Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเผชิญวิกฤตคู่ขนาน ปลดล็อกบ่าย อาจเพิ่มความเสี่ยงบนถนน ภูมิประเทศภูเขา ซับซ้อน

ปลดล็อกเหล้า–เบียร์บ่าย เศรษฐกิจคึกหรือสังคมเสี่ยง? ส.อ.ท.หนุนรายได้ท่องเที่ยว–แต่เตือน “วินัยการทำงาน” ขณะเชียงรายเผชิญวิกฤตคู่ขนาน นักดื่มสูงอันดับ 4 ประเทศ–อุบัติเหตุหนักช่วงเทศกาล

เชียงราย/กรุงเทพฯ, 18 พฤศจิกายน 2568 — เสียงเฮรับไฮซีซันของธุรกิจท่องเที่ยวและบริการดังรับมติ “ปลดล็อกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ช่วง 14.00–17.00 น. ที่ภาครัฐผลักดันโดยคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภาคเอกชนมองเป็น “สวิทช์ความสะดวก” ให้ผู้ประกอบการเดินเกมการตลาดและบริการนักท่องเที่ยวได้คล่องตัวขึ้น ขณะที่นักเดินทางรู้สึกถึงเสรีภาพในการจับจ่ายช่วงบ่ายที่เคยถูกปิดไว้ แต่ในอีกฟากหนึ่งของสังคม เสียงเตือนเรื่อง “วินัยคนทำงาน” และ “ความปลอดภัยบนท้องถนน” ดังขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอย่างเชียงรายที่ตัวเลข “ผู้ดื่มสุรา” สูงถึง 53.7% และเคยขึ้นแท่น “ความรุนแรงอุบัติเหตุช่วงเทศกาล” ของประเทศ

ส.อ.ท. ผลบวกชัดต่อท่องเที่ยว–บริการ แต่ต้องมีกติกาในที่ทำงาน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์มองนโยบายปลดล็อกบ่ายว่า “ช่วยกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะปลายปี” ภาคบริการ ตั้งแต่ร้านอาหาร บาร์ โรงแรม ไปจนถึงผู้จัดแพ็กเกจ มี “อิสระเชิงเวลา” ให้กำหนดข้อเสนอแบบต่อเนื่อง กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มักกินเวลาหลังอาหารกลางวัน จะได้ประสบการณ์ที่สอดคล้องกับรูปแบบการพักผ่อน ขณะที่ร้านค้าลด “คอขวด” ของช่วงงดขาย เปลี่ยนเป็นจังหวะทำรายได้

อย่างไรก็ดี ส.อ.ท.วางเงื่อนไข “วินัยองค์กร” ไว้อย่างชัดเจน เนื่องจากช่วงเวลา 14.00–17.00 น. เป็น “เวลาทำงานปกติ” ของหลายภาคส่วน บริษัทจึงควรมี นโยบายภายใน ที่รัดกุม เช่น การสื่อสารข้อห้าม การกำหนดแนวปฏิบัติ (เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ห้ามในเวลางาน/ห้ามก่อนขับรถภารกิจ) และระบบตรวจสอบตามบริบท เพื่อคงประสิทธิภาพและภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ พร้อมทั้งเน้นย้ำ “ความปลอดภัยสาธารณะ” โดยเฉพาะการป้องกัน เมาแล้วขับ และการส่งเสริม “การดื่มอย่างรับผิดชอบ”

เชียงราย “วิกฤตคู่ขนาน” ที่ต้องคิดให้จบตั้งแต่วันแรกที่ปลดล็อก

หากมองผ่านแว่นเศรษฐกิจอย่างเดียว ภาคเหนือที่เป็นเมืองท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรม เช่น เชียงราย จะได้รับแรงส่งจากการผ่อนกติกาช่วงบ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ข้อมูล สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ปี 2567 ระบุว่า เชียงรายมีอัตราผู้ดื่มสุรา 53.7% อยู่อันดับ 4 ของประเทศ รองจากขอนแก่น (64.1%), ลำปาง (59.5%) และมหาสารคาม (56.0%) สัญญาณนี้ชี้ว่า “ความเสี่ยงสุขภาพเรื้อรัง (NCDs)” และ “ความเสี่ยงเฉียบพลันบนถนน” อาจขยับขึ้น หากการบริโภคขยายตัวในช่วงเวลาทำงานและก่อนการเดินทาง

ด้านความปลอดภัยทางถนน เชียงรายถูกบันทึกว่า “รุนแรง” ในช่วงเทศกาลบางปี โดยใน สงกรานต์ 2567 เคยครองสถิติผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุดของประเทศ และในการประเมินภาพรวมระดับชาติ เมาแล้วขับ มีสัดส่วนต่ออุบัติเหตุสูงประมาณ 20.47–23.92% ของคดีสะสมช่วงเทศกาล ขณะที่กลุ่มอายุ 20–29 ปี ถูกชี้ว่าเป็น “ฮอตสปอตทางพฤติกรรม” ทั้งการดื่มและการใช้รถจักรยานยนต์ ยานพาหนะที่สัมพันธ์กับการบาดเจ็บจาก DUI สูงที่สุด

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การปลดล็อกเวลาขายช่วงบ่ายในพื้นที่ที่ “ฐานผู้ดื่มสูงอยู่แล้ว” ยิ่งต้องการ กรอบควบคุมเสริม ที่ประคองให้ “ผลบวกทางเศรษฐกิจ” เดินคู่กับ “ความปลอดภัยสาธารณะ” โดยเฉพาะจังหวัดที่มีภูมิประเทศซับซ้อน เส้นทางภูเขา และการเดินทางท่องเที่ยวข้ามอำเภอ

เศรษฐกิจ vs สังคม จะเอาเพียงด้านเดียวไม่ได้

ด้านเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว บริการได้รับ 3 แต้มหลักทันที (1) เพิ่ม “ช่วงขาย” ช่วงบ่าย ลดการสะดุดขององศารายได้ (2) ทำแพ็กเกจประสบการณ์ต่อเนื่อง อาหารกลางวัน/ทัวร์ระยะสั้น/บาร์คาเฟ่ ให้สอดรับพฤติกรรมนักเที่ยว และ (3) เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าต่างชาติที่คาดหวังความยืดหยุ่นเรื่องเวลา
ด้านสังคม–แรงงาน บริษัทต้องรักษาประสิทธิภาพงาน โดยมีนโยบายห้ามดื่มในเวลางาน/ก่อนขับรถภารกิจ และการตรวจวัดแอลกอฮอล์แบบสุ่มในงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย (เช่น โลจิสติกส์/ช่างภาคสนาม)
ด้านความปลอดภัยสาธารณะ จังหวัดเสี่ยงอย่างเชียงรายต้องเสริม “กรอบคุม” ทั้งปี ไม่ใช่เฉพาะ 7–10 วันอันตราย

แผนที่เสี่ยงของเชียงราย วัยทำงานตอนต้น รถจักรยานยนต์ ถนนภูเขา

  1. วัยทำงานตอนต้น (20–29 ปี) กลุ่มอายุที่มีอัตราถูกส่งตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดจากอุบัติเหตุสูงสุด หากเปิดจำหน่ายช่วงบ่าย ปฏิทินสังคมหลังเลิกงานอาจขยับมาเร็วขึ้น เป็นช่องให้ “ดื่มก่อนขับ” เกิดขึ้น
  2. รถจักรยานยนต์ ในภาพรวมของประเทศ ยานพาหนะนี้ครองสัดส่วนหลักของการบาดเจ็บจาก DUI ความเสี่ยงจะทวีคูณบนถนนชนบท/เส้นรองที่มีไฟส่องสว่างจำกัด
  3. ภูมิประเทศภูเขา เส้นทางคดเคี้ยว ภูมิอากาศและทัศนวิสัย (หมอก/ฝน) บวกกับความชันและโค้ง ทำให้ “อุบัติเหตุหนึ่งครั้ง” มีโอกาสรุนแรงสูงกว่าพื้นที่ราบ

ถอดบทเรียนเพื่อ “ปลดล็อกอย่างปลอดภัย” ในเชียงราย

เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไปต่อบนความเสี่ยงสังคม ข้อเสนอเชิงระบบต่อเชียงราย ที่สอดคล้องความเห็น ส.อ.ท. และหน่วยงานด้านสาธารณสุข ความปลอดภัย ควรประกอบด้วย 4 ชั้นเชื่อมโยงกัน

ชั้นที่ 1 นายจ้าง–สถานประกอบการ (Workplace Governance)

  • นโยบายห้ามดื่มในเวลางาน/ก่อนไปภารกิจ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร สื่อสารซ้ำทุกไตรมาส
  • สุ่มตรวจแอลกอฮอล์เฉพาะตำแหน่งเสี่ยง (ขับรถ/โลจิสติกส์/ซ่อมบำรุง/งานบนที่สูง) พร้อมมาตรการทางวินัยที่เป็นธรรม
  • จัดสิทธิพนักงานสำหรับ “ผู้เสี่ยง” เช่น คูปองรถโดยสาร/แท็กซี่ในวันสังสรรค์องค์กร ลดแรงจูงใจขับรถหลังดื่ม

ชั้นที่ 2 ผู้ประกอบการท่องเที่ยว–บริการ (Responsible Seller)

  • โปรโตคอล “เสิร์ฟอย่างรับผิดชอบ” ฝึกอบรมพนักงานคัดกรองอายุ ภาวะเมา และมีสิทธิ “ปฏิเสธเสิร์ฟ” อย่างปลอดภัย
  • ดีลร่วมขนส่ง สร้างแพ็กเกจ “กิน เที่ยว กลับ” จับมือแท็กซี่/รถรับจ้างท้องถิ่น เพื่อให้ลูกค้ามีทางกลับโดยไม่ต้องขับเอง
  • สื่อสารเชิงบวก ใช้ป้าย/คิวอาร์โค้ดเตือน “ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม” ตั้งแต่หน้าร้าน (ภาษไทย อังกฤษ จีน) รับฤดูกาลทัวร์ข้ามแดน

ชั้นที่ 3 จังหวัด ท้องถิ่น (Road Safety & Health)

  • จุดตรวจยืดหยุ่นตลอดปี โฟกัสช่วง 18.00–21.00 น. บนเส้นรอง/รอบสถานบันเทิง/จุดท่องเที่ยว มากกว่ารอเฉพาะเทศกาล
  • DUI Hotspot Mapping ใช้ข้อมูล ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน สาธารณสุข ตำรวจ ทำแผนที่จุดเสี่ยงรายสัปดาห์
  • ทีมชุมชน–อสม. สอดส่องการขายผิดกฎหมาย (ขายให้ <20 ปี/นอกเวลาที่กำหนด) และประสานงานการเตือนภัยท้องถิ่น

ชั้นที่ 4 สาธารณสุข–ป้องกันระยะยาว (Chronic Risk)

  • คลินิกลดเสี่ยง NCDs เจาะกลุ่ม “นักดื่มประจำ” ด้วยการคัดกรองความดัน เบาหวาน ตับ และโปรแกรมงด/ลดแบบสมัครใจ
  • การสื่อสารกับเยาวชน ลดอายุกลุ่มเริ่มดื่มผ่านกิจกรรมโรงเรียน อาชีวะ มหาวิทยาลัย และเข้มบังคับใช้ห้ามขายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี

จากสถิติสู่การตัดสินใจ ตัวเลขที่ควรจำเมื่อถกนโยบาย

  • 53.7% สัดส่วนผู้ดื่มสุราของประชากรเชียงราย (ปี 2567)   สูงอันดับ 4 ประเทศ
  • 20.47–23.92% สัดส่วนอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับในช่วงเทศกาลระดับชาติ รองจากการขับรถเร็ว
  • กลุ่ม 20–29 ปี กลุ่มอายุที่ถูกส่งตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดจากอุบัติเหตุสูงสุด สัมพันธ์กับรถจักรยานยนต์

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกให้ “หยุด” นโยบายปลดล็อกบ่าย หากแต่บอกให้ “ออกแบบราวกันตก” ที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรก โดยเฉพาะในจังหวัดที่เสี่ยงทั้ง “เรื้อรัง” และ “เฉียบพลัน” อย่างเชียงราย

เสียงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สมดุลที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันสร้าง

ภาคธุรกิจ ต้องกล้าประกาศกติกาในองค์กรและลงทุนกับความปลอดภัยของลูกค้า (เช่น ส่วนลดค่ารถกลับบ้าน/ดีลร่วมแท็กซี่)
เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องทำ “งานปกติ” ให้เป็น “งานตลอดปี” ขยายจุดตรวจตามจังหวะพฤติกรรมจริง ไม่ใช่รอเฉพาะเทศกาล
ชุมชน มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังหน้าร้าน หลังร้าน ลดการขายผิดกฎหมาย และสร้างวัฒนธรรม “เพื่อนเตือนเพื่อน”
ประชาชน เป็นคีย์เวิร์ดสุดท้าย ดื่มอย่างรับผิดชอบ รู้ทางกลับ ปฏิเสธการขับขี่เมื่อมีแอลกอฮอล์ในเลือด

คำถามสำคัญที่ต้องตอบใน 3 เดือนแรกของการปลดล็อก

  1. ตัวเลขอุบัติเหตุ/เมาแล้วขับช่วงเย็น–ค่ำ เปลี่ยนไปหรือไม่ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนปลดล็อก?
  2. ธุรกิจบริการ–ท่องเที่ยว สร้างมาตรฐาน “เสิร์ฟอย่างรับผิดชอบ” ได้ครอบคลุมแค่ไหน และมีผลต่อพฤติกรรมจริงหรือไม่?
  3. เชียงราย สามารถทำ Hotspot Mapping และปรับจุดตรวจให้ตรงจังหวะ “เส้นรอง เวลาเสี่ยง” ได้เร็วเพียงใด?

การตอบคำถามด้วย “ข้อมูลจริง” จะเป็นตัวชี้ว่าประเทศไทยกำลังเดินบนทางที่สมดุลระหว่าง “เศรษฐกิจที่เติบโต” และ “สังคมที่ปลอดภัย” หรือไม่

ปลดล็อกไม่ใช่ปล่อยไหล เชียงรายต้องปลดล็อกบนรางเหล็กของข้อมูล

ปลดล็อกบ่ายคือ “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่มองเห็นประโยชน์ได้ทันที แต่สำหรับเชียงราย จังหวัดนักท่องเที่ยวที่มีฐานผู้ดื่มสูงและภูมิประเทศท้าทาย ทุกก้าวต่อไปควรเดินบน “รางเหล็กของข้อมูล” และ “กติกาที่วัดผลได้” หากทุกฟันเฟือง ผู้ว่าฯ อปท. ตำรวจ สาธารณสุข ผู้ประกอบการ สถานศึกษา ชุมชน ขันแน่นเป็นวงเดียวกัน เม็ดเงินที่ไหลเข้าจะไม่ถูกแลกด้วยชีวิตบนท้องถนน

ประโยคชวนคิด “เศรษฐกิจดีขึ้นหนึ่งก้าว มีค่าก็ต่อเมื่อความปลอดภัยไม่ถอยหลังสองก้าว เชียงรายทำได้ ถ้าขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและความรับผิดชอบร่วมกัน”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.)
  • กรมควบคุมโรค / กระทรวงสาธารณสุข
  • ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.)
  • คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัด/สสส.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ข้าวหอมมะลิจ่อแตะ 1.5 หมื่น/ตัน! ธรรมนัส–นเรศ เร่งพลิกเข็มทิศข้าวไทยสู่คุณภาพ คาร์บอนต่ำ

ราคาข้าวขยับ–เชียงรายขยับตัว” ธรรมนัสดันหอมมะลิแตะ 1.5 หมื่นบาท/ตัน–นเรศจ่อเข้านบข. เสนอปรับพื้นที่ 1 ล้านไร่–เร่ง “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ชูคุณภาพและรายได้ยั่งยืน

กรุงเทพฯ, 18 พฤศจิกายน 2568 — สายลมต้นฤดูหนาวที่พัดผ่านทุ่งนาทางตอนล่างของเชียงรายพาเอาความคาดหวังกลับคืนมาสู่ชาวนาอีกครั้ง เมื่อสัญญาณสำคัญจากส่วนกลางระบุชัดว่า “ราคาข้าวกำลังปรับตัวดีขึ้น” โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ขยับแตะ 13,500 บาทต่อตัน และมีโอกาสไต่ระดับถึง 15,000 บาทต่อตัน จากอานิสงส์มาตรการ “ชะลอการขายข้าว” ซึ่งทำหน้าที่ “ตัดยอด” ปริมาณออกจากตลาดในห้วงเวลาสำคัญ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ราคาฟื้นตัวตามกลไกอุปสงค์–อุปทาน

เสียงยืนยันจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สะท้อนความเชื่อมั่นเชิงนโยบาย ขณะเดียวกัน นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เตรียมนำ “ชุดข้อเสนอเชิงโครงสร้าง” เข้าสู่ที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน เพื่อ “พลิกเข็มทิศ” การผลิตข้าวไทยจาก “ปริมาณ” สู่ “คุณภาพ คาร์บอนต่ำ โภชนาการสูง” ไปพร้อมกับการปรับพื้นที่เพาะปลูกที่ไม่เหมาะสม นำร่อง 1 ล้านไร่ และยกระดับโครงสร้างรองรับ อาทิ การสนับสนุนเครื่องบรรจุ ผลิตเมล็ดพันธุ์ให้โรงสีขนาดเล็ก 200 แห่ง และการใช้ ศูนย์ข้าวชุมชน เป็นกลไกหลัก

ราคาดีเพราะ “ชะลอขาย” แต่ต้องชะลออย่าง “มีวินัย”

หัวใจของสัญญาณราคาครั้งนี้คือ “การชะลอขาย” ที่ช่วยผ่อนแรงกดอุปทานในตลาดช่วงสำคัญ หากมองจากมุมพื้นที่อย่างเชียงราย จังหวัดที่เกษตรกรส่วนใหญ่ “จับจังหวะตลาด” ผ่านพ่อค้าคนกลาง/โรงสีและสหกรณ์ มาตรการดังกล่าวจะได้ “ราคา” ก็ต่อเมื่อมีวินัยในสามจุดพร้อมกัน ได้แก่

  1. การเก็บรักษาหลังเก็บเกี่ยว ให้คุณภาพเมล็ดไม่เสื่อมจากความชื้น/เชื้อรา เพราะข้าวคุณภาพดีคือเงื่อนไขต่อรองราคา
  2. การเข้าถึงสินเชื่อ/สภาพคล่อง ระหว่างรอขาย เพื่อไม่ให้ต้อง “ขายขาดทุนเพราะเงินถึงมือช้า”
  3. ข้อมูลราคาและสัญญาณตลาด เพื่อกำหนด “จังหวะปล่อยของ” ให้สอดคล้องความต้องการ

ในบริบทนี้ เชียงรายถือว่ามี “ทุนสถาบัน” รองรับสำคัญ ทั้งเครือข่ายสหกรณ์การเกษตร ศูนย์ข้าวชุมชน และสาขา ธ.ก.ส. 29 สาขา ซึ่งติดอันดับ 8 ของประเทศ (เท่ากับสุราษฎร์ธานี) ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเงินทุนระยะสั้นและบริการทางการเงินเฉพาะด้านได้รวดเร็วขึ้น เมื่อประกอบกับมาตรการระดับชาติ จึงเพิ่มโอกาส “รอให้ถึงราคา” โดยไม่เสียคุณภาพหรือสภาพคล่อง

จาก “ปริมาณ” สู่ “คุณภาพ–คาร์บอนต่ำ” เข็มทิศใหม่ที่ชี้ตรงเชียงราย

ข้อเสนอของ นายนเรศ ที่จะเสนอต่อนบข. วาง “คุณภาพ คาร์บอนต่ำ โภชนาการสูง” เป็นแกนกลาง และใช้เครื่องมือสองขาเดินคู่กัน ได้แก่

  • ขาแรก โซนนิ่งการผลิต + โซนนิ่งการตลาด
    ปรับพื้นที่ 1 ล้านไร่ ที่ “ไม่เหมาะสมต่อการทำนา” ไปสู่ พืชทางเลือก ที่ตลาดต้องการ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ พืชตระกูลถั่ว เพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ บริหารความเสี่ยงด้านน้ำ/ดิน พร้อมเดินโซนนิ่งการตลาดคู่ขนาน เพื่อไม่ให้เกิด “ปลูกแล้วตันที่หน้าประตูตลาด”
  • ขาที่สอง  ยกระดับโครงสร้างคุณภาพ
    สนับสนุน เครื่องบรรจุ–ผลิตเมล็ดพันธุ์ให้โรงสีขนาดเล็ก 200 แห่ง และใช้ ศูนย์ข้าวชุมชน เป็น “ฐานผลิต ฐานความรู้ ฐานตรวจรับรองเบื้องต้น” เชื่อมสู่ตลาดคุณภาพ รวมถึงการขับเคลื่อน ข้าวคาร์บอนต่ำ ที่ใส่ใจการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้投入ที่ไม่จำเป็น และเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ

สำหรับเชียงราย แนวทางนี้ “เข้าทาง” โครงสร้างพื้นที่ที่หลากหลาย มีทั้งที่ราบเหมาะทำนา และโซนที่อาจเหมาะกับพืชทางเลือก การเดินนโยบายบนฐานข้อมูลความเหมาะสมของดิน น้ำ ภูมิอากาศ จะช่วยให้เกษตรกร “วางพอร์ตพืช” ได้สมดุลกว่าเดิม ลดการเสี่ยงผันผวนด้านราคา และจูนให้เข้ากับตลาดจริง

คลายความสับสน “พันธุ์ข้าว”  หอมมะลิมาตรฐานไม่เท่ากับ “หอมสยาม”

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว อธิบายชัดในสองชั้นสำคัญ

  • ชั้นมาตรฐาน  ข้าวหอมมะลิมาตรฐาน คือ กข15 และ หอมดอกมะลิ 105 ซึ่ง “มีราคาอ้างอิงตามเกณฑ์ตลาด” และเป็นฐานการซื้อขายที่วงการยอมรับ
  • ชั้นพันธุ์เอกชน  “หอมสยาม” เป็นพันธุ์ที่ เอกชนจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรแล้ว จึงจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ตามปกติ แต่ ยังอยู่ระหว่างการขอรับรองพันธุ์กับกรมการข้าว ทำให้ ราคาแตกต่างจากหอมมะลิมาตรฐานแน่นอน

สาระสำคัญสำหรับเกษตรกรเชียงราย คือ “แยกแยะให้ชัดเจน” ระหว่างพันธุ์มาตรฐานกับพันธุ์ที่ยังอยู่ระหว่างการรับรอง เพื่อไม่ให้เกิดความคาดหวังราคาที่คลาดเคลื่อน ระดับพื้นที่ควรใช้ ศูนย์ข้าวชุมชน สหกรณ์ โรงสี เป็น “จุดเช็คข้อมูลพันธุ์และราคา” ก่อนตัดสินใจซื้อเมล็ดพันธุ์หรือทำสัญญาขาย เพื่อป้องกันความเสียหายและรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ในระบบ

เชียงรายในฐานะ “สนามจริง”  ทำอย่างไรให้ได้ทั้ง “ราคา คุณภาพ ความยั่งยืน”

เมื่อข้อเท็จจริงจากส่วนกลางชัดเจน สิ่งที่จังหวัดต้องทำคือ “แปลงสัญญาณนโยบาย” ให้เป็น เวิร์กโฟลว์ระดับชุมชน เพื่อให้ชาวนาได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยเฉพาะหกประเด็นต่อไปนี้

  1. แผนชะลอขายระดับสหกรณ์
    สหกรณ์/กลุ่มชาวนาควรร่วมกำหนด แผนรับ เก็บ ปล่อยของ ตามสัญญาณตลาด สื่อสาร “จังหวะขาย” แบบรายสัปดาห์ พร้อม แนวปฏิบัติการเก็บรักษา (ความชื้น การรม การถ่ายเทอากาศ) เพื่อคงคุณภาพเมล็ด
  2. สินเชื่อหมุนเวียน คลังเก็บ การประกันคุณภาพ
    ใช้ความพร้อมของ ธ.ก.ส. 29 สาขา เชื่อมสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้นกับ ระบบคลังกลาง/ไซโลชุมชน และจัดทำ มาตรฐานประกันคุณภาพ ก่อนปล่อยขาย ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองราคาอย่างเป็นรูปธรรม
  3. การคัดเลือกพื้นที่ปรับพืช (Pilot 1 ล้านไร่)
    บูรณาการข้อมูล กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว เพื่อคัด “จุดนำร่อง” ในเชียงราย ที่ควรเปลี่ยนไปปลูก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือ พืชตระกูลถั่ว พร้อมจับคู่ ผู้รับซื้อ โรงงานอาหารสัตว์ ตลาดถั่ว ให้แน่ชัด (โซนนิ่งการตลาด)
  4. สายพานข้าวคาร์บอนต่ำ
    สร้างคู่มือปฏิบัติการลดคาร์บอนในแปลงนา (จัดการฟาง น้ำ เคมี) และ ตั้งจุดรับรองเบื้องต้น ที่ศูนย์ข้าวชุมชน เชื่อมกับโรงสีขนาดเล็กที่ได้รับเครื่องจักรสนับสนุน เพื่อยกระดับความสม่ำเสมอและการติดฉลากคุณภาพ
  5. ลดความสับสนเรื่องพันธุ์ที่หน้าทุ่ง
    จัด คลินิกพันธุ์ข้าว ฤดูละหนึ่งครั้ง รวบรวมเจ้าหน้าที่กรมการข้าว นักปรับปรุงพันธุ์ โรงสี พ่อค้าพันธุ์ มาชี้แจง หอมมะลิมาตรฐาน vs พันธุ์การค้าอื่น พร้อมตารางราคาอ้างอิง ช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจบนข้อมูลที่ถูกต้อง
  6. สื่อสารสาธารณะเชิงข้อมูล
    ทำ “แดชบอร์ดราคาข้าวรายสัปดาห์” ของจังหวัด (ผ่านสหกรณ์/ศูนย์ข้าวชุมชน) เพื่อให้ชาวนารับรู้ราคากลาง/แนวโน้ม/คำแนะนำจังหวะปล่อยของ ลดความเหลื่อมล้ำข้อมูลระหว่างเกษตรกรรายย่อยกับผู้ซื้อรายใหญ่

