Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงราย ตั้งวอร์รูมแม่สาย เร่งขุดลอกแม่น้ำสายและเสริมคันกั้นน้ำ หวังป้องกันซ้ำรอยวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 67

Summary
  • ผู้ว่าฯ เชียงรายลงพื้นที่แม่สาย เร่งมาตรการเตือนภัยและป้องกันน้ำหลากให้เสร็จก่อนฤดูฝนมาถึง

  • เร่งขุดลอกแม่น้ำสายและรื้อสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำชายแดน

  • ไทย-เมียนมา ร่วมติดตามการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งฝั่งท่าขี้เหล็ก ซึ่งคืบหน้าแล้ว 35%

  • กรมอุตุฯ เตือนพายุฤดูร้อน 18-19 เม.ย. นี้ เป็นบททดสอบแรกของระบบป้องกันน้ำแม่สาย

  • แผนจัดการน้ำปี 2569 ถอดบทเรียนจากวิกฤตปี 2567 ที่สร้างความเสียหายกว่า 6 หมื่นครัวเรือน

แม่สายเร่งวางรับมือน้ำหลากก่อนฝนมา เชียงรายขยับจากบทเรียนเก่าไปสู่แผนป้องกันที่ต้องเสร็จก่อนวิกฤตจะมาถึง

เชียงราย,18 เมษายน 2569 – แม้บรรยากาศสงกรานต์จะยังไม่จางหายไปจากหลายพื้นที่ของจังหวัด แต่ที่อำเภอแม่สาย น้ำหนักของการบริหารราชการในช่วงนี้ไม่ได้อยู่ที่การปิดเทศกาล หากอยู่ที่การเร่งเปิดแผนรับมืออุทกภัยก่อนที่เมฆฝนก้อนใหญ่ของปีจะเริ่มก่อตัวอย่างจริงจัง เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย เพื่อกำหนดแนวทางเตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำหลากในช่วงฤดูฝน โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุชัดว่า การประชุมครั้งนี้วางเป้าหมายไว้ที่มาตรการเร่งด่วน 2 เรื่อง คือการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้ครอบคลุมและแจ้งเตือนประชาชนได้ทันเวลา และการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยงผ่านการเสริมคันกั้นน้ำ รื้อสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางน้ำ และขุดลอกแม่น้ำสายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

ความหมายของการประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการสั่งงานตามฤดูกาล แต่คือการเร่งเปลี่ยนความทรงจำของวิกฤตครั้งก่อนให้กลายเป็นลำดับงานที่ต้องจับต้องได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเน้นให้ทุกหน่วยงานจัดทำไทม์ไลน์ของแต่ละมาตรการอย่างชัดเจน และเร่งรัดให้แล้วเสร็จก่อนเข้าสู่ฤดูฝน นี่เป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะปัญหาน้ำท่วมแม่สายไม่ได้อยู่แค่การมีแผน หากอยู่ที่การทำให้แผนนั้นเสร็จทันเวลา เมื่อฝนมาเร็วหรือน้ำหลากแรงกว่าคาด ระบบเตือนภัยที่ยังไม่ครอบคลุมหรือคันกั้นน้ำที่ยังทำไม่เสร็จย่อมทำให้ความเสียหายเกิดขึ้นก่อนที่รัฐจะขยับทันเสมอ

แม่น้ำสายยังเป็นหัวใจของโจทย์แม่สาย และยังต้องแข่งกับเวลา

หากมองย้อนหลังไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ จะเห็นว่าจังหวัดเชียงรายเริ่มขับเครื่องเรื่องแม่น้ำสายมาก่อนหน้านี้แล้ว สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ติดตามผลการศึกษา “แผนหลักการปรับปรุงแม่น้ำสาย” ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองว่าจ้างบริษัทเอกชนศึกษาและออกแบบรายละเอียดโครงการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดความเสี่ยงจากน้ำล้นตลิ่ง และวางรากฐานการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 25 ตุลาคม 2568 และมีกำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 รวมระยะเวลา 240 วัน

นี่สะท้อนให้เห็นว่า แม่สายไม่ได้รอให้ฤดูฝนมาถึงแล้วค่อยแก้ แต่กำลังขยับทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะโครงสร้างไปพร้อมกัน กระนั้นเอง สิ่งที่ยังน่ากังวลคือโครงการศึกษาและออกแบบระยะยาวยังต้องใช้เวลา ขณะที่ฝนจริงไม่ได้รอผลการศึกษาเสร็จสมบูรณ์ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมวันที่ 16 เมษายนจึงเป็นเหมือนการ “อุดช่องว่างระหว่างแผนใหญ่กับความจริงหน้างาน” เพราะในขณะที่การแก้ต้นเหตุอย่างยั่งยืนยังอยู่ระหว่างการศึกษาของกรมโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดจำเป็นต้องเดินมาตรการเชิงปฏิบัติที่ลงมือได้ทันที เช่น คันกั้นน้ำ การรื้อสิ่งกีดขวาง และการขุดลอก เพื่อให้มีเกราะชั่วคราวที่แข็งแรงพอจะพาประชาชนผ่านฤดูฝนปีนี้ไปก่อน

ความร่วมมือไทยและเมียนมายังเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะน้ำไม่หยุดที่เส้นเขตแดน

อีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้การรับมืออุทกภัยแม่สายซับซ้อนกว่าหลายพื้นที่ คือภูมิประเทศชายแดนซึ่งแม่น้ำสายเชื่อมทั้งสองฝั่งเข้าหากันโดยตรง ข่าวของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ระบุว่า นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย ได้ลงพื้นที่ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดท่าขี้เหล็กและคณะ เพื่อตรวจสอบความคืบหน้าการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำสายฝั่งเมียนมา บริเวณบ้านหัวฝาย ตำบลปงถุน จังหวัดท่าขี้เหล็ก ซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านแม่สาย หมู่ 1 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยโครงการดังกล่าวมีความคืบหน้าประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ในเวลานั้น และฝ่ายเมียนมาแจ้งว่าจะเร่งก่อสร้างให้เสร็จในช่วงสงกรานต์ พร้อมดำเนินการขุดลอกแม่น้ำสายให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2569

ข้อมูลนี้มีความสำคัญมาก เพราะมันย้ำว่าแม่สายไม่อาจจัดการน้ำท่วมได้ด้วยมาตรการฝั่งไทยเพียงลำพัง หากฝั่งตรงข้ามมีสิ่งกีดขวาง มีดินสะสม หรือมีแนวป้องกันตลิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์ ทิศทางการไหลของน้ำย่อมได้รับผลกระทบทันที การเร่งรัดให้ฝ่ายเมียนมาตักดินออกจากลำน้ำและเดินหน้าขุดลอกภายในเมษายน จึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคเล็กน้อย แต่เป็นประเด็นที่มีผลต่อความเสี่ยงของบ้านเรือนและพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนทั้งระบบ และทำให้เห็นว่าการป้องกันน้ำท่วมแม่สายในปีนี้ไม่ใช่แค่โจทย์ของจังหวัดเชียงราย แต่เป็นโจทย์ของความร่วมมือข้ามแดนที่ต้องเดินให้ทันฤดูฝนเช่นกัน

