Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มทบ.37 ตรวจติดตามพัฒนาการ เด็กและช่วยเหลือหลังอุทกภัย

มื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2567 เวลา 10.00 น. พลตรี บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 (ผบ.มทบ.37) พร้อมด้วย ดร.ธาราทิพย์ วงษ์บรรณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 37 และคณะ ได้เข้าตรวจเยี่ยมการคัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัย ตามโครงการเฝ้าระวังและส่งเสริมกระตุ้นพัฒนาการ ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมณฑลทหารบกที่ 37 (ศพด.มทบ.37) ค่ายเม็งรายมหาราช

การตรวจติดตามและคัดกรองพัฒนาการเด็ก

การตรวจเยี่ยมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเฝ้าระวังและส่งเสริมกระตุ้นพัฒนาการเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการคัดกรองพัฒนาการของเด็กตามวัยที่เหมาะสม โดยเฉพาะการเฝ้าระวังและติดตามพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ของเด็กอย่างต่อเนื่อง การคัดกรองดังกล่าวถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้สามารถตรวจสอบพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ และสังคมของเด็กในช่วงวัยที่สำคัญ เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลและพัฒนาศักยภาพอย่างถูกต้องตามวัย

พลตรี บุญญฤทธิ์ และ ดร.ธาราทิพย์ ได้ตรวจสอบการดำเนินการของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และให้คำแนะนำในการพัฒนาระบบคัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะการจัดการด้านการดูแลเด็กและการติดตามพัฒนาการเป็นรายบุคคล เพื่อให้เด็กในศูนย์ได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ คณะยังได้พูดคุยและให้กำลังใจกับบุคลากรและครูผู้สอนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่ผ่านมา

มอบสิ่งของช่วยเหลือและการส่งเสริมขวัญกำลังใจ

นอกจากการตรวจเยี่ยมและติดตามโครงการเฝ้าระวังพัฒนาการเด็กแล้ว คณะของสมาคมแม่บ้านทหารบกยังได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้กับบุคลากรและครูโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ เพื่อเป็นการช่วยเหลือและส่งเสริมขวัญกำลังใจในช่วงเวลาที่ยากลำบาก นอกจากนี้ ยังมีการมอบไอศกรีมให้กับเด็กนักเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อเป็นการสร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับเด็ก ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการติดตามความก้าวหน้าของโครงการพัฒนาการเด็กแล้ว ยังเป็นโอกาสในการรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากบุคลากรในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้โครงการสามารถดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถปรับปรุงให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่

ผลการปฏิบัติและการสนับสนุนเพิ่มเติม

ผลการดำเนินการตรวจเยี่ยมและติดตามในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พลตรี บุญญฤทธิ์และคณะได้รับข้อมูลและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคัดกรองพัฒนาการเด็ก และได้เห็นถึงความตั้งใจของบุคลากรในการดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพเด็กในระยะเริ่มต้น

ในอนาคต คณะจะดำเนินการตรวจสอบและสนับสนุนเพิ่มเติมเพื่อให้แน่ใจว่าโครงการเฝ้าระวังและส่งเสริมกระตุ้นพัฒนาการเด็กปฐมวัยนี้จะสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถส่งเสริมการพัฒนาทางร่างกายและจิตใจของเด็กในพื้นที่ให้เติบโตไปอย่างมีคุณภาพ

ความสำคัญของโครงการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

โครงการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย เป็นโครงการที่มีความสำคัญในการคัดกรองพัฒนาการเด็กตามวัย โดยเป็นการเฝ้าระวังและติดตามผลการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โครงการนี้ไม่เพียงช่วยให้เด็กพัฒนาไปตามวัย แต่ยังช่วยให้ผู้ปกครองและครูสามารถตรวจสอบและรับรู้ถึงพัฒนาการของเด็กได้อย่างรวดเร็ว

ด้วยการสนับสนุนและการติดตามโครงการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้โครงการนี้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการจัดการ การเฝ้าระวังพัฒนาการ และการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของเด็กให้เติบโตไปเป็นบุคคลที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต

การลงพื้นที่ของ พลตรี บุญญฤทธิ์ และคณะในครั้งนี้ ถือเป็นการสนับสนุนที่สำคัญในการผลักดันโครงการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อทั้งเด็ก บุคลากร และชุมชน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รมช.มหาดไทยติดตามซ่อมสะพานเชียงราย ฟื้นฟูชุมชน

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2567 นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่มส่วนหน้า (ศปช.ส่วนหน้า) จังหวัดเชียงราย ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าในการซ่อมแซมคอสะพาน ชร.007 ที่ชำรุดจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และการติดตั้งสะพานเบลีย์ (Bailey Bridge) ชั่วคราวที่สะพานมิตรภาพแม่ยาว-ดอยฮาง เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถสัญจรไปมาได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีผู้ร่วมติดตามการดำเนินการหลายท่าน อาทิ นายอารุณ ปินตา ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 15 เชียงราย นายบุญส่ง ตินารี นายอำเภอเมืองเชียงราย และนายธีรพงษ์ มีศรี ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทเชียงราย ซึ่งทั้งหมดได้ร่วมกันตรวจสอบความคืบหน้าและประสานงานในการฟื้นฟูเส้นทางการคมนาคมที่ได้รับความเสียหาย

