Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ค้นหาเมนูโบราณเชียงรายโครงการ “1 จังหวัด 1 เมนู” เปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นรายได้ท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

เชียงรายเร่งค้นหา “รสชาติที่หายไป” รับเกมใหม่ท่องเที่ยวสายประสบการณ์ ดันอาหารถิ่นสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เชียงราย, 17 มีนาคม 2569 — เมื่ออาหารท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องกิน แต่กำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์ของเมือง ในวันที่เมืองท่องเที่ยวทั่วไทยต่างเร่งสร้างจุดขายใหม่ให้ตัวเอง จังหวัดเชียงรายกำลังขยับหมากสำคัญผ่านสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดของผู้คน นั่นคือ “อาหาร” การเปิดรับเสนอเมนูอาหารถิ่นที่สูญหาย ใกล้สูญหาย หรือกำลังเลือนหายจากความทรงจำ ภายใต้โครงการ “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” แนวคิด “รสชาติที่หายไป The Lost Taste” ของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมธรรมดา หากเป็นความพยายามวางฐานให้วัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นกลับมาเป็นพลังทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะโลกการท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยนจากการมองหาสถานที่สวยงามเพียงอย่างเดียว ไปสู่การแสวงหา “ประสบการณ์ที่มีเรื่องเล่า” มากขึ้น เมืองที่สามารถแปลงอาหาร วิถีชีวิต และภูมิปัญญาให้กลายเป็นประสบการณ์เฉพาะตัว ย่อมมีโอกาสก้าวขึ้นมาอยู่ในสายตาของนักเดินทางยุคใหม่มากกว่าเดิม เชียงรายจึงกำลังยืนอยู่ในจุดสำคัญของการตัดสินใจว่า จะปล่อยให้มรดกทางรสชาติค่อย ๆ เลือนหาย หรือจะใช้มันเป็นทุนใหม่ของจังหวัดในระยะยาว

โครงการ “รสชาติที่หายไป” ไม่ได้มองหาแค่เมนูเด่น แต่กำลังค้นหารากวัฒนธรรมของเชียงราย

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายประกาศเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2569 เชิญชวนผู้ประกอบการร้านอาหาร ชุมชน และประชาชนทั่วไป ส่งแบบเสนอเมนูอาหารถิ่นที่มีสถานะสูญหาย ใกล้จะสูญหาย หรือกำลังจะเลือนหายจากความทรงจำ เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนของจังหวัด ภายใต้กรอบของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งกำหนดให้ทุกจังหวัดร่วมค้นหาเมนูท้องถิ่นที่มีคุณค่าและควรได้รับการฟื้นฟูสืบทอด

สาระสำคัญของโครงการนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การได้ชื่อเมนูหนึ่งเมนูเพื่อใช้ประชาสัมพันธ์จังหวัด หากอยู่ที่การทำให้สังคมกลับมาถามว่า อาหารอะไรบ้างที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนเชียงราย แต่กำลังหลุดออกจากโต๊ะอาหารในปัจจุบัน และถ้าไม่รีบบันทึกไว้ในตอนนี้ อาหารเหล่านั้นอาจหายไปพร้อมคนทำรุ่นสุดท้าย โครงการจึงมีความหมายในฐานะภารกิจทางวัฒนธรรม ที่เชื่อมอดีตของชุมชนเข้ากับอนาคตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์

5 เกณฑ์คัดเลือก สะท้อนว่าเชียงรายกำลังมองอาหารเป็นทั้งมรดกและทุนทางเศรษฐกิจ

หลักเกณฑ์การคัดเลือกของโครงการถูกออกแบบไว้อย่างชัดเจนและมีนัยสำคัญมาก ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ อัตลักษณ์และภูมิปัญญา ความเสี่ยงต่อการสูญหาย วัตถุดิบท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม โภชนาการและสรรพคุณสมุนไพร และการต่อยอดเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โครงสร้างคะแนน 100 คะแนนนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐไม่ได้มองอาหารถิ่นเป็นเพียงเรื่องรสชาติหรือความอร่อยอีกต่อไป แต่กำลังมองทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบ วิธีปรุง ความหมายทางสังคม ไปจนถึงศักยภาพในการต่อยอดเชิงธุรกิจ

