
ศิลปินเชียงรายรวมพลังวาด “เชียงรายในฝัน” ชูธรรมชาติเป็นต้นทุนเมือง หนุนเป้าหมายเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน
เชียงราย,6 มีนาคม 2569 – ห้องรับรองของเทศบาลนครเชียงรายถูกเติมเต็มด้วยแผ่นผ้าใบหลากขนาด สีสันของสายน้ำ ป่าเขา พื้นที่ชุ่มน้ำ และชีวิตเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในระบบนิเวศเมือง ถูกยกขึ้นวางเรียงทีละชิ้น ท่ามกลางผู้แทนศิลปินและภาคีเครือข่ายท้องถิ่นที่ตั้งใจมอบ “ภาพจำของเมือง” ให้กลายเป็น “วาระของเมือง” ว่าการพัฒนาในวันข้างหน้าไม่ควรเดินไปข้างหน้าแบบตัดขาดจากธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงเชียงรายมาอย่างยาวนาน
ข้อมูลกิจกรรมระบุว่า เทศบาลนครเชียงราย โดยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย รับมอบผลงานจากนายสุวิทย์ ใจป้อม ที่ปรึกษาสมาคมขัวศิลปะ พร้อมศิลปินจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย กลุ่มศิลปินสายน้ำกก และมูลนิธิมดชนะภัย โดยมีศิลปินเชียงรายกว่า 30 คนร่วมสร้างสรรค์ผลงานมากกว่า 50 ชิ้น เพื่อสื่อสารความงดงามของสายน้ำ ป่าเขา ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศในพื้นที่ตัวเมืองในฐานะ “ต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติ” ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่น
โครงการ Urban Resilience Building and Nature
การใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสาธารณะ สร้างการรับรู้เรื่องธรรมชาติในเมือง และเชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายการพัฒนาเมืองอย่างสมดุล โดยเฉพาะในช่วงที่เมืองเผชิญความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแรงกดดันจากการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ประเด็นรองที่ต้องจับตา คือการวางกิจกรรมไว้ในกรอบโครงการ Urban Resilience Building and Nature หรือ URBAN ที่มุ่งเพิ่มความสามารถของเมืองในการตั้งรับและปรับตัวต่อภัยพิบัติ ผ่านแนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน ซึ่งทำให้ภาพวาดไม่ใช่แค่งานเชิงวัฒนธรรม แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาเรื่องการออกแบบเมืองให้ปลอดภัยและยั่งยืนในทางปฏิบัติ
เมืองริมกกในวันที่สภาพอากาศเปลี่ยนเร็ว ศิลปะจึงกลายเป็น “สัญญาณเตือน” ที่คนฟังได้
เชียงรายเป็นเมืองที่มีสายน้ำเป็นแกนกลางของภูมิทัศน์และความเป็นเมือง แม่น้ำกกทำหน้าที่มากกว่าแหล่งน้ำ แต่เป็นโครงสร้างชีวิตของผู้คน ทั้งด้านการพักผ่อน การท่องเที่ยว พื้นที่สาธารณะ และระบบนิเวศริมฝั่งที่ช่วยพยุงความสมดุลของเมือง อย่างไรก็ตาม เมืองทั่วโลกกำลังเจอกับโจทย์เดียวกันคือ “ภัยพิบัติถี่ขึ้นและคาดเดายากขึ้น” เมืองที่เคยพึ่งโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมเพียงอย่างเดียวเริ่มพบว่า ไม่เพียงพอเมื่อเจอสภาพอากาศสุดขั้ว
