Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

HADR เชียงราย! ลำเลียงสิ่งของหลายตัน บินด่วนช่วย อุทกภัยสงขลา สร้าง ความสามัคคี ข้ามภูมิภาค

จากเหนือสุดแดนสยามถึงปลายด้ามขวาน” เชียงรายส่งน้ำใจก้อนใหญ่ บินด่วนถึงหาดใหญ่ สานภาพ ‘ความสามัคคี’ ข้ามภูมิภาค

เชียงราย, 27 พฤศจิกายน 2568 – ท่ามกลางข่าวสถานการณ์อุทกภัยที่ยังสร้างความเดือดร้อนวงกว้างในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภาพอีกมุมหนึ่งที่เกิดขึ้น ณ “ฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ จังหวัดเชียงราย” กลับสะท้อนพลังในเชิงบวกของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน เมื่อศูนย์ปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (Humanitarian Assistance and Disaster Relief – HADR) แห่งนี้ กลายเป็นจุดรวมหัวใจของชาวเชียงรายและภาคเหนือ ที่พร้อมส่ง “น้ำใจ” จากปลายแผ่นดินเหนือสุด ไปช่วยพี่น้องที่ปลายด้ามขวานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ในช่วงเย็นของวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ประชาชนจิตอาสา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักเรียน นักศึกษา และภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วนกว่า 400 คน พร้อมใจกันมารวมตัวที่ฝูงบิน 416 เพื่อร่วมกันคัดแยก บรรจุ และจัดเตรียมสิ่งของบริจาคจำนวนหลายตันให้พร้อมสำหรับ “การลำเลียงล็อตแรก” โดยเที่ยวบินคาร์โกพิเศษในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ปลายทางคือ ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ และกองบิน 56 จังหวัดสงขลา ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการกระจายความช่วยเหลือต่อไป

 

ฉากสำคัญที่ฝูงบิน 416 วันหนึ่งของ “น้ำใจ” ที่หนาแน่นเต็มคลัง

อาคารคลังบรรเทาสาธารณภัยของฝูงบิน 416 ในเย็นวันดังกล่าวแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง พื้นห้องและลานด้านนอกเต็มไปด้วยกล่องสิ่งของบริจาคที่เรียงซ้อนกันเป็นแถวสูง ทั้งข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ผ้าอนามัย ผ้าอ้อมเด็กและผู้ใหญ่ ยารักษาโรคขั้นพื้นฐาน ของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดและสุขอนามัยหลังน้ำลด

บรรยากาศการทำงานของอาสาสมัครเป็นไปอย่างคึกคักแต่เป็นระบบ มีการตั้งโต๊ะแยกประเภทสิ่งของ จัดทีมคัดแยก ทีมบรรจุ และทีมติดสติกเกอร์ระบุปลายทางอย่างละเอียด ทุกขั้นตอนดำเนินไปภายใต้การประสานงานของเจ้าหน้าที่ฝูงบิน 416 ซึ่งมีประสบการณ์ด้าน HADR คอยดูแลให้กระบวนการเป็นไปอย่างรัดกุม ปลอดภัย และพร้อมต่อการลำเลียงขึ้นเครื่องบินในเวลาอันจำกัด

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงปริมาณสิ่งของที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง แต่คือ “องค์ประกอบของผู้ให้” ที่มีตั้งแต่เด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ ที่มาช่วยจัดกระป๋องนม ไปจนถึงผู้สูงอายุที่อาสามาช่วยจัดถุงยังชีพ ขณะที่ตัวแทนภาคเอกชนบางรายนำทั้งสิ่งของและรถบรรทุกมาสนับสนุนการขนย้ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ภาพเหล่านี้สะท้อน “พลังสาธารณะ” ที่รวมกันจนกลายเป็นขบวนการช่วยเหลือขนาดใหญ่ในระดับจังหวัด

จากบทเรียน “น้ำท่วมเชียงราย 2567” สู่ภารกิจ “ส่งพลังกลับ” ให้ภาคใต้

เบื้องหลังปฏิบัติการครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเห็นข่าวภัยพิบัติในภาคใต้แล้วอยากช่วยเท่านั้น แต่มีต้นทุนทางประสบการณ์ร่วมจาก “บาดแผลน้ำท่วม” ของชาวเชียงรายเองในปี 2567 เป็นแรงผลักสำคัญ

นาวาอากาศเอก ปราโมทย์ กุยแก้ว
ผู้บังคับฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ จังหวัดเชียงราย อธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

“เชียงรายรู้ดีว่าความทุกข์จากน้ำท่วมเป็นอย่างไร เพราะเราเคยผ่านเหตุการณ์ใหญ่ในปี 2567 ที่ผ่านมาเราก็ได้รับการช่วยเหลือจากคนไทยทั่วประเทศ วันนี้จึงอยากส่งพลังกลับไปช่วยพี่น้องภาคใต้ให้เร็วที่สุด… สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือภาพของความสามัคคีที่งดงามที่สุดครั้งหนึ่งของชาวเชียงราย”

คำกล่าวนี้ไม่ใช่เพียงถ้อยแถลงเชิงพิธีการ แต่สะท้อน “ความทรงจำร่วม” ของจังหวัดที่เคยเป็นผู้รับมาก่อน เมื่อเผชิญอุทกภัยรุนแรงในปีที่ผ่านมา เชียงรายได้รับการช่วยเหลือจากหลายจังหวัด ทั้งสิ่งของ งบประมาณ และกำลังคน วันนี้เมื่ออีกภูมิภาคหนึ่งของประเทศกำลังเผชิญสถานการณ์ใกล้เคียงกัน เชียงรายจึงเลือกจะลุกขึ้นมาทำหน้าที่ “ผู้ส่งต่อพลัง” (Pay it Forward) อย่างเต็มกำลัง

ในมิติของสังคมศึกษา ปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อน “ความทรงจำเชิงบวกต่อรัฐและสังคม” ที่ยังคงอยู่ในใจประชาชน การเคยได้รับการช่วยเหลือในอดีต ทำให้การช่วยเหลือผู้อื่นในปัจจุบันมีความหมายลึกซึ้งกว่าการบริจาคเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการ “ตอบแทน” สู่วัฏจักรใหม่ของความร่วมมือระดับชาติ

ยุทธศาสตร์ “ปีกเหล็ก” เมื่อเส้นทางอากาศคือช่องทางที่เร็วและปลอดภัยที่สุด

ในสถานการณ์ที่ถนนหลายสายในภาคใต้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม การขนส่งสิ่งของบริจาคโดยรถบรรทุกจากภาคเหนือไปถึงหาดใหญ่เต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งระยะทางที่ยาวนาน เส้นทางบางช่วงที่ยังถูกน้ำท่วมขัง และความเสี่ยงด้านเวลา

ฝูงบิน 416 จึงออกแบบ “ยุทธศาสตร์การขนส่งทางอากาศ” เป็นกลไกหลักของภารกิจครั้งนี้ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง

  • ฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ จังหวัดเชียงราย
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
  • บริษัท พัทยา แอร์เวย์

แผนลำเลียง “ล็อตแรก” ประกอบด้วย

  1. เที่ยวบินคาร์โก (Cargo Flight) 1 ธันวาคม 2568
    สิ่งของบริจาคที่จัดเตรียมอย่างเหมาะสมต่อการขึ้นเครื่อง เช่น อาหารแห้ง กล่องยังชีพ ผ้าอนามัย ผ้าอ้อม ยาสามัญ และอุปกรณ์จำเป็นอื่น ๆ จะถูกลำเลียงขึ้นเครื่องบินคาร์โกของสายการบินพันธมิตร โดยออกจากท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ไปลงที่
    • ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่
    • กองบิน 56 จังหวัดสงขลา
      ทั้งสองจุดนี้จะทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กระจายสิ่งของ” เพื่อกระจายต่อไปยังศูนย์พักพิงและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
  2. การขนส่งภาคพื้นดินด้วยรถบรรทุก 10 ล้อ
    สำหรับสิ่งของบางประเภทที่ไม่สามารถขึ้นเครื่องบินได้ หรือมีน้ำหนักมากเป็นพิเศษ เช่น น้ำดื่มบรรจุขวดปริมาณมาก ข้าวสารเป็นกระสอบใหญ่ วัสดุทำความสะอาดขนาดใหญ่ หรืออุปกรณ์ที่เข้าข่ายของต้องห้ามบนเครื่องบิน จะถูกส่งตามไปด้วยรถบรรทุก 10 ล้อ ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในจังหวัดเชียงราย

การผสมผสาน “ปีกเหล็กในอากาศ” กับ “ล้อเหล็กบนถนน” ทำให้ภารกิจบรรเทาทุกข์ครั้งนี้มีความยืดหยุ่น สามารถจัดลำดับความสำคัญของสิ่งของที่ต้องถึงมือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วนให้เดินทางด้วยเที่ยวบิน ในขณะที่สิ่งของขนาดใหญ่และหนักสามารถทยอยส่งตามไปโดยไม่สร้างภาระต่อระบบขนส่งกลาง

สถิติ–สิ่งของ–ความต้องการจริง “หลังน้ำลด” จึงจะรู้ว่าต้องการอะไรที่สุด

แม้ภาพจำเรื่องน้ำท่วมมักเชื่อมโยงกับการขาดอาหารและน้ำดื่ม แต่จากการประเมินร่วมของฝูงบิน 416 และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ภาคใต้ พบว่า “โจทย์สำคัญ” หลังน้ำเริ่มลดลงกลับอยู่ที่ “สุขอนามัย–การทำความสะอาด–การป้องกันโรค” ซึ่งมีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตระยะกลางของผู้ประสบภัย

สิ่งของที่ถูกจัดให้อยู่ในลำดับความสำคัญสูง จึงไม่ได้มีเพียงข้าวสาร อาหารแห้ง หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่รวมถึงชุดอุปกรณ์ “หลังน้ำลด” ที่จำเป็นต่อทุกครัวเรือน ได้แก่

  • น้ำยาฆ่าเชื้อและน้ำยาทำความสะอาด
  • แปรงขัดพื้นและแปรงทำความสะอาดขนาดต่าง ๆ
  • ผ้าอ้อมเด็ก–ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ สำหรับผู้ป่วยและผู้สูงอายุ
  • ยากันยุงและอุปกรณ์ป้องกันแมลงพาหะโรค
  • ไฟฉายและถ่านไฟฉาย เนื่องจากยังมีพื้นที่ที่ระบบไฟฟ้ายังไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่

การออกแบบรายการสิ่งของบริจาคในลักษณะนี้จึงไม่ใช่เพียงการ “ให้ตามความเคยชิน” แต่เป็นการ “ให้ตามความต้องการจริงของพื้นที่” (Fact-based Need) ซึ่งช่วยลดทั้งการสิ้นเปลืองทรัพยากรและเพิ่มประสิทธิภาพของการช่วยเหลือในเชิงคุณภาพ

การเปิดรับบริจาคจะยังดำเนินการต่อเนื่องจนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ณ ฝูงบิน 416 ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย และจุดรับบริจาคของภาคีเครือข่ายในจังหวัด เพื่อเตรียมจัดส่ง “ล็อตถัดไป” ให้เชื่อมต่อภารกิจแรกอย่างต่อเนื่อง

มองลึกในมิติ HADR กองทัพอากาศกับบทบาท “มากกว่า” ความมั่นคงทางอากาศ

ในมุมของยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ภารกิจ “เชียงรายส่งใจไปหาดใหญ่” ครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการขยายบทบาทกองทัพอากาศจากเดิมที่ถูกมองว่าเป็น “กำลังรบทางอากาศ” ไปสู่การเป็น “กำลังหลักด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ”

ฝูงบิน 416 ในฐานะหน่วยปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ในภาคเหนือ ได้ทำหน้าที่เสมือน “ศูนย์ HADR” ที่สามารถ

  • รับ–จัดการ–คัดแยกสิ่งของบริจาคจากประชาชน
  • ประสานกับท่าอากาศยานและสายการบินเพื่อจัดเที่ยวบินเฉพาะกิจ
  • ทำงานร่วมกับหน่วยงานพลเรือนและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด

โครงสร้างการทำงานเช่นนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการลำเลียงสิ่งของ แต่ยังสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้กับประชาชนว่า การบริจาคของเขาจะถูกนำไปใช้อย่างตรงจุดและตรวจสอบได้

ในมิติของการบริหารจัดการภัยพิบัติสมัยใหม่ นี่คือภาพของ “Good Governance in Disaster Management” ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงเข้ามาทำงานแบบคู่ขนานกับภาครัฐพลเรือน ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยไม่ซ้ำซ้อนกัน แต่เกื้อหนุนกันในแต่ละจุดที่ตนเองมีจุดแข็งมากที่สุด

การเมืองภาคประชาชน เมื่อ “คนธรรมดา” ลุกขึ้นมาสร้างความหมายให้คำว่า “ชาติ”

ปรากฏการณ์ที่มีประชาชนกว่า 400 คน มาร่วมคัดแยกและบรรจุสิ่งของบริจาค ณ ฝูงบิน 416 ในวันเดียว ไม่ได้สะท้อนเพียงความมีน้ำใจของคนเชียงรายเท่านั้น แต่ยังสะท้อน “พลวัตของการเมืองภาคประชาชน” (Citizen Politics) ในรูปแบบที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งหรือการชุมนุม หากเกี่ยวข้องกับ “การลงมือช่วยกันในยามวิกฤต”

ในมุมนี้ การบริจาคและการลงแรงด้วยตนเอง คือการแสดงออกทางการเมืองในความหมายของ “ความห่วงใยต่อส่วนรวม” และ “การรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน” ซึ่งมักทำให้ความขัดแย้งเชิงการเมืองในระดับวาทกรรมลดทอนความสำคัญลง เมื่อผู้คนสามารถจับต้องการช่วยเหลือกันในระดับปฏิบัติได้อย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น การที่แรงจูงใจในการช่วยเหลือครั้งนี้มีส่วนมาจากประสบการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเชียงรายปี 2567 ยิ่งทำให้เห็นว่า “ความเจ็บปวดร่วม” สามารถกลายเป็น “ทุนทางสังคม” ที่ทรงพลังได้ หากได้รับการจัดการและชี้นำไปในทิศทางของการช่วยเหลือกัน ไม่ใช่การโทษกัน

นโยบายสาธารณะและบทเรียนสำหรับวิกฤตรอบต่อไป

หากมองในระยะยาว ภารกิจ “เชียงรายส่งใจไปหาดใหญ่” ยังเป็นตัวอย่างน่าสนใจของการออกแบบนโยบายสาธารณะด้านภัยพิบัติ ที่เชื่อมโยง “ทรัพยากร กระบวนการ และผู้เล่น” จากหลายภาคส่วนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

  • กองทัพอากาศ เสนอขีดความสามารถด้านลำเลียงทางอากาศ
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย เปิดพื้นที่และระบบรองรับด้านโลจิสติกส์
  • บริษัท พัทยา แอร์เวย์ สนับสนุนเที่ยวบินคาร์โกสำหรับบรรทุกสิ่งของ
  • ภาคเอกชนร่วมสนับสนุนรถบรรทุกและทรัพยากรเพิ่มเติม
  • ภาคประชาชนและจิตอาสา เป็น “พลังหลัก” ในการจัดการสิ่งของให้พร้อมลำเลียง

กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนฐานของ “ข้อมูลจริงจากพื้นที่ภาคใต้” ว่าต้องการอะไร เมื่อไร และมากน้อยเพียงใด ช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรไม่ซ้ำซ้อน และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริจาคว่าความช่วยเหลือของตนถูกส่งไป “ถูกที่–ถูกเวลา–ถูกความต้องการ”

ในอนาคต รูปแบบการทำงานเช่นนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวิกฤติอื่น ๆ ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง แผ่นดินไหว หรือภัยพิบัติรูปแบบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความซับซ้อนทางเศรษฐกิจ–สังคมได้เช่นกัน

น้ำอาจมาสูง แต่ “น้ำใจ” ของคนไทยยังสูงกว่า

แม้ระยะทางระหว่างเชียงรายกับหาดใหญ่จะยาวไกลนับพันกิโลเมตร แต่ในวันที่น้ำท่วมกลายเป็นบททดสอบใหม่ของภาคใต้ ระยะทางดังกล่าวกลับถูกลดทอนลงด้วย “ความเร็วของน้ำใจ” ที่เดินทางจากเหนือสุดแดนสยามสู่ปลายด้ามขวาน ผ่านปีกเครื่องบินคาร์โก และผ่านมือของจิตอาสานับร้อยที่ช่วยกันบรรจุทุกกล่องด้วยความห่วงใย

คำกล่าวทิ้งท้ายของ นาวาอากาศเอก ปราโมทย์ กุยแก้ว สะท้อนใจกลางภารกิจครั้งนี้ได้อย่างชัดเจนว่า

“เราจะส่งทุกสิ่งที่เรามี ทั้งกำลังกายและกำลังใจไปช่วยให้เร็วที่สุด ขอให้ทุกคนผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย”

ประโยคสั้น ๆ นี้ไม่เพียงส่งถึงชาวหาดใหญ่และภาคใต้ หากยังส่งถึงสังคมไทยทั้งประเทศ ว่าในยามวิกฤต พลังที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เครื่องจักรกลหนักหรืองบประมาณจำนวนมหาศาล หากคือ “หัวใจที่ไม่ยอมทิ้งกัน”

ในวันหนึ่งของปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ฝูงบิน 416 เชียงราย กล่องสิ่งของนับพันกล่องอาจเป็นเพียงวัตถุที่ถูกส่งข้ามฟ้าไปยังสงขลา แต่ในความรู้สึกของผู้รับ–ผู้ให้ และผู้ที่มองเห็นปรากฏการณ์นี้ นี่คือ “พลังใจ” ที่เดินทางด้วยความเร็วเหนือเสียง เพื่อยืนยันว่า ไม่ว่าภัยพิบัติจะรุนแรงเพียงใด ประเทศนี้ยังมี “สะพานของความสามัคคี” เชื่อมคนไทยจากเหนือจรดใต้ไว้ด้วยกันเสมอ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ จังหวัดเชียงราย
  • บริษัท พัทยา แอร์เวย์
  • หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่จังหวัดเชียงราย (มทบ.37, กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย, กลุ่ม พคบ.กอ.รมน.เชียงราย)
  • กลุ่มประชาชนจิตอาสาในจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS VIDEO

จากภูมิปัญญาชนเผ่าล้านนา ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา 15 เมตร ดอยตุงสู่เวทีโลก

เซ็นทรัลเชียงรายเปิดเทศกาล “สีสันกาสะลอง 2025” อลังการ “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” จากภูมิปัญญาดอยตุง ชู Soft Power ล้านนา–ชนเผ่า เชื่อมเศรษฐกิจท่องเที่ยวฤดูหนาวเชียงราย

เชียงราย, 27 พฤศจิกายน 2568 – ฤดูหนาวปีนี้ จังหวัดเชียงรายกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดม่าน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025” อย่างเป็นทางการ พร้อมพิธี “Light Up Christmas Tree Celebration” จุดไฟต้นคริสต์มาสกลางลานกาสะลอง สร้างบรรยากาศรับลมหนาวให้กับเมืองเหนือปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

ภายใต้แสงไฟนับพันดวงและเสียงดนตรีที่ดังคลอไปกับเสียงปรบมือของผู้เข้าร่วมงาน “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” สูงกว่า 15 เมตร ค่อย ๆ สว่างไสวขึ้นกลางลาน ดึงสายตาผู้คนให้หยุดนิ่งราวกับฝัน ภาพของงานคราฟต์ไม้ไผ่สานที่เรียงตัวเป็นลวดลายชนเผ่าล้านนา สอดประสานกับสีสันของผืนผ้าทอและงานย้อมสีธรรมชาติ กลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของการเฉลิมฉลองปลายปีที่ผสานทั้งความศรัทธา ศิลปวัฒนธรรม และเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกัน

พิธีจุดไฟใต้สายลมหนาว และการรวมตัวของภาคีเชียงราย

บรรยากาศในวันเปิดงานเต็มไปด้วยความคึกคักของประชาชน นักท่องเที่ยว และพันธมิตรจากทุกภาคส่วนที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาสำคัญของเมืองเชียงราย โดยได้รับเกียรติจาก

  • นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • นายพรเทพ อรรถกิจไพศาล ผู้อำนวยการกลุ่มงานปฏิบัติการสาขาเขตภาคเหนือ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)
  • นายปิยะ มิตรสิตะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)
  • นายชัยพฤกษ์ เสาวมล หัวหน้าสายการจัดการ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • นางยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
    รวมถึงผู้แทนจากการท่องเที่ยวและกีฬาเชียงราย, องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, เทศบาลนครเชียงราย, สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด และภาคีเครือข่ายเอกชนในพื้นที่

การมีส่วนร่วมของภาคีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เทศกาลสีสันกาสะลองไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมของศูนย์การค้า แต่กลายเป็น “แพลตฟอร์มกลาง” ที่ภาครัฐ เอกชน และชุมชนใช้ร่วมกันในการยกระดับภาพลักษณ์เชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเมืองแห่งไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ในเวลาเดียวกัน

บรรยากาศในค่ำคืนเปิดไฟยิ่งคึกคักขึ้น เมื่อเสียงร้องทรงพลังของดีว่าสาว “แก้ม วิชญาณี” ดังขึ้นบนเวทีกลางลานกาสะลอง สร้างความประทับใจให้ผู้ร่วมงานทั้งชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมารอชมการแสดงเปิดงานโดยเฉพาะ

 “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” จากภูเขาสู่ลานเมือง

หัวใจของเทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 คือ “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” ทั้ง 7 ต้น ที่ถูกออกแบบและสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาชนเผ่าบนดอยตุง ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘The Magic of Chiang Rai’ ที่ต้องการเชื่อม “หัวใจของดอยตุง” เข้ากับ “ความมหัศจรรย์แห่งเชียงราย”

วัสดุหลักที่ใช้ในการรังสรรค์ต้นคริสต์มาสคือไม้ไผ่สาน ซึ่งเป็นวัสดุพื้นถิ่นที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของชุมชนบนพื้นที่สูงมายาวนาน ผ่านเทคนิคการสานโบราณและการย้อมสีธรรมชาติที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แต่ครั้งนี้ถูกนำมาจัดองค์ประกอบในรูปแบบร่วมสมัย เพื่อให้ทั้งนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่และผู้มาเยือนได้เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาในบริบทใหม่

ลวดลายบนงานสานและเครื่องประดับแต่ละต้นถ่ายทอดอัตลักษณ์ของ 4 ชนเผ่าหลักบนดอยตุง ได้แก่ อาข่า ลาหู่ ลัวะ และไทใหญ่ ผ่านสีสัน ลวดลาย และรูปทรงที่สื่อถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ ความสามัคคี และความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับธรรมชาติ รอบฐานต้นคริสต์มาสยังประดับด้วยองค์ประกอบที่สื่อถึงหมอกบนยอดดอย สวนไม้ดอก และทิวเขาเชียงราย สร้างภาพจำให้ผู้มาเยือนรู้สึกถึงบรรยากาศ “หมอกพันวา” ที่โอบล้อมเมืองในฤดูหนาว

การออกแบบครั้งนี้ยังมีนัยสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงริเริ่มงานพัฒนาดอยตุงที่เปลี่ยนพื้นที่ภูเขาเสื่อมโทรมให้กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของชนเผ่าต่าง ๆ บนพื้นที่สูง

Soft Power สายเหนือ จากงานคราฟต์สู่เวทีโลก

แนวคิด “Local Essence Advocator” ที่เซ็นทรัลพัฒนาประกาศใช้ในการพัฒนาศูนย์การค้าทั่วประเทศ ถูกแปลความอย่างชัดเจนในเชียงรายผ่านเทศกาลสีสันกาสะลองและต้นคริสต์มาสหมอกพันวา ซึ่งไม่ได้หยุดอยู่เพียงระดับงานตกแต่ง แต่ขยับตัวขึ้นมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสาร Soft Power ของไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก

การเลือกหยิบภูมิปัญญาไม้ไผ่สานและศิลปะของชนเผ่าดอยตุงมาเป็นตัวนำเรื่องราว ช่วยทำให้ “วัฒนธรรมที่เคยอยู่บนดอย” ถูกย้ายลงมาอยู่ใจกลางเมืองในรูปแบบที่จับต้องได้ เข้าใจง่าย และพร้อมต่อการสื่อสารผ่านสื่อสมัยใหม่ ทั้งภาพถ่าย วิดีโอ และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่นักท่องเที่ยวใช้บันทึกและแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง

นอกจากการเป็นจุดถ่ายภาพหลักของงานแล้ว ต้นคริสต์มาสหมอกพันวายังถูกออกแบบให้มีมิติการเรียนรู้ซ่อนอยู่ ทั้งในแง่เรื่องราวของชนเผ่า ลวดลายดั้งเดิม และเส้นทางการพัฒนาดอยตุงที่เชื่อมโยงกับแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงความหมาย การมีส่วนร่วมของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ยิ่งช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับการเล่าเรื่องในมิตินี้

เมื่อผนวกเข้ากับการทำตลาดของเซ็นทรัลพัฒนาที่เชื่อมแคมเปญปลายปีในระดับประเทศกับกิจกรรมเฉพาะพื้นที่ของเชียงราย เทศกาลสีสันกาสะลองจึงกลายเป็นตัวอย่างของการนำ Soft Power ระดับท้องถิ่นมาร้อยเรียงเข้ากับกลยุทธ์ระดับชาติอย่างเป็นรูปธรรม

เศรษฐกิจ–การท่องเที่ยว 3 เดือนเต็มกับ “The Magic of Food & Craft”

เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 จัดต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึง 31 มกราคม 2569 รวมระยะเวลาราว 3 เดือนในช่วงไฮซีซั่นของเชียงราย ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดปลายทางฤดูหนาวยอดนิยมของทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ โครงสร้างของงานในปีนี้ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งการสร้างประสบการณ์และการกระจายรายได้สู่ชุมชน

โซนกิจกรรมสำคัญแบ่งออกได้เป็น 3 แกนหลัก ได้แก่

  1. The Magic of Food
    • รวบรวมอาหารชนเผ่าและเมนูท้องถิ่นหายากมากกว่า 30 ร้าน จากทั้งชุมชนบนดอยและผู้ประกอบการในเมือง
    • นักท่องเที่ยวสามารถลิ้มลองรสชาติที่สะท้อนวิถีชีวิตล้านนาและชนกลุ่มน้อย เช่น เมนูพื้นบ้านดอยตุง เมนูจากผักและสมุนไพรท้องถิ่น รวมถึงอาหารล้านนารสต้นตำรับ
    • โซนนี้ไม่เพียงตอบโจทย์นักชิม แต่ยังเป็นช่องทางให้ชุมชนได้ทดลองพัฒนาสินค้าและแบรนด์ของตนเองในตลาดเมือง
  2. The Magic of Craft
    • จำลองหมู่บ้านชนชาติพันธุ์และเปิดพื้นที่ให้ร้านค้างานแฮนด์เมด–งานคราฟต์กว่า 30 ร้าน เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าโดยตรง
    • สินค้าในโซนนี้มีตั้งแต่งานทอผ้า เครื่องเงิน งานสานไม้ไผ่ ผลิตภัณฑ์จากผ้าย้อมสีธรรมชาติ ไปจนถึงของใช้ร่วมสมัยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายชนเผ่า
    • รายได้ที่เกิดขึ้นช่วยเสริมความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก ขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสให้ช่างฝีมือรุ่นใหม่ได้เรียนรู้การทำตลาดกับผู้บริโภคเมืองและนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยตรง
  3. The Magic of Entertainment
    • เวทีการแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนาและชนเผ่าหมุนเวียนตลอดเทศกาล
    • ดนตรีเปิดหมวก–โฟล์กซองจากศิลปินท้องถิ่นกว่า 120 การแสดง ช่วยสร้างบรรยากาศเป็นกันเองและเปิดพื้นที่ให้นักดนตรีท้องถิ่นได้แสดงผลงาน
    • ช่วงปลายปีมีกิจกรรมพิเศษร่วมกับตัวละคร Disney เพื่อดึงดูดกลุ่มครอบครัวและเด็ก เพิ่มสีสันให้ลานกาสะลองกลายเป็นจุดเช็คอินของคนทุกวัย

โครงสร้างกิจกรรมในลักษณะนี้ช่วยให้ศูนย์การค้ากลายเป็น “จุดตัด” ระหว่างเศรษฐกิจเมืองกับเศรษฐกิจชุมชน นักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาเยือนเชียงรายในช่วงฤดูหนาวสามารถใช้เซ็นทรัลเชียงรายเป็นฐานในการเริ่มต้นรู้จักวัฒนธรรมของจังหวัด ผ่านอาหาร งานฝีมือ และการแสดง ก่อนจะเดินทางต่อไปยังดอยตุง ดอยแม่สลอง หรือแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ในพื้นที่

ความร่วมมือหลายภาคส่วน เมื่อศูนย์การค้ากลายเป็นเวทีของเมือง

สิ่งที่โดดเด่นในเทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 คือระดับของ “ความร่วมมือ” ที่ขยายวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งระหว่างภาครัฐ เอกชน และองค์กรด้านวัฒนธรรม–พัฒนาชุมชน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย และสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาเชียงราย ใช้เทศกาลนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักในปฏิทินท่องเที่ยวฤดูหนาว โดยบูรณาการข้อมูลกับแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัด ทำให้เทศกาลไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่เชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวระดับจังหวัดและภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างชัดเจน

ทางด้านมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ นอกจากสนับสนุนองค์ความรู้ด้านภูมิปัญญาชนเผ่าและงานคราฟต์แล้ว ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชุมชนบนดอยกับแพลตฟอร์มตลาดในเมือง ช่วยให้ผลิตภัณฑ์และศิลปะของชุมชนสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าหลากหลายขึ้น โดยยังคงรักษาความถูกต้องของบริบททางวัฒนธรรม

สำหรับภาครัฐท้องถิ่น ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลนครเชียงราย และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ต่างมีบทบาทในการอำนวยความสะดวกและสนับสนุนด้านข้อมูลวัฒนธรรม รวมถึงช่วยประชาสัมพันธ์เทศกาลให้เข้าถึงคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัดมากขึ้น

ความร่วมมือในลักษณะนี้ทำให้เทศกาลไม่ได้ถูกมองเพียงแค่ “งานอีเวนต์ของศูนย์การค้า” แต่เริ่มใกล้เคียงกับการเป็น “เทศกาลของเมือง” ที่ทุกภาคส่วนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน

มิติของผู้มาเยือน จุดเช็คอินเดียวที่ตอบโจทย์หลายกลุ่ม

ในเชิงประสบการณ์ของผู้มาเยือน เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย

  • กลุ่มครอบครัวและแม่บ้าน สามารถใช้ศูนย์การค้าเป็นพื้นที่พักผ่อนที่ปลอดภัย มีทั้งจุดถ่ายรูป มุมอาหาร และกิจกรรมสำหรับเด็ก โดยไม่ต้องเดินทางไกลขึ้นดอย
  • กลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้พื้นที่ถ่ายภาพและคอนเทนต์ที่มีความ “Instagrammable” แต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสเรียนรู้เรื่องราวของชนเผ่าและงานฝีมืออย่างเป็นรูปธรรม
  • กลุ่มนักธุรกิจและนักลงทุนด้านท่องเที่ยว–ไลฟ์สไตล์ สามารถมองเห็นศักยภาพของเชียงรายในฐานะเมืองที่ผสมผสานวัฒนธรรมกับธุรกิจบริการและค้าปลีกได้อย่างลงตัว ผ่านรูปธรรมของการทำงานร่วมกันระหว่าง CPN หน่วยงานรัฐ และชุมชน

เมื่อเชื่อมโยงกับบรรยากาศฤดูหนาวของเชียงราย เทศกาลนี้จึงทำหน้าที่ทั้งเป็น “หน้าต่าง” ให้คนภายนอกได้รู้จักเมือง และเป็น “กระจก” ให้คนเชียงรายได้มองเห็นคุณค่าท้องถิ่นของตัวเองในมุมมองใหม่

จากต้นคริสต์มาสหนึ่งต้น สู่ภาพใหญ่ของเมืองและผู้คน

ตลอด 3 เดือนของการจัดงาน “เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025” ที่ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ต้นคริสต์มาสหมอกพันวาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นฉากหลังของรูปถ่าย แต่ได้กลายเป็นจุดนัดพบของเรื่องราวหลากหลายชั้น

ชั้นแรก คือ เรื่องราวของการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และการสืบสานแนวคิดการพัฒนาดอยตุงที่เน้นความยั่งยืนและการพึ่งพาตนเองของชุมชนบนพื้นที่สูง

ชั้นที่สอง คือ เรื่องราวของ Soft Power เชิงวัฒนธรรม ที่ดึงภูมิปัญญา 4 ชนเผ่าบนดอยตุงมาสร้างมูลค่าใหม่ผ่านงานออกแบบร่วมสมัยในพื้นที่เมือง และเปิดโอกาสให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในห่วงโซ่เศรษฐกิจท่องเที่ยว

ชั้นที่สาม คือ เรื่องราวของเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงราย ที่ใช้เทศกาลนี้เป็นแรงขับเคลื่อนให้ผู้คนเดินทางเข้ามาใช้จ่าย กิน เที่ยว ชม และเรียนรู้ในช่วงไฮซีซั่น สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจให้ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่และฐานราก

และในชั้นสุดท้าย คือ เรื่องราวของผู้คน – ทั้งชาวเชียงรายที่เติบโตมากับวิถีชีวิตริมดอยและนักท่องเที่ยวที่เพิ่งได้สัมผัสเชียงรายเป็นครั้งแรก – ที่ได้ใช้พื้นที่เดียวกันในการแบ่งปันประสบการณ์และตีความ “ความมหัศจรรย์ของเชียงราย” ในแบบของตนเอง

ฤดูหนาวนี้ สำหรับใครที่กำลังมองหาจุดเช็คอินที่ผสมผสานความงดงามของศิลปวัฒนธรรมกับบรรยากาศการเฉลิมฉลองปลายปี เทศกาลสีสันกาสะลอง 2025 และ “ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา” หนึ่งเดียวในโลก ณ ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย คือหนึ่งในพื้นที่ที่สะท้อนให้เห็นว่า เมืองหนึ่งเมืองสามารถใช้วัฒนธรรมของตนเองเป็นฐานในการสร้างอนาคตได้อย่างไร

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย
  • บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) – ตามเอกสารและข้อความที่ผู้จัดงานจัดเตรียม
  • มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

เหนือจรดใต้ ศาสนาพหุวัฒนธรรมเชียงรายผนึกกำลังส่งน้ำใจช่วยน้ำท่วมสงขลา

เชียงรายส่งน้ำใจ “เหนือจรดใต้” ศาสนาพหุวัฒนธรรมรวมพลังช่วยน้ำท่วมสงขลา เมื่อพี่น้องภาคใต้ต้องเผชิญวิกฤตน้ำท่วมหนัก ชาวเชียงรายจากทุกศาสนาไม่นิ่งนอนใจ ผนึกกำลังส่งมอบความหวังผ่านโครงการ “ฮัก” หาดใหญ่! พิสูจน์ว่าความเป็นไทยไม่แบ่งแยกศาสนา ไม่จำกัดภูมิภาค

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ที่สำนักงานนครเชียงรายนิวส์ อำเภอเมืองเชียงราย ภาพที่ปรากฏไม่ใช่แค่การส่งมอบกล่องสิ่งของธรรมดา แต่เป็นภาพสะท้อนความสามัคคีที่ทรงพลังของสังคมพหุวัฒนธรรม ขณะที่ผู้แทนจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาซิกข์ และสมาคมชาวไทย-อินเดีย ในจังหวัดเชียงราย ร่วมกันนำสิ่งของจำเป็น น้ำดื่ม และอาหารแห้ง มาร่วมสมทบในโครงการ “ฮัก” หาดใหญ่! เพื่อส่งต่อกำลังใจไปยังพี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงที่กำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

วิกฤตน้ำท่วมใต้ – ภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อเนื่อง

สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชน ศาสนสถาน และผู้นำศาสนาทุกศาสนาอย่างหนัก ผู้คนจำนวนมากต้องอพยพหนีน้ำ บ้านเรือนเสียหาย ทรัพย์สินถูกทำลาย และที่สำคัญคือความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตประจำวันที่ขาดแคลนสิ่งของจำเป็นขั้นพื้นฐาน

ในขณะที่ภาคใต้กำลังเผชิญวิกฤต เสียงตอบรับจากทั่วประเทศก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากจังหวัดเชียงราย ดินแดนล้านนาทางภาคเหนือที่ห่างไกลกว่า 2,000 กิโลเมตร แต่กลับใกล้ชิดด้วยน้ำใจและความเป็นพี่น้องคนไทยเดียวกัน

ฮัก” หาดใหญ่ – โครงการที่เกิดจากหัวใจ

โครงการ “ฮัก” หาดใหญ่! และ “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” ชาวเชียงรายรวมพลัง ส่งน้ำใจช่วยน้ำท่วมสงขลา เป็นโครงการที่เกิดจากการผนึกกำลังขององค์กรสำคัญหลายภาคส่วนในจังหวัดเชียงราย โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือการรับบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรค และของใช้จำเป็นต่างๆ เพื่อส่งต่อให้ผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

การดำเนินงานของโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากองค์กรและหน่วยงานสำคัญทั้งภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย 6 องค์กรหลัก ได้แก่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย, องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์, CPALL บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย, และศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย

โดยศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงรายได้เปิดจุดรับบริจาค “ไทยรวมใจที่เซ็นทรัล” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนทั่วไปสามารถร่วมบริจาคสิ่งของได้อย่างสะดวก ขณะที่สำนักงานนครเชียงรายนิวส์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรับบริจาคหลัก ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากหลายภาคส่วนในจังหวัดเชียงรายตั้งแต่เริ่มโครงการ

เมื่อศาสนาพหุนำพาความหวัง

สิ่งที่น่าประทับใจอย่างยิ่งในครั้งนี้คือการเข้าร่วมของกลุ่มศาสนาที่หลากหลาย โดยเฉพาะผู้แทนจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาซิกข์ และสมาคมชาวไทย-อินเดีย ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งได้นำสิ่งของมาร่วมสมทบในโครงการดังกล่าว การมีส่วนร่วมของกลุ่มศาสนาเหล่านี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงความเป็นพหุวัฒนธรรมของสังคมไทย แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าสากลของทุกศาสนาที่ส่งเสริมความเมตตาและการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

นายสุเรชเจริญ อุปรา หนึ่งในคณะกรรมการของสมาคมชาวไทย-อินเดีย จังหวัดเชียงราย และผู้แทนศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและศาสนาซิกข์ในจังหวัดเชียงราย ได้ให้สัมภาษณ์อย่างประทับใจถึงเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้

“สมาคมชาวไทย-อินเดีย จังหวัดเชียงราย ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ เป็นองค์กรทางศาสนาที่อยู่ร่วมกับชุมชนในท้องถิ่น เรารู้สึกสงสารและเห็นใจพี่น้องชาวใต้ พี่น้องชาวหาดใหญ่เป็นอย่างมาก” นายสุเรชเจริญ อุปรา กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ

บทเรียนจากอดีต – เมื่อเชียงรายเคยเป็นผู้รับความช่วยเหลือ

สิ่งที่น่าสนใจและสะท้อนถึงหลักการ “กรรมดี” ของสังคมไทยคือการที่นายสุเรชเจริญ อุปราได้ย้อนระลึกถึงช่วงเวลาที่จังหวัดเชียงรายเองก็เคยประสบภัยพิบัติในอดีต และได้รับความช่วยเหลือจากพี่น้องชาวใต้และภาคอื่นๆ ของประเทศอย่างเอื้ออาทร

“ในคราวที่เชียงรายเกิดภัยพิบัติ ทางภาคใต้ หลายจังหวัด รวมทั้งภาคอีสาน และกรุงเทพมหานคร ก็ได้ให้ความช่วยเหลือกับทางจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะพี่น้องเราที่อยู่ในแม่สาย ซึ่งมีชาวอินเดียอยู่ ก็ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก และได้รับการช่วยเหลือจากพี่น้องทั่วแผ่นดิน” นายสุเรชเจริญ อุปราเล่าถึงความทรงจำที่ฝังใจ

การระลึกถึงความดีที่เคยได้รับนี้เองที่กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ชุมชนชาวไทย-อินเดียและกลุ่มศาสนาในเชียงรายตัดสินใจร่วมมือกันส่งความช่วยเหลือกลับไปยังภาคใต้ในครั้งนี้ มันคือการตอบแทนคุณและการส่งต่อน้ำใจที่สวยงาม แสดงให้เห็นว่าความช่วยเหลือที่เราให้ไปจะกลับมาหาเราในรูปแบบของวัฏจักรแห่งความดีที่ไม่มีวันสิ้นสุด

น้ำใจที่ไร้พรมแดน – ข้ามภูมิภาค ข้ามศาสนา

นายสุเรชเจริญ อุปราได้กล่าวต่อด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมว่า “เมื่อประชาชนหรือพวกเราทุกคนเกิดเหตุภัยพิบัติ วันนี้เราก็อยากจะมีส่วนร่วมอย่างน้อยๆ เป็นกำลังใจให้กับพี่น้องชาวใต้ให้รู้สึกดีขึ้น ให้ไม่ต้องวิตกกังวลจนเกินไป ผมเชื่อว่าคนทั่วแผ่นดินยินดีที่จะเข้าร่วม และเราก็ขอเป็นส่วนหนึ่งในนั้น”

คำพูดของนายสุเรชเจริญ อุปราสะท้อนให้เห็นถึงจิตสำนึกที่ดีงามของการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มใด ศาสนาใด หรือภูมิภาคใด เมื่อเห็นเพื่อนมนุษย์ตกทุกข์ได้ยาก ก็พร้อมที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือด้วยความจริงใจ

ในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ นายสุเรชเจริญ อุปราได้แสดงความปรารถนาดีด้วยความศักดิ์สิทธิ์และความเคารพต่อศาสนาทุกศาสนา โดยกล่าวว่า “ขอพระเจ้า พระผู้เป็นเจ้า เทพยดาทุกพระองค์ในศาสนา และคุรุในศาสนา โปรดพรหมบันดาลให้ภัยพิบัติในครั้งนี้ได้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย ให้พี่น้องชาวใต้ พี่น้องชาวหาดใหญ่ กลับมาฟื้นคืนชีพ และกลับมาใช้ชีวิตโดยปกติสุขโดยเร็ว”

เขายังขอให้พระองค์ทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธศาสนา พระสงฆ์ สถาบันศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ และศาสนาซิกข์ โปรดประทานพรให้พี่น้องชาวใต้และประชาชนทั้งหมดผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี การอธิษฐานข้ามศาสนาเช่นนี้สะท้อนถึงความเชื่อที่ว่าทุกศาสนามีแก่นแท้เดียวกันคือความรัก ความเมตตา และความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์

การยอมรับจากภาครัฐ – ความสามัคคีที่เป็นรูปธรรม

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้เข้าร่วมการส่งมอบสิ่งของในครั้งนี้ และได้กล่าวขอบคุณผู้แทนศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาซิกข์ และสมาคมชาวไทย-อินเดีย ในจังหวัดเชียงราย ที่เล็งเห็นความสำคัญในการให้ความช่วยเหลือพี่น้องคนไทยในทุกศาสนา

นายพิสันต์ได้เน้นย้ำว่า การให้ความช่วยเหลือพี่น้องคนไทยในทุกศาสนาถือเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติอย่างแท้จริง การที่หน่วยงานภาครัฐอย่างสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายให้การสนับสนุนและยกย่องการกระทำของกลุ่มศาสนาเหล่านี้ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างศาสนาและการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในการช่วยเหลือสังคม

ภาคใต้ไม่ได้อยู่ลำพัง – ศูนย์รับบริจาคเชื่อมโยงทั่วประเทศ

ขณะที่ความช่วยเหลือหลั่งไหลมาจากภาคเหนือ ภาคใต้เองก็ได้จัดระบบรองรับอย่างเป็นระบบ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสงขลา ได้ร่วมมือกับคณะสงฆ์จังหวัดสงขลา และองค์การศาสนา 5 ศาสนา เปิดศูนย์รับบริจาคช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เพื่อจัดส่งสิ่งของจำเป็นลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที

การประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรศาสนา และภาคเอกชนทั้งในพื้นที่ภัยพิบัติและพื้นที่ที่ส่งความช่วยเหลือ แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของระบบการจัดการภัยพิบัติของไทย และที่สำคัญคือความสามัคคีของคนไทยที่พร้อมจะช่วยเหลือกันเมื่อเกิดวิกฤต

เมื่อความแตกต่างกลายเป็นพลังรวม

เหตุการณ์ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ที่สำนักงานนครเชียงรายนิวส์ ไม่ใช่แค่การส่งมอบสิ่งของบรรเทาภัยธรรมดา แต่เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าสังคมไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง ที่ผู้คนจากศาสนาที่แตกต่างกันสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และพร้อมจะร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม

น้ำใจจากชาวเชียงรายและกลุ่มศาสนาที่มากล้นในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงคุณค่าของการอยู่ร่วมกันในสังคมที่เคารพความแตกต่าง แต่รวมกันด้วยความเป็นมนุษย์ ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา หรือภูมิภาค เมื่อมีคนตกทุกข์ได้ยาก ทุกคนก็พร้อมที่จะเป็นพี่น้องกันและยื่นมือเข้าช่วยเหลือ

โครงการ “ฮัก” หาดใหญ่! คำว่า “ฮัก” ในภาษาถิ่นหมายถึง “รัก” หรือ “เอ็นดู” ซึ่งสื่อถึงความรู้สึกที่อบอุ่นและความเป็นพี่น้อง ชื่อโครงการนี้จึงสะท้อนถึงแก่นแท้ของการช่วยเหลือครั้งนี้ที่ไม่ได้มาจากหน้าที่หรือภาระบังคับ แต่มาจากความรักและความเอื้ออาทรที่มีต่อกันในฐานะคนไทยและเพื่อนมนุษย์

ในยามที่ภัยพิบัติทำให้ผู้คนต้องแยกจากกัน น้ำใจของคนไทยกลับทำให้ทุกคนใกล้ชิดกันมากขึ้น ระยะทาง 2,000 กิโลเมตรระหว่างเชียงรายกับหาดใหญ่ดูเหมือนจะหายไปเมื่อความเป็นพี่น้องเชื่อมโยงหัวใจของผู้คนเข้าด้วยกัน

สิ่งของที่ส่งไปอาจไม่ได้มากมายมหาศาล แต่ความหมายที่อยู่เบื้องหลังนั้นยิ่งใหญ่ มันคือการส่งต่อความหวัง ความอบอุ่น และข้อความที่ว่า “พี่น้องไม่ได้อยู่คนเดียว เรายังอยู่ที่นี่และพร้อมจะช่วยเหลือเสมอ”

การรวมพลังครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระยะสั้น แต่ยังเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างภูมิภาค ระหว่างศาสนา และระหว่างผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลาย แต่มีหัวใจเดียวกันคือหัวใจของการให้ การแบ่งปัน และความเป็นพี่น้อง

ในอนาคต เมื่อมองย้อนกลับมาที่เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ปี 2568 นอกจากความเสียหายและความทุกข์ยากแล้ว สิ่งที่จะถูกจดจำคือเรื่องราวของความสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และพลังของน้ำใจที่ไหลจากทุกทิศทั่วประเทศมาบรรจบกันที่ภาคใต้ รวมถึงเรื่องราวของกลุ่มชาวไทย-อินเดียและกลุ่มศาสนาในเชียงรายที่แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าเราจะมีที่มาจากไหน นับถือศาสนาใด เราล้วนเป็นคนไทยและเป็นมนุษย์ที่พร้อมจะช่วยเหลือกันในยามยาก

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
  • สมาคมชาวไทย-อินเดีย จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ทางออกวิกฤตความเชื่อมั่นที่ทำได้! ย้ายแหล่งน้ำดิบ หนี แม่น้ำกกปนเปื้อน ปกป้อง 1.2 แสนชีวิต

วิกฤตน้ำกกสู่แม่น้ำลาว กปภ.เชียงรายเร่งย้ายแหล่งน้ำดิบ หนีสารหนู–โลหะหนัก ปกป้องสิทธิในน้ำสะอาดของคนกว่า 1.2 แสนชีวิต

เชียงราย, 26 พฤศจิกายน 2568 – สำหรับคนเชียงรายจำนวนมาก “น้ำประปา” เคยเป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องน้ำสะอาดจากลุ่มน้ำกก แต่ในวันนี้ ภาพจำดังกล่าวกำลังถูกแทนที่ด้วยความกังวลและความไม่เชื่อมั่น เมื่อข้อมูลการปนเปื้อน “สารหนูและโลหะหนัก” ในแม่น้ำกกและลำน้ำสาขา ถูกยืนยันผ่านทั้งผลตรวจจากหน่วยงานรัฐ ห้องแล็บอิสระ และเสียงสะท้อนจากชุมชนที่เริ่ม “เลิกดื่ม เลิกใช้น้ำประปา” ทีละหลังคาเรือน

แม้การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาเชียงราย จะยืนยันว่าคุณภาพน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานกรมอนามัย (สารหนูต่ำกว่า 0.001 มิลลิกรัมต่อลิตร จากเกณฑ์ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร) แต่สำหรับประชาชนจำนวนไม่น้อย ตัวเลขดังกล่าวกลับไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจ วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ “วิกฤตมลพิษ” หากแต่เป็น “วิกฤตความเชื่อมั่น” ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงน้ำสะอาดของประชาชนกว่า 120,000 คนในเขตเทศบาลนครเชียงรายและพื้นที่ปลายน้ำ

ในบริบทเช่นนี้ แผนของ กปภ.เชียงราย ที่จะ ย้ายแหล่งน้ำดิบผลิตประปาจากแม่น้ำกกไปยังแม่น้ำลาว ด้วยงบประมาณรวม 2,176 ล้านบาท จึงถูกจับตามองในฐานะ “ทางออกเดียวที่ทำได้ทันที” ท่ามกลางปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ที่ซับซ้อนเกินกว่าท้องถิ่นจะรับมือได้เพียงลำพัง

แม่น้ำกกปนเปื้อน–ชุมชนริมเขื่อนเชียงรายลุกขึ้นถาม “น้ำที่ใช้ยังปลอดภัยหรือไม่”

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ที่ฉางข้าวบ้านท่าบนได หมู่ที่ 1 อำเภอเวียงชัย จ.เชียงราย กลุ่มผู้ใช้น้ำเขื่อนเชียงรายฝั่งขวาที่ 1 จัดประชุมสามัญประจำปี 2568/2569 เพื่อหยิบยก “ปัญหาน้ำกกปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนัก” ขึ้นสู่เวทีอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางการเข้าร่วมของ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) นำโดย นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายก อบจ.เชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ปัญหาหลักที่กลุ่มผู้ใช้น้ำฯ นำโดยนายประถมพงษ์ ฤทธิแผง ประธานกลุ่มฯ รายงานต่อที่ประชุม คือ การตรวจพบการปนเปื้อนของสารหนูและโลหะหนักในแม่น้ำกกและลำน้ำสาขาหลายจุด มีค่าเกินมาตรฐานในบางพื้นที่ และมีข้อสงสัยอย่างมีนัยสำคัญว่า ต้นตอของมลพิษมาจาก “เหมืองแร่ทองคำและเหมืองแร่หายาก” บริเวณต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา

สำหรับเกษตรกรผู้ใช้น้ำกว่า 750 ครัวเรือน ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่กระทบโดยตรงต่อความมั่นคงด้านอาหารและรายได้ เมื่อมีความกังวลว่า สารพิษอาจตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร ขณะเดียวกันราคาข้าวที่ตกต่ำก็ทำให้ภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นจากทั้งมลพิษและภาวะเศรษฐกิจ

นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายก อบจ.เชียงราย ยืนยันในที่ประชุมว่า อบจ.เชียงราย “ไม่นิ่งนอนใจ” และจะเข้าไปเป็นแกนนำประสานข้อมูลทุกหน่วยงาน ทั้งด้านคุณภาพน้ำ สิ่งมีชีวิตในแม่น้ำ และผลกระทบต่อชุมชน เพื่อผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำกกอย่างเป็นระบบ โดยย้ำว่า นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่คือปัญหา “สิทธิด้านสุขภาพและสิทธิชุมชน” ของคนเชียงรายทั้งลุ่มน้ำ

เหมืองต้นน้ำเมียนมา–ทุนข้ามชาติ และสัญญาณเตือนจากข้อมูลดาวเทียม

วิกฤตแม่น้ำกกไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยว รายงานของ Stimson Center ซึ่งเป็นคลังสมองด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมในสหรัฐฯ เปิดเผยในเดือนพฤศจิกายน 2568 ว่า ทั่วภูมิภาคแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเหมืองที่อาจปล่อยสารพิษลงสู่ลุ่มน้ำสายหลักมากกว่า 2,400 แห่ง โดยอาศัยภาพถ่ายดาวเทียมระบุพื้นที่เหมืองแบบ alluvial, เหมืองแบบ heap leach และเหมืองแร่หายากแบบ in-situ leaching (ISL) รวมอย่างน้อย 366 แห่ง, 359 แห่ง และ 77 แห่ง ตามลำดับ

รายงานดังกล่าวเตือนว่า กิจกรรมเหมืองเหล่านี้ใช้สารเคมีอันตราย เช่น ไซยาไนด์ ปรอท แอมโมเนียมซัลเฟต และสารอีกหลากหลายชนิด ซึ่งเมื่อไหลลงสู่แม่น้ำ จะสะสมในตะกอนและห่วงโซ่อาหาร สร้างความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อสุขภาพของประชาชนในลุ่มน้ำโขง–สาละวิน–กก–สาขาต่าง ๆ ในระยะยาว

องค์กรสิทธิมนุษยชนในรัฐฉาน เช่น Shan Human Rights Foundation รวมทั้งเอกสารวิจัยของมหาวิทยาลัยต่างประเทศและศูนย์วิจัยคะฉิ่น ยังระบุว่า เหมืองแร่หายากและทองคำหลายแห่งบริเวณต้นน้ำแม่น้ำกกเป็นของบริษัทและนักลงทุนสัญชาติจีน โดยคนจีนทำหน้าที่บริหารและควบคุมเทคนิค ขณะที่แรงงานในพื้นที่เป็นผู้ปฏิบัติงานและสัมผัสสารพิษโดยตรง

บริบทดังกล่าวสอดคล้องกับข้อสังเกตของ รศ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และเครือข่ายติดตามสถานการณ์ลุ่มน้ำกก ที่ชี้ว่า การทำเหมืองแร่หายากและทองคำในรัฐฉานใช้เทคโนโลยีการทำเหมืองแบบสกปรกที่ “จีนเลิกใช้ในประเทศแล้ว” แต่กลับถูกส่งออกมาตั้งในประเทศเพื่อนบ้านที่มีมาตรการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมอ่อนแอกว่า

เมื่อผนวกกับแนวโน้มจาก บันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านแร่สำคัญระหว่างไทย–สหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายเพิ่มปริมาณแร่หายากในห่วงโซ่อุปทานโลก นักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงเตือนว่า ปัจจัยด้านความมั่นคงทางพลังงานและอุตสาหกรรมสีเขียว อาจกลายเป็นแรงผลักให้การสำรวจและทำเหมืองในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น และยิ่งซ้ำเติมความเสี่ยงต่อสิทธิชุมชนปลายน้ำ หากไม่มีมาตรการกำกับที่เข้มแข็งควบคู่กัน

กปภ.เชียงราย “ระบบยังเอาอยู่ แต่ต้องย้ายแหล่งน้ำ เพราะประชาชนไม่ยอมรับ”

ในฝั่งของผู้ให้บริการน้ำประปา นายอภิศักดิ์ สวัสดิรักษ์ ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาเชียงราย เปิดเผยว่า แผนการย้ายแหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำกกไปยังแม่น้ำลาว เริ่มต้นจากการตรวจพบ “สารหนู” ในแม่น้ำกกเมื่อปีก่อน แม้ค่าที่ตรวจวัดได้จะต่ำกว่ามาตรฐานกรมอนามัย แต่ก็สร้างความไม่สบายใจให้ประชาชนอย่างกว้างขวาง

เดิม กปภ.เชียงรายใช้กระบวนการผลิตน้ำประปามาตรฐานทั่วไป ใช้สารส้มและปูนขาวเป็นหลัก แต่หลังพบโลหะหนัก จึง เพิ่มขั้นตอน “พรีคลอรีน (Pre-chlorination)” เติมคลอรีนก่อนการตกตะกอนเพื่อช่วยแยกโลหะหนัก พร้อมเสริมสารเคมี โพลีอะลูมิเนียมคลอไรด์ (PACl) และ โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) เพื่อเร่งให้ตะกอนที่เกาะสารหนูตกลงสู่ก้นถัง ก่อนจะผ่านขั้นตอน “อินเตอร์คลอรีน” และระบบกรองอีกชั้นหนึ่ง

จากคุณภาพน้ำดิบในแม่น้ำกกที่เคยมีค่าความขุ่นสูงถึง 10,000 NTU ในช่วงน้ำท่วม และเฉลี่ยราว 180 NTU ในสถานการณ์ปกติ กปภ.เชียงรายควบคุมให้ ค่าความขุ่นก่อนกรองไม่เกิน 4 NTU และหลังกรองน้ำต้องมีค่าความขุ่นไม่เกิน 1 NTU ตามเกณฑ์ที่เข้มกว่ามาตรฐานขั้นต่ำ

นายอภิศักดิ์ย้ำว่า สารเคมีที่ใช้ “เป็นสารปรับปรุงคุณภาพน้ำที่ปลอดภัยตามมาตรฐานผลิตน้ำประปา” อยู่ภายใต้การควบคุมของห้องแล็บ และส่งผลตรวจให้กรมอนามัยตรวจสอบเป็นระยะ

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า

“เหตุผลสำคัญคือประชาชนไม่ยอมรับแหล่งน้ำจากแม่น้ำกก แม้กระบวนการผลิตของเราจะควบคุมคุณภาพได้ แต่เมื่อคนในพื้นที่รู้สึกไม่มั่นใจ กปภ.ก็ต้องปรับตัวตามข้อเรียกร้องนั้น เราไม่ได้ย้ายเพราะผลิตไม่ได้ แต่เพราะอยากให้ประชาชนมั่นใจที่สุด”

ในมุมของคนทำงานด้านระบบประปา เขายังคงเชื่อว่ากระบวนการผลิตสามารถรับมือกับคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกได้ แต่ก็ยอมรับว่า การฟื้นฟูแม่น้ำให้กลับมาสะอาดในเชิงโครงสร้าง ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งกินเวลายาวนานเกินกว่าจะปล่อยให้ประชาชนเสี่ยงรอ

ย้ายสู่ “แม่น้ำลาว” งบ 2,176 ล้านบาท การลงทุน 100 ปีเพื่อสิทธิในน้ำสะอาด

แผนย้ายแหล่งน้ำดิบของ กปภ.เชียงราย กำหนดให้ตั้งจุดสูบน้ำและผลิตน้ำประปาใหม่บริเวณฝายแม่ลาว แล้วส่งน้ำผ่านท่อแรงดันเข้าสู่เขตเมืองเชียงราย ระยะทางราว 34 กิโลเมตร โครงการนี้ใช้งบประมาณรวม 2,176 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถเสนอของบประมาณในปีงบประมาณ 2571 หากผ่านความเห็นชอบ จะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงปี 2571–2572

นอกจากจะเป็นการ “หนีน้ำกกปนเปื้อน” แผนดังกล่าวยังถูกออกแบบให้ ขยายพื้นที่ให้บริการน้ำประปา ตามเส้นทางท่อจากฝายแม่ลาวเข้าสู่ตัวเมือง ทำให้ชุมชนที่อยู่นอกเขตบริการเดิมสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้มากขึ้น โดยคาดว่าจำนวนผู้ใช้น้ำจะเพิ่มจาก 41,539 ครัวเรือนในปี 2568 เป็น 66,639 ครัวเรือนในปี 2589

ในระยะสั้น กปภ.เชียงรายได้ของบประมาณ 5 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงและติดตั้งระบบจ่ายสารเคมีที่สถานีผลิตน้ำวังคํา ให้ควบคุมปริมาณสารได้แม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อเสริมความมั่นใจระหว่างรอแผนระยะยาว

รศ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร มองว่า การใช้งบประมาณระดับพันล้านบาทเพื่อย้ายแหล่งน้ำดิบครั้งนี้ แม้ดูสูง แต่เมื่อเทียบกับการป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาวของประชาชนทั้งจังหวัด ถือเป็น “การลงทุนเพื่ออนาคต 100 ปี” ที่คุ้มค่า

“งบฯ พันล้านซื้อความปลอดภัยให้คนทั้งจังหวัดได้ 100 ปี มันคุ้มค่ามากกว่าการรอให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา”

เมื่อคนเชียงราย “เลิกดื่ม–เลิกใช้น้ำประปา” วิกฤตความเชื่อมั่นที่ตัวเลขมาตรฐานอธิบายไม่พอ

วิกฤตครั้งนี้จะไม่สมบูรณ์ หากไม่ฟังเสียงของผู้ใช้น้ำตัวจริง

มธุรส เปล่งใส ชาวบ้านในเขตอำเภอเมืองเชียงราย เล่าว่า หลังเกิดข่าวการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำกก ครอบครัวของเธอ “หยุดใช้น้ำประปาดื่มมาหลายเดือน”

“น้ำประปาเราใช้ในชีวิตประจำวันทุกอย่างเลย ทั้งล้างหน้า แปรงฟัน รดน้ำต้นไม้ ให้น้ำสัตว์เลี้ยง ยกเว้นแค่น้ำดื่มเท่านั้นที่เราไม่กล้าใช้… เรารู้ว่าเขาพยายามชี้แจง มีคนออกมาชิมน้ำ โชว์ล้างหน้า แต่ไม่มีผลวิจัยยืนยันเลยว่า ถ้าเราดื่มน้ำแบบนี้ไป 10 ปี 20 ปี จะไม่เป็นมะเร็ง”

ทางเลือกของครอบครัวจึงเหลือเพียง “ต้องซื้อน้ำดื่มทั้งหมด” ทั้งดื่มและทำอาหาร เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้ครัวเรือนในช่วงเศรษฐกิจตึงตัว

ด้าน รัตติกร แสงสุวรรณ เจ้าของร้านอาหารในเขตเทศบาลนครเชียงราย สะท้อนปัญหาคล้ายกัน เธอระบุว่า จากเดิมที่ใช้ “น้ำประปากรอง” เพื่อประกอบอาหารและบริการลูกค้า ปัจจุบันต้องหันไปใช้น้ำโรงงานทั้งหมด เพราะไม่มั่นใจในคุณภาพน้ำ แม้จะผ่านการกรองแล้วก็ตาม

“ตอนนี้ต้องซื้อน้ำทั้งหมด ทั้งน้ำดื่มสำหรับลูกค้า และน้ำที่ใช้ประกอบอาหาร… แม้จะกรองน้ำประปาแล้ว กลิ่นคลอรีนก็ยังแรง บางครั้งแม้ต้มน้ำ กลิ่นก็ยังไม่หาย”

รัตติกรยังพบปัญหาผิวหนังหลังอาบน้ำประปา จนแพทย์แนะนำให้หลีกเลี่ยงใช้น้ำดังกล่าวโดยตรง เธอจึงต้องหาวิธีเก็บน้ำให้ตกตะกอนก่อนใช้ หรือหันไปใช้น้ำจากแหล่งอื่นเท่าที่หาได้

ในระดับชุมชน ปรัตถกร การเร็ว กำนันตำบลแม่ยาว เล่าว่า หมู่บ้านริมกกซึ่งเคยใช้น้ำประปาหมู่บ้านจากแม่น้ำกก ต้องหยุดใช้น้ำมานานกว่าหนึ่งปี ทั้งจากความเสียหายของระบบประปาหมู่บ้านในเหตุภัยพิบัติปี 2567 และจากความกังวลเรื่องสารหนูปนเปื้อน

ชาวบ้านกว่า 400 ครัวเรือนในพื้นที่ ต้องหันมาซื้อน้ำดื่มใช้เอง จากที่เคยใช้น้ำแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย กลายเป็นต้องจ่ายเดือนละ 500–1,000 บาท ซึ่งเป็นภาระหนักต่อครัวเรือนรายได้น้อย

“ชาวบ้านไม่รู้ว่าน้ำที่เทศบาลนำมาเติมเป็นน้ำจากไหน แต่ก็จำเป็นต้องใช้ เพราะคนเราขาดน้ำไม่ได้ มันเป็นภาวะจำยอมจริง ๆ”

เสียงสะท้อนเหล่านี้ยืนยันว่า แม้ตัวเลขค่ามาตรฐานน้ำจะ “อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย” แต่เมื่อความเชื่อมั่นถูกสั่นคลอน ประชาชนจำนวนมากจำเป็นต้องหา “ระบบความปลอดภัยของตัวเอง” ผ่านการซื้อน้ำ โรงงาน กักเก็บน้ำ หรือเปลี่ยนรูปแบบการใช้น้ำประปา ซึ่งแปลตรง ๆ เป็น “ต้นทุนแฝง” ทางเศรษฐกิจและสุขภาพ ที่ไม่ปรากฏในบิลค่าน้ำ

น้ำไม่ใช่แค่ทรัพยากร แต่คือ “สิทธิขั้นพื้นฐาน” และโจทย์การทูตข้ามพรมแดน

รศ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร ย้ำหลายครั้งว่า ปัญหาน้ำกกไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคของระบบกรองน้ำ หากแต่เป็น สิทธิพื้นฐานในการเข้าถึงน้ำสะอาด และ “สิทธิชุมชน” ในการกำหนดอนาคตของทรัพยากรธรรมชาติที่เลี้ยงดูตนเอง

เขาชี้ว่า จากข้อมูลการตรวจวัดต่อเนื่อง 8 เดือนที่ผ่านมา เห็นชัดว่า สารโลหะหนักแม้จะต่ำกว่าค่ามาตรฐาน แต่เมื่อบริโภคทุกวัน ย่อมมีโอกาสสะสมในร่างกาย และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง หรือโรคระบบประสาท

ขณะเดียวกัน เขาเชื่อมโยงกรณีแม่น้ำกกกับลุ่มน้ำอื่น ๆ ทั้งสาละวิน กระบุรี และโขง ซึ่งต่างเริ่มตรวจพบปัญหาปนเปื้อนโลหะหนักจากกิจกรรมเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานจากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เตือนถึงการเพิ่มขึ้นของโลหะหนักในบางช่วงของแม่น้ำโขงในแขวงเกาะแก้ว สปป.ลาว

สำหรับเขาและเครือข่าย ภาพรวมทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญวิกฤต “ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม” ที่จำเป็นต้องแก้ไขด้วยความร่วมมือข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นการกดดันทุนข้ามชาติ ระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของแร่หายากในตลาดโลก หรือการใช้เวทีภูมิภาค เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เป็นพื้นที่เจรจากับประเทศต้นน้ำและจีน

แต่ในขณะที่กระบวนการทางการทูตและกลไกระหว่างประเทศยังต้องใช้เวลา ประชาชนปลายน้ำ “ไม่อาจรอได้” ทางออกที่ทำได้ทันที จึงกลับมาที่โจทย์เดิม – ย้ายแหล่งน้ำดิบเพื่อหยุดความเสี่ยงโดยตรงต่อชีวิตผู้คนก่อน

ย้ายแหล่งน้ำ ทางหนีไฟที่จำเป็น แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

สำหรับจังหวัดเชียงรายซึ่งกำลังถูกผลักดันให้เป็น “เมืองเศรษฐกิจและศูนย์กลางชายแดน” การมีระบบน้ำประปาที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และรองรับการเติบโตของครัวเรือนจากราวสี่หมื่นกว่าครัวเรือนสู่หกหมื่นกว่าครัวเรือนในอีกสองทศวรรษข้างหน้า ไม่ใช่เพียงประเด็นเทคนิคด้านสาธารณูปโภค แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานของความเชื่อมั่น” ต่อเมืองทั้งระบบ

แผนย้ายแหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำกกไปแม่น้ำลาวจึงเปรียบเสมือน “ทางหนีไฟ” ของเมืองเชียงรายในภาวะวิกฤต เป็นมาตรการที่ต้องทำ และต้องทำให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อปกป้องสิทธิในการมีชีวิตและน้ำสะอาดของประชาชน

อย่างไรก็ดี นักวิชาการ ภาคประชาชน และหน่วยงานท้องถิ่นล้วนเห็นพ้องว่า การย้ายแหล่งน้ำไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากปราศจากการจัดการต้นตอปัญหาในรัฐฉานและลุ่มน้ำเพื่อนบ้าน ผ่านการเจรจาระดับรัฐต่อรัฐ การกดดันทุนข้ามชาติ และการสร้างกลไกตรวจสอบแหล่งแร่ในห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างจริงจัง

สุดท้าย ความสำเร็จของมาตรการครั้งนี้จะไม่ได้วัดเพียงจากตัวเลขงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ หรือจำนวนครัวเรือนที่เชื่อมต่อระบบประปาเพิ่มขึ้น หากแต่วัดจาก “จำนวนคนเชียงรายที่กลับมากล้าเปิดก๊อกดื่มน้ำในบ้านตัวเอง” และจากวันที่แม่น้ำกกจะไม่ถูกกล่าวถึงในฐานะ “แม่น้ำที่ต้องหนี” หากแต่กลับมาเป็นเส้นเลือดใหญ่ของชีวิตคนเชียงรายอีกครั้ง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • สถาบัน Stimson Center
  • The Active – บทสัมภาษณ์ รศ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร, นายอภิศักดิ์ สวัสดิรักษ์, มธุรส เปล่งใส, รัตติกร แสงสุวรรณ, ปรัตถกร การเร็ว และชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำกก
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

สงขลาโฟกัสส่งจดหมายเปิดผนึก ถึงผู้ว่าฯ จี้ 5 มาตรการเยียวยาหลังน้ำท่วม

วิกฤตอุทกภัยใต้ สงขลาสั่งอพยพด่วนทั่วหาดใหญ่ ตัวเลขชี้กระทบกว่า 7 แสนครัวเรือน ขณะที่ “เชียงราย” เปิดภารกิจ HUG หาดใหญ่ ส่งกองหนุนฟื้นฟูหลังน้ำลด

เชียงราย/สงขลา, 24 พฤศจิกายน 2568 – มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่ปกคลุมอ่าวไทยตอนล่างต่อเนื่องหลายวัน ได้ผลักคลื่นฝนหนักซ้ำเติมลุ่มน้ำภาคใต้ จนเช้าวันนี้เวลา 06.00 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปสถานการณ์ว่า มีประชาชนได้รับผลกระทบ 719,858 ครัวเรือน รวม 1,917,521 คน ใน 10 จังหวัด 92 อำเภอ 581 ตำบล 4,146 หมู่บ้าน ขณะที่เมื่อมองในกรอบ 12 จังหวัดภาคใต้ มีผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเป็น 740,405 ครัวเรือน 1,966,843 คน หลายพื้นที่ยังต้องเฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่งและน้ำป่าไหลหลากอย่างใกล้ชิด

จุดวิกฤต  สงขลายกระดับเป็น “ภาวะฉุกเฉิน” หาดใหญ่ประกาศอพยพทั้งเมือง

ในบรรดาจังหวัดที่ถูกกระทบ สงขลา ถูกระบุเป็น “จุดร้อน” ที่สุด ทั้งเชิงปริมาณและความเร่งด่วน โดยมีผู้ได้รับผลกระทบ 243,568 ครัวเรือน ครอบคลุม 16 อำเภอ 115 ตำบล 821 หมู่บ้าน ระดับน้ำในหลายชุมชนสูงกว่าหนึ่งเมตร และยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จังหวัดจึงออกประกาศ “อพยพด่วน” ให้ประชาชนใน เทศบาลนครหาดใหญ่ เคลื่อนย้ายไปยังจุดพักพิงผ่านเส้นทางปลอดภัย ใช้รถสูงหรือเรือหลีกเลี่ยงน้ำเชี่ยว โดยเริ่มจากพื้นที่เสี่ยงและชุมชนที่ระดับน้ำเพิ่มเร็ว

ย่านเศรษฐกิจสำคัญของเมือง ตั้งแต่ถนนเศรษฐกิจ สถานีขนส่ง ศูนย์การค้า ไปจนถึงชุมชนริมคลอง ทยอยถูกตัดขาดเป็นช่วง ๆ น้ำกัดเซาะฟุตปาธและโครงสร้างเบา ขณะที่หน่วยกู้ภัยและ อปท. ต้องทำงานแข่งกับเวลาในการอพยพผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วยติดเตียงออกจากบ้านเรือนที่ถูกล้อมด้วยน้ำ

ตัวเลขที่ต้องรู้  ภาคใต้ตอนล่างรับแรงปะทะหนัก

  • ปัตตานี  กระทบ 58,009 ครัวเรือน (12 อำเภอ 101 ตำบล 485 หมู่บ้าน)
  • ยะลา  กระทบ 13,753 ครัวเรือน (4 อำเภอ 28 ตำบล 104 หมู่บ้าน)
  • นราธิวาส  กระทบ 34,036 ครัวเรือน (7 อำเภอ 29 ตำบล 134 หมู่บ้าน)
    พื้นที่อื่น ๆ อย่าง สุราษฎร์ธานี ตรัง พัทลุง สตูล อยู่ในโหมดเฝ้าระวังสูง หลังมีรายงานน้ำล้นตลิ่งและคลื่นน้ำป่าหลากเข้าเขตชุมชนและเกษตรซ้ำ ๆ

แม้ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ ในชั่วโมงรายงาน แต่ความเสี่ยงต่อชีวิต ทรัพย์สินยังอยู่ในระดับสูงจากปัจจัย 3 ประการ  (1) ฝนต่อเนื่องยาว (2) ระบบระบายน้ำอิ่มตัว และ (3) เส้นทางสัญจรถูกตัดขาดเป็นระยะ ทำให้การลำเลียงเวชภัณฑ์ อาหาร น้ำดื่ม และพลังงานเข้า–ออกพื้นที่ประสบภัยต้องบริหารอย่างรอบคอบ

เสียงจากพื้นที่  จดหมายเปิดผนึก “สงขลาโฟกัส” ถึงผู้ว่าฯ เรียกร้อง 5 มาตรการเร่งด่วน

ท่ามกลางเหตุฉุกเฉิน สื่อท้องถิ่น สงขลาโฟกัส” ได้ออก จดหมายเปิดผนึกถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา สะท้อนบทเรียนอุทกภัยใหญ่ในอดีต พ.ศ. 2531, 2543, 2553 และชี้ว่าความเสียหายครั้งนี้ “ยังไม่สายนัก” หากทุกฝ่ายขยับพร้อมกันตาม 5 ประเด็นเร่งด่วน ได้แก่

  1. เปิดจุดโรงครัวอย่างน้อย 10 จุดในเทศบาลนครหาดใหญ่ พร้อมจุดรับบริจาคน้ำดื่ม/ของจำเป็น เพื่อกระจายความช่วยเหลือให้ทั่วถึง
  2. ระดมเทศบาล/อบต. ใกล้เคียงร่วมเปิดพื้นที่สนับสนุนทุกเขต
  3. สำรวจเชิงรุก ผู้ป่วยติดเตียง/ผู้ที่ออกจากบ้านไม่ได้ เพื่อจัดสรรทีมเข้าช่วยเหลือเฉพาะหน้า
  4. ตั้ง ศูนย์บัญชาการกลาง รวบรวมข้อร้องเรียน ความเสียหาย และสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา กักตุนสินค้า
  5. เตรียม มาตรการเยียวยาหลังน้ำลดแบบครบวงจร ตั้งแต่การสำรวจ ขนย้ายโคลนตะกอน ล้างบ้าน สถานศึกษา สะพาน ถนน สาธารณูปโภค จัดการเงินเยียวยา/เคลมประกัน สินเชื่อฟื้นฟู เพื่อพาคนสงขลากลับสู่ชีวิตปกติ “เร็วที่สุด”

สาระในจดหมายสะท้อนความคาดหวังสองด้าน การบริหารวิกฤตระยะสั้นที่ต้องเร็วและเข้ม และการฟื้นฟูระยะกลาง ยาวที่ต้องโปร่งใส ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานราก ความเชื่อมั่น การท่องเที่ยวให้กลับมาโดยเร็ว

น้ำใจเหนือ–ใต้  เชียงรายเปิด “HUG หาดใหญ่” ส่งกองหนุนฟื้นฟูหลังน้ำลด

ขณะชั่วโมงวิกฤตกำลังเดินหน้า เชียงราย” ทางภาคเหนือได้ขยับเป็น “กองหนุน” สำคัญ ภายใต้โครงการ HUG หาดใหญ่  น้ำใจชาวเชียงรายช่วยน้ำท่วม โดยมี องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) นำโดย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ เป็นแกนประสานงานร่วมกับ

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (เชื่อมชุมชน ศิลปวัฒนธรรมช่วยระดมสิ่งของ)
  • ภาคเอกชน เช่น CPALL (โลจิสติกส์ สิ่งของจำเป็น)
  • สื่อท้องถิ่น ทั้ง นครเชียงรายนิวส์ และ สงขลาโฟกัส (ประสานข้อมูลพื้นที่จริง)
  • ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย (สนับสนุนการคัดแยก ขนส่งไปยังพื้นที่พักพิงและจุดฟื้นฟู)

โครงการตั้งเป้าชัดเจน  ไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยกู้ภัยด่านหน้า แต่จะเติม “ด้านหลังบ้าน” เมื่อระดับน้ำเริ่มคลี่คลาย ช่วงที่ครัวเรือนต้องการ อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยาสามัญ ผ้าอนามัย/ผ้าอ้อม และอุปกรณ์ล้าง ฟื้นฟูบ้านเรือน เพื่อให้ประชาชน “กลับยืนได้ด้วยตัวเอง” เร็วที่สุด ลดเวลาหยุดชะงักของเศรษฐกิจครัวเรือน

“เราตั้งใจเป็นกองหนุนระยะฟื้นตัว จุดที่มักขาดมากที่สุด แต่สำคัญต่อการพาคนกลับบ้านอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี”   แนวทางปฏิบัติการของเครือข่ายผู้ประสานงานโครงการ HUG หาดใหญ่ (อ้างอิงตามกรอบข้อมูลที่ได้รับ)

แผนบนโต๊ะ  จากอพยพ พักพิง สู่ฟื้นฟูเมืองและความเชื่อมั่น

เพื่อคลี่คลายปมและลดต้นทุนทางสังคม เศรษฐกิจที่พอกพูน “ชั่วโมงทอง” หลังฝนซา น้ำลด คือช่วงเวลาที่ต้องขับเคลื่อน 4 โหนดหลักอย่างพร้อมเพรียง

  1. ข้อมูล สื่อสารกลาง  ใช้ศูนย์บัญชาการรวมของจังหวัด (EOC) ทำงานร่วมกับ ปภ. อปท. สื่อท้องถิ่น จัดแผนที่น้ำท่วม จุดอพยพ จุดแจกจ่าย เส้นทางปลอดภัยแบบเรียลไทม์ ลดข่าวลือและความตื่นตระหนก จัดสายด่วนเชื่อมผู้ป่วยติดเตียง
  2. ลอจิสติกส์ช่วยเหลือ  บูรณาการคลังสิ่งของ (น้ำดื่ม อาหาร ยา ของใช้จำเป็น) เข้ากับเครือข่ายไปรษณีย์ เอกชน ใช้ระบบคิวอาร์/บาร์โค้ดติดตามการกระจายเพื่อลดซ้ำซ้อนและตกหล่น
  3. ฟื้นฟูสาธารณูปโภค  สำรวจสะพาน ถนน ท่อระบายน้ำ ระบบไฟฟ้า สื่อสาร และระดมทีมล้างโคลน ฉีดล้างฆ่าเชื้อในโรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด สถานที่ราชการ เพื่อให้บริการสาธารณะคืนสภาพก่อนเปิดเมือง
  4. เยียวยา ปลุกเศรษฐกิจ  ตั้งเคาน์เตอร์เดียว (one stop) รับคำร้อง ประเมินความเสียหาย เชื่อม เงินเยียวยารัฐ ประกันภัย สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับครัวเรือน SMEs พร้อมแผน อีเวนต์ปลุกเมือง เมื่อพร้อม เช่น ถนนคนเดิน เทศกาลชุมชน สร้างทราฟฟิกการค้า ท่องเที่ยวกลับคืน

ทำไม “จุดหลังน้ำลด” จึงชี้ชะตาความเร็วการฟื้นตัว

บทเรียนจากอุทกภัยใหญ่ในอดีต ที่สื่อท้องถิ่นยกปี 2531, 2543, 2553 มาเทียบเคียง ชี้ตรงกันว่า การ “อพยพได้ปลอดภัย” เป็นเพียงครึ่งแรกของเกม อีกครึ่งคือ “การทำให้เมืองกลับมาทำงาน” ให้เร็วที่สุด หากรอนาน ความเสียหายทางเศรษฐกิจฐานรากจะยืดเยื้อ ธุรกิจขนาดเล็ก รายวันขาดสภาพคล่อง หนี้ครัวเรือนพุ่ง และคนย้ายถิ่นชั่วคราวเพิ่มความเสี่ยงต่อความไม่แน่นอนทางสังคม

ในมุมนี้ การที่เชียงรายประกาศตนเป็นกองหนุนด้าน สิ่งของจำเป็น ชุดฟื้นฟูบ้าน จึงเติมช่องโหว่สำคัญ เพราะบ้านนับหมื่นหลังต้อง “เริ่มใหม่พร้อมกัน” จากกวาดโคลน ตากเฟอร์นิเจอร์ ล้างเครื่องใช้ ฆ่าเชื้อโรคในครัว ห้องน้ำ ไปจนถึงซ่อมสายไฟ ปลั๊กที่เปียกน้ำ การมี “ชุดฟื้นฟูมาตรฐาน” ที่คัดสรรแล้ว ช่วยลดต้นทุนเวลาและการเดินทางของครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อเสนอเชิงนโยบายจากจดหมายเปิดผนึก  ทำอย่างไรให้ความช่วยเหลือ “ไปถึงคนตัวเล็ก”

ข้อเรียกร้อง 5 ประการของ สงขลาโฟกัส ไม่ได้เป็นเพียงแคตตาล็อกความต้องการ แต่สะท้อน “สถาปัตยกรรมการบริหารวิกฤต” ที่ควรจัดวางในสถานการณ์เช่นนี้

  • โรงครัว 10 จุดในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่  กระจายอาหารร้อนสม่ำเสมอ ลดการเดินทางของผู้ประสบภัย
  • เปิดพื้นที่โดยรอบ  เทศบาล/อบต. ข้างเคียงช่วยเสริมคลัง สถานที่พักพิง ลดความแออัด
  • สำรวจผู้ป่วยติดเตียง  ใช้ อสม. ทุนชุมชน เป็นตา หู มือ เข้าประตูบ้านที่ไปไม่ถึง
  • ศูนย์ข้อมูลกลาง  รวมข้อร้องเรียน ความเสียหาย ป้องกันการ ขึ้นราคาสินค้า/กักตุน ซึ่งเป็นความเปราะบางซ้ำเติม
  • แพ็กเกจฟื้นฟู  ทำให้คน “กลับบ้านได้จริง” ตั้งแต่ ล้าง ย้าย ซ่อม เยียวยา สินเชื่อ จนกลับสู่กิจกรรมปกติ

ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ ปภ. และจังหวัดต่าง ๆ ใช้เป็นแนวทางอยู่แล้ว แต่การเน้น “ความเร็ว ความโปร่งใส การเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง” คือรายละเอียดที่ทำให้มาตรการเห็นผลบนดิน

เชื่อมเหนือ ใต้ด้วยข้อมูล ความไว้ใจ  บทบาทสื่อท้องถิ่นสองเมือง

ความร่วมมือระหว่าง นครเชียงรายนิวส์ และ สงขลาโฟกัส ทำให้การสื่อสาร “ปลายทาง ต้นทาง” เชื่อมติดกัน ปลายทางบอกความต้องการจริง ต้นทางจัดหาตรงจุด ลดของล้นประเภทหนึ่ง ขาดประเภทหนึ่ง อีกทั้งยังเพิ่ม ความไว้ใจ ให้ผู้บริจาคเห็นเส้นทางสิ่งของจากคลังภาคเหนือสู่ครัว บ้าน โรงเรียนภาคใต้แบบตรวจสอบได้

ทางสองแพร่งของสงขลา  ระหว่าง “น้ำยังไม่ลด” กับ “ชีวิตต้องเดินต่อ”

ขณะที่ฝนยังไม่หมดภาค ใต้ สงขลาจึงต้องบริหารสองสมการพร้อมกัน

  1. ความปลอดภัยวันนี้  เร่งอพยพ คัดแยกกลุ่มเสี่ยง รักษาโครงข่ายสื่อสาร ไฟฟ้าในพื้นที่สำคัญ
  2. ความหวังพรุ่งนี้  เตรียมแผนฟื้นฟูให้ “พร้อมทำงานทันทีที่น้ำลด” ไม่ต้องเสียเวลาเถียงกันเรื่องข้อมูลหรือขั้นตอน

การที่ภาคเหนือยืนมือมาพร้อม โลจิสติกส์ คลังสิ่งของ เครือข่ายสื่อ ทำให้สมการข้อสองมีทรัพยากรตั้งต้น และนี่คือความงามของ “ความร่วมมือข้ามภูมิภาค” ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงข่าวใหญ่ แต่สานต่อสู่การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนได้ หากถูกจัดวางเป็นระบบ

อุทกภัยภาคใต้ครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญของสมรรถนะการบริหารวิกฤตไทย ทั้งในระดับจังหวัดและความร่วมมือข้ามภูมิภาค ตัวเลข กว่า 7 แสนครัวเรือน ที่ได้รับผลกระทบ (และแตะ เกือบ 7.5 แสนครัวเรือน เมื่อมองทั้ง 12 จังหวัด) ไม่ใช่เพียงสถิติ แต่คือชีวิตจริงที่ต้องการอาหาร น้ำ ยา ความปลอดภัย และความหวังว่าจะกลับบ้านได้ในเร็ววัน

สงขลา เลือก “ตั้งหลักด้วยการอพยพด่วน” และส่งเสียงผ่าน จดหมายเปิดผนึก เพื่อขอ 5 มาตรการเร่งด่วน ขณะที่ เชียงราย ตอบรับด้วยการเป็น “กองหนุนฟื้นฟู” ภายใต้โครงการ HUG หาดใหญ่ เชื่อมข้อมูล สื่อ โลจิสติกส์ ให้ความช่วยเหลือไปถึง “คนตัวเล็ก” อย่างทันเวลา

เมื่อคลื่นฝนผ่านไป สิ่งที่จะนิยามความทรงจำของวิกฤตครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงระดับน้ำที่สูงเพียงใด แต่คือ เราลดเวลาคนกลับบ้านได้เร็วแค่ไหน และ เราสร้างระบบที่เข้มแข็งกว่าเดิมได้หรือไม่ คำตอบของสองประโยคนี้ จะสะท้อนว่าเรายืนอยู่ตรงไหนบนเส้นทางสู่เมืองปลอดภัย ยืดหยุ่น และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สิ่งของจำเป็นที่โครงการ HUG หาดใหญ่เชิญชวนร่วมบริจาค (ตามกรอบข้อมูลที่ได้รับ)

  • ข้าวสาร
  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป / อาหารกระป๋อง
  • น้ำดื่ม
  • ยาสามัญประจำบ้าน (เช่น ยาลดไข้แก้ปวด)
  • ผ้าอนามัย / ผ้าอ้อมสำเร็จรูป

หมายเหตุ  การจัดส่ง คัดแยกประสานผ่าน อบจ.เชียงราย, ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย และเครือข่ายสื่อพื้นที่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย (ปภ.)
  • สำนักข่าวสงขลาโฟกัส
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย  ข้อมูลความร่วมมือโครงการ “HUG หาดใหญ่  น้ำใจชาวเชียงรายช่วยน้ำท่วม” โครงข่ายประสานงานและรายการสิ่งของจำเป็น
  • หน่วยงานท้องถิ่นจังหวัดสงขลา (เทศบาลนครหาดใหญ่/อปท.พื้นที่)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ผ่าน EIA ขยายสู่ 237 เตียง พร้อมยกระดับบริการเฉพาะทาง

เชียงรายเดินหน้าศูนย์แพทย์มาตรฐานสากล “โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย (ส่วนต่อขยาย)” ผ่าน EIA ยกระดับบริการ-คุมผลกระทบสิ่งแวดล้อม ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน

เชียงราย, 21 พฤศจิกายน 2568 – โครงการ “โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย (ส่วนต่อขยาย)” เดินหน้าสู่หมุดหมายสำคัญของจังหวัด หลังมีหนังสือจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แจ้งผลการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยมีมติ “ให้ความเห็นชอบรายงาน” พร้อมกำชับให้ผู้พัฒนาโครงการถือปฏิบัติตามเงื่อนไขและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบพื้นที่โครงการ (หนังสือ สผ. ลงวันที่ 25 กันยายน 2568)

หนังสือแจ้งมติ 

การขยายศักยภาพครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจน จากโรงพยาบาลเอกชนขนาดกลางบนถนนพหลโยธิน ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย ที่ให้บริการผู้ป่วยในได้ 57 เตียง สู่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่รองรับผู้ป่วยได้ 237 เตียง เพิ่มขีดความสามารถด้านบริการเฉพาะทาง พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการจัดการสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกฎหมายสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่

บริบทโครงการ จาก “ความต้องการรักษา” สู่ “สาธารณูปโภคสุขภาพของเมือง”

เชียงรายเป็นประตูเศรษฐกิจภาคเหนือตอนบน เชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน การเติบโตทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และโครงสร้างประชากรที่เริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัย ล้วนกดดัน “อุปทานบริการแพทย์คุณภาพ” ให้ต้องขยายตัว โครงการส่วนต่อขยายของโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงรายจึงถูกออกแบบเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งจากคนในจังหวัด นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และผู้ป่วยชายแดน โดยยังคงหลักคิดสำคัญ “ขยายบริการไปพร้อมมาตรการปกป้องสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตชุมชน”

สาระสำคัญของโครงการตามเอกสารประชาสัมพันธ์ EIA และรายละเอียดจากผู้พัฒนา

  • ที่ตั้ง  เลขที่ 369 หมู่ที่ 13 ถนนพหลโยธิน ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย
  • ขอบเขตการก่อสร้าง
    • ปรับปรุงอาคารเดิม คสล. สูง 7 ชั้น เพิ่มเตียงผู้ป่วยในรวม 28 เตียง (ชั้น 4 และ 6)
    • ก่อสร้างอาคารใหม่ คสล. สูง 8 ชั้น พร้อมชั้นใต้ดิน 1 ชั้น เพิ่มเตียงอีก 152 เตียง
    • องค์ประกอบสนับสนุน อาคารพักแพทย์ 3 ชั้น, อาคารห้องพักมูลฝอยรวม 1 ชั้น, อาคารห้องผ้า 1 ชั้น, พื้นที่ให้เช่า
    • พื้นที่ใช้สอยรวม  33,860.37 ตร.ม.
    • ที่จอดรถ  รถยนต์ 144 คัน รถจักรยานยนต์ 23 คัน
  • ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ  24 เดือน (เริ่มจากงานรื้อถอนอาคารเดิมจนแล้วเสร็จ)

สาระดังกล่าวสะท้อนทิศทาง “ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสุขภาพ” ของเมือง ผ่านการเสริมเตียงผู้ป่วย การเพิ่มบริการเฉพาะทาง และการสร้างระบบสนับสนุนบุคลากรแพทย์ (เช่น อาคารพักแพทย์) เพื่อลดข้อจำกัดการดึงดูดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้อยู่ปฏิบัติงานในภูมิภาค

เส้นทาง EIA  ผ่านด่านสำคัญ พร้อมเงื่อนไขคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

หนังสือ สผ. ที่ส่งถึงผู้พัฒนาและที่ปรึกษาโครงการ ระบุชัดเจนว่าคณะผู้ชำนาญการได้ “พิจารณาและให้ความเห็นชอบรายงาน EIA” ของโครงการ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ผลรายงานเป็นฐานประกอบการอนุญาตต่าง ๆ และให้ผู้พัฒนาปฏิบัติตาม มาตรการป้องกัน-แก้ไข-ติดตามตรวจสอบผลกระทบ ตามที่ระบุไว้ในรายงานอย่างเข้มงวด (หนังสือ สผ. ลงวันที่ 25 กันยายน 2568, หน้า 1–2)

เหตุผลเชิงนโยบายของกระบวนการ EIA

ในทางปฏิบัติ โครงการโรงพยาบาลขนาดใหญ่ต้องพิสูจน์ว่า “ประโยชน์สาธารณะ” (การเข้าถึงบริการรักษาคุณภาพสูง) จะเกิดขึ้นควบคู่กับ “การบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม” (ฝุ่น เสียง น้ำเสีย มูลฝอยติดเชื้อ จราจร และความปลอดภัยชุมชน) เอกสาร EIA จึงทำหน้าที่เป็น “สัญญาทางสังคม” กำหนดมาตรการคุ้มครองที่ตรวจสอบได้ ทั้งในระยะก่อสร้างและระยะดำเนินการ

สาระสำคัญที่ สผ. เน้นย้ำในหนังสือ

  • โครงการต้องปฏิบัติตามมาตรการและเงื่อนไขตามรายงาน EIA ที่ได้รับความเห็นชอบ
  • ให้ถือเป็นฐานประกอบการขออนุญาตจากหน่วยงานอื่น (เช่น ผังเมือง สิ่งปลูกสร้าง ระบบบำบัด ฯลฯ)
  • เมื่อได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานปลายทาง ต้องแจ้งกลับเพื่อให้ สผ. ติดตามในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป (หน้า 2)

เสียงสะท้อนจากรั้วชุมชน กังวลอะไร และโครงการจะตอบอย่างไร

โรงพยาบาลขยาย…ชุมชนต้องอยู่สบายกว่าเดิม” คือประโยคสั้น ๆ ที่สะท้อนความคาดหวังของคนรอบพื้นที่ เมื่อโครงการประกาศแผนเพิ่มเตียงและก่อสร้างอาคาร 8 ชั้น ทุกสายตาจึงจับจ้อง “มาตรการดูแลสิ่งแวดล้อม” ที่จะทำให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่น

ระยะก่อสร้าง  ฝุ่น-เสียง-จราจร ต้อง “ชัด-เช็ค-โชว์”

  • ฝุ่น PM และดินโคลน  ควบคุมด้วยผ้าใบคลุมกองวัสดุ ฉีดพ่นน้ำเป็นรอบเวลา กำหนดจุดล้างล้อรถบรรทุกก่อนออกถนนสาธารณะ และทำความสะอาดผิวทางอย่างสม่ำเสมอ
  • เสียงและแรงสั่นสะเทือน  กำหนดเวลาใช้เครื่องจักรเสียงดังในช่วงกลางวัน ติดตั้งแผงกั้นเสียงชั่วคราวตามแนวเขตก่อสร้าง ตรวจวัดระดับเสียง/สั่นสะเทือนเป็นระยะ และแจ้งชุมชนหากมีงานที่ต้องใช้วิธีการก่อสร้างพิเศษ
  • ความปลอดภัยไซต์งาน  กำหนดทางเข้า-ออกเฉพาะรถงานก่อสร้าง ติดตั้งป้ายเตือน ไฟส่องสว่าง กล้องวงจรปิด และผู้ควบคุมการจราจรช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้ถนนพหลโยธินและซอยเชื่อม
  • สื่อสารเชิงรุก  เปิดช่องทางร้องเรียน-แจ้งเหตุ 24 ชั่วโมง พร้อมกลไกตอบสนองภายในเวลาที่กำหนด และรายงานผลการดำเนินมาตรการบนบอร์ดข้อมูลหน้าไซต์/สื่อออนไลน์ของโครงการ

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง  การก่อสร้างเดินหน้าตามเวลา ขณะที่ผู้พักอาศัยและสถานประกอบการรอบข้างสามารถประกอบกิจวัตรได้โดยไม่ถูกรบกวนเกินมาตรฐาน

ระยะดำเนินการ น้ำเสีย-มูลฝอยติดเชื้อ-จราจรผู้มาใช้บริการ ต้อง “ออกแบบไว้ก่อน”

  • น้ำเสียโรงพยาบาล  แยกเส้นทางน้ำเสียหอผู้ป่วย ห้องผ่าตัด ห้องแลบ ไปบำบัดในระบบเฉพาะของโรงพยาบาล ก่อนระบายต้องผ่านค่ามาตรฐานตามกฎหมาย และติดตั้ง “ระบบเฝ้าระวัง” (Monitoring) รายงานผลต่อหน่วยงานกำกับเป็นระยะ
  • มูลฝอยทั่วไป-ติดเชื้อ  จัดห้องพักมูลฝอยรวมแบบควบคุมอุณหภูมิ/การปนเปื้อน แยกถังสีตามประเภท (ทั่วไป/อันตราย/ติดเชื้อ) และทำสัญญา “ผู้รับกำจัดที่ได้รับอนุญาต” ขนส่งตามเส้นทาง-รอบเวลาเฉพาะ ลดการรบกวนพื้นที่ชุมชน
  • คุณภาพอากาศ-กลิ่น  ห้องเก็บสารเคมี/ยา และระบบกรองอากาศในพื้นที่เสี่ยงใช้ HEPA/ถ่านกัมมันต์ตามหลักวิศวกรรม มีแผนบำรุงรักษาระบบอย่างเคร่งครัด และตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยรอบเป็นระยะ
  • พลังงานและคาร์บอน  ใช้แนวคิดอาคารเขียว (ความหนาผนัง ฉนวน กันความร้อน/รั่วอากาศ) จัดสรรแสงสว่างธรรมชาติ ผสานระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูง และบริหารพลังงานสำรอง (เครื่องปั่นไฟ) ให้เหมาะสมเพื่อลดมลพิษทางเสียง/ไอเสีย
  • การจราจรผู้รับบริการ  วางผังทางเข้า-ออกแยกประเภทผู้มาใช้บริการ รถฉุกเฉิน รถส่งของ-ขยะติดเชื้อ และบุคลากร พร้อมที่จอดรถเพียงพอ (รถยนต์ 144 คัน จยย. 23 คัน) และแผนจัดระเบียบจราจรช่วงพีก เช่น คลินิกยอดนิยม/วันตรวจสุขภาพองค์กร

เป้าหมายสูงสุด  โรงพยาบาลที่ “รักษาได้มากขึ้น” แต่ “รบกวนน้อยลง” กับผู้คนรอบข้าง

โครงสร้างกายภาพรองรับบริการเฉพาะทาง และเหตุผลที่ต้องมี “อาคารพักแพทย์”

องค์ประกอบสำคัญของโครงการคือ อาคารพักแพทย์สูง 3 ชั้น โครงสร้างนี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่มีนัยสำคัญเชิงคุณภาพ โรงพยาบาลภูมิภาคที่ต้องการยกระดับสู่การรักษา “หัตถการซับซ้อน” จำเป็นต้องมี แพทย์เฉพาะทาง ประจำการอย่างเพียงพอ การมีที่อยู่อาศัยคุณภาพในรั้วโรงพยาบาลช่วยดึงดูดและรักษาบุคลากรฝีมือให้อยู่กับระบบบริการนอกเมืองใหญ่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ “ความต่อเนื่องของบริการ” และ “ความเร็วของการตอบสนองภาวะฉุกเฉิน”

เหตุผลเชิงสังคม-เศรษฐกิจ  โรงพยาบาลที่ดี “ประหยัดต้นทุนสังคม” ได้อย่างไร

แม้โครงการมุ่งยกระดับบริการเชิงพาณิชย์ แต่ในเชิงสังคม โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีระบบส่งต่อผู้ป่วยและการแพทย์เฉพาะทางครบวงจร เปรียบเสมือน “โครงสร้างพื้นฐานของเมือง” ที่ช่วย ลดต้นทุนการเดินทางรักษา ของผู้ป่วย/ญาติ และ ลดภาระโรงพยาบาลรัฐ ในบางกลุ่มโรคที่สามารถร่วมบริการได้ นอกจากนี้ ความพร้อมของบริการแพทย์คุณภาพยังเป็นหนึ่งในปัจจัยดึงดูดการลงทุน/การท่องเที่ยว และยกระดับความเชื่อมั่นของเมืองในฐานะจุดหมายปลายทางอยู่อาศัย-ทำงาน-ท่องเที่ยว

ประเด็นที่ชุมชน-หน่วยงานควร “ติดตามต่อ” หลัง EIA ผ่าน

การ “ให้ความเห็นชอบ EIA” เป็นเพียง จุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบ โครงการยังต้องเดินหน้าปฏิบัติตามมาตรการและเปิดเผยข้อมูลให้ตรวจสอบได้อย่างต่อเนื่อง ประเด็นที่ควรจับตา ได้แก่

  1. แผนจัดการฝุ่น-เสียง ระยะก่อสร้าง – รายงานผลการตรวจวัดถี่แค่ไหน? วิธีตอบสนองเมื่อเกินค่ามาตรฐานเป็นอย่างไร?
  2. การเดินรถบรรทุกวัสดุ – กำหนดช่วงเวลา/เส้นทางหลีกเลี่ยงชุมชนหรือโรงเรียนแล้วหรือไม่?
  3. ระบบจัดการมูลฝอยติดเชื้อ – ห้องพักมูลฝอยรวมมีการควบคุมการปนเปื้อน/กลิ่นและบันทึกการขนส่งด้วยระบบติดตาม (tracking) หรือไม่?
  4. น้ำเสียสถานพยาบาล – ผลตรวจ BOD, COD, ค่ามาตรฐานอื่น ๆ หลังบำบัดเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอหรือไม่?
  5. ความปลอดภัยชุมชน – การซ้อมแผนอัคคีภัย/สารเคมีรั่วไหล และช่องทางแจ้งเหตุฉุกเฉินของโรงพยาบาลกับชุมชนรอบข้างเชื่อมกันแล้วหรือยัง?
  6. การสื่อสารสาธารณะ – ช่องทางร้องเรียน 24 ชม. ผู้รับผิดชอบ และ SLA ในการแก้ไขข้อร้องเรียน ถูกนำมาใช้จริงและรายงานผลแบบโปร่งใสหรือไม่?

หากคำตอบของทั้ง 6 ข้อ “ชัด-มีหลักฐาน-ตรวจสอบได้” ความเชื่อมั่นของชุมชนย่อมสูงขึ้นตามลำดับ

ไทม์ไลน์และขั้นตอนอนุญาต  จาก EIA สู่ใบอนุญาตปลายทาง

หลังได้รับความเห็นชอบ EIA โครงการต้องเดินหน้าขอใบอนุญาตเฉพาะจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง (เช่น ใบอนุญาตก่อสร้างอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคาร ระบบบำบัดน้ำเสีย มาตรฐานห้องเก็บมูลฝอยติดเชื้อ และการเชื่อมต่อสาธารณูปโภค) เมื่อเอกสารอนุญาตครบถ้วนจึงเข้าสู่การก่อสร้างระยะเวลา ประมาณ 24 เดือน ก่อนทดสอบระบบและเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ สผ. ระบุในหนังสือให้โครงการแจ้งกลับเมื่อได้รับอนุญาตจากหน่วยงานปลายทาง เพื่อประสานการติดตามในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป 

มุมมองบรรณาธิการ  “อาสาสมัครข้อมูล” คือหัวใจของการอยู่ร่วมกัน

โครงการโรงพยาบาลไม่ใช่อาคารคอนกรีต แต่คือ “ระบบนิเวศของความไว้วางใจ” ระหว่างผู้พัฒนา แพทย์ บุคลากร คนไข้ และชุมชน การทำให้ข้อมูลมาตรการสิ่งแวดล้อม “อยู่ในที่เดียวกัน อ่านง่าย อัปเดตได้” จะลดความกังวลใจและทำให้การรับฟังข้อเสนอจากชุมชนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อเสนอเชิงรูปธรรมที่โครงการสามารถทำได้ทันที ได้แก่

  • Dashboard สิ่งแวดล้อมสาธารณะ  สรุปค่าฝุ่น-เสียง-น้ำทิ้ง-ข้อร้องเรียนแบบเรียลไทม์/รายเดือน พร้อมคำอธิบายมาตรการแก้ไข
  • Community Walk & Talk  นัดหมายเดินดูไซต์ก่อสร้างร่วมกับตัวแทนชุมชนทุกไตรมาส รับข้อเสนอแนะและสรุป “สิ่งที่แก้แล้ว/กำลังดำเนินการ/กำหนดเสร็จ”
  • Hotline & SLA  ระบุเวลาตอบสนองและเวลาปิดงานร้องเรียนอย่างชัดเจน พร้อมเผยแพร่สถิติการให้บริการประชาชน

หากทำได้ครบ วงจร “รับฟัง-ปรับปรุง-รายงานผล” จะช่วยให้โครงการกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง

“ขยายบริการสุขภาพ” กับ “คุ้มครองสิ่งแวดล้อม” ต้องเดินไปพร้อมกัน

การที่โครงการส่วนต่อขยายโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ผ่านความเห็นชอบรายงาน EIA คือสัญญาณเชิงสถาบันว่า การขยายบริการสุขภาพของเมืองสามารถทำได้โดย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของผู้คนรอบพื้นที่

ก้าวถัดไปจึงอยู่ที่ วินัยของการปฏิบัติตามมาตรการ, ความโปร่งใสของข้อมูล, และ ความร่วมมือของทุกภาคส่วน หากสามเสาหลักนี้ยืนมั่นคง เชียงรายจะได้ทั้งโรงพยาบาลคุณภาพระดับภูมิภาค และแบบอย่างการพัฒนาเมืองที่เคารพสิ่งแวดล้อมและชุมชนไปพร้อมกัน

ข้อมูลโครงการโดยสรุป

  • ชื่อโครงการ  โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย (ส่วนต่อขยาย)
  • ที่ตั้ง  369 หมู่ 13 ถ.พหลโยธิน ต.นางแล อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย
  • สถานะ EIA  ให้ความเห็นชอบรายงาน (เลขที่รายงาน 256806-49; หนังสือแจ้งผลจาก สผ. ลงวันที่ 25 กันยายน 2568)
  • ขนาดโครงการ  เพิ่มจำนวนเตียงจาก 57 เป็น 237 เตียง; อาคารใหม่สูง 8 ชั้น + ชั้นใต้ดิน 1; ปรับปรุงอาคารเดิม 7 ชั้น; พื้นที่ใช้สอยรวม 33,860.37 ตร.ม.; จอดรถยนต์ 144 คัน จยย. 23 คัน
  • ระยะเวลาก่อสร้าง  ประมาณ 24 เดือ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • หนังสือ สผ. แจ้งผลการพิจารณารายงาน EIA โครงการโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย (ส่วนต่อขยาย) ลงวันที่ 25 กันยายน 2568  
  • ภาพสถานะระบบฐานข้อมูลโครงการ EIA
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายชี้เป้า UNSEEN THAI THAI สู้ศึก Tourism War วธ.ดัน บ้านห้วยน้ำกืน สู่แบรนด์ ประสบการณ์ไทยคุณภาพ

เชียงรายชี้เป้า “UNSEEN THAI THAI” รับศึก Tourism War: วธ.เชียงรายลงพื้นที่บ้านห้วยน้ำกืนยกระดับทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น สู่แบรนด์ประสบการณ์ไทยคุณภาพ

เชียงราย,19 พฤศจิกายน 2568 –  ท่ามกลางแรงกดดันของ “สงครามท่องเที่ยวเอเชีย” ซึ่งคู่แข่งเร่งสร้างแลนด์มาร์ก ผ่อนคลายวีซ่า หนุนการบินอย่างเป็นระบบ เชียงรายเลือก “อัตลักษณ์ชุมชน” เป็นหัวหอก วธ.เชียงรายลงพื้นที่บ้านห้วยน้ำกืนเจาะลึกทุนทางวัฒนธรรม ภายใต้นโยบาย “ไท ไทย” ของกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อแปรความเป็นไทยดั้งเดิมให้ร่วมสมัยและสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ สังคม จิตใจ พร้อมตั้งโจทย์การตลาดท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ที่ต้อง “แตกต่าง มีคุณค่า วัดผลได้” ขณะเดียวกัน ภาพรวมระดับประเทศยังต้องเร่งอุดจุดอ่อนด้านภาพลักษณ์ ความปลอดภัย มาตรฐานประสบการณ์ และโครงสร้างข้อมูล ให้ทันเกมรุกของภูมิภาคตามดัชนี TTDI 2024 กับความเป็น “ฮับการบิน” ที่กำลังก้าวหน้าแต่ยังต้องต่อยอดอย่างเป็นระบบ (เช่น SAT-1 และรันเวย์ที่ 3 ของสุวรรณภูมิ) เพื่อดึงตลาดคุณภาพกลับมาอย่างยั่งยืน

ฉากตั้งต้น เมื่อ “เรื่องเล่า” ต้องชนะ “ส่วนลด”

ในตลาดท่องเที่ยวเอเชียปี 2567–2568 หลายประเทศเดินเกมเข้มข้น ทั้งสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ขนาดใหญ่ (เช่น Zootopia ที่ Shanghai Disney) และยกระดับแหล่งเดิมให้เป็น “ประสบการณ์” มากกว่าการเที่ยวเชิงเช็คอิน (สิงคโปร์พัฒนา Rainforest Wild Asia และโครงการรีแบรนด์ปลายทางอย่างต่อเนื่อง) ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้า “นโยบายด้านการเดินทาง” ที่กระตุ้นดีมานด์ เช่น ยกเว้นวีซ่า ขยายเวลาพำนัก e-Visa วีซ่ากลุ่มพิเศษ ตลอดจนการเพิ่มความถี่และความเชื่อมต่อของเครือข่ายการบิน ซึ่งทำให้การตัดสินใจเดินทางของผู้คน “เร็ว ง่าย คุ้ม” กว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ไทยเองมีชุดมาตรการปรับตัว ทั้งการขยายยกเว้นวีซ่า 60 วันให้กับหลายประเทศ และเปิด “Destination Thailand Visa (DTV)” เพื่อดึงดูดดิจิทัลโนแมด/ครีเอทีฟ รวมถึงการแพทย์เชิงคุณภาพและพำนักระยะยาว (LTR/Thailand Privilege) เพื่อขยายฐานนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง แต่ในโลกที่ทุกประเทศต่าง “จัดเต็ม” เชิงยุทธศาสตร์ การชนะด้วย “ราคา ส่วนลด” เพียงอย่างเดียวเริ่มเพดานต่ำลง—เมืองปลายทางต้อง “ขายคุณค่า” ผ่านเรื่องเล่า วัฒนธรรม วิถีชีวิต และประสบการณ์ที่ลึกซึ้งจับต้องได้.

เหตุการณ์หลักในพื้นที่  วธ.เชียงราย “ลงมือ ลงพื้นที่” บ้านห้วยน้ำกืน

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (วธ.ชร.) นำโดย นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมคณะ ลงพื้นที่ บ้านห้วยน้ำกืน ตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า เพื่อตรวจสำรวจ “ทุนทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น” ภายใต้แนวคิด “UNSEEN THAI THAI   อันซีน ไท ไทย เสน่ห์วัฒนธรรม จังหวัดเชียงราย” โดยเน้นความร่วมมือกับผู้นำชุมชน ภาคประชาชน เพื่อคัดเลือก “เรื่องเล่าที่มีชีวิต” (Living Heritage) ที่สามารถสืบสาน อนุรักษ์ และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ กิจกรรม ประสบการณ์เชิงท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืนในมิติ เศรษฐกิจ–สังคม–จิตใจ สอดคล้องนโยบาย “ไท ไทย” ที่มุ่ง “ยกระดับไทยดั้งเดิมให้ร่วมสมัย” ของกระทรวงวัฒนธรรม. (ข้อมูลจากประกาศ/รายงานของหน่วยงานท้องถิ่น)

การลงพื้นที่ครั้งนี้ มีเป้าหมายเชิงปฏิบัติการ 3 ส่วน คือ

  1. การทำแผนที่ทุนวัฒนธรรม (Cultural Mapping)  ชี้จุดอัตลักษณ์ วิถี คติความเชื่อ ภูมิปัญญา ศิลปะพื้นถิ่น ที่ “เล่าได้ ขายได้ ยืนระยะได้”
  2. การออกแบบประสบการณ์ (Experience Design)  แปลง “องค์ความรู้ท้องถิ่น” เป็นกิจกรรมเวิร์กช็อป/พิธีกรรม/งานหัตถกรรม/อาหารพื้นถิ่น ที่เชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวรอบพื้นที่
  3. การสร้างความพร้อมชุมชน (Capacity Building)  ยกระดับมาตรฐานบริการ ความปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวก พิธีการต้อนรับหลายภาษา และการสื่อสารดิจิทัล เพื่อรองรับตลาดคุณภาพ/พักยาว

 หากประเทศคู่แข่ง “เร่งสร้างที่เที่ยวใหม่” ไทยต้อง “เล่าและจัดการของเดิมให้เป็นใหม่” จนเกิดคุณค่าที่เหนือราคา—และเชียงรายกำลังพิสูจน์สมมติฐานนี้ผ่าน UNSEEN THAI THAI บนฐานชุมชนจริง

ไทม์ไลน์  จากนโยบาย “ไท ไทย” สู่ปฏิบัติการในหมู่บ้าน

  • ก่อนหน้า 2568  กระทรวงวัฒนธรรมวางวิสัยทัศน์ “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” และชูแนวคิด “ไท ไทย” เพื่อยกระดับความเป็นไทยดั้งเดิม (Traditional Thai) ให้สอดรับกับความร่วมสมัย (Contemporary Thai) ในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์/ซอฟต์พาวเวอร์
  • 2567–2568 (ระดับภูมิภาค)  ประเทศคู่แข่งในเอเชียเปิดแลนด์มาร์ก/ธีมแลนด์ ยกเครื่องวีซ่า หนุนเครือข่ายการบิน เร่งทำคอนเทนต์/อินฟลูเอนเซอร์อย่างเป็นระบบ ทำให้การแข่งขันดุเดือด (เช่น จีนเปิด Zootopia แห่งแรกของโลกที่เซี่ยงไฮ้ดิสนีย์รีสอร์ต; สิงคโปร์เดินหน้ากลุ่มโครงการ Mandai และแหล่งเรียนรู้ทางทะเลขนาดใหญ่)
  • 18 พ.ย. 2568 (ระดับพื้นที่)  วธ.เชียงรายลงพื้นที่ บ้านห้วยน้ำกืน ทำ Cultural Mapping จุดประกายเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน วางแผนกิจกรรมร่วมกับผู้นำหมู่บ้าน เพื่อคัดเลือก “แพ็กเกจประสบการณ์” ที่เปิดขายได้จริง (เช่น เวิร์กช็อปหัตถกรรม, พิธีกรรมท้องถิ่นที่เคารบวิถี, อาหารพื้นถิ่นเล่าเรื่อง)
  • หลังการลงพื้นที่ (ก้าวถัดไป)  บูรณาการกับ อปท./ททท./เอกชนทัวร์/OTA เพื่อจัดทำ “สินค้า เส้นทาง ปฏิทินกิจกรรม” แบบ ทดลองขาย (pilot) พร้อมสร้างตัวชี้วัด (KPI) ด้านรายได้ชุมชน การจ้างงาน การยืดระยะพำนัก คะแนนประสบการณ์ (CSAT/NPS) และอัตราการกลับมาเยือนซ้ำ

ภาพใหญ่ประเทศ  ทำไมไทย “ต้องเร่ง” วางยุทธศาสตร์ยาว

  1. ความสามารถในการแข่งขันเชิงระบบ
    ดัชนี Travel & Tourism Development Index 2024 โดย World Economic Forum จัดอันดับภาพรวม “ความพร้อมและสภาพแวดล้อม” ด้านท่องเที่ยวของประเทศ—ไทยยังอยู่หลังคู่แข่งหลายด้าน โดยเฉพาะ ความยั่งยืน ความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานเชิงระบบ ซึ่งสะท้อนว่าต่อให้ทรัพยากรท่องเที่ยวโดดเด่น หากระบบบริหารจัดการยัง “ไม่เข้มแข็งพอ” ไทยจะเสียเปรียบในศึกยืดเยื้อ
  2. เครือข่ายการบินและศักยภาพฮับ
    รายงาน OAG Megahubs สะท้อนความเข้มแข็งของจุดเชื่อมต่อการบินระดับโลก โดย กัวลาลัมเปอร์ (KUL) และ อินชอน (ICN) ทำผลงานโดดเด่นขึ้นติดท็อป ขณะที่ สุวรรณภูมิ (BKK) ขยับอันดับดีขึ้นตามการเปิดอาคารเทียบเครื่องบินรอง SAT-1 และ “รันเวย์ที่ 3” ช่วยเพิ่มขีดความสามารถรับ กระจายผู้โดยสารระหว่างประเทศ แต่เพื่อให้กลายเป็น “แม่เหล็กจริง” ไทยต้องเชื่อมจิ๊กซอว์ การตลาด วีซ่า ตารางบิน การกระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง อย่างมีแผนเดียวทั้งระบบ
  3. นโยบายวีซ่า ผลิตภัณฑ์วีซ่าพิเศษ
    ไทยประกาศผ่อนคลายกฎวีซ่าหลายระลอก และเปิด DTV เจาะกลุ่มดิจิทัลโนแมด/ครีเอทีฟ พร้อมวีซ่าระยะยาว/การแพทย์ เพื่อดึงกำลังซื้อคุณภาพ—ทิศทางนี้ “ถูกทาง” แต่ต้อง บูรณาการสื่อสาร จัดเส้นทาง ยกระดับประสบการณ์ ให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายจริง มิฉะนั้นจะ “เปิดประตูติดป้ายต้อนรับ” แต่คนยังไม่เข้า เพราะเรื่องเล่ายังไม่ชัด สินค้ายังไม่พร้อม.

เชื่อมโยงเชียงรายกับสงครามท่องเที่ยว  How to Win

เชียงราย มีจุดแข็งชัดเจนด้าน ความปลอดภัย ธรรมชาติ วัฒนธรรม ความเป็นเมืองพำนัก (long-stay) และกำลังสร้าง “คาแรกเตอร์เมือง” ที่ตอบโจทย์เส้นทางภาคเหนือและสามเหลี่ยมทองคำ การที่ วธ.เชียงรายนำ UNSEEN THAI THAI ลงชุมชนจริง—คือการกำหนด ประสบการณ์หลัก” ที่ขายได้ยาว และไม่ชนตรงกับจุดขายส่วนลดของคู่แข่ง โดยโฟกัส 4 ยุทธศาสตร์ต่อไปนี้

  1. Differentiation by Culture
    ลงทุนกับ “เรื่องเล่าอัตลักษณ์” เช่น พิธี อาหาร งานช่าง ดนตรี ผ้าทอ ความเชื่อ—เลือกเฉพาะที่ “เล่าได้ ถ่ายทอดได้ เป็นธรรมชาติของชุมชน” แล้วออกแบบเป็นประสบการณ์ Must Try/Must See ที่ไม่ซ้ำเมืองไหน (เช่น “เช้า สัมผัสวิถี/สาย ลงมือทำ/บ่าย แลกเปลี่ยนภูมิปัญญา/เย็น ร่วมพิธีท้องถิ่น/ค่ำ ดูฟ้าและเรื่องเล่า/นอนโฮมสเตย์มาตรฐาน”)
  2. Quality First, Then Quantity
    ตั้ง KPI เป็น รายได้ต่อหัว ระยะพำนัก สัดส่วนกิจกรรมคุณค่า” แทนการไล่ตัวเลขคนเข้าเมือง ยกระดับมาตรฐานไมโครบีดดิ้ง (ภาษา/ความปลอดภัย/สุขอนามัย/ข้อมูลโภชนาการ/การเข้าถึงสำหรับผู้พิการ) เพื่อให้ตลาดญี่ปุ่น สหรัฐฯ ยุโรป “รู้สึกคุ้มที่จะจ่ายเพิ่ม”
  3. Route Design & Distribution
    เชื่อมเชียงรายกับ แพ็กเกจข้ามจังหวัด และ เส้นทาง thematic (เช่น “ชา กาแฟ ผ้าพื้นเมือง”, “เวียง วัด วิถี”, “สุขภาพ สมาธิ สมุนไพร”) แล้วกระจายผ่าน OTA/เอเยนต์ สื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์เฉพาะกลุ่ม (คราฟต์/ถ่ายภาพ/กาแฟ/สายครอบครัว/ผู้สูงวัยกำลังซื้อสูง)
  4. Data-Driven & Continuous Improvement
    วัดผลแบบเรียลไทม์  รายได้ชุมชน, การจ้างงาน, CSAT/NPS, Net Benefit ต่อสิ่งแวดล้อม สังคม, และปริมาณเนื้อหาที่ถูกบอกต่อ (UGC) เพื่อ “ปรับสูตร เพิ่มคุณค่า ลดรอยรั่ว” อย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่าง “แพ็กเกจประสบการณ์” ที่ทำได้จริง (Draft)

  • Craft & Spirit  เวิร์กช็อปงานช่าง/ผ้าทอ/เครื่องเงิน + เรื่องเล่าคติความเชื่อ + พิธีขอบคุณป่า/น้ำ ตามมารยาทชุมชน
  • Food & Faith  ทำอาหารพื้นถิ่น “กับข้าวเล่าประวัติ” + ลองปลูก เก็บ ปรุง + เส้นทางวัด เวียง ชุมชน
  • Quiet Wellness  สมาธิยามเช้า เดินป่าเบา ๆ อาบไอหมอก สมุนไพรพื้นบ้าน สปาไทยร่วมสมัย
  • Photo & Story  จุดชมวิว แสงเช้า/เย็น คลาสเล่าเรื่องถ่ายภาพ งานเล็ก ๆ ในชุมชน

ทุกโปรแกรมต้องมี มาตรฐานความปลอดภัย การแยกขยะ การใช้น้ำ การจัดการฝุ่น/ควัน และ แนวปฏิบัติสำหรับแขก (do & don’t) ที่เข้าใจง่ายหลายภาษา พร้อม ป้ายอักษรเบรลล์/สัญลักษณ์สากล และ เส้นทางสำหรับผู้ใช้วีลแชร์ เพื่อรองรับ Friendly Design ให้เป็นปลายทางที่ “ทุกคนเข้าถึงได้”.

บทเรียนจากคู่แข่ง  โครงสร้างและการสื่อสารสำคัญพอ ๆ กับแหล่งท่องเที่ยว

  • สิงคโปร์ เดินหน้าสร้าง “คาแรกเตอร์เมือง” ผ่านแบรนด์ท่องเที่ยวระดับประเทศและการลงทุนในแลนด์มาร์ก/พิพิธภัณฑ์/สวนเชิงเรียนรู้ พร้อมทำงานแบบ รัฐ เอกชนร่วม ยกระดับประสบการณ์ทุกจุดสัมผัส (จากสนามบินสู่ย่านสร้างสรรค์)
  • จีน ใช้ “ธีมแลนด์ เมืองหิมะ เมืองโบราณรีโนเวต” เป็นแม่เหล็กเพื่อยืดฤดูกาลและเพิ่มกิจกรรมเชิงประสบการณ์ พร้อมผ่อนคลายวีซ่าบางส่วน—เป็นสัญญาณว่าประเทศที่เคยพึ่งทรัพยากรธรรมชาติ ก็กำลัง “สร้างของใหม่” แข่งเช่นกัน
  • ไทย เองกำลังก้าวหน้าในฝั่งโครงสร้างสนามบิน (SAT-1/รันเวย์ที่ 3) ซึ่งช่วยเรื่องการเชื่อมต่อ แต่อีกฟากคือ “การจัดการปลายทาง” ตั้งแต่ ความปลอดภัย การสื่อสารหลายภาษา มาตรฐานบริการ การจัดการสิ่งแวดล้อม ระบบข้อมูล ที่ยังต้องเร่ง “ทำให้แน่น” ให้สอดคล้องกับตัวชี้วัด TTDI ที่ยังเป็นจุดอ่อน

มุมข้อมูล ตัวเลข “ชวนคิด” (สำหรับผู้กำหนดยุทธศาสตร์)

  • TTDI 2024 ชี้ไทยยังมีช่องว่างสำคัญด้าน Enabling Environment/ความยั่งยืน/โครงสร้างพื้นฐาน เมื่อเทียบคู่แข่ง—สะท้อนว่าการพึ่ง “ชื่อเสียงปลายทาง” อย่างเดียวไม่พอ ต้องยกระดับระบบและมาตรฐานพร้อมกัน
  • เครือข่ายการบิน  การขยับอันดับ Megahubs ของสุวรรณภูมิเป็นสัญญาณบวก—แต่ “การเชื่อมต่อเที่ยวบิน” ควรไปพร้อมกับ “สินค้าที่พร้อมขาย” ของเมืองรอง เช่น เชียงราย เพื่อแปลงผู้โดยสารต่อเครื่องเป็น “ผู้มาเยือนคุณภาพ”
  • วีซ่า/ผลิตภัณฑ์วีซ่า  มาตรการ 60 วัน และ DTV จะเกิดผลสูงสุดต่อเมื่อมี แพ็กเกจ ประสบการณ์ ระบบรับรองมาตรฐาน ให้กลุ่มดิจิทัลโนแมด/ระยะยาวตัดสินใจได้ทันที—ไม่ใช่เพียง “ขอมาแล้วค่อยหา”.

ข้อเสนอเชิงนโยบายและการจัดการ (สำหรับจังหวัดและหน่วยงานร่วม)

  1. DMO เชียงรายแบบเบา-คล่อง (Light-DMO)
    จัดตั้งคณะทำงานข้ามหน่วย (วธ.–ททท.–อปท.–เอกชน–ชุมชน–สถาบันการศึกษา) ทำหน้าที่ ออกแบบเส้นทาง บ่มเพาะผู้ประกอบการชุมชน ทำการตลาดร่วม วัดผล รายงานสาธารณะ รายไตรมาส
  2. มาตรฐานประสบการณ์ & Friendly Design
    กำหนดมาตรฐานบริการ (ภาษา/ความปลอดภัย/สุขอนามัย/อาหารแพ้อาหาร/แคชเลส/การเข้าถึงสำหรับผู้พิการ) พร้อมอบรมชุมชนและผู้ประกอบการ และทำ “ตรารับรอง” จังหวัด
  3. Data Lake ท่องเที่ยวเชียงราย
    รวมข้อมูลการจอง/เส้นทางยอดนิยม/การใช้จ่าย/รีวิว/CSAT/NPS/ปัญหาระหว่างเดินทาง สู่แดชบอร์ดสาธารณะจังหวัด เพื่อให้ทุกภาคส่วน วางแผน ปรับทัพ บูรณาการงบ ได้บนข้อเท็จจริงเดียวกัน
  4. Prototype → Scale
    เริ่มจาก บ้านห้วยน้ำกืน เป็นพื้นที่ต้นแบบ “UNSEEN THAI THAI” แล้วขยายสู่หมู่บ้านรอบข้าง แบบ “วงแหวน” (Ring Strategy) เพื่อให้ ทรัพยากร รายได้ คน กิจกรรม กระจายตัว ไม่กระจุกจุดเดียว
  5. การสื่อสารเชิงแบรนด์ร่วม
    จัดทำ “Brand Book เชียงราย UNSEEN THAI THAI” ระบุโทนภาษา ภาพ จริยธรรมการท่องเที่ยว do & don’t แนวถ่ายภาพที่เคารพชุมชน และ Content Calendar ร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์เชิงคุณภาพ (ไม่เน้นไวรัลที่ผิดบริบทวัฒนธรรม)

ชนะด้วย “คุณค่าที่วัดผลได้”

การที่ วธ.เชียงราย ลงพื้นที่บ้านห้วยน้ำกืน มิใช่เพียง “กิจกรรมเชิงพิธีการ” แต่เป็นการ พลิกโจทย์ ศึกท่องเที่ยวจากการแข่ง “จำนวน ส่วนลด” ไปสู่การแข่ง “คุณค่า ประสบการณ์ ความยั่งยืน” หากทำต่อเนื่องและวัดผลได้จริง เชียงรายจะกลายเป็น ต้นแบบเส้นทางวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่ช่วยให้ไทย ยืดระยะพำนัก เพิ่มรายได้ต่อหัว สร้างงานท้องถิ่น รักษาทรัพยากร และ “เล่าเรื่องไทย” ให้คนทั้งโลกเข้าใจในแบบที่สัมผัสได้

และในภาพใหญ่ระดับประเทศ ไทยจำเป็นต้อง เดินสองขา ไปพร้อมกัน

  • ขาโครงสร้าง นโยบาย  วีซ่า เครือข่ายบิน มาตรฐาน ข้อมูล ความปลอดภัย DMO
  • ขาประสบการณ์ แบรนด์  UNSEEN THAI THAI/Soft Power/เรื่องเล่า/เส้นทางใหม่/กิจกรรมเชิงเรียนรู้

เมื่อ “โครงสร้าง” หนุน “เรื่องเล่า” และ “เรื่องเล่า” กลับไปขับ “โครงสร้าง” อย่างต่อเนื่อง ประเทศจะไม่ต้องเผชิญ Tourism War ด้วย “ราคา” อีกต่อไป แต่จะชนะด้วย “ความหมายและคุณค่า” ที่ผู้มาเยือนยินดีจ่าย—และอยากกลับมาอีก

ภาคผนวก  ไทม์ไลน์ย่อ   ปฏิบัติการเชื่อมโยงพื้นที่ นโยบาย

  • ก่อน 2568: กระทรวงวัฒนธรรมวางกรอบ “ไท ไทย” ขับเคลื่อน Soft Power ไทย
  • ต้น–กลาง 2568: ประเทศคู่แข่งเร่งเปิดแลนด์มาร์ก/เพิ่มเครือข่ายบิน/เดินหน้าวีซ่า อีเวนต์ยักษ์
  • ต.ค.–พ.ย. 2568: เชียงรายเร่งสำรวจทุนวัฒนธรรม แปลงสู่แผนเส้นทาง กิจกรรมชุมชน
  • 18 พ.ย. 2568: วธ. เชียงรายลงพื้นที่ บ้านห้วยน้ำกืน ทำ Cultural Mapping ดีไซน์ประสบการณ์
  • ปลาย 2568–ต้น 2569: ทดลองแพ็กเกจ/ตั้งตัวชี้วัด/ฟังเสียงผู้มาเยือน ผู้ประกอบการ ชุมชน
  • ตลอด 2569: ขยายวงต้นแบบ ยกระดับมาตรฐาน ต่อยอดสู่ปฏิทินกิจกรรมเมืองรอง

ข้อมูลเหตุการณ์ภาคสนามใน จ.เชียงราย รวมถึงรายชื่อผู้ปฏิบัติงาน/วันเวลา/สถานที่ ลงพื้นที่ ฯลฯ อ้างอิงจากชุดข้อมูลที่ผู้ส่งข่าวจัดเตรียมให้โดยตรง (แหล่งข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม) ซึ่งผู้เขียนใช้เป็น “แกนหลัก” ในการเรียบเรียงไทม์ไลน์ และเชื่อมโยงกับแหล่งอ้างอิงสาธารณะระดับประเทศ/ภูมิภาคด้านนโยบายท่องเที่ยวและโครงสร้างเชิงระบบตามที่ระบุข้างต้น

บทความนี้ยึดหลัก ความเป็นกลาง ตรวจสอบได้ เคารพชุมชน เนื้อหาเชื่อมโยง “ข้อเท็จจริงพื้นที่” กับ “บริบทเชิงนโยบาย” เพื่อให้ผู้อ่านเชิงลึกสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงงาน/เชิงนโยบาย โดยหลีกเลี่ยงการคาดเดาตัวเลขนอกเหนือแหล่งอ้างอิงสาธารณะ และเสนอแนวปฏิบัติที่ จับต้องได้ วัดผลได้ ยืดหยุ่น ต่อสถานการณ์.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • World Economic Forum. Travel & Tourism Development Index 2024
  • OAG. Megahubs Index
  • Shanghai Disney Resort. Zootopia Land
  • Mandai Wildlife Group / National Geographic
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ไม้ดอกอาเซียนเชียงราย อบจ. ดันธีม “สายนทีแห่งศรัทธา” ยกระดับเป็นศูนย์กลาง Creative Tourism ล้านนา

มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 “สายนทีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” ยกระดับงานดอกไม้สู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของล้านนา

เชียงราย, 18 พฤศจิกายน 2568 — เวทีแถลงข่าวที่บอกเล่าความพร้อมของทั้งเมือง บนเวทีอาคารคชสาร องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) บรรยากาศของการแถลงข่าว “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย Chiang Rai Flower and Art Festival 2025” เริ่มต้นด้วยถ้อยคำเชิญชวนที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เชียงรายพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศอีกครั้ง ภายใต้แนวคิดใหญ่ “สายนทีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” ที่ตีความดอกไม้ ศิลปะ วัฒนธรรม และความจงรักภักดีให้กลายเป็นประสบการณ์ร่วมสมัยของทั้งชาวเชียงรายและผู้มาเยือน

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นำทีมผู้แทนหน่วยงานหลักด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของจังหวัด ได้แก่ นายนิพนธ์ นิยม หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงราย, นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย และนายภาคภูมิ ผลพิสิษฐ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย ขึ้นเวทีสนทนาเพื่ออธิบาย “ภาพใหญ่” ของงานปีนี้และผลเชื่อมโยงต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น กิจกรรมหลักถูกประกาศอย่างชัดเจนว่า จัดระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569สวนไม้งามริมน้ำกก พร้อม “กระจายความศรัทธา” สู่ โซนอำเภอเวียงชัย (สวนสาธารณะหนองหลวง) และ โซนอำเภอแม่สาย (วัดถ้ำเสาหินพญานาค) เพื่อให้เกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยว รายได้ และโอกาสทางเศรษฐกิจตลอดทั้งเทศกาลปลายปี

การวางพล็อตงานปีนี้ยังคงความเป็น “เทศกาลชูตัวตนเชียงราย” ที่เน้น ศิลปะ (Art), การออกแบบ (Design), วิถีวัฒนธรรมล้านนาและชาติพันธุ์ (Culture & Ethnic), และ ธรรมชาติ (Nature) ผสาน “นวัตกรรมแสงสีสื่อผสาน” ให้สวนดอกไม้ 4 ฤดูกาล Summer, Rainy, Winter, Spring เป็นทั้งพื้นที่เรียนรู้ พักผ่อน และถ่ายภาพที่มี “ความหมาย” มากกว่าความสวยงาม

สารหลัก ของงานปีนี้ คือ ความทรงจำร่วม” ที่ให้ผู้เข้าชมเดินทางผ่าน “แสงสะท้อนแห่งฤดูกาล” เห็นความหวัง ความอุดมสมบูรณ์ ความเงียบสงบ และการฟื้นคืนชีพ ก่อนกลับออกมาด้วยความอิ่มเอมใจ คลี่คลายความคิด และอยากย้อนคืนอีกครั้งในปีถัดไป

เหตุผลและบริบท ทำไม “เชียงราย” และทำไม “ตอนนี้” เมืองแห่งศิลปะและการออกแบบ ขยายภาพสู่ระดับโลก

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เชียงรายถูกผลักดันสู่ภาพจำใหม่ของ “เมืองศิลปะและการออกแบบ” อย่างจริงจัง ฐานทุนสำคัญคือชุมชนศิลปินร่วมสมัย แหล่งท่องเที่ยวทางศิลปะระดับชาติ (เช่น วัดร่องขุ่น บ้านดำ วัดร่องเสือเต้น ฯลฯ) และ “ดีเอ็นเอล้านนา” ที่กลั่นออกมาเป็นสถาปัตยกรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น เสริมให้เชียงรายมีกรอบเรื่องเล่าที่ชัดเจนต่อโลกของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

นัยสำคัญอีกประการคือ เชียงรายได้รับการประกาศในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network) ด้านการออกแบบในปี 2566 ตามรายชื่อเมืองใหม่ที่ประกาศเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2566 ซึ่งได้รับการเผยแพร่โดยยูเนสโกและสื่อไทยหลายสำนักในห้วงเวลาเดียวกัน ความเคลื่อนไหวนี้เป็นเสมือน “ตราประทับ” ยืนยันจุดยืนทางกลยุทธ์ให้เชียงรายเดินหน้าใช้ Design Economy และ Creative Tourism เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนระยะยาว

ความต่อเนื่องของเทศกาลและพัฒนาการแบบ “ยกมาตรฐาน”

งานดอกไม้เชียงรายมิใช่อีเวนต์เกิดใหม่ หากแต่สะสมความนิยมมาหลายปี ปีก่อนหน้า (2567–2568) ก็จัดในช่วงกลางธันวาคมต่อเนื่องถึงต้นมกราคม แนวคิดการจัด 4 โซน/4 ฤดูกาล และการใช้พื้นที่สวนไม้งามริมน้ำกกเป็นแกนกลางได้รับการยืนยันผ่านช่องทางสาธารณะหลายแห่งของจังหวัดและผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ การสานต่อความสำเร็จเดิมพร้อมยกระดับ การออกแบบแสงสี และ เทคโนโลยี Interactive ให้ “สวนดอกไม้ = นิทรรศการมีชีวิต” คือหัวใจของ 2025

เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยกลับมา และภาคเหนือยังเติบโต

ภาพรวมระดับประเทศ ปี 2567–2568 คือห้วงเวลาที่การท่องเที่ยวไทยทยอยฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งจำนวนผู้มาเยือนและรายได้รวมด้านท่องเที่ยวของประเทศ โดยข้อมูลสถิติของ กรมการท่องเที่ยว สะท้อนการขยายตัวต่อเนื่องของตลาดต่างประเทศและแรงหนุนกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์/เทศกาลในภูมิภาค เป็นบริบทมหภาคที่เอื้อให้เทศกาลระดับจังหวัดสามารถขยายฐานผู้เข้าชมและรายได้หมุนเวียนได้จริง

 “เชื่อมเครือข่าย” อีเวนต์นานาชาติและ MICE

เชียงรายกำลังสถาปนาบทบาทเจ้าภาพการประชุม/เสวนานานาชาติด้านการตลาดปลายทางการท่องเที่ยว เช่น PATA Destination Marketing Forum 2025 ที่จังหวัดอยู่ระหว่างการประสานความร่วมมือกับภาคีท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (PATA) ซึ่งได้มีการสื่อสารเชิงนโยบายและการเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพผ่านช่องทางราชการของจังหวัดในปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นสัญญาณของการ “ยกสเตจ” เชียงรายสู่เรดาร์โลกด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

เรื่องเล่าหลัก เมื่อ “สายนที” พาเดินผ่าน 4 ฤดูกาล

โครงเรื่องของงานปีนี้เปรียบ “สายน้ำ” เป็นผู้พาเราเดินทางจากฤดูสู่ฤดู จากความเรืองรองของ ฤดูร้อน (Summer) สู่ความอิ่มเอมและการเริ่มต้นใหม่ของ ฤดูฝน (Rainy) ข้ามสู่ความนิ่งสงบและความทรงจำของ ฤดูหนาว (Winter) และปลุกให้โลกรุ่งเรืองอีกครั้งด้วยการฟื้นคืนชีพใน ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) แต่ละฤดูไม่ได้แค่จัดวางพันธุ์ไม้เมืองหนาวให้ผลิบาน หากยังแทรก “งานออกแบบเชิงศิลป์” และ “เทคนิคแสง-เสียง/จอ LED/Interactive” เพื่อให้ผู้เข้าชม “มีปฏิสัมพันธ์” กับเรื่องเล่า

  • Summer — Reflection of Rainbow ซุ้มประตูศิลป์ “สายรุ้ง” เปิดม่านสู่อาณาบริเวณของแสงและความหวัง พื้นที่นี้จะเล่า พลังแห่งการเริ่มต้นใหม่ พร้อม ทุ่งทานตะวัน และผังสวนที่ “ไหล” เหมือนสายน้ำ
  • Rainy — Symphony of the Rain ฟัง “เสียงฝน” ในฐานะ ซิมโฟนีของชีวิตเล็กๆ ที่ตื่นขึ้น การจัดแสงที่แปลงหยาดฝนให้เป็น “จังหวะ” สร้าง เกมแสง Interactive ที่ผู้ชมกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลป์
  • Winter — Monuments of Memory ภูเขาแห่งฤดูหนาว บ้านหิมะ และความนิ่งสงบ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้ ย้อนคิด เกี่ยวกับ “ความจำเป็นของการหยุดพัก” ท่ามกลางเทศกาล
  • Spring — Bloom of Light จุดประกายด้วยกิจกรรมเชิงการเรียนรู้ เช่น ระบายสีเมล็ดดอกไม้/เส้นทางผีเสื้อ เพื่อสื่อสาร การดูแล-การฟื้นคืนชีวิต ที่ “มนุษย์” มีบทบาทร่วม

เนื้อหาเชิงสัญลักษณ์แฝงประเด็น ศรัทธาและความจงรักภักดี” ผ่านนิทรรศการพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ผู้เข้าชม น้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมกิจกรรมวัฒนธรรมชาติพันธุ์กว่า 17 กลุ่ม บน “ข่วงวัฒนธรรม” ซึ่งจะมีทั้งการแสดง การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ถนนคนเดิน อาหารพื้นถิ่น และ โซน Food Truck ริมน้ำกก ทั้งหมดนี้ทำให้ “การชมดอกไม้” กลายเป็น ประสบการณ์ปลายปีแบบเชียงราย ที่ครบทั้ง ดู-ชิม-ฟัง-สัมผัส-เรียนรู้

เศรษฐกิจท้องถิ่น ตัวคูณรายได้ที่จับต้องได้

สิ่งที่น่าสนใจในเวทีแถลงข่าว คือการพูดคุยเชิงตัวเลขของภาคเศรษฐกิจเชียงราย โดยผู้แทนหอการค้าระบุภาพรวมว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยภาคบริการและการท่องเที่ยวมากกว่าร้อยละ 60 สะท้อนบทบาท “หัวรถจักร” ของเศรษฐกิจท่องเที่ยวในจังหวัด และชี้ให้เห็นว่าการลงทุนกับ “เทศกาลคุณภาพ” มีความคุ้มค่าในเชิงผลกระทบกว้าง

จากประสบการณ์ปีก่อนหน้า ทีมผู้จัดให้ข้อมูลว่าพื้นที่ ริมกก ต้อนรับผู้เข้าชมรวม กว่า 700,000 คน ในช่วงกว่า 20 วันของการจัดงาน และผู้ค้าจำนวนมากมีรายได้ หลักหมื่นบาทต่อวัน นี่คือ “หลักฐานภาคสนาม” ว่าการจัดเทศกาลที่ออกแบบดี เชื่อมโยง ศิลปะ-วัฒนธรรม-อาหาร-ชุมชน-การค้า สามารถสร้าง วงจรรายได้ท้องถิ่น ที่จับต้องได้ ไม่ใช่เพียงความสวยริมภาพถ่าย

ในปี 2025 นี้ ออกแบบการกระจายพื้นที่จัดงานสู่ อำเภอเวียงชัย (หนองหลวง) และ อำเภอแม่สาย (วัดถ้ำเสาหินพญานาค) เพื่อให้เกิด การกระจายตัวของนักท่องเที่ยว และลดความแออัดในพื้นที่หลัก ขณะเดียวกันก็เพิ่ม จุดผลักดันเศรษฐกิจ ให้ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โฮมสเตย์ ที่พัก และผู้ประกอบการท้องถิ่นในวงกว้างมีโอกาสรับรายได้จากเทศกาล

“3 อีเวนต์ใหญ่” ขับเคลื่อนภาพเมืองในสัปดาห์เดียวกัน

เพื่อยกระดับ “แรงดึงดูด” และ ยืดระยะพำนัก (Length of Stay) จังหวัดและ อบจ.เชียงราย เสริม สามอีเวนต์ขนาน ช่วงกลางเดือนธันวาคม 2568 ได้แก่

  1. การแข่งขันฟุตบอลอาวุโส อบจ.คัพ ชิงแชมป์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568 ถ้วยพระราชทาน จัด 12–17 ธันวาคม 2568 (พิธีเปิด 17 ธันวาคม ณ สนามกีฬากลาง อบจ.เชียงราย)
  2. การประชุมทางวิชาการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หัวข้อ “พลังขับเคลื่อนสู่บริการสาธารณะที่ดี และมีคุณธรรม” 17–19 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
  3. ต่อเนื่องด้วย มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 18 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569 ณ สวนไม้งามริมน้ำกก และสองโซนภาคขยาย

การ “ผูกชุด” อีเวนต์เช่นนี้ทำให้เกิด จุดพีกของการเดินทาง ในสัปดาห์กลางเดือนธันวาคม นักท่องเที่ยวต่างจังหวัดและผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วประเทศมีเหตุผลในการ “อยู่ต่ออีก 2–3 คืน” เพื่อชมดอกไม้และท่องเที่ยวรอบเมือง ส่งผลเชิงบวกต่อ อัตราการเข้าพัก (Occupancy) และ รายได้เฉลี่ยต่อทริป ของผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร และบริการท่องเที่ยว

เชื่อมทิศทางนโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ”

ผู้จัดวางกรอบยุทธศาสตร์ “7 เรือธง” ของ อบจ.เชียงราย ไว้ชัดเจน งานดอกไม้ปีนี้จึงไม่ใช่ “กิจกรรมเฉพาะกิจ” หากแต่เป็น เครื่องมือบรรลุเป้าหมาย ต่อไปนี้

  • กระจายรายได้ สู่ทุกอำเภอ ผ่านการทำ “โซนภาคขยาย” และเนื้อหาเฉพาะพื้นที่
  • ต่อยอดทุนวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ ให้คนท้องถิ่นเป็น “เจ้าภาพ” และ “ผู้แสดง” แท้จริง
  • รักษ์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ด้วยการจัดการพื้นที่สีเขียว หนองน้ำ และการนำวัสดุธรรมชาติมาเพิ่มมูลค่า (เช่น การจัดการผักตบชวา ณ หนองหลวง เพื่อเปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของชุมชน)
  • ยกระดับคุณภาพประสบการณ์ ให้เชียงรายเป็น “เมืองปลายทาง” ที่นักท่องเที่ยวตั้งใจมา ไม่ใช่แค่ “ทางผ่าน”

เสียงสะท้อนบนเวที ประเด็นเด่น ประเด็นรอง ที่สังคมควรรับรู้

ประเด็นเด่น (Highlights)

  • เรื่องเล่าแบบ 4 ฤดูกาล จากความหวัง (Summer) สู่การเริ่มต้นใหม่ (Rainy) ผ่านความทรงจำ (Winter) ไปยังการฟื้นคืนชีพ (Spring)
  • การออกแบบร่วมสมัย ใช้แสง สี เสียง จอ LED ขนาดใหญ่ และ Interactive Art ให้ “ผู้ชมมีส่วนร่วม”
  • วัฒนธรรมชาติพันธุ์ 17 ชาติพันธุ์ร่วมแสดง เรียนรู้ วิถีชีวิต และสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น
  • เศรษฐกิจเชิงคุณภาพ กลไกเพิ่มรายได้ชุมชนแบบจับต้องได้ (จากประสบการณ์ปีก่อนและแบบจำลองปีนี้)
  • ความทรงจำร่วม นิทรรศการพระราชกรณียกิจ พื้นที่ของความจงรักภักดีและการน้อมรำลึก

ประเด็นรอง (แต่สำคัญ)

  • การกระจายตัวนักท่องเที่ยว ลดแออัด สร้างโอกาสรายได้ใหม่แก่พื้นที่นอกศูนย์กลาง
  • การเชื่อมโยงอีเวนต์ (ฟุตบอลอาวุโส-ประชุมวิชาการ-ดอกไม้) เพื่อยืดเวลาพำนัก
  • การสื่อสารการตลาดร่วมกับ ททท. ทั้งปฏิทินกิจกรรมและแคมเปญกระตุ้น เที่ยววันธรรมดา เพื่อบริหารโหลดการท่องเที่ยว (สอดคล้องพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่ตัดสินใจสั้นลง)
  • การเชื่อมเวทีโลก (เช่น PATA DMF) เพื่อสร้างแบรนด์ “เชียงราย” ในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

วิเคราะห์ผลกระทบที่คาดหวัง จาก “ความสวยงาม” สู่ “ความคุ้มค่าทางสังคม-เศรษฐกิจ”

  1. รายได้กระจาย ธุรกิจฐานรากเติบโต
    ด้วยจำนวนวันจัดงาน ~3 สัปดาห์ครึ่ง หากเฉลี่ยผู้เข้าชมวันละหลายหมื่นคน (อิงประสบการณ์ปีก่อนที่รวมทะลุหลายแสนราย) จะเกิด วงจรจับจ่าย ครอบคลุมตั้งแต่ค่าเดินทาง ที่พัก อาหาร ร้านกาแฟ ของฝาก งานฝีมือ โฮมสเตย์ ไปจนถึงธุรกิจบริการรายย่อย การที่ภาครัฐท้องถิ่นจัด โซนเสริม ใน เวียงชัย และ แม่สาย ยังช่วยสร้าง จุดหมายรอง ที่ผู้มาเยือนยอม “ขยับออกนอกเมือง” เพื่อค้นพบประสบการณ์ใหม่ รายได้กระจายตัวมากขึ้น
  2. ภาพลักษณ์เมืองสร้างสรรค์ ดีต่อการลงทุนระยะยาว
    การเล่าเรื่องระดับ ศิลปะ-การออกแบบ ขับเน้นสถานะ Creative City ของเชียงรายที่ได้รับการกล่าวถึงในบริบท UNESCO Creative Cities Network (สาขาการออกแบบ) ตั้งแต่ปลายปี 2566 และถูกหยิบยกซ้ำบนเวทีนโยบายหลายครั้งในรอบปีที่ผ่านมา สร้าง ความเชื่อมั่น ให้เอกชน/พันธมิตรพร้อม “ร่วมลงทุน” กับเทศกาลและกิจกรรมต่อเนื่อง
  3. เสถียรภาพเชิงฤดูกาล เที่ยวได้ทั้งปี
    การจัดวาระกิจกรรมปลายปีเชื่อมกับช่วง “หนาวเหนือ” ช่วยตอกย้ำแคมเปญ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี โดย ปลายปี = ไฮซีซัน ดอกไม้และหมอกหนาว ช่วงอื่นของปีสามารถพัฒนา “ฤดูกาลเฉพาะทาง” เช่น คาเฟ่และสวนดอกไม้ดอยช้าง-วาวี (ฤดูฝน/ฤดูร้อน), เส้นทางกาแฟ-ชา (ทั้งปี), เทศกาลศิลปะร่วมสมัย (ฤดูฝน/ปลายฝน) ให้ กราฟรายได้ ของผู้ประกอบการไม่เหวี่ยงแรง
  4. สังคมและวัฒนธรรม ความภาคภูมิใจร่วม
    เมื่อชุมชนชาติพันธุ์ถูกยกขึ้นเป็น “เจ้าภาพร่วม” คนในพื้นที่มีบทบาททั้ง ผู้แสดง และ ผู้ประกอบการ เกิดการส่งต่อภูมิปัญญาอย่างมีรายได้และศักดิ์ศรี การจัดการพื้นที่สาธารณะ เช่น หนองหลวง ให้สะอาดและมีชีวิตด้วย น้ำพุดนตรี-งานประติมากรรม ยังสร้าง ความรู้สึกเป็นเจ้าของเมือง และความภูมิใจแก่ชาวบ้านโดยตรง

คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยวและสื่อ

  • วางแผนเส้นทางล่วงหน้า ปีนี้มี 3 โซน และ 3 อีเวนต์ใหญ่ ในช่วงไล่เลี่ยกัน แนะนำแบ่งวันชม โซนหลัก (ริมน้ำกก) 1 วันเต็ม และเผื่อเวลาอีก 1–2 วันสำหรับ เวียงชัย และ แม่สาย
  • เลือกวันธรรมดา หากต้องการเลี่ยงความหนาแน่น และมักได้ มุมถ่ายภาพโล่งกว่า
  • เส้นทางชิม-ช้อป อย่าพลาด ชา-กาแฟเชียงราย, อาหารชาติพันธุ์, และโซน OTOP/ถนนคนเดิน รอบงาน
  • มารยาทการชมงาน รักษาความสะอาด ไม่เหยียบแปลงดอกไม้ เคารพพื้นที่พิธีการ/นิทรรศการเชิงสถาบัน
  • ที่พัก ช่วงไฮซีซัน ห้องพักในเมืองอาจเต็มเร็วกว่าปกติ ลอง กระจายการพัก ไปอำเภอรอบนอก จะได้ประสบการณ์แตกต่างและช่วยเศรษฐกิจชุมชน

โครงสร้างการบริหารจัดการ สิ่งที่ผู้จัด “ทำถูกทาง”

  1. Design First, Tech-Enhanced ชัดเจนว่าปีนี้ให้ “การออกแบบประสบการณ์” เป็นแกน แล้วค่อยเสริมเทคโนโลยี (แสง-สี-เสียง-LED-Interactive) ให้เล่าเรื่องได้ทรงพลัง
  2. Place-Based Storytelling ใช้ ริมน้ำกก-หนองหลวง-วัดถ้ำเสาหินพญานาค เป็นเวทีเล่า “ความหมายของสายน้ำ-ธรรมชาติ-ศรัทธา”
  3. Distributed Tourism เปิด “วงจรรายได้” ให้กว้างขึ้น ด้วยการทำโซนภาคขยายในอำเภอรอง
  4. Event Bundling ผูกอีเวนต์กีฬา-วิชาการ-เทศกาล เพื่อยืดเวลาพำนักและเพิ่มค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริป
  5. Cross-Agency Alliance ร้อยเครือข่ายกับ ททท., หน่วยงานจังหวัด, มหาวิทยาลัย, ภาคเอกชน และชุมชนชาติพันธุ์

เสียงบนเวที ถ้อยคำสำคัญที่ขับเคลื่อน

  • นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ (นายก อบจ.เชียงราย) ย้ำว่าเทศกาลนี้คือ สวนดอกไม้แห่งศิลปะ” ที่ผสาน นวัตกรรม และ ความจงรักภักดี เพื่อให้ผู้ชม “ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด” ตลอดเส้นทาง 4 ฤดูกาล
  • นายนิพนธ์ นิยม (หัวหน้าสำนักงานจังหวัด) ชี้ “ทุนศิลปะและการออกแบบ” ของเชียงรายที่ โดดเด่นระดับชาติ และบทบาทของแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลป์ที่เป็นหน้าเป็นตา
  • นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา (ผอ.ททท.เชียงราย) เปิดมุมการตลาด จะ ปักหมุด” จุดเที่ยว 4 ทิศ และ แคมเปญวันธรรมดา เพื่อกระจายนักท่องเที่ยว
  • นายภาคภูมิ ผลพิสิษฐ์ (ประธานหอการค้าจังหวัด) ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจเชียงราย พึ่งพาบริการ-ท่องเที่ยว เป็นสำคัญ จึงต้องมี อีเวนต์ระดับอินเตอร์ เพื่อขยายสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติ

จากเวที “งานดอกไม้ที่ดี ไม่ใช่แค่สวย แต่ต้อง ‘มีความหมาย’ และ ‘มีมูลค่า’ ทั้งต่อผู้ชมและต่อชุมชน”

เช็คพอยต์สำคัญของงาน 2025 (สรุปเชิงปฏิบัติ)

  • กำหนดการหลัก 18 ธ.ค. 2568 – 7 ม.ค. 2569 (สวนไม้งามริมน้ำกก)
  • โซนภาคขยาย เวียงชัย (หนองหลวง), แม่สาย (วัดถ้ำเสาหินพญานาค)
  • ธีม “สายนทีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” + “แสงสะท้อนแห่งฤดูกาล (Reflex of Seasons)”
  • คอนเทนต์ 4 ฤดูกาล + นิทรรศการพระราชกรณียกิจ + ข่วงวัฒนธรรมชาติพันธุ์ 17 กลุ่ม + ถนนคนเดิน/OTOP/Food Truck + โซนชา-กาแฟ
  • อีเวนต์ขนาน ฟุตบอลอาวุโส อบจ.คัพ (12–17 ธ.ค.), ประชุมวิชาการ อปท. (17–19 ธ.ค.)
  • สารหลัก ศิลปะ × การออกแบบ × วัฒนธรรม × ความจงรักภักดี × เศรษฐกิจชุมชน

ข้อสังเกตเชิงนโยบาย ทำอย่างไรให้ “ดี” และ “ยั่งยืน”

  1. จัดการภาระการท่องเที่ยว (Overtourism) เชิงนำ
    วางระบบ จุดจอด–รถรับส่ง (Park & Ride) เพิ่มป้ายแนะนำเส้นทางรอบเมือง จัด สล็อตเวลา สำหรับการแสดงยอดนิยม เพื่อเฉลี่ยความหนาแน่น
  2. เศรษฐกิจหมุนเวียน
    สนับสนุน วัสดุทดแทน-รีไซเคิล ในงาน (เช่น การออกแบบฉาก/ทางเดินจากวัสดุท้องถิ่น), ระบบ คัดแยกขยะ, จูงใจร้านค้าใช้ ภาชนะย่อยสลายได้
  3. การเข้าถึงอย่างเท่าเทียม (Universal Design)
    พัฒนาทางลาด พื้นผิวเดินเรียบ ห้องน้ำทางเลือก ป้ายสองภาษา และ สื่อบรรยายเสียง/ภาษามือ สำหรับกิจกรรมหลัก สอดคล้องภาพลักษณ์เมืองออกแบบ
  4. การวัดผลแบบ Evidence-based
    เก็บข้อมูล จำนวนผู้เข้าชม, ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย, เวลาพำนัก, ความพึงพอใจ, รายได้ผู้ค้า และ เม็ดเงินหมุนเวียน เพื่อสื่อสาร “ผลคุ้มค่า” ต่อสาธารณะและผู้สนับสนุน

งานดอกไม้ที่เป็นมากกว่า “ดอกไม้”

“มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” เป็น “บทพิสูจน์” ว่าเชียงรายกำลังก้าวจาก ความงามเชิงทัศนียภาพ ไปสู่ ความงามเชิงความหมาย เรื่องเล่าที่เชื่อม ศิลปะ-ดีไซน์-วิถีชาติพันธุ์-สถาบัน-ธรรมชาติ-เศรษฐกิจชุมชน เข้าด้วยกันอย่างพอดิบพอดี ปีนี้งานถูก “วางองค์ประกอบ” ให้ เดินเพลิน และ คิดเพลิน ได้ในคราวเดียว ตั้งแต่ก้าวผ่าน “สายรุ้งแห่งฤดูร้อน” จนถึง “บลูมออฟไลท์” ที่บอกเราว่า การฟื้นคืนชีพของเมือง ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากดอกไม้บาน แต่เกิดจาก ผู้คนบาน ไปพร้อมๆ กัน

และเมื่อม่านไฟปิดลงในคืนสุดท้ายของเทศกาล สิ่งที่เหลือในใจ ไม่ใช่แค่ภาพถ่าย หากคือความทรงจำร่วมว่า เชียงราย คือเมืองที่จัดการ ความสวย ให้กลายเป็น ความหมาย และจัดการ ความหมาย ให้กลายเป็น ความยั่งยืน ได้อย่างงดงาม

แหล่งข้อมูลประกอบการรายงาน (คัดสรร)

  • รายการเมืองใหม่ใน UNESCO Creative Cities Network (UCCN) ปี 2566 (ข่าวและบทความสรุปภาษาไทย)   ยืนยันว่าเชียงรายได้รับการประกาศเป็น “เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ” ในปี 2566 (อัปเดตเชิงอ้างอิงจากยูเนสโกและสื่อไทยช่วงปลาย ต.ค. 2566)
  • ข่าวประชาสัมพันธ์จังหวัด/สื่อท้องถิ่น มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2024 วันที่จัด งาน 4 โซน แนวคิด และสถานที่ (เพื่อยืนยันความต่อเนื่องและรูปแบบกิจกรรมที่ยกมาตรฐานในปี 2025).
  • กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูลสถิติท่องเที่ยวไทยปี 2567–2568 (ภาพรวมการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ/รายได้รวมของประเทศ บริบทมหภาคที่เอื้อให้เทศกาลระดับจังหวัดเติบโต)
  • จังหวัดเชียงราย (ช่องทางสื่อสารกับ PATA) สัญญาณความร่วมมือจัด PATA Destination Marketing Forum 2025 ที่เชียงราย สะท้อนบทบาทเมืองเจ้าภาพอีเวนต์นานาชาติที่ต่อเนื่อง.

ตัวเลขเชิงประสบการณ์ (เช่น ผู้เข้าชมรวมกว่า 700,000 คนในปีที่ผ่านมา, รายได้ผู้ค้าหลักหมื่นบาท/วัน) เป็น คำให้ข้อมูลบนเวทีแถลงข่าว ของผู้จัดงาน/ผู้บริหารท้องถิ่นในครั้งนี้ ซึ่งผู้สื่อข่าวตรวจสอบแล้วว่ามีความสอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของเทศกาลในปีก่อน ๆ จากแหล่งข่าวภาคพื้นที่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
  • หอการค้าจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ไทยเวียตเจ็ทรีสตาร์ต เชียงราย–ภูเก็ต ม.ค. 69 ททท.ชี้ดีมานด์เหนือต่อใต้แรง ภูเก็ต–กระบี่ ติด Top 3

ข่าวดี 2 เด้ง! ไทยเวียตเจ็ทรีสตาร์ต “เชียงราย–ภูเก็ต” ม.ค. 69 รับกระแสดีมานด์เที่ยวเหนือต่อใต้ ททท.ชี้ ภูเก็ต–กระบี่ ติด Top 3 จุดหมายในฝัน ขณะที่ “เชียงราย” ติด Top 5 พร้อมต่อยอดโอกาสเชื่อมเศรษฐกิจท่องเที่ยวสองฟากฝั่ง

เชียงราย/ภูเก็ต, 17–18 พฤศจิกายน 2568 — การท่องเที่ยวไทยได้สัญญาณบวกชัดเจนรับโค้งสุดท้ายของปี เมื่อ สายการบินไทยเวียตเจ็ท แอร์ (Thai Vietjet Air) ประกาศกลับมาเปิดเส้นทางบินตรง เชียงราย–ภูเก็ต ตั้งแต่เดือน มกราคม 2569 เป็นต้นไป เส้นทางนี้ถือเป็น “สะพานอากาศ” ที่เชื่อมสองอัตลักษณ์การท่องเที่ยว เหนือธรรมชาติ–วัฒนธรรม กับ ใต้ทะเล–กิจกรรม เข้าไว้ด้วยกันในไฟลต์เดียว สอดรับผลสำรวจของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ยืนยันว่า ภูเก็ต และ กระบี่ ยังเป็นจุดหมายในฝันของคนไทย ขณะที่ เชียงราย ติดอันดับต้น ๆ ของจังหวัดที่อยากไปเช่นกัน

เชื่อมเหนือ–ใต้ สัปดาห์ละ 3 วัน ไฟลต์เช้าเชื่อม “ภูเก็ตเชียงราย” ไฟลต์สายต่อ “เชียงรายภูเก็ต”

ตารางบินที่ประกาศเบื้องต้นของไทยเวียตเจ็ทระบุให้บริการสัปดาห์ละ 3 วัน (จันทร์–พุธ–ศุกร์) ด้วยเครื่องบิน Airbus A320 ตามรายละเอียดดังนี้

  • VZ400 ภูเก็ต เชียงราย ออกเวลา 08:15 น. ถึง 10:20 น.
  • VZ401 เชียงราย ภูเก็ต ออกเวลา 10:50 น. ถึง 13:05 น.

จังหวะเวลานี้ออกแบบให้ผู้โดยสารจากภูเก็ตสามารถเชื่อมต่อทริปเชียงรายแบบ เต็มวัน (ถึงก่อนเที่ยง) และฝั่งผู้โดยสารเชียงรายก็ออกเดินทางช่วงสายไปถึงภูเก็ต ต้นบ่าย ทันเช็กอิน–เดินชายหาด–ขึ้นเรือทริปบ่ายได้พอดี

สาระสำคัญเชิงนโยบายท่องเที่ยว  การจัดตารางบินลักษณะนี้เป็น “ตัวคูณโอกาส” ของสองปลายทาง เพราะย่นย่อเวลาการเดินทางแบบมีต่อเครื่องในกรุงเทพฯ ลดความเหนื่อยล้า และเพิ่ม “เวลาท่องเที่ยวจริง” (effective leisure hours) ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ชะตาความพึงพอใจของนักเดินทางรุ่นใหม่

เชียงรายได้อะไร  5 แกนผลบวกระดับพื้นที่ 

  1. ดีมานด์จับคู่ชัด (Demand Matching)  ผลสำรวจ ททท. ชี้ เชียงใหม่–ภูเก็ต–กระบี่–กาญจนบุรี–เชียงราย ติด “จังหวัดที่คนไทยอยากไปมากที่สุด” นั่นหมายถึง เชียงราย อยู่ใน “สมการการตัดสินใจ” ของนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว การเปิดเส้นทางตรงไปยัง ภูเก็ต จึงเป็นการ “จับคู่ดีมานด์เหนือต่อใต้” ที่มีฐานจริง ไม่ใช่สร้างดีมานด์ใหม่จากศูนย์
  2. แพ็กเกจ 2 ฤดูกาล 1 ทริป (Two-season Combo)  เชียงรายเด่นช่วงปลายฝนต้นหนาว–หน้าหนาว ส่วนภูเก็ตคือไฮซีซันอันดามัน ตุลาคม–เมษายน เส้นทางตรงเปิดโอกาสทำแพ็กเกจ หนาวเหนือ–ร้อนใต้” 5–7 วัน ครอบคลุม ดอยแม่สลอง/เชียงของ/วัดร่องขุ่น ต่อ อ่าวฉลอง–เกาะพีพี–สิมิลัน สร้างมูลค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงขึ้น (length of stay + spending per pax)
  3. เอสเอ็มอีบริการ/ครีเอทีฟโฮสพิทาลิตี้โต  ที่พักแนวดีไซน์/คาเฟ่/ชุมชนท่องเที่ยวในเชียงรายสามารถผูกดีลกับบัดดี้ฝั่งภูเก็ต–กระบี่ แลกฐานลูกค้าและทำ Cross-sell เช่น โค้ดส่วนลด/คูปองข้ามปลายทาง เพิ่มโอกาส “กลับมาเที่ยวซ้ำ” (repeaters)
  4. ยกระดับบทบาทสนามบินเชียงราย (CEI) เป็น “Gateway เหนือบน”  เส้นทางตรงสู่อันดามันช่วยเสริมภาพลักษณ์สนามบินเชียงรายจาก ปลายทาง สู่ ประตูเชื่อมต่อ ในภูมิภาคตอนบน เพิ่มความน่าสนใจต่อสายการบินในการพิจารณาเส้นทาง ข้ามภูมิภาค อื่นในอนาคต (เช่น CEI–HKT–HDY แบบหมุนเวียน หรือ CEI–อู่ตะเภาเพื่อเชื่อม EEC)
  5. จังหวะสื่อสารแบรนด์จังหวัด  เชียงรายมีแคมเปญ “เที่ยวได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” การมีไฟลต์ตรงสู่อันดามันเปิดพื้นที่สื่อสารเชิงธีม เหนือ–ใต้ในมือเดียว” สร้างคอนเทนต์การเดินทาง 2 ภูมิภาคใน 1 วิดีโอ/บทความ ช่วยให้ สำนักข่าวท้องถิ่น–เพจท่องเที่ยว–ผู้สร้างคอนเทนต์ ปั้นไวรัลได้ง่ายขึ้น

ดีมานด์ฝั่งใต้แรงต่อเนื่อง  ภูเก็ต–กระบี่ ติด Top 3 จุดหมายในฝัน

ในงาน Networking Function ที่จังหวัดพังงา เมื่อ 7 พฤศจิกายน 2568 ททท. ภูมิภาคภาคใต้เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการเดินทางของคนไทยปี 2568 ระบุว่า

  • จังหวัดที่คนไทยอยากไปมากที่สุด (Top 5)  อันดับ 1 เชียงใหม่, อันดับ 2 ภูเก็ต, อันดับ 3 กระบี่, อันดับ 4 กาญจนบุรี, อันดับ 5 เชียงราย
  • จังหวัดที่อยากกลับไปเที่ยวซ้ำ (Top 3)  กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, กระบี่

โดยเฉพาะ กระบี่ พบสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen Z สูงถึง 44.5% สอดคล้องกับเทรนด์ “ประสบการณ์ใหม่ในสถานที่ที่ยังไม่เคยไป” ซึ่งตรงกับจริตคอนเทนต์รีวิว–คลิปสั้น/แนวแอดเวนเจอร์ ทั้งหมวกดับเบิล ทะเล/เกาะ/ดำน้ำ และอาหารท้องถิ่น

ผลต่อเชียงราย  เมื่อปลายทางใต้ติดเทรนด์สูงและปลายทางเหนือ (เชียงราย) อยู่ Top 5 ในฝั่ง “อยากไป” การมีไฟลต์ตรง CEI–HKT จะทำให้ “สองดีมานด์” วิ่งหากันง่ายขึ้น คนเหนือบินไปลัดทะเล คนใต้บินขึ้นดอย เกิดการแลกเปลี่ยนกระแสนักท่องเที่ยวสองทิศ แทนที่จะไหลทางเดียวเข้าสู่กรุงเทพฯ

บริบทอุตสาหกรรมการบิน  ชัตดาวน์สหรัฐฯ 40 วันสะเทือน “ไทม์ไลน์รับมอบเครื่อง” แต่แผนไทยเวียตเจ็ทยังไปต่อ

แม้มีข่าวดีเรื่องเส้นทางข้ามภูมิภาค แต่ ชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อกว่า 40 วัน ได้เขย่าอุตสาหกรรมการบินโลก รวมถึงไทยเวียตเจ็ท จากการ เลื่อนกระบวนการส่งมอบเครื่องบินรุ่นใหม่ (ยกตัวอย่าง 737-8/737 MAX) ทำให้ต้องปรับแผนขยายฝูงบินและเลื่อนการเปิดเส้นทางบางเส้นไป มีนาคม 2569 จากเดิมที่ตั้งใจไว้ช่วงกลางมกราคม ส่งผลกระทบเชิงปฏิบัติการต่อการจัดตารางบินระหว่างประเทศ (เช่น เส้นญี่ปุ่น–เกาหลีใต้) และการบริหารสำรองเครื่อง แต่ในภาพรวม เส้นทางภายในประเทศ–ข้ามภูมิภาคไทย ยังเดินหน้า โดยเฉพาะเส้นที่มีฐานดีมานด์ชัดอย่าง CEI–HKT

ในฝั่งสหรัฐฯ สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ต้องพักงานเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งและปรับลดการให้บริการ ทำให้การอนุมัติ/ตรวจรับบางขั้นตอนชะลอ ส่งผลสืบเนื่องต่อผู้ผลิต–สายการบิน–สนามบินทั่วเครือข่ายโลก แม้ล่าสุดมีงบชั่วคราวให้รัฐกลับมาเปิดทำการถึง 30 มกราคม 2569 แต่รอยต่อทางซัพพลายเชนยังต้องใช้เวลา “ไล่ทัน” ตารางเดิม

ความหมายต่อเชียงราย  เส้นทาง CEI–HKT ที่กลับมาในมกราคม 2569 สะท้อน “การจัดลำดับความสำคัญฝั่งดีมานด์ภายในประเทศ” ของสายการบิน นั่นคือ หากต้องเลือกใช้เครื่องอย่างจำกัด เส้นที่เกื้อดีมานด์สองภูมิภาคหลัก (เหนือ–อันดามัน) จะถูก “ล็อกคิว” ไว้ก่อน

ไทยเวียตเจ็ทกับทิศทางการบินสีเขียว  จากเที่ยวบินทดลองสู่ Green Route เชิงพาณิชย์

อีกสัญญาณที่น่าสนใจคือความร่วมมือระหว่าง เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กับ OR ในการใช้น้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel  SAF) ซึ่งต่อยอดจากเที่ยวบินทดลอง กรุงเทพฯ–ดานัง (11 ก.ค. 2567) สู่การใช้งานเชิงพาณิชย์จริง เช่น เส้น กรุงเทพฯ–ฟูโกว๊ก (สัดส่วนผสม SAF 1%) และมีแผนขยาย Green Route ในไตรมาส 1/2569 เช่น กรุงเทพฯ–คัมรานห์ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน SAF ≥ 5% ภายในปี 2573 เพื่อมุ่งสู่ Net Zero ตามกรอบ CORSIA

ผลต่อแบรนด์ปลายทาง  แม้เส้นทาง CEI–HKT ยังไม่ประกาศเป็น Green Route โดยตรง แต่กระแส Fly Green จะส่งอานิสงส์เชิงการตลาดแก่ปลายทางที่มี “เรื่องเล่า” ด้านธรรมชาติ–ชุมชน–คาร์บอนต่ำอย่าง เชียงราย (เส้นทางดอย/ชุมชนกาแฟ/ชา–งานหัตถกรรม) ให้สื่อสารเรื่อง “เที่ยวอย่างรับผิดชอบ–ลดคาร์บอน” ได้เด่นขึ้นในแพ็กเกจ สองภูมิภาค หนึ่งความยั่งยืน

สมการ “โอกาส–ความพร้อม”  เชียงรายต้องทำอะไรใน 90 วันแรกก่อน/หลังเปิดบิน

เพื่อให้เม็ดเงินท่องเที่ยวไหลสู่ชุมชนจริง เชียงรายควรจัดการ 5 แพ็กงานเร่งด่วนดังนี้

  1. ผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวสองภูมิภาค (Co-create Product)
    • รวบรวมเส้นทาง 3–5–7 วัน “เหนือ–ใต้” ที่คุ้มเวลาไฟลต์ (เช่น 2 คืนเชียงราย + 3 คืนภูเก็ต/กระบี่)
    • จับคู่ผู้ประกอบการ โฮมสเตย์/รีสอร์ต/เรือทัวร์/ดำน้ำ สร้างแพ็กเกจรวมตั๋วเครื่อง–ที่พัก–เรือ/รถรับส่ง–ไกด์ท้องถิ่น
    • สื่อสาร Storyline ชัด  เช้าเหนือชิมชา–เที่ยงใต้ชิมซีฟู้ด/พระอาทิตย์ขึ้นบนดอย–ตกทะเลอันดามัน
  2. เชื่อมต่อภาคพื้น (First/Last-mile Integration)
    • จัด รถรับ–ส่งสนามบินเชียงราย (CEI) แบบตารางเวลาแน่นอน ครอบคลุมโซน อำเภอเมือง–แม่จัน–แม่สาย–เชียงของ
    • ประสาน รถตู้/แท็กซี่มิเตอร์/รถเช่า ให้มี “เรตราคาแนะนำ” และ QR จ่าย ที่โปร่งใส
    • ฝั่งภูเก็ต เชื่อม ท่าเรือฉลอง/อ่าวปอ ให้ทันรอบเรือบ่าย (หลีกความแออัด)
  3. การสื่อสารตลาด (Market Communication)
    • ทำ เพลย์ลิสต์คอนเทนต์ “จากลมหายใจหมอกเหนือ สู่อ้อมกอดคลื่นใต้” 60–90 วินาที สำหรับ TikTok/Reels
    • ยิง คีย์เวิร์ดสองภูมิภาค ในบทความยาว  “เที่ยวเหนือ–ใต้ไฟลต์เดียว”, “ทริปเชียงราย–ภูเก็ต 5 วัน”
    • ใช้ KOL/Creator คู่หูเหนือ–ใต้ ถ่ายทำ หนึ่งทริป สองสภาพอากาศ เพื่อสร้างความต่างเชิงประสบการณ์
  4. ยกระดับประสบการณ์สนามบิน (Airport Readiness)
    • เพิ่ม เคาน์เตอร์ข้อมูลหลายภาษา (ไทย–อังกฤษ–จีน) พร้อมแผนที่ดิจิทัล/QR เส้นทางเที่ยว
    • สนับสนุน บริการพิเศษผู้สูงวัย/ครอบครัว (รถเข็น–ช่องบริการ–ป้ายชัด) รับการเดินทางข้ามภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น
    • ประสาน เจ้าหน้าที่–อาสาสมัครท่องเที่ยว ช่วง 2 สัปดาห์แรกของการเปิดเส้นทาง เพื่อเคลียร์ จุดคอขวด หน้าประตูขาเข้า/รับกระเป๋า
  5. วัดผล–ปรับแผนแบบ 30–60–90 วัน (PDCA)
    • เก็บข้อมูล อัตราบรรทุก (Load factor) ต่อไฟลต์, ค่าใช้จ่าย/หัว/ทริป, คืนเฉลี่ย
    • ประชุม War room ท่องเที่ยวเชียงราย ทุก 30 วัน ร่วมกับสายการบิน–สนามบิน–ผู้ประกอบการ–ททท. เพื่อปรับผลิตภัณฑ์/สื่อสาร/เวลาเชื่อมต่อ
    • จัดทำ แดชบอร์ดสาธารณะ เพื่อสร้างแรงเชียร์การบินต่อเนื่อง (ถ้าโหลดดี = โอกาสเพิ่มความถี่/ขยายวันบิน)

มุมมองผู้ประกอบการ  “ข้ามภูมิภาค” คือทางออกต่อฤดูกาลที่เหลื่อมกัน

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชียงรายมองว่า การมีเส้นทางตรงสู่อันดามันช่วย “กระจายความเสี่ยงฤดูกาล” เพราะเมื่อฝั่งเหนือเข้าสู่ช่วงโลว์ (หลังเดือนกุมภาพันธ์) ฝั่งอันดามันยังอยู่ในช่วงดีของทะเล ผู้ประกอบการสามารถรักษายอดขายและแรงงานได้ต่อเนื่องจากการขายแพ็กเกจร่วม ส่วนฝั่งภูเก็ต–กระบี่ก็ได้ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม–นิเวศบนดอยมาช่วย “แต่งทริป” ให้แปลกใหม่

จากเครื่องบินสู่เศรษฐกิจฐานราก  เชื่อม “สายบิน–สายลม–สายหมอก–สายคลื่น”

เส้นทาง CEI–HKT ไม่ได้มีความหมายเพียงการเพิ่มเที่ยวบิน แต่คือ โครงสร้างพื้นฐานเชิงเวลา ที่ทำให้ผู้คน แลกเปลี่ยนประสบการณ์–รายได้–วัฒนธรรม ได้เร็วขึ้น หากเชียงรายทำ “การบ้าน 90 วันแรก” ให้แน่น ตั้งแต่พัฒนาผลิตภัณฑ์ การสื่อสารร่วม ไปจนถึงบริการภาคพื้น กระสุนนี้จะวิ่งเข้ากลางเป้าหมาย เที่ยวได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ของจังหวัดได้จริง

ประโยคชวนคิด  ไฟลต์ที่ดีคือไฟลต์ที่พาผู้คนไปถึง “ประสบการณ์ที่ตั้งใจ” ตรงเวลา และพา “รายได้” ไปถึงชุมชนตรงจุด

 

สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways)

  • ไทยเวียตเจ็ท กลับมาเปิด เชียงราย–ภูเก็ต ม.ค. 2569 สัปดาห์ละ 3 วัน (จ.–พ.–ศ.) ด้วย A320
  • ททท. ยืนยันดีมานด์  ภูเก็ต–กระบี่ติด Top 3 จังหวัดในฝันของคนไทย ขณะที่ เชียงรายติด Top 5
  • แม้มีแรงสั่นสะเทือนจาก ชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐฯ 40 วัน ต่อไทม์ไลน์รับมอบเครื่องบินใหม่ แต่เส้นทางภายใน–ข้ามภูมิภาคที่ดีมานด์ชัดยังเดินหน้า
  • เวียตเจ็ทไทยแลนด์×OR เดินหน้า SAF/Fly Green มุ่ง Net Zero (SAF ≥ 5% ภายในปี 2573) เปิดโอกาสการตลาด “เที่ยวอย่างรับผิดชอบ” ให้เชียงราย
  • เชียงรายควรเร่ง 5 เพลา  ผลิตภัณฑ์สองภูมิภาค–เชื่อมต่อภาคพื้น–สื่อสารตลาด–ยกระดับสนามบิน–วัดผล/ปรับแผน 30–60–90 วัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สายการบินไทยเวียตเจ็ท แอร์ (Thai Vietjet Air)
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเผชิญวิกฤตคู่ขนาน ปลดล็อกบ่าย อาจเพิ่มความเสี่ยงบนถนน ภูมิประเทศภูเขา ซับซ้อน

ปลดล็อกเหล้า–เบียร์บ่าย เศรษฐกิจคึกหรือสังคมเสี่ยง? ส.อ.ท.หนุนรายได้ท่องเที่ยว–แต่เตือน “วินัยการทำงาน” ขณะเชียงรายเผชิญวิกฤตคู่ขนาน นักดื่มสูงอันดับ 4 ประเทศ–อุบัติเหตุหนักช่วงเทศกาล

เชียงราย/กรุงเทพฯ, 18 พฤศจิกายน 2568 — เสียงเฮรับไฮซีซันของธุรกิจท่องเที่ยวและบริการดังรับมติ “ปลดล็อกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ช่วง 14.00–17.00 น. ที่ภาครัฐผลักดันโดยคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภาคเอกชนมองเป็น “สวิทช์ความสะดวก” ให้ผู้ประกอบการเดินเกมการตลาดและบริการนักท่องเที่ยวได้คล่องตัวขึ้น ขณะที่นักเดินทางรู้สึกถึงเสรีภาพในการจับจ่ายช่วงบ่ายที่เคยถูกปิดไว้ แต่ในอีกฟากหนึ่งของสังคม เสียงเตือนเรื่อง “วินัยคนทำงาน” และ “ความปลอดภัยบนท้องถนน” ดังขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอย่างเชียงรายที่ตัวเลข “ผู้ดื่มสุรา” สูงถึง 53.7% และเคยขึ้นแท่น “ความรุนแรงอุบัติเหตุช่วงเทศกาล” ของประเทศ

ส.อ.ท. ผลบวกชัดต่อท่องเที่ยว–บริการ แต่ต้องมีกติกาในที่ทำงาน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์มองนโยบายปลดล็อกบ่ายว่า “ช่วยกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะปลายปี” ภาคบริการ ตั้งแต่ร้านอาหาร บาร์ โรงแรม ไปจนถึงผู้จัดแพ็กเกจ มี “อิสระเชิงเวลา” ให้กำหนดข้อเสนอแบบต่อเนื่อง กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มักกินเวลาหลังอาหารกลางวัน จะได้ประสบการณ์ที่สอดคล้องกับรูปแบบการพักผ่อน ขณะที่ร้านค้าลด “คอขวด” ของช่วงงดขาย เปลี่ยนเป็นจังหวะทำรายได้

อย่างไรก็ดี ส.อ.ท.วางเงื่อนไข “วินัยองค์กร” ไว้อย่างชัดเจน เนื่องจากช่วงเวลา 14.00–17.00 น. เป็น “เวลาทำงานปกติ” ของหลายภาคส่วน บริษัทจึงควรมี นโยบายภายใน ที่รัดกุม เช่น การสื่อสารข้อห้าม การกำหนดแนวปฏิบัติ (เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ห้ามในเวลางาน/ห้ามก่อนขับรถภารกิจ) และระบบตรวจสอบตามบริบท เพื่อคงประสิทธิภาพและภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ พร้อมทั้งเน้นย้ำ “ความปลอดภัยสาธารณะ” โดยเฉพาะการป้องกัน เมาแล้วขับ และการส่งเสริม “การดื่มอย่างรับผิดชอบ”

เชียงราย “วิกฤตคู่ขนาน” ที่ต้องคิดให้จบตั้งแต่วันแรกที่ปลดล็อก

หากมองผ่านแว่นเศรษฐกิจอย่างเดียว ภาคเหนือที่เป็นเมืองท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรม เช่น เชียงราย จะได้รับแรงส่งจากการผ่อนกติกาช่วงบ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ข้อมูล สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ปี 2567 ระบุว่า เชียงรายมีอัตราผู้ดื่มสุรา 53.7% อยู่อันดับ 4 ของประเทศ รองจากขอนแก่น (64.1%), ลำปาง (59.5%) และมหาสารคาม (56.0%) สัญญาณนี้ชี้ว่า “ความเสี่ยงสุขภาพเรื้อรัง (NCDs)” และ “ความเสี่ยงเฉียบพลันบนถนน” อาจขยับขึ้น หากการบริโภคขยายตัวในช่วงเวลาทำงานและก่อนการเดินทาง

ด้านความปลอดภัยทางถนน เชียงรายถูกบันทึกว่า “รุนแรง” ในช่วงเทศกาลบางปี โดยใน สงกรานต์ 2567 เคยครองสถิติผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุดของประเทศ และในการประเมินภาพรวมระดับชาติ เมาแล้วขับ มีสัดส่วนต่ออุบัติเหตุสูงประมาณ 20.47–23.92% ของคดีสะสมช่วงเทศกาล ขณะที่กลุ่มอายุ 20–29 ปี ถูกชี้ว่าเป็น “ฮอตสปอตทางพฤติกรรม” ทั้งการดื่มและการใช้รถจักรยานยนต์ ยานพาหนะที่สัมพันธ์กับการบาดเจ็บจาก DUI สูงที่สุด

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การปลดล็อกเวลาขายช่วงบ่ายในพื้นที่ที่ “ฐานผู้ดื่มสูงอยู่แล้ว” ยิ่งต้องการ กรอบควบคุมเสริม ที่ประคองให้ “ผลบวกทางเศรษฐกิจ” เดินคู่กับ “ความปลอดภัยสาธารณะ” โดยเฉพาะจังหวัดที่มีภูมิประเทศซับซ้อน เส้นทางภูเขา และการเดินทางท่องเที่ยวข้ามอำเภอ

เศรษฐกิจ vs สังคม จะเอาเพียงด้านเดียวไม่ได้

ด้านเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว บริการได้รับ 3 แต้มหลักทันที (1) เพิ่ม “ช่วงขาย” ช่วงบ่าย ลดการสะดุดขององศารายได้ (2) ทำแพ็กเกจประสบการณ์ต่อเนื่อง อาหารกลางวัน/ทัวร์ระยะสั้น/บาร์คาเฟ่ ให้สอดรับพฤติกรรมนักเที่ยว และ (3) เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าต่างชาติที่คาดหวังความยืดหยุ่นเรื่องเวลา
ด้านสังคม–แรงงาน บริษัทต้องรักษาประสิทธิภาพงาน โดยมีนโยบายห้ามดื่มในเวลางาน/ก่อนขับรถภารกิจ และการตรวจวัดแอลกอฮอล์แบบสุ่มในงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย (เช่น โลจิสติกส์/ช่างภาคสนาม)
ด้านความปลอดภัยสาธารณะ จังหวัดเสี่ยงอย่างเชียงรายต้องเสริม “กรอบคุม” ทั้งปี ไม่ใช่เฉพาะ 7–10 วันอันตราย

แผนที่เสี่ยงของเชียงราย วัยทำงานตอนต้น รถจักรยานยนต์ ถนนภูเขา

  1. วัยทำงานตอนต้น (20–29 ปี) กลุ่มอายุที่มีอัตราถูกส่งตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดจากอุบัติเหตุสูงสุด หากเปิดจำหน่ายช่วงบ่าย ปฏิทินสังคมหลังเลิกงานอาจขยับมาเร็วขึ้น เป็นช่องให้ “ดื่มก่อนขับ” เกิดขึ้น
  2. รถจักรยานยนต์ ในภาพรวมของประเทศ ยานพาหนะนี้ครองสัดส่วนหลักของการบาดเจ็บจาก DUI ความเสี่ยงจะทวีคูณบนถนนชนบท/เส้นรองที่มีไฟส่องสว่างจำกัด
  3. ภูมิประเทศภูเขา เส้นทางคดเคี้ยว ภูมิอากาศและทัศนวิสัย (หมอก/ฝน) บวกกับความชันและโค้ง ทำให้ “อุบัติเหตุหนึ่งครั้ง” มีโอกาสรุนแรงสูงกว่าพื้นที่ราบ

ถอดบทเรียนเพื่อ “ปลดล็อกอย่างปลอดภัย” ในเชียงราย

เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไปต่อบนความเสี่ยงสังคม ข้อเสนอเชิงระบบต่อเชียงราย ที่สอดคล้องความเห็น ส.อ.ท. และหน่วยงานด้านสาธารณสุข ความปลอดภัย ควรประกอบด้วย 4 ชั้นเชื่อมโยงกัน

ชั้นที่ 1 นายจ้าง–สถานประกอบการ (Workplace Governance)

  • นโยบายห้ามดื่มในเวลางาน/ก่อนไปภารกิจ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร สื่อสารซ้ำทุกไตรมาส
  • สุ่มตรวจแอลกอฮอล์เฉพาะตำแหน่งเสี่ยง (ขับรถ/โลจิสติกส์/ซ่อมบำรุง/งานบนที่สูง) พร้อมมาตรการทางวินัยที่เป็นธรรม
  • จัดสิทธิพนักงานสำหรับ “ผู้เสี่ยง” เช่น คูปองรถโดยสาร/แท็กซี่ในวันสังสรรค์องค์กร ลดแรงจูงใจขับรถหลังดื่ม

ชั้นที่ 2 ผู้ประกอบการท่องเที่ยว–บริการ (Responsible Seller)

  • โปรโตคอล “เสิร์ฟอย่างรับผิดชอบ” ฝึกอบรมพนักงานคัดกรองอายุ ภาวะเมา และมีสิทธิ “ปฏิเสธเสิร์ฟ” อย่างปลอดภัย
  • ดีลร่วมขนส่ง สร้างแพ็กเกจ “กิน เที่ยว กลับ” จับมือแท็กซี่/รถรับจ้างท้องถิ่น เพื่อให้ลูกค้ามีทางกลับโดยไม่ต้องขับเอง
  • สื่อสารเชิงบวก ใช้ป้าย/คิวอาร์โค้ดเตือน “ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม” ตั้งแต่หน้าร้าน (ภาษไทย อังกฤษ จีน) รับฤดูกาลทัวร์ข้ามแดน

ชั้นที่ 3 จังหวัด ท้องถิ่น (Road Safety & Health)

  • จุดตรวจยืดหยุ่นตลอดปี โฟกัสช่วง 18.00–21.00 น. บนเส้นรอง/รอบสถานบันเทิง/จุดท่องเที่ยว มากกว่ารอเฉพาะเทศกาล
  • DUI Hotspot Mapping ใช้ข้อมูล ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน สาธารณสุข ตำรวจ ทำแผนที่จุดเสี่ยงรายสัปดาห์
  • ทีมชุมชน–อสม. สอดส่องการขายผิดกฎหมาย (ขายให้ <20 ปี/นอกเวลาที่กำหนด) และประสานงานการเตือนภัยท้องถิ่น

ชั้นที่ 4 สาธารณสุข–ป้องกันระยะยาว (Chronic Risk)

  • คลินิกลดเสี่ยง NCDs เจาะกลุ่ม “นักดื่มประจำ” ด้วยการคัดกรองความดัน เบาหวาน ตับ และโปรแกรมงด/ลดแบบสมัครใจ
  • การสื่อสารกับเยาวชน ลดอายุกลุ่มเริ่มดื่มผ่านกิจกรรมโรงเรียน อาชีวะ มหาวิทยาลัย และเข้มบังคับใช้ห้ามขายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี

จากสถิติสู่การตัดสินใจ ตัวเลขที่ควรจำเมื่อถกนโยบาย

  • 53.7% สัดส่วนผู้ดื่มสุราของประชากรเชียงราย (ปี 2567)   สูงอันดับ 4 ประเทศ
  • 20.47–23.92% สัดส่วนอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับในช่วงเทศกาลระดับชาติ รองจากการขับรถเร็ว
  • กลุ่ม 20–29 ปี กลุ่มอายุที่ถูกส่งตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดจากอุบัติเหตุสูงสุด สัมพันธ์กับรถจักรยานยนต์

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกให้ “หยุด” นโยบายปลดล็อกบ่าย หากแต่บอกให้ “ออกแบบราวกันตก” ที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรก โดยเฉพาะในจังหวัดที่เสี่ยงทั้ง “เรื้อรัง” และ “เฉียบพลัน” อย่างเชียงราย

เสียงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สมดุลที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันสร้าง

ภาคธุรกิจ ต้องกล้าประกาศกติกาในองค์กรและลงทุนกับความปลอดภัยของลูกค้า (เช่น ส่วนลดค่ารถกลับบ้าน/ดีลร่วมแท็กซี่)
เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องทำ “งานปกติ” ให้เป็น “งานตลอดปี” ขยายจุดตรวจตามจังหวะพฤติกรรมจริง ไม่ใช่รอเฉพาะเทศกาล
ชุมชน มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังหน้าร้าน หลังร้าน ลดการขายผิดกฎหมาย และสร้างวัฒนธรรม “เพื่อนเตือนเพื่อน”
ประชาชน เป็นคีย์เวิร์ดสุดท้าย ดื่มอย่างรับผิดชอบ รู้ทางกลับ ปฏิเสธการขับขี่เมื่อมีแอลกอฮอล์ในเลือด

คำถามสำคัญที่ต้องตอบใน 3 เดือนแรกของการปลดล็อก

  1. ตัวเลขอุบัติเหตุ/เมาแล้วขับช่วงเย็น–ค่ำ เปลี่ยนไปหรือไม่ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนปลดล็อก?
  2. ธุรกิจบริการ–ท่องเที่ยว สร้างมาตรฐาน “เสิร์ฟอย่างรับผิดชอบ” ได้ครอบคลุมแค่ไหน และมีผลต่อพฤติกรรมจริงหรือไม่?
  3. เชียงราย สามารถทำ Hotspot Mapping และปรับจุดตรวจให้ตรงจังหวะ “เส้นรอง เวลาเสี่ยง” ได้เร็วเพียงใด?

การตอบคำถามด้วย “ข้อมูลจริง” จะเป็นตัวชี้ว่าประเทศไทยกำลังเดินบนทางที่สมดุลระหว่าง “เศรษฐกิจที่เติบโต” และ “สังคมที่ปลอดภัย” หรือไม่

ปลดล็อกไม่ใช่ปล่อยไหล เชียงรายต้องปลดล็อกบนรางเหล็กของข้อมูล

ปลดล็อกบ่ายคือ “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่มองเห็นประโยชน์ได้ทันที แต่สำหรับเชียงราย จังหวัดนักท่องเที่ยวที่มีฐานผู้ดื่มสูงและภูมิประเทศท้าทาย ทุกก้าวต่อไปควรเดินบน “รางเหล็กของข้อมูล” และ “กติกาที่วัดผลได้” หากทุกฟันเฟือง ผู้ว่าฯ อปท. ตำรวจ สาธารณสุข ผู้ประกอบการ สถานศึกษา ชุมชน ขันแน่นเป็นวงเดียวกัน เม็ดเงินที่ไหลเข้าจะไม่ถูกแลกด้วยชีวิตบนท้องถนน

ประโยคชวนคิด “เศรษฐกิจดีขึ้นหนึ่งก้าว มีค่าก็ต่อเมื่อความปลอดภัยไม่ถอยหลังสองก้าว เชียงรายทำได้ ถ้าขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและความรับผิดชอบร่วมกัน”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.)
  • กรมควบคุมโรค / กระทรวงสาธารณสุข
  • ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.)
  • คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัด/สสส.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News