โดยเฉพาะมิติเรื่องการต่อยอดทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน เป็นสัญญาณว่าจังหวัดเชียงรายกำลังพยายามแปลงอาหารถิ่นให้หลุดพ้นจากการเป็นเพียง “ของเก่า” ไปสู่การเป็น “ทรัพย์สินร่วมสมัย” ที่สามารถใช้ในการเรียนรู้ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ สร้างแผนที่ท่องเที่ยว หรือเชื่อมต่อเข้ากับอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยวได้ในอนาคต

อาหารถิ่นเชียงรายมีความพิเศษ เพราะเกิดจากความหลากหลายของผู้คนและภูมิประเทศ

เชียงรายแตกต่างจากจังหวัดอื่นในภาคเหนือ เพราะไม่ได้มีเพียงรากล้านนาเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่เชื่อมกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นไทลื้อ อาข่า ลาหู่ มูเซอ จีนยูนนาน และชุมชนพื้นเมืองล้านนา แต่ละกลุ่มต่างมีภูมิปัญญาอาหารของตนเอง ซึ่งหล่อรวมกันจนเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเชียงราย

ความสำคัญจึงอยู่ตรงที่ เมนูอาหารถิ่นเชียงรายจำนวนมากไม่ได้สะท้อนเพียงความอร่อย หากสะท้อนภูมิประเทศ สภาพอากาศ การถนอมอาหาร การใช้สมุนไพร และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ เช่น อาหารไทลื้อในพื้นที่เชียงของและเชียงแสนที่ให้ความสำคัญกับการถนอมเนื้อสัตว์ หรืออาหารกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่ใช้สมุนไพรสดและรสจัดเพื่อสอดรับกับอากาศเย็นและวิถีชีวิตบนดอย เมื่ออาหารหนึ่งจานบอกเล่าทั้งภูมิศาสตร์และชาติพันธุ์ได้พร้อมกัน อาหารนั้นก็มีมูลค่าทางวัฒนธรรมสูงกว่าการเป็นเพียงของกินประจำวัน

หลายเมนูไม่ได้หายไปเพราะคนไม่อร่อย แต่อาจหายไปเพราะโลกเปลี่ยนเร็วกว่าวิถีเดิม

หนึ่งในแกนสำคัญคือความเข้าใจว่า อาหารจำนวนมากไม่ได้เลือนหายเพราะคนไม่ชอบ หากกำลังหายไปเพราะโครงสร้างชีวิตเปลี่ยนไป วัตถุดิบหายากขึ้น วิธีทำใช้เวลามากเกินไปสำหรับสังคมเร่งรีบ หรือคนรุ่นใหม่ไม่ได้เติบโตมาพร้อมความทรงจำชุดเดียวกับคนรุ่นก่อน ตัวอย่างเช่นข้าวกั้นจิ้นที่ยังพอพบได้ แต่ได้รับความนิยมน้อยลง หรือเมนูที่ต้องใช้วัตถุดิบเฉพาะฤดูกาลจากลุ่มน้ำโขง ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง

นี่ทำให้การอนุรักษ์อาหารถิ่นไม่ใช่เรื่องโรแมนติกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของเวลา ถ้าไม่รีบเก็บข้อมูลสูตร เรื่องเล่า วัตถุดิบ และคนทำไว้ให้ครบถ้วน เมนูเหล่านี้อาจไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และเมื่ออาหารหายไป สิ่งที่หายไปพร้อมกันก็คือความทรงจำ วิถีชีวิต และภาษาเชิงวัฒนธรรมของท้องถิ่นด้วย

โลกท่องเที่ยวปี 2569 กำลังหันมาหา “ประสบการณ์กิน” มากขึ้นอย่างชัดเจน

ข้อมูลจาก Agoda 2026 Travel Outlook Report ระบุว่า “ประสบการณ์ด้านอาหาร” ได้ขยับขึ้นมาเป็น 1 ใน 3 แรงจูงใจหลักของนักเดินทางชาวเอเชีย จากเดิมที่อยู่อันดับ 6 ในปีก่อนหน้า ขณะเดียวกัน นักเดินทางชาวไทย 20 เปอร์เซ็นต์ก็มองว่า การออกเดินทางเพื่อค้นหาและลิ้มลองประสบการณ์อาหารใหม่ ๆ เป็นเหตุผลสำคัญของการท่องเที่ยวด้วย สัญญาณนี้สะท้อนให้เห็นว่า อาหารไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเติมเต็มการเดินทาง แต่กำลังกลายเป็นเหตุผลหลักของการออกเดินทางเองแล้ว