กรอบงาน URBAN ชี้ว่าไทยกำลังเผชิญภัยพิบัติที่ถี่และรุนแรงขึ้นจากสภาพอากาศสุดขั้ว และระบุว่าเชียงรายเผชิญน้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 ซึ่งตอกย้ำความจำเป็นในการเสริมความยืดหยุ่นของเมืองให้รับแรงกระแทกได้ดีขึ้น เมื่อภัยพิบัติกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว การสื่อสารแบบรายงานเชิงเทคนิคอย่างเดียวมักไปไม่ถึงความรู้สึกของคนเมือง ศิลปะจึงถูกหยิบมาเป็น “ภาษาอีกชุดหนึ่ง” ที่ทำให้ประชาชนเห็นภาพเดียวกันว่า ธรรมชาติไม่ใช่ฉากหลังของเมือง แต่คือเกราะคุ้มกันเมืองในวันที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ
มากกว่า 50 ชิ้นงานในวันเดียว คือการบันทึกต้นทุนเมืองที่จับต้องได้
ข้อมูลการส่งมอบผลงานระบุว่า ศิลปินและภาคีเครือข่ายร่วมกันสร้างสรรค์งานมากกว่า 50 ชิ้น โดยเลือกเล่าเรื่องสายน้ำ ป่าเขา ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศในเขตเมือง เพื่อสะท้อนทั้งความงดงามและความเปราะบางของทรัพยากรธรรมชาติท่ามกลางการพัฒนา
นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ระบุโดยสรุปว่า ศิลปะสามารถเป็นพลังสำคัญในการสร้างการรับรู้และปลุกจิตสำนึกให้ประชาชน เยาวชน และชุมชน เห็นคุณค่าของธรรมชาติ และร่วมกันวางแผนการพัฒนาเมืองอย่างสมดุล เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนในอนาคต
หากมองในมุมการบริหารเมือง งานศิลป์ชุดนี้ทำหน้าที่ได้หลายชั้น
ชั้นแรก คือทำให้ “ธรรมชาติในเมือง” ถูกมองเห็นอีกครั้ง ไม่ใช่ถูกกลืนไปกับความเร่งรีบของชีวิตประจำวัน
ชั้นที่สอง คือทำให้ประเด็นเสี่ยงภัยและการปรับตัวต่อภูมิอากาศซึ่งมักเป็นเรื่องไกลตัว กลายเป็นเรื่องที่ “รู้สึกได้”
ชั้นที่สาม คือเป็นฐานสนทนาระหว่างผู้บริหารเมือง ภาคีเครือข่าย และประชาชน ว่าต้องรักษาอะไรไว้ และต้องยอมแลกอะไรบ้างเมื่อเมืองเติบโต
ธรรมชาติเป็นต้นทุนเมือง เมื่อพื้นที่ชุ่มน้ำคือโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่อยู่ในบิลก่อสร้าง
แนวคิดสำคัญที่กิจกรรมพยายามสื่อสารคือ “ธรรมชาติเป็นต้นทุนเมือง” ซึ่งสอดคล้องกับหลักการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐานในกรอบ URBAN เพราะธรรมชาติให้บริการที่มักไม่ถูกคิดเป็นตัวเลขในงบประมาณ แต่มีผลต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม เช่น
- การรองรับน้ำหลากและชะลอน้ำ
- การกรองมลพิษและช่วยพยุงคุณภาพน้ำ
- การลดความร้อนในเมือง
- การเป็นพื้นที่พักผ่อนและสุขภาวะของประชาชน
ข้อมูลของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยระบุว่า ปี 2565 ประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำประมาณ 22.88 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 7.5 ของพื้นที่ประเทศ และมีแหล่งพื้นที่ชุ่มน้ำราว 30,000 แห่ง ข้อมูลเดียวกันยังระบุว่า พื้นที่ชุ่มน้ำในจังหวัดเชียงรายประมาณ 1.22 แสนไร่ และมีแนวโน้มลดลงร้อยละ 1.60 ขณะที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีพื้นที่ชุ่มน้ำราว 4.59 แสนไร่ ลดลงร้อยละ 2.64
ตัวเลขการลดลงอาจดูไม่หวือหวาเมื่อเทียบกับข่าวใหญ่รายวัน แต่ในมุมการจัดการความเสี่ยง เมืองที่สูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำทีละน้อยกำลังสูญเสีย “ฟองน้ำของเมือง” ไปพร้อมกัน และมักรู้สึกถึงผลกระทบเมื่อเกิดเหตุสุดขั้ว เช่น ฝนหนัก น้ำท่วมขังฉับพลัน หรือคุณภาพน้ำเสื่อมถอย ความหมายของ “ต้นทุนเมือง” จึงอยู่ที่การคิดล่วงหน้า ไม่ใช่แก้ปัญหาหลังเกิดเหตุเสมอไป