ข้อเท็จจริงที่ “เปิดโอกาส” ให้เชียงราย

  • ราคาข้าวหอมมะลิแตะ 13,500 บาท/ตัน มีโอกาสถึง 15,000 บาท/ตัน  เป็น “หน้าต่างเวลา” ที่เกษตรกรสามารถใช้กลยุทธ์ชะลอขาย (อย่างมีวินัย) เพื่อปิดจุดคุ้มทุนและทำกำไร
  • นโยบายปรับพื้นที่ 1 ล้านไร่  สำหรับโซนที่ทำนา “ไม่คุ้มต้นทุน” การเปลี่ยนพืชลดเสี่ยงราคาและน้ำ อาจให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อไร่ที่มั่นคงกว่า แต่ต้องมีตลาดรองรับคู่ขนาน
  • โรงสีขนาดเล็ก 200 แห่ง  เปิดโอกาสโรงสีชุมชนในเชียงรายที่พร้อมยกระดับอุปกรณ์ บรรจุ–ผลิตเมล็ดพันธุ์ ให้ขึ้นสู่ห่วงโซ่เมล็ดพันธุ์คุณภาพ เชื่อมตลาดพรีเมียม
  • ธ.ก.ส. 29 สาขาในเชียงราย  เป็น “โครงสร้างทางการเงิน” ที่เอื้อการหมุนสภาพคล่องระหว่างรอขาย และรองรับการลงทุนย่อยเพื่อเพิ่มคุณภาพหลังเก็บเกี่ยว (เครื่องวัดความชื้น โรงเรือนอบแห้งขนาดเล็ก ฯลฯ)

ข้อควรระวัง  ราคาที่ดีต้องไม่แลกด้วยคุณภาพที่ตก

มาตรการชะลอขายจะได้ผลสูงสุด เมื่อ “เมล็ดข้าวยังคงคุณภาพ” เกษตรกรจึงควรให้ความสำคัญกับ

  • การลดความชื้นตามมาตรฐาน ก่อนเข้าคลัง เพราะความชื้นสูงทำให้เกิดเชื้อราและสูญเสียบทต่อรอง
  • การคัดแยกสิ่งเจือปน และรักษาความสะอาด ช่วยลด “ค่าหัก” จากโรงสี/ผู้ซื้อ
  • เอกสารการซื้อขาย/มาตรฐานพันธุ์ ทำให้การรับซื้อโปร่งใส ตรงตามประเภทพันธุ์ และเคลียร์ราคาง่าย

คำถามใหญ่ที่ตอบด้วยนโยบาย

  1. จะไม่ให้เกษตรกรต้อง “ขายแบบจำยอม” ได้อย่างไร?
    คำตอบคือ “สภาพคล่องระยะสั้น + คลังเก็บคุณภาพ + ข้อมูลราคา” ต้องมาพร้อมกัน จังหวัดซึ่งมี ธ.ก.ส. ครอบคลุมสาขาใหญ่ ยิ่งควรเร่งการเข้าถึงสินเชื่อหมุนเวียนเฉพาะกิจสำหรับการชะลอขาย
  2. จะเปลี่ยน 1 ล้านไร่ให้เป็น “โอกาส” ไม่ใช่ “ภาระ”?
    คำตอบคือ “โซนนิ่งการตลาดคู่ขนานโซนนิ่งการผลิต” ต้องชัดตั้งแต่ต้นน้ำ พร้อมสัญญารับซื้อ/โมเดลเชื่อมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และผู้แปรรูปถั่ว
  3. จะทำให้ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” เป็น “รายได้เพิ่ม” ไม่ใช่ภาระเอกสาร?
    คำตอบคือ ตั้งจุดรับรองเบื้องต้นที่ศูนย์ข้าวชุมชน โรงสีชุมชน ลดต้นทุนการตรวจ เอกสาร และเชื่อมฉลากคุณภาพกับราคารับซื้อที่ให้ “พรีเมียมจริง”

สรุปภาพใหญ่มุมเชียงราย  จาก “สัญญาณราคา” สู่ “เข็มทิศใหม่ของทุ่งนา”

สัญญาณว่าข้าวหอมมะลิแตะ 13,500 บาท/ตัน และมีโอกาสไต่ระดับถึง 15,000 บาท/ตัน ไม่ได้เป็นเพียง “ข่าวดีชั่วคราว” หากสะท้อนว่าการบริหารอุปทานด้วยมาตรการชะลอขาย เมื่อประกอบกับการปรับโครงสร้างไปสู่ คุณภาพ–คาร์บอนต่ำ–โภชนาการสูง และการปรับพื้นที่ 1 ล้านไร่ ที่ทำแบบบูรณาการ สามารถ “ยกทั้งระบบ” ให้ชาวนาอยู่ได้อย่างมั่นคงกว่าเดิม

สำหรับเชียงราย เมืองเกษตรกรรมที่มีทั้งโครงสร้างสหกรณ์เข้มแข็ง ศูนย์ข้าวชุมชน และ ธ.ก.ส. 29 สาขา เป็นทุนตั้งต้น ผลลัพธ์ของนโยบายขึ้นอยู่กับความสามารถในการ “ทำให้เป็นงาน” ระดับตำบล–หมู่บ้าน ตั้งแต่แผนชะลอขายที่มีวินัย คลังเก็บที่รักษาคุณภาพ การเลือกรูปแบบการผลิตตามโซนนิ่ง ไปจนถึงการสื่อสารเรื่องพันธุ์และราคาอย่างโปร่งใส หากทุกฟันเฟืองหมุนไปทางเดียวกัน “ราคาที่ดี” จะไม่ใช่แค่จังหวะได้เปรียบชั่วคราว แต่จะกลายเป็น “โครงรายได้ใหม่” ที่ยืนระยะ พร้อมพาชาวนาเชียงรายเดินหน้าในตลาดที่ยากขึ้นและพิถีพิถันขึ้น

ประโยคชวนคิด  เมื่อชาวนารู้ “จังหวะปล่อยของ” โรงสีชุมชนรู้ “มาตรฐานคุณภาพ” ศูนย์ข้าวชุมชนรู้ “เส้นทางพันธุ์–คาร์บอนต่ำ” และเงินทุนระยะสั้นเข้าถึงทันเวลา “ราคาดี” จะไม่ใช่โชค หากเป็น “ระบบงานที่ออกแบบได้”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • กรมการข้าว
  • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ตามรอยรสชาติที่หายไป! เชียงรายนำ แกงแคไก่เมือง ขึ้นเวทีใหญ่ลำพูน พลิกภูมิปัญญาอาหารสู่รายได้

แกงแคไก่เมือง” จุดพลุ Soft Power เชียงราย จาก “รสชาติที่หายไป” สู่งานมหกรรม 10 จังหวัดภาคเหนือขายหมดเกลี้ยงที่ลำพูน เชื่อมเศรษฐกิจวัฒนธรรม–ท่องเที่ยว

ลำพูน/เชียงราย, 16 พฤศจิกายน 2568 — ยามเย็นที่ “ข่วงพันปี ถนนรถแก้ว” เมืองลำพูน กลิ่นสมุนไพรพื้นบ้านคละคลุ้งอยู่เหนือแถวผู้คนที่ทอดยาวไปตามถนนสายวัฒนธรรม เสียงครกตำพริกแกงกระทบสากเป็นจังหวะ ก่อนควันบาง ๆ จากหม้อแกงขนาดใหญ่จะลอยสูงขึ้น ชวนให้ผู้คนที่เดินผ่านต้องหยุดสูดกลิ่นและหันตามสายตาไปยังป้าย “เชียงราย แกงแคไก่เมือง” เมนูที่ผู้จัดงานนิยามไว้ว่าเป็นหนึ่งใน “รสชาติที่หายไป” ของภาคเหนือ และในค่ำคืนนี้ มันกำลังกลับมาอย่างสง่างาม พร้อม “ยอดขายที่หมดเกลี้ยง” และเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับพลังของอาหารพื้นถิ่นต่อเศรษฐกิจวัฒนธรรม

งานมหกรรม “ตามรอยรสชาติอาหารที่หายไป The Lost Taste 10 จังหวัดภาคเหนือ” จัดขึ้นภายใต้ โครงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายอนุรักษ์–ฟื้นคืน–และเผยแพร่ “มรดกภูมิปัญญาอาหาร” ที่วันนี้เริ่มหาทานยาก จังหวัดเชียงรายเข้าร่วมโดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นำทีมโดย นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่ และผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยมี นายอนุสร เทพปินตา เป็นตัวแทนสาธิตและจำหน่ายอาหารจากเชียงราย 3 เมนู ได้แก่ แกงแคไก่เมือง (เมนูไฮไลต์), คั่วแห้มไก่เมือง, และ แกงจิ๊น (แกงเนื้อ)

บรรยากาศ “ถนนสายวัฒนธรรม”  กลิ่นสมุนไพรที่พาคนทั้งถนนหยุดเดิน

ภาพแรกที่เตะตาคือ “งานครัวกลางแจ้ง” ที่เปิดหน้าบ้านให้ผู้คนเห็นทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดผักป่า–ยอดผักพื้นบ้าน ไปจนถึงการผัดเครื่องแกงให้หอมขึ้นน้ำมัน ก่อนเติมไก่เมืองลงหม้อและเคี่ยวด้วยไฟพอดี บูธเชียงรายรายล้อมด้วยผู้คนอย่างรวดเร็ว หลายคนตั้งใจว่าจะแวะ “ชิมนิดหน่อย” แต่กลับกลายเป็นการเข้าคิวต่อเนื่อง เพราะ “กลิ่นแกง” ที่หอมฟุ้งไปไกลเกินกว่าจะปฏิเสธได้

แกงแคไก่เมือง” ไม่ใช่แกงเผ็ดธรรมดา หากเป็น “สารานุกรมกินได้” ของป่าและสวนหลังบ้าน ชื่อ “แค” ในที่นี้ มิได้หมายถึงดอกแคเสมอไป ทว่าเป็นรหัสของ “พืชผักหลายอย่าง” ที่ชุมชนเลือกมาใส่ตามฤดูกาล ความงามของแกงแคจึงอยู่ที่ “ความหลากหลาย” และ “ความสด” พริก ข่า ตะไคร้ ผักชีลาว ยอดมะม่วงหิมพานต์ (ในบางฤดู) ชะอม ปูนาแห้งเล็กน้อย (ในสูตรโบราณบางถิ่น) ล้วนเป็นองค์ประกอบที่เล่าเรื่องภูมิปัญญาการกินของคนเหนือ ซึ่ง “หยิบของใกล้ตัวมาใช้” อย่างรู้คุณค่า และรู้จักสร้างสมดุลระหว่างโปรตีนจากไก่บ้านกับเส้นใย–สารต้านอนุมูลอิสระจากผักพื้นบ้าน

ผู้ร่วมงานจำนวนมากเลือกซื้อทั้ง 3 เมนูกลับบ้าน ท่ามกลางเสียงชื่นชมที่วนเวียนอยู่รอบ ๆ บูธคล้ายกันว่า “หอมมาก กินแล้วคิดถึงบ้าน” และไม่นานนัก แกงทั้งสามชนิดก็จำหน่าย “หมดเกลี้ยง” ซึ่งไม่เพียงเป็นสัญญาณเชิงพาณิชย์ของ “รสชาติที่ยังมีคนโหยหา” หากยังสะท้อนความพร้อมของอาหารพื้นถิ่นเชียงรายในการขยับขึ้นสู่ “Soft Power” ที่จับต้องได้

จากครัวบ้านสู่ครัวมหกรรม  เหตุใด “แกงแคไก่เมือง” จึงทรงพลัง

  1. ตัวแทนชีวภาพของภูมิภาค   แกงแคผูกติดกับ “ฤดูกาล–ภูมิประเทศ” โดยตรง ผักแต่ละชนิดบอกพื้นที่ปลูกและป่าที่หากิน เมื่อยกหม้อแกงขึ้นโต๊ะ เท่ากับยกภูมิประเทศขึ้นมาด้วย
  2. โภชนาการในครัวเรือน   แกงแคเป็นเมนูที่ผสาน “โปรตีนเนื้อสัตว์ + ผักพื้นบ้านหลากชนิด” ได้ในจานเดียว สอดคล้องแนวคิดอาหารสุขภาวะร่วมสมัย
  3. เรื่องเล่า–ความคิดถึง–อัตลักษณ์   สำหรับชาวเชียงราย–ล้านนา แกงแคคือ “รสมือแม่–รสชุมชน” เมื่อถูกจัดวางในงานมหกรรม จึงกระตุ้นความผูกพันทางอารมณ์และความทรงจำร่วม

ผลลัพธ์คือ การขายหมดอย่างรวดเร็วของทั้ง 3 เมนู และ “แถวคอย” ที่ยังไม่สลาย แม้ป้าย “สินค้าหมด” จะถูกตั้งไว้แล้วก็ตาม

Soft Power ที่มีราก  เมื่อ “ทุนทางวัฒนธรรม” กลายเป็น “รายได้”

งานครั้งนี้เน้นชัดว่า อาหารพื้นถิ่นไม่ใช่เพียงวัตถุแห่งความทรงจำ แต่คือ “ทุน” ที่ต่อยอดเป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ได้จริงในสามระดับ

  • ระดับผู้ประกอบการรายย่อย  ผู้ค้าย่อมมียอดจำหน่ายทันทีจากการเข้าร่วมงาน ขณะเดียวกันยังได้ “ฐานแฟน” ใหม่ ๆ ซึ่งติดตามไปสู่การสั่งจอง–พรีออเดอร์ในอนาคต
  • ระดับชุมชนและห่วงโซ่วัตถุดิบ  เมื่อเมนูได้รับความนิยม ความต้องการวัตถุดิบพื้นบ้านเพิ่มขึ้น เกิดการเชื่อมโยงกับเกษตรกรรายเล็ก–ผู้รวบรวมผักป่า–ผู้เลี้ยงไก่พื้นเมือง
  • ระดับเมืองและการท่องเที่ยว  เมนูเด่นกลายเป็น “เหตุผลในการเดินทาง” นักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งตั้งใจ “มากินที่ต้นทาง” สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนแก่ร้านอาหารชุมชน–โฮมสเตย์–ตลาดวัฒนธรรม

กล่าวได้ว่า “แกงแคไก่เมือง” ในบูธเชียงรายไม่ใช่หม้อแกงใบเดียว แต่คือ “แบบจำลองเศรษฐกิจวัฒนธรรม” ที่จุดติดได้จริงในพื้นที่สาธารณะ

บทบาทของหน่วยงานรัฐ  ทำอย่างไรให้ “รสชาติที่หายไป” อยู่ยาว

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน ทำหน้าที่ “ยกเวที–จัดแสง–เปิดพื้นที่” ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้นำเสนอเมนูที่เสี่ยงจะเลือนหายต่อหน้าสาธารณะ พร้อมสื่อสาร “คุณค่าทางวัฒนธรรม” ให้สาธารณชนเข้าใจว่า อาหารพื้นถิ่นคือองค์ความรู้รวมหมู่ ไม่ใช่เพียงสูตรลับส่วนตัว

ในทางปฏิบัติ บทบาทรัฐที่เห็นผลได้จริงในงานครั้งนี้มีอย่างน้อยสี่ประการ

  1. คัดเลือกเมนูเชิดชูอัตลักษณ์   เลือกเมนูที่สื่อความเป็นเชียงรายชัดเจน มีเรื่องเล่า มีวัตถุดิบเฉพาะถิ่น
  2. ยกระดับมาตรฐานการสาธิต   การทำครัวกลางแจ้งแบบเปิด เพื่อให้คนดู “เรียนรู้ผ่านสายตา” เข้าใจเครื่องแกง–ขั้นตอน–เหตุผลของวัตถุดิบ
  3. เชื่อมเครือข่ายผู้ประกอบการ   ดึงผู้ประกอบการที่มีความรู้และรสมือเป็นที่ยอมรับ เช่น นายอนุสร เทพปินตา มาเป็น “ครูภาคสนาม” ให้ผู้ชมได้ซักถาม
  4. เก็บข้อมูล–ต่อยอดเชิงนโยบาย   สำรวจความนิยมของเมนู–ความพร้อมของวัตถุดิบ–ศักยภาพขยายตลาด เพื่อนำไปออกแบบโครงการต่อเนื่อง

สูตรที่เล่าเรื่อง  เคล็ดลับของความ “หอมกรุ่น”

แกงแคไก่เมืองที่ขายหมดเกลี้ยงในคืนนี้ ไม่ได้โดดเด่นที่ “ความเผ็ด” หากโดดเด่นที่ “ความหอม” ซึ่งมาจากสามชั้นสำคัญ

  • ชั้นเครื่องแกง  พริก–ข่า–ตะไคร้–ผิวมะกรูด–กะปิ–กระเทียมตำสด ผัดให้หอมขึ้นน้ำมันก่อนเติมน้ำซุป
  • ชั้นผักพื้นบ้าน  ชะอม–ผักชีลาว–ยอดฟักทอง–ถั่วฝักยาว–ใบชะพลู (ขึ้นกับฤดูกาล) ที่ให้กลิ่นเฉพาะ
  • ชั้นเนื้อไก่เมือง  เนื้อแน่น–ไขมันน้อย เคี้ยวได้รสและกลิ่นควันไฟอ่อน ๆ เมื่อเคี่ยวพอดี

การเลือกไก่เมืองแทนไก่เนื้อทั่วไปทำให้ “น้ำแกงไม่เลี่ยน” และ “กลิ่นสมุนไพรชัด” ซึ่งสอดรับกับรสนิยมร่วมสมัยที่เน้นรสสมุนไพร–ผักพื้นบ้าน และการกินอย่างรู้แหล่งที่มา (origin)

คำถามสำคัญหลังหม้อแกง  จะทำอย่างไรให้ “ความนิยมวันนี้” กลายเป็น “เศรษฐกิจยั่งยืน”

การขายหมดในงานมหกรรมคือสัญญาณเริ่มต้น ไม่ใช่เส้นชัย หากต้องการให้ “แกงแคไก่เมือง” เป็น Soft Power เชิงระบบ ที่พาเชียงรายไปต่อ มีข้อเสนอเชิงปฏิบัติการ 4 ด้านดังนี้

(1) มาตรฐาน–ถ่ายทอด–สร้างคนทำแกงรุ่นใหม่

  • จัดทำ “ชุดตำรับมาตรฐาน” (Standardized Recipe) ที่ยังยืดหยุ่นต่อฤดูกาล
  • เปิดคลาสสาธิตต่อเนื่องในจังหวัด เชื่อมครัวโรงเรียน–วิทยาลัยอาชีวศึกษา–มหาวิทยาลัย
  • สร้าง “ช่างทำแกงแคประจำชุมชน” ที่รับงานจัดเลี้ยง–ครัวเทศกาลได้

(2) วัตถุดิบ–ห่วงโซ่–การรับรองแหล่งที่มา

  • พัฒนาเครือข่ายผู้ปลูกผักพื้นบ้าน–ผู้เลี้ยงไก่เมือง พร้อม “ป้ายบอกแหล่งที่มา” ในงาน/ร้าน
  • ส่งเสริม “ตลาดนัดผักพื้นบ้าน” รายสัปดาห์ในเชียงราย เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงของสดง่ายและคงคุณภาพ

(3) เมนูต่อยอด–แพ็กเกจท่องเที่ยว–เส้นทางอาหาร

  • สร้างเมนูคู่ขวัญ (เช่น คั่วแห้ม–แกงจิ๊น) ให้เป็น “ชุดประสบการณ์ล้านนา”
  • ทำ “เส้นทางแกงแค” เชื่อมชุมชน–ครัวบ้าน–ร้านอาหาร–ตลาดวัฒนธรรม
  • ผนวกกิจกรรม “ครัวสาธิต” ในแพ็กเกจทัวร์เรียนรู้ เพื่อเพิ่มเวลาใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในเชียงราย

(4) การสื่อสาร–แบรนด์–ตลาดออนไลน์

  • สร้างแบรนด์ “Lost Taste Chiang Rai” ทำโลโก้–เรื่องเล่า–วิดีโอสั้น
  • เปิดพรีออเดอร์ชุดแกง (ชุดเครื่องแกง–ผัก–คู่มือ) จัดส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ
  • ใช้คอนเทนต์คู่ความรู้ เช่น สรรพคุณสมุนไพร–เรื่องเล่าฤดูกาล ช่วยสร้างการจดจำ

เสียงสะท้อนจากพื้นที่จัดงาน  “กินแล้วนึกถึงบ้าน”

แม้ในงานไม่ได้มีการจัดเวทีเสวนาเฉพาะของเชียงราย แต่ “สนามจริง” หน้าเตา–หน้าหม้อคือพื้นที่พูดคุยที่ดีที่สุด หลายครอบครัวเล่าให้กันฟังว่ารสนี้ “ทำให้คิดถึงแม่” บางคู่พาผู้สูงอายุมาชิม พร้อมอธิบายว่าครั้งหนึ่งเคยกินจากฝีมือคุณยายในงานบุญ สิ่งเหล่านี้คือ “ทุนทางความทรงจำ” ที่เงินโฆษณาซื้อไม่ได้ และเป็นแรงส่งให้เมนูพื้นถิ่นมีชีวิตอยู่ต่อในเศรษฐกิจร่วมสมัย

ก้าวถัดไปของเชียงราย  จากบูธมหกรรมสู่ “เมืองรสชาติ”

ความสำเร็จที่ลำพูนทำให้เห็นว่า เชียงรายมีศักยภาพจะประกาศตัวเองในฐานะ “เมืองแห่งรสชาติพื้นถิ่นล้านนา” ได้อย่างไม่ขัดเขิน และหากขยับอย่างเป็นระบบ เมืองสามารถมี “ปฏิทินอาหารพื้นถิ่น” รายไตรมาส จัดหมุนเวียนในอำเภอต่าง ๆ (เมือง–แม่สาย–เชียงแสน–เวียงชัย–เวียงเชียงรุ้ง ฯลฯ) เพื่อสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวในมิติใหม่ที่ผสานตลาดชุมชน–งานวัฒนธรรม–และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น

สำหรับหน่วยงานรัฐ–เอกชน–สถาบันการศึกษาในพื้นที่ การจับมือกันทำ “ห้องทดลองอาหารพื้นถิ่น” (Living Lab) จะช่วยรวบรวมสูตร–เครื่องมือ–และความรู้การแปรรูป เช่น ชุดเครื่องแกงพร้อมปรุง–น้ำพริกแกงแคพร้อมใช้–ชุดผักแห้งอบกรอบเสริมใย–แคริ่งแพ็กเกจเพื่อคนเมืองที่อยากทำแกงแคเองในคอนโด แกนกลางของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ “ขายได้” แต่คือ “รักษาได้” รักษาสูตร–รักษาฤดูกาล–รักษาผู้ประกอบการรายเล็ก ให้เดินไปพร้อมเศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยว

ประโยคชวนคิด  ถ้าหม้อแกงหนึ่งใบทำให้คนหันกลับมามองผักพื้นบ้านและไก่เมืองทั้งห่วงโซ่ได้ นั่นไม่ใช่แค่ยอดขายที่หมดเกลี้ยง หากคือ “ระบบคุณค่าที่กลับมามีชีวิต”

สรุปแกนความสำเร็จในลำพูน 

  • เมนูเชิดชูอัตลักษณ์  แกงแคไก่เมือง สื่อเรื่องฤดูกาล–ภูมิประเทศ–โภชนาการ
  • รูปแบบนำเสนอ  ครัวสาธิตกลางแจ้ง เห็นทุกขั้นตอน–ถามตอบได้จริง
  • ผลตอบรับ  ผู้คนต่อคิวยาว ยอดจำหน่าย 3 เมนู “หมดเกลี้ยง” ภายในงาน
  • โอกาสต่อยอด  สร้างแบรนด์รสชาติ–เส้นทางท่องเที่ยว–ชุดเครื่องแกงพร้อมปรุง–ตลาดผักพื้นบ้าน
  • หัวใจเชิงนโยบาย  รัฐเป็น “ผู้เปิดพื้นที่–เชื่อมเครือข่าย–คุ้มคุณค่า” เอกชน–ชุมชน–คนรุ่นใหม่เป็น “ผู้ทำให้เกิดจริง”

รายละเอียดภาคปฏิบัติ  ใคร–ทำอะไร–ที่ไหน

  • เวทีจัดงาน  ข่วงพันปี ถนนรถแก้ว (ถนนสายวัฒนธรรม) อำเภอเมืองลำพูน
  • กรอบงาน  มหกรรม “ตามรอยรสชาติอาหารที่หายไป The Lost Taste 10 จังหวัดภาคเหนือ” ภายใต้โครงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม
  • ผู้ร่วมดำเนินงานจากเชียงราย  สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นำโดย นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ และคณะเจ้าหน้าที่
  • ผู้สาธิต/จำหน่าย (เชียงราย)  นายอนุสร เทพปินตา ผู้ประกอบการเชียงราย พร้อมเมนู แกงแคไก่เมือง, คั่วแห้มไก่เมือง, แกงจิ๊น
  • ผลตอบรับในงาน  ความสนใจล้นหลาม กลิ่นแกงโดดเด่น ทำให้สินค้าทั้ง 3 เมนูจำหน่ายหมดภายในงาน

 “รสชาติที่หายไป” กำลังกลับมาด้วยความภูมิใจร่วม

ค่ำคืนที่ลำพูนคือภาพจำว่า “รสชาติ” ไม่เคยหายไปจากผู้คน เพียงรอเวทีเหมาะสมให้กลับมาดังอีกครั้ง เชียงรายใช้โอกาสนี้อย่างงดงาม ยกเมนูพื้นบ้านขึ้นสู่พื้นที่สาธารณะ พูดภาษาเศรษฐกิจได้ชัดขึ้น และเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวแบบลึกซึ้งในระดับชุมชน หากแรงส่งนี้ถูกต่อยอดด้วยโครงสร้างรองรับที่ดี มาตรฐานสูตร การถ่ายทอดทักษะ ห่วงโซ่วัตถุดิบ และการสื่อสารที่ร่วมสมัย แกงแคไก่เมือง” จะไม่เป็นเพียงเมนูที่ขายหมดในงานหนึ่งครั้ง แต่จะกลายเป็น “สัญลักษณ์รสชาติของเชียงราย” ที่เดินได้ไกลทั้งในตลาดไทยและสายตานานาชาติ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายประกาศวาระแห่งชีวิต! ลดตาย 41% ตั้งเป้าเหลือ แสนคน ปี 2570 ชี้หมวกนิรภัยคือโจทย์ใหญ่

วาระแห่งชีวิต เชียงรายรำลึก “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสีย” เร่งเครื่องเป้าลดตายเหลือแสนคน ปี 2570—ชี้โจทย์ใหญ่ “หมวกนิรภัย” 80% ต้องแก้วัฒนธรรม