เมื่อวางข้อมูลนี้เคียงกับสถานการณ์ของเชียงราย จะเห็นว่า จังหวัดกำลังอยู่ในจังหวะที่ดีมาก เพราะสิ่งที่เชียงรายมีอยู่แล้วคือทุนทางอาหารที่หลากหลาย เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจยังไม่ได้ถูกแปลงเป็นประสบการณ์เชิงท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ หากจังหวัดสามารถทำให้อาหารถิ่นแต่ละเมนูมีเรื่องเล่า มีคนทำ มีสถานที่สัมผัส และมีระบบพานักท่องเที่ยวเข้าไปมีส่วนร่วมได้จริง อาหารถิ่นเหล่านี้ก็จะไม่ใช่แค่เมนูพื้นบ้าน แต่จะกลายเป็นแรงดึงดูดการเดินทางในตัวเอง

นักท่องเที่ยวยุคใหม่ไม่ได้อยากแค่กิน แต่ต้องการ “เข้าไปอยู่ในชีวิตนั้น” สักพัก

ข้อมูลจาก Booking.com ชี้ว่า นักเดินทางในปี 2026 ต้องการการเดินทางที่มีความเฉพาะตัวมากขึ้น และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ที่พาให้หลุดจากชีวิตประจำวันเดิม ๆ แนวโน้มนี้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องการเดินทางแบบสวมบทบาทชีวิตชั่วคราว หรือการได้ลองใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่งในพื้นที่ปลายทาง ซึ่งในภาษาการท่องเที่ยวร่วมสมัย นี่คือการเดินทางที่ผู้คนไม่ได้อยากเป็นเพียง “ผู้ชม” แต่ต้องการเข้าไปอยู่ในเรื่องราวนั้นจริง ๆ

เมื่อเชื่อมกลับมาที่เชียงราย นี่คือโอกาสอย่างยิ่งของโมเดลอย่าง farm stay, wellness village, eco resort และ cultural retreat เพราะอาหารท้องถิ่นสามารถเป็นศูนย์กลางของประสบการณ์เหล่านี้ได้โดยตรง นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องแค่นั่งกินอาหาร แต่สามารถไปดูแหล่งวัตถุดิบ เรียนรู้การเตรียมเครื่องแกง ร่วมทำอาหาร หรือเข้าใจว่าทำไมเมนูนั้นจึงมีความหมายต่อชุมชน หากออกแบบให้ดี ประสบการณ์เหล่านี้จะมีพลังมากกว่าการเสิร์ฟอาหารเพียงจานเดียวหลายเท่า

เชียงรายมีสิทธิ์เต็มที่ในเกมเดียวกับน่าน แพร่ แม่ฮ่องสอน เลย และนครพนม

หลายเมืองรองของไทยกำลังเริ่มเกมเดียวกัน คือการใช้ทุนวัฒนธรรม ธรรมชาติ และวิถีชีวิต สร้างโมเดลท่องเที่ยวที่เน้นประสบการณ์แทนการขายเพียงสถานที่ น่านมีภาพจำเรื่องฟาร์มโฮมสเตย์และ slow life แพร่มีเมืองเก่าและหัตถกรรม แม่ฮ่องสอนมีวัฒนธรรมชายแดนและภูเขา เลยมีภูมิทัศน์และวิถีพื้นถิ่น นครพนมมีแม่น้ำโขง ศรัทธา และความเป็นเมืองชายแดน

เชียงรายจึงไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่มีสิทธิ์ในสนามนี้ ตรงกันข้าม จังหวัดมีต้นทุนครบทั้งอาหาร วัฒนธรรมชาติพันธุ์ ศิลปะ การออกแบบ เมืองเก่า และภูมิประเทศที่เชื่อมสายน้ำกับภูเขาเข้าด้วยกันอย่างโดดเด่น สิ่งที่เชียงรายต้องทำไม่ใช่การเลียนแบบเมืองอื่น แต่ต้องใช้ทุนที่ตัวเองมีอยู่แล้วให้ชัดขึ้น และแปลงให้เป็นประสบการณ์ที่คนสัมผัสได้จริง วัดผลได้จริง และใช้จ่ายในพื้นที่ได้จริง

สถานะเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก คือโอกาส แต่ก็เป็นแรงกดดันให้เชียงรายต้องทำให้ได้จริง

เชียงรายได้รับการประกาศเป็น UNESCO Creative City of Design อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2023 สถานะนี้ทำให้จังหวัดมีภาพจำใหม่ในระดับนานาชาติว่าเป็นเมืองแห่งความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ แต่ในอีกมุมหนึ่ง สถานะดังกล่าวก็เป็นแรงกดดันเช่นกัน เพราะเมื่อได้รับการรับรองแล้ว จังหวัดย่อมต้องแสดงให้เห็นว่า “การออกแบบ” ไม่ได้อยู่แค่ในพิพิธภัณฑ์ งานศิลปะ หรือสินค้าหัตถกรรมเท่านั้น แต่ต้องเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนและเศรษฐกิจของพื้นที่ด้วย

การดึงอาหารถิ่นเข้ามาอยู่ในสนามของการออกแบบจึงเป็นคำตอบที่มีเหตุผลอย่างยิ่ง เพราะการออกแบบในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่การจัดจานให้สวย แต่รวมถึงการออกแบบเรื่องเล่า การออกแบบประสบการณ์กิน การออกแบบภาชนะ การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว และการออกแบบวิธีพาผู้คนเข้าไปสัมผัสความหมายของอาหารอย่างลึกซึ้ง หากทำได้สำเร็จ เชียงรายจะสามารถใช้สถานะเมืองสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือจริง ไม่ใช่เพียงป้ายเชิงสัญลักษณ์

หากจะไปให้ไกล เชียงรายต้องมองอาหารเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ประกวดแล้วจบ

สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดคือการทำให้โครงการ “รสชาติที่หายไป” จบลงเพียงที่การคัดเลือกเมนูผู้ชนะ เพราะหากสิ่งที่เกิดขึ้นมีแค่ประกาศผล แล้วไม่มีการต่อยอด เมนูที่ถูกพูดถึงก็อาจกลับไปเลือนหายอีกครั้งในเวลาไม่นาน ความสำเร็จที่แท้จริงของโครงการจึงไม่ควรวัดจากจำนวนผู้สมัครเพียงอย่างเดียว แต่ควรวัดจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นด้วย

เชียงรายจำเป็นต้องคิดต่อเรื่องฐานข้อมูลดิจิทัลของสูตรและเรื่องเล่า การเชื่อมโยงร้านอาหารกับชุมชนผู้สืบทอด การจัดทำเส้นทางอาหารถิ่น การออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ รวมถึงการต่อยอดวัตถุดิบเฉพาะถิ่นไปสู่ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่จับต้องได้ ถ้าจังหวัดทำให้ทุกอย่างเชื่อมต่อกันเป็นระบบได้ เมนูหนึ่งเมนูจะไม่ใช่เพียงผู้ชนะบนกระดาษ แต่จะกลายเป็นเครื่องยนต์เล็ก ๆ ของเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว

Soft Power ของเชียงรายอาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างของใหม่ทั้งหมด แต่อยู่ที่การทำให้ของเดิมกลับมามีชีวิต

ภาพใหญ่ที่ปรากฏจากข้อมูลทั้งหมด คือเชียงรายกำลังมีโอกาสพิเศษในปี 2569 จังหวัดมีทั้งนโยบายภาครัฐหนุน เทรนด์นักเดินทางเอเชียที่หันมาหาอาหารมากขึ้น กระแส experience-based travel ของโลก และสถานะเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกรองรับอยู่แล้ว สิ่งที่เหลือคือ ความสามารถในการแปลง “ของดีที่มีอยู่เดิม” ให้กลับมามีชีวิตและมีมูลค่าใหม่ในโลกปัจจุบัน

หากเชียงรายทำได้ อาหารถิ่นจะไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมบนโต๊ะอาหารของคนรุ่นก่อน แต่จะกลายเป็น soft power ที่กินได้ เล่าได้ เดินทางได้ และสร้างรายได้จริงให้ชุมชน เมืองรองแห่งนี้ก็จะไม่ใช่เพียงเมืองที่มีของดีซ่อนอยู่ แต่จะกลายเป็นจังหวัดที่รู้วิธีเปลี่ยนความทรงจำให้กลายเป็นอนาคต