URBAN กับกรอบความร่วมมือที่หนุนให้ศิลปะเชื่อมสู่การออกแบบเมืองจริง
โครงการ URBAN ระบุว่าได้รับการสนับสนุนจาก International Climate Initiative ของกระทรวงสิ่งแวดล้อมเยอรมนี และดำเนินการโดยความร่วมมือของหน่วยงานไทยและองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ IUCN ข้อมูลของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยยังชี้ว่าโครงการ URBAN มุ่งสร้างความยืดหยุ่นของเมืองและธรรมชาติด้วยแนวทางแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน และใช้เชียงรายกับสุราษฎร์ธานีเป็นพื้นที่นำร่อง
การมี “กรอบโครงการ” ช่วยให้กิจกรรมศิลปะไม่ลอยตัว หากเชื่อมโยงกับงานเชิงระบบ เช่น การสื่อสารความเสี่ยง การฟื้นฟูพื้นที่ธรรมชาติ การวางแนวทางจัดการน้ำ และการสร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันในสังคมเมือง ในอีกด้านหนึ่ง ศิลปะก็ช่วยให้มาตรการเชิงเทคนิคมี “แรงหนุนทางสังคม” มากขึ้น เพราะการออกแบบเมืองที่คำนึงถึงธรรมชาติมักต้องอาศัยความร่วมมือของหลายฝ่าย และต้องใช้เวลาเห็นผล
เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ กับความท้าทายเรื่องเมืองน่าอยู่
เชียงรายเป็นหนึ่งใน 55 เมืองใหม่ที่ได้รับการประกาศให้เข้าร่วมเครือข่าย UNESCO Creative Cities Network โดยยูเนสโกประกาศรายชื่อในวัน World Cities Day วันที่ 31 ตุลาคม 2566 และระบุเชียงรายอยู่ในสาขาการออกแบบ
สถานะเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบทำให้คำว่า “การออกแบบ” ในเชียงรายควรถูกขยายความหมายไปสู่การออกแบบชีวิตเมืองในภาพรวม ไม่ใช่เพียงงานสร้างสรรค์เชิงศิลปวัฒนธรรม หรือผลิตภัณฑ์เชิงท่องเที่ยวเท่านั้น หากรวมถึง
- การออกแบบพื้นที่สาธารณะให้สอดคล้องกับระบบนิเวศ
- การออกแบบการเดินทางและการใช้พื้นที่ที่ลดความเสี่ยง
- การออกแบบบริการสาธารณะที่เข้าถึงกลุ่มเปราะบาง
- การออกแบบกระบวนการสื่อสารที่ลดความตื่นตระหนกและสร้างความเข้าใจ
ยูเนสโกยังกล่าวถึงแนวโน้มการอยู่ในเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างอิงการคาดการณ์ว่าประชากรโลกส่วนใหญ่จะอยู่ในเมืองมากกว่าสองในสามภายในปี 2593 นัยของข้อมูลนี้คือ เมืองรองอย่างเชียงรายจะถูกท้าทายทั้งด้านการเติบโต เศรษฐกิจ และความเสี่ยงภูมิอากาศพร้อมกัน การชู “ธรรมชาติเป็นต้นทุนเมือง” ผ่านศิลปะจึงสอดรับกับบทบาทเมืองสร้างสรรค์ที่ต้องออกแบบความยืดหยุ่น ไม่ใช่แค่ความสวยงาม
โอกาสและข้อจำกัดที่ต้องพูดให้ครบ เพื่อไม่ให้เรื่องยั่งยืนกลายเป็นคำสวยหรู
ภาพวาดอาจทำให้คนเมือง “เห็นภาพเดียวกัน” ได้เร็ว แต่การทำให้เมืองยั่งยืนจริงต้องเผชิญข้อเท็จจริงหลายด้าน
ด้านโอกาส
ศิลปะช่วยลดช่องว่างระหว่างข้อมูลวิชาการกับความเข้าใจของประชาชน ทำให้การสนทนาเรื่องพื้นที่ชุ่มน้ำ ระบบนิเวศริมน้ำ หรือการฟื้นฟูธรรมชาติ ไม่ถูกมองเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
กิจกรรมยังตอกย้ำอัตลักษณ์ของเชียงรายในฐานะเมืองศิลปะและเมืองสร้างสรรค์ เพิ่มคุณค่าด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยไม่จำเป็นต้องแลกด้วยการใช้ทรัพยากรหนักเกินไป
ด้านข้อจำกัด
เมืองต้องเผชิญแรงกดดันด้านการใช้พื้นที่และงบประมาณ การรักษาพื้นที่ธรรมชาติในเมืองต้องมีมาตรการและกติกาที่ชัดเจน ไม่เช่นนั้น “ต้นทุนเมือง” จะค่อยๆ หายไปแบบเงียบๆ
การลงทุนแบบอาศัยธรรมชาติเป็นฐานมักเห็นผลระยะยาว วัดผลยากกว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม จึงต้องอาศัยความต่อเนื่องของนโยบายและการสื่อสารที่โปร่งใส
การบำรุงรักษาสำคัญไม่แพ้การสร้าง หากพื้นที่ธรรมชาติหรือพื้นที่สาธารณะไม่ได้รับการดูแลต่อเนื่อง ประสิทธิภาพจะลดลงและความเชื่อมั่นของประชาชนจะถดถอย
สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อให้ “เชียงรายในฝัน” ไม่จบแค่บนผ้าใบ
เทศบาลนครเชียงรายระบุชัดว่ากิจกรรมมุ่งสร้างการรับรู้และปลุกจิตสำนึกให้เห็นคุณค่าของธรรมชาติ การลงมือทำของประชาชนจึงมีความหมายในสามระดับ
ระดับครัวเรือน
ลดการทิ้งขยะลงลำน้ำและท่อระบายน้ำ แยกขยะให้ถูกวิธี ระมัดระวังการปล่อยน้ำเสีย เพราะปัญหาใหญ่ของเมืองจำนวนมากเริ่มจากพฤติกรรมเล็กๆ ที่สะสมจนกลายเป็นต้นทุนส่วนรวม
ระดับชุมชน
สนับสนุนกิจกรรมสาธารณะที่เชื่อมศิลปะกับสิ่งแวดล้อม ช่วยกันดูแลพื้นที่ริมน้ำในชุมชน สร้างวัฒนธรรมเมืองที่เคารพระบบนิเวศ ไม่ใช้พื้นที่สาธารณะจนเกินสมดุล
ระดับนโยบาย
ติดตามข้อมูลโครงการพัฒนาเมืองผ่านช่องทางทางการ ตั้งคำถามอย่างมีข้อมูล และร่วมเสนอทางเลือกที่คำนึงถึงธรรมชาติเป็นฐาน เพื่อให้การตัดสินใจเชิงโครงสร้างสะท้อนเสียงของคนเมืองจริง
ศิลปะเป็นจุดเริ่มต้น แต่เมืองยั่งยืนต้องเกิดจากการออกแบบร่วมกัน
การรวมพลังของศิลปินเชียงรายกว่า 30 คน สร้างสรรค์งานมากกว่า 50 ชิ้น และส่งมอบให้เทศบาลนครเชียงรายในวันที่ 6 มีนาคม 2569 คือการยืนยันว่าศิลปะสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสาธารณะ สื่อสารทั้งคุณค่าของธรรมชาติและความเสี่ยงที่เมืองต้องเผชิญ
เมื่อเชียงรายก้าวสู่บทบาทเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบของเครือข่ายยูเนสโก การแปลง “เชียงรายในฝัน” ให้กลายเป็น “เชียงรายที่เป็นจริง” จึงขึ้นอยู่กับการประสานกันของหลายชั้น ตั้งแต่นโยบายท้องถิ่น กรอบความร่วมมือในโครงการ URBAN ที่ผลักแนวคิดธรรมชาติเป็นฐาน ไปจนถึงพฤติกรรมของประชาชนในชีวิตประจำวัน
ในท้ายที่สุด เมืองน่าอยู่ในศตวรรษนี้อาจไม่ใช่เมืองที่สร้างเร็วที่สุด แต่คือเมืองที่ออกแบบให้ธรรมชาติยังมีพื้นที่ทำหน้าที่ของมันได้ และทำให้คนเมืองเห็นคุณค่าของต้นทุนนี้ร่วมกันก่อนที่มันจะหายไป
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- เทศบาลนครเชียงรายและเครือข่ายศิลปินท้องถิ่น กิจกรรมส่งมอบผลงาน “เชียงรายในฝัน” รายงานเผยแพร่ 6 มีนาคม 2569
- โครงการ Urban Resilience Building and Nature หรือ URBAN ข้อมูลภาพรวมโครงการและบริบทความเสี่ยงของเชียงราย
- สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ข้อมูลพื้นที่ชุ่มน้ำของไทยและพื้นที่นำร่องเชียงรายภายใต้โครงการ URBAN
- UNESCO Creative Cities Network ประกาศเมืองใหม่เข้าร่วมเครือข่ายและระบุเชียงรายในสาขาการออกแบบ เผยแพร่ 31 ตุลาคม 2566












