พายุฤดูร้อนระยะสั้น กำลังมาเติมความกดดันให้แผนรับมือน้ำ

ในระยะใกล้ ความเสี่ยงยังไม่ได้มาจากฤดูฝนเต็มรูปแบบเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงพายุฤดูร้อนที่กำลังกดดันพื้นที่ภาคเหนือด้วย กรมอุตุนิยมวิทยาระบุในพยากรณ์ประจำวันที่ 18 เมษายน 2569 ว่า ภาคเหนือมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดโดยทั่วไป แต่มีพายุฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 ของพื้นที่ พร้อมลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงจังหวัดเชียงรายด้วย ขณะเดียวกันเอกสารเตือนภัยของกรมอุตุนิยมวิทยาที่เผยแพร่เมื่อ 16 เมษายน ยังระบุว่า วันที่ 19 เมษายน 2569 เชียงรายอยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือที่มี “ความเสี่ยงสูง” ต่อฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงจากพายุฤดูร้อน

ความหมายของข้อมูลชุดนี้คือ แม้ฝนระลอกแรกอาจช่วยชะล้างฝุ่นและหมอกควันบางส่วน แต่ในมุมของแม่สาย มันยังทำหน้าที่เหมือนการทดสอบระบบป้องกันน้ำในตัว หากคันกั้นน้ำยังไม่แข็งแรงพอ หากจุดอุดตันยังไม่ถูกรื้อ หรือหากการแจ้งเตือนยังไปไม่ถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว ฝนจากพายุฤดูร้อนก็อาจกลายเป็นสัญญาณเตือนที่เจ็บปวดได้ก่อนถึงฤดูฝนหลักด้วยซ้ำ นี่ทำให้การเตรียมพร้อมในเดือนเมษายนไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวหรือทำเผื่อไว้ล่วงหน้าเกินจำเป็น แต่เป็นการรับมือกับความเสี่ยงที่เริ่มกดดันอยู่แล้วในระดับรายวัน

เอลนีโญยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย แต่ความผันผวนของอากาศคือความจริงที่หนีไม่พ้น

ในข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา มีการหยิบยกประเด็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ขึ้นมาเชื่อมกับความเสี่ยงสภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรระบุอย่างระมัดระวัง เมื่อเทียบกับข้อมูลล่าสุดขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเมื่อ 3 มีนาคม 2569 WMO ระบุว่า ลานีญาอ่อนกำลังลง และมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะ ENSO เป็นกลางจนถึงเดือนกรกฎาคม ก่อนที่โอกาสเกิดเอลนีโญจะค่อย ๆ เพิ่มเป็นราว 40 เปอร์เซ็นต์ในช่วงพฤษภาคมถึงกรกฎาคม พร้อมย้ำว่าการพยากรณ์ในช่วงนี้มีความไม่แน่นอนสูงจากสิ่งที่เรียกว่า spring predictability barrier หรือข้อจำกัดของการคาดการณ์ในฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกเหนือ

ขณะเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยก็ยังคงติดตามภาวะเอลนีโญและลานีญาเป็นรายเดือน โดยมีหน้ารายงาน ENSO ประจำเดือนมีนาคม 2569 อยู่ในระบบข้อมูลภูมิอากาศของหน่วยงาน ซึ่งสะท้อนว่าประเด็นนี้ยังอยู่ในระยะเฝ้าระวังและประเมินต่อเนื่อง ไม่ใช่ข้อสรุปที่ปิดบัญชีแล้ว ดังนั้น หากจะเชื่อมประเด็นภูมิอากาศโลกกับแม่สายอย่างรอบคอบ สิ่งที่พูดได้อย่างมั่นคงในตอนนี้คือ โลกกำลังอยู่ในภาวะอุณหภูมิสูงผิดปกติและอากาศผันผวนมากขึ้น ขณะที่ความเป็นไปได้ของเอลนีโญกำลังเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ควรฟันธงว่าซูเปอร์เอลนีโญเกิดขึ้นแล้วหรือจะเกิดอย่างแน่นอนในปีนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ข้อสรุปเรื่องเอลนีโญยังไม่เด็ดขาด สิ่งที่แน่ชัดคือภาคส่วนที่อ่อนไหวต่อสภาพอากาศ เช่น เกษตรกรรม พลังงาน สาธารณสุข และการบริหารจัดการน้ำ จำเป็นต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้ามากขึ้น เพราะ WMO เองก็ระบุว่าการคาดการณ์ ENSO มีบทบาทสำคัญในการลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสนับสนุนการวางแผนด้านมนุษยธรรมและการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ในบริบทของแม่สาย ประโยคนี้แปลได้ง่ายมากว่า ต่อให้เอลนีโญจะยังไม่ชัด แต่พื้นที่ที่เคยเผชิญน้ำท่วมหนักมาแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลจะรอให้ฟ้าตอบคำถามจนชัดเจนก่อนค่อยเตรียมตัว

บทเรียนปี 2567 ยังตามหลอกหลอน และเป็นเหตุผลว่าทำไมแม่สายจึงชะล่าใจไม่ได้

เหตุผลที่การเตรียมพร้อมครั้งนี้ต้องเข้มกว่าเดิม ยังสืบเนื่องจากบาดแผลของปี 2567 ที่ยังสดอยู่ในความทรงจำของคนเชียงราย สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเคยรายงานเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2567 ว่า จังหวัดเชียงรายเผชิญอุทกภัยและดินถล่มกระทบถึง 14 อำเภอ 66 ตำบล 591 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับผลกระทบเบื้องต้นมากกว่า 60,000 ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิต 14 ราย โดยพื้นที่แม่สายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักและต้องมีการฟื้นฟูเป็นหลายโซนย่อย รวมถึงการเสริมแนวป้องกันรอยรั่วและฟื้นระบบสาธารณูปโภคหลายด้าน

เมื่อพิจารณาจากฐานความเสียหายเดิมนี้ การลงพื้นที่ประชุมของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายในเดือนเมษายน 2569 จึงไม่ใช่แค่การทำงานตามปฏิทินราชการ แต่เป็นการตอบสนองต่อประสบการณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและพิสูจน์แล้วว่าหากประมาท ผลกระทบจะรุนแรงเพียงใด แม่สายในวันนี้จึงกำลังพยายามไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และการเน้นไทม์ไลน์อย่างชัดเจนของแต่ละมาตรการก็สะท้อนว่าจังหวัดเข้าใจดีว่า ความล่าช้าแม้เพียงไม่กี่สัปดาห์อาจกลายเป็นช่องว่างที่น้ำใช้ไหลกลับเข้ามาสร้างความเสียหายได้อีกครั้ง

แผนแม่สายจึงไม่ควรจบที่ประชุม แต่ต้องไปต่อถึงชุมชนและหน้างานจริง

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือมาตรการที่ถูกพูดในห้องประชุมจะกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่จริงได้เร็วเพียงใด ระบบเตือนภัยล่วงหน้าจะครอบคลุมชุมชนเสี่ยงทุกจุดหรือไม่ คันกั้นน้ำจะเสริมทันหรือไม่ จุดกีดขวางทางน้ำจะถูกจัดการจริงแค่ไหน และการขุดลอกแม่น้ำสายทั้งฝั่งไทยและเมียนมาจะเดินไปทันกรอบเวลาที่ประกาศไว้หรือไม่ เพราะสำหรับแม่สาย การป้องกันน้ำท่วมไม่ใช่เรื่องของโครงสร้างขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “การบังคับใช้ไทม์ไลน์” ให้เกิดขึ้นจริงแบบวันต่อวัน