เกมใหม่ของเชียงราย ไม่ใช่แค่รักษาของเก่า แต่ต้องทำให้คนรุ่นใหม่อยากอยู่กับมันต่อ

ในที่สุด คำถามสำคัญไม่ใช่แค่เมนูใดจะได้รับการคัดเลือก แต่คือเชียงรายจะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่อยากรู้จัก อยากกิน อยากทำ และอยากสืบทอดอาหารเหล่านี้ต่อไป ถ้าจังหวัดสามารถทำให้ “รสชาติที่หายไป” กลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนอีกครั้ง ทั้งในชุมชน ร้านอาหาร โรงแรม เส้นทางท่องเที่ยว และการสื่อสารสู่ตลาดโลก ความสำเร็จนั้นจะใหญ่กว่ารางวัลหรือเวทีประกวดใด ๆ

เพราะสุดท้ายแล้ว อาหารหนึ่งจานอาจเป็นมากกว่าของกิน มันอาจเป็นทั้งประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา อัตลักษณ์ และเศรษฐกิจของจังหวัดในเวลาเดียวกัน และในโลกที่นักเดินทางกำลังโหยหาความจริง ความช้า และความหมายมากขึ้นทุกวัน เชียงรายย่อมมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะใช้รสชาติของตัวเองเป็นประตูบานใหม่สู่อนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลโครงการ “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” แนวคิด “รสชาติที่หายไป The Lost Taste” ของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ประจำปี 2569
  • โครงการ Thailand Best Local Food “รสชาติที่หายไป The Lost Taste” จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
  • ข้อมูลสถานะเชียงรายในเครือข่าย UNESCO Creative Cities Network สาขาการออกแบบ จากองค์การยูเนสโก
  • ข้อมูล Agoda 2026 Travel Outlook Report
  • ข้อมูลcom Travel Predictions 2026
  • World’s Greatest Places 2026 จาก TIME
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

วธ. เชียงราย จัดงานสรงน้ำพระ สืบสานภูมิปัญญา

เชียงรายสืบสานมรดกวัฒนธรรมผ่านประเพณีสรงน้ำพระโบราณสถานถ้ำพระ รำลึก 120 ปี รัชกาลที่ 6 และ 100 ปี รัชกาลที่ 7

เชียงราย, 19 พฤษภาคม 2568 – ณ โบราณสถานถ้ำพระ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายได้จัดงาน “โครงการส่งเสริมสนับสนุนการอนุรักษ์ฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นและมรดกภูมิปัญญา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568” ภายใต้กิจกรรมส่งเสริมและสืบสานภูมิปัญญาและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ในงานประเพณีสรงน้ำพระโบราณสถานถ้ำพระ โดยมีนายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี งานนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมอบน้ำดื่มและขนม และบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ที่มอบอาหารปรุงสุกพร้อมรับประทาน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร ประชาชน เด็ก และเยาวชนกว่า 200 คน ร่วมกิจกรรมเพื่ออนุรักษ์และสืบสานมรดกวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของจังหวัดเชียงราย

ถ้ำพระ สัญลักษณ์แห่งศรัทธาและประวัติศาสตร์

ในหุบเขาที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติอันเงียบสงบริมแม่น้ำกก ห่างจากตัวเมืองเชียงรายเพียง 6 กิโลเมตร โบราณสถานถ้ำพระตั้งตระหง่านเป็นดั่งมรดกแห่งศรัทธาและประวัติศาสตร์ของชุมชนตำบลแม่ยาว ภูเขาหินสูงราว 800 เมตรแห่งนี้ซ่อนความงดงามของถ้ำที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ หินงอกหินย้อยที่เกิดจากธรรมชาติ และฝูงค้างคาวที่อาศัยอยู่ในถ้ำ ถ้ำพระไม่เพียงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับพุทธศาสนิกชน แต่ยังเป็นโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร และมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติ ด้วยการเคยต้อนรับการเสด็จประพาสของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ในปี พ.ศ. 2448 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2469