เชียงราย, 16 พฤศจิกายน 2568 — เสียงนาฬิกากลางเมืองดังไปพร้อมกับความเงียบงันหนึ่งนาที เมื่อผู้ร่วมงานนับร้อยคนยืนไว้อาลัยให้ผู้จากไปจากอุบัติเหตุทางถนน ณ บริเวณหน้าสวนตุงและโคมนครเชียงราย เช้าวันอาทิตย์นี้ “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” ของจังหวัดเชียงรายเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายแต่กินใจ มี นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน โดยมี นายครรชิต ชมภูแดง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.เชียงราย) กล่าวรายงาน ท่ามกลางผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคีเครือข่าย และประชาชนทุกภาคส่วนที่ร่วมกัน “รำลึก–เรียนรู้–และตั้งเป้าลดการสูญเสียใหม่” ไปพร้อมกัน

พิธีไว้อาลัยจบลง ผู้แทนหน่วยงานทยอยวางดอกไม้หน้ารูปผู้เสียชีวิต ขบวนเดินรณรงค์เคลื่อนไปยังบริเวณหอนาฬิกาเมือง สื่อสารข้อเท็จจริงและคำเตือนเพื่อป้องกันอุบัติเหตุแก่ประชาชนริมทาง ก่อนที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดจะอ่านสารนายกรัฐมนตรีและย้ำเป้าหมายเชิงนโยบาย  ภายในปี 2570 ประเทศไทยต้องลดการตายจากอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือ 12 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน ขณะที่เชียงรายตั้งเป้า ลดบาดเจ็บสาหัสเหลือ 2,052 คน” ตามกรอบแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน

จาก “สถิติสูงสุดของประเทศ” สู่ “พลิกเกมด้วยบังคับใช้เข้ม”  บทเรียนจากสองสงกรานต์

หากย้อนไป สงกรานต์ 2567 เชียงรายเคยเผชิญ “จุดต่ำสุด” ของความปลอดภัยทางถนน กลายเป็นจังหวัดที่ เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด 82 ครั้ง และ เสียชีวิตสะสมสูงสุด 17 ราย ของประเทศ เหตุผลส่วนใหญ่ย้อนกลับไปที่ “พฤติกรรมเสี่ยงซ้ำซาก” ทั้งขับรถเร็ว ตัดหน้ากระชั้นชิด และดื่มแล้วขับ โดยมียานพาหนะหลักคือ รถจักรยานยนต์ ซึ่งครองสัดส่วนกว่า 80% ของอุบัติเหตุทั้งหมด

ทว่าเพียง หนึ่งปีถัดมา สงกรานต์ 2568 เชียงราย “พลิกภาพ” อย่างมีนัยสำคัญ สถิติ ผู้เสียชีวิตลดลง 41% จาก 17 เหลือ 10 ราย และ จำนวนอุบัติเหตุลดลง 43% จาก 82 เหลือ 47 ครั้ง ปัจจัยสำคัญมาจากการรุกคืบเชิงปฏิบัติการ ตั้งจุดตรวจหลัก 33 จุด และผลักดัน ด่านชุมชนสะสมถึง 2,755 ด่าน ตลอด 7 วันอันตราย ทำให้สามารถสกัด “พฤติกรรมเสี่ยง” ก่อนทะลักเข้าสู่เส้นทางหลักที่มีความเร็วสูง

ตัวเลขที่ลดลงไม่ใช่เพียงสถิติ หากคือ “สัญญาณความเป็นไปได้” ว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น เมื่อผนวกกับความร่วมมือระดับชุมชน ย่อมแปรเปลี่ยนผลลัพธ์ได้จริง

มหันตภัยเงียบของหมวกนิรภัย” 4 ใน 5 ผู้เสียชีวิต “ไม่สวม”

แม้ปฏิบัติการเชิงรุกช่วยดึงกราฟลงได้ แต่ โจทย์ใหญ่ของเชียงรายยังเป็นเรื่องเดิม รถจักรยานยนต์และการไม่สวมหมวกนิรภัย ข้อมูลช่วง ปีใหม่ 2568 ยืนยันภาพชัด  ผู้เสียชีวิต 4 ใน 5 ราย (80%) ไม่สวมหมวกนิรภัย นั่นหมายความว่า “ช่องว่างเล็ก ๆ” บนศีรษะ กลายเป็น “ความเสี่ยงใหญ่” ที่ชี้เป็นชี้ตายได้ในทันที

การบังคับใช้กฎหมายแม้จะดำเนินคดีปริมาณสูง เฉพาะช่วงปีใหม่ 2567 มีการดำเนินคดีรวมกว่า 2,000 ราย จากข้อหาไม่สวมหมวกนิรภัย 998 ราย และไม่มีใบขับขี่ 756 ราย แต่ความสูญเสียยังคงสูง แปลว่าการปรับและการจับอย่างเดียว ไม่พอ” ต้อง “ยกเครื่องวัฒนธรรมความปลอดภัย” ให้กลายเป็น บรรทัดฐานสังคม ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน หน่วยราชการ ไปจนถึงถนนสายเล็กในชุมชน

เส้นทางภูเขา–หมอก–โค้ง  วิศวกรรมคือเกราะป้องกันระยะยาว

เชียงรายเป็นจังหวัดชายแดนที่ภูมิประเทศซับซ้อน เส้นทางภูเขาขึ้นลงคดเคี้ยวจำนวนมาก เช่น เส้นทางขึ้นภูชี้ฟ้า อำเภอเทิง มักเจอ หมอกลงจัด และ พื้นผิวถนนลื่นจากน้ำค้าง โดยเฉพาะช่วงเช้า ผู้ขับขี่ที่ไม่ใช่คนพื้นที่ จึงเสี่ยงสูงกว่าปกติ “มาตรการลงโทษ” จึงยังไปไม่ถึงรากของปัญหา จำเป็นต้องเสริมด้วย มาตรการวิศวกรรมถาวร เช่น ปรับปรุงป้ายเตือนที่อ่านง่ายในสภาพทัศนวิสัยต่ำ ระบบจำกัดความเร็วแปรผันตามการมองเห็น (Variable Speed) การปรับผิวถนนเพื่อลดความลื่น ติดตั้งแผงกั้นกันตกเหวในจุดวิกฤต และจัดการสิ่งกีดขวางระหว่างก่อสร้างให้ปลอดภัย การลดความสูญเสียบนเส้นทางภูเขาจึงต้อง “เปลี่ยนสนามรบ” จากพฤติกรรมคน ไปสู่ “โครงสร้างถนนที่ให้อภัยความผิดพลาด (forgiving roads)” มากขึ้น

จาก “เทศกาล” สู่ “ทั้งปี”  เปลี่ยนโมเดลคุมเข้มให้ยั่งยืน

บทเรียนสองเทศกาลชี้ชัดว่า “คุมเข้มช่วงพีก” ให้ผลลัพธ์ดีในระยะสั้น แต่เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย 12/แสนคนภายในปี 2570 เชียงรายจำเป็นต้อง “ขยายช่วงเวลาเฝ้าระวัง” จาก 7–10 วันสู่ ทั้งปี โดยเฉพาะ ช่วงเวลาความเสี่ยงสูง 18.00–21.00 น. บนถนนสายรองและทางในชุมชนที่มักถูกมองข้าม ให้การตั้งด่านสุ่มตรวจและการบังคับใช้กฎหมาย “เกิดขึ้นให้เห็นเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน” ไม่ใช่แค่ในเทศกาล

แผนปฏิบัติการ 4R  ยึดโยงคน–กฎหมาย–วิศวกรรม–ชุมชน

เพื่อเปลี่ยน “เป้าตัวเลข” ให้เป็น “ความเป็นจริงบนถนน” เชียงรายผลักดันชุดข้อเสนอเชิงระบบ ดังนี้

R1 บุคลากรภาครัฐต้องเป็นแบบอย่าง
ให้หน่วยงานภาครัฐ “คาด–สวม–ขับตามกฎ” อย่างเคร่งครัด ทั้งในเวลาราชการและนอกเวลา เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในสังคม เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่ทำจริง ภาคเอกชนและประชาชนจะยอมรับกติกาง่ายขึ้น

R2 กวดขันเยาวชนและผู้ไม่มีใบอนุญาตอย่างจริงจัง
เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจ–ปรับ–และกำหนดมาตรการทางสังคมร่วมกับผู้ปกครอง เมื่อตรวจพบเยาวชนขับขี่ไม่ถูกกฎหมาย ควบคู่กับการอบรมความปลอดภัยที่มี “ภาคบังคับ”

R3 ปรับปรุงวิศวกรรมบนเส้นทางภูเขา
จัดทำแผนที่จุดเสี่ยง ติดตั้งระบบเตือนหมอก–จำกัดความเร็วตามทัศนวิสัย ปรับปรุงผิวถนนและแผงกั้นถาวรในทางลงเขาโค้งต่อเนื่อง ลดผลกระทบจากปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมยาก

R4 เปลี่ยนจากคุมเข้มเทศกาลสู่เฝ้าระวังตลอดปี
ย้ำยุทธศาสตร์ “1 ตำบล 1 จุดเสี่ยง 1 ด่านชุมชน” ทำงานเชื่อมโยงกับจุดตรวจหลัก และใช้ข้อมูลจับเวลาพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อจัดสรรกำลังคนช่วงพีกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ตัวเลขที่เล่าเรื่อง  “ลด 41%” ไม่ใช่ความบังเอิญ

  • สงกรานต์ 2567  อุบัติเหตุสะสม 82 ครั้ง, เสียชีวิตสะสม 17 ราย (สูงสุดของประเทศ)
  • สงกรานต์ 2568  อุบัติเหตุสะสม 47 ครั้ง, บาดเจ็บ 44 ราย, เสียชีวิต 10 ราย
    อุบัติเหตุลดลง 43% และ เสียชีวิตลดลง 41% ภายในหนึ่งปี
  • การบังคับใช้กฎหมาย  ช่วงสงกรานต์ 2568 มีการตั้ง 33 จุดตรวจหลัก และ ด่านชุมชนสะสม 2,755 ด่าน; ช่วงปีใหม่ 2567 ดำเนินคดีรวม 2,057 ราย (ไม่สวมหมวก 998 ราย, ไม่มีใบขับขี่ 756 ราย, ดื่มแล้วขับ 80 ราย)
  • สัดส่วนเสี่ยง  รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะหลักของการเกิดเหตุ (มากกว่า 80%) และผู้เสียชีวิตช่วงปีใหม่ 2568 80% ไม่สวมหมวกนิรภัย

ตัวเลขเหล่านี้ย้ำว่า “การบังคับใช้กฎหมาย–การมีส่วนร่วมของชุมชน–และการสื่อสารความเสี่ยง” ทำงานร่วมกันได้จริง แต่หากไม่ยกเครื่องวัฒนธรรมการสวมหมวกนิรภัยและไม่จัดการจุดเสี่ยงบนทางภูเขา “กันชนสถิติ” ที่สร้างไว้ อาจอ่อนแรงลงเมื่อเวลาผ่านไป

วัฒนธรรมหมวกนิรภัย  ทำอย่างไรให้ “กลายเป็นปกติ”

  1. ทำให้ใกล้ตัว  แจกหมวกนิรภัยให้นักเรียน–เยาวชนในงานรัฐและโรงเรียน พร้อมกิจกรรมสาธิตปรับสายรัดให้ถูกต้อง
  2. ทำให้เห็นจริง  เจ้าหน้าที่รัฐสวมหมวก–คาดเข็มขัดทุกครั้งที่ออกตรวจ ให้เป็นภาพจำของพื้นที่
  3. ทำให้เข้มข้นอย่างมีเมตตา  ดำเนินคดีต่อเนื่อง แต่ควบคู่กับ “ชั่วโมงเรียนรู้บังคับ” และกิจกรรมรับผิดชอบสังคม เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใช่แค่เก็บค่าปรับ
  4. ทำให้ต่อเนื่องในชุมชน  ใช้ “ด่านชุมชน” เป็นแนวหน้าคัดกรองพฤติกรรมเสี่ยงก่อนขึ้นถนนใหญ่ โดยผู้นำหมู่บ้าน–อสม.–เยาวชนจิตอาสา เป็นแรงเสริม

ความเชื่อมโยงเศรษฐกิจ–การท่องเที่ยว  ถนนปลอดภัยคือ “โครงสร้างพื้นฐานของความเชื่อมั่น”

สองปีที่ผ่านมา เชียงรายเผชิญแรงกระทบจากภัยพิบัติและเหตุสิ่งแวดล้อมหลายระลอก ทั้งน้ำท่วมและปัญหาคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก กดดันรายได้ท่องเที่ยวของผู้ประกอบการจำนวนมาก หากจังหวัดยังมี “ภาพจำ” ว่าอันตรายบนท้องถนนสูง ย่อมยากต่อการฟื้นตัวแบบยั่งยืน การลดการตาย 41% ในสงกรานต์ 2568 จึงไม่ใช่แค่ชัยชนะด้านสาธารณสุข แต่คือ “การลงทุนในความเชื่อมั่น” ของนักท่องเที่ยว–ผู้ประกอบการ–และนักเดินทางผ่านแนว R3A ที่เชื่อมลาว–จีน ซึ่งเชียงรายเป็น “ประตูสำคัญ” การสื่อสารความปลอดภัยบนถนนจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญท่องเที่ยวเมืองปลายทาง

จากตัวเลขสู่การตัดสินใจ  ทำไม “12 คน” จึงไปถึงได้จริง

  • มีแบบอย่างสำเร็จระยะสั้น  กรณีสงกรานต์ 2568 พิสูจน์แล้วว่า “บังคับใช้เข้ม + ด่านชุมชน” ดึงกราฟลงได้
  • รู้โจทย์ชัด  รถจักรยานยนต์และหมวกนิรภัยคือ Pain Point ที่ส่งผลต่อความรุนแรงของการบาดเจ็บและการเสียชีวิตโดยตรง
  • รู้พื้นที่เสี่ยง  ทางภูเขา–หมอก–โค้ง ต้องแก้ด้วยวิศวกรรม ไม่ใช่ปรับเพียงพฤติกรรม
  • รู้จังหวะเวลา  โฟกัสช่วง 18.00–21.00 น. และถนนสายรองในชุมชน
  • มีโครงสร้างความร่วมมือ  ศปถ.จังหวัด–ปภ.–ตำรวจ–ขนส่งจังหวัด–องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น–เครือข่ายหมู่บ้าน–ภาคเอกชน พร้อมขับเคลื่อน

ประโยคชวนคิด  ถ้าหมวกนิรภัยถูกสวม “ก่อนสตาร์ต” ไม่ใช่ “หลังเจอด่าน” ตัวเลขชีวิตที่รักษาไว้ได้ จะมากกว่าทุกสถิติที่เราเขียนบนรายงาน

Roadmap เชียงราย 2569–2570  ก้าวถัดไปสู่เป้าแห่งชาติ

  1. ผลักดันระเบียบ “Safe Public Servant”  เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับต้องเป็นแบบอย่างคาด–สวม–ขับตามกฎหมาย
  2. ยกระดับ “ด่านชุมชนอัจฉริยะ”  ใช้ข้อมูลจุดเสี่ยง–ช่วงเวลาพีก จัดกำลังอย่างยืดหยุ่น เพิ่มการสื่อสารเชิงรุกแบบ real-time
  3. งบวิศวกรรมจุดเสี่ยงภูเขา  จัดทำลิสต์โครงการด่วน–กลาง–ยาว ติดตั้งระบบเตือนหมอก–แผงกั้น–ผิวถนน–ป้ายสะท้อนแสงในจุดวิกฤต
  4. โปรแกรมเยาวชน “หมวกนิรภัย 100%”  ผนวกโรงเรียน–ครอบครัว–ชุมชน ลงนามข้อตกลงร่วม พร้อมระบบติดตามผล
  5. รายงานความคืบหน้ารายไตรมาส  ศปถ.จังหวัดสื่อสารตัวชี้วัดสำคัญ (เสียชีวิต/บาดเจ็บสาหัส/สัดส่วนสวมหมวก/คดีไม่มีใบขับขี่) เพื่อให้สังคมร่วมตรวจสอบ

ภาพพิธีและกิจกรรมที่หน้างาน (สรุปสาระสำคัญ)

  • รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน อ่านสารนายกรัฐมนตรีและเปิดกิจกรรม
  • ผู้ร่วมงานยืนไว้อาลัย 1 นาที และวางดอกไม้รำลึกแก่ผู้เสียชีวิต
  • มอบหมวกนิรภัยแก่นักเรียนตัวแทน เพื่อเริ่มต้นวัฒนธรรมความปลอดภัยตั้งแต่วัยเยาว์
  • นิทรรศการความปลอดภัยทางถนนจากหน่วยงานเครือข่าย และขบวนเดินรณรงค์ไปยังหอนาฬิกา

 “ความทรงจำ” เปลี่ยนเป็น “ความปลอดภัย”

“วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” ไม่ได้เป็นเพียงพิธีไว้อาลัย หากคือ “สมุดบันทึกบทเรียน” ที่กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนหันมาทบทวนวิธีคิดและวิธีทำงาน เมื่อเชียงรายทำให้เห็นแล้วว่า “จากสถิติสูงสุดของประเทศ ลดตาย 41%” ในหนึ่งปีเป็นไปได้ เป้าหมาย 12/แสนคนในปี 2570 จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขปลายทาง หากคือ “คำมั่นร่วมกัน” ว่าถนนทุกสายจะปลอดภัยกว่าเดิม ด้วยหมวกนิรภัยที่สวมก่อนสตาร์ต, ด้วยด่านชุมชนที่เฝ้าระวังทุกค่ำคืน, ด้วยวิศวกรรมถนนที่ให้อภัยความผิดพลาด, และด้วยแบบอย่างจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำให้เห็นจริง

เชียงรายประกาศชัดเจนในวันนี้ว่า จะ ไม่ปล่อยให้ความทรงจำกลายเป็นเพียงความเศร้า แต่จะเปลี่ยน “ความทรงจำ” ให้เป็น “ความปลอดภัย” ที่จับต้องได้บนถนนทุกสายของจังหวัด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน จังหวัดเชียงราย (ศปถ.จ.ชร.)
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.เชียงราย)
  • แผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2565–2570
  • สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ/ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) / องค์การความร่วมมือเพื่อความปลอดภัยทางถนนแห่งสหประชาชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ทุนวัฒนธรรมเชียงราย ฟ้อนรำ-เสภาอิ้วเมี่ยน สื่อความกตัญญูต่อโครงการศิลปาชีพ

ชาวอิ้วเมี่ยนสามอำเภอรวมพลัง ณ ดอยหลวง น้อมรำลึก “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ด้วยศิลป์ชาติพันธุ์ สะท้อนพลังศิลปาชีพ–ทุนวัฒนธรรมเชียงราย

เชียงราย, 15 พฤศจิกายน 2568 – ภาพรวมเหตุการณ์“หนึ่งสนาม–สามอำเภอ–หนึ่งหัวใจ” จังหวัดเชียงรายร่วมประจักษ์โมเมนต์ “รวมใจต่างเผ่าพันธุ์” เมื่อมูลนิธิอิ้วเมี่ยนไทยและผู้นำชุมชนจากดอยหลวง–เชียงแสน–เวียงเชียงรุ้ง จัดพิธีถวายอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่โรงเรียนบ้านขุนแม่บง วัฒนธรรม–ดนตรี–ฟ้อนรำ–เสภา ตามแบบอัตลักษณ์อิ้วเมี่ยนโอบกอดสนามพิธี สื่อสารความจงรักภักดีและความกตัญญูต่อโครงการพระราชดำริด้านศิลปาชีพและการส่งเสริมภูมิปัญญาชุมชนซึ่งต่อยอดคุณภาพชีวิตบนผืนดอยมายาวนาน.  เวลา 09.00 น. สนามโรงเรียนบ้านขุนแม่บงกลายเป็นพื้นที่แห่งการ “ร้อยใจชาติพันธุ์” เมื่อชาวอิ้วเมี่ยน (เย้า) จาก สามอำเภอ ได้แก่ อำเภอดอยหลวง อำเภอเชียงแสน และอำเภอเวียงเชียงรุ้ง พร้อมใจกันจัดพิธีศักดิ์สิทธิ์ถวายความอาลัย และ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันยิ่งใหญ่ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พิธีดำเนินโดย มูลนิธิอิ้วเมี่ยนไทย ประสานผู้นำชุมชนและเครือข่ายวัฒนธรรมท้องถิ่น

บนเวทีพิธี เสียงดนตรีชาติพันธุ์คลอไปกับ การฟ้อนรำ และ การขับเสภา ตามวิถีอิ้วเมี่ยน ถ่ายทอดเรื่องราวความกตัญญูและความภาคภูมิใจในรากเหง้าวัฒนธรรม อัตลักษณ์การแต่งกาย–เสียงแคน–จังหวะกลองที่สืบทอดกันมายาวนาน ถูกนำมาร้อยเรียงเป็น “ภาษาแห่งพิธีกรรม” เพื่อแสดงออกถึงความอาลัยและ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรบนผืนดอยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ผู้แทนภาครัฐด้านวัฒนธรรม เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นายกำพล จาววัฒนาสกุล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ พร้อมด้วย นายอภิชาต กันธิยะเขียว และ นางสาวอัมพิกา จิณะเสน นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ จากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย การเข้าร่วมของภาครัฐสะท้อนบทบาท “พี่เลี้ยงนโยบายวัฒนธรรม” ที่ช่วยเชื่อมพิธีกรรมชุมชนกับระบบการคุ้มครอง–ส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้เดินหน้าบนฐานมาตรฐานและความยั่งยืน

ความหมายที่ลึกกว่าพิธี“ทุนวัฒนธรรม” เชื่อมแผ่นดิน–เชื่อมชุมชน–เชื่อมหัวใจ

พิธีครั้งนี้ไม่ใช่เพียง “งานรำลึก” หากแต่เป็น สัญลักษณ์ของสายใย ระหว่างราชสำนัก–มูลนิธิ/โครงการด้านศิลปาชีพ–ชุมชนชาติพันธุ์ ซึ่งส่งผลจริงต่อชีวิตคนบนภูเขา ทั้งด้านรายได้ อาชีพ และศักดิ์ศรีวัฒนธรรม หลายโครงการภายใต้ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ (SUPPORT) ช่วยสร้างโอกาสให้ชุมชนใช้ฝีมือ–หัตถกรรม–ภูมิปัญญา มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และประสบการณ์วัฒนธรรม สร้าง “ความภูมิใจและรายได้” ควบคู่กัน กรอบคิดเช่นนี้ถูกเผยแพร่และยืนยันบทบาทไว้โดยหน่วยงานรัฐด้านสื่อสาธารณะ (กรมประชาสัมพันธ์) ซึ่งมีความน่าเชื่อถือในแง่นโยบายสาธารณะ

เชียงรายคือจังหวัดที่ หลากหลายทางชาติพันธุ์ อย่างเด่นชัด ความหลากหลายนี้เป็น “ทุนทางสังคม” ที่สามารถต่อยอดไปสู่การศึกษา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีงานภาคสนาม/บทความของ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่บันทึกชุมชนอิ้วเมี่ยนในเชียงราย ทั้งมิติพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรม และการจัดการทรัพยากรชุมชน (เช่น “ป่าช้าบ้านห้วยน้ำเย็น” เชียงราย) ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญทางวิชาการว่าชาติพันธุ์นี้ดำรงอยู่–มีอัตลักษณ์–มีระบบความเชื่อของตนเองในโครงสร้างสังคมเชียงราย.

ในระดับประเทศ การสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เมื่อ 24 ตุลาคม 2568 ทำให้เกิดการจัดพิธีน้อมรำลึก–ถวายอาลัยในหลายจังหวัด สื่อสาธารณะและแถลงข่าวอย่างเป็นทางการใช้เป็นพยานหลักฐานยืนยันเส้นเวลาประวัติศาสตร์ร่วมสมัย อันสอดคล้องกับธรรมเนียมการแสดงความอาลัยของประชาชน

พิธีกรรมในสนาม “ศิลป์ชาติพันธุ์” ในฐานะภาษาแห่งความกตัญญู

ผู้เข้าร่วมงานบรรยายว่า โครงสร้างพิธี ตั้งใจยก “ภาษาศิลป์อิ้วเมี่ยน” ขึ้นเป็นแกนกลาง เพื่อสื่อสารความจงรักภักดีในแบบของตนเอง จาก ท่วงทำนองดนตรี ที่มี “จังหวะเรียกขวัญ” ไปจนถึง การฟ้อนรำ ที่แฝงการเคารพบรรพชน และ การขับเสภา ที่เป็นระบบการเล่าเรื่องเชิงวรรณศิลป์ของชนเผ่า พิธีกรรมทั้งหมด “คารวะ” พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงสนับสนุน อาชีพ–ศิลป์–ภูมิปัญญา ให้เติบโตบนพื้นที่ดอยในห้วงเวลาหลายทศวรรษ

ในเวทีสาธารณะของเชียงราย “การแสดงอัตลักษณ์” ไม่ได้หมายถึงการแสดงเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่คือ “ระบบความหมาย” ที่ทำให้คนรุ่นใหม่เห็น คุณค่า ของรากเหง้าตนเอง รู้เท่าทันโลกสมัยใหม่ และ เชื่อมโยงอดีต–ปัจจุบัน–อนาคต เข้าด้วยกันอย่างมีศักดิ์ศรี นี่คือเงื่อนไขของความยั่งยืนด้านวัฒนธรรม เมื่อเยาวชนรู้สึกว่า “บ้านเกิด–ชาติพันธุ์–ภาษา–ศิลป์” เป็นความภูมิใจ เขาจะ อยากสืบสาน มากกว่าเพียง “จำใจรักษา”

เชียงราย ห้องทดลองวัฒนธรรมมีชีวิต

เชียงรายมีการเคลื่อนไหวชุมชนชาติพันธุ์อย่างต่อเนื่อง แปลงสาธารณะในดอยหลวง–เชียงแสน–เวียงเชียงรุ้ง ล้วนเป็น “ชุมชนเรียนรู้” ที่ผสาน วิถีเกษตร–ความเชื่อ–ภาษา–พิธีกรรม เข้าด้วยกัน แนวโน้มใหม่คือการต่อยอดสู่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านการพัฒนา “งานศิลป์–หัตถกรรม–เครื่องแต่งกาย–ดนตรี–การแสดง” ให้ตอบโจทย์ตลาดร่วมสมัยโดยยังคงมาตรฐาน ความถูกต้องของอัตลักษณ์ (authenticity) ซึ่งกรอบคิดนี้สอดรับกับแนวทางของ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และการทำงานด้านมรดกทางวัฒนธรรมของรัฐไทยที่เผยแพร่ในสื่อทางการ

ชาวอิ้วเมี่ยน เป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์สำคัญของเชียงราย การดำรงอยู่ของชุมชน–พิธีกรรม–พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ได้รับการบันทึกและอธิบายในฐานข้อมูลของ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ซึ่งมักทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นและนักวิชาการ เพื่อ “อ่าน” ความหมายที่อยู่หลังพิธีกรรม ไม่ใช่เพียงกิจกรรม แต่คือ “รัฐธรรมนูญทางวัฒนธรรมของชุมชน” ที่กำกับจริยธรรมการอยู่ร่วมกับคน–ป่า–สิ่งศักดิ์สิทธิ์.