ในมุมนี้ การประชุมเมื่อ 16 เมษายนจึงมีความหมายเหมือนจุดเริ่มของการนับถอยหลังมากกว่าจุดจบของการหารือ หากทุกหน่วยงานทำได้ตามแผน แม่สายอาจรับฤดูฝนปีนี้ด้วยเครื่องมือที่พร้อมกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากแผนยังติดอยู่ในขั้นเอกสารหรือประสานงานไม่ทัน ความเสี่ยงเดิมก็พร้อมกลับมาซ้ำเติมพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนที่เปราะบางอยู่แล้วได้ทุกเมื่อ และสำหรับประชาชนแม่สาย ความหวังไม่ได้อยู่ที่คำประกาศว่าจะ “เตรียมพร้อม” เท่านั้น หากอยู่ที่การได้เห็นสิ่งที่ป้องกันพวกเขาได้จริงก่อนเม็ดฝนก้อนแรกของปีจะตกลงมา

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO)
  • กรมโยธาธิการและผังเมือง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

นายกฯ สั่งยกระดับแก้ไฟป่าภาคเหนือ ตรวจเข้มเขตป่าเชียงรายห้ามเข้าเด็ดขาด พร้อมใช้เฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำคุมสถานการณ์

Summary
  • เชียงรายค่าฝุ่น PM2.5 ยังสูงระดับสีแดง เกินมาตรฐานสูงสุดถึง 201.1 ไมโครกรัม

  • GISTDA เผยจุดความร้อนไทยลดลงร้อยละ 17 แต่ร้อยละ 85 ยังอยู่ในพื้นที่ป่า

  • เจ้าหน้าที่เชียงรายเข้าดับไฟป่าในแม่สรวยและพญาเม็งรายต่อเนื่องแม้เป็นวันหยุด

  • นายกฯ สั่งปิดพื้นที่ป่าจุดเสี่ยงและให้อำนาจผู้ว่าฯ ตัดสินใจฉุกเฉินได้ทันที

  • กรมอุตุฯ เตือนพายุฤดูร้อน 16-20 เม.ย. อาจช่วยชะล้างฝุ่นแต่เสี่ยงไฟป่าปะทุจากลมแรง

ควันยังไม่จาง แม้จุดความร้อนเริ่มลด แต่เชียงรายและภาคเหนือยังอยู่ในแนวหน้าของวิกฤต

เชียงราย,15 เมษายน 2569 – เช้าวันที่หลายครอบครัวกำลังทยอยเก็บข้าวของหลังวันหยุดสงกรานต์ ภาคเหนือกลับยังไม่อาจเก็บความกังวลเรื่องอากาศไว้ข้างหลังได้ง่ายนัก เพราะค่าฝุ่น PM2.5 ยังคงเกินค่ามาตรฐานในวงกว้าง และจังหวัดเชียงรายยังติดอยู่ในรายชื่อพื้นที่สีแดงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ภาพรวมทั้งประเทศในเวลา 07.00 น. ของวันเดียวกัน พบว่ามีถึง 42 จังหวัดที่ค่าฝุ่นเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยทางสุขภาพ โดยภาคเหนือยังเป็นพื้นที่ที่หนักที่สุดช่วงหนึ่งของประเทศ ตรวจวัดได้ระหว่าง 54.2 ถึง 201.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือวัดได้ 30.6 ถึง 190.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และภาคกลางรวมทั้งตะวันตกอยู่ที่ 30.5 ถึง 91.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร นั่นหมายความว่าในบางพื้นที่ ค่าฝุ่นยังสูงกว่าค่ามาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรมากกว่า 5 เท่า และสำหรับประชาชนในเชียงราย ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงข้อมูลทางเทคนิค แต่คืออากาศที่สูดเข้าปอดจริงตลอดทั้งวัน

ความย้อนแย้งของสถานการณ์ในวันเดียวกันอยู่ตรงที่ ขณะที่คุณภาพอากาศยังวิกฤต สัญญาณจากอวกาศกลับเริ่มส่งข่าวดีบางส่วน สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA รายงานข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี ระบบ VIIRS ว่า เมื่อวันที่ 14 เมษายน ประเทศไทยพบจุดความร้อนรวม 3,819 จุด ลดลงจากวันก่อน 760 จุด หรือประมาณร้อยละ 17 ขณะเดียวกันลาวพบ 5,448 จุด ลดลงประมาณร้อยละ 14 และเมียนมาพบ 5,208 จุด ลดลงประมาณร้อยละ 14 เช่นกัน อย่างไรก็ดี รายละเอียดของไทยสะท้อนปัญหาชัดว่า จุดความร้อนราวร้อยละ 85 ยังคงอยู่ในพื้นที่ป่า ซึ่งหมายความว่าไฟป่ายังเป็นแกนกลางของวิกฤตหมอกควันในภูมิภาคนี้ แม้สถิติรายวันจะอ่อนตัวลงบ้าง แต่แหล่งกำเนิดหลักยังไม่หายไปจากภูมิประเทศจริง และนั่นทำให้เชียงรายซึ่งอยู่ในแนวรับของทั้งไฟภายในพื้นที่และควันข้ามแดน ยังไม่อาจผ่อนแรงได้เลยในช่วงเวลานี้

ตัวเลขที่ลดลงยังไม่ใช่คำตอบ หากฝุ่นยังคงกดทับชีวิตผู้คน

ประเด็นสำคัญของวันจึงไม่ใช่เพียงการนับว่าจุดความร้อนลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือการยอมรับความจริงว่าฝุ่นไม่ลดลงในอัตราเดียวกับไฟเสมอไป กรมควบคุมมลพิษประเมินแนวโน้มล่าสุดว่า ระหว่างวันที่ 16 ถึง 22 เมษายน พื้นที่ภาคเหนือยังต้องเฝ้าระวังค่าฝุ่นที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือทรงตัวในระดับน่ากังวล ขณะที่ภาคอีสานยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิดอย่างน้อยในวันที่ 16 เมษายน ส่วนบางพื้นที่อื่นเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น ความหมายของการประเมินนี้ชัดมาก คือแม้จำนวนจุดความร้อนในเชิงสถิติกำลังลด แต่การสะสมของฝุ่นในชั้นบรรยากาศยังไม่เปิดทางให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตกลางแจ้งได้อย่างสบายใจ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การระบายอากาศยังทำได้จำกัด และยังมีหมอกควันสะสมจากทั้งในประเทศและบริเวณใกล้เคียงอยู่พร้อมกัน

สำหรับเชียงราย ความจริงข้อนี้มีน้ำหนักมาก เพราะจังหวัดไม่ได้เผชิญเพียงปัญหาการเผาในพื้นที่ตัวเอง แต่ยังอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับผลจากพลวัตของภูมิภาคด้วย นี่ทำให้ภารกิจของจังหวัดในระยะนี้ไม่ใช่เพียงการดับไฟให้เร็วที่สุด แต่ต้องลดระยะเวลาที่ควันค้างอยู่เหนือชุมชนให้ได้มากที่สุดด้วย เมื่อฝุ่นยังไม่ยอมลงทันทีหลังจุดความร้อนลดลง ความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐจึงยกระดับขึ้นตามธรรมชาติ พวกเขาไม่ได้ถามแค่ว่ารัฐจับไฟได้กี่จุด แต่ถามว่าลูกหลานจะกลับออกไปใช้ชีวิตข้างนอกได้เมื่อไร คนทำงานกลางแจ้งจะต้องอยู่กับหน้ากากไปอีกนานแค่ไหน และฤดูฝุ่นปีนี้จะจบลงจริงหรือเพียงแค่เปลี่ยนรูปไปเป็นปัญหาใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า

เชียงรายยังดับไฟไม่หยุด แม้เป็นวันหยุดสงกรานต์

ภาคสนามของเชียงรายในช่วงวันหยุดไม่ได้หยุดตามปฏิทิน เมื่อวันที่ 14 เมษายน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมอบหมายให้นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวง และผู้อำนวยการศูนย์แก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันส่วนหน้า ภาคเหนือ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ไฟป่าในจังหวัดภาคเหนือ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ยังปฏิบัติงานต่อเนื่องในช่วงสงกรานต์ หนึ่งในพื้นที่ที่ลงไปบัญชาการคือบ้านห้วยม่วง หมู่ 10 ตำบลแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ซึ่งชุดปฏิบัติการพิเศษหน่วยเสือไฟ 14 นาย ร่วมกับผู้ใหญ่บ้านและราษฎรอาสาดับไฟป่าอีก 10 นาย สามารถควบคุมไฟป่าได้ โดยมีพื้นที่เสียหายประมาณ 20 ไร่ หลังจากนั้นคณะยังเดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติลำน้ำกก บริเวณบ้านห้วยส้านพัฒนา หมู่ 6 ตำบลแม่สรวย ซึ่งเจ้าหน้าที่อุทยาน เจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่า และเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้รวม 30 นาย สามารถควบคุมไฟได้อีกจุดหนึ่ง พื้นที่เสียหายประมาณ 30 ไร่ พร้อมรับมอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจจากผู้แทนกระทรวง

ข้อความที่ถูกย้ำจากส่วนกลางในวันนั้นมีนัยมากกว่าการลงพื้นที่ตรวจราชการ เพราะรองปลัดกระทรวงระบุชัดว่าเป็น “วันหยุด แต่เราไม่หยุด” และถ่ายทอดข้อห่วงใยจากนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปยังเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าใน 17 จังหวัดภาคเหนือโดยตรง ประโยคนี้สะท้อนภาพจริงของระบบราชการภาคสนามในช่วงวิกฤตว่า แม้ผู้คนจำนวนมากจะกำลังเฉลิมฉลองเทศกาล แต่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ อุทยาน อาสาดับไฟ และหน่วยปฏิบัติการพิเศษยังต้องทำงานในเงื่อนไขที่เสี่ยงและเหน็ดเหนื่อยอย่างต่อเนื่อง และสำหรับเชียงราย การมีทั้งแม่สรวย ลำน้ำกก และจุดเสี่ยงอื่น ๆ อยู่ในภารกิจเดียวกัน ยิ่งสะท้อนว่าจังหวัดนี้ยังเป็นหนึ่งในแนวหน้าของการรับมือไฟป่าในภาคเหนืออย่างแท้จริง

พญาเม็งรายสะท้อนภาพการทำงานระดับอำเภอ ที่ต้องเร็วและแม่นกว่าเดิม

นอกเหนือจากแม่สรวย ข้อมูลภาคสนามที่ผู้ใช้จัดเตรียมยังสะท้อนชัดว่า อำเภอพญาเม็งรายกำลังทำงานในระดับจุดต่อจุดแบบใกล้ชิดอย่างมาก ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันอำเภอพญาเม็งราย รายงานการรับแจ้งจุดความร้อนจากดาวเทียม Suomi NPP ระบบ VIIRS ในช่วงเช้ามืดวันที่ 15 เมษายน ทั้งในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหมู่ 7 ตำบลเม็งราย และหมู่ 7 ตำบลแม่เปา โดยนายอำเภอพญาเม็งรายมอบหมายให้ปลัดอำเภอ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และชุดปฏิบัติการประจำตำบลเข้าทำแนวกันไฟและควบคุมสถานการณ์ได้เรียบร้อย ความเคลื่อนไหวลักษณะนี้แม้ไม่ใช่ข่าวใหญ่ระดับประเทศ แต่คือกลไกสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้จุดความร้อนเล็ก ๆ ลุกลามเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

สิ่งที่เห็นจากพญาเม็งรายจึงเป็นบทเรียนอีกแบบหนึ่งของการจัดการวิกฤตฝุ่น เพราะการแก้ปัญหาไม่ได้ขึ้นกับคำสั่งส่วนกลางอย่างเดียว แต่ขึ้นกับความเร็วของระดับอำเภอ ระดับตำบล และกำลังของคนในพื้นที่ด้วย เมื่อดาวเทียมส่งสัญญาณมา เจ้าหน้าที่ต้องแปลงข้อมูลนั้นเป็นการเข้าพื้นที่จริงให้เร็วพอ นี่คือเหตุผลว่าทำไมปัญหาฝุ่นในภาคเหนือจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาอากาศ แต่ต้องมองเป็นปัญหาการจัดการภาคสนามอย่างแท้จริง ยิ่งจุดความร้อนกระจายตัวมากเท่าใด ความสามารถในการตอบสนองระดับพื้นที่ก็ยิ่งเป็นตัวตัดสินว่าเมืองจะหายใจได้เร็วขึ้นหรือไม่

รัฐบาลยกระดับเป็นปฏิบัติการหลายกระทรวง พร้อมให้อำนาจจังหวัดตัดสินใจทันที

ในระดับนโยบาย ส่วนกลางเริ่มส่งสัญญาณเข้มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อ 15 เมษายนระบุว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยกระดับการแก้ปัญหาไฟป่าทั่วประเทศอย่างเข้มข้น โดยให้ปิดพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ในจุดเสี่ยง ห้ามเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพิ่มการติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และใช้เฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำในพื้นที่เข้าถึงยาก ขณะเดียวกันกรมฝนหลวงและการบินเกษตรยังถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทาฝุ่น PM2.5 ผ่านการตั้งหน่วยดัดแปรสภาพอากาศและปฏิบัติการช่วยลดการสะสมของฝุ่นในหลายพื้นที่ด้วย

นัยสำคัญอีกประการอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยเปิดทางให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถตัดสินใจได้ทันทีในสถานการณ์ฉุกเฉิน และระบุรายชื่อจังหวัดที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีแดงรวมถึงเชียงรายด้วย การให้อำนาจเชิงปฏิบัติการเช่นนี้สะท้อนว่ารัฐส่วนกลางยอมรับแล้วว่า ปัญหาฝุ่นและไฟป่าไม่สามารถรอคำสั่งเป็นลำดับชั้นแบบปกติได้อีกต่อไป จังหวัดต้องมีอำนาจพอจะขยับมาตรการให้เร็วตามสถานการณ์จริง ขณะเดียวกันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และช่องทางสื่อท้องถิ่นก็ถูกกำชับให้เร่งประชาสัมพันธ์การปิดป่า การห้ามเผา และแนวทางป้องกันสุขภาพของประชาชนไปพร้อมกัน ซึ่งทำให้การรับมือปีนี้เริ่มมีลักษณะเป็น “การบัญชาการพื้นที่” มากขึ้นกว่าการรณรงค์ทั่วไปในอดีต

พายุฤดูร้อนกำลังมา และอาจเป็นทั้งโอกาสคลายฝุ่นและความเสี่ยงชุดใหม่

ขณะเดียวกันกับที่ทุกฝ่ายยังสู้กับฝุ่น กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 3 ลงวันที่ 15 เมษายน 2569 เตือนว่า ช่วงวันที่ 16 ถึง 20 เมษายน ประเทศไทยตอนบนจะเกิดพายุฤดูร้อน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตกบางแห่ง และอาจมีฟ้าผ่า เริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ก่อนจะขยับมาสู่ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภาคเหนือในระยะต่อมา สาเหตุหลักมาจากมวลอากาศเย็นจากจีนที่แผ่ลงมาปกคลุมทะเลจีนใต้ ขณะประเทศไทยตอนบนยังมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ทำให้เกิดความต่างของมวลอากาศอย่างชัดเจน

สำหรับพื้นที่อย่างเชียงราย พายุฤดูร้อนจึงเป็นทั้งความหวังและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน ความหวังอยู่ที่ฝนและลมอาจช่วยลดการสะสมของฝุ่นลงได้บ้างในบางช่วง แต่ความเสี่ยงอยู่ที่ลมแรงสามารถทำให้ไฟป่าบางจุดปะทุหรือเปลี่ยนทิศได้เร็วขึ้น และเมื่อเข้าสู่เขตชุมชนก็อาจกระทบต่อบ้านเรือน ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า และพื้นที่เกษตรอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือเหตุผลที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงออกคำสั่งกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือ อีสาน และภาคกลาง ให้เตรียมปฏิบัติการแผนเผชิญเหตุรับมือพายุช่วง 16 ถึง 20 เมษายน ควบคู่ไปกับการแก้ฝุ่นและการดูแลประชาชนที่กำลังเดินทางกลับหลังหยุดสงกรานต์ โดยเน้นตรวจสอบอาคาร สิ่งปลูกสร้าง ไม้ยืนต้น และเตรียมชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤตให้พร้อมออกช่วยเหลือทันที

กรณีไฟไหม้โรงงาน BWG สระบุรี เตือนว่ามลพิษอากาศปีนี้ไม่ได้มาจากไฟป่าอย่างเดียว

อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามในวันเดียวกัน คือเหตุเพลิงไหม้ภายในพื้นที่บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน หรือ BWG ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 14 เมษายนและเจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงได้ช่วงเช้าวันที่ 15 เมษายน ก่อนจะยังต้องเฝ้าระวังการปะทุซ้ำ กรมควบคุมมลพิษรายงานการตรวจวัดอากาศช่วงท้ายลม 5 จุด เมื่อเวลา 01.30 น. ของวันที่ 15 เมษายน โดยใช้เครื่อง Gasmet ตรวจหาก๊าซสำคัญหลายชนิด ผลเบื้องต้นระบุว่าโดยรวมคุณภาพอากาศยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ตรวจพบค่าก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์บางจุดใกล้เคียงระดับขีดจำกัดการรับสัมผัส อยู่ในช่วง 1.42 ถึง 1.89 ppm ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองหรือไม่สบายได้หากสัมผัสต่อเนื่องนานพอ

แม้เหตุนี้จะเกิดไกลจากเชียงราย แต่มีความหมายในเชิงนโยบายอย่างมาก เพราะมันเตือนว่าปัญหามลพิษทางอากาศในปีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ไฟป่าและจุดความร้อนในป่าเท่านั้น หากยังรวมถึงความเสี่ยงจากสถานประกอบการจัดการของเสียและอุบัติภัยอุตสาหกรรมในสภาพอากาศร้อนจัดด้วย เมื่อประเทศต้องเผชิญทั้งไฟป่า หมอกควัน พายุฤดูร้อน และไฟไหม้โรงงานในช่วงเวลาใกล้กัน ระบบติดตามคุณภาพอากาศจึงจำเป็นต้องมีทั้งความเร็ว ความแม่นยำ และความสามารถสื่อสารผลกระทบต่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เพราะคำว่า “อากาศปกติ” ในภาพรวม อาจยังซ่อนความเสี่ยงเฉพาะจุดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างละเอียดอยู่ภายในได้เสมอ

เชียงรายกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ระหว่างการควบคุมไฟกับการประคองชีวิตประจำวันของประชาชน

ภาพรวมของวันที่ 15 เมษายนจึงไม่ใช่วันหนึ่งของการรายงานค่าฝุ่นตามปกติ แต่เป็นวันที่ทุกชั้นของการบริหารภัยเริ่มมาบรรจบกันอย่างชัดเจน ระดับภูมิภาคมีจุดความร้อนลดลงบ้าง ระดับประเทศมี 42 จังหวัดที่ค่าฝุ่นยังเกินมาตรฐาน ระดับจังหวัดอย่างเชียงรายยังต้องส่งคนเข้าดับไฟจริงในแม่สรวยและรับสัญญาณจุดความร้อนจากดาวเทียมในพญาเม็งราย ขณะที่ระดับนโยบายต้องเตรียมพร้อมรับพายุฤดูร้อนที่จะเข้ามาทับซ้อนอีกระลอกหนึ่ง นี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เพราะหากบริหารได้ดี ฝน ลม และการควบคุมไฟอาจช่วยให้สถานการณ์คลี่คลาย แต่หากประมาท ภัยใหม่ก็อาจเข้ามาซ้อนทับบนระบบที่ยังเปราะบางอยู่แล้วได้ในเวลาอันสั้น

ปลายทางของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำให้ตัวเลขจุดความร้อนลดลง หรือรอให้พายุเข้ามาช่วยชะล้างฝุ่นเท่านั้น แต่คือการทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจอีกครั้ง สำหรับเชียงราย คำถามใหญ่ไม่ได้อยู่แค่ว่าไฟจะดับหมดเมื่อไร แต่อยู่ที่ว่าจังหวัดจะสร้างระบบเฝ้าระวังและตอบสนองที่เร็วพอ แม่นพอ และใกล้ประชาชนพอหรือไม่ในวันที่ภัยไม่ได้มาเดี่ยวอีกแล้ว ปีนี้บทเรียนชัดขึ้นมากว่า การจัดการฝุ่นต้องมองทั้งภูมิประเทศ ดาวเทียม กำลังคน พยากรณ์อากาศ สุขภาพ และการสื่อสารสาธารณะเป็นเรื่องเดียวกัน หากทำได้ เมืองอย่างเชียงรายอาจไม่เพียงรอดจากวิกฤตปีนี้ แต่จะได้ต้นแบบใหม่ของการอยู่กับภัยที่ซับซ้อนขึ้นในทุกปีด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมควบคุมมลพิษ
  • GISTDA
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันไฟป่าอำเภอพญาเม็งราย
  • กระทรวงมหาดไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

พายุ “รากาซา” จ่อเวียดนาม ทช.เร่งตรวจพนังกั้นน้ำแม่สาย หวั่นน้ำหลากซ้ำรอย

เชียงรายเผชิญภัยซ้อนพายุ “รากาซา” จ่อเวียดนามตอนบน—ทหารช่างเร่งตรวจพนังกั้นน้ำแม่สาย ชูแผนเฝ้าระวัง 24 ชม. กันน้ำหลากซ้ำรอย

เชียงราย, 22 กันยายน 2568 — เสียงเครื่องสูบน้ำของเทศบาลดังสลับกับเสียงปะทะของละอองฝนที่ยังไม่ขาดเม็ด ขณะชาวแม่สายย้ายของขึ้นชั้นสองด้วยความระมัดระวัง ภาพ “น้ำท่วมขังรอการระบาย” เริ่มผ่อนลงเล็กน้อยหลังฝนยาวคืนนั้น แต่ความกังวลรอบใหม่มาไวกว่า—พายุไต้ฝุ่น “รากาซา” (RAGASA) กำลังเร่งตัวสู่ทะเลจีนใต้และมี “คิว” ส่งผลฝนหนักถึงหนักมากบนภาคเหนือตอนบนไทยช่วง 23–26 ก.ย. การจัดทัพป้องกันจึงต้อง “ขึ้นรูป” ให้ทันเวลาก่อนมวลน้ำลูกใหม่บ่าไหลลงมา

เส้นทางพายุจากลูซอนสู่ทะเลจีนใต้ ก่อนอ่อนกำลังบนอ่าวตังเกี๋ย—แต่ร่องมรสุมไทยจะแข็งขึ้น

รายงานอัปเดตของกรมอุตุนิยมวิทยาเมื่อบ่าย–เย็นวันที่ 22 ก.ย. ระบุศูนย์กลางพายุ “รากาซา” ทางตอนบนเกาะลูซอนมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง ประมาณ 205 กม./ชม. เคลื่อนตะวันตกด้วยความเร็วราว 20 กม./ชม. คาดว่าจะเลื่อนลงทะเลจีนใต้ในค่ำวันเดียวกัน จากนั้นจะวิ่งเลียบชายฝั่งใต้จีนผ่านเกาะไหหลำเข้าช่วง อ่าวตังเกี๋ย 25 ก.ย. และอ่อนกำลงเป็นพายุโซนร้อนก่อนขึ้นฝั่งเวียดนามตอนบนภายใน 25–26 ก.ย. แม้ศูนย์กลางจะไม่ปะทะไทยตรง ๆ แต่อิทธิพลพายุทำให้ ร่องมรสุม ที่พาดผ่านภาคเหนือ–อีสานบน และ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เหนืออันดามัน–อ่าวไทย “แรงขึ้น” ช่วง 23–26 ก.ย. ส่งผลให้หลายภาคมีฝนเพิ่มขึ้นและมีโอกาสฝนหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล

คำเตือนหลักคือ ภูมิประเทศลาดเชิงเขา–ทางน้ำไหลผ่าน–พื้นที่ลุ่ม ต้องเฝ้าระวัง น้ำป่าไหลหลาก–น้ำท่วมฉับพลัน–น้ำล้นตลิ่ง เป็นพิเศษ ขณะที่อ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันคลื่นสูง 2–3 เมตร (มากกว่า 3 เมตรในบริเวณพายุฝนฟ้าคะนอง) เรือเล็กฝั่งอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งช่วง 24–26 ก.ย.

สถานการณ์แม่สาย ตัวเลขชี้ “ใกล้ล้นตลิ่ง” แต่ทรงตัว–เริ่มลด—อย่างไรก็ดี “ระยะเผื่อ” ยังน้อย

ปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมง (21–เช้าวันที่ 22 ก.ย.) ที่สถานีสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 1 วัดได้ 127.8 มม. เป็นค่าสุด “หนาแน่น” สำหรับรอบ 24 ชม. ระดับน้ำแม่น้ำสาย 397.46 ม.รทก. ขึ้นใกล้ขอบล้นที่ 397.591 ม.รทก. ก่อนทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง ภาพรวมพื้นที่ได้รับผลกระทบแสดง “น้ำขังรอการระบาย” หลายชุมชน เช่น สายลมจอย (ต.เวียงพางคำ) เหมืองแดง–ไม้ลุงขน (ต.แม่สาย) ระดับ 5–15 ซม. แนวโน้มถอยลง ตลอดจนมีน้ำหลากบนถนนพหลโยธินหน้าซอย 6 บ้านถ้ำ (ต.โป่งผา) ปิดการจราจรขาขึ้น 1 ช่อง ระยะราว 300 เมตร ก่อนเร่งอำนวยความสะดวกให้สัญจรได้ตามลำดับ

หมายเหตุเชิงพื้นที่: จุด “ผาแตก–ผาคำ” ที่เคยมีปัญหาน้ำหลากเพราะการปรับถมดินเปลี่ยนทิศทางน้ำ ปัจจุบันกลับสู่ภาวะปกติ ส่วนหมู่บ้าน “บ้านถ้ำ–บ้านโป่ง–บ้านดงม่วงคำ” (ต.โป่งงาม) ระดับน้ำลดลงต่อเนื่องและใกล้ปกติ

ทหารช่างตรวจแนวตลิ่ง—ปภ.ยิงสัญญาณเตือน—หน่วยงานยืนระวัง 24 ชม.

เวลา ประมาณเที่ยงวันที่ 22 ก.ย. หน่วยทหารช่างจากกรมการทหารช่างเข้าตรวจแนวป้องกันริมแม่น้ำสาย ตั้งแต่คันดิน–แนวกระสอบทราย–โครงสร้างป้องกันน้ำอื่น ๆ เพื่อ “ประเมินความมั่นคง” ของระบบป้องกันหน้าเมืองชายแดน ก่อนรับมวลน้ำรอบใหม่ ข้อมูลเบื้องต้นยืนยันว่า โครงสร้างยังแข็งแรงปลอดภัย อย่างไรก็ตาม การตรวจทวนซ้ำในจุดเสี่ยง (ตลิ่งคด–รอยต่อโครงสร้าง–ปากท่อ) จะทำต่อเนื่องตลอด 24–48 ชั่วโมงหน้า

ด้าน สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.) ระบุว่าได้ส่ง ข้อความ Cell Broadcast เตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงแล้ว เทศบาล–อบต. เร่งสูบน้ำ จุดเดิม–จุดอ่อน–คลองซอย เปิดทางน้ำไหล และตั้งทีมอำนวยความสะดวกการจราจรร่วมกับ หมวดทางหลวงแม่สาย–สภ.แม่สาย ขณะเดียวกัน อบต.โป่งงาม ระดมกำลังเคลียร์สิ่งกีดขวางทางน้ำในชุมชน ส่วนศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อุทกภัยแม่สายคงระดับ เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และเชื่อมโยงการสั่งการอุปกรณ์/เครื่องจักรกลหนัก หากต้องเสริมคันป้องกันหรือเปิดแนวทางน้ำเร่งด่วน