ทุกเดือนพฤษภาคม ชุมชนตำบลแม่ยาวและพุทธศาสนิกชนจากทั่วสารทิศจะมารวมตัวกันในงานประเพณีสรงน้ำพระ เพื่อแสดงความเคารพต่อพระพุทธรูปและรำลึกถึงความสำคัญของถ้ำพระ ทว่าในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป การถ่ายทอดมรดกวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นใหม่กลายเป็นความท้าทาย เด็กและเยาวชนจำนวนมากเริ่มหันเหความสนใจไปสู่โลกดิจิทัลและวิถีชีวิตสมัยใหม่ ทำให้ความรู้เกี่ยวกับประเพณีท้องถิ่นและภูมิปัญญา เช่น การทำกรวยดอกไม้ (สรวยดอก) หรือการตัดตุงล้านนา (ตุงไส้หมู) ค่อยๆ เลือนหายจากชุมชน

เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายนี้ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายได้ริเริ่มโครงการส่งเสริมและสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเลือกถ้ำพระเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงชุมชนกับมรดกวัฒนธรรม และรำลึกถึงวาระครบรอบ 120 ปี การเสด็จประพาสของรัชกาลที่ 6 และ 100 ปี การเสด็จประพาสของรัชกาลที่ 7 ผ่านงานประเพณีสรงน้ำพระในวันที่ 19 พฤษภาคม 2568

การสืบสานวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ในงานประเพณีสรงน้ำพระ

เมื่อวันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม 2568 ณ โบราณสถานถ้ำพระ ตั้งแต่เวลา 08.30 ถึง 15.30 น. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายได้จัดงานที่เปี่ยมด้วยความหมาย โดยมีนายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด กิจกรรมนี้แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่:

กิจกรรมสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น

กิจกรรมนี้มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้และทักษะด้านวัฒนธรรมล้านนา โดยจัดตั้งฐานเรียนรู้สองฐาน ดังนี้:

  • ฐานเรียนรู้ที่ 1: เครื่องสักการะล้านนา (การทำกรวยดอกไม้)
    นำโดยนายยรัชสิทธิ์ แสงทอง และนายโภคิน วงค์แก้ว นักศึกษาแขนงการจัดการทรัพยากรทางวัฒนธรรม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ผู้เข้าร่วมกว่า 50 คน ซึ่งรวมถึงเด็กและเยาวชนจากโรงเรียนแม่ยาววิทยา ได้เรียนรู้การประดิษฐ์กรวยดอกไม้ หรือ “สรวยดอก” ซึ่งเป็นเครื่องสักการะที่ใช้ในพิธีกรรมทางพุทธศาสนาและประเพณีล้านนา
  • ฐานเรียนรู้ที่ 2: การตัดตุงล้านนา
    นำโดยนายวุฒิพงศ์ วรรณคำ และนายณัฐนนท์ ขัติกันทา นักศึกษาแขนงเดียวกัน ภายใต้การควบคุมของผู้ช่วยศาสตราจารย์นครินทร์ น้ำใจดี ประธานแขนงวิชาการจัดการทรัพยากรทางวัฒนธรรม ผู้เข้าร่วมได้ฝึกการตัด “ตุงไส้หมู” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองและความเชื่อในวัฒนธรรมล้านนา

กิจกรรมทั้งสองฐานนี้ไม่เพียงช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจถึงความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของชุมชน โดยเฉพาะในหมู่เยาวชนที่ได้ลงมือปฏิบัติจริง

กิจกรรมเสวนา “ลิลิตพายัพรำลึก”

ในช่วงบ่ายเวลา 13.00 น. ได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อ “ลิลิตพายัพรำลึกครบรอบ 120 ปี รัชกาลที่ 6 และ 100 ปี รัชกาลที่ 7 เสด็จประพาสโบราณสถานถ้ำพระ” เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์และเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดงานเฉลิมฉลองในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 การเสวนานี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ได้แก่:

  • พระศิริชัย สิริชโย ประธานสำนักสงฆ์โบราณสถานถ้ำพระ
  • คุณอภิชิต ศิริชัย นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
  • นางสาวนงไฉน ทะรักษา นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่
  • นายปรัตถกร การเร็ว กำนันตำบลแม่ยาว
  • นายเดช จิ่งมาดา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • นางสาวธณิกานต์ วรธรรมานนท์ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงแสน

การเสวนานี้เริ่มต้นด้วยการกล่าวเปิดโดยอาจารย์นคร พงษ์น้อย ผู้อำนวยการอุทยานศิลปวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง และดำเนินรายการโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภาพร เตวิยะ ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ผู้ร่วมเสวนาได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสำคัญของถ้ำพระในมิติประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม รวมถึงแนวทางการอนุรักษ์เพื่อส่งต่อมรดกนี้สู่คนรุ่นหลัง

งานนี้ได้รับการสนับสนุนด้านอาหารและเครื่องดื่มจากบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของภาคเอกชนในการส่งเสริมความยั่งยืนทางวัฒนธรรม โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้นกว่า 200 คน รวมถึงพระราชวชิรคณี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย นางสาวนันทวรรณ กันคำ ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย และนางธนัญญา เชิดโฉม รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย

การเชื่อมโยงชุมชนสู่ความยั่งยืนทางวัฒนธรรม

กิจกรรมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ประสบความสำเร็จอย่างมากในการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ โดยสามารถจุดประกายความตระหนักรู้ในหมู่ประชาชน เด็ก และเยาวชนเกี่ยวกับความสำคัญของมรดกวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การลงมือปฏิบัติในฐานเรียนรู้ เช่น การทำกรวยดอกไม้และตัดตุงล้านนา ช่วยให้เยาวชนจากโรงเรียนแม่ยาววิทยาได้สัมผัสถึงคุณค่าของภูมิปัญญาดั้งเดิม ขณะที่การเสวนา “ลิลิตพายัพรำลึก” ได้สร้างความเข้าใจในมิติประวัติศาสตร์ของถ้ำพระ และวางรากฐานสำหรับการจัดงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ในอนาคต

การมีส่วนร่วมของชุมชน โดยเฉพาะผู้นำท้องถิ่นอย่างกำนันและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย แสดงถึงความเข้มแข็งของเครือข่ายชุมชนในการอนุรักษ์วัฒนธรรม การสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่างซีพี ออลล์ และซีพีแรม ยังเป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดงานและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน

นอกจากนี้ การจัดงานในครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมสำหรับการเฉลิมฉลองวาระสำคัญในอนาคต โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายได้วางแผนจัดงานรำลึกครบรอบ 120 ปี การเสด็จประพาสของรัชกาลที่ 6 ในวันที่ 11 ธันวาคม 2568 และครบรอบ 100 ปี การเสด็จประพาสของรัชกาลที่ 7 ในวันที่ 18 มกราคม 2569 ซึ่งจะเป็นโอกาสในการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและส่งเสริมถ้ำพระให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้น

ผลลัพธ์และความท้าทายของการอนุรักษ์วัฒนธรรม

ผลลัพธ์ของงานประเพณีสรงน้ำพระโบราณสถานถ้ำพระและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 สามารถวิเคราะห์ได้ในหลายมิติ:

การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

การจัดฐานเรียนรู้การทำกรวยดอกไม้และตัดตุงล้านนาเป็นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จในการดึงดูดเยาวชนให้มีส่วนร่วม การลงมือปฏิบัติช่วยให้ผู้เข้าร่วม โดยเฉพาะเด็กนักเรียน ได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการสร้างความผูกพันกับวัฒนธรรมท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เข้าร่วมในฐานเรียนรู้ (มากกว่า 50 คน) ยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในพื้นที่ แสดงถึงความจำเป็นในการขยายการประชาสัมพันธ์และเพิ่มโอกาสให้เยาวชนจากโรงเรียนอื่นๆ เข้าร่วมในอนาคต

การรำลึกประวัติศาสตร์

การเสวนา “ลิลิตพายัพรำลึก” เป็นเวทีที่ทรงพลังในการเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน การนำวิทยากรจากหลากหลายสาขา เช่น นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี และผู้นำชุมชน ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองที่หลากหลายและครอบคลุม ผลจากการเสวนานี้ไม่เพียงสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของถ้ำพระในฐานะโบราณสถาน แต่ยังวางรากฐานสำหรับการจัดงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ในอนาคต อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงข้อมูลประวัติศาสตร์ของถ้ำพระในวงกว้างยังคงจำกัด เนื่องจากเอกสารอย่าง “ลิลิตพายัพ” อาจไม่เป็นที่รู้จักในหมู่ประชาชนทั่วไป

ความร่วมมือระหว่างภาคส่วน

ความสำเร็จของงานนี้เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย สำนักสงฆ์โบราณสถานถ้ำพระ และภาคเอกชนอย่างซีพี ออลล์ และซีพีแรม การสนับสนุนด้านอาหารและเครื่องดื่มจากภาคเอกชนช่วยลดภาระด้านงบประมาณและเพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้เข้าร่วม อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาการสนับสนุนจากภายนอกอาจเป็นความท้าทายในระยะยาว หากไม่มีการวางแผนด้านงบประมาณที่ยั่งยืน

ความท้าทายในการอนุรักษ์

แม้ว่ากิจกรรมจะประสบความสำเร็จในการสร้างความตระหนักรู้ แต่การอนุรักษ์วัฒนธรรมในระยะยาวยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ได้แก่:

  • การเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต: เยาวชนในยุคดิจิทัลอาจไม่เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นหากไม่มีการเชื่อมโยงกับบริบทสมัยใหม่ เช่น การใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อประชาสัมพันธ์
  • ข้อจำกัดด้านทรัพยากร: การจัดงานขนาดใหญ่ เช่น การเฉลิมฉลองในปี 2568-2569 อาจต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งด้านงบประมาณและบุคลากร
  • การเข้าถึงชุมชนที่กว้างขึ้น: การมีส่วนร่วมของชุมชนในตำบลอื่นๆ หรือจังหวัดใกล้เคียงยังคงจำกัด ซึ่งอาจลดผลกระทบของโครงการในระดับภูมิภาค

เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายควรพิจารณากลยุทธ์ต่อไปนี้:

  • การใช้เทคโนโลยี: สร้างแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น วิดีโอสอนการทำกรวยดอกไม้ หรือแอปพลิเคชันเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ถ้ำพระ เพื่อดึงดูดเยาวชน
  • การขยายเครือข่าย: เชิญชวนโรงเรียนและชุมชนจากพื้นที่อื่นๆ เข้าร่วม เพื่อเพิ่มการรับรู้ในวงกว้าง
  • การสร้างแรงจูงใจ: จัดตั้งรางวัลหรือโครงการแข่งขันด้านวัฒนธรรมสำหรับเยาวชน เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม

สถิติและแหล่งอ้างอิง

เพื่อให้เห็นภาพความสำเร็จและบริบทของการอนุรักษ์วัฒนธรรมในงานประเพณีสรงน้ำพระโบราณสถานถ้ำพระ ข้อมูลต่อไปนี้รวบรวมจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ:

  1. จำนวนผู้เข้าร่วม:
    • ผู้เข้าร่วมทั้งหมด: มากกว่า 200 คน
    • ผู้เข้าร่วมฐานเรียนรู้การทำกรวยดอกไม้และตัดตุงล้านนา: มากกว่า 50 คน (ส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชนจากโรงเรียนแม่ยาววิทยา)
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (2568). รายงานผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมสนับสนุนการอนุรักษ์ฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นและมรดกภูมิปัญญา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568
  2. การสนับสนุนจากภาคเอกชน:
    • น้ำดื่มและขนมจากบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
    • อาหารปรุงสุกพร้อมรับประทานจากบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM)
    • แหล่งอ้างอิง: รายงานการประชาสัมพันธ์กิจกรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (2568)
  3. ความสำคัญของถ้ำพระ:
    • ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานโดยกรมศิลปากรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524
    • เป็นสถานที่เสด็จประพาสของรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2448) และรัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2469)
    • แหล่งอ้างอิง: กรมศิลปากร (2568). รายงานโบราณสถานจังหวัดเชียงราย
  4. การมีส่วนร่วมของเยาวชนในกิจกรรมวัฒนธรรม:
    • จำนวนเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมวัฒนธรรมในจังหวัดเชียงราย ปี 2567: ประมาณ 1,500 คน
    • จำนวนเยาวชนที่เข้าร่วมในปี 2568 (คาดการณ์): เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนหน้า
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (2568). สถิติการมีส่วนร่วมของเยาวชนในกิจกรรมวัฒนธรรม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สำนักสงฆ์โบราณสถานถ้ำพระ
  • สำนักศิลปะและวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
  • กรมศิลปากร
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE