท้อนความเป็นจริง

ตัวอย่างหนึ่งคือ ชาว Evenki ที่เลี้ยงกวางเรนเดียร์ในไซบีเรีย ซึ่งใช้วิธีการนำทางด้วยการติดตามธรรมชาติรอบตัว เช่น ชื่อสถานที่ เส้นทางแม่น้ำ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องมือ GPS ต่างจากคนในโลกตะวันตกที่พึ่งพาการนำทางด้วยแผนที่และ GPS เป็นหลัก

การศึกษาในสภาพแวดล้อมจริงเปิดมุมมองใหม่

นักวิจัยหลายคนรวมถึง Hugo Spiers จาก University College London เริ่มเห็นถึงข้อจำกัดของการศึกษาการนำทางในห้องแล็บ และมีการนำเทคโนโลยีใหม่อย่างเกม Sea Hero Quest ที่จำลองการนำทางผ่านสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ช่วยให้ผู้เล่นจากกว่า 193 ประเทศสามารถนำทางผ่านโลกเสมือนได้ ทำให้นักวิจัยเข้าใจพฤติกรรมการนำทางในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ มากขึ้น

Spiers กล่าวว่าการสร้างห้องทดลองจริงอย่างห้อง PEARL ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ช่วยให้นักวิจัยสามารถสร้างสิ่งแวดล้อมจำลองได้ทุกประเภท ตั้งแต่โรงพยาบาลไปจนถึงสถานีขนส่ง โดยที่ยังสามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่

ทักษะการนำทางแตกต่างกันตามวัฒนธรรมและวิถีชีวิต

การศึกษาในสภาพแวดล้อมจริงชี้ให้เห็นว่า ความสามารถในการนำทางของเด็กในพื้นที่ชนบทนั้นมักดีกว่าเด็กในเมือง เนื่องจากเติบโตในเส้นทางที่ซับซ้อนและต้องหาทางด้วยตนเอง ขณะที่การนำทางโดยพึ่งพาอุปกรณ์เสริมอย่าง GPS กลับทำให้ทักษะการนำทางลดลง นักวิจัยพบว่าชุมชน Tsimane ในโบลิเวียยังคงมีความสามารถในการนำทางที่ดี แม้เข้าสู่วัยชราเพราะยังคงเดินทางไกลในป่าได้เป็นประจำ

งานวิจัยนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า การใช้ชีวิตในโลกตะวันตกที่ลดการเคลื่อนไหวและการสำรวจ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทักษะการนำทางเสื่อมถอยลงเมื่ออายุมากขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : sciencenews

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ชาวบ้านซาบซึ้งใจ ‘หน่วยทหาร’ ช่วยฟื้นฟูแม่สายหลังน้ำท่วม

แม่สายไม่ทิ้งกัน: ทหารไทยฟื้นฟูพื้นที่หลังอุทกภัย ชาวบ้านขอบคุณจากใจ

ทหารไทยรวมพลังฟื้นฟูแม่สายหลังน้ำท่วมครั้งใหญ่

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้แสดงความขอบคุณหน่วยทหารที่เข้าช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ หลังประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ โดยหน่วยงาน ศอ.จอส.พระราชทาน ภาค 3 ร่วมกับบก.ควบคุมบริหารสถานการณ์ จ.เชียงราย นำโดย พล.ต. บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผอ.ศอ.จอส.พระราชทาน และผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มทบ.37 ได้ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อฟื้นฟูสภาพบ้านเรือนและเส้นทางคมนาคมที่ได้รับผลกระทบ

การฟื้นฟูพื้นที่และจัดส่งสิ่งของบริจาคแก่ผู้ประสบภัย

มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) ได้ส่งกำลังพลสนับสนุนการฟื้นฟูบ้านเรือนและพื้นที่ในชุมชน โดยร่วมกับเพจอีจันในการจัดส่งสิ่งของจำเป็น อาทิ ที่นอน เตียงนอน ตู้เสื้อผ้า และเตาแก๊ส เพื่อให้แก่ผู้ประสบภัยในบ้านเหมืองแดงที่ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือไว้ล่วงหน้า

นอกจากนี้ หน่วยทหารจาก มทบ.34 ยังได้เข้าฟื้นฟูห้องแถวที่ได้รับความเสียหายในซอยอีก้ออย่างต่อเนื่อง ขณะที่กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 21 กองพันที่ 20 (ป.21 พัน.20) ได้ส่งทหารช่วยทำความสะอาดเศษดินโคลนและขยะบนถนนซอยเกาะสวรรค์ ซอย 3 และซอย 12 เพื่อฟื้นฟูสภาพถนนให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ

ความคืบหน้าในการฟื้นฟูพื้นที่ชุมชน

สำหรับการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยในชุมชนไม้ลุงขน ร.17 พัน.3 ได้ดำเนินการขุดลอกดินโคลนออกจากบ้าน ขนย้ายอุปกรณ์ต่างๆ และเคลียร์พื้นที่ถนนที่ได้รับผลกระทบ จนสามารถฟื้นฟูได้ครบทุกจุดแล้ว ขณะที่ ร.17 พัน.4 ทำการฟื้นฟูห้องเช่าที่เสียหายทั้ง 4 ห้องในซอยอีก้อเสร็จสมบูรณ์ มว.บรรเทาสาธารณภัย ร.14 พัน.3 ได้เข้าทำความสะอาดดินโคลนที่ขอบถนนในจุดที่เครื่องจักรเข้าถึงได้ยาก พร้อมเก็บขยะทั้งหมดบริเวณถนนไม้ลุงขน

ทหารทำงานไม่หยุดหย่อน รักษาความเชื่อมั่นของประชาชน

พล.ต. บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผบ.ศบภ.มทบ.37 กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤต “พวกเราคือกำลังสำคัญของกองทัพบก ทำงานอย่างเต็มกำลังมาตั้งแต่วันแรก เราได้รับความชื่นชมและความขอบคุณจากชาวอำเภอแม่สายและทั่วประเทศ ซึ่งการช่วยเหลือครั้งนี้ไม่ได้เพียงแค่ฟื้นฟูบ้านเรือน แต่ยังฟื้นฟูใจประชาชนที่สูญเสียจากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ด้วย พวกเราคือฮีโร่ของประชาชน”

การเข้าช่วยเหลือของทหารในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ฟื้นฟูความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมแรงร่วมใจและการทำงานร่วมกันอย่างเต็มกำลังเพื่อนำความสงบสุขกลับคืนสู่ชุมชน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ไทยเตรียมเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน นักท่องเที่ยวต่างชาติ 300 บาท

ไทยเตรียมจัดเก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

“ค่าเหยียบแผ่นดิน” ต้อนรับนักท่องเที่ยว เติมเต็มกองทุนดูแลการท่องเที่ยวไทย

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยแผนเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้พิจารณาการจัดเก็บ “ภาษีท่องเที่ยว” หรือที่รู้จักในชื่อ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” โดยมีเป้าหมายที่จะเรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย ในอัตรา 150-300 บาทต่อคน เพื่อนำเงินเข้ากองทุนสนับสนุนการดูแลนักท่องเที่ยวและส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

รายละเอียดการจัดเก็บและการบริหารกองทุนเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

แผนดังกล่าวได้กำหนดไว้ว่าภาษีท่องเที่ยวนี้จะถูกจัดเก็บตามวิธีการเดินทาง โดยเก็บจากการเดินทางทางอากาศที่ 300 บาทต่อคน และการเดินทางทางบกหรือทางน้ำที่ 150 บาทต่อคน ทั้งนี้ยังมีการจัดเตรียมระบบประกันที่ครอบคลุมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเยือนไทย ด้วยวงเงินคุ้มครองการเสียชีวิต 1 ล้านบาท และวงเงินคุ้มครองการบาดเจ็บ 5 แสนบาท ซึ่งจะมีการเปิดประมูลบริษัทประกันเพื่อดูแลระบบการจัดเก็บประกันภัยนี้

เตรียมระบบจัดเก็บผ่านแอปพลิเคชันและธนาคารกรุงไทย

การเก็บค่าเหยียบแผ่นดินจะถูกเชื่อมโยงผ่านซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันซึ่งจะควบคุมดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ ขณะนี้กระทรวงการท่องเที่ยวได้ประสานกับธนาคารกรุงไทยเพื่อรองรับระบบการชำระเงิน โดยคาดว่าภาษีท่องเที่ยวในปีแรกจะสร้างรายได้ราว 36,000 ล้านบาทจากการคาดการณ์นักท่องเที่ยวกว่า 36 ล้านคน

ลดปัญหาการเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อรักษาภาพลักษณ์ท่องเที่ยว

ภาษีท่องเที่ยวใหม่นี้จะมีการเปิดใช้ในสองระยะ เพื่อให้การจัดเก็บทำได้อย่างราบรื่นและโปร่งใส ระยะแรกจะเน้นการเก็บเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เดินทางโดยทางอากาศ ซึ่งครอบคลุมกว่า 70% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด ส่วนระยะที่สองจะเพิ่มการเก็บจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านทางบกและทางน้ำ พร้อมทั้งชี้แจงรายละเอียดเพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติ

เสริมสร้างความปลอดภัยและสิทธิประโยชน์สำหรับนักท่องเที่ยว

การใช้ระบบจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดินมีเป้าหมายหลักในการนำรายได้เข้าสู่กองทุนเพื่อดูแลและส่งเสริมความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของไทยให้แข็งแกร่งและตอบโจทย์นักท่องเที่ยวในปัจจุบัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

นักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยพุ่ง รับผลจากฟรีวีซ่า

นักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยโตแรง รับผลบวกจากมาตรการวีซ่าฟรี

นักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ผลจากมาตรการวีซ่าฟรี

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยมากกว่า 5.3 ล้านคน เติบโตถึง 112% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการวีซ่าฟรีระหว่างไทยและจีน อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในช่วงปลายปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวอาจเติบโตได้ยากเนื่องจากไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวของชาวจีน

การปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยปี 2567

ในปีนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับลดการคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยมาอยู่ที่ประมาณ 7 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 8 ล้านคน เนื่องจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวช้า และชาวจีนระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงการแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยวที่สูงขึ้นจากมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวของหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย ศรีลังกา และสิงคโปร์ ที่ใช้มาตรการวีซ่าฟรีในการดึงดูดนักท่องเที่ยว

แนวโน้มการท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนสู่การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์

พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อการเลือกจุดหมายปลายทาง โดยชาวจีนมองหาจุดหมายใหม่ๆ ที่เน้นประสบการณ์ที่หลากหลายและเป็นส่วนตัวมากขึ้น โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การเดินทางธรรมชาติ และการพักผ่อนเชิงสุขภาพ ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในการทำธุรกิจและโปรโมทจุดหมายปลายทางของผู้ประกอบการไทยที่ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยว

ปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางนักท่องเที่ยวจีนในอนาคต

นอกจากการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมท่องเที่ยว ค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ภูมิอากาศยังเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อการท่องเที่ยวของจีน นอกจากนี้ ปัญหาทางการเมืองและสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตา โดยการฟื้นตัวเต็มรูปแบบของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาเยือนไทย คาดว่าน่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย /วัดร่องขุ่น – Wat Rong Khun – White Temple , Chiang Rai , Thailand

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
WORLD PULSE

ไทยท้าทายมาเลเซีย ตั้งเป้าศูนย์กลางฮาลาลของทวีปเอเชีย

ไทยท้าทายอำนาจฮาลาลมาเลเซีย ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางฮาลาลในเอเชีย

ไทยเตรียมยกระดับสินค้าฮาลาล หวังเป็นศูนย์กลางฮาลาลเอเชีย

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567 รัฐบาลไทยได้ประกาศแผนพัฒนาฮาลาล โดยมีเป้าหมายขยับสถานะของประเทศให้เป็นผู้นำด้านสินค้าฮาลาลในเอเชีย การเตรียมการครั้งนี้ถือเป็นการก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับมาเลเซียซึ่งเป็นศูนย์กลางฮาลาลอันดับหนึ่งในภูมิภาค โดยไทยมุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานสินค้าฮาลาลให้ได้ตามความต้องการของตลาดโลก

พัฒนาศักยภาพการส่งออกฮาลาลของไทยสู่ตลาดโลก

ในช่วงแปดเดือนแรกของปี 2023 ไทยส่งออกสินค้าฮาลาลมูลค่าประมาณ 4.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปยังประเทศสมาชิกขององค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ความสำเร็จนี้มาจากการเติบโตของภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารซึ่งไทยมีความเข้มแข็ง นอกจากนี้ ไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมิตรต่อมุสลิมในกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก OIC ตามดัชนี Mastercard-Crescentrating Global Muslim Travel Index

พัฒนาฮาลาลวัลเลย์ในภาคใต้ไทย หวังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

ส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาฮาลาล รัฐบาลไทยมุ่งเน้นการพัฒนา “ฮาลาลวัลเลย์” ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีประชากรมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ แผนการนี้จะช่วยส่งเสริมการผลิตและการกระจายสินค้าฮาลาลที่มีมาตรฐานสูง ส่งผลให้ไทยสามารถแข่งขันกับมาเลเซียซึ่งมีชื่อเสียงในตลาดสินค้าฮาลาลที่หลากหลาย ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง ไปจนถึงเสื้อผ้า

การจัดการปัญหาการใช้สัญลักษณ์ฮาลาลอย่างไม่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงต้องเผชิญกับปัญหาการใช้เครื่องหมายฮาลาลโดยไม่ได้รับการรับรอง ซึ่งเป็นความกังวลจากผู้ประกอบการบางรายในกรุงเทพฯ เช่น นางสาววนิชา อามคำ ผู้ค้าในกรุงเทพฯที่กังวลถึงการโฆษณาสินค้าเป็นฮาลาลโดยไม่มีการรับรองที่ถูกต้อง กรมศาสนาต้องเตรียมกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นเพื่อป้องกันการโฆษณาฮาลาลที่ไม่ถูกต้อง

เป้าหมายสูงสุด: การเป็นผู้นำด้านสินค้าฮาลาลในเอเชีย

การผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางฮาลาลในเอเชียนั้นไม่ได้ง่าย เนื่องจากมาเลเซียมีข้อได้เปรียบที่เป็นประเทศมุสลิม ซึ่งได้รับการยอมรับในตลาดตะวันออกกลางอย่างดี อีกทั้งมีการขยายตัวของธุรกิจฮาลาลในหลากหลายอุตสาหกรรมไม่จำกัดแค่เพียงอาหาร

ถึงแม้จะมีความท้าทาย แต่ไทยก็เตรียมเพิ่มความโปร่งใสและยกระดับมาตรฐานสินค้า โดยมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด การสร้างความเชื่อมั่นและการพัฒนาให้ได้ตามมาตรฐานสากลคือก้าวสำคัญที่จะทำให้ไทยสามารถเติบโตในตลาดฮาลาล

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : malaymail

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ENVIRONMENT

อุตสาหกรรมความงามก้าวสู่ความปลอดภัยและยั่งยืน

อุตสาหกรรมความงามสู่ทางแยก: ความปลอดภัยและความยั่งยืนของส่วนผสม

อุตสาหกรรมความงามมุ่งสู่ความปลอดภัยของส่วนผสม

ในวันที่ 23 ตุลาคม 2567 รายงานใหม่จาก ChemFORWARD ซึ่งได้รับข้อมูลจากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Sephora และ Ulta แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมความงามที่มุ่งมั่นปรับปรุงความปลอดภัยของส่วนผสม อย่างไรก็ตามยังคงมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใสและความยั่งยืน รายงานได้เน้นถึงสารเคมีที่ยังไม่ได้รับการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ ทำให้อุตสาหกรรมนี้ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ความก้าวหน้าในความปลอดภัยของส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ความงาม

รายงาน Beauty & Personal Care Ingredient Intelligence ที่ทำการประเมินผลิตภัณฑ์กว่า 8,500 รายการ พบว่าร้อยละ 70 ของส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ความงามได้รับการระบุด้านความปลอดภัยอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมความงามที่มีมูลค่าถึง 100 พันล้านดอลลาร์ การเปลี่ยนแปลงนี้มาจากแบรนด์ชั้นนำเช่น Sephora, Ulta, The Honest Company และ Credo Beauty ซึ่งเข้าร่วมในโครงการ Know Better, Do Better (KBDB) เพื่อสนับสนุนความโปร่งใสและความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์

ความท้าทายและโอกาสในการพัฒนา

ถึงแม้จะมีความก้าวหน้า รายงานยังพบว่าส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ความงามถึงร้อยละ 30 ยังคงไม่ทราบผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญและยังเป็นโอกาสในการพัฒนานวัตกรรม รายงานได้ระบุสารเคมี 10 ชนิดที่ยังใช้บ่อยและสามารถเปลี่ยนไปใช้สารที่ปลอดภัยกว่าได้

Stacy Glass ผู้อำนวยการ ChemFORWARD ได้กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ความงามโดยการหันมาใช้สารที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

อนาคตของอุตสาหกรรมความงาม: ความปลอดภัยและความยั่งยืน

ด้วยความต้องการของผู้บริโภคในเรื่องความโปร่งใสของส่วนผสมและมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่สูงขึ้น อุตสาหกรรมความงามมีแนวโน้มที่จะปรับตัวในเชิงบวกมากขึ้นในอนาคต แบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับส่วนผสมที่ปลอดภัยและยั่งยืนจะเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมความงามและสามารถสร้างความเชื่อมั่นในตลาดที่มีการแข่งขันสูงและผู้บริโภคที่มีข้อมูลสูงมากขึ้น

Christina Ross ผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์และนโยบายของ Credo Beauty เน้นย้ำว่า “การใช้ส่วนผสมที่ปลอดภัยกว่าไม่ใช่แค่การทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่เป็นความจำเป็นของอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเริ่มต้นจากการทำให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ถูกต้อง และการประเมินความเสี่ยงของส่วนผสมต้องมีความโปร่งใสเพื่อก้าวหน้าในอุตสาหกรรม”

ด้วยกฎระเบียบระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของสารเคมีและความต้องการของผู้บริโภคที่สูงขึ้น อุตสาหกรรมความงามจึงต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว แบรนด์ที่มุ่งเน้นการปรับสูตรและความโปร่งใสของส่วนผสมจะเป็นผู้นำในการพัฒนา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : environmentenergyleader

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ตำรวจเชียงรายทลายแก๊งอันธพาล ก่อเหตุป่วนเมืองเสียหาย

ตำรวจเชียงรายทลายแก๊งอันธพาล ก่อเหตุป่วนเมือง ทำร้ายทรัพย์สินและประชาชน

ทลายแก๊งวัยรุ่นอันธพาล ก่อเหตุรุนแรงกลางเชียงราย

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2567 ตำรวจจังหวัดเชียงรายทลายแก๊งอันธพาลที่ก่อเหตุรุนแรง โดยกลุ่มวัยรุ่นรวมตัวขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่ต่ำกว่า 20 คัน ขับป่วนเมือง ทำลายทรัพย์สินและขว้างปาวัตถุเสียงดังบริเวณถนนพหลโยธิน ตั้งแต่แยกบ้านเด่นถึงทางเลี่ยงเมืองเชียงราย

เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบและจับกุม หัวหน้าแก๊งวัยรุ่น

หลังเหตุเกิดที่หน้าโรงเรียนเม็งรายมหาราช เมื่อเวลา 00.45 น. วันที่ 24 ต.ค. พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.อานันท์จักร์ กนกนพวัชร์ ผกก.สภ.บ้านดู่ และ พ.ต.ต.ณัฐวุฒิ แก้วสืบ สว.สส.สภ.บ้านดู่ เข้าติดตามกลุ่มผู้ก่อเหตุจนพบหัวหน้าแก๊ง นายเวฟ (นามสมมุติ) เยาวชนอายุ 15 ปี จากหมู่บ้านท่าสาย ต.ท่าสาย อ.เมือง จ.เชียงราย

ตรวจค้นอาวุธ อุปกรณ์อันตรายในบ้านพัก

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นบ้านพักที่มีการรวมตัวของกลุ่มวัยรุ่น พบอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก สนับมือ 1 อัน และมีดจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ภายในบ้าน จึงควบคุมตัวนายเวฟและเพื่อนอีก 2 คน พร้อมของกลาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ตำรวจเชิญผู้ปกครองอบรมปรับทัศนคติ

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญผู้ปกครองและกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเหตุเข้าร่วมการอบรมและปรับทัศนคติเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ และทำประวัติ พร้อมกำชับให้ผู้ปกครองช่วยดูแลพฤติกรรมของเยาวชน

ความผิดทางกฎหมายที่กลุ่มวัยรุ่นเผชิญ

สำหรับความผิดที่พบในเบื้องต้น ได้แก่ การทำลายทรัพย์สิน ทำร้ายร่างกายผู้อื่น สร้างความรบกวนเสียงดังในที่สาธารณะ และพกพาอาวุธในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร นอกจากนี้ ยังผิดตามพระราชบัญญัติความสะอาด และพระราชบัญญัติจราจรทางบก โดยจะติดตามผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ประชาชนที่พบเห็นการกระทำผิดสามารถแจ้งตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายได้ที่สายด่วน 191

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

กรมป่าไม้ยืนยัน ‘ไร่เชิญตะวัน’ ที่เชียงรายไม่มีการบุกรุกพื้นที่

กรมป่าไม้แถลงผลตรวจ “ไร่เชิญตะวัน” ของพระ ว.วชิรเมธี ไม่พบการบุกรุกพื้นที่ป่า

กรมป่าไม้ตรวจสอบศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวัน ไม่พบการบุกรุก

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2567 นายบรรณรักษ์ เสริมทอง รองอธิบดีกรมป่าไม้ เป็นประธานในการแถลงข่าวการตรวจสอบพื้นที่ของ “ศูนย์วิปัสสนา ไร่เชิญตะวัน” ของพระ ว.วชิรเมธี ภายหลังการเข้าตรวจสอบพื้นที่โดยเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และไม่พบการใช้ประโยชน์นอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาตในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยปุย อ.เมือง จ.เชียงราย

รายละเอียดพื้นที่ได้รับอนุญาต 3 แปลง ครอบคลุม 139 ไร่

การใช้ประโยชน์พื้นที่โดยมูลนิธิวิมุตตยาลัยและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติครอบคลุมพื้นที่ 3 แปลง โดยกรมป่าไม้ได้อนุญาตให้ใช้เป็นสถานที่จัดตั้งวัดและสถานที่วิปัสสนา ได้แก่:

  • แปลงที่ 1 พื้นที่ 113 ไร่ 1 งาน 82 ตารางวา อนุญาตให้ใช้ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2566 ถึงวันที่ 12 มีนาคม 2596 ใช้สำหรับมหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ ธรรมสมโภช 750 ปี รัตนบุรีเชียงราย และโรงเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์
  • แปลงที่ 2 พื้นที่ 14 ไร่ 3 งาน 97 ตารางวา ได้รับอนุญาตเพื่อสร้างวัดไร่เชิญตะวัน โดยมีระยะเวลาอนุญาตตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2566 ถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2596
  • แปลงที่ 3 พื้นที่ 11 ไร่ 3 งาน 01 ตารางวา สำหรับสร้างศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน มีการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในระหว่างวันที่ 23 พฤศจิกายน 2566 ถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2596

เงื่อนไขการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม และการฟื้นฟูพื้นที่

กรมป่าไม้ได้กำหนดเงื่อนไขในการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม โดยจะต้องรักษาป่าที่ได้รับการอนุญาตให้คงอยู่และฟื้นฟูเพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ใหม่ การปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างสามารถทำได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของพื้นที่ได้รับอนุญาต สำหรับมูลนิธิวิมุตตยาลัยที่ได้รับอนุญาตใช้พื้นที่ 113 ไร่ ทางกรมป่าไม้พิจารณาอนุญาตจากความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่

นายบรรณรักษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การอนุญาตดังกล่าวช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์ป่า ซึ่งได้รับความสนับสนุนจากหลักทางพระพุทธศาสนาที่มุ่งเน้นการใช้พื้นที่อย่างยั่งยืน

มาตรการตรวจสอบและการเรียกเก็บค่าฟื้นฟู

กรมป่าไม้ดำเนินการตรวจสอบการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าทุกปี หากพบการใช้พื้นที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด กรมป่าไม้จะมีมาตรการว่ากล่าวตักเตือน หรืออาจยกเลิกการอนุญาตในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดการฟื้นฟูป่าได้ ผู้ได้รับอนุญาตสามารถชดเชยเป็นค่าบำรุงป่าในอัตรา 12,090 บาทต่อไร่ สำหรับมูลนิธิวิมุตตยาลัย การชำระค่าบำรุงป่าจะเริ่มในปีหน้าในอัตราเริ่มต้นร้อยละ 25 ของเงินทั้งหมด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมป่าไม้

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News