ขณะเดียวกัน งานวิชาการของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (ตัวอย่างในคลังปริทัศน์/สารสนเทศของสถาบัน) ก็สะท้อนหลักฐานของกลุ่มชาติพันธุ์อิ้วเมี่ยนในเชียงราย/เชียงแสน ทั้งด้านชื่อสกุล–มรดกความทรงจำ–เครือข่ายทางสังคม อันเป็นองค์ประกอบของ “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่สามารถเชื่อมสู่มิติการเรียนการสอน–การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม–การสื่อสารสาธารณะได้

เชื่อมพิธี–เชื่อมนโยบาย จากสนามโรงเรียนสู่ระบบคุ้มครองมรดก

การเข้าร่วมของ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ในพิธี ไม่เพียงสะท้อน “กัลยาณมิตรภาครัฐ” แต่ยังหมายถึงความพยายาม ผนวกพิธีชุมชนเข้ากับระบบงานของรัฐ เพื่อให้เกิดการคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การ บันทึก–ถอดความ–จัดทำคลังข้อมูล ไปจนถึงการ ให้คำปรึกษาด้านมาตรฐาน เมื่อชุมชนต้องการยกระดับการแสดง/งานหัตถกรรมเข้าสู่ กิจกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ การท่องเที่ยวโดยชุมชน ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐ โดยแกนปรัชญาระดับชาติเรื่อง “ศิลปาชีพ–ภูมิปัญญา–รายได้–ศักดิ์ศรี” มีพยานหลักฐานในสื่อทางการของรัฐที่อธิบายบทบาทของ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตามที่อ้างถึง

ถ้อยคำให้ถูกต้อง กรอบทางการของพระนามและพิธีน้อมรำลึก

สื่อมวลชนและหน่วยงานท้องถิ่นควรยึดตาม กรอบการ พระนามอย่างเป็นทางการ ตามประกาศ–ข้อบังคับที่ตีพิมพ์ใน ราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้เนื้อหาในสื่อสาธารณะสอดคล้องกับมาตรฐานทางพิธีการ โดยเฉพาะการใช้ถ้อยคำ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในสื่อทางการ/ข่าวพิธีกรรม/เอกสารประชาสัมพันธ์ของรัฐและชุมชน (เอกสารปี 2562 ชี้แนวทางได้อย่างชัดเจน)

เสียงสะท้อนจากสนาม (ประเด็นเด่น–ประเด็นรอง)

ประเด็นเด่น

  1. ความพร้อมของเครือข่ายชุมชน การรวมตัวของสามอำเภอสะท้อนศักยภาพ “จัดการตนเอง” ของชาติพันธุ์อิ้วเมี่ยน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการคุ้มครอง–สืบทอดวัฒนธรรม
  2. การมีส่วนร่วมของภาครัฐ การเข้าร่วมของวัฒนธรรมจังหวัดเสริมแรง “ความถูกต้อง–มาตรฐาน–ความยั่งยืน” ของพิธี และเปิดประตูสู่การพัฒนาต่อยอดเชิงนโยบาย
  3. กรอบอ้างอิงระดับชาติ งานด้าน ศิลปาชีพ/ภูมิปัญญา ที่อยู่ใต้พระราชดำริยาวนาน ทำให้พิธีรำลึกมิใช่เพียงการไว้อาลัย แต่ยังเป็นการ “ทบทวนพัฒนาการ” ของทุนวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย

ประเด็นรอง

  • โอกาสสื่อสารสาธารณะ บันทึกเสียง–ภาพ–คลิปความทรงจำ “พิธี-เพลง-ฟ้อน” โดยเยาวชนในชุมชน เพื่อทำเป็นคลังดิจิทัล (Local Digital Heritage) รองรับการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่
  • การเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยกระดับเครื่องแต่งกาย/ลายผ้า/หัตถกรรม/งานดนตรีสู่ “แพ็กเกจประสบการณ์” วัฒนธรรมในเทศกาลท้องถิ่น–การท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยเคารพ ความถูกต้องทางวัฒนธรรม และแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
  • หลักสูตร–ห้องเรียนวัฒนธรรม ใช้สนามโรงเรียนบ้านขุนแม่บงเป็น “พื้นที่การเรียนรู้” ที่บูรณาการประวัติศาสตร์ท้องถิ่น–ชาติพันธุ์ศึกษา–ดนตรี–หัตถกรรม ร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ฯลฯ (อ้างอิงคลังวิชาการ MFU ที่เคยศึกษาลักษณะชื่อสกุล/ชาติพันธุ์ในเชียงแสน)

บทสรุปเชิงนโยบายและทางปฏิบัติ

  1. พิธีรำลึก ครั้งนี้ตอกย้ำว่า “ทุนวัฒนธรรม” คือ พลังเชื่อม รัฐ–ราชสำนัก–ชุมชน  เมื่อชุมชนสามารถสื่อสารอัตลักษณ์ตนเองผ่านดนตรี–ฟ้อน–เสภา ได้อย่างภาคภูมิ ศักดิ์ศรีวัฒนธรรมจะงอกงามและคุ้มครองตนเองได้
  2. ยึดกรอบถ้อยคำทางการ สื่อ/หน่วยงานควรตรวจสอบการใช้พระนามให้ถูกต้องตามราชกิจจานุเบกษาในการร่างข่าว/เอกสาร เพื่อความเรียบร้อยของพิธีการ
  3. เดินหน้าศิลปาชีพ–เศรษฐกิจสร้างสรรค์ บูรณาการการฝึกทักษะ/ออกแบบผลิตภัณฑ์/บรรจุภัณฑ์/การตลาด ให้สอดคล้องแนวทางที่ภาครัฐเคยเผยแพร่เกี่ยวกับบทบาท มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เพื่อยกระดับรายได้ชุมชนโดยไม่ละทิ้งความถูกต้องของอัตลักษณ์
  4. ฐานความรู้ชาติพันธุ์ ใช้ฐานข้อมูล–บทความของ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และงานวิชาการในมหาวิทยาลัยท้องถิ่น เป็น “หลักฐาน–แหล่งเรียนรู้” สนับสนุนการจัดทำคลังดิจิทัล/ทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาวอิ้วเมี่ยนในเชียงราย

จากสนามโรงเรียนบ้านขุนแม่บงสู่ภาพรวมจังหวัด พิธีน้อมรำลึกครั้งนี้ชี้ให้เห็น “พลังเงียบของวัฒนธรรม” ที่เมื่อหยั่งรากในชุมชน ก็สามารถเป็นทั้ง ภาษาแห่งความกตัญญู และ เครื่องมือพัฒนาคุณภาพชีวิต พหุวัฒนธรรมของเชียงรายจึงมิใช่ความต่างที่ต้องจัดระยะห่าง หากคือ “ความงามที่ต้องจัดระเบียบใหม่” ให้ร่วมสร้างอนาคตเดียวกันได้ ด้วยกรอบถ้อยคำที่ถูกต้อง ความจริงเชิงนโยบายที่ตรวจสอบได้ และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของคนรุ่นใหม่บนผืนดอย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

กรมการท่องเที่ยวรับรอง 5 ชุมชนเชียงรายได้ CBT Standard หนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น

เชียงรายยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว 5 ชุมชนคว้า “CBT Thailand Standard” ควบคู่สนามบินแม่ฟ้าหลวงติดตั้งสะพานเทียบอากาศยานใหม่ 2 ตัว ตอกย้ำ “คุณภาพ–ความปลอดภัย–ความยั่งยืน”

เชียงราย, 14 พฤศจิกายน 2568 – เช้าตรู่ฤดูหนาวเมื่อม่านหมอกปกคลุมแนวดอย แสงอาทิตย์ค่อย ๆ คลี่คลุมทุ่งนาสีทองและหมู่บ้านที่ขนาบด้วยกาแฟบนไหล่เขา จังหวัดเชียงรายประกาศ “ข่าวดีที่จับต้องได้” ให้กับภาคการท่องเที่ยวท้องถิ่น—5 ชุมชนท่องเที่ยวในพื้นที่พิเศษของเชียงรายผ่านการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT Thailand Standard) ประจำปีงบประมาณ 2568 จากกรมการท่องเที่ยว ในห้วงเวลาเดียวกัน ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เดินหน้ายกระดับโครงสร้างสำคัญ โดย รื้อถอนและติดตั้งสะพานเทียบอากาศยานใหม่จำนวน 2 ตัว ภายใต้กระบวนการ Safety Risk Management (SRM) ตามมาตรฐานและคู่มือการดำเนินงานสนามบินอย่างเคร่งครัด

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อน “สองเสาหลัก” ของการพัฒนาปลายทางคุณภาพ—มาตรฐานชุมชน ที่เข้มแข็ง และ มาตรฐานสนามบิน ที่ปลอดภัย—ทำให้ห่วงโซ่ประสบการณ์การเดินทางของผู้มาเยือน “มั่นใจได้ตั้งแต่ล้อแตะรันเวย์จนถึงหน้าบ้านชุมชน”

CBT Thailand Standard จากใบรับรองสู่ “สัญญาคุณภาพ” ของชุมชน

มาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน CBT Thailand Standard ของกรมการท่องเที่ยวคือ “เครื่องมือยกระดับคุณภาพ” ที่ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง (community-led) เพื่อพัฒนา การบริหารจัดการ–บริการ–ความปลอดภัย–วัฒนธรรม–สิ่งแวดล้อม อย่างสมดุล เป้าหมายไม่ใช่เพียงการต้อนรับผู้มาเยือน แต่คือการรับประกันว่าการท่องเที่ยวจะ “ทิ้งร่องรอยดี” ให้ชุมชน ทั้งในมิติรายได้ อัตลักษณ์ และระบบนิเวศ

รายชื่อชุมชนเชียงรายที่ผ่านการรับรอง (พ.ศ. 2568)

  • อำเภอแม่สาย
    • วิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวดอยผาหมี
    • วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเที่ยวดอยผาหมี
  • อำเภอแม่จัน
    • วิสาหกิจชุมชนวิถีไทย วิถียอง สันทางหลวง
    • วิถีไทย วิถียอง บ้านสันทางหลวง
  • อำเภอเชียงแสน
    • วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเมืองเชียงแสน
  • อำเภอเมืองเชียงราย
    • วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านเมืองรวง ตำบลแม่กรณ์

คำสำคัญของมาตรฐาน (Key Themes)

การบริหารจัดการที่ดี, เศรษฐกิจท้องถิ่นเข้มแข็ง, คงอัตลักษณ์วัฒนธรรม, รักษาสิ่งแวดล้อม, และ บริการ–ความปลอดภัยได้มาตรฐาน — 5 หัวใจนี้ทำให้ “การต้อนรับ” ของชุมชนกลายเป็น “ระบบคุณภาพที่ตรวจสอบได้” ไม่ใช่เพียงมิตรไมตรีแบบปากต่อปาก

เมื่อเรื่องเล่าท้องถิ่นถูกยกระดับด้วยมาตรฐาน

  • ดอยผาหมี – แม่สาย ภูมิทัศน์ชายแดน กาแฟบนไหล่ดอย และวัฒนธรรมอาข่า

ชุมชนบนไหล่ดอยที่เห็นเส้นขอบฟ้ากั้นไทย–เมียนมา โดดเด่นด้วยวิถีกาแฟคุณภาพและพิธีกรรมชุมชนอาข่า เมื่อได้รับการรับรองมาตรฐาน CBT การจัดการเส้นทางเดินป่า มัคคุเทศก์ท้องถิ่น อาหารพื้นถิ่น และระบบความปลอดภัย จึงถูกยกขึ้นเป็น “มาตรฐาน” ที่สื่อสารร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการ–ผู้มาเยือน–หน่วยงานกำกับดูแล

  • วิถียอง สันทางหลวง – แม่จัน หัตถกรรม–เกษตรปลอดภัย–ธรรมาภิบาลชุมชน

อัตลักษณ์ “ไทยอง” ถ่ายทอดผ่านผืนผ้าและครัวท้องถิ่น เชื่อมโยงกับเกษตรปลอดภัยและระบบชุมชนเข้มแข็ง การยกระดับมาตรฐานเปิดทางให้กิจกรรมเรียนรู้ (workshop) และเส้นทางวัฒนธรรมรองรับผู้คนได้ “มากขึ้นอย่างยังยืน” โดยยังคงความแท้จริงของวิถีเดิม

  • เมืองเชียงแสน – ริมโขง จากมรดกประวัติศาสตร์สู่ประสบการณ์สร้างสรรค์

เมืองโบราณที่ผสาน “จิตวิญญาณล้านนา–สายน้ำโขง–ประวัติศาสตร์การค้า” ลงในกิจกรรมร่วมสมัย เช่น เส้นทางวัดเก่า เวิร์กช็อปงานสร้างสรรค์ อาหารถิ่น และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มาตรฐาน CBT ช่วยจัดวาง “ลำดับเรื่องเล่า” ให้สื่อสารกับผู้มาเยือนอย่างเป็นระบบ และปลอดภัย

  • บ้านเมืองรวง – ต.แม่กรณ์ เมืองเชียงราย OTOP นวัตวิถี–เศรษฐกิจหมุนเวียน

การจัดการขยะของชุมชนถูกต่อยอดเป็นนวัตกรรม “ดินบ้านเมืองรวง” กิจกรรมศึกษาดูงาน/CSR และศูนย์เรียนรู้ด้านคุณภาพชีวิต เน้น “สะอาด–เป็นระเบียบ–เรียนรู้ได้จริง” สอดรับ CBT ในเสาหลักสิ่งแวดล้อม–เศรษฐกิจท้องถิ่น–บริการ

สาระสำคัญร่วม มาตรฐานทำให้ “ความดีงามที่มีอยู่แล้ว” กลายเป็น “ระบบที่ทุกคนเข้าใจร่วมกัน”—ตั้งแต่วิธีรับแขก ความปลอดภัยกิจกรรม แผนฉุกเฉิน สุขอนามัยอาหาร ไปจนถึงสื่อความหมายสองภาษา

 ด้านอากาศยาน สะพานเทียบอากาศยานใหม่ 2 ตัว – คุณภาพประสบการณ์เริ่มที่ “ประตูเมือง”

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย อยู่ระหว่างดำเนินงาน รื้อถอน–ติดตั้งสะพานเทียบอากาศยานใหม่จำนวน 2 ตัว ซึ่งเป็น Change Management ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานภาคพื้นและการสัญจรของผู้โดยสารโดยตรง จึงต้อง ประเมินความเสี่ยง–กำหนดมาตรการควบคุม–สื่อสาร–ฝึกอบรมบุคลากร–ติดตามผล ตามกระบวนการ Safety Risk Management (SRM) และคู่มือการดำเนินงานสนามบิน

ความหมายเชิงระบบของงานนี้

  • ความปลอดภัยมาก่อน กำหนดเขตกั้น–ป้ายเตือน–แผนจราจรภาคพื้น–ขั้นตอนขึ้นลงเครื่องที่รัดกุม
  • คุณภาพการให้บริการ ยกระดับความสะดวก ลดจุดคอขวด เพิ่มความเชื่อมั่นด้านเวลา (on-time performance)
  • เชื่อมโยงสู่ชุมชน “การเดินทางที่ราบรื่น” ที่สนามบิน คือจุดเริ่มต้นของ “ความประทับใจ” ก่อนถึงชุมชน CBT

เมื่อ “ประตูเมือง” (สนามบิน) ลงทุนในความปลอดภัย–คุณภาพ พร้อมกับ “หมู่บ้านปลายทาง” (ชุมชน) ลงทุนในมาตรฐาน–สิ่งแวดล้อม–วัฒนธรรม เศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงคุณภาพของเชียงรายจึงมี “รางวิ่งคู่” ที่ประสานกันได้จริง

ทำไม “มาตรฐาน” จึงสำคัญต่อเศรษฐกิจชุมชน

  1. ความเชื่อมั่น = รายได้ที่ยั่งยืน
    มาตรฐานช่วยให้ผู้ซื้อทัวร์/องค์กร/นักท่องเที่ยวต่างชาติ “มั่นใจล่วงหน้า” ว่าประสบการณ์ได้คุณภาพ–ปลอดภัย–เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โอกาสรับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ (จ่ายต่อหัวสูง อยู่ยาว เรียนรู้ลึก) จึงเพิ่มขึ้น
  2. การคุ้มครองอัตลักษณ์ = ความต่างที่มีมูลค่า
    CBT ไม่ใช่แค่ “ไปเที่ยวบ้าน” แต่คือ “ไปเรียนรู้ระบบคุณค่า” ของวัฒนธรรม–ทรัพยากร–ผู้คน มาตรฐานจึงทำหน้าที่เป็น “รั้ว” ป้องกันการบิดเบือนอัตลักษณ์เพื่อการค้า
  3. บริการ–ความปลอดภัย = ใบอนุญาตสู่ตลาดสากล
    มาตรฐานด้านความปลอดภัยและบริการทำให้ชุมชนพร้อมรับข้อกำหนดตลาดสากลและกลุ่มองค์กร (เช่น study tour, CSR, MICE ชุมชน)

กล่องข้อมูล (FACT BOX) CBT Thailand Standard – จังหวัดเชียงราย (พ.ศ. 2568)

  • แม่สาย ดอยผาหมี (2 วิสาหกิจชุมชน)
  • แม่จัน วิถียองสันทางหลวง (2 หน่วย)
  • เชียงแสน เมืองเชียงแสน (1 วิสาหกิจชุมชน)
  • เมืองเชียงราย บ้านเมืองรวง ต.แม่กรณ์ (1 วิสาหกิจชุมชน)

สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย – โครงการปัจจุบัน

  • งาน รื้อถอน–ติดตั้ง สะพานเทียบอากาศยาน 2 ตัว
  • กรอบ Change Management + Safety Risk Management (SRM)
  • เป้าหมาย ความปลอดภัย–ความสะดวก–ความตรงเวลา

ข้อเสนอเชิงนโยบาย–การขยายผล

  • แผนสื่อสาร “เส้นทางมาตรฐาน” ทั้งจังหวัด
    จัดทำแผนสื่อสารเชื่อม สนามบิน–เมือง–ชุมชน CBT เป็น “เส้นทางคุณภาพ” เดียวกัน พร้อมข้อมูลภาษาไทย–อังกฤษ (capacity ต่อวัน, วิธีจอง, แนวปฏิบัติความปลอดภัย, มารยาทชุมชน)
  • Open Data & Dashboard ชุมชน
    เผยแพร่ข้อมูลเปิดด้านกิจกรรม–รองรับนักท่องเที่ยว–มาตรการสิ่งแวดล้อม–ข้อควรปฏิบัติ ช่วยผู้ประกอบการวางแผน ลด “โอเวอร์โหลด” และเสริม “ความโปร่งใส”
  • Upskill ความปลอดภัย–สิ่งแวดล้อม–ภาษา–ดิจิทัล
    ต่อยอดทักษะมัคคุเทศก์ท้องถิ่น แผนฉุกเฉิน กิจกรรมที่เป็นมิตรต่อกลุ่มเปราะบาง และทักษะด้านภาษา/การสื่อสารดิจิทัล เพื่อรองรับตลาดพรีเมียมและความหลากหลายของผู้มาเยือน
  • Circular Economy ในทุกชุมชน
    ยกระดับบทเรียนจาก บ้านเมืองรวง ให้เป็นโมดูลฝึกอบรมเรื่อง “ขยะสู่มูลค่า”–นวัตกรรมชุมชน ลดการปล่อยของเสีย และสร้างรายได้เสริม
  • กลไกติดตาม–ประเมินผล (Quarterly Review)

    ตั้งคณะทำงานจังหวัดติดตาม ตัวชี้วัด CBT รายไตรมาส (เศรษฐกิจ, สังคม, สิ่งแวดล้อม, ความพึงพอใจนักท่องเที่ยว) เพื่อให้มาตรฐาน “มีชีวิต” และ “ปรับปรุงต่อเนื่อง”

มุมมองจากโซ่อุปทานท่องเที่ยว เมื่อ “มาตรฐาน” เป็นภาษากลาง

  • นักท่องเที่ยว ได้ “สัญญาคุณภาพ” ตั้งแต่ลงเครื่องถึงหมู่บ้าน
  • ผู้ประกอบการ มี “กรอบปฏิบัติ” ชัดเจน ขยายธุรกิจบนฐานคุณภาพ
  • หน่วยงานรัฐ/ท้องถิ่น ใช้ “ตัวชี้วัดเดียวกัน” ในการประเมิน–สนับสนุน
  • ชุมชน ได้ “อำนาจต่อรอง” สูงขึ้น เพราะคุณภาพและมาตรฐานคือสินทรัพย์ร่วม

การที่ 5 ชุมชนของเชียงราย ผ่านการรับรอง CBT Thailand Standard ในปีงบประมาณ 2568 พร้อม ๆ กับการยกระดับ สะพานเทียบอากาศยาน 2 ตัว ที่สนามบินแม่ฟ้าหลวง ไม่ใช่เพียงเหตุบังเอิญของเวลา แต่คือ “แผนที่เดียวกัน” ของการพัฒนาที่มองเห็น “คุณภาพและความปลอดภัย” เป็นแกนกลางเดียวกัน หากจังหวัดสามารถทำให้ “ภาษาเดียวของมาตรฐาน” ไหลลื่นจากประตูสนามบินสู่ปลายทางในหมู่บ้าน เชียงรายจะยืนอยู่ในตำแหน่ง “ปลายทางคุณภาพอย่างยั่งยืน” ที่ ใครมาเยือนก็มั่นใจ ใครอยู่จึงภาคภูมิใจ และใครเกี่ยวข้องก็เติบโตไปด้วยกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมการท่องเที่ยว (Department of Tourism)
  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL ENTERTAINMENT

เด็ก 8 ขวบ “โฟกัส” คว้าแชมป์สตรีทแดนซ์ประเทศไทย นำทีมเชียงรายบุก UDO WORLD 2026

โฟกัส” 8 ขวบ พิชิตแชมป์สตรีทแดนซ์ไทย เปิดประตูสู่เวทีโลกที่อังกฤษ ทีม “ตึกขาวเชียงราย” สร้างปรากฏการณ์ คว้าโควตาชิงแชมป์ UDO ASIA-WORLD 2026

เชียงราย,4 พฤศจิกายน 2568 – ในวงการสตรีทแดนซ์ไทย มีคำถามที่ผู้คนมักตั้งไว้เสมอว่า “เมื่อไหร่ ความพยายามจะเปลี่ยนเป็นความสำเร็จ” คำตอบของคำถามนี้ได้ถูกพิสูจน์อย่างชัดเจน เมื่อเด็กหญิงวัย 8 ขวบจากเชียงราย ยืนอยู่บนเวทีแห่งชัยชนะ ณ The Street Ratchada กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงเชียร์ที่ดังกึกก้อง นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่จะพาคุณไปสู่การเดินทางอันยาวนานของความฝัน ความอดทน และความกล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง

เด็กหญิงศุภกานต์ หลิวชาญพิมพ์ หรือที่ทุกคนเรียกว่า “น้องโฟกัส” นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนศิริมาตย์เทวี จังหวัดเชียงราย เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองและจังหวัดบ้านเกิด ด้วยการคว้าตำแหน่งแชมป์ประเทศไทย ประเภท SOLO U10 (โซโล่รุ่นอายุไม่เกิน 10 ปี) ในการแข่งขัน UDO ACADEMY THAILAND STREET DANCE CHAMPIONSHIP 2025 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม ถึง 2 พฤศจิกายน 2568 การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่แค่การชิงชัยในระดับประเทศ แต่คือประตูสำคัญที่จะนำพาเธอและทีมเต้นจาก MY DANCE ACADEMY (MYDA) หรือที่รู้จักในนาม “ตึกขาวเชียงราย” ไปสู่เวที UDO ASIA และ UDO WORLD STREET DANCE CHAMPIONSHIPS 2026 ที่จะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2569 ณ เมือง Blackpool ประเทศอังกฤษ

จากห้องซ้อมเล็กๆ สู่เวทีระดับชาติ เส้นทางที่ไม่ธรรมดา

เมื่อย้อนกลับไปก่อนหน้านี้หนึ่งปี น้องโฟกัสยังเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่เต้นอยู่ในห้องซ้อมของสถาบัน MY DANCE ACADEMY จังหวัดเชียงราย ท่ามกลางเสียงดนตร์และเหงื่อที่ไหลพราก วันแล้ววันเล่า เธอและเพื่อนๆ ในทีมต่างต้องผ่านการฝึกซ้อมที่หนักหน่วง บางครั้งก็เหนื่อย บางครั้งก็ท้อแท้ แต่สิ่งหนึ่งที่ครูผู้สอนปลูกฝังให้กับเด็กๆ ทุกคนคือ “Trust The Process” หรือ “เชื่อในกระบวนการ และรอเป็น”

การแข่งขัน UDO ACADEMY THAILAND 2025 ครั้งนี้เป็นการชิงชัยที่ยิ่งใหญ่ มีผู้เข้าแข่งขันจากทั่วประเทศกว่า 80 คน ในประเภทเดียวกับน้องโฟกัส ทุกคนต่างมีความสามารถและมีความฝันเหมือนกัน แต่สิ่งที่ทำให้น้องโฟกัสโดดเด่นคือ “พลังแห่งความมั่นใจและสปิริตนักสู้” ที่ปรากฏชัดเจนในทุกการเคลื่อนไหวบนเวที เมื่อผลการแข่งขันประกาศออกมา น้องโฟกัสได้ยืนอยู่บนแท่นแชมป์ พิสูจน์ให้เห็นว่า ความพยายามและความอดทนที่สะสมมาตลอดหลายปี สามารถเปลี่ยนเป็นความสำเร็จที่จับต้องได้

“นี่ไม่ใช่แค่เหรียญรางวัล แต่คือการพิสูจน์ว่า เด็กจากจังหวัดเล็กๆ อย่างเชียงราย สามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับนักเต้นจากเมืองใหญ่ได้” คุณครูสายเมฆและคุณครูยุ้ย โค้ชประจำทีม MYDA กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภูมิใจ

ไม่ใช่แค่หนึ่งรางวัล ผลงานที่น่าทึ่งของทีม MYDA

ความสำเร็จของน้องโฟกัสเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมความสำเร็จที่ทีม MY DANCE ACADEMY สร้างขึ้นในการแข่งขันครั้งนี้ นอกจากตำแหน่งแชมป์ประเภท SOLO U10 แล้ว น้องโฟกัสยังได้รับรางวัลอันดับ 2 ในประเภท DUO U10 (การเต้นคู่) โดยได้จับคู่กับ น้องใบทาย (เด็กหญิงธนิสา ไกรศรี อายุ 8 ปี ชั้น ป.3/9 จากโรงเรียนอนุบาลเชียงราย) แสดงให้เห็นถึงความสามารถรอบด้านและการทำงานเป็นทีมที่ยอดเยี่ยม

ผลการแข่งขันโดยรวมของทีม MYDA ในครั้งนี้สามารถสรุปได้ดังนี้

รางวัลหลัก

  • แชมป์ประเทศไทย ประเภท SOLO U10: น้องโฟกัส (ศุภกานต์ หลิวชาญพิมพ์)
  • อันดับ 2 ประเภท DUO U10: น้องโฟกัส & น้องใบทาย
  • อันดับ 3 ประเภท TEAM PERFORMANCE U18: ทีม MYDA VARSITY (สมาชิก: นาน่า, ขวัญ, ทรีทรี, พิมพ์, มีน, โมโม่, หยก)
  • อันดับ 4 ประเภท SOLO U18: น้องพิมพ์ (นางสาวณิชารี ปงรังษี อายุ 16 ปี จากโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม)
  • อันดับ 5 ประเภท DUO O18: ครูพี่เปีย (นางสาววชิรญาณ์ นามวงค์ อายุ 22 ปี) และครูพี่ส้มโอ (นางสาวศุภกานต์ ปัญญาพล อายุ 26 ปี)

การผ่านเข้ารอบ TOP 8 THAILAND:

  • ประเภท Locking Battle: นาน่า (เด็กหญิงณิชนันท์ กันยานนท์ อายุ 14 ปี) และทรีทรี (เด็กชายวัชรวีร์ เกาะทอง อายุ 13 ปี)
  • ประเภท Hip Hop Battle: หยก (เด็กหญิงหทัยชนก สุขวัฒนถาวรชัย อายุ 13 ปี)
  • ประเภท Solo U10: ใบทาย
  • ประเภท Solo U18: โมโม่ (นางสาวโมนะ วังวิญญู อายุ 17 ปี)

การผ่านเข้ารอบ TOP 16 THAILAND นอกจากนี้ยังมีนักเต้นอีกหลายคนที่ผ่านเข้ารอบ TOP 16 ในหลายประเภท ทั้ง Solo และ Battle รวมถึงบุ้งกี๋ (เด็กหญิงปัญจสิริ สวัสดิวงศ์ อายุ 14 ปี), ขวัญ (เด็กหญิงนีรชา ณ ลำพูน อายุ 14 ปี), เบล, พิมพ์, ครูพี่ส้มโอ และครูพี่เปีย

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือการพิสูจน์ว่า ระบบการฝึกสอนของ MY DANCE ACADEMY มีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับสากล สามารถสร้างนักเต้นที่มีทั้งทักษะและจิตใจที่แข็งแกร่งได้จริง

ความกล้า” ที่ล้ำค่ากว่าเหรียญทอง การลงสนาม Battle ครั้งแรก

หนึ่งในช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดของน้องโฟกัสในการแข่งขันครั้งนี้ ไม่ใช่การคว้าแชมป์ แต่คือการตัดสินใจ “กล้า” ที่จะลงสนาม Battle (การต่อสู้แบบ 1 ต่อ 1) เป็นครั้งแรกในชีวิต ในประเภท Locking Battle รุ่น U14 (อายุไม่เกิน 14 ปี) ซึ่งคู่แข่งล้วนเป็นนักเต้นที่มีอายุและประสบการณ์มากกว่า

น้องโฟกัสสามารถผ่านเข้ารอบ TOP 16 THAILAND ได้สำเร็จ แม้จะหยุดเส้นทางไว้ที่รอบนี้และไม่ผ่านเข้าสู่ TOP 8 แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมาคือ “บทเรียนแห่งความกล้าหาญ” ที่ไม่สามารถซื้อหาได้ด้วยเงิน นอกจาก Locking Battle แล้ว น้องโฟกัสยังผ่านเข้ารอบ TOP 16 ใน Hip Hop Battle U14 และ All Style Battle U14 อีกด้วย รวมเป็นการลงสนาม Battle ทั้งหมด 3 สไตล์ในครั้งแรกของชีวิต

“นี่คือครั้งแรกของน้องโฟกัสในสนาม Locking Battle กับพี่ๆ ที่อายุมากกว่าและเต้นเก่งกันมาก แต่โฟกัสเลือก ‘กล้าที่จะลองในสนาม Battle’ และ ‘กล้าที่จะยืนบนเวที’ พร้อมโชว์พลังและความมั่นใจของตัวเองอย่างเต็มที่ ถึงแม้จะยังไม่ผ่านเข้ารอบ TOP 8 แต่ความกล้า ความใจสู้ และพลังของหนู คือสิ่งที่ทำให้ทุกคนชื่นชมและภูมิใจที่สุด เก่งมากนะโฟกัส ครูและทุกคนภูมิใจในตัวหนูมากจริงๆ” ครูสายเมฆและครูยุ้ย กล่าวถึงน้องโฟกัสด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

การลงสนาม Battle ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาการสอนของ MYDA ที่ไม่ได้เน้นแค่การชนะ แต่เน้นการสร้าง “ความกล้าที่จะเผชิญหน้า” และ “ความเชื่อมั่นในตัวเอง” ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่จะนำพาเด็กๆ ไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว

“Trust The Process” ปรัชญาที่เปลี่ยนความฝันเป็นจริง

เบื้องหลังความสำเร็จทุกชิ้นของทีม MYDA คือปรัชญา “Trust The Process” หรือ “เชื่อในกระบวนการ และรอเป็น” ที่ทีมครูได้ปลูกฝังให้กับเด็กๆ ตั้งแต่วันแรกที่พวกเขาก้าวเข้ามาในห้องซ้อม

“ช่วงเวลาที่เด็กๆ ต่อสู้กับความพยายาม ความยากและความท้าทาย ที่เด็กๆ อาจจะรู้สึกว่า อดทนฝึกฝนเป็นปีๆ แบบไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะทำได้กับเค้าสักที เมื่อไหร่จะขึ้นไปยืนบนนั้นกับเค้าสักที…ครูเห็น การถอดใจ ความท้อ ความไม่เชื่อว่าตัวเองจะทำได้ ของเด็กๆ หลายคนมาหลายครั้ง ตลอดระยะทางที่เดินมาด้วยกัน” ครูทั้งสองเล่าถึงความรู้สึกในฐานะผู้ที่เฝ้าดูและผลักดันเด็กๆ มาตลอด

“และทุกครั้งก็ได้เห็น spirit ของการสู้ต่อของทุกคนที่ลุกกลับขึ้นมา สู้ และเชื่อ ว่าตัวเอง สามารถจะผ่านช่วงเวลาฝึกฝนที่ต้องอดทนในความยาก ที่คนมากมาย ‘ไม่ทนแล้ว’ เพื่อให้มันออกดอกออกผลได้”

คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของทีมครูว่า ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่คือผลลัพธ์ของการสะสมความพยายาม การฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง และความอดทนที่จะรอคอยจนกว่าเวลาที่เหมาะสมจะมาถึง

“วันนี้ เวทีนี้ ผลลัพธ์และค่าสถิติที่ครูพูดมาตลอดตั้งแต่วันแรก มันค่อยๆ แสดงผลลัพธ์ของมันเองให้ทุกคนได้เห็นแล้วว่า คุณค่าของความพยายาม ความอดทน ความไม่ยอมแพ้ และ การ ‘รอเป็น’ มันเป็นยังไง…สถิติ มันทำงานแล้ว คำว่า trust the process มันรวมถึง trust in time ด้วยจริงๆ” ครูทั้งสองกล่าวทิ้งท้าย

เส้นทางต่อไป ก้าวสู่เวทีระดับเอเชียและโลก

ความสำเร็จในการแข่งขัน UDO ACADEMY THAILAND 2025 ไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยิ่งใหญ่กว่า นักเต้นและทีมครูของ MY DANCE ACADEMY ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการชิงแชมป์ระดับทวีปเอเชีย (UDO ASIA) และการชิงแชมป์ระดับโลก (UDO WORLD STREET DANCE CHAMPIONSHIPS 2026) ที่จะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2569 ณ เมือง Blackpool ประเทศอังกฤษ

การแข่งขัน UDO WORLD STREET DANCE CHAMPIONSHIPS ถือเป็นหนึ่งในเวทีที่ใหญ่ที่สุดและทรงเกียรติที่สุดในโลกของสตรีทแดนซ์ โดยเป็นการแข่งขันที่จัดขึ้นโดยองค์กร United Dance Organisation (UDO) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกที่มีมาตรฐานการตัดสินที่เข้มงวดและเป็นที่ยอมรับในวงการเต้นทั่วโลก การที่นักเต้นจากเชียงรายจะได้ก้าวขึ้นไปแข่งขันบนเวทีนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

“Next station ถึงเวลา พาเชียงราย Gen ใหม่ไปบุกเวทีโลก ไปมั้ยไม่รู้…แต่ไปเถอะเชื่อครู ไม่มีหน้าต่างของโอกาสในการเรียนรู้และเติบโตโลกกว้าง ในเส้นทางนักเต้น ในมิติของความพร้อม ในมิติของทักษะที่สะสมพอให้ไปแล้วตักตวงประสบการณ์ได้เต็มที่อย่างถ่องแท้ ในมิติของช่วงอายุ ‘วัยเด็กห้วงสุดท้าย’ ของหลายๆ คน ก่อนที่จะต้องลงสนามไปเจอกับผู้ใหญ่ หรือ ‘คนรุ่นครู’ ปีนี้แหละ หน้าต่างที่ดีที่สุด ของ myda crew generation นี้” ทีมครูกล่าวถึงแผนการในอนาคตด้วยความมุ่งมั่น

การตัดสินใจส่งเด็กๆ ไปแข่งขันที่ประเทศอังกฤษในปี 2026 ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การชิงชัย แต่คือการสร้างโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ ได้สัมผัสบรรยากาศของการแข่งขันระดับโลก ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักเต้นจากนานาประเทศ และที่สำคัญคือ การสร้างความเชื่อมั่นว่า “ความฝันไม่มีขีดจำกัด” ไม่ว่าจะมาจากจังหวัดใดหรือมีพื้นฐานอย่างไร

ตึกขาวเชียงราย สัญลักษณ์แห่งความหวังและแรงบันดาลใจ

MY DANCE ACADEMY หรือ “ตึกขาวเชียงราย” กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและแรงบันดาลใจสำหรับเยาวชนในพื้นที่ภาคเหนือและทั่วประเทศ การที่สถาบันการเต้นแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย สามารถผลิตนักเต้นที่มีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้ในระดับประเทศและระดับสากล แสดงให้เห็นว่า โอกาสในการพัฒนาทักษะและไล่ตามความฝันนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ที่ใด แต่ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่น ความพยายาม และการมีระบบการสนับสนุนที่ดี

ทีมครูของ MYDA ประกอบด้วยครูสายเมฆ ครูยุ้ย ครูหมีพู ครูเปีย ครูส้มโอ และครูกร้อ ซึ่งทุกคนได้อุทิศเวลาและความรู้ในการฝึกสอนและดูแลนักเต้นเยาวชน โดยมีโปรแกรมพิเศษที่ชื่อว่า “MYDA DANCE INTENSIVE PROGRAM” ซึ่งเน้นการฝึกฝนอย่างเข้มข้น มีระบบการเรียนการสอนที่มีมาตรฐาน และที่สำคัญคือ มีการปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้กับเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นความอดทน ความมีวินัย การเคารพผู้อื่น และการเป็นนักกีฬาที่ดี

“พวกเราภูมิใจในความตั้งใจของเด็กๆ มากจริงๆ ทุกสเต็ปบนเวทีคือพลังจาก ‘ตึกขาวเชียงราย'” ครูทั้งหลายกล่าวพร้อมกัน

ความสำเร็จที่สะท้อนถึงการพัฒนาวงการสตรีทแดนซ์ไทย

ความสำเร็จของทีม MY DANCE ACADEMY ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จส่วนบุคคลหรือของสถาบันเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของวงการสตรีทแดนซ์ไทยในภาพรวม โดยเฉพาะในพื้นที่ภูมิภาคที่เริ่มมีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันกับนักเต้นจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้อย่างเท่าเทียม

การที่น้องโฟกัส นักเต้นวัย 8 ขวบ สามารถคว้าแชมป์ประเทศไทยจากคู่แข่งกว่า 80 คน แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของหลักสูตรการฝึกสอนที่ได้มาตรฐานและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ UDO (United Dance Organisation) ซึ่งเป็นองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้านการจัดการแข่งขันสตรีทแดนซ์ และมีการกำหนดมาตรฐานการตัดสินที่เข้มงวด โปร่งใส และเป็นธรรม

การแข่งขัน UDO ACADEMY THAILAND STREET DANCE CHAMPIONSHIP 2025 มีความพิเศษตรงที่เป็นการแข่งขันที่เปิดโอกาสให้นักเต้นเยาวชนที่เป็นสมาชิก UDO Academy และมีประวัติการสอบ UDO Examination อย่างน้อย 1 ครั้งระหว่างปี 2023-2025 เท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ สำหรับผู้เข้าแข่งขันที่มีอายุ 17 ปีลงมา กฎเกณฑ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดและความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานของนักเต้นเยาวชนไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การที่ทีม MYDA สามารถส่งนักเต้นผ่านเข้ารอบ TOP 8 และ TOP 16 THAILAND ได้หลายคนในหลายประเภท ทั้ง Solo, Duo, Team Performance และ Battle หลายสไตล์ ยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถรอบด้านของนักเต้นและความหลากหลายของหลักสูตรการสอน ไม่ว่าจะเป็น Locking, Hip Hop, All Style หรือการเต้นแบบ Performance ที่เน้นการออกแบบท่าเต้นและการแสดงออกทางศิลปะ

ความหมายของการได้ไปแข่งที่ UDO WORLD 2026

การได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน UDO WORLD STREET DANCE CHAMPIONSHIPS 2026 ที่ประเทศอังกฤษ ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของนักเต้นสตรีททั่วโลก การแข่งขัน UDO World Championships เป็นเวทีที่รวบรวมนักเต้นที่ดีที่สุดจากทั่วโลกมาแข่งขันกัน โดยในปี 2024 การแข่งขันได้มีรางวัลเงินสดสำหรับผู้ชนะในหมวด Ultimate Advanced Team สูงถึง 10,000 ปอนด์สเตอร์ลิง (ประมาณ 440,000 บาท) แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และความสำคัญของเวทีนี้

การแข่งขัน UDO WORLD 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-16 สิงหาคม 2569 ณ เมือง Blackpool ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในด้านการจัดการแข่งขันเต้นระดับโลก การที่นักเต้นเยาวชนจากเชียงรายจะได้ก้าวขึ้นไปแข่งขันบนเวทีนี้ จะเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าและเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กับเด็กๆ ได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะของตนเองไปสู่อีกระดับหนึ่ง

นอกจากการแข่งขัน UDO WORLD แล้ว นักเต้นจาก MYDA ยังได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน UDO ASIA-PACIFIC CHAMPIONSHIPS อีกด้วย ซึ่งเป็นเวทีระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่จะช่วยสร้างประสบการณ์และความพร้อมให้กับนักเต้นก่อนที่จะไปแข่งขันในระดับโลก

รายชื่อและสมุดพกของความพยายาม คนทำงานเบื้องหน้า–เบื้องหลัง

  1. เด็กหญิงศุภกานต์ หลิวชาญพิมพ์ (โฟกัส) ป.3/2 โรงเรียนศิริมาตย์เทวี – CHAMPION SOLO U10
  2. เด็กหญิงธนิสา ไกรศรี (ใบทาย) ป.3/9 โรงเรียนอนุบาลเชียงราย – 2nd DUO U10
  3. เด็กหญิงหทัยชนก สุขวัฒนถาวรชัย (หยก) อายุ 13 ปี โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ม.2 – ผ่านรอบลึก
  4. น.ส.อารยา สัทธานนท์ (มีน) 17 ปี โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ม.5 – ทีม/เดี่ยว
  5. น.ส.โมนะ วังวิญญู (โมโม่) 17 ปี โรงเรียนปิติศึกษา ม.5 – TOP 8/16 หลายหมวด
  6. น.ส.ณิชารี ปงรังษี (พิมพ์) 16 ปี โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ม.5 – 4th SOLO U18
  7. เด็กหญิงนีรชา ณ ลำพูน (ขวัญ) 14 ปี โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ม.3 – ผ่านรอบลึก
  8. เด็กหญิงณิชนันท์ กันยานนท์ (นาน่า) 14 ปี โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ม.3 – ผ่านรอบลึก
  9. เด็กชายวัชรวีร์ เกาะทอง (ทรีทรี) 13 ปี โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม ม.1 – ผ่านรอบลึก
  10. เด็กหญิงกัญพัชย์ วงค์ฮู้ (ทอฝัน) 14 ปี โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ม.2 – ผ่านรอบคัด
  11. ด.ญ.ปัญจสิริ สวัสดิวงศ์ (บุ้งกี๋) 14 ปี โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม – ผ่านรอบลึก
  12. น.ส.วชิรญาณ์ นามวงค์ (ครูพี่เปีย) อายุ 22 ปี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง – 5th DUO O18
  13. นายธนภูพรรณ วงค์อะทะชัย อายุ 21 ปี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง – ทีมงาน/ผู้ร่วมกิจกรรม
  14. น.ส.ศุภกานต์ ปัญญาพล (ครูพี่ส้ม) อายุ 26 ปี MY DANCE ACADEMY – 5th DUO O18
  • คณะครู–ผู้ฝึกสอน: ครูสายเมฆ, ครูยุ้ย, ครูหมีพู, ครูเปีย, ครูส้ม, ครูกร้อ

เสียงจากครูผู้สอน มุมมองที่ลึกซึ้งกว่าความชนะแพ้

ในการให้สัมภาษณ์หลังการแข่งขัน ทีมครูของ MY DANCE ACADEMY ได้แสดงความรู้สึกและมุมมองที่ลึกซึ้งต่อการเติบโตของลูกศิษย์ ซึ่งไม่ได้เน้นแค่เรื่องของเหรียญรางวัล แต่เน้นไปที่กระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาตัวตนของเด็กๆ

“เก่งมากๆ ตัวอ่อน MYDA ทั้งหลาย! มาไกลกันมากๆ! ก็เพราะมันยากนี่แหละ มันถึงพิเศษขนาดนี้ ไม่งั้นใครๆ ก็คงจะเดินเล่นได้รางวัลกันแบบไม่มีคุณค่าใด” คำพูดของครูทั้งสองสะท้อนถึงความเข้าใจในเส้นทางของการเป็นนักเต้นมืออาชีพ ที่ต้องผ่านความยากลำบากและการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง

การที่ครูใช้คำว่า “ตัวอ่อน” ในการเรียกลูกศิษย์ แสดงให้เห็นถึงความรักและความห่วงใยที่มีต่อเด็กๆ พร้อมกับการเห็นพวกเขาเป็นเหมือนลูกหลานที่ต้องดูแลเอาใจใส่และผลักดันให้เติบโตไปในทิศทางที่ดี

ผลกระทบต่อชุมชนและสังคม แรงบันดาลใจที่แผ่ขยาย

ความสำเร็จของทีม MY DANCE ACADEMY ไม่ได้มีผลกระทบเฉพาะกับนักเต้นในทีมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อชุมชนและสังคมในหลายระดับ

ในระดับโรงเรียน นักเรียนที่เป็นนักเต้นของ MYDA ได้กลายเป็นต้นแบบที่ดีให้กับเพื่อนๆ ในโรงเรียน โดยเฉพาะน้องโฟกัสจากโรงเรียนศิริมาตย์เทวี น้องใบทายจากโรงเรียนอนุบาลเชียงราย และนักเต้นคนอื่นๆ ที่มาจากโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดเชียงราย อาทิ โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม และโรงเรียนเชียงรายวิทยาคม ซึ่งการที่นักเรียนเหล่านี้สามารถสร้างผลงานได้ในระดับประเทศและจะได้ไปแข่งขันในระดับโลก จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนคนอื่นๆ ได้เห็นว่า การตั้งใจเรียน ตั้งใจฝึกฝน และมีวินัย สามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้จริง

ในระดับจังหวัด ความสำเร็จครั้งนี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงรายในด้านกีฬาและศิลปะการแสดง แสดงให้เห็นว่า จังหวัดเชียงรายไม่ได้มีความโดดเด่นแค่ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังสามารถผลิตนักกีฬาและศิลปินรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากลอีกด้วย

ในระดับประเทศ ความสำเร็จของทีมจากภูมิภาคช่วยสร้างความหลากหลายและความเท่าเทียมในวงการสตรีทแดนซ์ไทย แสดงให้เห็นว่า ความสามารถไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แต่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ที่มีการสนับสนุนและการพัฒนาที่ดี

บทบาทของผู้ปกครอง กำลังใจที่สำคัญเบื้องหลัง

เบื้องหลังความสำเร็จของนักเต้นเยาวชนทุกคน ผู้ปกครองถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ การที่ผู้ปกครองให้การสนับสนุน ทั้งด้านการเงิน เวลา และกำลังใจแก่ลูกหลาน เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้เด็กๆ สามารถฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องและมีสมาธิในการพัฒนาทักษะ

การเดินทางไปแข่งขันที่กรุงเทพมหานคร การพักค้างคืนหลายวัน และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการแข่งขัน ล้วนต้องอาศัยการสนับสนุนจากผู้ปกครอง นอกจากนี้ การให้กำลังใจและการเป็นแรงผลักดันทางใจของผู้ปกครองก็มีส่วนสำคัญต่อความมั่นใจและพลังใจของเด็กๆ บนเวทีการแข่งขัน

ความท้าทายข้างหน้า การเตรียมตัวสู่เวทีโลก

แม้จะคว้าแชมป์ประเทศไทยมาได้แล้ว แต่การเตรียมตัวไปแข่งขันในระดับโลกยังมีความท้าทายอีกมากมายที่รออยู่ข้างหน้า ทั้งในด้านการฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาทักษะให้สูงขึ้น การเตรียมความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ การจัดหาทุนทรัพย์สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ และการปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศของการแข่งขันระดับสากลที่มีความเข้มข้นสูงกว่า

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปแข่งขันที่ประเทศอังกฤษ รวมถึงค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อาจเป็นภาระที่หนักสำหรับครอบครัวและสถาบัน ดังนั้น การระดมทุนและการหาแหล่งสนับสนุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ด้วยความมุ่งมั่นของทีมครูและนักเต้น รวมถึงการสนับสนุนจากผู้ปกครองและชุมชน ความท้าทายเหล่านี้น่าจะสามารถผ่านพ้นไปได้ และจะกลายเป็นบทเรียนและประสบการณ์ที่มีค่าสำหรับเด็กๆ ในการเติบโตเป็นนักเต้นมืออาชีพในอนาคต

ข้อเสนอแนะและแนวทางการพัฒนาต่อไป

จากความสำเร็จครั้งนี้ มีข้อเสนอแนะและแนวทางการพัฒนาที่น่าสนใจหลายประการ

  1. การสนับสนุนจากภาครัฐและองค์กรท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรให้การสนับสนุนด้านงบประมาณและการประชาสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมให้นักกีฬาและศิลปินรุ่นเยาว์ได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพและแข่งขันในเวทีระดับสากล
  2. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันสอนเต้นในภูมิภาคต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และร่วมกันพัฒนามาตรฐานการสอน จะช่วยยกระดับคุณภาพของนักเต้นไทยโดยรวม
  3. การพัฒนาหลักสูตรและมาตรฐาน การพัฒนาหลักสูตรการสอนที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะมาตรฐาน UDO ที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก จะช่วยให้นักเต้นไทยมีความพร้อมในการแข่งขันระดับสากลมากขึ้น
  4. การสร้างระบบการสนับสนุนทางการเงิน การจัดตั้งกองทุนหรือทุนการศึกษาสำหรับนักเต้นที่มีความสามารถแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จะช่วยเปิดโอกาสให้เยาวชนที่มีพรสวรรค์ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ
  5. การประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจ การประชาสัมพันธ์ให้สังคมเห็นคุณค่าของศิลปะการเต้น โดยเฉพาะสตรีทแดนซ์ ว่าไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่เป็นกีฬาและศิลปะที่ต้องใช้ทักษะ ความมีวินัย และการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง

บทเรียนแห่งความพยายามและความหวัง

เรื่องราวของ “น้องโฟกัส” วัย 8 ขวบ และทีม MY DANCE ACADEMY จากเชียงราย เป็นมากกว่าแค่ข่าวความสำเร็จทางกีฬา แต่เป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึง “คุณค่าของความพยายาม” “พลังของความเชื่อมั่น” และ “ความหมายของการรอคอย”

การเดินทางจากห้องซ้อมเล็กๆ ในเชียงราย มาสู่แท่นแชมป์ประเทศไทย และจะก้าวต่อไปสู่เวทีโลกที่ประเทศอังกฤษ เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ความฝันไม่มีขีดจำกัด ไม่ว่าเราจะเริ่มต้นจากจุดใด หากมีความมุ่งมั่น มีครูที่ดี มีระบบการสนับสนุนที่เหมาะสม และที่สำคัญที่สุดคือ มีความเชื่อในตัวเอง ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ปรัชญา “Trust The Process” ที่ทีม MYDA ใช้ในการฝึกสอน ไม่ได้เป็นเพียงคำพูดหรือคำขวัญ แต่เป็นวิถีการดำเนินชีวิตที่สอนให้เด็กๆ เรียนรู้ที่จะอดทน มีวินัย เคารพกระบวนการ และเชื่อมั่นว่า การฝึกฝนและความพยายามที่สั่งสมมาทุกวันนี้ จะค่อยๆ แสดงผลออกมาในเวลาที่เหมาะสม

สำหรับน้องโฟกัสและเพื่อนๆ นักเต้นของ MYDA การแข่งขันที่ประเทศอังกฤษในปี 2026 จะเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญในชีวิต ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ประสบการณ์ที่ได้รับจะเป็นทรัพย์สินอันมีค่าที่จะอยู่กับพวกเขาไปตลอดชีวิต และจะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการพัฒนาตัวเองไปสู่ความเป็นนักเต้นมืออาชีพในอนาคต

ขอแสดงความยินดีกับ เด็กหญิงศุภกานต์ หลิวชาญพิมพ์ (น้องโฟกัส) นักเต้นและทีมครูทุกคนจาก MY DANCE ACADEMY จังหวัดเชียงราย ที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดและประเทศไทย และขอเป็นกำลังใจให้กับการเดินทางสู่เวทีระดับเอเชียและระดับโลกในปี 2026

ข้อมูลการแข่งขันและผลการแข่งขัน

  • ข้อมูลจากการแถลงข่าวและรายงานผลการแข่งขัน UDO ACADEMY THAILAND STREET DANCE CHAMPIONSHIP 2025 จัดโดย UDO Academy Thailand
  • สถานที่จัดการแข่งขัน: THE STREET HALL, The Street Ratchada, กรุงเทพมหานคร
  • ระยะเวลาการแข่งขัน: 31 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2568

ข้อมูลเกี่ยวกับ UDO (United Dance Organisation)

  • UDO เป็นองค์กรระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดในด้านการจัดการแข่งขันสตรีทแดนซ์ มีมาตรฐานการตัดสินและระบบการแข่งขันที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
  • UDO WORLD STREET DANCE CHAMPIONSHIPS 2026 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-16 สิงหาคม 2569 ณ เมือง Blackpool ประเทศอังกฤษ (Great Britain)
  • มาตรฐานการแข่งขันและกฎเกณฑ์ต่างๆ เป็นไปตามระเบียบ UDO International Rules 2025/26

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียง : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • MY DANCE ACADEMY (MYDA)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

1,406 กม. ข้ามจังหวัด เจ้าของฟาร์มสเตย์ระนอง พาทีม 50 คนเที่ยวเชียงราย กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองรอง

จากระนองสู่เชียงราย เมื่อเจ้าของฟาร์มสเตย์พาทีม 50 คนเดินทาง 1,406 กม. สร้างปรากฏการณ์ท่องเที่ยวเมืองรอง

เชียงราย, 1 พฤศจิกายน 2568 – ในยุคที่การท่องเที่ยวกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น การตัดสินใจของผู้ประกอบการธุรกิจที่พักแห่งหนึ่งจากจังหวัดระนอง ที่เลือกนำพนักงานทั้ง 50 คนเดินทาง ระยะทางเหมือนข้ามประเทศ จากจังหวัดทางใต้สู่ล้านนาภาคเหนือ กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ที่ไม่เพียงสร้างรายได้ให้กับจังหวัดปลายทาง แต่ยังเป็นการประชาสัมพันธ์ศักยภาพการท่องเที่ยวของเมืองรองอย่างเชียงรายไปยังกลุ่มผู้ท่องเที่ยว ที่มีฐานผู้ติดตามโซเชียลกว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศและทั่วโลกในครั้งนี้

จากป่ารกร้างสู่ฟาร์มสเตย์ดัง พลังของการสื่อสารดิจิทัล

วิโรจน์ ฉิมมี หรือที่คนรู้จักในนาม “เบส” เจ้าของ “บ้านไร่ ไออรุณ” ฟาร์มสเตย์ในอำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง เล่าถึงที่มาของการเดินทางครั้งนี้ว่า เริ่มจากความตั้งใจที่จะให้รางวัลกับพนักงานทุกคน หลังจากที่ทุกคนร่วมมือกันพัฒนาธุรกิจที่เคยเป็นเพียงป่ารกร้าง ให้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีผู้ติดตามถึง 1 ล้านคนบนโซเชียลมีเดีย

“ผมหยอดกระปุกสะสมเงินมาได้ 1 ล้านบาท เพื่อจะพาพนักงานไปเติมพลัง ไปมีความสุขด้วยกันอีกครั้ง” วิโรจน์โพสต์ในช่องทาง บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun  “อยากพาทุกคนไปไกลสุดในประเทศนี้ เท่าที่จะทำได้ ปีนี้เราจะไปอุดหนุนชาวจังหวัดเชียงรายกัน”

การตัดสินใจนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีพนักงานเพียง 50 คน โดยต้องปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 28-31 ตุลาคม 2568 และกลับมาเปิดบริการอีกครั้งในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งหมายถึงการสูญเสียรายได้ช่วงปลายเดือนที่เป็นช่วงท่องเที่ยว

ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

1,406 กิโลเมตร ข้ามน้ำข้ามทะเล จากใต้ริมทะเลสู่เหนือสุดทะเลหมอก

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นจากสนามบินระนอง ที่อยู่ห่างจากบ้านไร่เพียง 28 กิโลเมตร คณะเดินทางด้วยสายการบินแอร์เอเชีย โดยใช้งบประมาณค่าตั๋วเครื่องบินทั้งหมด 4 แสนบาท เดินทางไปต่อเครื่องที่สนามบินดอนเมือง ก่อนจะมุ่งหน้าสู่เชียงราย ระยะทางเกือบ 1,500 กิโลเมตร

“ครั้งแรกในชีวิตที่ทุกคนได้เดินทางมาที่จังหวัดนี้” วิโรจน์เล่า “หลายคนในทีมเป็นชาวบ้านที่เพิ่งเคยขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรก ได้เห็นท้องฟ้า ท้องทะเล จากภาคใต้มาถึงเมืองเหนือ”

สิ่งที่น่าสนใจคือ สนามบินระนองในปัจจุบันมีเที่ยวบินให้บริการถึง 2 ไฟลต์ต่อวัน ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางออกจากพื้นที่ได้มากขึ้น สะท้อนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินที่เชื่อมโยงระหว่างเมืองรองด้วยกัน

เส้นทางท่องเที่ยว สัมผัสเชียงรายในทุกมิติ

โปรแกรมการเดินทาง 4 วัน 3 คืน ที่วิโรจน์วางแผนไว้ ครอบคลุมจุดท่องเที่ยวสำคัญของเชียงราย เริ่มจากมื้อแรกที่ร้านข้าวซอยวิจิตตรา ร้านอาหารพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อ พร้อมเมนูข้าวซอยและน้ำเงี้ยวที่ทุกคนประทับใจ

คืนแรกพักกลางทุ่งดอกไฮเดรนเยียบนยอดดอย ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย พร้อมหมูกระทะที่จัดเตรียมไว้ให้ ก่อนที่จะออกเดินทางสำรวจจุดท่องเที่ยวต่างๆ อาทิ ผาฮี้-ผาหมี, ไร่สิงห์ปาร์ค, อาข่า ฟาร์มวิว, สวนดอกไฮเดรนเยีย ดอยช้าง, ไร่ชาฉุยฟง และดอยตุง แต่ละจุดล้วนมอบประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ความงามของธรรมชาติ ไร่กาแฟบนภูเขาสูง ฟาร์มแกะที่มีนักท่องเที่ยวต่อคิวซื้อบัตรเข้าชม ไปจนถึงดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์

คืนที่สองเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองเชียงราย พักที่โรงแรม The Riverie by Katathani ริมแม่น้ำกก ซึ่งทีมงานของโรงแรมได้ต้อนรับด้วยพวงมาลัยและการ์ดที่เขียนวางไว้บนเตียงทุกห้อง แม้จะไม่ได้แจ้งความเป็นพิเศษล่วงหน้า แต่การบริการที่เป็นเลิศทำให้ทุกคนประทับใจ

ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น มากกว่าตัวเลข

การเดินทางของคณะ 50 คนจากระนองสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับเชียงรายในหลากหลายมิติ ตั้งแต่ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว ค่าเช่ารถ ไปจนถึงการซื้อของฝากจากชุมชนต่างๆ

หากประมาณการอย่างหยาบจากงบประมาณ 1 ล้านบาท หักค่าตั๋วเครื่องบิน 4 แสนบาท คงเหลืองบประมาณ 6 แสนบาท ที่ใช้จ่ายในพื้นที่เชียงราย เฉลี่ยคนละประมาณ 12,000 บาท ซึ่งครอบคลุมค่าที่พัก 2 คืน ค่าอาหาร 4 วัน ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือมูลค่าทางการตลาดที่เกิดขึ้น เมื่อเจ้าของธุรกิจที่มีผู้ติดตามถึง 1 ล้านคนบนโซเชียลมีเดีย โพสต์ภาพและเล่าประสบการณ์การท่องเที่ยวเชียงราย กลายเป็นการประชาสัมพันธ์ที่มีพลังมหาศาลโดยไม่ต้องใช้งบประมาณจากภาครัฐแต่อย่างใด

“การลงทุนของจังหวัดเชียงราย แค่การเป็นเจ้าบ้านที่ดี ยิ้มแย้ม ก็เป็นการสร้างกำไรในระยะยาว” วิโรจน์กล่าว “แม้จะมีบางคนมองว่า ทางร้านก็จะได้การลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า แต่เราก็ต้องดูว่าทำไมต้องเลือกเดินทางมาไกลจากระนองถึงเชียงรายมากกว่า 1,406 กม.”

เชื่อมโยงกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “เที่ยวดี มีคืน”

การเดินทางของคณะบ้านไร่ ไออรุณ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลเพิ่งเปิดตัวมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว “เที่ยวดี มีคืน” ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ประชาชนผู้เสียภาษีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลได้รับสิทธิประโยชน์จากการท่องเที่ยวภายในประเทศ

สำหรับมาตรการสำหรับบุคคลธรรมดา ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30,000 บาทสำหรับการท่องเที่ยวในเมืองรอง (1.5 เท่าของค่าใช้จ่าย) และ 20,000 บาทสำหรับเมืองหลัก (1 เท่าของค่าใช้จ่าย) ครอบคลุมทั้งค่าที่พักและค่าบริการร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ มาตรการสำหรับบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่สามารถหักค่าใช้จ่ายในการจัดอบรมหรือสัมมนาให้กับพนักงานได้ถึง 2 เท่าสำหรับเมืองรอง และ 1.5 เท่าสำหรับเมืองหลัก ซึ่งตรงกับกรณีของบ้านไร่ ไออรุณที่นำพนักงานเดินทางไปเพื่อเติมพลังและเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ

ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

การเรียนรู้ที่คุ้มค่ากว่าเงิน

วิโรจน์เปิดเผยว่า ธุรกิจของเขาเป็นเพียงกิจการเล็กๆ ที่ผลประกอบการไม่ได้มีกำไรเหลือเงินเยอะ แต่เขาเลือกที่จะลงทุนกับคน ด้วยความเชื่อว่าการพาพนักงานออกไปสัมผัสประสบการณ์ภายนอก จะช่วยพัฒนาทักษะและทัศนคติในการทำงาน โดยเฉพาะธุรกิจบริการอย่างฟาร์มสเตย์

“เราเลือกใช้วิธีนี้ในการพัฒนาคนมาหลายปีแล้ว ปีละ 1 ครั้ง” เขากล่าว “อยากพาทุกคนออกเดินทางมาพัก มาชาร์จพลัง มาเป็นผู้ใช้บริการ มาเห็นว่าที่อื่นเค้าทำอะไรกัน ในสถานที่ที่เราไม่เคยไป”

ประสบการณ์ที่พนักงานได้รับนั้นครอบคลุมทุกมิติของการท่องเที่ยว ตั้งแต่การได้นั่งเครื่องบิน ได้เห็นการบริการของแอร์โฮสเตส ได้นั่งรถขึ้นดอยที่มีคนขับคอยเล่าประวัติสถานที่ ได้เห็นโฮมสเตย์ที่ตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติ ได้สัมผัสการบริการที่ยอดเยี่ยมจากที่พักต่างๆ ทั้งหมดนี้คือการเรียนรู้ที่จะนำมาต่อยอดในการพัฒนา “บ้านไร่ ไออรุณ” ของตัวเองให้ดีขึ้น

“ประสบการณ์ในการเดินทางครั้งนี้ จะเป็นพลังบวกให้เราทุกคนกลับไปพัฒนาบ้านไร่ เพื่อกลับไปเป็นผู้ให้บริการที่ดีขึ้น” วิโรจน์กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

ภาคเหนือยุคใหม่ พร้อมรับนักท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประกาศเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนืออย่างเป็นทางการ ภายใต้แคมเปญ “Season of North 2026 : สุขทันที…ฤดูนี้ฤดูเหนือ” พร้อมเผยกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อกระตุ้นการเติบโตของการท่องเที่ยว

นายขจรเดช อภิชาติตรากุล ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ ททท. เปิดเผยว่า แม้ตัวเลข 9 เดือนแรกของปี 2568 จะทรงตัว แต่คาดการณ์ว่า 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้การท่องเที่ยวจะเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากสถานการณ์ภายในประเทศคลี่คลายและมีกิจกรรมปลายปีที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าหมายว่าภาพรวมนักท่องเที่ยวทั้งปี 2568 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากปีที่ผ่านมา

สำหรับปี 2569 ททท. ตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยไม่น้อยกว่า 25 ล้านคน-ครั้ง และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 178 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากปีก่อนหน้า

กลยุทธ์ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเมืองรอง

ททท. ได้วางกลยุทธ์สำคัญ 3 ประการเพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวภาคเหนือ ประการแรกคือการใช้พลังของรีวิวและโซเชียลมีเดีย การตลาดแบบ “ตามรอยรีวิว” และการบอกต่อจากอินฟลูเอนเซอร์ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งกรณีของบ้านไร่ ไออรุณที่มีผู้ติดตาม 1 ล้านคนนั้น เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของพลังทางการตลาดแบบนี้

ประการที่สองคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน ผู้ประกอบการและสายการบินมีแผนเพิ่มเที่ยวบินทั้งในและระหว่างประเทศสู่ภาคเหนือ โดยเฉพาะเมืองรองอย่างเชียงรายที่เริ่มมีสายการบินตรงจากต่างประเทศเข้าสู่พื้นที่ ทำให้การเข้าถึงง่ายขึ้นและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น

ประการสุดท้ายคือการกระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง ซึ่งพบว่ามีการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวไปยังเมืองรองมากขึ้น เช่น เชียงราย แพร่ น่าน ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ซึ่งช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนต่างๆ อย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ ททท. ยังเน้นการขยายตลาดต่างชาติ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย เช่น ไต้หวัน เกาหลี ฮ่องกง และญี่ปุ่น เพื่อชดเชยความผันผวนของตลาดหลักและสร้างความหลากหลายของนักท่องเที่ยว

ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

เทศกาลและกิจกรรมตลอดทั้งปี

แคมเปญ Season of North 2026 มุ่งเน้นให้ภาคเหนือเป็นจุดหมายที่ “เที่ยวได้ทุกฤดู” ผ่าน 3 มุมความสุขหลัก คือ ฤดูแห่งการให้รางวัลแก่ชีวิต (พักผ่อน/สุขภาพ) ฤดูแห่งการเฉลิมฉลอง (ความสุข/ฮีลใจ) และฤดูแห่งการแบ่งปัน (บอกเล่าเรื่องราวความเป็นเหนือ)

ในช่วงฤดูกาลนี้ ภาคเหนือมีกิจกรรมหลากหลายตลอดปี ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลทุเรียนอุตรดิตถ์ งานสีสันดอยตุงและเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม งานแพร่คราฟต์ และเทศกาลใหญ่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน อาทิ ยี่เป็งเชียงใหม่ โคมแสนดวงที่เมืองลำพูน ลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟสุโขทัย ลอยกระทงสายตาก และนมัสการพระธาตุดอยกองมู แม่ฮ่องสอน

บทเรียนและแรงบันดาลใจ

กรณีของบ้านไร่ ไออรุณ สะท้อนให้เห็นหลายมิติของการท่องเที่ยวยุคใหม่ ทั้งในด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลผ่านประสบการณ์จริง การใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ การเชื่อมโยงระหว่างเมืองรองด้วยกัน และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแบบกระจายรายได้สู่ชุมชน

วิโรจน์เล่าถึงที่มาของความฝันในการสร้างบ้านไร่ที่บ้านเกิดว่า “ผมคุยกับพ่อตลอดถึงสิ่งที่อยากทำ แต่กับแม่ผมต้องอ้างไปก่อนว่าจะกลับมาทำงานเป็นสถาปนิกในตัวเมืองระนอง เพราะแม่เป็นแม่ค้าในตลาด ถ้าเพื่อนที่เป็นแม่ค้าด้วยกันรู้เข้า ทุกคนจะแห่ถามแม่ว่า ลูกไปทำงานที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เหรอ แล้วกลับมาทำอะไรที่บ้าน ผมไม่อยากให้แม่ต้องกังวลกับคำถามเหล่านี้ ก็เลยบอกแม่ไปแบบนั้น แต่จริงๆ แล้วผมตั้งใจกลับมาสร้างบ้าน”

ความตั้งใจนั้นประสบผลสำเร็จ จากป่ารกร้างกลายเป็นฟาร์มสเตย์ที่ผสมผสานที่พัก คาเฟ่ ร้านอาหาร และขายของฝากงานแฮนด์เมด กลางสวนผักและผลไม้ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 8.00-20.00 น. และที่สำคัญคือการสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง มีพนักงาน 50 คนที่เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ

“ผลลัพธ์ที่ได้มัน คือความสุขทางใจ ไม่ใช่แค่พนักงานนะ นายจ้างอย่างผมใจมันก็ฟูไปด้วย” วิโรจน์กล่าวถึงการพาพนักงานเดินทาง “เดินคนเดียวไปได้ไว แต่เดินได้ไกล ก็ต้องไปด้วยกัน”

ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

มาตรการเสริมอื่นๆ ที่หนุนการท่องเที่ยว

นอกจากมาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” สำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลแล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการเสริมอื่นๆ อีก 3 มาตรการ ได้แก่ การเร่งรัดเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายภาครัฐด้านการฝึกอบรม (Front Load) ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 – 31 มกราคม 2569 โดยให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาดำเนินการในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก และกำหนดให้เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงิน

มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก ระหว่าง 29 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569 ให้หักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการได้ 2 เท่าของรายจ่ายที่จ่ายจริง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการที่พักมีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพที่พัก

และมาตรการลดอัตราภาษีกิจกรรมบันเทิง ตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเทค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ จาก 10% เป็น 5% ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกลางคืนและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น

ความท้าทายและโอกาสข้างหน้า

แม้ว่าการท่องเที่ยวภาคเหนือจะมีศักยภาพสูง แต่ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะการแข่งขันกับจุดหมายปลายทางอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ ความผันผวนของสภาพอากาศ โดยเฉพาะปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ในช่วงฤดูแล้ง และการพัฒนาคุณภาพการบริการให้ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม โอกาสก็มีมากมาย ทั้งการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวจีนและเอเชียตะวันออกที่กำลังฟื้นตัว แนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่นักท่องเที่ยวยินดีจ่ายมากขึ้นเพื่อประสบการณ์ที่ดี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม และความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

การมีอินฟลูเอนเซอร์และผู้ประกอบการอย่างวิโรจน์ ที่มีฐานผู้ติดตามจำนวนมากและเลือกมาท่องเที่ยวเชียงราย ถือเป็นโอกาสทองในการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะเป็นการสื่อสารแบบ organic ที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่าการโฆษณาแบบดั้งเดิม

ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

เชียงราย แบบจำลองของการท่องเที่ยวเมืองรองที่ประสบความสำเร็จ

เชียงรายถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองรอง จากจังหวัดที่เคยถูกมองว่าเล็กที่สุดในภาคเหนือ กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ด้วยจุดเด่นหลายประการ

ประการแรกคือความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว ทั้งธรรมชาติอันงดงามบนพื้นที่ภูเขาสูง วัดวาอารามที่มีสถาปัตยกรรมเป็นเอกลักษณ์ ไร่กาแฟและไร่ชาบนดอยสูง ฟาร์มแกะและสวนดอกไม้นานาพันธุ์ และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

ประการที่สองคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งสนามบินที่เริ่มมีเที่ยวบินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ถนนและการคมนาคมที่สะดวกขึ้น และที่พักหลากหลายรูปแบบตั้งแต่โรงแรมระดับหรูจนถึงโฮมสเตย์ชุมชน

ประการที่สามคือคุณภาพการบริการที่ดี ดังที่วิโรจน์ให้ความเห็นว่า “พี่ๆพนักงานที่โรงแรม น่ารักมากดูแลพวกเราเป็นอย่างดี มีพวงมาลัยรอต้อนรับ มีการ์ดเขียนวางไว้บนที่นอนทุกห้อง ทุกคนประทับใจในงานบริการมากครับ” การบริการที่เป็นเลิศนี้คือสิ่งที่สร้างความประทับใจและทำให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาอีก

บทส่งท้าย เมื่อการท่องเที่ยวกลายเป็นการลงทุนในคน

เรื่องราวของวิโรจน์และทีมงาน 50 คนจากบ้านไร่ ไออรุณ สะท้อนให้เห็นมิติใหม่ของการท่องเที่ยว ที่ไม่ได้เป็นเพียงการพักผ่อนหย่อนใจ แต่เป็นการลงทุนในการพัฒนาคน การเรียนรู้ และการสร้างแรงบันดาลใจ

การเดินทาง 1,406 กิโลเมตร ข้ามจากจังหวัดเล็กที่สุดในภาคใต้มาสู่เมืองรองของภาคเหนือ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขระยะทาง แต่เป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายการท่องเที่ยวระหว่างเมืองรองด้วยกัน การสร้างความเข้าใจและแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจที่พักในพื้นที่ต่างๆ และที่สำคัญคือการประชาสัมพันธ์ที่มีพลังผ่านโซเชียลมีเดีย

จากผู้ติดตาม 1 ล้านคน ที่ได้เห็นภาพความสวยงามของเชียงราย ความอบอุ่นของการต้อนรับ และรอยยิ้มของทีมงานที่มีความสุขกับการเดินทาง กลายเป็นแรงจูงใจให้คนอื่นๆ อยากมาสัมผัสประสบการณ์เดียวกัน นี่คือพลังของการท่องเที่ยวแบบ storytelling ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการโฆษณาแบบเดิมๆ

ด้วยการสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐอย่าง “เที่ยวดี มีคืน” ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดถึง 1.5 เท่าสำหรับเมืองรอง และแคมเปญ “Season of North 2026” ที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ย่อมเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะทำให้เกิดกรณีศึกษาแบบนี้มากขึ้นในอนาคต

สำหรับวิโรจน์และทีมงาน พวกเขาได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 พร้อมจัดดอกไม้และตกแต่งสถานที่ให้สวยงาม พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเยือน บ้านไร่ ไออรุณ ในจังหวัดระนอง ด้วยการบริการที่ดียิ่งขึ้น จากประสบการณ์และแรงบันดาลใจที่ได้รับจากการเดินทางครั้งนี้

“โคตรภูมิใจ” คำพูดสั้นๆ ที่วิโรจน์ใช้สรุปทริปนี้ สะท้อนถึงความรู้สึกของผู้ประกอบการรายเล็กที่กล้าตัดสินใจลงทุนในคน และได้เห็นรอยยิ้มความสุขของพนักงานทุกคนที่ได้ออกไปสัมผัสโลกกว้าง ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่มีวันลืม บนยอดดอยแห่งเชียงราย จังหวัดเมืองรองเหนือสุดของประเทศไทย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI

เชียงรายทะยาน! หลังรัฐใช้มาตรการภาษีท่องเที่ยว เมืองรอง กระตุ้นเงินสะพัด 3.5 หมื่นล้าน

เที่ยวไทยลดหย่อนภาษี” เขย่าดีมานด์ปลายปี—เชียงรายฉวยจังหวะกวาดรายได้ 3.59 หมื่นล้าน ใน 9 เดือนแรก จ่ออัพไซด์อีกระลอกหากมาตรการเดินหน้าเต็มรูปแบบ

เชียงราย, 15 ตุลาคม 2568 — ลมหนาวกำลังขยับตัวลงสู่ดอยนางนอน ขณะที่แสงเช้ายังแตะยอดชาเพียงบางส่วน ข่าวดีที่เดินทางมาพร้อมอากาศเย็นคือ “โอกาสทางเศรษฐกิจ” ของเชียงราย เมื่อ คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) มีมติเห็นชอบ มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวผ่านสิทธิลดหย่อนภาษี นำค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวมาหักภาษีได้ สูงสุด 20,000 บาท กำหนดช่วงใช้สิทธิ 29 ต.ค.–15 ธ.ค. ซึ่งพ้องกับหน้าท่องเที่ยวปลายปีโดยตรง

สำหรับ “เมืองรอง” อย่างเชียงราย มาตรการยังให้น้ำหนักเป็นพิเศษด้วย ตัวคูณ 1.5 เท่า สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในพื้นที่เมืองรอง เพิ่มแรงดึงดูดให้เงินสะพัดกระจายสู่ชุมชนมากขึ้น ขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ประกอบการโรงแรมในเมืองรองยังจะได้สิทธินำค่าใช้จ่าย ปรับปรุงโรงแรม” หักภาษีได้ 2 เท่า (เช่น ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ปรับปรุงระบบพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์ ฯลฯ) เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและลดต้นทุนในระยะยาว

ภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.–ก.ย.) เชียงรายสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 35,926 ล้านบาท เป็น อันดับ 2 ของภาคเหนือ รองจากเชียงใหม่ที่ 78,249 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงยืนยันศักยภาพของจังหวัดในฐานะ “ดาวเด่นเมืองรอง” หากยังส่งสัญญาณว่ามาตรการลดหย่อนภาษีปลายปีนี้ อาจกลายเป็นตัวเร่ง (catalyst) ให้กราฟรายได้พุ่งขึ้นอีกระลอกในช่วงเวลาเพียง 48 วันของการใช้สิทธิ—ช่วงเวลาสั้นแต่ทรงพลังในปฏิทินท่องเที่ยวไทย

ทำไม “ลดหย่อนภาษีท่องเที่ยว” ถึงถูกมองว่าเป็น Quick Big Win

ปัญหาตั้งต้นที่ครม.เศรษฐกิจมองเห็น คือ สัญญาณการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวที่ชะลอ โดยมีดัชนีบางตัวติดลบราว 8% เทียบฐานก่อนหน้า ขณะเดียวกัน ภาคส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจซึ่งมีงบฝึกอบรมสัมมนาปีละกว่า 3,000 ล้านบาท มักเร่งใช้ในไตรมาสสุดท้ายจน “กระจุกเวลา” และเกิด งบเหลื่อมปี ในสัดส่วนสูงอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นปีที่ผ่านมา

สูตรคลี่คลาย จึงมาพร้อมกัน 3 ชุด

  • หักลดหย่อนภาษีท่องเที่ยว” เพื่อดึงกำลังซื้อประชาชนเข้าสู่ตลาดทันที
  • “Front Load สัมมนา” สั่งเร่งเบิกจ่ายงบสัมมนาให้ได้ 60% ภายในเดือนมกราคม เปลี่ยนพฤติกรรม “ไปสิ้นปี” ให้มา “ฉีดเม็ดเงินเร็วขึ้น”
  • แรงจูงใจผู้ประกอบการ” ผ่านหักภาษี 2 เท่า สำหรับการลงทุนปรับปรุงโรงแรม โดยเฉพาะในเมืองรอง ที่รัฐต้องการให้เกิดการยกระดับคุณภาพรองรับดีมานด์ใหม่

เมื่อนำ 3 คันโยกนี้ทำงานพร้อมกัน ผลที่คาดหวังคือ ดีมานด์ฝั่งนักท่องเที่ยวเพิ่ม (จากสิทธิลดหย่อน), ดีมานด์ฝั่งสัมมนารัฐเพิ่ม (จากการ front load), และ ซัพพลายคุณภาพเพิ่ม (จากการลงทุนปรับปรุงโรงแรม) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นใน ไฮซีซันของเชียงราย ที่ปกติมีปริมาณนักท่องเที่ยวหนาแน่นอยู่แล้ว—จึงเป็นเหตุผลที่นโยบายถูกจัดอยู่ในหมวด Quick Big Win ทำช่วงสั้น แต่ให้ผลกว้างและเร็ว

เชียงรายในสมรภูมิแย่งชิงเม็ดเงินท่องเที่ยว “เมืองรอง” ที่ฟอร์มแรง

ข้อมูลรายได้ท่องเที่ยว 17 จังหวัดภาคเหนือ (ม.ค.–ก.ย. 2568) สะท้อนภาพที่น่าสนใจ

  1. เชียงใหม่ 78,249 ล้านบาท
  2. เชียงราย 35,926 ล้านบาท
  3. เพชรบูรณ์ 7,174 ล้านบาท
  4. พิษณุโลก 6,989 ล้านบาท
  5. ตาก 5,913 ล้านบาท
  6. นครสวรรค์ 5,124 ล้านบาท
  7. แม่ฮ่องสอน 4,856 ล้านบาท
  8. ลำปาง 3,991 ล้านบาท
  9. น่าน 3,298 ล้านบาท
  10.  สุโขทัย 2,623 ล้านบาท
  11. แพร่ 2,344 ล้านบาท
  12. อุตรดิตถ์ 1,864 ล้านบาท
  13. พะเยา 1,846 ล้านบาท
  14. ลำพูน 1,481 ล้านบาท
  15. กำแพงเพชร 1,428 ล้านบาท
  16. อุทัยธานี 1,343 ล้านบาท
  17. พิจิตร 1,203 ล้านบาท

สองตัวเลขแรก แสดง “ความต่างเชิงสเกล” ระหว่างเมืองหลักและเมืองรอง แต่สิ่งที่ทำให้เชียงรายโดดเด่นคือ อัตราเร่งของเม็ดเงิน ที่เติบโตตามโครงสร้างใหม่—ตั้งแต่ สนามบิน–โลจิสติกส์–ที่พัก–สินค้าเชิงวัฒนธรรม–ชายแดนเศรษฐกิจ ไปจนถึงแลนด์มาร์คธรรมชาติ–ศิลปะร่วมสมัย ที่สร้าง “เหตุผลซ้ำ” ให้คนกลับมาเยือน ประเทศไทยเคยพิสูจน์มาแล้วว่า นโยบายภาษีท่องเที่ยว เมื่อออกแบบคมและสื่อสารชัด สามารถสร้างแรงโค้ง (curvature) ให้กราฟรายได้พลิกขึ้นได้ในระยะสั้นโดยไม่ต้องใช้งบประมาณก้อนใหม่จำนวนมาก

สำหรับเชียงราย เมื่อตัวคูณ 1.5 เท่า เปิดใช้งานกับค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในพื้นที่เมืองรอง เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร บริการนำเที่ยว (ตามหลักเกณฑ์ที่จะประกาศโดยกรมสรรพากร) เม็ดเงินของนักท่องเที่ยวชาวไทย อาจถูก “รีรูต” จากเมืองหลักมาสู่เชียงราย มากขึ้น—โดยเฉพาะกลุ่ม “นักเดินทางสายวางแผน” ที่ต้องการเอกสารค่าใช้จ่ายชัดเจนสำหรับยื่นภาษีปลายปี

เสียงนโยบายจากส่วนกลาง “ทำสั้น ทำให้ใหญ่ ประชาชนได้ประโยชน์”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังการประชุมครม.เศรษฐกิจว่า มาตรการนี้ออกแบบให้ ประชาชนทั่วไปนำค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวมาหักภาษีได้สูงสุด 20,000 บาท และ ถ้าเดินทางเมืองรองจะหักได้ 1.5 เท่า (เช่น ใช้จ่าย 10,000 บาท หักได้ 15,000 บาท) ขณะเดียวกัน รัฐยังขอให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ front load การสัมมนา-ฝึกอบรม อย่างน้อย 60% ภายในเดือนมกราคม เพื่ออัดฉีดดีมานด์ระยะสั้น ส่วนด้านซัพพลาย มาตรการ หักภาษี 2 เท่า สำหรับค่าใช้จ่ายปรับปรุงโรงแรม—โดยเฉพาะงานที่หนุนความยั่งยืน เช่นโซลาร์—ถูกผลักดันเพื่อให้ผู้ประกอบการกล้าลงทุนยกระดับคุณภาพและประหยัดพลังงานมากขึ้น

สาระสำคัญอีกด้านคือ การปรับลดภาษีสถานบริการจาก 10% เหลือ 5% โดยกรมสรรพสามิตและกระทรวงมหาดไทยร่วมกันผลักดัน เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการ เข้าระบบ” และได้สิทธิภาษีตามกฎหมาย ควบคู่กับการตั้ง KPI การเบิกจ่ายภาครัฐ ทั้งปีไม่ต่ำกว่า 93% (และงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 75%) ลดปัญหา “กันเหลื่อมปี” มูลค่าสูง

แกนคิดของนโยบาย  “Quick Big Win ทำสั้น ทำให้ใหญ่ และประชาชนได้ประโยชน์—โดยเฉพาะในช่วงเวลาจำกัดก่อนการยุบสภา” ซึ่งสะท้อนแรงขับเคลื่อนเชิงเวลาอย่างชัดเจน

เชียงรายคว้าโอกาสอย่างไร จาก “สิทธิของคนไทย” สู่ “รายได้ของท้องถิ่น”

  1. ตั้งโต๊ะข้อมูล—ทำโปรแกรม “เที่ยวเชียงรายให้คุ้มภาษี”
    ภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ควรทำ ชุดข้อมูลพร้อมใช้ สำหรับนักท่องเที่ยวไทย เส้นทาง–ที่พัก–ร้านอาหาร–กิจกรรม–ค่าใช้จ่ายประมาณการ–จุดรับใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ พร้อม “Checklist เอกสาร” สำหรับยื่นหักภาษี (ใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงิน/หลักฐานชำระเงิน) แพ็กเป็นหน้าเดียวดาวน์โหลดได้ เพื่อให้ การตัดสินใจเดินทางเร็วขึ้น และลดความเสี่ยงเอกสารไม่ครบ
  2. กระตุ้นตลาดสัมมนา (MICE) ด้วย Front Load
    เชียงรายมีความพร้อมเชิงโครงสร้างพื้นฐาน (สนามบิน, ศูนย์ประชุม, ที่พักหลายระดับราคา) การเน้นขาย แพ็กเกจสัมมนา–ศึกษาดูงาน ที่มีโปรแกรมความยั่งยืน (เยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้อาชีพ, กิจกรรม CSR ปลูกป่า–เก็บขยะ, เส้นทางกาแฟ–ชา) จะตอบโจทย์ทั้ง KPI เบิกจ่าย ของหน่วยงานและ ภาพลักษณ์องค์กร ไปพร้อมกัน
  3. สองเท่าเพื่อโรงแรม”—ลงทุนที่ลดต้นทุนระยะยาว
    โอกาสของผู้ประกอบการโรงแรมอยู่ที่ การคัดโครงการลงทุนที่คืนทุนไว และมีเอกสารครบถ้วนตามเกณฑ์ภาษี เช่น โซลาร์รูฟ–ระบบน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์–ประตูคีย์การ์ดประหยัดไฟ–ฉนวนกันความร้อน–ปรับปรุงเครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน พร้อมจัดระบบเอกสารเพื่อใช้สิทธิได้เต็มมูลค่า
  4. แผนสื่อสาร “เมืองรอง x 1.5 เท่า” เจาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือน
    กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ฐานภาษีกลาง–บน) คือตลาดหลักของมาตรการนี้ เชียงรายควรสื่อสารแบบ ตรงกลุ่ม ผ่านบริษัท–สมาคมวิชาชีพ–เครือข่าย HR—ด้วยข้อความง่าย ๆ ว่า “พาเพื่อนไปเชียงรายช่วง 29 ต.ค.–15 ธ.ค. ใช้สิทธิ 1.5 เท่าได้” พร้อมลิงก์ดาวน์โหลด “แพ็กคู่มือภาษีท่องเที่ยวเชียงราย”

คำถาม–คำตอบที่ประชาชนอยากรู้ 

  • ใช้สิทธิอะไรได้บ้าง?
    โดยหลัก “ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยว” ครอบคลุมที่พัก บริการท่องเที่ยว และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง ต้องรอประกาศหลักเกณฑ์จากกรมสรรพากร ระบุรายการและเอกสารที่ยอมรับอย่างชัดเจน
  • ทำไมต้องขอใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ?
    เพราะ ภาษีเป็นกฎหมายเอกสาร ใบกำกับภาษี (เต็มรูปแบบ) ตามมาตรา 86/4 เป็นหลักฐานสำคัญในการหักลดหย่อน ภาคเอกชนควรเตรียมระบบออกเอกสารถูกต้อง พร้อม e-Receipt/e-Tax Invoice เพื่อลดปัญหาตกหล่น
  • ถ้าไม่มีภาษีต้องจ่าย (รายได้ต่ำ) ยังได้ประโยชน์ไหม?
    ผู้ที่ไม่มีภาระภาษีปลายปี อาจไม่ได้ประโยชน์ทางภาษีโดยตรง แต่ยังได้ประโยชน์จากโปรโมชันที่ผู้ประกอบการทำตามแคมเปญ ทั้งนี้รัฐอาจมีมาตรการอื่นประกอบในอนาคต—ต้องติดตามมติ ครม. และประกาศทางการ
  • ตัวคูณ 1.5 เท่าใช้กับทุกจังหวัดเมืองรองหรือไม่?
    หลักการคือ “ค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นในเมืองรอง” จึงได้ตัวคูณ 1.5 เท่า รายชื่อเมืองรอง ต้องยึดตามประกาศทางการ ที่จะออกมาพร้อมหลักเกณฑ์

ความเสี่ยงที่ต้องจับตา ทำเร็ว—แต่ต้องแม่น

  1. ไทม์ไลน์–รายละเอียดกฎหมาย
    แม้มติครม.เศรษฐกิจเห็นชอบหลักการแล้ว แต่ การบังคับใช้จริงต้องผ่าน ครม. และประกาศกรมสรรพากร ระบุรายการ–เงื่อนไข–ประเภทเอกสาร—หน่วยงานท้องถิ่นและเอกชนต้อง สื่อสารแบบมีเงื่อนไข ว่า “ใช้สิทธิตามหลักเกณฑ์ที่จะประกาศ” เพื่อลดความสับสน
  2. ความพร้อมเอกสารของผู้ประกอบการรายเล็ก
    ร้านอาหาร–โฮมสเตย์–ทัวร์ท้องถิ่นบางแห่ง ยังไม่มีระบบ e-Tax ควรได้รับการช่วยเหลือเชิงเทคนิคอย่างเร่งด่วน เช่น คลินิกภาษีเคลื่อนที่ ร่วมกับสำนักงานสรรพากรพื้นที่–หอการค้าจังหวัด–ททท. เพื่อให้ เม็ดเงินสิทธิภาษีไม่รั่วไหลเพราะเอกสารไม่ครบ
  3. กำลังรองรับไฮซีซัน
    หากดีมานด์พุ่งเร็ว ที่พัก–การคมนาคม–สถานที่ท่องเที่ยวต้อง บริหารสมดุล ระหว่างปริมาณ–คุณภาพ–ความปลอดภัย เช่น แผนจราจร–ที่จอดรถ–การจัดการขยะ–ห้องน้ำสาธารณะ—ทั้งหมดคือ “ประสบการณ์รวม” ที่กำหนดการกลับมาเยือน

มุมมองเศรษฐกิจท้องถิ่น 1 บาทของนักท่องเที่ยว หมุนเป็นกี่บาทในชุมชน

งานวิจัยด้านท่องเที่ยวจำนวนมากชี้ว่า ตัวคูณทางเศรษฐกิจ (tourism multiplier) ของเมืองรองมักสูงกว่าค่าเฉลี่ย เพราะเงินส่วนใหญ่กระจายสู่ SMEs และชุมชน ทั้งร้านอาหารท้องถิ่น–รถเช่า–งานฝีมือ–ไกด์ท้องถิ่น ในเชียงรายซึ่งมีฐานผู้ประกอบการสร้างสรรค์จำนวนมาก (กาแฟ–ชา–ศิลปะ–งานจักสาน–สิ่งทอ) มาตรการที่ ขยับคนให้เดินทาง” จึงเท่ากับ ขยับเศรษฐกิจฐานราก” ในทันที

โดยเฉพาะเมื่อจับคู่กับ ตลาดสัมมนา ที่กำลังถูก front load หากหน่วยงานรัฐเลือกเชียงรายเป็นที่จัดกิจกรรม สกุลเงินที่ไหลเข้ามักมีสัดส่วนใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่า ทริปสั้นของครอบครัว และยังสร้างอุปสงค์ให้ห่วงโซ่อุปทาน บริการคุณภาพ เช่น รถบัสมาตรฐานสูง–ล่าม–ทีมเทคนิค–อุปกรณ์ประชุม—ช่วยยกระดับ ecosystem ท้องถิ่นให้เข้มแข็งขึ้น

เชียงรายต้อง “ขายอะไร” ใน 48 วันทองของภาษีท่องเที่ยว

  • เส้นทางลมหายใจปลายปี แม่ฟ้าหลวง–ดอยตุง–ไร่ชาฉุยฟง–ดอยผาหมี–สามเหลี่ยมทองคำ–เชียงแสน—แพ็กเป็น “วันธรรมชาติ x วันวัฒนธรรม” พร้อมจุดซื้อของฝากชุมชนและร้านอาหารที่ออกใบกำกับภาษีได้
  • สายศิลป์–กาแฟ พิพิธภัณฑ์–แกลเลอรี–สตรีทอาร์ต–คาเฟ่กาแฟพิเศษ—เชื่อมเป็น “ถนนศิลปิน” ในเมือง (เดินได้–ถ่ายรูปสวย–เอกสารครบ)
  • MICE x GREEN แพ็กเกจสัมมนาเช้า–บ่ายเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้กาแฟ/ชา/เกษตรอัจฉริยะ–เย็นงานชื่นใจในชุมชน ภายใต้แนวคิด Low-carbon Meeting มีรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นของที่ระลึกองค์กร
  • เส้นทางข้ามพรมแดน เชื่อมด่านพรมแดนเชียงของ–โครงสร้างพื้นฐานใหม่ (เช่น ทางคู่เด่นชัย–เชียงของที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง)—แม้ยังไม่เปิดใช้ แต่การ เล่าอนาคต สร้างแรงจูงใจให้ผู้ลงทุนและนักท่องเที่ยว “มองเชียงรายเป็นฮับ” ระยะยาว

ทำให้ “สิทธิ” กลายเป็น “รายได้” อย่างเที่ยงธรรมและยั่งยืน

มาตรการ เที่ยวไทยลดหย่อนภาษี” ที่ครม.เศรษฐกิจเห็นชอบหลักการ กำลังเปิด หน้าต่างเวลา 48 วัน ที่มีความหมายต่อเศรษฐกิจเชียงรายอย่างยิ่ง ตัวเลข 35,926 ล้านบาท ใน 9 เดือนแรกของปีคือฐานที่แข็งแรงอยู่แล้ว แต่การจะแปลง สิทธิของผู้เสียภาษี ให้กลายเป็น รายได้ของจังหวัด จำเป็นต้องอาศัย 3 คีย์เวิร์ด เร็ว–ชัด–ครบเอกสาร

  • เร็ว ในการสื่อสารแพ็กเกจ “เที่ยวเชียงรายให้คุ้มภาษี” สู่กลุ่มเป้าหมาย
  • ชัด ในการระบุเงื่อนไขว่าทุกอย่างเป็นไปตาม ประกาศกรมสรรพากร ที่จะออกมา
  • ครบเอกสาร ในฝั่งผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้บริโภค “ใช้สิทธิได้จริง”

หากเชียงรายทำได้ครบ ภาพที่เราจะเห็นหลังสิ้นสุดมาตรการไม่ใช่เพียง คูปองภาษีที่ถูกใช้หมด แต่คือ SMEs ที่แข็งแรงขึ้น—มาตรฐานบริการที่ดีขึ้น—ทรัพยากรท้องถิ่นที่ถูกเล่าอย่างภาคภูมิ และ เมืองรองที่ยืนอย่างสง่างามในสมรภูมิท่องเที่ยวไทย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • กระทรวงการคลัง
  • กรมสรรพากร
  • กรมสรรพสามิต & กระทรวงมหาดไทย
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
  • ททท. (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) สำนักงานเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

ผู้ว่าฯ เชียงราย ประหยัด สมานมิตร วาระสั้นสุด 4 เดือน 20 วัน

“4 เดือน 20 วัน” ที่เปลี่ยนความทรงจำของเมือง ไขปริศนา ‘ผู้ว่าฯ วาระสั้นที่สุด’ แห่งเชียงราย กับเหตุซุ่มโจมตีกลางยุคคอมมิวนิสต์ และความหมายของคำว่า ‘เสียสละ’ บนพรมแดนลุ่มน้ำโขง

เชียงราย, 13 ตุลาคม 2568 — หากนับรายชื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจากอดีตถึงปัจจุบัน มีทั้งผู้ว่าฯ ที่พาเมืองผ่านยุคเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจชายแดน GMS ยุคท่องเที่ยวเฟื่องฟู จนถึงยุคภัยพิบัติและโรคระบาด แต่มีเพียง “หนึ่งชื่อ” ที่ทำให้คนท้องถิ่นเมื่อเอ่ยถึงแล้วเงียบลงชั่วอึดใจ—นายประหยัด สมานมิตร” ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายซึ่งดำรงตำแหน่ง สั้นที่สุด เท่าที่บันทึกโดยละเอียดระบุไว้ 4 เดือน 20 วัน ก่อนจะจากไป ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ในวันที่ 20 กันยายน 2513

นี่ไม่ใช่สถิติเพื่อจดจำ “ความสั้น” ของวาระทำงาน แต่เป็น แผลเป็นร่วมของเมือง ที่เชื่อมคำว่า “ผู้ว่าฯ” เข้ากับคำว่า ชีวิตและความเสี่ยง”—ภาพซุ่มโจมตีที่ บ้านห้วยกว้าน อ.เชียงแสน เมื่อ 50 กว่าปีก่อน มิใช่เพียงเรื่องเล่าริมฝั่งโขง แต่แปรสภาพเป็น อนุสรณ์สถานสามผู้กล้า สำหรับผู้คนที่ยังคงสัญจรผ่าน เพื่อทบทวนว่าบทบาทผู้ว่าฯ นอกเหนือจากการอนุมัติโครงการและประชุมส่วนราชการ คือการ นำหน้า ในพื้นที่ที่ ไม่แน่นอน และพร้อม “เดินเข้าไป” เมื่อรัฐต้องเจรจากับความขัดแย้ง

ทำไม “วาระสั้น” จึงสำคัญต่อประวัติศาสตร์เมือง

เชียงรายไม่ใช่เพียงเมืองท่องเที่ยวหรือประตูการค้า แต่เป็น พื้นที่ประวัติศาสตร์ความมั่นคง มีพรมแดนติดลาวและใกล้พม่า อยู่ในเครือข่ายลุ่มน้ำโขงที่วัฒนธรรม เศรษฐกิจนอกระบบ และความขัดแย้งเคยปะทะกันอย่างซับซ้อน การ “ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุด” ของผู้ว่าฯ จึงไม่ใช่เรื่องหมุนเวียนตำแหน่งธรรมดา แต่เป็น จุดยอดสามเหลี่ยม ของระบบราชการ—ตำแหน่งบริหารสูงสุดระดับจังหวัดที่ ยอมเสี่ยงชีวิต เพื่อให้กระบวนการรัฐเดินหน้าบนพื้นที่จริง

ข้อมูลลำดับรายชื่อผู้ว่าฯ ที่เรียงต่อกันจาก ยุค “เจ้าเมือง” สู่ ยุค “ผู้ว่าราชการจังหวัด” เผย “พิกัดเวลา” ของเมืองแห่งนี้ ตั้งแต่ เจ้าหลวงธรรมลังกา (พ.ศ. 2386–2407) สู่ พระยารัตนาณาเขต (พ.ศ. 2433–2442) จนถึงผู้ว่าฯ ในระบอบปกครองสมัยใหม่หลายสิบคน—บางคนอยู่ครบวาระยาว บางคนหมุนเวียนรวดเร็วด้วยเหตุผลด้านโยกย้ายราชการ แต่ กรณีปี 2513 มี “เงื่อนไขพิเศษ” ที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึก ผู้ว่าฯ เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ใน ยุคความรุนแรงซ่อนเร้น ของขบวนการคอมมิวนิสต์ภาคเหนือ

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายคนที่ 28 นายประหยัด สมานมิตร 1 พ.ค. พ.ศ. 2513 - 20 ก.ย. พ.ศ. 2513 (1 พ.ค. 1970 - 20 ก.ย. 1970)

รายนามผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายตั้งแต่อดีต

  1. เจ้าหลวงธรรมลังกา (ตำแหน่งเจ้าเมือง) พ.ศ. 2386 – 2407 (ค.ศ. 1843 – 1864)
  2. เจ้าหลวงฮุนเรือน (ตำแหน่งเจ้าเมือง) พ.ศ. 2407 – 2419 (ค.ศ. 1864 – 1876)
  3. เจ้าหลวงสุริยะ (ตำแหน่งเจ้าเมือง) พ.ศ. 2419 – 2433 (ค.ศ. 1876 – 1890)
  4. พระยารัตนาณาเขต (ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด) พ.ศ. 2433 – 2442 (ค.ศ. 1890 – 1899)
  5. พระพลอาษา พ.ศ. 2442 – 2445 (ค.ศ. 1899 – 1902)
  6. หลวงอาษาภูธร พ.ศ. 2445 – 2446 (ค.ศ. 1902 – 1903)
  7. พระยารามราชภักดี พ.ศ. 2447 – 2450 (ค.ศ. 1904 – 1907)
  8. พระยาอุดรกิจภูบาล พ.ศ. 2450 – 2453 (ค.ศ. 1907 – 1910)
  9. พระยารามราชเดช (ศุข ดิษยบุตร) พ.ศ. 2453 – 2458 (ค.ศ. 1910 – 1915)
  10. พระราชยา (เจิม ปันยารชุน) พ.ศ. 2458 – 2460 (ค.ศ. 1915 – 1917)
  11. พระยาราชดำรง (ผล ศรุตานนท์) พ.ศ. 2460 – 2479 (ค.ศ. 1917 – 1936)
  12. พระพนมครานุรักษ์ (ฮกไถ่ พิศาลบุตร) พ.ศ. 2479 – 2482 (ค.ศ. 1936 – 1939)
  13. พ.ต.อ. พระยานรากรบริรักษ์ พ.ศ. 2482 – 2485 (ค.ศ. 1939 – 1942)
  14. หลวงรักษ์นราธร (โชค ชมธวัช) พ.ศ. 2485 – 2487 (ค.ศ. 1942 – 1944)
  15. ขุนไตรกิตยานุกูล (อัมพร กิตยานุกุล) พ.ศ. 2487 – 2489 (ค.ศ. 1944 – 1946)
  16. นายชลอ จารุจินดา พ.ศ. 2489 – 2490 (ค.ศ. 1946 – 1947)
  17. ขุนวิสิฐอุดรการ (กรี วิสิฐอุดรการ) พ.ศ. 2490 – 2491 (ค.ศ. 1947 – 1948)
  18. ขุนสนิทประชาราษฎร์ พ.ศ. 2491 – 2491 (ค.ศ. 1948 – 1948)
  19. นายชลอ จารุจินดา พ.ศ. 2491 – 2492 (ค.ศ. 1948 – 1949)
  20. พ.ต.ท.ขุนวีรเดชกำแหง (ชม จารุสิทธิ์) พ.ศ. 2492 – 2493 (ค.ศ. 1949 – 1950)
  21. พ.ต.เล็ก ทองสุนทร พ.ศ. 2493 – 2497 (ค.ศ. 1950 – 1954)
  22. พ.อ.จำรูญ จำรูญรณสิทธ์ พ.ศ. 2497 – 2498 (ค.ศ. 1954 – 1955)
  23. พ.ต.อ.เลื่อน กฤษณามระ พ.ศ. 2498 – 2500 (ค.ศ. 1955 – 1957)
  24. พ.ต.อ.เนื่อง รายะนาค พ.ศ. 2500 – 2501 (ค.ศ. 1957 – 1958)
  25. นายเครือ สุวรรณสิงห์ พ.ศ. 2501 – 2504 (ค.ศ. 1958 – 1961)
  26. นายชูสง่า ไชยพันธุ์ (ฤทธิประศาสน์) พ.ศ. 2504 – 2512 (ค.ศ. 1961 – 1969)
  27. นายสิทธิ์ สงวนน้อย 20 พ.ค. พ.ศ. 2512 – 30 เม.ย พ.ศ. 2513 (20 พ.ค. 1969 – 30 เม.ย. 1970)
  28. นายประหยัด สมานมิตร 1 พ.ค. พ.ศ. 2513 – 20 ก.ย. พ.ศ. 2513 (1 พ.ค. 1970 – 20 ก.ย. 1970)
  29. นายศรศักดิ์ สุวรรณเทศ 1 ต.ค. พ.ศ. 2513 – 30 ก.ย. พ.ศ. 2514 (1 ต.ค. 1970 – 30 ก.ย. 1971)
  30. พล.ต.วิทย์ นิ่มนวล 1 ต.ค. พ.ศ. 2514 – 30 ก.ย. พ.ศ. 2516 (1 ต.ค. 1971 – 30 ก.ย. 1973)
  31. นายชุม บุญเรือง 1 ต.ค. พ.ศ. 2516 – 27 ส.ค. พ.ศ. 2522 (1 ต.ค. 1973 – 27 ส.ค. 1979)
  32. นายศักดา อ้อพงษ์ 1 ต.ค. พ.ศ. 2522 – 30 ก.ค. พ.ศ. 2525 (1 ต.ค. 1979 – 30 ก.ค. 1982)
  33. นายมนตรี ตระหง่าน 1 ต.ค. พ.ศ. 2524 – 30 ก.ย. พ.ศ. 2528 (1 ต.ค. 1981 – 30 ก.ย. 1985)
  34. นายอร่าม เอี่ยมอรุณ 1 ต.ค. พ.ศ. 2528 – 30 ก.ย. พ.ศ. 2531 (1 ต.ค. 1985 – 30 ก.ย. 1988)
  35. นายบรรณสิทธิ์ สลับแสง 1 ต.ค. พ.ศ. 2531 – 30 เม.ย พ.ศ. 2534 (1 ต.ค. 1988 – 30 เม.ย. 1991)
  36. นายคำรณ บุณเชิด 1 ต.ค. พ.ศ. 2534 – 30 ก.ย. พ.ศ. 2539 (1 ต.ค. 1991 – 30 ก.ย. 1996)
  37. นายวิจารณ์ ไชยนันทน์ 1 ต.ค. พ.ศ. 2539 – 30 ก.ย. พ.ศ. 2542 (1 ต.ค. 1996 – 30 ก.ย. 1999)
  38. นายสำเริง ปุณโยปกรณ์ 1 ต.ค. พ.ศ. 2542 – 30 ก.ย. พ.ศ. 2544 (1 ต.ค. 1999 – 30 ก.ย. 2001)
  39. นายรุงฤทธิ์ มกรพงษ์ 1 ต.ค. พ.ศ. 2544 – 27 ต.ค. พ.ศ. 2545 (1 ต.ค. 2001 – 27 ต.ค. 2002)
  40. นายนรินทร์ พานิชกิจ 28 ต.ค. พ.ศ. 2545 – 30 ก.ย. พ.ศ. 2547 (28 ต.ค. 2002 – 30 ก.ย. 2004)
  41. นายวรเกียรติ สมสร้อย 1 ต.ค. พ.ศ. 2547 – 28 ก.พ. พ.ศ. 2549 (1 ต.ค. 2004 – 28 ก.พ. 2006)
  42. นายอุดม พัวสกุล 5 มิ.ย. พ.ศ. 2549 – 12 พ.ย. พ.ศ. 2549 (5 มิ.ย. 2006 – 12 พ.ย. 2006)
  43. นายอมรพันธุ์ นิมานันท์ 13 พ.ย. พ.ศ. 2549 – 30 ก.ย. พ.ศ. 2550 (13 พ.ย. 2006 – 30 ก.ย. 2007)
  44. นายปรีชา กมลบุตร 1 ต.ค. พ.ศ. 2550 – 5 พ.ค. พ.ศ. 2551 (1 ต.ค. 2007 – 5 พ.ค. 2008)
  45. นายไตรสิทธิ์ สินสมบูรณ์ทอง 6 พ.ค. พ.ศ. 2551 – 15 มีนาคม พ.ศ. 2552 (6 พ.ค. 2008 – 15 มี.ค. 2009)
  46. นายสุเมธ แสงนิ่มนวล 16 มี.ค. พ.ศ. 2552 – 30 ก.ย. พ.ศ. 2553 (16 มี.ค. 2009 – 30 ก.ย. 2010)
  47. นายสมชัย หทยะตันติ 1 ต.ค. พ.ศ. 2553 – 27 พ.ย. พ.ศ. 2554 (1 ต.ค. 2010 – 27 พ.ย. 2011)
  48. นายธานินทร์ สุภาแสน 29 ธ.ค. พ.ศ. 2554 – 5 ต.ค. พ.ศ. 2555 (29 ธ.ค. 2011 – 5 ต.ค. 2012)
  49. นายพงษ์ศักดิ์ วังเสมอ 8 ต.ค. พ.ศ. 2555 – 30 ก.ย. พ.ศ. 2558 (8 ต.ค. 2012 – 30 ก.ย. 2015)
  50. นายบุญสง เตชะมณีสถิตย์ 1 ต.ค. พ.ศ. 2558 – 4 เม.ษ. พ.ศ. 2560 (1 ต.ค. 2015 – 4 เม.ย. 2017)
  51. นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร 5 เม.ษ. พ.ศ. 2560 – 29 มิ.ย. พ.ศ. 2561 (5 เม.ย. 2017 – 29 มิ.ย. 2018)
  52. นายประจญ ปรัชญ์สกุล 29 มิ.ย. พ.ศ. 2561 – 30 ก.ย. พ.ศ. 2564 (29 มิ.ย. 2018 – 30 ก.ย. 2021)
  53. นายภาสกร บุญญลักษม์ 1 ต.ค. พ.ศ. 2564 – 1 ธ.ค. พ.ศ. 2565 (1 ต.ค. 2021 – 1 ธ.ค. 2022)
  54. นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ 2 ธ.ค. พ.ศ. 2565 – 30 ก.ย. พ.ศ. 2567 (2 ธ.ค. 2022 – 30 ก.ย. 2024)
  55. นายชรินทร์ ทองสุข นายรัฐพล นราดิศร 17 พ.ย. พ.ศ. 2567 – 30 ก.ย. พ.ศ. 2568 (17 พ.ย. 2024 – 30 ก.ย. 2025)
  56. นายรัฐพล นราดิศร 1 ต.ค. พ.ศ. 2568 – ปัจจุบัน (1 ต.ค. 2025 – ปัจจุบัน)

20 กันยายน 2513 นาทีปะทะและ “ความทรงจำสาธารณะ” ที่ก่อตัว

เอกสารบันทึกและคำบอกเล่าที่ถูกรวบรวมภายหลังระบุว่า นายประหยัด สมานมิตร พร้อมด้วย พตท.ศรีเดช ภูมิประหมัน (อดีตผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย) และ พ.อ.จำเนียร มีสง่า (อดีตผู้ช่วยหัวหน้ากองข่าว กองทัพภาคที่ 3) เดินทางเพื่อ ภารกิจเจรจา ให้อดีตผู้ก่อการยอมมอบตัวและคืนสู่สังคมตามนโยบายภาครัฐ แต่ระหว่างทาง ถูกซุ่มยิง ที่บ้านห้วยกว้าน ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่เพียงปลิดชีพเจ้าหน้าที่ระดับสูง 3 นาย หากยังกลายเป็น จุดหักเห ในความสัมพันธ์ระหว่าง “รัฐ–พื้นที่” ให้จำเป็นต้อง ปรับยุทธศาสตร์ การทำงานชายแดนจาก “การปราบปราม” สู่ การพัฒนาและมีส่วนร่วมของชุมชน ในระยะยาว

เพื่อ ไม่ให้ความทรงจำสูญหาย ชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่ร่วมกันจัดสร้าง อนุสรณ์สถาน 3 ผู้กล้า ณ จุดเกิดเหตุ ให้กลายเป็น “ห้องเรียนเปิด” สำหรับคนรุ่นหลัง—เตือนความจำว่าความเปราะบางของชายแดนไม่ได้เป็นเพียงแผนที่ หากเป็น ชีวิตของคนทำงานภาครัฐ ที่ต้องเดินเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงเพื่อปิด “รอยรั่ว” ของสังคม

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายคนที่ 56. นายรัฐพล นราดิศร 1 ต.ค. พ.ศ. 2568 - ปัจจุบัน (1 ต.ค. 2025 - ปัจจุบัน)

บทบาทผู้ว่าราชการจังหวัด มากกว่าผู้บริหารบนโต๊ะประชุม

ตาม พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ผู้ว่าราชการจังหวัดคือ หัวหน้าบังคับบัญชาราชการส่วนภูมิภาค ในเขตจังหวัด มีหน้าที่รับนโยบายจากคณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม และนายกรัฐมนตรี นำมาปรับใช้ให้เหมาะกับพื้นที่ (มาตรา 54) พร้อมอำนาจกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย และมีบทบาทสำคัญด้าน ความมั่นคง–สาธารณภัย ในฐานะ ผู้อำนวยการจังหวัด ตามกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

กล่าวอีกนัยหนึ่ง—ผู้ว่าฯ ไม่ได้ยืนอยู่บน แผนพัฒนา อย่างว่างเปล่า แต่ยืนอยู่บน สนามจริง ที่ต้องกลั่นนโยบายผ่าน ภูมิศาสตร์–ชุมชน–การเมือง–ความมั่นคง เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้ “ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง” ของผู้ว่าฯ แต่ละคน ไม่ได้สะท้อน ประสิทธิภาพเชิงผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว หากสะท้อน บริบทการทำงาน ณ เวลานั้น ๆ ด้วย

สถิติวาระ ภาพรวม “สั้น–ยาว” ที่ฉายพัฒนาการเมืองเชียงราย

เมื่อนับรายชื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายในห้วง พ.ศ. 2536–2566 จำนวน 19 คน ที่ผู้ร้องขอข่าวสรุปไว้ จะเห็นภาพดังนี้

  • วาระ 1 ปี พบมากที่สุด 9 คน
  • วาระไม่ถึง 1 ปี 5 คน
  • วาระ 2 ปี 2 คน
  • วาระ 3 ปี 2 คน
  • วาระมากกว่า 4 ปี 1 คน

ขณะเดียวกัน ในจำนวนนี้มีผู้ว่าฯ ที่เป็น คนเชียงราย เองเพียง 2 คน (คิดเป็น 10.5%) คือ นายวรเกียรติ สมสร้อย และ นายประจญ ปรัชญ์สกุล ซึ่งสะท้อนภาพ “ระบบโยกย้ายกลาง–ภูมิภาค” ของไทยที่เน้น หมุนเวียนกำลังคน ตามความเหมาะสมเชิงระบบ มากกว่าการจำกัดผู้บริหารระดับจังหวัดให้มาจากท้องถิ่นเสมอไป

ในมิติ “วาระสั้นที่สุด” ที่ คำนวณได้จากวัน–เดือน–ปี ชัดเจน ข้อมูลยืนยันว่า นายประหยัด สมานมิตร อยู่ในตำแหน่ง 4 เดือน 20 วัน ขณะที่กรณีอื่น ๆ ที่ “สั้นมาก” เช่น นายอุดม พัวสกุล (5 มิ.ย. 2549 – 12 พ.ย. 2549) ก็ยังยาวกว่า และกรณี ขุนสนิทประชาราษฎร์ (พ.ศ. 2491 – 2491) แม้ดูสั้นแต่ขาดข้อมูลวัน–เดือน จึงไม่อาจฟันธงเทียบได้อย่างเป็นธรรม

ในอีกฟากหนึ่งของสเปกตรัม “ผู้ว่าฯ วาระยาว” ที่สุดในรายการ คือ เจ้าหลวงธรรมลังกา (หากนับสมัย “เจ้าเมือง”) รวม ประมาณ 21 ปี ตามผลต่างปี พ.ศ. 2386–2407 ส่วนห้วงสมัยระบบราชการสมัยใหม่ ผู้ว่าฯ ที่อยู่ยาวในยุคหลังคือ พระยาราชดำรง (ผล ศรุตานนท์) 19 ปี (พ.ศ. 2460–2479) และในยุคร่วมสมัยหลังปี 2536 ชื่อที่โดดเด่นด้านความต่อเนื่องคือ นายประจญ ปรัชญ์สกุล รวม 3 ปี 94 วัน—ตัวเลขที่บอกเล่าว่า “เสถียรภาพของนโยบายจังหวัด” มักมาจาก ความต่อเนื่องของคน ไม่ต่างจากความต่อเนื่องของงบประมาณ

เมื่อนับตั้งแต่ปี 2536 – 2566 มีผู้ดำรงตำแหน่ง เป็นคนเชียงราย วรเกียรติ สมสร้อย ผู้ว่าราชการเชียงราย คนที่ 41 ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. พ.ศ. 2547 - 28 ก.พ. พ.ศ. 2549 (1 ต.ค. 2004 - 28 ก.พ. 2006)

สั้นที่สุดเพราะเสียสละ” บทเรียนจากบ้านห้วยกว้าน

เคสของ นายประหยัด สมานมิตร แตกต่างจากการโยกย้ายธรรมดา—วาระสั้นเกิดจาก การพลีชีพระหว่างหน้าที่ ในการนำข้อตกลงนโยบายรัฐไปสู่การเจรจาในพื้นที่ขัดแย้ง โดยมี พตท. ศรีเดช และ พ.อ.จำเนียร เป็นแนวร่วม การลอบโจมตีไม่เพียงพรากชีวิต 3 ผู้บังคับบัญชา แต่สะท้อน รอยเลื่อนความไว้วางใจ ระหว่างรัฐ–ขบวนการในเวลานั้น และชี้ให้เห็น “เส้นบาง ๆ” ของภาวะผู้นำผู้ว่าฯ ที่ต้องแบกรับทั้ง การปกป้องชีวิตประชาชน และ ชีวิตของตนเอง

อนุสรณ์สถานสามผู้กล้า จึงมิใช่เพียงก้อนหินแกะสลัก แต่มันคือ นโยบายความทรงจำ (policy of memory) ที่ชุมชนร่วมกันตระหนักว่า “ผู้ว่าฯ” ในพื้นที่ชายแดน ไม่ได้มีหน้าที่เฉพาะการอนุมัติโครงการหรือเร่งงบจังหวัด แต่ยังเป็น ผู้นำภาคสนาม ที่พร้อมเผชิญหน้าความไม่แน่นอนเพื่อ “เปิดประตูสู่สันติวิธี” ยุคต่อมา แม้โมเดลการจัดการความขัดแย้งจะค่อย ๆ เปลี่ยนทิศไปสู่ การพัฒนา–การสื่อสาร–การกระจายอำนาจ มากขึ้น แต่ ราคาที่ต้องจ่ายในอดีต ทำให้ทุกย่างก้าวของนโยบายชายแดนวันนี้ ระมัดระวังและฟังเสียงพื้นที่ มากกว่าเดิม

ผู้ว่าฯ ในโครงสร้างกฎหมาย อำนาจ–ข้อจำกัด และ “ความเสี่ยงส่วนบุคคล”

บทบาทผู้ว่าฯ ตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 วางกรอบชัดเจนว่าเป็น ตัวแทนรัฐส่วนกลาง ในพื้นที่ มีหน้าที่ รับนโยบาย–สั่งการ–กำกับดูแล และในสถานการณ์ฉุกเฉินยังมีบทบาทพิเศษตาม กฎหมายสาธารณภัย ในการออกคำสั่งจำกัดพื้นที่หรือกำชับภารกิจช่วยเหลือ อย่างไรก็ดี โครงสร้างราชการไทยยังคงมี สายบังคับบัญชาซ้อนทับ (หน่วยงานภูมิภาคขึ้นตรงต่อกระทรวงต้นสังกัดด้านงานบุคคล) ทำให้ผู้ว่าฯ ต้องบริหารด้วย อิทธิพลเชิงบูรณาการ มากกว่าคำสั่งฝ่ายเดียว และเมื่อการตัดสินใจต้อง “เร็ว–เด็ดขาด” ในวิกฤต ผู้ว่าฯ ก็เผชิญ ความเสี่ยงทางกฎหมายส่วนบุคคล มากกว่าตำแหน่งบริหารพลเรือนทั่วไป

เคสปี 2513 จึงเป็น สัญลักษณ์สองชั้น—ชั้นแรกคือ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ของผู้ว่าฯ ในพื้นที่ขัดแย้ง ชั้นที่สองคือ ความรับผิดชอบเชิงโครงสร้าง ที่ย้ำว่า “ผู้ว่าฯ คือด่านหน้า” ในการจับคู่นโยบายชาติกับภูมิสังคมของจังหวัด เมื่อพันธกิจเช่นนี้สืบทอดมาในยุคปัจจุบัน เทียบกับโจทย์ชายแดนที่เปลี่ยนจาก ความมั่นคงแบบเข้ม สู่ ความมั่นคงแบบใหม่ (อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ มลพิษข้ามแดน) บทบาทผู้ว่าฯ จึงยัง ยืนอยู่แถวหน้า—แต่เครื่องมืออาจเปลี่ยนจาก “ปืน–ค่าย” เป็น “ข้อมูล–เครือข่าย–การสื่อสารสาธารณะ”

เมื่อนับตั้งแต่ปี 2536 – 2566 มีผู้ดำรงตำแหน่ง เป็นคนเชียงราย ประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการเชียงราย คนที่ 52 ดำรงตำแหน่ง 29 มิ.ย. พ.ศ. 2561 - 30 ก.ย. พ.ศ. 2564 (29 มิ.ย. 2018 - 30 ก.ย. 2021)

5 ผู้ดำรงตำแหน่งที่สั้นที่สุด

  1. นายประหยัด สมานมิตร (พ.ศ. 2513): ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดคือ 4 เดือน 20 วัน (1 พฤษภาคม 2513 ถึง 20 กันยายน 2513)
  2. นายอุดม พัวสกุล (พ.ศ. 2549): ดำรงตำแหน่ง 5 เดือน 8 วัน (5 มิถุนายน 2549 ถึง 12 พฤศจิกายน 2549)
  3. ขุนสนิทประชาราษฎร์ (พ.ศ. 2491): ดำรงตำแหน่งในช่วงปี 2491 เพียงปีเดียว ทำให้มีวาระไม่เกิน 1 ปี (ไม่ระบุวันและเดือนที่แน่นอน)
  4. หลวงอาษาภูธร (พ.ศ. 2445 – 2446): ดำรงตำแหน่งในช่วง 2 ปีปฏิทิน ซึ่งมีผลต่างปี 1 ปี (วาระไม่เกิน 2 ปี)
  5. นายรุงฤทธิ์ มกรพงษ์ (พ.ศ. 2544 – 2545): ดำรงตำแหน่ง 1 ปี 27 วัน (1 ตุลาคม 2544 ถึง 27 ตุลาคม 2545)

5 ผู้ดำรงตำแหน่งที่ยาวนานที่สุด

การคำนวณในกลุ่มนี้ใช้ผลต่างของปี พ.ศ. เนื่องจากข้อมูลในช่วงแรกไม่มีวันและเดือนที่ชัดเจน

  1. เจ้าหลวงธรรมลังกา (พ.ศ. 2386 – 2407): ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุด โดยมีช่วงระยะเวลาครอบคลุมถึง 21 ปี
  2. พระยาราชดำรง (ผล ศรุตานนท์) (พ.ศ. 2460 – 2479): ดำรงตำแหน่งครอบคลุมช่วงระยะเวลา 19 ปี
  3. เจ้าหลวงสุริยะ (พ.ศ. 2419 – 2433): ดำรงตำแหน่งครอบคลุมช่วงระยะเวลา 14 ปี
  4. เจ้าหลวงฮุนเรือน (พ.ศ. 2407 – 2419): ดำรงตำแหน่งครอบคลุมช่วงระยะเวลา 12 ปี
  5. พระยารัตนาณาเขต (พ.ศ. 2433 – 2442): ดำรงตำแหน่งครอบคลุมช่วงระยะเวลา 9 ปี

ตัวเลขชวนคิด เมื่อวาระเปลี่ยน นโยบายเปลี่ยนหรือไม่?

ในทางบริหาร “วาระ” ของผู้ว่าฯ ที่สั้นกว่าหนึ่งปีซึ่งพบมากในช่วงสามทศวรรษหลัง สะท้อนวัฏจักรโยกย้ายที่เร็วและการปรับตัวต่อบริบทประเทศ แต่คำถามที่ผู้อ่านเชิงลึกอยากรู้คือ แล้วนโยบายจังหวัดเสียความต่อเนื่องหรือไม่?” ประสบการณ์หลายพื้นที่ชี้ว่าความต่อเนื่องขึ้นกับ สามสิ่ง:

  1. แผนพัฒนาจังหวัด ที่เขียนดีและมีฉันทามติ
  2. ทีมราชการประจำจังหวัด (รองผู้ว่าฯ, หัวหน้าส่วน) ที่รักษาเกมยาว
  3. ความร่วมมือท้องถิ่น–เอกชน–ภาคประชาสังคม ที่ “กว้างและแน่น” พอจนผู้ว่าฯ ใหม่เข้ามาแล้ว “สวมบทได้ทันที”

เชียงรายในช่วงหลังมีจุดแข็งด้าน เครือข่ายภาคส่วน และ บทบาทชายแดนเศรษฐกิจ ที่ชัดเจน ทำให้การเปลี่ยนตัวผู้ว่าฯ ไม่ทำให้นโยบายหยุด แต่แน่นอนว่าการมีผู้ว่าฯ ที่อยู่ ยาวพอ ย่อมช่วยให้ การประสานงบ–การเจรจานโยบาย กับส่วนกลางสะดวกขึ้น—ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมชื่ออย่าง นายประจญ ปรัชญ์สกุล (3 ปี 94 วัน) จึงปรากฏในความทรงจำของภาคธุรกิจ–ท้องถิ่นในฐานะ “ตัวกลางความต่อเนื่อง” ของยุคหนึ่ง

ความหมายร่วมสมัยของ “สามผู้กล้า” จากสนามรบสู่สนามเรียน

ทุกเดือนกันยายนที่เวียนมาถึง อนุสรณ์สถานสามผู้กล้า ณ บ้านห้วยกว้าน ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่วางพวงมาลัย แต่เป็น บทเรียนพลเมือง ให้กับนักเรียน–ครู–ข้าราชการรุ่นใหม่ ว่าความมั่นคงของจังหวัดที่เราเห็นในวันนี้วางอยู่บน การเลือกรับความเสี่ยง ของคนรุ่นก่อน เราอาจไม่ต้องเดินเข้าป่าเพื่อเจรจาอีกแล้ว แต่เราต้อง กล้าเดินเข้าหากัน เมื่อความเห็นต่างในชุมชนทำให้โครงการพัฒนา “ชะงักงัน” การเชื่อม ข้อมูล–เหตุผล–ความไว้วางใจ คือ “อาวุธ” ของยุคใหม่ที่ผู้ว่าฯ ต้องใช้แทนปืนและเครื่องแบบหนัก

ทำไมเรื่องนี้ควรถูกเล่า “วันนี้”

ในขณะที่เชียงรายกำลังเผชิญโจทย์ยุคใหม่—ตั้งแต่ มลพิษข้ามแดนในแม่น้ำกก–โขง, การท่องเที่ยวสีเขียว, เศรษฐกิจชายแดนหลังโควิด, จนถึง การจัดการภัยพิบัติ—บทเรียนปี 2513 เตือนให้เรารู้ว่าการบริหารจังหวัดไม่เคยเป็น “งานเอกสาร” แต่เป็น งานสนามจริง ที่ยืนอยู่ตรงรอยต่อของ อำนาจรัฐ–ชีวิตคน–ภูมิประเทศ

เมื่อมีคนถามว่า “ใครคือผู้ว่าฯ เชียงรายที่ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุด และเพราะอะไร”—คำตอบที่ตรงที่สุดคือ นายประหยัด สมานมิตร ผู้ว่าฯ ที่อยู่ในตำแหน่ง 4 เดือน 20 วัน เพราะ สละชีวิต บนเส้นทางไปปิดรอยร้าวของสังคม 20 กันยายน 2513 และคำตอบที่ “สำคัญกว่า” คือ เรา ในฐานะประชาชน–ชุมชน–สื่อ–นักการเมือง—จะทำอย่างไรให้ การสละชีวิตครั้งนั้นไม่สูญเปล่า โดยแปลง “ความทรงจำ” ให้เป็น “วัฒนธรรมการคุยกัน” ที่แข็งแรง และแปลง “บทเรียนความเสี่ยง” ให้เป็น “การออกแบบนโยบาย” ที่ฟังเสียงพื้นที่มากขึ้น

เส้นเวลาและรายละเอียดสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • วาระสั้นที่สุด (คำนวณได้จากวัน/เดือน/ปีแน่ชัด):
    นายประหยัด สมานมิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
    เริ่ม 1 พ.ค. 2513 – สิ้นสุด 20 ก.ย. 2513 = 4 เดือน 20 วัน
    เสียชีวิตจากเหตุซุ่มโจมตีระหว่างปฏิบัติภารกิจที่ บ้านห้วยกว้าน ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน
  • เหตุการณ์ 20 ก.ย. 2513:
    ผู้เสียชีวิตร่วมเหตุการณ์: พตท.ศรีเดช ภูมิประหมัน และ พ.อ.จำเนียร มีสง่า
    ภายหลังมีการจัดสร้าง อนุสรณ์สถานสามผู้กล้า ณ จุดเกิดเหตุ
  • สถิติช่วง พ.ศ. 2536–2566 (19 คน):
    วาระ 1 ปี = 9 คน / วาระ < 1 ปี = 5 คน / วาระ 2 ปี = 2 คน / วาระ 3 ปี = 2 คน / วาระ > 4 ปี = 1 คน
    ผู้ว่าฯ “คนเชียงราย” = 2 คน (10.5%)
  • วาระยาวในยุคประวัติศาสตร์:
    เจ้าหลวงธรรมลังกา ~ 21 ปี (พ.ศ. 2386–2407)
    พระยาราชดำรง (ผล ศรุตานนท์) 19 ปี (พ.ศ. 2460–2479)
  • ฐานะตามกฎหมาย (สรุปย่อ):
    ผู้ว่าฯ เป็นหัวหน้าบริหารราชการส่วนภูมิภาค (มาตรา 54) รับนโยบายจากส่วนกลาง–กำกับดูแล อปท.–มีอำนาจพิเศษเมื่อเกิดสาธารณภัยตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องพตท.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  •  ข้อมูลจังหวัดเชียงราย https://www.chiangrai.go.th/
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News