การซ่อมแซมคอสะพาน ชร.007 และสะพานเบลีย์

นางสาวธีรรัตน์ ระบุว่า ทางแขวงทางหลวงชนบทเชียงรายได้เร่งนำเครื่องจักรและเครื่องมือเข้ามาซ่อมแซมคอสะพาน ชร.007 ที่ถูกน้ำกัดเซาะจนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะนี้การซ่อมแซมคอสะพานสามารถเปิดให้รถยนต์ขนาดเล็กผ่านไปมาได้แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นความคืบหน้าที่ดีในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น

สำหรับสะพานมิตรภาพแม่ยาว-ดอยฮาง ทางแขวงทางหลวงชนบทเชียงรายได้เริ่มดำเนินการติดตั้งสะพานเบลีย์ชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เส้นทางนี้ได้ในระหว่างที่ซ่อมแซมสะพานหลัก นางสาวธีรรัตน์ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการติดตั้งให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกและปลอดภัย พร้อมเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังและคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก

ติดตามการฟื้นฟูชุมชนทวีรัตน์และมอบถุงยังชีพ

นอกจากการติดตามการซ่อมแซมสะพานแล้ว นางสาวธีรรัตน์ ยังได้ลงพื้นที่ชุมชนทวีรัตน์ เพื่อติดตามความคืบหน้าในการฟื้นฟูชุมชนหลังจากที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยในครั้งนี้ได้มีการมอบถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 15 เชียงราย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย (กอ.รมน. จ.เชียงราย) และผู้นำชุมชนในพื้นที่ ร่วมมอบถุงยังชีพและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย

นางสาวธีรรัตน์ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางอำเภอเมืองเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันในการฟื้นฟูชุมชนทวีรัตน์ และจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ประสบภัยทุกครัวเรือนได้รับเงินเยียวยาอย่างทั่วถึง รวมถึงการดูแลด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ ยังย้ำว่ารัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในครั้งนี้ และพร้อมที่จะสนับสนุนการฟื้นฟูในทุกด้าน

ความสำคัญของการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและการช่วยเหลือประชาชน

การซ่อมแซมสะพานและการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งนี้ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จำเป็นเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและปัญหาการจราจรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย การติดตั้งสะพานเบลีย์ชั่วคราวจะเป็นทางเลือกที่ดีในการช่วยให้ชาวบ้านสามารถเดินทางไปมาได้สะดวก ในขณะที่การซ่อมแซมสะพานหลักยังคงดำเนินต่อไป

การลงพื้นที่และติดตามงานของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกหน่วยงานในการฟื้นฟูและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระดับชุมชน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงราย-เชียงใหม่เร่งกำจัดขยะน้ำท่วม กระตุ้นการท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดการขยะในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย หลังจากที่ทั้งสองจังหวัดประสบอุทกภัยน้ำท่วม นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้กล่าวถึงความคืบหน้าในเรื่องการจัดการขยะและการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม โดยระบุว่า คพ. ได้เฝ้าระวังและดำเนินการจัดทำแผนฟื้นฟูสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยและระบบบำบัดน้ำเสียในพื้นที่ประสบอุทกภัย

ในระหว่างการดำเนินการ กรมควบคุมมลพิษได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดหาสถานที่สำหรับกองขยะชั่วคราว โดยได้คัดแยกขยะออกเป็นหลายประเภท ขยะที่มีการปนเปื้อนดินและสิ่งสกปรกได้ถูกนำไปฝังกลบ ขณะที่ขยะที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ก็ได้มีการติดต่อสมาคมซาเล้งเพื่อมารับไปรีไซเคิล นอกจากนี้ยังได้ประสานงานกับภาคเอกชนที่มีความสามารถในการเผาขยะที่เหลือเพื่อกำจัดขยะที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกด้วย

ความคืบหน้าการจัดการขยะในพื้นที่เชียงราย

นางสาวปรีญาพร ได้รายงานว่า ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย มีปริมาณขยะสะสมจากอุทกภัยประมาณ 70,000 ตัน ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัดเก็บและกำจัดขยะทั้งสิ้นเรียบร้อยแล้ว 100% ขณะที่พื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีความคืบหน้าในการกำจัดขยะไปแล้ว 96% และจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จในเร็วๆ นี้

การฟื้นฟูพื้นที่เชียงใหม่

สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีปริมาณขยะที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยประมาณ 15,000 ตัน โดยได้มีการจัดเก็บไปแล้ว 12,000 ตัน ยังคงเหลือขยะตกค้างอีก 3,000 ตัน ซึ่งเทศบาลนครเชียงใหม่ได้วางแผนจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ เพื่อให้พื้นที่กลับคืนสู่สภาพปกติอย่างรวดเร็ว

การเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวภาคเหนือ

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษยังระบุเพิ่มเติมว่า ทั้งสองจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายกำลังวางแผนเปิดพื้นที่เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวหลังน้ำท่วม โดยจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 นี้ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ภาคเหนือกลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกครั้ง ทั้งนี้ การฟื้นฟูและกำจัดขยะในพื้นที่ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง

จากการดำเนินการของกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดการขยะและการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในทั้งสองจังหวัดได้รับการดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่จะมาเยือนในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมควบคุมมลพิษ (คพ.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

Save เฮือนบรรพบุรุษ เชียงของ ส่งเสริมอนุรักษ์เรือนโบราณ

 

เมื่อวันอังคารที่ 22 ตุลาคม 2567 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้จัดงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ “Save เฮือนบรรพบุรุษ เชียงของ” ภายใต้โครงการอนุรักษ์เรือนโบราณในพื้นที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยงานเสวนานี้จัดขึ้นที่อาคารศาลาอเนกประสงค์ วัดป่าหวายขุมเงิน มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมโบราณของชาวเชียงของที่มีคุณค่าในด้านสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และภูมิปัญญาชาวบ้าน

ความร่วมมือในการอนุรักษ์เรือนโบราณ

งานนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ที่ว่าการอำเภอเชียงของ เทศบาลตำบลเวียงเชียงของ และสถาบันศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งนำโดยนายอุดม ปกป้องบวรกุล นายอำเภอเชียงของ และมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในด้านการอนุรักษ์เรือนโบราณหลายท่านเข้าร่วม ทั้งพระครูสุจิณวรคุณ เจ้าคณะตำบลศรีดอนชัย และนายรุ่งโรจน์ เปี่ยมยศศักดิ์ ศิลปินล้านนาและนักอนุรักษ์ชุมชน นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากหน่วยงานราชการในท้องถิ่น และประชาชนที่สนใจเข้าร่วมการเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ

จุดประสงค์ของโครงการอนุรักษ์

การจัดงานเสวนาวิชาการในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการใหญ่ที่ต่อยอดมาจากกิจกรรม “SAVE 50 เฮือนโบราณเชียงราย” ซึ่งจัดขึ้นในงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale Chiang Rai 2023 และกิจกรรม “Save เฮือนบรรพบุรุษเชียงแสน” ที่จัดขึ้นในอำเภอเชียงแสน โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนในท้องถิ่นได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของการอนุรักษ์บ้านเรือนบรรพบุรุษที่มีความเก่าแก่และมีคุณค่าทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะเรือนโบราณในพื้นที่อำเภอเชียงของที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งในปัจจุบัน

บทบาทของศิลปินและนักอนุรักษ์ในชุมชน

นายรุ่งโรจน์ เปี่ยมยศศักดิ์ ศิลปินล้านนาและนักอนุรักษ์ชุมชน ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจัดทำโครงการนี้ ได้กล่าวถึงการศึกษาและค้นคว้าเรื่องราวของเรือนบรรพบุรุษในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะที่อำเภอเชียงแสน ที่ทำให้ประชาชนตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น การนำเสนอผลงานศิลปะเกี่ยวกับเรือนบรรพบุรุษของเชียงแสน ที่จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ได้จุดประกายให้เกิดความรู้สึกหวงแหนและอยากอนุรักษ์สถาปัตยกรรมที่สำคัญนี้ไว้

สรุปโครงการ Save เฮือนบรรพบุรุษ เชียงของ

โครงการ “Save เฮือนบรรพบุรุษ เชียงของ” จัดขึ้นเพื่อต่อยอดแนวความคิดในการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาของบรรพบุรุษในพื้นที่อำเภอเชียงของ การอนุรักษ์เรือนโบราณที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวเชียงของนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดมาจากอดีต โครงการนี้มุ่งหวังให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวในการอนุรักษ์และมีความรักหวงแหนในมรดกที่ได้รับจากบรรพบุรุษ ทั้งยังเป็นการส่งเสริมการศึกษาภูมิปัญญาในด้านต่าง ๆ ให้กับคนรุ่นหลัง

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานราชการและประชาชน

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การอนุรักษ์เรือนบรรพบุรุษในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานหลายภาคส่วน ทั้งสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม และประชาชนในพื้นที่อำเภอเชียงของ โดยมีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมและข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดในการอนุรักษ์บ้านเรือนโบราณอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สนง.วัฒนธรรม เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานเชียงราย เปิดฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2

เมื่อวันอังคารที่ 22 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ณ อาคารศาลาอเนกประสงค์ วัดป่าหวายขุมเงิน หมู่ 15 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ 2 เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการก่อสร้างศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) ณ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ซึ่งจัดโดย บริษัท เชียงราย เอเวชั่น โฮลดิ้ง จำกัด ร่วมกับ บริษัท ธารา คอนซัลแตนท์ จำกัด ที่ได้รับมอบหมายจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.

การเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

การประชุมครั้งนี้มีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน โดยมีหน่วยงานราชการ ประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่โดยรอบโครงการเข้าร่วมอย่างคับคั่ง รวมถึง นาวาอากาศตรี สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ผู้แทนจากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย และตัวแทนจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

การชี้แจงข้อมูลโครงการและผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ในที่ประชุม บริษัทที่ปรึกษาได้ชี้แจงรายละเอียดของโครงการ MRO รวมถึงการพัฒนาศูนย์ซ่อมอากาศยาน โดยเน้นไปที่การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งครอบคลุมถึงมาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมถึงการตรวจสอบและติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงการจะดำเนินไปอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ

ความวิตกกังวลของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ในการประชุมครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมหลายท่านได้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อโครงการ โดยส่วนใหญ่แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาเรื่องเสียง แรงสั่นสะเทือน การระบายน้ำ และการบริหารจัดการของเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ ศูนย์ซ่อมอากาศยาน นอกจากนี้ ยังมีความห่วงใยเกี่ยวกับผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชุมชนโดยรอบ ซึ่งประชาชนหลายคนได้ขอให้มีการปรับปรุงและแก้ไขโครงการให้คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาวอย่างจริงจัง

การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในชุมชน

นาวาอากาศตรี สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการระบายน้ำและมาตรการป้องกันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การสร้างความเชื่อมั่นและทัศนคติที่ดีต่อโครงการจะนำไปสู่การพัฒนาโครงการอย่างโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับของชุมชน ทั้งนี้ ทชร. มีแนวทางที่จะปรับปรุงโครงการให้ตอบสนองต่อข้อกังวลและความต้องการของประชาชน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย

ความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาโครงการ MRO นี้ โดยการประชุมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ ทอท. จะนำข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของทุกฝ่ายมาพิจารณาเพื่อปรับปรุงโครงการให้เหมาะสมและตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงราย

อนาคตการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน MRO ที่จะเกิดขึ้น ณ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย นับเป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาที่จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจในท้องถิ่นและสร้างงานให้กับคนในพื้นที่ การดำเนินโครงการนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค และจะช่วยให้จังหวัดเชียงรายกลายเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุงอากาศยานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

Nvidia เปิดเผยแผนลงทุนใหญ่ในไทย ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งเศรษฐกิจ

Nvidia เตรียมลงทุนในไทย เสริมศักยภาพอุตสาหกรรม AI

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2567 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า Nvidia (NVDA.O) บริษัทผู้ผลิตชิปชั้นนำของโลก เตรียมประกาศแผนการลงทุนในประเทศไทยในช่วงการเยือนของ Jensen Huang ซีอีโอของบริษัทในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งการลงทุนครั้งนี้จะช่วยเสริมศักยภาพเศรษฐกิจไทยและเป็นการร่วมสร้างคลัสเตอร์เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การลงทุนครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมประเทศไทย

Nvidia ไม่ใช่บริษัทเดียวที่แสดงความสนใจลงทุนในประเทศไทย ยังมีบริษัทใหญ่ๆ อย่าง Alphabet Inc และ Microsoft Corp ที่ได้เข้ามาแล้ว การเข้ามาของ Nvidia จะช่วยเร่งให้เกิดการลงทุนเพิ่มเติมในอุตสาหกรรมการผลิตและศูนย์ข้อมูล AI ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไทยสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง

การเติบโตของอุตสาหกรรม AI ในประเทศไทย

การลงทุนจาก Nvidia เป็นโอกาสที่ดีที่จะดึงดูดนักลงทุนรายอื่นๆ เข้ามาในอุตสาหกรรม AI และการผลิตชิป ในอดีตประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการผลิตยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ แต่ปัจจุบันต้องเร่งพัฒนาศักยภาพด้าน AI เพื่อทันกับประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ที่กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

การสนับสนุนจากรัฐบาลไทยในการขยายตัวของอุตสาหกรรม

นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปี 2557 การลงทุนในไทยได้ลดลง แต่การที่ Nvidia แสดงความสนใจลงทุนในไทยครั้งนี้เป็นการแสดงถึงศักยภาพที่กลับมา การขยายตัวของอุตสาหกรรม AI จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทย และมีส่วนในการเร่งการเติบโตของ GDP ในทศวรรษหน้า

การเจรจาการค้าระหว่างประเทศและแผนอนาคต

นอกจากการดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีแล้ว ประเทศไทยยังมุ่งมั่นที่จะสรุปข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในปีหน้า เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศ การขยายความร่วมมือในด้านความมั่นคงทางอาหารกับประเทศในตะวันออกกลางจะช่วยเพิ่มรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตรที่เป็นจุดแข็งของไทย

การเติบโตของการลงทุนจากต่างชาติในปี 2567

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่าการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น 42% เป็นมูลค่า 722.5 พันล้านบาท โดยมีแนวโน้มที่จะถึง 1 ล้านล้านบาทในปีนี้ การเข้ามาของ Nvidia ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นการลงทุนในภาคส่วนอื่นๆ เช่น ศูนย์ข้อมูลและการผลิตวงจรพิมพ์

การขยายตัวของการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทย

ในปี 2567 การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น แม้เงินบาทจะแข็งตัวก็ตาม การเติบโตของการส่งออกจะมีส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตเกินกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรอย่างน้ำตาล ไก่แช่แข็ง และข้าว ซึ่งถือเป็นสินค้าหลักที่ไทยส่งออก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : bloomberg

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงรายชะลอตัวหลังน้ำท่วม

ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงรายยังชะลอตัวหลังน้ำท่วม พร้อมเรียกร้องมาตรการกระตุ้นจากรัฐบาล

เชียงราย, 22 ต.ค. 2567 – แม้ว่าน้ำท่วมในจังหวัดเชียงรายจะคลี่คลายลงแล้ว แต่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว นายชินะ สุทธาธนโชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงราย เปิดเผยในรายงานล่าสุดของมติชน ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังไม่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่และคาดว่ากำลังซื้อจะยังชะลอตัวไปถึงปี 2568 ก่อนที่จะเริ่มฟื้นตัวในปี 2569

สาเหตุที่ทำให้ตลาดชะลอตัว

นายชินะกล่าวว่า ปัญหาหลักที่ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวคืออัตราการถูกปฎิเสธสินเชื่อ (รีเจ็กต์เรต) ที่สูงถึง 70-80% โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านราคาต่ำ 3 ล้านบาท นอกจากนี้ ความไม่เชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจยังทำให้ผู้ซื้อบ้านไม่ต้องการก่อหนี้ระยะยาว ส่งผลให้กำลังซื้อลดลงประมาณ 20-30% เมื่อเทียบกับปี 2566

ผลกระทบต่อผู้ประกอบการอสังหาฯ

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ทุกระดับ ทั้งรายใหญ่ รายกลาง และรายย่อย โดยรายใหญ่จะมีสายป่านที่ยาวกว่า ทำให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่ารายย่อยที่มีสต๊อกคงเหลือเยอะ นายชินะกล่าวว่า ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีสต๊อกคงเหลือมากจะประสบปัญหาในการขาย เนื่องจากต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ดี ความต้องการซื้อที่ลดลง และปัญหาน้ำท่วมที่ยังคงอยู่

กลยุทธ์การปรับตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์

เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ นายชินะแจ้งว่ามีการนำโครงการขายลดราคาเพื่อปิดการขาย โดยเฉพาะโครงการที่เหลือขายไม่มาก เช่น 1-2 ยูนิต อาจมีการตัดลดราคาขายลง นอกจากนี้ ที่ดินในทำเลที่น้ำท่วมหนัก เช่น โซนปลายแม่น้ำกก อาจมีการปรับราคาขายลง เพื่อให้การซื้อขายเป็นไปได้ง่ายขึ้น เนื่องจากราคาที่ดินในตลาดในปัจจุบันไม่ได้ปรับขึ้นอย่างหวือหวาเหมือนเมื่อก่อน

เรียกร้องมาตรการจากรัฐบาล

นายชินะเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง เช่น การขยายเวลาลดค่าโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนอง ซึ่งกำหนดจะสิ้นสุดปลายปี 2567 และต้องขยายออกไปอีก รวมถึงการลดภาษีต่างๆ เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เก็บ 100% เพื่อเป็นการลดภาระให้กับผู้ซื้อบ้าน

การสนับสนุนจากภาครัฐ

นายชินะกล่าวว่าการปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลนผ่านธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน ถือเป็นการช่วยประคองตลาดในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากผู้บริโภคยังไม่มีความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ ทำให้การตัดสินใจซื้อบ้านยังชะลอตัวไป

สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดอสังหาริมทรัพย์

ในปี 2567 ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงรายคาดว่าจะยังคงชะลอตัวไปถึงปีหน้า เนื่องจากผู้ซื้อบ้านยังไม่กลับมามีความพร้อมในการก่อหนี้และมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ปัญหาการถูกปฎิเสธสินเชื่อที่สูงและภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีเป็นอุปสรรคหลักที่ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังไม่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

มุมมองในอนาคต

นายชินะยังกล่าวว่าในอนาคตการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงรายจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และมาตรการกระตุ้นจากรัฐบาล หากรัฐบาลสามารถออกมาตรการที่เหมาะสมและครอบคลุม รวมถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงรายก็มีโอกาสที่จะกลับมาฟื้นตัวได้ในปี 2569

บทสรุป

ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงรายยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการหลังเหตุการณ์น้ำท่วม แม้สถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลายลงแล้ว แต่เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวและปัญหาการถูกปฎิเสธสินเชื่อที่สูงยังคงทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว นายชินะ สุทธาธนโชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงราย จึงเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ตลาดสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มติชน

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
WORLD PULSE

เศรษฐกิจเวียดนามปี 68 คาดโตได้ถึง 7% สนับสนุนเงินทุนเพิ่มเติม

นายกฯ วีเนี่ยมินห์ ชินห์ กระตุ้นความพยายามเพื่อเพิ่ม GDP เกิน 7% ในที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ฮานอย ประเทศเวียดนาม, เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 – นายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเพิ่มอัตราการเติบโตของ GDP ให้เกิน 7% ต่อปี ระหว่างการนำเสนอรายงานการดำเนินงานแผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจปี 2024 และแผนสำหรับปี 2025 ที่ประชุมครั้งที่ 8 ของสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 15 ที่กำลังดำเนินการอยู่ในฮานอย

นายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ของเวียดนาม กล่าวว่ามีการคาดการณ์ว่าเป้าหมายทั้งหมด 14 จาก 15 เป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับปีนี้จะสามารถบรรลุผลได้ และเป้าหมาย GDP ต่อหัวจะสามารถทำได้หากอัตราการเติบโตของ GDP เกินกว่า 7% เขายังได้กล่าวถึงการเติบโตของผลผลิตแรงงานที่เกินแผน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ไม่สามารถบรรลุได้ในช่วงสามปีที่ผ่านมา

นายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ เน้นถึงความก้าวหน้าในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค การควบคุมเงินเฟ้อ การรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจหลัก และการควบคุมหนี้สาธารณะ รัฐบาล และหนี้ต่างประเทศ รวมถึงการลดการเบิกจ่ายงบประมาณรัฐให้เกินแผน

สถิติทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

นายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ กล่าวว่า GDP ของประเทศในช่วงสามเก้าเดือนแรกได้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 6.82% และคาดว่า GDP ของปีนี้จะเติบโตอยู่ที่ 6.8-7% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่สภานิติบัญญัติกำหนดไว้ที่ 6-6.5% ในช่วงเวลาที่ได้รับการตรวจสอบ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 3.88% รายได้งบประมาณรัฐทำได้มากกว่า 85% ของการคาดการณ์รายปี เพิ่มขึ้น 17.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา และยอดการนำเข้าส่งออกทั้งหมดมียอดรวมถึง 578.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.3%

การลงทุนและเศรษฐกิจใหม่

นายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ กล่าวถึงความก้าวหน้าในการลงทุนสาธารณะ โดยเน้นโครงการสำคัญต่างๆ และกล่าวถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ว่าเป็นจุดเด่นในขณะนี้ โดยการจัดสรรเงินลงทุนในด้านนี้สูงถึง 17.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.9% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขายังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว โดยมีส่วนแบ่งของภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และบริการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวได้ดี และเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตหลัก

ความยั่งยืนและการลดความยากจน

นายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ เน้นย้ำถึงความพยายามในการลดความยากจนอย่างยั่งยืน การกำจัดบ้านเรือนชั่วคราวและอาคารที่เสื่อมสภาพ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประสบภัยพายุยากิ ซึ่งเป็นพายุมหาภัยที่รุนแรงที่สุดที่เคยพัดเข้ามาในเวียดนามในหลายทศวรรษที่ผ่านมา

รัฐบาลได้เน้นการปรับปรุงกระบวนการบริหารให้มีประสิทธิภาพ สร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโต และเร่งการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล การสร้างรัฐบาลดิจิทัลและเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมกับผลักดันการกระจายอำนาจ แนวทางการป้องกันประเทศแบบรวมพล และการต่อสู้กับอาชญากรรม

ความท้าทายและเป้าหมายต่อไป

นายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดและความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค การผลิต ธุรกิจ หนี้เสีย การเบิกจ่ายการลงทุนสาธารณะ การเคลียร์พื้นที่ การชดเชยและการย้ายถิ่น การจัดตั้งและกฎหมาย การกระจายอำนาจ และคุณภาพบุคลากร

สำหรับช่วงที่เหลือของปี นายกฯ ได้ขอให้กระทรวง หน่วยงาน และท้องถิ่นต่างๆ ดำเนินงานอย่างประสานงานและมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรลุเป้าหมายทั้ง 15 เป้าหมายที่ตั้งไว้ รักษาเงินเฟ้อให้ต่ำกว่า 4.5% และการเติบโตของเครดิตอยู่ที่ประมาณ 15% รายได้งบประมาณรัฐคาดว่าจะเพิ่มขึ้นกว่า 10% ขณะที่อัตราการเบิกจ่ายการลงทุนสาธารณะตั้งเป้าที่จะถึงอย่างน้อย 95% ของแผน

นายกฯ เวียดนาม ยังได้กระตุ้นให้ทบทวนและปรับปรุงกรอบกฎหมาย ขับเคลื่อนการปฏิรูปทางบริหาร และปรับปรุงสภาพแวดล้อมการลงทุนและธุรกิจ เร่งโครงการสำคัญระดับชาติในขณะเดียวกันกับการดำเนินมาตรการที่เข้มงวดต่อการทุจริต การสิ้นเปลือง และปรากฏการณ์เชิงลบอื่นๆ นอกจากนี้ยังควรให้ความสำคัญกับกิจการด้านวัฒนธรรมและสังคม เพื่อยกระดับมาตรฐานชีวิตของประชาชน รวมถึงการป้องกันประเทศ ความมั่นคง และระเบียบสังคม ตลอดจนกิจการต่างประเทศและการรวมกลุ่มระหว่างประเทศที่ช่วยยกระดับสถานะและชื่อเสียงของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ

แผนสำหรับปี 2025

นายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ได้วางแผนงานหลัก 11 งานและแนวทางแก้ไขสำหรับปี 2025 โดยเน้นการกระตุ้นการเติบโต การฟื้นฟูเครื่องยนต์การเติบโตแบบดั้งเดิม ส่งเสริมตัวกระตุ้นใหม่ เร่งการเบิกจ่ายการลงทุนสาธารณะ โดยเฉพาะสำหรับโครงการสำคัญระดับชาติ และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศอย่างคัดสรร งานอื่นๆ รวมถึงการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านการขนส่ง พลังงาน และการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับโครงสร้างภาคเศรษฐกิจควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียวและยั่งยืน การส่งเสริมอุตสาหกรรมและบริการสนับสนุน การพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง การปรับปรุงบริการสาธารณสุข การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ การเร่งรัดการต่อสู้กับการทุจริต การสิ้นเปลือง และปรากฏการณ์เชิงลบอื่นๆ รวมถึงการยกเลิกคำเตือน “การ์ดสีเหลือง” จากคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ต่ออุตสาหกรรมอาหารทะเลของเวียดนาม

บทสรุป

นายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ได้ย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพระหว่างกระทรวง หน่วยงาน และท้องถิ่นต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจและสังคมที่ตั้งไว้ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ การส่งเสริมการลงทุน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียว รวมถึงการพัฒนากำลังคนและการรับมือกับความท้าทายต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

ไทย-เมียนมา ร่วมมือรื้อถอนสิ่งปลูก สร้างลำน้ำสาย ป้องกันอุทกภัยยั่งยืน

ไทย-เมียนมา ร่วมหารือแก้ไขปัญหาอุทกภัยและสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำสาย

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 ที่ห้องประชุมด่านศุลกากรบริเวณสะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 2 มีการจัดประชุมระหว่างคณะกรรมการระดับสูงไทย-เมียนมา เพื่อหารือการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ประเทศไทย และ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา การประชุมครั้งนี้นำโดย พลโท ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร เลขานุการคณะกรรมการระดับสูงไทย-เมียนมา และนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ฝ่ายไทย ร่วมกับ พลจัตวา โซหล่าย ผู้บัญชาการภาคสามเหลี่ยม และ นาย อูมินโก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดท่าขี้เหล็ก ฝ่ายเมียนมา

รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำสาย

การประชุมครั้งนี้เน้นย้ำถึงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำสาย โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเรื่องความร่วมมือในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำสาย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอุทกภัยในพื้นที่

พลโท ณัฐพงษ์ เพราแก้ว ได้ขอบคุณฝ่ายเมียนมาที่อนุญาตให้ประเทศไทยติดตั้งเครื่องโทรมาตรอัตโนมัติสำหรับแจ้งเตือนระดับน้ำในบริเวณต้นแม่น้ำสาย จำนวน 4 จุด ได้แก่ บ้านโจตาดา บ้านดอยต่อคำ สะพานมิตรภาพไทย – เมียนมา แห่งที่ 1 และสะพานข้ามแม่น้ำรวก ซึ่งการติดตั้งเครื่องมือเหล่านี้จะเริ่มดำเนินการในวันที่ 28 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายนนี้ โดยระบบจะสามารถแจ้งเตือนอุทกภัยล่วงหน้าได้ 8 – 10 ชั่วโมง ทำให้ประชาชนสามารถเตรียมตัวและป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้เสนอให้มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำ รวมถึงการขุดลอกลำน้ำเพื่อให้การไหลของน้ำเป็นไปอย่างสะดวก โดยมีการมอบหมายให้คณะอนุกรรมการร่วมไทย-เมียนมา (Sub JCR) ซึ่งมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน จัดทำแผนการดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้

33 บริเวณ พร้อมรื้อถอนทันที

ทางฝั่งเมียนมา ได้แจ้งว่ามีการสำรวจสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำในฝั่งของตนแล้ว พบว่ามีจำนวนทั้งหมด 33 บริเวณ และพร้อมที่จะดำเนินการรื้อถอนทันทีเมื่อได้รับคำสั่งจากส่วนกลาง การรื้อถอนนี้ถือเป็นการแสดงความร่วมมืออย่างชัดเจนจากทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยร่วมกัน

ระบบแจ้งเตือนภัยไฟป่าและหมอกควันที่จังหวัดเชียงตุง

ในระหว่างการหารือ พลโท ณัฐพงษ์ ยังได้สอบถามถึงการใช้งานระบบติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันที่ฝ่ายไทยได้ติดตั้งให้แก่เมียนมาในจังหวัดท่าขี้เหล็ก เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายเมียนมาได้ขอให้ฝ่ายไทยสนับสนุนเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบแจ้งเตือนที่เชื่อมต่อกับเครื่องโทรมาตร และระบบแจ้งเตือนภัยไฟป่าและหมอกควันที่จังหวัดเชียงตุง เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ฟื้นฟูแล้วร้อยละ 75

ในส่วนของการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ฝ่ายเมียนมาได้รายงานความคืบหน้าว่าพื้นที่ในจังหวัดท่าขี้เหล็กได้รับการฟื้นฟูแล้วประมาณร้อยละ 75 โดยได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายไทยทั้งในด้านกำลังคนและอุปกรณ์ นอกจากนี้ ยังได้ร้องขอให้ฝ่ายไทยอำนวยความสะดวกในการสั่งซื้อเครื่องจักรที่ใช้ในการจัดการดินโคลน เช่น รถแบ็คโฮขนาดเล็ก และเครื่องดูดโคลน เพื่อเร่งการฟื้นฟูให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

 

สุดท้าย ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืน และได้ตกลงที่จะประชุมคณะกรรมการร่วมไทย-เมียนมา เกี่ยวกับเขตแดนคงที่ช่วงแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก (JCR) ในวันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2567 ที่กรุงเทพมหานคร เพื่อหารือและพิจารณาการดำเนินการในขั้นต่อไป โดยจะนำข้อเสนอทั้งหมดมาพิจารณาเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานในระยะยาว

สรุป

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและเมียนมา ในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำ เพื่อความยั่งยืนและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนทั้งสองประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

พิธีบำเพ็ญกุศลถวายสมเด็จย่า ณ ดอยตุง เชียงราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม 2567 เวลา 13.30 น. ได้มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ ณ ท้องพระโรงในพระตำหนักดอยตุง ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยมีมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้จัดงานในครั้งนี้

“พระมารดาแห่งการสังคมสงเคราะห์” 

พิธีนี้จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ผู้ทรงอุทิศพระวรกายและเวลาเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมิได้ทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยาก พระองค์ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “พระมารดาแห่งการสังคมสงเคราะห์” และ “พระมารดาแห่งการแพทย์ชนบท” นอกจากนี้ ยังทรงได้รับการขนานนามว่า “แม่ฟ้าหลวง” ของปวงชนชาวไทย

ในพิธีนี้ คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา และหม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล พร้อมด้วยนายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งรักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย รวมถึงผู้มีเกียรติ หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประชาชน ได้เข้าร่วมพิธีด้วยจิตคารวะ

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ 

ภายในงาน พระราชวชิรคณี (ประเสริฐ ปญฺญาวชิโร) เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย และเจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา ได้ทำหน้าที่เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมด้วยพระพุทธิวงศ์วิวัฒน์ (บุญมา มานิโต) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 6 และเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ พระอารามหลวง ผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยตุง และพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์จำนวน 10 รูป ที่ได้ร่วมกันสวดพระพุทธมนต์ สดับปกรณ์ และอนุโมทนา เพื่อเป็นการถวายพระราชกุศล

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ดำเนินการจัดพิธีในครั้งนี้ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อสังคมและพัฒนาชนบทของไทย ในทุกภูมิภาคของประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมโครงการต่างๆ ในด้านการแพทย์ชนบทและการพัฒนาชุมชน ซึ่งยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังจนถึงปัจจุบัน

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ 

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของไทย ด้วยพระราชกรณียกิจที่ทรงทำอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย พระองค์ได้ก่อตั้งโครงการหลวงต่าง ๆ ซึ่งช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะในเรื่องของการรักษาพยาบาลและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดาร นอกจากนี้ ทรงส่งเสริมการศึกษาและสังคมสงเคราะห์ให้กับประชาชนในชนบท โดยไม่เคยทรงละเลยในการช่วยเหลือผู้ที่ยากไร้และด้อยโอกาส

เพื่อแสดงถึงความเคารพ

ในโอกาสนี้ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ สุ่มมาตย์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ นายวิชชากรณ์ กาศโอสถ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ก็ได้เข้าร่วมในพิธีบำเพ็ญกุศลครั้งนี้เช่นกัน โดยเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อแสดงถึงความเคารพและน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

พิธีบำเพ็ญกุศลในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมกันแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่าน และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในการประพฤติตนตามแบบอย่างของพระองค์ ที่ทรงมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องและไม่มีที่สิ้นสุด

โดยสรุปแล้ว

โดยสรุปแล้ว พิธีบำเพ็ญกุศลน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานในการพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการศึกษา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สนง.วัฒนธรรม เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News