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด (กอปภ.จ.) สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เตรียมเครื่องมือ–ยุทโธปกรณ์–กำลังพล พร้อมปฏิบัติ 24 ชม. เมื่อได้รับแจ้งเหตุ โดยเฉพาะการสนับสนุน เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่–รถบรรทุกน้ำ–เรือท้องแบน ไปยังจุดเสี่ยงเชิงรุกก่อนเกิดเหตุ

สทนช.ชี้พื้นที่เสี่ยง 25–30 ก.ย.—เหนือ–อีสาน–ภาคตะวันออก–ใต้ตอนบน ต้องจับตา

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกประกาศ ฉบับที่ 23/2568 ให้เฝ้าระวังฝนหนักถึงหนักมากหลายจังหวัดช่วง 25–30 ก.ย. จากการบูรณาการประเมินร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา–สสน. (องค์การมหาชน)–กรมทรัพยากรน้ำ–กรมทรัพยากรธรณี–กรมชลประทาน–กฟผ.–ปภ. ระบุพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก–ดินถล่มเฉียบพลันใน ภาคเหนือ (รวมเชียงราย—อ.เมือง, แม่สาย, เชียงของ, เชียงแสน, แม่จัน) ภาคอีสาน (ลุ่มโขง–ห้วยหลวง–ชี–มูล) ภาคตะวันออก (ระยอง–จันทบุรี–ตราด ฯลฯ) และใต้ฝั่งอันดามันส่วนหนึ่ง พร้อม “จับตาอ่างเก็บน้ำ ขนาดกลาง–เล็กที่มีปริมาณน้ำ >80% ความจุ” หลายจังหวัด และ “ผลกระทบลูกโซ่” จากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำโขง–เจ้าพระยา

ในส่วนของเชียงราย สทนช.เน้น “เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มฉับพลัน–ล้นตลิ่ง–ท่วมขัง” ตลอดแนว แม่น้ำสาย และลำน้ำสาขา โดยเฉพาะพื้นที่เมือง–ชุมชนลุ่มต่ำที่ “ระบายไม่ทัน” ในช่วงฝนต่อเนื่อง

สถิติตัวเลขที่ชี้ความต่างใหญ่

  • 127.8 มม. ใน 24 ชม. คือฝนระดับ “หนักมาก” สำหรับพื้นที่เมืองชายแดน หากซ้ำรอบใน 48–72 ชม. โดยที่ดินอิ่มน้ำแล้ว ความเสี่ยง “น้ำท่วมฉับพลัน–น้ำป่าไหลหลาก” จะเพิ่มแบบ “ไม่เชิงเส้น”
  • ระดับแม่น้ำสาย 397.46 ม.รทก. ใกล้เส้นล้นตลิ่ง 397.591 ม.รทก. หมายความว่า พื้นที่กันชน” เหลือน้อย ถ้ามีน้ำเหนือทะลักเร็วหรือติดคอขวดท้ายน้ำ (เช่น ระดับน้ำโขงสูง) การเอ่อล้นอาจเกิดในเวลาไม่นาน
  • คลื่นทะเล 2–3 เมตร บริเวณอ่าวไทยตอนบน–อันดามัน ชี้ถึง “ความเสี่ยงทางทะเล” ที่ต้องบริหารคู่กัน—การงดเรือเล็กออกจากฝั่ง–จัดเส้นทางเรือโดยสาร–ประมงปลอดภัย

เมืองพร้อมแค่ไหน 6 คำถามเช็คความพร้อม “72 ชั่วโมงทอง”

  1. แนวตลิ่ง–พนังกั้นน้ำ เสริมวัสดุ–อุดรอยรั่ว–รอยต่อแล้วครบหรือยัง โดยเฉพาะหัว–ท้ายพนังและแนวปากท่อ?
  2. จุดอ่อนระบายน้ำเมือง (ท่อระบายน้ำตัน–คอขวดคลองซอย) เคลียร์สิ่งกีดขวางครบหรือยัง และตั้งเครื่องสูบ “รอหน้า” ไว้หรือยัง?
  3. แผนจราจรฉุกเฉิน มีทางเลี่ยง–ปิด–เปิดแบบไดนามิกสำหรับถนนสายหลัก (เช่น พหลโยธิน) พร้อมเจ้าหน้าที่ประจำจุดหรือไม่?
  4. กลไกเตือนภัยชุมชน (หอกระจายข่าว–ไลน์กลุ่มหมู่บ้าน–เสียงตามสาย) อัปเดตล่าสุดหรือยัง—ประชาชนรู้ระดับเตือนอะไรหมายถึงอะไร?
  5. กลุ่มเปราะบาง (ผู้ป่วยติดเตียง–เด็กเล็ก–ผู้สูงวัย) มีบัญชีรายชื่อ–เส้นทางขนย้าย–จุดปลอดภัยใกล้บ้านพร้อมหรือยัง?
  6. การเชื่อมโยงต้นน้ำ–ปลายน้ำ กับเพื่อนบ้านเหนือขึ้นไป (อำเภอ–จังหวัดข้างเคียง/ชายแดน) แจ้งเตือนกันแบบเรียลไทม์หรือยัง?

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่ภาระของหน่วยงานเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็น “เช็คลิสต์ชุมชน” ที่ทุกบ้านทำได้—การผูกความรู้สึก “ไม่ประมาท” เข้ากับ “ข้อเท็จจริง” จะทำให้การตัดสินใจในยามเสี้ยวนาทีแม่นยำขึ้น

น้ำโขง–ท้ายน้ำ ตัวแปรที่กำหนด “ความเร็วระบาย” ของน้ำในท้องถิ่น

สทนช.ระบุให้เฝ้าระวังผลกระทบจาก ระดับน้ำโขง ที่มีแนวโน้มเพิ่ม—หากโขง “สูงขึ้นต่อเนื่อง” จะเกิดแรงต้านที่ปากแม่น้ำสาย–รวก–โขง ทำให้ การระบายจากท้องถิ่นช้าลง ผลคือระดับน้ำท่วมขังในเมือง (ที่พึ่งพาระบบสูบ–ระบายลงแม่น้ำสาย) อาจ “ทรงตัว” นานกว่าที่คาด การจัดสรรเครื่องสูบน้ำ–การปล่อยน้ำเป็นจังหวะ–การคุมประตูระบายน้ำย่อยจึงต้องสัมพันธ์กับระดับโขงแบบชั่วโมงต่อชั่วโมง

บทบาทภาคเอกชน–ประชาชน จาก “ผู้รับผล” สู่ “หุ้นส่วนรับมือภัยพิบัติ”

  • ผู้ประกอบการค้าชายแดน–ตลาดสด–โกดังสินค้า ควรติดตั้ง กระดานประกาศระดับน้ำ ง่าย ๆ หน้าอาคาร อัปเดตปริมาณฝน–ระดับน้ำ–แผนเลี่ยงเส้นทาง เพื่อให้แรงงาน–ลูกค้า–รถขนส่งรับรู้ข้อมูลพร้อมกัน ลดคอขวดในนาทีวิกฤต
  • โรงแรม–โฮมสเตย์–ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ร่วมมือเทศบาลทำ คู่มือฉุกเฉิน 1 หน้า วางไว้ในห้องทุกห้อง สแกน QR เข้าสถานะน้ำ–โทรฉุกเฉิน–จุดรวมพล
  • ครัวเรือนริมตลิ่งเตรียม กระเป๋าฉุกเฉิน 3 วัน (เอกสารสำคัญ–ยา–ไฟฉาย–ที่ชาร์จ–เสื้อกันฝน–น้ำดื่ม) และจัด “แผนเคลื่อนย้ายของ–สัตว์เลี้ยง” ล่วงหน้า

จาก “ตั้งรับ” สู่ “อยู่ร่วมกับฤดูกาลใหม่”

เหตุการณ์ 22–30 ก.ย. นี้ เป็น “บททดสอบภาคสนาม” ของเชียงรายในโลกที่ฤดูกาลเปลี่ยนแปลง–ฝนสุดขั้วถี่ขึ้น บทเรียนที่ได้—ตั้งแต่จุดอ่อนของคอขวดระบายน้ำเมือง แผนแจ้งเตือนที่ภาษายังยาก ไปจนถึงการเชื่อมโยงข้อมูลต้นน้ำ–ปลายน้ำ—ควรถูกร้อยเป็น Roadmap น้ำฝน–น้ำหลาก เมืองชายแดน ที่วัดผลได้
สามยุทธศาสตร์ระยะกลางควรเดินคู่กัน:

  1. โครงสร้าง – เสริมแนวตลิ่ง–พนัง–ประตูระบายย่อย บูรณะระบบท่อระบายน้ำเมืองแบบ “จับคอขวดตามข้อมูลจริง”
  2. ไม่ใช่โครงสร้าง – แดชบอร์ดสาธารณะระดับหมู่บ้าน–ตำบล, ซ้อมแผนอพยพชุมชนรายครึ่งปี, หลักสูตร “อ่านพยากรณ์อากาศ” สำหรับ อปพร.–อสม.
  3. ทวิภาคี–ลุ่มน้ำโขง – ช่องทางสื่อสารระดับอำเภอ–จังหวัดข้ามแดน, แลกเปลี่ยนข้อมูลฝน–น้ำแบบมาตรฐานเดียวกัน, ตารางแจ้งเตือนล่วงหน้าช่วงฝนสุดขั้ว

 

เชียงรายกำลังยืนอยู่หน้าคลื่นลมฤดูกาลรอบใหม่—พายุ “รากาซา” แม้จะขึ้นฝั่งไกลออกไปทางเวียดนาม แต่แรงขยายของร่องมรสุมจะทำให้ภาคเหนือตอนบนน้ำหนักฝนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยใน 23–26 ก.ย. เมืองหน้าด่านอย่าง แม่สาย ซึ่งเพิ่งผ่าน “ฝน 127.8 มม.” และระดับน้ำใกล้ล้นตลิ่ง จำเป็นต้อง รักษาวินัยการเฝ้าระวัง 24 ชม. ต่อเนื่องอีกระยะอย่างน้อยสัปดาห์หนึ่ง
การที่ ทหารช่าง–ปภ.–เทศบาล–ตำรวจทางหลวง–อบต.–ประชาชน ขยับพร้อมกันตั้งแต่ “ก่อนฝนรอบใหม่” คือจุดเปลี่ยนจาก “รอรับผลกระทบ” ไปสู่ “ลดความเสียหายที่คาดได้” ในทางปฏิบัติ
ในเกมของธรรมชาติ ความเร็วคือทุน ความพร้อมคือโล่ และ “ข้อมูลที่สื่อสารได้” คือสะพานสู่ความมั่นใจของคนทั้งเมือง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมอุตุนิยมวิทยา (TMD)
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) – ประกาศฉบับที่ 23/2568 เรื่อง
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.เชียงราย)
  • กรมการทหารช่าง / ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อุทกภัยแม่สาย
  • กรมทางหลวง / ตำรวจทางหลวง / อบต.โป่งผา–โป่งงาม–เทศบาลตำบลแม่สาย–เทศบาลเวียงพางคำ –
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

กรมอุตุเตือนฝนหนัก-ลมหนาว เฝ้าระวังฝนตกหนัก 6-7 พฤศจิกายน

กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนภาคเหนือรับมือฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงช่วงต้นพฤศจิกายน

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 กรมอุตุนิยมวิทยาออกพยากรณ์อากาศ 10 วันล่วงหน้า โดยคาดว่าในช่วงวันที่ 6-8 พฤศจิกายน ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย และลำพูน จะมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงจากมวลอากาศเย็นปานกลางที่เริ่มแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศนี้มาจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดต่อเนื่อง ส่งผลให้มีอากาศเย็นลง และในบางพื้นที่อาจพบฝนฟ้าคะนองปะปน

เตือนเกษตรกรเตรียมรับมือผลกระทบจากความชื้นสูง

เนื่องจากการเข้าสู่ฤดูหนาวในปีนี้อาจยังมีฝนปะปนในช่วงต้น ทำให้เกษตรกรในภาคเหนือควรเตรียมป้องกันผลผลิตที่อาจได้รับผลกระทบจากความชื้นสูง นอกจากนี้ บริเวณพื้นที่ยอดดอยและยอดภูในภาคเหนือจะมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดตลอดจนถึงวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ โดยในช่วงเช้าอากาศจะเย็น ในขณะที่กลางวันอาจร้อนขึ้นเนื่องจากเมฆน้อย

พายุโซนร้อนหยินซิ่งเคลื่อนตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก ยังไม่มีผลกระทบต่อไทย

ช่วงวันที่ 8-13 พฤศจิกายน กรมอุตุนิยมวิทยายังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์พายุโซนร้อนหยินซิ่ง (Yinxing) ซึ่งขณะนี้ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นพายุไต้ฝุ่นและกำลังเคลื่อนเข้าสู่ทะเลจีนใต้ตอนบน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมวลอากาศเย็นที่แผ่ปกคลุมประเทศไทย พายุนี้จึงยังไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทยในขณะนี้ แต่การเฝ้าระวังยังคงดำเนินต่อไป

ภาคใต้ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน

ในช่วงวันที่ 6-10 พฤศจิกายน ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร ต้องระวังฝนตกหนัก ฝนสะสม และคลื่นลมแรงที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวเตรียมรับมือและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ผู้เชี่ยวชาญเตือนระวังน้ำท่วมซ้ำในแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ออกมาเตือนประชาชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่ โดยเฉพาะในอำเภอปางมะผ้าและอำเภอปาย ให้เฝ้าระวังน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกหนักจะส่งผลให้น้ำไหลหลากในพื้นที่สูง โดยแนะนำให้ย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูงและไม่ควรประเมินความรุนแรงของธรรมชาติต่ำเกินไป พร้อมเน้นถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงเพื่อป้องกันความเสียหาย

คำแนะนำสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงอากาศแปรปรวน

ประชาชนควรเตรียมพร้อมรับมือสภาพอากาศที่แปรปรวน โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคใต้ รวมถึงเตรียมรักษาสุขภาพในช่วงที่อุณหภูมิลดลง สำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนไปเยือนพื้นที่ที่มีอากาศหนาวหรือบริเวณยอดดอยในภาคเหนือ ขอให้เตรียมเสื้อผ้ากันหนาวและตรวจสอบสภาพอากาศก่อนการเดินทาง

การเฝ้าระวังในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนในการเตรียมพร้อมและป้องกันความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมอุตุนิยมวิทยา / รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE